WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 2, 2012

กวีประชาไท: ชนชั้นชาวนา

ที่มา ประชาไท




ชีวิตของ ชาวนา ค่ามันน้อย
ทุกวันคอย พึ่งพา แต่ฟ้าฝน
ไม่เคยมี เล่ห์เหลี่ยม ด้วยเจียมตน
สู้อดทน แทบสิ้นหวัง กลางท้องนา

ชีวิตนี้ มีแต่ แค่หนี้สิน
เป็นชาวดิน หมดสิทธิ์ คิดก้าวหน้า
นามสกุล ไม่ใช่ ณ อยุธยา
เป็นเพียงกา ยากไร้ ใช่หงส์ทอง

...หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน กินไม่อิ่ม
ฝืนใจยิ้ม แต่แววตา พาเศร้าหมอง
หากบเขียด หาหนู ตามคูคลอง
พอยาท้อง ยาไส้ ไปวันวัน

ทำหน้าที่ ปลูกข้าว ให้เขากิน
ไม่เคยยิน เสียงบ่น คนขยัน
ขายข้าวได้ กำไรที ไม่กี่พัน
ได้ประกัน ราคาข้าว คงเข้าที

โอ้...ชาวนา คนไหน ใครจะรู้
ว่ามีผู้ เหยียดหยาม ตามกดขี่
พวก"อำมาตย์" ขัดขวาง ทุกวิธี
พวก"คนดี" เห็นใจ แต่"นายทุน"

"ชาวนา"กับ"กรรมกร" "ฆ้อน"กับ"เคียว"
ผู้โดดเดี่ยว สิ้นไร้ ใครเกื้อหนุน
จงหาญกล้า ท้าทาย พวกนายทุน
ที่อิ่มอุ่น อิ่มหมี นี่เพราะใคร!

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: FUKUOKA PRIZE AWARD 13 SEPT 2012

ที่มา ประชาไท

 
 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ


 
 
 
 
FUKUOKA PRIZE AWARD 13 SEPT 2012

once upon a time in Japan งานมอบรางวัล Fukuoka 13 กันยา ที่มีคนเข้าร่วมในหอประชุมใหญ่ หนึ่งพันคน ผ่านไปอย่างดี
 
เรามาดูกันว่า งานแบบญี่ปุ่นๆๆ ที่เจ้านายระดับสูงมาเป็นประธาน ทำกันอย่างไร
ต้องบอกว่า "แปลก" คือ งามสง่า เป็นระบบ (ต้องซ้อม) และเป็น "ประชาธิปไตย" (?) กระจาย "ความเท่าเทียม" ให้กับคนที่ "ไม่ (น่า) จะเท่าเทียมกัน" นัก อย่างน่าพิศวง
 
องค์ประธาน คือ เจ้าชาย Akishino ผู้มีสิทธิสืบบัลลังค์อันดับสอง ของประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์/จักรพรรดิมั่นคงสุดๆ (ไม่มี กม หมิ่นฯ ?!) 
เจริญสุดๆ และอารยะสุดๆ กับชายา นั่งเป็นประธานจริงๆ ด้านขวาของเวที ได้รับเชิญให้ทรงกล่าวสั้นๆ
 
ที่นั่งตรงกลางเวทีเด่นเป็นสง่า กลับกลายเป็นที่นั่งของผู้รับราง วัลทั้ง 4 จากอินเดีย (นามศิวะ บอกว่ารู้จัก อ สุลักษณ์ อย่างดี เธอเป็นนักคิดนักเขียน สิ่งแวดล้อม) ไทย (ผมเอง) ฟิลิปปินส์ (คิตลัต นักสร้างหนัง น่าเชิญมาให้ SeasTU ฉายหนังเขา) อินโดฯ (นาฎศิลป์)
 
ที่นั่งด้านซ้าย เป็นของกลุ่ม กก ที่มีผู้ว่าฯ  Mayor (หนุ่มวัย 37) เป็นประธาน เขาบอกว่า เขาเป็น new generation นุ่งกางเกงขาลีบ รองเท้าหนังปลายงอน พูดเก่งแบบ "เซเล็บ" กับคนอย่างประธานมูลนิธิฯ (ผู้เฒ่า ที่ให้เงินกับงานนี้หลายๆ ล้าน) กับอธิการ ม คิวชู กับตัวแทนการค้า กับนักวิชาการ คละชายหญิง ส่วนใหญ่ สว (สูงวัย)
 
ผู้มอบและประกาศเกียรติคุณรางวัล กับเหรียญคล้องคอ คือ สองท่านนี้ ไม่ยักกะใช่เจ้า Akishino รับเสร็จ แขกเกียรติยศทั้ง 4 ก็กะเถิบมานั่งด้านหน้ากลางเวที ให้สัมภาษณ์ ตอบคำถาม  2 ข้อ ว่าประทับใจอะไร และจะทำอะไร (กับชีวิต ที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด)
 
แน่นอน 
ผมตอบว่าขอบ ราเมน อร่อยมาก เมืองนี้ ทั้งราเมน/ramen และโซบะ/soba เอามาจากจีนสมัยหยวน มา "กำเนิด" ที่นี่ 700 ปีที่แล้ว แถมมีอนุสาวรีย์ราเมน และโซบะด้วย (เข้าท่าดี)
 
และผมตบท้ายอีกว่า ในฐานะ สว ผมมีอภิสิทธิ์ จะทำงานบ้าง ไม่ทำบ้าง และก็จะเดินทาง ท่องเที่ยว ไปในอุษาคเนย์ และเอเชีย เพื่อใช้เวลาที่เหลือ getting to know our ASEAN neighbors และ Make Love not Warครับ (especially with Cambodia and Laos)
 
เชื่อไหม ตอนเราให้สัมภาษณ์นั้น เจ้า Akishino และชายา ลงจากเวที ไปประทับนั่งเก้าอี้แถว (แบบหอประชุมศรีบูรพา) ตรงกลาง เหมือนๆ และเท่าๆ กับ กก และ ผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด
 
ต้องบอกว่า อือ "รู้เล่น กับลูกชาวบ้าน" ให้ความรู้สึก spectre of comparison แปลกๆ และดีๆ อย่างบอกไม่ถูก ครับ
 
 
cK@FukuokaHakataJapan
 
 
PS:
ก. ตอนท้ายรายการ มีเด็ก นร เล็กๆ ขึ้นมามอบพวงดอกไม้ให้กับคนรับรางวัล และผู้ติดตาม (เบอร์สอง) ของทุกทีม
 
ข. ก่อนพิธี เจ้า Akishino ตรัสถาม เบอร์หนึ่งว่า รู้จัก อจ อิชิอิ โยเนะโอะ Ishii Yoneo (ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ใช่ไหม  
เบอร์หนึ่งซึม และมึนไปเลย 
 
ท่านถามต่อว่า แล้วคิดอย่างไรกับ ปวศ สุโขทัย กับ อยุธยา ต้องบอกว่า เบอร์หนึ่ง ก็ซึมไปอีก (เล็กๆ) ครับ ไม่รู้ว่า ทรงแอบไปพลิก The Rise of Ayudhya หรือเปล่า เนี่ย
 
ค. คลิ๊กดู รายละเอียดรางวัลได้ที่ 
 
 
Our photos with Prince and Prencess Akishino of Japan.
รูปถ่าย เรียบง่าย งามสง่า นั่งเก้าอี้ทั้งหมด
ผู้รับรางวัลฟูกูโอกะ และผู้ติดตาม (4+4 Thailand, India, Philippines, Indonesia)
กับ เจ้าชายอกิชิโน และ ชายา
(Akishino ทรงเป็นหมายเลขสอง สืบราชสมบัติจักรพรรดิญีปุ่น
น่าแปลก ที่ญี่ปุ่น ไม่มี กม หมิ่น 112
 

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: พรรคพวกเพื่อนศาล Fast Track (2)

ที่มา ประชาไท



“หลักสูตรก็สำคัญ  คอนเนคชั่นก็สำคัญ มีเพื่อนดีๆ ที่สกรีนมาให้เราแล้ว ถึงมีเงินก็ใช่จะหากันได้ เพื่อนที่จบในรุ่นจะรักกันสนิทกันมาก แถมยังสนิทข้ามรุ่นอีกต่างหาก” หรีด-รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ พีอาร์ประจำรุ่น วตท.9 วิเคราะห์ให้ฟังเป็นฉากๆ
ระหว่างความรู้กับคอนเนคชั่น ถ้าจะให้ว่ากันตามจริงในเมืองไทย เธอฟันธงเลยว่า  Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who ถ้ารู้จักคน เข้าให้ถูกทาง จะทำงานอะไรก็ลื่น
“คุณหรีด” ยังประกาศชัดๆ ว่า งานหนึ่งของเธอคือล็อบบี้ยิสต์ ซึ่งทำมานานแล้ว แต่หลักๆ ตอนนี้จะเป็นล็อบบี้ยิสต์ประสานงานให้ธุรกิจปิโตรเคมีข้ามชาติแห่งหนึ่งที่ เคยมีแผนมาลงทุนในเมืองไทย
“ถึงไม่เป็นล็อบบี้ยิสต์ ยังไงเราก็ต้องรักษาคอนเนคชั่น หรีดทำรายการทีวีถ้าไม่รู้จักคน จะขายสปอร์เซอร์ได้ยังไง หรีดนั่งเป็นกรรมการที่บริษัทสามารถฯ ก็ต้องช่วยติดต่องาน ไม่ว่าอาชีพไหนก็ต้องมีคอนเนคชั่น”
คุณหรีดเล่าว่า ปีนี้เธอยอมตัดกิจกรรมหลายอย่างทิ้ง เพราะต้องเรียนควบ 2 หลักสูตร ทั้งวตท. และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ซึ่งบังเอิญได้เรียนทีเดียวพร้อมกัน จะสละสิทธิ์ก็เสียดาย โดยเฉพาะวปอ.ที่อยากเรียนมาก เฝ้ารอมานานถึง 3 ปี
.......................................
เมื่อคนที่ประสบความสำเร็จสูง ในชีวิตระดับผู้นำมาเรียนหนังสือร่วมกันเกือบร้อยชีวิต จะให้ชั้นเรียนของนักศึกษาวตท. “ธรรมดาๆ”ได้อย่างไร
ด้วยเพียบพร้อมทั้งสถานที่ เรียน และผู้บรรยายตั้งแต่ระดับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงบิ๊กๆ ในหน่วยงานราชการ ขณะที่งานเลี้ยงสังสรรค์ที่แบ่งกลุ่มกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละสัปดาห์ ต่างงัดพลังศักยภาพออกมาสร้างความประทับใจกันเต็มที่
แค่ครั้งแรก กลุ่ม ”คุณหรีด” ก็สร้างความฮือฮาลงทุนยกบริการสปามาไว้บริการเพื่อนๆ พร้อมหมอนวด และเตียงให้บริการยกหน้าเด้ง
แต่ที่ลือลั่นสะท้านวงการกว่า ใครคือกลุ่มของกนกศักดิ์ ปิ่นแสง ที่ลงทุนยกห้องอาหารลอดจิมป์สุดหรูจากโอเรียนเต็ลมาให้บริการ ลือกันว่ามื้อนั้นไม่ต่ำกว่าหลักล้าน
“ที่นี่มีเอกชนมาเรียนเยอะ ข้าราชการน้อย คนที่มีฐานะก็ใจกว้างอยากจะบริการเพื่อนๆ“ อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ศาลฎีกา เล่า
อดิศักดิ์ เป็นหนึ่งในนักศึกษากลุ่มผู้พิพากษา อัยการ หลายคนที่เข้ามาเรียนร่วมหลักสูตรเพิ่มพูนความรู้ตลาดทุนที่นี่ กลุ่มผู้พิพากษาที่จบไปรุ่นก่อนๆ กลับไปพูดถึงหลักสูตรกันอื้ออึง บอกว่าเรียนแล้วเหมือนได้มาคลายเครียด
“ปกติงานของผู้พิพากษาก็หนัก และเครียดอยู่แล้ว หาความบันเทิงยาก เพราะต้องวางตัวอยู่ในกรอบไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ทุกคนพอถึงวัยนี้ ก็อยากจะมีความบันเทิงส่วนตัวบ้าง ถ้าเรียนวิชาการอย่างเดียวคงไม่มีใครอยากมา"
0 0 0
นี่ก๊อปมาจากบางส่วนของรายงานพิเศษในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง “Leader Society ... ห้องเรียนนี้มีแต่เฟิร์สคลาส” โดยดุลยปวีณ กรณฑ์แสง ซึ่งกล่าวถึงหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน หรือ “วตท.” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รุ่นที่ 9 ซึ่งมีพินิจ จารุสมบัติ เป็นประธานรุ่น มีนักการเมืองเช่น ไตรรงค์ สุวรรณคีรี, วิษณุ เครืองาม, อนุทิน ชาญวีรกูล, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ,พรเทพ เตชะไพบูลย์ มีวัชรกิติ วัชโรทัย จากสำนักพระราชวัง ขณะที่ฝั่งธุรกิจมีสุรางค์ เปรมปรีด์, ปณต สิริวัฒนภักดี (ซึ่งบอกว่าพี่ชาย ฐาปน สิริวัฒนภักดี มาเรียนตั้งแต่รุ่น 5 พี่เขย อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ผู้บริหารเบอร์ลียุคเกอร์ มาเรียนรุ่น 6)
คมชัดลึกยังมีรายงานเรื่อง “ควันหลง วตท.10 สปิริตเกิน 100” บรรยายงานรับน้อง วตท.10 ที่มีบุคคลระดับ “เฟิร์สคลาส” 350 คน ไปรวมกันที่รอยัลคลิฟบีช พัทยา เมื่อปี 2553 ว่า ละครเฮฮาที่จัดโดย “คุณหรีด” มีผู้แสดงตั้งแต่อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ที่ออกมาร้องเพลง “มนต์รัก วตท.” ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, ภริยาเอกอัครราชทูตอเมริกา, อนุทิน ชาญวีรกูล, พล.ต.อ. ดร.ชิดชัย วรรณสถิต, องอาจ คล้ามไพบูลย์ ขณะที่ “น้องรุ่น 10” ออกมารำเคียวเกี่ยวข้าว ได้แก่ "หมอเลี้ยบ" น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, คีรี กาญจนพาสน์, สุกัญญา ประจวบเหมาะ, ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา, ชัชวาล เจียรวนนท์, สงกรานต์ อิสสระ, ตัน ภาสกรนที
คนอื่นๆ ที่ชื่นมื่นสังสรรค์กันอยู่ในงานก็เช่น วราเทพ เทพกาญจนา, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, สนั่น และณัฐิกา อังอุบลกุล เป็นต้น
ฟังดูก็ตลกดี ในขณะที่คนข้างล่างแบ่งสีแบ่งฝ่าย ม็อบชนม็อบจะฆ่ากันตาย บุคคลระดับนำกลับสร้างคอนเนคชั่นโดยไม่ต้องเลือกข้าง
ศาลยุติธรรมส่งผู้พิพากษาระดับสูงมาเรียน วตท.รุ่นละคน อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ เป็นตุลาการชั้น 8 และเป็น 1 ใน 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่วินิจฉัยให้ยึดทรัพย์ทักษิณฐาน “ได้ประโยชน์โดยไม่สมควร” (เข้าใจว่าท่านเรียนจบวิทยาลัยตลาดทุนแล้วกลับไปยึดทรัพย์พอดี)
ผมชอบที่คุณหรีดเธอพูด ชัดเจนตรงไปตรงมาดี ในสังคมไทย Know How ไม่เท่า Know Who ที่มาเรียนนี่ก็เพื่อจะรู้จักคน
ถามว่าพวกที่มาเรียนหลักสูตรแบบนี้โง่หรือครับ แต่ละคนฉลาดทั้งนั้น ไม่งั้นไม่ประสบความสำเร็จหรอก ไม่ต้องเรียนเขาก็ทำมาหากินร่ำรวยอยู่แล้ว กะอีแค่มาฟังวิทยากรบรรยาย จะมีอะไรนักหนา สิ่งสำคัญมันอยู่ที่การสรวลเสเฮฮา ทำกิจกรรม แบ่งกลุ่มทำรายงานด้วยกัน แล้วก็เดินทางไปทัศนศึกษา ทั้งในและต่างประเทศด้วยกันต่างหาก
แล้วเวลาเดินทางไปทั้งเมืองไทยเมืองนอกเนี่ย ก็เป็นโอกาสที่พ่อค้านักธุรกิจ จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นข้าราชการ ในด้านที่ตัวเองถนัด ตั้งแต่แนะนำโน่นนี่ พาไปช็อปไปกินนอกรอบ (หรือพาไปดูแดงเดือด-ฮา)
เอ้า สมมติคนมาจากทรู จากเอไอเอส เวลาไปต่างประเทศ พี่จะทำโรมมิงไหม เดี๋ยวผมจัดการให้ โอ๊ยไม่ต้องพี่ ค่าใช้จ่ายเล็กน้อย บริษัทผมเอง ฯลฯ
แล้วต่อไป เวลาไปมาหาสู่มีความสัมพันธ์กัน หน่วยงานของพี่ยังขาดงบประมาณอะไรบ้างไหมครับ บริษัทผมมีงบ CSR ช่วยเหลือกันได้
คำถามคือ เวลาไปอบรม บ.ย.ส. บ.ย.ป.บรรดาเศรษฐีล็อบบี้ยิสต์เหล่านี้จัดเลี้ยงมื้อเป็นล้านหรือบริการสปา หรูกันไหม (กนกศักดิ์ ปิ่นแสง ก็ไปอบรม บ.ย.ส.) ผมเชื่อว่าศาลท่านคงไม่ยอมให้ประเจิดประเจ้อขนาดนั้น แต่เวลาไปทัศนศึกษา ไปทัวร์เมืองนอก หรือจัดกิจกรรมนอกสถานที่ล่ะ เวลานัดตีกอล์ฟ เวลานัดทำรายงานในภัตตาคาร ฯลฯ ใครจะตามไปตรวจสอบได้
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาตัวดี จ้องจะกินฟรีเที่ยวฟรี คบค้ามหาเศรษฐี ผมเชื่อว่าผู้พิพากษาตุลาการส่วนใหญ่ที่เข้าอบรมไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่เจตนาของนักธุรกิจ นักการเมือง หรือทนายความ เห็นชัดเจน แล้วระบบอุปถัมภ์พวกพ้องเส้นสายในสังคมไทย มันก็มาพร้อมกับน้ำใจ มารยาทสังคม ที่ปฏิเสธยากหากมีช่องให้คบหากันแล้ว
ตลกร้ายคือผู้ที่เปิดช่องให้พ่อค้านักธุรกิจมีโอกาสมาตีสนิทชิดเชื้อ “เข้าถึงตุลาการ” กลับเป็นสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลปกครองเสียเอง
น่าสังเกตด้วยว่า นอกจากมีโอกาสตีซี้ผู้พิพากษาตุลาการแล้ว พ่อค้านักธุรกิจยังมีโอกาสใกล้ชิดข้าราชการในพระองค์ รวมทั้งสื่อมวลชน ซึ่งได้รับเชิญเข้าอบรม บ.ย.ส. บ.ย.ป.รุ่นละ 2-3 คน (เข้าใจว่าได้ตั๋วฟรีหรือตีตั๋วเด็ก)

ใครจัดคิว
หลักสูตร บ.ย.ป.รุ่นที่ 4 ระบุค่าสมัครไว้ 120,000 บาทต่อหัว รวมค่าเดินทางไปทัศนศึกษาต่างประเทศ
แต่หลักสูตร บ.ย.ส.ไม่กำหนดค่าสมัครไว้ ไม่ทราบว่าเก็บตังค์ หรือเรียนฟรี แบบศาลยุติธรรมออกให้หมดแถมค่าสมุดดินสอ
ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะเรียนฟรี เพราะเท่าที่ทราบ สำนักงานศาลยุติธรรมจ่ายให้ผู้บรรยายตามระบบราชการ ชั่วโมงละ 600 บาทเท่านั้น (ถ้าเก็บตังค์เป็นแสน แบบหลักสูตรปริญญาโท เขาคงจ่ายแพงกว่านี้)
คำถามคือแล้วเวลาเดินทางไปดูงานต่างประเทศล่ะ ใครจ่าย อย่าบอกนะว่าสำนักงานศาลยุติธรรมจ่าย ควักงบประมาณพานักธุรกิจนักการเมืองล็อบบี้ยิสต์ไปเที่ยวเมืองนอกกับผู้ พิพากษา
หรือว่าให้ลงขันกันเอง อันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันไม่ใช่แค่ค่าโรมมิ่ง หรือพาไปกินไปช็อปปิ้ง แต่จะบานปลายกว่านั้น
ขอฝากเป็นข้อกังขา เพราะสำนักงานศาลยุติธรรมไม่เปิดเผยว่าคิดค่าสมัครเท่าไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ อันที่จริงหลักสูตรโด่งดังซะขนาดนี้ อย่าว่าแต่เงินแสนเลย 2-3 แสนหรือมากกว่านั้น นักธุรกิจก็พร้อมจ่าย จะเปิดประมูลก็ยังได้ สมมติเช่น บ.ย.ส.รุ่นนี้เรามีประธานศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายเข้าอบรมด้วยนะ พวกล้มบนฟูกใครอยากศึกษาหาความรู้ใส่ตัวบ้าง ขอเชิญประมูลออนไลน์ รีบด้วย ที่นั่งมีจำกัด
พูดเป็นเล่น แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีมูล เพราะเมื่อหลักสูตรยอดฮิตอย่างนี้ มีคนเข้าคิวรอสมัครตั้งแต่ศาลฎีกา สนามหลวง ไปถึงศาลอาญา รัชดา ก็ต้องเกิดคำถามว่า แล้วสำนักงานศาลยุติธรรม หรือสำนักงานศาลปกครอง ท่านมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคนอย่างไร ทำไมคนนั้นได้เข้าอบรม ทำไมคนนี้ไม่ได้เข้าอบรม ทำไมตัวแทนบริษัทนี้ได้บ่อยจัง ทำไมตัวแทนบริษัทนั้นเข้าไม่ได้เลย
ศาลท่านอาจมีกุศลจิต แต่ผู้สมัครเข้าอบรมไม่ได้มีกุศลจิตเสมอไปนะครับ พวกปากหอยปากปูก็เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เขาแข่งขันช่วงชิงผลประโยชน์มหาศาลกันอยู่ เขาสู้กันทุกปริมณฑล ท่านเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวังวนของเขา ก็เลี่ยงไม่ได้
แม้กระทั่งการแบ่งกลุ่มย่อยตอนเข้าอบรม ยังมีเสียงซุบซิบเลยว่าทำไมตัวแทนบริษัทนั้นได้เข้ากลุ่มกับตุลาการคนนี้ มีเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ฯลฯ
ศาลยุติธรรมยังไม่เท่าไหร่ แม้จะว่าคดีแพ่ง คดีล้มละลาย คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีผู้บริโภค ก็อาจเกี่ยวข้องกลุ่มธุรกิจเพียงบางครั้ง แต่ศาลปกครองสิครับ เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องสัมปทานรัฐ อย่างเช่นการประมูล 3G สัญญาระหว่างบริษัทมือถือกับ ทศท. กสท. ฯลฯ หรือเรื่องโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ที่พ่นมลภาวะใส่ชาวบ้าน
ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่กลุ่มธุรกิจและสำนักงานกฎหมายแห่ไปอบรม บ.ย.ป.เพียบ บางกลุ่มก็ชนกันเอง เช่น ทรู กับบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากทรูทำคดีมือถือทั้งหมด ตัวแทนบริษัทนี้เข้าอบรมทั้งรุ่น 2 รุ่น 3 โดยมีปริศนาคำทายว่าลูกสาวบิ๊กตุลาการคนไหนเอ่ย ทำงานอยู่บริษัทนี้ด้วย
ที่จริงก็เป็นเสรีภาพในการประกอบอาชีพสุจริต เชื่อว่าไม่มีนอกไม่มีนัยอะไร แต่พอมันมีจุดไขว้กันก็อดอึดอัดใจแทนไม่ได้
ปัญหาการคัดเลือกคนเข้าอบรม สถาบันพระปกเกล้าเคยโดนวิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว ในการคัดคนเข้าอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตร​ผู้นำยุค​ใหม่​ในระบอบประชาธิป​ไต ย รุ่นที่ 1 ​ซึ่งมี 120 รายชื่อ แต่ผลออกมา ตามโปรยข่าวไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 “วุฒิสารแจงไม่มีเลือกปฏิบัติ แต่พบกว่า 70% ข้องเกี่ยว "กลุ่มทุน-นักการเมือง" ผงะ! เครือข่าย สนช.ติดโผพรึ่บ”
มันน่าเศร้าเพราะหลักสูตรนี้สถาบันพระปกเกล้าออกค่าใช้จ่ายให้หมด “เรียนฟรี” แต่ดูชื่อคนที่มาเรียนมีแต่ตระกูลดังๆ ลูกหลานนักการเมือง นักธุรกิจ เช่น ธนา เธียรอัจฉริยะ อดีตผู้บริหารดีแทค, วิชญะ เครืองาม (ลูกวิษณุ หลานบวรศักดิ์ ทำงานเป็นนักล็อบบี้ให้ทรู) ชลาทิพย์ พุกผาสุข ลูกสาว พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข นารถสินี ยุติธรรมดำรง ลูกสาวพชร ยุติธรรมดำรง ลูกสาวอดีตอัยการสูงสุด พีรพล สุวรรณฉวี ลูกชายไพโรจน์ สุวรรณฉวี เป็นต้น
หลักสูตรนักบริหารระดับสูงของ ก.พ.ก็ฟรีนะครับ ไปเมืองนอกฟรีด้วย แต่นั่นเขาจำกัดเฉพาะข้าราชการ ไม่มีภาคเอกชน
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า ผู้เคยร่างหลักสูตรให้ วปอ.ยอมรับว่าระยะหลังมี “นักล่าหลักสูตร” เข้ามาเยอะมาก ราว 1 ใน 4 ของผู้เรียน หลักสูตร ปนป.ของสถาบันพระปกเกล้า ยอมรับว่ามีลูกคนใหญ่คนโตมาเรียน แล้วพอรุ่น 1 ประสบความสำเร็จ รุ่น 2 ก็มากันเต็ม แต่ท่านมองว่าหลักสูตรที่เสี่ยงมากกับผลประโยชน์ทับซ้อนคือ หลักสูตรของ กกต.หลักสูตรของศาลยุติธรรม และหลักสูตรของศาลปกครอง ซึ่งถ้าสร้างคอนเนคชั่นเชื่อมไปยังผู้พิพากษาได้ ก็เสี่ยงมาก
แต่ไหนๆ ก็เปิดหลักสูตรฮิตมาถึงขนาดนี้แล้ว ศาลยุติธรรมกับศาลปกครองคงไม่ยุบหลักสูตรง่ายๆ กระมังครับ ท่านคงถือว่าท่านมีเจตนาบริสุทธิ์ ถึงร่วมทำกิจกรรมก็เป็นเรื่องการกุศล อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนกันยายน ประธานศาลปกครองท่านก็เพิ่งไปปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติกับ บ.ย.ป.รุ่น 2 ที่มีนพดล พลเสน ประธานที่ปรึกษากองทุนอนุรักษ์มรดกโลกห้วยขาแข้ง (อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยผู้ถูกตัดสิทธิ วันก่อนยังเห็นไปร่วมงานศพลูกชายชาดา ไทยเศรษฐ์) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในพื้นที่
ผมก็ไม่ได้เรียกร้องให้ยุบ แต่อย่างน้อยทั้งสองศาลก็น่าจะประกาศหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ว่าคัดเลือกคนอย่างไร ตามคิว หรือตามคุณสมบัติ เพื่อขจัดเสียงนกเสียงกา โดยเฉพาะศาลยุติธรรม น่าจะชี้แจงด้วยว่าใช้งบประมาณจากไหน อย่างไร


อ่านตอนก่อนหน้า                                                                                             
ใบตองแห้ง...ออนไลน์: พรรคพวกเพื่อนศาล Fast Track (1)

เสรีนิยมไปกันได้ด้วยดีกับเศรษฐกิจพอเพียง?

ที่มา ประชาไท

 

เมื่ออาจารย์คณะพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากคณะรัฐประหาร พ.ศ.2550 มาตรา  84 (1) ข้อความว่า รัฐต้องดำเนินการตามนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อไปนี้ “สนับ สนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน   โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบท บัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน  เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ...”  ทำให้เกิดความสงสัยอย่างมาก เมื่อเหลียวกลับไปมองมาตราที่อยู่ด้านบนมาตรา 84  เพราะมีข้อความที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงต่อความรู้สึกที่เคยรับรู้ผ่าน สื่อสารธารณะในสังคมไทยกล่าวคือ มาตรา 83 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า “รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
ทั้งสองมาตราเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินนโยบายตาม ที่ระบุไว้นี้ จะทำเป็นอย่างอื่นมิได้  คำถามที่ชวนให้สงสัยก็คือ  เศรษฐกิจพอเพียงกับเสรีนิยมอยู่ด้วยกันได้ด้วยหรือ แล้วหน้าตาของนโยบายการปฏิบัติจะออกมาอย่างไร ในเมื่อฝ่ายหนึ่งบอกให้พอเพียง กินใช้เท่าที่ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ไม่โลภ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นหนี้ กับอีกฝ่ายที่ส่งเสริมการแข่งขัน การค้ากำไร โดยไม่มีเส้นจำกัดขีดกั้น ?
ต่อเมื่อได้คิดทบทวน วิเคราะห์แล้วจึงได้คำตอบว่า ทั้งสองสิ่งไปด้วยกันอย่างลงรอย สอดคล้องสนับสนุนซึ่งกันและกันในบริบทของสังคมไทย ด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
เสรีนิยม (libertarian) พวกเสรีนิยมเชื่อว่า มนุษย์เป็นเจ้าของร่างของตนเอง เพราะร่างกายคือสิ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด อยู่กับเรา และไม่มีใครสามารถพรากไปจากเราได้ มนุษย์จึงมีเสรีอย่างเต็มที่ที่จะกระทำใด ๆ ต่อร่างกาย  การถูกใช้กำลังทำร้าย บังคับ ควบคุมต่อร่างกายถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิที่ติดตัวมาพร้อมกับร่างกาย  ดังนั้น พวกเสรีนิยมเมื่อได้ลงแรงไปกับการทำงานใด ๆ เพื่อผลิต สร้าง ทางเศรษฐกิจด้วยร่างกายที่ตนเป็นเจ้าของแล้ว  ผลผลิตที่ได้มาจากแรงงานนั้นจะต้องตกแก่ตนผู้เป็นเจ้าของแรงงาน ทรัพย์สินที่เกิดขึ้น   ผลผลิตจากการค้า การลงทุน จึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่พึงแบ่งปัน หรือกระจายให้กับใคร เพราะเมื่อผู้อื่นไม่ได้ลงแรงผลิตก็ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับ เช่นเดียวกันเมื่อรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกราคาทำให้ผลกำไรที่เคยได้รับน้อยลงไป ทั้งที่ตนเองลงแรงเท่าเดิมตามกลไกตลาด ในทัศนะของพวกเสรีนิยมย่อมไม่สามารถยอมรับได้
ความยุติธรรมของเสรีนิยมจึงเป็นเรื่องของการที่รัฐต้องไม่เข้ามายุ่ง เกี่ยวแทรกแซงกับการจัดโครงสร้างการกระจายรายได้ให้ทั่วถึงและเท่าเทียม  ในสายตาของคนกลุ่มนี้ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า สังคมไม่เป็นธรรม ในทางตรงข้าม มันเป็นธรรมดีอยู่แล้ว เพราะคนจนไม่มีความสามารถมากพอที่จะหารายได้หรือทรัพย์สินได้เท่ากับคนรวย  รัฐจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมาบังคับด้วยการจัดสรรงบประมาณ หรือจัดเก็บภาษีเพื่อให้นำเงินของคนรวยไปช่วยคนจน เพราะมันละเมิดสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินเสมือนเป็นการขโมยแรงงานไปให้ คนยากจนที่ด้อยกว่า
เสรีนิยมให้เหตุผลว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สิน รายได้ เป็นการใช้แรงงานมันสมองของตนเองไปเพื่อแสวงหาทรัพยากรที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงและหยิบฉวยมาใช้ประโยชน์ได้ ภายใต้สิทธิที่สังคมเปิดโอกาสให้ทุกคนเท่าเทียมกัน  เพราะโดยเริ่มแรกแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านั้น ใครก็ตามที่มีความสามารถก็ย่อมหยิบฉวยเอาได้เท่าที่มีกำลังแรงงานที่จะไขว่ คว้าหามาได้   และตราบเท่าที่ยังคงมีทรัพยากรเหลืออยู่ก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดยับยั้งการแสวง หา  ขอเพียงอยู่ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรีและได้ทรัพยากรเหล่านั้นมาโดยชอบด้วย กฎหมาย
วิธีอธิบายแบบนี้คือคำอธิบายของผู้มีอำนาจที่มั่งคั่ง ร่ำรวย และเป็นผู้เข้าถึงทรัพยากรโดยง่าย ซึ่งไม่ต่างจาก
เศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการที่เรียกกันติดปากว่า “หลักสามห่วง สองเงื่อนไข”  กล่าวคือ หลักพอประมาณ  มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ส่วนสองเงื่อนไขได้แก่ เงื่อนไขคุณธรรม และเงื่อนไขหลักวิชาความรู้ แต่ต่อมามีการเพิ่มเงื่อนไขที่สามคือ เงื่อนไขการดำเนินชีวิต หมายถึงการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียร   หลักการที่กล่าวมา เมื่อถูกนำมาปฏิบัติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีกลุ่มเป้าหมายของการเผยแพร่และชี้บอกให้รับแนวทางนี้ไปใช้ในการดำเนิน ชีวิต ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร ชาวนาผู้ยากจน จะเห็นได้ว่า ตัวอย่างแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงล้วนเป็นการดำเนินชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ มีเหลือจึงขาย ผลิตสิ่งของใช้เอง และดำเนินชีวิตแบบสมถะเรียบง่าย ชีวิตแบบพอเพียง คือชีวิตของชาวนาที่ไม่เป็นหนี้เป็นสิน ไม่โลภ ใช้ชีวิตในถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่อพยพเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาทำงานในเมือง
ลักษณะการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวนา นี้อธิบายได้ว่า ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองเพราะมีความพอประมาณ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่คิดแสวงหารายได้จากโยกย้ายแรงงาน มีเหตุมีผล เพราะไม่เป็นหนี้  และมีภูมิคุ้มกัน เพราะมีอาหารจากการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่วนเงื่อนไขคุณธรรมในทางปฏิบัติ คือการแบ่งปัน และการแสวงหาความรู้ ซึ่งก็ไม่พ้นการเข้าอบรมหรือเข้าโครงการพัฒนาที่หน่วยงานภาครัฐมาชี้บอกให้ ทำ
เงื่อนไขข้อสุดท้าย ช่วยตอกย้ำ การพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่โดยไม่ดิ้นรน แข็งขืน ต่อสู้ เพราะบอกให้ต้องอดทน และมีความเพียร สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพึ่งตนเองให้ได้ การพึ่งตนเองได้ ย่อมหมายถึงไม่พึ่งคนอื่น และไม่จำเป็นที่จะต้องให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือ  เมื่อฐานะดีขึ้นก็สามารถบริโภคขยายกิจการได้ ดังเช่นที่ระบุไว้ในทฤษฏีใหม่ 3 ขั้น คือ ขั้นแรกให้ทำเพื่อพึ่งตัวเองให้ได้ เรียกว่าขั้นต้น ขั้นต่อมาคือขั้นกลาง ได้แก่ การรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจภายในชุมชนเพื่อค้าขายกับชุมชนใกล้เคียง และขั้นสุดท้ายคือการรวมกันเป็นเครือข่ายขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น
เศรษฐกิจพอเพียงจึงสนทนาบอกเล่าโดยตรงกับคนยากจน เกษตรกรในชนบท ไม่ให้เข้ามาแข่งขัน แย่งชิงในระบบเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม และให้ก้มหน้ายินยอมรับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ และดำเนินชีวิตภายใต้ความพอเพียงในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก สามชาย ศรีสันต์ ระบบความคิดเชิงคำสั่งในวาทกรรม “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง”, วารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 10 ฉบับที่1)
หลักปรัชญาทั้ง 2 มีความสอดคล้องลงรอยกันในความเชื่อพื้นฐานดังต่อไปนี้
1. ทั้งสองไม่เห็นด้วยที่จะปรับโครงสร้างการกระจายรายได้ให้เป็นไปอย่างเป็น ธรรม เสรีนิยมเห็นว่า รัฐไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวจัดการแทรกแซงราคาผลผลิต หรือกำหนดมาตรการภาษี  ขณะที่เศรษฐกิจพอเพียงมองว่า ชาวนาไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหารายได้ด้วยผลิตเพื่อขาย เพราะทำให้เป็นหนี้สิน แต่ควรหันมาผลิตเพื่อบริโภค
2. ทั้งสองมีฐานคิดว่าทรัพยากรมีอยู่อย่างเพียงพอรอให้ประชาชนลงทุน ลงแรงเข้าไปแสวงหาครอบครอง โดยทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องไปปรับโครงสร้างการกระจายทรัพยากรอีก จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงกล่าวถึงที่ดิน 5 ไร่ สำหรับทำการเกษตรผสมผสานเป็นต้นทุนตั้งต้น แต่ไม่เคยกล่าวว่าจะนำที่ดิน 5 ไร่ และแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตรมาจากไหน
3. ทั้งเศรษฐกิจพอเพียงและเสรีนิยมไม่จำกัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ถ้ามีเงินมีกำลังก็สามารถผลิต - บริโภคได้ตราบเท่าที่ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
4. ข้อเสนอยืนอยู่บนฐานที่ว่า โครงสร้างทางสังคมมีความเป็นธรรมอยู่แล้ว การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดก็ย่อมได้ราคาสูง ส่วนการผลิตที่ขาดคุณภาพ ไม่เป็นที่ต้องการย่อมได้ราคาต่ำ สังคมไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ กดราคา ใช้อำนาจที่ทำให้สินค้าและบริการบางประเภทมีราคาต่ำ แต่บางประเภทมีราคาสูง เช่น ข้าวเปลือก กับข้าวสาร เมื่อสังคมมีความเป็นธรรมอยู่แล้วจึงต้องแก้ไขที่ตัวปัจเจกเองไม่ใช่แก้ไข ที่โครงสร้าง
5. ปล่อยให้การแลกเปลี่ยน แบ่งปัน ช่วยเหลือ เป็นไปด้วยความสมัครใจแบบปัจเจกบุคคล โดยที่รัฐไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ให้เป็นเรื่องของการสงเคราะห์ เยียวยา ด้วยจิตเมตตาของคนรวยที่จะช่วยเหลือคนจนตามหลักคุณธรรมที่ผู้ปกครองในฐานะ ปัจเจกบุคคลพึงมี
6. ฐานคติความเชื่อข้างต้น เป็นสิ่งที่ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์โต้แย้ง เศรษฐกิจพอเพียงบอกให้มีศรัทธาเหมือนศรัทธาในศาสนา เพราะหลักปรัชญาอิงอยู่กับศาสนาพุทธ ขณะที่เสรีนิยมบอกว่าเป็นสิทธิที่ติดมาตั้งแต่เราเกิด
สิ่งที่สอดคล้องเชื่อมประสานกันประการสุดท้ายคือ ทั้งสองผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียม ช่วยธำรงค์รักษาสังคมของการเอารัดเอาเปรียบให้ฝ่ายผู้ครอบครองทรัพยากรมี สิทธิอำนาจที่อยู่เหนือกว่าให้อยู่ในสถานะตำแหน่งที่เหนือกว่าต่อไป โดยมีคำอธิบายสาเหตุของความยากจนคล้ายคลึงกันคือ เป็นเหตุปัจจัยอันเนื่องมาจากบุคคลผู้ยากจนที่กระทำต่อตัวเอง ฉะนั้นจึงต้องแก้ด้วยตนเอง อย่าไปเรียกร้องให้ใครมาหยิบยื่นช่วยเหลือ

นักปรัชญาชายขอบ: ขันติธรรมระหว่างศาสนา (Religious Tolerance)

ที่มา ประชาไท

 

มองจากความคิดเสรีนิยม “ขันติธรรม” (tolerance) ความอดทน ความมีใจกว้าง (รวมทั้งการมีสปิริตให้อภัย) ต่อความเห็นต่าง เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมพหุนิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม ขันติธรรมที่ว่านี้มีความจำเป็นทั้งในแง่ว่า เราจะไม่ใช้เสรีภาพของตนเองไปละเมิดคนอื่น หรือไม่ใช้ความเชื่อในศาสนาของตัวเองไปตัดสินความเชื่อในศาสนาอื่น หรือไม่ใช้เสรีภาพในนามเสรีนิยมไปละเมิดความเชื่อ/หลักการของศาสนาต่างๆ ดังเช่นการสร้างภาพยนตร์ เขียนหนังสือดูหมิ่นศาสดาของศาสนาอื่น หรือการกระทำดังภาพหญิงสาวคร่อมพระพุทธรูปดังภาพข้างล่างนี้ โดยอาจจะคิดว่าตนเองอ้างเสรีภาพตามหลักเสรีนิยม (ซึ่งไม่ใช่)
(ภาพจาก Snook)
แต่ความหมายที่สำคัญกว่านั้นของขันติธรรมก็คือ การตอบโต้ต่อการถูกดูหมิ่นซึ่งเรามีความจำเป็นต้องตอบโต้ต่อการหมิ่นประมาท ตัวเรา หรือการหมิ่นศาสดา ศาสนา ความเชื่อของเราภายใต้ขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น เช่น การประณาม การเรียกร้องให้ขอโทษ การประท้วงอย่างสันติ หรือการแจ้งความเอาผิดตามกฎหมาย (ที่เป็นประชาธิปไตย) เราไม่มีสิทธิ์ใช้กำลังหรือความรุนแรงทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น เพื่อระบายความโกรธแค้นอย่างไร้มนุษยธรรม
กรณีชาวมุสลิมในบังคลาเทศเผาวัดพุทธ 5 แห่ง สะท้อนการขาดขันติธรรมระหว่างศาสนา (Religious Tolerance) อย่างน่าวิตก เริ่มจากการขาดขันติธรรมของชาวพุทธคนหนึ่งที่โพสต์ภาพตนเองเหยียบคัมภีร์ของ ศาสนาอิสลามขึ้นเฟซบุ๊ก เป็นเหตุให้เกิดการโต้ตอบที่ขาดขันติธรรมยิ่งกว่าของชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ เผาวัดพุทธ 5 แห่งและก่อจลาจลทำลายบ้านเรือนร่วม 100 หลัง
(ภาพจากคม ชัด ลึก)
ไม่ว่าเราจะมองจากหลักมนุษยธรรม หลักเสรีนิยม สิทธิมนุษยชน หรือหลักการของแต่ละศาสนาเอง เราไม่มีทางจะยอมรับการการหมิ่นศาสนาว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ และยิ่งไม่อาจยอมรับการตอบโต้ที่รุนแรงของกลุ่มศาสนิกบางกลุ่มของศาสนาใดๆ ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ
ผมเข้าใจว่าหลักขันติธรรมตามความคิดเสรีนิยมนั้น นอกจาจะวางอยู่บนพื้นฐานของการเคารพความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ฯลฯ แล้ว ยังเป็นหลักการที่ยอมรับสมมติฐานว่า เป็นไปได้ที่ในโลกของความเป็นจริงจะมีการด่า การประณาม นินทาว่าร้าย ฯลฯ เกิดขึ้นได้เสมอ อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ก็ว่าได้ อย่างที่พูดกันว่า “ห้ามไฟไม่ให้มีควัน...ให้ได้ก่อน ค่อยห้ามคนด่าหรือนินทา”
แน่นอน การแสดงออกในลักษณะต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นการหมิ่นศาสดา หมิ่นศาสนา เช่น ผู้หญิงโพสต์ท่าถ่ายรูปคร่อมพระพุทธรูป การสร้างพระพุทธรูปในรูปลักษณ์แปลกๆ เอาพระพุทธรูปไปเป็นเครื่องตกแต่งประดับในโรงแรม สปา ฯลฯ หรือการแต่งนิยาย เขียนหนังสือ สร้างภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพของพุทธะในด้านตรงข้ามกับที่ชาวพุทธเชื่อคงจะมี ต่อไปเรื่อยๆ และอันที่จริงการด่าประณาม กระทั่งการลอบทำร้าย ลอบฆ่าพุทธะก็มีมาแล้วในสมัยพุทธกาล แต่พุทธะก็วางหลักให้ชาวพุทธตอบโต้การกระทำเหล่านั้นด้วยขันติธรรม
ดังในโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งเป็นหลักการในการเผยแผ่พุทธศาสนาในระยะเริ่มแรก นั้น พุทธะให้ชาวพุทธมีขันติธรรม ไม่กล่าวร้าย ทำร้าย หรือฆ่าใคร แต่ให้ตอบโต้การกระทำของฝ่ายอื่นๆ ด้วยการมีสติ ไม่โกรธ ใช้เหตุผล และที่จริงแล้วขันติธรรมตามคำสอนพุทธศาสนานั้นเข้มงวดมากถึงขนาดว่า “ผู้ที่ยังจิตให้โกรธคนที่กำลังใช้เลื่อยตัดร่างกายของตนให้ขาดเป็นสองท่อน ย่อมไม่ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของตถาคต” นี่แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนามองว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมหรือความถูกต้องมีค่าในตัวมันเอง ไม่ได้เอาผลมาตัดสิน ในกรณีนี้ความไม่โกรธมีค่าในตัวมันเอง การถูกฆ่าไม่ใช่ผลอันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความไม่โกรธกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ต้องไปได้
ถามว่า หากชาวพุทธไม่ทำตามหลักขันติธรรมของพุทธศาสนา การตอบโต้ใครก็ตามด้วยวิธีรุนแรงต่างๆ เช่น การเรียกร้องให้ออกกฎหมายเอาผิดคนที่หมิ่นศาสดา การตอบโต้ด้วยความโกรธ ความเกลียดชัง ความแค้น การตั้งค่าหัว การฆ่า ฯลฯ วิธีการแบบนี้จะมีประสิทธิภาพขจัดคนที่หมิ่นศาสดาให้หมดไปจากโลกนี้จริงๆ หรือ
ในทำนองเดียวกันอะไรที่สังคมเราทำให้เป็นศาสนา เช่น “อุดมการณ์ราชาชาตินิยมศักดิ์สิทธิ์” ที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า “ศาสนาทางโลก” (secular religion) ที่อิงความศักดิ์สิทธิ์ของสมมติเทพหรือพระสยามเทวธิราช ก็ต้องเผชิญกับคำถามอย่างที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งคำถามว่า
(ภาพจาก fb นิธิวัต วรรณศิริ)
เราจำเป็นต้องพูดกันให้ชัดๆ ว่าอะไรที่สวม “เสื้อคลุมศาสนา” (ทำ/แสดงออกในนามศาสนา) มันไม่ใช่ "ศีลธรรม" เสมอไป การทำการตลาดหากินกับศรัทธาของชาวบ้าน การใช้อำนาจปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ การตอบโต้คนที่ดูหมื่นศาสดาของตนด้วยวิธีรุนแรง ฯลฯ สิ่งพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องศีลธรรม มันคือการทำลายศีลธรรม เพราะศีลธรรมต้องเคารพความเป็นมนุษย์ ต้องมีขันติธรรมต่อความเห็นต่าง มีขันติธรรมแม้กระทั่งต่อการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ใช้เพื่อนมนุษย์เป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ หรือระบายความเคียดแค้น
ว่าตามจริง นักเสรีนิยมไม่ได้อ้างหลักขันติธรรมต่อความเห็นต่างในฐานะเป็น “สัจธรรมศักดิ์สิทธิ์” ไม่เหมือนบรรดาศาสนิกของศาสนาต่างๆ ที่อ้างความศักดิ์สิทธิ์ของศาสดา ของสัจธรรมคำสอน อ้างแนวคิดสันติภาพของศาสนาตนว่าเลอเลิศกว่าแนวคิดสันติภาพใดๆ ในโลก อ้างความรัก การให้อภัย กระทั่งความไม่มีกิเลส ความเมตตาต่อสรรพสัตว์ แต่เราก็พบว่านักเสรีนิยมที่ยอมรับความมีกิเลส บางคนไม่มีศาสนากลับแสดงออกว่า เขามีขันติธรรมต่อความเห็นต่างมากกว่าคนเคร่งศาสนา หรือพูดให้ตรงคือขันติธรรมที่นักเสรีนิยมมี “เหนือกว่า” บรรดาศาสนิกที่เคร่งศาสนาก็เนื่องมาจากที่พวกเขาต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจาก อิทธิพลความเชื่อทางศาสนาต่างๆ และความสัตย์ซื่อต่อความเป็นมนุษย์ของตนนั่นเอง
ผมเองไม่ได้เรียกร้องหรือคาดหวังว่า บรรดาศาสนิกที่เคร่งศาสนา ผู้รักศาสนา หรือแสดงออกว่าปกป้องศาสนาของตนเองจะต้องมีมาตรฐานสูงส่งตามหลักการของศาสนา ตน เช่น ไม่มีกิเลส มีสติ ไม่โกรธ ให้อภัย รักศัตรูเหมือนรักตนเอง ยึด “ความเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ” ที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ผมขอเพียงแค่อยากเห็นการแสดงออกของเขาเหล่านั้น “มีขันติธรรมในมาตรฐานเดียวกับเสรีนิยม”
หากศาสนาต่างๆ ไร้ศีลธรรมแม้ระดับพื้นฐานที่สุดคือระดับ “ขันติธรรม” ต่อความเห็นต่างตามมาตรฐานเสรีนิยม ก็ป่วยการที่จะป่าวประกาศความสูงส่งใดๆ ในหลักศาสนาของตน และการแสดงออกใดๆ ในนามการปกป้องศาสนาอย่างขาดขันติธรรม ย่อมเป็นการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทำลายสันติภาพอันเป็นเป้าหมายของแต่ละ ศาสนาเอง และของสังคมมนุษย์
ความเป็นไปได้ทางหนึ่งที่โลกเราจะมีขันติธรรมระหว่างศาสนา คือการที่ศาสนิกในแต่ละศาสนาต้องตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์กันเอง และปฏิเสธการแสดงออกใดๆ ในทางศาสนาที่ไม่มีขันติธรรม รวมถึงการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ใดๆ อย่างไม่ตรงไปตรงมา หรือขัดแย้งกับหลักการของศาสนาตนเอง อันเป็นหลักการที่เคารพคุณค่าของมนุษย์และสันติภาพของโลก

เ(ค)รื่องพระ เ(ค)เรื่องเพศในไตรปิฎก ตอนที่ 1 ความเป็นชายชาตรี

ที่มา ประชาไท


ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
พุทธศาสน์ของราษฎร
หากเรื่องการโกหกเป็นเรื่องที่ถือว่า “เบาที่สุด” ในการละเมิดศีลละเมิดธรรมในชีวิตประจำวันแล้ว สิ่งที่สะเทือนใจชาวพุทธในสังคมไทยมากที่สุดคงไม่ต้องเดากันให้ยาก นั่นก็คือ การละเมิดพรมแดนทางเพศ สำหรับเพศบรรชิตการละเมิดข้อห้ามทางเพศ ถือเป็น “เรื่องต้องห้าม” อย่างถึงที่สุด เพราะแม้ว่า เรื่องใหญ่อย่างปัญหาการตีความพระธรรมวินัยที่ผิดเพี้ยนกันไป วินัยที่ต่างกันไประหว่างพระป่า พระบ้าน ก็ไม่สู้กับการละเมิดพรมแดนดังกล่าว ที่ถือกันว่าเป็น “อนันตริยกรรมทางสังคม” ที่ไม่อาจให้อภัย ต้องตราบาปไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง
ความศักดิ์สิทธิ์กับความชิบหายอันเนื่องมาจาก เ(ค)รื่องเพศของพระ

ด้วยว่า ฐานคิดแบบเถรวาทไม่ยอมรับ และไม่รองรับสถานภาพของภิกษุณี ดังนั้นอารามจึงเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าชายผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยฉากหน้าแล้วพวกเขาถูกคาดหวังว่าเป็นผู้ที่ฝึกเพื่อที่จะเข้าถึงความเป็น “อภิมนุษย์” “พระอรหันต์” หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ โดยเฉพาะเถรวาทประเทศไทยที่เน้นเรื่องพระวินัยและความบริสุทธิ์ที่อ้างว่า ยึดโยงกับพระวินัยอย่างคอขาดบาดตาย (แต่แน่นอน ส่วนใหญ่ก็เลือกเคร่งครัดบางข้อและปล่อยวางหลายข้อที่ให้ประโยชน์กับตน โดยเฉพาะการยุ่งเกี่ยวกับเงิน, กรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าสงวน-อุทยานแห่งชาติ ฯลฯ)
รอบ 50 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าข้อกล่าวหาที่สร้างความหายนะให้กับพระสงฆ์ไทยที่ร้ายแรงที่ สุดก็คือ “เรื่องเพศ” คดีอุกฉกรรจ์ที่แม้แต่สฤษดิ์ ธนะรัชต์เองก็ยังละอายก็คือ การป้ายสีพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ว่า “มีอะไร” กับพระลูกศิษย์ จนถูกจับสึกในทศวรรษ 2500 เราไม่พบว่า พระสงฆ์ถูกบีบ ถูกกดดันมากนักในข้อหาอื่นๆ แม้แต่ข้อหาที่ฝ่ายขวากล่าวหาพุทธทาสว่าเป็น คอมมิวนิสต์ เนื่องจากข้อเขียนที่ยั่วล้อศัพท์แสงทางการเมือง และการหยิบยืมศัพท์ของฝ่ายซ้ายมาใช้อย่างถูกๆ ผิดๆ แต่ผ้าเหลืองและลูกศิษย์ก็ยังคุ้มครองอย่างปลอดภัยมาได้ ขณะที่การแตกหักของสันติอโศกต่อมหาเถรสมาคมไทยก็เกิดขึ้นเพราะการตีความจาก ไตรปิฎก การปะทะเช่นนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาสูญเสียกำลังศรัทธา เช่นเดียวกับวัดพระธรรมกาย ที่แม้จะมีข้อโจมตีมากมายตั้งแต่ การอวดอุตริมนุสธรรม การละเมิดเรื่องการยักยอกทรัพย์สิน การสร้างพุทธศิลป์ที่ผิดแปลกออกไป แต่เรื่องเหล่านี้ในสายตาของ “คนทั่วไป” “กระแสสังคม” “สาวก” ต่างไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ดุจวันสิ้นโลก
ในทางกลับกัน สิ่งที่สร้างความชิบหายให้กับพระสงฆ์ที่ได้ชื่อว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมานัก ต่อนักแล้ว นั่นก็คือ ข้อหาเกี่ยวกับ “เพศ” ทั้งสิ้น การละเมิดปริมณฑลทางเพศถือว่าเป็นสิ่งที่โจ่งแจ้ง หลายกรณีสามารถพิสูจน์ได้คาหนังคาเขา บางกรณีสืบพยานหลักฐานได้อย่างชัดเจน หรือบางกรณีแม้จะเป็นการกล่าวหาอย่างผิดๆ เพียงแค่นั้นก็ทำลายความน่าเชื่อถือของพระผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย
การเล่นข่าว “สึกพระมั่วสีกา” เกิดขึ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยความพยายามอย่างกระตือรือร้นในการเจาะข่าว ก็ยิ่งทำให้พระสงฆ์เป็นที่ถูกจับตามากขึ้น มรณกรรมของเส้นทางเซเล็บจึงเกิดขึ้นกับ “พระดี” “พระดัง” พร้อมๆไปกับการตลาดทางศีลธรรมและพุทธพาณิชย์ที่ขยายตัว เราสามารถไล่เรียงกันลงมาตั้งแต่ คดีความสัมพันธ์ระหว่างพระนิกร ยศคำจู กับ สีกาอรปวีณา, คดีพระยันตระ อมโร ที่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงนางหนึ่งจนเกิดลูกสาว, คดีพระภาวนาพุทโธ ตลอดจนคดีพระอิสระมุนี อดีตอาจารย์ทางธรรมของทักษิณ ชินวัตร ไม่นับคดีย่อยๆของพระไม่ดัง เช่น พระแปลงกายใส่วิกสวมแว่นดำไปท่องราตรี, พระที่มีความสัมพันธ์กับสัตว์ ฯลฯ จุดจบบนเส้นทางผ้าเหลืองของพวกเขานั้น หากไม่ถูกจับสึก ก็ต้องหลีกหนีตัวเองจากพื้นที่ในสังคมไทยออกไป
ความเสื่อมอันเนื่องมาจากการยุ่งเกี่ยวกับเพศ ในด้านหนึ่งแล้วอาจมองเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องความดี ความงาม ความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสั่งสมและผสมผสานจากความเชื่อและ ศาสนาดั้งเดิม
ฉากอัศจรรย์ในวรรณกรรมที่ชื่อ ไตรปิฎก

จากประสบการณ์การ “อ่าน” พระวินัยทางอ้อมของผู้เขียน ผ่านหลักฐานชั้นสองในสมัยที่เคยบวชซึ่งเป็นหนังสือประเภทนวโกวาท (คำสอนพระมือใหม่) อาตมา เอ๊ย ผู้เขียนเคยเกิดคำถามขึ้นมากมาย รวมไปถึงความคิดแผลงๆ อีกไม่น้อยเมื่อตะลุยค้นคว้าอ่านวินัยปิฎกพบหลายข้อที่บัญญัติห้ามเรื่องราว ทางเพศด้วยเนื้อหาและบริบทที่สุดพิสดาร

ภาพพุทธะผจญธิดาพญามารโดย เหม เวชกร
ความเป็นชายชาตรีในไตรปิฎก

กรณีเรื่องพระ-เรื่องเพศ ผู้เขียนเห็นว่า มีประเด็นที่จะกล่าวถึงอย่างน้อย 2 ประเด็น ในตอนแรกนี้จะกล่าวถึง “ความเป็นชายชาตรี” ตอนที่สองจะกล่าวถึง “ความเป็นชายที่เลื่อนไหล” การกล่าวถึงในที่นี้จะใช้การอธิบายความในพระวินัยปิฎกเป็นหลัก ซึ่งความรู้ระดับมัธยมในวิชาพุทธศาสนาสอนเราว่า ศีล5 เป็นของชาวบ้าน ศีล8 เป็นศีลของคนอยู่วัดนอนวัด ศีล10 เป็นของเณร และศีล 227 เป็นของพระสงฆ์ เมื่อเปิดดูศีล หรือที่เรียกกันว่า “สิกขาบท” จำนวนมหาศาลของพระสงฆ์แล้วนั้น หากไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไร นอกจากนั้นศีลอีกพะเรอเกวียนคือ ธรรมเนียมปฏิบัติ และมารยาทของพระ ที่เข้าใจว่า พุทธะ ต้องการจะสร้างวินัยขององค์กรขึ้นมาเพื่อสร้างความเลื่อมใสให้กับคนทั่วไป

ต้นบัญญัติ สาเหตุที่เกิดกฎ

หากเราพอจะเชื่อหลักตรรกะเหตุและผลอยู่บ้าง เราจะเห็นว่า หลักคิดความเป็นเหตุเป็นผลในการบัญญัติวินัยนั้น make sense กว่า การกล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์ที่ชวนให้เราเคลิ้มไปกับวรรณกรรมเชิงศรัทธา และอาจเข้าใจได้ง่ายกว่าการพิสูจน์คำสอนทางปรมัตถธรรมที่ต้องผ่านความเข้าใจ ที่สลับซับซ้อนและข้อพิสูจน์ด้วยญาณทัศน์ที่ตัดสินได้ยาก ตามมโนทัศน์ที่ว่าด้วยเหตุและผล
ไตรปิฎกยังกล่าวไว้ว่า สาเหตุที่ต้องบัญญัติสิกขาบท ก็เพื่อการดำรงอยู่ของพุทธศาสนา เนื่องจากข้อบัญญัตินั้นจะทำให้พระที่มาจากหลากหลายตระกูล ชนชั้น มีข้อปฏิบัติมาตรฐานเดียวกัน แต่ก็มีเงื่อนไขว่า จะไม่มีการบัญญัติสิกขาบทขึ้นลอยๆ แต่จะเชื่อมกับบริบทที่เกิดขึ้น นั่นคือ จะมีการพิจารณาออกกฏก็ต่อเมื่อมีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในหมู่สงฆ์
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะด้วยความเป็นวรรณกรรมหรือเป็นความเชื่อในอำนาจสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เราพบว่า พุทธะได้กล่าวขู่กับพระภิกษุและคหบดีถึงโทษของการละเมิดศีลมีอยู่ 5 ข้อ [1]  นั้นคือ
1) ความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์
2) ความไม่ดีถูกกล่าวไปทั่ว
3) ทำให้ไม่กล้าสู้หน้าต่อเหล่ากษัตริย์ พราหมณ์ พ่อค้า และนักบวช
4) ตายไม่สงบ
5) ตายไปตกนรก
ที่น่าสนใจก็คือ ในอีกด้านก็มีการกล่าวถึงประโยชน์ของการบัญญัติสิกขาบท ในที่นี้พบการอ้างอิงในสิกขาบทแรกว่าด้วยเมถุนธรรมกรณีพระสุทินน์ [2] (ซึ่งจะกล่าวต่อไป) กล่าวไว้ว่า
1) เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์
2) เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
3) เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
4) เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
5) เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน
6) เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต
7) เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
8) เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
9) เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
10) เพื่อถือตามพระวินัย 
สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเหตุผลสำหรับการจัดความสัมพันธ์ภายในองค์กร และภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นหลัก หรือกระทั่งการขัดเกลาส่วนตัว มากกว่าจะเน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์
กระบวนการตั้งกฎ การพิสูจน์ความผิด และการพิพากษา

ในวินัยปิฎกเราจะเห็นการทำความผิดที่ยังไม่ได้ระบุ ก็จะเกิดเรื่องราวขึ้นจนเรื่องเข้าหูพุทธ จากนั้นก็จะมีการประชุมสงฆ์ไต่สวนว่า จำเลยทำจริงหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะอบรมสั่งสอน หากยังไม่ได้บัญญัติ ก็จะมีการประกาศบัญญัติสิกขาบทนั้นๆ หากได้รับการบัญญัติไว้แล้ว พุทธะก็จะเป็นผู้พิจารณาพิพากษาโทษ ซึ่งส่วนใหญ่จะดูที่เจตนาในการกระทำ


าพของสองหลวงพี่ที่ถูกเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต แสดงมัดกล้ามแห่งความเป็นชาย
ก้าวแรกสู่ เ(ค)รื่องเพศ ในคัมภีร์
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเคยถูกพร่ำสอนให้เคร่งครัดในวินัยข้อหนึ่งก็คือ ห้ามยืนฉัน แม้แต่การดื่มน้ำ ก็ต้องนั่งให้เรียบร้อยก่อนที่จะดื่ม รวมไปถึงการห้ามยืนปัสสาวะ เมื่อครั้งบวชใหม่ก็ทำตามด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรมให้ตัวเรามี ความบริสุทธิ์สมกับการบวชระยะสั้นในวัดป่าเพื่อเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีให้ กับตัวเอง กระทั่งหวังลึกๆด้วยซ้ำว่าจะบรรลุอะไรกับเค้าบ้างในการบวชไม่กี่เดือน แต่อยู่ๆไปได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีคำอธิบายว่าที่มาที่ไปของศีล ทั้ง 227 ข้อ สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างมากก็คือ การปาราชิกอันเนื่องมาจากการยืนปัสสาวะข้อความมีดังนี้ [3]
[78] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในป่า ลูกเนื้อมาสู่ที่ถ่ายปัสสาวะของเธอแล้ว ได้อมองค์กำเนิดพลางดื่มปัสสาวะ ภิกษุนั้นยินดีแล้วได้มีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว 
ในสมัยนั้น ผู้เขียนได้จำสับสนกับข้อบัญญัติห้ามยืนปัสสาวะข้อนี้ [4]

ปกิณกะ 3 สิกขาบท ปาทุกาวรรค สิกขาบทที่ 13

[876] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ยืนถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายปัสสาวะ บ้าง ...

พระอนุบัญญัติ
218. 73. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายปัสสาวะ.
สิกขาบทวิภังค์
อันภิกษุยืนอยู่ มิใช่ผู้อาพาธ ไม่พึงถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายปัสสาวะ ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ มิใช่ผู้อาพาธ ยืนถ่ายอุจจาระก็ดี ยืนถ่ายปัสสาวะก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.
อนาปัตติวาร
ไม่แกล้ง 1 เผลอ 1 ไม่รู้ตัว 1 อาพาธ 1 มีอันตราย 1 วิกลจริต 1 อาทิกัมมิกะ 1 ไม่ต้องอาบัติแล.
นั่นคือ ผู้เขียนไปจำสับสนว่า ที่ห้ามยืนปัสสาวะก็เพราะว่า เกรงว่าพระภิกษุจะถูกลูกเนื้อ “อม” เครื่องเพศจนเกิดอารมณ์และนำไปสู่การเพลิดเพลินพอใจจนขาดจากความเป็นพระ (อาบัติปาราชิก) อย่างไรก็ตาม ความอึดอัดจากการได้อ่านหนังสือเล่มนั้น กลายเป็นสิ่งที่รบกวนใจเรื่อยมา เพราะว่าต้นบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ได้มีเพียงข้อนี้ข้อเดียว แต่ปรากฏอยู่อย่างหนาแน่นดกดื่น คล้ายกับเป็นคัมภีร์กามสูตราก็ไม่ปาน ในที่นี้ขอจำแนกย่อยเป็น 2 เรื่องได้แก่ เรื่อง กิจกรรมและความหมกมุ่นทางเพศของภิกษุและเครื่องเพศ
ว่าด้วยกิจกรรมและความหมกมุ่นทางเพศของภิกษุ
ต้นบัญญัติแรกที่ถือว่าสำคัญมากก็คือ ปฐมปาราชิกสิกขาบท  [ว่าด้วย เมถุนธรรม] ถือเป็นสิกขาบทแรกว่าด้วยปาราชิก ซึ่งหมายถึงความขาดออกจากการเป็นพระ เกิดกรณีของพระสุทินน์ที่ออกบวชในพุทธศาสนา แต่ด้วยความเป็นลูกเศรษฐีทางบ้านจึงไม่ยอมให้ออกบวชตั้งแต่ต้นถึงกับขู่บิดา มารดาของตนว่า หากไม่ยอมให้บวชจะยอมตายเลยทีเดียว ซึ่งการบังคับดังกล่าวทำให้ทั้งสองยอมให้บวช ภายหลังบวชแล้วบิดามารดาก็ร้องขอให้สึกพระสุทินน์ก็ไม่ยอม ในที่สุดก็ขอเพียงอย่างเดียวก็คือ ขอเชื้อไว้สืบพันธุ์วงศ์ตระกูล และให้เหตุผลว่า หากไม่มีคนสืบตระกูลพวกลิจฉวีจะยึดทรัพย์ของตระกูลไว้
เรื่องดังกล่าวทำให้พระสุทินน์คิดหนักและในที่สุดก็ตัดสินใจยอม “มีอะไร” กับอดีตภรรยาของตนกลางป่า ถึง 3 ครา ด้วยเห็นว่ายังไม่มีโทษใดที่บัญญัติไว้ แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไตรปิฎกกล่าวเรื่องเหนือธรรมชาติว่า เรื่องดังกล่าวแม้ใครไม่รู้ไม่เห็นแต่ก็มี “เทวดารู้เห็น” พระสุทินน์เองก็รู้สึกไม่สบายใจจนนำเรื่องดังกล่าวมาเล่าให้หมู่คณะ ทำให้เกิดการประชุมสงฆ์ขึ้น พุทธะก็ทำการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งพระสุทินน์ก็รับสารภาพ พุทธก็ชี้ให้เห็นโทษของการเสพกามว่า [5]
ดูกรโมฆบุรุษ องค์กำเนิด อันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้าย ยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากงูเห่ายังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคาม ไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในหลุมถ่านที่ไฟติดลุกโชนยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย.
ข้อที่เราว่าดีนั้น เพราะเหตุไร?

เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าในปากอสรพิษเป็นต้นนั้น พึงถึงความตาย หรือ
ความทุกข์เพียงแค่ตาย ซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัย เบื้องหน้า แต่แตกกายตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามนั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ซึ่งมีการกระทำนี้เป็นเหตุ.

ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อการกระทำนั้น มีโทษอยู่ เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม อันเป็น
เรื่องของชาวบ้าน เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำ อันชั่วหยาบ มีน้ำเป็นที่สุด มีในที่ลับ เป็นของคนคู่ อันคนคู่พึงร่วมกันเป็นไป เธอเป็นคนแรกที่กระทำอกุศลธรรม เป็นหัวหน้าของคนเป็นอันมาก การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
ตัวอย่างดังกล่าวเป็น ต้นบัญญัติแรกของวินัย อย่างไรก็ดี เมื่อมีกฎก็ย่อมมีคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยง กรณี “เลี่ยงบาลี” จึงเกิดขึ้นอย่างโลดโผน ตัวอย่างเช่น การร่วมเพศกับลิงตัวเมียซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระรูปหนึ่งเกิดอารมณ์จนทนไม่ ไหวจึงนำอาหารมาล่อลิงตัวเมียเพื่อแลกกับการมีสัมพันธ์ด้วย เพื่อนพระมาเห็นเข้าจึงได้ตำหนิติเตียน แต่พระรูปดังกล่าวก็อ้างว่า บัญญัตินั้นห้ามเฉพาะเสพกามกับผู้หญิง ความรู้ถึงพุทธะ จนถูกสอบสวนในที่ประชุมสงฆ์และในที่สุดก็ถูกตั้งเป็นอนุบัญญัติว่าห้ามเสพ กามแม้กับเดรัจฉานตัวเมีย [6]

ภาพการเสพกามอันวิจิตรจาก โบราณสถาน kajuraho อินเดีย
http://www.wiccantogether.com/profiles/blogs/khajurahosex-and-divinity

การแบ่งประเภทเพื่อตัดเรื่องเพศ
นับจากนั้นก็ได้มีการบัญญัติข้อห้ามการเสพกามอันมากมายสุดหยั่ง ไม่แน่ใจว่าเพราะต้องการป้องปรามหรือมันได้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ความพิลึกพิลั่นจึงปรากฏในข้อห้ามในความสัมพันธ์ทางเพศกับสรรพสิ่งซึ่งในที่ นี้ได้แบ่งเป็น 3 สรรพสิ่ง เพศทั้ง 4 และปากทางสำหรับการสอดใส่ทั้ง 3 [7] 
สรรพสิ่งทั้งสามได้แก่ มนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉาน ในที่นี้ไม่แน่ใจว่า ไตรปิฎกจะหมายตามตัวอักษร หรือจะตีความอมนุษย์เป็นคนในยุคนั้นที่ไม่นับว่าเป็นคนทางสังคมก็ไม่ทราบได้ แต่การตั้งกฎนี้ไว้ก็เพื่อความครอบคลุมประเภทของสรรพสิ่ง พูดง่ายๆก็คือ ห้ามมีอะไรกับคน เทวดา ยักษ์ ผี มาร และสัตว์เดรัจฉาน
เพศทั้ง 4 ที่สัมพันธ์อยู่กับสรรพสิ่งทั้งสาม ด้วยความเชื่อที่ว่าสรรพสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นมีเพศกำกับอยู่ เพศทั้ง 4 ได้แก่ เพศหญิง เพศชาย กระเทย (บัณเฑาะว์) และผู้ที่มีสองเพศในร่างเดียว (อุภโตพยัญชนก)

ส่วนปากทางสำหรับการสอดใส่ทั้งสาม นั่นคือ ทางประตูหลัง, ทวารหนัก (วัจจมรรค) ช่องคลอด, ปากทางปัสสาวะ,ทวารเบา (ปัสสาวมรรค) และทางช่องปาก (มุขมรรค)
นอกจากนั้น ยังมีการระบุข้อห้ามอย่างละเอียดเสริมด้วยด้วยว่า ห้ามทับด้วยทวารหนัก, ห้ามคร่อมด้วยทวารเบา, ห้ามอมด้วยปาก [8]   เราจะเห็นได้ว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นข้อห้ามที่มีศูนย์กลางการละเมิดอยู่ที่ เครื่องเพศพระทั้งแท่งที่มุ่งหาช่องทางสำหรับการสอดใส่อยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญก็คือ หากเครื่องเพศได้สอดใส่เข้าไปจริง แต่ไม่เจตนา หรือไม่ยินดีกับการสอดใส่นั้นย่อมไม่ผิด [9]  ได้มีข้อยกเว้นว่า หากภิกษุไม่รู้สึกตัว, ภิกษุวิกลจริต, ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน, ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา, ภิกษุผู้ละเมิดคนแรก (อาทิกัมมิกะ) [10]  แต่อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นดังกล่าวตัดสินกันได้ค่อนข้างยาก
แต่กรณีเลี่ยงบาลีจนทำให้พระถูกพุทธพิพากษาว่า ปาราชิกก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่ การปลอมตัวจากเพศภิกษุไปเป็นคฤหัสถ์บ้าง การเปลือยกายไม่ให้คนรู้ว่าเป็นพระบ้าง ปลอมเป็นนักบวชลัทธิอื่น (เดียรถีร์) เพื่อไปมีความสัมพันธ์ทางเพศ ยังไม่พอการเสพเมถุนที่เลี่ยงบาลีด้วยคิดว่าไม่ผิด ก็ยังเกิดกับ มารดา ลูกสาว และเมียเก่า พี่น้องของตนเอง ลักษณะทางกายภาพที่แปลกไปจากปกติยังทำให้เกิดพฤติกรรมเช่น หลังอ่อนจนสามารถอมเครื่องเพศของตน หรือเครื่องเพศยาวจนสามารถสอดเข้าสู่ทวารหนักของตนเองได้ [11]
เรื่องเหลือเชื่อที่เราเข้าใจได้ดังที่มีคำพูดที่ว่า “ความเงี่ยนไม่เคยปราณีใคร” ยังปรากฏการบันทึกพฤติกรรมอันโลดโผนด้วยการมีอะไรกับศพในป่าช้า ซึ่งมีทั้งศพแบบมีรอยบาดแผลจากสัตว์ที่กัดกิน ศพที่เหลือแต่กระดูก ศพหัวขาด นาคตัวเมีย นางยักษิณี หญิงเปรต แต่หากเรามองในระดับที่เหนือไปจาก “ความกระหายอยาก” โดยปัจเจกแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรพุทธง่อนแง่นคือ ศรัทธา ความรัก ความจงรักภักดีต่อองค์กรที่จะถูกรสชาติและความสัมพันธ์ทางเพศเบียดบังไป อย่าลืมว่าพระส่วนใหญ่ถูกดึงออกมาจากครอบครัวเดิมทั้งสิ้น โดยเฉพาะครอบครัวที่มั่งคั่ง มีไม่น้อยที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของครอบครัวคหบดี กระทั่งชนชั้นสูง


ภาพ Yab-yum พุทธศิลป์แบบตันตระแสดงการธรรมชาติของคนคู่
จาก http://www.exoticindia.com/product/sculptures/yab-yum-ZF64/


การสำเร็จความใคร่

การสำเร็จความใคร่โดยการปล่อยน้ำอสุจิโดยตั้งใจ หรือที่เรียกวา “ปล่อยสุกกะ” นั้นแม้จะไม่ใช่เรื่องร้ายแรกมาก แต่ความผิดก็อยู่ระดับอาบัติสังฆาทิเสส รองลงมาจากอาบัติปาราชิกเลยทีเดียว ต้นบัญญัติเกิดขึ้นเพราะพระชื่อ เสยยะสกะ ซูบผอมจนพระตัวแสบที่ชื่อ พระอุทายี (ในอนาคตผู้เขียนมีโครงการจะเขียนถึง ตัวแสบในไตรปิฎกอยู่ด้วย พระอุทายีก็คือหนึ่งในนั้น) แนะนำให้ผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและให้ปล่อยอสุจิเพื่อความสบายตัว ครั้นเมื่อเพื่อนพระเห็นผิดปกติเลยทำให้เรื่องไปถึงที่ประชุมสงฆ์ ความผิดดังกล่าวทำให้พุทธบัญญัติยกสิกขาบทนี้ขึ้นมาห้ามละเมิด [12] 
การปล่อยสุกกะนั้นยังมีการนิยามอยากละเอียดลออว่า การช่วยตัวเองนั้น คือการช่วยตัวเองด้วยจินตนาการภายใน หรือจากการพบเห็นจากที่ตามองเห็น หรือกระทั่งเมื่อแกว่งให้ไหวในอากาศ การกระทำเมื่อเกิดความกำหนัด เมื่อปวดอุจจาระ เมื่อปวดปัสสาวะ เมื่อต้องลม และเมื่อถูกบุ้งขน (อ.ชาญณรงค์ ชี้ว่า น่าจะหมายถึงตอนที่ถูกแล้วคัน ก็ต้องเกา) นอกจากนั้นยังมีเหตุผลที่ทำให้เกิดการช่วยตัวเองอย่างอื่นเช่น เพื่อหายจากโรค เพื่อความสุขเพื่อเป็นยา เพื่อให้ทาน? เพื่อบูชายัญ เพื่อหวังไปสวรรค์ เพื่อหวังให้เป็นเชื้อพันธุ์ (พืช) เพื่อทดลอง และเพื่อความสนุก ยังมีการจำแนกอสุจิเป็นลักษณะต่างๆ เช่น สีเขียว, เหลือง แดง, ขาว, สีเหมือนเปรียง, สีเหมือนน้ำท่า, สีเหมือนน้ำมัน, สีเหมือนนมสด, สีเหมือนนมส้ม และสีเหมือนเนยใส [13]
เช่นเดียวกัน การเลี่ยงบาลีย่อมมีอยู่หลายกรณีที่ตั้งใจทำสุกกะเคลื่อนเช่น ภิกษุอาบน้ำร้อน, ทายาแผลบริเวณเครื่องเพศ, เกาอัณฑะ, ระหว่างเดิน (เข้าใจว่าจะเสียดสีกับจีวร), จับหนังหุ้มปลายเพื่อปัสสาวะ, ผิงเกลียวท้องในเรือนไฟ (เข้าใจว่าอบอุ่นร่างกายจนสบายตัว), เสียดสีกับขาของตัวเอง, ให้สามเณรจับเครื่องเพศ, จับเครื่องเพศของสามเณรจนเกิดอารมณ์, กำอยู่ในมือ, แอ่นอยู่ในอากาศ, ดัดกาย, เพ่งอวัยวะเพศหญิงจนหลั่ง, สอดเข้าช่องดาล, เสียดสีกับไม้, อาบน้ำทวนกระแส, เล่นโคลน, เล่นน้ำ, เล่นไถลก้น, ลุยสระบัว, สอดเข้าในทราย, สอดเข้าในตม, ตักน้ำรด, สีบนที่นอน ละสีกับนิ้วมือ ทั้งหมดนี้เป็นสังฆาทิเสส [14]  ข้อยกเว้นก็คือ ภิกษุมีอสุจิเคลื่อนเพราะฝัน ภิกษุไม่ประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน ภิกษุวิกลจริต ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา  ภิกษุผู้ทำเป็นคนแรก ไม่ต้องอาบัติ [15]
ว่าด้วยเครื่องเพศ 
เครื่องเพศ เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ที่บ่งบอกเพศสภาวะทางชีวภาพได้อย่างชัดเจนที่สุด บ่อยครั้งพบว่าในพระวินัย เครื่องเพศกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญมาก และที่สำคัญแทบทั้งหมดเป็นการห้ามทำอะไรกับ วัตถุทางเพศและ actionของเพศชายแทบทั้งสิ้น ภิกษุในที่นี้จึงเป็นทั้งประธาน และเป็นทั้งกรรมที่ถูกความรู้สึกดำฤษณาปลุกเร้า การระบายออกก็ไม่ได้มีความตายตัวว่ากับเพศหญิงที่เป็นมนุษย์เท่านั้น แต่มันคือสรรพสิ่งที่มีความหลากหลายมาก
เครื่องเพศ หรือองค์กำเนิดจึงอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งในฐานะต้นธารของพืชพันธุ์ของการสืบสายตระกูล ดั่งที่พระสุทินน์ผู้ถูกอ้อนวอนจากครอบครัว การที่พระสุทินน์ร่วมเพศกับอดีตภรรยานั่นได้ทำให้สถานภาพความเป็นนักบวชคลอน แคลนขึ้นมาทั้งในฐานะปัจเจกเอง และฐานะวัฒนธรรมองค์กรเอง ที่น่าสนใจคือ ความผิดร้ายแรงนี้ถูกยกเป็น ปฐมบัญญัติของพระวินัยทั้งหมด

นอกจากนั้น ยังมีการยกให้เห็นอวัยวะเพศของพระที่อันตรายและมีพิษสง ไม่ใช่อยู่ที่ความอยากมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น สัญชาตญาณของเครื่องเพศนั้นตอบรับกับสิ่งเร้า แม้ว่าพระเหล่านั้นจะเป็นถึงพระอรหันต์ การลุกขึ้นผงาดขององค์กำเนิด ไตรปิฎกสรุปเอาไว้ว่า เกิดจากอาการ 5 อย่าง คือ กำหนัด ปวดอุจจาระ  ปวดปัสสาวะ  ถูกลมรำเพย  ถูกบุ้งขน พบกรณีว่ามีพระอรหันต์เมืองภัททิยะนอนหลับอยู่แล้วมีสตรีนางหนึ่งขึ้นคร่อม จนเกิดการหลั่งออกมา ในกรณีที่ไม่เจตนานี้ แน่นอนว่า ไม่ผิด แต่การถูกครหาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงต้องมีการอธิบายเหตุผลทาง ชีวภาพกลบเกลื่อน [16]
แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องเพศก็ยังถือว่ามีความสำคัญ กรณีที่พระภิกษุทนกำหนัดไม่ไหว จนต้องตัดอวัยวะเพศตัวเองทิ้ง พุทธะก็ไม่เห็นด้วย [17]   ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดทิ้งทางกายภาพ แต่อยู่ที่การดำรง “ความปกติ” ในกรอบคิดที่ชายเป็นใหญ่ อภิมนุษย์แบบนี้จึงเป็นโลกที่ชายชาตรีเป็นใหญ่ที่บริสุทธิ์จากกลิ่นคาวอสุจิ และการแปดเปื้อนจากการมีความสัมพันธ์กับเรือนร่างของสรรพสิ่งต่างๆ โดยนัยก็คือ หากปล่อยตัวปล่อยใจไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะควบคุมจิตใจ และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับองค์กรศาสนาได้อย่างแนบแน่น

ครั้งหน้าจะชวนไปสังเกตการณ์ เ(ค)รื่องพระ เ(ค)รื่องเพศ ในนามของ “ความเป็นชาย” ที่เลื่อนไหลใน ไตรปิฎกกัน.

การอ้างอิงท้ายเรื่อง

[1] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต, บรรทัดที่ 5902-5927 หน้าที่ 258-259 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=22&A=5902&w=%C8%D5%C5%C7%D... (30 มกราคม 2549)
และ พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2, บรรทัดที่ 1715-1777 หน้าที่ 69-72 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=05&A=1715&Z=1777 (27กรกฎาคม 2546)
[2] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 316-670 หน้าที่ 14-27 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=316&Z=670 (27 กรกฎาคม 2546)
[3] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, เล่มที่ 1 บรรทัดที่ 6082 - 6086. หน้าที่ 236-237 อ้างจาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=1&A=6082&w=%BB%D1%CA%CA%D2... (30 มกราคม 2549)
[4] พระไตรปิฎก เล่มที่ 2 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ภาค 2, บรรทัดที่ 16208-16340, หน้าที่ 706-711 อ้างใน .http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=2&A=16208&Z=16340 (27 กรกฎาคม 2546)
[5] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 361-670 หน้าที่ 14-27. อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=316&Z=670 (27 กรกฎาคม 2546)
[6] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 671-750. หน้าที่ 27-30. http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=671&Z=750 (27 กรกฎาคม 2546)
[7] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 1254-1349 หน้าที่ 50-53 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=1254&Z=1349 (27 กรกฎาคม 2546)
[8] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 1350-2187 หน้าที่ 53-85 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=1&A=1350&Z=2187&pagebreak=0 (27 กรกฎาคม 2546)
[9] ดูตัวอย่างใน พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 3493-4293 หน้าที่ 135-166 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=3493&Z=4293 (27 กรกฎาคม 2546)
[10] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5565-5568 หน้าที่ 216. อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=5565&Z=5568 (27 กรกฎาคม 2546)
อนึ่งคำแปลว่า อาทิกัมมิกะ ได้มาจาก อ.ชาญณรงค์ บุญหนุน
[11] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5569-6086. หน้าที่ 216-237 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=5569&Z=6086 (27 กรกฎาคม 2546)
[12] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 11379-11450 หน้าที่ 438-440 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=11379&Z=11450 (27 กรกฎาคม 2546)
[13] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 11481-11520 หน้าที่ 442-443 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=11481&Z=11520 (27 กรกฎาคม 2546)
[14] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 12744-13151 หน้าที่ 490-504 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)
[15] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 12740-12743 หน้าที่ 489 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12740&Z=12743 (27 กรกฎาคม 2546)
[16] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5569-6086 หน้าที่ 216-237 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)
[17] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 7 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 7 จุลวรรค ภาค 2, บรรทัดที่ 250-255 หน้าที่ 11 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)

ยุกติ มุกดาวิจิตร: สนทนากับราชบัณฑิต (อย่างยำเกรงเบาๆ)

ที่มา ประชาไท

 

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ราชบัณฑิตปรับระบบการสะกดทับศัพท์ภาษาอังกฤษให้ตรงกับเสียงพูดจริงมากขึ้น คำถามจากราษฎรอย่างผมคือ
(หนึ่ง) ราชบัณฑิตใช้สำเนียงภาษาอังกฤษเสียงไหน บริ้ทิ่ช อเม้ริคั่น อ่อสเตร้เลี่ยน หรือสำเนียงถิ่นต่างๆ อย่าง เซ้าท์เอเชี่ยน (ผมไม่อยากใช้คำว่าอินเดีย เพราะเหตุผลยืดยาว ยังไม่อยากอธิบายในที่นี้) จามายกั้น หรือ ซิงค์กริช ที่สำคัญคือ หากจะระบุสำเนียงมาตรฐานของภาษาอังกฤษกันจริงๆ ราชบัณฑิตไทยจะเอา ออธ้อริที้ อะไรมาประกาศว่าสำเนียงไหนเป็นภาษาอังกฤษมาตรฐาน ในเมื่อในโลกนี้ไม่มีใครสามารถกำหนดแบบนั้นได้
(ถ้าทำก็คงเหมือนการประกาศอะไรโดยไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำได้ ไม่ส่งผลอะไร ประเด็นนี้ต้องแนะนำให้ราชบัณฑิตไปอ่านทฤษฎี สปี่ช แอคส์ ของ จอน อ้อซทิน)
(สอง) เท่าที่ความสามารถทางภาษาอังกฤษของผมจะอำนวย ภาษาอังกฤษไม่ได้สนใจวรรณยุกต์เท่ากับน้ำหนักเสียง เช่น จะอย่างไรเสีย ภาษาไทยก็ไม่สามารถเขียนคำว่า guitar ได้ เพราะคำนี้ (อย่างน้อยแบบอเม้ริคั่นที่ผมเคยชิน) จะเน้นเสียงพยางค์หลัง ทำให้เสียงออกเป็น คีทาร์ ที่ต้องออกเสียงพยางค์แรกเบาๆ แต่ระบบการเขียนภาษาไทยไม่มี หรือคำว่า เซ็นติเมตร ที่ราชบัณฑิตนำมาใช้เป็นตัวอย่าง ถ้าจะให้สื่อถึงการเน้นเสียง ก็ต้องเป็น เซ้นเทอมีเถ่อะ เสียงแรกสูงเพราะการเน้นหนัก ส่วนพยางค์หลังก็ควรใช้วรรณยุกต์ต่ำ เพราะต้องลดเสียงลง
ที่จริงระบบการเขียนภาษาอังกฤษก็ไม่ได้แสดงการเน้นพยางค์ ต้องใช้ความเคยชินในภาษาพูดเท่านั้นจึงจะรู้ ผมเองตอนไปอยู่ในโลกภาษาอังกฤษจึงมีปัญหามาก จะพูดอะไรคนก็ไม่เข้าใจ เพราะเน้นพยางค์เพี้ยนตลอด
(สาม) มีอักษรใดบ้าง (แม้แต่อักษรของนักภาษาศาสตร์) ที่จะสามารถถ่ายถอดเสียงได้อย่างแนบสนิท การสร้างอักษรแบบอักษรแทนเสียงขึ้นมาล้วนบิดเบือนการออกเสียงของคนทั้งสิ้น
(ไม่ได้หมายความว่าอักษรมีเฉพาะแบบเขียนแทนเสียง เรารู้กันดีว่ายังมีอักษรแทนภาพอีก และไม่ได้หมายความว่าภาษาเขียนเป็นสิ่งเลวร้าย ไว้ใจไม่ได้ แต่เพราะธรรมชาติของการเขียนและภาษามันเป็นอย่างนั้น คือเมื่อมีภาษาแล้ว จะอย่างไรเสียมันก็บิดเบือนสิ่งที่มันอยากสื่อถึง แต่หากไม่มีภาษา ก็อาจจะไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลย เรื่องนี้ต้องเถียงกันยาว ขอยกไว้ก่อน)
เช่นว่า
- มีเสียงมากมายที่มีในภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีในภาษาไทย อย่าง z หรือ r
- เสียงบางเสียง ฝรั่งไม่ได้ออกเสียงด้วย ต แต่ไทยนิยมเขียนและออกเสียงด้วย ต ราชบัณฑิตก็ยังออกเสียงแบบไทยๆ ด้วย อย่างคำว่า เซ็นติเมตร แทนที่จะเป็น เซ้นเทอมีเถ่อะ
อย่าว่าแต่ภาษาอังกฤษเลย อักษรไทยก็ไม่สามารถเขียนภาษาเวียดนาม ภาษาเขมร ซึ่งเป็นภาษาใกล้ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ภาษาไทดำในเวียดนามหรือที่พวกโซ่งพูดในเพชรบุรี สุพรรณบุรี ได้อยู่แล้ว 
อย่างเสียง ngã (ออกเสียงประมาณ หงะอ๊ะ) ในภาษาเวียดนาม ก็ไม่มีในภาษาไทยแล้ว แล้วจะเขียนได้อย่างไร แค่เสียงแทนคำว่า มี หมา กา ขา ในภาษาไทยดำในเวียดนาม ก็ไม่สามารถเขียนได้ในภาษาไทยแล้ว เพราะเป็นวรรณยุกต์ที่ไม่มีในภาษาไทย หรือเสียง ร ที่เป็นพยัญชนะสะกดในภาษาขแมร์ จะเขียนให้ออกเสียงในภาษาไทยอย่างไรก็ไม่ได้
ความหลงเชื่อที่ว่า อักษรไทยสามารถใช้เขียนแทนภาษาใดๆ ก็ได้นั้น เป็นความเชื่อที่คลั่งชาติอย่างยิ่ง ความเชื่อแบบนี้จึงควรจะเลิกกันได้แล้ว เลิกสอนเด็กอย่างนี้ได้แล้ว
(สี่) เอาเข้าจริง ราชบัณฑิตก็ยังใช้ความเคยชินแบบเดิมๆ ของการเขียนทับศัพท์คำภาษาอังกฤษ ไม่ได้ต้องการปฏิรูปการเขียนให้ถูกต้องตรงกับการออกเสียงอย่างแท้จริง ยังยึดมั่นกับการเขียนแบบเดิมอยู่เป็นหลักอย่างเหนียวแน่น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่ยกมาแล้วว่า ราชบัณฑิตยังคงใช้อักษร ต แทนเสียง t ทั้งๆ ที่อักษร ท จะออกเสียงใกล้เคียงกว่า เป็นต้น
ถ้ารู้ทั้งรู้อย่างนั้นแล้วราชบัณฑิตจะทำไปทำไมกัน หรือราชบัณฑิตจะไม่รู้? ไม่น่าเชื่อ เป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่าเราอาจอ่านข้อกำหนดล่าสุดของราชบัณฑิตออกได้เป็นสองนัยว่า
ถ้ามองในแง่ดี ราชบัณฑิตคงต้องการอนุวัตรตามโลก ที่การใช้ภาษาอังกฤษมีความแพร่หลายมากขึ้น การออกเสียงและการเขียนให้ใกล้เคียงเจ้าของภาษาจึงมีความจำเป็นมากขึ้น แต่กระนั้นก็ดี ราชบัณฑิตก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาข้อจำกัดต่างๆ ของการถ่ายถอดเสียงในภาษาต่างประเทศดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว
อันที่จริง ราชบัณฑิตเคยส่งเอกสารมาให้ผมแสดงความเห็นเรื่องการออกเสียงภาษาเวียดนาม ผมวิจารณ์ข้อเสนอของราชบัณฑิตไปมากมาย แต่ความเห็นผมก็คงเป็นเพียงลมปาก คงจะไม่ได้รับการยอมรับจากราชบัณฑิต เพราะประกาศการเขียนทับศัพท์ภาษาเวียดนามที่ออกมาก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจต่อ ข้อเสนอของผม (เอาไว้มีเวลาค่อยมาพิจารณาเรื่องนี้กันอีกทีครับ) ผมจึงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากว่า ราชบัณฑิตอาจจะคิดว่า ผมจะรู้อะไรเกี่ยวกับภาษาเวียดนามดีไปกว่านักภาษาศาสตร์ที่ราชบัณฑิตไว้ใจ มากกว่า หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องตีความว่า ราชบัณฑิตไม่ได้ถือเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรกับการถ่ายถอดภาษาต่างประเทศเป็น ภาษาไทย
ดังนั้น ในอีกทางหนึ่งคือมองในแง่ร้าย ด้วยข้ออ้างเรื่องการสร้างมาตรฐานการเขียนเพื่อการสื่ิอสารกันในคนหมู่มาก ราชบัณฑิตน่าจะเพียงต้องการสร้างระเบียบให้เฉพาะราชบัณฑิตเท่านั้นที่ดูดี รู้ภาษา สามารถถ่ายเสียงภาษาต่างประเทศได้ถูกต้อง ใกล้เคียงภาษานั้นๆ ที่สุด เป็นการสร้างการแบ่งแยก สร้างระยะห่างของการเข้าถึงการเขียน อักษร และภาษาต่างประเทศ สร้างราคาและอำนาจนำในการควบคุมระบบการเขียนภาษาต่างประเทศให้ราชบัณฑิต เองอยู่เหนือผู้อื่นต่อไป
การเปลี่ยนแปลงของภาษา อักษร และการเขียน ล้วนเกี่ยวพันกับอำนาจในการกำหนดอุปนิสัยการใช้ภาษา ราชบัณฑิตเป็นองค์กรที่ยึดกุมอำนาจนี้มาตลอดนับตั้งแต่เริ่มมีการสร้างชาติ สยามและไทยขึ้นมาในคริสตศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
การสร้างภาษาและอักษรมาตรฐานโดยราชบัณฑิตเป็นส่วนหนึ่งของการ สร้างอาณานิคมภายใน ที่ทำให้คนส่วนใหญ่พูดเหน่อ ทองแดง ผิดเพี้ยน ไม่รู้หนังสือ ล้าหลังในการใช้ภาษา หรือกระทั่งไม่เป็นคนไทยไปเสียแทบทั้งหมด (ทั้งที่จริงๆ แล้ว พลเมืองไทยเพียงไม่น่าจะถึง 30% เท่านั้นที่พูดภาษาไทยถิ่นกรุงเทพฯ เป็นภาษาแม่)
 
ที่มาภาพ: Yukti Mukdawijitra

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: เมดิคัลฮับและความไม่เท่าเทียม (2)

ที่มา ประชาไท

 

ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ในกรุงเทพฯมีอุปทานการแพทย์จากโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบุคลากรทางการแพทย์เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์หรือ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน  [1] สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมนี้คือ นโยบายการบริหารประเทศที่ร่วมศูนย์กลางไว้ที่กรุงเทพฯทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ความเจริญในกรุงเทพฯสูงกว่าจังหวัดอื่นๆและดึงดูดเงินลงทุน นักลงทุน แรงงาน เข้ามากระจุกตัวที่กรุงเทพฯ แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขส่วนใหญ่ถึงแม้ไม่ใช่คนกรุงเทพฯโดยกำเนิดก็อยากจะ ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯมากกว่าเมื่อใช้ทุนเสร็จแล้ว กรุงเทพฯมีสิ่งที่อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันและ ส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและสร้างฐานครอบครัวในอนาคตได้ดี กว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุงเทพฯมีโรงเรียนแพทย์เฉพาะทาง มีศูนย์โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากกว่าเพื่อให้แพทย์ได้ศึกษาต่อ มีโรงเรียนที่มีคุณภาพการศึกษามากกว่าต่างจังหวัดเพื่อให้ลูกหลานพวกเขาได้ ศึกษาเป็นทุนในการสร้างอนาคตต่อไป มีโรงพยาบาลเอกชนให้เลือกทำงานมากกว่าหรือมีโอกาสที่เปิดคลีนิคเป็นของตนเอง ได้ง่ายกว่า ในขณะเดียวกันนักลงทุนเอกชนก็มองเห็นโอกาสทำกำไรได้มากเมื่อเปิดโรงพยาบาลใน กรุงเทพฯที่เต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยว
เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยระหว่างกรุงเทพฯและต่าง จังหวัด นโยบายสาธารณสุขต้องสัมพันธ์กับนโยบายบริหารประเทศ และจำเป็นต้องมีนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง จังหวัด ต้องสร้างงานในต่างจังหวัดเพื่อลดการอพยพของคนต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเพฯ สร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในทุกจังหวัดเช่น ระบบขนส่งมวลชนราคาถูก ระบบการศึกษาเป็นต้น กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น สร้างแนวทางเจริญในอาชีพการงานของบุคลากรสาธารณสุขในต่างจังหวัดให้เห็นเป็น รูปเป็นร่างชัดเจนเพื่อดึงดูดให้พวกเขาอยากทำงานในท้องที่ต่อไป
ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยระหว่างโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน โรงพยาบาลภาครัฐมีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่าโรงพยาบาลภาคเอกชน โรงพยาบาลเอกชนมีอุปทานทางการแพทย์ที่ดีกว่าและมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น บุคลากรทางสาธารณสุข แพทย์เฉพาะทาง อุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาแพง [2]
โรงพยาบาลที่สะดวกสบายสะอาดและมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน สถานที่และบรรยากาศการทำงานน่าดึงดูดให้บุคลากรสาธารณสุขมาร่วมงาน อัตราเงินเดือนของเอกชนที่สูงกว่าของรัฐสองถึงสี่เท่าแต่มีภาระงานที่เบา กว่าภาครัฐ ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่าระบบราชการและมีอิสระมากกว่า ภาวะสมองไหลของบุคลากรจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสที่มีระบบสาธารณสุขที่ประสิทธิภาพดีที่สุดตามที่ องค์การอนามัยโลกจัดอันดับในปี 2000  [3] แพทย์ สมองไหลออกไปสู่ที่ๆอัตราเงินเดือนสูงกว่า สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าในฝรั่งเศสที่เป็นตัวยับยั้งชั่งใจแพทย์ก่อนที่จะ ตัดสินใจไปทำงานภาคเอกชน ในขณะที่ประเทศไทยกลับไม่มีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า
การรักษาสุขภาพในอดีตถูกมองว่าเป็นเรื่องความเสี่ยงส่วนบุคคล แต่ละคนที่เกิดมาเจ็บป่วยหนักหรือไม่เป็นเรื่องของผลกรรมในอดีต ดังนั้นแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อความเจ็บป่วยนั้นเอง การจ่ายค่ารักษาพยาบาลจึงเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลโดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องเข้า มาจัดการ ผลของการวางตำแหน่งการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องส่วนตัวทำให้รัฐไม่ใส่ใจเรื่อง สุขภาพประชาชนและใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐต่อเรื่องสุขภาพน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และต้องอาศัยภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในระบบสาธารณสุข
ผลดีของนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรคคือการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมว่า สุขภาพและการรักษาไม่ใช่เรื่องของปัจจเจกบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงของสังคมที่ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันแบกรับและเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขกัน หลังจากนโยบายสามสิบบาทประกาศออกมาปรากฏว่าภาครัฐเพิ่มงบประมาณในการรักษา มากขึ้นทุกปี สัดส่วนค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพระหว่างรัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  [4]
อย่างไรก็ตามการขาดการลงทุนด้านการรักษาจากภาครัฐก่อนมีนโยบายสามสิบบาท และต้องอาศัยการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อเปิดโรงพยาบาลจำนวนมากและรองรับความ ต้องการสินค้าบริการที่เพิ่มสูงมากขึ้นตามสภาพเสือเศรษฐกิจที่เติบโตในช่วง ทศวรรษ 90 สาเหตุนี้ทำให้เปิดโอกาสนักลงทุนเอกชนเข้ามาสู่ระบบสาธารณสุขได้อย่างเสรี โดยมีกฎระเบียบข้อบังคับที่ไม่เคร่งครัดและตามไม่ทันกระแสการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการเอกชนจำนวนมากเข้ามาแสวงหากำไรและสร้างการแพทย์พาณิชย์ที่ฝัง รากลึกในระบบสาธารณสุข

ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ สินค้าทั่วไปยิ่งมีผู้ประกอบการจำนวนมากเท่าไรยิ่งส่งผลดีต่อผู้บริโภคเพราะ เกิดการแข่งขันด้านราคาขึ้น ผู้ประกอบการต้องเพิ่มขีดความสามารถของตนเองเพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตามสินค้าบริการการแพทย์แตกต่างจากสินค้าทั่วไปเพราะมีความไม่ สมมาตรทางข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ผลิต(แพทย์)กับผู้บริโภค(ผู้ป่วย)กล่าวคือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นเรื่องเฉพาะทางและมีความแตกต่างด้านความ รู้ระหว่างแพทย์กับคนไข้ และยังมีลักษณะเป็นสินค้าผูกขาดจากใบประกอบโรคศิลป์ ช่องโหว่นี้ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถหากำไรจากค่าเช่าทางข้อมูลและการผูกขาด เช่น แพทย์สามารถสั่งจ่ายการรักษาที่ไม่จำเป็นโดยคนไข้ไม่รู้ตัวเพื่อเพิ่มรายได้ ให้กับตนเอง โรงพยาบาลเอกชนในระบบสาธารณสุขจึงไม่ได้แข่งกันด้านราคาเป็นหลักแต่แข่งกัน ด้านการสร้างความไว้วางใจและคุณภาพการบริการ โรงพยาบาลเอกชนทั้งระบบสามารถกำหนดราคาในอัตราสูงได้ระดับหนึ่งและแสวงหา กำไรได้โดยที่จำนวนผู้ประกอบการที่สูงขึ้นไม่ส่งผลต่อราคาของสินค้าสาธารณ สุขเท่าใดนัก เมื่อมีกำไรขึ้นย่อมเป็นเชื้อไฟให้ผู้ประกอบการอื่นๆเข้ามาในตลาดสาธารณสุข มากขึ้นเรื่อยๆ บุคลากรสาธารณสุขจากภาครัฐก็ย้ายมาทำงานในภาคเอกชนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
การขาดกฎระเบียบควบคุมและผู้บริโภคขาดอำนาจต่อรองส่งผลให้การแพทย์ พาณิชย์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง องค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบสาธารณสุขคือ
  •  กระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ออกนโยบายสาธารณสุขส่วนกลาง องค์กรอาหารและยาทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพเครื่องมือแพทย์ ยา เครื่องสำอาง อย่างไรก็ตามไม่สามารถควบคุมจำนวนได้ เครื่องมือแพทย์ราคาแพงในโรงพยาบาลเอกชนจึงมีจำนวนมาก นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจในการอนุญาตเปิดคลีนิคและโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งถ้าได้มาตรฐานก็สามารถเปิดได้แต่ไม่สามารถควบคุมจำนวนและการกระจายของ โรงพยาบาลให้ไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนได้ และเนื่องจากบุคลากรสาธารณสุขในภาครัฐเป็นข้าราชการ ค่าตอบแทนจึงถูกควบคุมโดยระเบียบข้าราชการซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไม่ทันเงิน เฟ้อที่สูงขึ้น ในขณะที่รัฐไม่สามารถควบคุมค่าตอบแทนของบุคลากรภาคเอกชน เงินเดือนจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • 4 สภาวิชาชีพ ได้แก่แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช และ พยาบาล ทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพ ความรู้ของบุคลากร และมีอำนาจออกใบประกอบโรคศิลป์ และสอบสวนเรื่องที่ฟ้องจากผู้เสียหายจากการรักษา ซึ่งถ้าผิดจริงก็จะทำการยึดใบประกอบโรคศิลป์ อย่างไรก็ตามการทำงานในการสอบสวนก็ถูกวิจารณ์ว่ามีความล่าช้า  [5]
  • สำนักงานประกันสังคมและสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ มีหน้าที่เป็นผู้รวบรวมเงินกองทุนและผู้ซื้อบริการสุขภาพจากโรงพยาบาลรัฐและ เอกชนเพื่อกระจายสู่ประชาชน และควบคุมราคายาและค่ารักษาทางอ้อมโดยทำหน้าที่เจรจาค่ายาค่ารักษากับโรง พยาบาลรัฐและเอกชนผ่านการกำหนดสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน
  • ผู้บริโภค มีหน้าที่ควบคุมคุณภาพและราคายาและค่ารักษาทางอ้อมโดยสิทธิผุ้ป่วยในการ ปฏิเสธการรักษาที่มีราคาแพงและอันตราย รวมถึงทำการฟ้องร้องผ่านสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค หรือ แพทยสภากรณีพบปัญหาการรักษาที่ผิดจริยธรรมทางการแพทย์ การรักษาผิดพลาด อย่างไรก็ตามสิทธิผู้ป่วยซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ให้ผู้บริโภค สามารถเข้าถึงข้อมูลการรักษาลดความไม่เท่าเทียมกันด้านข้อมูล ควบคุมการสั่งจ่ายการรักษาที่ไม่จำเป็น และมีอำนาจต่อรองกับแพทย์และกลุ่มธุรกิจการแพทย์ และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานนั้น ในประเทศไทยเพิ่งมีการประกาศเมื่อสิบสองปีที่แล้ว โดยยังไม่มีการร่างเป็นกฎหมายควบคุม
เพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชนต้องอาศัยการลง ทุนเพิ่มขึ้นจากภาครัฐ ปฏิรูประบบราชการ เพิ่มรายได้ให้กับบุคลากรสาธารณสุขในภาครัฐสูงขึ้นระดับหนึ่ง เก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อควบคุมเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขภาคเอกชนที่ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ออกกฎระเบียบควบคุมจำนวนอุปกรณ์การแพทย์ สร้างความเข้มแข็งให้ผู้บริโภค สิทธิผู้ป่วยในภาคปฏิบัติ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเข้าถึงข้อมูลการรักษาเพื่อลดโอกาสที่บุคลากร สาธารณสุขแสวงกำไรจากความไม่เท่าเทียมด้านข้อมูล 
เชิงอรรถ
http://www.moph.go.th/ops/thp/index.php?option=com_content&task=view&id=176&Itemid=2
2 http://www.moph.go.th/ops/thp/index.php?option=com_content&task=view&id=176&Itemid=2
http://fr.wikipedia.org/wiki/Syst%C3%A8me_de_sant%C3%A9_fran%C3%A7ais
4 Source : WHO
http://thai-medical-error.blogspot.com/2011/02/6_09.html

ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล : ปัญหาและความเป็นเหตุผล "อเนกนิกรสโมสรสมมติ"

ที่มา ประชาไท

 



30 ก.ย.55 นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ร่

วมเสวนาหัวข้อ "การรัฐประหารกับระบอบรัฐธรรมนูญ" ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล กล่าวถึงทฤษฎีอเนกนิกรสโมสรสมมติ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ถูกอธิบายมานานแล้ว ตั้งแต่พระองค์เจ้าธานีนิวัต
แต่คำอธิบายเช่นนี้สมเหตุสมผลมากน้อยเพียงใด และมีปัญหาในตัวเองหรือเปล่า
ประเด็นสำคัญของอัคคัญญสูตร คือ เมื่อเกิดปัญหาก็มีการร่วมประชุมกัน "พวกเราจะสมมติผู้หนึ่งให้เป็นผู้ว่ากล่าวได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ...ส่วนพวกเราจะเป็นผู้แบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น"

ขบวนคนจนเคลื่อนพลตามสัญญา ปักหลักค้างคืนทำเนียบรอเจรจา “ยิ่งลักษณ์” พรุ่งนี้

ที่มา ประชาไท

 
‘ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม’ เคลื่อนขบวนถึงกรุงเทพฯ ค้างคืนหน้าประตู 4 ทำเนียบ หลังเจรจาไม่คืบรอนัดนายกฯ แก้ไขปัญหาพรุ่งนี้ จากที่ช่วงเช้าร่วมเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยื่นหนังสือยูเอ็น ‘วันที่อยู่อาศัยสากล’
 
 
วันนี้ (1 ต.ค.55) คาราวานมอเตอร์ไซค์ของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ (pmove) จากภาคเหนือและเครือข่ายจากทั่วประเทศนับพันคน เคลื่อนขบวนถึงกรุงเทพฯ ตามนัดหมายจัดชุมนุมใหญ่เพื่อทวงคืนนโยบายของคนจน อาทิ นโยบายโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน จากที่กว่า 1 ปีที่ผ่าน ได้พยายามติดตาม และผลักดันให้กลไกการแก้ไขปัญหาแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
 
สื่เนื่องจากที่พีมูฟ ซึ่งประกอบไปด้วย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ได้แถลงข่าวนัดรวมตัวตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.ย.55 (คลิกอ่าน)
 
 
 
นอกจากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. พีมูฟร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมธิการเศรษฐกิจและ สังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific - UNESCAP) ที่อาคารสำนักงานสหประชาชาติเพื่อให้รัฐบาลนานาประเทศตระหนัก และให้ความสำคัญของปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัย รวมทั้งให้มีมาตรการ และนโยบายในการแก้ปัญหา เนื่องวันที่อยู่อาศัยสากล
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวน พีมูฟ เดินทางจากอาคารสำนักงานสหประชาชาติมารวมตัวกันที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่าย เรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่าย พร้อมเสนอให้การแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นวาระแห่งชาติ โดยในเวลาประมาณ 14.00 น. ตัวแทนทางเครือข่ายได้เดินทางเข้าไปร่วมพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลในทำเนียบ รัฐบาล
 
ประเด็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนของพี่มูฟ ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงกลไกแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 2.การดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ในรูปแบบโฉนดชุมชน 3.การจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์กรมหาชน) 4.กรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน 5.กรณีสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย (โครงการบ้านมั่นคง) 6.กรณีคนไร้บ้าน 7.กรณีการจัดทำเขตวัฒนธรรมพิเศษ (ชาวเลราไวย์) 8.กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล และ 9.กรณีเครือข่ายสิทธิสถานะบุคคลและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล
 
นายเหมราช ลบหนองบัว ประธานเกษตรกรทุ่งซำเสี้ยว อ.เกษตรกรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานหนึ่งในตัวแทน 10 คนของพีมูฟ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการเจรจาว่า การพูดคุยมี นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเข้าร่วม แต่ผลการเจรจาไม่คืบหน้า เนื่องจากตัวแทนรัฐบาลอ้างว่า ทั้ง 9 เรื่อง นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นผู้ตัดสินใจได้เพียงคนเดียว ดังนั้นจะประสานไปยังนายกฯ และขอร้องให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านไปก่อน อีก 3-4 วัน เมื่อติดต่อนายกฯ ได้แล้ว จะเชิญตัวแทนเข้ามาร่วมเจรจาในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้รับคำตอบ ผู้ชุมนุมต่างแสดงความไม่พอใจ และได้ให้เวลา 10 นาทีเพื่อประสานนายกฯ แต่จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.30 น. ไม่มีสัญญาณตอบกลับจากฝ่ายรัฐบาล ผู้ชุมนุมจึงลุกขึ้นมารวมตัวที่หน้าประตูเพื่อกดดันให้นายกฯ อออกมาเจรจาหรือให้คำตอบที่ชัดเจน ทำให้เกิดการผลักดันกันไปมาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 2-3 ครั้ง ที่บริเวณหน้าประตู นอกจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมยังมีการนัดหมายกันว่าจะเดินทางไปบ้านนายกฯ ในช่วงเย็นเพื่อทวงถามถึงการแก้ปัญหา
 
ภายหลังจากที่มีการปะทะกัน ทางรัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงแกนนำกลุ่มผู้ชุมชุม โดยมีข้อเสนอ 2 ข้อ คือ ขอตัวแทนเข้าร่วมเจรจาอีกครั้ง และขอร้องไม่ให้นำขบวนไปยังบ้านนายกฯ 
 
ภาพโดย: เอก ตรัง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการเจรจารอบที่สอง ตัวแทนรัฐบาลรับปากจะศึกษารายละเอียดในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งประสานให้ผู้ชุมนุมส่งตัวแทนจำนวน 15 คนได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (2 ต.ค.) เวลา 09.00 น.ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมระบุว่านายกรัฐมนตรีจะเร่งพิจารณาข้อเรียกของทางเครือข่าย
 
อย่างไรก็ตามในวันนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมตกลงค้างคืนกันที่ข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามผลการเจรจาในวันพรุ่งนี้ ซึ่งหากผลเป็นที่พอใจก็จะสลายการชุมนุม แต่หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขก็จะมีการร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางการเคลื่อน ไหวต่อไป
 
"หากนายกฯ ไม่ยอมออกมาร่วมเจรจาในการแก้ไขปัญหาเหมือนที่เคยสัญญาไว้อีก ทางกลุ่มพีมูฟจะปีนรั้วทำเนียบเพื่อเข้าไปพบเอง" นายเหมราชกล่าว 
 
     ภาพโดย: ฮาริ บัณฑิตา
 
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้พีมูฟได้สรุปความล้มเหลว 1 ปีกลไกการแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลพร้อมข้อเสนอไว้ดังนี้ 
 
สรุปความล้มเหลว 1 ปีกลไกการแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาล
กลุ่มปัญหา
สภาพปัญหา
ผลการดำเนินงาน
ปัญหา/อุปสรรค
ข้อเสนอ
การแก้ไขปัญหาภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการปะชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕/๒๕๕๕)
๑.ความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน
๒.ความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย
๓. ปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อน
๔. ปัญหาการไร้สิทธิสถานะและชาติพันธุ์
๕.ปัญหาจากเหมืองและโรงไฟฟ้า
๖. ปัญหาการทำเกษตรพันธสัญญา
๗.ปัญหาความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม
๑.คณะกรรมการฯ มีการประชุมไปแล้ว ๒ ครั้ง
ไม่สามารถดำเนินการในทางปฏิบัติได้เนื่องจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล)ไม่ทำตามนโยบาย
๑.ปรับปรุงคณะกรรมการใหม่ โดยให้นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน และให้เปลี่ยนรองประธานกรรมการฯ (รมต.วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ออก
กลุ่มปัญหาที่ดินในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๑/๒๕๕๕)
-การประกาศเขตพื้นที่ป่าตามกฎหมายประเภทต่างๆเช่น อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สวนป่าทับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของชุมชน โดยไม่มีการสำรวจตรวจสอบที่ชัดเจนก่อน
-ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดีทั้งในทางอาญาในข้อหาบุกรุก และคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย โดยมีข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านที่อาศัยทำกินในเขตป่าเป็นผู้ต้องหาสำคัญที่ทำให้ อากาศของโลกร้อนขึ้น
-รัฐบาลนำข้อเสนอของขปส.บรรจุไว้เป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา โดยมีแนวทางจะสนับสนุนให้คนอยู่กับป่า / แก้ไขกฎหมายป่าไม้๕ฉบับให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ/ผลักดันกฎหมายในการรับรอง สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำและทะเล และแก้ไขปัญหาคดีโลกร้อนกับคนจน (ตามนโยบายข้อ ๕ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
-ยังไม่มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา
-ไม่มีการเปิดการประชุมร่วม
-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ยืนยันในที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.จะใช้กลไกคณะกรรมการบูรณาการ จัดการที่ดินทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเน้นการแก้ปัญหาแบบปัจเจก ไม่สนับสนุนสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน(โฉนดชุมชน)
-กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ยอมรับแนวทางโฉนดชุมชนเนื่องจากนโยบายไม่มีความชัดเจน

เปิดประชุมอนุกรรมการฯและให้สนับสนุนแนวทางดังนี้
-สนับสนุนให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินเขตป่าได้ภายใต้หลัก สิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และเร่งจัดให้มีโฉนดชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน
-ในระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกัน ให้ยุติการจับกุม ไล่รื้อ ชาวบ้านสมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
-ยุติการใช้โมเดลเรียกค่าเสียหายทางแพ่งซึ่งขัดกับหลักการทางวิชาการ(คดีโลกร้อน)
กลุ่มปัญหาที่สาธารณประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๒/๒๕๕๕)
ปัญหาที่สาธารณประโยชน์
-มีการประกาศเขตที่สาธารณประโยชน์ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชุมชน ทำให้เกิดข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องสิทธิ์ ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
ปัญหาที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง
- การกระจายการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม  ที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยและผู้ร่ำรวย ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงที่ดินได้
-ที่ดินถูกทำให้เป็นสินค้า มีการกว้านซื้อที่ดิน ปั่นราคา กักตุนไว้โดยปล่อยทิ้งร้างไม่ใช้ประโยชน์ และไม่เคยมีการเพิกถอนตามมาตรา ๖ ประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ระบุให้อำนาจอธิบดีในการเพิกถอนเอกสารสิทธิหากไม่มีการใช้ประโยชน์เกิน กว่าที่กฎหมายกำหนด
-ที่ดินมีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน
-เกิดข้อพิพาทในทางคดีระหว่างเอกชน(นายทุน) กับชุมชน
ยังไม่มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา
-ไม่มีการเปิดการประชุมร่วม
-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ยืนยันในที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.จะใช้กลไกคณะกรรมการบูรณาการ ซึ่งใช้แนวทางที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเน้นการแก้ปัญหาแบบปัจเจก ไม่สนับสนุนสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน(โฉนดชุมชน)
เปิดประชุมอนุกรรมการฯและให้สนับสนุนแนวทางดังนี้
-ให้มีการตรวจสอบเอกสารสิทธิที่คาดว่าจะมีการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
-กรณีที่กรณีที่พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์เดิมทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ ดำเนินการเพิกถอนที่ดิน และให้สิทธิแก่สหกรณ์ปฏิรูปทีดินในพื้นที่จัดสรรให้กับสมาชิกที่ทำประโยชน์ อยู่เดิม
-สนับสนุนให้ชุมชนจัดการที่ดินร่วมกัน ภายใต้หลักการสิทธิชุมชนและโฉนดชุมชน
-ให้มีการเปลี่ยนแปลงประธานคณะอนุกรรมการ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลกรมที่ดินมานั่งเป็นประธานเพื่อให้สามารถเดินหน้า แก้ไขปัญหาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
-ให้กรมที่ดินเร่งดำเนินการส่งมอบพื้นที่ที่ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน(ปจช.)เพื่อจัดทำโฉนดชุมชน
กรณีปัญหาสถานะและสิทธิบุคคล (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๕/๒๕๕๕)
ประชาชนขาดสิทธิและสถานะบุคคลตามสิทธิที่ควรจะได้รับ

ยังไม่มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการ
ยังไม่มีการเปิดประชุมร่วม
เร่งรัดให้มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการฯ
กรณีปัญหาปัญหาเกษตรพันธสัญญา (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๔/๒๕๕๕)
เกษตรกรที่ทำเกษตรกับบริษัทขนาดใหญ่แล้วติดภาระหนี้สินและขาดทุนจากการทำเกษตรแบบพันธสัญญา
มีการตั้งคณะทำงานขึ้น ๓ชุดเพื่อทำการศึกษาสภาพปัญหาเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยอยู่ในระหว่างการดำเนิน
-
ให้เร่งรัดดำเนินการศึกษาสภาพปัญหาเรื่องเกษตรพันธสัญญาตามมติของคณะอนุกรรมการฯ
กรณีปัญหาที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๕/๒๕๕๕)
ปัญหาการไล่รื้อชุมชนแออัด และการดำเนินการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนดำเนินการต่อตาม โครงการบ้านมั่นคงได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะงบประมาณส่วนที่เหลือ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งหากมีเหตุการณ์ไฟไหม้ ไล่รื้อชุมชน การพัฒนาคุณชีวิตและสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ให้กับคนไร้บ้าน จะดำเนินการได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
มีการดำเนินการจัดประชุมคณะอนุกรรมการ ฯ ไป ๑ ครั้ง โดยมีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในการประชุม ผลการประชุมได้พิจารณาการดำเนินงานของโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งการอนุมัติงบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ให้รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาฯ นำเรื่องการอนุมัติงบประมาณเข้าที่ประชุมชุดใหญ่และคณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วนกรณีโครงการชุมชนใหม่คนไร้บ้านให้มีการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวัน ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔
รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนแบบมีส่วนร่วม  โดยการไม่สนับสนุนงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง และให้ความสำคัญกับโครงการบ้านเอื้ออาทร มากกว่าโครงการบ้านมั่นคงที่สนับสนุนให้ชาวชุมชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ชุมชน
ให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ ที่เหลือจำนวน 3,000 ล้าน ตาม มติ อนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
กรณีปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๖/๒๕๕๕)
๑.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช
๒.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น
๓.โครงการก่อสร้างทางด่วนศรีรัช ช่วงต่อขยาย


-ได้มีการเจรจากับทางกระทรวงคมนาคม โดยมี รมช.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็นประธานในที่ประชุม และลงดูพื้นที่ร่วมกัน

-ได้มีการประชุมหารือการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
อนุกรรมการยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดกับการแก้ไขปัญหาและ ทางกระทรวงไม่ตอบสนองแนวนโยบายโครงการบ้านมั่นคง
ให้ฝ่ายการปฏิบัติงานได้ทำตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง
กรณีปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๗/๒๕๕๕)
๑.การฟ้องดำเนินคดีกับชาวบ้านในกรณีพิพาทที่ดินและอื่น ๆ
ชั้นเจ้าพนักงานสอบสวน การควบคุมตัวออกมาโดยพลการ โดยอ้างว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ซึ่งในทางข้อเท็จจริง พฤติการณ์ของเจ้าพนักงานขาดองค์ประกอบข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง กล่าวคือ มีการสนธิกำลังกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่บางหน่วยมาจากต่างจังหวัดห่างไกลที่เกิดเหตุ
ชั้นการพิจารณาสำนวนคดีของพนักงานอัยการ โดยส่วนใหญ่ แล้ว คดีที่เจ้าพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการ จะไม่มีการสอบพยานเพิ่มเติม และจะส่งฟ้องศาลต่อไป ในขณะที่ชาวบ้านได้พยายามเข้าให้ข้อมูล
ชั้นการพิจารณาคดีของศาล คดีความของชาวบ้านที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นคดีอาญา ข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ทั้งพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายประเภทต่าง ๆ และที่สาธารณประโยชน์ ส่วนที่เหลือจะเป็นคดีแพ่งที่หน่วยงานในฐานะโจทก์ฟ้องขับไล่ และในพื้นที่ป่าไม้ภายหลังการฟ้องคดีอาญาแล้ว โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
ซึ่งการนำพยานหลักฐานเข้าต่อสู้คดีในศาล จะเป็นเอกสารการทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ไม่ใช่หลักฐานตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจะมีน้ำหนักในการพิจารณาน้อย เมื่อเทียบกับเอกสารทางราชการของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายในการกำกับ ดูแลพื้นที่นั้น ๆ จึงเชื่อได้ว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ดังกล่าว
๒.การเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม
เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่ยืดเยื้อ ยาวนาน ภาระค่าใช้จ่ายยิ่งมากขึ้น การเกิดคดีความต้องมีค่าเดินทางไปศาล ค่าเอกสาร ค่าทนาย ค่าหลักทรัพย์ประกันตัว  และสิทธิการทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทที่ถูกดำเนินคดีย่อมเป็นไปอย่างจำกัด บางกรณีมีการปิดหมายบังคับคดีให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ พร้อมรื้อถอนไม้ผล สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยออกไปด้วย ยิ่งก่อผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวบ้านหนักมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถดำเนินต่อสู้ทางคดีได้อย่างเต็มที่และท้ายที่สุดไม่ สามารถต่อสู้ได้เลย
ดำเนินการจัดประชุมอนุกรรมการกรณีปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไป ๒ ครั้งครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม๒๕๕๕ ซึ่งมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม(นายปรีชา ธนานันท์) เป็นประธานในการประชุม ผลการประชุมได้
๑.พิจารณาให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา ๑ คณะ จำนวน ๑๕ คน เพื่อดำเนินการศึกษารากฐานของสภาพปัญหา/ตรวจสอบข้อเท็จจริง/เสนอแนวทางและ มาตรการการแก้ไขปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
๒.แก้ปัญหากรณีเร่งด่วน ๒ กรณี –กรณีบ้านสันติพัฒนา
-กรณีการขออภัยโทษ นายประเวศน์ ปันป่า (ซึ่งได้รับอภัยโทษแล้ว )
ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๕ ผลการประชุมพิจารณา
๑.ให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะทำงานให้ครอบคลุมปัญหา พร้อมกับให้มีแผนการลงพื้นที่ของคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ ศึกษาปัญหาในพื้นที่ โดยใช้งบจากสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
๒.กรณีปัญหาเร่งด่วน
-กรณีชุมชนหนองกินเพล จังหวัดอุบลราชธานี
-กรณีชุมชนบ้านโป่ง จังหวัดเชียงใหม่
-กรณีการพิสูจน์หลักฐานสาเหตุไฟไหม้บ้านพักสหกรณ์การเกษตรปากมูล
- มีการประชุมคณะทำงานฯจำนวน ๒ ครั้ง เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคมและวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕ โดยอนุกรรมการอนุมัติแนวทางของคณะทำงาน คือการทำงานศึกษาวิจัยระยะยาวและการลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเร่งด่วน
- กรอบการศึกษายังไม่มีความชัดเจน
-ให้เร่งรัดอนุมัติและเบิกจ่ายงบประมาณในการศึกษาวิจัยปัญหาคดีความ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามมติของคณะอนุกรรมการฯ
-ให้คณะอนุกรรมการฯหาแนวทางในการยุติหรือชะลอการดำเนินคดีกับชาวบ้านที่กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาล


กรณีปัญหาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงโม่หิน (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๘/๒๕๕๕)
๑.เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลใน ๓ จังหวัด ดังนี้
๑.๑) โรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท พลังงานสะอาดดี ๒ จำกัด ในพื้นที่บ้านไตรแก้ว ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย            
๑.๒) โรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท บัวสมหมายไบโอแมส จำกัด ในพื้นที่ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี
๑.๓) โรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท โรงไฟฟ้าบ้านตาก จำกัด ในพื้นที่หมู่ที่ ๑๑ บ้านวังไม้สร้าง ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก
๒.ราษฎรตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
๓.ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ (จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก)
๔.ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
๕.ผลกระทบจากการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองหิน ชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง
 โรงโม่หินศักดิ์ชัย ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

มีการประชุมอนุกรรมการไปแล้ว ๑ ครั้งวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๕  ผลการประชุมดังนี้ ๑.เรื่องโรงไพฟ้าชีวมวลจังหวัดอุบลราชธานีและเชียงรายให้จังหวัดไปรวบรวม ข้อมูลเพิ่มเติมภายใน ๒ เดือน จังหวัดตากรองผู้ว่าฯยืนยันจะไม่มีการอนุญาตให้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรง งาน (ร.ง. ๔)
๒.ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้กลับไปรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ๒ เดือน
๓.ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ (จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก) ความเป็นมาของโครงการ ประธานอนุกรรมการฯจะลงพื้นที่ดูข้อมูลในพื้นที่เอง
ส่วนกรณีปัญหาเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาและโรงโมหินศักดิ์ชัยจังหวัดชัยภูมิให้เลื่อนไปพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้ได้ข้อยุติและไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล
ให้มีการเปิดประชุมอนุกรรมการครั้งที่ ๒ โดยด่วน
กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๙/๒๕๕๕)
๑. ชาวบ้านสูญเสียอาชีพประมงมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี
๒.ระบบนิเวศของแม่น้ำมูนได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟู
๑. มีการแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ๑ คณะ และมีการประชุมไปแล้วหนึ่งครั้งเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่ในการประชุมครั้งดังกล่าว ไม่มีข้อสรุปอะไร
๑. มติ ครม.วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔
๒. มีการตั้งกรรมการซ้ำซ้อน
๓. รัฐมนตรี ฯ ไม่ให้ความสำคัญ ซื้อเวลา
๑. ยกเลิก มติ ครม.วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕
๒. ให้ นำมติที่ประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓ มาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล
๓. ให้อนุกรรมการ ฯ เร่งประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
กรณีปัญหาที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูป ปัญหาอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน จ.เชียงใหม่และปัญหาเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี (คำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขปส.ที่ ๑๐/๒๕๕๕)
กรณีปัญหาที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูป จ.สงขลา
กรมศุลกากรขอใช้พื้นที่ในการขยายสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ทับที่ดินทำกินของชุมชน จำนวน ๗๒๐ ไร่ ๓ งาน ๙๐ ตารางวา















กรณีปัญหาเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี การสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดงทับที่ทำกินของชาวบ้าน

- มีการแจกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก ๔-๐๑ ข ให้กับชาวสวนจำนวน ๓๘ ราย
- มีการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ เขตปฏิรูปที่ดิน ปัญหาอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ และปัญหาอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จังหวัดอุบลฯ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมติในที่ประชุม เห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกัน เพื่อศึกษาถึงผลกระทบในเชิงระบบนิเวศวิทยา และการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นโดยรอบทั่วไป และนำผลที่ได้มาเสนอต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาฯ เพื่อใช้สำหรับในการประชุมครั้งต่อไป
·         ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาระดับอำเภอ โดยคณะทำงานมีมติว่าให้ดำเนินการลดระดับน้ำลง ๑๕๐ ซม.เพื่อศึกษาผลกระทบ  แล้วทำการปรับเพิ่ม/ลดระดับน้ำ จนกว่าจะเป็นที่พอใจของราษฎรทั้งสองฝ่าย  (ฝ่ายผู้เดือดร้อน
กับฝ่ายที่อ้างว่าใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำฯ)
·         หากน้ำยังคงท่วมที่ทำกินของชาวบ้านจำนวนเท่าไร  ให้มีการจัดหาที่ดินทดแทนให้กับชาวบ้าน
·         สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะลดน้ำได้ตามมติที่ได้มีการตกลงกันไว้กับชาวบ้าน เนื่องจากกรมชลประทาน จังหวัดอุบลฯ ใช้วิธีการลดน้ำ
ที่ไม่ถูกต้องน้ำยังคงท่วมขังที่ทำกิน ชาวบ้านยังไม่สามารถทำกินได้ดังเดิม)
·         ล่าสุดคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ ๑๐  ได้ประชุมกันวันที่  ๒๗ กรกฎาคม  ๒๕๕๕  มีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด  ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายราชการและตัวแทนฝ่ายชาวบ้าน  โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน  เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป
·  ถูกลิดรอนสิทธิ์ใน ส.ป.ก. ที่ชาวบ้านได้รับ
·  ได้มีการพยายามไกล่เกลี่ยต่อรองให้ชาวบ้านรับค่าเยียวยาชดเชย
















กรมชลประทาน จ.อุบลฯ สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดงไปโดยพลการทั้งๆ ที่ชาวบ้านต้องการฝายน้ำล้น
·         ให้พิจารณาพื้นที่แห่งใหม่ในการขยายสร้างด่านศุลกากรสะเดา ที่ไม่มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
·         ให้ชุมชนทำการเกษตรกรรมต่อไปตามเจตนารมณ์ของ ส.ป.ก













·         ให้ดำเนินการลดระดับน้ำขั้นต้น ๑๕๐ ซม.ทันที
·         กำหนดมาตรการ  ค่าชดเชยเยียวยา
และค่าเสียโอกาส
ในการทำกิน ตามเวลาที่เสียไป จำนวน ๑๕ ปี
ให้เหมาะสม
และเป็นธรรม
·         ให้ปรับสภาพและฟื้นฟูที่ดินหลังจากได้ลดน้ำแล้วเพื่อให้ชาวบ้านสามารถทำกินได้ดังเดิม
·         จัดหาที่ดินทำกิน
ตามจำนวนที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน
ให้ปรับรูปแบบ
จากอ่างเก็บน้ำ
เป็นฝายน้ำล้น
ตามที่เคยให้ข้อมูลกับชาวบ้านไว้ก่อนการก่อสร้าง (สร้างฝายน้ำล้น
ได้น้ำพอดีทำนา
น้ำไม่ท่วม )