ที่มา uddred
ฐานเศรษฐกิจ 30 กันยายน 2555 >>>
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
และผู้นำพรรคฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ Abhisit Vejjajiva ระบุว่า
"ผมยินดี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เคยปฏิเสธ ถาม "คุณเฉลิม" ดีกว่าว่า
นายใหญ่ของคุณ ทำไมไม่มาเข้ากระบวนการยุติธรรม
และยอมรับกระบวนการยุติธรรมบ้าง"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, September 30, 2012
"อภิสิทธิ์" โพสต์ทวิตเตอร์ ระบุ ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
Saturday, September 29, 2012
นายกฯ แจงภารกิจประชุมสมัชชา UN
ที่มา Voice TV
นอกจากนี้ ยังมีการหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมาร์ เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายร่วมกัน เพื่อต่อยอดการทำเอ็มโอยูไปสู่การปฏิบัติ มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีจากสหภาพยุโรปเรื่องการลงทุน รวมถึงการเข้าพบนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กเพื่อศึกษาเรื่องระบบผังเมือง การหารือกับนักธุรกิจสหรัฐฯเพื่อโอกาสทางการค้า รวมถึงได้มอบนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกแก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในนคร นิวยอร์ก
นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการค้าการลงทุนพบว่าหลายประเทศมองว่าการเปิดการค้าเสรีจะสามารถ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยมีนักลงทุนสนใจลงทุนในไทย รวมถึงการท่องเที่ยวในไทย ได้มีการหารือในการส่งนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว ส่วนภารกิจอื่นๆยังได้เยี่ยมสถานศึกษาเด็กเล็กย่าน Harlem Children นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการบริหารของท้องถิ่นร่วมกับรัฐบาล เน้นการดูแลพัฒนาการของเด็กตามช่วงอายุ พัฒนาการด้านการศึกษา รวมถึงด้านสาธารณสุข ซึ่งมองว่าเป็นประโยชน์โดยจะมีการนำมาต่อยอดใช้กับประเทศไทย เช่นเดียวกับเรื่องผังเมือง ความปลอดภัยจะนำมาประยุกต์ใช้กับ กทม. และจากการเยี่ยมชมไฮไลน์ พาร์ค (Highline Park) ซึ่งเป็นการแปลงสถานีรถไฟเก่ามาเป็นสวนสาธารณะลอยฟ้า มีพื้นที่สีเขียว และสนามเด็กเล่น ซึ่งชื่นชมในการนำความคิดที่สร้างสรรค์มาใช้
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: บทเรียนทักษิณ ชินวัตรกับปรีดี พนมยงค์
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-09-28 18:41
Silent Spring 50ปี หนังสือเปลี่ยนโลก
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-09-28 17:51
เป็นเวลาเกือบ 50 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่หนังสือ Silent Spring ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้ง หนังสือเล่มจุดให้เกิดกองเพลิงใหญ่ลุกไหม้ท้าทายให้เกิดการถกเถียงทั้งใน สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ กว่าหนึ่งปีเต็มที่ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และนิตยสารในสหัฐอเมริกาต่างเต็มไปด้วยการแจ้งข้อหาและการแจ้ง ข้อหากลับ หนังสือเล่มนี้เป็นประเด็นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์และจุดให้เกิดการถกเถียง กันในพื้นที่สาธารณะ ตั้งแต่ห้องนั่งเล่นไปจนถึงห้องประชุมบริษัท และได้กลายมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจตรวจสอบตั้งแต่ระดับประธานาธิบดี ไปจนถึงระดับสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ
หนังสือ Silent Spring ตีพิมพ์ครั้งแรกที่อังกฤษ และในปีต่อมาก็ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Hamish Harmilton และในที่สุดก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 15 ภาษา จนกลายเป็นปรากฏการณ์ในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลก ช่วงครึ่งศตวรรษนับแต่การตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาไม่เคยขาด และไม่เคยห่างหายไปจากแวดวงการถกเถียง ที่มีกำเนิดจากเนื้อหาภายในเล่ม เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
คำตอบอยู่ในลักษณะและความตั้งใจของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ราเชล คาร์สันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีมุมมองกว้างไกลและเป็นเขียนฝีมือฉกาจ ที่สามารถถ่ายทอดให้เห็นภาพนิเวศวิทยาของชีวิตและนำภาพนั้น มารวมกับแนวคิดว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบในโลกที่มีชีวิต เธอนำสิ่งเหล่านี้เข้าไปประทับในความคิดและจิตใจของผู้อ่านโดยที่ไม่มีใครทำ ได้มาก่อน ก่อนหน้าที่จะเขียนและตีพิมพ์หนังสือ Silent Spring ราเชลก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงและผลงานได้รับความนิยม หนังสือที่เธอเขียนเป็นจดหมายรักที่เธอเขียนถึงทะเลที่เคลื่อนไหวเวียนวน เป็นวัฏจักร ในหนังสือชื่อ Under the Sea-Wind (พิมพ์เมื่อปี 1941) เธอเชื้อเชิญให้ผู้อ่านเข้าไปสัมผัสกับการอยู่กับทะเลเยี่ยงปลาและนก ราเชลเขียนว่า “ในคืนที่สี่หลังพายุหิมะพัดกระหน่ำ ดวงจันทร์ส่องแสงแรงกล้ามาที่ผิวน้ำ สายลมพัดแสงนั้นให้เป็นเส้นแสงกระเพื่อม บนอากาศบริเวณเหนืออ่าวมีเส้นแสงกำลังเริงระบำอยู่ไหวๆ คืนนี้ปลาเทร๊าท์มองเห็นปลาอื่นนับหลายร้อยแหวกว่ายลงสู่ห้วงน้ำที่ลึกลงไป มีหญ้าทะเลลอยมา มองดูเป็นเงาสีดำอยู่ใต้ผิวน้ำส่องประกายสีเงิน”
หนังสือ The Sea Around Us (พิมพ์เมื่อปี 1941) เป็นการค้างอ้างแรมเคล้าอารมณ์กวี สู่ลักษณะทางกายภาพของทะเล ในหนังสือเล่มนี้ ราเชลอธิบายว่า “สำหรับทั้งหมดทั้งมวลของโลก มหาสมุทรเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบดูแล คอยรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้ผันผวน มีคนกล่าวว่ามหาสมุทรเป็นธนาคารเก็บรักษาพลังงานแสงอาทิตย์ รับฝากสิ่งต่างๆในยามที่มีล้นเกิน และคืนให้ในยามที่ต้องการใช้ “หากปราศจากมหาสมุทร โลกเขาจะต้องเผชิญกับความเลวร้ายของอุณหภูมิที่ผันผวนชนิดที่เราไม่เคยพบ เห็นมาก่อน ส่วนน้ำที่ปกคลุมสามส่วนสี่ของพื้นผิวที่เหมือนห่มด้วยเสื้อคลุมของโลก ช่างเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสุดอัศจรรย์เหลือเกิน
หนังสือ The Edge of the Sea (1955) ทำให้ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตบนชายฝั่ง ราเชลเก็บสิ่งที่สัมผัสได้นี้ได้อย่างรวดเร็ว “ขณะเดินสำรวจชายหาดยามค่ำคืนอยู่นั้น ดิฉันสร้างความประหลาดใจให้กับปูผีตัวเล็กตัวหนึ่งด้วยแสงจากคบไฟ ปูผีตัวนี้นอนอยู่ในรูตื้นๆ เหนือคลื่นที่ซัดฝั่ง ราวกับว่ามันกำลังมองทะเลอย่างเฝ้ารอ สีดำของรัตติกาลปกคลุมผืนน้ำ อากาศและชายหาดจนหมดสิ้น มันคือสีดำของโลกแบบเก่าก่อนมีมนุษย์ ไม่ปรากฏเสียงอื่นใด คล้ายกับสรรพสิ่งมีสิ่งที่ห่มคลุมกายอยู่ทั้งสิ้น มีเพียงเสียงลมโบราณพัดเหนือผืนน้ำและผืนทราย และเสียงของคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆปรากฏให้เห็น มีเพียงปูตัวเล็กตัวหนึ่งอยู่ที่ชายทะเล ดิฉันเห็นปูผีนับหลายร้อยตัวในที่อื่นๆ แต่ทันใดนั้น ฉันก็เกิดความรู้สึกอย่างประหลาดเป็นครั้งแรกว่า สิ่งมีชีวิตต่างมีโลกเป็นของตนเอง ดิฉันก็เข้าใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถึงแก่นแท้ของชีวิต
ในหนังสือเหล่านี้ของราเชล มีการรวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วยความรู้สึกที่ลึกล้ำกว่า อุดมด้วยความหมาย ฝังแน่นอยู่ในความรู้นั้น เนื้อหาที่แม้ไม่ได้เขียนแต่ก็รู้สึกได้ว่า เราทุกคนล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลก ไม่ว่าจะเป็นปูหรือหอยทาก เป็นนกนางนวลหรือมนุษย์ก็ตาม ความเต็มเปี่ยมของกาลเวลา หลังจากใช้ไปกับการระลึกตรึกตองและอธิบายออมาเป็นองค์รวมของโลกแห่งธรรมชาติ ราเชลตระหนักเสมอว่า การทำร้ายโลกในนามของการควบคุมศัตรูพืชและการเกษตรแบบเข้มข้น แม้เวลาที่ใช้ไปจะไม่มากนัก ราเชลรู้ว่ากำลังเกิดสงครามทำลายธรรมชาติ มันคือสงครามที่ไม่วันชนะ เนื่องจากเป็นสงครามที่ก่อขึ้นด้วยความโง่เขลาไม่รู้จักโครงสร้างและหน้าที่ ของธรรมชาติ สำนึกภายในทำให้ราเชลต้องประกาศออกมาว่า เธอจะต้องทำให้เห็นความสูญเสียที่แท้จริงและความล้มเหลวของการใช้สารเคมี ด้วยเหตุนี้จึงเป็นกำเนิดของ Silent Spring
ในหนังสือเล่มนี้ ราเชลเขียนว่า “ภายใต้การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เกษตรกรแทบไม่มีปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืช แต่แมลงระบาดเพราะมีการปลูกพืชเชิงเดียวกันอย่างมหาศาล ระบบการทำเกษตรแบบนี้ก่อให้เกิดการระบาดของแมลง การปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้นำหลักการทำงานของธรรมชาติมาใช้ แต่เป็นการทำเกษตรกรรมแบบวิศวกรรมที่ปรับแต่งอย่างไรก็จะทำ ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ผืนดินประเภทต่างๆ แต่มนุษย์มักจะแสดงให้เห็นว่าหลงไหลการทำให้สิ่งต่างๆเหลืออยู่ไม่กี่อย่าง และไม่ซับซ้อน ดังนั้นมนุษย์จึงละเลยระบบการตรวจสอบถ่วงดุลย์ ซึ่งธรรมชาติได้โอบอุ้มสรรพชีวิตมากมายเอาไว้
มีสื่อเขียนถึง ถ่ายทอดเป็นรายการและพูดถึงเมื่อหนังสือ Silent Spring เกิดการฟ้องร้องและการฟ้งอกลับ มีข้อมูลจริงและที่รับมาผิด มีทั้งการประณามอย่างรุนแรงและการหลงไหลไร้เหตุผล สรุปว่าหนังสือกล่าวถึงอะไรกันแน่
หนังสือ Silent Spring มุ่งความสนใจไปที่การปนเปื้อนของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาฆ่าแมลงและยาปราบวัชพืช หนังสือเล่มนี้บรรยายอย่างชัดเจนให้เห็นรายละเอียดของผลกระทบที่เกิดจากการ ปล่อยสารพิษเหล่านี้ออกไปสู่ธรรมชาติ ราเชลอธิบายให้เห็นเป็นข้ออย่างละเอียดดังนี้
หนังสือเล่มนี้เกิดจากการกลั่นกรองหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จนสามารถอธิบาย เรื่องราวได้อย่างแจ่มแจ้ง จากการค้นคว้าข้อมูลอย่างครบถ้วน หนังสือเล่มนี้รวบรวมเนื้อหาจากเอกสารและงานที่นำมาอ้างอิงกว่าห้าสิบหน้า แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของการมองโลกอย่างเห็นคุณค่าของระบบนิเวศ ด้วยภาษาที่ใครก็อ่านได้ นับเป็นครั้งแรกในโลกปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ที่หนังสือเล่มนี้ได้แจกจ่ายไปสู่มือนักอ่านจำนวนมาก จนเกิดเป็นหัวข้อโต้เถียงที่ทรงพลังและสร้างสรรค์ให้เห็นสัมพันธภาพ ระหว่างโลกของธรรมชาติกับสภาวะการพึ่งพาธรรมชาติของมนุษย์เรา เนื้อหาในเล่มครอบคลุมกว้างขวางกว่าแค่จะมุ่งเน้นเรื่องยาฆ่าแมลง ราเชล คาร์สัน แสดงให้เห็นบทเรียนที่ล้ำลึกซึ่งเกิดจากการเฝ้าศึกษาธรรมชาติมาตลอดชีวิต จนได้ข้อคิดว่า โลกไม่ใช่ของเรา เราต่างหากที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก ทุกวันนี้ในโลกที่เราจะต้องสู้กับทั้งสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) และภูมิอากาศแปรปรวน ราเชลช่างนำเสนอเนื้อหาได้ร่วมสมัย ใช่แล้ว ระดับของการทำลายมันกว้างขึ้นและลงลึกไปเรื่อยๆนับตั้งแต่สมัยที่ราเชลยัง อยู่ ใช่แล้ว เราอยู่ในโลกแห่งวิกฤติ แต่ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไป มีมนุษย์จำนวนมากขึ้นทั่วโลกต่างเดินทางไปสู่แสงแห่งความเข้าใจ ถ้าเราช่วยกันเราจะทำสำเร็จได้ และเราจะสร้างอนาคตในแบบที่เราจะสามารถกลับมายังที่อาศัยภายในอ้อมกอดอัน แสนอบอุ่นของโลกที่มีชีวิต
ที่มา:นิตยสาร Resurgence ฉบับที่ 271 (มีนาคม – เมษายน 2012)
หมายเหตุ :
1.บทความนี้ตีพิมพ์ลงใน ปาจารยสาร (ปีที่ 36 ฉบับที่ 2 มิถุนายน – สิงหาคม พ.ศ.2555)
2.Silent Spring เคยมีการแปลเป็นไทยแล้ว ในชื่อ “เงามฤตยู” แปลโดย คุณหญิงดิฐการภักดี และ หม่อมวิภา จักรพันธุ์ เมื่อปี 2517 และก็ไม่ได้มีการพิมพ์ซ้ำ หรือ แปลใหม่อีกเลย
กฤษณะ ฉายากุล: ทรัพย์ของใคร ?
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-09-28 17:25
28 กันยายน 2555
การขุดดิน และการถมดินที่มีกฎหมายกำหนดหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 ซึ่งสามารถออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการต่างๆ ในการขุดดินและถมดินเพื่อรักษาประโยชน์ของการผังเมือง การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมตลอดถึงการป้องกันการพังทลายของดิน และสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
กฎหมาย นี้ได้มีการบังคับใช้มากว่าสิบปีแล้ว แต่ความร่วมมือของประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงรัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ยังเห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้น้อยมาก ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญ เห็นได้จากการออกกฎกระทรวง และการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำหนดให้การขุดดินและการถมดินต้องแจ้งขอ อนุญาตต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนที่จะมีการขุดดิน และการถมดินตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตรวจสอบได้เลยว่า มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสักกี่แห่งที่ได้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎหมาย นี้
ปัญหาการพบโบราณวัตถุในหลายท้องที่ กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในการขุดดินนั้น ถ้ามีการพบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซากดึกดำบรรพ์ หรือพบแร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือทางการศึกษาในด้านธรณีวิทยา ให้ผู้ขุดดินหยุดการขุดดินไว้ก่อนแล้วรายงานให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบภาย ในเจ็ดวัน นับแต่วันที่พบ และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งให้กรมศิลปากร หรือกรมทรัพยากรธรณีแล้วแต่กรณีทราบโดยด่วน และให้ผู้ที่ขุดดินนั้นปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หรือกฎหมายที่เกี่ยวอื่นอื่นแล้วแต่กรณี
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ และจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุที่มีอายุตั้งแต่สมัยอยุธยาขึ้นไป กฎหมายได้กำหนดให้อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขต ท้องที่ใดเป็นเขตสำรวจโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุนั้น โดยให้เจ้าของแจ้งปริมาณ รูปพรรณ และสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุนั้นต่ออธิบดีกรมศิลปากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดได้
การพบโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุนั้น หากพิจารณาข้อความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1328 ความว่า สังหาริมทรัพย์มีค่าซึ่งซ่อนหรือฝังไว้นั้น ถ้ามีผู้เก็บได้โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ให้ กรรมสิทธิ์ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้เก็บได้ต้องส่งมอบทรัพย์นั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ อื่น แล้วมีสิทธิจะได้รับรางวัลหนึ่งในสามแห่งค่าทรัพย์นั้น
การ ให้ความร่วมมือของประชาชน และความตั้งใจบังคับใช้กฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นนี้อย่างเป็นธรรม มีค่าเป็นอย่างยิ่งในการรักษาทรัพยากรของชาติให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ อย่างยั่งยืน..
PATANI FORUM; ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างอิสลามนิยมและประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-09-28 17:00
แปลโดย อภิชญา โออินทร
(ภาพโดย Getty Images)
"ยงยุทธ" ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย มีผล 1 ต.ค.นี้
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-09-28 18:29
28 ก.ย. 55 - สำนักข่าวไทยรายงาน
ว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เดินทางมาที่วัดสระเกศราชวรวิหาร เพื่อกราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์
หรือสมเด็จเกี่ยว เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ท่ามกลางการจับตามองจากหลายฝ่าย
หลังมีกระแสข่าวมาตลอดทั้งวันว่าจะประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อยุติปัญหา
เรื่องสถานะการดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังถูกมติ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย
ให้ออกจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยย้อนหลัง
จากกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ และจนถึงขณะนี้ยังไม่ออกมาแถลงข่าว
ซึ่งเลยเวลาที่ระบุไว้ในเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา
ขณะที่นายนิวัฒ
น์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ซึ่งมีข่าวว่าจะมารักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีแทนนายยงยุทธ มองว่า
นายยงยุทธยังเหมาะสมที่จะทำงานในตำแหน่งต่อ
เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันว่านายยงยุทธสามารถทำงานการเมืองต่อไปได้
เครือข่ายญาติ 112 ยื่นหนังสืออธิบดีศาลอาญา จี้ปฏิบัติตามข้อเสนอ คอป.
Fri, 2012-09-28 20:18
28 ก.ย.55 ที่ศาลอาญา รัชดา นางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ตัวแทนเครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112 เดินทางมายื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญา เรียกร้องให้ให้ศาลยุติธรรมพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้น หาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบัน หรือ การใช้มาตรา 112 และเร่งอำนวยความยุติธรรมในเรื่องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องขังในคดีนี้ ที่ยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดี 3 ราย คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข, นายสุรภักดิ์
หนังสือ ดังกล่าว อ้างถึงข้อเสนอในรายงานของ คอป. ที่ระบุข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการกล่าวอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อประโยชน์ ทางการเมือง ยุติการใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ รัฐบาลและรัฐสภาควรพิจารณาแก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีปัญหาการบังคับใช้ที่มีบทลงโทษสูงเกินสัดส่วนของความผิด รวมทั้งเสนอให้ดำเนินการจริงจังให้สิทธิการประกันตัวผู้ถูกกล่าวหา
นาง สุกัญญา กล่าวว่า ต้องการเรียกร้องให้หน่วยปฏิบัติพิจารณาและดำเนินการตามข้อเสนอของ คอป.อย่างจริงจัง รวมทั้งอยากให้ คอป.เอง นักวิชาการ หรือประชาชนทั่วไป ช่วยกันเรียกร้องไปยังศาล หรือหน่วยงานยุติธรรมต่างๆ ให้นำข้อเสนอคอป.ไปปฏิบัติ โดยอาจจะทำหนังสือ ทำจดหมาย ส่งตรงไปยังศาลอย่างเช่นที่เครือข่ายญาติได้ดำเนินการในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียทุ่มงบประมาณปูพรมก่อนเลือกตั้ง
ที่มา ประชาไท
Sat, 2012-09-29 04:19
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียอภิปรายงบประจำปี 56 ตั้งงบไว้ 2.29
ล้านล้านบาท ขาดดุล 4% พร้อมมาตรการอัดฉีดก่อนศึกเลือกตั้ง ทั้งแจกโบนัส
ขรก. เพิ่มเบี้ยเลี้ยงทหาร ลดภาษี แจกเงินครัวเรือน-นักเรียน คืนเงิน 1,800
บาทเมื่อซื้อสมาร์ทโฟน ขณะที่หนี้ภาครัฐแตะ 4.57 ล้านล้านบาท
สูงสุดเป็นประวัติการณ์
เย็นวานนี้ (28 ก.ย.) นาจิป ราซัก (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
ได้แถลงสรุปงบประมาณประจำปี 2013 (พ.ศ. 2556) ที่สภา
โดยมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ
โดยการอภิปรายดังกล่าวเปรียบเสมือนมาตรวัดความไว้วางใจของรัฐบาล
ทั้งนี้เป็นการแถลงงบประมาณประจำปี
ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13
ที่จะมีการเลือกตั้งภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า หากไม่มีการยุบสภาเสียก่อน
โดยในปัจจุบัน นาจิปและพรรคร่วมรัฐบาล "แนวร่วมแห่งชาติ" (Barisan
Nasional) ซึ่งครอง 140 ที่นั่งในสภาจาก 222 ที่นั่ง
กำลังเผชิญความท้าทายจากพรรคฝ่ายค้าน "ภาคีประชาชน" (Pakatan Rakyat)
ซึ่งนำโดยอดีตรองนายกรัฐมนตรีอย่างอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim)
ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา
พรรคฝ่ายค้านสามารถเพิ่มที่นั่งได้มากขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการถึง 82
ที่นั่ง และปกครองรัฐบาลท้องถิ่น 4 รัฐจาก 13 รัฐในมาเลเซีย
นายกรัฐมนตรีมาเลย์อ้างประชาชนเลือกมาเป็นรัฐบาล 12 รอบ เป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลทำถูกต้อง
โดยนายกรัฐมนตรีนาจิป ราซัก เริ่มอภิปรายว่า "55 ปีที่ผ่านมา
ประชาชนมาเลเซียให้ความไว้วางใจต่อรัฐบาลเดียวในการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด
เราขอขอบคุณในความไว้วางใจนี้ เราจะไม่ทรยศประชาชน
ขณะเดียวกันก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่ได้รับอย่างเพิ่มทวี"
รัฐบาลนี้ไม่เคยสัญญาว่าจะให้พระจันทร์ ดวงดาว หรือแกแลกซี่
เราไม่เคยวาดภาพสวยงามที่อยู่บนพื้นฐานของความคิดปรารถนาดี
แต่ในฐานะของรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ
เรายังคงพูดแต่ความจริงที่อาจไม่น่าพอใจ
"เราไม่เคยชักนำประชาชนด้วยนิยายเหลือเชื่อ ในทางกลับกันเราหาทางออกและความเป็นผู้นำที่ดีให้กับทุกปัญหาที่ประชาชนเผชิญ"
"การบริหารประเทศที่มีความซับซ้อนหลากหลายทางเชื้อชาติอย่างมาเลเซียไม่
ใช่สิ่งง่าย จำเป็นต้องมีความจริงใจและมีปัญญา
เพราะคนมาเลเซียมีวิสัยทัศน์มากๆ ในทางข้อเท็จจริง
ประชาชนได้ลงมติให้รัฐบาลพรรคเดียวมาเป็นเวลา 12 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1959
(พ.ศ. 2502) เป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง
"ความไว้วางใจที่ดำรงอยู่ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลจะไม่หักสลายไม่ว่าความ
หลอกลวงจะแข็งขันอย่างไร ในความปรารถนาดีนี้
งบประมาณที่ข้าพเจ้าจะแจกแจงนี้จะเป็นเหมือนการตอบแทนสำนึกบุญคุณต่อชาว
มาเลเซียทั้งมวลที่ได้มอบความไว้วางใจให้กับพวกเรามาเป็นเวลายาวนาน"
ตั้งงบ 2.5 แสนล้านริงกิต ขาดดุลร้อยละ 4 - หนี้ต่อ GDP สูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่าจะใช้งบประมาณในปีงบประมาณ 2556 ทั้งสิ้น
251,600 ล้านริงกิต (2.29 ล้านล้านบาท) ใช้จ่ายมากกว่าปีงบประมาณ 2012
อยู่ 19,600 ล้านริงกิต (1.78 แสนล้านบาท)
สำหรับงบประมาณแบ่งเป็นงบประมาณด้านการดำเนินงาน 201,900 ล้านริงกิต
และงบประมาณด้านการพัฒนา 49,700 ล้านริงกิต
โดยในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลมาเลเซียพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลง
เหลือขาดดุลคิดเป็นร้อยละ 4 ของรายได้ที่จัดเก็บ ซึ่งลดลงร้อยละ 0.5
จากปีนี้ที่ขาดดุลร้อยละ 4.5 และจะพยายามลดไปให้เหลือร้อยละ 3 ในปี 2558
ขณะเดียวกันปีนี้รัฐบาลกลางมาเลเซียมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP
สูงสุดนับในช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยมีหนี้สาธารณะอยู่ 502,400 ล้านริงกิต
(4.57 ล้านล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 53.7 (ดูอินโฟกราฟิกจาก Malaysiakini ที่นี่)
อันวาร์ อิบราฮิม จวกนายกรัฐมนตรีไม่แตะเรื่องงบประมาณขาดดุลขยายตัว และธุรกิจผูกขาด
ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน อภิปรายในสภาว่า
การประกาศงบประมาณดูเหมือนจะเป็นสิ่งน่าดึงดูดใจ
แต่ก็แฝงเรื่องการเลือกตั้งอยู่เป็นส่วนผสมเล็กน้อย
ปัญหาพื้นฐานของประเทศก็คือ
กลุ่มอุปถัมภ์ที่่ร่ำรวยและครอบครัวสะสมกำไรนับพันล้านริงกิต
ผ่านวิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกตรวจสอบ
ซึ่งรวมไปถึงการผูกขาดธุรกิจผู้ผลิตพลังงานอิสระ
และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยที่เราได้เห็นการประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะประกันผลประโยชน์สาธารณะ
ทั่วไปของมาเลเซีย แต่นาจิปก็ล้มเหลวในเรื่องนี้
เขาไม่กล้าหาญที่จะอภิปรายในเรื่องการผูกขาด
นอกจากนี้อันวาร์
อิบราฮิมยังอภิปรายในเรื่องที่นายรัฐมนตรีไม่ได้พิจารณาในเรื่องสถานการณ์
ทางเศรษฐกิจและงบประมาณขาดดุลที่ขยายตัวมากขึ้นด้วย
กางงบประมาณมาเลเซีย 2013 ผุดมาตรการส่งเสริม – อัดฉีด กระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับงบประมาณประจำปี 2556 ของมาเลเซีย
กระทรวงการคลังได้งบประมาณมากที่สุดคือตกราว 4 หมื่นล้านริงกิต
รองลงมาคือกระทรวงศึกษาธิการ 3.8 หมื่นล้านริงกิต กระทรวงสาธารณสุข 1.8
หมื่นล้านริงกิต สำนักนายกรัฐมนตรี 1.7 หมื่นล้านริงกิต กระทรวงกลาโหม 1.5
หมื่นล้านริงกิต กระทรวงการศึกษาขั้นสูง 1.3 หมื่นล้านริงกิต
กระทรวงมหาดไทย 1 หมื่นล้านริงกิต และกระทรวงอื่นๆ
ในด้านรายละเอียด มีหลายโครงการที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น
ตั้งงบประมาณ 1 พันล้านริงกิต เป็นงบพัฒนากิจการ SME
กองทุนสำหรับผู้ค้ารายย่อย
และรัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 2
ให้กับผู้ที่กู้เงินจากกองทุนกู้ยืมสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่
ที่กู้มาในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 ริงกิต
มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ตั้งเป้าให้มีจำนวนนักท่อง
เที่ยว 26.8 ล้านคน โดยจะยกเว้นการเก็บภาษี 3
ปีสำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สามารถดึงจำนวนลูกค้าในประเทศ 1,500 คน
และมีลูกค้าต่างประเทศ 750 คน
จ่ายเบี้ยเลี้ยง 200 ริงกิตต่อเดือนสำหรับชาวประมง ตั้งงบอุดหนุนการเพาะปลูก
ด้านการเกษตร
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่าเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร
รัฐบาลจะจ่ายเบี้ยเลี้ยง 200 ริงกิตต่อเดือนสำหรับชาวประมง และใช้งบประมาณ
2.4 พันล้านริงกิต เพื่อช่วยชาวนาลดต้นทุนในการปลูกข้าว
โดยจะจ่ายเงินอุดหนุนพื้นที่เพาะปลูก อุดหนุนค่าปุ๋ย
อุดหนุนการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และอุดหนุนราคาข้าว
และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง
รัฐบาลมาเลเซียจะยังคงจ่ายอุดหนุนราคาน้ำตาล 0.2 ริงกิตต่อกิโลกรัม
ทำให้ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 2.5 ริงกิต ในเขตคาบสมุทรมลายา
และกิโลกรัมละ 2.6 ริงกิตในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักที่เกาะบอร์เนียว
ตั้งงบปรับปรุงสาธารณูปโภคในโรงเรียน และจ่ายเงินอุดหนุนการปลดระวางรถรับส่งนักเรียนรุ่นเก่า
ด้านการศึกษา ตั้งงบ 1 พันล้านริงกิต
เพื่อปรับปรุงสาธารณูปโภคในโรงเรียน งดเว้นภาษี 5 ปี
สำหรับผู้ประกอบกิจการโรงเรียนอนุบาล
เพิ่มเบี้ยเลี้ยงคิดเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 500 ล้านริงกิต
เพื่อพัฒนาครูผู้สอนในวิชาหลักได้แก่ภาษามลายู ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์
และคณิตศาสตร์
มีการออกมาตรการปลดระวางรถรับส่งนักเรียนที่มีสภาพเก่า
โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่า
เนื่องจากห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียนที่โดยสารรถรับส่งนักเรียน
ซึ่งรถรับส่งนักเรียนหลายคันอยู่ในสภาพย่ำแย่
ผู้ประกอบการไม่สามารถจ่ายค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น
และรถก็หมดอายุการใช้งานแล้ว รัฐบาลจึงจะจ่ายเงินชดเชย 10,000 ริงกิต
และจ่ายอุดหนุนดอกเบี้ยร้อยละ 2
สำหรับการกู้เงินเพื่อซื้อรถโรงเรียนขนาดระหว่าง 12 - 18 ที่นั่ง คันใหม่
เพื่อแทนที่รถโรงเรียนคันเก่าที่มีอายุการใช้งาน 25 ปีขึ้นไป
ในด้านส่งเสริมการวิจัย มีการตั้งงบประมาณ 600 ล้านริงกิต
เป็นกองทุนวิจัยและการพัฒนาสำหรับมหาวิทยาลัย 5
แห่งโดยมุ่งเน้นเรื่องนาโนเทคโนโลยี วิศวกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพ
และเทคโนโลยีอวกาศ
และออกมาตรการงดเว้นภาษีให้กับการลงทุนเพื่อการวิจัยและการพัฒนา
ตั้งงบอุดหนุน 2 พันล้านริงกิตสำหรับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สร้างคลินิกเพิ่ม พัฒนาชนบท ติดตั้งไฟฟ้า ประปาหลายหมื่นครัวเรือน
ด้านการพัฒนาชนบท มีการตั้งงบประมาณ 88
ล้านริงกิตสำหรับการพัฒนาชุมชนชาวโอรัง อัสลี (ชาวซาไก) สร้างแท็งก์น้ำ
40,000 แห่งในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ซึ่งอยู่ห่างไกลบนเกาะบอร์เนียว
ติดตั้งไฟฟ้าสำหรับ 19,000 ครัวเรือน และติดตั้งประปา 24,000 ครัวเรือน
จะตัดถนนในพื้นที่ชนบทเป็นระยะทางรวม 441 กิโลเมตร
ด้านสาธารณสุข ตั้งงบประมาณ 100 ล้านริงกิต
เพื่อปรับปรุงคลินิกของรัฐบาล 350 แห่ง เปิดคลินิก "Klinik 1Malaysia"
เพิ่มอีก 70 แห่ง ทำให้มีจำนวนรวมทั่วประเทศเป็น 240 แห่ง
นอกจากนี้จะมีการสร้างศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ 100 แห่ง ภายในปี 2558 ใช้งบประมาณ 150 ล้านริงกิต
ส่งเสริมแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นผู้ประกอบการ และโครงการสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยเพิ่มรายได้
ด้านกิจการส่งเสริมสตรี ครอบครัว และชุมชน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่า
จะมีโครงการส่งเสริมแม่เลี้ยงเดี่ยว
ให้ปรึกษาและอบรมแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นผู้ประกอบการ ตั้งงบประมาณ 50
ล้านริงกิต สำหรับโครงการธุรกิจออนไลน์
เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะสตรี
เพื่อใช้ธุรกิจออนไลน์เพิ่มยอดขาย โดยจะให้ทุน 1,000 ริงกิต
ตั้งงบประมาณ 1.2 พันล้านริงกิต ในโครงการ "1Malaysia Welfare Programe"
ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสตรี ครอบครัว และชุมชน เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ
เด็ก และแรงงานพิการ โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรัง ตั้งงบประมาณ 400
ล้านริงกิตสำหรับโครงการ "1Azam"
เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเพิ่มรายได้
นอกจากนี้จะเพิ่มศูนย์ดูแลอีก 6 แห่ง สำหรับผู้สูงอายุ
เด็กข้างถนนและผู้ที่ต้องการที่พักชั่วคราว
และสร้างโรงพยาบาลที่เมืองอีโปสำหรับผู้ป่วยยากจน
สร้างที่อยู่อาศัยชานเมืองกัวลาลัมเปอร์ 1.23 แสนยูนิต
งบประมาณด้านที่อยู่อาศัย จะสร้างที่อยู่อาศัย 123,000 ยูนิต
ในพื้นที่ชานเมืองทางตะวันตกและทางใต้ของกัวลาลัมเปอร์
ส่วนโครงการบ้านหลังแรก ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ขั้นต่ำระหว่าง
3,000 ถึง 5,000 ริงกิต และสำหรับคู่สมรสจะต้องมีรายได้รวมกันไม่เกิน
10,000 ริงกิต โดยจะสามารถซื้อบ้านที่มีราคาไม่เกิน 400,000 ริงกิต
ส่วนภาษีที่อยู่อาศัย ในสองปีแรกจะเก็บร้อยละ 15 ของมูลค่าและ
ที่อยู่อาศัยที่ซื้อมาแล้ว 2-5 ปี จะเก็บภาษีร้อยละ 10 ของมูลค่า
และไม่มีการเก็บภาษีที่อยู่อาศัยอีกหลังจากซื้อมาแล้ว 5 ปี
ออกซุปเปอร์ประชานิยม แจกเงินช่วยเหลือก่อนเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ก็มีมาตรการ “ซุปเปอร์ประชานิยม”
ทิ้งทวนก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปที่มาถึง
สำหรับครอบครัวที่มีรายได้รวมกันไม่เกิน 3,000 ริงกิตต่อเดือน
จะได้รับเงินช่วยเหลือ 500 ริงกิต และสำหรับผู้ที่มีอายุ 21 ขึ้นไป
ยังไม่ได้แต่งงาน และมีรายได้ไม่ถึง 2,000 ริงกิตต่อเดือน
จะได้รับเงินช่วยเหลือ 250 ริงกิต โดยจะจ่ายให้ในต้นปี 2556
โดยมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่านี้
คล้ายกับที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลี เซียน ลุง
เน้นย้ำมาตรการช่วยเหลือในถ้อยแถลงเนื่องในวันชาติสิงคโปร์เมื่อ 9
สิงหาคมที่ผ่านมา (ลิ้งที่เกี่ยวข้อง)
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังออกมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟชานเมือง
(Komuter) ลงครึ่งราคา สำหรับผู้มีรายได้น้อยกว่า 3,000 ริงกิตต่อเดือน
และจ่ายเงินคืน 200 ริงกิต ให้ผู้ที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 30
ปีที่ซื้อโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน และจะตรวจมะเร็งเต้านมฟรีสำหรับสตรีที่อายุ
40 ปีขึ้นไป หรือคิดเป็นมูลค่า 25,000 ริงกิต
จ่ายโบนัสเดือนครึ่งให้ข้าราชการ เพิ่มเบี้ยเลี้ยงทหาร 200 ริงกิต
โดนมาเลเซีย ประเทศซึ่งมีข้าราชการ 1.4 ล้านคน
อันเป็นสัดส่วนข้าราชการต่อประชากรสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่าจะมีการจ่ายโบนัสให้กับข้าราชการ 1 เดือนครึ่ง
โดยใช้วิธีทยอยจ่าย 3 งวด ได้แก่สิ้นสุดเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา 1 งวด
สิ้นเดือนธันวาคม 1 งวด และเดือนมกราคมปีหน้า อีก 1 งวด
สำหรับข้าราชการในกองทัพ
จะมีการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงพิเศษสำหรับทหารประจำการเป็นคนละ 200
ริงกิตต่อเดือน มีการตั้งเบี้ยเลี้ยงแบบจ่ายงวดเดียว 1
พันริงกิตต่อรายให้กับทหารผ่านศึกจำนวน 224,000 นาย ที่รับราชการมาแล้ว 21
ปี และจะเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ทหารกองหนุน จากเดิมชั่วโมงละ 4 ริงกิต
เป็นชั่วโมงละ 7.8 ริงกิต
นอกจากนี้มีการตั้งงบประมาณตัดเครื่องแบบใหม่ให้กับหน่วยอาสาสมัครพลเรือน
(RELA Corp) 300,000 คน
ออกมาตรการผ่อนคลายทางภาษี คืนภาษี และลดอัตราภาษีลงร้อยละ 1
สำหรับมาตรการภาษี
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความกังวลต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและรายการภาษี
ที่ประชาชนต้องจ่าย จึงมีการออกมาตรการผ่อนคลายภาระทางภาษี 20 รายการ
และมาตรการคืนภาษี 2 รายการ ซึ่งจะทำให้มีผู้ที่ถึงเกณฑ์จ่ายภาษีอยู่ที่
1.7 ล้านคน จากจำนวนประชากรวัยทำงานทั้งประเทศ 12 ล้านคน
โดยมาตรการสำคัญคือจะลดอัตราภาษีเงินได้ลงร้อยละ 1
สำหรับผู้ต้องจ่ายภาษีเงินได้ระหว่าง 2,500 ริงกิต ถึง 50,000 ริงกิต
และมาตรการลดภาษีสำหรับสหกรณ์ ประมาณจะลดลงอยู่ระหว่างร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 7
โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่าจะทำให้สมาชิกสหกรณ์ในประเทศ 7 ล้านคน
ได้รับประโยชน์และเป็นส่งเสริมกิจการสหกรณ์
เด็กเล็กได้เงินช่วยเหลือ 100 ริงกิต เด็กโตได้คูปองซื้อหนังสือ 250 ริงกิต และส่วนลดเงินกู้เพื่อการศึกษา
ในด้านการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา จะตั้งงบประมาณ 2.6 พันล้านริงกิต
เพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการสำหรับนักเรียน เพื่อเป็นค่าอาหาร ตำราเรียน
ค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ดของนักเรียน และตั้งงบประมาณไว้ 540 ล้านริงกิต
เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับนักเรียนโรงเรียนประถมและมัธยมทุกคน รายละ 100
ริงกิต หรือจะมีนักเรียน 5.4
ล้านคนทั่วประเทศที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้
นอกจากนี้รัฐบาลจะดำเนินนโยบายบัตรกำนัลสำหรับซื้อหนังสือ "1Malaysia
Book Voucher" สำหรับนักเรียนที่เรียนในระดับวิทยาลัยและเตรียมอุดมศึกษา
โดยจะเพิ่มมูลค่าของบัตรกำนัลจาก 200 ริงกิต เป็น 250 ริงกิต
สำหรับนักเรียน 1.3 ล้านคน หรือคิดเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 325 ล้านริงกิต
ผู้ที่สามารถชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
จากกองทุนการศึกษาขั้นสูงแห่งชาติ (PTPTN) ได้ทั้งหมดที่กู้ยืมมา
จะได้รับส่วนลดร้อยละ 20 ของจำนวนที่ต้องชำระ
ทั้งนี้จะต้องชำระคืนระหว่างวันที่ 1 ต.ค. นี้ ถึง 30 ก.ย. 56
ส่วนผู้ที่ชำระเงินกู้ยืมอย่างสม่ำเสมอทุกงวดจะได้รับส่วนลดร้อยละ 10
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Dato' Sri Mohd Najib Tun Haji Abdul Razak Perdana Menteri Malaysia,
The 2013 Budget Speech, Office of the Prime Minister of Malaysia, 28
September 2012 http://www.pmo.gov.my/?menu=speech&news_id=628&page=1676&speech_cat=2
Anwar: Budget fails to address cronyism, monopolies, 7.59PM Sep 28, 2012, Malaysiakini http://www.malaysiakini.com/news/210235
Budget 2013 at a glace, Azlan Zamhari, Keuk Ser Kuang Keng, Prasadh Michael Rao and Denise Ch'ng, Malaysiakini http://www.malaysiakini.com/news/210177
พระองค์เจ้าหญิงสิริวัณณวรี ติดอันดับ 7 เจ้าหญิงโดดเด่นที่สุดในโลก
ที่มา ประชาไ่ท
Fri, 2012-09-28 21:55
โดยปีที่ผ่านมา ซึ่งทรงติดอันดับ 9 นั้น askmen ให้เหตุผลว่า ความทรงเสน่ห์ที่เหนือกว่าการเป็นเจ้าหญิงต่างแดนนั้นก็คือ การที่ทรงเป็นราชวงศ์ที่ครองทรัพย์สินสูงถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ, พระเจ้าหลานเธอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ของไทย ทรงเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จและได้แสดงพระปรีชาสามารถในด้านงานออก แบบทั้งที่ปารีสและกรุงเทพ
สำหรับเจ้าหญิงพระองค์อื่นๆ ที่ติดอันดับในปีนี้ได้แก่
อันดับ 10 ซาร่า ฟิลิป แห่งราชวงศ์อังกฤษ
อันดับ 9. เจ้าหญิงโซนัม เดเชน วังชุก แห่งภูฏาน
อันดับ 8 เจ้าหญิงธีโอโดรา
อันดับ 7 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
ก่อนหน้านี้ เจ้าหญิชาร์ลีนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติแอฟริกา
อันดับ 5 เจ้าหญิงเลติเซียแห่งสเปน
อันดับ 4 เจ้าหญิงอเล็กซานเดรียแห่งลักแซมเบิร์ก
อันดับ 3. เจ้าหญิงแมดเดอลีน แห่งสวีเดน
อันดับ 2. เจ้าหญิงฮายา แห่งดูไบและจอร์แดน
อันดับ 1. ชาร์ล็อต คาซีรากี