ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
พุทธศาสน์ของราษฎร
หากเรื่องการโกหกเป็นเรื่องที่ถือว่า “เบาที่สุด”
ในการละเมิดศีลละเมิดธรรมในชีวิตประจำวันแล้ว
สิ่งที่สะเทือนใจชาวพุทธในสังคมไทยมากที่สุดคงไม่ต้องเดากันให้ยาก
นั่นก็คือ การละเมิดพรมแดนทางเพศ สำหรับเพศบรรชิตการละเมิดข้อห้ามทางเพศ
ถือเป็น “เรื่องต้องห้าม” อย่างถึงที่สุด เพราะแม้ว่า
เรื่องใหญ่อย่างปัญหาการตีความพระธรรมวินัยที่ผิดเพี้ยนกันไป
วินัยที่ต่างกันไประหว่างพระป่า พระบ้าน
ก็ไม่สู้กับการละเมิดพรมแดนดังกล่าว ที่ถือกันว่าเป็น
“อนันตริยกรรมทางสังคม” ที่ไม่อาจให้อภัย
ต้องตราบาปไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง
ความศักดิ์สิทธิ์กับความชิบหายอันเนื่องมาจาก เ(ค)รื่องเพศของพระ
ด้วยว่า ฐานคิดแบบเถรวาทไม่ยอมรับ และไม่รองรับสถานภาพของภิกษุณี
ดังนั้นอารามจึงเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าชายผู้ประพฤติพรหมจรรย์
โดยฉากหน้าแล้วพวกเขาถูกคาดหวังว่าเป็นผู้ที่ฝึกเพื่อที่จะเข้าถึงความเป็น
“อภิมนุษย์” “พระอรหันต์”
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์เหนือมนุษย์
โดยเฉพาะเถรวาทประเทศไทยที่เน้นเรื่องพระวินัยและความบริสุทธิ์ที่อ้างว่า
ยึดโยงกับพระวินัยอย่างคอขาดบาดตาย (แต่แน่นอน
ส่วนใหญ่ก็เลือกเคร่งครัดบางข้อและปล่อยวางหลายข้อที่ให้ประโยชน์กับตน
โดยเฉพาะการยุ่งเกี่ยวกับเงิน,
กรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าสงวน-อุทยานแห่งชาติ ฯลฯ)
รอบ 50 ปีที่ผ่านมา
เราจะเห็นได้ว่าข้อกล่าวหาที่สร้างความหายนะให้กับพระสงฆ์ไทยที่ร้ายแรงที่
สุดก็คือ “เรื่องเพศ” คดีอุกฉกรรจ์ที่แม้แต่สฤษดิ์
ธนะรัชต์เองก็ยังละอายก็คือ การป้ายสีพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ว่า “มีอะไร”
กับพระลูกศิษย์ จนถูกจับสึกในทศวรรษ 2500 เราไม่พบว่า พระสงฆ์ถูกบีบ
ถูกกดดันมากนักในข้อหาอื่นๆ แม้แต่ข้อหาที่ฝ่ายขวากล่าวหาพุทธทาสว่าเป็น
คอมมิวนิสต์ เนื่องจากข้อเขียนที่ยั่วล้อศัพท์แสงทางการเมือง
และการหยิบยืมศัพท์ของฝ่ายซ้ายมาใช้อย่างถูกๆ ผิดๆ
แต่ผ้าเหลืองและลูกศิษย์ก็ยังคุ้มครองอย่างปลอดภัยมาได้
ขณะที่การแตกหักของสันติอโศกต่อมหาเถรสมาคมไทยก็เกิดขึ้นเพราะการตีความจาก
ไตรปิฎก การปะทะเช่นนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาสูญเสียกำลังศรัทธา
เช่นเดียวกับวัดพระธรรมกาย ที่แม้จะมีข้อโจมตีมากมายตั้งแต่
การอวดอุตริมนุสธรรม การละเมิดเรื่องการยักยอกทรัพย์สิน
การสร้างพุทธศิลป์ที่ผิดแปลกออกไป แต่เรื่องเหล่านี้ในสายตาของ “คนทั่วไป”
“กระแสสังคม” “สาวก” ต่างไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ดุจวันสิ้นโลก
ในทางกลับกัน
สิ่งที่สร้างความชิบหายให้กับพระสงฆ์ที่ได้ชื่อว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมานัก
ต่อนักแล้ว นั่นก็คือ ข้อหาเกี่ยวกับ “เพศ” ทั้งสิ้น
การละเมิดปริมณฑลทางเพศถือว่าเป็นสิ่งที่โจ่งแจ้ง
หลายกรณีสามารถพิสูจน์ได้คาหนังคาเขา บางกรณีสืบพยานหลักฐานได้อย่างชัดเจน
หรือบางกรณีแม้จะเป็นการกล่าวหาอย่างผิดๆ
เพียงแค่นั้นก็ทำลายความน่าเชื่อถือของพระผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย
การเล่นข่าว “สึกพระมั่วสีกา” เกิดขึ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์
ด้วยความพยายามอย่างกระตือรือร้นในการเจาะข่าว
ก็ยิ่งทำให้พระสงฆ์เป็นที่ถูกจับตามากขึ้น
มรณกรรมของเส้นทางเซเล็บจึงเกิดขึ้นกับ “พระดี” “พระดัง”
พร้อมๆไปกับการตลาดทางศีลธรรมและพุทธพาณิชย์ที่ขยายตัว
เราสามารถไล่เรียงกันลงมาตั้งแต่ คดีความสัมพันธ์ระหว่างพระนิกร ยศคำจู กับ
สีกาอรปวีณา, คดีพระยันตระ อมโร
ที่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงนางหนึ่งจนเกิดลูกสาว, คดีพระภาวนาพุทโธ
ตลอดจนคดีพระอิสระมุนี อดีตอาจารย์ทางธรรมของทักษิณ ชินวัตร
ไม่นับคดีย่อยๆของพระไม่ดัง เช่น พระแปลงกายใส่วิกสวมแว่นดำไปท่องราตรี,
พระที่มีความสัมพันธ์กับสัตว์ ฯลฯ จุดจบบนเส้นทางผ้าเหลืองของพวกเขานั้น
หากไม่ถูกจับสึก ก็ต้องหลีกหนีตัวเองจากพื้นที่ในสังคมไทยออกไป
ความเสื่อมอันเนื่องมาจากการยุ่งเกี่ยวกับเพศ
ในด้านหนึ่งแล้วอาจมองเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องความดี ความงาม
ความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสั่งสมและผสมผสานจากความเชื่อและ
ศาสนาดั้งเดิม
ฉากอัศจรรย์ในวรรณกรรมที่ชื่อ ไตรปิฎก
จากประสบการณ์การ “อ่าน” พระวินัยทางอ้อมของผู้เขียน
ผ่านหลักฐานชั้นสองในสมัยที่เคยบวชซึ่งเป็นหนังสือประเภทนวโกวาท
(คำสอนพระมือใหม่) อาตมา เอ๊ย ผู้เขียนเคยเกิดคำถามขึ้นมากมาย
รวมไปถึงความคิดแผลงๆ
อีกไม่น้อยเมื่อตะลุยค้นคว้าอ่านวินัยปิฎกพบหลายข้อที่บัญญัติห้ามเรื่องราว
ทางเพศด้วยเนื้อหาและบริบทที่สุดพิสดาร
ภาพพุทธะผจญธิดาพญามารโดย เหม เวชกร
ความเป็นชายชาตรีในไตรปิฎก
กรณีเรื่องพระ-เรื่องเพศ ผู้เขียนเห็นว่า มีประเด็นที่จะกล่าวถึงอย่างน้อย 2
ประเด็น ในตอนแรกนี้จะกล่าวถึง “ความเป็นชายชาตรี” ตอนที่สองจะกล่าวถึง
“ความเป็นชายที่เลื่อนไหล”
การกล่าวถึงในที่นี้จะใช้การอธิบายความในพระวินัยปิฎกเป็นหลัก
ซึ่งความรู้ระดับมัธยมในวิชาพุทธศาสนาสอนเราว่า ศีล5 เป็นของชาวบ้าน ศีล8
เป็นศีลของคนอยู่วัดนอนวัด ศีล10 เป็นของเณร และศีล 227 เป็นของพระสงฆ์
เมื่อเปิดดูศีล หรือที่เรียกกันว่า “สิกขาบท”
จำนวนมหาศาลของพระสงฆ์แล้วนั้น หากไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไร
นอกจากนั้นศีลอีกพะเรอเกวียนคือ ธรรมเนียมปฏิบัติ และมารยาทของพระ
ที่เข้าใจว่า พุทธะ
ต้องการจะสร้างวินัยขององค์กรขึ้นมาเพื่อสร้างความเลื่อมใสให้กับคนทั่วไป
ต้นบัญญัติ สาเหตุที่เกิดกฎ
หากเราพอจะเชื่อหลักตรรกะเหตุและผลอยู่บ้าง เราจะเห็นว่า
หลักคิดความเป็นเหตุเป็นผลในการบัญญัติวินัยนั้น make sense กว่า
การกล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์ที่ชวนให้เราเคลิ้มไปกับวรรณกรรมเชิงศรัทธา
และอาจเข้าใจได้ง่ายกว่าการพิสูจน์คำสอนทางปรมัตถธรรมที่ต้องผ่านความเข้าใจ
ที่สลับซับซ้อนและข้อพิสูจน์ด้วยญาณทัศน์ที่ตัดสินได้ยาก
ตามมโนทัศน์ที่ว่าด้วยเหตุและผล
ไตรปิฎกยังกล่าวไว้ว่า สาเหตุที่ต้องบัญญัติสิกขาบท
ก็เพื่อการดำรงอยู่ของพุทธศาสนา
เนื่องจากข้อบัญญัตินั้นจะทำให้พระที่มาจากหลากหลายตระกูล ชนชั้น
มีข้อปฏิบัติมาตรฐานเดียวกัน แต่ก็มีเงื่อนไขว่า
จะไม่มีการบัญญัติสิกขาบทขึ้นลอยๆ แต่จะเชื่อมกับบริบทที่เกิดขึ้น นั่นคือ
จะมีการพิจารณาออกกฏก็ต่อเมื่อมีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในหมู่สงฆ์
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะด้วยความเป็นวรรณกรรมหรือเป็นความเชื่อในอำนาจสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์เราพบว่า
พุทธะได้กล่าวขู่กับพระภิกษุและคหบดีถึงโทษของการละเมิดศีลมีอยู่ 5 ข้อ [1]
นั้นคือ
1) ความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์
2) ความไม่ดีถูกกล่าวไปทั่ว
3) ทำให้ไม่กล้าสู้หน้าต่อเหล่ากษัตริย์ พราหมณ์ พ่อค้า และนักบวช
4) ตายไม่สงบ
5) ตายไปตกนรก
ที่น่าสนใจก็คือ ในอีกด้านก็มีการกล่าวถึงประโยชน์ของการบัญญัติสิกขาบท
ในที่นี้พบการอ้างอิงในสิกขาบทแรกว่าด้วยเมถุนธรรมกรณีพระสุทินน์ [2]
(ซึ่งจะกล่าวต่อไป) กล่าวไว้ว่า
1) เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์
2) เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
3) เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
4) เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
5) เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน
6) เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต
7) เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
8) เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
9) เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
10) เพื่อถือตามพระวินัย
สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเหตุผลสำหรับการจัดความสัมพันธ์ภายในองค์กร
และภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นหลัก หรือกระทั่งการขัดเกลาส่วนตัว
มากกว่าจะเน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์
กระบวนการตั้งกฎ การพิสูจน์ความผิด และการพิพากษา
ในวินัยปิฎกเราจะเห็นการทำความผิดที่ยังไม่ได้ระบุ
ก็จะเกิดเรื่องราวขึ้นจนเรื่องเข้าหูพุทธ
จากนั้นก็จะมีการประชุมสงฆ์ไต่สวนว่า จำเลยทำจริงหรือไม่
ถ้าใช่ก็จะอบรมสั่งสอน หากยังไม่ได้บัญญัติ
ก็จะมีการประกาศบัญญัติสิกขาบทนั้นๆ หากได้รับการบัญญัติไว้แล้ว
พุทธะก็จะเป็นผู้พิจารณาพิพากษาโทษ ซึ่งส่วนใหญ่จะดูที่เจตนาในการกระทำ
ภาพของสองหลวงพี่ที่ถูกเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต แสดงมัดกล้ามแห่งความเป็นชาย
ก้าวแรกสู่ เ(ค)รื่องเพศ ในคัมภีร์
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเคยถูกพร่ำสอนให้เคร่งครัดในวินัยข้อหนึ่งก็คือ
ห้ามยืนฉัน แม้แต่การดื่มน้ำ ก็ต้องนั่งให้เรียบร้อยก่อนที่จะดื่ม
รวมไปถึงการห้ามยืนปัสสาวะ
เมื่อครั้งบวชใหม่ก็ทำตามด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรมให้ตัวเรามี
ความบริสุทธิ์สมกับการบวชระยะสั้นในวัดป่าเพื่อเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีให้
กับตัวเอง
กระทั่งหวังลึกๆด้วยซ้ำว่าจะบรรลุอะไรกับเค้าบ้างในการบวชไม่กี่เดือน
แต่อยู่ๆไปได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีคำอธิบายว่าที่มาที่ไปของศีล
ทั้ง 227 ข้อ สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างมากก็คือ
การปาราชิกอันเนื่องมาจากการยืนปัสสาวะข้อความมีดังนี้ [3]
[78] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในป่า
ลูกเนื้อมาสู่ที่ถ่ายปัสสาวะของเธอแล้ว ได้อมองค์กำเนิดพลางดื่มปัสสาวะ
ภิกษุนั้นยินดีแล้วได้มีความรังเกียจ
จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
ในสมัยนั้น ผู้เขียนได้จำสับสนกับข้อบัญญัติห้ามยืนปัสสาวะข้อนี้ [4]
ปกิณกะ 3 สิกขาบท ปาทุกาวรรค สิกขาบทที่ 13
[876] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ยืนถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายปัสสาวะ บ้าง ...
พระอนุบัญญัติ
218. 73. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายปัสสาวะ.
สิกขาบทวิภังค์
อันภิกษุยืนอยู่ มิใช่ผู้อาพาธ ไม่พึงถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายปัสสาวะ
ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ มิใช่ผู้อาพาธ ยืนถ่ายอุจจาระก็ดี
ยืนถ่ายปัสสาวะก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.
อนาปัตติวาร
ไม่แกล้ง 1 เผลอ 1 ไม่รู้ตัว 1 อาพาธ 1 มีอันตราย 1 วิกลจริต 1 อาทิกัมมิกะ 1 ไม่ต้องอาบัติแล.
นั่นคือ ผู้เขียนไปจำสับสนว่า ที่ห้ามยืนปัสสาวะก็เพราะว่า
เกรงว่าพระภิกษุจะถูกลูกเนื้อ “อม”
เครื่องเพศจนเกิดอารมณ์และนำไปสู่การเพลิดเพลินพอใจจนขาดจากความเป็นพระ
(อาบัติปาราชิก) อย่างไรก็ตาม ความอึดอัดจากการได้อ่านหนังสือเล่มนั้น
กลายเป็นสิ่งที่รบกวนใจเรื่อยมา
เพราะว่าต้นบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ได้มีเพียงข้อนี้ข้อเดียว
แต่ปรากฏอยู่อย่างหนาแน่นดกดื่น คล้ายกับเป็นคัมภีร์กามสูตราก็ไม่ปาน
ในที่นี้ขอจำแนกย่อยเป็น 2 เรื่องได้แก่ เรื่อง
กิจกรรมและความหมกมุ่นทางเพศของภิกษุและเครื่องเพศ
ว่าด้วยกิจกรรมและความหมกมุ่นทางเพศของภิกษุ
ต้นบัญญัติแรกที่ถือว่าสำคัญมากก็คือ
ปฐมปาราชิกสิกขาบท [ว่าด้วย เมถุนธรรม]
ถือเป็นสิกขาบทแรกว่าด้วยปาราชิก ซึ่งหมายถึงความขาดออกจากการเป็นพระ
เกิดกรณีของพระสุทินน์ที่ออกบวชในพุทธศาสนา
แต่ด้วยความเป็นลูกเศรษฐีทางบ้านจึงไม่ยอมให้ออกบวชตั้งแต่ต้นถึงกับขู่บิดา
มารดาของตนว่า หากไม่ยอมให้บวชจะยอมตายเลยทีเดียว
ซึ่งการบังคับดังกล่าวทำให้ทั้งสองยอมให้บวช
ภายหลังบวชแล้วบิดามารดาก็ร้องขอให้สึกพระสุทินน์ก็ไม่ยอม
ในที่สุดก็ขอเพียงอย่างเดียวก็คือ ขอเชื้อไว้สืบพันธุ์วงศ์ตระกูล
และให้เหตุผลว่า หากไม่มีคนสืบตระกูลพวกลิจฉวีจะยึดทรัพย์ของตระกูลไว้
เรื่องดังกล่าวทำให้พระสุทินน์คิดหนักและในที่สุดก็ตัดสินใจยอม “มีอะไร”
กับอดีตภรรยาของตนกลางป่า ถึง 3 ครา
ด้วยเห็นว่ายังไม่มีโทษใดที่บัญญัติไว้ แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ไตรปิฎกกล่าวเรื่องเหนือธรรมชาติว่า
เรื่องดังกล่าวแม้ใครไม่รู้ไม่เห็นแต่ก็มี “เทวดารู้เห็น”
พระสุทินน์เองก็รู้สึกไม่สบายใจจนนำเรื่องดังกล่าวมาเล่าให้หมู่คณะ
ทำให้เกิดการประชุมสงฆ์ขึ้น พุทธะก็ทำการไต่สวนข้อเท็จจริง
ซึ่งพระสุทินน์ก็รับสารภาพ พุทธก็ชี้ให้เห็นโทษของการเสพกามว่า [5]
ดูกรโมฆบุรุษ องค์กำเนิด อันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้าย ยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากงูเห่ายังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคาม ไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในหลุมถ่านที่ไฟติดลุกโชนยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย.
ข้อที่เราว่าดีนั้น เพราะเหตุไร?
เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าในปากอสรพิษเป็นต้นนั้น พึงถึงความตาย หรือความทุกข์เพียงแค่ตาย ซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัย เบื้องหน้า แต่แตกกายตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามนั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ซึ่งมีการกระทำนี้เป็นเหตุ.
ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อการกระทำนั้น มีโทษอยู่ เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม อันเป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำ อันชั่วหยาบ มีน้ำเป็นที่สุด มีในที่ลับ เป็นของคนคู่ อันคนคู่พึงร่วมกันเป็นไป เธอเป็นคนแรกที่กระทำอกุศลธรรม เป็นหัวหน้าของคนเป็นอันมาก การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
ตัวอย่างดังกล่าวเป็น ต้นบัญญัติแรกของวินัย อย่างไรก็ดี
เมื่อมีกฎก็ย่อมมีคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยง กรณี “เลี่ยงบาลี”
จึงเกิดขึ้นอย่างโลดโผน ตัวอย่างเช่น
การร่วมเพศกับลิงตัวเมียซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระรูปหนึ่งเกิดอารมณ์จนทนไม่
ไหวจึงนำอาหารมาล่อลิงตัวเมียเพื่อแลกกับการมีสัมพันธ์ด้วย
เพื่อนพระมาเห็นเข้าจึงได้ตำหนิติเตียน แต่พระรูปดังกล่าวก็อ้างว่า
บัญญัตินั้นห้ามเฉพาะเสพกามกับผู้หญิง ความรู้ถึงพุทธะ
จนถูกสอบสวนในที่ประชุมสงฆ์และในที่สุดก็ถูกตั้งเป็นอนุบัญญัติว่าห้ามเสพ
กามแม้กับเดรัจฉานตัวเมีย [6]

ภาพการเสพกามอันวิจิตรจาก โบราณสถาน kajuraho อินเดีย
http://www.wiccantogether.com/profiles/blogs/khajurahosex-and-divinity
การแบ่งประเภทเพื่อตัดเรื่องเพศ
นับจากนั้นก็ได้มีการบัญญัติข้อห้ามการเสพกามอันมากมายสุดหยั่ง
ไม่แน่ใจว่าเพราะต้องการป้องปรามหรือมันได้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์
ความพิลึกพิลั่นจึงปรากฏในข้อห้ามในความสัมพันธ์ทางเพศกับสรรพสิ่งซึ่งในที่
นี้ได้แบ่งเป็น 3 สรรพสิ่ง เพศทั้ง 4 และปากทางสำหรับการสอดใส่ทั้ง 3 [7]
สรรพสิ่งทั้งสามได้แก่ มนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉาน
ในที่นี้ไม่แน่ใจว่า ไตรปิฎกจะหมายตามตัวอักษร
หรือจะตีความอมนุษย์เป็นคนในยุคนั้นที่ไม่นับว่าเป็นคนทางสังคมก็ไม่ทราบได้
แต่การตั้งกฎนี้ไว้ก็เพื่อความครอบคลุมประเภทของสรรพสิ่ง พูดง่ายๆก็คือ
ห้ามมีอะไรกับคน เทวดา ยักษ์ ผี มาร และสัตว์เดรัจฉาน
เพศทั้ง 4 ที่สัมพันธ์อยู่กับสรรพสิ่งทั้งสาม
ด้วยความเชื่อที่ว่าสรรพสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นมีเพศกำกับอยู่ เพศทั้ง 4
ได้แก่ เพศหญิง เพศชาย กระเทย (บัณเฑาะว์) และผู้ที่มีสองเพศในร่างเดียว
(อุภโตพยัญชนก)
ส่วนปากทางสำหรับการสอดใส่ทั้งสาม นั่นคือ ทางประตูหลัง, ทวารหนัก
(วัจจมรรค) ช่องคลอด, ปากทางปัสสาวะ,ทวารเบา (ปัสสาวมรรค) และทางช่องปาก
(มุขมรรค)
นอกจากนั้น
ยังมีการระบุข้อห้ามอย่างละเอียดเสริมด้วยด้วยว่า ห้ามทับด้วยทวารหนัก,
ห้ามคร่อมด้วยทวารเบา, ห้ามอมด้วยปาก [8]
เราจะเห็นได้ว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นข้อห้ามที่มีศูนย์กลางการละเมิดอยู่ที่
เครื่องเพศพระทั้งแท่งที่มุ่งหาช่องทางสำหรับการสอดใส่อยู่ตลอดเวลา
แต่สิ่งสำคัญก็คือ หากเครื่องเพศได้สอดใส่เข้าไปจริง แต่ไม่เจตนา
หรือไม่ยินดีกับการสอดใส่นั้นย่อมไม่ผิด [9] ได้มีข้อยกเว้นว่า
หากภิกษุไม่รู้สึกตัว, ภิกษุวิกลจริต, ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน,
ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา, ภิกษุผู้ละเมิดคนแรก (อาทิกัมมิกะ) [10]
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นดังกล่าวตัดสินกันได้ค่อนข้างยาก
แต่กรณีเลี่ยงบาลีจนทำให้พระถูกพุทธพิพากษาว่า
ปาราชิกก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่
การปลอมตัวจากเพศภิกษุไปเป็นคฤหัสถ์บ้าง
การเปลือยกายไม่ให้คนรู้ว่าเป็นพระบ้าง ปลอมเป็นนักบวชลัทธิอื่น
(เดียรถีร์) เพื่อไปมีความสัมพันธ์ทางเพศ
ยังไม่พอการเสพเมถุนที่เลี่ยงบาลีด้วยคิดว่าไม่ผิด ก็ยังเกิดกับ มารดา
ลูกสาว และเมียเก่า พี่น้องของตนเอง
ลักษณะทางกายภาพที่แปลกไปจากปกติยังทำให้เกิดพฤติกรรมเช่น
หลังอ่อนจนสามารถอมเครื่องเพศของตน
หรือเครื่องเพศยาวจนสามารถสอดเข้าสู่ทวารหนักของตนเองได้ [11]
เรื่องเหลือเชื่อที่เราเข้าใจได้ดังที่มีคำพูดที่ว่า
“ความเงี่ยนไม่เคยปราณีใคร”
ยังปรากฏการบันทึกพฤติกรรมอันโลดโผนด้วยการมีอะไรกับศพในป่าช้า
ซึ่งมีทั้งศพแบบมีรอยบาดแผลจากสัตว์ที่กัดกิน ศพที่เหลือแต่กระดูก ศพหัวขาด
นาคตัวเมีย นางยักษิณี หญิงเปรต แต่หากเรามองในระดับที่เหนือไปจาก
“ความกระหายอยาก” โดยปัจเจกแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรพุทธง่อนแง่นคือ
ศรัทธา ความรัก
ความจงรักภักดีต่อองค์กรที่จะถูกรสชาติและความสัมพันธ์ทางเพศเบียดบังไป
อย่าลืมว่าพระส่วนใหญ่ถูกดึงออกมาจากครอบครัวเดิมทั้งสิ้น
โดยเฉพาะครอบครัวที่มั่งคั่ง
มีไม่น้อยที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของครอบครัวคหบดี
กระทั่งชนชั้นสูง
การสำเร็จความใคร่
การสำเร็จความใคร่โดยการปล่อยน้ำอสุจิโดยตั้งใจ หรือที่เรียกวา
“ปล่อยสุกกะ” นั้นแม้จะไม่ใช่เรื่องร้ายแรกมาก
แต่ความผิดก็อยู่ระดับอาบัติสังฆาทิเสส
รองลงมาจากอาบัติปาราชิกเลยทีเดียว ต้นบัญญัติเกิดขึ้นเพราะพระชื่อ
เสยยะสกะ ซูบผอมจนพระตัวแสบที่ชื่อ พระอุทายี
(ในอนาคตผู้เขียนมีโครงการจะเขียนถึง ตัวแสบในไตรปิฎกอยู่ด้วย
พระอุทายีก็คือหนึ่งในนั้น)
แนะนำให้ผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและให้ปล่อยอสุจิเพื่อความสบายตัว
ครั้นเมื่อเพื่อนพระเห็นผิดปกติเลยทำให้เรื่องไปถึงที่ประชุมสงฆ์
ความผิดดังกล่าวทำให้พุทธบัญญัติยกสิกขาบทนี้ขึ้นมาห้ามละเมิด [12]
การปล่อยสุกกะนั้นยังมีการนิยามอยากละเอียดลออว่า การช่วยตัวเองนั้น
คือการช่วยตัวเองด้วยจินตนาการภายใน หรือจากการพบเห็นจากที่ตามองเห็น
หรือกระทั่งเมื่อแกว่งให้ไหวในอากาศ การกระทำเมื่อเกิดความกำหนัด
เมื่อปวดอุจจาระ เมื่อปวดปัสสาวะ เมื่อต้องลม และเมื่อถูกบุ้งขน
(อ.ชาญณรงค์ ชี้ว่า น่าจะหมายถึงตอนที่ถูกแล้วคัน ก็ต้องเกา)
นอกจากนั้นยังมีเหตุผลที่ทำให้เกิดการช่วยตัวเองอย่างอื่นเช่น
เพื่อหายจากโรค เพื่อความสุขเพื่อเป็นยา เพื่อให้ทาน? เพื่อบูชายัญ
เพื่อหวังไปสวรรค์ เพื่อหวังให้เป็นเชื้อพันธุ์ (พืช) เพื่อทดลอง
และเพื่อความสนุก ยังมีการจำแนกอสุจิเป็นลักษณะต่างๆ เช่น สีเขียว, เหลือง
แดง, ขาว, สีเหมือนเปรียง, สีเหมือนน้ำท่า, สีเหมือนน้ำมัน, สีเหมือนนมสด,
สีเหมือนนมส้ม และสีเหมือนเนยใส [13]
เช่นเดียวกัน การเลี่ยงบาลีย่อมมีอยู่หลายกรณีที่ตั้งใจทำสุกกะเคลื่อนเช่น
ภิกษุอาบน้ำร้อน, ทายาแผลบริเวณเครื่องเพศ, เกาอัณฑะ, ระหว่างเดิน
(เข้าใจว่าจะเสียดสีกับจีวร), จับหนังหุ้มปลายเพื่อปัสสาวะ,
ผิงเกลียวท้องในเรือนไฟ (เข้าใจว่าอบอุ่นร่างกายจนสบายตัว),
เสียดสีกับขาของตัวเอง, ให้สามเณรจับเครื่องเพศ,
จับเครื่องเพศของสามเณรจนเกิดอารมณ์, กำอยู่ในมือ, แอ่นอยู่ในอากาศ,
ดัดกาย, เพ่งอวัยวะเพศหญิงจนหลั่ง, สอดเข้าช่องดาล, เสียดสีกับไม้,
อาบน้ำทวนกระแส, เล่นโคลน, เล่นน้ำ, เล่นไถลก้น, ลุยสระบัว, สอดเข้าในทราย,
สอดเข้าในตม, ตักน้ำรด, สีบนที่นอน ละสีกับนิ้วมือ
ทั้งหมดนี้เป็นสังฆาทิเสส [14] ข้อยกเว้นก็คือ
ภิกษุมีอสุจิเคลื่อนเพราะฝัน ภิกษุไม่ประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน
ภิกษุวิกลจริต ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา
ภิกษุผู้ทำเป็นคนแรก ไม่ต้องอาบัติ [15]
ว่าด้วยเครื่องเพศ
เครื่องเพศ
เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ที่บ่งบอกเพศสภาวะทางชีวภาพได้อย่างชัดเจนที่สุด
บ่อยครั้งพบว่าในพระวินัย เครื่องเพศกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญมาก
และที่สำคัญแทบทั้งหมดเป็นการห้ามทำอะไรกับ วัตถุทางเพศและ
actionของเพศชายแทบทั้งสิ้น ภิกษุในที่นี้จึงเป็นทั้งประธาน
และเป็นทั้งกรรมที่ถูกความรู้สึกดำฤษณาปลุกเร้า
การระบายออกก็ไม่ได้มีความตายตัวว่ากับเพศหญิงที่เป็นมนุษย์เท่านั้น
แต่มันคือสรรพสิ่งที่มีความหลากหลายมาก
เครื่องเพศ หรือองค์กำเนิดจึงอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทั้งในฐานะต้นธารของพืชพันธุ์ของการสืบสายตระกูล
ดั่งที่พระสุทินน์ผู้ถูกอ้อนวอนจากครอบครัว
การที่พระสุทินน์ร่วมเพศกับอดีตภรรยานั่นได้ทำให้สถานภาพความเป็นนักบวชคลอน
แคลนขึ้นมาทั้งในฐานะปัจเจกเอง และฐานะวัฒนธรรมองค์กรเอง ที่น่าสนใจคือ
ความผิดร้ายแรงนี้ถูกยกเป็น ปฐมบัญญัติของพระวินัยทั้งหมด
นอกจากนั้น ยังมีการยกให้เห็นอวัยวะเพศของพระที่อันตรายและมีพิษสง
ไม่ใช่อยู่ที่ความอยากมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
สัญชาตญาณของเครื่องเพศนั้นตอบรับกับสิ่งเร้า
แม้ว่าพระเหล่านั้นจะเป็นถึงพระอรหันต์ การลุกขึ้นผงาดขององค์กำเนิด
ไตรปิฎกสรุปเอาไว้ว่า เกิดจากอาการ 5 อย่าง คือ กำหนัด ปวดอุจจาระ
ปวดปัสสาวะ ถูกลมรำเพย ถูกบุ้งขน
พบกรณีว่ามีพระอรหันต์เมืองภัททิยะนอนหลับอยู่แล้วมีสตรีนางหนึ่งขึ้นคร่อม
จนเกิดการหลั่งออกมา ในกรณีที่ไม่เจตนานี้ แน่นอนว่า ไม่ผิด
แต่การถูกครหาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงต้องมีการอธิบายเหตุผลทาง
ชีวภาพกลบเกลื่อน [16]
แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องเพศก็ยังถือว่ามีความสำคัญ
กรณีที่พระภิกษุทนกำหนัดไม่ไหว จนต้องตัดอวัยวะเพศตัวเองทิ้ง
พุทธะก็ไม่เห็นด้วย [17] ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดทิ้งทางกายภาพ
แต่อยู่ที่การดำรง “ความปกติ” ในกรอบคิดที่ชายเป็นใหญ่
อภิมนุษย์แบบนี้จึงเป็นโลกที่ชายชาตรีเป็นใหญ่ที่บริสุทธิ์จากกลิ่นคาวอสุจิ
และการแปดเปื้อนจากการมีความสัมพันธ์กับเรือนร่างของสรรพสิ่งต่างๆ
โดยนัยก็คือ หากปล่อยตัวปล่อยใจไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะควบคุมจิตใจ
และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับองค์กรศาสนาได้อย่างแนบแน่น
ครั้งหน้าจะชวนไปสังเกตการณ์
เ(ค)รื่องพระ เ(ค)รื่องเพศ ในนามของ “ความเป็นชาย” ที่เลื่อนไหลใน ไตรปิฎกกัน.
การอ้างอิงท้ายเรื่อง
[1] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต, บรรทัดที่ 5902-5927 หน้าที่ 258-259
อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=22&A=5902&w=%C8%D5%C5%C7%D... (30 มกราคม 2549)
และ พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2, บรรทัดที่ 1715-1777 หน้าที่ 69-72 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=05&A=1715&Z=1777 (27กรกฎาคม 2546)
[2] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 316-670 หน้าที่ 14-27 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=316&Z=670 (27 กรกฎาคม 2546)
[3] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์
ภาค 1, เล่มที่ 1 บรรทัดที่ 6082 - 6086. หน้าที่ 236-237 อ้างจาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=1&A=6082&w=%BB%D1%CA%CA%D2... (30 มกราคม 2549)
[4] พระไตรปิฎก เล่มที่ 2 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ภาค 2,
บรรทัดที่ 16208-16340, หน้าที่ 706-711 อ้างใน
.http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=2&A=16208&Z=16340
(27 กรกฎาคม 2546)
[5] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 361-670 หน้าที่ 14-27. อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=316&Z=670 (27 กรกฎาคม 2546)
[6] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 671-750. หน้าที่ 27-30. http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=671&Z=750 (27 กรกฎาคม 2546)
[7] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 1254-1349 หน้าที่ 50-53 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=1254&Z=1349 (27 กรกฎาคม 2546)
[8] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 1350-2187 หน้าที่ 53-85 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=1&A=1350&Z=2187&pagebreak=0 (27 กรกฎาคม 2546)
[9] ดูตัวอย่างใน พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1
มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 3493-4293 หน้าที่ 135-166 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=3493&Z=4293 (27 กรกฎาคม 2546)
[10] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5565-5568 หน้าที่ 216. อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=5565&Z=5568 (27 กรกฎาคม 2546)
อนึ่งคำแปลว่า อาทิกัมมิกะ ได้มาจาก อ.ชาญณรงค์ บุญหนุน
[11] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5569-6086. หน้าที่ 216-237 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=5569&Z=6086 (27 กรกฎาคม 2546)
[12] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 11379-11450 หน้าที่ 438-440 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=11379&Z=11450 (27 กรกฎาคม 2546)
[13] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 11481-11520 หน้าที่ 442-443 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=11481&Z=11520 (27 กรกฎาคม 2546)
[14] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 12744-13151 หน้าที่ 490-504 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)
[15] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 12740-12743 หน้าที่ 489 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12740&Z=12743 (27 กรกฎาคม 2546)
[16] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5569-6086 หน้าที่ 216-237 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)
[17] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 7 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 7 จุลวรรค ภาค 2, บรรทัดที่ 250-255 หน้าที่ 11 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)