WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 7, 2012

ดูงาน หรือผลาญงบ?

ที่มา ประชาไท



การที่ กมธ.กิจการสภาฯ ไม่(สามารถ)เอาผิดเรื่องการไปดูงานที่อังกฤษของประธานรัฐสภาและคณะ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปให้กรรมาธิการจริยธรรมพิจารณา เพราะไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ดี ชั่ว แต่เป็นเรื่องการขาดกลไกตรวจสอบ และขาดความเข้าใจที่เหมาะสมในอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของสถาบันรัฐสภาไทยโดยรวม เพราะการเดินทาง “ไปดูงาน” โดยเอางบประมาณจากภาษีประชาชนจ่ายให้สื่อมวลชนและแขกรับเชิญเกิดขึ้นสม่ำ เสมอ 
 
รัฐบาลนี้ทำ รัฐบาลที่แล้วก็ทำ รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ทำ ทั้งไปต่างประเทศและแหล่งพักผ่อนต่างจังหวัด ทำกันจนเป็นปกติ คิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้
 
เรื่องนี้ไม่ควรจบลงแบบเงียบ ๆ หรือไปขุดคุ้ยเอาผิดกับผู้คนที่ร่วมเดินทาง 
 
แต่ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า ประชาชนเจ้าของภาษี เจ้าของอำนาจอธิปไตย และเลือกพวกท่านเข้ามาเป็นตัวแทนจะมีมาตรการควบคุมการใช้จ่ายเงินที่ไม่เกิด ประโยชน์แก่สังคมได้อย่างไร เช่น สร้างมาตรการควบคุมว่าต้องไป “ทำงาน” ไม่ใช่แค่ดูงาน ใช้งบได้เท่าไหร่ ใครจะเซ็นต์รับงบก้อนนี้ได้บ้าง และมีโครงการพัฒนาสังคมใดบ้างที่นำเอาความคิด นวัตกรรมของประเทศที่ไปดูงานกลับมาใช้ ทั้งนี้ไม่ใช่เฉาะรัฐสภาและรัฐบาลที่ชอบไปดูงานกันจัง องค์กรอิสระทั้งหลายและอีกหลายหลายหน่วยงานก็หมดงบประมาณจำนวนมากไปกับการไป ดูงานเช่นกัน
 
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่เคยรวบรวมไว้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
 
I. ข้อมูลงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณดูงานต่างประเทศของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ 
 
1.ค่าใช้จ่ายด้านกิจการต่างประเทศของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา 
พ.ศ. 2551: 45,671,903 บาท พ.ศ. 2552: 34,304,954
2.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจในต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ 
พ.ศ. 2551: 93,722,838 บาท พ.ศ. 2552: 110,695,634 บาท
รวมยอดปี 2551 139,394,741 บาท รวมยอดปี 2552 145,000,588 บาท
(ที่มา: ศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางราชการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)
 
II. ข้อมูลการดูงานต่างประเทศของวุฒิสภาและกรรมาธิการวุฒิสภาประจำปีงบประมาณ 2552
 
1. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของประธานวุฒิสภาและคณะ เป็นเงินรวม 15,945,317.00 บาท
2. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และคณะ เป็นเงินรวม 4,269,157.00 บาท
3. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 และคณะ เป็นเงินรวม 4,178,570.00 บาท
4. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของสมาชิกวุฒิสภา เป็นเงินรวม 361,691.45 บาท
5. ใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาชุดต่างๆ เป็นเงินรวม 51,283,505.31 บาท
ยอดรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุม นานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของวุฒิสภาปี 2552 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 76,038,240.76 บาท
(ที่มา: สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา)
 
นอกจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งหรือเงินเพิ่มแล้ว ส.ส.และ ส.ว. สามารถขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่เชิดชูเกียรติ และยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ดังนี้ 
 
1. เบี้ยประชุมอนุกรรมาธิการครั้งละ 800 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการครั้งละ 1,200 บาท และประธานกรรมาธิการครั้งละ 1,500 บาท
2.ได้รับการประกันสุขภาพในระหว่างการดำรงตำแหน่ง 
3.ค่าเดินทางในประเทศ เดินทางโดยรถไฟ หรือรถโดยสารของรัฐฟรี ขณะที่การเดินทางทางเครื่องบินเฉพาะภายในประเทศได้นั่งชั้นธุรกิจ 
กรณีไปปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดได้ค่าที่ พักในประเทศแบบเหมาจ่ายไม่เกิน 1,200 บาท/วัน/คน หรือเบิกในลักษณะจ่ายจริงไม่เกิน 2,500/วัน/คน
4.เดินทางไปต่างประเทศโดยเครื่องบินชั้น หนึ่ง ค่าที่พักเบิกจ่ายตามจริงไม่เกิน 10,000 บาท/วัน/คน(ประเภท ก.) 7,000 บาท/วัน/คน(ประเภท ข.) และ 4,500 บาท/วัน/คน (ประเภท ค.)* 
ค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทางเหมาจ่ายไม่เกิน 3,100 บาท/วัน/คน หรือเบิกตามจริงไม่เกิน 4,500 บาท/วัน/คน ค่าทำความสะอาดเสื้อผ้าเบิกตามจริงไม่เกิน 500 บาท/วัน/คน และค่าใช้สอยเบ็ดเตล็ดเหมาจ่ายไม่เกิน 500 บาท/วัน/คน ค่าเครื่องแต่งตัวในการเดินทางไปราชการเหมาจ่าย 9,000 บาทต่อคน
 
 
 

ดูงาน หรือผลาญงบ?

ที่มา ประชาไท



การที่ กมธ.กิจการสภาฯ ไม่(สามารถ)เอาผิดเรื่องการไปดูงานที่อังกฤษของประธานรัฐสภาและคณะ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปให้กรรมาธิการจริยธรรมพิจารณา เพราะไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ดี ชั่ว แต่เป็นเรื่องการขาดกลไกตรวจสอบ และขาดความเข้าใจที่เหมาะสมในอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของสถาบันรัฐสภาไทยโดยรวม เพราะการเดินทาง “ไปดูงาน” โดยเอางบประมาณจากภาษีประชาชนจ่ายให้สื่อมวลชนและแขกรับเชิญเกิดขึ้นสม่ำ เสมอ 
 
รัฐบาลนี้ทำ รัฐบาลที่แล้วก็ทำ รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ทำ ทั้งไปต่างประเทศและแหล่งพักผ่อนต่างจังหวัด ทำกันจนเป็นปกติ คิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้
 
เรื่องนี้ไม่ควรจบลงแบบเงียบ ๆ หรือไปขุดคุ้ยเอาผิดกับผู้คนที่ร่วมเดินทาง 
 
แต่ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า ประชาชนเจ้าของภาษี เจ้าของอำนาจอธิปไตย และเลือกพวกท่านเข้ามาเป็นตัวแทนจะมีมาตรการควบคุมการใช้จ่ายเงินที่ไม่เกิด ประโยชน์แก่สังคมได้อย่างไร เช่น สร้างมาตรการควบคุมว่าต้องไป “ทำงาน” ไม่ใช่แค่ดูงาน ใช้งบได้เท่าไหร่ ใครจะเซ็นต์รับงบก้อนนี้ได้บ้าง และมีโครงการพัฒนาสังคมใดบ้างที่นำเอาความคิด นวัตกรรมของประเทศที่ไปดูงานกลับมาใช้ ทั้งนี้ไม่ใช่เฉาะรัฐสภาและรัฐบาลที่ชอบไปดูงานกันจัง องค์กรอิสระทั้งหลายและอีกหลายหลายหน่วยงานก็หมดงบประมาณจำนวนมากไปกับการไป ดูงานเช่นกัน
 
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่เคยรวบรวมไว้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
 
I. ข้อมูลงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณดูงานต่างประเทศของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ 
 
1.ค่าใช้จ่ายด้านกิจการต่างประเทศของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา 
พ.ศ. 2551: 45,671,903 บาท พ.ศ. 2552: 34,304,954
2.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจในต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ 
พ.ศ. 2551: 93,722,838 บาท พ.ศ. 2552: 110,695,634 บาท
รวมยอดปี 2551 139,394,741 บาท รวมยอดปี 2552 145,000,588 บาท
(ที่มา: ศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางราชการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)
 
II. ข้อมูลการดูงานต่างประเทศของวุฒิสภาและกรรมาธิการวุฒิสภาประจำปีงบประมาณ 2552
 
1. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของประธานวุฒิสภาและคณะ เป็นเงินรวม 15,945,317.00 บาท
2. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และคณะ เป็นเงินรวม 4,269,157.00 บาท
3. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 และคณะ เป็นเงินรวม 4,178,570.00 บาท
4. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของสมาชิกวุฒิสภา เป็นเงินรวม 361,691.45 บาท
5. ใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาชุดต่างๆ เป็นเงินรวม 51,283,505.31 บาท
ยอดรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุม นานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของวุฒิสภาปี 2552 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 76,038,240.76 บาท
(ที่มา: สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา)
 
นอกจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งหรือเงินเพิ่มแล้ว ส.ส.และ ส.ว. สามารถขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่เชิดชูเกียรติ และยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ดังนี้ 
 
1. เบี้ยประชุมอนุกรรมาธิการครั้งละ 800 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการครั้งละ 1,200 บาท และประธานกรรมาธิการครั้งละ 1,500 บาท
2.ได้รับการประกันสุขภาพในระหว่างการดำรงตำแหน่ง 
3.ค่าเดินทางในประเทศ เดินทางโดยรถไฟ หรือรถโดยสารของรัฐฟรี ขณะที่การเดินทางทางเครื่องบินเฉพาะภายในประเทศได้นั่งชั้นธุรกิจ 
กรณีไปปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดได้ค่าที่ พักในประเทศแบบเหมาจ่ายไม่เกิน 1,200 บาท/วัน/คน หรือเบิกในลักษณะจ่ายจริงไม่เกิน 2,500/วัน/คน
4.เดินทางไปต่างประเทศโดยเครื่องบินชั้น หนึ่ง ค่าที่พักเบิกจ่ายตามจริงไม่เกิน 10,000 บาท/วัน/คน(ประเภท ก.) 7,000 บาท/วัน/คน(ประเภท ข.) และ 4,500 บาท/วัน/คน (ประเภท ค.)* 
ค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทางเหมาจ่ายไม่เกิน 3,100 บาท/วัน/คน หรือเบิกตามจริงไม่เกิน 4,500 บาท/วัน/คน ค่าทำความสะอาดเสื้อผ้าเบิกตามจริงไม่เกิน 500 บาท/วัน/คน และค่าใช้สอยเบ็ดเตล็ดเหมาจ่ายไม่เกิน 500 บาท/วัน/คน ค่าเครื่องแต่งตัวในการเดินทางไปราชการเหมาจ่าย 9,000 บาทต่อคน
 
 
 

เหลียวหลังแลไปข้างหน้าเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 6 ตุลาคม 2555 ตอน 36 ปี 6 ต.ค. 2519

ที่มา uddred

 รายการเหลียวหลังแลไปข้างหน้าเพื่อประชาธิปไตย ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 21.00-22.00น. ตอน 36 ปี 6 ต.ค. 2519(ตอนที่1) ออกอากาศวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2555

ในตอนนี้ อ.ธิดา และคุณพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ได้พูดคุยกันเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2555 โดย อ.ธิดาวิเคราะห์ว่าการปราบปรามประชาชนเมื่อตอน 6 ตุลาคม 2555 ยังเป็นการดำเนินการของระบอบอมาตยาธิปไตย ซึ่งในเวลานั้นร่วมมือกับลัทธิจักรวรรดินิยม จนนำไปสู่การปราบปรามอย่างนองเลือดในธรรมศาสตร์เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นอกจากนั้นอ.ธิดายังได้นำภาพยนต์ที่บันทึกความโหดร้ายของเหตุการณ์ 6 ตุลาคมมาเผยแพร่ด้วย อ.ธิดาและคุณพิเชษฐ์ ได้วิเคราะห์ว่าปัจจุบันฝั่งอมาตยาธิปไตยยังมีการใช้วิธีการจัดตั้งและการ ปลุกระดมคล้ายคลึงกับเดิม นอกจากนั้นอ.ธิดาและคุณพิเชษฐ์ยังวิเคราะห์จากภาพยนต์ที่เผยแพร่ว่ามวลชนจัด ตั้งหลายคนมีลักษณะคล้ายทหารแต่งนอกเครื่องแบบ เช่นเดียวกับ "ชายชุดดำ"ในปี 2553 ที่หลายครั้งปรากฎว่าเป็นทหาร



จดหมายเรื่อง 'พระเจ้า' ของไอน์สไตน์ ถูกนำมาประมูลผ่าน eBay

ที่มา ประชาไท


จดหมายของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่เขียนโต้เถียงกับนักปรัชญาชาวยิวในเรื่องพระเจ้า และคัดค้านเรื่องที่ว่าชาวยิวเป็นเชื้อชาติผู้ถูกเลือก ถูกนำมาประมูลผ่าน eBay ด้วยราคาเริ่มต้น 3 ล้านดอลลาร์



6 ต.ค. 2012 - จดหมายของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เขียนความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง 'พระเจ้า' จะถูกนำมาประมูลผ่านเว็บ eBay ในวันที่ 8 ต.ค. นี้

จากการศึกษาสมอง ของเขาไปจนถึงการพยายามพิสูจน์ทฤษฎีฟิสิกส์ มีนักวิทยาศาสตร์และผู้ที่สนใจจำนวนหนึ่งต้องมนต์เสน่ห์ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มานานแล้ว และในตอนนี้ก็กำลังจะมีการนำผลงานความคิดของไอน์สไตน์ออกประมูลทั่วโลก ในมุมมองต่อคำถามที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ คือการมีอยู่ของพระเจ้า

ไอน์สไตน์ ได้เขียนจดหมายส่วนตัวแสดงความเห็นต่อเรื่องพระเจ้าและศาสนาไว้ และจดหมายฉบับนี้จะมีการนำมาประมูลผ่านเว็บ eBay ในวันที่ 8 ต.ค. นี้ ในจดหมายไอน์สไตน์บอกว่าความเชื่อในศาสนาและพระเจ้าเป็นเรื่องไร้เดียงสา เหมือนเด็ก และกล่าวเย้ยหยันเรื่องแนวคิดที่ว่าชาวยิวเป็นกลุ่มคนผู้ที่ถูกเลือก

"นี่ เป็นจดหมายชิ้นที่สำคัญและเป็นประวัติศาสตร์มากที่สุดที่เราได้วางประมูลใน eBay" อิริค กาซิน ประธานของอ็อกชั่น คอส บริษัทตัวแทนการจัดการด้านการขายกล่าว "พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอเอกสารที่น่าจะมีเสน่ห์ที่สุดในยุค ศ.ต.ที่ 20 ต่อบุคคลหรือองค์กรใดๆ ก็ตาม"

จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมาย ที่ไอน์สไตน์เขียนด้วยมือเป็นภาษาเยอรมนีส่งให้นักปรัชญาชาวยิว อิริค บี. กุตไคน์ ในวันที่ 3 ม.ค. 1954 หนึ่งปีก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิต จดหมายฉบับนี้เป็นการโต้ตอบหนังสือของกุดไคน์เรื่อง "เChoose Life: The Biblical Call to Revolt"

ในส่วนหนึ่งของจดหมายฉบับนี้ ไอน์สไตน์เขียนว่า "สำหรับผมแล้วศาสนายิวก็เหมือนศาสนาอื่นๆ ตรงที่เป็นการกำเนิดของเรื่องอภินิหารไร้เดียงสา และกับชาวยิวที่ตัวผมเองก็เป็นอย่างภาคภูมิใจรวมถึงคนที่ผมมีความใกล้ชิดทาง ใจด้วย ก็ไม่ได้มีคุณค่าแตกต่างจากมนุษย์คนอื่นๆ เลย ตามประสบการณ์เท่าที่ผมมี พวกเขาก็ไม่ได้ดีกว่ามนุษย์กลุ่มอื่นๆ แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องจากมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุดอย่างการขาดอำนาจ อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นเลยว่าพวกเขาจะ 'ถูกเลือก' มาอย่างไร" โดยมีการถอดความจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษโดย โจแอน สตัมบากห์

ใน หนังสือของกุดไคน์เสนอว่าชาวยิวไม่เหมือนกับมนุษย์โลกในยุคนั้นที่อยู่ใน สภาพเหมือนถูกสะกดจิตหมู่ "จิตวิญญาณของชาวยิวไม่เคยเป็นจิตวิญญาณแบบหมู่มวล จิตวิญญาณของอิสราเอลไม่สามารถถูกสะกดจิตได้ มันไม่เคยถูกจู่โจมด้วยการสะกดจิต... จิตวิญญาณของอิสราเอลไม่อาจถูกทำให้แปดเปื้อน"

ในจดหมายของวันที่ 24 มี.ค. 1954 ไอน์สไตน์เขียนว่า "แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องโกหกหากคุณได้อ่านเรื่องศรัทธาอันแรงกล้าในศาสนาของ ผม เป็นเรื่องโกหกที่มีการผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบ ผมไม่เชื่อในพระเจ้าส่วนบุคคล และถึงจะไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ แต่ผมก็ได้แสดงออกอย่างกระจ่างชัดแล้ว หากจะมีอะไรก็ตามที่จะเรียกผมว่าเป็นคนมีศาสนาได้ มันก็น่าจะเป็นเรื่องความชื่นชมอย่างไม่จำกัดต่อโครงสร้างของโลกเท่าที่ วิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยออกมา"

อย่างไรก็ตาม ในจดหมายถึงกุดไคน์ ไอน์สไตน์เขียนว่าพระเจ้า "ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการแสดงออกและผลผลิตของความอ่อนแอในตัวมนุษย์ เป็นคัมภัร์ที่รวบรวมเรื่องราวที่น่านับถือ แต่ก็เป็นตำนานโบร่ำโบราณที่ยังไงก็ดูไร้เดียงสาแบบเด็กๆ"

นี่ไม่ใช่ ครั้งแรกที่จดหมายเกี่ยวกับ 'พระเจ้า' ถูกนำมาประมูล ในปี 2008 บทความในนิวยอร์กไทม์รายงานว่ามีผู้ซื้อไม่ระบุนามคนหนึ่งที่มีความสนใจต่อ ฟิสิกส์ทฤษฎีอย่างมาก ได้ประมูลซื้อจดหมายจาก บลูมเบอร์รี อ็อกชั่น เซลล์ ในลอนดอนเป็นจำนวนเงิน 404,000 ดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าราคาก่อนขายที่ประเมินไว้ถึง 25 เท่า

eBay กล่าวว่า จดหมายถึงกุดไคน์ถูกเก็บรักษาไว้ในสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องการรวบ รวมมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีการปรับสภาพอุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่าง ที่เหมาะสม จากการที่จดหมายฉบับนี้เป็นที่รู้จักในหมู่นักวิทยาศาสตร์มาเป็นเวลา 50 ปีแล้ว จึงไม่ต้องตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ จดหมายฉบับนี้ถูกบรรจุในซองตามต้นฉบับ มีสแตมป์และตราไปรษณีย์จากปรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี ที่ไอน์สไตน์อาศัยอยู่จนกระทั่งเสียชีวิต

Livescience รายงานว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีโครงการจำนวนมากที่ทำให้อัจฉริยะผู้โด่งดังผู้นี้ลงมาใกล้ชิดกับมนุษย์ เดินดินมากขึ้น เช่น ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา มีการรวบรวมเอกสารจำนวนมากของไอน์สไตน์ ทั้งจดหมายส่วนตัวไปจนถึงบันทึกทางวิทยาศาสตร์เขียนด้วยลายมือ มีการถูกนำมาเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยความตั้งใจของหน่วยงานจดหมายเหตุอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลม และของโครงการเอกสารไอน์สไตน์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย

เอกสาร ต่างๆ เหล่านี้เปิดเผยทั้งด้านที่เป้นนักวิชาการของไอน์สไตน์ เช่น หนึ่งในบันทึกลายมือของไอน์สไตน์ที่เขียนสูตรสมการ E=mc^2 ที่มีชื่อเสียง และด้านที่เป็นชีวิตส่วนตัว เช่น โปสการ์ดถึงแม่เขาที่ชื่อพอลลีน

และ ในปี 2011 ที่ผ่านมา ชิ้นส่วนสมองของเขาถูกนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์มุตเตอร์ ฟิลาเดลเฟีย และหอสมุดประวัติศาสตร์การแพทย์ และเมื่อเดือนที่แล้วก็มีโปรแกรมแอปปลิเคชั่นของ iPad ที่สามารถให้ผู้ใช้ได้เห็นสมองส่วนสีเทา (Gray matter) ของไอน์สไตน์อย่างใกล้ชิดได้

จดหมายฉบับล่าสุดของไอน์สไตน์จะถูกนำมาประมูลในวันที่ 8 ต.ค. โดยเปิดประมูลเริ่มต้นที่ 3 ล้านดอลลาร์ (ราว 91 ล้านบาท)


ที่มา:

Einstein's Letter Questioning God Goes Up for Auction, Livescience, 05-10-2012
http://www.livescience.com/23758-einstein-god-letter-auction.html

วันนี้เมื่อ 6 ตุลาฯ 2519 "ขณะนี้ คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา วันที่ ๖ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙"

ที่มา Thai E-News

 





เตือนความจำโดย เรดด์ เลิฟ

ฉบับพิเศษ 

แถลงการณ์ของคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน

เล่มที่ ๙๓ ตอนที่ ๑๒๐ ราชกิจจานุเบกษา ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙


ขณะนี้ คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา วันที่ ๖ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ เป็นต้นไป และสถานการณ์ทั้งหลายตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินโดย ทั่วไปแล้ว

บัดนี้ คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินได้ประจักษ์ถึงภัยพิบัติที่ได้เกิดขึ้นอยู่ในขณะ นี้ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป กล่าวคือ ได้มีกลุ่มบุคคลซึ่งประกอบด้วย นิสิต นักศึกษาบางกลุ่มได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเป็นการเหยียบย่ำจิตใจคนไทยทั้งชาติ โดยเจตจำนงค์ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของคอมมิวนิสต์ที่จะเข้ายึดครองประเทศไทย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมก็ได้ต่อสู้ด้วยอาวุธร้ายแรงที่ใช้ในราชการ สงคราม โดยร่วมมือกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ชาวเวียดนาม ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

สถานการณ์โดยทั่วไปก็เริ่มเลวลงเป็นลำดับ จนเกิดความระส่ำระสายขึ้นโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฎแจ้งชัดว่ารัฐมนตรีบางนาย และนักการเมืองบางกลุ่ม ตลอดจนสื่อสารมวลชนหลายแห่ง มีส่วนสนับสนุนอยู่อย่างแข็งขัน และออกนอกหน้า เหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าวมานี้ ย่อมจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถรักษาสถานการณ์บ้านเมืองตามวิถีทางรัฐธรรมนูญไว้ ได้ หากปล่อยไว้เช่นนี้ก็นับวันที่ประเทศชาติแลประชาชนจะต้องประสบกับความวิบัติ ยิ่งขึ้นเป็นลำดับ จนยากที่จะแก้ไข คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินจึงมีความจำเป็นต้องเข้ายึดอำนาจการปกครอง เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้โดยเฉียบขาดและฉับพลัน ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของชาติและมิให้ประเทศไทยต้องตกไปเป็นเหยื่อของ จักรวรรดิ์นิยมคอมมิวนิสต์

อนึ่งถึงแม้ว่าในขณะนี้จะยังมีรัฐสภาอยู่ แต่ก็เป็นที่แจ้งประจักษ์กับประชาชนแล้วว่า นักการเมืองที่อยู่ในพรรคเดียวกันก็แตกแยกกัน ไม่ยึดถืออุดมคติของพรรค และไม่ได้ปฎิบัติตามอาณัติที่ประชาชนได้มอบไว้ให้ ซึ่งเป็นการพ้นวิสัยที่ระบอบประชาธิปไตยจะดำเนินไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญได้

คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินเทอดทูนพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะอย่าง สูงสุด ผู้ใดจะละเมิดมิได้ การยึดอำนาจครั้งนี้ก็เพื่อรักษาสถาบันที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่ง รัฐ ให้ดำรงอยู่ตลอดไป องค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ได้รับการอารักขาจากคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินอย่าง ปลอดภัยแล้วทุกประการ

คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินจะไม่เปลี่ยนแปลงสถาบันใดๆเกินกว่าความจำเป็น เพื่อความปลิดภัยของประเทศชาติ ชนชาวต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะทูตานุทูต กงสุล สถานทูต สถานกงสุล และองค์การระหว่างประเทศ คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้ให้ความคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง

คณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินขอยืนยันว่าจะยึดมั่นในความปรารถนาของปวงชนชาวไทย ในอันที่จะดำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข จึงจะบากบั่นจนสุดความสามารถที่จะให้ระบอบการปกครองดังกล่าว มีขึ้นด้วยรากฐานอันมั่นคง เป็นขั้นเป็นตอนให้จงได้ และจะดำเนินการปฎิรูปการปกครองแผ่นดินให้ไปสู่ระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อันเหมาะสมแก่สถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อบรรลุผลสำเร็จในที่สุด

พลเรือเอก สงัด ชลออยู่
หัวหน้าคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน


กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)

เราคงรู้จักภาพๆ นั้น "เค้าชื่อเปี๊ยก วิชิตชัย อมรกุล"

ที่มา Thai E-News



โปสเตอร์โดย เก้อ น่ะ

เราคงรู้จักภาพๆนั้น
เก้าอี้ที่ลอยเด่น ผู้คนยืนดูยิ้มแย้ม
อยู่รายรอบเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มผู้ซึ่งล่องลอยอยู่กลางภาพ


เค้าชื่อเปี๊ยก วิชิตชัย อมรกุล
จากบ้านเกิดที่ จ.อุบลราชธานี มาเรียนต่อ
ที่กรุงเทพมหานคร จากเตรียมอุดม
ปี 2518 สอบติดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่ามกลางความดีใจของญาติพี่น้อง

“ไปมาแล้ว เดี๋ยวจะกลับไปอีก จะซื้อข้าวไปให้เขากิน”
เปี๊ยกคุยกับเพื่อนก่อนขนข้าวไปให้พวกที่ธรรมศาสตร์
เป็นอาหารมื้อเที่ยงของวันที่ 5 ตุลาคม 2519
พอช่วงบ่ายๆเปี๊ยกเอารถมาคืน แล้วก็จากไป
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เพื่อนๆ ได้เห็นหน้าเขา...ในสภาพปกต

แม้จะอยู่ไกลถึง จ.อุบล แต่พ่อของวิชิตชัย
รีบเดินทางจากอุบลมายังกรุงเทพ ตั้งแต่เหตุการณ์
ส่อเค้าความรุนแรงและข่าวถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ
พ่อของเค้าไล่ค้นหาที่สถานีตำรวจ โรงพยาบาล
แต่ไม่พบแม้เงาร่างของลูกชา

จนคุณพ่อตัดสินใจขอเข้าดูดูศพเผู้สียชีวิต แต่ก็ไม่พบอีก
ดูเหมือนความหวังจะเลือนรางเต็มที แต่เพื่อนสนิท
ของวิชิตชัยอาสามาช่วยดูอีกรอบ ในที่สุดเพื่อนก็
มาหยุดที่ร่างหนึ่งที่ใบหน้าแหลกเหลว มีเชือกผูกคอ
เขาสังเกตเห็นรองเท้าที่มีรอยซ่อม รองเท้ากีฬาคู่โปรดของวิชิตชัย

พ่อของเด็กหนุ่มเข่าอ่อนร่วงลงที่ตรงนั้น
.......

36 ปีต่อมา
เขายังอยู่ที่ไหนสักแห่ง แม้จะซ่อนตัวอยู่ในความหลงลืม
แน่ล่ะว่าเราอยากลืมเขา เราอยากหลอกตัวเอง
เราอยากบอกตัวเองว่าสังคมเรานี้ดี ไม่เคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น
ยิ่งกว่านั้น เรากลัวที่จะรู้ว่าเพราะอะไรหรือใคร?

เราจึงซุกซ่อนมันเอาไว้ในมุมที่ลึกที่สุด
แต่ยิ่งซ่อน มันกลับยิ่งผุดพราย
36 ปีผ่านไป บนโลกอีกใบที่เรียกว่า Facebook

เด็กหนุ่มคนนั้นก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง.

------------
เรียบเรียงจาก ตุลากาล, ตุลาคม 2539
และ www.2519.net

Saturday, October 6, 2012

ผู้นำสหรัฐไฟเขียว หนุนส่งเงินช่วยเหลือพม่า

ที่มา Voice TV

 ผู้นำสหรัฐไฟเขียว หนุนส่งเงินช่วยเหลือพม่า



ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ลงนามกฎหมายฉบับใหม่ เปิดทางสหรัฐสนับสนุนองค์กรระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่พม่า เพื่อดึงอดีตประเทศเผด็จการทหารแห่งนี้เข้าสู่เศรษฐกิจโลก

กฎหมายซึ่งได้ผ่านสภาคองเกรสเมื่อเดือนที่แล้วฉบับนี้ มีผลใช้บังคับในขณะที่สหรัฐได้ทยอยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน และการลงโทษอื่นๆ เพื่อตอบแทนการเปิดกว้างทางการเมืองที่ริเริ่มโดยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง หลังจากพม่าได้ปกครองโดยระบอบทหารมานานหลายทศวรรษ

ตามกฎหมายนี้ ผู้แทนของสหรัฐจะมีอำนาจให้การสนับสนุนต่อความช่วยเหลือทางการเงินแก่พม่าของบรรดาองค์กรระหว่างประเทศ

กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวจะสนับสนุนให้พม่าเสริมสร้างสถาบันต่างๆภายในประเทศให้เข้ม แข็งขึ้น เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผล และจะสนับสนุนการพัฒนาประเทศ รวมทั้งช่วยให้พม่ารวมตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลก

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ นีล โวลิน กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะทำให้สหรัฐสามารถผลักดันนโยบายและมาตรการต่างๆของสถาบันการ เงินระหว่างประเทศได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความคืบหน้าในการปฏิรูป, การสร้างธรรมาภิบาล, ความโปร่งใส และความพร้อมรับผิดในพม่า

การลงนามของโอบามามีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากสหรัฐได้ประกาศที่จะผ่อนคลายคำ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากพม่า ซึ่งเป็นการยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญสำหรับอดีตประเทศเผด็จการแห่งนี้ และมีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากนางอองซาน ซูจี ได้เดินทางเยือนสหรัฐครั้งประวัติศาสตร์ โดยผู้นำฝ่ายค้านของพม่าได้เรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตร

สหรัฐได้ยกเลิกคำสั่งห้ามชาวอเมริกันลงทุนในพม่าเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เปิดทางให้คณะผู้แทนทางการค้าชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่เข้าไปดูลู่ทางการลงทุนใน ประเทศนี้ นอกจากนี้ ยังยกเลิกคำสั่งห้ามออกวีซ่าให้แก่เต็ง เส่ง และประธานสภาผู้แทนราษฎร ฉ่วย มานน์ ด้วย

Source : AFP
6 ตุลาคม 2555 เวลา 12:52 น.

อ่านอีกรอบ: จม.เล่าเหตุการณ์เช้ามืด 6 ตุลา จากหนังสือ'เราคือผู้บริสุทธิ์'

ที่มา ประชาไท




หมายเหตุ: เนื่องในวาระ ครบรอบ 36 ปี 6 ตุลาคม 2519 ‘ประชาไท’ หยิบยกบทบันทึกเหตุการณ์วันนั้น ซึ่งเขียนโดย ชวลิต วินิจจะกูล เป็นตอนหนึ่งจากหนังสือ ‘เสียงจากอดีตจำเลยคดี 6 ตุลา เราคือผู้บริสุทธิ์’ แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในฐานะบทบันทึกประวัติศาสตร์ แรงบันดาลใจทางการเมือง หรืออะไรก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไป คนอีกรุ่นอาจไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับงานเหล่านี้  จึงขออนุญาตหยิบยกมาปัดฝุ่นใหม่ โดยเริ่มต้นจากสิ่งพื้นฐานที่สุดนั่นคือ เกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น ทั้งในแง่เหตุการณ์และอารมณ์ความรู้สึก




จดหมายจากชวลิต วินิจจะกูล ฉบับที่ 1


เขียนที่บ้าน
...กันยายน 2520
...ที่รัก

ขอบคุณมากครับที่ห่วงใยผม จม.ของคุณผมอ่านด้วยความรู้สึกดีใจที่เพื่อนๆ ยังรักและเอาใจใส่อยู่เสมอ จนถึงวันนี้ก็เพิ่งประมาณเดือนเดียวเท่านั้นที่ผมได้ออกมาสัมผัสความสับสน วุ่นวายของสังคมเมือง แต่ก็มีอิสระ มีชีวิตชีวามากกว่าในคุกเมื่อ 10 เดือนก่อน

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คุณได้ไปที่ศาลทหารกลาโหมหรือเปล่า ผมไปให้กำลังใจแก่เพื่อนๆ ที่ถูกฟ้อง เขายังยิ้มแย้มแจ่มใสดีจริงๆ ทั้งที่ผมจำได้ว่า เราเคยพูดกันว่า ถูกฟ้องเมื่อไรก็แน่ชัดว่าอีกนานหลายปีกว่าคดีจะสิ้นสุด กำลังใจพวกเขาดีจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้อนาคตเช่นนั้น

ผมเห็นเพื่อนๆ แค่ 6 คนจากบางขวาง ไม่ได้พบเพื่อนๆ ที่อยู่มาด้วยกัน 10 เดือน เพราะผู้คุมพาเขาหลบออกทางประตูหลัง วันนั้นผมคิดถึงหลายๆ อย่าง สับสนไปหมด ผมคิดถึงเพื่อนๆ มาก แม้ผมเคยอยู่กับเขามา รู้สึกว่าสำหรับพวกเราแล้วไม่ทุกข์ยากนักหรอก แต่ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ บางทีนึกถามตัวเองว่าเราจะช่วยเขาได้ยังไง เราจะช่วยเร่งการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเพื่อนๆ ได้ยังไง ผมอยากจะทำอะไรก็ได้ให้ความจริงเปิดเผยสักที แต่ในภาวะการเมืองอย่างนี้ ดูเหมือนเขาจะห้ามพูดความจริงใช่ไหม

จม.ของคุณทำให้ผมพอเห็นทางออกเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้ และต่อตัวผมเองก็ช่วยให้ผมคลายความไม่สบายใจลงไปได้บ้าง

คุณ อยากให้ผมเล่าความจริงที่ผมประสบ ผมดีใจที่จะได้เล่าให้ผู้อื่นฟัง แม้จะแค่ 1-2 คนก็ตาม และจะให้ผมเล่าสักร้อยพันหนก็ได้ ผมมีสิ่งที่อยากขอความช่วยเหลือคุณเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือว่า ถ้าคุณมีโอกาสให้คนอื่นอ่านด้วยก็ดี ผมเขียนไม่เก่งนัก แต่ผมขอให้ความจริงปรากฏต่อคนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งผมคงไม่มีโอกาสทำได้ถนัดนัก จม.นี้เหมือนกับผมเขียนฝากถึงทุกๆ คนที่รักความจริง รักความเป็นธรรม  ผมเองยังหวังถึงกับว่า สักวันหนึ่งสิ่งที่ผมเขียนอาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้

10 เดือนที่บางเขน ไม่ได้ทำให้ผมลืมความเจ็บปวดลงได้สักนิดเดียว ตรงกันข้าม ผมได้พบคนที่ถูกถีบกลิ้งลงมาจากชั้น 3 ตึกบัญชี ผมได้ฟังเหตุการณ์บางอย่างจากคนที่ตึกวารสารฯ ตึกอมธ. ผมได้คุยกับคนที่เห็นเหตุการณ์หน้าหอฯ ใหญ่ มีโอกาสได้ทราบเหตุการณ์มากมายหลายแง่มุมที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปีก่อน

ที่ จริงเพื่อนในคุกคงอยากเล่าเองยิ่งกว่าผมเสียอีก ฉะนั้นเพื่อเขาผู้อยู่ข้างความจริงแต่พูดไม่ได้ ผมจะขอเขียนจม.นี้แทนเขา ด้วยความปรารถนาจะช่วยเพื่อนในคุกอย่างจริงใจ ตอบแทนจิตใจที่ยืนหยัดอดทนของเขา จนกว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะได้ออกมายืนประกาศเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตนเอง ต่อหน้าประชาชนมหาศาล

ผมจะเริ่มเล่าตั้งแต่เย็นวันที่ 5 ตุลา 2519...

ผม เห็นใบปลิวกระดาษปอนด์ลงรูปถ่ายที่กล่าวหาว่าพวกเราแสดงละครหมิ่นฯ องค์รัชทายาท ตั้งแต่ตอนประมาณ 18 น. วันที่ 5 ต.ค. ต่อจากนั้นผมได้ดู น.ส.พ. ดาวสยาม (มายืนขายหน้า มธ.ด้วย) ผมเห็นแล้วแค้นมากที่กล่าวหาเราเช่นนั้น คนนับพันเมื่อวันที่ 4 เป็นพยานได้ เราไม่เคยแสดงละครแล้วตบแต่งรูปร่างหน้าตาดังรูปที่พิมพ์ออกแจกนั้นเลย นศ.ปี 1 มธ. ดูตั้งนานไม่เห็นมีปฏิกิริยาอะไร กลับมาเป็นเรื่องราวก็ต่อเมื่อลงใบปลิวและลง น.ส.พ. นี่แหละ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจชัดนักว่า เขากล่าวหาเราเช่นนี้ทำไม คิดว่าคงใส่ร้ายป้ายสีกันตามเคย แต่ผมก็รู้สึกเหมือนคนอื่นๆ ว่าเหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกที

ต่อมามีใบปลิวนัดว่า  วันที่ 6 ต.ค. เวลา 9 น. นัดลูกเสือชาวบ้าน (ลส.ชบ.) และ  "ผู้รักชาติ"  ทุกกลุ่มไปที่พระบรมรูปทรงม้า ในใบปลิวยังบอกว่า ให้เวลาพวกเราที่ชุมนุมใน มธ.ถึงแค่บ่าย 2 ของวันที่ 6 ให้สลายตัวและเอาตัวผู้แสดงละครมาลงโทษ

ประมาณ 21.30  น.  วันที่ 5 ต.ค.  ศูนย์ฯ นัดสื่อมวลชนครั้งใหญ่และด่วนที่สุด แสดงหลักฐานและเหตุผลหลายอย่างตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงนั้น ให้ผู้แสดงละครเล่าเรื่องราวความจริงทั้งหมด  ให้ผู้สื่อข่าวดูใบหน้าและถ่ายภาพผู้แสดงตัวจริงคือ อภินันท์ ว่าไม่เหมือนรูปถ่ายในใบปลิวเลย กรรมการศูนย์ฯ วันนั้นคือ ประยูร ยังแถลงว่าศูนย์ฯ ไม่ใช่ผู้จัด และผู้จัดไม่เคยมีความคิดเช่นที่ใบปลิวกล่าวหา ผู้ทำใบปลิวบิดเบือนจุดหมายการชุมนุมคัดค้านเผด็จการให้กลายเป็นอื่นไปเสีย ตั้งใจจะบิดเบือนความบริสุทธิ์ใจให้กลายเป็นความรุนแรง

สื่อมวลชนซักถามจนหมดข้อข้องใจ ไม่ว่าเรื่องทางการเมืองหรือเทคนิคการแสดงละคร ซึ่งผู้แสดงทำให้ชม

แต่ วันต่อมา  ความจริงเหล่านี้ไม่มีโอกาสจะตอบโต้เรื่องโกหกได้  เขาใช้วิทยุ  200  สถานีกรอกหูปิดตาประชาชน  แล้วเย็นวันที่  6  ก็เกิดรับประหารเสียก่อนที่ความจริงจะเปิดเผย  พวกเขากลัวความจริงเหมือนปิศาจกลัวแสงสว่าง  เราอยู่ข้างความจริงเราจึงไม่กลัว  ให้โอกาสเราโต้สิ

ค่ำลงทุกที  คนที่ชุมนุมอยู่รู้เรื่องราวกันทั่วแล้ว  บางคนฟังยานเกราะอยู่ด้วย  ทุกคนแค้นและพูดกันโจมตีพวกที่บิดเบือนสร้างสถานการณ์  ความแค้นของเราสะสมพอกพูนขึ้นทุกครั้งที่ชุมนุมแล้วถูกยั่วยุก่อกวนทำร้าย  ฆ่าทีละคนๆ

ยิ่งแค้นยิ่งรู้สึกว่า  เราต้องการกันและกัน  คืนนั้นมีคนอยู่ใน มธ.มากเป็นพิเศษ

เสียง จากเวทีชี้แจงกรณีที่ถูกกล่าวหา เรียกร้องให้ทุกคนอดทนใจเย็นๆ สุขุม ทำอะไรขอให้เข้มแข็งเป็นอันหนึ่งใจเดียวกัน เขามิได้ขอร้องให้อยู่หรือกลับ แต่ใจของผู้ชุมนุมยิ่งคุกรุ่นเข้าทุกที ยังไงๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้อยู่ด้วยกัน เสียสละแก่กัน หลายคนนัดกันอยู่ทั้งคืน บางคนเพิ่งเคยเป็นครั้งแรก บางคนรีบกลับบ้านเพื่อจะรีบมาให้เร็วในตอนดึก บางคนโทร.ไปบอกที่บ้านว่าไม่ต้องห่วง ไม่กลับบ้าน หลายคนจับกลุ่มฟังวิทยุต่อไป เจ็บใจที่ตอบโต้ไม่ได้เลย

22.00 น. แล้ว เหตุการณ์ยังสงบอยู่ ผู้คนเข้ามาสมทบมากขึ้นทุกที  มาเพิ่มพลังความแข็งแกร่งให้แก่ที่ชุมนุม เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหานั้น

ที่ สนามหลวงตรงกันข้ามรั้ว มธ. เริ่มมี ลส.ชบ. (สังเกตจากผ้าพันคอ)  และอันธพาลการเมืองซึ่งมาบ่อยจนหลายคนจำหน้าได้  (ไม่เคยถูกจับสักที)  พวกเขายืนจับกลุ่มกันพูดคุยเสียงดัง ตะโกนยั่วยุมาบ้าง ส่วนพวกเรานั่งจับกลุ่มยิ้มอยู่หน้าหอฯ ใหญ่ ใจของเขาคิดอะไรผมไม่ทราบ แต่ผมเชื่อว่า เขากำลังคิดอย่างแน่นอนว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงเขาจะได้อุทิศตนเพื่อคนทั้งหมด เป็นการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ใช่! ชีวิตของเขา

ประมาณ 24 น. อันธพาลที่ชุมนุมอยู่สนามหลวงมีมากขึ้น ทันใดนั้นก็มีเสียงปืน 2-3 นัดจากนอกมธ. คนในสนามฟุตบอลหมอบกันหมด เสียงประกาศให้ทุกคนหมอบนิ่งๆ อย่างไม่ตกใจกลัว ที่ต้องให้หมอบเพื่อมิให้วิ่งกันสับสนอลหม่าน ทุกอย่างยังดำเนินไปเรื่อยๆ มิให้ตกใจแตกตื่น

เราเคยถูกยิงอย่างนั้น มาตั้งแต่ครั้งปลายปี 2517  ที่นี่ ไล่ถนอมเช่นกัน ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกคนจึงยังตกใจวิ่งสับสนไปหมด ผ่านมาปีกว่า 20 มีนา ไม่ว่าขณะชุมนุมหรือขณะเดินขบวน เสียงระเบิดไม่ทำให้ใครหนีเลย ทุกคนหมอบสักครู่เดียวแล้วผุดลุกขึ้นจะวิ่งตามเจ้ามือระเบิดทันทีอย่างไม่ เกรงกลัว

หมดยุคกลัวกระสุนหรือระเบิดแล้ว เพราะในใจมีแต่ความเจ็บปวดท่วมท้น ไม่มีที่ว่างให้ความกลัวอีก

ในใจตอนนั้นนึกแต่ว่า อยากให้ตำรวจจัดการอันธพาลเหล่านั้นเสียที ผมคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้



เช้าวันที่ 6 ตุลา

01.30 น. พวกอันธพาลการเมืองมีมากขึ้น ยังจับกลุ่มที่เดิม แต่ตอนนี้มีตำรวจหัวปิงปอง  (ผมไม่รู้เขาเรียกอะไร)  ประมาณ 20 คน ยืนจับกลุ่มรวมกับพวกนั้น

ตอนนี้เอง พวกอันธพาลเริ่มปาท่อนไม้ ก้อนหินเข้ามา พยายามปีนรั้ว แต่พวกเราดันออกไป มันยังตะโกนยั่วยุ ก่อกวนบ้าง ด่าบ้าง อย่างหยาบคายฟังไม่ได้

สักครู่ เมื่อเห็นว่าพวกเราเฉยๆ ไม่ตอบโต้ มันก็ชักเหิมเกริม ปาระเบิดขวดและระเบิดพลาสติก 2-3 ลูกเข้ามา เสียงดังลั่นตรงหน้าหอฯ ใหญ่ที่ชุมนุมหมอบลงอีกครั้ง แต่เสียงที่เวทีนี้ยังคงเงียบๆ จนเห็นว่าสงบลง เราจึงเรียกร้องให้ตำรวจจับกุมผู้ใช้อาวุธเมื่อกี้นั้น แต่ตำรวจไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ตรงนั้น เห็นเหตุการณ์ตลอดเวลา จะว่าไม่ผิดกฎหมายก็ไม่ได้ เห็นกันชัดๆ จะว่าผู้ทำผิดหลบหนีก็ไม่ได้ ยังยืนอยู่ด้วยกันตรงนั้นเอง

พวกเราทำอะไรไม่ได้ นอกจากหมอบเฉยๆ ที่ใกล้หอฯ ใหญ่ มีคนคอยชี้แจงไม่ให้ผ่านบริเวณนั้น เพราะอาจได้รับอันตรายจากภายนอก หากจะเข้าออกขอให้ใช้ประตูท่าพระจันทร์แทน พวกนี้คงเป็น หน่วยรักษาความปลอดภัย ไม่มีอาวุธหรอก เพราะไม่ได้มีไว้สู้กับใคร หน่วยรักษาความปลอดภัยมีไว้  "รักษา"  ไม่ใช่  "คุกคาม"  ความปลอดภัยของใคร โดยมากเป็นคนรุ่นหนุ่ม ผู้หญิงก็มีหลายคน คนสายตาสั้นแว่นหนาเตอะก็เป็นได้ เราไม่ได้มีไว้สู้กับใคร มีไว้คอยคุ้มกันและแนะนำแก่ผู้ชุมนุมว่าควรทำอย่างไรในขณะเหตุการณ์วุ่นวาย

ก่อน 02.00 น.เล็กน้อย พวกอันธพาลพยายามปีนรั้วเข้ามา โยนเศษไม้, กระดาษติดไฟหลายชิ้นเข้ามาเผาป้อมยาม หลายชิ้นตกบนหลังคาป้อมยาม ผมอยู่ในสนามยังเห็นแสงจากเพลิงไหม้ได้ถนัด ดีแต่ว่าพอพวกมันออกไปแล้ว ไฟยังไม่มากพอ พวกเราจึงรีบดับเสีย

ตำรวจยังมีไว้ประดับสนามหลวง ยืนดูเฉยๆ

ไม่ มีใครตอบโต้ เพราะไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร พวกมันยิ่งเหิมเกริม เพราะผู้รักษากฎหมายไม่ทำอะไร เพียงครู่เดียวจากนั้น พวกอันธพาลกลุ่มเดิมก็คว่ำรถจักรยานยนต์คันหนึ่งที่จอดหน้าประตูรั้ว มธ. จุดไฟเผา เอาโต๊ะเก้าอี้ของแม่ค้าสนามหลวงที่วางทิ้งไว้มาพังทำลายสุมเป็นเชื้อเพลิง อีก เท่านั้นยังไม่พอ มันยังรื้อทำลาย  "กำแพงข่าว"  หรือแผ่นบอร์ดขนาดใหญ่ที่คุณคงเคยไปยืนอ่านข่าวคราวที่ติดบนบอร์ดนั้นเสมอๆ มันรื้อทำลายจนพังพินาศเป็นชิ้นๆ ทั้งๆ ที่ติดตรึงอย่างแน่นหนามาเป็นเวลาหลายเดือน

พวกอันธพาลใช้เวลามาพอ สมควรกว่าจะผลาญทรัพย์สินเหล่านี้ แต่มันไม่มีทีท่าหวาดกลัวจะถูกกระสุนเลย อย่างนี้แล้วจะมากุข่าวว่า ใน มธ.ยิงออกไปแต่กลางดึกได้ยังไงกัน เราได้แต่มอง ปล่อยมันทำลายจนพินาศหมด

ที่เวที-เราประกาศขอร้องให้ ตำรวจจัดการตามหน้าที่ อย่าปล่อยให้มีการทำลายทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นของประชาชนต่อหน้าต่อตา เสียงประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่มีวี่แววว่าคนในเครื่องแบบที่ยืนหัวเราะอยู่จะเข้ามาจัดการอะไร

พวก อันธพาลการเมืองถืออภิสิทธิ์อะไรที่จะงดเว้นไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย บัตรกระทิงแดงกับผ้าพันคอ ทำให้คนอยู่เหนือกฎหมายเชียวหรือ?  พวกนี้ทำผิดมาตั้งนานแล้ว แม้แต่เห็นและจับได้คาหนังคาเขาว่าพวกนี้ขนอาวุธก็ยังปล่อย ผิดกับพวกเรา...ถูกมันรุมตีเมื่อตอนปิดโปสเตอร์แต่กลับโดนข้อหาทำความสกปรก จนได้  โอ้ ! นโยบายเลือกใช้กฎหมายหรือไง?

คิดแล้วแค้นใจ ขณะมันรื้อไปเผาไป ยังมีเสียงปืนประปราย มีระเบิดพลาสติกตกเข้ามาใน มธ. เพื่อนๆ เราเอาโต๊ะเก้าอี้จากตึกนิติฯ มาตั้งกำบังกระสุน ข้างหลังมีหน่วยรักษาความปลอดภัยจับมัดข้าวต้มเป็นแถวยาว เพื่อระวังมิให้ใครผ่านไปหน้าหอฯ ใหญ่ พวกเราได้แต่ชะเง้อมองดูเฉยๆ ขณะไฟลุกท่วมทรัพย์สินของประชาชนจนหมด

พวกมันยังไม่หายคลั่ง มันตรงเข้าพังรั้ว มธ.  ด้านใกล้พิพิธภัณฑ์จนพังออก 1 แถบ (1 ช่วงระหว่างเสาปูน)  เราประกาศดังๆ หนักๆ เพราะผู้พูดคงกำลังโกรธที่ทรัพย์สินของเราถูกทำลาย เผาหมด แต่ไม่มีการจับกุมเลย เหมือนเมื่อคราวพวกกระทิงแดงบุกปล้น มธ. เมื่อ 20  สิงหา 2518  มันเหยียบย่ำทำลายจิตใจและศักดิ์ศรีกันซึ่งๆ หน้า

สุดท้ายที่มันทำอย่างบ้าคลั่ง คือ พยายามเผาป้อมยามอีก ไฟลุกท่วมจนเห็นแต่ไกล แล้วก็กลับไปจับกลุ่มที่เดิม

ตลอด เวลากว่าชั่วโมงที่มันกระทำการทั้งหมดนี้ มีพวกมันอ้างและสมุดปกขาวออกโดยคณะปฏิรูปก็อ้างว่า  "ข้างใน มธ.ยิงประชาชนข้างนอกจนบาดเจ็บ"  มันจะเป็นไปได้ยังไง?  พวกมันจับกลุ่มกระทำการต่างๆ เหล่านี้ริมรั้ว มธ.นี่เอง พังรั้วได้,  เข้ามาเผาป้อมยามได้ ผมบอกแล้วว่ามีเสียงปืนประปรายแต่ก็พอที่ทำให้คนในสนามหมอบกันหมด ในขณะเดียวกับที่พวกอันธพาลยังคงทำต่อไปเฉยๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถ้า พวกใน มธ.ยิงล่ะก็ พวกมันต้องล้มคว่ำบาดเจ็บหรือตายแน่ เพราะระยะแค่นิดเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเราต้องรีบทำที่กำบังกระสุน ในขณะที่พวกมันทำต่อไปเรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่ง...ถ้ายิงจากข้างในพวกมันคงวิ่งหัวซุกหัวซุน เพราะรักตัวกลัวตาย คงจะมาทำการรื้อพัง ทำลายเผาเรียบไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่ทำครู่เดียวสักหน่อย การที่มันยังเฉยๆ ก็เพราะพวกมันยิงเองหรือไม่ก็อาจรู้เห็นเป็นใจกับผู้ยิง เรียกให้ชัดคือ ยิงคุ้มกันการทำลายทรัพย์สินประชาชน

ข้ออ้างที่ว่ายิงไปจากข้างใน ถ้าไม่แกล้งโง่ก็ต้องรู้ว่าโกหกชัดๆ

เสียงหัวเราะของมันเสียดแทงใจคนที่ชะเง้อมองดูอย่างบอกไม่ถูก

เวลา ประมาณ 04.00 น. ตำรวจมากกว่า 100-200 คน ทั้งหมวกดำ หมวดเบเร่ต์เขียว หมวกแก๊ปและหัวปิงปอง หน่วยปราบจลาจล พร้อมอาวุธครบมือมาถึง มธ. แล้ว ตำรวจล้อมทางเข้าออกมธ.ไว้หมด บ้างยืนเรียงแถว บ้างรวมกลุ่มกันอยู่ บ้างกระจัดกระจาย ทุกประตูมี ตร.ยืนอุดทางเข้าออกไว้ แต่ยังพอมีทางออกได้ทีละ 1-2 คน ส่วนคนเข้ามาใน มธ. นั้น ถ้ามิใช่เพื่อนๆ เราคงไม่กล้าเข้ามาแล้วล่ะ

ไม่นานนัก หลังจาก ตร.ล้อม เสียงปืนดังขึ้นอีก คราวนี้ดังเป็นชุดไม่ใช่ทีละนัดๆ อย่างเมื่อกลางดึก

ผมไม่เคยได้ยินเสียงอย่างนี้มาก่อนเลย นอกจากในหนังสงคราม อาวุธสงครามเท่านั้นที่ยิงในลักษณะนี้ มิใช่เสียงปืนพกแน่นอน

หลาย คนพอนึกได้ว่า ปืนตำรวจแน่ๆ ก็ตกใจ นึกไม่ถึงว่ารัฐจะใช้วิธีนี้กับเรา เสียงปืนดังจากสนามหลวงเป็นชุดๆ เป็นระยะๆ ส่วนทางท่าพระจันทร์ยังสงบอยู่

เรา จำเป็นต้องอภิปรายเน้นย้ำถึงจุดหมายการชุมนุมว่า พวกเรามีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะคัดค้านถนอมกัน ขอให้ ตร.ทำการตามกฎหมาย จับฆาตกรฆ่าช่างไฟฟ้า 2 คนให้ได้ เสียงผู้อภิปรายย้ำว่า การชุมนุมของเราไม่ผิดกฎหมาย เพราะสงบ เปิดเผย ไม่มีอาวุธ

ผมจำได้ แม่นว่า ผู้พูดบนเวทีบอกแก่เราว่า กระทิงแดงเป็นผู้ใช้อาวุธสงคราม แต่ผมกับเพื่อนหลายคนเข้าใจดี แม้เขาจะพูดเน้นตรงนี้หลายครั้งก็ตาม

เสียง อาวุธสงครามยิงเป็นชุดๆ กระทิงแดงจะเอามาจากไหน ก็มีแต่ ตร. รู้เห็นเป็นใจกับพวกอันธพาล จึงให้อาวุธแก่พวกมัน หรือไม่ก็...ตร.ยิงเอง

ตำรวจ มาล้อมแล้ว มีคนไม่มากนักที่รู้ข้อนี้ บางคนเดินผ่านไปเห็น บางคนเข้าออกมาก็เห็น เพื่อนๆ ทุกคนที่พูดอยู่เวทีก็รู้ บางคนยังถามผมว่าเขามาทำไม?  ผมไม่ได้ตอบ เพราะกำลังนับร้อยยิงหนักขึ้น และแถว ตร.ปราบจลาจลหันหน้าเข้าหา มธ. มิใช่หันหน้าเข้าหาพวกอันธพาลที่ยืนอยู่สนามหลวง เท่านี้คงเป็นคำตอบแล้ว

ตำรวจ จะยิงเองหรือให้อาวุธใครยิงก็ตาม ความหมายก็เหมือนกับว่า กลไกของรัฐบาล ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลายเป็นผู้พิฆาตประชาชนไปเสียแล้ว ยิ่งฟังยานเกราะคอยสั่งการยิ่งเจ็บใจ ตร.พวกนี้อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลหรือสถานีวิทยุทหารกันแน่

ถึง อย่างไร ผมก็เข้าใจดีว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะโจมตี ตร. ในขณะนั้น แม้จะเป็นความจริงก็ตาม เพราะผู้ชุมนุมบางส่วนอาจตกใจ แม้ส่วนใหญ่คงแค้นใจที่รัฐบาลทำกับเราอย่างนี้ และพวกเขาไม่ตกใจก็จริง แต่เรายังหวังกันว่า อาจเจรจากับรัฐบาลให้สั่งยุติการฆ่าเยาวชนและเด็กมือเปล่าใน มธ.ได้  ซึ่งถึงวันนี้คุณก็ทราบแล้วว่า ผมเพ้อฝัน

ขณะนั้นเค้าความรุนแรงเห็น ได้ชัดเจนมาก เพื่อนกรรมการศูนย์ฯ เล่าว่า พวกเขาเริ่มหาวิธีระงับความรุนแรง พวกเราไม่กลัวพวกอันธพาลการเมือง แต่ถ้าพวกมันรวมหัวกับตำรวจมาเข่นฆ่าคนมือเปล่าใน มธ. ใครเล่าจะพิทักษ์ผู้ถูกทำร้าย ใครเล่าจะจัดการผู้ทำผิดกฎหมาย ในเมื่อผู้รักษากฎหมายลงมือเสียเอง

ศูนย์ฯ เร่งหาทางเจรจากับรัฐบาล ติดต่อขอเข้าชี้แจงความจริงต่อนายกฯ เสนีย์  และขอให้สั่ง ตร. อย่ามาทำร้ายประชาชน สำหรับใน มธ. เราได้แค่ควบคุมมิให้ผู้ชุมนุมแตกตื่นตกใจ พยายามทำให้สงบแต่เข้มแข็ง ต้องให้ประชาชนยืนหยัดเจตนาบริสุทธิ์ที่จะพิทักษ์สิทธิเสรีภาพ คัดค้านเผด็จการ ผู้ชุมนุมอยู่ทุกคนไม่เป็นปัญหาเลย เพราะเขาเหล่านี้ผ่านการกลั่นแกล้งก่อกวนด้วยความรุนแรงมาหลายครั้ง เขาเหล่านี้เข้มแข็งมาก

เรายังไม่พูดความจริงว่า ตร. โจมตี เพราะหากเจรจากับรัฐบาลได้ก็จะจัดการปัญหาได้ โดยที่สื่อมวลชนยังไงๆ ก็ย่อมทราบความจริงนอกมธ. อยู่แล้วว่า ตร. ทั้งนั้นที่ยิงเข้ามา

คุณ คงเห็นใจพวกเรานะว่า เราไม่ปรารถนาความรุนแรงเลย แม้แต่คำพูดเราก็ระวัง มิต้องคิดถึงการตอบโต้เลย เพราะเราไม่มีอะไรตอบโต้ เราปรารถนาสันติ ชุมนุมต่อไปโดยสงบตามที่กฎหมายอนุญาตอยู่แล้ว

บรรยากาศที่ตึงเครียด ช่วยหล่อหลอมจิตใจของเราให้ประสานแข็งแกร่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิตใจของเราหลอมรวมกันในเบ้าของความรักชาติ รักประชาธิปไตยและรักประชาชน ผมรู้สึกตึงเครียดอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าบรรยากาศรักใคร่ต่อกันไม่มีคราวใดเหมือนขณะนั้นเลย แม้เราทั้ง 4-5 พันจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยก็ตาม

เรายังชุมนุม อภิปรายกันต่อไป เราอภิปรายกันถึงการกลั่นแล้งและความรุนแรงที่เราได้รับเสมอมานับแต่หลัง 14 ตุลา 2516  ทั้งสาดโคลน ป้ายสี ทั้งยิง ปาระเบิด ทั้งเป็นรายบุคคลและฆ่าหมู่ ด้วยกลไกทุกอย่างที่พวกกระหายอำนาจมีอยู่ ที่ชุมนุมทุกคนเงียบกริบ คงมีแต่เสียงจากเวทีที่ซ้ำๆ เป็นห้วงๆ ราวกับจะเรียกความทรงจำของทุกคนกลับมา ทุกคนยังหมอบฟังเสียงกระสุนที่สาดเข้ามาเป็นระยะ, หมอบฟังเสียงอภิปราย,  คิด,  รู้สึกและเจ็บปวด ไม่มีคนตกใจ ทุกคนอัดอั้นความแค้นใจไว้เต็มอก แค้นจนบางคนซบหน้าลงกับพื้นหญ้า แล้วทุบ ทุบให้แผ่นดินตรงนั้นได้รับรู้ความเจ็บปวด

"เราจะสู้ไหม สู้ไหม"

"สู้ สู้ สู้"

เสียง ขานรับที่ผมจำได้แม่นยำดังขึ้นทุกครั้งที่เสียงถาม เสียงถามจะดังขึ้นทุกครั้งที่เสียงกระสุนเว้นระยะ ยิ่งยิงเข้ามามาก เสียงตอบขานรับยิ่งหนักแน่นและดังขึ้น ไม่มีใครหลับลงได้ ทุกคนตื่นมาขานคำตอบ "สู้"  ดังสนั่น เสียงดนตรีที่กระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงขึ้นด้วยความแค้นใจ เสียงดนตรีปลุกเร้าให้คนตื่น เราตื่นขึ้นแล้ว แม้จะเจ็บปวดสุดแค้นใจ แต่เราตื่นขึ้นสู้แล้ว จิตใจต่อสู้เหมือนไฟสุมในดวงใจของทุกคน

เรา ไม่มีอาวุธ เรามีแต่มือเปล่าและไมโครโฟน เราไม่ใช่จะสู้กับตำรวจคนนั้นคนนี้ แต่เราขอสู้กับเผด็จการทรราชไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราจึงสู้ต่อไปด้วยเสียงขานรับ และจิตใจของผู้ชุมนุมทุกคน

ทุกคนร้องเพลง ข้างนอกก็ยิงปืน เสียงทั้งสองดังควบคู่กันไปจนถึงตี 5 ครึ่ง

05.30 น. เวลาที่ทุกคนไม่มีวันลืม เสียงดังวี้ด...ผมมองหน้าเพื่อนอย่างตกใจ แต่ไม่ทันพูดก็เกิดระเบิด เสียงบึมดังสนั่นจนหูผมอื้อไปชั่วครู่ พื้นสั่นสะเทือนไปหมด ตอนนั้นฟ้าเพิ่งจะสาง หมอกจางๆ กับควันระเบิดทำให้ผมไม่เห็นที่เกิดเหตุอยู่ชั่วครู่

ระเบิดลงเกือบ กลางสนามค่อนมาทางตึกโดม พอควันจางลงผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนเลือดท่วม เพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ ที่เกิดเหตุเล่าว่าคนตายและบาดเจ็บเพราะระเบิดลูกนี้มาก เพราะลงมากลางหมู่คนพอดี เสื้อผ้าหลายคนขาด เศษเนื้อหลุดจากร่างก็มี ผมเห็นเพื่อนๆ กำลังเร่งพาคนเจ็บส่งหน่วยพยาบาลเป็นแถวๆ จำนวนมากมาย มีผู้เล่าว่า มันมากเหลือเกิน ใกล้เคียงกับระเบิดเมื่อ 21 มีนา ซึ่งครั้งนั้นตาย 4 คน บาดเจ็บถึง 70-80 คน  คนที่เข้าไปช่วยพยุงบางคนร้องไห้ตลอดเวลา บางคนเข้มแข็งพอที่จะช่วยพยุงคนอื่น ทั้งๆ ที่ตนเองก็ได้รับบาดเจ็บ

ที่ หน่วยพยาบาล นศ.แพทย์ พยาบาล คร่ำเคร่งวุ่นวายกันใหญ่ เขารับผู้ป่วยไว้มากมาย แต่เครื่องมือที่มีอยู่จำกัดและมิได้เตรียมไว้สำหรับสถานการณ์ถูกฆ่าอย่าง นี้ แต่ทุกคนพยายามทำอย่างดีที่สุด

ผมจำได้ถนัดว่า มีคนวิ่งมาบอกที่เวทีให้ประกาศว่า ต้องการเลือด แต่เพื่อนหมอมหิดลยับยั้งไว้เพราะว่าคนจะตกใจเปล่าๆ หน่วยพยาบาลไม่มีอุปกรณ์ถ่ายเลือด ประกาศไปก็ไร้ประโยชน์ คนเจ็บต้องการโรงพยาบาลด่วน เขายังมีโอกาสมีชีวิตอยู่ ถ้าได้รับการช่วยเหลือด่วน...

เสียงประกาศเรียกรถไปช่วยรับคนเจ็บซ้ำ หลายครั้ง รถก็ยังไม่พอ  ราวกับจะร้องไห้  เมื่อต้องการพูดว่าระเบิดลูกนี้ทำให้เพื่อนเราตายทันที 3-4 คนและอาการสาหัสอีกหลายคน ผมเห็นคนร้องไห้ให้กับอาชญากรรมเมื่อกี้นี้  เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไมต้องฆ่าเราอย่างทารุณ เพื่อนหญิงคนหนึ่งคุกเข่าลงร้องไห้ทันทีที่เสียงแตรรถลำเลียงคนเจ็บดังลั่น แล้วรถผ่านหน้าเธอไปด้วยความเร็วที่สุด ยังมีคนเจ็บเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายคนที่ยังอดทนยืนหยัดใน มธ.ต่อไป

หลังจากระเบิดลง เสียงปืนเงียบสงบไปราว 10 นาที เราอาศัยโอกาสนั้นค่อยๆ ทยอยผู้คนเข้าตามตึกต่างๆ ให้หมด ผู้ชุมนุมต่างแยกย้ายเป็น 2 ข้างเข้าตึกวารสารฯ และตึกบัญชี หลังจากนั้นมันก็ระดมยิงเข้ามาอีกอย่างหนักยิ่งกว่าเดิม คราวนี้ไม่มีเว้นช่วงหยุดยิงอีกเลย เสียงอาวุธร้ายยิงเข้ามาเป็นชุดๆ ไม่มีเว้น และเสียงดังอึงคะนึงไปหมด ไม่ใช่ปืนแค่ 2-3 กระบอกอย่างแน่นอน

ความ รุนแรงของอาวุธถึงกับทำให้กำแพงกระจุยกระจาย เศษอิฐ หิน ปูน ฟุ้งและร่วงกราวตามพื้น ตึกบัญชีถูกระดมยิงทั้งจากทางประตูหอฯ เล็ก และที่ร้ายกาจมากคือ มีการยิงจากตึกสูงข้างกำแพงทึบระหว่าง มธ. กับพิพิธภัณฑ์ (ตึกนั้นอยู่ในเขตพิพิธภัณฑ์)  ยิงผ่านช่องกว้างระหว่างหอฯ ใหญ่กับตึกนิติฯ เข้ามา สาดเต็มตึกบัญชี

เพื่อนที่ตึกบัญชีคาดไม่ถึง ว่าพิพิธภัณฑ์จะถูกใช้เป็นแหล่งกำลังด้วย หลายคนบาดเจ็บและที่เหลือต้องรีบเอาโต๊ะเก้าอี้มาตั้งกำบังกระสุน กระสุนจากตึกพิพิธภัณฑ์นี้เองที่ทำร้ายพวกเรามากมายในวันนั้น

ยังมี ระเบิดเป็นช่วงๆ คราวนี้ไม่ใช่ระเบิดขวดอีกต่อไป อาวุธหนัก ปืนกล ระเบิดสังหาร ขนมาเข่นฆ่าเยาวชนมือเปล่าอย่างหนัก แต่ละครั้งพื้นสั่นสะเทือน ควันคละคลุ้ง คนเจ็บจากหน้าหอฯ ใหญ่ยังถูกลำเลียงมาอย่างทุลักทุเลไม่ขาด ภาพความสยดสยองผ่านตาผู้ชุมนุมไม่ขาดระยะ

ยิ่งกว่าสงคราม เพราะที่นี่ฆ่าหมู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายหนึ่งหมอบรอกระสุน อีกฝ่ายยิงไปสูบบุหรี่ไปอย่างเลือดเย็น

ผมเห็นภาพของตำรวจหลังออกจากคุก ท่ายิงอย่างสบายใจทั้งนั้น บางคนแบกปืนยิงรถถังทั้งๆ ที่ใน มธ. ไม่มีรถถังสักคัน

หรือเขาอาจจะคิดว่า มีรถถังใต้หอฯ ใหญ่ มีเรือดำน้ำอยู่บนแท็งก์และในอุโมงค์ มีขีปนาวุธที่ยอดโดม !

เรายังพูดประกาศย้ำจุดประสงค์การชุมนุมของเรา ผู้พูดพยายามบอก ตร.ว่า เราทำตามกฎหมายทุกอย่าง ขอให้ ตร.หยุดยิง

แต่ไม่มีประโยชน์...

ประมาณ 06.00 น. กระสุนสาดมาหนักเกินกว่าโต๊ะเก้าอี้จะกำบังได้ หลายคนพยายามหาทางเข้าไปในตึกเพื่อหลบในห้องเรียน

หน้า หอฯ ใหญ่ เสียงปืนดังมาเกือบชั่วโมงแล้ว คงจะสุดทนทานได้ มีคนเล่าว่า พวกอันธพาลภายใต้การระดมยิงคุ้มกันโดย ตร. เข้ามาพังประตูด้านหอฯ ใหญ่ได้ตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ครู่ต่อมาพวกอันธพาลจำนวนหนึ่งจึงกรูกันเข้ามาตั้งหลักหน้าหอฯ ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ข้างนอก

ประตูด้านอื่นถูกปิดตาย แม้จะเจรจากับตำรวจขอออกนอกมธ. ตร. ไม่ยอม ปล่อยให้ถูกยิงต่อไป

ขณะ ผมเห็นพวกอันธพาลเริ่มเข้ามาถึงหน้าหอฯ ใหญ่ได้ ผมตกใจว่าเพื่อนๆ ที่ทยอยคนถอยเข้ามานั้น ยังมีบางคนไม่ยอมถอย ป่านนี้เขาคงไม่เหลือสักคนเดียว

ข้อกล่าวหาที่ว่า ใน มธ. ยิงออกไป คุณลองคิดดูว่า  มธ. มีกำแพงกำบังมีที่ตั้งกำบังแน่นหนา หอฯ ใหญ่อยู่ระดับสูงกว่าสนามหลวง ที่สนามหลวงซึ่งพวกอันธพาลและ ตร.อยู่ มีแต่ต้นมะขามเท่านั้นที่กำบังกระสุนได้ ถ้า นศ. มีอาวุธ เอ็ม. 16 หรือระเบิดจริงล่ะก็ คงทำให้ ตร.ตายนับสิบ แต่ความจริงคือพวกเราตายเป็นร้อย ในขณะที่ตร.ตายแค่ 2 ซึ่งไม่ทราบว่าถูกอะไรตาย ความรู้แค่คนเคยเรียน รด. อย่างผมก็รู้ได้ในเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ ซ้ำรอง อตร.แถลงเมื่อ 8 ตุลา 19 เอง ยอมรับว่า ตร.เข้าตรวจค้น ไม่รู้ นศ.เอาอาวุธไปซ่อนไว้ไหน แต่พอทหารเข้าค้นพบอาวุธมากมายแม้แต่พุ่มไม้ข้างตึก

ถ้า ตร.ไทยไม่โง่ ก็แสดงว่าอาวุธที่พบถูกนำเข้าไปหลังจาก ตร.ค้น

พูดขัดกันเองไปๆ มาๆ โกหกอย่างไร้เหตุผล

ความ จริงคือ พวกเราไม่มีอาวุธ เพื่อนที่หน้าหอฯ ใหญ่คงเฝ้าอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครถอยหนี เขาตอบโต้อะไรไม่ได้เลย เพียงแค่ทำให้ ตร.รู้ว่าตรงนั้นมีคนอยู่จะได้ไม่กล้าบุกเข้ามา เพื่อถ่วงเวลาให้แก่เพื่อนๆ ข้างในที่กำลังหาทางออก ทุกคนคงจะคิดรู้อนาคตว่าจะต้องเสียสละชีวิตแน่นอน และเขาก็ถูกยิงทีละคนๆ จริงๆ

ผมได้ดูภาพพวกเขาไม่กี่วันมานี้เอง นอนตายตรงโคนต้นไม้หน้าหอฯ ใหญ่ บางศพตายังไม่หลับ คล้ายจะจ้องดูมันอย่างเอาเลือดเนื้อ บางศพก็สงบคล้ายจะภูมิใจว่าได้อุทิศตนเพื่อประชาชนที่เขารักแล้ว

ยัง ไม่จบหรอก แต่ฉบับนี้ยาวมากพอแล้ว ผมจะเขียนมาเล่าต่อให้จบเร็วๆ นี้ ผมทราบว่าคุณคงอยากจะได้อ่านเร็วๆ ที่สุด ผมจะทำตามที่คุณปรารถนา และคงต้องพยายามรวบรัดให้จบเหตุการณ์ในฉบับหน้านี้ ฝากความคิดถึง...., ....., ..... กับ ..... ด้วยนะ บอกเขาด้วยว่าจะเขียนจม.ไปคุยด้วย แต่สำหรับ..... ผมไม่มีที่อยู่ของเขา ถ้ายังไงขอความกรุณาคุณช่วยเขียนบอกมาด้วยนะครับ

รัก

ชวลิต


 

จดหมายจากชวลิต  วินิจจะกูล  ฉบับที่ 2


ที่บ้าน
....ตุลาคม 2520
....ที่รัก


ผ่านพ้น 6 ตุลา มาไม่กี่วัน ผมอยากไปทำบุญเมื่อเช้าวันนั้นด้วย แต่แม่ผมขอร้องว่าอย่าเพิ่งเลย อยู่ที่บ้านดีกว่า ผมไม่อยากขัดใจแม่ แม่ห้ามด้วยความห่วงใยผมมาก ผมออกไปคุยกับ...ที่บ้านเขาแทน นึกอยากจะไปนั่งดูความหลังในมธ. แต่ก็เกรงว่าแม่จะห่วงไม่ต่างกับการไปทำบุญที่สนามหลวง ผมเลยตัดใจไม่เข้าไปในมธ.

แม้วันที่ 6 ผ่านไปอย่างเงียบๆ ภายใต้ภาวะการเมืองอย่างทุกวันนี้ แต่ใจผมไม่เงียบด้วยหรอก ใจผมยังร่ำร้องที่จะหาทางตอบแทนโทษกรรมของผู้ทำผิดในวันนั้นให้ได้ และตอบแทนความอดทนยืนหยัดของเพื่อนๆ ในคุกให้ได้ด้วย ผมขอให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ เถอะ

ฉบับก่อน ผมเล่าถึงประมาณ 6.00 น. เช้าวันที่ 6 ตุลา ผมจะเล่าต่อเลยนะครับ...จะพยายามให้จบ

6.00 น. เศษ สุธรรมขึ้นเวทีครั้งสุดท้าย ให้กำลังใจแก่ผู้ชุมนุมและจะไปพบนายกฯ เสนีย์ เจรจาขอให้หยุดยิง ขณะพูดอยู่ สุธรรมเกือบถูกกระสุนจึงต้องหมอบราบกับเวที พูดต่อจนจบแล้วออกไปจากมธ.

ตร. พาตัวสุธรรมกับเพื่อนๆ ไป แต่ยังไม่ยอมให้ใครออกอีกเลยแม้แต่ผู้บาดเจ็บ

ระเบิดสงครามลงใกล้หอฯ ใหญ่ เข้ามาบริเวณสนามบอล ควันดำโขมง เห็นเพื่อน 2 คนล้มกลิ้งม้วนออกมาจากกลุ่มควันแล้วแน่นิ่งไป

ประมาณ 6.30 น. พวกเราพยายามเจรจาขอออกนอกมธ. ทางประตูท่าพระจันทร์ แต่ ตร.ไม่ยอม

มี คนพยายามหาทางออกทางน้ำหลายร้อยคน แต่ ตร.กลุ่มหนึ่งวิ่งมาบนท่าเรือแล้วยิงขู่ลงน้ำ ต่อมามี ตร.น้ำแล่นเรือมากลางแม่น้ำแล้วยิงเข้าใส่ มธ. ทั้งยังแล่นไล่จับคนที่ลอยคออยู่ในน้ำด้วย

ขณะนั้นในแม่น้ำไม่มีเรือ อื่นเลย เพราะตั้งแต่เช้ามีคนพยายามหนีโดยขอความช่วยเหลือจากชาวเรือแถบนั้น ตร.น้ำแล่นมาพบจึงประกาศห้ามเรือทุกลำในบริเวณนั้นช่วยเหลือพวกเราอย่างเด็ด ขาด ซ้ำยังไล่เรือทุกลำออกจากบริเวณทั้งหมด

รถพยาบาล 5-6 คันที่ลำเลียงคนเจ็บตั้งแต่ถูกระเบิดเมื่อ  05.30 น. ยังออกจากมธ.ไม่ได้  คนที่ทราบต่างรู้สึกเจ็บใจเหลือเกิน  ผมโกรธอย่างบอกไม่ถูก เราขอร้องให้ตร.ยอมให้เราพาคนเจ็บส่งโรงพยาบาล  ขอร้องจนกลายเป้นอ้อนวอนเพื่อเห็นแก่ชีวิต

เสียงอ้อนวอนไม่ทำให้ความบ้าคลั่งลงลง  ตร.ไม่ยอม

ผม ทราบภายหลังว่า รถพยาบาลตั้งแต่ 05.30 น. ออกไปได้บ้างไม่กี่คัน  แล้วมีคำสั่งห้ามมาจากเบื้องบน  ยิ่งนาน คนบาดเจ็บยิ่งมาก  ที่สาหัสต้องนำส่งโรงพยาบาลมากจนรถไม่พอ  ต้องประกาศขอรถของใครก็ได้ไปช่วยลำเลียงผู้บาดเจ็บโดยด่วน

ถึงแม้จะมาสักกี่คน แต่ก็ถูกสั่งให้จอดรอจนคนตายอยู่ที่ท่าพระจันทร์

ใน รถเลือดเปรอะเต็มไปหมด หมอ พยาบาลจำเป็นจากมหิดลได้ฝึกงานครั้งสำคัญในชีวิตกับคนเจ็บที่ไม่มีอุปกรณ์ ช่วยเหลือเลย ยิ่งนานยิ่งทำให้เพื่อนหมอและพยาบาลกระวนกระวาย ทุกข์ใจหนักขึ้นทุกที

พยาบาลบางคนนั่งร้องไห้ เขารอแล้วรออีกเพื่อจะพาคนเจ็บไปโรงพยาบาล ไม่ใช่รอให้คนตาย  แต่มนุษยธรรมไม่มีในใจ ตร.ใหญ่โตที่ท่าพระจันทร์เลยสักคน หมอและพยาบาลของเรา ได้รับการอบรมให้มีมนุษยธรรม เห็นใจคนทุกข์ยาก เขามีจรรยาบรรณที่จะต้องช่วยชีวิตคน  ทุ่มเทตนเองให้แก่คนไข้ ถ้าช่วยไม่ได้หมอทุกคนคงจะเป็นทุกข์อย่างมาก

ที่นี่...นศ.แพทย์ พยาบาล เริ่มต้นอาชีพในอนาคตด้วยการนั่งมองคนตายลงทีละคน

คน เหล่านี้จะไม่ตายเพิ่มสักคนเดียว ถ้าได้ไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ไม่ยากเลยที่จะรักษาชีวิตของคนเหล่านี้ไว้ แต่ใจของพวกกระหายเลือด พวกมันฆ่าคนอย่างเลือดเย็นที่สุด

เลือดเย็นที่สุด

ระเบิดลูกนี้ฆ่าคนทันที 3-4 คน และตายในรถอีก 3-4 คน ทั้งๆ ที่ชีวิตของเขามีค่าสำหรับประชาชนมาก

เวที ว่างเปล่า เพราะต้องหลบกระสุนลงไปข้างหน้า แต่ยังคงพูดแข่งกับเสียงกระสุนอยู่ เราอภิปรายกันทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนจดจำวันนี้ไว้ พวกเราไม่ต้องการเผด็จการ เราสืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลา แต่กลับถูกปราบปราม

ตลอดจากนั้นตั้งแต่ 6.30 น.เศษ จนถึง 8.00 น. ที่เสียงจากเวทีเงียบหายไป ทุกคนจะได้ยินคำพูดเพียงข้อความเดียวเหมือนๆ กันหมด ผมจำได้ขึ้นใจ เพราะพูดนับสิบนับร้อยครั้งว่า

"พี่ๆ ตำรวจครับ กรุณาหยุดยิงพวกเราเถิดครับ เราชุมนุมอย่างสงบสันติ เราไม่มีอาวุธ ตัวแทนของเรากำลังเจรจากับรัฐบาลอยู่ อย่าให้เสียเลือดเนื้อมากกว่านี้เลย ขอความกรุณาหยุดยิงเถิดครับ"

ประมาณ 7.00 น. อันธพาลและ ตร. หลายสิบคนขึ้นรถผ่านประตูเข้ามา วิ่งกรูลงมาจากรถทั้งในและนอกเครื่องแบบ คราวนี้เอาอาวุธหนักเช่นปืนกล มาตั้งอยู่หน้าหอฯ ใหญ่ ระดมยิงเข้ามา

พวกที่หลบอยู่ตึกบัญชีถูกระดม ยิงใส่จนทนไม่ไหว พยายามหาทางขึ้นบนตึก อาศัยกำแพงตึกเป็นที่กำบัง บ้างก็พยายามหลบเข้าห้องต่างๆ ที่ชั้นล่างซึ่งมีน้อยไป

ประตูทุกห้อง แม้แต่ชั้นล่างปิดสนิท ต้องเสี่ยงกระโดดเข้ากระแทกบานประตู หรือไม่ก็ต้องทุบกระจกแล้วโดดเข้าไป กระสุนเข้าร่างบางคนที่กำลังพยายามเปิดประตู เขาวิ่งชนจวนจะสำเร็จอยู่แล้ว แต่ไม่ทัน... ! เขาถูกยิงตายตรงนั้น เขากล้าหาญ เอาชีวิตของตนเข้าแลกเพื่อความปลอดภัยของเพื่อนๆ

มีคนพุ่งเข้าชนกระ ทั่งประตูพัง คนที่เหลือรีบวิ่งหลบกระสุนเข้าไป  ยังมีอีกหลายร้อยคนวิ่งหลบกระสุนขึ้นไปหลบในห้องต่างๆ ทั้ง 4 ชั้น คนเต็มไปหมด ได้แต่หมอบ อุดหู และรอรับกระสุนที่ระดมยิงเข้ามา

ถาม เพื่อนๆ ที่อยู่ตึกบัญชี ไม่มีสักคนที่คิดว่าจะรอดมาได้ เห็นคนถูกยิงหลายคน คนบนตึกที่ถูกยิงส่วนใหญ่แค่บาดเจ็บไม่ถึงตาย ไม่มีใครพูดอะไรกัน ได้แต่มองและคิด คิดถึงหนทางที่ก้าวเดินมา และถูกพิสูจน์แล้วอย่างชัดเจน คิดถึงชีวิต คิดถึงเพื่อน ทุกคนทั้งแค้นระคนเสียใจ บางคนตื่นตกใจด้วย เพราะชั่วชีวิตไม่เคยพบสงครามเช่นนั้นมาก่อนเลย หนุ่มสาวหลายคนร้องไห้อย่างไม่มีอาย ในภาวะเช่นนั้นผมไม่แปลกใจเลย

ร้องไปเถิด ร้องให้ดังๆ ถ้ามันจะแข่งกับเสียงปืน ให้คนข้างนอกได้ยินและรู้ว่าเราถูกยิง เราถูกฆ่าข้างเดียว

ล่วง ถึง 7.00 น. เศษ ประยูร อัครบวร เจรจากับ พ.ต.อ.ประยูร  โกมารกุล ณ นคร ขอให้ผู้หญิงและเด็กออกจากมธ. พ.ต.อ.ประยูรไม่ยอมแต่วิทยุไปสอบถามผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่ตนเป็นถึงรองผู้การนครบาลเหนือก็ตาม

ผู้คนพยายามหาทางออกใน ขณะนั้น จนในที่สุด ตร.กั้นไม่ไหว ผู้คนกระจายออกทางประตูท่าพระจันทร์นั่นเอง  ซึ่งพอดียังไม่มีการยิงอย่างหนักนัก (ก่อนหน้าการเจรจามีการยิงเข้าไปเพื่อมิให้ใครออกได้ กระทั่งขอเจรจาจึงหยุดยิง)  ผู้หญิงและเด็กถูกส่งออกไปเรื่อยๆ โดยไม่ฟังเสียงตำรวจอีกแล้ว  จนตำรวจมีคำสั่งให้กระจายกันกวาดจับมาให้หมด จับมานอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นถนนมหาราช ข้างวัดมหาธาตุ คนไหนเดินเลียบน้ำไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือ จะถูกตชด.คอยดักจับไปรวมกันที่วัดมหาธาตุเช่นกัน

7.30 น. โดยประมาณหรืออาจถึงเกือบ 8 น. เวลาที่ไม่แน่นอน เพราะจำไม่ได้หนึ่ง และเพราะวันนั้นไม่ค่อยมีใครดูเวลา บางคนพยายามวัดความรู้สึกว่านานเท่าไรก็ตอบไม่ได้ เพราะทุกคนรู้สึกเวลามันนานแสนนานเกินกว่าเป็นจริง

ตร.ทยอยเข้ามา ข้างสนามบอลหน้าตึกนิติฯ แรกๆ ก็หมอบๆ คลานๆ เข้ามาอย่างช้ามาก หยุดสาดกระสุนใส่อมธ., วารสารฯ  และบัญชีเป็นพักๆ เพื่อนๆ ที่อมธ. และสภา นศ.มธ. หลายคนที่มีหน้าที่ดูแลตึก เห็นไม่ไหวจึงเพิ่งถอยหนี ตร.คลานเข้ามาได้แค่ไม่กี่เมตร คงรู้ว่าไม่มีใครยิงตอบโต้ จึงเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นนั่งยิงเป็นชุดๆ แล้วลุกเดินสัก 3-4 ก้าว แล้วนั่งลงยิงอีก ผมยังเห็น ตร. พวกนี้ทยอยเข้ามาเป็นแถวๆ เพื่อน ส.ส. ปี 1 มธ. คนหนึ่งถูกยิงใกล้ตาบาดเจ็บสาหัส เพื่อนๆ ต้องรีบพาหลบออกทางหลังตึก เพราะ ตร.คอยดักยิงหากวิ่งผ่านด้านหน้า

ตร.คนหนึ่งปาระเบิดใส่หน้า ตึกอมธ. ทำให้ได้รับบาดเจ็บหลายคน รวมทั้งส.ส.ปี 1 มธ. อีกคนเป็นหญิงถูกสะเก็ดระเบิดเต็มร่าง อาการสาหัส ได้ข่าวว่าเธอทุกข์ทรมานอยู่นาน แต่ด้วยใจที่เข้มแข็งอดทน เธอต่อสู้ความเจ็บปวด ให้หมอเอาสะเก็ดออกทีละชิ้นจนหมดร่างและปลอดภัย

ตร. ยังคงเดินเข้ามาช้าๆ ทีละนิดแล้วนั่งยิง ไม่มีทีท่าว่าหลบกระสุนจากนศ.เลย เพราะ นศ.ไม่ได้ยิง ตึกบัญชียังคงเป็นเป้าใหญ่ที่ถูกระดมยิง  อีกด้านหนึ่ง ผู้คนอาจถึงพันคนยังหาทางออกจากตึกวารสารฯ ไปสู่ที่ปลอดภัยไม่ได้สักที แต่ ตร.คงยังไม่กล้าพอจึงหยุดแค่ตึกนิติฯ ไม่กล้าเข้ามาเกินกว่านั้น

เวที ถูกระดมยิงด้วยปืนกลและระเบิดใกล้ๆ แต่ไม่มีใครอยู่แล้ว เสียงพูดยังดังจากตึกโดมหลังเวที ยังพูดอยู่อย่างเดิม ขอร้องให้ตำรวจหยุดยิงครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเราไม่มีอาวุธ

ใครเล่าจะเห็นใจ พวกกระหายอำนาจที่ฆ่าคนอย่างเลือดเย็นเพื่อตัวเองได้เป็นใหญ่น่ะหรือจะเห็นใจ

8.00 น. คนที่อยู่ตึกวารสารฯ พยายามพังกำแพงตึกด้านข้างริมถนนต่อตึกโดมเพื่อหาทางออก เพราะด้านหน้ามีกระสุนผ่านตลอดเวลาจนผ่านไม่ได้ ด้านข้างเป็นกำแพงปูนแต่มีช่องเป็นไม้แข็งทำเป็นซี่ๆ ไว้ พวกเราใช้โต๊ะเก้าอี้ฟาดจนไม้หักทีละซี่ จนเป็นช่องกว้างพอลอดตัวมุดผ่านได้

ตึก โดมตรงข้ามกับตึกวารสารฯ เป็นประตูเหล็ก (ซิป) ล็อกกุญแจอยู่ พวกเราใช้โต๊ะเก้าอี้ฟาดกุญแจจนพัง แต่ยังเปิดไม่ได้ จึงใช้ท่อนไม้ท่อนเหล็กท่อน้ำทำเป็นชะแลงงัดจนประตูง้างเปิดออกเป็น ช่องกว้างพอคนลอดได้สบาย ดูเหลือเชื่อแต่ก็จริงไปแล้ว ต้องใช้เวลาตั้งแต่ 7.00 น.เศษ กระทั่ง 8.00 น. นี่เองจึงพอหาทางออกได้ และเป็นทางเดียวที่ผู้คนจากตึกวารสารฯ หลายร้อยคนและตึกอื่นๆ อีกหลายร้อย ได้ทยอยออกทางริมน้ำไปทางท่าพระจันทร์อีกที

ทางออกเปิดแล้ว ผู้คนวิ่งเข้าตึกโดมออก ทางหน้าต่าง ผ่านสนามหญ้าหน้าโดม แล้วลงน้ำ...

ไม่ นานนัก มีกระสุนปืนจากพิพิธภัณฑ์หลังตึกเอ.ที. ยิงใส่ตรงถนนระหว่างตึกวารสารฯ กับตึกโดมซึ่งเป็นทางผ่าน หลายคนตกใจคิดว่าหมดทางแล้ว แต่ความจริงยังไม่ถูกระดมยิงหนักนัก และมีรถโฟล์กตู้อยู่ใกล้ๆ ชายหลายคนวิ่งเข้าหารถแล้วเข็นมากำบังกระสุน หยุดตรงกลางถนนพอดี ให้คนที่ออกจากตึกวารสารฯ  วิ่งมาที่รถแล้วค่อยวิ่งเข้าตึกโดมออกมาทีละ 1-2 คน แม้จะช้า แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ตำรวจเดินมาถึงหน้าอมธ. แล้วกราดกระสุนใส่อมธ.

จาก นั้น ตร. 2-3 คนกำลังจะวิ่งขึ้นไปบนตึก จารุพงษ์ ทองสินธุ์ กรรมการอมธ. และเป็นกรรมการบริหารศูนย์ฯ วิ่งสวนลงมา ชั่วพริบตาเดียวกระสุนกราดตัดเอวของเขาพอดี

คุณเคยเห็นภาพคนใส่เสื้อ (ชาวเล)  สีดำ ถูกอันธพาลใช้ผ้าขาวม้ารัดคอแล้วลากผ่านกลางสนามไหม นั่นละ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อนที่ดีอีกคนหนึ่ง เขาเป็นคนร่าเริง ไม่ค่อยท้อแท้ ชอบพูดจาตลก

วันนั้นเขารับผิดชอบดูแลให้ทุกชีวิตออกจากตึกอมธ.ให้หมด กับคอยรับการติดต่อกลับมาจากทำเนียบของสุธรรมกับพวกที่ไปหานายกฯ เขาคอยอยู่และตรวจตราจนแน่ใจว่าไม่มีใครอีกแล้ว เขารอโทรศัพท์จนวินาทีสุดท้ายจึงรีบออกมา แต่เขาช้าเกินไป เขารับผิดชอบอย่างดีที่สุดแล้ว

เสียงคนพูดเงียบลงหลัง 8.00 น.

คน ที่ตึกบัญชียังถูกระดมยิงจนหูอื้อ อยู่ข้างบนตึกไม่ปลอดภัย ยังมีคนบาดเจ็บอยู่เรื่อย และคงมีคนเสียชีวิตด้วย คนที่ตึกนี้ทยอยออกทางใด ก็ไม่ได้ เพราะถูกยิงสาดไล่จนแทบกระดิกไม่ได้

ผมจะเล่าถึงเพื่อนที่ออกจากมธ.ได้เสียก่อน

คน ที่เดินเลียบริมน้ำมีนับร้อยๆ คน ส่วนใหญ่ไม่ได้มีทีท่าตกใจนัก ค่อยๆ ทยอยกันออกมา แรกๆ ยังขึ้นฝั่งที่ประตูริมน้ำตึกศิลปศาสตร์เพื่อออกทางประตูท่าพระจันทร์ บางคนวิ่งมาบนสนามหญ้าเลย แต่ต่อมาตร.ใช้ปืนยิงระเบิดยิงมาตกที่สนามหญ้าหน้าโดมหลายลูก บังคับให้คนต้องลงเดินในน้ำหมด มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่นี่อีกหลายคน

กลุ่ม สุดท้ายราว 20 คน จะวิ่งออกท่าพระจันทร์ ตร.กลับปิดประตูไม่ให้ออกและยิงใส่ทันที คนกลุ่มนี้ต้องวิ่งกลับมาที่ประตูริมน้ำหาทางออกอื่น พอกำลังจะลงน้ำ ตชด.โผล่บนท่าเรือแล้วสาดกระสุนใส่ ทั้งขู่ทั้งยิงจริง ต้องขอเจรจากันครู่หนึ่ง โดยยอมให้ตชด.จับไม่ขัดขืน

ผมออกจากมธ. กลุ่มนี้แหละครับ

ขึ้น จากน้ำที่ท่าเรือ ยังไม่ถูกจับทันทีเพราะชุลมุนอยู่ พวกเราจึงวิ่งผ่านซอยริมน้ำไปถึงศูนย์พระเครื่อง พบพวกเราอีกนับร้อยคนที่ยังไม่ถูกจับ แต่ไปไหนไม่ได้

ผมได้พักที่นี่ ชั่วครู่ ทำให้คิดถึงเพื่อนที่ตึกบัญชีนับพันๆ ซึ่งหาทางออกไม่ได้ และผมต้องทิ้งเขาออกมาก่อน ผมร้องไห้ไม่อายใครเพราะกำลังรู้สึกว่าเราทอดทิ้งเพื่อนให้ตกอยู่ท่าม กลางกระสุน ไม่มีทางช่วยเขาได้เลย

จากนั้น พวกเราเริ่ม  "เคาะประตู"  ขอความช่วยเหลือ  ประชาชนร้านค้าท่าพระจันทร์ให้ความช่วยเหลือมากอย่างสุดที่จะทดแทนบุญคุณได้ ช่วยกันรับพวกเราเข้าไปอาศัยมากบ้างน้อยบางรวมหลายร้อยคน บางคนได้เสื้อผ้า น้ำร้อน รองเท้า ผ้าห่ม บางคนได้อาหารมื้อแรก หลายคนไม่ถูกจับตลอดเหตุการณ์เพราะความช่วยเหลือนี้

ย้อนกลับมาที่ ศูนย์พระเครื่อง 8.30 น. เศษ ตร.เรียงกำลังบุกเข้ามาทางประตูทางเข้าของศูนย์พระเครื่องและซอยริมน้ำ ยิงเข้ามาพร้อมกัน ผมกับอีกกว่า 50 คนยังไม่มีทางหนีจึงรีบกระโดลงน้ำเกือบ 20 คน อีกราว 10 กว่าคนไปลงเรือหางยาวขนาดเล็กลำเดียวที่เหลืออยู่ในบริเวณนั้นอีกราว 20 คน ผมไม่ทราบจนบัดนี้ว่าหลบหนีไปทางไหนหรือเป็นอะไรไปหรือเปล่า

พอผมลงน้ำเดินไปได้ 4-5 เมตร ระเบิดสังหาร 2 ลูกระเบิดตูมตรงท่าเรือพอดี

ผม เดินไปได้อีกนิดเดียว เป็นท่าน้ำของชาวบ้านแถวนั้น ตชด. 4 คน จ่อปืนลงมาชี้ จี้ให้ขึ้นไปมอบตัว คนหนึ่งถูกตอไม้เล็กๆ ที่มีปลายตะปูปักที่โคนขา ตชด.เร่งบังคับให้ขึ้นจากน้ำ ผมเห็นเขาพยายามเดินต่อแต่ไม่ไหว เขาขยับขาจะให้หลุดจากไม้ แต่กลายเป็นว่าไม้หลุดติดขาเขามาด้วย

เขาร้องอย่างเจ็บปวด หมดกำลังจะปีนขึ้นท่าน้ำแล้ว ตชด.คนหนึ่งขึ้นลำปืนเตรียมยิงทันที

พวก เราช่วยกันร้องลั่น  "อย่า ! อย่า!"  มีคนกล้าโดดลงน้ำไปช่วยพยุงเขาขึ้นมาอย่างทุลักทุเลที่สุด พวกเราใช้เท้าถีบไม้ชิ้นนั้นจนหลุดจากเขาแล้วพยุงหามกลับไปหมอบหน้าวัด

เรือ หางยาวลำนั้นไปได้แค่กลางแม่น้ำก็ล่ม เพราะบรรทุกคนเกินอัตรา บวกกับไม่มีคนบังคับเรือเป็นด้วย บางคนว่ายน้ำไม่เป็น บางคนถูก ตร.จับขณะลอยคอ บางคนพยายามพยุงกันเข้าฝั่งแล้วถูกจับ คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นจมหายไป...หลายคน

ตร.บุกเข้าค้นตามบ้านแถบท่าพระจันทร์ 5-6 หลัง กวาดต้อนคนไปนอนคว่ำหน้าที่ถนนข้างวัดอีก

ย้อนกลับมาใน มธ.

8.00 น.เศษนี้ มีคนวิ่งหนีออกทางหอฯ ใหญ่และหอฯ เล็ก ผมเห็นภาพความทารุณที่สุดนั้นแล้ว แต่ผมไม่ได้พบใครที่ประสบเหตุการณ์ที่นั่นเลย ผมจึงไม่ขอเล่าในส่วนที่คุณคงทราบดีกว่าผม โดยเฉพาะได้ข่าวว่าโทรทัศน์วันนั้น ถ่ายภาพเหตุการณ์หน้ามธ.ด้านสนามหลวงไว้ได้มาก

ทั้งภาพกระชากสายน้ำ เกลือออกจากร่างคนเจ็บ ภาพเทเปลคนเจ็บลงกับพื้นแล้วรุมกระทืบ ภาพรุมตีประชาทัณฑ์ ยังมีการแขวนคอ กรีดคอจนเหวอะ แขวนคอแล้วเอาเก้าอี้ฟาด รุมตี ข่มขืนแล้วฆ่า จับลากไปเผาทั้งเป็น ฯลฯ

ผมเสียใจที่ไม่ทราบเหตุการณ์ทารุณที่สุดนอกมธ. เลย

ที่ตึกบัญชี หลังจากเสียงประกาศของพวกเราเงียบลงครู่ใหญ่ กลับมีเสียงประกาศผ่านลำโพงยอดโดมของมหาวิทยาลัยว่า

"ผมเป็นข้าราชการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอความกรุณาคุณตำรวจหยุดยิงนักศึกษา นักศึกษาไม่มีอาวุธ กรุณาหยุดยิงเถิดครับ"

สิ้นเสียงประกาศราว 10 ครั้ง ยอดโดมถูกระเบิด 2-3 ลูกซ้อน เสียงประกาศจึงเงียบตลอดไป

9.00 น.เศษ ตำรวจนำกำลังนับร้อยเข้าเคลียร์ทุกตึกทุกห้อง เสียงปืนดังจากตึกต่างๆ เป็นพักๆ

ที่ ตึกบัญชี มันระดมยิงทั้งระเบิดและอาวุธปืนใส่อาคารจนสั่นสะเทือนไปหมด ผมถูกจับอยู่ท่าพระจันทร์ ได้ยินคำสั่งประกาศลั่นว่าให้ตำรวจเตรียมตัว จะยิงปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังเข้าใส่ตึกบัญชี พอยิงเข้าไปในสนามบอลซึ่งมีแต่ตำรวจ ก็สั่งยิงตอบโต้ ยิงกันเองไปมาโดยมีพวกเราในตึกเป็นเป้าอยู่ครู่ใหญ่

พวกเราเห็นจะทน ไม่ได้ จึงใช้เสื้อขาวชูแล้วโบกให้ ตร.ในสนามบอลเห็น ตร.เพลาการยิงลงแล้ว สั่งให้ลงไปมอบตัวทีละชุดๆ ผู้ชายลงมาก่อนในชุดแรกๆ ผู้หญิงจึงค่อยๆ ตามลงมา และแยกไปรวมกันต่างหากอีกกลุ่ม

ระหว่างแต่ละชุดเดินลงทาง บันได มันยังยิงขึ้นไปบนตึก การทยอยลงมาจากทุกชั้นจึงยิ่งลำบากมาก เพราะตึกบัญชีเป็นกระจกโปร่งทั้งนั้นและแตกละเอียดแทบหมดแล้ว แค่วิ่งผ่านระเบียงเพื่อจะลงไปบันไดมอบตัวก็ยังต้องผ่านวิถีกระสุน

คน ที่ลงไปได้รับการต้อนรับด้วยพานท้ายปืนและท็อปบู๊ท ระหว่างนั้น ตร.สั่งให้ตชด.บุกขึ้นไปตรวจค้นตามห้อง และหยุดยิงจากในสนามเข้าไป ตชด.ใช้วิธีพังประตูเปิด แล้วกราดอาวุธสงครามเข้าไปก่อน จึงค่อยดูว่ามีคนไหม พวกเราหมอบราบกับพื้นห้อง กดตัวแนบพื้นสนิท เพราะกระสุนผ่านเหนือหัวไปราวกับจะฆ่าเสียให้หมด

เสียงปืน ตชด. ทำให้ข้างล่างนึกว่ามีการยิงต่อสู้ จึงยิงเข้าไปอีก ตชด.เข้าใจว่าพวกที่ถูกจับอยู่ข้างล่างยิงใส่ จึงกราดปืนลงไปถูกผู้ที่ถูกจับหมอบคว่ำหน้าอยู่เฉยๆ บาดเจ็บ กว่าจะรู้ว่ายิงกันเอง ผู้บาดเจ็บคือพวกเราอีก ประสิทธิ์  ตินารักษ์ เพื่อนที่เพิ่งออกจากคุกมาด้วยกันก็ถูกยิงตอนนี้ กระสุนยังฝังอยู่ที่ขาข้างซ้ายของเขาจนบัดนี้

ต้อนลงมาทีละชุด ชุดละไม่กี่คน ผู้หญิงถูกบังคับให้ถอดเสื้อออก อ้างว่าตรวจค้นอาวุธ แต่ความจริงเป็นความบ้าระห่ำ เพราะใจสกปรกสิ้นดีของพวกมันต่างหาก

คนที่ลงมาถูกเตะ ถีบ เหยียบ กระทืบให้ตอบคำถามตามใจมัน เสียงหัวเราะ คำเยาะเย้ยถากถาง และความกักขฬะ พวกเราได้รับทุกคนในเช้าวันนั้น

เวลาแค่นาทีเดียวรู้สึกยาวนานเหมือนวันหนึ่งเต็มๆ ช่างเนิ่นนานกว่าปกติหลายเท่า เพราะความรู้สึกอยากให้ผ่านช่วงหฤโหดที่สุดนี้เสียที

ปฏิบัติการค้น กราดทุกห้องเพื่อให้มอบตัวยังดำเนินต่อไป คนหนึ่งถูกถีบจนล้มคว่ำลงมาตามบันได มันตามมาถีบกลิ้งจากชั้น 3 จนถึงชั้นล่าง

สิ่ง ที่ทุกคนที่ตึกบัญชีเล่า คือ การฆ่าคนอย่างสนุกมือของ ตร. นศ.กลุ่มหนึ่งวิ่งลงมาตามคำสั่งของมันจนถึงชั้นล่าง โดยไม่มีสาเหตุอะไรมันยิงใส่ทันทีชุดหนึ่ง กระสุนถูกเพื่อน นศ.รามคำแหงล้มลงสิ้นชีวิต และบาดเจ็บอีกหลายคน มันยังยืนจ้องปืนเตรียมยิงต่อไป โดยไม่ได้รู้สึกนึกคิดสักนิดว่ามันได้ทำอะไรลงไป

นานทีเดียวกว่ามัน จะจับกุมหมดทุกคน ตร.ผู้ใหญ่สั่งให้ผู้หญิงใส่เสื้อได้ตั้งแต่ยังจับไม่หมด เพราะมีช่างภาพเข้ามา มิใช่เพราะความกรุณาปรานีใดๆ แต่มันกลัวความหยาบช้าสกปรกของมันจะปรากฏไปทั่วโลกต่างหาก ถึงอย่างไรมันก็ปกปิดไม่ได้

ผู้หญิงถูกมันลวนลามรังแก แต่ยากที่จะเอาผิดกับใคร คนอื่นๆ ถูกบังคับให้คว่ำหน้าหมด หากเงยหน้าจะถูกฟาดด้วยพานท้ายปืนหรือไม่ก็ถูกเตะ

ครู่ เดียวหลังการจับกุมหมด มีเสียงประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ตร.ว่า  "ขณะนี้มีช่างภาพต่างประเทศเข้ามาแล้ว ขอให้หยุดกระทำการทารุณต่างๆ เสีย"

คุณคงเห็นสินะ พวกเขาเองก็ยอมรับว่าทารุณ แต่ก็ยังทำอยู่ กระทั่งเลิกเพราะกลัวความจริงจะเผยแพร่ไปทั่วโลก

ต่อมามีเสียงประกาศอีกว่า  "ขณะนี้มีช่างภาพ น.ส.พ. จัตุรัสเข้ามา ขอให้เจ้าหน้าที่ยึดกล้องและฟิล์มไว้"

กระสือกลัวแสงสว่างฉันใด ความอำมหิต สกปรก เลวร้าย ทารุณย่อมกลัวความสัตย์จริง ความบริสุทธิ์ และความเป็นธรรมฉันนั้น

คน ที่ถูกจับทั้งในและนอกมธ.ถูกต้อนลากขึ้นรถ ใช้เสียงตวาดและปืนขู่บังคับ ถ้าเดินช้าจะถูกกระทุ้งด้วยด้ามปืน เพื่อนๆ ที่นอกมธ.ทยอยขึ้นรถทีละ 10-20 คน ที่เหลือถูกปืนกราดเหนือหัวข่มขู่มิให้เงยหน้าขึ้นมาเด็ดขาด

คนไหนหลบเข้าวัด จะถูกกิตติวุฒโฑ พา ตร.ไปชี้ตัวแล้วลากออกมาจนได้

ใน รถ...ผู้ชายต้องนั่งเบียดกันแน่นทั้งบนที่นั่งและบนพื้นรถ ต้องเอามือประสานกุมท้ายทอยและก้มไว้ ผู้หญิง ตร.จะให้นั่งท่าเดียวกันบนที่นั่ง หลายคนถูกบังคับให้นั่งใกล้ๆ ตำรวจ เพื่อมันจะได้ลวนลามอนาจารตามใจชอบ สกปรกหยาบช้าสิ้นดี

ตร.เดินเหยียบพวกที่นั่งอยู่กับพื้นไปมาหลายรอบ เดินไปด่าไป กระทืบไป บางทีขยับปืนดัง  "แกร็ก!  แกร็ก!"  เพื่อข่มขู่ขวัญ

ตร. สั่งให้รถผ่านวัดพระแก้ว สนามหลวง ราชดำเนินและพระบรมรูปทรงม้า แล้วจึงตรงไปยัง ร.ร.ตำรวจนครบาลบางเขน

เส้น ทางที่ว่านี้ มีพวกอันธพาลการเมืองที่ปฏิบัติการเย้ยกฎหมายลอยนวลอยู่ รถจะแล่นช้าๆ ให้พวกอันธพาลใช้อิฐ หินไม้ ทุบกระจก ทุบหน้าพวกเรา ทุบหัวพวกเรา หรือปาเข้ามา บางคันถึงกับจอดให้กรูกันขึ้นมาลงมือซ้อมพวกเราจนหนำใจ จึงค่อยปล่อยรถแล่นต่อไป

มีคนบาดเจ็บจากการกระทำนี้เต็มไปหมด ส่วนใหญ่จะหัวแตก บางคนถึงกับแขนหัก

ท่าม กลางเสียงหัวเราะชอบใจทั้งจากอันธพาลในเครื่องแบบบนรถและอันธพาลการ เมืองมือสวะนอกรถที่ดีแต่รังแกคนไม่มีทางสู้ แม้แต่คนบาดเจ็บมันก็ไม่เว้น...

เพื่อนที่บาดเจ็บเล่าให้ฟังว่า รถออกจากมธ. อ้อมสนามหลวงเพื่อจะข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าฯ แต่พอผ่านถนนราชดำเนินหน้าแผงหนังสือที่มีการเผาคนทั้งเป็น เขารู้สึกคนเยอะเหลือเกินเข้ามากลุ้มรุมรถพยาบาลจนแทบขยับไม่ได้ เขาเกือบถูกนำตัวไปรุมซ้อม พวกมันทุบรถ พยายามเปิดประตู แต่คนขับมีมนุษยธรรมพอจึงพยายามชี้แจงและป้องกันผู้บาดเจ็บไว้

เสียงอันธพาลมือชั้นสวะตะโกนว่า  "เอามันมาเผา"

เขาคิดว่าคงเป็นวาระสุดท้ายแล้ว แต่ในที่สุดก็ผ่านมาได้อย่างยากเย็น

ยัง มีเหตุการณ์หลายแง่มุมที่ผมไม่ได้เห็นหรือได้พูดคุยกับใครไม่ได้ทราบ รายละเอียด  เช่น เหตุการณ์เอาลิ่มตอกอก ข่มขืนผู้หญิง รุมตีแขวนคอ เผาทั้งเป็น ฯลฯ

แต่เพียงภาพคงทำให้เข้าใจชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายว่า วันที่ 6 ตุลานั้นเกิดอะไรขึ้น

ผม เขียนมามากแล้วสำหรับฉบับนี้ แต่ที่จริงยังไม่ได้เล่าถึงความทารุณนับแต่วินาทีแรกที่ก้าวลงจากรถสู่ประตู เรือนจำ ไปจนถึงเรื่องราวชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมคุมขัง ไม่ว่าที่บางเขนหรือที่อื่น ต่างมีความคับแค้นใจมากมาย ที่ผมได้ยินได้ฟังมาเอง

ผมจะเขียนมาเล่าให้คุณทราบอีก แต่อาจจะไม่ละเอียดนัก เพราะเวลาและโอกาสของผม ตลอดจนต้องคำนึงถึงผลที่จะกลับไปกระทบเพื่อนๆ ที่ยังถูกคุมขังอยู่

เรือน จำทุกแห่งเหมือนวัวสันหลังหวะ ใครแตะถูกแผลเข้าจะเจ็บปวดร้องลั่น แต่แทนที่จะรักษา กลับเที่ยวไล่ขวิดทำร้ายคน ไม่มีผู้มีอำนาจคนไหนยอมรับความจริงหรอกว่า  "คุกน่ะ ! มันเลวร้ายกาจมาก"  ถ้าพูดมากไปแทนที่จะแก้ไขปรับปรุง จะกลับไปเล่นงานคนที่เขาคุมขังอยู่

จดหมาย ของผม คงทำให้คุณเห็นเหตุการณ์ชัดเจนขึ้น และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในโอกาสข้างหน้า เท่าที่จะสามารถทำได้ หากคุณยังอยากทราบอยากถามเรื่องเหตุการณ์รายละเอียดตอนไหน ถามมาได้ครับ ผมจะตอบในจม.ฉบับหน้าด้วย

ท้ายที่สุดนี้ หากจม.นี้มีคุณประโยชน์อะไรแก่คุณหรือต่อส่วนรวม ขอให้คุณค่านี้บังเกิดผลดีแก่การต่อสู้ของประชาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตย และขอให้บังเกิดผลเป็นชัยชนะของเพื่อนรักทั้ง 19 คน โดยเร็วที่สุด


ขอบพระคุณในความห่วงใยของคุณ
เคารพรักและเชื่อมั่นในตัวคุณเสมอ

ชวลิต


======================
ที่มา : กลุ่มนักศึกษากฎหมาย, เราคือผู้บริสุทธิ์ เสียงจากอดีตจำเลยคดี 6 ตุลา, กรุงเทพฯ: กลุ่มนักศึกษากฎหมาย, 2521.

"36 ปี 6 ตุลา ตราบกัลปาวสาน!"

ที่มา ประชาไท



 นทีทอง สมุทรชลธี


                                                เหมือนฝูงหมู่หมาป่าออกล่าผลาญ
                                    โหดเหี้ยมปานสัตว์ร้ายหมายขย้ำ
                                    พฤติการณ์หฤโหดต้องจดจำ
                                   ที่ตอกย้ำสำนึกอยู่ยาวนาน
                                                เป็นบาดแผลเรื้อรังอันลึกร้าว
                                    น้ำตาพราวคาวเลือด, ไหลหลั่งฉาน
                                    หวีดร้องโหยหวนร่ำปวดร้าวราน
                                    หลายชีวิตปิดม่านวันเสรี
                                                ลูกเอย..หลานเอย..ไม่เคยเห็น
                                    เขาฆ่าเข่นพิราบขาว ราวเปรตผี
                                    ปิดล้อมล้างผลาญล่า, ไม่ปรานี
                                    แม่โดม, ลานโพธิ์พลี, บูชายัญ!
                                                เซ่นสังเวย เผด็จการ, ทรราช
                                    ให้สืบทอดอำนาจ, เหนือไทยนั่น
                                    สามสิบหกปีที่ผ่านแม้นานครัน
                                    ไม่อาจบั่นทอนหลักที่ปักลง
                                                คือหลักแห่งมวลมหาประชาชน
                                    ผู้ตั้งต้นเสรีที่สูงส่ง
                                    แล้วผลิดอกออกใบให้ยืนยง
                                    เป็นพืชพงศ์ คุ้มเงาอีกเนานาน
                                                เพื่อผู้กล้าพลีชีวิต, อิสรภาพ
                                    ขอเชิดชูอยู่ตราบกัลปาวสาน
                                    หลุดบ่วงอายุความนิยาม, จาร
                                    จิตวิญญาณหกตุลา, นิรันดร!
                                                                           
นทีทอง  สมุทรชลธี

กวีประชาไท: ไม่ใช่เรื่องบุญคุณ

ที่มา ประชาไท




ในเมื่อรัฐโรงสีธนานุเคราะห์
อ้าแขนรับทองคำของชาวนา
เพื่อแลกกับเสียงที่ดังเท่ากับเสียงอื่นๆ อีกหลายล้านเสียง
เอ้า! ช่วยกันแค่นหัวเราะให้กับข้าวเปลือกล้านๆ เม็ดที่อาจไม่มีโอกาสกะเทาะออกจากเปลือก
แล้วรองน้ำตาไว้กินจานข้าวสุกข้าวสารแพงๆ ให้คล่องคอมนุษย์เงินเดือน

ใครกันริษยา
ละอองส่วนแบ่งที่รอดผ่านถังพ่นยาฆ่าแมงตัวดีตัวร้ายตายเกลือน
ใครกันห่วงใย
ส่วนแบ่งที่หลุดพ้นราวใบมีดรถเกี่ยวข้าวว่าจะฟ่อนหนากว่ากระเป๋าคนจน
ควรจะห่วงว่ามูลค่าส่งออกจะพอเป็นค่าพันธุ์ข้าวฤดูหน้ารึเปล่า
ที่ดินก็เป็นของใครก็ไม่รู้

ไม่ต้องสำนึกบุญคุณชาวนาก็ได้
ถ้าข้าวที่กิน
ไม่ได้จ่ายชาวนาต่ำกว่าทุน