ที่มา ประชาไท
ฮัสซัน โตะดง โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)
มูฮำหมัด ดือราแม สำนักข่าวประชาไท
เผยผลงานของผู้ต้องขังคดีความมั่นคง จากกิจวัตรประจำวัน
สู่การพิมพ์คู่มือประกอบศาสนกิจของมุสลิมเขียนด้วยลายมือ
ชี้การศึกษาเปิดโอกาสให้อยากเป็นนักเขียน
วอนให้ผู้ถูกอธรรมได้หลุดพ้นจากความลำบาก
วันหนึ่งที่ห้องโถงในเรือนจำกลางปัตตานี ในกลุ่มชายฉกรรจ์
หลายคนทำปากขมุบขมิบ พร้อมนั่งขยับนิ้วนับลูกประคำ
ประหนึ่งกิจวัตรประจำวันในยามว่าง
หรือแม้กระทั่งระหว่างนั่งฟังบรรยายจากวิทยากร
พฤติกรรมเช่นนี้
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับมุสลิมที่เคร่งครัดในหลักการศาสนา
ที่มักทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล
โดยการเอ่ยนามพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำตลอดเวลา หรือเรียกว่า การซิกรุลลอฮฺ
เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่นอกเรือจำ เพียงแต่สถานะของพวกเขาในทางคดี
คือผู้ต้องขังคดีความมั่นคง
การำลึกดังกล่าว ถูกปฏิบัติอย่างปกติเช่นเดียวกับการขอดูอา
หรือการขอวิงวอนหรือขอพรจากอัลลอฮฺ
รวมถึงการกล่าวสรรเสริญและแซ่ซ้องสดุดีพระเจ้าอย่างเงียบๆ ซึ่งเรียกรวมๆว่า
เป็นการทำอิบาดะห์
หรือการประกอบคุณงามความดีหรือศาสกิจตามแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด
ศาสดาแห่งอิสลาม
อันเป็นพฤติกรรมทำให้เกิดคำถามชวนสงสัยอยู่ว่า
แล้วทำไมคนที่เคร่งศาสนาและมีพฤติกรรมที่ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะภายใน
เรือนจำไปแล้วนั้น จึงถูกดำเนินคดีและต้องถูกจองจำด้วย
ในจำนวนนั้น บางคนยังถือหนังสือเล่มเล็กสีเขียวอยู่ในมือ
ที่มีภาพปกเป็นรูปมัสยิดกรือเซะ พร้อมข้อความภาษามลายูอักษรยาวี ที่ระบุว่า
นี่คือจดหมายที่มีชื่อว่า سنجات مجاهد (ซึนญาตอ มุญาฮิด)
ชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อาวุธของผู้ที่มีความพยายาม”
คำว่า “อาวุธ” นี้มีความหมาย เพราะศาสดามูฮัมหมัด มีวัจนะไว้ว่า
“ดุอาเป็นอาวุธของผู้ศรัทธา เป็นเสาหลักของศาสนา
เป็นรัศมีแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน” (รายงานโดยอัล-หากิม)
หนังสือเล่มเล็ก
ที่เปรียบเสมือนคู่มือการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของมุสลิมเล่มนี้
หากใครมีเป้าประสงค์ที่ไม่ขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม
การขอดูอาอย่างสม่ำเสมอจึงมักถูกปฏิบัติควบคู่ไปกับกิจการงานต่างๆด้วย
หากแต่ในสายตาพวกเขามันยิ่งมีความหมายมากกว่าหนังสือที่ตั้งวางขายอยู่
ทั่วไป เพราะเป็นหนังสือที่พวกเขาผลิตขึ้นมาเอง เขียนด้วยลายมือล้วนๆ
ก่อนจะตีพิมพ์ขาย
ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ บอกว่า หนังสือเล่มนี้
มีดุอามากกว่า 117 ดุอา หนาประมาณ 230 หน้า
โดยรวบรวมจากหนังสือและตำราทางศาสนาประมาณ 14 เล่ม
เนื้อหาส่วนใหญ่อธิบายด้วยภาษามลายู ประกอบด้วยวิธีการใช้ดูอาแต่ละประเภท
ยกเว้นตัวบทของดูอา
และโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่เป็นภาษาอาหรับตามต้นฉบับเดิม
“ผมเขียนหนังสือคู่มือเล่มนี้ เพราะได้แรงบันดาลใจจาก ซัยยิด กูฏุบ
นักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามของประเทศอียิปต์ในช่วงศตวรรษ 20
ที่เขียนหนังสือหลายเล่มระหว่างถูกจำคุก เช่น
หนังสือเกี่ยวกับการอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน”
ผู้ต้องขังที่เคร่งครัด
เขาบอกว่า
ต้องการให้โลกภายนอกเห็นว่า
คนที่อยู่ในเรือนจำไม่ใช่ขยะของสังคมหรือเป็นคนที่ไม่ดี
เพราะคนในเรือนจำมีความเคร่งครัดและมีความอดทนสูง
การมีเวลาในการอ่านหนังสือ มีการศึกษา
ทำให้คนในเรือนจำสามารถเขียนหนังสือได้
การรณรงค์ให้ผู้ต้องขังคดีความมั่นคงปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามหลัก
ศาสนา ทำให้เกิดกิจกรรมหนึ่งที่มีสำคัญ คือ
การบททวนการทำอิบาดะห์ประจำเดือน ซึ่งรวมถึงการอ่านดุอาด้วย
ทำให้ต้องมีการเขียนบทดุอาต่างๆ
ในกระดาษแล้วถ่ายเอกสารแจกให้เพื่อนๆผู้ต้องขังที่เข้ามาที่เรียนศาสนาศาลา
ละหมาดเป็นประจำทุกวัน
แถมยังแจกให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและคนนอกที่มาเยี่ยมด้วย
ผู้ต้องขังรายนี้ ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาประจำศาลาละหมาดแห่งนี้ บอกว่า
ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 1 ปี จึงเกิดแนวคิดว่า
น่าจะรวมเล่มบทดุอาเหล่านี้มาเป็นหนังสือคู่มือเพื่อง่ายต่อการอ่าน
“จากนั้นจึงเริ่มเขียนบทดูอาต่างๆ ด้วยลายมืออย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่
1 เดือนมูฮัรรอม ปีฮิจเราะห์ศักราช 1432 ตรงกับช่วงเดือนธันวาคม 2553
ใช้เวลา 16 วันในการจัดทำต้นฉบับ”
จากนั้นส่งพิมพ์จำนวน 100 เล่มก่อน ใช้งบประมาณ 3,000 บาท
บางส่วนส่งให้โต๊ะครูที่ตนเคยเรียนด้วยช่วยตรวจความถูกต้องอีกครั้ง
บางส่วนให้คนในเรือนจำช่วยตรวจความถูกต้องด้วยโดยการอ่านเป็นประจำ
ใช้เวลาตรวจความถูกต้องประมาณ 4 เดือน
จากนั้นมีการปรับปรุงอีกครั้งที่ 1 มีการเพิ่มดุอาต่างๆ
นอกจากดุอาประจำเดือน
มีการเพิ่มบทกลอนภาษามลายูเกี่ยวกับหลักศรัทธาเรื่องวันสิ้นโลกและแก้คำผิด
ก่อนส่งพิมพ์อีก 1,000 เล่ม ใช้งบประมาณ 20,000 บาท ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง
“เงิน 20,000 บาท ส่วนหนึ่งยืมจากเพื่อนในเรือนจำ 5,000 บาท เป็นเงินเมีย 5,000 บาท และยืม จากเพื่อนข้างนอกอีก 10,000 บาท”
ต่อมามีการปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน
ก่อนส่งพิมพ์อีก 2,000 เล่ม ขายหมดเช่นกัน สรุปแล้วพิมพ์ไป 3,100 เล่ม
ขายได้ประมาณ 60,000 บาท
รายได้ส่วนหนึ่งบริจาคญาติผู้ต้องขังที่มีฐานะยากจน
ขณะนี้สั่งพิมพ์เพิ่มอีก 1,000 เล่ม เพื่อนำไปวางขายตามร้านหนังสือต่างๆ
ด้วย ซึ่งในการผลิตทั้งหมดได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ
ถึงขนาดช่วยนำไปวางขายในร้านค้าในเรือนจำ จำนวน 300 เล่ม และขายหมดไปแล้ว
เขาเล่าด้วยว่า ตอนนี้กำลังเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อว่า “หลังกำแพงเรือนจำมีอะไร” เพื่อสะท้อนชีวิตของนักโทษที่อยู่ในเรือนจำที่ด้วย
ใช้อะไรเขียน
ถามว่า
เมื่ออยู่ในเรือนจำแล้วใช้อะไรเขียน เขาเล่าว่า ใช้ปากกาหมึกซึม
เขียนบนกระดาษที่เหลือจากการประชุมสัมมนาภายในเรือนจำ
แล้วให้ภรรยานำออกไปตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์บินฮาลาบี อ.เมือง จ.ปัตตานี
แม้ในเรือนจำมีร้านค้าอยู่ภายใน
แต่ไม่ปากกาหมึกซึมขายและห้ามนำเข้ามาในเรือนจำ
เพราะนักโทษมักใช้ปากกาหมึกซึมเขียนรอยสักบนร่างกาย
จึงต้องอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้ภรรยานำมาให้ครั้งละ 2-3 ด้าม
แต่ถ้าหมึกหมดก็จะต้องรออีก 2-3 วันกว่าจะได้มาอีก
ส่วนเหตุใดที่ใช้มัสยิดกรือเซะมาเป็นภาพปกนั้น
คำตอบที่ออกมาจากปากของเขากลับกลายเป็นคำถามย้อนมาว่า
“มัสยิดกรือเซะผิดอะไร ทำไมจึงถูกเผาอย่างที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์”
“มันก็เหมือนกับที่ผิดอะไร ทำไมจึงถูกเจ้าหน้าทีมาจับ?”
เขาเล่าถึงสาเหตุที่ตัวเองต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำว่า
เพราะถูกดำเนินคดีความมั่นคง ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ปลุกระดม
ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 12 ปี
จากนั้นได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างฎีกา
เขาหวังว่า ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษา เพราะเขาเชื่อว่า
ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ
แต่เหตุที่ถูกจับเนื่องจากไปเป็นครูสอนศาสนาในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัด
ปัตตานี ที่รัฐเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ
เขามองถึงการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า
ต้องให้เป็นไปตามความต้องการของคนในพื้นที่ปัญหาถึงจะจบลง
และจำเป็นต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ไปด้วย
บทขอพรเพื่อคนถูกอธรรม
หนังสือคู่มือเล่มนี้
ไม่ได้แตกต่างจากคู่มือมุสลิมทั่วๆ ไป
หากไม่ได้เป็นผลงานของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งเขาบอกว่า
เพื่อใช้ประกอบการทำอิบาดะห์อย่างเดียว
เพื่อให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายใช้ขอดูอาจากอัลลอฮให้หลุดพ้นจากความอธรรมและความ
ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ไม่มีนัยยะทางการเมือง
เมื่อพลิกดูเนื้อหาในส่วนแรกของคู่มือเล่มนี้
จะพบการเริ่มต้นด้วยดูอาที่ชื่อว่า “ดูอา อาวุธของนักต่อสู้”
เขียนอยู่กรอบรูปลวดหนามล้อมวาดด้วยลายมือ ซึ่งเขาบอกว่า หมายถึง เรือนจำ
โดยมีภาพวาด 2 มือที่แบออกพร้อมกับถูกคล้องด้วยกุญแจมือ หมายถึง
“คนที่ถูกอธรรมกำลังขอดุอาต่อพระเจ้า เพื่อขอให้หลุดพ้นจากการถูกอธรรม”
ส่วนภาพวาดดอกชบา หมายถึง สัญลักษณ์ของคนมลายูมุสลิม
ความหมาย คือ “โอ้ อัลลอฮ จงประทานความสันติสุขแก่ศาสดามูฮัมหมัด
และขอให้เกิดความกลัวในหัวใจของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
ผู้ที่กราบไหว้อย่างอื่นไปด้วยนอกจากอัลลอฮ ผู้ที่สร้างความอธรรม
ผู้ที่กลับกลอก
และผู้ที่สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน....มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ”
อามีน อามีน อามีน