WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 6, 2012

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เปิด นสพ. เก่า อ่านชนวน 6 ตุลา ผ่านข่าวก่อนเกิดเหตุ

ที่มา ประชาไท




5 ต.ค.55  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค  “วันนี้เมื่อ 36 ปีก่อน” โดยนำรูปปกหนังสือพิมพ์เก่าฉบับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาวสยาม บ้านเมือง ไทยรัฐ บางกอกโพสต์ ประชาชาติ เปรียบเทียบการพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมใหญ่ของประชาชนและนักศึกษาใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 1, 2, 3, 4, 5 ตุลาคม 2519 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์กวาดล้างนักศึกษาและประชาชนในวันที่  6 ตุลาคม 2519

สำหรับ ในวันนี้ ( 5 ต.ค.) เมื่อ 36 ปีที่แล้ว สมศักดิ์ ได้วิเคราะห์ข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ไว้ว่า ชนวนของการจุดประเด็นเรื่องละครแขวนคอ อันเป็นเหตุให้ฝ่ายขวาลุกฮือและมีการกวาดล้างผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมนั้น ถูกจุดขึ้นจากประเด็นเพียงเล็กน้อยและด้วยเวลาอันรวดเร็วเพียงใด ทั้งที่สื่อมวลชนเกือบทั้งหมด รวมทั้งดาวสยามเองนำเสนอข่าวการแสดงละครนี้ในวันที่ 5 ต.ค. เป็นเพียงข่าวเล็กๆ ที่แทบไม่ได้รับความสนใจ

รายละเอียดมีดังนี้


วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 5 ตุลาคม 2519

...............

ทั้งพาดหัวและรายงานข่าวของ นสพ.ทุกฉบับ ที่วางตลาดในเช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 ไม่มีวี่แวว หรืออะไรแม้แต่นิดเดียว ที่จะส่อให้เห็นว่า จะเกิดอะไรขึ้น ภายใน 24 ชม.ข้างหน้า

ทุกฉบับรายงานการ "ยกระดับ" การต่อต้านถนอม ที่นำโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในเย็นวันก่อนหน้านั้น (จันทร์ที่ 4) คือ มีการจัดชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงเป็นครั้งแรก แล้วการชุมนุม ได้ "ยืดเยื้อ" คือ ไม่สลาย แต่ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนเข้ามาใช้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ชุมนุม ข้ามคืน "ยืดเยื้อ" ต่อ

แต่จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นอะไรที่ "คาดเดาได้" เพราะสมัยนั้น ถ้ามีเรื่องประท้วงใหญ่มากๆ ก็จะลงเอยในลักษณะนี้ คือ นักศึกษาจัดชุมนุมยืดเยื้อในธรรมศาสตร์

ก่อนหน้านั้น เพียงเดือนเศษ ก็มีกรณีลักษณะนี้ เมื่อ ประภาส จารุเสถียร ลักลอบกลับเข้ามาในประเทศไทย

ความ แตกต่าง คือ ครั้งถนอมนี้ การชุมนุมในลักษณะนี้ เริ่มช้ากว่า คือ เริ่มหลังจากถนอมเข้ามาแล้ว 2 สัปดาห์ ไมใช่ เริ่มทันที เหมือนครั้งประภาส

ราย ละเอียดที่ต่างกันออกไปบ้างอีกอย่างหนึ่ง คือ การชุมนุมยืดเยื้อในธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงถนอม ที่เริ่มขึ้นในเย็นวันที่ 4 ตุลาคม นี้ มีขึ้นพร้อมกับการเริ่มฤดูการสอบไล่ของนักศึกษาพอดี หมายความว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์ ต้องงดการสอบไปโดยปริยาย

และเรื่อง นี้เอง ที่นำไปสู่เหตุการณ์เล็กๆ ที่ไม่ได้มีใครสนใจหรือให้ความสำคัญมาก คือ การจัดชุมนุมภายในของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ซึงส่วนใหญ่คือ นักศึกษาชั้นปี 1 ที่ทำกิจกรรม ที่ลานโพธิ์ ในตอนเที่ยงของวันเดียวกันนั้น เพื่อชักชวนให้นักศึกษาปี 1 ที่ต้องมาสอบทุกคน งดสอบ (ไม่ค่อยได้ผลนัก นักศึกษาธรรมดา ที่ไมใช่เด็กกิจกรรม ยังเข้าสอบต่อไป) มีการจัดแสดง "ละคร" หรือ "ฉาก" สั้นๆ ไม่กีนาที ประกอบ เพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยหยิบเอาเหตุกาณณ์ ฆ่าแขวนคอ ช่างไฟฟ้า ที่นครปฐม 2 คน มาแสดง สลับกับการ "ไฮด์ปาร์ค" ย่อยๆ ด้วยเครื่องเสียงเล็กๆ

การจัดชุมนุมภายในของนัก ศึกษาธรรมศาสตร์ที่ว่านี้ เป็นเรือ่งกิจกรรมภายใน ที่นักกิจกรรมในธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะปี 1 "ทำกันเอง" ไม่ได้เป็นมติของ - หรือเกี่ยวข้องกับ - ศูนย์นิสิต

แน่นอนว่า นสพ.ทุกฉบับ ก็มาทำข่าว ถ่ายภาพกัน แต่ก็ไม่มีฉบับไหนให้ความสำคัญมาก

ไทย รัฐ ฉบับเช้าวันต่อมา (ดังทีแสดงให้เห็นในภาพ) ลงรูป ดร.ป๋วย มาห้ามปราม ให้เลิกชุมนุม หลังการชุมนุมดำเนินไป จนเรียกว่า เกือบจบแล้ว คือ หมดเวลาพักเที่ยง กำลังจะเริ่มการสอบ ตอนบ่ายโมงแล้ว ดร.ป๋วย ต้องการให้เลิก เพื่อไม่ให้รบกวนการสอบ (ถ้า ดร.ป๋วย ไม่มาห้ามปราม พวกเราเอง ก็คงอยู่กันต่ออีกไม่นาน ปล่อยให้นักศึกษา ที่สอบ สอบกันไป) แต่ละครเล็กๆ ที่ว่า ไทยรัฐ ก็ไม่รู้สึกน่าสนใจพอจะลง (จริงๆ ที่ลงรูปการชุมนุมนี้ ในหน้า 1 ก็คงเพราะมี ดร.ป๋วย มา "ปะทะนักศึกษา" ตามคำโปรยหัว ที่ออกจะ "เว่อร์" ของไทยรัฐ นันแหละ ลำพัง การชุมนุมเล็กๆแบบนี้ คงไม่เป็นข่าวอะไร)

นสพ. "ประชาชาติ" ลงรูป "ละคร" ที่แสดงเพื่อเรียกความสนใจที่วา เป็นรูปเล็กๆ แทบจะดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร เพราะไม่มีการบรรยายไว้ด้วยว่าเป็นรูปอะไร (นอกจากว่า "ส่วนภาพเล็ก เป็นการประท้วงของ นศ.ที่ลานโพธิ์" ใครที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เอง ก็ยากจะดูรู้เรื่องว่า ในภาพ เป็นอะไร) และก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร

ทีสำคัญ นสพ. ขวาจัด 2 ฉบับ ในขณะนั้น คือ ดาวสยาม กับ บ้านเมือง ไม่ให้ความสำคัญเลย จะเห็นว่า ไม่มีแม้แต่รูปอะไรเกี่ยวกับการชุมนุมของ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่ลานโพธิ์ และ "ละคร" ที่ว่าเลย

แต่ด้วยความบังเอิญ นสพ.ภาษาอังกฤษ Bangkok Post คงเห็นว่า ภาพ "ละคร" หรือ "ฉาก" ทีแสดงเรียกความสนใจนักศึกษาที่กำลังเข้าสอบทีว่า ออกมาแล้ว ดูเด่นดี เลยนำมาตีพิมพ์ในหน้า 1 และเป็น นสพ. ฉบับเดียวในเช้าวันอังคารที่ 5 ที่ลงภาพและเรื่องการแสดง "ละคร" ที่ว่านี้อย่างชัดเจน (ถ้าไม่นับ ประชาชาติ ที่ลงแต่รูปเล็กนิดเดียว แทบจะดูไม่ออก ดังกล่าว The Nation มีภาพละคร เช่นกัน แต่ถ่ายจากด้านข้าง)

และ Post ดูจะเป็นฉบับเดียว ที่ รู้สึกว่า "ละคร" นี้ แสดง "ได้ผล" หรือมี ผลสะเทือนต่อคนทีได้ดู ("It was just a mock hanging, but the effect was such that it created an eerie atmosphere at the Thammasat University campus...")

(ผมเดา ว่า ส่วนหนึงที่ Post ให้ความสำคัญ กับ "ละคร" เพราะต้องการ "เล่น" ข่าว ที่ ศรีสุข อธิบดีกรมตำรวจ ออกมายอมรับว่า การ ฆาแขวนคอ ช่างไฟฟ้า 2 คน เป็นฝีมือตำรวจ - ดูพาดหัวตัวโต ของ Post ตามภาพ)


และก็ด้วยความ บังเอิญ เช่นกัน ในเช้าวันอังคารที่ 5 นี้ กลุ่มฝ่ายขวา ทีแทบไม่มีใครสนใจ หรือรุ้จัก ที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มผู้รักชาติและชมรมแม่บ้าน" ไม่กี่ร้อยคน ที่ไม่พอใจ กับเรื่องที สมัคร สุนทรเวช และ สมบุญ ศิริธร "ปีกขวา" ประชาธิปัตย์ กำลังถูกกีดกันออกจาก ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ ที่เป็นข่าวต่อเนือ่งมาหลายวัน (ดูกระทู้ก่อนๆในซีรีส์นี้ ตาม links ข้างล่าง)

ได้พากันมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จนถึงประมาณหลังเที่ยงวันเล็กน้อย ใกล้จะเลิกชุมนุมอยู่แล้ว ก็บังเอิญ มีบางคนในหมุ่คนเหล่านี้ "เห็น" ขึ้นมาว่า ภาพในหน้า 1 Bangkok Post ดังกล่าว เป็นภาพอย่างอื่นที่ไมใช่เรื่องสะท้อนการแขวนคอช่างไฟฟ้าทีนครปฐม

ภาย ในไม่กีชัวโมง ในช่วงบ่ายถึงค่ำวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 ข่าวลือ เรือ่ง "นักศึกษา แขวนคอ หุ่น เหมือน ..." (นี่คือเนื้อหาของข่าวลือตอนแรก) ก็แพร่สะพัด ในหมู่พวกกำลังขวาจัดในขณะนั้น ราวกับไฟลามทุ่ง โดยมี นสพ. ดาวสยาม (ทีตอนแรก ไม่รู้สึกว่า ละคร ดังกล่าว มีอะไร พอจะรายงานในเช้าวันนั้น ด้วยซ้ำ) และ วิทยุ ยานเกราะ เป็นตัว จุดไฟ และช่วยกระพือ

ภายในไม่กี่ชัวโมง กำลังที่อยู่ในการควบคุมของพวกขวาจัด ได้รับการระดมกันขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งประเภทมวลชนจัดตั้ง (ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล) .. แต่ทีสำคัญ คือการเคลื่อนกำลังติดอาวุธ โดยเฉพาะในแวดวงตำรวจ และ ทีสำคัญทีสุด คือ ตำรวจ "พลร่ม" ตระเวนชายแดน ที่ถูกเคลื่อนกำลังเข้ามาจากหัวหินในกลางดึก (ตี 2) ของคืนวันอังคารที่ 5 ต่อเนื่องวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519

เป้าหมายของการโจมตี คือ ธรรมศาสตร์ .....


อ่านรายละเอียดในวันที่ 1-4 ตุลาคม 2519 ได้ที่
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 1 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/4wknz
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 2 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/T3E9W
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 3 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/OkrRa
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 4 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/hekC

ศาลปกครองกลางสั่ง "สตช.-สำนักนายกฯ" ชดใช้ผู้ชุมนุม พธม. กรณี 7 ตุลา

ที่มา ประชาไท



ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ สตช.และสำนักนายกฯ ชดใช้ให้กับผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 250 ราย จากกรณีตำรวจสลายการชุมนุมของกลุ่ม พธม.ที่ล้อมสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 5 ตุลาคม นางสิริกาญจน์ พานพิทักษ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 1569/2552 ที่นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ กับพวกรวม 250 ราย ซึ่งเป็นประชาชนที่สูญเสียอวัยวะสำคัญและได้รับบาดเจ็บ จากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิด จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุมของกลุ่ม พธม. ที่ล้อมบริเวณรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ได้นำอาวุธชนิดต่างๆ ที่มีอันตรายมาในการสลายการชุมนุม โดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการมาตรฐานสากล จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญฯปี 2550 มาตรา 63 บัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพการชุมนุมได้โดยสงบและปราศจากอาวุธ ขณะที่ข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม และฝ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ตามรายงานตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ตั้งแต่เวลา 05.00-24.00 น. ได้นำอาวุธปืนวัตถุระเบิดชนิดต่างๆ ซึ่งมีอันตรายโดยสภาพมาใช้ในการสลายการชุมนุม โดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากล ที่ต้องเริ่มจากการเจรจาการต่อรอง หากไม่สำเร็จ จึงจะใช้มาตรการสลายการชุมนุมจากเบาไปหาหนัก โดยใช้โล่กำบังผลักดันผู้ชุมนุม ถ้าไม่ได้ผลให้ใช้น้ำฉีดจากรถดับเพลิงเพื่อเปิดทาง หากไม่ได้ผล จึงให้ใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องประกาศถึงขั้นตอนดังกล่าวให้ผู้ชุมนุมทราบก่อน
จากคำให้การของผู้ชุมนุม ผู้ฟ้องคดี ผู้ร้องสอด กลุ่มสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่พยาบาลและทีมแพทย์สนามยืนยันว่า ไม่ได้ยินเสียงประกาศแจ้งเตือนแต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้มาตรการการควบคุมผู้ชุมนุมจากเบาไปหาหนัก ตามแผนที่วางไว้ ขณะที่ น.อ.อ.พงษ์ศักดิ์ เกื้อการุณ ผู้อำนวยการกองวิทยาการ กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ยืนยันว่า การใช้แก๊สน้ำตาชนิดขว้าง ต้องขว้างให้ตกจากฝูงชนมากกว่า 3 เมตร ในทิศเหนือลม ส่วนการยิงควรใช้มุมยิง 25-45 องศา ให้ห่างจากฝูงชน 60-90 เมตร ซึ่งทั้งสองวิธีไม่ควรเล็งไปยังบุคคลโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงจากพยานกลุ่มต่างๆ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงและขว้างแก๊สน้ำตาไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมโดยตรง และยิงใส่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และรถพยาบาลที่มีเครื่องหมายกาชาดไทย ที่สามารถมองเห็นได้ไกลถึง 100 เมตร ขณะที่ผลการทดสอบขว้างแก๊สน้ำตาที่ใช้ในการสลายการชุมนุมพบว่า ทำให้พื้นสนามเป็นหลุม ขนาด 8 คูณ 8 คูณ 3 เซนติเมตร และเป็นหลุมขนาด 16 คูณ 16 คูณ 8 เซนติเมตร และพบสารอาร์ดีเอ็กซ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการฉีกทำลายล้าง หากเกิดกับร่างกายมนุษย์ย่อมฉีกขาดและทำลายอวัยวะได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีทัศนคติในทางลบกับผู้ชุมนุม ผ่านคำพูดในการเข้าสลายการชุมนุมว่า "มันอยู่ได้ ให้มันอยู่ไป ยิงเข้าไป เดินเข้าไป ลุยเข้าไป" "บาดแผลแค่นี้ไม่ตายหรอก" แสดงให้เห็นว่าแผนกรกฏ 2548 ที่นำมาใช้เป็นเพียงการอ้างหลักตามมาตรฐานสากล แต่การปฏิบัติงานจริงไม่ได้เป็นไปตามหลักการให้ความเมตตาผู้มีความคิดเห็น ทางการเมืองที่แตกต่างตามที่เขียนแผนปฏิบัติการไว้ เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังได้เป็นที่ยุติว่ารัฐสภาปิดการประชุมตั้งแต่เวลา 11.30 น. โดย ส.ส.และคณะรัฐมนตรี ออกจากสภาเสร็จสิ้นตั้งแต่เวลา 18.00 น.แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะสลายการชุมนุมในช่วงเวลา 18.00-24.00 น. แต่อย่างใด และเมื่อพิเคราะห์ผลการพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และความเห็นของคณะกรรมการป้องกันละปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงเห็นว่าการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เป็นการกระทำโดยจงใจ กระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายต่อผู้ชุมนุม
ข้ออ้างที่ผู้ถูกฟ้องทั้ง 2 ระบุว่า การใช้แก๊สน้ำตาเพราะผู้ชุมนุมใช้หนังสติ๊กยิงด้วยลูกแก้ว กระบอง ธงด้ามเหล็ก ไม้เบสบอล ทำร้ายเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนายนั้น เห็นว่าการใช้แก๊สน้ำตายิงและขว้างของเจ้าหน้าที่และการใช้อาวุธปืนชนิด ต่างๆ ยิงทำร้ายผู้ร่วมชุมนุม ได้รับอันตรายถึงชีวิตและบาดเจ็บรวม 1,003 คน ส่วนเจ้าหน้าตำรวจได้รับบาดเจ็บเพียง 78 นาย โดยสาหัส 9 นาย ขณะที่ข้อเท็จจริงพบว่าในวันดังกล่าวมีผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน หากผู้ชุมนุมถูกปลุกระดมให้ทำร้ายหรือทำลายสถานที่ราชการ หรือบุกจับ ส.ส.และ ครม.ตามที่อ้าง ลำพังกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียง 2,500 นาย คงไม่อาจต้านทานได้ ดังนั้น ข้ออ้างว่ามีการทำลายสถานที่ราชการบุกจับตัวประกันจึงเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุสลายการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยรูปแบบ ขั้นตอนความแบบกรกฎาคม 2548
ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว สังกัดผู้ถูกฟ้องที่ 1 ต่างยืนยันสอดคล้องกันว่า นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น สังกัดผู้ถูกฟ้องที่ 2 ประชุม ครม.และมีมติในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 ว่าจะต้องประชุมรัฐสภา ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และสั่งการให้ผู้ถูกสั่งฟ้องที่ 1 ผลักดันผู้ร่วมชุมนุมที่ปิดล้อมรัฐสภาให้ออกไป เพื่อจะให้มีการแถลงนโยบายในวันดังกล่าวให้ได้ ดังนั้น เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตร.สังกัดผู้ถูกร้องที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อผู้ชุมนุม แล้วผู้ถูกฟ้องทั้ง 2 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของนายสมชาย พล.อ.ชวลิต และ พล.ต.อ.พัชรวาท จึงต้องรับผิดที่เกิดจากการกระทำละเมิดเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งในการสลายการชุมนุมเกิดตั้งแต่เช้าถึงค่ำรวม 4 ครั้ง แต่นายสมชาย นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจ แม้จะประชุมสภาเสร็จในเวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องที่ 1 ก็ยังคงใช้กำลังและอาวุธในการสลายการชุมนุม
ผู้ถูกฟ้องทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ฟ้อง ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายให้กับผู้รับความเสียหายนั้นตามมติ ครม.วันที่ 10 มกราคม 2555 เรื่องข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมให้การเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อ และผู้เสียหายตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการ เมือง ซึ่งศาลเห็นควรให้ผู้ถูกร้องทั้ง 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ฟ้องที่ 1 เป็นเงิน 5,190,964.80 บาท ผู้ฟ้องที่ 2 จำนวน 2,250,650 บาท ผู้ฟ้องที่ 3 จำนวน 1 แสนบาท ผู้ฟ้องที่ 4 จำนวน 160,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 5 เป็นเงิน 256,435 บาท ผู้ฟ้องที่ 6 จำนวน 3,711,894 บาท ผู้ฟ้องที่ 7 จำนวน 30,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 8 จำนวน 3,053,363 บาท ผู้ฟ้องที่ 9 จำนวน 3,303,540 บาท ผู้ฟ้องที่ 10 จำนวน 165,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 11 จำนวน 120,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 12 จำนวน 524,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 13 จำนวน 75,000 บาท  ผู้ฟ้องที่ 14-19 และ 22 รวม 7 ราย รายละ 50,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 20 จำนวน 155,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 21 จำนวน 70,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 23 จำนวน 300,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 24-25 รายละ 120,000 บาท ผู้ฟ้องที่ 28 จำนวน 1,942,710 บาท ผู้ฟ้องที่ 29 จำนวน 120,840 บาท
ส่วนผู้ฟ้องที่ 26-27,30-32, 33-44, 46-54, 55-133, 135-250, และผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วยอีก 5 ราย รายละ 50,000 บาท และผู้ฟ้องที่ 134 จำนวน 8,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2552 จนกว่าจะทำการชำระเสร็จ โดยให้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่วันคดีถึงที่สุด หากผู้ฟ้องและผู้ร้องสอดใดๆ ได้รับเงินทดแทนเยียวยาความเสียหายจากหน่วยงานของรัฐตามมติ ครม.ในวันที่ 10 มกราคม 2555 ไปแล้ว ยังให้มีสิทธิรับค่าทดแทนส่วนที่เหลือตามคำพิพากษาได้ และหากภายใน 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ผู้ฟ้องหรือผู้ร้องสอดรายใดยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง ศาลยังสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาส่วนนี้เพิ่มเติมได้
ส่วนนายประเสริฐ แก้วกระโทก ผู้ฟ้องที่ 45 ซึ่งอ้างว่าได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมนั้น ข้อเท็จจริงจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ระบุว่า ผู้ฟ้องถูกกลุ่มเสื้อแดงดักทำร้ายขณะรถติดไฟแดง ที่ถนนวิภาวดีซอย 3 ด้วยอาวุธไม้ท่อนทุบตีและใช้มีดฟันมือ เบื้องต้นมูลนิธิได้จ่ายค่ารักษาให้จำนวน 90,000 บาท เมื่อกรณีไม่ได้ถูกกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้ และพิพากษาให้ยกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษานี้ ยังเป็นเพียงศาลปกครองชั้นต้น หากคู่ความไม่พอใจยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน


ที่มา: มติชนออนไลน์

"เมื่อได้ยินอะซาน...ทุกอย่างต้องยุติ" คำชี้แจง 'วันศุกร์' จุฬาราชมนตรี

ที่มา ประชาไท



เปิดคำชี้แจงจุฬาราชมนตรี “การทำงานในวันศุกร์ มิได้ขัดแย้งกับหลักศาสนาอิสลาม” ระบุอิสลามบัญญัติให้บุคคลต้องไม่ให้ความสำคัญเรื่องหารายได้ มากกว่าพิธีละหมาดวันศุกร์ ...ผู้ทำงานทุกคนต้องระลึกเสมอคือ เมื่อได้ยินเสียงอะซานเรียกร้องสู่การละหมาด งานทุกอย่างต้องยุติลง
5 ต.ค. 55 - ต่อไปนี้ เป็นเนื้อหาในเปิดคำชี้แจงของจุฬาราชมนตรี เรื่องการทำงานในวันศุกร์มิได้ขัดแย้งกับหลักศาสนาอิสลาม หลังจากที่มีข่าวลือข่มขู่มิให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และบางส่วนของจังหวัดสงขลา ออกมาทำงานในวันศุกร์ จนส่งผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากร้านค้าต่างๆในพื้นที่ต่างปิดเงียบ โดยมีเนื้อหาดังนี้

การทำงานในวันศุกร์
มิได้ขัดแย้งกับหลักศาสนาอิสลาม

การทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพเป็นสิ่งที่อิสลามให้ความสำคัญ เป็นอย่างสูง เพราะการดำรงชีพโดยมุ่งสู่เป้าหมายที่องค์อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนด นั้น ต้องอาศัยการอุปโภคบริโภค สรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้ให้ ผู้ทำงานเพื่ออัลลอฮฺ เช่น บรรดานบีๆ (ศาสนทูตทั้งหลาย) จึงเป็นผู้ทำงานหนักเสมอ เพื่อให้สามารถดำรงชีพได้ โดยไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น และสามารถทำหน้าที่เพื่ออัลลอฮฺได้โดยไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ใด นอกจากขอพึ่งพาอัลลอฮฺ (ซุบหานะฮฺ) เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ผู้ทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวด้วยอาชีพสุจริต จึงเป็นผู้ประเสริฐ และอาหารที่ได้มาจากการทำงานนั้นก็เป็นอาหารที่ประเสริฐด้วย ดังคำของศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสุขสวัสดิ์จากอัลลอฮฺจงบังเกิดแก่ท่านด้วยเถิด) ซึ่งบอกเล่าโดยมิกดาม มะอัดดีกริบา และบันทึกโดยบุคอรีย์ ว่า
عَنِ الْمِقْدَامِ بنْ مُعِد يَكْرِب رَضِيَ اللهُ عَنْهُ عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّهُ قَالَ: مَا أَكَلَ أَحَدٌ طَعَامًا قَطُّ خَيْرًا مِنْ أَنْ يَأْكُلَ مِنْ عَمَلِ يَدِهِ ، وَإِنَّ نَبِىَّ اللَّهِ دَاوُدَ - عَلَيْهِ السَّلاَمُ - كَانَ يَأْكُلُ مِنْ عَمَلِ يَدِهِ.(رواه البخاري)
“ไม่มีอาหารใดที่คน ๆ หนึ่ง รับประทานแล้ว จะมีความประเสริฐมากไปกว่าอาหารที่ได้มาจากการทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน และแท้จริงดาวูดผู้เป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺเอง ก็เป็นผู้ที่เลี้ยงชีพโดยการทำงานด้วยตัวเอง”
    "تيدقله سسؤرڠ مڠگونا سمسي ماكنن يڠ لبيه بأيك دري ماكنن يڠد حاصيلكن دري جريه تاڠن سنديري دان سسوڠگوهڽ نبي داود - عليه السلام-  دهولو سننتياس ماكن دري جريه ڤايه سنديري"

อีกทั้งผู้ทำงานอย่างมืออาชีพก็เป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺ (ซุบหานะฮฺ) ดังคำของศาสนทูต มุหัมมัด (ขอความสุขสวัสดิ์จากอัลลอฮฺจงบังเกิดแก่ท่านด้วยเถิด) ซึ่งบอกเล่าโดยอิบนุอุมัร และบันทึกโดย ฏ็อบรอนีย์
إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ الْمُؤْمِنَ الْمُحْتَرِفَ
“แท้จริง องค์อัลลอฮฺทรงรักผู้ศรัทธาที่ประกอบอาชีพการงาน”
"سسوڠگوهڽ الله سبحانه وتعالى منچينتأي سؤرڠ مؤمن يڠ گيات بكرجا"

ด้วยความรักที่พระองค์มีให้ จึงพร้อมจะทรงอภัยโทษต่อผู้ประกอบอาชีพการงานในยาม   ที่พวกเขาเหนื่อยล้าจากการใช้แรงกาย และทรงถือว่าผู้ทำงานสุจริตเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว คือคนทำงานในหนทางของพระองค์ (ฟี สะบีลิลลาฮฺ) ดังหะดีษต่อไปนี้
عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهَا أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ : " مَنْ أَمْسَى كَالًا مِنْ عَمَلِ يَدَيْهِ أَمْسَى مَغْفُورًا لَهُ " (رواه الطبراني)
 “ผู้ใดเข้าสู่ยามเย็นอย่างเหนื่อยล้าจากการใช้แรงงาน เขาเป็นผู้ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ”
         "بارڠ سياڤ يڠ وقتو ڤتڠ دودوق دالم كللهن لنتاران ڤكرجأن يڠتله دلاكوكن، مك اي داڤتكن وقتو ڤتڠ ترسبوت دوساڽ٢ دامڤوني اوليه الله سبحانه وتعالى"
อีกหะดีษหนึ่งซึ่งทำให้เห็นว่าทุกคนต้องสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพสุจริต คือหะดีษที่ระบุว่า
عن كَعْبِ بْنِ عُجْرَة رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : مَرَّ عَلَى النَّبِيِّ - صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - رَجُلٌ فَرَاى أَصْحَابَ رَسُوْلِ اللهِ - صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - مِنْ جَلَدِهِ وَنَشَاطِهِ فَقَالُوا : يَا رَسُوْلَ اللهِ! لَوْ كَانَ هَذَا فِي سَبِيلِ اللهِ؟ فَقَالَ رَسُوْلُ اللهِ - صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - :«إِنْ كَانَ خَرَجَ يَسْعَى عَلَى وَلَدِهِ صِغَاراً فَهُوَ فِي سَبِيلِ اللهِ ، وَإِنْ كَانَ خَرَجَ يَسْعَى عَلَى أَبَوَيْنِ شَيْخَينِ كَبِيرَيْنِ فَهُوَ فِي سَبِيلِ اللهِ ، وَإِنْ كَانَ يَسْعَى عَلَى نَفْسِهِ يَعِفُّهَا فَهُوَ فِي سَبِيلِ اللهِ ، وَإِنْ كَانَ خَرَجَ رَيِاءً وَمُفَاخَرَةً فَهُوَ فِي سَبِيلِ الشَّيْطَانِ.
(رواه الطبراني برجال الصحيح)
“ชายผู้หนึ่งเดินผ่านกลุ่มมหามิตรแห่งบรมศาสนทูต พวกเขารู้ว่าชายคนนี้มีน้ำอดน้ำทน และทำงานอย่างขยันขันแข็ง จึงกล่าวกับบรมศาสนทูตว่า ถ้าชายคนนี้มาทำงานในหนทางของอัลลอฮฺ ย่อมเป็นการดียิ่ง (พวกเขาหมายถึงการสงคราม) บรมศาสนทูตบอกว่า หากชายคนนี้ออกไปทำงานหาเลี้ยงลูกเล็กๆ เขาก็อยู่ในหนทางของอัลลอฮฺแล้ว หากเขาออกไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงพ่อแม่ที่แก่ชรา เขาก็อยู่ในหนทางของอัลลอฮฺแล้ว หากเขาออกไปทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเองจะได้ไม่ต้องเป็นภาระของใครให้เสียสง่า ราศี เขาก็อยู่ในหนทางของอัลลอฮฺแล้ว ถ้าเขาออกไปทำงานเพื่อหวังให้ผู้อื่นยกย่องหรือเพื่อโอ้อวดกันต่างหาก เขาจะอยู่ในหนทางของซาตาน”
مقصودڽ : " سؤرڠ للاكي برجالن دتڤي ڤاراصحابة دان مريك تاهو بهوا للاكي ايت سؤرڠ يڠ برصبر دان راجين بكرجا لالو ايت مريك بركات كڤد رسول الله جك للاكي اين بكرجا دالم جالن الله ادله امت بأيك (مريك برمقصود دڠن ڤڤراڠن)  رسول الله بركات جك دي كلواربكرجا اونتوق انق كچيلڽ دي سوده براد دالم جالن الله، دان جك دي كلواربكرجا اونتوق ممليهارا ايبوباڤ يڠ توا دي سوده براد دالم جالن الله، دان جك دي كلواربكرجا اونتوق ممليهارا ديريڽ سڤاي تيدق ممببنكن اورڠ لأين دي سوده براد دالم جالن الله، جك دي كلواربكرجا اونتوق منداڤت كڤوجين دري اورڠ لأين اتاواونتوق منونجوق٢ دي سوده براد دالم جالن شيطان"
เมื่อคนเราต้องบริโภคทุกวัน อิสลามจึงไม่ห้ามที่จะทำงานทุกวัน แม้วันนั้นจะเป็นวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญประจำสัปดาห์ก็ตาม สิ่ง ที่อิสลามบัญญัติ คือ บุคคลต้องไม่ให้ความสำคัญแก่การทำงานหารายได้ มากกว่าการประกอบพิธีละหมาดญุมอะฮฺถวายเป็นอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็น เจ้าดังปรากฏในพระดำรัสแห่งอัลลอฮฺซูรอฮฺอัลญุมุอะฮฺ อายะฮฺที่ 9-10 ว่า
" يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا إِذَا نُودِيَ لِلصَّلَاةِ مِنْ يَوْمِ الْجُمُعَةِ فَاسْعَوْا إِلَى ذِكْرِ اللَّهِ وَذَرُوا الْبَيْعَ ذَلِكُمْ خَيْرٌ لَكُمْ إِنْ كُنْتُمْ تَعْلَمُونَ ، فَإِذَا قُضِيَتِ الصَّلَاةُ فَانْتَشِرُوا فِي الْأَرْضِ وَابْتَغُوا مِنْ فَضْلِ اللَّهِ وَاذْكُرُوا اللَّهَ كَثِيرًا لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ "
“ดูกร ผู้มีศรัทธาทั้งหลาย เมื่อเสียงเรียกร้องสู่การละหมาดดังขึ้นในวันศุกร์ พวกเจ้าก็จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮฺเถิด และจงยุติการซื้อขายเสีย นั่นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้”
“ครั้นเมื่อการประกอบพิธีละหมาดเสร็จสิ้นลง พวกเจ้าก็จงกระจายไปในแผ่นดินเถิด จงแสวงหาคุณูปการแห่งอัลลอฮฺ (ทำงานหารายได้) และจงรำลึกถึงพระองค์ให้มาก เพื่อพวกเจ้าจะได้พบกับความสำเร็จ”
       "واهاي اورڠ٢ يڠ برايمان اڤبيل دسروكن اذان اونتوق مڠرجاكن سمبهيڠ ڤدهاري جمعة مك سگراله كاموڤرگي (كمسجد) اونتوق مڠيڠتي الله (دڠن مڠرجاكن سمبهيڠ جمعة) دان تيڠگلله برجوال بلي، لالواي ممبري تاهوكڤد كامو اڤ يڠ كاموتله لاكوكن (سرتا ممبالسڽ)"
        "كمدين ستله سلساي سمبهيڠ مك برتبارانله كامودموك بومي (اونتوق منجالنكن اوروسن ماسيڠ٢) دان چاريله اڤ يڠ كامو حاجتي دري الله، سرتا ايڠتله اكن الله سباڽق٢ (دالم ستيڤ كأدأن) سڤاي كاموبرجاي (ددنيا دان أخيرة)"
ทั้งสองอายะฮฺบ่งชี้ชัดเจนว่า แม้จะเป็นวันศุกร์ แต่อัลลอฮฺก็ยังส่งเสริมให้ทำงานแสวงหาคุณูปการที่พระองค์ทรงสร้างไว้ให้ สิ่งที่ผู้ทำงานทุกคนต้องระลึกถึงอยู่เสมอคือ เมื่อได้ยินเสียงอะซานเรียกร้องสู่การละหมาด งานทุกอย่างต้องยุติลงและบุคคลต้องเตรียมตัวไปร่วมละหมาดอย่างรีบเร่ง
ครั้นเมื่อละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้ทำงานต่อไป โดยมีจิตระลึกอยู่เสมอว่า โภคปัจจัยที่ได้ มาล้วนเป็นคุณูปการแห่งอัลลอฮฺทั้งสิ้น บุคคลจึงควรแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ด้วยการปฏิบัติตนและใช้จ่ายทรัพย์สินที่ได้มา ไปตามครรลองแห่งพระองค์เท่านั้น นั่นจึงนับเป็นความสำเร็จ ทั้งในภพนี้และปรภพ
ในบริบทของสังคมประเทศไทยโดยรวม และเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุสลิมสามารถทำงานวันศุกร์ได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสในการละหมาดญุมอะฮฺเลย เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ล้วนอนุญาตให้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานออกไปละหมาดญุมอะฮฺได้เมื่อถึงเวลา ซึ่งนับเป็นเนียะมะฮฺ (สิ่งดี ๆ ที่องค์อัลลอฮฺทรงประทานให้) โดยแท้
ดังนั้น การข่มขู่คุกคามให้สุจริตชนต้องหยุดทำงานในวันศุกร์ นับเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น เป็นการแอบอ้างศาสนาอิสลามเพื่อผลประโยชน์ของตนอย่างมิชอบ และเป็นการกระทำที่อยู่นอกกรอบแนวทางของอัลลอฮฺอย่างสิ้นเชิง.

มันมาอีกแล้ว..จะเอาฮาไปถึงไหน?

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 06/10/55 ช่วยกันรักษ์..พิทักษ์เก้าอี้

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




มีแต่เรื่อง สาละวน ผลประโยชน์
เบื่อเสียงโอด เสียงโอย พวกโหยหิว
หวังกอบโกย ไขว่คว้า จนตัวปลิว
หากได้ซิว เก้าอี้ใหญ่ ยิ่งใจพอง....

คนที่แสน น่าสงสาร ท่านนายกฯ
คิดไม่ตก จาดเรื่องหนึ่ง ลามถึงสอง
เก้าอี้โน้น เก้าอี้นี้ ตีตราจอง
ฉีกครรลอง อยากเป็นใหญ่ หวังได้ดี....

นี่คือเกม การเมือง เรื่องอุบาทว์
แสนสมเพช อเนจอนาถ ขาดศักดิ์ศรี
พอไม่ได้ ก็ถาโถม เข้าโจมตี
เรื่องอัปรีย์ จึงได้เห็น ไม่เว้นวัน....

อีกฝ่ายแค้น ยังดาหน้า แล้วท้าศึก
จิตสำนึก ชั่วดี มีไหมนั่น
จะเหลือใคร แม้วันหนึ่ง ถึงทางตัน
หากไม่คิด เรื่องสร้างสรรค์ กลับบั่นทอน....

เจอศึกนอก ศึกใน เอาให้อยู่
นายกปู ยังวุ่นวาย สุดถ่ายถอน
หากชีวิต เหน็บหนาว สุดร้าวรอน
กลับบ้านนอน กอดสามี ดีกว่าเอย....

๓ บลา / ๖ ต.ค.๕๕

หมอมิ้ง:36ปี6ตุลาฯภารกิจสืบสานเจตนารมณ์ต่อต้านเผด็จการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตยยังไม่เสร็จสิ้น

ที่มา Thai E-News

 Horror in Pink (2001) - 1
ร่างปาฐกถา  36 ปี 6 ตุลา 2519 : ภารกิจสืบสานเจตนารมณ์ต่อต้านเผด็จการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตยยังไม่เสร็จสิ้น โดย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช



พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
 เช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม 2519  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลาดวิชา สัญญลักษณ์แห่งเสรีภาพทางปัญญา ได้แปรเปลี่ยนเป็นทุ่งสังหารอันหฤโหด  ที่เข่นฆ่าทำร้ายผู้ชุมนุมต่อต้านเผด็จการกว่า 3000 คน โดยกองกำลังทหารตำรวจอาวุธครบมือ   ระเบิด กระสุนปืน และแก๊สน้ำตา ได้ถาโถมสาดใส่ผู้ชุมนุมอย่างไม่ปรานี ตั้งแต่ 5.30 น.

จวบจนแดดเริ่มจะแก่กล้าเมื่อเวลา 9.00น.  ยังผลให้วีรชนผู้กล้าเสียชีวิตจากอาวุธสงครามอย่างโหดร้ายทารุณ บ้างก็ถูกทุบตีและแขวนคอตาย บ้างก็ถูกราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งที่ยังไม่สิ้นใจ บางรายก็ถูกลิ่มตอกอก หรือ อวัยวะส่วนอื่นจนสิ้นใจ เสียชีวิตรวมทั้งสิ้นหลายสิบราย บาดเจ็บอีกหลายร้อยราย

ส่วนที่เหลือก็ถูกจับกุมคุมขัง โดยจับถอดเสื้อผ้าทั้งชาย-หญิง เหลือเพียงกางเกง-เสื้อชั้นใน ถูกต้อนขึ้นรถบรรทุก รถบัส ไปคุมขังเยี่ยงอาชญากรที่มีโทษอุกฉกรรจ์  โดยผู้ชุมนุมถูกใส่ร้ายป้ายสี ด้วยการแต่งเติมภาพกิจกรรมระหว่างการเคลื่อนไหวชุมนุม นำลงตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์บางฉบับ กล่าวหาผู้ชุมนุมว่ามุ่งร้ายต่อองค์รัชทายาท แล้วปฏิบัติการล้อมปราบผู้ร่วมชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมด้วยอาวุธสงคราม ติดตามด้วยการทำรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยมีพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าในวันเดียวกัน

หลังจากนั้นก็ติดตามกวาดล้างพวกที่เหลือ ด้วยการยัดข้อหา"ภัยสังคม" ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องหลบซ่อน อำพรางตัว บ้างก็หลบหนีเข้าเขตป่าเขา ต่อสู้กับอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมยังดำรงอยู่อีกหลายปี จนรัฐบาลต่อๆมาต้องประกาศใช้นโยบาย 66/2523 นิรโทษกรรม ให้โอกาสผู้รักชาติรักประชาธิปไตยที่ถูกข้อหา"ขบถ"ทะยอยกลับออกมาดำเนิน ชีวิตเยี่ยงปกติชน

ตุลาคม 2539 หลังชัยชนะของการต่อสู้หลั่งเลือดเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพฤษภาคม 2535 และบรรยากาศเริ่มเปิดกว้างให้พลังประชาธิปไตย เพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่รอดชีวิตจากยุค 6 ตุลาคม 2519 ได้ร่วมจัดงาน"20 ปี 6 ตุลาคม"ขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง และประสบผลสำเร็จในการกอบกู้พลิกภาพลักษณ์ของ"วีรชนและวีรกรรม 6 ตุลาคม 2519" จาก "ขบถ" เป็น"วีรชนประชาธิปไตย" และเชื่อว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนจะยังไม่จบสิ้น หากแต่พัฒนาต่อเนื่องเหมือนสายธารแห่งประวัติศาสตร์

เริ่มตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 , การจัดสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,การต่อสู้คัดค้านเลือกตั้งสกปรก 2500, เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ,6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535   จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสร้างอนุสรณ์สถานแห่ง"การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์" ในรูปงานศิลปะที่สะท้อนการต่อสู้ที่ต่อเนื่องเป็นสายธารดังได้เห็นอยู่นี้

ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2555 ,80 ปีหลังการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการ ปกครอง 2475 ,39 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ,36 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ,20 ปีหลังพฤษภาคม 2535  การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจเผด็จการที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและ ชีวิตของประชาชนยังไม่เสร็จสิ้น  ประชาชนที่เชื่อมั่นในพลังประชาธิปไตยได้สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้า ร่วมต่อสู้ต่อไป

การยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 โดยที่ผลพวงของการรัฐประหารยังดำรงอยู่  ได้เร่งเร้าให้ประชาชนที่ยึดมั่นประชาธิปไตยเข้าร่วมเคลื่อนไหวอย่างอาจหาญ เมื่อเดือนเมษายน 2552 และเมษายน-พฤษภาคม 2553 จนถูกปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าครั้งที่ผ่านๆมา

ต่างกันที่ครั้งนี้วีรชนคนกล้าฝ่ายประชาชนแตกต่างออกไปจากในอดีต ผู้เข้าชุมนุมไม่จำกัดเฉพาะปัญญาชนคนหนุ่มสาวเหมือนเมื่อ 36 ปีที่แล้ว แต่ขยายขอบเขตออกไปถึงผู้คนตามท้องไร่ท้องนาที่มีการส่งตัวแทนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมชุมนุม ทั้งยังร่วมติดตามการเคลื่อนไหวผ่านสื่อทุกรูปแบบ ในขอบเขตทั่วประเทศและทั่วโลก

ขณะเดียวกัน คุณภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เยาวชนนักเรียนนักศึกษาไม่ต้องปลุกระดมชาวไร่ชาวนาให้เห็นปัญหาดังเช่นใน อดีตอีกแล้ว เพราะพวกเขากลับเป็นผู้รู้คุณค่าจากเสรีภาพและประชาธิปไตยที่เขาเคยลิ้มลอง และได้รับความสุขด้วยตนเอง จนเกิดเป็นความหวงแหนเมื่อถูกแย่งชิงไป นักศึกษาปัญญาชนต่างหากที่ต้องไปเรียนรู้จากพวกเขา

พวกเขาต้องการเลือกที่จะมีเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร เสรีภาพในการตัดสินใจสร้างรายได้เพิ่มจากทุกโอกาสที่อำนวยให้ เสรีภาพที่จะเลือกลงทุนเพื่อสร้างรายได้จากทุนของเขาเอง เลือกโอกาสที่จะได้รับบริการที่ดีจากรัฐที่เก็บภาษีไปจากเขา จึงตัดสินใจเลือกผู้แทนราษฏรของตนไปแย่งชิงอำนาจรัฐเพื่อทำประโยชน์ให้กลุ่ม ตนได้อย่างแท้จริง ตามวิถีทางประชาธิปไตย

นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าคุณค่าการเสียสละของเหล่าวีรชนประชาธิปไตย ที่สั่งสมกันไม่เคยสูญเปล่า  แต่ฝ่ายนิยมเผด็จการต่างหากที่ไม่อาจเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ และยังคงฝืนรักษาอำนาจตามวิถีเดิมๆ เลือกใช้กลไกอำนาจรัฐที่ใช้อาวุธหรือใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ ข่มเหงและปราบปรามประชาชนต่อไป โดยไม่รู้ว่านั่นคือการใส่ปุ๋ยเร่งความเติบโตของพลังประชาธิปไตย ภารกิจสืบสานเจตนารมณ์ต่อต้านเผด็จการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตยจึงยังไม่เสร็จสิ้น

ขอเราจงร่วมกันไว้อาลัย รำลึกวีรกรรมของวีรชน 6 ตุลา และวีรชนประชาธิปไตยอื่นๆที่เสียสละชีวิตหรือพิการจากวีรกรรมต่างๆ ด้วยการสืบสานเจตนารมณ์การต่อสู้กับ เผด็จการ เพื่อประชาธิปไตย สร้างสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ยุติธรรม นิติธรรม ขจัดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สร้างโอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส ยึดมั่นในประโยชน์สุขของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

..................



กำหนดการ36ปี6ตุลา@ท่าพระจันทร์-อเมริกา

Horror in Pink (2001) - 2
กำหนดการ สัปดาห์รำลึก 36 ปี ตุลา ประชาธิปไตยประชาชน
ณ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

5-14 ตุลา นิทรรศการ

วันเสาร์ที่ ตุลาคม 2555 ณ สวนประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่

07.00 น.- 07.30 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป
07.30 น.- 09.30 น. พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519
อธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน
พิธีกร ( อมธ.) เชิญตัวแทนฝ่ายต่างๆกล่าวไว้อาลัยโดย
- นายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดชตัวแทนคณะกรรมการจัดงาน 20 ปี 6 ตุลา
- คุณพ่อจินดา ทองสินธุ์ ญาติวีรชน 6 ตุลา 2519
- อาจารย์สุชีลา ตันชัยนันท์ ตัวแทน 18 ผู้ต้องหา
- ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
- บุญเลิศ ช้างใหญ่ ตัวแทนคนตุลาสายสื่อมวลชน
- ประธานมูลนิธิ 14 ตุลา
- ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
- ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานศูนย์กลางแห่งประเทศไทย
- จิตรา คชเดช ตัวแทนองค์กรกรรมกร
- สมบุญ ศรีคำดอกแค ตัวแทนสมัชชาคนจน
- ศราวุฒิ ประทุมราช นักสิทธิมนุษยชน
- อมธ. สภานักศึกษา สนนท.
- วัฒน์ วรรลยางกูร ตัวแทนเครือข่ายเดือนตุลา
- ตัวแทนกลุ่มโดมรวมใจ
- องค์กรร่วมจัดงาน ฯลฯ

09.30 น. - 10.00 น. กวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา

10.00 น. - 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ ณ หอประชุมศรีบูรพา
6 ตุลา 2519 กับอุดมการณ์คนรุ่นหลัง 6 ตุลา
โดย ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

13.30 น. - 16.30 น. เสวนา " 6 ตุลา กับ ทิศทางการเมืองไทย ”
ณ หอประชุมศรีบูรพา โดย
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย
ไท ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข
พัชณีย์ คำหนัก องค์กรเลี้ยวซ้าย
ตัวแทนองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
ดำเนินรายการโดย ใบตองแห้ง บรรณาธิการข่าว อาวุโสวอยส์ทีวี


16.30 น. - 18.00 น. ละครใบ้ และบทกวี
18.00 น. - 20.30 น. ดนตรีวงไฟเย็น และวัฒน์วรรลยางกูร

20.30 น. ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์กล่าวเปิดงานละคร "จันตุลา"
20.40 น. - 21.40 น. ละคร “ จันตุลา” โดยการกำกับของคุณภรณ์ทิพย์ มั่นคง เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่หัวหน้าครอบครัวพยายามจะลืมว่าเคยมีลูกชายที่เสียชีวิตในวันที่ 6ตุลาคม 2519 แต่ … ถึงอย่างไรก็ปิดไม่มิด

------------------------------------------------------------------------------
วันที่ 5-14 ตุลาคม
นิทรรศการ
การแสดงดราม่าประวัติศาสตร์ รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
------------------------------------------------------------------------------
สอบถามรายละเอียด ที่
วิภา ดาวมณี 081 6134792
อีเมล์ octnet72@yahoo.com
อยากรู้ความจริงเรื่อง 6 ตุลา คลิก www.2519.net
------------------------------------------------------------------------------

ผู้ร่วมจัดงาน
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
มูลนิธินิคม จันทรวิทุร
คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
เครือข่ายเดือนตุลา
และ เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112

รูปแบบ
การทำบุญใส่บาตร และ การวางพวงมาลา และกล่าวสดุดี
โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม

- ปาฐกถา 36 ปี 6 ตุลา และเสวนาวิชาการ
- การแสดงศิลปวัฒนธรรม ละคร คอนเสิร์ต และนิทรรศการ
- นิทรรศการศิลปะ กับการต่อสู้ทางการเมือง

สถานที่
สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
หอประชุม ศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์




แดงอเมริกาจัดงาน36ปี6ตุลาอินUSA



Horror in Pink (2001) - 1
ขอเชิญร่วมงาน
“อัมสเตอร์ดัม พบพี่น้องเสื้อแดง in U.S.A.
วันเสาร์ที่ ตุลาคม 2555 เวลา 5:00 P.M.–10:00 P.M.


 ณ. Universal Freedom Garden เมือง Studio City, CA 91604 เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี “6 ตุลามหาวิปโยค” ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียและมลรัฐอื่นๆเข้าร่วมกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา และร่วมต้อนรับ Robert Amsterdam ทนายความหัวใจสีแดง ผู้ที่จะมาให้ความกระจ่างในเรื่องความคืบหน้าของคดีสังหารประชาชน ศาลอาญาระหว่างประเทศ ร่วมรับประทานอาหารขันโตกดินเนอร์กลางสวนอันร่มรื่นกับรอเบิร์ต กิจกรรมปราศัย 
  • รอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความเพื่อคนเสื้อแดง 
  • Mary Christian : Human Rights Lawyer/ Winner of 2012 WLALA Woman Lawyer of The Year 
  • Anthony Chai : Human Rights Advocate (U.S.-Thai Peoples Friendship Association) กิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 
  • เสวนา “6 ตุลา ทำไมต้องฆ่า” 
  • จุดเทียนรำลึก และพิธีกรรมทางสงฆ์ อุทิศบุญให้แก่เหยื่อเผด็จการ กิจกรรมทั่วไป 
  • ขันโตกดินเนอร์ 
  • ให้ความบันเทิง โดยทีมฟาร์โรห์ และขวัญรัก(จ่าประสิทธิ์ แอล.เอ.) 
  • เล่นเกมส์ ร้องคาราโอเกะ 

หมายเหตุ 
  1. มีบริการล่ามไทย-อังกฤษ ถาม-ตอบ โดย Anthony และ EarnUSA
  2. พิกัดสถานที่จัดงานจะแจ้งให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนมาร่วมงานเท่านั้น 
  3. ร่วมงานไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ประสงค์นำอาหารมาร่วมงาน ติดต่อ คุณเอิน 
สนับสนุนโดย Anthony Chai จาก (USTPFA), EarnUSA(Red Orange County),ใจแดง กลุ่มRed Freedom In U.S.A. ,กลุ่ม Pharaoh Hollywood, กลุ่ม Tu Dang North Hollywood กลุ่ม Sanan Melrose กลุ่ม Benja Gardena, กลุ่ม Paul+Pat L.A. , กลุ่ม Sam+Tom+Ngo,กลุ่มSatian Chino Hills, กลุ่มพลังไทย 
สนใจร่วมงานและขอข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 
EarnUSA 714-709-3445  
Jai Dang 760-217-1554
*ภาพประกอบ:Pink Man โดยมานิต ศรีวานิชภูมิ

เสวนาเบื้องหลัง 6 ตุลา















เก็บตกจากเฟซบุ๊ค: วันนี้เขาแชร์อะไรกัน

ที่มา Thai E-News




Rak Dang 36 ที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยก็ยังคงเดิม ๆ ประชาชนโดนกดขี่ใส่ร้าย คนผิดเป็นถูก คนถูกเป็นผิดเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นสพ.รายวัน ที่ออกวางจำหน่าย ตอนเช้า วันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519


นายหนหวย หงุดหงิดรายวัน 

Zanfong Chang ต้องปล่อยคนเสื้อแดงที่ถูกขัง ถูกจำคุก ด้วยคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม และ นำคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นกลับมาพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด และอย่าปล่อยให้ใครมาฆ่าทิ้งง่ายๆ เหมือน นายกิติชัย แข็งขัน ที่เป็นผลจากการละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ 
หมายเหตุ: กำลังอัพเดต

มุมกลอน: เดือนตุลาวันที่หกตกวินาศ

ที่มา Thai E-News



      เดือนตุลาวันที่หกตกวินาศ
ขีดเส้นเด็ดขาดเลิกคบหา
เคยอยู่ร่วมรวมไทยแต่ไรมา
มาไล่ล่าฆ่าฟันกันทำไม
     วีรชนหกตุลากล้าประกาศ
เมื่อเสื้อแดงถึงฆาตเลิกร่ำไห้
มาเชื่อมสองประวัติศาสตร์อันบาดใจ
ฆาตกรคนใดก็คนเดิม
     สามสิบหกปีหนึ่งยุคสมัย
ความคับแค้นในใจก็พูนเพิ่ม
เมื่อหนึ่งเก้า-ห้าสามยังนามเดิ
ใครเพิ่มเชื้อไฟในนาคร?
                จักรภพ เพ็ญแข
                ๖ ตุลาคม ๒๕๕๕

Rak Dang 36 ที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยก็ยังคงเดิม ๆ ประชาชนโดนกดขี่ใส่ร้าย คนผิดเป็นถูก คนถูกเป็นผิดเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

มุมกลอน: เดือนตุลาวันที่หกตกวินาศ

ที่มา Thai E-News



      เดือนตุลาวันที่หกตกวินาศ
ขีดเส้นเด็ดขาดเลิกคบหา
เคยอยู่ร่วมรวมไทยแต่ไรมา
มาไล่ล่าฆ่าฟันกันทำไม
     วีรชนหกตุลากล้าประกาศ
เมื่อเสื้อแดงถึงฆาตเลิกร่ำไห้
มาเชื่อมสองประวัติศาสตร์อันบาดใจ
ฆาตกรคนใดก็คนเดิม
     สามสิบหกปีหนึ่งยุคสมัย
ความคับแค้นในใจก็พูนเพิ่ม
เมื่อหนึ่งเก้า-ห้าสามยังนามเดิ
ใครเพิ่มเชื้อไฟในนาคร?
                จักรภพ เพ็ญแข
                ๖ ตุลาคม ๒๕๕๕

Rak Dang 36 ที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยก็ยังคงเดิม ๆ ประชาชนโดนกดขี่ใส่ร้าย คนผิดเป็นถูก คนถูกเป็นผิดเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

รำลึก 6 ตุลาฯ - สารคดี 6 ตุลาฯ ในยูทูปว์

ที่มา Thai E-News







“นพดล” ปัด “ทักษิณ” บินฮ่องกงจัดโผ ครม.

ที่มา uddred

 เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2555 >>>






เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางมาฮ่องกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นธรรมดาที่ระหว่างนี้จะมีมิตรสหายทั้งนักการเมือง รัฐมนตรี ส.ส. เดินทางไปเยี่ยมเยียนจำนวนมาก แต่ยืนยันว่าการมาฮ่องกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มาเพื่อปรับครม. เพราะถ้าจะปรับ ครม. จริง ก็ไม่ต้องมาถึงฮ่องกง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกอยู่เสมอว่า เรื่องการปรับ ครม. เป็นอำนาจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาว่าจะปรับ ครม. เมื่อไร ปรับใคร ถ้าให้ตนเดาใจคงไม่ปรับในเดือน ต.ค. แต่จะปรับหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะได้รู้ว่าผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนเป็นอย่างไร ใครจะถูกปรับออก หรือใครทำดีก็ได้อยู่ต่อ หลังจากนี้นายกรัฐมนตรีคงดูผลการทำงานของรัฐมนตรีทุกคน ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ฮ่องกงประมาณ 2-3 วัน จากนั้นคาดว่าจะเดินทางต่อไปยังประเทศอังกฤษ
นายนพดล กล่าวถึงการคัดเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ภายหลังนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า ในวันที่ 8 ต.ค. จะมีการประชุมคณะรักษาการกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทราบว่าจะให้ใครทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไปก่อน ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการคาดว่าจะรู้ผลภายใน 1-2 เดือน อาจจะเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคเดิม หรือเป็นคนนอกก็ได้ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่จะเน้นเรื่องเก่ง งานบริหาร มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่ยอมรับของสมาชิกพรรค แต่ไม่จำเป็นต้องเก่งการเมืองเหมือนหัวหน้าของบางพรรคการเมือง โดยหัวหน้าพรรคคนใหม่ต้องได้รับฉันทานุมัติจาก ส.ส. ของพรรคเป็นส่วนใหญ่ ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นผู้กำหนด
   “พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบเรื่องการลาออกของนายยงยุทธแล้ว ก็รู้สึกเสียดายเพราะทำงานให้พรรคตั้งแต่พรรคเพื่อไทยยังไม่มี ส.ส. และชื่นชมสปิริตนายยงยุทธที่ไม่เอาเรื่องตัวเองมาเป็นภาระของพรรค ไม่อยากให้พรรคถูกโจมตี ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสมาธิในการบริหารงาน หลังจากนี้หากนายยงยุทธสามารถเคลียร์ข้อกล่าวหา ข้อกฎหมายได้ ก็สามารถกลับมาทำงานได้อยู่แล้ว เพราะพรรคไม่เคยลืมคนที่ทุ่มเททำงาน ไม่หนีพรรคไปไหน  ส่วนกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผบ.ตร.จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ เพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ไม่ได้คลุกคลีกับการเมืองมาก สเปคหัวหน้าพรรคแม้ไม่จำเป็นต้องเก่งการเมือง แต่ก็ควรมีพื้นฐานการเมืองอยู่บ้าง เพราะเราเป็นพรรคการเมืองใหญ่” นายนพดล กล่าว

Wednesday, October 3, 2012

ประภัสร์ ชูนโยบายปรับโฉม รฟท.

ที่มา Voice TV



หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า การการรถไฟแห่งประเทศไทย  ที่เป็นแคนดิเดตอันต้น ๆ  คือ นายประภัสร์ จงสงวน ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว  
 
ซึ่งเขาระบุว่า หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สิ่งแรกที่จะทำคือ เปลี่ยนให้การรถไฟ  หลุดพ้นจากคำว่า  แดนสนธยา  พัฒนาองค์กรและบุคลากรให้ดียิ่งขึ้น
2 ตุลาคม 2555 เวลา 20:38 น.

ผู้ต้องหายิง M79 เชียงใหม่ยังถูกขังหลังศาลยกฟ้อง

ที่มา ประชาไท



วัลลภ พิธีพรม ผู้ต้องหายิง M79 ถูกขังต่อหลังศาลยกฟ้องและอยู่ระหว่างอัยการขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นรอบที่สอง พร้อมความเคลื่อนไหวคดีอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ คดีดีเจวิทยุชุมชนถูกข้อหาปลุกปั่นให้ปิดถนน นัดสืบพยานนัดต่อไป 19 พ.ย.นี้

2 ต.ค.55 สืบเนื่องจากวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ยกฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฟ้องนายวัลลภ พิธีพรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2553 ด้วยเหตุขาดประจักษ์พยานและพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการพิสูจน์เอาผิดจำเลย แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้อีก 30 วันเพื่อรอการอุทธรณ์โดยพนักงานอัยการ
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย.55 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลาในการ อุทธรณ์
นายวัลลภกล่าวว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงยังสั่งขังตนต่ออีก แต่ก็ยังไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ตนได้ปรึกษากับทนายความแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วสำหรับคำสั่งศาลเช่นนี้ ยังเชื่อมั่นว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดขังครั้งต่อไป ส่วนตอนนี้คิดถึงเมื่อครั้งที่ตนถูกย้ายไปขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครเกือบ 2 เดือนร่วมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) และนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) หรือหนุ่มเรดนนท์ ที่เคยพึ่งพาสนิทสนมกันแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ตนยังคงติดตามข่าวสารของเพื่อนนักโทษการเมืองผู้ร่วมชะตากรรมเหล่านี้ เท่าที่จะมีโอกาส อยากฝากกำลังใจให้อดทน
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.53 และไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างที่ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายแดง ปวนมูล นัก โทษเด็ดขาดคดีเสื้อแดงเชียงใหม่อีกคนหนึ่งนั้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 อีกทั้งนายแดงยังมีปัญหาสุขภาพเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการขอพักโทษ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องเพื่อรับ พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา
นายแดงกล่าวว่า ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสภาพเรือนจำที่แออัด (ข้อมูลปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4,236 คน) ทำให้ตนมีอาการป่วยบ่อยครั้ง หวังว่าจะได้พักโทษโดยเร็ว ตนมีพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องเลี้ยงดู ขณะที่ถูกจำคุกอยู่นี้ทรัพย์สินที่เคยมีก็หมดไปและยังมีหนี้สินที่เป็นภาระ พอกพูนขึ้นทุกวัน หากได้รับอิสรภาพ ตนจะประกอบอาชีพสุจริตรับซ่อมรองเท้าตามที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรอาชีพของ เรือนจำ คงกลับไปประกอบกิจการขับรถนำเที่ยวไม่ได้อีกแล้วเพราะรถถูกยึดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ยังคงอยู่ในชั้นศาลอีก 1 คดีคือคดีที่นายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีประกาศผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
คดีนายจักรพันธ์มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดต่อไปในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดลำพูน


อาการเหลิง-ดันทุรัง

ที่มา Voice TV

 ใบตองแห้ง Baitonghaeng



ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ


ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ตัดสินใจลาออกจากรัฐมนตรีเพราะถูกใครบีบก็แล้วแต่ ประเด็นสำคัญคือกระแสสังคมบีบ จนหลายฝ่ายเริ่มเห็นว่าถ้าอยู่ในตำแหน่งต่อไปก็จะกระเทือนทั้งรัฐบาล

ผมไม่ได้บอกว่ายงยุทธเลว ชั่ว ตาม ปปช.ชี้มูล จนไม่อาจเอาไว้ในตำแหน่ง นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง (และไม่ได้บอกว่าดีเลิศประเสริฐศรีเช่นกัน-ฮา) ยงยุทธมีสิทธิตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ดินอัลไพน์ ผิด-ไม่ผิด เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะอันที่จริงข้อต่อสู้ของยงยุทธก็มีแง่มุมที่พอรับฟังได้

ปปช.ชี้ว่ายงยุทธทุจริต เมื่อครั้งรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยปี 2545 กรมที่ดินสั่งให้ที่ดินอัลไพน์กลับไปเป็นธรณีสงฆ์ตามคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา แต่ยงยุทธรับอุทธรณ์แล้วเพิกถอนคำสั่ง วินิจฉัยว่าอัลไพน์ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ หลังจากนั้นก็ได้เป็นปลัดมหาดไทยย้อนหลัง

พูดง่ายๆ คือ ปปช.เห็นว่ายงยุทธช่วยเสนาะ-ทักษิณ จนตัวเองได้เก้าอี้ แต่ยงยุทธก็มีข้อต่อสู้ว่าเมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมที่ดินปี 2543 ในรัฐบาลชวน หลีกภัย ก็เคยวินิจฉัยไว้อย่างนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะใครมีอำนาจ (อย่าลืมว่าสมัยนั้นยงยุทธก็คือเด็ก ปชป. มีพี่ชาย ธวัช วิชัยดิษฐ เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนสนิทที่ชวน หลีกภัย ไว้วางใจฝากฝังได้ทุกอย่าง ฮิฮิ) และหลังจากนั้น ปลัดมหาดไทย 9 คน ทั้งในยุค คมช.และ ปชป.ก็ไม่เห็นมีใครกล้าเพิกถอนที่ดินอัลไพน์กลับไปเป็นที่ธรณีสงฆ์ เพราะจะมีปัญหาตามมา ทำให้ผู้อยู่อาศัย 292 ครัวเรือนเดือดร้อน กรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทยอาจถูกฟ้องด้วย

อย่างไรก็ดีปัญหาอยู่ที่คำสั่ง ปปช.ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทย แม้โต้แย้งแทนยงยุทธว่าไม่ผิดแต่ก็ต้องสั่งไล่ออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ที่ยงยุทธเกษียณอายุ จากนั้นก็บอกว่าเข้าข่ายล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 ยงยุทธดำรงตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรีได้โดยไม่ขาดคุณสมบัติ

ตรงนี้ต่างหากที่สังคมฟังแล้วเหมือนอุ้มกัน ไล่ออกปุ๊บปั๊บล้างมลทินเสร็จสรรพ โดยตัวเองยังอยู่ในเก้าอี้ มท.1 แม้จะอ้างเลขากฤษฎีกาฯ เลขา ก.พ.แต่สังคมก็มองว่าข้าราชการเกรงรัฐมนตรี ข้อโต้แย้งต่างๆ ของยงยุทธจึง “ฟังไม่ขึ้น”

ในทางกฎหมาย ยงยุทธจะได้รับการล้างมลทินหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในทางการเมือง ยงยุทธถูกมองว่ากอดเก้าอี้ หวงเก้าอี้ ใช้อำนาจค้ำเก้าอี้ตัวเองไปแล้ว จะพูดอะไรก็เถียงไม่ออก

คนเราเวลาตกเป็นจำเลยสังคม แม้พูดอย่างให้ความเป็นธรรม บางครั้งอาจไม่ผิดหรือผิดบ้างแต่ไม่ได้เลวร้ายไปหมดอย่างที่ถูกประณาม แต่ถ้าออกมาตอบโต้ เถียงคำไม่ตกฟาก เราก็มักจะเห็นกันว่ายิ่งโต้ยิ่งแย่ ถูกมองว่าแก้ตัว ตะแบง แถ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้มีฐานะทางสังคม

ลองเปรียบเทียบกับหมอเถื่อนที่ฉีดสารฟิลเลอร์ให้นางแบบสิครับ พอออกมารับผิด เสียใจ มอบตัว ไปเยี่ยม เห็นไหมว่าเกือบเป็นพระเอกไปเลย ลองเถียงว่าตัวเองไม่ผิดสิ กระแสสังคมก็มีทั้งด้านที่ถูกต้องและฉาบฉวยอยู่ด้วยกัน

ถ้ายงยุทธแสดงสปิริตลาออกทันทีที่ อนุ ก.พ.มีคำสั่ง ลาออกจากรัฐมนตรี รองนายกฯ คงไว้แต่ตำแหน่ง ส.ส.เพื่อให้ กกต.ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดเป็นบรรทัดฐาน ยงยุทธก็จะเป็นพระเอก เป็นผู้ที่น่าเห็นใจ แล้วสังคมก็จะหันมารับฟังข้อต่อสู้ ว่าเออ บางแง่มุมมันก็ไม่ค่อยเป็นธรรมกับเขานะ ฯลฯ ยงยุทธยังสามารถไปแลกหมัดกับ ปปช.อยู่นอกรัฐบาลได้ (ฝากแซว ปปช.ด้วยว่าทีป๋าเหนาะทำไมปล่อยให้ลอยนวล)

แต่ถ้ายื้อกันต่อไป สมมติยงยุทธไม่ลาออก กกต.ชี้ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ แต่ละดอก จะยิ่งกดดันและสะเทือนไปทั้งรัฐบาล

อำนาจหอมหวาน

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมยงยุทธและพรรคเพื่อไทยมองสถานการณ์ไม่ออก ยังพยายามดันทุรังจนนาทีสุดท้ายที่ไปไม่รอดแล้ว มิหนำซ้ำ บรรดาแกนนำ นปช.ก็ช่วยกันปกป้อง กระทั่งวันลาออกยังเห็น ตู่-เต้น ไปยืนเรียงแถวประดับบารมี

คือถ้าแสดงสปิริตแล้วให้กำลังใจกัน ก็ถูก แต่นี่กว่าจะแสดงสปิริต

ผมยกเรื่องนี้มาพูดในรายการ Wake Up ตั้งแต่วันจันทร์ว่ายงยุทธควรลาออก แต่แปลกใจว่าในพรรคเพื่อไทยไม่ยักมีใครแสดงความเห็น สามัคคีอุ้มหัวหน้าพรรคกันดีจัง พอมีแกนนำ นปช.สุรินทร์ไปร้อง กกต.ก็มองว่าเลื่อยขาเก้าอี้ ถูกด่าขรม แม้น่าจะจริงเพราะพาดพิงถึงสามีคุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช แต่ถามว่าคนในพรรคไม่ถกกันบ้างหรือว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน จนต้องให้ทีมยุทธศาสตร์บ้านเลขที่ 111 ออกโรง (ตามข่าว)

ยงยุทธวันนี้ไม่ใช่ยงยุทธเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่ไม่มีใครอยากรับเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยงยุทธวันนี้คือ มท.1 ผู้มีบารมีทั่วประเทศทั้งจากตำแหน่ง และความเป็น “สิงห์” (ดำ) ถ้าพูดถึงความสำคัญต่อรัฐบาล ยงยุทธมีความสำคัญสูงยิ่งในการช่วงชิงอำนาจ กระชับอำนาจ ในฐานะอดีตปลัดมหาดไทยที่รู้ช่องและใช้ข้าราชการเป็น

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า “เนียน” ในการเอาพระนาย สุวรรณรัฐ น้องชายองคมนตรีกลับมาเป็นปลัดในฐานะผู้มีอาวุโสลำดับหนึ่ง ทั้งยังให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นผู้ว่าเชียงใหม่ต่อไปจนเพิ่งย้ายมานั่งรองปลัดกระทรวง ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ ก็วางคนของตัว คนของพรรค คนของนักการเมืองกลุ่มต่างๆ

แน่นอนขณะเดียวกันยงยุทธก็กลายเป็นไม้ใหญ่ที่ใครๆ วิ่งเข้าหา มีบารมี มีหน้าห้อง พวกพ้องบริวาร ต่างจากสมัยเป็นแค่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยลิบลับ คนเราเวลามีลูกขุนเยอะๆ ต้องระวังนะครับ เพราะคุณจะมองไม่เห็นความจริง ประเมินสถานการณ์ผิด

ผมทำนายไว้แล้วว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ยาว แต่อยู่แบบแย่ๆ สาเหตุที่อยู่ยาวทั้งที่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำมาตย์ รัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้แก้ ก็เพราะสังคมไม่มีทางออก จำต้องกลับมายอมรับวิถีประชาธิปไตย ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องการเห็นรัฐประหาร หรือตุลาการภิวัตน์ ยุบพรรค ตัดสิทธิ จนเกิดการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก

เวลาพูดถึงกระแสสังคม เราต้องแยก 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือกระแสที่สร้างโดยฝ่ายค้านฝ่ายแค้น สื่อ เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี ที่ อ.เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า The Zombie Opposition แต่อีกส่วนหนึ่งคือกระแสของคนกลางๆ (ซึ่งไม่ใช่เป็นกลาง เพราะความเป็นกลางจริงๆ ไม่มี) คนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองมากนัก ไม่ได้เข้าข้างหนึ่งข้างใดอย่างชัดเจน เพียงมีความเห็นเป็นเรื่องๆ เห็นด้วยกับอะไรที่ฟังดูพอมีเหตุผล และอยากเห็นความสงบ อยากทำมาหากิน ซึ่งคนเหล่านี้ที่เลือกพรรคเพื่อไทยก็ไม่ใช่น้อย

กระแสสังคมกลางๆ ที่อยากเดินทางสายกลางนี่แหละเป็นฐานสำคัญ ให้รัฐบาลอยู่ได้แบบที่ อ.เกษียรเรียกว่า The Politics of Mediocrity คืออยู่ไปแบบถูๆ ไถๆ เฮงๆ ซวยๆ อาศัยว่าพวกขบวนการซอมบี้สติแตก สร้างความเบื่อหน่ายให้ผู้คนทั่วไปมากกว่า

รัฐบาลไม่ได้อยู่ด้วยกระแสนิยมของคนทั่วไป คนจำนวนไม่น้อยอาจคล้อยตามฝ่ายค้านในบางเรื่อง เช่น จำนำข้าวทำให้เสียหาย แต่ก็ไม่เห็นด้วยนะ ถ้าจะร้องศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวเสื้อแดงก็ออกมายึดราชประสงค์ ยึดผ่านฟ้า จลาจลนองเลือด เศรษฐกิจพินาศอีก ฉะนั้นอะไรที่ทนได้ก็ทนไปเถอะ ใช่ว่ารัฐบาล ปชป.หรือ คมช.จะดีนักหนา

ผมเข้าใจว่ารัฐบาลก็รู้ พรรคเพื่อไทยก็รู้ ว่า “อยู่ยาว” แต่สำคัญว่า “อยู่ยาว” แล้วย่ามใจ เหลิงอำนาจ หาผลประโยชน์ หรือจะอาศัยช่วงเวลานี้ค่อยๆ สร้างรากฐานประชาธิปไตย นำไปสู่การรื้อโครงสร้างที่เป็นรากเหง้าของปัญหา

ไม่ได้บอกว่าคนที่คิดอย่างหลังไม่มีเสียเลย แต่ท่าจะน้อยมาก โดยเฉพาะในหมู่ที่ขึ้นมาใช้อำนาจเป็นรัฐมนตรีอยู่ตอนนี้

รัฐบาลทำอะไรที่สวนกระแสหลายอย่าง แสดงท่าทีไม่สนใจเสียงวิจารณ์ของสังคม อย่างเช่นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่เอาอดีต ผบ.ตร.ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ทั้งที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งขนานใหญ่ สร้างรถไฟฟ้า สร้างรถไฟความเร็วสูง จากเหนือ-ใต้ ออก-ตก ซึ่งจะพลิกโฉมหน้าของประเทศ (และถ้าทำสำเร็จ พรรคเพื่อไทยอาจเป็นรัฐบาลอีก 20 ปี)

หรือเอาอดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคม พี่สาว ส.ส.ผู้ถูกปลดกลางอากาศ มาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ถามว่าเพื่องานปฏิรูปการศึกษา รับมือเปิดเสรีอาเซียน หรือเพื่อยุติศึกภายในพรรค เกรงใจทั้งสันติ พร้อมพัฒน์ และประวัฒน์ อุตตะโมต แต่ไม่เกรงอนาคตของชาติเลย

อรุณ วัชระสวัสดิ์ ยังเขียนการ์ตูนล้อแบบปลงๆ เมื่อเธอประกาศว่าทุกคนจะเริ่มต้นที่ศูนย์พร้อมกัน

ไม่ใช่แค่เรื่องโยกย้ายข้าราชการ แต่เรื่องการประมูลก่อสร้าง ก็มี “กลิ่นไม่ดี” อย่างที่ ปปท.ตรวจพบ เราอาจบอกว่ามันเกิดขึ้นได้ในโครงการมากมายเป็นเบี้ยหัวแตก แต่ถามว่ารัฐบาลตื่นตัว แสดงท่าทีเข้มงวดกวดขัน ติดตามตรวจสอบหรือไม่ หรือว่ามันเป็นจริงที่แบ่งโครงการลงพื้นที่แล้วนักการเมืองเอาไปเร่ขายผู้ รับเหมา

เช่นเดียวกับจำนำข้าว ปัญหาเชิงนโยบายเรื่องที่วิจารณ์กันว่ารัฐบาลเข้ามาผูกขาดตลาด เป็นเรื่องหนึ่ง ปัญหารั่วไหลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลควรรู้อยู่แล้วว่าทุจริตง่าย ทำไมไม่วางมาตรการเข้มงวดแต่แรก

ปัญหาของรัฐบาลที่มีแต่รัฐมนตรีเกรดบี หรือซี มีทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และเหลิงอำนาจ แม้แน่นอนว่าอยู่ได้ แบบ Mediocrity คือถูไถไปเพราะสังคมไม่มีทางเลือก แต่รัฐบาลก็ควรเลือกที่จะทำให้กระแสสังคมไม่พอใจน้อยหน่อย ผ่อนสั้นผ่อนยาว ผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่าอยู่เรื่อยๆ

ทีเรื่องที่ควรหักอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับไม่กล้าหัก แต่มาสวนกระแสกับเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี หรือการแต่งตั้งโยกย้าย

ที่จริงผมเข้าใจวิถีการแย่งชิงอำนาจแบบฝ่ายการเมือง ที่ต้องวางคนของตัว ของพรรค รวมทั้งต้องสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจ นั่นเป็นสิ่งที่เดิน 2 ขาได้ แต่อีกขาหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้เลยคือเดินไปสู่การปฏิรูปประชาธิปไตย ตอบสนอง รักษา และขยายฐานมวลชน ที่เป็นพลังประชาธิปไตย และเป็นฐานที่แท้จริง

ยงยุทธลาออก น่าจะเป็นโอกาสปรับคณะรัฐมนตรี ที่ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวแทนกลุ่มก๊วนการเมือง ไม่ได้บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ และแทบไม่มีส่วนร่วมกับการต่อสู้ของมวลชน นี่ไม่ได้บอกว่ารัฐมนตรีต้องมาจากเสื้อแดง ถ้ามีความสามารถ แมวสีไหนก็จับหนูได้ แต่ถ้าทั้งไม่เอางานไม่เอาถ่าน ไม่เคยกระตือรือร้นร่วมการต่อสู้ เพียงเป็นตัวแทนกลุ่มก๊วน (ซึ่งก็ได้รับเลือกมาจากความตื่นตัวของมวลชน) แล้วจะมานั่งอยู่ทำไม

รัฐบาลต้องทบทวนว่า “อยู่ยาว” แล้วจะทำอะไร จะรักยาวให้บั่นหรือคิดสั้นย่ามใจ อย่าลืมว่า “จุดเปลี่ยน” พร้อมจะมาถึงทุกเมื่อและมันอาจผกผันกว่าที่คิดกันไว้ก็ได้

ส่วนนักประชาธิปไตย มวลชนผู้รักประชาธิปไตย อาจจะต้องตระหนักว่าเรามาถึงโหมดใหม่ ที่ขบวนการซอมบี้ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แน่นอน เรายังต้องปกป้องรัฐบาลเพื่อไทยในแง่ของการปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มตรวจสอบนักการเมืองไปพร้อมๆ กัน

ดำทุรัง Men in Black

โพลล์ออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอ คอป.ในขณะที่ชาวเสื้อแดงโวยวายคอเป็นเอ็น ไม่ยอมรับผลสรุปที่ว่า “ชายชุดดำมีจริง”

ฟังเหมือนไม่เป็นผลดีเลย รายงาน คอป.กลายเป็นอาวุธทิ่มแทง นปช.และรัฐบาลเพื่อไทยไปเสียฉิบ

ที่จริงมันก็มีด้านที่เป็นผลร้าย แต่ไม่ใช่เป็นอย่างนั้นเสียหมด อย่างที่ผมเขียนครั้งก่อน รายงาน คอป.สรุปว่ามีชายชุดดำทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน แต่ประชาชนที่เหลือ 83 คนมีจำนวนมากที่ คอป.ชี้ชัดว่ากระสุนมาจากทหาร

เพียงแต่ คอป.ใช้ทัศนะของตนมาเน้นเรื่องชายชุดดำ และการชุมนุมของ นปช.ที่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ มีลักษณะยั่วยุ โดยไม่กล่าวถึงการใช้กำลังทหาร ใช้กระสุนจริง ตามคำสั่ง ศอฉ.ว่าเป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุหรือไม่

แกนนำ นปช.ไปดิ้นพัลวันกับการปกป้องตัวเอง ปฏิเสธเรื่องชายชุดดำ ทั้งที่มันเป็น fact ปฏิเสธเรื่องยั่วยุ เพราะเป็นการโต้แย้งจากจุดยืนตัวเอง ที่กลัวติดคุก ไม่ใช่จุดยืนของมวลชนที่เข้าร่วมการต่อสู้อย่างบริสุทธิ์

มวลชนมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ทวงความยุติธรรม ไม่พอใจที่ถูกปล้นอำนาจ พวกเขาอาจจะรุนแรงแบบบ้านๆ  แต่พวกเขาไม่มีอาวุธสงคราม ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชายชุดดำ ใครจะสั่งชายชุดดำมาก็แล้วแต่ มวลชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เหตุใดรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงสั่งให้ใช้กำลังทหารพร้อมปืนเอ็ม 16 ปืนติดกล้อง เข้าไปกระชับพื้นที่ โดยออกคำสั่งปลายเปิด ให้ทหารยิงได้เมื่อเห็นใครต้องสงสัย ทำให้มวลชนผู้บริสุทธิ์ตายเป็นเบือ ในรายงาน คอป.ก็บอกอยู่ชัดเจน

แกนนำ นปช.ไม่ได้ถกอย่างนี้ แกนนำ นปช.จะบอกว่าตัวเองถูกทุกข้อ ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับชายชุดดำ ซึ่งมันฝืนความจริง สังคมก็เลยรู้สึกว่า “แถ”

ตัวอย่างเช่นการไปจ้องจับผิดอนุกรรมการ 2 คนว่าเป็นพันธมิตร ปัญหาของรายงาน คอป.ไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่ที่ทัศนะ ซึ่งทัศนะที่นำมาสรุป เป็นผลจากตัวกรรมการเอง ไม่ใช่ระดับจิ๊กจ๊อกแค่อนุกรรมการ 2-3 คนหรอก

ผมเสียดายที่รัฐบาลและ นปช.ไม่รู้จักใช้รายงาน คอป.ศอกกลับพรรคประชาธิปัตย์บ้าง เช่น ข้อมูลที่ชัดเจนว่า นักข่าวญี่ปุ่น นักข่าวอิตาลี ตายเพราะกระสุนจากทางทหาร มวลชนเกือบทั้งหมดตายเพราะกระสุนจากทางทหาร ไม่มีกรณีชายชุดดำยิงคนเสื้อแดงอย่างที่ ปชป.อ้าง มีแต่ฝีมือชายชุดเขียวทั้งนั้น

หรือการที่ คอป.ยอมรับว่า ทหารไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ศอฉ.อย่างเคร่งครัด จึงทำให้มวลชนตายเป็นเบือ แต่ คอป.กลับตำหนิ ศอฉ.เพียงว่าไม่ติดตามตรวจสอบ ทั้งที่ควรจะสอบสวนว่า ศอฉ.ออกคำสั่งปลายเปิดเช่นนี้ ได้คำนึงถึงผลที่ตามมาหรือไม่ การออกคำสั่งแบบนี้แล้วมีผู้ปฏิบัติไม่เคร่งครัดทำให้คนตาย 2-3 ราย ก็ถือว่าผิดที่ผู้ปฏิบัติ แต่ออกคำสั่งแล้วมีคนถูกยิงตาย 80 กว่าราย คำสั่งต้องมีปัญหาแล้วครับ

รัฐบาล พรรคเพื่อไทย นปช.เล่นไม่เป็นทั้งสิ้น เอาแต่จะเข้าชื่อกัน 50,000 ชื่อไปต่อต้านรายงาน คอป.ไม่ให้รับรองรายงาน คอป. เออ ทำไมไม่ทำอย่างเครือข่ายญาติ 112 ไปเรียกร้องอธิบดีศาลอาญาให้ประกันตัวผู้ต้องหาตามข้อเสนอ คอป.

ส่วนที่โพลล์ออกมาว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอ คอป.ก็ไม่ต้องกังวล เพราะไม่ใช่คนเห็นด้วยเรื่องชายชุดดำมีจริง กระแสสังคมที่ต้องการเห็นความสงบ พึงพอใจกับรายงานที่ออกมาโรยหน้าว่า “ผิดทั้งคู่” และมีข้อเสนอให้หาทางเลิกแล้วต่อกัน คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้อ่านรายละเอียดก็รู้สึกว่า “ดูดี”

ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจความต้องการของสังคม และเดินไปในเส้นทางนี้ ส่วนรายละเอียดจะตอบโต้กันอย่างไร ก็ให้แยกแยะเป็นประเด็น

ตัวอย่างเช่น ข้อเรียกร้องของ อ.คณิต ณ นคร ที่ให้ทักษิณวางมือ ก็ต้องโต้สิครับว่า อ.คณิตแกมาเรียกร้องอะไรเหนือรายงาน คอป.ที่ทำมากับมือ ถือว่าผิดมารยาท คณะกรรมการสรุปไปแล้ว ถูกผิดอย่างไรก็ว่ากัน แต่ประธานกลับมีข้อเสนอนอกเหนือรายงาน ซึ่งไม่สมควรยิ่ง ถ้าจะไปให้สัมภาษณ์ภายหลังอีก 6-7 วันก็ว่าไปอย่าง

ประเด็นสำคัญคือต้องเข้าใจว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา 6 ปีนับแต่รัฐประหาร หรือ 11 ปีนับแต่มีรัฐบาลทักษิณ มันมีลักษณะที่ “ผิดทั้งคู่” จริง ไม่ได้มีใครถูกต้อง ดีงาม ขาวสะอาด แฟร์เพลย์ เล่นตามกฎกติกามารยาท เพียงแต่อะไรคือสาเหตุปัจจัย อะไรที่ทำให้ปัญหาลุกลาม

รัฐบาลทักษิณไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรี ทำแต่สิ่งดีๆ ให้มวลชน ไม่เคยทำอะไรผิด รัฐบาลทักษิณมาจากประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย กระนั้นการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล ยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ไปกันใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง ดึงสถาบันตุลาการมากำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ขบวนการซอมบี้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ แพ้เลือกตั้งก็ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ใช้อำนาจตุลาการยุบพรรค ตัดสิทธิ จนตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มวลชนเสื้อแดงก็ลุกฮือขึ้น แน่นอน ไม่ใช่มานั่งพับเพียบชุมนุมเรียกร้อง เป็นม็อบที่มีอารมณ์ ถูกปลุกให้คลั่งแค้น ก้าวร้าว มีลักษณะรุนแรง แต่มันก็คือการแสดงออกของผู้ถูกกระทำจนเหลืออด เหตุใดผู้ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนจึงใช้ข้ออ้าง “ชายชุดดำ” ส่งกำลังทหารเข้ามาปราบปราม ซึ่งไม่เพียงมีคนตายจำนวนมาก แต่คนอีกเป็นพันก็ถูกจับกุมคุมขังภายใต้กระบวนการที่ไม่ยุติธรรม

ภายใต้ข้อสรุป “ผิดทั้งคู่” ที่ต้องยอมรับ มันมีด้านที่ “ผิดยิ่งกว่า” ตรงนั้นต่างหากที่จะต้องชี้ให้สังคมเห็น แต่ถ้าเริ่มต้นจาก “กรูไม่ผิด” ก็ยากที่จะให้ใครคล้อยตาม

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                 1 ต.ค. 55
..........................

1 ตุลาคม 2555 เวลา 12:31 น.

'สุกำพล' เผย นายกฯขอโทษสหรัฐ ปมนาซาขอใช้อู่ตะเภาแล้ว

ที่มา Voice TV

 'สุกำพล' เผย นายกฯขอโทษสหรัฐ ปมนาซาขอใช้อู่ตะเภาแล้ว



"สุกำพล" เผย นายกฯขอโทษสหรัฐฯ เหตุนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาแล้ว  ยันไร้ปัญหาด้านความมั่นคงพร้อมขอร้องอย่าโยงให้เกิดประเด็น วอนเลิกวิจารณ์  
 
 
 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ขอให้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อใช้ในการสำรวจชั้นบรรยากาศว่า กองทัพไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว โดยตนทำหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคงก็ไม่เห็นมีปัญหา ดังนั้นขอร้องว่าอย่าไปทำให้มีประเด็น อย่าไปพูดซ้ำและอย่าไปคิดโน่นนี้ให้มากเรื่อง เพราะมันไม่มี หากเราไปพยายามผูกโยงกันจะเป็นการถ่วงประเทศ
 
 
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอยากดูเอกสารที่นาซาให้ มาแผ่นเดียวนั้นก็เป็นรายละเอียดที่เหมือนเดิม ไม่ได้มีรายละเอียดใหม่ เพียงแต่คราวที่แล้วเราไม่ได้ให้ทางนาซาเข้ามาดำเนินการในพื้นที่ เพราะเรามีปัญหากันมากนั้นอายเขา
 
 
เมื่อถามถึงการทำความเข้าใจกับประชาชน พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า คิดว่าเขาเข้าใจกันหมด มีแต่สื่อมวลชนที่ไม่เข้าใจ เพราะที่ผ่านมามีการอธิบายไปมากมาย ขอให้ลงข่าวให้ตรง อย่าไปเขียนคาดว่าหากฟังเพียงนิดเดียวแล้วไปเต้นหมดก็ไม่ไหว ทั้งนี้รัฐบาล กระทรวง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องพูดก็ขอให้เชื่อกันบ้าง หากพูดแล้วดำเนินการไม่ตรงอย่างที่พูดก็ค่อยมาฟาดฟันกัน ทางนาซาจะเข้ามาสำรวจชั้นบรรยากาศและเมฆเพื่อให้การพยากรณ์อากาศแม่นย้ำขึ้น ในอนาคต โดยประเทศไทยไม่มีขีดความสามารถที่จะดำเนินการได้ ซึ่งเราก็ได้ประโยชน์ในส่วนนี้
 
 
 "เมื่อตอนที่นายกฯเดินทางไปประเทศสหรัฐ อเมริกาได้ขอโทษกับทางสหรัฐแล้วในเรื่องการขอใช้พื้นที่ เขาบอกว่านาซาจะไปดวงจันทร์ ง่ายกว่ามาประเทศไทยเสียอีก ดังนั้นขออย่าให้มีปัญหากันเลยในเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีแต่ประโยชน์ ควรจะเลิกวิจารณ์กันได้แล้ว" รมว.กลาโหม กล่าว
 
Source : เดลินิวส์ / VoiceTv(Image)
3 ตุลาคม 2555 เวลา 12:33 น.

'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายคนกรุงเทพฯ รักในหลวงไม่ใช่ป้ายหาเสียง

ที่มา Voice TV

 'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายคนกรุงเทพฯ รักในหลวงไม่ใช่ป้ายหาเสียง



'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายโฆษณาคนกรุงเทพฯ รักในหลวง ไม่ใช่ป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ บอกเอกชนทำ ไม่ได้เป็นคนต้นคิด
 
 
กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากขณะนี้ เกี่ยวกับป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนอาคารสูงริมถนนสายหลักหลายสาย โดยมีใจความว่า "คนกรุงเทพ รักในหลวง ไม่เปลี่ยน" ทั้งนี้ในป้ายดังกล่าวมีรูปของ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อยู่รวมกับบรรดาศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนักกีฬาชื่อดัง ซึ่งผู้ที่เห็นภาพดังกล่าว ส่วนมากจะวิจารณ์ในแง่ลบ เนื่องจากคิดว่าป้ายโฆษณานั้น เป็นการหาเสียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ สมัยหน้าของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ได้ประกาศว่าจะลงสมัครเพื่อรักษาแชมป์สมัยที่ 2 และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการ เมือง
 
 
ทั้งนี้ ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่ใช่เจ้าของป้ายดังกล่าว และป้ายโฆษณานี้ก็เป็นเรื่องของกลุ่มจิตอาสาที่ต้องการให้พ่อเมืองคือตน มีภาพรวมอยู่กับศิลปินนักร้อง เพื่อทำกิจกรรมทางสังคมในแคมเปญ "รักในหลวง" เท่านั้น ส่วนตนนั้นก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี และไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะเป็นการแสดงความจงรักภักดีผ่านแผ่นป้าย และตนก็ไม่ได้เป็นคนต้นคิด อีกทั้งป้ายดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในสมัยหน้าด้วย
   
 
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวยืนยันอีกครั้งว่า ป้ายดังกล่าวไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ป้ายของ กทม. แต่เป็นป้ายของเอกชนทั้งหมด เพียงแต่มีรูปของตนไปร่วมด้วยเท่านั้น
 
 
สำหรับป้ายโฆษณานี้ เพิ่งจะมีการติดตั้งให้เห็นได้ประมาณ 2 วัน บริเวณถนนวิภาวดี พญาไท เป็นต้น ซึ่งป้ายดังกล่าว มี นุ่น ศิระพันธ์ วัฒนะจินดา, ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ, นายกฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ น้อย วงพรู, น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย และน้องวิว เยาวภา บูรพลชัย นักเทควันโดหญิง, นายสมจิตร จงจอหอ อดีตนักมวยทีมชาติไทย ซึ่งด้านล่างของป้ายดังกล่าวระบุชื่อ กลุ่มคิดดีทำดี
 
 
อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับพรรคเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนไทย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่ต้องการให้ปลดป้ายทั้งหมดโดยเร็ว
 
 
2 ตุลาคม 2555 เวลา 15:24 น.