WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 2, 2012

ขบวนคนจนเคลื่อนพลตามสัญญา ปักหลักค้างคืนทำเนียบรอเจรจา “ยิ่งลักษณ์” พรุ่งนี้

ที่มา ประชาไท

 
‘ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม’ เคลื่อนขบวนถึงกรุงเทพฯ ค้างคืนหน้าประตู 4 ทำเนียบ หลังเจรจาไม่คืบรอนัดนายกฯ แก้ไขปัญหาพรุ่งนี้ จากที่ช่วงเช้าร่วมเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยื่นหนังสือยูเอ็น ‘วันที่อยู่อาศัยสากล’
 
 
วันนี้ (1 ต.ค.55) คาราวานมอเตอร์ไซค์ของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ (pmove) จากภาคเหนือและเครือข่ายจากทั่วประเทศนับพันคน เคลื่อนขบวนถึงกรุงเทพฯ ตามนัดหมายจัดชุมนุมใหญ่เพื่อทวงคืนนโยบายของคนจน อาทิ นโยบายโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน จากที่กว่า 1 ปีที่ผ่าน ได้พยายามติดตาม และผลักดันให้กลไกการแก้ไขปัญหาแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
 
สื่เนื่องจากที่พีมูฟ ซึ่งประกอบไปด้วย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ได้แถลงข่าวนัดรวมตัวตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.ย.55 (คลิกอ่าน)
 
 
 
นอกจากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. พีมูฟร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมธิการเศรษฐกิจและ สังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific - UNESCAP) ที่อาคารสำนักงานสหประชาชาติเพื่อให้รัฐบาลนานาประเทศตระหนัก และให้ความสำคัญของปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัย รวมทั้งให้มีมาตรการ และนโยบายในการแก้ปัญหา เนื่องวันที่อยู่อาศัยสากล
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวน พีมูฟ เดินทางจากอาคารสำนักงานสหประชาชาติมารวมตัวกันที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่าย เรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่าย พร้อมเสนอให้การแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นวาระแห่งชาติ โดยในเวลาประมาณ 14.00 น. ตัวแทนทางเครือข่ายได้เดินทางเข้าไปร่วมพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลในทำเนียบ รัฐบาล
 
ประเด็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนของพี่มูฟ ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงกลไกแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 2.การดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ในรูปแบบโฉนดชุมชน 3.การจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์กรมหาชน) 4.กรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน 5.กรณีสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย (โครงการบ้านมั่นคง) 6.กรณีคนไร้บ้าน 7.กรณีการจัดทำเขตวัฒนธรรมพิเศษ (ชาวเลราไวย์) 8.กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล และ 9.กรณีเครือข่ายสิทธิสถานะบุคคลและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล
 
นายเหมราช ลบหนองบัว ประธานเกษตรกรทุ่งซำเสี้ยว อ.เกษตรกรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานหนึ่งในตัวแทน 10 คนของพีมูฟ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการเจรจาว่า การพูดคุยมี นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเข้าร่วม แต่ผลการเจรจาไม่คืบหน้า เนื่องจากตัวแทนรัฐบาลอ้างว่า ทั้ง 9 เรื่อง นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นผู้ตัดสินใจได้เพียงคนเดียว ดังนั้นจะประสานไปยังนายกฯ และขอร้องให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านไปก่อน อีก 3-4 วัน เมื่อติดต่อนายกฯ ได้แล้ว จะเชิญตัวแทนเข้ามาร่วมเจรจาในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้รับคำตอบ ผู้ชุมนุมต่างแสดงความไม่พอใจ และได้ให้เวลา 10 นาทีเพื่อประสานนายกฯ แต่จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.30 น. ไม่มีสัญญาณตอบกลับจากฝ่ายรัฐบาล ผู้ชุมนุมจึงลุกขึ้นมารวมตัวที่หน้าประตูเพื่อกดดันให้นายกฯ อออกมาเจรจาหรือให้คำตอบที่ชัดเจน ทำให้เกิดการผลักดันกันไปมาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 2-3 ครั้ง ที่บริเวณหน้าประตู นอกจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมยังมีการนัดหมายกันว่าจะเดินทางไปบ้านนายกฯ ในช่วงเย็นเพื่อทวงถามถึงการแก้ปัญหา
 
ภายหลังจากที่มีการปะทะกัน ทางรัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงแกนนำกลุ่มผู้ชุมชุม โดยมีข้อเสนอ 2 ข้อ คือ ขอตัวแทนเข้าร่วมเจรจาอีกครั้ง และขอร้องไม่ให้นำขบวนไปยังบ้านนายกฯ 
 
ภาพโดย: เอก ตรัง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการเจรจารอบที่สอง ตัวแทนรัฐบาลรับปากจะศึกษารายละเอียดในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งประสานให้ผู้ชุมนุมส่งตัวแทนจำนวน 15 คนได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (2 ต.ค.) เวลา 09.00 น.ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมระบุว่านายกรัฐมนตรีจะเร่งพิจารณาข้อเรียกของทางเครือข่าย
 
อย่างไรก็ตามในวันนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมตกลงค้างคืนกันที่ข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามผลการเจรจาในวันพรุ่งนี้ ซึ่งหากผลเป็นที่พอใจก็จะสลายการชุมนุม แต่หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขก็จะมีการร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางการเคลื่อน ไหวต่อไป
 
"หากนายกฯ ไม่ยอมออกมาร่วมเจรจาในการแก้ไขปัญหาเหมือนที่เคยสัญญาไว้อีก ทางกลุ่มพีมูฟจะปีนรั้วทำเนียบเพื่อเข้าไปพบเอง" นายเหมราชกล่าว 
 
     ภาพโดย: ฮาริ บัณฑิตา
 
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้พีมูฟได้สรุปความล้มเหลว 1 ปีกลไกการแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลพร้อมข้อเสนอไว้ดังนี้ 
 
สรุปความล้มเหลว 1 ปีกลไกการแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาล
กลุ่มปัญหา
สภาพปัญหา
ผลการดำเนินงาน
ปัญหา/อุปสรรค
ข้อเสนอ
การแก้ไขปัญหาภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการปะชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕/๒๕๕๕)
๑.ความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน
๒.ความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย
๓. ปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อน
๔. ปัญหาการไร้สิทธิสถานะและชาติพันธุ์
๕.ปัญหาจากเหมืองและโรงไฟฟ้า
๖. ปัญหาการทำเกษตรพันธสัญญา
๗.ปัญหาความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม
๑.คณะกรรมการฯ มีการประชุมไปแล้ว ๒ ครั้ง
ไม่สามารถดำเนินการในทางปฏิบัติได้เนื่องจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล)ไม่ทำตามนโยบาย
๑.ปรับปรุงคณะกรรมการใหม่ โดยให้นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน และให้เปลี่ยนรองประธานกรรมการฯ (รมต.วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ออก
กลุ่มปัญหาที่ดินในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๑/๒๕๕๕)
-การประกาศเขตพื้นที่ป่าตามกฎหมายประเภทต่างๆเช่น อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สวนป่าทับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของชุมชน โดยไม่มีการสำรวจตรวจสอบที่ชัดเจนก่อน
-ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดีทั้งในทางอาญาในข้อหาบุกรุก และคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย โดยมีข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านที่อาศัยทำกินในเขตป่าเป็นผู้ต้องหาสำคัญที่ทำให้ อากาศของโลกร้อนขึ้น
-รัฐบาลนำข้อเสนอของขปส.บรรจุไว้เป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา โดยมีแนวทางจะสนับสนุนให้คนอยู่กับป่า / แก้ไขกฎหมายป่าไม้๕ฉบับให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ/ผลักดันกฎหมายในการรับรอง สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำและทะเล และแก้ไขปัญหาคดีโลกร้อนกับคนจน (ตามนโยบายข้อ ๕ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
-ยังไม่มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา
-ไม่มีการเปิดการประชุมร่วม
-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ยืนยันในที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.จะใช้กลไกคณะกรรมการบูรณาการ จัดการที่ดินทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเน้นการแก้ปัญหาแบบปัจเจก ไม่สนับสนุนสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน(โฉนดชุมชน)
-กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ยอมรับแนวทางโฉนดชุมชนเนื่องจากนโยบายไม่มีความชัดเจน

เปิดประชุมอนุกรรมการฯและให้สนับสนุนแนวทางดังนี้
-สนับสนุนให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินเขตป่าได้ภายใต้หลัก สิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และเร่งจัดให้มีโฉนดชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน
-ในระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกัน ให้ยุติการจับกุม ไล่รื้อ ชาวบ้านสมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
-ยุติการใช้โมเดลเรียกค่าเสียหายทางแพ่งซึ่งขัดกับหลักการทางวิชาการ(คดีโลกร้อน)
กลุ่มปัญหาที่สาธารณประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๒/๒๕๕๕)
ปัญหาที่สาธารณประโยชน์
-มีการประกาศเขตที่สาธารณประโยชน์ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชุมชน ทำให้เกิดข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องสิทธิ์ ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
ปัญหาที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง
- การกระจายการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม  ที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยและผู้ร่ำรวย ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงที่ดินได้
-ที่ดินถูกทำให้เป็นสินค้า มีการกว้านซื้อที่ดิน ปั่นราคา กักตุนไว้โดยปล่อยทิ้งร้างไม่ใช้ประโยชน์ และไม่เคยมีการเพิกถอนตามมาตรา ๖ ประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ระบุให้อำนาจอธิบดีในการเพิกถอนเอกสารสิทธิหากไม่มีการใช้ประโยชน์เกิน กว่าที่กฎหมายกำหนด
-ที่ดินมีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน
-เกิดข้อพิพาทในทางคดีระหว่างเอกชน(นายทุน) กับชุมชน
ยังไม่มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา
-ไม่มีการเปิดการประชุมร่วม
-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ยืนยันในที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.จะใช้กลไกคณะกรรมการบูรณาการ ซึ่งใช้แนวทางที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเน้นการแก้ปัญหาแบบปัจเจก ไม่สนับสนุนสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน(โฉนดชุมชน)
เปิดประชุมอนุกรรมการฯและให้สนับสนุนแนวทางดังนี้
-ให้มีการตรวจสอบเอกสารสิทธิที่คาดว่าจะมีการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
-กรณีที่กรณีที่พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์เดิมทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ ดำเนินการเพิกถอนที่ดิน และให้สิทธิแก่สหกรณ์ปฏิรูปทีดินในพื้นที่จัดสรรให้กับสมาชิกที่ทำประโยชน์ อยู่เดิม
-สนับสนุนให้ชุมชนจัดการที่ดินร่วมกัน ภายใต้หลักการสิทธิชุมชนและโฉนดชุมชน
-ให้มีการเปลี่ยนแปลงประธานคณะอนุกรรมการ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลกรมที่ดินมานั่งเป็นประธานเพื่อให้สามารถเดินหน้า แก้ไขปัญหาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
-ให้กรมที่ดินเร่งดำเนินการส่งมอบพื้นที่ที่ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน(ปจช.)เพื่อจัดทำโฉนดชุมชน
กรณีปัญหาสถานะและสิทธิบุคคล (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๕/๒๕๕๕)
ประชาชนขาดสิทธิและสถานะบุคคลตามสิทธิที่ควรจะได้รับ

ยังไม่มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการ
ยังไม่มีการเปิดประชุมร่วม
เร่งรัดให้มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการฯ
กรณีปัญหาปัญหาเกษตรพันธสัญญา (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๔/๒๕๕๕)
เกษตรกรที่ทำเกษตรกับบริษัทขนาดใหญ่แล้วติดภาระหนี้สินและขาดทุนจากการทำเกษตรแบบพันธสัญญา
มีการตั้งคณะทำงานขึ้น ๓ชุดเพื่อทำการศึกษาสภาพปัญหาเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยอยู่ในระหว่างการดำเนิน
-
ให้เร่งรัดดำเนินการศึกษาสภาพปัญหาเรื่องเกษตรพันธสัญญาตามมติของคณะอนุกรรมการฯ
กรณีปัญหาที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๕/๒๕๕๕)
ปัญหาการไล่รื้อชุมชนแออัด และการดำเนินการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนดำเนินการต่อตาม โครงการบ้านมั่นคงได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะงบประมาณส่วนที่เหลือ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งหากมีเหตุการณ์ไฟไหม้ ไล่รื้อชุมชน การพัฒนาคุณชีวิตและสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ให้กับคนไร้บ้าน จะดำเนินการได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
มีการดำเนินการจัดประชุมคณะอนุกรรมการ ฯ ไป ๑ ครั้ง โดยมีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในการประชุม ผลการประชุมได้พิจารณาการดำเนินงานของโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งการอนุมัติงบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ให้รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาฯ นำเรื่องการอนุมัติงบประมาณเข้าที่ประชุมชุดใหญ่และคณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วนกรณีโครงการชุมชนใหม่คนไร้บ้านให้มีการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวัน ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔
รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนแบบมีส่วนร่วม  โดยการไม่สนับสนุนงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง และให้ความสำคัญกับโครงการบ้านเอื้ออาทร มากกว่าโครงการบ้านมั่นคงที่สนับสนุนให้ชาวชุมชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ชุมชน
ให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ ที่เหลือจำนวน 3,000 ล้าน ตาม มติ อนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
กรณีปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๖/๒๕๕๕)
๑.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช
๒.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น
๓.โครงการก่อสร้างทางด่วนศรีรัช ช่วงต่อขยาย


-ได้มีการเจรจากับทางกระทรวงคมนาคม โดยมี รมช.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็นประธานในที่ประชุม และลงดูพื้นที่ร่วมกัน

-ได้มีการประชุมหารือการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
อนุกรรมการยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดกับการแก้ไขปัญหาและ ทางกระทรวงไม่ตอบสนองแนวนโยบายโครงการบ้านมั่นคง
ให้ฝ่ายการปฏิบัติงานได้ทำตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง
กรณีปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๗/๒๕๕๕)
๑.การฟ้องดำเนินคดีกับชาวบ้านในกรณีพิพาทที่ดินและอื่น ๆ
ชั้นเจ้าพนักงานสอบสวน การควบคุมตัวออกมาโดยพลการ โดยอ้างว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ซึ่งในทางข้อเท็จจริง พฤติการณ์ของเจ้าพนักงานขาดองค์ประกอบข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง กล่าวคือ มีการสนธิกำลังกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่บางหน่วยมาจากต่างจังหวัดห่างไกลที่เกิดเหตุ
ชั้นการพิจารณาสำนวนคดีของพนักงานอัยการ โดยส่วนใหญ่ แล้ว คดีที่เจ้าพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการ จะไม่มีการสอบพยานเพิ่มเติม และจะส่งฟ้องศาลต่อไป ในขณะที่ชาวบ้านได้พยายามเข้าให้ข้อมูล
ชั้นการพิจารณาคดีของศาล คดีความของชาวบ้านที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นคดีอาญา ข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ทั้งพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายประเภทต่าง ๆ และที่สาธารณประโยชน์ ส่วนที่เหลือจะเป็นคดีแพ่งที่หน่วยงานในฐานะโจทก์ฟ้องขับไล่ และในพื้นที่ป่าไม้ภายหลังการฟ้องคดีอาญาแล้ว โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
ซึ่งการนำพยานหลักฐานเข้าต่อสู้คดีในศาล จะเป็นเอกสารการทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ไม่ใช่หลักฐานตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจะมีน้ำหนักในการพิจารณาน้อย เมื่อเทียบกับเอกสารทางราชการของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายในการกำกับ ดูแลพื้นที่นั้น ๆ จึงเชื่อได้ว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ดังกล่าว
๒.การเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม
เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่ยืดเยื้อ ยาวนาน ภาระค่าใช้จ่ายยิ่งมากขึ้น การเกิดคดีความต้องมีค่าเดินทางไปศาล ค่าเอกสาร ค่าทนาย ค่าหลักทรัพย์ประกันตัว  และสิทธิการทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทที่ถูกดำเนินคดีย่อมเป็นไปอย่างจำกัด บางกรณีมีการปิดหมายบังคับคดีให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ พร้อมรื้อถอนไม้ผล สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยออกไปด้วย ยิ่งก่อผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวบ้านหนักมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถดำเนินต่อสู้ทางคดีได้อย่างเต็มที่และท้ายที่สุดไม่ สามารถต่อสู้ได้เลย
ดำเนินการจัดประชุมอนุกรรมการกรณีปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไป ๒ ครั้งครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม๒๕๕๕ ซึ่งมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม(นายปรีชา ธนานันท์) เป็นประธานในการประชุม ผลการประชุมได้
๑.พิจารณาให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา ๑ คณะ จำนวน ๑๕ คน เพื่อดำเนินการศึกษารากฐานของสภาพปัญหา/ตรวจสอบข้อเท็จจริง/เสนอแนวทางและ มาตรการการแก้ไขปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
๒.แก้ปัญหากรณีเร่งด่วน ๒ กรณี –กรณีบ้านสันติพัฒนา
-กรณีการขออภัยโทษ นายประเวศน์ ปันป่า (ซึ่งได้รับอภัยโทษแล้ว )
ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๕ ผลการประชุมพิจารณา
๑.ให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะทำงานให้ครอบคลุมปัญหา พร้อมกับให้มีแผนการลงพื้นที่ของคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ ศึกษาปัญหาในพื้นที่ โดยใช้งบจากสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
๒.กรณีปัญหาเร่งด่วน
-กรณีชุมชนหนองกินเพล จังหวัดอุบลราชธานี
-กรณีชุมชนบ้านโป่ง จังหวัดเชียงใหม่
-กรณีการพิสูจน์หลักฐานสาเหตุไฟไหม้บ้านพักสหกรณ์การเกษตรปากมูล
- มีการประชุมคณะทำงานฯจำนวน ๒ ครั้ง เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคมและวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕ โดยอนุกรรมการอนุมัติแนวทางของคณะทำงาน คือการทำงานศึกษาวิจัยระยะยาวและการลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเร่งด่วน
- กรอบการศึกษายังไม่มีความชัดเจน
-ให้เร่งรัดอนุมัติและเบิกจ่ายงบประมาณในการศึกษาวิจัยปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามมติของคณะอนุกรรมการฯ
-ให้คณะอนุกรรมการฯหาแนวทางในการยุติหรือชะลอการดำเนินคดีกับชาวบ้านที่กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาล


กรณีปัญหาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงโม่หิน (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๘/๒๕๕๕)
๑.เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลใน ๓ จังหวัด ดังนี้
๑.๑) โรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท พลังงานสะอาดดี ๒ จำกัด ในพื้นที่บ้านไตรแก้ว ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย            
๑.๒) โรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท บัวสมหมายไบโอแมส จำกัด ในพื้นที่ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี
๑.๓) โรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท โรงไฟฟ้าบ้านตาก จำกัด ในพื้นที่หมู่ที่ ๑๑ บ้านวังไม้สร้าง ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก
๒.ราษฎรตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
๓.ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ (จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก)
๔.ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
๕.ผลกระทบจากการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองหิน ชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง
 โรงโม่หินศักดิ์ชัย ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

มีการประชุมอนุกรรมการไปแล้ว ๑ ครั้งวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๕  ผลการประชุมดังนี้ ๑.เรื่องโรงไพฟ้าชีวมวลจังหวัดอุบลราชธานีและเชียงรายให้จังหวัดไปรวบรวม ข้อมูลเพิ่มเติมภายใน ๒ เดือน จังหวัดตากรองผู้ว่าฯยืนยันจะไม่มีการอนุญาตให้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรง งาน (ร.ง. ๔)
๒.ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้กลับไปรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ๒ เดือน
๓.ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ (จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก) ความเป็นมาของโครงการ ประธานอนุกรรมการฯจะลงพื้นที่ดูข้อมูลในพื้นที่เอง
ส่วนกรณีปัญหาเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาและโรงโมหินศักดิ์ชัยจังหวัดชัยภูมิให้เลื่อนไปพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้ได้ข้อยุติและไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล
ให้มีการเปิดประชุมอนุกรรมการครั้งที่ ๒ โดยด่วน
กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๙/๒๕๕๕)
๑. ชาวบ้านสูญเสียอาชีพประมงมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี
๒.ระบบนิเวศของแม่น้ำมูนได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟู
๑. มีการแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ๑ คณะ และมีการประชุมไปแล้วหนึ่งครั้งเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่ในการประชุมครั้งดังกล่าว ไม่มีข้อสรุปอะไร
๑. มติ ครม.วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔
๒. มีการตั้งกรรมการซ้ำซ้อน
๓. รัฐมนตรี ฯ ไม่ให้ความสำคัญ ซื้อเวลา
๑. ยกเลิก มติ ครม.วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕
๒. ให้ นำมติที่ประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓ มาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล
๓. ให้อนุกรรมการ ฯ เร่งประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
กรณีปัญหาที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูป ปัญหาอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน จ.เชียงใหม่และปัญหาเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๑๐/๒๕๕๕)
กรณีปัญหาที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูป จ.สงขลา
กรมศุลกากรขอใช้พื้นที่ในการขยายสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ทับที่ดินทำกินของชุมชน จำนวน ๗๒๐ ไร่ ๓ งาน ๙๐ ตารางวา















กรณีปัญหาเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี การสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดงทับที่ทำกินของชาวบ้าน

- มีการแจกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก ๔-๐๑ ข ให้กับชาวสวนจำนวน ๓๘ ราย
- มีการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ เขตปฏิรูปที่ดิน ปัญหาอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ และปัญหาอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จังหวัดอุบลฯ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมติในที่ประชุม เห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกัน เพื่อศึกษาถึงผลกระทบในเชิงระบบนิเวศวิทยา และการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นโดยรอบทั่วไป และนำผลที่ได้มาเสนอต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาฯ เพื่อใช้สำหรับในการประชุมครั้งต่อไป
·         ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาระดับอำเภอ โดยคณะทำงานมีมติว่าให้ดำเนินการลดระดับน้ำลง ๑๕๐ ซม.เพื่อศึกษาผลกระทบ  แล้วทำการปรับเพิ่ม/ลดระดับน้ำ จนกว่าจะเป็นที่พอใจของราษฎรทั้งสองฝ่าย  (ฝ่ายผู้เดือดร้อน
กับฝ่ายที่อ้างว่าใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำฯ)
·         หากน้ำยังคงท่วมที่ทำกินของชาวบ้านจำนวนเท่าไร  ให้มีการจัดหาที่ดินทดแทนให้กับชาวบ้าน
·         สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะลดน้ำได้ตามมติที่ได้มีการตกลงกันไว้กับชาวบ้าน เนื่องจากกรมชลประทาน จังหวัดอุบลฯ ใช้วิธีการลดน้ำ
ที่ไม่ถูกต้องน้ำยังคงท่วมขังที่ทำกิน ชาวบ้านยังไม่สามารถทำกินได้ดังเดิม)
·         ล่าสุดคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ ๑๐  ได้ประชุมกันวันที่  ๒๗ กรกฎาคม  ๒๕๕๕  มีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด  ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายราชการและตัวแทนฝ่ายชาวบ้าน  โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน  เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป
·  ถูกลิดรอนสิทธิ์ใน ส.ป.ก. ที่ชาวบ้านได้รับ
·  ได้มีการพยายามไกล่เกลี่ยต่อรองให้ชาวบ้านรับค่าเยียวยาชดเชย
















กรมชลประทาน จ.อุบลฯ สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดงไปโดยพลการทั้งๆ ที่ชาวบ้านต้องการฝายน้ำล้น
·         ให้พิจารณาพื้นที่แห่งใหม่ในการขยายสร้างด่านศุลกากรสะเดา ที่ไม่มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
·         ให้ชุมชนทำการเกษตรกรรมต่อไปตามเจตนารมณ์ของ ส.ป.ก













·         ให้ดำเนินการลดระดับน้ำขั้นต้น ๑๕๐ ซม.ทันที
·         กำหนดมาตรการ  ค่าชดเชยเยียวยา
และค่าเสียโอกาส
ในการทำกิน ตามเวลาที่เสียไป จำนวน ๑๕ ปี
ให้เหมาะสม
และเป็นธรรม
·         ให้ปรับสภาพและฟื้นฟูที่ดินหลังจากได้ลดน้ำแล้วเพื่อให้ชาวบ้านสามารถทำกินได้ดังเดิม
·         จัดหาที่ดินทำกิน
ตามจำนวนที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน
ให้ปรับรูปแบบ
จากอ่างเก็บน้ำ
เป็นฝายน้ำล้น
ตามที่เคยให้ข้อมูลกับชาวบ้านไว้ก่อนการก่อสร้าง (สร้างฝายน้ำล้น
ได้น้ำพอดีทำนา
น้ำไม่ท่วม )

"ราชบัณฑิต" แจง ยังไม่มีมติแก้วิธีเขียนคำยืมภาษาอังกฤษ-อยู่ระหว่างสำรวจ

ที่มา ประชาไท

 
ราชบัณฑิตยสถานแจงยังไม่มีมติให้แก้ไขรูปแบบการเขียนคำยืมจากภาษา อังกฤษตามที่เป็นข่าว เผยอยู่ระหว่างสำรวจความเห็น โดยจะนำเสนอผลในการประชุมสภาราชบัณฑิต 12 ธ.ค.นี้
กรณี กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต และนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย เสนอให้เปลี่ยนแปลงการเขียนคำที่ยืมจากภาษาอังกฤษใหม่ 176 คำ โดยเติมวรรณยุกต์เสียงเอก โท หรือตรี รวมทั้ง ไม้ไต่คู้ ให้ตรงตามอักขรวิธีไทย ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้
ล่าสุด  (1 ต.ค.55) เพจ "ราชบัณฑิตยสถาน" เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ชี้แจงว่า ไม่มีการแก้ไขคำยืมจากภาษาอังกฤษในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ที่กำลังดำเนินการจัดพิมพ์ รวมทั้งยังไม่มีมติให้แก้ไขรูปแบบการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษตามที่เป็นข่าว แต่อย่างใด
โดยนางสาวกนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า ตามที่ได้มีประชาชนจำนวนมากแสดงความห่วงใยเรื่องรูปแบบการเขียนคำยืมจากภาษา อังกฤษในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ผ่านสื่อต่างๆ นั้น ราชบัณฑิตยสถานขอขอบคุณและขอชี้แจงว่า ราชบัณฑิตยสถานได้ถือหลักการเขียนคำในภาษาต่างประเทศ ตามพระดำริของ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน ว่า การเขียนคำในภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษออกเสียงไม่แน่นอน จะออกเสียงอย่างไรย่อมแล้วแต่ประโยค เสียงจะสูงต่ำก็แล้วแต่ตำแหน่งของคำในประโยค จึงทรงเห็นว่าไม่ควรใช้วรรณยุกต์กำกับตามเหตุผลดังกล่าว
เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกล่าวต่อไปว่า ในปัจจุบันราชบัณฑิตยสถานมีราชบัณฑิตสาขาวิชาต่างๆ 84 คน ภาคีสมาชิกสาขาวิชาต่างๆ 80 คน และมีคณะกรรมการวิชาการในสาขาวิชาการต่างๆ กว่า 90 คณะ ซึ่งอาจเสนอความเห็นทางด้านวิชาการให้ราชบัณฑิตยสถานพิจารณาได้ และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ในฐานะราชบัณฑิตสาขาวิชาภาษาไทย ได้เสนอขอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษ โดยแนะให้ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ หรือใช้อักษรสูง หรือใช้ ห นำในคำที่ไม่สามารถผันวรรณยุกต์ได้ ราชบัณฑิตยสถานจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากำหนดแนวทางการเขียนคำที่มา จากต่างประเทศ เพื่อพิจารณาเรื่องที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล เสนอ
คณะกรรมการฯ ได้มีมติให้ออกแบบสอบถามตามข้อเสนอของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล โดยสอบถาม ราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก และกรรมการวิชาการของราชบัณฑิตยสถาน เพื่อรับฟังความคิดเห็นเฉพาะภายในองค์กรเป็นเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายในวัน ที่ 31 ต.ค. และจะเสนอผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวต่อสภาราชบัณฑิต ในการประชุม วันที่ 12 ธ.ค.นี้
“ผลการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะภายในองค์กรของราชบัณฑิตยสถานเกี่ยวกับหลัก การเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะมีผลเป็นประการใด เป็นเพียงความเห็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ข้อยุติ การแก้ไขคำยืมจากภาษาอังกฤษซึ่งใช้ในทางราชการ ทางการศึกษา มาเป็นเวลานาน หากมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีผลกระทบสำคัญต่อการใช้ภาษาไทยของหน่วยงานราชการ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ดังนั้น จึงต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและบุคคลดังกล่าวก่อน ตามหลักการพื้นฐานที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการไปในทางใดทางหนึ่ง และพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ที่ขณะนี้กำลังดำเนินการจัดพิมพ์นั้น ไม่ได้แก้ไขรูปแบบการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษตามที่เป็นข่าว ส่วนความคิดเห็นของประชาชนที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ราชบัณฑิตยสถานจะรวบรวมข้อมูลไว้เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป” เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีข่าวข้อเสนอดังกล่าว มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นในกระดานสนทนาของเว็บไซต์ราชบัณฑิตยสถานจำนวนมาก  โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว



คำศัพท์ที่อยู่ในแบบสำรวจ เพื่อขอความเห็นในการเปลี่ยนแปลงการเขียนใหม่ ดังนี้
1.คำที่ใส่เครื่องหมายไม้ไต่คู้เพื่อแสดงสระเสียงสั้น ได้แก่ ซีเมนต์ เปลี่ยนเป็น ซีเม็นต์, เซต-เซ็ต, เซนติกรัม-เซ็นติกรัม, เซนติเกรด-เซ็นติเกรด, เซนติลิตร-เซ็นติลิตร, ไดเรกตริกซ์-ไดเร็กตริก, เทนนิส-เท็นนิส, นอต-น็อต, นิวตรอน-นิวตร็อน, เนตบอล-เน็ตบอล, เนปจูน-เน็ปจูน, เบนซิน-เบ็นซิน, แบคทีเรีย-แบ็คทีเรีย, มะฮอกกานี-มะฮ็อกกานี, เมตริก-เม็ตตริก, เมตริกตัน- เม็ตริกตัน, แมงกานิน-แม็งกานิน, อิเล็ก ตรอน-อิเล็กตร็อน, เฮกโตกรัม-เฮ็กโตกรัม, เฮกโตลิตร-เฮ็กโตลิตร
2.คำที่เปลี่ยนตัวพยัญชนะเป็นอักษรสูง ได้แก่ คอร์ด-ขอร์ด, แคโทด-แคโถด, ซัลเฟต-ซัลเฝต, ไทเทรต-ไทเถรต, ไนต์คลับ-ไน้ต์ขลับ, พาร์เซก-พาร์เส็ก, แฟลต-แฝล็ต, สเปกโทร สโกป-สเป็กโทรสโขป, ไอโซโทป-ไอโซโถป
3.คำที่ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์เอก ได้แก่ กอริลลา-กอริลล่า, แกโดลิเนียม-แกโดลิ เนี่ยม, แกมมา-แกมม่า, แกลเลียม-แกลเลี่ยม, คูเรียม-คูเรี่ยม, แคดเมียม-แคดเมี่ยม, แคลเซียม-แคลเซี่ยม, แคลอรี-แคลอรี่, โครเมียม-โครเมี่ยม, ซิงโคนา-ซิงโคน่า, ซิลิคอน-ซิลิค่อน, ซีเซียม-ซีเซี่ยม, ซีนอน-ซีน่อน, ซีเรียม-ซีเรี่ยม, โซลา-โซล่า, ดอลลาร์-ดอลล่าร์, เทคโนโลยี-เท็คโนโลยี่, แทนทาลัม-แทนทาลั่ม, ไทเทเนียม-ไทเท เนี่ยม, เนบิวลา-เนบิวล่า, ไนลอน-ไนล่อน, แบเรียม-แบเรี่ยม, ปริซึม-ปริซึ่ม, ปิโตรเลียม-ปิโตรเลี่ยม, แพลทินัม-แพลทินั่ม, ฟังก์ชัน-ฟังก์ชั่น, ฟาทอม-ฟาท่อม, ไมครอน-ไมคร่อน, ยิปซัม-ยิปซั่ม, ยูเรเนียม-ยูเรเนี่ยม, เลเซอร์-เลเซ่อร์, วอลเลย์บอล-วอลเล่ย์บอล, อะลูมิเนียม-อะลูมิเนี่ยม, อีเทอร์-อีเท่อร์, เอเคอร์-เอเค่อร์, แอลฟา-แอลฟ่า, ฮาห์เนียม-ฮาห์เนี่ยม, ฮีเลียม-ฮีเลี่ยม
4.คำที่ใส่ ห นำเพื่อแสดงเสียงวรรณยุกต์เอก ได้แก่ กะรัต-กะหรัต, แกรนิต-แกรหนิต, คลินิก-คลิหนิก, คาทอลิก-คาทอหลิก, คาร์บอเนต-คาร์บอเหนต, คาร์บอลิก-คาร์บอหลิก, โคออร์ดิเนต-โคออร์ดิเหนต, รูเล็ตต์- รูเหล็ตต์,
5.คำที่เติมเครื่องหมายวรรณยุกต์โท ได้แก่ กลูโคส-กลูโค้ส, กิโลไซเกิล-กิโลไซเกิ้ล, กิโลเมตร-กิโลเม้ตร, กิโลเฮิรตซ์-กิโลเฮิ้รตซ์, กีตาร์-กีต้าร์, แกรไฟต์-แกรไฟ้ต์, คาร์บอน-คาร์บ้อน, คาร์บูเรเตอร์-คาร์บูเรเต้อร์, เคเบิล-เคเบิ้ล, โควตา-โควต้า, ชอล์ก-ช้อล์ก, ซอส-ซ้อส, โซเดียม-โซเดี้ยม, ไดนาไมต์-ไดนาไม้ต์, แทนเจนต์-แทนเจ้นต์, แทรกเตอร์-แทรกเต้อร์, นิกเกิล-นิกเกิ้ล, ไนต์คลับ-ไน้ต์ขลับ, ไนโตรเจน-ไนโตรเจ้น, บารอมิเตอร์-บารอมิเต้อร์, บีตา-บีต้า, ปาทังกา-ปาทังก้า, ปาร์เกต์-ปาร์เก้ต์, พลาสติก-พล้าสติก, ฟาสซิสต์- ฟ้าสซิสต์, มอเตอร์-มอเต้อร์, เมตร-เม้ตร, ไมกา-ไมก้า, ยีราฟ-ยีร้าฟ, เรดอน-เรด้อน, เรดาร์-เรด้าร์, เรเดียม-เรเดี้ยม, ลิกไนต์- ลิกไน้ต์, แวนดา-แวนด้า, อาร์กอน-อาร์ก้อน, แอนติบอดี-แอนติบอดี้, เฮิรตซ์-เฮิ้รตซ์, ไฮดรา-ไฮดร้า, ไฮโดรเจน-ไฮโดรเจ้น
6.คำที่เติมเครื่องหมายวรรณยุกต์ตรี ได้แก่ กราฟ-กร๊าฟ, ก๊อซ-ก๊อซ, กอล์ฟ-ก๊อล์ฟ, เกาต์-เก๊าต์, ออกไซด์-อ๊อกไซด์, โคบอลต์- โคบ๊อลต์, ดราฟต์-ดร๊าฟต์, ดัตช์-ดั๊ตช์, ดิสโพรเซียม-ดิ๊สโพรเซี่ยม, เดกซ์โทรส-เด๊ก โทรัส, เต็นท์-เต๊นท์, บาสเกตบอล-บ๊าสเก้ต บอล, บิสมัท-บิ๊สมั้ท, แบงก์-แบ๊งก์, โบต-โบ๊ต, ปลาสเตอร์-ปล๊าสเต้อร์, ปิกนิก-ปิ๊กหนิก, ออกซิเจน-อ๊อกซิเย่น, ออกซิเดชัน-อ๊อก ซิเดชั่น, ออกไซด์-อ๊อกไซด์, อาร์ต-อ๊าร์ต, เอกซเรย์-เอ๊กซเรย์, แอสไพริน-แอ๊สไพริน, แอสฟัลต์-แอ๊สฟัลต์, โอ๊ด-โอ๊ต
และ 7.คำที่มีหลายพยางค์ ได้แก่ คอนเดนเซอร์-ค็อนเด็นเซ่อร์, คอนแวนต์-ค็อนแว็นต์, คอนเสิร์ต-ค็อนเสิร์ต, คอมพิวเตอร์-ค็อมพิ้วเต้อร์, คอมมานโด-ค็อมมานโด, คอมมิวนิสต์-ค็อมมิวนิสต์, คูปอง- คูป็อง, เครดิตฟองซิเอร์-เครดิตฟ็องซิเอร์, แคดเมียม-แค็ดเมี่ยม, แคปซูล-แค็ปซูล, แคลเซียมไซคลาเมต-แคลเซี่ยมไซคลาเมต, ช็อกโกเลต/ ช็อกโกแลต-ช็อกโกแล็ต, เซนติเมตร-เซ็นติเม้ตร, โซเดียมคาร์บอเนต-โซเดี้ยมคาร์บอเหนต, โซเดียมไซคลาเมต-โซเดี้ยมไซคลาเหมต, โซเดียมไฮโดรเจนกลูทาเมต-โซเดี้ยมไฮโดรเจ้นกลูตาเหมต, โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต-โซเดี้ยมไฮโดร เจ้นคาร์บอเหนต, ดีเปรสชัน-ดีเปร๊สชั่น, เทคโนโลยี-เท็คโนโลยี่, แทรกเตอร์-แทร็ก เต้อร์, แบดมินตัน-แบ็ดมินตั้น, แบตเตอรี่-แบ็ตเตอรี่, พลาสมา-พล้าสม่า, โพแทสเซียม-โพแท้สเซี่ยม, เมนทอล-เม็นท่อล, แมงกานีส-แม็งกานี้ส, แมกนีเซียม-แม็กนีเซี่ยม, รีดักชัน-รีดั๊กชั่น, ลอการิทึม-ล็อกการิทึ่ม, สเปกตรัม-สเป๊กตรั้ม, สเปกโทรสโกป-สเป็กโตรสโขป, ออกซิเดชัน-อ๊อกซิเดชั่น, อัลตราไวโอเลต-อัลตร้าไวโอเหล็ต, แอกทิเนียม-แอ๊กทิเนี่ยม, แอนติอิเล็ก ตรอน-แอ็นติอิเล็กตร็อน, เฮกตาร์-เฮ็กต้าร์ และเฮกโตเมตร- เฮ็กโตเม้ตร


ที่มา: เพจราชบัณฑิตยสถาน 1, 2

จีนสั่งปิดบริษัทศิลปะของ อ้าย เหว่ยเหว่ย

ที่มา ประชาไท

 
หลังจากเป็นคดีมานาน กรณีรัฐบาลจีนฟ้องอ้าย เหว่ยเหว่ย ศิลปินผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลจีนว่าหลบเลี่ยงภาษี ล่าสุดศาลตัดสินใจปิดคดีด้วยการริบใบประกอบการบริษัทของศิลปินผู้นี้ ด้านอ้าย เหว่ยเหว่ย เปิดใจว่าแม้จะแพ้ 'การสู้รบ' แต่ก็ชนะ 'สงคราม'

1 ต.ค. 2012 - สำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ของอังกฤษรายงานว่า ทางการจีนได้สั่งปิดบริษัทผลิตงานศิลป์ของ อ้าย เหว่ยเหว่ย ศิลปินจีนผู้พากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนมาโดยตลอด โดยมีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกไม่ต้องให้เขาจ่ายภาษี 15 ล้านหยวน (ราว 15 ล้านบาท) จากคดีที่รัฐบาลจีนฟ้องบริษัทของอ้าย เหว่ยเหว่ย หลบเลี่ยงภาษี
อ้าย เหว่ยเหว่ย บอกว่า แม้ลูกทีมของเขาจะพ่ายแพ้ใน 'การสู้รบ' แต่ก็ชนะ 'สงคราม' (lost the battle but won the war) หลังจากที่ศาลปฏิเสธคำอุทธรณ์ของเขาต่อกรณีที่ถูกสั่งจ่ายค่าปรับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ภายในสุดสัปดาห์นี้พวกเขาจะยึดใบอนุญาตประกอบการของบริษัท Fake Cultural Development เนื่องจากไม่ผ่านการลงทะเบียนประจำปี ซึ่งการที่บริษัทไม่สามารถลงทะเบียนได้เนื่องจากตำรวจได้ยึดพัสดุและตราปั้ม ของบริษัทไปเมื่อช่วงที่อ้าย เหว่ยเหว่ย ถูกจับกุมตัวในปีที่ผ่านมา
"ผมคิดว่ามันเป็นข้ออ้างในการไม่ต้องสั่งปรับเรา" หลิว เสี่ยวหยวน ทนายความของอ้าย เหว่ยเหว่ย กล่าว เขาบอกอีกว่าเป็นเรื่องยังไม่กระจ่างว่าบริษัท Fake จะจ่ายค่าปรับค้างชำระอยู่ 6.6 ล้านหยวน (ราว 32 ล้านบาท) ได้อย่างไรหากไม่มีใบอนุญาต แต่ก็กล่าวอีกว่าเขาได้ยื่นคำร้องขอเข้ารับฟังการสั่งปิดบริษัท
ผู้สนับสนุนอ้าย เหว่ยเหว่ย กล่าวโดยตลอดว่าการที่เขาถูกสั่งปรับและสั่งจำคุก 81 วัน เป็นการโต้ตอบของรัฐบาลจีนต่อการที่อ้าย เหว่ยเหว่ย เป็นนักกิจกรรมทางสังคมและการเมือง ขณะที่ทางรัฐบาลจีนก็ยืนยันว่ากรณีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็นเรื่องของการหลบเลี่ยงภาษี อ้ายเป็นหนึ่งในคนที่ถูกจับกุมท่ามกลางการปราบปรามนักกิจกรรม ทนายความ และผู้ต่อต้านรัฐบาล อย่างกว้างขวาง
ผู้สนับสนุนเขาหลายพันคนส่งเงินช่วยเหลือ 8.45 ล้านหยวน (ราว 41 ล้านบาท) ทำให้เขาต่อสู้คดีได้ หลังจากที่ศาลปฏิเสธคำอุทธรณ์ของเขาแล้ว เขาคิดว่าจะเลือกจ่ายค่าปรับ เนื่องจากเขาไม่ยอมรับเรื่องค่าปรับ และบอกอีกว่าเขาสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รู้สึกอับอายที่จะเก็บค่าปรับจากเขา
"ผมคิดว่าพวกเขาต้องการถอยออกไปและมีการสรุปคดี พวกเขาไม่ควรจะทำแบบนี้อยู่แล้วตั้งแต่แรก พวกเขาใช้กลยุทธ์ที่เก่ามากในการลงโทษคนๆ หนึ่ง และสร้างคดีขึ้นมาเพื่อให้คนคิดว่า 'เขาเป็นคนไม่ดีนะ' ... มันไม่ได้ผล และมันก็ย้อนกลับไปทำร้ายพวกเขาเอง ผมคิดว่ามันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง" อ้าย เหว่ยเหว่ย กล่าว
"แน่นอนว่าพวกเขาไม่ชอบที่มันกินเวลานานเกินไปแล้ว และอาจจะนานกว่านี้อีก" อ้าย เหว่ยเหว่ย กล่าว เขาบอกอีกว่าเขามีความรู้สึกหลากหลายปะปนกันต่อคดีนี้
"แน่นอนว่าพวกเราแพ้การต่อสู้ พวกเขาเอาภาษีของเราไป แต่ผมคิดว่าเราชนะสงคราม พวกเราทำให้ประชาชนเข้าใจกระจ่างแจ้งว่าคดีของบริษัท Fake เกี่ยวกับอะไร แล้วจะจัดการรับมือมันอย่างไร" อ้าย เหว่ยเหว่ย กล่าว
อ้าย เหว่ยเหว่ย หวังว่ารัฐบาลจีนจะไม่ทำแบบนี้กับคนอื่นอีก
"ไม่มีชาติที่ยิ่งใหญ่ชาติไหนที่เล่นกลสกปรกกับประชาชนของตัวเอง" เขากล่าว
เดอะ การ์เดียนรายงานว่า พวกเขาไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ทางการจีนเพื่อสอบถามในกรณีนี้ได้ เนื่องจากวันที่ 1 ต.ค. เป็นวันชาติจีน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และในอดีตทางการจีนก็แสดงความเห็นต่อคดีนี้น้อยมาก
นิโคลาส บีเควลิน นักวิจัยอาวุโสจากฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า กรณีคดีภาษีของอ้าย เหว่ยเหว่ย มีแรงจูงใจทางการเมืองตั้งแต่แรก และมาจากแผนการของรัฐบาลที่ต้องการข้ออ้างให้ความชอบธรรมตัวเองในการจับและ ขังเขาไว้ 81 วันอย่างผิดกฎหมาย
นิโคลาสกล่าวอีกว่า แม้อ้าย เหว่ยเหว่ย จะสามารถเอาชนะคดีนี้ในเชิงจริยธรรมได้ แต่รัฐบาลก็ยังไม่คืนอิสรภาพในการเดินทาง และคืนหนังสือเดินทางให้เขา ทั้งยังไม่เลิกให้ตำรวจจับตามองเขา และยังไม่อนุญาตให้เขาทำกิจกรรมทางสังคม เช่นที่ก่อนหน้านี้เขาเคยทำภาพยนตร์สัมภาษณ์นักกิจกรรมและกดดันให้ตรวจสอบ ความโปร่งใสกรณีอาคารโรงเรียนถล่มในเหตุการณ์แผ่นไหวเสฉวนเมื่อปี 2008



ที่มา
Ai Weiwei firm to be closed down by Chinese authorities, The Guardian, 01-10-2012
http://www.guardian.co.uk/world/2012/oct/01/ai-weiwei-firm-closed-china

กสท.เคาะทีวีดิจิตอลไทย มี 48 ช่อง ระบบ HD 4 ช่อง

ที่มา ประชาไท

 
(1 ต.ค.55) พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) แถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ว่า ที่ประชุม กสท. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การแบ่งสัดส่วนคลื่นความถี่สำหรับการให้บริการ โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล
สาระสำคัญของหลักเกณฑ์กำหนดให้แบ่งสัดส่วนคลื่นความถี่สำหรับผู้ประกอบ กิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ในช่วงการออกอากาศแบบคู่ขนานในระบบแอนะล็อกและระบบดิจิตอล ออกเป็น บริการชุมชนไม่น้อยกว่า 20% บริการสาธารณะประมาณ 20% และบริการธุรกิจประมาณ 60% และในช่วงหลังจากยุติระบบแอนะล็อกและให้บริการระบบดิจิตอลอย่างเดียว จะแบ่งสัดส่วนคลื่นความถี่ออกเป็นบริการชุมชนไม่น้อยกว่า 20% บริการสาธารณะประมาณ 30% และธุรกิจประมาณ 50%
พ.อ.นที กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงการออกอากาศแบบคู่ขนานในระบบแอนะล็อกและระบบดิจิตอลจะมีช่องรายการ Digital Tv จำนวน 48 ช่องรายการ แบ่งเป็น ช่องรายการที่เป็นการบริการชุมชน 12 ช่องรายการแบบ Standard Definition (หรือ SD) ช่องรายการที่เป็นการบริการสาธารณะ 12 ช่องรายการแบบ SD ช่องรายการที่เป็นการบริการธุรกิจ 24 ช่องรายการ ซึ่งจะจัดแบ่งย่อยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ช่องรายการสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว 5 ช่องรายการ กลุ่มที่ 2 ช่องรายการสำหรับข่าวสาร และสาระประโยชน์ 5 ช่องรายการ กลุ่มที่ 3 ช่องรายการทั่วไปแบบ SD 10 ช่องรายการ กลุ่มที่ 4 ช่องรายการทั่วไป แบบ High Definition (หรือ HD) 4 ช่องรายการ
การดำเนินการหลังจากนี้ จะนำหลักเกณฑ์นี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ก่อนจะนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป
พ.อ.นที กล่าวว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีการให้ใบอนุญาตผู้ประกอบการโครงข่าย และดิจิตอลทีวีในกลุ่มช่องบริการสาธารณะ จากนั้นในช่วงเดือนมีนาคม 2556 จึงเปิดให้มีการประมูลช่องรายการในกลุ่มธุรกิจ และในกลุ่มช่องบริการชุมชนในเดือนพฤศจิกายนปี 2556 ซึ่ง กสท.ยังได้ให้คณะอนุกรรมการศึกษาในเรื่องของการกำหนดอัตราถือครองช่องรายการ ขั้นต่ำของผู้ประกอบการ โดยจะทำการประเมินจากศักยภาพด้านการดำเนินงานของผู้ประกอบการ
พ.อ.นที กล่าวว่า ส่วนราคาตั้งต้นของการประมูล ขณะนี้กำลังรอผลการศึกษาจากทีมอนุกรรมการ แม้ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าจะสามารถรู้ผลเมื่อไร แต่คาดว่าราคาที่ออกมาได้จะไม่สูงมากนัก เนื่องจากต้องการให้ผู้ประกอบการนำเงินลงทุนไปใช้ในการสร้างเนื้อหารายการ ดีๆ มากกว่าเอามาใช้ลงทุนประมูล ทั้งนี้ในการศึกษาการกำหนดราคาจะใช้วิธีการประเมินมูลค่าคลื่นเช่นเดียวกับ การคิดมูลค่าในกิจการโทรคมนาคม
พ.อ.นที กล่าวว่า นอกจากนี้ในส่วนของเนื้อหารายการหากผู้ประกอบการจะนำช่องรายการที่มีการแสดง ความคิดเห็นทางการเมืองสนับสนุนเสื้อสี หรือกลุ่มพรรคการเมือง ในเบื้องต้น กสท.สามารถอนุญาตให้ทำได้ แต่ห้ามฝ่าฝืน ม.37 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ว่าด้วยการไม่เผยแพร่รายการที่ออกอากาศจะต้องไม่กระทบกระเทือนหรือดูหมิ่น สถาบันกษัตริย์ แสดงออกโดยจงใจก่อให้เกิดการเหยียดหยามประเทศชาติ รัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือกลุ่มชนใด ลบหลู่ศาสนา ปูชนียบุคคล ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีของคนในชาติ หรือกระทบต่อสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ขัดต่อศีลธรรม วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมอันดีงาม กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ ยั่วยุกามารมณ์หรือลามกอนาจาร รวมทั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้พรรคการเมืองห้ามเป็นเจ้าของสื่อ


ที่มา: บางส่วนจากมติชนออนไลน์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเยือนเกาหลีเหนือ

ที่มา ประชาไท

 
คณะกรรมาธิการต่างประเทศนำโดย "สุนัย จุลพงศธร" เยือนเปียงยาง ด้านเลขาธิการสมัชชาประชาชนเกาหลีเหนือระบุอดีตผู้นำ "คิม อิล ซุง" ได้พบมิตรจากประเทศไทยหลายโอกาสทำให้มิตรภาพระหว่างสองประเทศแนบแน่น และว่าเกาหลีเหนือจะส่งเสริมความร่วมมือกับไทย

นายสุนัย จุลพงศธร ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรเดินทางถึงสนามบินกรุงเปียงยางเมื่อ 28 ก.ย. (ที่มาของภาพ: KCNA)
นายสุนัย จุลพงศธร นำคณะเยือนห้องสมุด ที่มหาวิทยาลัยคิม อิล ซุง เมื่อ 29 ก.ย. (ที่มาของภาพ: KCNA)
นายคณวัฒน์ วศินสังวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าพบนายคิม ยอง นัม ประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ เมื่อ 1 ต.ค. (ที่มาของภาพ: KCNA)
นายสุนัย จุลพงศธร ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร นำคณะถ่ายรูปร่วมกับนายคิม ยอง นัม ประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ เมื่อ 1 ต.ค. (ที่มาของภาพ: KCNA)
 
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายสุนัย จุลพงศธร ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาทิ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายคณวัฒน์ วศินสังวร นายนิติภูมิ นวรัตน์ นายเอี่ยม ทองใจสด และนายเยาวนิต เพียงเกษ และคณะได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (สปป.เกาหลี) หรือ เกาหลีเหนือ
โดยหนังสือพิมพ์โรดอง ซิมมุน หนังสือพิมพ์ของพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) รายงานเมื่อ 1 ต.ค. ว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. คณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีนำโดยนายคิม ยอง อิล เลขาธิการสมัชชาประชาชน ได้จัดงานรับรองเพื่อเป็นเกียรติแก่การมาเยือนของคณะกรรมาธิการการต่าง ประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่สมัชชาประชาชนมันซูแดเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา

เลขาธิการสมัชชาประชาชนเกาหลีเหนือระบุว่าจะส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ
ด้านเลขาธิการสมัชชาประชาชน กล่าวว่าประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ได้พบกับมิตรจากประเทศไทยหลายโอกาสทำให้มิตรภาพระหว่างสองประเทศแนบแน่น ประชาชนทั้งสองประเทศได้สร้างสายสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือ และได้พัฒนาไปอย่างดีบนพื้นฐานของความเคารพและความเท่าเทียมซึ่งกันและกัน และกล่าวด้วยว่า เกาหลีเหนือจะพยายามส่งเสริมมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองสภาและ ระหว่างประชาชน ด้วยแนวคิดเรื่องเอกราช สันติภาพ และมิตรภาพ
ส่วนนายคณวัฒน์ ได้กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มาเยือนเกาหลีเหนือ และแสดงความขอบคุณต่อการต้อนรับด้วยความยินดีของประชาชนเกาหลี ทั้งนี้การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงของทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันมิตร ทั้งในด้านการเมืองและในด้านอื่นๆ นายคณวัฒน์ยังแสดงความปรารถนาที่จะดำเนินการพัฒนาสายสัมพันธ์ฉันท์มิตร ระหว่างสองประเทศด้วย

เข้าพบประธานสภาเกาหลีเหนือ พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ "คิม จอง อึน"
สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่าในวันที่ 29 ก.ย. คณะ ส.ส. ของไทยได้เดินทางเยือนบ้านเกิดของคิม อิล ซุง ประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีเหนือ โดยผู้นำคณะ ส.ส. ได้กล่าวว่าประธานาธิบดีคิม อุล ซุงได้อุทิศตัวเพื่อิสรภาพของประเทศและความสุขของประชาชน เป็นผู้นำที่แท้จริงของประชาชน นอกจากนี้คณะ ส.ส. ยังได้ไปเยี่ยมชมห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์และสระว่ายน้ำที่มหาวิทยาลัยคิม อิล ซุง และหอคอยปรัชญาจูเช่ และสถานที่อื่นในเปียงยาง
ในวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดการเยือน ประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ นายคิม ยอง นัม พร้อมด้วยนายปัก คุน กวาง รองผู้อำนวยการแผนกของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีและเจ้าหน้าที่ ได้พบปะหารือกับผู้แทนของพรรคเพื่อไทย นายคณวัฒน์ วศินสังวร ที่อาคารรัฐสภามันซูแด
สำนักข่าวกลางเกาหลี รายว่า นายคณวัฒน์ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ของ สปป.เกาหลี ได้ทำให้ทราบดีว่าผู้นำที่เคารพ คิม จอง อึน รักประชาชนอย่างไร และเขามีความเฉียบแหลมอย่างไรในการเป็นผู้นำประชาชน และการไปเยือนโรงเรียนอนุบาลกยองซัง ทำให้ทราบถึงความรักอันอบอุ่นของคิม จอง อึน ที่มีต่อเด็ก
นายคณวัฒน์กล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีแห่งมิตรภาพและความร่วมมือจะพัฒนาต่อไปในอนาคต
โดยก่อนเดินทางกลับ สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานด้วยว่า นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้มอบของที่ระลึกจากนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผ่านนายคิม ยอง นัม ให้กับผู้นำของเกาหลีเหนือนายคิม จอง อึน เลขาธิการคนที่หนึ่งพรรคแรงงานเกาหลี ประธานคนที่ 1 คณะกรรมการป้องกันประเทศ ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี และประธานคณะกรรมการกลางกองทัพด้วย

สังเขปความสัมพันธ์ไทย - เกาหลีเหนือ
ทั้งนี้ไทยและเกาหลีเหนือสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการใน ปี พ.ศ. 2518 ในปี 2534 เกาหลีเหนือได้ยกระดับสำนักงานผู้แทนการค้าของตนในกรุงเทพมหานครที่ตั้งในปี 2522 เป็นสถานเอกอัครราชทูต ปัจจุบันยังไม่มีสถานทูตไทย ณ กรุงเปียงยาง แต่มีสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ปักกิ่งดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างสองประเทศหลายครั้ง เช่นในปี 2545 นายคิม ยอง นัม เคยนำคณะเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ 3 ฉบับ
นอกจากนี้พระราชวงศ์ของไทยก็เคยเสด็จไปเยือนในหลายโอกาส โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนในเดือนพฤษภาคมปี 2530 และในปี 2531 ทรงนิพนธ์หนังสือ "จากโคริโอสู่โคเรีย 8 วันในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี" ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 2534 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนเกาหลีเหนือและทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ "แกะรอยโสม" ตีพิมพ์ในปีเดียวกัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเยือนในเดือนมีนาคมปี 2535 และเดือนมิถุนายนปี 2536
อนึ่งเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวกลางเกาหลีรายงาน ด้วยว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือได้รับพระราชสาสน์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงวันที่ 4 ก.ย. เนื่องในโอกาสวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี วันที่ 9 ก.ย. โดยในพระราชสาสน์ทรงส่งความอวยพรมายังนายคิม จอง อึน และส่งความปรารถนาดีอย่างจริงใจมายังนายคิม จอง อึนมีความสุขสวัสดิ์ และให้ประเทศและประชาชนมีความเจริญก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรือง

ที่มาของข่าว: แปลและเรียบเรียงจาก
Visits. September 28, 2012 (KCNA)
Thai Delegation Visits Mangyongdae. September 29, 2012 (KCNA)
Gift to Kim Jong Un from Thai Political Party Leader. October 1, 2012 (KCNA)
Kim Yong Nam Meets Thai Party Delegation. October 1, 2012 (KCNA)
Thai Party Delegation Feted, Rodong Sinmun, Oct.1, Juche 101 (2012)

ชาวนากับนักวิชาเกิน

ที่มา thaifreenews

 

 --ชาวนากับนักวิชาเกิน--

"ชาวนาจะดีใจเพียงแวบเดียว การรับจำนำข้าว จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมวลรวมของ ประเทศไทย จะทำให้ประเทศล่มจม ผู้คนจะเสื่อมทราม ศีลธรรมสูญเสียพังทลาย ย่อยยับ ประเทศไทยจะหายวับไปกับตา เสื่อมเสียจิตวิญญาณในการทำดัชนีบนเส้นกราฟอย่างไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อน ผู้คนจะดับโคตรดับแนวตายห่าตายโหงกันหมด ถึงขนาดเราต้องขายประเทศใช้หนี้กันเลย ในระยะยาวๆ"

นักวิชาเกินทรงพูมฐานท่านหนึ่งกล่าวทิ้งเรี



่ยราดไว้ในซอกอับห้องประชุมสัมมนาแอร์เย็นฉ่ำก่อนจะแยกย้ายกันไปทานข้าวที่มีข้าวหอมมะลิหุงจากเชฟโรงแรมใหญ่มายืนโค้งคำนับ กล่าวสรรเสริญสรรพคุณ ความหอมของข้าว หุงขึ้นหม้อ เหนียวนุ่มรสชาติอมหวานนิดๆ นักวิชาเกินผงกศีรษะยิ้ม ตักข้าวหอมนุ่มเข้าปาก ชุ่มลิ้นอร่อยจนต้องแลบลิ้นเลียแผล็บๆ
.........

"ห่ากินไส้ กินหัวปอด ตับจกไส้ มรึงเอ้ย! ให้มันตายดับ ดิ้นพรวดพราดลงคาหม่อง ให้มันสลาย หายไปกับโรคห่าล้างประเทศแน่แหม่!
ระยะยาวๆ ระยะยาวๆ ฮูขี้ฮูดากกูนี่ กูจนมาแต่บรมโกฎิ โคตรฤาษี ปู่่สังกะสา ย่าสังกะสี ตายดับจนกองกระดูกสูง กะจน จน จน จน จน จน คือเก่า กูสิขายข้าวได้ราคาจั่กเทือ จั่ก แทว นำเขา กะสิออกมาไล่ มาเตะตัดขา ชาวนาจั่งกู บ่มีสิทธิ์ขายของได้ราคา ซั่นบ่ มัก นักวิชาเกิน ฮ่วย! สูนเว้ย! อีหยังกะระยะยาวๆ ระยะยาวๆ กูจนมานี่ มันเกินระยะยาว แล้ว ขอกูระยะสั้นจักเทือแน่ ห่าตำ!"
ทิดเฒ่า ว่าพลางเหมือนกำลังจะเทิงฮ้องเทิงสูนแฮง เดินไปดังไฟ นึ่งข้าวเหนียวในครัว ฟากไม้ไผ่ 

......
ภาพ/ การหุงข้าวในเช้าวันหนึ่งในครัวของพี่สาว
คำ/ถ่ายถอดมาจากเสียงดังระงมต่อกรณีการจำนำข้าว


ที่มา
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2430516740353&set=a.1136550312001.15442.1774669853&type=1&theater

เก็บตกจากเฟซบุ๊ค: วันนี้เขาแชร์อะไรกันบ้าง

ที่มา Thai E-News


ASEAN DNA แน่ นอนครับว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แต่ประชาธิปไตยยังคงไม่สามารถเบ่งบานได้อย่างเต็มที่  ส่วนหนึ่งก็มาจากมี การรัฐประหารเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆนั่นเอง  เราลองมาดูจำนวนรัฐประหารทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบ 64ปี หลังสุดในแต่ละประเทศในอาเซียนกัน
กุหลาบ ปากซัน 'หมู่บ้านแดงอุดรฯ'นำร่องตั้งกองทุนเงินกู้ 'หมู่บ้านเสื้อแดงอุดรฯ' นำร่องตั้งกองทุนเงินกู้ชุมชนหมากแข้ง หวังดึงสมาชิกฯออกจากวงจรเงินกู้นอกระบบ
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง: การเรียกในหลวงว่า "พ่อ"
กุหลาบ ปากซัน เสื้อแดงนี่ใจร้ายจริงๆครับ ขนาด พ.อ.ร่มเกล้า เจ็บขนาดนี้ยังเข้าไปช่วยประถมพยาบาลอีก 
หมออั้ม อิราวัต อารีกิจ ลานอน ด้วยกลอนนี้ครับ มิตรที่รักทั้งหลายของผม.. กับ "เมืองดัดจริต"
Prin Jindasantisakul เชิญร่วมกิจกรรมคัดค้านนักวิชาการนิด้า
ธง ประชาชน ความยุติธรรม..." ที่ ล่ า ช้ า " คือ................." ค ว า ม อ ยุ ติ ธ ร ร ม "
กุหลาบ ปากซัน การสั่งให้นักศึกษาถอดเสื้อก็เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการในการทําลายศักดิ์ศรีของนักศึกษาที่ถูกมองว่าเป็น "เชลยศึก"
MaysaaNitto Org-home ตอนมันเป็น รบ. ไม่ยอมลาออกจาก รองนายก พอเป็นฝ่ายค้าน มันจะเอา ยงยุทธ์ ให้ตาย

สุชาติ นาคบางไทร จ่อติวเข้มนักรบไซเบอร์ อดีตรมช.เจ้าของอิมพีเรียลหนุนสู้เพื่อประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News




โดย Picky Cyber Team 

เมื่อ วันศุกร์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา   กลุ่ม RED CYBER นำโดยนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการะทรวงพาณิชย์ และเจ้าของห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ในฐานะประธานที่ปรึกษากลุ่ม RED CYBER พร้อมด้วยคณะได้มีการจัดงานพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยน และ อัพเดทข่าวสารทางโลก  Social Network  เพื่อการขับเคลื่อนประชาธิปไตย ซึ่ง ยุคปัจจุบันนี้ ต้องก้าวหน้า ทันเทคโนโลยี

โดยงานนี้ได้รับเกีรยติจากรุ่นพี่ไซเบอร์ ถือเป็นตัวพ่อก็ว่า ได้คือคุณ สุชาติ  นาคบางไทร อดีตแกนนำคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่เคลื่อนไหวจากโลกไซเบอร์หมู่บ้าน"ไซออ น"มาสู่ภาคสนาม เป็นกลุ่มต่อต้านการรัฐประหาร19กัีนยาฯที่โดดเด่นยุคแรกๆ และกลุ่มนักศึกษาเสรีปัญญาชน  กลุ่ม Cyber Ranger ตัวแทนกลุ่ม จากสถานีAsia Update  กลุ่ม นักรบไซเบอร์ อีกหลายกลุ่ม  มาร่วมกันขับเคลื่อนสื่อทาง  Social Network  

ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันนี้ในปี 2012  เรากลุ่มคนเสื้อแดงต้องรู้จักใช้สื่อทางด้านโซเชียลให้เป็นประโยชน์ อัพเดทข่าวสารได้ทันที 

ในที่ประชุม ครั้งนี้คุณสงคราม  กิจเลิศไพโรจน์  ได้ประกาศสนับสนุน และ ผลักดัน โครงการ สอน การใช้คอมพิวเตอร์เบื่องต้นแก่คนเสื้อแดง โดยมีคุณสุชาติ  นาคบางไทร  ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์จะมาเป็นผู้สอน ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างเขียนแผนการสอนให้สอดคล้องและง่ายต่อ การเรียนรู้ ฉบับคนเสื้อแดง   ซึ่งเราชาวเสื้อแดง จะขยาย สื่ออีกช่องทางหนึ่ง  เพื่อ ข่าวสารที่รวดเร็วฉับไว  ใครสนใจ ติดตามรายละเอียดได้ เร็วๆนี้ 

บันทึกถึงพวก "แดงความจำสั้น", "แดงแกล้งลืม" และ "แดงมาทีหลัง

ที่มา Thai E-News

 1 ตุลาคม 2555


ที่มาที่ไปของ "เสื้อแดง" มันไม่เกี่ยวกับเรื่อง "รักเจ้า" หรือ "รักทักษิณ" 

  โดย Chotisak Onsoong 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพยายามเราเรื่อง "รักทักษิณ" มาเป็นกรอบในการกำหนดความเป็นคนเสื้อแดง แต่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าผมไม่แน่ใจที่พยายามเอาไปโยงกับเรื่อง "รักเจ้า" ด้วย  ดู https://www.facebook.com/photo.php?fbid=405698599484378
ผมคิดว่าเราสามารถแบ่งคนที่พยายามเอาเรื่อง "รักเจ้า รักทักษิณ" มากำหนดความเป็นเสื้อแดงออกได้เป็น 3 ประเภท คือ "แดงความจำสั้น", "แดงแกล้งลืม" และ "แดงมาทีหลัง"

ประเภทแรก "แดงความจำสั้น" คือ อยู่ร่วมเหตุการณ์ แต่บังเอิญขี้ลืม ความจำสั้น ก็เลยจำไม่ได้ว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง

ประเภทเภทที่ 2 "แดงแกล้งลืม" พวกนี้มีปัญหากว่าอีก 2 ประเภท เพราะอยู่ร่วมเหตุการณ์ แล้วก็จำได้ด้วย แต่กลับทำเป็นลืม

ส่วนประเภทที่ 3 "แดงมาทีหลัง" พวกนี้น่าสงสารที่สุด คือไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย พอคน 2 ประเภทแรกบอกยังไงก็เชื่อ หรือไม่ก็นึกเดาเอาเองตามใจกู

ที่ผมพูดอย่างนั้นก็เพราะว่า ที่มาที่ไปของ "เสื้อแดง" มันไม่เกี่ยวกับเรื่อง "รักเจ้า" หรือ "รักทักษิณ" เลยนะสิครับ (และเอาเข้าจริง อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ - ผมจะกลับมาพูดเรื่องนี้ทีหลัง)

นี่เป็นข่าวเกี่ยวกับการเปิดตัวแคมเปญ "Thai Say No" เพื่อ รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. เมื่อ 1 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็น "วันแรก" ที่เริ่มมีการใช้ สีแดง/เสื้อแดง เป็นสัญลักษณ์ในการรณรง ค์ http://thaienews.blogspot.com/2011/08/5_06.html ย้ำว่า 1 มีนาคม 2550 นะครับ

ภาพเปิดตัวไทยแคมเปญ "Thai Say No" ใช้เสื้อแดงครั้งแรก ที่หน้ารัฐสภา 1 มี.ค.50 ที่มา Thai E-News
ทีนี้หันมาดูฝั่ง นปก.กันบ้าง (พวก "แดงมาทีหลัง" ถ้าไม่รู้จัก นปก.ก็ไปเซิร์จหากันเอาเองนะครับ ในวิกิก็น่าจะมีข้อมูลอยู่) ขอให้สังเกตุผ้าโพกหัวและสีเสื้อของคนที่มาชุมนุมนะครับ http://thaienews.blogspot.com/2007/06/25-2550.html (26 มิถุนายน 2550) http://thaienews.blogspot.com/2007/07/blog-post_26.html (26 กรกฎาคม 2550)

ส่วนอันนี้เน้น "แกนนำ" ลองไปดูกันเองนะครับว่าใครเป็นใคร http://www.oknation.net/blog/print.php?id=80319 (22 กรกฎาคม 2550)
22 ก.ค.50 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปก. นำพาผู้ชุมนุมบุกหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อกดดันให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ลาออกจากประธานองคมนตรี  ที่มาภาพ OKnation
คือในขณะที่พวก "Thai say no" ใช้สีแดง/เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวไปแล้วเกือบ 5 เดือน (เกือบครึ่งปีนะครับ) ฝั่ง นปก.ยังใช้ "สีเหลือง/เสื้อเหลือง" เป็นสัญลักษณ์อยู่เลยครับ

พวก นปก. เพิ่ง “เข้าร่วม” การใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ก็เมื่อไม่กี่วันก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

ทีนี้กลับไปดูพวก "Thai say no" ที่เป็นผู้ริเริ่มใช้ สีแดง เป็นสัญลักษณ์นะครับ ว่ามันไปกันได้กับกรอบ "รักเจ้า รักทักษิณ" แค่ไหน ถ้าดูภาพรวมของแคมเปญก็เป็นเรื่องการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงเรื่องต้านรัฐประหารและเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งเราจะเห็นว่าไม่เฉียดเรื่อง "รักเจ้า รักทักษิณ" เลยแม้แต่นิดเดียว
ยิ่งถ้าเรามาดูจุดยืนของคนที่มาร่วมแคมเปญนี้ เราจะเห็นว่านอกจากจะไม่ "รักเจ้า รักทักษิณ" เอาเข้าจริงตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป คนที่เป็นที่รู้จักที่ร่วมแคมเปญนี้ เช่น คุณหนูหริ่ง/บก.ลายจุด/สมบัติ บัญงามอนงค์, คุณใจ อึ๊งภากรณ์, คุณจิตรา คชเดช รวมถึงคุณสมยศ พฤกษาเฏษมสุข และคุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ (2 คนหลังนี่ผมไม่เห็นในรูป แต่มีชื่ออยู่ในข่าว)

คุณคิดว่า คุณใจ หรือ คุณจรรยา รักเจ้าและทักษิณ เหรอครับ

ส่วนคุณสมยศ อย่างที่รู้กัน ตอนนี้อยู่ในคุกข้อหา 112 (และเท่าที่ผมทราบคุรสมยศก็ไม่ได้รักทักษิณ)
คุณจิตราก็เช่นเดียวกัน เท่าที่ผมทราบก็ไม่ได้รักทักษิณเหมือนกัน

ส่วนคนอื่นๆที่อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ หลายคนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัว ผมยืนยันได้ว่าไม่เฉียด "รักเจ้า รักทักษิณ" เลยครับ (และหลายคนก็ชัดเจนว่าตรงกันข้ามกับ "รักเจ้า รักทักษิณ" เลยด้วยซ้ำ)
ดังนั้นถ้าเราจะนิยามเสื้อแดง ผมว่าเราต้องเริ่มจากตรงนี้ครับ ไม่ใช่ไปนิยามเอาเองตามใจชอบแบบไม่สนใจที่มาที่ไป

และที่เราต้องไม่ลืมอีกเรื่องก็คือ นี่ไม่ใช่การ บังเอิญ ใช้สีตรงกัน นะครับ และไม่เรื่องใครหรือกลุ่มไหนผูกขาดสีแดงด้วย แต่เป็นเรื่องของการ “เข้าร่วม” อย่างที่ผมได้เขียนไปแล้ว นปก.ได้มีมติใช้สีแดงร่วมกับ "Thai Say No" เพื่อรณรงค์โหวต No นะครับ คือถ้า นปก. (และสมาชิก) ไม่เห็นด้วยกับ "สีแดง" ในความหมายของ "Thai Say No" แล้วจะไปเข้าร่วมทำไม?

ถ้า นปก.ใช้สัญลักษณ์สีแดงอย่างเอกเทศ แน่นอนเราไม่จำเป็นต้องเอาจุดยืนแนวทางหรือความหมายสีแดงของ "Thai Say No" มาเกี่ยว แต่ข้อเท็จจริงก็คือ นปก.ไม่ได้ใช้อย่างเอกเทศ แต่ร่วมใช้ (พูดง่ายๆคือใช้ "ตาม") "Thai Say No" นะครับ

ดังนั้นเวลาคุณจะนิยาม สีแดง คุณถึงต้องเริ่มจาก "Thai say no" ไม่อย่างนั้นคุณก็นิยามเอาตามใจชอบ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่มาที่ไปที่เป็นที่เป็นจริงใดๆเลย

ปล. ผมไม่ใช่เสื้อแดงนะครับ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่รู้เรื่องบางเรื่องเกี่ยวกับเสื้อแดงดี กว่าคนเสื้อแดงบางคน (เราไม่จำเป็นต้องเป็นปลาวาฬเราก็รู้เรื่องปลาวาฬได้ครับ บางทีบางคนรู้เรื่องปลาวาฬดีกว่าตัวปลาวาฬเองด้วยซ้ำไป)

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 2/10/55 ช่วยกันทะลวงท่อ....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




 มันลอกท่อ หลอกๆ บอกลอกเสร็จ
 แหลทุกเม็ด สมลือลั่น ว่ามันเอ๋อ
 พอฝนซู่ น้ำก็ท่วม อ่วมเลยเธอว์
 ตีหน้าเซ่อ โทษฝนฟ้า หน้าไม่อาย....

 ช่วยทะลวง รุกไล่ ให้หลุดท่อ
 ยุค กทม. แสนตกต่ำ ทำชิบหาย
 ทั้งเศษผ้า เศษมุ้ง เศษถุงทราย
 โคตรมักง่าย กลับเสแสร้ง แกล้งทำมึน....

 รักกรุงเทพฯ เปลี่ยนผู้ว่าฯ เข้าท่ากว่า
 นั่งหม่นมัว ทนทำไม พวกไร้กึ๋น
 ช่วยกระทุ้ง ไล่มัน ทุกวันคืน
 หรือจะฝืน ตอกย้ำ ช้ำทั้งปี....

 ท่านที่เลือก คนนี้มา บ้าหรือเปล่า?
 ทั้งโง่เง่า อเนจอนาถ ขาดศักดิ์ศรี
 กทม. ขอดูแล แหม..เข้าที
 ปากอัปรีย์ หลอกพวกโง่ เฮโลตาม....

 แม้มุดท่อ หลบลี้ แล้วหนีหาย
 สาวกฟาย ก็เงียบฉี่ ไม่มีถาม
 โถ..กรุงเทพฯ ศิวิไลซ์ สดใสงาม
 ถูกพวกทราม มักง่าย ทำลายเมือง....

 ๓ บลา / ๒ ต.ค.๕๕