ที่มา Thai E-News
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, October 6, 2012
“นพดล” ปัด “ทักษิณ” บินฮ่องกงจัดโผ ครม.
ที่มา uddred
เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2555 >>>
เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางมาฮ่องกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นธรรมดาที่ระหว่างนี้จะมีมิตรสหายทั้งนักการเมือง รัฐมนตรี ส.ส. เดินทางไปเยี่ยมเยียนจำนวนมาก แต่ยืนยันว่าการมาฮ่องกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มาเพื่อปรับครม. เพราะถ้าจะปรับ ครม. จริง ก็ไม่ต้องมาถึงฮ่องกง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกอยู่เสมอว่า เรื่องการปรับ ครม. เป็นอำนาจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาว่าจะปรับ ครม. เมื่อไร ปรับใคร ถ้าให้ตนเดาใจคงไม่ปรับในเดือน ต.ค. แต่จะปรับหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะได้รู้ว่าผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนเป็นอย่างไร ใครจะถูกปรับออก หรือใครทำดีก็ได้อยู่ต่อ หลังจากนี้นายกรัฐมนตรีคงดูผลการทำงานของรัฐมนตรีทุกคน ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ฮ่องกงประมาณ 2-3 วัน จากนั้นคาดว่าจะเดินทางต่อไปยังประเทศอังกฤษ
นายนพดล กล่าวถึงการคัดเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ภายหลังนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า ในวันที่ 8 ต.ค. จะมีการประชุมคณะรักษาการกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทราบว่าจะให้ใครทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไปก่อน ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการคาดว่าจะรู้ผลภายใน 1-2 เดือน อาจจะเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคเดิม หรือเป็นคนนอกก็ได้ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่จะเน้นเรื่องเก่ง งานบริหาร มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่ยอมรับของสมาชิกพรรค แต่ไม่จำเป็นต้องเก่งการเมืองเหมือนหัวหน้าของบางพรรคการเมือง โดยหัวหน้าพรรคคนใหม่ต้องได้รับฉันทานุมัติจาก ส.ส. ของพรรคเป็นส่วนใหญ่ ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นผู้กำหนด
“พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบเรื่องการลาออกของนายยงยุทธแล้ว ก็รู้สึกเสียดายเพราะทำงานให้พรรคตั้งแต่พรรคเพื่อไทยยังไม่มี ส.ส. และชื่นชมสปิริตนายยงยุทธที่ไม่เอาเรื่องตัวเองมาเป็นภาระของพรรค ไม่อยากให้พรรคถูกโจมตี ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสมาธิในการบริหารงาน หลังจากนี้หากนายยงยุทธสามารถเคลียร์ข้อกล่าวหา ข้อกฎหมายได้ ก็สามารถกลับมาทำงานได้อยู่แล้ว เพราะพรรคไม่เคยลืมคนที่ทุ่มเททำงาน ไม่หนีพรรคไปไหน ส่วนกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผบ.ตร.จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ เพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ไม่ได้คลุกคลีกับการเมืองมาก สเปคหัวหน้าพรรคแม้ไม่จำเป็นต้องเก่งการเมือง แต่ก็ควรมีพื้นฐานการเมืองอยู่บ้าง เพราะเราเป็นพรรคการเมืองใหญ่” นายนพดล กล่าว
Wednesday, October 3, 2012
ประภัสร์ ชูนโยบายปรับโฉม รฟท.
ที่มา Voice TV
หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า
การการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เป็นแคนดิเดตอันต้น ๆ คือ นายประภัสร์ จงสงวน
ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว
ซึ่งเขาระบุว่า
หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สิ่งแรกที่จะทำคือ เปลี่ยนให้การรถไฟ
หลุดพ้นจากคำว่า แดนสนธยา พัฒนาองค์กรและบุคลากรให้ดียิ่งขึ้น
by
Chitapa
2 ตุลาคม 2555 เวลา 20:38 น.
ผู้ต้องหายิง M79 เชียงใหม่ยังถูกขังหลังศาลยกฟ้อง
ที่มา ประชาไท
วัลลภ พิธีพรม ผู้ต้องหายิง M79
ถูกขังต่อหลังศาลยกฟ้องและอยู่ระหว่างอัยการขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นรอบที่สอง
พร้อมความเคลื่อนไหวคดีอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่
คดีดีเจวิทยุชุมชนถูกข้อหาปลุกปั่นให้ปิดถนน นัดสืบพยานนัดต่อไป 19 พ.ย.นี้
2 ต.ค.55 สืบเนื่องจากวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ยกฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฟ้องนายวัลลภ พิธีพรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2553 ด้วยเหตุขาดประจักษ์พยานและพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการพิสูจน์เอาผิดจำเลย แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้อีก 30 วันเพื่อรอการอุทธรณ์โดยพนักงานอัยการ
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย.55 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลาในการ อุทธรณ์
นายวัลลภกล่าวว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงยังสั่งขังตนต่ออีก แต่ก็ยังไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ตนได้ปรึกษากับทนายความแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วสำหรับคำสั่งศาลเช่นนี้ ยังเชื่อมั่นว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดขังครั้งต่อไป ส่วนตอนนี้คิดถึงเมื่อครั้งที่ตนถูกย้ายไปขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครเกือบ 2 เดือนร่วมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) และนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) หรือหนุ่มเรดนนท์ ที่เคยพึ่งพาสนิทสนมกันแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ตนยังคงติดตามข่าวสารของเพื่อนนักโทษการเมืองผู้ร่วมชะตากรรมเหล่านี้ เท่าที่จะมีโอกาส อยากฝากกำลังใจให้อดทน
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.53 และไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างที่ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายแดง ปวนมูล นัก โทษเด็ดขาดคดีเสื้อแดงเชียงใหม่อีกคนหนึ่งนั้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 อีกทั้งนายแดงยังมีปัญหาสุขภาพเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการขอพักโทษ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องเพื่อรับ พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา
นายแดงกล่าวว่า ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสภาพเรือนจำที่แออัด (ข้อมูลปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4,236 คน) ทำให้ตนมีอาการป่วยบ่อยครั้ง หวังว่าจะได้พักโทษโดยเร็ว ตนมีพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องเลี้ยงดู ขณะที่ถูกจำคุกอยู่นี้ทรัพย์สินที่เคยมีก็หมดไปและยังมีหนี้สินที่เป็นภาระ พอกพูนขึ้นทุกวัน หากได้รับอิสรภาพ ตนจะประกอบอาชีพสุจริตรับซ่อมรองเท้าตามที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรอาชีพของ เรือนจำ คงกลับไปประกอบกิจการขับรถนำเที่ยวไม่ได้อีกแล้วเพราะรถถูกยึดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ยังคงอยู่ในชั้นศาลอีก 1 คดีคือคดีที่นายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีประกาศผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
คดีนายจักรพันธ์มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดต่อไปในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดลำพูน
2 ต.ค.55 สืบเนื่องจากวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ยกฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฟ้องนายวัลลภ พิธีพรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2553 ด้วยเหตุขาดประจักษ์พยานและพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการพิสูจน์เอาผิดจำเลย แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้อีก 30 วันเพื่อรอการอุทธรณ์โดยพนักงานอัยการ
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย.55 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลาในการ อุทธรณ์
นายวัลลภกล่าวว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงยังสั่งขังตนต่ออีก แต่ก็ยังไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ตนได้ปรึกษากับทนายความแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วสำหรับคำสั่งศาลเช่นนี้ ยังเชื่อมั่นว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดขังครั้งต่อไป ส่วนตอนนี้คิดถึงเมื่อครั้งที่ตนถูกย้ายไปขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครเกือบ 2 เดือนร่วมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) และนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) หรือหนุ่มเรดนนท์ ที่เคยพึ่งพาสนิทสนมกันแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ตนยังคงติดตามข่าวสารของเพื่อนนักโทษการเมืองผู้ร่วมชะตากรรมเหล่านี้ เท่าที่จะมีโอกาส อยากฝากกำลังใจให้อดทน
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.53 และไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างที่ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายแดง ปวนมูล นัก โทษเด็ดขาดคดีเสื้อแดงเชียงใหม่อีกคนหนึ่งนั้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 อีกทั้งนายแดงยังมีปัญหาสุขภาพเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการขอพักโทษ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องเพื่อรับ พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา
นายแดงกล่าวว่า ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสภาพเรือนจำที่แออัด (ข้อมูลปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4,236 คน) ทำให้ตนมีอาการป่วยบ่อยครั้ง หวังว่าจะได้พักโทษโดยเร็ว ตนมีพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องเลี้ยงดู ขณะที่ถูกจำคุกอยู่นี้ทรัพย์สินที่เคยมีก็หมดไปและยังมีหนี้สินที่เป็นภาระ พอกพูนขึ้นทุกวัน หากได้รับอิสรภาพ ตนจะประกอบอาชีพสุจริตรับซ่อมรองเท้าตามที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรอาชีพของ เรือนจำ คงกลับไปประกอบกิจการขับรถนำเที่ยวไม่ได้อีกแล้วเพราะรถถูกยึดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ยังคงอยู่ในชั้นศาลอีก 1 คดีคือคดีที่นายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีประกาศผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
คดีนายจักรพันธ์มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดต่อไปในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดลำพูน
อาการเหลิง-ดันทุรัง
ที่มา Voice TV
ใบตองแห้ง Baitonghaeng
VoiceTV Staff
Bio
คอลัมนิสต์อิสระยงยุทธ วิชัยดิษฐ ตัดสินใจลาออกจากรัฐมนตรีเพราะถูกใครบีบก็แล้วแต่ ประเด็นสำคัญคือกระแสสังคมบีบ จนหลายฝ่ายเริ่มเห็นว่าถ้าอยู่ในตำแหน่งต่อไปก็จะกระเทือนทั้งรัฐบาล
ผมไม่ได้บอกว่ายงยุทธเลว ชั่ว ตาม ปปช.ชี้มูล จนไม่อาจเอาไว้ในตำแหน่ง นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง (และไม่ได้บอกว่าดีเลิศประเสริฐศรีเช่นกัน-ฮา) ยงยุทธมีสิทธิตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ดินอัลไพน์ ผิด-ไม่ผิด เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะอันที่จริงข้อต่อสู้ของยงยุทธก็มีแง่มุมที่พอรับฟังได้
ปปช.ชี้ว่ายงยุทธทุจริต เมื่อครั้งรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยปี 2545 กรมที่ดินสั่งให้ที่ดินอัลไพน์กลับไปเป็นธรณีสงฆ์ตามคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา แต่ยงยุทธรับอุทธรณ์แล้วเพิกถอนคำสั่ง วินิจฉัยว่าอัลไพน์ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ หลังจากนั้นก็ได้เป็นปลัดมหาดไทยย้อนหลัง
พูดง่ายๆ คือ ปปช.เห็นว่ายงยุทธช่วยเสนาะ-ทักษิณ จนตัวเองได้เก้าอี้ แต่ยงยุทธก็มีข้อต่อสู้ว่าเมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมที่ดินปี 2543 ในรัฐบาลชวน หลีกภัย ก็เคยวินิจฉัยไว้อย่างนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะใครมีอำนาจ (อย่าลืมว่าสมัยนั้นยงยุทธก็คือเด็ก ปชป. มีพี่ชาย ธวัช วิชัยดิษฐ เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนสนิทที่ชวน หลีกภัย ไว้วางใจฝากฝังได้ทุกอย่าง ฮิฮิ) และหลังจากนั้น ปลัดมหาดไทย 9 คน ทั้งในยุค คมช.และ ปชป.ก็ไม่เห็นมีใครกล้าเพิกถอนที่ดินอัลไพน์กลับไปเป็นที่ธรณีสงฆ์ เพราะจะมีปัญหาตามมา ทำให้ผู้อยู่อาศัย 292 ครัวเรือนเดือดร้อน กรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทยอาจถูกฟ้องด้วย
อย่างไรก็ดีปัญหาอยู่ที่คำสั่ง ปปช.ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทย แม้โต้แย้งแทนยงยุทธว่าไม่ผิดแต่ก็ต้องสั่งไล่ออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ที่ยงยุทธเกษียณอายุ จากนั้นก็บอกว่าเข้าข่ายล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 ยงยุทธดำรงตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรีได้โดยไม่ขาดคุณสมบัติ
ตรงนี้ต่างหากที่สังคมฟังแล้วเหมือนอุ้มกัน ไล่ออกปุ๊บปั๊บล้างมลทินเสร็จสรรพ โดยตัวเองยังอยู่ในเก้าอี้ มท.1 แม้จะอ้างเลขากฤษฎีกาฯ เลขา ก.พ.แต่สังคมก็มองว่าข้าราชการเกรงรัฐมนตรี ข้อโต้แย้งต่างๆ ของยงยุทธจึง “ฟังไม่ขึ้น”
ในทางกฎหมาย ยงยุทธจะได้รับการล้างมลทินหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในทางการเมือง ยงยุทธถูกมองว่ากอดเก้าอี้ หวงเก้าอี้ ใช้อำนาจค้ำเก้าอี้ตัวเองไปแล้ว จะพูดอะไรก็เถียงไม่ออก
คนเราเวลาตกเป็นจำเลยสังคม แม้พูดอย่างให้ความเป็นธรรม บางครั้งอาจไม่ผิดหรือผิดบ้างแต่ไม่ได้เลวร้ายไปหมดอย่างที่ถูกประณาม แต่ถ้าออกมาตอบโต้ เถียงคำไม่ตกฟาก เราก็มักจะเห็นกันว่ายิ่งโต้ยิ่งแย่ ถูกมองว่าแก้ตัว ตะแบง แถ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้มีฐานะทางสังคม
ลองเปรียบเทียบกับหมอเถื่อนที่ฉีดสารฟิลเลอร์ให้นางแบบสิครับ พอออกมารับผิด เสียใจ มอบตัว ไปเยี่ยม เห็นไหมว่าเกือบเป็นพระเอกไปเลย ลองเถียงว่าตัวเองไม่ผิดสิ กระแสสังคมก็มีทั้งด้านที่ถูกต้องและฉาบฉวยอยู่ด้วยกัน
ถ้ายงยุทธแสดงสปิริตลาออกทันทีที่ อนุ ก.พ.มีคำสั่ง ลาออกจากรัฐมนตรี รองนายกฯ คงไว้แต่ตำแหน่ง ส.ส.เพื่อให้ กกต.ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดเป็นบรรทัดฐาน ยงยุทธก็จะเป็นพระเอก เป็นผู้ที่น่าเห็นใจ แล้วสังคมก็จะหันมารับฟังข้อต่อสู้ ว่าเออ บางแง่มุมมันก็ไม่ค่อยเป็นธรรมกับเขานะ ฯลฯ ยงยุทธยังสามารถไปแลกหมัดกับ ปปช.อยู่นอกรัฐบาลได้ (ฝากแซว ปปช.ด้วยว่าทีป๋าเหนาะทำไมปล่อยให้ลอยนวล)
แต่ถ้ายื้อกันต่อไป สมมติยงยุทธไม่ลาออก กกต.ชี้ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ แต่ละดอก จะยิ่งกดดันและสะเทือนไปทั้งรัฐบาล
อำนาจหอมหวาน
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมยงยุทธและพรรคเพื่อไทยมองสถานการณ์ไม่ออก ยังพยายามดันทุรังจนนาทีสุดท้ายที่ไปไม่รอดแล้ว มิหนำซ้ำ บรรดาแกนนำ นปช.ก็ช่วยกันปกป้อง กระทั่งวันลาออกยังเห็น ตู่-เต้น ไปยืนเรียงแถวประดับบารมี
คือถ้าแสดงสปิริตแล้วให้กำลังใจกัน ก็ถูก แต่นี่กว่าจะแสดงสปิริต
ผมยกเรื่องนี้มาพูดในรายการ Wake Up ตั้งแต่วันจันทร์ว่ายงยุทธควรลาออก แต่แปลกใจว่าในพรรคเพื่อไทยไม่ยักมีใครแสดงความเห็น สามัคคีอุ้มหัวหน้าพรรคกันดีจัง พอมีแกนนำ นปช.สุรินทร์ไปร้อง กกต.ก็มองว่าเลื่อยขาเก้าอี้ ถูกด่าขรม แม้น่าจะจริงเพราะพาดพิงถึงสามีคุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช แต่ถามว่าคนในพรรคไม่ถกกันบ้างหรือว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน จนต้องให้ทีมยุทธศาสตร์บ้านเลขที่ 111 ออกโรง (ตามข่าว)
ยงยุทธวันนี้ไม่ใช่ยงยุทธเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่ไม่มีใครอยากรับเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยงยุทธวันนี้คือ มท.1 ผู้มีบารมีทั่วประเทศทั้งจากตำแหน่ง และความเป็น “สิงห์” (ดำ) ถ้าพูดถึงความสำคัญต่อรัฐบาล ยงยุทธมีความสำคัญสูงยิ่งในการช่วงชิงอำนาจ กระชับอำนาจ ในฐานะอดีตปลัดมหาดไทยที่รู้ช่องและใช้ข้าราชการเป็น
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า “เนียน” ในการเอาพระนาย สุวรรณรัฐ น้องชายองคมนตรีกลับมาเป็นปลัดในฐานะผู้มีอาวุโสลำดับหนึ่ง ทั้งยังให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นผู้ว่าเชียงใหม่ต่อไปจนเพิ่งย้ายมานั่งรองปลัดกระทรวง ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ ก็วางคนของตัว คนของพรรค คนของนักการเมืองกลุ่มต่างๆ
แน่นอนขณะเดียวกันยงยุทธก็กลายเป็นไม้ใหญ่ที่ใครๆ วิ่งเข้าหา มีบารมี มีหน้าห้อง พวกพ้องบริวาร ต่างจากสมัยเป็นแค่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยลิบลับ คนเราเวลามีลูกขุนเยอะๆ ต้องระวังนะครับ เพราะคุณจะมองไม่เห็นความจริง ประเมินสถานการณ์ผิด
ผมทำนายไว้แล้วว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ยาว แต่อยู่แบบแย่ๆ สาเหตุที่อยู่ยาวทั้งที่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำมาตย์ รัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้แก้ ก็เพราะสังคมไม่มีทางออก จำต้องกลับมายอมรับวิถีประชาธิปไตย ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องการเห็นรัฐประหาร หรือตุลาการภิวัตน์ ยุบพรรค ตัดสิทธิ จนเกิดการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก
เวลาพูดถึงกระแสสังคม เราต้องแยก 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือกระแสที่สร้างโดยฝ่ายค้านฝ่ายแค้น สื่อ เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี ที่ อ.เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า The Zombie Opposition แต่อีกส่วนหนึ่งคือกระแสของคนกลางๆ (ซึ่งไม่ใช่เป็นกลาง เพราะความเป็นกลางจริงๆ ไม่มี) คนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองมากนัก ไม่ได้เข้าข้างหนึ่งข้างใดอย่างชัดเจน เพียงมีความเห็นเป็นเรื่องๆ เห็นด้วยกับอะไรที่ฟังดูพอมีเหตุผล และอยากเห็นความสงบ อยากทำมาหากิน ซึ่งคนเหล่านี้ที่เลือกพรรคเพื่อไทยก็ไม่ใช่น้อย
กระแสสังคมกลางๆ ที่อยากเดินทางสายกลางนี่แหละเป็นฐานสำคัญ ให้รัฐบาลอยู่ได้แบบที่ อ.เกษียรเรียกว่า The Politics of Mediocrity คืออยู่ไปแบบถูๆ ไถๆ เฮงๆ ซวยๆ อาศัยว่าพวกขบวนการซอมบี้สติแตก สร้างความเบื่อหน่ายให้ผู้คนทั่วไปมากกว่า
รัฐบาลไม่ได้อยู่ด้วยกระแสนิยมของคนทั่วไป คนจำนวนไม่น้อยอาจคล้อยตามฝ่ายค้านในบางเรื่อง เช่น จำนำข้าวทำให้เสียหาย แต่ก็ไม่เห็นด้วยนะ ถ้าจะร้องศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวเสื้อแดงก็ออกมายึดราชประสงค์ ยึดผ่านฟ้า จลาจลนองเลือด เศรษฐกิจพินาศอีก ฉะนั้นอะไรที่ทนได้ก็ทนไปเถอะ ใช่ว่ารัฐบาล ปชป.หรือ คมช.จะดีนักหนา
ผมเข้าใจว่ารัฐบาลก็รู้ พรรคเพื่อไทยก็รู้ ว่า “อยู่ยาว” แต่สำคัญว่า “อยู่ยาว” แล้วย่ามใจ เหลิงอำนาจ หาผลประโยชน์ หรือจะอาศัยช่วงเวลานี้ค่อยๆ สร้างรากฐานประชาธิปไตย นำไปสู่การรื้อโครงสร้างที่เป็นรากเหง้าของปัญหา
ไม่ได้บอกว่าคนที่คิดอย่างหลังไม่มีเสียเลย แต่ท่าจะน้อยมาก โดยเฉพาะในหมู่ที่ขึ้นมาใช้อำนาจเป็นรัฐมนตรีอยู่ตอนนี้
รัฐบาลทำอะไรที่สวนกระแสหลายอย่าง แสดงท่าทีไม่สนใจเสียงวิจารณ์ของสังคม อย่างเช่นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่เอาอดีต ผบ.ตร.ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ทั้งที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งขนานใหญ่ สร้างรถไฟฟ้า สร้างรถไฟความเร็วสูง จากเหนือ-ใต้ ออก-ตก ซึ่งจะพลิกโฉมหน้าของประเทศ (และถ้าทำสำเร็จ พรรคเพื่อไทยอาจเป็นรัฐบาลอีก 20 ปี)
หรือเอาอดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคม พี่สาว ส.ส.ผู้ถูกปลดกลางอากาศ มาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ถามว่าเพื่องานปฏิรูปการศึกษา รับมือเปิดเสรีอาเซียน หรือเพื่อยุติศึกภายในพรรค เกรงใจทั้งสันติ พร้อมพัฒน์ และประวัฒน์ อุตตะโมต แต่ไม่เกรงอนาคตของชาติเลย
อรุณ วัชระสวัสดิ์ ยังเขียนการ์ตูนล้อแบบปลงๆ เมื่อเธอประกาศว่าทุกคนจะเริ่มต้นที่ศูนย์พร้อมกัน
ไม่ใช่แค่เรื่องโยกย้ายข้าราชการ แต่เรื่องการประมูลก่อสร้าง ก็มี “กลิ่นไม่ดี” อย่างที่ ปปท.ตรวจพบ เราอาจบอกว่ามันเกิดขึ้นได้ในโครงการมากมายเป็นเบี้ยหัวแตก แต่ถามว่ารัฐบาลตื่นตัว แสดงท่าทีเข้มงวดกวดขัน ติดตามตรวจสอบหรือไม่ หรือว่ามันเป็นจริงที่แบ่งโครงการลงพื้นที่แล้วนักการเมืองเอาไปเร่ขายผู้ รับเหมา
เช่นเดียวกับจำนำข้าว ปัญหาเชิงนโยบายเรื่องที่วิจารณ์กันว่ารัฐบาลเข้ามาผูกขาดตลาด เป็นเรื่องหนึ่ง ปัญหารั่วไหลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลควรรู้อยู่แล้วว่าทุจริตง่าย ทำไมไม่วางมาตรการเข้มงวดแต่แรก
ปัญหาของรัฐบาลที่มีแต่รัฐมนตรีเกรดบี หรือซี มีทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และเหลิงอำนาจ แม้แน่นอนว่าอยู่ได้ แบบ Mediocrity คือถูไถไปเพราะสังคมไม่มีทางเลือก แต่รัฐบาลก็ควรเลือกที่จะทำให้กระแสสังคมไม่พอใจน้อยหน่อย ผ่อนสั้นผ่อนยาว ผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่าอยู่เรื่อยๆ
ทีเรื่องที่ควรหักอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับไม่กล้าหัก แต่มาสวนกระแสกับเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี หรือการแต่งตั้งโยกย้าย
ที่จริงผมเข้าใจวิถีการแย่งชิงอำนาจแบบฝ่ายการเมือง ที่ต้องวางคนของตัว ของพรรค รวมทั้งต้องสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจ นั่นเป็นสิ่งที่เดิน 2 ขาได้ แต่อีกขาหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้เลยคือเดินไปสู่การปฏิรูปประชาธิปไตย ตอบสนอง รักษา และขยายฐานมวลชน ที่เป็นพลังประชาธิปไตย และเป็นฐานที่แท้จริง
ยงยุทธลาออก น่าจะเป็นโอกาสปรับคณะรัฐมนตรี ที่ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวแทนกลุ่มก๊วนการเมือง ไม่ได้บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ และแทบไม่มีส่วนร่วมกับการต่อสู้ของมวลชน นี่ไม่ได้บอกว่ารัฐมนตรีต้องมาจากเสื้อแดง ถ้ามีความสามารถ แมวสีไหนก็จับหนูได้ แต่ถ้าทั้งไม่เอางานไม่เอาถ่าน ไม่เคยกระตือรือร้นร่วมการต่อสู้ เพียงเป็นตัวแทนกลุ่มก๊วน (ซึ่งก็ได้รับเลือกมาจากความตื่นตัวของมวลชน) แล้วจะมานั่งอยู่ทำไม
รัฐบาลต้องทบทวนว่า “อยู่ยาว” แล้วจะทำอะไร จะรักยาวให้บั่นหรือคิดสั้นย่ามใจ อย่าลืมว่า “จุดเปลี่ยน” พร้อมจะมาถึงทุกเมื่อและมันอาจผกผันกว่าที่คิดกันไว้ก็ได้
ส่วนนักประชาธิปไตย มวลชนผู้รักประชาธิปไตย อาจจะต้องตระหนักว่าเรามาถึงโหมดใหม่ ที่ขบวนการซอมบี้ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แน่นอน เรายังต้องปกป้องรัฐบาลเพื่อไทยในแง่ของการปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มตรวจสอบนักการเมืองไปพร้อมๆ กัน
ดำทุรัง Men in Black
โพลล์ออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอ คอป.ในขณะที่ชาวเสื้อแดงโวยวายคอเป็นเอ็น ไม่ยอมรับผลสรุปที่ว่า “ชายชุดดำมีจริง”
ฟังเหมือนไม่เป็นผลดีเลย รายงาน คอป.กลายเป็นอาวุธทิ่มแทง นปช.และรัฐบาลเพื่อไทยไปเสียฉิบ
ที่จริงมันก็มีด้านที่เป็นผลร้าย แต่ไม่ใช่เป็นอย่างนั้นเสียหมด อย่างที่ผมเขียนครั้งก่อน รายงาน คอป.สรุปว่ามีชายชุดดำทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน แต่ประชาชนที่เหลือ 83 คนมีจำนวนมากที่ คอป.ชี้ชัดว่ากระสุนมาจากทหาร
เพียงแต่ คอป.ใช้ทัศนะของตนมาเน้นเรื่องชายชุดดำ และการชุมนุมของ นปช.ที่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ มีลักษณะยั่วยุ โดยไม่กล่าวถึงการใช้กำลังทหาร ใช้กระสุนจริง ตามคำสั่ง ศอฉ.ว่าเป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุหรือไม่
แกนนำ นปช.ไปดิ้นพัลวันกับการปกป้องตัวเอง ปฏิเสธเรื่องชายชุดดำ ทั้งที่มันเป็น fact ปฏิเสธเรื่องยั่วยุ เพราะเป็นการโต้แย้งจากจุดยืนตัวเอง ที่กลัวติดคุก ไม่ใช่จุดยืนของมวลชนที่เข้าร่วมการต่อสู้อย่างบริสุทธิ์
มวลชนมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ทวงความยุติธรรม ไม่พอใจที่ถูกปล้นอำนาจ พวกเขาอาจจะรุนแรงแบบบ้านๆ แต่พวกเขาไม่มีอาวุธสงคราม ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชายชุดดำ ใครจะสั่งชายชุดดำมาก็แล้วแต่ มวลชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เหตุใดรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงสั่งให้ใช้กำลังทหารพร้อมปืนเอ็ม 16 ปืนติดกล้อง เข้าไปกระชับพื้นที่ โดยออกคำสั่งปลายเปิด ให้ทหารยิงได้เมื่อเห็นใครต้องสงสัย ทำให้มวลชนผู้บริสุทธิ์ตายเป็นเบือ ในรายงาน คอป.ก็บอกอยู่ชัดเจน
แกนนำ นปช.ไม่ได้ถกอย่างนี้ แกนนำ นปช.จะบอกว่าตัวเองถูกทุกข้อ ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับชายชุดดำ ซึ่งมันฝืนความจริง สังคมก็เลยรู้สึกว่า “แถ”
ตัวอย่างเช่นการไปจ้องจับผิดอนุกรรมการ 2 คนว่าเป็นพันธมิตร ปัญหาของรายงาน คอป.ไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่ที่ทัศนะ ซึ่งทัศนะที่นำมาสรุป เป็นผลจากตัวกรรมการเอง ไม่ใช่ระดับจิ๊กจ๊อกแค่อนุกรรมการ 2-3 คนหรอก
ผมเสียดายที่รัฐบาลและ นปช.ไม่รู้จักใช้รายงาน คอป.ศอกกลับพรรคประชาธิปัตย์บ้าง เช่น ข้อมูลที่ชัดเจนว่า นักข่าวญี่ปุ่น นักข่าวอิตาลี ตายเพราะกระสุนจากทางทหาร มวลชนเกือบทั้งหมดตายเพราะกระสุนจากทางทหาร ไม่มีกรณีชายชุดดำยิงคนเสื้อแดงอย่างที่ ปชป.อ้าง มีแต่ฝีมือชายชุดเขียวทั้งนั้น
หรือการที่ คอป.ยอมรับว่า ทหารไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ศอฉ.อย่างเคร่งครัด จึงทำให้มวลชนตายเป็นเบือ แต่ คอป.กลับตำหนิ ศอฉ.เพียงว่าไม่ติดตามตรวจสอบ ทั้งที่ควรจะสอบสวนว่า ศอฉ.ออกคำสั่งปลายเปิดเช่นนี้ ได้คำนึงถึงผลที่ตามมาหรือไม่ การออกคำสั่งแบบนี้แล้วมีผู้ปฏิบัติไม่เคร่งครัดทำให้คนตาย 2-3 ราย ก็ถือว่าผิดที่ผู้ปฏิบัติ แต่ออกคำสั่งแล้วมีคนถูกยิงตาย 80 กว่าราย คำสั่งต้องมีปัญหาแล้วครับ
รัฐบาล พรรคเพื่อไทย นปช.เล่นไม่เป็นทั้งสิ้น เอาแต่จะเข้าชื่อกัน 50,000 ชื่อไปต่อต้านรายงาน คอป.ไม่ให้รับรองรายงาน คอป. เออ ทำไมไม่ทำอย่างเครือข่ายญาติ 112 ไปเรียกร้องอธิบดีศาลอาญาให้ประกันตัวผู้ต้องหาตามข้อเสนอ คอป.
ส่วนที่โพลล์ออกมาว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอ คอป.ก็ไม่ต้องกังวล เพราะไม่ใช่คนเห็นด้วยเรื่องชายชุดดำมีจริง กระแสสังคมที่ต้องการเห็นความสงบ พึงพอใจกับรายงานที่ออกมาโรยหน้าว่า “ผิดทั้งคู่” และมีข้อเสนอให้หาทางเลิกแล้วต่อกัน คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้อ่านรายละเอียดก็รู้สึกว่า “ดูดี”
ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจความต้องการของสังคม และเดินไปในเส้นทางนี้ ส่วนรายละเอียดจะตอบโต้กันอย่างไร ก็ให้แยกแยะเป็นประเด็น
ตัวอย่างเช่น ข้อเรียกร้องของ อ.คณิต ณ นคร ที่ให้ทักษิณวางมือ ก็ต้องโต้สิครับว่า อ.คณิตแกมาเรียกร้องอะไรเหนือรายงาน คอป.ที่ทำมากับมือ ถือว่าผิดมารยาท คณะกรรมการสรุปไปแล้ว ถูกผิดอย่างไรก็ว่ากัน แต่ประธานกลับมีข้อเสนอนอกเหนือรายงาน ซึ่งไม่สมควรยิ่ง ถ้าจะไปให้สัมภาษณ์ภายหลังอีก 6-7 วันก็ว่าไปอย่าง
ประเด็นสำคัญคือต้องเข้าใจว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา 6 ปีนับแต่รัฐประหาร หรือ 11 ปีนับแต่มีรัฐบาลทักษิณ มันมีลักษณะที่ “ผิดทั้งคู่” จริง ไม่ได้มีใครถูกต้อง ดีงาม ขาวสะอาด แฟร์เพลย์ เล่นตามกฎกติกามารยาท เพียงแต่อะไรคือสาเหตุปัจจัย อะไรที่ทำให้ปัญหาลุกลาม
รัฐบาลทักษิณไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรี ทำแต่สิ่งดีๆ ให้มวลชน ไม่เคยทำอะไรผิด รัฐบาลทักษิณมาจากประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย กระนั้นการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล ยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ไปกันใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง ดึงสถาบันตุลาการมากำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ขบวนการซอมบี้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ แพ้เลือกตั้งก็ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ใช้อำนาจตุลาการยุบพรรค ตัดสิทธิ จนตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มวลชนเสื้อแดงก็ลุกฮือขึ้น แน่นอน ไม่ใช่มานั่งพับเพียบชุมนุมเรียกร้อง เป็นม็อบที่มีอารมณ์ ถูกปลุกให้คลั่งแค้น ก้าวร้าว มีลักษณะรุนแรง แต่มันก็คือการแสดงออกของผู้ถูกกระทำจนเหลืออด เหตุใดผู้ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนจึงใช้ข้ออ้าง “ชายชุดดำ” ส่งกำลังทหารเข้ามาปราบปราม ซึ่งไม่เพียงมีคนตายจำนวนมาก แต่คนอีกเป็นพันก็ถูกจับกุมคุมขังภายใต้กระบวนการที่ไม่ยุติธรรม
ภายใต้ข้อสรุป “ผิดทั้งคู่” ที่ต้องยอมรับ มันมีด้านที่ “ผิดยิ่งกว่า” ตรงนั้นต่างหากที่จะต้องชี้ให้สังคมเห็น แต่ถ้าเริ่มต้นจาก “กรูไม่ผิด” ก็ยากที่จะให้ใครคล้อยตาม
ใบตองแห้ง
1 ต.ค. 55
..........................
1 ตุลาคม 2555 เวลา 12:31 น.
'สุกำพล' เผย นายกฯขอโทษสหรัฐ ปมนาซาขอใช้อู่ตะเภาแล้ว
ที่มา Voice TV
"สุกำพล" เผย นายกฯขอโทษสหรัฐฯ เหตุนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาแล้ว
ยันไร้ปัญหาด้านความมั่นคงพร้อมขอร้องอย่าโยงให้เกิดประเด็น
วอนเลิกวิจารณ์
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา)
ขอให้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อใช้ในการสำรวจชั้นบรรยากาศว่า
กองทัพไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว
โดยตนทำหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคงก็ไม่เห็นมีปัญหา
ดังนั้นขอร้องว่าอย่าไปทำให้มีประเด็น
อย่าไปพูดซ้ำและอย่าไปคิดโน่นนี้ให้มากเรื่อง เพราะมันไม่มี
หากเราไปพยายามผูกโยงกันจะเป็นการถ่วงประเทศ
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอยากดูเอกสารที่นาซาให้
มาแผ่นเดียวนั้นก็เป็นรายละเอียดที่เหมือนเดิม ไม่ได้มีรายละเอียดใหม่
เพียงแต่คราวที่แล้วเราไม่ได้ให้ทางนาซาเข้ามาดำเนินการในพื้นที่
เพราะเรามีปัญหากันมากนั้นอายเขา
เมื่อถามถึงการทำความเข้าใจกับประชาชน
พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า คิดว่าเขาเข้าใจกันหมด มีแต่สื่อมวลชนที่ไม่เข้าใจ
เพราะที่ผ่านมามีการอธิบายไปมากมาย ขอให้ลงข่าวให้ตรง
อย่าไปเขียนคาดว่าหากฟังเพียงนิดเดียวแล้วไปเต้นหมดก็ไม่ไหว ทั้งนี้รัฐบาล
กระทรวง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องพูดก็ขอให้เชื่อกันบ้าง
หากพูดแล้วดำเนินการไม่ตรงอย่างที่พูดก็ค่อยมาฟาดฟันกัน
ทางนาซาจะเข้ามาสำรวจชั้นบรรยากาศและเมฆเพื่อให้การพยากรณ์อากาศแม่นย้ำขึ้น
ในอนาคต โดยประเทศไทยไม่มีขีดความสามารถที่จะดำเนินการได้
ซึ่งเราก็ได้ประโยชน์ในส่วนนี้
"เมื่อตอนที่นายกฯเดินทางไปประเทศสหรัฐ
อเมริกาได้ขอโทษกับทางสหรัฐแล้วในเรื่องการขอใช้พื้นที่
เขาบอกว่านาซาจะไปดวงจันทร์ ง่ายกว่ามาประเทศไทยเสียอีก
ดังนั้นขออย่าให้มีปัญหากันเลยในเรื่องเล็กน้อยแบบนี้
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีแต่ประโยชน์ ควรจะเลิกวิจารณ์กันได้แล้ว"
รมว.กลาโหม กล่าว
Source : เดลินิวส์ / VoiceTv(Image)
by
Wasinee
3 ตุลาคม 2555 เวลา 12:33 น.
'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายคนกรุงเทพฯ รักในหลวงไม่ใช่ป้ายหาเสียง
ที่มา Voice TV
'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายโฆษณาคนกรุงเทพฯ รักในหลวง ไม่ใช่ป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ บอกเอกชนทำ ไม่ได้เป็นคนต้นคิด
กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากขณะนี้
เกี่ยวกับป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนอาคารสูงริมถนนสายหลักหลายสาย
โดยมีใจความว่า "คนกรุงเทพ รักในหลวง ไม่เปลี่ยน"
ทั้งนี้ในป้ายดังกล่าวมีรูปของ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร"
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อยู่รวมกับบรรดาศิลปิน นักร้อง นักแสดง
และนักกีฬาชื่อดัง ซึ่งผู้ที่เห็นภาพดังกล่าว ส่วนมากจะวิจารณ์ในแง่ลบ
เนื่องจากคิดว่าป้ายโฆษณานั้น เป็นการหาเสียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ
สมัยหน้าของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
ที่ได้ประกาศว่าจะลงสมัครเพื่อรักษาแชมป์สมัยที่ 2
และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการ
เมือง
ทั้งนี้ ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า
ตนไม่ใช่เจ้าของป้ายดังกล่าว
และป้ายโฆษณานี้ก็เป็นเรื่องของกลุ่มจิตอาสาที่ต้องการให้พ่อเมืองคือตน
มีภาพรวมอยู่กับศิลปินนักร้อง เพื่อทำกิจกรรมทางสังคมในแคมเปญ "รักในหลวง"
เท่านั้น ส่วนตนนั้นก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี และไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
เพราะเป็นการแสดงความจงรักภักดีผ่านแผ่นป้าย และตนก็ไม่ได้เป็นคนต้นคิด
อีกทั้งป้ายดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในสมัยหน้าด้วย
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวยืนยันอีกครั้งว่า
ป้ายดังกล่าวไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ป้ายของ กทม. แต่เป็นป้ายของเอกชนทั้งหมด
เพียงแต่มีรูปของตนไปร่วมด้วยเท่านั้น
สำหรับป้ายโฆษณานี้ เพิ่งจะมีการติดตั้งให้เห็นได้ประมาณ 2 วัน
บริเวณถนนวิภาวดี พญาไท เป็นต้น ซึ่งป้ายดังกล่าว มี นุ่น ศิระพันธ์
วัฒนะจินดา, ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ, นายกฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ น้อย
วงพรู, น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย และน้องวิว
เยาวภา บูรพลชัย นักเทควันโดหญิง, นายสมจิตร จงจอหอ อดีตนักมวยทีมชาติไทย
ซึ่งด้านล่างของป้ายดังกล่าวระบุชื่อ กลุ่มคิดดีทำดี
อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า
เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับพรรคเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนไทย
เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่ต้องการให้ปลดป้ายทั้งหมดโดยเร็ว
Source : http://hilight.kapook.com/view/76794
by
Supatsorn
2 ตุลาคม 2555 เวลา 15:24 น.
'กทม.' รั้งอันดับ 1 เมืองรถติดที่สุดในโลก
ที่มา Voice TV
เว็บไซต์ BBC รายงาน 10 อันดับ เมืองที่รถติดที่สุดในโลก
ผ่านการโหวตจากผู้อ่านทั่วโลก ปรากฏว่า กรุงเทพฯ
เป็นเมืองที่รถติดที่สุดในโลก
BBC ระบุว่า
ปัญหาการจราจรติดขัดเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตหลังจากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกของ
รัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเอง
เป็นผลให้มีรถยนต์แล่นบนท้องถนนกว่า 5 ล้านคัน
ทั้งที่พื้นที่ของถนนรองรับรถยนต์ได้เพียง 2 ล้านคันเท่านั้น
สำหรับ 10 อันดับเมืองที่รถติดที่สุด ตามผลสำรวจของ BBC มีดังนี้
1. กรุงเทพฯ ประเทศไทย
2. กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
3. ไนโรบี้ ประเทศเคนย่า
4. กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
5. เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย
6. เมืองกัมปาลา ประเทศยูกันดา
7. เมืองเล็กซิงตัน รัฐเคนตักกี้ สหรัฐฯ
8. เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ
9. กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
10. เมืองดาก้า ประเทศบังกลาเทศ
Source : news center/prachachat/toptenthailand.com(Image)
by
Supatsorn
2 ตุลาคม 2555 เวลา 18:02 น.
‘ศาสตราวุธของนักต่อสู้’ ผลงานทางปัญญา จากแดนคดีความมั่นคง
ที่มา ประชาไท
ฮัสซัน โตะดง โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)
มูฮำหมัด ดือราแม สำนักข่าวประชาไท
พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับมุสลิมที่เคร่งครัดในหลักการศาสนา ที่มักทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล โดยการเอ่ยนามพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำตลอดเวลา หรือเรียกว่า การซิกรุลลอฮฺ เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่นอกเรือจำ เพียงแต่สถานะของพวกเขาในทางคดี คือผู้ต้องขังคดีความมั่นคง
การำลึกดังกล่าว ถูกปฏิบัติอย่างปกติเช่นเดียวกับการขอดูอา หรือการขอวิงวอนหรือขอพรจากอัลลอฮฺ รวมถึงการกล่าวสรรเสริญและแซ่ซ้องสดุดีพระเจ้าอย่างเงียบๆ ซึ่งเรียกรวมๆว่า เป็นการทำอิบาดะห์ หรือการประกอบคุณงามความดีหรือศาสกิจตามแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด ศาสดาแห่งอิสลาม
อันเป็นพฤติกรรมทำให้เกิดคำถามชวนสงสัยอยู่ว่า แล้วทำไมคนที่เคร่งศาสนาและมีพฤติกรรมที่ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะภายใน เรือนจำไปแล้วนั้น จึงถูกดำเนินคดีและต้องถูกจองจำด้วย
ในจำนวนนั้น บางคนยังถือหนังสือเล่มเล็กสีเขียวอยู่ในมือ ที่มีภาพปกเป็นรูปมัสยิดกรือเซะ พร้อมข้อความภาษามลายูอักษรยาวี ที่ระบุว่า นี่คือจดหมายที่มีชื่อว่า سنجات مجاهد (ซึนญาตอ มุญาฮิด)
ชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อาวุธของผู้ที่มีความพยายาม”
คำว่า “อาวุธ” นี้มีความหมาย เพราะศาสดามูฮัมหมัด มีวัจนะไว้ว่า “ดุอาเป็นอาวุธของผู้ศรัทธา เป็นเสาหลักของศาสนา เป็นรัศมีแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน” (รายงานโดยอัล-หากิม)
หนังสือเล่มเล็ก ที่เปรียบเสมือนคู่มือการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของมุสลิมเล่มนี้ หากใครมีเป้าประสงค์ที่ไม่ขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม การขอดูอาอย่างสม่ำเสมอจึงมักถูกปฏิบัติควบคู่ไปกับกิจการงานต่างๆด้วย
หากแต่ในสายตาพวกเขามันยิ่งมีความหมายมากกว่าหนังสือที่ตั้งวางขายอยู่ ทั่วไป เพราะเป็นหนังสือที่พวกเขาผลิตขึ้นมาเอง เขียนด้วยลายมือล้วนๆ ก่อนจะตีพิมพ์ขาย
ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ บอกว่า หนังสือเล่มนี้ มีดุอามากกว่า 117 ดุอา หนาประมาณ 230 หน้า โดยรวบรวมจากหนังสือและตำราทางศาสนาประมาณ 14 เล่ม เนื้อหาส่วนใหญ่อธิบายด้วยภาษามลายู ประกอบด้วยวิธีการใช้ดูอาแต่ละประเภท ยกเว้นตัวบทของดูอา และโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่เป็นภาษาอาหรับตามต้นฉบับเดิม
“ผมเขียนหนังสือคู่มือเล่มนี้ เพราะได้แรงบันดาลใจจาก ซัยยิด กูฏุบ นักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามของประเทศอียิปต์ในช่วงศตวรรษ 20 ที่เขียนหนังสือหลายเล่มระหว่างถูกจำคุก เช่น หนังสือเกี่ยวกับการอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน”
ผู้ต้องขังที่เคร่งครัด
เขาบอกว่า ต้องการให้โลกภายนอกเห็นว่า คนที่อยู่ในเรือนจำไม่ใช่ขยะของสังคมหรือเป็นคนที่ไม่ดี เพราะคนในเรือนจำมีความเคร่งครัดและมีความอดทนสูง การมีเวลาในการอ่านหนังสือ มีการศึกษา ทำให้คนในเรือนจำสามารถเขียนหนังสือได้
การรณรงค์ให้ผู้ต้องขังคดีความมั่นคงปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามหลัก ศาสนา ทำให้เกิดกิจกรรมหนึ่งที่มีสำคัญ คือ การบททวนการทำอิบาดะห์ประจำเดือน ซึ่งรวมถึงการอ่านดุอาด้วย ทำให้ต้องมีการเขียนบทดุอาต่างๆ ในกระดาษแล้วถ่ายเอกสารแจกให้เพื่อนๆผู้ต้องขังที่เข้ามาที่เรียนศาสนาศาลา ละหมาดเป็นประจำทุกวัน แถมยังแจกให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและคนนอกที่มาเยี่ยมด้วย
ผู้ต้องขังรายนี้ ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาประจำศาลาละหมาดแห่งนี้ บอกว่า ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 1 ปี จึงเกิดแนวคิดว่า น่าจะรวมเล่มบทดุอาเหล่านี้มาเป็นหนังสือคู่มือเพื่อง่ายต่อการอ่าน
“จากนั้นจึงเริ่มเขียนบทดูอาต่างๆ ด้วยลายมืออย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมูฮัรรอม ปีฮิจเราะห์ศักราช 1432 ตรงกับช่วงเดือนธันวาคม 2553 ใช้เวลา 16 วันในการจัดทำต้นฉบับ”
จากนั้นส่งพิมพ์จำนวน 100 เล่มก่อน ใช้งบประมาณ 3,000 บาท บางส่วนส่งให้โต๊ะครูที่ตนเคยเรียนด้วยช่วยตรวจความถูกต้องอีกครั้ง บางส่วนให้คนในเรือนจำช่วยตรวจความถูกต้องด้วยโดยการอ่านเป็นประจำ ใช้เวลาตรวจความถูกต้องประมาณ 4 เดือน
จากนั้นมีการปรับปรุงอีกครั้งที่ 1 มีการเพิ่มดุอาต่างๆ นอกจากดุอาประจำเดือน มีการเพิ่มบทกลอนภาษามลายูเกี่ยวกับหลักศรัทธาเรื่องวันสิ้นโลกและแก้คำผิด ก่อนส่งพิมพ์อีก 1,000 เล่ม ใช้งบประมาณ 20,000 บาท ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง
“เงิน 20,000 บาท ส่วนหนึ่งยืมจากเพื่อนในเรือนจำ 5,000 บาท เป็นเงินเมีย 5,000 บาท และยืม จากเพื่อนข้างนอกอีก 10,000 บาท”
ต่อมามีการปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ก่อนส่งพิมพ์อีก 2,000 เล่ม ขายหมดเช่นกัน สรุปแล้วพิมพ์ไป 3,100 เล่ม ขายได้ประมาณ 60,000 บาท รายได้ส่วนหนึ่งบริจาคญาติผู้ต้องขังที่มีฐานะยากจน
ขณะนี้สั่งพิมพ์เพิ่มอีก 1,000 เล่ม เพื่อนำไปวางขายตามร้านหนังสือต่างๆ ด้วย ซึ่งในการผลิตทั้งหมดได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ ถึงขนาดช่วยนำไปวางขายในร้านค้าในเรือนจำ จำนวน 300 เล่ม และขายหมดไปแล้ว
เขาเล่าด้วยว่า ตอนนี้กำลังเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อว่า “หลังกำแพงเรือนจำมีอะไร” เพื่อสะท้อนชีวิตของนักโทษที่อยู่ในเรือนจำที่ด้วย
ใช้อะไรเขียน
ถามว่า เมื่ออยู่ในเรือนจำแล้วใช้อะไรเขียน เขาเล่าว่า ใช้ปากกาหมึกซึม เขียนบนกระดาษที่เหลือจากการประชุมสัมมนาภายในเรือนจำ แล้วให้ภรรยานำออกไปตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์บินฮาลาบี อ.เมือง จ.ปัตตานี
แม้ในเรือนจำมีร้านค้าอยู่ภายใน แต่ไม่ปากกาหมึกซึมขายและห้ามนำเข้ามาในเรือนจำ เพราะนักโทษมักใช้ปากกาหมึกซึมเขียนรอยสักบนร่างกาย จึงต้องอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้ภรรยานำมาให้ครั้งละ 2-3 ด้าม แต่ถ้าหมึกหมดก็จะต้องรออีก 2-3 วันกว่าจะได้มาอีก
ส่วนเหตุใดที่ใช้มัสยิดกรือเซะมาเป็นภาพปกนั้น คำตอบที่ออกมาจากปากของเขากลับกลายเป็นคำถามย้อนมาว่า “มัสยิดกรือเซะผิดอะไร ทำไมจึงถูกเผาอย่างที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์” “มันก็เหมือนกับที่ผิดอะไร ทำไมจึงถูกเจ้าหน้าทีมาจับ?”
เขาเล่าถึงสาเหตุที่ตัวเองต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำว่า เพราะถูกดำเนินคดีความมั่นคง ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ปลุกระดม ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 12 ปี จากนั้นได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างฎีกา
เขาหวังว่า ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษา เพราะเขาเชื่อว่า ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ แต่เหตุที่ถูกจับเนื่องจากไปเป็นครูสอนศาสนาในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัด ปัตตานี ที่รัฐเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ
เขามองถึงการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ต้องให้เป็นไปตามความต้องการของคนในพื้นที่ปัญหาถึงจะจบลง และจำเป็นต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ไปด้วย
บทขอพรเพื่อคนถูกอธรรม
หนังสือคู่มือเล่มนี้ ไม่ได้แตกต่างจากคู่มือมุสลิมทั่วๆ ไป หากไม่ได้เป็นผลงานของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งเขาบอกว่า เพื่อใช้ประกอบการทำอิบาดะห์อย่างเดียว เพื่อให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายใช้ขอดูอาจากอัลลอฮให้หลุดพ้นจากความอธรรมและความ ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ไม่มีนัยยะทางการเมือง
เมื่อพลิกดูเนื้อหาในส่วนแรกของคู่มือเล่มนี้ จะพบการเริ่มต้นด้วยดูอาที่ชื่อว่า “ดูอา อาวุธของนักต่อสู้” เขียนอยู่กรอบรูปลวดหนามล้อมวาดด้วยลายมือ ซึ่งเขาบอกว่า หมายถึง เรือนจำ โดยมีภาพวาด 2 มือที่แบออกพร้อมกับถูกคล้องด้วยกุญแจมือ หมายถึง “คนที่ถูกอธรรมกำลังขอดุอาต่อพระเจ้า เพื่อขอให้หลุดพ้นจากการถูกอธรรม” ส่วนภาพวาดดอกชบา หมายถึง สัญลักษณ์ของคนมลายูมุสลิม
ความหมาย คือ “โอ้ อัลลอฮ จงประทานความสันติสุขแก่ศาสดามูฮัมหมัด และขอให้เกิดความกลัวในหัวใจของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ที่กราบไหว้อย่างอื่นไปด้วยนอกจากอัลลอฮ ผู้ที่สร้างความอธรรม ผู้ที่กลับกลอก และผู้ที่สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน....มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ”
อามีน อามีน อามีน
ผู้ต้องหายิง M79 เชียงใหม่ยังถูกขังหลังศาลยกฟ้อง
ที่มา ประชาไท
วัลลภ พิธีพรม ผู้ต้องหายิง M79
ถูกขังต่อหลังศาลยกฟ้องและอยู่ระหว่างอัยการขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นรอบที่สอง
พร้อมความเคลื่อนไหวคดีอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่
คดีดีเจวิทยุชุมชนถูกข้อหาปลุกปั่นให้ปิดถนน นัดสืบพยานนัดต่อไป 19 พ.ย.นี้
2 ต.ค.55 สืบเนื่องจากวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ยกฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฟ้องนายวัลลภ พิธีพรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2553 ด้วยเหตุขาดประจักษ์พยานและพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการพิสูจน์เอาผิดจำเลย แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้อีก 30 วันเพื่อรอการอุทธรณ์โดยพนักงานอัยการ
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย.55 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลาในการ อุทธรณ์
นายวัลลภกล่าวว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงยังสั่งขังตนต่ออีก แต่ก็ยังไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ตนได้ปรึกษากับทนายความแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วสำหรับคำสั่งศาลเช่นนี้ ยังเชื่อมั่นว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดขังครั้งต่อไป ส่วนตอนนี้คิดถึงเมื่อครั้งที่ตนถูกย้ายไปขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครเกือบ 2 เดือนร่วมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) และนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) หรือหนุ่มเรดนนท์ ที่เคยพึ่งพาสนิทสนมกันแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ตนยังคงติดตามข่าวสารของเพื่อนนักโทษการเมืองผู้ร่วมชะตากรรมเหล่านี้ เท่าที่จะมีโอกาส อยากฝากกำลังใจให้อดทน
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.53 และไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างที่ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายแดง ปวนมูล นัก โทษเด็ดขาดคดีเสื้อแดงเชียงใหม่อีกคนหนึ่งนั้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 อีกทั้งนายแดงยังมีปัญหาสุขภาพเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการขอพักโทษ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องเพื่อรับ พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา
นายแดงกล่าวว่า ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสภาพเรือนจำที่แออัด (ข้อมูลปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4,236 คน) ทำให้ตนมีอาการป่วยบ่อยครั้ง หวังว่าจะได้พักโทษโดยเร็ว ตนมีพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องเลี้ยงดู ขณะที่ถูกจำคุกอยู่นี้ทรัพย์สินที่เคยมีก็หมดไปและยังมีหนี้สินที่เป็นภาระ พอกพูนขึ้นทุกวัน หากได้รับอิสรภาพ ตนจะประกอบอาชีพสุจริตรับซ่อมรองเท้าตามที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรอาชีพของ เรือนจำ คงกลับไปประกอบกิจการขับรถนำเที่ยวไม่ได้อีกแล้วเพราะรถถูกยึดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ยังคงอยู่ในชั้นศาลอีก 1 คดีคือคดีที่นายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีประกาศผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
คดีนายจักรพันธ์มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดต่อไปในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดลำพูน
2 ต.ค.55 สืบเนื่องจากวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ยกฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฟ้องนายวัลลภ พิธีพรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2553 ด้วยเหตุขาดประจักษ์พยานและพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการพิสูจน์เอาผิดจำเลย แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้อีก 30 วันเพื่อรอการอุทธรณ์โดยพนักงานอัยการ
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย.55 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลาในการ อุทธรณ์
นายวัลลภกล่าวว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงยังสั่งขังตนต่ออีก แต่ก็ยังไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ตนได้ปรึกษากับทนายความแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วสำหรับคำสั่งศาลเช่นนี้ ยังเชื่อมั่นว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดขังครั้งต่อไป ส่วนตอนนี้คิดถึงเมื่อครั้งที่ตนถูกย้ายไปขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครเกือบ 2 เดือนร่วมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) และนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) หรือหนุ่มเรดนนท์ ที่เคยพึ่งพาสนิทสนมกันแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ตนยังคงติดตามข่าวสารของเพื่อนนักโทษการเมืองผู้ร่วมชะตากรรมเหล่านี้ เท่าที่จะมีโอกาส อยากฝากกำลังใจให้อดทน
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.53 และไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างที่ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายแดง ปวนมูล นัก โทษเด็ดขาดคดีเสื้อแดงเชียงใหม่อีกคนหนึ่งนั้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 อีกทั้งนายแดงยังมีปัญหาสุขภาพเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการขอพักโทษ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องเพื่อรับ พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา
นายแดงกล่าวว่า ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสภาพเรือนจำที่แออัด (ข้อมูลปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4,236 คน) ทำให้ตนมีอาการป่วยบ่อยครั้ง หวังว่าจะได้พักโทษโดยเร็ว ตนมีพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องเลี้ยงดู ขณะที่ถูกจำคุกอยู่นี้ทรัพย์สินที่เคยมีก็หมดไปและยังมีหนี้สินที่เป็นภาระ พอกพูนขึ้นทุกวัน หากได้รับอิสรภาพ ตนจะประกอบอาชีพสุจริตรับซ่อมรองเท้าตามที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรอาชีพของ เรือนจำ คงกลับไปประกอบกิจการขับรถนำเที่ยวไม่ได้อีกแล้วเพราะรถถูกยึดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ยังคงอยู่ในชั้นศาลอีก 1 คดีคือคดีที่นายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีประกาศผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
คดีนายจักรพันธ์มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดต่อไปในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดลำพูน
Subscribe to:
Posts (Atom)