WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 3, 2012

‘ศาสตราวุธของนักต่อสู้’ ผลงานทางปัญญา จากแดนคดีความมั่นคง

ที่มา ประชาไท



เผยผลงานของผู้ต้องขังคดีความมั่นคง จากกิจวัตรประจำวัน สู่การพิมพ์คู่มือประกอบศาสนกิจของมุสลิมเขียนด้วยลายมือ ชี้การศึกษาเปิดโอกาสให้อยากเป็นนักเขียน วอนให้ผู้ถูกอธรรมได้หลุดพ้นจากความลำบาก
วันหนึ่งที่ห้องโถงในเรือนจำกลางปัตตานี ในกลุ่มชายฉกรรจ์ หลายคนทำปากขมุบขมิบ พร้อมนั่งขยับนิ้วนับลูกประคำ ประหนึ่งกิจวัตรประจำวันในยามว่าง หรือแม้กระทั่งระหว่างนั่งฟังบรรยายจากวิทยากร
พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับมุสลิมที่เคร่งครัดในหลักการศาสนา ที่มักทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล โดยการเอ่ยนามพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำตลอดเวลา หรือเรียกว่า การซิกรุลลอฮฺ เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่นอกเรือจำ เพียงแต่สถานะของพวกเขาในทางคดี คือผู้ต้องขังคดีความมั่นคง
การำลึกดังกล่าว ถูกปฏิบัติอย่างปกติเช่นเดียวกับการขอดูอา หรือการขอวิงวอนหรือขอพรจากอัลลอฮฺ รวมถึงการกล่าวสรรเสริญและแซ่ซ้องสดุดีพระเจ้าอย่างเงียบๆ ซึ่งเรียกรวมๆว่า เป็นการทำอิบาดะห์ หรือการประกอบคุณงามความดีหรือศาสกิจตามแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด ศาสดาแห่งอิสลาม
อันเป็นพฤติกรรมทำให้เกิดคำถามชวนสงสัยอยู่ว่า แล้วทำไมคนที่เคร่งศาสนาและมีพฤติกรรมที่ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะภายใน เรือนจำไปแล้วนั้น จึงถูกดำเนินคดีและต้องถูกจองจำด้วย
ในจำนวนนั้น บางคนยังถือหนังสือเล่มเล็กสีเขียวอยู่ในมือ ที่มีภาพปกเป็นรูปมัสยิดกรือเซะ พร้อมข้อความภาษามลายูอักษรยาวี ที่ระบุว่า นี่คือจดหมายที่มีชื่อว่า سنجات مجاهد (ซึนญาตอ มุญาฮิด)
ชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อาวุธของผู้ที่มีความพยายาม”
คำว่า “อาวุธ” นี้มีความหมาย เพราะศาสดามูฮัมหมัด มีวัจนะไว้ว่า “ดุอาเป็นอาวุธของผู้ศรัทธา เป็นเสาหลักของศาสนา เป็นรัศมีแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน” (รายงานโดยอัล-หากิม)
หนังสือเล่มเล็ก ที่เปรียบเสมือนคู่มือการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของมุสลิมเล่มนี้ หากใครมีเป้าประสงค์ที่ไม่ขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม การขอดูอาอย่างสม่ำเสมอจึงมักถูกปฏิบัติควบคู่ไปกับกิจการงานต่างๆด้วย
หากแต่ในสายตาพวกเขามันยิ่งมีความหมายมากกว่าหนังสือที่ตั้งวางขายอยู่ ทั่วไป เพราะเป็นหนังสือที่พวกเขาผลิตขึ้นมาเอง เขียนด้วยลายมือล้วนๆ ก่อนจะตีพิมพ์ขาย
ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ บอกว่า หนังสือเล่มนี้ มีดุอามากกว่า 117 ดุอา หนาประมาณ 230 หน้า โดยรวบรวมจากหนังสือและตำราทางศาสนาประมาณ 14 เล่ม เนื้อหาส่วนใหญ่อธิบายด้วยภาษามลายู ประกอบด้วยวิธีการใช้ดูอาแต่ละประเภท ยกเว้นตัวบทของดูอา และโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่เป็นภาษาอาหรับตามต้นฉบับเดิม
“ผมเขียนหนังสือคู่มือเล่มนี้ เพราะได้แรงบันดาลใจจาก ซัยยิด กูฏุบ นักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามของประเทศอียิปต์ในช่วงศตวรรษ 20 ที่เขียนหนังสือหลายเล่มระหว่างถูกจำคุก เช่น หนังสือเกี่ยวกับการอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน”
ผู้ต้องขังที่เคร่งครัด
เขาบอกว่า ต้องการให้โลกภายนอกเห็นว่า คนที่อยู่ในเรือนจำไม่ใช่ขยะของสังคมหรือเป็นคนที่ไม่ดี เพราะคนในเรือนจำมีความเคร่งครัดและมีความอดทนสูง การมีเวลาในการอ่านหนังสือ มีการศึกษา ทำให้คนในเรือนจำสามารถเขียนหนังสือได้
การรณรงค์ให้ผู้ต้องขังคดีความมั่นคงปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามหลัก ศาสนา ทำให้เกิดกิจกรรมหนึ่งที่มีสำคัญ คือ การบททวนการทำอิบาดะห์ประจำเดือน ซึ่งรวมถึงการอ่านดุอาด้วย ทำให้ต้องมีการเขียนบทดุอาต่างๆ ในกระดาษแล้วถ่ายเอกสารแจกให้เพื่อนๆผู้ต้องขังที่เข้ามาที่เรียนศาสนาศาลา ละหมาดเป็นประจำทุกวัน แถมยังแจกให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและคนนอกที่มาเยี่ยมด้วย
ผู้ต้องขังรายนี้ ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาประจำศาลาละหมาดแห่งนี้ บอกว่า ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 1 ปี จึงเกิดแนวคิดว่า น่าจะรวมเล่มบทดุอาเหล่านี้มาเป็นหนังสือคู่มือเพื่อง่ายต่อการอ่าน
“จากนั้นจึงเริ่มเขียนบทดูอาต่างๆ ด้วยลายมืออย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมูฮัรรอม ปีฮิจเราะห์ศักราช 1432 ตรงกับช่วงเดือนธันวาคม 2553 ใช้เวลา 16 วันในการจัดทำต้นฉบับ”
จากนั้นส่งพิมพ์จำนวน 100 เล่มก่อน ใช้งบประมาณ 3,000 บาท บางส่วนส่งให้โต๊ะครูที่ตนเคยเรียนด้วยช่วยตรวจความถูกต้องอีกครั้ง บางส่วนให้คนในเรือนจำช่วยตรวจความถูกต้องด้วยโดยการอ่านเป็นประจำ ใช้เวลาตรวจความถูกต้องประมาณ 4 เดือน
จากนั้นมีการปรับปรุงอีกครั้งที่ 1 มีการเพิ่มดุอาต่างๆ นอกจากดุอาประจำเดือน มีการเพิ่มบทกลอนภาษามลายูเกี่ยวกับหลักศรัทธาเรื่องวันสิ้นโลกและแก้คำผิด ก่อนส่งพิมพ์อีก 1,000 เล่ม ใช้งบประมาณ 20,000 บาท ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง
“เงิน 20,000 บาท ส่วนหนึ่งยืมจากเพื่อนในเรือนจำ 5,000 บาท เป็นเงินเมีย 5,000 บาท และยืม จากเพื่อนข้างนอกอีก 10,000 บาท”
ต่อมามีการปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ก่อนส่งพิมพ์อีก 2,000 เล่ม ขายหมดเช่นกัน สรุปแล้วพิมพ์ไป 3,100 เล่ม ขายได้ประมาณ 60,000 บาท รายได้ส่วนหนึ่งบริจาคญาติผู้ต้องขังที่มีฐานะยากจน
ขณะนี้สั่งพิมพ์เพิ่มอีก 1,000 เล่ม เพื่อนำไปวางขายตามร้านหนังสือต่างๆ ด้วย ซึ่งในการผลิตทั้งหมดได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ ถึงขนาดช่วยนำไปวางขายในร้านค้าในเรือนจำ จำนวน 300 เล่ม และขายหมดไปแล้ว
เขาเล่าด้วยว่า ตอนนี้กำลังเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อว่า “หลังกำแพงเรือนจำมีอะไร” เพื่อสะท้อนชีวิตของนักโทษที่อยู่ในเรือนจำที่ด้วย
ใช้อะไรเขียน
ถามว่า เมื่ออยู่ในเรือนจำแล้วใช้อะไรเขียน เขาเล่าว่า ใช้ปากกาหมึกซึม เขียนบนกระดาษที่เหลือจากการประชุมสัมมนาภายในเรือนจำ แล้วให้ภรรยานำออกไปตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์บินฮาลาบี อ.เมือง จ.ปัตตานี
แม้ในเรือนจำมีร้านค้าอยู่ภายใน แต่ไม่ปากกาหมึกซึมขายและห้ามนำเข้ามาในเรือนจำ เพราะนักโทษมักใช้ปากกาหมึกซึมเขียนรอยสักบนร่างกาย จึงต้องอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้ภรรยานำมาให้ครั้งละ 2-3 ด้าม แต่ถ้าหมึกหมดก็จะต้องรออีก 2-3 วันกว่าจะได้มาอีก
ส่วนเหตุใดที่ใช้มัสยิดกรือเซะมาเป็นภาพปกนั้น คำตอบที่ออกมาจากปากของเขากลับกลายเป็นคำถามย้อนมาว่า “มัสยิดกรือเซะผิดอะไร ทำไมจึงถูกเผาอย่างที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์” “มันก็เหมือนกับที่ผิดอะไร ทำไมจึงถูกเจ้าหน้าทีมาจับ?”
เขาเล่าถึงสาเหตุที่ตัวเองต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำว่า เพราะถูกดำเนินคดีความมั่นคง ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ปลุกระดม ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 12 ปี จากนั้นได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างฎีกา
เขาหวังว่า ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษา เพราะเขาเชื่อว่า ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ แต่เหตุที่ถูกจับเนื่องจากไปเป็นครูสอนศาสนาในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัด ปัตตานี ที่รัฐเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ
เขามองถึงการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ต้องให้เป็นไปตามความต้องการของคนในพื้นที่ปัญหาถึงจะจบลง และจำเป็นต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ไปด้วย
บทขอพรเพื่อคนถูกอธรรม
หนังสือคู่มือเล่มนี้ ไม่ได้แตกต่างจากคู่มือมุสลิมทั่วๆ ไป หากไม่ได้เป็นผลงานของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งเขาบอกว่า เพื่อใช้ประกอบการทำอิบาดะห์อย่างเดียว เพื่อให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายใช้ขอดูอาจากอัลลอฮให้หลุดพ้นจากความอธรรมและความ ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ไม่มีนัยยะทางการเมือง
เมื่อพลิกดูเนื้อหาในส่วนแรกของคู่มือเล่มนี้ จะพบการเริ่มต้นด้วยดูอาที่ชื่อว่า “ดูอา อาวุธของนักต่อสู้” เขียนอยู่กรอบรูปลวดหนามล้อมวาดด้วยลายมือ ซึ่งเขาบอกว่า หมายถึง เรือนจำ โดยมีภาพวาด 2 มือที่แบออกพร้อมกับถูกคล้องด้วยกุญแจมือ หมายถึง “คนที่ถูกอธรรมกำลังขอดุอาต่อพระเจ้า เพื่อขอให้หลุดพ้นจากการถูกอธรรม” ส่วนภาพวาดดอกชบา หมายถึง สัญลักษณ์ของคนมลายูมุสลิม
ความหมาย คือ “โอ้ อัลลอฮ จงประทานความสันติสุขแก่ศาสดามูฮัมหมัด และขอให้เกิดความกลัวในหัวใจของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ที่กราบไหว้อย่างอื่นไปด้วยนอกจากอัลลอฮ ผู้ที่สร้างความอธรรม ผู้ที่กลับกลอก และผู้ที่สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน....มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ”
อามีน อามีน อามีน

ผู้ต้องหายิง M79 เชียงใหม่ยังถูกขังหลังศาลยกฟ้อง

ที่มา ประชาไท



วัลลภ พิธีพรม ผู้ต้องหายิง M79 ถูกขังต่อหลังศาลยกฟ้องและอยู่ระหว่างอัยการขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นรอบที่สอง พร้อมความเคลื่อนไหวคดีอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ คดีดีเจวิทยุชุมชนถูกข้อหาปลุกปั่นให้ปิดถนน นัดสืบพยานนัดต่อไป 19 พ.ย.นี้

2 ต.ค.55 สืบเนื่องจากวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ยกฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฟ้องนายวัลลภ พิธีพรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2553 ด้วยเหตุขาดประจักษ์พยานและพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการพิสูจน์เอาผิดจำเลย แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้อีก 30 วันเพื่อรอการอุทธรณ์โดยพนักงานอัยการ
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย.55 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลาในการ อุทธรณ์
นายวัลลภกล่าวว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงยังสั่งขังตนต่ออีก แต่ก็ยังไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ตนได้ปรึกษากับทนายความแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วสำหรับคำสั่งศาลเช่นนี้ ยังเชื่อมั่นว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดขังครั้งต่อไป ส่วนตอนนี้คิดถึงเมื่อครั้งที่ตนถูกย้ายไปขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครเกือบ 2 เดือนร่วมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) และนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) หรือหนุ่มเรดนนท์ ที่เคยพึ่งพาสนิทสนมกันแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ตนยังคงติดตามข่าวสารของเพื่อนนักโทษการเมืองผู้ร่วมชะตากรรมเหล่านี้ เท่าที่จะมีโอกาส อยากฝากกำลังใจให้อดทน
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.53 และไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างที่ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายแดง ปวนมูล นัก โทษเด็ดขาดคดีเสื้อแดงเชียงใหม่อีกคนหนึ่งนั้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 อีกทั้งนายแดงยังมีปัญหาสุขภาพเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการขอพักโทษ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องเพื่อรับ พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา
นายแดงกล่าวว่า ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสภาพเรือนจำที่แออัด (ข้อมูลปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4,236 คน) ทำให้ตนมีอาการป่วยบ่อยครั้ง หวังว่าจะได้พักโทษโดยเร็ว ตนมีพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องเลี้ยงดู ขณะที่ถูกจำคุกอยู่นี้ทรัพย์สินที่เคยมีก็หมดไปและยังมีหนี้สินที่เป็นภาระ พอกพูนขึ้นทุกวัน หากได้รับอิสรภาพ ตนจะประกอบอาชีพสุจริตรับซ่อมรองเท้าตามที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรอาชีพของ เรือนจำ คงกลับไปประกอบกิจการขับรถนำเที่ยวไม่ได้อีกแล้วเพราะรถถูกยึดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ยังคงอยู่ในชั้นศาลอีก 1 คดีคือคดีที่นายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีประกาศผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
คดีนายจักรพันธ์มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดต่อไปในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดลำพูน


รำลึก 10 ปีต่อสู้เข้าถึงยา-จี้ 'พาณิชย์' ระวังเอฟทีเอ อย่ายอมเรื่องสิทธิบัตรยา

ที่มา ประชาไท



(2 ต.ค.55) เครือข่ายภาคประชาชน ประกอบด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายผู้ใช้ยา เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ กว่า 600 คน ชุมนุมหน้ากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า การมารวมตัวกันครั้งนี้ เนื่องจากครบรอบ 10 ปี ของการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือซี แอลกับยาดีดีไอ (ddI) ตั้งแต่ปี 2542 จนนำไปสู่การฟ้องร้องให้แก้ไขและเพิกถอนสิทธิบัตรยาต้านไวรัส ddI ซึ่งถือเป็นปฐมบทของการต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยาของไทยและเป็นแรงบันดาลใจไป ทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการติดตามตรวจสอบการเจรจาการค้าเสรีที่ ประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งกับสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปพยายามกดดันให้ประเทศไทยต้องให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทาง ปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ที่เป็นมาตรฐานสากล
ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ชี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือการยอมเกินกว่าข้อตกลงที่ว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์พลัส) เช่น การขอจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต การยืดระยะเวลาในการคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปี ให้เป็น 25 ปี หรือการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) และการยึดจับยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ จุดชายแดน จะขัดขวางการเข้าถึงยาของผู้ป่วย และทำลายอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญ
“สิ่งสำคัญคือข้อตกลงนี้มันเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของคน ทุกคนมีโอกาสป่วย และใช้กับยาทุกชนิด ทุกโรค เช่น โรคไต หรือโรคมะเร็ง ที่ยาบางตัวยังติดสิทธิบัตร ทำให้มีราคาแพง เราไม่ได้เรียกร้องเฉพาะยา แต่เรียกร้องให้รัฐบาลทำกติกาในเรื่องสุขภาพ ซึ่งจะครอบคลุมคนทุกคน แค่ยอมรับการผูกขาดข้อมูลทางยา งานวิจัยก็ชี้ชัดว่า จะทำให้ไทยต้องจ่ายค่ายาแพงมากกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี” ผู้อำนวยการฯ กล่าวและว่า “จะเอาชีวิตผู้คนไปแลกให้ได้สิทธิจีเอสพีส่งออกไก่-กุ้ง และอื่นๆมูลค่ารวม 70,000 กว่าล้านบาท มันไม่คุ้มกัน”
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวถึงข้อเสนอว่า ในกรอบการเจรจาเอฟทีเอต้องไม่มีระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากไปกว่า ข้อผูกพันในข้อตกลงทริปส์ ขององค์การการค้าโลก และประเทศไทยต้องไม่เข้าร่วมเป็นภาคีภายใต้อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชยู ปอฟ (UPOV) และสนธิสัญญาบูดาเปส ว่าด้วยการฝากจุลชีพในการขอรับสิทธิบัตร
“ขณะนี้ สหภาพยุโรปประกาศเลิกกดดันอินเดียให้ต้องยอมรับทริปส์พลัสในเอฟทีเอแล้ว โดยระบุว่า เพราะจะกระทบกับการเข้าถึงยาชื่อสามัญในราคาที่เป็นธรรม ดังนั้นผู้เจรจาฝ่ายไทยควรเจรจาให้ฉลาดอย่างผู้เจรจาอินเดียบ้าง ไม่ใช่ยอมทุกเรื่อง แลกทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของคนในชาติ”
ประธานเครือข่ายฯ กล่าวต่อไปว่า การเจรจาเอฟทีเอต้องเป็นไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ที่ว่าด้วยการเจรจาใดๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ต้องนำเรื่องนั้นๆ เข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยต้องนำร่างกรอบเจรจามาทำประชาพิจารณ์ และต้องยึดการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่
“นอกจากนี้ เราได้มาติดตามและเร่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาพัฒนาและนำคู่มือการพิจารณาคำ ขอสิทธิบัตรยามาใช้โดยเร็ว เพื่อขจัดคำขอสิทธิบัตรยาแบบไม่มีวันสิทธิสุด หรือ evergreening patent ลดการผูกขาดตลาดที่ไม่เป็นธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้น” นายอภิวัฒน์กล่าว


ทั้งนี้ ระหว่างการรณรงค์เคลื่อนไหว ที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากทั่วประเทศมารวมตัวกันใช้พื้นที่หน้ากรม ทรัพย์สินทางปัญญา กลางกระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมได้มีการรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้เพื่อนผู้ติดเชื้อฯ เข้าถึงยาต้านไวรัสสมัย ddI เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว, บทเรียนจากคดียาดีดีไอสู่การเคลื่อนไหวเพื่อการเข้าถึงยา และยังมีการทำกิจกรรม die in คือการที่ผู้ชุมนุมทำท่านอนตายรอบป้ายตั้งรูปนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำท่าอุ้มกุ้ง-ไก่ และมีคำพูดว่า “ส่งออกต้องได้ 15% เราพร้อมแลกชีวิตผู้ป่วยกับจีเอสพี”


ทางด้านองค์การหมอไร้พรมแดน สากล ได้ใช้วาระครบรอบ 10 ปีคดียาดีดีไอกล่าวถึงกระบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้มีการเข้าถึงยาจำเป็นในราคาที่ไม่แพง  คดีฟ้องการแก้ไขคำขอจดสิทธิบัตรยาดีดีไอที่ไม่ชอบ และคดีฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อน ไหวของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาได้มีคำพิพากษาว่าผู้ป่วยเป็นผู้มีส่วนได้เสียและ มีสิทธิเป็นโจทก์ฟ้องร้อง  และยังมีคำสั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขคำขอจดสิทธิบัตรให้เหมือนเดิม  ส่วนคดีฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอได้มีการเจรจายอมความกันระหว่างเครือ ข่ายผู้ป่วยและภาคประชาสังคมกับบริษัทยา โดยที่บริษัทยายอมถอนสิทธิบัตรยาในประเทศไทยและเครือภาคประชาสังคมถอนคำฟ้อง
จากการเคลื่อนไหวคดีสิทธิบัตรยาดีดีไอ ได้นำไปสู่การต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาสังคมและเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอ วี/เอดส์ ประเทศไทย อาทิ การเรียกร้องให้มีการผลิตยาต้านไวรัสชื่อสามัญ การมียาต้านไวรัสในระบบหลักประกันสุขภาพ การประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (ซีแอล) การต่อสู้คัดค้านการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทริปส์ผนวกของสหรัฐฯ ฯลฯ


---------------------------
เนื้อหาของจดหมายเปิดผนึก มีดังนี้
วันที่ 2 ตุลาคม 2555
เรื่อง         ข้อเสนอของภาคประชาสังคมต่อการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีและสิทธิบัตรยา
เรียน        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สำเนาเรียน อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
                อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
เครือข่ายภาคประชาสังคม 15 องค์กร ดังรายชื่อท้ายจดหมาย ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่เร่งรีบที่จะเปิดการ เจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป  โดยไม่รับฟังคำทักท้วงจากภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและการเกษตร นักวิชาการ และหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพและภาคการ เกษตรแม้แต่น้อย  แต่กลับคำนึงถึงแต่ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจระยะสั้น ที่ขาดงานวิจัยทางวิชาการสนับสนุนและมีมุมมองคับแคบด้านการค้าเพียงด้าน เดียว  ภาระหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกผลักให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน ของรัฐหน่วยอื่นหรือของประชาชน เพราะกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีหน้าที่เพียงการเจรจา แต่ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ต่อผลจากการเจรจา
หลักฐานที่เห็นประจักษ์มากมาย เช่น งานวิจัยทางวิชาการ และบทเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาอื่น ทำให้เห็นว่าถ้าประเทศไทยยอมให้มีกรอบการเจรจาที่ยอมให้มีข้อผูกพันด้าน ทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวดไปกว่าเกณฑ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสากล  ข้อตกลงเขตการค้าเสรีเช่นนั้นจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบหลักประกันสุขภาพ ของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าถึงยาจำเป็น และภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งผลกระทบรุนแรงมากเสียกว่าการถูกตัดสิทธิจีเอสพี ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่รายได้ระดับกลางค่อนข้างสูงด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ระบบการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยามีความหละหลวมอย่างมาก จนทำให้มีสิทธิบัตรยาที่ไม่สมควรได้รับการคุ้มครองเกิดขึ้นจำนวนมาก  ซึ่งเป็นการสกัดกั้นการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญและเป็นการผูกขาด ตลาดที่ไม่เป็นธรรม  สุดท้ายแล้ว ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาจำเป็นในราคาที่ย่อมเยาได้ช้าออกไป และประเทศต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงโดยไม่จำเป็น
เครือข่ายภาคประชาสังคม 15 องค์กร จึงมีข้อเสนอตรงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีทุกฉบับและสิทธิบัตรยา ดังนี้
1.กรอบการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆ จะต้องระบุให้มีระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่มากไปกว่า หรือไม่เข้มงวดไปกว่า ข้อผูกพันในข้อตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (ข้อตกลงทริปส์) ขององค์การการค้าโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องไม่เข้าร่วมเป็นภาคีภายใต้อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชยูปอ ฟ ปี ค.ศ.1991 และสนธิสัญญาบูดาเปสว่าด้วยการฝากจุลชีพในกระบวนการขอรับสิทธิบัตร
2.การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆ จะต้องเป็นไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มาตรา 190 อย่างแท้จริง และยึดผลจากการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment หรือ HIA) ซึ่งเป็นกลไกตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดกรอบการเจรจา
3.กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องเร่งพัฒนาและนำคู่มือการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร ยามาใช้โดยเร็วและให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรยาที่ไม่มีคุณภาพและไม่สมควรได้รับการคุ้มครอง ซึ่งจะลดภาวะการผูกขาดตลาดที่ไม่เป็นธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เครือข่ายภาคประชาสังคมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะได้ยินและตระหนักถึงความเดือดร้อนที่จะเกิด ขึ้นกับสุขภาพและการดำรงชีพของประชาชน ในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ ประเทศไทยต้องมีจุดยืนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไม่เข้มงวดเกินไปกว่าความตกลงสากลที่ไทยเป็นภาคีอยู่ขณะนี้ ขณะเดียวกันกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องปรับปรุงระบบการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรยา ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่
                                                   ด้วยความนับถือ

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ชมรมเพื่อนโรคไต
เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
มูลนิธิเภสัชชนบท
กลุ่มศึกษาปัญหายา
มูลนิธิชีววิถี
มูลนิธิบูรณะนิเวศ
มูลนิธิสุขภาพไทย
ชมรมแพทย์ชนบท
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

ไม่พบ ‘ชุดดำ’ ขู่หยุดวันศุกร์ สภา ศอ.บต.จี้ผู้นำศาสนาอธิบายให้ชัด

ที่มา ประชาไท



สภาที่ปรึกษา ศอ.บต.เรียกประชุมด่วนถกทางแก้ กรณีคำขู่ห้ามขายวันศุกร์ ได้ 3 ข้อสรุป ให้รัฐเร่งสร้างความเข้าใจ ให้ผู้นำศาสนาอธิบายให้ชัด พร้อมเสนอตั้งศูนย์เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างศาสนา
<--break->
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2555 ที่ศูนย์อำนวยการบนริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นายอาซิส เบ็ญหาวัณ ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) ได้เรียกประชุมสภานัดพิเศษ หารือกรณีกลุ่มผู้ไม่หวังดีมีใบปลิวขู่ห้ามชาวบ้านออกมาขายของและออกไปทำงาน ในวันศุกร์ โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. เข้าร่วมหารือด้วย
ในที่ประชุมมีการเสนอแนวทาง และหามาตรการสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงหน่วยงานรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น เพื่อหาข้อสรุปและข้อยุติในการแก้ปัญหา
นายอาซิส กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่มีข่าวลือ ข่าวปล่อยดังกล่าวออกมาจากลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีที่ยังหาต้นตอไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แม้เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายไปในทางที่ดี
นายอาซิส เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการระดมความคิดเห็นจากสมาชิกสภาฯ จำนวน 49 คน โดยมีข้อสรุป 3 ประเด็นที่จะต้องร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์นี้ให้ได้ในระดับหนึ่ง ประเด็นแรก ส่วนราชการจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ในเรื่องของความปลอดภัยในการทำธุรกิจค้าขายในวันศุกร์ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง และผู้นำศาสนา ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
ประเด็นที่สอง เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบที่มาให้แน่ชัดว่า ต้นตอที่มาของการปล่อยข่าวที่ห้ามขายของในวันศุกร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากขบวนการไหน ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มอิทธิพลอำนาจมืด กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มค้าน้ำมันเถื่อน แล้วให้ดำเนินการตามที่ส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อทำความเข้าใจให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยุติลงให้ได้
ประเด็นที่สาม คือ จะต้องให้ผู้นำศาสนาเป็นตัวแปรที่สำคัญ อาจจะมีการออกแถลงการณ์ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ว่านี่คือหลักการทางศาสนาหรือไม่ ประการใด ในขณะเดียวกันผู้นำศาสนาต้องเดินควบคู่กับฝ่ายผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น นายก อบต. ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน พี่น้องประชาชน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร และจะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร
“ที่ประชุมเสนอให้จัดตั้งศูนย์เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่าง บุคคลต่างศาสนา อาจจะเป็นศูนย์ปรองดอง ศูนย์สร้างสมานฉันท์ โดยมีผู้นำศาสนาหลายๆศาสนา และเยาวชน เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ให้มีพูดคุยให้ความรู้ความเข้าใจในหลักการของแต่ละศาสนา ให้รู้ถึงวัฒนธรรมที่มาที่ไป อันนี้เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาในระยะยาว”นายอาซิส กล่าว
นายอาซิส เปิดเผยต่อไปว่า ข้อเสนอทั้งหมด จะเสนอต่อเลขาธิการ ศอ.บต.ต่อไป เพื่อนำไปสู่แนวทางการยุติกรณีข่าวลือห้ามขายของหรือประกอบกิจการในวันศุกร์ อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ สภาที่ปรึกษาฯ จะเชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง มาหารือร่วมกันว่าจะมีทางออกอย่างไร ในการสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน
นายอาซิส กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีข่าวลือที่ว่า มีผู้ชายใส่เสื้อแจ๊คเกตสีดำพยายามเข้าไปแสดงตัวและท่าที ต่อร้านค้าที่เปิดกิจการในวันศุกร์ในเชิงข่มขู่ มีข่าวลือเรื่องนี้จริงในหลายๆพื้นที่ แต่ก็ยังหาต้นตอไม่ได้ เพราะหลังจากสอบถามถึงลักษณะรูปพรรณของผู้ที่มาข่มขู่ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นใคร ลักษณะรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และถี่ถ้วน เพื่อสยบข่าวลือให้ได้ ส่วนใครจะเปิดกิจการค้าขาย หรือปิดกิจการค้าขายในวันศุกร์ ก็เป็นวิจารณญาณของแต่ละคนไป

“ยิ่งลักษณ์” พบ “ขบวนคนจน” รับประธานสางปัญหา นัดเจรจาอีกครั้ง พ.ย.นี้

ที่มา ประชาไท

นายกฯ พบตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หลังชุมนุมค้างคืนข้างทำเนียบเรียกร้องแก้ปัญหา 9 ข้อ ยันไม่เคยละเลยแต่ขอเวลาดูข้อมูล ส่วนปัญหาด่วน สิทธิสถานะบุคคล-ทำกินทับซ้อนที่ป่า-ปัญหาของคนไร้บ้านเร่งแก้ก่อน
วันนี้ (2 ต.ค.55) เมื่อเวลา 9.00 น.ที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ 15 คน เข้าหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.ธวัช บุญเฟื้อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาของเครือข่าย  
หลังจากที่ สมาชิกพีมูฟนับพันคนนัดรวมตัวกันและปักหลักชุมนุมปิดถนนพิษณุโลกข้างทำเนียบ รัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้อง 9 กรณี ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงกลไกแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 2.การดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ในรูปแบบโฉนดชุมชน 3.การจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์กรมหาชน) 4.กรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน 5.กรณีสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย (โครงการบ้านมั่นคง) 6.กรณีคนไร้บ้าน 7.กรณีการจัดทำเขตวัฒนธรรมพิเศษ (ชาวเลราไวย์) 8.กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล และ 9.กรณีเครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้นายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการพูดคุยใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับปากจะเร่งรัดติดตามปัญหาดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่เลือกพรรค โดยเฉพาะในเรื่องความเดือดร้อน เพราะถือเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงขอให้เชื่อใจกันว่ารัฐบาลจะติดตามเร่งแก้ปัญหาให้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นตัวแทนพีมูฟได้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับรองเลขาธิการนายก รัฐมนตรี
ที่มาภาพ: Yingluck Shinawatra
ด้านนายไสว มาลัย แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน หนึ่งในตัวแทนพีมูฟกล่าวภายหลังการเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลว่า นายกฯ ได้เดินทางมาเป็นประธานในที่ประชุมด้วยตนเอง และรับปากเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพีมูฟ แต่ขอเวลาให้คณะอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาชุดต่างๆ เร่งจัดทำข้อมูลเพื่อนำเรื่องเสนอ และจะเริ่มประชุมในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ส่วนในวันนี้จะเร่งรัดให้จัดการปัญหาเร่งด่วนคือ เรื่องสิทธิสถานะบุคคล ปัญหาการข่มขู่คุกความกรณีที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า และกรณีปัญหาของคนไร้บ้าน 
นายไสว ให้ข้อมูลอีกว่า รัฐบาลได้ประสานงานไปทางการรถไฟให้จัดโบกี้เพื่อขนส่งรถจักรยานยนต์ที่มีขบ วนพีมูฟขับขี่จากเชียงใหม่ระยะทางเกือบ 700 กิโลเมตร ไปส่งถึงที่สถานีเด่นชัยด้วย
ทั้งนี้ ขณะรอเอกสารบันทึกการประชุมเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักนานกว่าชั่วโมง แต่ผู้ชุมนุมทุกคนต่างร่วมกันตรึงผ้าใบกันฝน เพื่อรอผลสรุปการเจรจากันต่อไป 
ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. นายสมภาส นิลพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชนสำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนรัฐบาล ได้มาชี้แจงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมถึงผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการจัดทำบันทึกสรุปผลการเจรจาหารือว่า 1.นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อ สังคมที่เป็นธรรม จากเดิมที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมในเดือน พ.ย.55 2.ในระหว่างรอการประชุมหารือร่วมกับนายกฯ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองรับจะประสานให้คณะอนุกรรมการในคณะ กรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ทั้ง 10 คณะเร่งรัดการประชุม และเสนอต่อนายกฯ 
3.กรณีที่ไม่อยู่ในการแก้ไขปัญหาของอนุกรรมการฯ ทั้ง 10 คณะเช่น กรณีโครงการโฉนดชุมชน สถาบันบริหารจัดการธนาคารทีดิน (องค์กรมหาชน) โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ภาคเหนือ เป็นต้น รองเลขาธิการนายกฯ รับไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ปัญหา และ 4.กรณีเร่งด่วน เช่น กรณีการไล่รื้อ และตัดฟันพืชผลอาสินของราษฎรในเขตพื้นทีอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จ.ตรัง ขอให้ตัวแทนพีมูฟแจ้งรองเลขาธิการนายกฯ เพื่อประสานงานแก้ไขปัญหาเบื้องต้นต่อไป
หลังจากนั้น ขบวนพีมูฟประกอบด้วย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลได้พูดคุยทำความเข้าใจสมาชิก และได้สลายการชุมนุมไปเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น.
แฉลงการณ์ฉบับที่ 19

เดินทางกว่า 1000 กิโล พบนายกรัฐมนตรี 30 นาที เพื่อทวงคืนนโยบายคนจน
บรรลุเป้าหมายในเบื้องต้น เปิดเจรจาเดือนพฤศจิกายน

พวกเรา ขปส. เดินทางมาจากภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน กรุงเทพฯ และปริมณฑล มาปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางเปลวแดดและสายฝน กว่า 2 วัน เพื่อรอหารือเจรจากับนายกรัฐมนตรี ให้สานต่อการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้าง และถอยหลัง โดยหวังว่า ฯพณฯนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาผลักด้นปัญหาให้เป็นรูปธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม
ความทุกข์ยากจากปัญหาที่รุมเร้า และความยากลำบากที่มาอยู่หน้าทำเนียบ จนมีการเปิดเจรจาร่วมกับนายกฯ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ณ ห้องรับรอง อาคารสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล ซึ่งบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นว่า นายกรัฐมนตรีจะเปิดการเจรจา เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในรายละเอียด ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 นี้
ขปส.เห็นว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน และยืนยันจะตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงในระยะเวลาไม่นาน ทั้งนี้พวกเรา ขปส.ยืนยันว่า การมาทวงคืนนโยบายคนจนในครั้งนี้ยังไม่ลุล่วง แต่พวกเราจะให้โอกาสนายกรัฐมนตรี ในการเปิดเวทีเจรจาในเดือนพฤศจิกายน อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากยังไม่มีความชัดเจน และปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปประธรรม พวกเราจะกลับมาเพื่อทวงนโยบายคนจนอีกครั้ง
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
ข้างทำเนียบรัฐบาล
2 ตุลาคม 2555


ฟังชาวนา ด่าอาจารย์นิด้า

ที่มา thaifreenews



ฟังม็อบชาวด่าด่างูเห่านิด้า  ด่าอาจารย์นิด้าเป็นควาย 
ด่าจนควายเสียหมา  สบายพระหูจริง  
ด่าทะลุประชาธิป้ตย์ขึ้นไปเลย 
ด่าจนไปถึงเรื่องงบประมาญในการรัฐประหารปี๔๙ "m14"























http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42193.0

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 03/10/55 ทนไม่ได้..ถ้าชาวนาลืมตาอ้าปากได้

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เสียงเห่าหอน อ้อนบาทา น่าสมเพช
พวกทุเรศ สามานย์ สันดานคิด
สร้างเรื่องราว สาไถย ใจวิปริต
ตั้งธงผิด จำนำข้าว บีบชาวนา....

ทนไม่ได้ ถ้ารุ่งเรือง เปรื่องศรีสุข
มันต้องทุกข์ ให้สมใจ ไอ้พวกบ้า
หวังลืมตา หมดยากเข็ญ ตามเป็นมา
พวกผีห่า ก็เอาเปรียบ รุมเหยียบกัน....

มันกินข้าว หรือแดกเพลิน เงินพ่อค้า
จึงเรียงหน้า มาเป็นบ่าง ไม่สร้างสรรค์
แค่น ตลก. ให้เร่งรีบ บีบเร็วพลัน
คือเป้าหมาย สิ่งเดียวนั้น มันต้องจน....

บ้าไปแล้ว เจ้าข้าเอ๋ย ไม่เคยเห็น
เปิดประเด็น เรื่องมารยา พาสับสน
สิ่งดีๆ กลับรุกไล่ ให้วกวน
นี่หรือคน มีการศึกษา หน้าไม่อาย....

คิดมุ่งหวัง รังแกเขา ดูเราบ้าง
สิ่งที่สร้าง เป็นเงื่อนงำ ทำฉิบหาย
เป็นดอกเตอร์ ไฉนมั่ว โง่กว่าฟาย
ศักดิ์ศรีนี้ มีไว้ขาย โคตรอายแทน....

๓ บลา / ๓ ต.ค.๕๕

ปลื้มปิติเรื่องเล่าในหลวงทรงทอดพระเนตรนิติราษฎร์

ที่มา Thai E-News




โดย หมอตำแย
ที่มา เว็บบอร์ดInternet Freedom

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้ นามว่าหมอตำแย ได้เขียนเรื่องต่อไปนี้ลงในเว็บบอร์ดInternet Freedom ยังความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

..... เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"ทรงมีพระอาการดีขึ้นจึงได้ทอดพระเนตรการถ่ายทอด"คณะนิติราษฎร์" โดยไม่รู้ว่าที่เห็นนั้นมันคืออะไร จึงได้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า

..... นี่มันเป็นงานอะไรและเขาทำอะไรกัน.....???

ตอบ....เป็นงานของ"คณะนิติราษฎร์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณลุง"นวมทอง"และเป็นวันครบรอบ 6 ปีของรัฐประหาร พะย่ะค่ะ

ถาม.....คุณลุง"นวมทอง"คือใครและทำไมต้องจัดงานให้

ตอบ..... คุณ"ลุงนวมทอง"คือคนขับรถแท็กซี่ชนกับรถทหาร พะย่ะค่ะ

ถาม..... แล้ว"คณะนิติราษฎร์"เป็นใครและมาทำอะไร...???

ตอบ.....เป็นกลุ่มของ อ.วรเจตน์,อ.ปิยบุตร,อ.ตุ้ม,อ.หวาน,พะย่ะค่ะ

..... ช่วยต่อโทรศัทพ์เครื่องที่สองที่วางไว้บนโต๊ะให้หน่อยพอติดแล้วให้ทุกท่านออกไป จนกว่าจะได้ยินเสียงกริ่งเรียก จึงเข้ามาได้

..... ไม่มีใครรู้ได้ว่าท่านพูดกับใครและพูดเรื่องอะไร.....????? 


***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง


วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์

คลิปงาน2ปีนิติราษฏร์6ปีรัฐประหาร

ชำนาญ จันทร์เรือง: ถ้าประเทศไทยไม่มีกองทัพ

ที่มา Thai E-News

 โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
3 ตุลาคม 2555

ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดไปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์การเผาสถานกุงสุลที่เบงกาซี ลิเบียจนเอกอัครราชทูตสหรัฐเสียชีวิต กรณีเผชิญหน้ากันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในการแย่งชิงเกาะเตียวหยูหรือเซนกากุ การประกาศจะถล่มอิหร่านของอิสราเอล ฯลฯ แต่ยังมีประเทศที่ปราศจากกองทัพอีกจำนวนหลายสิบประเทศที่ยังอยู่อย่างสุข สบายดี

ประเทศที่ไม่มีกองทัพเลย คือ เกรนาดา คอสตาริกา คิรีบาส ซานมาริโน ซามัว เซนต์คิดส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ โดมินิกัน ตูวาลู นาอูรู ปานามา มัลดีฟส์ ลิกเตนสไตน์ วาติกัน วานูอูตู หมู่เกาะโซโลมอน และเฮติ (ที่มา : Sarbey 2001)

ประเทศที่ไม่มีกองทัพแต่มีสนธิสัญญาป้องกัน คือ นีเออู(นิวซีแลนด์) ปาเลา(สหรัฐอเมริกา) โมนาโก(สหรัฐอเมริกา) ไมโครนีเซีย(สหรัฐอเมริกา) หมู่เกาะคุก(นิวซีแลนด์) หมู่เกามาร์แซลล์(สหรัฐอเมริกา) อันดอร์รา(สเปน,ฝรั่งเศส) และไอซ์แลนด์(นาโต,สหรัฐอเมริกา) (ที่มา : Sarbey 2001)

สำหรับประเทศที่เหลือที่ถึงแม้ว่าจะมีกองทัพแต่ก็ไม่มีการเกณฑ์ทหารก็คือ กรีซ กายนา คาซัคสถาน แคนาดา โครเอเชีย ซิมบับเว ซูรินาเม ไซปรัส เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล บัลแกเรีย เบลเยียม เบอร์มิวดา ปารากวัย โปแลนด์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ มอลโดวา มอลตา ยูเครน ยูโกสลาเวีย เยอรมัน รัสเซีย โรมาเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย สเปน สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเช็ก สโลวีเนีย ออสเตรเลีย ออสเตรีย อาเซอร์ไบจัน เอสโตเนีย แอฟริกาใต้ อังกฤษ อิสราเอล อิตาลี อุรุกวัย อุซเบกิสถาน และฮังการี(ที่มา : Horeman and Stolwijk 1998)

สภาพที่ไม่มีกองทัพหรือถึงแม้ว่าจะมีกองทัพแต่ก็ไม่มีการเกณฑ์ทหารจึงเป็น สิ่งที่ค่อนข้างจะน่าแปลกใจสำหรับคนไทยที่เห็นว่ากองทัพเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ ได้ต่อความมั่นคงของชาติ แต่ตัวอย่างประเทศที่ยกมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะ ปราศจากกองทัพ หรือหากแม้จะมีกองทัพแต่ก็ไม่มีการเกณฑ์ทหาร

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทยไม่มีกองทัพ



  1. เมื่อไม่มีกองทัพย่อมไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเราที่ผ่านมา การรัฐประหารหรือกบฏที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการใช้กำลังทหาร ไม่ว่าจะเป็นการนำโดยทหารบกหรือทหารเรือ ตลอดจนการสนับสนุนจากทหารอากาศในการเข้ายึดอำนาจจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณหรือการเข้าร่วมเป็นองค์คณะของผู้ทำการรัฐประหารในเวลาแถลงข่าว โดยใช้ชื่อแตกต่างกันไป เช่น คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป คณะรักษาความสงบเรียบร้อย ฯลฯ ซึ่งก็คือคณะรัฐประหารดีๆนี่เอง แต่ไม่มีใครยอมเรียกชื่อตัวเองว่าเป็นคณะรัฐประหารเลย
  2. เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมที่จะไม่มีการเกณฑ์ทหารเกิดขึ้น ช่องทางที่ใช้ทำมาหากิน ทุจริตคอรัปชันในการเกณฑ์ทหารก็หมดไป ที่สำคัญคดีหนีทหารของคนสำคัญๆที่คาราคาซังฟ้องร้องหมิ่นประมาทหรือปลอมแปลง เอกสารกันอยู่ย่อมหมดไปด้วย(ไม่ฮา) พ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนที่ครบอายุเกณฑ์ทหารก็ไม่ต้องนอนผวาว่าลูกหลานตน เองจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร บางคนลูกตนเองเป็นนายทหารอยู่ดีๆวิ่งเต้นย้ายโอนไปเป็นนายตำรวจเสียดื้อๆ อ้างว่าไม่อยากให้ลูกตนเองถูกส่งไปภาคใต้เสียอย่างนั้น มิหนำซ้ำยังให้เหตุผลในการโอนย้ายว่าลูกชายตนเองยิงปืนแม่นเสียอีกแน่ะ
  3. เมื่อไม่มีกองทัพงบประมาณเป็นแสนๆล้านในแต่ละปีย่อมถูกนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ประเทศไทยเราคงจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่านี้
  4. เมื่อไม่มีกองทัพพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คงอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นมา บ้าง เพราะหนึ่งในสาเหตุที่ความไม่สงบเกิดขึ้นในภาคใต้ก็เนื่องเพราะการมีกำลัง ทหารจำนวนมากเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั่นเอง มิหนำซ้ำบางส่วนยังไปจากพื้นที่อื่นซึ่งไม่ใช่กองกำลังในพื้นที่ ซึ่งมีแต่ไปเพิ่มปัญหามากกว่าไปแก้ปัญหาเพราะด้วยเหตุไม่รู้สภาพพื้นที่และ ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น
  5. เมื่อไม่มีกองทัพทีทางต่างๆนับเป็นแสนหรือล้านๆไร่ก็ย่อมจะถูกนำไปใช้ ประโยชน์พัฒนาทางเศรษฐกิจได้คุ้มค่า ที่สำคัญยังมีประชาชนที่ยังไม่มีที่ทำมาหากินอีกมากมายต้องการ
  6. เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมไม่ผู้นำเหล่าทัพไปเที่ยวกราดเกรี้ยวชี้หน้าด่า สื่อมวลชนหรือประชาชนว่าถามอะไรหรือพูดอะไรที่ทำให้อารมณ์บูดอยู่เสมอๆ
  7. เมื่อไม่มีกองทัพแล้วการที่ถูกนินทาว่าประเทศไทยมีจำนวนนายพลทหารประจำการต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกก็จะหมดไป
  8. เมื่อไม่มีกองทัพเราก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการใช้ทหารไปปราบม็อบอีก
  9. เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมลดความบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้าน  เพราะการปะทะกันด้วยกำลังทหารตามชายแดนย่อมน้อยลงหรือหมดไป ที่ผ่านมาแม้ว่าศักยภาพของกองทัพไทยจะเหนือกว่ากองทัพเขมรหลายเท่าตัว เครื่องบินรบไทยสามารถใช้เวลาบินไม่กี่นาทีถึงเมืองหลวงของเขมร แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเขมรได้ เพราะติดด้วยระเบียบโลกที่ว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ มิหนำซ้ำกลับต้องเพลี่ยงพล้ำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศที่ทำให้เขมรสามารถ นำคดีกลับไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(International Court of Justice หรือ ICJ)เพื่อตีความคำพิพากษารอบใหม่ได้อีกทั้งๆคดีผ่านมาตั้งห้าสิบปีแล้ว ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย แต่ที่แน่ๆตอนนี้ได้เขตปลอดทหารมาแทนชั่วคราว ทำให้การมีกองทัพที่เหนือกว่าไม่มีความหมายอันใด

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ มิได้มุ่งหวังว่าจะทำให้เกิดการยุบเลิกกองทัพในประเทศไทยขึ้น เพราะเป็นไปได้ยากกว่าการยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค การแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายเท่าตัว แต่เพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า หากกองทัพมีขนาดที่เล็กลง ไม่มีการบังคับ   ขู่เข็ญให้ลูกคนจนต้องไปถูกเกณฑ์เป็นทหาร และจำกัดบทบาทของทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว ประเทศไทยเราจะไปได้ดีกว่านี้

กองทัพจะอยู่ได้หรือไม่ได้อยู่ที่การยอมรับของประชาชนที่เป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น แม้ว่ากองทัพจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ในมือที่พร้อมจะรัฐประหารก็ตาม แต่หากประชาชนไม่เอาด้วยกองทัพก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้ ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์โลกที่รัฐบาลทหารในหลายประเทศถูกโค่นล้มลง ล่าสุดก็จากการขยายตัวของปรากฏการณ์ปฏิวัติดอกมะลิและตัวอย่างการลบล้าง อำนาจของทหารโดยประธานาธิบดีพลเรือนของอียิปต์หรือล่าสุดการนำตัวทหารที่ พยายามทำการรัฐประหารไปขึ้นศาลในตุรกีนั่นเอง

---------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 3 ตุลาคม 2555

ศพ‘เสธ.แดง’ยังไร้หลักฐานใครยิงปลิดชีพ

ที่มา redudd

 โลกวันนี้ 3 ตุลาคม 2555 >>>



         
        

ตำรวจส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพผู้เสีย ชีวิตช่วงสลายการชุมนุมปี 2553 ให้อัยการยื่นศาลเปิดไต่สวนหาสาเหตุการตาย คนทำให้ตายเพิ่มอีก 2 ราย และยังมีอีก 8 รายที่อยู่ระหว่างการทำสำนวน ส่วนการตายของ “เสธ.แดง” ยังสรุปสำนวนไม่ได้ ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป เพราะไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าชัดเจนว่าเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

                                                                        ++++++++++++

ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 เปิดเผยว่า ได้สรุปสำนวนคดีการเสียชีวิตของนายสยาม วัฒนนุกูล และนายจรูญ ฉายแม้น ที่เสียชีวิตหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ให้อัยการคดีพิเศษอาญาใต้พิจารณาส่งให้ศาลไต่สวนสาเหตุการตายแล้ว

“ตอน นี้ยังเหลือเพียงคดีของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ที่ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าการเสียชีวิตของ เสธ.แดงเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือไม่”

อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมมาเพิ่มอีก 4 รายคือ นายปิยะพงษ์ กิตติวงศ์ นายประจวบ ศิลาพันธุ์ นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ และนายนรินทร์ ศรีชมภู ซึ่งก่อนหน้านี้ส่งมา 2 รายคือ นายพรสวรรค์ นาคะไชย และนายมานะ แสนประเสริฐศรี ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในสวนลุมพินี ขณะมีการกระชับพื้นที่ในวันที่ 14 พ.ค. 2553

นอกจากนี้ยังมีสำนวนของ นายถวิล คำมูล ถูกยิงที่จุดจอดรถแท็กซี่ ป้ายรถประจำทางหน้าตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และชายไทยไม่ทราบชื่อ ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณใกล้เคียงกันในวันที่ 19 พ.ค. 2553

Tuesday, October 2, 2012

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯตามที่มท.เสนอ

ที่มา Voice TV

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯตามที่มท.เสนอ


ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบที่มท.เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนกระทรวงมหาดไทย จำนวน 24 ตำแหน่ง  
 
 
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันนี้  มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชกระทรวง จำนวน 24 ตำแหน่ง
 
ซึ่งนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำรายชื่อเดิมที่ได้รับการพิจาณาตั้งแต่ขณะที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ยังอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เสนอต่อ ครม. ซึ่งประกอบด้วย
 
          1.นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
          2.นายจรินทร์ จักกะพาก ผู้ว่าฯสกลนคร ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
          3.นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯสกลนคร
          4.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯขอนแก่น
          5.นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯระยอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯอุดรธานี
          6.นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าฯจันทบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯระยอง
          7.นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าฯลำพูน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯจันทบุรี
          8.นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าฯบึงกาฬ เป็นผู้ว่าฯชัยภูมิ
          9.นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าฯระนอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯชุมพร
          10.นายธานินทร์ สุภาแสน ว่าฯเชียงราย ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯเชียงใหม่
          11.นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าฯน่าน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเชียงราย
          12.นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าฯร้อยเอ็ด ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯนครปฐม
          13.นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯร้อยเอ็ด
          14.นายวินัย บัวประดิษฐ ผู้ว่าฯเพชรบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯนครราชสีมา
          15.นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าฯนครสวรรค์ สลับไปเป็นผู้ว่าฯพิษณุโลก
          16.นายชัยโรจน์ มีแดง ผู้ว่าฯพิษณุโลก ไปเป็นผู้ว่าฯนครสวรรค์แทน
          17.นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯปทุมธานี
          18.นายประมุข ลมุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯปัตตานี
          19.นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าฯสุโขทัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯพิจิตร
          20.นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าฯพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯภูเก็ต
          21.นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าฯสิงห์บุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ลพบุรี
          22.นายคณิต เอี่ยมระหงษ์ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯสมุทรปราการ
          23.นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ตรวจราชกากระทรวง เป็นผู้ว่าฯอุบลราชธานี
          24.นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
2 ตุลาคม 2555 เวลา 14:11 น.

"สุกำพล"บอกกลาโหมเร่งถอดยศมาร์ค เรียกเบี้ยหวัดคืนตามกฤษฎีกาตีความหนีทหาร

ที่มา เพื่อไทย

 

 
          แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมซึ่งที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่กระทรวงกลาโหมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ตรวจราชการแผ่นดินทวงถามถึงการตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน ว่าไม่ได้เป็นเกณฑ์ทหาร และใช้เอกสารเท็จสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ว่าหลังจากพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้กรมพระธรรมนูญ ส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพื่อดำเนินคดีทางกฤษฏีกาได้ส่งผลกับมาให้ทางกระทรวงกลาโหม
         โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของรมว.กลาโหม ในการดำเนินการ ทางรมว. กลาโหมจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการตรวจสอบรายละเอียด โดยมอบหมายให้เจ้ากรมพระธรรมนูญไปดำเนินการเรื่องนี้
         “ทางกระทรวงกลาโหมยืนยัน ว่าไม่ได้กลั่นแกล้งนายอภิสิทธิ์ และจะต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอีกนาน เพราะจะต้องพิจารณาเรื่องของกฎหมายให้ชัดเจน หากไม่ชัดเจนเกรงว่าจะเกิดปัญหากลับมาอีก พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้ตามใบสั่งของพรรคเพื่อไทย แต่ทำตามหน้าที่หลังจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งมาให้ทางกลาโหมดำเนินการหลังมีคนไปร้องเรียนเอาผิดนายอภิสิทธิ์แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม กล่าว
          พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว แต่จะเดินหน้าเรื่องนี้ให้สุดทาง เพราะไม่ทำไม่ได้ แต่วิธีการขอดูอีกครั้งหนึ่งว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป สำหรับคณะกรรมการที่ตรวจสอบนั้น ต้องดูอีกทีว่ามีรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไร ตนไม่อยากรีบตอบอะไรในตอนนี้ เพราะการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ต้องมีการพิจารณาเพิ่มอีก

ข่าวเที่ยงDNN 'เรืองไกร' ยื่น ดีเอสไอสอบ สนช ออก ก ม

ที่มา DNNTHAILAND



กวีประชาไท: ชนชั้นชาวนา

ที่มา ประชาไท




ชีวิตของ ชาวนา ค่ามันน้อย
ทุกวันคอย พึ่งพา แต่ฟ้าฝน
ไม่เคยมี เล่ห์เหลี่ยม ด้วยเจียมตน
สู้อดทน แทบสิ้นหวัง กลางท้องนา

ชีวิตนี้ มีแต่ แค่หนี้สิน
เป็นชาวดิน หมดสิทธิ์ คิดก้าวหน้า
นามสกุล ไม่ใช่ ณ อยุธยา
เป็นเพียงกา ยากไร้ ใช่หงส์ทอง

...หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน กินไม่อิ่ม
ฝืนใจยิ้ม แต่แววตา พาเศร้าหมอง
หากบเขียด หาหนู ตามคูคลอง
พอยาท้อง ยาไส้ ไปวันวัน

ทำหน้าที่ ปลูกข้าว ให้เขากิน
ไม่เคยยิน เสียงบ่น คนขยัน
ขายข้าวได้ กำไรที ไม่กี่พัน
ได้ประกัน ราคาข้าว คงเข้าที

โอ้...ชาวนา คนไหน ใครจะรู้
ว่ามีผู้ เหยียดหยาม ตามกดขี่
พวก"อำมาตย์" ขัดขวาง ทุกวิธี
พวก"คนดี" เห็นใจ แต่"นายทุน"

"ชาวนา"กับ"กรรมกร" "ฆ้อน"กับ"เคียว"
ผู้โดดเดี่ยว สิ้นไร้ ใครเกื้อหนุน
จงหาญกล้า ท้าทาย พวกนายทุน
ที่อิ่มอุ่น อิ่มหมี นี่เพราะใคร!

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: FUKUOKA PRIZE AWARD 13 SEPT 2012

ที่มา ประชาไท

 
 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ


 
 
 
 
FUKUOKA PRIZE AWARD 13 SEPT 2012

once upon a time in Japan งานมอบรางวัล Fukuoka 13 กันยา ที่มีคนเข้าร่วมในหอประชุมใหญ่ หนึ่งพันคน ผ่านไปอย่างดี
 
เรามาดูกันว่า งานแบบญี่ปุ่นๆๆ ที่เจ้านายระดับสูงมาเป็นประธาน ทำกันอย่างไร
ต้องบอกว่า "แปลก" คือ งามสง่า เป็นระบบ (ต้องซ้อม) และเป็น "ประชาธิปไตย" (?) กระจาย "ความเท่าเทียม" ให้กับคนที่ "ไม่ (น่า) จะเท่าเทียมกัน" นัก อย่างน่าพิศวง
 
องค์ประธาน คือ เจ้าชาย Akishino ผู้มีสิทธิสืบบัลลังค์อันดับสอง ของประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์/จักรพรรดิมั่นคงสุดๆ (ไม่มี กม หมิ่นฯ ?!) 
เจริญสุดๆ และอารยะสุดๆ กับชายา นั่งเป็นประธานจริงๆ ด้านขวาของเวที ได้รับเชิญให้ทรงกล่าวสั้นๆ
 
ที่นั่งตรงกลางเวทีเด่นเป็นสง่า กลับกลายเป็นที่นั่งของผู้รับราง วัลทั้ง 4 จากอินเดีย (นามศิวะ บอกว่ารู้จัก อ สุลักษณ์ อย่างดี เธอเป็นนักคิดนักเขียน สิ่งแวดล้อม) ไทย (ผมเอง) ฟิลิปปินส์ (คิตลัต นักสร้างหนัง น่าเชิญมาให้ SeasTU ฉายหนังเขา) อินโดฯ (นาฎศิลป์)
 
ที่นั่งด้านซ้าย เป็นของกลุ่ม กก ที่มีผู้ว่าฯ  Mayor (หนุ่มวัย 37) เป็นประธาน เขาบอกว่า เขาเป็น new generation นุ่งกางเกงขาลีบ รองเท้าหนังปลายงอน พูดเก่งแบบ "เซเล็บ" กับคนอย่างประธานมูลนิธิฯ (ผู้เฒ่า ที่ให้เงินกับงานนี้หลายๆ ล้าน) กับอธิการ ม คิวชู กับตัวแทนการค้า กับนักวิชาการ คละชายหญิง ส่วนใหญ่ สว (สูงวัย)
 
ผู้มอบและประกาศเกียรติคุณรางวัล กับเหรียญคล้องคอ คือ สองท่านนี้ ไม่ยักกะใช่เจ้า Akishino รับเสร็จ แขกเกียรติยศทั้ง 4 ก็กะเถิบมานั่งด้านหน้ากลางเวที ให้สัมภาษณ์ ตอบคำถาม  2 ข้อ ว่าประทับใจอะไร และจะทำอะไร (กับชีวิต ที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด)
 
แน่นอน 
ผมตอบว่าขอบ ราเมน อร่อยมาก เมืองนี้ ทั้งราเมน/ramen และโซบะ/soba เอามาจากจีนสมัยหยวน มา "กำเนิด" ที่นี่ 700 ปีที่แล้ว แถมมีอนุสาวรีย์ราเมน และโซบะด้วย (เข้าท่าดี)
 
และผมตบท้ายอีกว่า ในฐานะ สว ผมมีอภิสิทธิ์ จะทำงานบ้าง ไม่ทำบ้าง และก็จะเดินทาง ท่องเที่ยว ไปในอุษาคเนย์ และเอเชีย เพื่อใช้เวลาที่เหลือ getting to know our ASEAN neighbors และ Make Love not Warครับ (especially with Cambodia and Laos)
 
เชื่อไหม ตอนเราให้สัมภาษณ์นั้น เจ้า Akishino และชายา ลงจากเวที ไปประทับนั่งเก้าอี้แถว (แบบหอประชุมศรีบูรพา) ตรงกลาง เหมือนๆ และเท่าๆ กับ กก และ ผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด
 
ต้องบอกว่า อือ "รู้เล่น กับลูกชาวบ้าน" ให้ความรู้สึก spectre of comparison แปลกๆ และดีๆ อย่างบอกไม่ถูก ครับ
 
 
cK@FukuokaHakataJapan
 
 
PS:
ก. ตอนท้ายรายการ มีเด็ก นร เล็กๆ ขึ้นมามอบพวงดอกไม้ให้กับคนรับรางวัล และผู้ติดตาม (เบอร์สอง) ของทุกทีม
 
ข. ก่อนพิธี เจ้า Akishino ตรัสถาม เบอร์หนึ่งว่า รู้จัก อจ อิชิอิ โยเนะโอะ Ishii Yoneo (ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ใช่ไหม  
เบอร์หนึ่งซึม และมึนไปเลย 
 
ท่านถามต่อว่า แล้วคิดอย่างไรกับ ปวศ สุโขทัย กับ อยุธยา ต้องบอกว่า เบอร์หนึ่ง ก็ซึมไปอีก (เล็กๆ) ครับ ไม่รู้ว่า ทรงแอบไปพลิก The Rise of Ayudhya หรือเปล่า เนี่ย
 
ค. คลิ๊กดู รายละเอียดรางวัลได้ที่ 
 
 
Our photos with Prince and Prencess Akishino of Japan.
รูปถ่าย เรียบง่าย งามสง่า นั่งเก้าอี้ทั้งหมด
ผู้รับรางวัลฟูกูโอกะ และผู้ติดตาม (4+4 Thailand, India, Philippines, Indonesia)
กับ เจ้าชายอกิชิโน และ ชายา
(Akishino ทรงเป็นหมายเลขสอง สืบราชสมบัติจักรพรรดิญีปุ่น
น่าแปลก ที่ญี่ปุ่น ไม่มี กม หมิ่น 112
 

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: พรรคพวกเพื่อนศาล Fast Track (2)

ที่มา ประชาไท



“หลักสูตรก็สำคัญ  คอนเนคชั่นก็สำคัญ มีเพื่อนดีๆ ที่สกรีนมาให้เราแล้ว ถึงมีเงินก็ใช่จะหากันได้ เพื่อนที่จบในรุ่นจะรักกันสนิทกันมาก แถมยังสนิทข้ามรุ่นอีกต่างหาก” หรีด-รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ พีอาร์ประจำรุ่น วตท.9 วิเคราะห์ให้ฟังเป็นฉากๆ
ระหว่างความรู้กับคอนเนคชั่น ถ้าจะให้ว่ากันตามจริงในเมืองไทย เธอฟันธงเลยว่า  Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who ถ้ารู้จักคน เข้าให้ถูกทาง จะทำงานอะไรก็ลื่น
“คุณหรีด” ยังประกาศชัดๆ ว่า งานหนึ่งของเธอคือล็อบบี้ยิสต์ ซึ่งทำมานานแล้ว แต่หลักๆ ตอนนี้จะเป็นล็อบบี้ยิสต์ประสานงานให้ธุรกิจปิโตรเคมีข้ามชาติแห่งหนึ่งที่ เคยมีแผนมาลงทุนในเมืองไทย
“ถึงไม่เป็นล็อบบี้ยิสต์ ยังไงเราก็ต้องรักษาคอนเนคชั่น หรีดทำรายการทีวีถ้าไม่รู้จักคน จะขายสปอร์เซอร์ได้ยังไง หรีดนั่งเป็นกรรมการที่บริษัทสามารถฯ ก็ต้องช่วยติดต่องาน ไม่ว่าอาชีพไหนก็ต้องมีคอนเนคชั่น”
คุณหรีดเล่าว่า ปีนี้เธอยอมตัดกิจกรรมหลายอย่างทิ้ง เพราะต้องเรียนควบ 2 หลักสูตร ทั้งวตท. และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ซึ่งบังเอิญได้เรียนทีเดียวพร้อมกัน จะสละสิทธิ์ก็เสียดาย โดยเฉพาะวปอ.ที่อยากเรียนมาก เฝ้ารอมานานถึง 3 ปี
.......................................
เมื่อคนที่ประสบความสำเร็จสูง ในชีวิตระดับผู้นำมาเรียนหนังสือร่วมกันเกือบร้อยชีวิต จะให้ชั้นเรียนของนักศึกษาวตท. “ธรรมดาๆ”ได้อย่างไร
ด้วยเพียบพร้อมทั้งสถานที่ เรียน และผู้บรรยายตั้งแต่ระดับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงบิ๊กๆ ในหน่วยงานราชการ ขณะที่งานเลี้ยงสังสรรค์ที่แบ่งกลุ่มกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละสัปดาห์ ต่างงัดพลังศักยภาพออกมาสร้างความประทับใจกันเต็มที่
แค่ครั้งแรก กลุ่ม ”คุณหรีด” ก็สร้างความฮือฮาลงทุนยกบริการสปามาไว้บริการเพื่อนๆ พร้อมหมอนวด และเตียงให้บริการยกหน้าเด้ง
แต่ที่ลือลั่นสะท้านวงการกว่า ใครคือกลุ่มของกนกศักดิ์ ปิ่นแสง ที่ลงทุนยกห้องอาหารลอดจิมป์สุดหรูจากโอเรียนเต็ลมาให้บริการ ลือกันว่ามื้อนั้นไม่ต่ำกว่าหลักล้าน
“ที่นี่มีเอกชนมาเรียนเยอะ ข้าราชการน้อย คนที่มีฐานะก็ใจกว้างอยากจะบริการเพื่อนๆ“ อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ศาลฎีกา เล่า
อดิศักดิ์ เป็นหนึ่งในนักศึกษากลุ่มผู้พิพากษา อัยการ หลายคนที่เข้ามาเรียนร่วมหลักสูตรเพิ่มพูนความรู้ตลาดทุนที่นี่ กลุ่มผู้พิพากษาที่จบไปรุ่นก่อนๆ กลับไปพูดถึงหลักสูตรกันอื้ออึง บอกว่าเรียนแล้วเหมือนได้มาคลายเครียด
“ปกติงานของผู้พิพากษาก็หนัก และเครียดอยู่แล้ว หาความบันเทิงยาก เพราะต้องวางตัวอยู่ในกรอบไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ทุกคนพอถึงวัยนี้ ก็อยากจะมีความบันเทิงส่วนตัวบ้าง ถ้าเรียนวิชาการอย่างเดียวคงไม่มีใครอยากมา"
0 0 0
นี่ก๊อปมาจากบางส่วนของรายงานพิเศษในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง “Leader Society ... ห้องเรียนนี้มีแต่เฟิร์สคลาส” โดยดุลยปวีณ กรณฑ์แสง ซึ่งกล่าวถึงหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน หรือ “วตท.” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รุ่นที่ 9 ซึ่งมีพินิจ จารุสมบัติ เป็นประธานรุ่น มีนักการเมืองเช่น ไตรรงค์ สุวรรณคีรี, วิษณุ เครืองาม, อนุทิน ชาญวีรกูล, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ,พรเทพ เตชะไพบูลย์ มีวัชรกิติ วัชโรทัย จากสำนักพระราชวัง ขณะที่ฝั่งธุรกิจมีสุรางค์ เปรมปรีด์, ปณต สิริวัฒนภักดี (ซึ่งบอกว่าพี่ชาย ฐาปน สิริวัฒนภักดี มาเรียนตั้งแต่รุ่น 5 พี่เขย อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ผู้บริหารเบอร์ลียุคเกอร์ มาเรียนรุ่น 6)
คมชัดลึกยังมีรายงานเรื่อง “ควันหลง วตท.10 สปิริตเกิน 100” บรรยายงานรับน้อง วตท.10 ที่มีบุคคลระดับ “เฟิร์สคลาส” 350 คน ไปรวมกันที่รอยัลคลิฟบีช พัทยา เมื่อปี 2553 ว่า ละครเฮฮาที่จัดโดย “คุณหรีด” มีผู้แสดงตั้งแต่อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ที่ออกมาร้องเพลง “มนต์รัก วตท.” ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, ภริยาเอกอัครราชทูตอเมริกา, อนุทิน ชาญวีรกูล, พล.ต.อ. ดร.ชิดชัย วรรณสถิต, องอาจ คล้ามไพบูลย์ ขณะที่ “น้องรุ่น 10” ออกมารำเคียวเกี่ยวข้าว ได้แก่ "หมอเลี้ยบ" น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, คีรี กาญจนพาสน์, สุกัญญา ประจวบเหมาะ, ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา, ชัชวาล เจียรวนนท์, สงกรานต์ อิสสระ, ตัน ภาสกรนที
คนอื่นๆ ที่ชื่นมื่นสังสรรค์กันอยู่ในงานก็เช่น วราเทพ เทพกาญจนา, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, สนั่น และณัฐิกา อังอุบลกุล เป็นต้น
ฟังดูก็ตลกดี ในขณะที่คนข้างล่างแบ่งสีแบ่งฝ่าย ม็อบชนม็อบจะฆ่ากันตาย บุคคลระดับนำกลับสร้างคอนเนคชั่นโดยไม่ต้องเลือกข้าง
ศาลยุติธรรมส่งผู้พิพากษาระดับสูงมาเรียน วตท.รุ่นละคน อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ เป็นตุลาการชั้น 8 และเป็น 1 ใน 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่วินิจฉัยให้ยึดทรัพย์ทักษิณฐาน “ได้ประโยชน์โดยไม่สมควร” (เข้าใจว่าท่านเรียนจบวิทยาลัยตลาดทุนแล้วกลับไปยึดทรัพย์พอดี)
ผมชอบที่คุณหรีดเธอพูด ชัดเจนตรงไปตรงมาดี ในสังคมไทย Know How ไม่เท่า Know Who ที่มาเรียนนี่ก็เพื่อจะรู้จักคน
ถามว่าพวกที่มาเรียนหลักสูตรแบบนี้โง่หรือครับ แต่ละคนฉลาดทั้งนั้น ไม่งั้นไม่ประสบความสำเร็จหรอก ไม่ต้องเรียนเขาก็ทำมาหากินร่ำรวยอยู่แล้ว กะอีแค่มาฟังวิทยากรบรรยาย จะมีอะไรนักหนา สิ่งสำคัญมันอยู่ที่การสรวลเสเฮฮา ทำกิจกรรม แบ่งกลุ่มทำรายงานด้วยกัน แล้วก็เดินทางไปทัศนศึกษา ทั้งในและต่างประเทศด้วยกันต่างหาก
แล้วเวลาเดินทางไปทั้งเมืองไทยเมืองนอกเนี่ย ก็เป็นโอกาสที่พ่อค้านักธุรกิจ จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นข้าราชการ ในด้านที่ตัวเองถนัด ตั้งแต่แนะนำโน่นนี่ พาไปช็อปไปกินนอกรอบ (หรือพาไปดูแดงเดือด-ฮา)
เอ้า สมมติคนมาจากทรู จากเอไอเอส เวลาไปต่างประเทศ พี่จะทำโรมมิงไหม เดี๋ยวผมจัดการให้ โอ๊ยไม่ต้องพี่ ค่าใช้จ่ายเล็กน้อย บริษัทผมเอง ฯลฯ
แล้วต่อไป เวลาไปมาหาสู่มีความสัมพันธ์กัน หน่วยงานของพี่ยังขาดงบประมาณอะไรบ้างไหมครับ บริษัทผมมีงบ CSR ช่วยเหลือกันได้
คำถามคือ เวลาไปอบรม บ.ย.ส. บ.ย.ป.บรรดาเศรษฐีล็อบบี้ยิสต์เหล่านี้จัดเลี้ยงมื้อเป็นล้านหรือบริการสปา หรูกันไหม (กนกศักดิ์ ปิ่นแสง ก็ไปอบรม บ.ย.ส.) ผมเชื่อว่าศาลท่านคงไม่ยอมให้ประเจิดประเจ้อขนาดนั้น แต่เวลาไปทัศนศึกษา ไปทัวร์เมืองนอก หรือจัดกิจกรรมนอกสถานที่ล่ะ เวลานัดตีกอล์ฟ เวลานัดทำรายงานในภัตตาคาร ฯลฯ ใครจะตามไปตรวจสอบได้
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาตัวดี จ้องจะกินฟรีเที่ยวฟรี คบค้ามหาเศรษฐี ผมเชื่อว่าผู้พิพากษาตุลาการส่วนใหญ่ที่เข้าอบรมไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่เจตนาของนักธุรกิจ นักการเมือง หรือทนายความ เห็นชัดเจน แล้วระบบอุปถัมภ์พวกพ้องเส้นสายในสังคมไทย มันก็มาพร้อมกับน้ำใจ มารยาทสังคม ที่ปฏิเสธยากหากมีช่องให้คบหากันแล้ว
ตลกร้ายคือผู้ที่เปิดช่องให้พ่อค้านักธุรกิจมีโอกาสมาตีสนิทชิดเชื้อ “เข้าถึงตุลาการ” กลับเป็นสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลปกครองเสียเอง
น่าสังเกตด้วยว่า นอกจากมีโอกาสตีซี้ผู้พิพากษาตุลาการแล้ว พ่อค้านักธุรกิจยังมีโอกาสใกล้ชิดข้าราชการในพระองค์ รวมทั้งสื่อมวลชน ซึ่งได้รับเชิญเข้าอบรม บ.ย.ส. บ.ย.ป.รุ่นละ 2-3 คน (เข้าใจว่าได้ตั๋วฟรีหรือตีตั๋วเด็ก)

ใครจัดคิว
หลักสูตร บ.ย.ป.รุ่นที่ 4 ระบุค่าสมัครไว้ 120,000 บาทต่อหัว รวมค่าเดินทางไปทัศนศึกษาต่างประเทศ
แต่หลักสูตร บ.ย.ส.ไม่กำหนดค่าสมัครไว้ ไม่ทราบว่าเก็บตังค์ หรือเรียนฟรี แบบศาลยุติธรรมออกให้หมดแถมค่าสมุดดินสอ
ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะเรียนฟรี เพราะเท่าที่ทราบ สำนักงานศาลยุติธรรมจ่ายให้ผู้บรรยายตามระบบราชการ ชั่วโมงละ 600 บาทเท่านั้น (ถ้าเก็บตังค์เป็นแสน แบบหลักสูตรปริญญาโท เขาคงจ่ายแพงกว่านี้)
คำถามคือแล้วเวลาเดินทางไปดูงานต่างประเทศล่ะ ใครจ่าย อย่าบอกนะว่าสำนักงานศาลยุติธรรมจ่าย ควักงบประมาณพานักธุรกิจนักการเมืองล็อบบี้ยิสต์ไปเที่ยวเมืองนอกกับผู้ พิพากษา
หรือว่าให้ลงขันกันเอง อันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันไม่ใช่แค่ค่าโรมมิ่ง หรือพาไปกินไปช็อปปิ้ง แต่จะบานปลายกว่านั้น
ขอฝากเป็นข้อกังขา เพราะสำนักงานศาลยุติธรรมไม่เปิดเผยว่าคิดค่าสมัครเท่าไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ อันที่จริงหลักสูตรโด่งดังซะขนาดนี้ อย่าว่าแต่เงินแสนเลย 2-3 แสนหรือมากกว่านั้น นักธุรกิจก็พร้อมจ่าย จะเปิดประมูลก็ยังได้ สมมติเช่น บ.ย.ส.รุ่นนี้เรามีประธานศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายเข้าอบรมด้วยนะ พวกล้มบนฟูกใครอยากศึกษาหาความรู้ใส่ตัวบ้าง ขอเชิญประมูลออนไลน์ รีบด้วย ที่นั่งมีจำกัด
พูดเป็นเล่น แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีมูล เพราะเมื่อหลักสูตรยอดฮิตอย่างนี้ มีคนเข้าคิวรอสมัครตั้งแต่ศาลฎีกา สนามหลวง ไปถึงศาลอาญา รัชดา ก็ต้องเกิดคำถามว่า แล้วสำนักงานศาลยุติธรรม หรือสำนักงานศาลปกครอง ท่านมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคนอย่างไร ทำไมคนนั้นได้เข้าอบรม ทำไมคนนี้ไม่ได้เข้าอบรม ทำไมตัวแทนบริษัทนี้ได้บ่อยจัง ทำไมตัวแทนบริษัทนั้นเข้าไม่ได้เลย
ศาลท่านอาจมีกุศลจิต แต่ผู้สมัครเข้าอบรมไม่ได้มีกุศลจิตเสมอไปนะครับ พวกปากหอยปากปูก็เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เขาแข่งขันช่วงชิงผลประโยชน์มหาศาลกันอยู่ เขาสู้กันทุกปริมณฑล ท่านเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวังวนของเขา ก็เลี่ยงไม่ได้
แม้กระทั่งการแบ่งกลุ่มย่อยตอนเข้าอบรม ยังมีเสียงซุบซิบเลยว่าทำไมตัวแทนบริษัทนั้นได้เข้ากลุ่มกับตุลาการคนนี้ มีเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ฯลฯ
ศาลยุติธรรมยังไม่เท่าไหร่ แม้จะว่าคดีแพ่ง คดีล้มละลาย คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีผู้บริโภค ก็อาจเกี่ยวข้องกลุ่มธุรกิจเพียงบางครั้ง แต่ศาลปกครองสิครับ เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องสัมปทานรัฐ อย่างเช่นการประมูล 3G สัญญาระหว่างบริษัทมือถือกับ ทศท. กสท. ฯลฯ หรือเรื่องโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ที่พ่นมลภาวะใส่ชาวบ้าน
ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่กลุ่มธุรกิจและสำนักงานกฎหมายแห่ไปอบรม บ.ย.ป.เพียบ บางกลุ่มก็ชนกันเอง เช่น ทรู กับบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากทรูทำคดีมือถือทั้งหมด ตัวแทนบริษัทนี้เข้าอบรมทั้งรุ่น 2 รุ่น 3 โดยมีปริศนาคำทายว่าลูกสาวบิ๊กตุลาการคนไหนเอ่ย ทำงานอยู่บริษัทนี้ด้วย
ที่จริงก็เป็นเสรีภาพในการประกอบอาชีพสุจริต เชื่อว่าไม่มีนอกไม่มีนัยอะไร แต่พอมันมีจุดไขว้กันก็อดอึดอัดใจแทนไม่ได้
ปัญหาการคัดเลือกคนเข้าอบรม สถาบันพระปกเกล้าเคยโดนวิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว ในการคัดคนเข้าอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตร​ผู้นำยุค​ใหม่​ในระบอบประชาธิป​ไต ย รุ่นที่ 1 ​ซึ่งมี 120 รายชื่อ แต่ผลออกมา ตามโปรยข่าวไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 “วุฒิสารแจงไม่มีเลือกปฏิบัติ แต่พบกว่า 70% ข้องเกี่ยว "กลุ่มทุน-นักการเมือง" ผงะ! เครือข่าย สนช.ติดโผพรึ่บ”
มันน่าเศร้าเพราะหลักสูตรนี้สถาบันพระปกเกล้าออกค่าใช้จ่ายให้หมด “เรียนฟรี” แต่ดูชื่อคนที่มาเรียนมีแต่ตระกูลดังๆ ลูกหลานนักการเมือง นักธุรกิจ เช่น ธนา เธียรอัจฉริยะ อดีตผู้บริหารดีแทค, วิชญะ เครืองาม (ลูกวิษณุ หลานบวรศักดิ์ ทำงานเป็นนักล็อบบี้ให้ทรู) ชลาทิพย์ พุกผาสุข ลูกสาว พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข นารถสินี ยุติธรรมดำรง ลูกสาวพชร ยุติธรรมดำรง ลูกสาวอดีตอัยการสูงสุด พีรพล สุวรรณฉวี ลูกชายไพโรจน์ สุวรรณฉวี เป็นต้น
หลักสูตรนักบริหารระดับสูงของ ก.พ.ก็ฟรีนะครับ ไปเมืองนอกฟรีด้วย แต่นั่นเขาจำกัดเฉพาะข้าราชการ ไม่มีภาคเอกชน
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า ผู้เคยร่างหลักสูตรให้ วปอ.ยอมรับว่าระยะหลังมี “นักล่าหลักสูตร” เข้ามาเยอะมาก ราว 1 ใน 4 ของผู้เรียน หลักสูตร ปนป.ของสถาบันพระปกเกล้า ยอมรับว่ามีลูกคนใหญ่คนโตมาเรียน แล้วพอรุ่น 1 ประสบความสำเร็จ รุ่น 2 ก็มากันเต็ม แต่ท่านมองว่าหลักสูตรที่เสี่ยงมากกับผลประโยชน์ทับซ้อนคือ หลักสูตรของ กกต.หลักสูตรของศาลยุติธรรม และหลักสูตรของศาลปกครอง ซึ่งถ้าสร้างคอนเนคชั่นเชื่อมไปยังผู้พิพากษาได้ ก็เสี่ยงมาก
แต่ไหนๆ ก็เปิดหลักสูตรฮิตมาถึงขนาดนี้แล้ว ศาลยุติธรรมกับศาลปกครองคงไม่ยุบหลักสูตรง่ายๆ กระมังครับ ท่านคงถือว่าท่านมีเจตนาบริสุทธิ์ ถึงร่วมทำกิจกรรมก็เป็นเรื่องการกุศล อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนกันยายน ประธานศาลปกครองท่านก็เพิ่งไปปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติกับ บ.ย.ป.รุ่น 2 ที่มีนพดล พลเสน ประธานที่ปรึกษากองทุนอนุรักษ์มรดกโลกห้วยขาแข้ง (อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยผู้ถูกตัดสิทธิ วันก่อนยังเห็นไปร่วมงานศพลูกชายชาดา ไทยเศรษฐ์) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในพื้นที่
ผมก็ไม่ได้เรียกร้องให้ยุบ แต่อย่างน้อยทั้งสองศาลก็น่าจะประกาศหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ว่าคัดเลือกคนอย่างไร ตามคิว หรือตามคุณสมบัติ เพื่อขจัดเสียงนกเสียงกา โดยเฉพาะศาลยุติธรรม น่าจะชี้แจงด้วยว่าใช้งบประมาณจากไหน อย่างไร


อ่านตอนก่อนหน้า                                                                                             
ใบตองแห้ง...ออนไลน์: พรรคพวกเพื่อนศาล Fast Track (1)

เสรีนิยมไปกันได้ด้วยดีกับเศรษฐกิจพอเพียง?

ที่มา ประชาไท

 

เมื่ออาจารย์คณะพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากคณะรัฐประหาร พ.ศ.2550 มาตรา  84 (1) ข้อความว่า รัฐต้องดำเนินการตามนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อไปนี้ “สนับ สนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน   โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบท บัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน  เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ...”  ทำให้เกิดความสงสัยอย่างมาก เมื่อเหลียวกลับไปมองมาตราที่อยู่ด้านบนมาตรา 84  เพราะมีข้อความที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงต่อความรู้สึกที่เคยรับรู้ผ่าน สื่อสารธารณะในสังคมไทยกล่าวคือ มาตรา 83 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า “รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
ทั้งสองมาตราเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินนโยบายตาม ที่ระบุไว้นี้ จะทำเป็นอย่างอื่นมิได้  คำถามที่ชวนให้สงสัยก็คือ  เศรษฐกิจพอเพียงกับเสรีนิยมอยู่ด้วยกันได้ด้วยหรือ แล้วหน้าตาของนโยบายการปฏิบัติจะออกมาอย่างไร ในเมื่อฝ่ายหนึ่งบอกให้พอเพียง กินใช้เท่าที่ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ไม่โลภ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นหนี้ กับอีกฝ่ายที่ส่งเสริมการแข่งขัน การค้ากำไร โดยไม่มีเส้นจำกัดขีดกั้น ?
ต่อเมื่อได้คิดทบทวน วิเคราะห์แล้วจึงได้คำตอบว่า ทั้งสองสิ่งไปด้วยกันอย่างลงรอย สอดคล้องสนับสนุนซึ่งกันและกันในบริบทของสังคมไทย ด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
เสรีนิยม (libertarian) พวกเสรีนิยมเชื่อว่า มนุษย์เป็นเจ้าของร่างของตนเอง เพราะร่างกายคือสิ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด อยู่กับเรา และไม่มีใครสามารถพรากไปจากเราได้ มนุษย์จึงมีเสรีอย่างเต็มที่ที่จะกระทำใด ๆ ต่อร่างกาย  การถูกใช้กำลังทำร้าย บังคับ ควบคุมต่อร่างกายถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิที่ติดตัวมาพร้อมกับร่างกาย  ดังนั้น พวกเสรีนิยมเมื่อได้ลงแรงไปกับการทำงานใด ๆ เพื่อผลิต สร้าง ทางเศรษฐกิจด้วยร่างกายที่ตนเป็นเจ้าของแล้ว  ผลผลิตที่ได้มาจากแรงงานนั้นจะต้องตกแก่ตนผู้เป็นเจ้าของแรงงาน ทรัพย์สินที่เกิดขึ้น   ผลผลิตจากการค้า การลงทุน จึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่พึงแบ่งปัน หรือกระจายให้กับใคร เพราะเมื่อผู้อื่นไม่ได้ลงแรงผลิตก็ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับ เช่นเดียวกันเมื่อรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกราคาทำให้ผลกำไรที่เคยได้รับน้อยลงไป ทั้งที่ตนเองลงแรงเท่าเดิมตามกลไกตลาด ในทัศนะของพวกเสรีนิยมย่อมไม่สามารถยอมรับได้
ความยุติธรรมของเสรีนิยมจึงเป็นเรื่องของการที่รัฐต้องไม่เข้ามายุ่ง เกี่ยวแทรกแซงกับการจัดโครงสร้างการกระจายรายได้ให้ทั่วถึงและเท่าเทียม  ในสายตาของคนกลุ่มนี้ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า สังคมไม่เป็นธรรม ในทางตรงข้าม มันเป็นธรรมดีอยู่แล้ว เพราะคนจนไม่มีความสามารถมากพอที่จะหารายได้หรือทรัพย์สินได้เท่ากับคนรวย  รัฐจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมาบังคับด้วยการจัดสรรงบประมาณ หรือจัดเก็บภาษีเพื่อให้นำเงินของคนรวยไปช่วยคนจน เพราะมันละเมิดสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินเสมือนเป็นการขโมยแรงงานไปให้ คนยากจนที่ด้อยกว่า
เสรีนิยมให้เหตุผลว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สิน รายได้ เป็นการใช้แรงงานมันสมองของตนเองไปเพื่อแสวงหาทรัพยากรที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงและหยิบฉวยมาใช้ประโยชน์ได้ ภายใต้สิทธิที่สังคมเปิดโอกาสให้ทุกคนเท่าเทียมกัน  เพราะโดยเริ่มแรกแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านั้น ใครก็ตามที่มีความสามารถก็ย่อมหยิบฉวยเอาได้เท่าที่มีกำลังแรงงานที่จะไขว่ คว้าหามาได้   และตราบเท่าที่ยังคงมีทรัพยากรเหลืออยู่ก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดยับยั้งการแสวง หา  ขอเพียงอยู่ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรีและได้ทรัพยากรเหล่านั้นมาโดยชอบด้วย กฎหมาย
วิธีอธิบายแบบนี้คือคำอธิบายของผู้มีอำนาจที่มั่งคั่ง ร่ำรวย และเป็นผู้เข้าถึงทรัพยากรโดยง่าย ซึ่งไม่ต่างจาก
เศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการที่เรียกกันติดปากว่า “หลักสามห่วง สองเงื่อนไข”  กล่าวคือ หลักพอประมาณ  มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ส่วนสองเงื่อนไขได้แก่ เงื่อนไขคุณธรรม และเงื่อนไขหลักวิชาความรู้ แต่ต่อมามีการเพิ่มเงื่อนไขที่สามคือ เงื่อนไขการดำเนินชีวิต หมายถึงการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียร   หลักการที่กล่าวมา เมื่อถูกนำมาปฏิบัติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีกลุ่มเป้าหมายของการเผยแพร่และชี้บอกให้รับแนวทางนี้ไปใช้ในการดำเนิน ชีวิต ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร ชาวนาผู้ยากจน จะเห็นได้ว่า ตัวอย่างแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงล้วนเป็นการดำเนินชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ มีเหลือจึงขาย ผลิตสิ่งของใช้เอง และดำเนินชีวิตแบบสมถะเรียบง่าย ชีวิตแบบพอเพียง คือชีวิตของชาวนาที่ไม่เป็นหนี้เป็นสิน ไม่โลภ ใช้ชีวิตในถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่อพยพเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาทำงานในเมือง
ลักษณะการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวนา นี้อธิบายได้ว่า ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองเพราะมีความพอประมาณ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่คิดแสวงหารายได้จากโยกย้ายแรงงาน มีเหตุมีผล เพราะไม่เป็นหนี้  และมีภูมิคุ้มกัน เพราะมีอาหารจากการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่วนเงื่อนไขคุณธรรมในทางปฏิบัติ คือการแบ่งปัน และการแสวงหาความรู้ ซึ่งก็ไม่พ้นการเข้าอบรมหรือเข้าโครงการพัฒนาที่หน่วยงานภาครัฐมาชี้บอกให้ ทำ
เงื่อนไขข้อสุดท้าย ช่วยตอกย้ำ การพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่โดยไม่ดิ้นรน แข็งขืน ต่อสู้ เพราะบอกให้ต้องอดทน และมีความเพียร สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพึ่งตนเองให้ได้ การพึ่งตนเองได้ ย่อมหมายถึงไม่พึ่งคนอื่น และไม่จำเป็นที่จะต้องให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือ  เมื่อฐานะดีขึ้นก็สามารถบริโภคขยายกิจการได้ ดังเช่นที่ระบุไว้ในทฤษฏีใหม่ 3 ขั้น คือ ขั้นแรกให้ทำเพื่อพึ่งตัวเองให้ได้ เรียกว่าขั้นต้น ขั้นต่อมาคือขั้นกลาง ได้แก่ การรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจภายในชุมชนเพื่อค้าขายกับชุมชนใกล้เคียง และขั้นสุดท้ายคือการรวมกันเป็นเครือข่ายขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น
เศรษฐกิจพอเพียงจึงสนทนาบอกเล่าโดยตรงกับคนยากจน เกษตรกรในชนบท ไม่ให้เข้ามาแข่งขัน แย่งชิงในระบบเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม และให้ก้มหน้ายินยอมรับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ และดำเนินชีวิตภายใต้ความพอเพียงในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก สามชาย ศรีสันต์ ระบบความคิดเชิงคำสั่งในวาทกรรม “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง”, วารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 10 ฉบับที่1)
หลักปรัชญาทั้ง 2 มีความสอดคล้องลงรอยกันในความเชื่อพื้นฐานดังต่อไปนี้
1. ทั้งสองไม่เห็นด้วยที่จะปรับโครงสร้างการกระจายรายได้ให้เป็นไปอย่างเป็น ธรรม เสรีนิยมเห็นว่า รัฐไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวจัดการแทรกแซงราคาผลผลิต หรือกำหนดมาตรการภาษี  ขณะที่เศรษฐกิจพอเพียงมองว่า ชาวนาไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหารายได้ด้วยผลิตเพื่อขาย เพราะทำให้เป็นหนี้สิน แต่ควรหันมาผลิตเพื่อบริโภค
2. ทั้งสองมีฐานคิดว่าทรัพยากรมีอยู่อย่างเพียงพอรอให้ประชาชนลงทุน ลงแรงเข้าไปแสวงหาครอบครอง โดยทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องไปปรับโครงสร้างการกระจายทรัพยากรอีก จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงกล่าวถึงที่ดิน 5 ไร่ สำหรับทำการเกษตรผสมผสานเป็นต้นทุนตั้งต้น แต่ไม่เคยกล่าวว่าจะนำที่ดิน 5 ไร่ และแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตรมาจากไหน
3. ทั้งเศรษฐกิจพอเพียงและเสรีนิยมไม่จำกัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ถ้ามีเงินมีกำลังก็สามารถผลิต - บริโภคได้ตราบเท่าที่ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
4. ข้อเสนอยืนอยู่บนฐานที่ว่า โครงสร้างทางสังคมมีความเป็นธรรมอยู่แล้ว การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดก็ย่อมได้ราคาสูง ส่วนการผลิตที่ขาดคุณภาพ ไม่เป็นที่ต้องการย่อมได้ราคาต่ำ สังคมไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ กดราคา ใช้อำนาจที่ทำให้สินค้าและบริการบางประเภทมีราคาต่ำ แต่บางประเภทมีราคาสูง เช่น ข้าวเปลือก กับข้าวสาร เมื่อสังคมมีความเป็นธรรมอยู่แล้วจึงต้องแก้ไขที่ตัวปัจเจกเองไม่ใช่แก้ไข ที่โครงสร้าง
5. ปล่อยให้การแลกเปลี่ยน แบ่งปัน ช่วยเหลือ เป็นไปด้วยความสมัครใจแบบปัจเจกบุคคล โดยที่รัฐไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ให้เป็นเรื่องของการสงเคราะห์ เยียวยา ด้วยจิตเมตตาของคนรวยที่จะช่วยเหลือคนจนตามหลักคุณธรรมที่ผู้ปกครองในฐานะ ปัจเจกบุคคลพึงมี
6. ฐานคติความเชื่อข้างต้น เป็นสิ่งที่ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์โต้แย้ง เศรษฐกิจพอเพียงบอกให้มีศรัทธาเหมือนศรัทธาในศาสนา เพราะหลักปรัชญาอิงอยู่กับศาสนาพุทธ ขณะที่เสรีนิยมบอกว่าเป็นสิทธิที่ติดมาตั้งแต่เราเกิด
สิ่งที่สอดคล้องเชื่อมประสานกันประการสุดท้ายคือ ทั้งสองผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียม ช่วยธำรงค์รักษาสังคมของการเอารัดเอาเปรียบให้ฝ่ายผู้ครอบครองทรัพยากรมี สิทธิอำนาจที่อยู่เหนือกว่าให้อยู่ในสถานะตำแหน่งที่เหนือกว่าต่อไป โดยมีคำอธิบายสาเหตุของความยากจนคล้ายคลึงกันคือ เป็นเหตุปัจจัยอันเนื่องมาจากบุคคลผู้ยากจนที่กระทำต่อตัวเอง ฉะนั้นจึงต้องแก้ด้วยตนเอง อย่าไปเรียกร้องให้ใครมาหยิบยื่นช่วยเหลือ

นักปรัชญาชายขอบ: ขันติธรรมระหว่างศาสนา (Religious Tolerance)

ที่มา ประชาไท

 

มองจากความคิดเสรีนิยม “ขันติธรรม” (tolerance) ความอดทน ความมีใจกว้าง (รวมทั้งการมีสปิริตให้อภัย) ต่อความเห็นต่าง เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมพหุนิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม ขันติธรรมที่ว่านี้มีความจำเป็นทั้งในแง่ว่า เราจะไม่ใช้เสรีภาพของตนเองไปละเมิดคนอื่น หรือไม่ใช้ความเชื่อในศาสนาของตัวเองไปตัดสินความเชื่อในศาสนาอื่น หรือไม่ใช้เสรีภาพในนามเสรีนิยมไปละเมิดความเชื่อ/หลักการของศาสนาต่างๆ ดังเช่นการสร้างภาพยนตร์ เขียนหนังสือดูหมิ่นศาสดาของศาสนาอื่น หรือการกระทำดังภาพหญิงสาวคร่อมพระพุทธรูปดังภาพข้างล่างนี้ โดยอาจจะคิดว่าตนเองอ้างเสรีภาพตามหลักเสรีนิยม (ซึ่งไม่ใช่)
(ภาพจาก Snook)
แต่ความหมายที่สำคัญกว่านั้นของขันติธรรมก็คือ การตอบโต้ต่อการถูกดูหมิ่นซึ่งเรามีความจำเป็นต้องตอบโต้ต่อการหมิ่นประมาท ตัวเรา หรือการหมิ่นศาสดา ศาสนา ความเชื่อของเราภายใต้ขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น เช่น การประณาม การเรียกร้องให้ขอโทษ การประท้วงอย่างสันติ หรือการแจ้งความเอาผิดตามกฎหมาย (ที่เป็นประชาธิปไตย) เราไม่มีสิทธิ์ใช้กำลังหรือความรุนแรงทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น เพื่อระบายความโกรธแค้นอย่างไร้มนุษยธรรม
กรณีชาวมุสลิมในบังคลาเทศเผาวัดพุทธ 5 แห่ง สะท้อนการขาดขันติธรรมระหว่างศาสนา (Religious Tolerance) อย่างน่าวิตก เริ่มจากการขาดขันติธรรมของชาวพุทธคนหนึ่งที่โพสต์ภาพตนเองเหยียบคัมภีร์ของ ศาสนาอิสลามขึ้นเฟซบุ๊ก เป็นเหตุให้เกิดการโต้ตอบที่ขาดขันติธรรมยิ่งกว่าของชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ เผาวัดพุทธ 5 แห่งและก่อจลาจลทำลายบ้านเรือนร่วม 100 หลัง
(ภาพจากคม ชัด ลึก)
ไม่ว่าเราจะมองจากหลักมนุษยธรรม หลักเสรีนิยม สิทธิมนุษยชน หรือหลักการของแต่ละศาสนาเอง เราไม่มีทางจะยอมรับการการหมิ่นศาสนาว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ และยิ่งไม่อาจยอมรับการตอบโต้ที่รุนแรงของกลุ่มศาสนิกบางกลุ่มของศาสนาใดๆ ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ
ผมเข้าใจว่าหลักขันติธรรมตามความคิดเสรีนิยมนั้น นอกจาจะวางอยู่บนพื้นฐานของการเคารพความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ฯลฯ แล้ว ยังเป็นหลักการที่ยอมรับสมมติฐานว่า เป็นไปได้ที่ในโลกของความเป็นจริงจะมีการด่า การประณาม นินทาว่าร้าย ฯลฯ เกิดขึ้นได้เสมอ อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ก็ว่าได้ อย่างที่พูดกันว่า “ห้ามไฟไม่ให้มีควัน...ให้ได้ก่อน ค่อยห้ามคนด่าหรือนินทา”
แน่นอน การแสดงออกในลักษณะต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นการหมิ่นศาสดา หมิ่นศาสนา เช่น ผู้หญิงโพสต์ท่าถ่ายรูปคร่อมพระพุทธรูป การสร้างพระพุทธรูปในรูปลักษณ์แปลกๆ เอาพระพุทธรูปไปเป็นเครื่องตกแต่งประดับในโรงแรม สปา ฯลฯ หรือการแต่งนิยาย เขียนหนังสือ สร้างภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพของพุทธะในด้านตรงข้ามกับที่ชาวพุทธเชื่อคงจะมี ต่อไปเรื่อยๆ และอันที่จริงการด่าประณาม กระทั่งการลอบทำร้าย ลอบฆ่าพุทธะก็มีมาแล้วในสมัยพุทธกาล แต่พุทธะก็วางหลักให้ชาวพุทธตอบโต้การกระทำเหล่านั้นด้วยขันติธรรม
ดังในโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งเป็นหลักการในการเผยแผ่พุทธศาสนาในระยะเริ่มแรก นั้น พุทธะให้ชาวพุทธมีขันติธรรม ไม่กล่าวร้าย ทำร้าย หรือฆ่าใคร แต่ให้ตอบโต้การกระทำของฝ่ายอื่นๆ ด้วยการมีสติ ไม่โกรธ ใช้เหตุผล และที่จริงแล้วขันติธรรมตามคำสอนพุทธศาสนานั้นเข้มงวดมากถึงขนาดว่า “ผู้ที่ยังจิตให้โกรธคนที่กำลังใช้เลื่อยตัดร่างกายของตนให้ขาดเป็นสองท่อน ย่อมไม่ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของตถาคต” นี่แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนามองว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมหรือความถูกต้องมีค่าในตัวมันเอง ไม่ได้เอาผลมาตัดสิน ในกรณีนี้ความไม่โกรธมีค่าในตัวมันเอง การถูกฆ่าไม่ใช่ผลอันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความไม่โกรธกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ต้องไปได้
ถามว่า หากชาวพุทธไม่ทำตามหลักขันติธรรมของพุทธศาสนา การตอบโต้ใครก็ตามด้วยวิธีรุนแรงต่างๆ เช่น การเรียกร้องให้ออกกฎหมายเอาผิดคนที่หมิ่นศาสดา การตอบโต้ด้วยความโกรธ ความเกลียดชัง ความแค้น การตั้งค่าหัว การฆ่า ฯลฯ วิธีการแบบนี้จะมีประสิทธิภาพขจัดคนที่หมิ่นศาสดาให้หมดไปจากโลกนี้จริงๆ หรือ
ในทำนองเดียวกันอะไรที่สังคมเราทำให้เป็นศาสนา เช่น “อุดมการณ์ราชาชาตินิยมศักดิ์สิทธิ์” ที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า “ศาสนาทางโลก” (secular religion) ที่อิงความศักดิ์สิทธิ์ของสมมติเทพหรือพระสยามเทวธิราช ก็ต้องเผชิญกับคำถามอย่างที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งคำถามว่า
(ภาพจาก fb นิธิวัต วรรณศิริ)
เราจำเป็นต้องพูดกันให้ชัดๆ ว่าอะไรที่สวม “เสื้อคลุมศาสนา” (ทำ/แสดงออกในนามศาสนา) มันไม่ใช่ "ศีลธรรม" เสมอไป การทำการตลาดหากินกับศรัทธาของชาวบ้าน การใช้อำนาจปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ การตอบโต้คนที่ดูหมื่นศาสดาของตนด้วยวิธีรุนแรง ฯลฯ สิ่งพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องศีลธรรม มันคือการทำลายศีลธรรม เพราะศีลธรรมต้องเคารพความเป็นมนุษย์ ต้องมีขันติธรรมต่อความเห็นต่าง มีขันติธรรมแม้กระทั่งต่อการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ใช้เพื่อนมนุษย์เป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ หรือระบายความเคียดแค้น
ว่าตามจริง นักเสรีนิยมไม่ได้อ้างหลักขันติธรรมต่อความเห็นต่างในฐานะเป็น “สัจธรรมศักดิ์สิทธิ์” ไม่เหมือนบรรดาศาสนิกของศาสนาต่างๆ ที่อ้างความศักดิ์สิทธิ์ของศาสดา ของสัจธรรมคำสอน อ้างแนวคิดสันติภาพของศาสนาตนว่าเลอเลิศกว่าแนวคิดสันติภาพใดๆ ในโลก อ้างความรัก การให้อภัย กระทั่งความไม่มีกิเลส ความเมตตาต่อสรรพสัตว์ แต่เราก็พบว่านักเสรีนิยมที่ยอมรับความมีกิเลส บางคนไม่มีศาสนากลับแสดงออกว่า เขามีขันติธรรมต่อความเห็นต่างมากกว่าคนเคร่งศาสนา หรือพูดให้ตรงคือขันติธรรมที่นักเสรีนิยมมี “เหนือกว่า” บรรดาศาสนิกที่เคร่งศาสนาก็เนื่องมาจากที่พวกเขาต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจาก อิทธิพลความเชื่อทางศาสนาต่างๆ และความสัตย์ซื่อต่อความเป็นมนุษย์ของตนนั่นเอง
ผมเองไม่ได้เรียกร้องหรือคาดหวังว่า บรรดาศาสนิกที่เคร่งศาสนา ผู้รักศาสนา หรือแสดงออกว่าปกป้องศาสนาของตนเองจะต้องมีมาตรฐานสูงส่งตามหลักการของศาสนา ตน เช่น ไม่มีกิเลส มีสติ ไม่โกรธ ให้อภัย รักศัตรูเหมือนรักตนเอง ยึด “ความเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ” ที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ผมขอเพียงแค่อยากเห็นการแสดงออกของเขาเหล่านั้น “มีขันติธรรมในมาตรฐานเดียวกับเสรีนิยม”
หากศาสนาต่างๆ ไร้ศีลธรรมแม้ระดับพื้นฐานที่สุดคือระดับ “ขันติธรรม” ต่อความเห็นต่างตามมาตรฐานเสรีนิยม ก็ป่วยการที่จะป่าวประกาศความสูงส่งใดๆ ในหลักศาสนาของตน และการแสดงออกใดๆ ในนามการปกป้องศาสนาอย่างขาดขันติธรรม ย่อมเป็นการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทำลายสันติภาพอันเป็นเป้าหมายของแต่ละ ศาสนาเอง และของสังคมมนุษย์
ความเป็นไปได้ทางหนึ่งที่โลกเราจะมีขันติธรรมระหว่างศาสนา คือการที่ศาสนิกในแต่ละศาสนาต้องตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์กันเอง และปฏิเสธการแสดงออกใดๆ ในทางศาสนาที่ไม่มีขันติธรรม รวมถึงการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ใดๆ อย่างไม่ตรงไปตรงมา หรือขัดแย้งกับหลักการของศาสนาตนเอง อันเป็นหลักการที่เคารพคุณค่าของมนุษย์และสันติภาพของโลก

เ(ค)รื่องพระ เ(ค)เรื่องเพศในไตรปิฎก ตอนที่ 1 ความเป็นชายชาตรี

ที่มา ประชาไท


ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
พุทธศาสน์ของราษฎร
หากเรื่องการโกหกเป็นเรื่องที่ถือว่า “เบาที่สุด” ในการละเมิดศีลละเมิดธรรมในชีวิตประจำวันแล้ว สิ่งที่สะเทือนใจชาวพุทธในสังคมไทยมากที่สุดคงไม่ต้องเดากันให้ยาก นั่นก็คือ การละเมิดพรมแดนทางเพศ สำหรับเพศบรรชิตการละเมิดข้อห้ามทางเพศ ถือเป็น “เรื่องต้องห้าม” อย่างถึงที่สุด เพราะแม้ว่า เรื่องใหญ่อย่างปัญหาการตีความพระธรรมวินัยที่ผิดเพี้ยนกันไป วินัยที่ต่างกันไประหว่างพระป่า พระบ้าน ก็ไม่สู้กับการละเมิดพรมแดนดังกล่าว ที่ถือกันว่าเป็น “อนันตริยกรรมทางสังคม” ที่ไม่อาจให้อภัย ต้องตราบาปไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง
ความศักดิ์สิทธิ์กับความชิบหายอันเนื่องมาจาก เ(ค)รื่องเพศของพระ

ด้วยว่า ฐานคิดแบบเถรวาทไม่ยอมรับ และไม่รองรับสถานภาพของภิกษุณี ดังนั้นอารามจึงเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าชายผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยฉากหน้าแล้วพวกเขาถูกคาดหวังว่าเป็นผู้ที่ฝึกเพื่อที่จะเข้าถึงความเป็น “อภิมนุษย์” “พระอรหันต์” หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ โดยเฉพาะเถรวาทประเทศไทยที่เน้นเรื่องพระวินัยและความบริสุทธิ์ที่อ้างว่า ยึดโยงกับพระวินัยอย่างคอขาดบาดตาย (แต่แน่นอน ส่วนใหญ่ก็เลือกเคร่งครัดบางข้อและปล่อยวางหลายข้อที่ให้ประโยชน์กับตน โดยเฉพาะการยุ่งเกี่ยวกับเงิน, กรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าสงวน-อุทยานแห่งชาติ ฯลฯ)
รอบ 50 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าข้อกล่าวหาที่สร้างความหายนะให้กับพระสงฆ์ไทยที่ร้ายแรงที่ สุดก็คือ “เรื่องเพศ” คดีอุกฉกรรจ์ที่แม้แต่สฤษดิ์ ธนะรัชต์เองก็ยังละอายก็คือ การป้ายสีพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ว่า “มีอะไร” กับพระลูกศิษย์ จนถูกจับสึกในทศวรรษ 2500 เราไม่พบว่า พระสงฆ์ถูกบีบ ถูกกดดันมากนักในข้อหาอื่นๆ แม้แต่ข้อหาที่ฝ่ายขวากล่าวหาพุทธทาสว่าเป็น คอมมิวนิสต์ เนื่องจากข้อเขียนที่ยั่วล้อศัพท์แสงทางการเมือง และการหยิบยืมศัพท์ของฝ่ายซ้ายมาใช้อย่างถูกๆ ผิดๆ แต่ผ้าเหลืองและลูกศิษย์ก็ยังคุ้มครองอย่างปลอดภัยมาได้ ขณะที่การแตกหักของสันติอโศกต่อมหาเถรสมาคมไทยก็เกิดขึ้นเพราะการตีความจาก ไตรปิฎก การปะทะเช่นนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาสูญเสียกำลังศรัทธา เช่นเดียวกับวัดพระธรรมกาย ที่แม้จะมีข้อโจมตีมากมายตั้งแต่ การอวดอุตริมนุสธรรม การละเมิดเรื่องการยักยอกทรัพย์สิน การสร้างพุทธศิลป์ที่ผิดแปลกออกไป แต่เรื่องเหล่านี้ในสายตาของ “คนทั่วไป” “กระแสสังคม” “สาวก” ต่างไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ดุจวันสิ้นโลก
ในทางกลับกัน สิ่งที่สร้างความชิบหายให้กับพระสงฆ์ที่ได้ชื่อว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมานัก ต่อนักแล้ว นั่นก็คือ ข้อหาเกี่ยวกับ “เพศ” ทั้งสิ้น การละเมิดปริมณฑลทางเพศถือว่าเป็นสิ่งที่โจ่งแจ้ง หลายกรณีสามารถพิสูจน์ได้คาหนังคาเขา บางกรณีสืบพยานหลักฐานได้อย่างชัดเจน หรือบางกรณีแม้จะเป็นการกล่าวหาอย่างผิดๆ เพียงแค่นั้นก็ทำลายความน่าเชื่อถือของพระผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย
การเล่นข่าว “สึกพระมั่วสีกา” เกิดขึ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยความพยายามอย่างกระตือรือร้นในการเจาะข่าว ก็ยิ่งทำให้พระสงฆ์เป็นที่ถูกจับตามากขึ้น มรณกรรมของเส้นทางเซเล็บจึงเกิดขึ้นกับ “พระดี” “พระดัง” พร้อมๆไปกับการตลาดทางศีลธรรมและพุทธพาณิชย์ที่ขยายตัว เราสามารถไล่เรียงกันลงมาตั้งแต่ คดีความสัมพันธ์ระหว่างพระนิกร ยศคำจู กับ สีกาอรปวีณา, คดีพระยันตระ อมโร ที่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงนางหนึ่งจนเกิดลูกสาว, คดีพระภาวนาพุทโธ ตลอดจนคดีพระอิสระมุนี อดีตอาจารย์ทางธรรมของทักษิณ ชินวัตร ไม่นับคดีย่อยๆของพระไม่ดัง เช่น พระแปลงกายใส่วิกสวมแว่นดำไปท่องราตรี, พระที่มีความสัมพันธ์กับสัตว์ ฯลฯ จุดจบบนเส้นทางผ้าเหลืองของพวกเขานั้น หากไม่ถูกจับสึก ก็ต้องหลีกหนีตัวเองจากพื้นที่ในสังคมไทยออกไป
ความเสื่อมอันเนื่องมาจากการยุ่งเกี่ยวกับเพศ ในด้านหนึ่งแล้วอาจมองเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องความดี ความงาม ความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสั่งสมและผสมผสานจากความเชื่อและ ศาสนาดั้งเดิม
ฉากอัศจรรย์ในวรรณกรรมที่ชื่อ ไตรปิฎก

จากประสบการณ์การ “อ่าน” พระวินัยทางอ้อมของผู้เขียน ผ่านหลักฐานชั้นสองในสมัยที่เคยบวชซึ่งเป็นหนังสือประเภทนวโกวาท (คำสอนพระมือใหม่) อาตมา เอ๊ย ผู้เขียนเคยเกิดคำถามขึ้นมากมาย รวมไปถึงความคิดแผลงๆ อีกไม่น้อยเมื่อตะลุยค้นคว้าอ่านวินัยปิฎกพบหลายข้อที่บัญญัติห้ามเรื่องราว ทางเพศด้วยเนื้อหาและบริบทที่สุดพิสดาร

ภาพพุทธะผจญธิดาพญามารโดย เหม เวชกร
ความเป็นชายชาตรีในไตรปิฎก

กรณีเรื่องพระ-เรื่องเพศ ผู้เขียนเห็นว่า มีประเด็นที่จะกล่าวถึงอย่างน้อย 2 ประเด็น ในตอนแรกนี้จะกล่าวถึง “ความเป็นชายชาตรี” ตอนที่สองจะกล่าวถึง “ความเป็นชายที่เลื่อนไหล” การกล่าวถึงในที่นี้จะใช้การอธิบายความในพระวินัยปิฎกเป็นหลัก ซึ่งความรู้ระดับมัธยมในวิชาพุทธศาสนาสอนเราว่า ศีล5 เป็นของชาวบ้าน ศีล8 เป็นศีลของคนอยู่วัดนอนวัด ศีล10 เป็นของเณร และศีล 227 เป็นของพระสงฆ์ เมื่อเปิดดูศีล หรือที่เรียกกันว่า “สิกขาบท” จำนวนมหาศาลของพระสงฆ์แล้วนั้น หากไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไร นอกจากนั้นศีลอีกพะเรอเกวียนคือ ธรรมเนียมปฏิบัติ และมารยาทของพระ ที่เข้าใจว่า พุทธะ ต้องการจะสร้างวินัยขององค์กรขึ้นมาเพื่อสร้างความเลื่อมใสให้กับคนทั่วไป

ต้นบัญญัติ สาเหตุที่เกิดกฎ

หากเราพอจะเชื่อหลักตรรกะเหตุและผลอยู่บ้าง เราจะเห็นว่า หลักคิดความเป็นเหตุเป็นผลในการบัญญัติวินัยนั้น make sense กว่า การกล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์ที่ชวนให้เราเคลิ้มไปกับวรรณกรรมเชิงศรัทธา และอาจเข้าใจได้ง่ายกว่าการพิสูจน์คำสอนทางปรมัตถธรรมที่ต้องผ่านความเข้าใจ ที่สลับซับซ้อนและข้อพิสูจน์ด้วยญาณทัศน์ที่ตัดสินได้ยาก ตามมโนทัศน์ที่ว่าด้วยเหตุและผล
ไตรปิฎกยังกล่าวไว้ว่า สาเหตุที่ต้องบัญญัติสิกขาบท ก็เพื่อการดำรงอยู่ของพุทธศาสนา เนื่องจากข้อบัญญัตินั้นจะทำให้พระที่มาจากหลากหลายตระกูล ชนชั้น มีข้อปฏิบัติมาตรฐานเดียวกัน แต่ก็มีเงื่อนไขว่า จะไม่มีการบัญญัติสิกขาบทขึ้นลอยๆ แต่จะเชื่อมกับบริบทที่เกิดขึ้น นั่นคือ จะมีการพิจารณาออกกฏก็ต่อเมื่อมีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในหมู่สงฆ์
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะด้วยความเป็นวรรณกรรมหรือเป็นความเชื่อในอำนาจสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เราพบว่า พุทธะได้กล่าวขู่กับพระภิกษุและคหบดีถึงโทษของการละเมิดศีลมีอยู่ 5 ข้อ [1]  นั้นคือ
1) ความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์
2) ความไม่ดีถูกกล่าวไปทั่ว
3) ทำให้ไม่กล้าสู้หน้าต่อเหล่ากษัตริย์ พราหมณ์ พ่อค้า และนักบวช
4) ตายไม่สงบ
5) ตายไปตกนรก
ที่น่าสนใจก็คือ ในอีกด้านก็มีการกล่าวถึงประโยชน์ของการบัญญัติสิกขาบท ในที่นี้พบการอ้างอิงในสิกขาบทแรกว่าด้วยเมถุนธรรมกรณีพระสุทินน์ [2] (ซึ่งจะกล่าวต่อไป) กล่าวไว้ว่า
1) เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์
2) เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
3) เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
4) เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
5) เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน
6) เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต
7) เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
8) เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
9) เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
10) เพื่อถือตามพระวินัย 
สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเหตุผลสำหรับการจัดความสัมพันธ์ภายในองค์กร และภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นหลัก หรือกระทั่งการขัดเกลาส่วนตัว มากกว่าจะเน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์
กระบวนการตั้งกฎ การพิสูจน์ความผิด และการพิพากษา

ในวินัยปิฎกเราจะเห็นการทำความผิดที่ยังไม่ได้ระบุ ก็จะเกิดเรื่องราวขึ้นจนเรื่องเข้าหูพุทธ จากนั้นก็จะมีการประชุมสงฆ์ไต่สวนว่า จำเลยทำจริงหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะอบรมสั่งสอน หากยังไม่ได้บัญญัติ ก็จะมีการประกาศบัญญัติสิกขาบทนั้นๆ หากได้รับการบัญญัติไว้แล้ว พุทธะก็จะเป็นผู้พิจารณาพิพากษาโทษ ซึ่งส่วนใหญ่จะดูที่เจตนาในการกระทำ


าพของสองหลวงพี่ที่ถูกเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต แสดงมัดกล้ามแห่งความเป็นชาย
ก้าวแรกสู่ เ(ค)รื่องเพศ ในคัมภีร์
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเคยถูกพร่ำสอนให้เคร่งครัดในวินัยข้อหนึ่งก็คือ ห้ามยืนฉัน แม้แต่การดื่มน้ำ ก็ต้องนั่งให้เรียบร้อยก่อนที่จะดื่ม รวมไปถึงการห้ามยืนปัสสาวะ เมื่อครั้งบวชใหม่ก็ทำตามด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรมให้ตัวเรามี ความบริสุทธิ์สมกับการบวชระยะสั้นในวัดป่าเพื่อเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีให้ กับตัวเอง กระทั่งหวังลึกๆด้วยซ้ำว่าจะบรรลุอะไรกับเค้าบ้างในการบวชไม่กี่เดือน แต่อยู่ๆไปได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีคำอธิบายว่าที่มาที่ไปของศีล ทั้ง 227 ข้อ สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างมากก็คือ การปาราชิกอันเนื่องมาจากการยืนปัสสาวะข้อความมีดังนี้ [3]
[78] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในป่า ลูกเนื้อมาสู่ที่ถ่ายปัสสาวะของเธอแล้ว ได้อมองค์กำเนิดพลางดื่มปัสสาวะ ภิกษุนั้นยินดีแล้วได้มีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว 
ในสมัยนั้น ผู้เขียนได้จำสับสนกับข้อบัญญัติห้ามยืนปัสสาวะข้อนี้ [4]

ปกิณกะ 3 สิกขาบท ปาทุกาวรรค สิกขาบทที่ 13

[876] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ยืนถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายปัสสาวะ บ้าง ...

พระอนุบัญญัติ
218. 73. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายปัสสาวะ.
สิกขาบทวิภังค์
อันภิกษุยืนอยู่ มิใช่ผู้อาพาธ ไม่พึงถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายปัสสาวะ ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ มิใช่ผู้อาพาธ ยืนถ่ายอุจจาระก็ดี ยืนถ่ายปัสสาวะก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.
อนาปัตติวาร
ไม่แกล้ง 1 เผลอ 1 ไม่รู้ตัว 1 อาพาธ 1 มีอันตราย 1 วิกลจริต 1 อาทิกัมมิกะ 1 ไม่ต้องอาบัติแล.
นั่นคือ ผู้เขียนไปจำสับสนว่า ที่ห้ามยืนปัสสาวะก็เพราะว่า เกรงว่าพระภิกษุจะถูกลูกเนื้อ “อม” เครื่องเพศจนเกิดอารมณ์และนำไปสู่การเพลิดเพลินพอใจจนขาดจากความเป็นพระ (อาบัติปาราชิก) อย่างไรก็ตาม ความอึดอัดจากการได้อ่านหนังสือเล่มนั้น กลายเป็นสิ่งที่รบกวนใจเรื่อยมา เพราะว่าต้นบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ได้มีเพียงข้อนี้ข้อเดียว แต่ปรากฏอยู่อย่างหนาแน่นดกดื่น คล้ายกับเป็นคัมภีร์กามสูตราก็ไม่ปาน ในที่นี้ขอจำแนกย่อยเป็น 2 เรื่องได้แก่ เรื่อง กิจกรรมและความหมกมุ่นทางเพศของภิกษุและเครื่องเพศ
ว่าด้วยกิจกรรมและความหมกมุ่นทางเพศของภิกษุ
ต้นบัญญัติแรกที่ถือว่าสำคัญมากก็คือ ปฐมปาราชิกสิกขาบท  [ว่าด้วย เมถุนธรรม] ถือเป็นสิกขาบทแรกว่าด้วยปาราชิก ซึ่งหมายถึงความขาดออกจากการเป็นพระ เกิดกรณีของพระสุทินน์ที่ออกบวชในพุทธศาสนา แต่ด้วยความเป็นลูกเศรษฐีทางบ้านจึงไม่ยอมให้ออกบวชตั้งแต่ต้นถึงกับขู่บิดา มารดาของตนว่า หากไม่ยอมให้บวชจะยอมตายเลยทีเดียว ซึ่งการบังคับดังกล่าวทำให้ทั้งสองยอมให้บวช ภายหลังบวชแล้วบิดามารดาก็ร้องขอให้สึกพระสุทินน์ก็ไม่ยอม ในที่สุดก็ขอเพียงอย่างเดียวก็คือ ขอเชื้อไว้สืบพันธุ์วงศ์ตระกูล และให้เหตุผลว่า หากไม่มีคนสืบตระกูลพวกลิจฉวีจะยึดทรัพย์ของตระกูลไว้
เรื่องดังกล่าวทำให้พระสุทินน์คิดหนักและในที่สุดก็ตัดสินใจยอม “มีอะไร” กับอดีตภรรยาของตนกลางป่า ถึง 3 ครา ด้วยเห็นว่ายังไม่มีโทษใดที่บัญญัติไว้ แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไตรปิฎกกล่าวเรื่องเหนือธรรมชาติว่า เรื่องดังกล่าวแม้ใครไม่รู้ไม่เห็นแต่ก็มี “เทวดารู้เห็น” พระสุทินน์เองก็รู้สึกไม่สบายใจจนนำเรื่องดังกล่าวมาเล่าให้หมู่คณะ ทำให้เกิดการประชุมสงฆ์ขึ้น พุทธะก็ทำการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งพระสุทินน์ก็รับสารภาพ พุทธก็ชี้ให้เห็นโทษของการเสพกามว่า [5]
ดูกรโมฆบุรุษ องค์กำเนิด อันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้าย ยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากงูเห่ายังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคาม ไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในหลุมถ่านที่ไฟติดลุกโชนยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย.
ข้อที่เราว่าดีนั้น เพราะเหตุไร?

เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าในปากอสรพิษเป็นต้นนั้น พึงถึงความตาย หรือ
ความทุกข์เพียงแค่ตาย ซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัย เบื้องหน้า แต่แตกกายตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามนั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ซึ่งมีการกระทำนี้เป็นเหตุ.

ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อการกระทำนั้น มีโทษอยู่ เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม อันเป็น
เรื่องของชาวบ้าน เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำ อันชั่วหยาบ มีน้ำเป็นที่สุด มีในที่ลับ เป็นของคนคู่ อันคนคู่พึงร่วมกันเป็นไป เธอเป็นคนแรกที่กระทำอกุศลธรรม เป็นหัวหน้าของคนเป็นอันมาก การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
ตัวอย่างดังกล่าวเป็น ต้นบัญญัติแรกของวินัย อย่างไรก็ดี เมื่อมีกฎก็ย่อมมีคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยง กรณี “เลี่ยงบาลี” จึงเกิดขึ้นอย่างโลดโผน ตัวอย่างเช่น การร่วมเพศกับลิงตัวเมียซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระรูปหนึ่งเกิดอารมณ์จนทนไม่ ไหวจึงนำอาหารมาล่อลิงตัวเมียเพื่อแลกกับการมีสัมพันธ์ด้วย เพื่อนพระมาเห็นเข้าจึงได้ตำหนิติเตียน แต่พระรูปดังกล่าวก็อ้างว่า บัญญัตินั้นห้ามเฉพาะเสพกามกับผู้หญิง ความรู้ถึงพุทธะ จนถูกสอบสวนในที่ประชุมสงฆ์และในที่สุดก็ถูกตั้งเป็นอนุบัญญัติว่าห้ามเสพ กามแม้กับเดรัจฉานตัวเมีย [6]

ภาพการเสพกามอันวิจิตรจาก โบราณสถาน kajuraho อินเดีย
http://www.wiccantogether.com/profiles/blogs/khajurahosex-and-divinity

การแบ่งประเภทเพื่อตัดเรื่องเพศ
นับจากนั้นก็ได้มีการบัญญัติข้อห้ามการเสพกามอันมากมายสุดหยั่ง ไม่แน่ใจว่าเพราะต้องการป้องปรามหรือมันได้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ความพิลึกพิลั่นจึงปรากฏในข้อห้ามในความสัมพันธ์ทางเพศกับสรรพสิ่งซึ่งในที่ นี้ได้แบ่งเป็น 3 สรรพสิ่ง เพศทั้ง 4 และปากทางสำหรับการสอดใส่ทั้ง 3 [7] 
สรรพสิ่งทั้งสามได้แก่ มนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉาน ในที่นี้ไม่แน่ใจว่า ไตรปิฎกจะหมายตามตัวอักษร หรือจะตีความอมนุษย์เป็นคนในยุคนั้นที่ไม่นับว่าเป็นคนทางสังคมก็ไม่ทราบได้ แต่การตั้งกฎนี้ไว้ก็เพื่อความครอบคลุมประเภทของสรรพสิ่ง พูดง่ายๆก็คือ ห้ามมีอะไรกับคน เทวดา ยักษ์ ผี มาร และสัตว์เดรัจฉาน
เพศทั้ง 4 ที่สัมพันธ์อยู่กับสรรพสิ่งทั้งสาม ด้วยความเชื่อที่ว่าสรรพสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นมีเพศกำกับอยู่ เพศทั้ง 4 ได้แก่ เพศหญิง เพศชาย กระเทย (บัณเฑาะว์) และผู้ที่มีสองเพศในร่างเดียว (อุภโตพยัญชนก)

ส่วนปากทางสำหรับการสอดใส่ทั้งสาม นั่นคือ ทางประตูหลัง, ทวารหนัก (วัจจมรรค) ช่องคลอด, ปากทางปัสสาวะ,ทวารเบา (ปัสสาวมรรค) และทางช่องปาก (มุขมรรค)
นอกจากนั้น ยังมีการระบุข้อห้ามอย่างละเอียดเสริมด้วยด้วยว่า ห้ามทับด้วยทวารหนัก, ห้ามคร่อมด้วยทวารเบา, ห้ามอมด้วยปาก [8]   เราจะเห็นได้ว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นข้อห้ามที่มีศูนย์กลางการละเมิดอยู่ที่ เครื่องเพศพระทั้งแท่งที่มุ่งหาช่องทางสำหรับการสอดใส่อยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญก็คือ หากเครื่องเพศได้สอดใส่เข้าไปจริง แต่ไม่เจตนา หรือไม่ยินดีกับการสอดใส่นั้นย่อมไม่ผิด [9]  ได้มีข้อยกเว้นว่า หากภิกษุไม่รู้สึกตัว, ภิกษุวิกลจริต, ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน, ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา, ภิกษุผู้ละเมิดคนแรก (อาทิกัมมิกะ) [10]  แต่อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นดังกล่าวตัดสินกันได้ค่อนข้างยาก
แต่กรณีเลี่ยงบาลีจนทำให้พระถูกพุทธพิพากษาว่า ปาราชิกก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่ การปลอมตัวจากเพศภิกษุไปเป็นคฤหัสถ์บ้าง การเปลือยกายไม่ให้คนรู้ว่าเป็นพระบ้าง ปลอมเป็นนักบวชลัทธิอื่น (เดียรถีร์) เพื่อไปมีความสัมพันธ์ทางเพศ ยังไม่พอการเสพเมถุนที่เลี่ยงบาลีด้วยคิดว่าไม่ผิด ก็ยังเกิดกับ มารดา ลูกสาว และเมียเก่า พี่น้องของตนเอง ลักษณะทางกายภาพที่แปลกไปจากปกติยังทำให้เกิดพฤติกรรมเช่น หลังอ่อนจนสามารถอมเครื่องเพศของตน หรือเครื่องเพศยาวจนสามารถสอดเข้าสู่ทวารหนักของตนเองได้ [11]
เรื่องเหลือเชื่อที่เราเข้าใจได้ดังที่มีคำพูดที่ว่า “ความเงี่ยนไม่เคยปราณีใคร” ยังปรากฏการบันทึกพฤติกรรมอันโลดโผนด้วยการมีอะไรกับศพในป่าช้า ซึ่งมีทั้งศพแบบมีรอยบาดแผลจากสัตว์ที่กัดกิน ศพที่เหลือแต่กระดูก ศพหัวขาด นาคตัวเมีย นางยักษิณี หญิงเปรต แต่หากเรามองในระดับที่เหนือไปจาก “ความกระหายอยาก” โดยปัจเจกแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรพุทธง่อนแง่นคือ ศรัทธา ความรัก ความจงรักภักดีต่อองค์กรที่จะถูกรสชาติและความสัมพันธ์ทางเพศเบียดบังไป อย่าลืมว่าพระส่วนใหญ่ถูกดึงออกมาจากครอบครัวเดิมทั้งสิ้น โดยเฉพาะครอบครัวที่มั่งคั่ง มีไม่น้อยที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของครอบครัวคหบดี กระทั่งชนชั้นสูง


ภาพ Yab-yum พุทธศิลป์แบบตันตระแสดงการธรรมชาติของคนคู่
จาก http://www.exoticindia.com/product/sculptures/yab-yum-ZF64/


การสำเร็จความใคร่

การสำเร็จความใคร่โดยการปล่อยน้ำอสุจิโดยตั้งใจ หรือที่เรียกวา “ปล่อยสุกกะ” นั้นแม้จะไม่ใช่เรื่องร้ายแรกมาก แต่ความผิดก็อยู่ระดับอาบัติสังฆาทิเสส รองลงมาจากอาบัติปาราชิกเลยทีเดียว ต้นบัญญัติเกิดขึ้นเพราะพระชื่อ เสยยะสกะ ซูบผอมจนพระตัวแสบที่ชื่อ พระอุทายี (ในอนาคตผู้เขียนมีโครงการจะเขียนถึง ตัวแสบในไตรปิฎกอยู่ด้วย พระอุทายีก็คือหนึ่งในนั้น) แนะนำให้ผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและให้ปล่อยอสุจิเพื่อความสบายตัว ครั้นเมื่อเพื่อนพระเห็นผิดปกติเลยทำให้เรื่องไปถึงที่ประชุมสงฆ์ ความผิดดังกล่าวทำให้พุทธบัญญัติยกสิกขาบทนี้ขึ้นมาห้ามละเมิด [12] 
การปล่อยสุกกะนั้นยังมีการนิยามอยากละเอียดลออว่า การช่วยตัวเองนั้น คือการช่วยตัวเองด้วยจินตนาการภายใน หรือจากการพบเห็นจากที่ตามองเห็น หรือกระทั่งเมื่อแกว่งให้ไหวในอากาศ การกระทำเมื่อเกิดความกำหนัด เมื่อปวดอุจจาระ เมื่อปวดปัสสาวะ เมื่อต้องลม และเมื่อถูกบุ้งขน (อ.ชาญณรงค์ ชี้ว่า น่าจะหมายถึงตอนที่ถูกแล้วคัน ก็ต้องเกา) นอกจากนั้นยังมีเหตุผลที่ทำให้เกิดการช่วยตัวเองอย่างอื่นเช่น เพื่อหายจากโรค เพื่อความสุขเพื่อเป็นยา เพื่อให้ทาน? เพื่อบูชายัญ เพื่อหวังไปสวรรค์ เพื่อหวังให้เป็นเชื้อพันธุ์ (พืช) เพื่อทดลอง และเพื่อความสนุก ยังมีการจำแนกอสุจิเป็นลักษณะต่างๆ เช่น สีเขียว, เหลือง แดง, ขาว, สีเหมือนเปรียง, สีเหมือนน้ำท่า, สีเหมือนน้ำมัน, สีเหมือนนมสด, สีเหมือนนมส้ม และสีเหมือนเนยใส [13]
เช่นเดียวกัน การเลี่ยงบาลีย่อมมีอยู่หลายกรณีที่ตั้งใจทำสุกกะเคลื่อนเช่น ภิกษุอาบน้ำร้อน, ทายาแผลบริเวณเครื่องเพศ, เกาอัณฑะ, ระหว่างเดิน (เข้าใจว่าจะเสียดสีกับจีวร), จับหนังหุ้มปลายเพื่อปัสสาวะ, ผิงเกลียวท้องในเรือนไฟ (เข้าใจว่าอบอุ่นร่างกายจนสบายตัว), เสียดสีกับขาของตัวเอง, ให้สามเณรจับเครื่องเพศ, จับเครื่องเพศของสามเณรจนเกิดอารมณ์, กำอยู่ในมือ, แอ่นอยู่ในอากาศ, ดัดกาย, เพ่งอวัยวะเพศหญิงจนหลั่ง, สอดเข้าช่องดาล, เสียดสีกับไม้, อาบน้ำทวนกระแส, เล่นโคลน, เล่นน้ำ, เล่นไถลก้น, ลุยสระบัว, สอดเข้าในทราย, สอดเข้าในตม, ตักน้ำรด, สีบนที่นอน ละสีกับนิ้วมือ ทั้งหมดนี้เป็นสังฆาทิเสส [14]  ข้อยกเว้นก็คือ ภิกษุมีอสุจิเคลื่อนเพราะฝัน ภิกษุไม่ประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน ภิกษุวิกลจริต ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา  ภิกษุผู้ทำเป็นคนแรก ไม่ต้องอาบัติ [15]
ว่าด้วยเครื่องเพศ 
เครื่องเพศ เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ที่บ่งบอกเพศสภาวะทางชีวภาพได้อย่างชัดเจนที่สุด บ่อยครั้งพบว่าในพระวินัย เครื่องเพศกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญมาก และที่สำคัญแทบทั้งหมดเป็นการห้ามทำอะไรกับ วัตถุทางเพศและ actionของเพศชายแทบทั้งสิ้น ภิกษุในที่นี้จึงเป็นทั้งประธาน และเป็นทั้งกรรมที่ถูกความรู้สึกดำฤษณาปลุกเร้า การระบายออกก็ไม่ได้มีความตายตัวว่ากับเพศหญิงที่เป็นมนุษย์เท่านั้น แต่มันคือสรรพสิ่งที่มีความหลากหลายมาก
เครื่องเพศ หรือองค์กำเนิดจึงอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งในฐานะต้นธารของพืชพันธุ์ของการสืบสายตระกูล ดั่งที่พระสุทินน์ผู้ถูกอ้อนวอนจากครอบครัว การที่พระสุทินน์ร่วมเพศกับอดีตภรรยานั่นได้ทำให้สถานภาพความเป็นนักบวชคลอน แคลนขึ้นมาทั้งในฐานะปัจเจกเอง และฐานะวัฒนธรรมองค์กรเอง ที่น่าสนใจคือ ความผิดร้ายแรงนี้ถูกยกเป็น ปฐมบัญญัติของพระวินัยทั้งหมด

นอกจากนั้น ยังมีการยกให้เห็นอวัยวะเพศของพระที่อันตรายและมีพิษสง ไม่ใช่อยู่ที่ความอยากมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น สัญชาตญาณของเครื่องเพศนั้นตอบรับกับสิ่งเร้า แม้ว่าพระเหล่านั้นจะเป็นถึงพระอรหันต์ การลุกขึ้นผงาดขององค์กำเนิด ไตรปิฎกสรุปเอาไว้ว่า เกิดจากอาการ 5 อย่าง คือ กำหนัด ปวดอุจจาระ  ปวดปัสสาวะ  ถูกลมรำเพย  ถูกบุ้งขน พบกรณีว่ามีพระอรหันต์เมืองภัททิยะนอนหลับอยู่แล้วมีสตรีนางหนึ่งขึ้นคร่อม จนเกิดการหลั่งออกมา ในกรณีที่ไม่เจตนานี้ แน่นอนว่า ไม่ผิด แต่การถูกครหาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงต้องมีการอธิบายเหตุผลทาง ชีวภาพกลบเกลื่อน [16]
แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องเพศก็ยังถือว่ามีความสำคัญ กรณีที่พระภิกษุทนกำหนัดไม่ไหว จนต้องตัดอวัยวะเพศตัวเองทิ้ง พุทธะก็ไม่เห็นด้วย [17]   ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดทิ้งทางกายภาพ แต่อยู่ที่การดำรง “ความปกติ” ในกรอบคิดที่ชายเป็นใหญ่ อภิมนุษย์แบบนี้จึงเป็นโลกที่ชายชาตรีเป็นใหญ่ที่บริสุทธิ์จากกลิ่นคาวอสุจิ และการแปดเปื้อนจากการมีความสัมพันธ์กับเรือนร่างของสรรพสิ่งต่างๆ โดยนัยก็คือ หากปล่อยตัวปล่อยใจไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะควบคุมจิตใจ และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับองค์กรศาสนาได้อย่างแนบแน่น

ครั้งหน้าจะชวนไปสังเกตการณ์ เ(ค)รื่องพระ เ(ค)รื่องเพศ ในนามของ “ความเป็นชาย” ที่เลื่อนไหลใน ไตรปิฎกกัน.

การอ้างอิงท้ายเรื่อง

[1] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต, บรรทัดที่ 5902-5927 หน้าที่ 258-259 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=22&A=5902&w=%C8%D5%C5%C7%D... (30 มกราคม 2549)
และ พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2, บรรทัดที่ 1715-1777 หน้าที่ 69-72 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=05&A=1715&Z=1777 (27กรกฎาคม 2546)
[2] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 316-670 หน้าที่ 14-27 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=316&Z=670 (27 กรกฎาคม 2546)
[3] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, เล่มที่ 1 บรรทัดที่ 6082 - 6086. หน้าที่ 236-237 อ้างจาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=1&A=6082&w=%BB%D1%CA%CA%D2... (30 มกราคม 2549)
[4] พระไตรปิฎก เล่มที่ 2 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ภาค 2, บรรทัดที่ 16208-16340, หน้าที่ 706-711 อ้างใน .http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=2&A=16208&Z=16340 (27 กรกฎาคม 2546)
[5] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 361-670 หน้าที่ 14-27. อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=316&Z=670 (27 กรกฎาคม 2546)
[6] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 671-750. หน้าที่ 27-30. http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=671&Z=750 (27 กรกฎาคม 2546)
[7] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 1254-1349 หน้าที่ 50-53 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=1254&Z=1349 (27 กรกฎาคม 2546)
[8] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 1350-2187 หน้าที่ 53-85 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=1&A=1350&Z=2187&pagebreak=0 (27 กรกฎาคม 2546)
[9] ดูตัวอย่างใน พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 3493-4293 หน้าที่ 135-166 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=3493&Z=4293 (27 กรกฎาคม 2546)
[10] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5565-5568 หน้าที่ 216. อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=5565&Z=5568 (27 กรกฎาคม 2546)
อนึ่งคำแปลว่า อาทิกัมมิกะ ได้มาจาก อ.ชาญณรงค์ บุญหนุน
[11] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5569-6086. หน้าที่ 216-237 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=5569&Z=6086 (27 กรกฎาคม 2546)
[12] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 11379-11450 หน้าที่ 438-440 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=11379&Z=11450 (27 กรกฎาคม 2546)
[13] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 11481-11520 หน้าที่ 442-443 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=11481&Z=11520 (27 กรกฎาคม 2546)
[14] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 12744-13151 หน้าที่ 490-504 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)
[15] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 12740-12743 หน้าที่ 489 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12740&Z=12743 (27 กรกฎาคม 2546)
[16] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาค 1, บรรทัดที่ 5569-6086 หน้าที่ 216-237 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)
[17] พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 7 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 7 จุลวรรค ภาค 2, บรรทัดที่ 250-255 หน้าที่ 11 อ้างใน http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=01&A=12744&Z=13151 (27 กรกฎาคม 2546)