WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 3, 2012

รำลึก 10 ปีต่อสู้เข้าถึงยา-จี้ 'พาณิชย์' ระวังเอฟทีเอ อย่ายอมเรื่องสิทธิบัตรยา

ที่มา ประชาไท



(2 ต.ค.55) เครือข่ายภาคประชาชน ประกอบด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายผู้ใช้ยา เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ กว่า 600 คน ชุมนุมหน้ากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า การมารวมตัวกันครั้งนี้ เนื่องจากครบรอบ 10 ปี ของการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือซี แอลกับยาดีดีไอ (ddI) ตั้งแต่ปี 2542 จนนำไปสู่การฟ้องร้องให้แก้ไขและเพิกถอนสิทธิบัตรยาต้านไวรัส ddI ซึ่งถือเป็นปฐมบทของการต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยาของไทยและเป็นแรงบันดาลใจไป ทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการติดตามตรวจสอบการเจรจาการค้าเสรีที่ ประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งกับสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปพยายามกดดันให้ประเทศไทยต้องให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทาง ปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ที่เป็นมาตรฐานสากล
ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ชี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือการยอมเกินกว่าข้อตกลงที่ว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์พลัส) เช่น การขอจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต การยืดระยะเวลาในการคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปี ให้เป็น 25 ปี หรือการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) และการยึดจับยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ จุดชายแดน จะขัดขวางการเข้าถึงยาของผู้ป่วย และทำลายอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญ
“สิ่งสำคัญคือข้อตกลงนี้มันเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของคน ทุกคนมีโอกาสป่วย และใช้กับยาทุกชนิด ทุกโรค เช่น โรคไต หรือโรคมะเร็ง ที่ยาบางตัวยังติดสิทธิบัตร ทำให้มีราคาแพง เราไม่ได้เรียกร้องเฉพาะยา แต่เรียกร้องให้รัฐบาลทำกติกาในเรื่องสุขภาพ ซึ่งจะครอบคลุมคนทุกคน แค่ยอมรับการผูกขาดข้อมูลทางยา งานวิจัยก็ชี้ชัดว่า จะทำให้ไทยต้องจ่ายค่ายาแพงมากกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี” ผู้อำนวยการฯ กล่าวและว่า “จะเอาชีวิตผู้คนไปแลกให้ได้สิทธิจีเอสพีส่งออกไก่-กุ้ง และอื่นๆมูลค่ารวม 70,000 กว่าล้านบาท มันไม่คุ้มกัน”
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวถึงข้อเสนอว่า ในกรอบการเจรจาเอฟทีเอต้องไม่มีระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากไปกว่า ข้อผูกพันในข้อตกลงทริปส์ ขององค์การการค้าโลก และประเทศไทยต้องไม่เข้าร่วมเป็นภาคีภายใต้อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชยู ปอฟ (UPOV) และสนธิสัญญาบูดาเปส ว่าด้วยการฝากจุลชีพในการขอรับสิทธิบัตร
“ขณะนี้ สหภาพยุโรปประกาศเลิกกดดันอินเดียให้ต้องยอมรับทริปส์พลัสในเอฟทีเอแล้ว โดยระบุว่า เพราะจะกระทบกับการเข้าถึงยาชื่อสามัญในราคาที่เป็นธรรม ดังนั้นผู้เจรจาฝ่ายไทยควรเจรจาให้ฉลาดอย่างผู้เจรจาอินเดียบ้าง ไม่ใช่ยอมทุกเรื่อง แลกทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของคนในชาติ”
ประธานเครือข่ายฯ กล่าวต่อไปว่า การเจรจาเอฟทีเอต้องเป็นไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ที่ว่าด้วยการเจรจาใดๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ต้องนำเรื่องนั้นๆ เข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยต้องนำร่างกรอบเจรจามาทำประชาพิจารณ์ และต้องยึดการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่
“นอกจากนี้ เราได้มาติดตามและเร่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาพัฒนาและนำคู่มือการพิจารณาคำ ขอสิทธิบัตรยามาใช้โดยเร็ว เพื่อขจัดคำขอสิทธิบัตรยาแบบไม่มีวันสิทธิสุด หรือ evergreening patent ลดการผูกขาดตลาดที่ไม่เป็นธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้น” นายอภิวัฒน์กล่าว


ทั้งนี้ ระหว่างการรณรงค์เคลื่อนไหว ที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากทั่วประเทศมารวมตัวกันใช้พื้นที่หน้ากรม ทรัพย์สินทางปัญญา กลางกระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมได้มีการรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้เพื่อนผู้ติดเชื้อฯ เข้าถึงยาต้านไวรัสสมัย ddI เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว, บทเรียนจากคดียาดีดีไอสู่การเคลื่อนไหวเพื่อการเข้าถึงยา และยังมีการทำกิจกรรม die in คือการที่ผู้ชุมนุมทำท่านอนตายรอบป้ายตั้งรูปนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำท่าอุ้มกุ้ง-ไก่ และมีคำพูดว่า “ส่งออกต้องได้ 15% เราพร้อมแลกชีวิตผู้ป่วยกับจีเอสพี”


ทางด้านองค์การหมอไร้พรมแดน สากล ได้ใช้วาระครบรอบ 10 ปีคดียาดีดีไอกล่าวถึงกระบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้มีการเข้าถึงยาจำเป็นในราคาที่ไม่แพง  คดีฟ้องการแก้ไขคำขอจดสิทธิบัตรยาดีดีไอที่ไม่ชอบ และคดีฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อน ไหวของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาได้มีคำพิพากษาว่าผู้ป่วยเป็นผู้มีส่วนได้เสียและ มีสิทธิเป็นโจทก์ฟ้องร้อง  และยังมีคำสั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขคำขอจดสิทธิบัตรให้เหมือนเดิม  ส่วนคดีฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอได้มีการเจรจายอมความกันระหว่างเครือ ข่ายผู้ป่วยและภาคประชาสังคมกับบริษัทยา โดยที่บริษัทยายอมถอนสิทธิบัตรยาในประเทศไทยและเครือภาคประชาสังคมถอนคำฟ้อง
จากการเคลื่อนไหวคดีสิทธิบัตรยาดีดีไอ ได้นำไปสู่การต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาสังคมและเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอ วี/เอดส์ ประเทศไทย อาทิ การเรียกร้องให้มีการผลิตยาต้านไวรัสชื่อสามัญ การมียาต้านไวรัสในระบบหลักประกันสุขภาพ การประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (ซีแอล) การต่อสู้คัดค้านการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทริปส์ผนวกของสหรัฐฯ ฯลฯ


---------------------------
เนื้อหาของจดหมายเปิดผนึก มีดังนี้
วันที่ 2 ตุลาคม 2555
เรื่อง         ข้อเสนอของภาคประชาสังคมต่อการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีและสิทธิบัตรยา
เรียน        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สำเนาเรียน อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
                อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
เครือข่ายภาคประชาสังคม 15 องค์กร ดังรายชื่อท้ายจดหมาย ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่เร่งรีบที่จะเปิดการ เจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป  โดยไม่รับฟังคำทักท้วงจากภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและการเกษตร นักวิชาการ และหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพและภาคการ เกษตรแม้แต่น้อย  แต่กลับคำนึงถึงแต่ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจระยะสั้น ที่ขาดงานวิจัยทางวิชาการสนับสนุนและมีมุมมองคับแคบด้านการค้าเพียงด้าน เดียว  ภาระหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกผลักให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน ของรัฐหน่วยอื่นหรือของประชาชน เพราะกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีหน้าที่เพียงการเจรจา แต่ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ต่อผลจากการเจรจา
หลักฐานที่เห็นประจักษ์มากมาย เช่น งานวิจัยทางวิชาการ และบทเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาอื่น ทำให้เห็นว่าถ้าประเทศไทยยอมให้มีกรอบการเจรจาที่ยอมให้มีข้อผูกพันด้าน ทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวดไปกว่าเกณฑ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสากล  ข้อตกลงเขตการค้าเสรีเช่นนั้นจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบหลักประกันสุขภาพ ของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าถึงยาจำเป็น และภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งผลกระทบรุนแรงมากเสียกว่าการถูกตัดสิทธิจีเอสพี ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่รายได้ระดับกลางค่อนข้างสูงด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ระบบการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยามีความหละหลวมอย่างมาก จนทำให้มีสิทธิบัตรยาที่ไม่สมควรได้รับการคุ้มครองเกิดขึ้นจำนวนมาก  ซึ่งเป็นการสกัดกั้นการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญและเป็นการผูกขาด ตลาดที่ไม่เป็นธรรม  สุดท้ายแล้ว ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาจำเป็นในราคาที่ย่อมเยาได้ช้าออกไป และประเทศต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงโดยไม่จำเป็น
เครือข่ายภาคประชาสังคม 15 องค์กร จึงมีข้อเสนอตรงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีทุกฉบับและสิทธิบัตรยา ดังนี้
1.กรอบการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆ จะต้องระบุให้มีระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่มากไปกว่า หรือไม่เข้มงวดไปกว่า ข้อผูกพันในข้อตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (ข้อตกลงทริปส์) ขององค์การการค้าโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องไม่เข้าร่วมเป็นภาคีภายใต้อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชยูปอ ฟ ปี ค.ศ.1991 และสนธิสัญญาบูดาเปสว่าด้วยการฝากจุลชีพในกระบวนการขอรับสิทธิบัตร
2.การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆ จะต้องเป็นไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มาตรา 190 อย่างแท้จริง และยึดผลจากการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment หรือ HIA) ซึ่งเป็นกลไกตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดกรอบการเจรจา
3.กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องเร่งพัฒนาและนำคู่มือการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร ยามาใช้โดยเร็วและให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรยาที่ไม่มีคุณภาพและไม่สมควรได้รับการคุ้มครอง ซึ่งจะลดภาวะการผูกขาดตลาดที่ไม่เป็นธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เครือข่ายภาคประชาสังคมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะได้ยินและตระหนักถึงความเดือดร้อนที่จะเกิด ขึ้นกับสุขภาพและการดำรงชีพของประชาชน ในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ ประเทศไทยต้องมีจุดยืนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไม่เข้มงวดเกินไปกว่าความตกลงสากลที่ไทยเป็นภาคีอยู่ขณะนี้ ขณะเดียวกันกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องปรับปรุงระบบการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรยา ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่
                                                   ด้วยความนับถือ

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ชมรมเพื่อนโรคไต
เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
มูลนิธิเภสัชชนบท
กลุ่มศึกษาปัญหายา
มูลนิธิชีววิถี
มูลนิธิบูรณะนิเวศ
มูลนิธิสุขภาพไทย
ชมรมแพทย์ชนบท
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

ไม่พบ ‘ชุดดำ’ ขู่หยุดวันศุกร์ สภา ศอ.บต.จี้ผู้นำศาสนาอธิบายให้ชัด

ที่มา ประชาไท



สภาที่ปรึกษา ศอ.บต.เรียกประชุมด่วนถกทางแก้ กรณีคำขู่ห้ามขายวันศุกร์ ได้ 3 ข้อสรุป ให้รัฐเร่งสร้างความเข้าใจ ให้ผู้นำศาสนาอธิบายให้ชัด พร้อมเสนอตั้งศูนย์เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างศาสนา
<--break->
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2555 ที่ศูนย์อำนวยการบนริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นายอาซิส เบ็ญหาวัณ ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) ได้เรียกประชุมสภานัดพิเศษ หารือกรณีกลุ่มผู้ไม่หวังดีมีใบปลิวขู่ห้ามชาวบ้านออกมาขายของและออกไปทำงาน ในวันศุกร์ โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. เข้าร่วมหารือด้วย
ในที่ประชุมมีการเสนอแนวทาง และหามาตรการสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงหน่วยงานรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น เพื่อหาข้อสรุปและข้อยุติในการแก้ปัญหา
นายอาซิส กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่มีข่าวลือ ข่าวปล่อยดังกล่าวออกมาจากลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีที่ยังหาต้นตอไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แม้เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายไปในทางที่ดี
นายอาซิส เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการระดมความคิดเห็นจากสมาชิกสภาฯ จำนวน 49 คน โดยมีข้อสรุป 3 ประเด็นที่จะต้องร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์นี้ให้ได้ในระดับหนึ่ง ประเด็นแรก ส่วนราชการจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ในเรื่องของความปลอดภัยในการทำธุรกิจค้าขายในวันศุกร์ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง และผู้นำศาสนา ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
ประเด็นที่สอง เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบที่มาให้แน่ชัดว่า ต้นตอที่มาของการปล่อยข่าวที่ห้ามขายของในวันศุกร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากขบวนการไหน ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มอิทธิพลอำนาจมืด กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มค้าน้ำมันเถื่อน แล้วให้ดำเนินการตามที่ส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อทำความเข้าใจให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยุติลงให้ได้
ประเด็นที่สาม คือ จะต้องให้ผู้นำศาสนาเป็นตัวแปรที่สำคัญ อาจจะมีการออกแถลงการณ์ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ว่านี่คือหลักการทางศาสนาหรือไม่ ประการใด ในขณะเดียวกันผู้นำศาสนาต้องเดินควบคู่กับฝ่ายผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น นายก อบต. ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน พี่น้องประชาชน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร และจะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร
“ที่ประชุมเสนอให้จัดตั้งศูนย์เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่าง บุคคลต่างศาสนา อาจจะเป็นศูนย์ปรองดอง ศูนย์สร้างสมานฉันท์ โดยมีผู้นำศาสนาหลายๆศาสนา และเยาวชน เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ให้มีพูดคุยให้ความรู้ความเข้าใจในหลักการของแต่ละศาสนา ให้รู้ถึงวัฒนธรรมที่มาที่ไป อันนี้เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาในระยะยาว”นายอาซิส กล่าว
นายอาซิส เปิดเผยต่อไปว่า ข้อเสนอทั้งหมด จะเสนอต่อเลขาธิการ ศอ.บต.ต่อไป เพื่อนำไปสู่แนวทางการยุติกรณีข่าวลือห้ามขายของหรือประกอบกิจการในวันศุกร์ อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ สภาที่ปรึกษาฯ จะเชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง มาหารือร่วมกันว่าจะมีทางออกอย่างไร ในการสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน
นายอาซิส กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีข่าวลือที่ว่า มีผู้ชายใส่เสื้อแจ๊คเกตสีดำพยายามเข้าไปแสดงตัวและท่าที ต่อร้านค้าที่เปิดกิจการในวันศุกร์ในเชิงข่มขู่ มีข่าวลือเรื่องนี้จริงในหลายๆพื้นที่ แต่ก็ยังหาต้นตอไม่ได้ เพราะหลังจากสอบถามถึงลักษณะรูปพรรณของผู้ที่มาข่มขู่ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นใคร ลักษณะรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และถี่ถ้วน เพื่อสยบข่าวลือให้ได้ ส่วนใครจะเปิดกิจการค้าขาย หรือปิดกิจการค้าขายในวันศุกร์ ก็เป็นวิจารณญาณของแต่ละคนไป

“ยิ่งลักษณ์” พบ “ขบวนคนจน” รับประธานสางปัญหา นัดเจรจาอีกครั้ง พ.ย.นี้

ที่มา ประชาไท

นายกฯ พบตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หลังชุมนุมค้างคืนข้างทำเนียบเรียกร้องแก้ปัญหา 9 ข้อ ยันไม่เคยละเลยแต่ขอเวลาดูข้อมูล ส่วนปัญหาด่วน สิทธิสถานะบุคคล-ทำกินทับซ้อนที่ป่า-ปัญหาของคนไร้บ้านเร่งแก้ก่อน
วันนี้ (2 ต.ค.55) เมื่อเวลา 9.00 น.ที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ 15 คน เข้าหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.ธวัช บุญเฟื้อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาของเครือข่าย  
หลังจากที่ สมาชิกพีมูฟนับพันคนนัดรวมตัวกันและปักหลักชุมนุมปิดถนนพิษณุโลกข้างทำเนียบ รัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้อง 9 กรณี ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงกลไกแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 2.การดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ในรูปแบบโฉนดชุมชน 3.การจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์กรมหาชน) 4.กรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน 5.กรณีสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย (โครงการบ้านมั่นคง) 6.กรณีคนไร้บ้าน 7.กรณีการจัดทำเขตวัฒนธรรมพิเศษ (ชาวเลราไวย์) 8.กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล และ 9.กรณีเครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้นายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการพูดคุยใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับปากจะเร่งรัดติดตามปัญหาดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่เลือกพรรค โดยเฉพาะในเรื่องความเดือดร้อน เพราะถือเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงขอให้เชื่อใจกันว่ารัฐบาลจะติดตามเร่งแก้ปัญหาให้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นตัวแทนพีมูฟได้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับรองเลขาธิการนายก รัฐมนตรี
ที่มาภาพ: Yingluck Shinawatra
ด้านนายไสว มาลัย แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน หนึ่งในตัวแทนพีมูฟกล่าวภายหลังการเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลว่า นายกฯ ได้เดินทางมาเป็นประธานในที่ประชุมด้วยตนเอง และรับปากเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพีมูฟ แต่ขอเวลาให้คณะอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาชุดต่างๆ เร่งจัดทำข้อมูลเพื่อนำเรื่องเสนอ และจะเริ่มประชุมในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ส่วนในวันนี้จะเร่งรัดให้จัดการปัญหาเร่งด่วนคือ เรื่องสิทธิสถานะบุคคล ปัญหาการข่มขู่คุกความกรณีที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า และกรณีปัญหาของคนไร้บ้าน 
นายไสว ให้ข้อมูลอีกว่า รัฐบาลได้ประสานงานไปทางการรถไฟให้จัดโบกี้เพื่อขนส่งรถจักรยานยนต์ที่มีขบ วนพีมูฟขับขี่จากเชียงใหม่ระยะทางเกือบ 700 กิโลเมตร ไปส่งถึงที่สถานีเด่นชัยด้วย
ทั้งนี้ ขณะรอเอกสารบันทึกการประชุมเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักนานกว่าชั่วโมง แต่ผู้ชุมนุมทุกคนต่างร่วมกันตรึงผ้าใบกันฝน เพื่อรอผลสรุปการเจรจากันต่อไป 
ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. นายสมภาส นิลพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชนสำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนรัฐบาล ได้มาชี้แจงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมถึงผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการจัดทำบันทึกสรุปผลการเจรจาหารือว่า 1.นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อ สังคมที่เป็นธรรม จากเดิมที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมในเดือน พ.ย.55 2.ในระหว่างรอการประชุมหารือร่วมกับนายกฯ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองรับจะประสานให้คณะอนุกรรมการในคณะ กรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ทั้ง 10 คณะเร่งรัดการประชุม และเสนอต่อนายกฯ 
3.กรณีที่ไม่อยู่ในการแก้ไขปัญหาของอนุกรรมการฯ ทั้ง 10 คณะเช่น กรณีโครงการโฉนดชุมชน สถาบันบริหารจัดการธนาคารทีดิน (องค์กรมหาชน) โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ภาคเหนือ เป็นต้น รองเลขาธิการนายกฯ รับไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ปัญหา และ 4.กรณีเร่งด่วน เช่น กรณีการไล่รื้อ และตัดฟันพืชผลอาสินของราษฎรในเขตพื้นทีอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จ.ตรัง ขอให้ตัวแทนพีมูฟแจ้งรองเลขาธิการนายกฯ เพื่อประสานงานแก้ไขปัญหาเบื้องต้นต่อไป
หลังจากนั้น ขบวนพีมูฟประกอบด้วย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลได้พูดคุยทำความเข้าใจสมาชิก และได้สลายการชุมนุมไปเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น.
แฉลงการณ์ฉบับที่ 19

เดินทางกว่า 1000 กิโล พบนายกรัฐมนตรี 30 นาที เพื่อทวงคืนนโยบายคนจน
บรรลุเป้าหมายในเบื้องต้น เปิดเจรจาเดือนพฤศจิกายน

พวกเรา ขปส. เดินทางมาจากภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน กรุงเทพฯ และปริมณฑล มาปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางเปลวแดดและสายฝน กว่า 2 วัน เพื่อรอหารือเจรจากับนายกรัฐมนตรี ให้สานต่อการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้าง และถอยหลัง โดยหวังว่า ฯพณฯนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาผลักด้นปัญหาให้เป็นรูปธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม
ความทุกข์ยากจากปัญหาที่รุมเร้า และความยากลำบากที่มาอยู่หน้าทำเนียบ จนมีการเปิดเจรจาร่วมกับนายกฯ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ณ ห้องรับรอง อาคารสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล ซึ่งบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นว่า นายกรัฐมนตรีจะเปิดการเจรจา เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในรายละเอียด ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 นี้
ขปส.เห็นว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน และยืนยันจะตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงในระยะเวลาไม่นาน ทั้งนี้พวกเรา ขปส.ยืนยันว่า การมาทวงคืนนโยบายคนจนในครั้งนี้ยังไม่ลุล่วง แต่พวกเราจะให้โอกาสนายกรัฐมนตรี ในการเปิดเวทีเจรจาในเดือนพฤศจิกายน อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากยังไม่มีความชัดเจน และปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปประธรรม พวกเราจะกลับมาเพื่อทวงนโยบายคนจนอีกครั้ง
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
ข้างทำเนียบรัฐบาล
2 ตุลาคม 2555


ฟังชาวนา ด่าอาจารย์นิด้า

ที่มา thaifreenews



ฟังม็อบชาวด่าด่างูเห่านิด้า  ด่าอาจารย์นิด้าเป็นควาย 
ด่าจนควายเสียหมา  สบายพระหูจริง  
ด่าทะลุประชาธิป้ตย์ขึ้นไปเลย 
ด่าจนไปถึงเรื่องงบประมาญในการรัฐประหารปี๔๙ "m14"























http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42193.0

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 03/10/55 ทนไม่ได้..ถ้าชาวนาลืมตาอ้าปากได้

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เสียงเห่าหอน อ้อนบาทา น่าสมเพช
พวกทุเรศ สามานย์ สันดานคิด
สร้างเรื่องราว สาไถย ใจวิปริต
ตั้งธงผิด จำนำข้าว บีบชาวนา....

ทนไม่ได้ ถ้ารุ่งเรือง เปรื่องศรีสุข
มันต้องทุกข์ ให้สมใจ ไอ้พวกบ้า
หวังลืมตา หมดยากเข็ญ ตามเป็นมา
พวกผีห่า ก็เอาเปรียบ รุมเหยียบกัน....

มันกินข้าว หรือแดกเพลิน เงินพ่อค้า
จึงเรียงหน้า มาเป็นบ่าง ไม่สร้างสรรค์
แค่น ตลก. ให้เร่งรีบ บีบเร็วพลัน
คือเป้าหมาย สิ่งเดียวนั้น มันต้องจน....

บ้าไปแล้ว เจ้าข้าเอ๋ย ไม่เคยเห็น
เปิดประเด็น เรื่องมารยา พาสับสน
สิ่งดีๆ กลับรุกไล่ ให้วกวน
นี่หรือคน มีการศึกษา หน้าไม่อาย....

คิดมุ่งหวัง รังแกเขา ดูเราบ้าง
สิ่งที่สร้าง เป็นเงื่อนงำ ทำฉิบหาย
เป็นดอกเตอร์ ไฉนมั่ว โง่กว่าฟาย
ศักดิ์ศรีนี้ มีไว้ขาย โคตรอายแทน....

๓ บลา / ๓ ต.ค.๕๕

ปลื้มปิติเรื่องเล่าในหลวงทรงทอดพระเนตรนิติราษฎร์

ที่มา Thai E-News




โดย หมอตำแย
ที่มา เว็บบอร์ดInternet Freedom

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้ นามว่าหมอตำแย ได้เขียนเรื่องต่อไปนี้ลงในเว็บบอร์ดInternet Freedom ยังความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

..... เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"ทรงมีพระอาการดีขึ้นจึงได้ทอดพระเนตรการถ่ายทอด"คณะนิติราษฎร์" โดยไม่รู้ว่าที่เห็นนั้นมันคืออะไร จึงได้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า

..... นี่มันเป็นงานอะไรและเขาทำอะไรกัน.....???

ตอบ....เป็นงานของ"คณะนิติราษฎร์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณลุง"นวมทอง"และเป็นวันครบรอบ 6 ปีของรัฐประหาร พะย่ะค่ะ

ถาม.....คุณลุง"นวมทอง"คือใครและทำไมต้องจัดงานให้

ตอบ..... คุณ"ลุงนวมทอง"คือคนขับรถแท็กซี่ชนกับรถทหาร พะย่ะค่ะ

ถาม..... แล้ว"คณะนิติราษฎร์"เป็นใครและมาทำอะไร...???

ตอบ.....เป็นกลุ่มของ อ.วรเจตน์,อ.ปิยบุตร,อ.ตุ้ม,อ.หวาน,พะย่ะค่ะ

..... ช่วยต่อโทรศัทพ์เครื่องที่สองที่วางไว้บนโต๊ะให้หน่อยพอติดแล้วให้ทุกท่านออกไป จนกว่าจะได้ยินเสียงกริ่งเรียก จึงเข้ามาได้

..... ไม่มีใครรู้ได้ว่าท่านพูดกับใครและพูดเรื่องอะไร.....????? 


***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง


วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์

คลิปงาน2ปีนิติราษฏร์6ปีรัฐประหาร

ชำนาญ จันทร์เรือง: ถ้าประเทศไทยไม่มีกองทัพ

ที่มา Thai E-News

 โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
3 ตุลาคม 2555

ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดไปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์การเผาสถานกุงสุลที่เบงกาซี ลิเบียจนเอกอัครราชทูตสหรัฐเสียชีวิต กรณีเผชิญหน้ากันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในการแย่งชิงเกาะเตียวหยูหรือเซนกากุ การประกาศจะถล่มอิหร่านของอิสราเอล ฯลฯ แต่ยังมีประเทศที่ปราศจากกองทัพอีกจำนวนหลายสิบประเทศที่ยังอยู่อย่างสุข สบายดี

ประเทศที่ไม่มีกองทัพเลย คือ เกรนาดา คอสตาริกา คิรีบาส ซานมาริโน ซามัว เซนต์คิดส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ โดมินิกัน ตูวาลู นาอูรู ปานามา มัลดีฟส์ ลิกเตนสไตน์ วาติกัน วานูอูตู หมู่เกาะโซโลมอน และเฮติ (ที่มา : Sarbey 2001)

ประเทศที่ไม่มีกองทัพแต่มีสนธิสัญญาป้องกัน คือ นีเออู(นิวซีแลนด์) ปาเลา(สหรัฐอเมริกา) โมนาโก(สหรัฐอเมริกา) ไมโครนีเซีย(สหรัฐอเมริกา) หมู่เกาะคุก(นิวซีแลนด์) หมู่เกามาร์แซลล์(สหรัฐอเมริกา) อันดอร์รา(สเปน,ฝรั่งเศส) และไอซ์แลนด์(นาโต,สหรัฐอเมริกา) (ที่มา : Sarbey 2001)

สำหรับประเทศที่เหลือที่ถึงแม้ว่าจะมีกองทัพแต่ก็ไม่มีการเกณฑ์ทหารก็คือ กรีซ กายนา คาซัคสถาน แคนาดา โครเอเชีย ซิมบับเว ซูรินาเม ไซปรัส เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล บัลแกเรีย เบลเยียม เบอร์มิวดา ปารากวัย โปแลนด์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ มอลโดวา มอลตา ยูเครน ยูโกสลาเวีย เยอรมัน รัสเซีย โรมาเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย สเปน สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเช็ก สโลวีเนีย ออสเตรเลีย ออสเตรีย อาเซอร์ไบจัน เอสโตเนีย แอฟริกาใต้ อังกฤษ อิสราเอล อิตาลี อุรุกวัย อุซเบกิสถาน และฮังการี(ที่มา : Horeman and Stolwijk 1998)

สภาพที่ไม่มีกองทัพหรือถึงแม้ว่าจะมีกองทัพแต่ก็ไม่มีการเกณฑ์ทหารจึงเป็น สิ่งที่ค่อนข้างจะน่าแปลกใจสำหรับคนไทยที่เห็นว่ากองทัพเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ ได้ต่อความมั่นคงของชาติ แต่ตัวอย่างประเทศที่ยกมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะ ปราศจากกองทัพ หรือหากแม้จะมีกองทัพแต่ก็ไม่มีการเกณฑ์ทหาร

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทยไม่มีกองทัพ



  1. เมื่อไม่มีกองทัพย่อมไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเราที่ผ่านมา การรัฐประหารหรือกบฏที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการใช้กำลังทหาร ไม่ว่าจะเป็นการนำโดยทหารบกหรือทหารเรือ ตลอดจนการสนับสนุนจากทหารอากาศในการเข้ายึดอำนาจจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณหรือการเข้าร่วมเป็นองค์คณะของผู้ทำการรัฐประหารในเวลาแถลงข่าว โดยใช้ชื่อแตกต่างกันไป เช่น คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป คณะรักษาความสงบเรียบร้อย ฯลฯ ซึ่งก็คือคณะรัฐประหารดีๆนี่เอง แต่ไม่มีใครยอมเรียกชื่อตัวเองว่าเป็นคณะรัฐประหารเลย
  2. เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมที่จะไม่มีการเกณฑ์ทหารเกิดขึ้น ช่องทางที่ใช้ทำมาหากิน ทุจริตคอรัปชันในการเกณฑ์ทหารก็หมดไป ที่สำคัญคดีหนีทหารของคนสำคัญๆที่คาราคาซังฟ้องร้องหมิ่นประมาทหรือปลอมแปลง เอกสารกันอยู่ย่อมหมดไปด้วย(ไม่ฮา) พ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนที่ครบอายุเกณฑ์ทหารก็ไม่ต้องนอนผวาว่าลูกหลานตน เองจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร บางคนลูกตนเองเป็นนายทหารอยู่ดีๆวิ่งเต้นย้ายโอนไปเป็นนายตำรวจเสียดื้อๆ อ้างว่าไม่อยากให้ลูกตนเองถูกส่งไปภาคใต้เสียอย่างนั้น มิหนำซ้ำยังให้เหตุผลในการโอนย้ายว่าลูกชายตนเองยิงปืนแม่นเสียอีกแน่ะ
  3. เมื่อไม่มีกองทัพงบประมาณเป็นแสนๆล้านในแต่ละปีย่อมถูกนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ประเทศไทยเราคงจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่านี้
  4. เมื่อไม่มีกองทัพพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คงอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นมา บ้าง เพราะหนึ่งในสาเหตุที่ความไม่สงบเกิดขึ้นในภาคใต้ก็เนื่องเพราะการมีกำลัง ทหารจำนวนมากเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั่นเอง มิหนำซ้ำบางส่วนยังไปจากพื้นที่อื่นซึ่งไม่ใช่กองกำลังในพื้นที่ ซึ่งมีแต่ไปเพิ่มปัญหามากกว่าไปแก้ปัญหาเพราะด้วยเหตุไม่รู้สภาพพื้นที่และ ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น
  5. เมื่อไม่มีกองทัพทีทางต่างๆนับเป็นแสนหรือล้านๆไร่ก็ย่อมจะถูกนำไปใช้ ประโยชน์พัฒนาทางเศรษฐกิจได้คุ้มค่า ที่สำคัญยังมีประชาชนที่ยังไม่มีที่ทำมาหากินอีกมากมายต้องการ
  6. เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมไม่ผู้นำเหล่าทัพไปเที่ยวกราดเกรี้ยวชี้หน้าด่า สื่อมวลชนหรือประชาชนว่าถามอะไรหรือพูดอะไรที่ทำให้อารมณ์บูดอยู่เสมอๆ
  7. เมื่อไม่มีกองทัพแล้วการที่ถูกนินทาว่าประเทศไทยมีจำนวนนายพลทหารประจำการต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกก็จะหมดไป
  8. เมื่อไม่มีกองทัพเราก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการใช้ทหารไปปราบม็อบอีก
  9. เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมลดความบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้าน  เพราะการปะทะกันด้วยกำลังทหารตามชายแดนย่อมน้อยลงหรือหมดไป ที่ผ่านมาแม้ว่าศักยภาพของกองทัพไทยจะเหนือกว่ากองทัพเขมรหลายเท่าตัว เครื่องบินรบไทยสามารถใช้เวลาบินไม่กี่นาทีถึงเมืองหลวงของเขมร แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเขมรได้ เพราะติดด้วยระเบียบโลกที่ว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ มิหนำซ้ำกลับต้องเพลี่ยงพล้ำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศที่ทำให้เขมรสามารถ นำคดีกลับไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(International Court of Justice หรือ ICJ)เพื่อตีความคำพิพากษารอบใหม่ได้อีกทั้งๆคดีผ่านมาตั้งห้าสิบปีแล้ว ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย แต่ที่แน่ๆตอนนี้ได้เขตปลอดทหารมาแทนชั่วคราว ทำให้การมีกองทัพที่เหนือกว่าไม่มีความหมายอันใด

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ มิได้มุ่งหวังว่าจะทำให้เกิดการยุบเลิกกองทัพในประเทศไทยขึ้น เพราะเป็นไปได้ยากกว่าการยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค การแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายเท่าตัว แต่เพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า หากกองทัพมีขนาดที่เล็กลง ไม่มีการบังคับ   ขู่เข็ญให้ลูกคนจนต้องไปถูกเกณฑ์เป็นทหาร และจำกัดบทบาทของทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว ประเทศไทยเราจะไปได้ดีกว่านี้

กองทัพจะอยู่ได้หรือไม่ได้อยู่ที่การยอมรับของประชาชนที่เป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น แม้ว่ากองทัพจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ในมือที่พร้อมจะรัฐประหารก็ตาม แต่หากประชาชนไม่เอาด้วยกองทัพก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้ ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์โลกที่รัฐบาลทหารในหลายประเทศถูกโค่นล้มลง ล่าสุดก็จากการขยายตัวของปรากฏการณ์ปฏิวัติดอกมะลิและตัวอย่างการลบล้าง อำนาจของทหารโดยประธานาธิบดีพลเรือนของอียิปต์หรือล่าสุดการนำตัวทหารที่ พยายามทำการรัฐประหารไปขึ้นศาลในตุรกีนั่นเอง

---------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 3 ตุลาคม 2555

ศพ‘เสธ.แดง’ยังไร้หลักฐานใครยิงปลิดชีพ

ที่มา redudd

 โลกวันนี้ 3 ตุลาคม 2555 >>>



         
        

ตำรวจส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพผู้เสีย ชีวิตช่วงสลายการชุมนุมปี 2553 ให้อัยการยื่นศาลเปิดไต่สวนหาสาเหตุการตาย คนทำให้ตายเพิ่มอีก 2 ราย และยังมีอีก 8 รายที่อยู่ระหว่างการทำสำนวน ส่วนการตายของ “เสธ.แดง” ยังสรุปสำนวนไม่ได้ ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป เพราะไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าชัดเจนว่าเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

                                                                        ++++++++++++

ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 เปิดเผยว่า ได้สรุปสำนวนคดีการเสียชีวิตของนายสยาม วัฒนนุกูล และนายจรูญ ฉายแม้น ที่เสียชีวิตหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ให้อัยการคดีพิเศษอาญาใต้พิจารณาส่งให้ศาลไต่สวนสาเหตุการตายแล้ว

“ตอน นี้ยังเหลือเพียงคดีของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ที่ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าการเสียชีวิตของ เสธ.แดงเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือไม่”

อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมมาเพิ่มอีก 4 รายคือ นายปิยะพงษ์ กิตติวงศ์ นายประจวบ ศิลาพันธุ์ นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ และนายนรินทร์ ศรีชมภู ซึ่งก่อนหน้านี้ส่งมา 2 รายคือ นายพรสวรรค์ นาคะไชย และนายมานะ แสนประเสริฐศรี ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในสวนลุมพินี ขณะมีการกระชับพื้นที่ในวันที่ 14 พ.ค. 2553

นอกจากนี้ยังมีสำนวนของ นายถวิล คำมูล ถูกยิงที่จุดจอดรถแท็กซี่ ป้ายรถประจำทางหน้าตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และชายไทยไม่ทราบชื่อ ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณใกล้เคียงกันในวันที่ 19 พ.ค. 2553

Tuesday, October 2, 2012

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯตามที่มท.เสนอ

ที่มา Voice TV

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯตามที่มท.เสนอ


ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบที่มท.เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนกระทรวงมหาดไทย จำนวน 24 ตำแหน่ง  
 
 
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันนี้  มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชกระทรวง จำนวน 24 ตำแหน่ง
 
ซึ่งนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำรายชื่อเดิมที่ได้รับการพิจาณาตั้งแต่ขณะที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ยังอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เสนอต่อ ครม. ซึ่งประกอบด้วย
 
          1.นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
          2.นายจรินทร์ จักกะพาก ผู้ว่าฯสกลนคร ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
          3.นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯสกลนคร
          4.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯขอนแก่น
          5.นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯระยอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯอุดรธานี
          6.นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าฯจันทบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯระยอง
          7.นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าฯลำพูน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯจันทบุรี
          8.นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าฯบึงกาฬ เป็นผู้ว่าฯชัยภูมิ
          9.นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าฯระนอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯชุมพร
          10.นายธานินทร์ สุภาแสน ว่าฯเชียงราย ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯเชียงใหม่
          11.นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าฯน่าน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเชียงราย
          12.นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าฯร้อยเอ็ด ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯนครปฐม
          13.นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯร้อยเอ็ด
          14.นายวินัย บัวประดิษฐ ผู้ว่าฯเพชรบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯนครราชสีมา
          15.นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าฯนครสวรรค์ สลับไปเป็นผู้ว่าฯพิษณุโลก
          16.นายชัยโรจน์ มีแดง ผู้ว่าฯพิษณุโลก ไปเป็นผู้ว่าฯนครสวรรค์แทน
          17.นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯปทุมธานี
          18.นายประมุข ลมุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯปัตตานี
          19.นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าฯสุโขทัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯพิจิตร
          20.นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าฯพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯภูเก็ต
          21.นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าฯสิงห์บุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ลพบุรี
          22.นายคณิต เอี่ยมระหงษ์ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯสมุทรปราการ
          23.นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ตรวจราชกากระทรวง เป็นผู้ว่าฯอุบลราชธานี
          24.นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
2 ตุลาคม 2555 เวลา 14:11 น.

"สุกำพล"บอกกลาโหมเร่งถอดยศมาร์ค เรียกเบี้ยหวัดคืนตามกฤษฎีกาตีความหนีทหาร

ที่มา เพื่อไทย

 

 
          แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมซึ่งที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่กระทรวงกลาโหมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ตรวจราชการแผ่นดินทวงถามถึงการตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน ว่าไม่ได้เป็นเกณฑ์ทหาร และใช้เอกสารเท็จสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ว่าหลังจากพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้กรมพระธรรมนูญ ส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพื่อดำเนินคดีทางกฤษฏีกาได้ส่งผลกับมาให้ทางกระทรวงกลาโหม
         โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของรมว.กลาโหม ในการดำเนินการ ทางรมว. กลาโหมจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการตรวจสอบรายละเอียด โดยมอบหมายให้เจ้ากรมพระธรรมนูญไปดำเนินการเรื่องนี้
         “ทางกระทรวงกลาโหมยืนยัน ว่าไม่ได้กลั่นแกล้งนายอภิสิทธิ์ และจะต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอีกนาน เพราะจะต้องพิจารณาเรื่องของกฎหมายให้ชัดเจน หากไม่ชัดเจนเกรงว่าจะเกิดปัญหากลับมาอีก พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้ตามใบสั่งของพรรคเพื่อไทย แต่ทำตามหน้าที่หลังจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งมาให้ทางกลาโหมดำเนินการหลังมีคนไปร้องเรียนเอาผิดนายอภิสิทธิ์แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม กล่าว
          พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว แต่จะเดินหน้าเรื่องนี้ให้สุดทาง เพราะไม่ทำไม่ได้ แต่วิธีการขอดูอีกครั้งหนึ่งว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป สำหรับคณะกรรมการที่ตรวจสอบนั้น ต้องดูอีกทีว่ามีรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไร ตนไม่อยากรีบตอบอะไรในตอนนี้ เพราะการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ต้องมีการพิจารณาเพิ่มอีก