WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 7, 2012

เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย

ที่มา Voice TV



สนับสนุนการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะชนชั้นปกครองมักจะนิยมใช้ เป็นเครื่องมือกำจัดคนเห็นต่างทุกยุคทุกสมัย
นักประวัติศาสตร์สนับสนุนการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะชนชั้นปกครองมักจะนิยมใช้ เป็นเครื่องมือกำจัดคนเห็นต่างทุกยุคทุกสมัย
การเสวนา "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย" ในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ชนชั้นปกครองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 เป็นเครื่องมือกำจัดผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง จึงเห็นด้วยหากประชาชนจะร่วมกันเสนอให้ยกเลิกกฎหมายนี้ พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สะท้อนให้เห็นถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของชนชั้นปกครองไทย

นายจอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวอิสระ กล่าวว่า ที่ผ่านมาชนชั้นปกครองมักจะจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อกระแสหลัก จึงมองว่าสื่อทางเลือกจะกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ด้านนางสาวลักขณา ปันวิชัย คอลัมนิสต์ชื่อดังกล่าวว่า กลไกสำคัญที่ทำให้ชนชั้นปกครองยังมีอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ปฏิเสธระบบทุนนิยม และกลุ่มอนุรักษ์นิยม เนื่องจากเห็นว่าเป็นทางที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย

  
ส่วนกิจกรรมครั้งต่อไปของงานรำลึก 35ปี 6 ตุลา คือการจัดแสดงคอนเสิร์ต "จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์" ในวันที่ 20 มีนาคมนี้ เวลา 15.00-21.00น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

Produced by VoiceTV
26 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 20:36 น.

ครอบครัวโตจิราการ แจมคอนเสิร์ต 35 ปี 6 ตุลา 19

ที่มา Voice TV



คอนเสิร์ตรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19 ไม่เพียงแต่ต้องการย้ำเตือนถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย งานนี้ ยังเป็นการแสดงดนตรีร่วมกันของครอบครัวโตจิราการเป็นครั้งแรก

เพลงดาวแดงแห่งภูผา เป็นหนึ่งในบทเพลงที่ครอบครัวโตจิราการ นำโดยนายแพทย์เหวง โตจิราการ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ และนายสลักธรรม โตจิราการ หรือหมอหวาย เลือกนำมาแสดงร่วมกันในงานคอนเสิร์ตรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19 “จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์” ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์   เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรชนคนเดือนตุลา ที่ได้ต่อสู้และเสียสละเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมต่อความรู้สึกและถ่ายทอดประสบการณ์จากอดีตมาจนถึง ปัจจุบัน

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. กล่าวถึงงานในครั้งนี้ ว่าต้องการสื่อให้คนรุ่นหลัง ได้รู้ถึงกระบวนการต่อสู้ของภาคประชาชน ที่มีความต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา2516 // 6 ตุลา 2519 // พฤษภาทมิฬ 2535 หรือการต่อสู้เมื่อครั้งเมษา-พฤษภา 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรูปแบบการต่อสู้ที่คนรุ่นหลังควรจดจำและนำไปปรับใช้

ขณะที่ ดนตรี ถือเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของคนแต่ละ ยุคสมัย แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่เป้าหมายหรืออุดมการณ์นั้นมีอยู่ร่วมกัน
ขณะที่นาย วัฒน์ วรรลยางกูร ศิลปินและนักกวี ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ เชื่อว่า ประชาชนมีความก้าวหน้าทางความคิดและสนใจปัญหาเรื่องการเมืองมากกว่าสมัย เมื่อ 35 ปีก่อน แต่สิ่งที่ควรอยู่ควบคู่กันไป คือการย้ำเตือนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การเมืองในอดีต ที่จะนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้เพื่อประชาธิปไตยในอนาคตต่อไป
คอนเสิร์ตรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19 “จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม จากเหตุการชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจรออกนอกประเทศของกลุ่มนิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ  เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 45 ราย และถูกจับกุม 3,094 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

Produced by VoiceTV
21 มีนาคม 2554 เวลา 19:53 น.

35 ปี 6 ตุลา ในสายตา 'คนรุ่นใหม่'

ที่มา Voice TV



วันที่ 6 ตุลาคม 2554  ครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์นองเลือดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เพียง 3 ปีเหตุการณ์ 6  ตุลา 2519  เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน เข้าไปล้อมจับกุม และสังหารนักศึกษา ประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างที่นักศึกษาและประชาชนกำลังชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ 6 ตุลา มีการรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตทั้ง นักศึกษา และประชาชน 41 ราย ถูกจับกุมอีกจำนวนหนึ่ง  เหตุการณ์นี้จบลงด้วยการรัฐประหาร ของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจการปกครองจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี  ส่วนนักศึกษาที่ถูกจับกุมต้องต่อสู้คดีนานกว่า 3 ปี ในที่สุดมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ไม่ต้องถูกสอบสวนลงโทษ

รายการ Intelligence  เชิญ 2 คนรุ่นใหม่  คือนางสาวภรณ์ทิพย์ มั่นคง ตัวแทนกลุ่มประกายไฟการละคร และ นายรักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มาสะท้อนมุมมองต่อเหตุการณ์ 6  ตุลา   ทั้งสองเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง และทำกิจกรรม เรียนรู้เหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านทั้งตำราเรียน และการขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง  จากหนังสือ วีดีทัศน์ และการถ่ายทอดจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์

ทั้ง 2 มีส่วนร่วมในการจัดงานรำลึก 35 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา ที่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 3-9 ตุลาคม ไฮไลท์ส่วนหนึ่งอยู่ที่เวทีเสวนา “จากพ่อจารุพงศ์ ทองศิลป์ ถึงแม่น้องเกด” สะท้อนหัวอกพ่อ และแม่ที่สูญเสียลูกชาย และลูกสาวไปในเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ทั้งปี 2519 และปี 2553  งานรำลึก 25 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาในปีนี้ จะเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา จากรุ่นสู่รุ่น

ในมุมมองคนรุ่นใหม่ทั้งสอง เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มีทั้งส่วนเหมือน และส่วนต่างกับเหตุการณ์เมษา- พฤษภา  2553  สิ่งที่เหมือนกันคือ ประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำ จากการกระทำของรัฐ  ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองถูกกำจัด ด้วยการใช้ความรุนแรง

ทั้งสองเสนอให้มีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เป็น ประวัติศาสตร์ทางการเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์ 6 ตุลา ต้องกล้าพูดถึงประเด็นที่เป็นแกนกลางของเหตุการณ์ 6  ตุลา  โดยต้องตัดอคติที่กีดกันผู้ที่มีความคิดต่างกันออกไป  และต้องเป็นการให้ข้อมูลที่บอกเล่าพัฒนาการของเหตุการณ์ เบื้องหน้า เบื้องหลังเหตุการณ์ ไม่ใช่การเรียนการสอนแบบท่องจำ

คนรุ่นใหม่ทั้งสองยังฝากถึง “คนเดือนตุลา” ฝ่ายซ้าย –ขวา ที่แปรเปลี่ยนมาเป็น เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสี ให้ทบทวนบทเรียนจากเหตุการณ์เดือนตุลา  รำลึกถึงการเข่นฆ่าคนที่มีความเห็นต่าง โดยย้ำว่าทุกสังคม คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองอยูร่วมกันได้ อย่าให้เหตุการณ์นองเลือดซ้ำรอยอีก

Produced by Voice TV

6 ตุลาคม 2554 เวลา 19:16 น.

3 รอบ 6 ตุลา 19 ...เผด็จการ Never Die

ที่มา Voice TV



Back Story ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2555       
 
 
ภาพที่โหดร้ายเหล่านั้น แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเป็นภาพที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคนไทยด้วยกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยากที่จะลบเลือนไปจากความทรงจำ แม้จะมีหลายคนไม่อยากจำก็ตาม วันนี้ถือว่าเป็นวันครบ 3 รอบ 36 ปี 6 ตุลา 2519 Back Story ในวันนี้ เลยย้อนไปถึงการต่อสู้ของพลังประชาชนที่ยังต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเผด็จการ อย่างไม่สิ้นสุด 
 
 
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม2519 ด้วยวันเวลาที่ล่วงเลยมาถึง 36 ปี ผ่านมาวันนี้จึงถือว่าเป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว  แต่เหตุการณ์ดังกล่าว กลับไม่ทำให้สังคมประชาธิปไตยเติบใหญ่ไปด้วย เนื่องจากการรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 แม้พลังนักศึกษาวัยหนุ่มสาว จะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยบนความถูกต้องโดยไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จ การ แต่การที่จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเผด็จการก็ยังไม่หมดไป 
 
 
เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 สิ่งที่ปรากฏเป็นรอยด่างกลายเป็นภาพของการสังหารหมู่กลางพระนคร หน้าพระบรมมหาราชวัง และพระอารามหลวงรวมทั้งการกระหน่ำยิงนักศึกษาที่มีเพียงมือเปล่าอยู่ในรั้ว ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเหตุการณ์ในวันนั้น ถูกถ่ายทอดออกโทรทัศน์ช่อง 9 อีกด้วย
 
 
เหยื่อของความป่าเถื่อน บางส่วนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม บางรายก็ถูกจับเข้าคุกและในเวลาต่อมาเหล่าปัญญาชนนักสู้ต้องเปลี่ยนจากจับ ตำรา ไปเข้าป่าประคองปืนสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นการเตลิดทั้งที่ ไม่อยากเลือกเดินในแนวทางดังกล่าว ส่วนผู้ที่ก่ออาชญากรรมก็ได้รับการขอบคุณยกย่องจากบุคคลระดับสูงของสังคมไทย
 
 
ผลของเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519  คณะทหารประกาศยึดอำนาจ ทางการแถลงว่า ในวันนั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 คน บาดเจ็บเป็นร้อย และถูกจับกุมไปราว 3 พันคนแต่ก็เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตบาดเจ็บรวมทั้งสูญหายน่าจะสูงกว่า ที่ทางการแถลง กล่าวโดยย่อ 6 ตุลาคม 2519 ก็คือวันที่มีการรัฐประหารนำการเมืองไทยกลับไปสู่การปกครองโดยคณะทหารอีก ครั้งหนึ่งโดยมีนายกรัฐมนตรีมาจากข้าราชการตุลาการนั่นเองซึ่งคล้ายกับการ ผงาดของกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ในการรัฐประหาร 2549
 
 
อย่างไรก็ดี แทบไม่น่าเชื่อว่าภาพความรุนแรงและกลเกมแห่งอำนาจจะหวนกลับมาหลอกหลอนผู้คน ในสังคมไทยอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์กระชับพื้นที่ในปี 2553ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกในแนวทางการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมจนนำมาซึ่ง ความสูญเสียซ้ำรอยประวัติศาสตร์
 
 
อีกทั้งภาพความทรงจำของคนเดือนตุลาคง ถูกกระตุ้นตื่นอีกครั้งด้วยชุดความคิดยัดเยียดสิ่งชั่วร้ายให้กับผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น นักศึกษาคอมมิวนิสต์ ที่กลับมาในรูปการปรักปรำการเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นเรื่องของขบวนการก่อ การร้าย การมีกองกำลังติดอาวุธของกองทัพปลดแอกที่ยุคปัจจุบันถูกเปรียบให้เป็น ขบวนการชายชุดดำ มีสื่อสุมไฟ อย่างหนังสือพิมพ์ดาวสยาม หรือการใช้วิทยุยานเกราะเพื่อปลุกระดม เทียบเคียงได้กับการมีสื่อการเมืองเพื่อกล่อมผู้คนในปัจจุบัน
 
 
แต่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไป คือ อำนาจเผด็จการทหารที่ยังคงฝังรากลึกอย่างยาวนาน ผ่านเหตุการณ์ทั้ง 6ตุลาคม 2519 , พฤษภาทมิฬ 2535 หรือแม้กระทั่ง 19 กันยายน 2549
 
 
ที่สำคัญทุกครั้งแห่งประวัติศาสตร์ความสูญ เสียไม่เคยเลยที่จะมีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริงทุกอย่างยังคงเป็น เพียงแค่การดำเนินการบางอย่าง เพื่อลดแรงกดดัน และทำให้สังคมลืมเลือนไปเองเท่านั้นแม้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2553 ต่อมาจะมี รายงานการค้นหาความจริงเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง และข้อเสนอเพื่อการปรองดองฉบับสมบูรณ์ของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป. ออกมา แต่ด็มุ่งไปเรื่องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาความจริงให้ได้และแสดงความ ห่วงใยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เหมือนกับเหตุการณ์ในอดีตทุกครั้งก็คือ ยังหาคนรับผิดชอบความสูญเสียไม่ได้นั่นเอง
6 ตุลาคม 2555 เวลา 18:06 น.

กบอ.ห่วงวิภาวดี ดินแดง พญาไทและรังสิตท่วมซ้ำซาก

ที่มา Voice TV

 กบอ.ห่วงวิภาวดี ดินแดง พญาไทและรังสิตท่วมซ้ำซาก



โฆษกคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยอมรับมีความเป็นห่วงจุด ที่มีน้ำท่วมซ้ำซากในเขต กทม.ทั้งที่ถนนวิภาวดี ดินแดง พญาไท และรังสิต 
 
 
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมรับมืออิทธิพลพายุแกมีโดยประสานกับ กทม. เบื้องต้นยอมรับมีความเป็นห่วงจุดที่มีน้ำท่วมซ้ำซากในเขต กทม. 5-6 จุด เช่น ถนนวิภาวดี ดินแดง พญาไท และรังสิต โดยได้มีการเร่งระบายน้ำทางด้านฝั่งตะวันออก ของ กทม.เพื่อรับมือแล้ว
 
 
Source : news center/thanonline/matichon.co.th(image)
7 ตุลาคม 2555 เวลา 11:09 น.

นายกฯ ห่วง 'แกมี' กระทบนักท่องเที่ยว

ที่มา Voice TV

 นายกฯ ห่วง 'แกมี' กระทบนักท่องเที่ยว



นายกฯ หวั่นแกมีกระทบนักท่องเที่ยว กำชับสั่งการให้ประสานงานดูแลอย่างทั่วถึง
 
 
นางศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดว่า สถานการณ์พายุแกมีนั้น รัฐบาลโดยกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ.มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งพายุแกมีมีแนวโน้มอ่อนกำลังลง ทำให้คลายใจมากขึ้น แต่ทาง กบอ.ก็ยังไม่ประมาทในการเฝ้าระวังต่อใน 30 จังหวัด เพื่อรับมือได้ทันท่วงทีหากมีสถานการณ์ สำหรับกระทรวงมหาดไทยได้มีการหารือกับแต่ละจังหวัดเป็นระยะและประสานข้อมูล ระหว่างกัน ซึ่งถือว่าได้เตรียมการไว้ทั้งระบบ รวมถึงนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธาน กบอ. ยังได้ลงพื้นที่ดูความพร้อม
 
 
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายกำชับสั่งการให้ประสานงานดูแลทั้งชาวเรือและนักท่องเที่ยวอย่าง ทั่วถึง โดยศูนย์เฝ้าระวังจะประชุมกันในวันนี้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
 
 
7 ตุลาคม 2555 เวลา 11:01 น.

พายุ 'แกมี' เข้าไทยผ่านสระแก้ว คืนนี้

ที่มา Voice TV



กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือน พายุแกมี ฉบับที่ 24 คาดพายุแกมี อ่อนกำลังเป็นพายุดีเปรชันเข้าไทยผ่านสระแก้วคืนนี้ โดยอิทธิพลของพายุจะทำให้ประเทศไทยมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบาง แห่ง

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุแกมี (GAEMI) ฉบับที่ 24 วันนี้(7 ต.ค.) พายุโซนร้อนแกมี บริเวณประเทศกัมพูชา มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า พายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรชันและเคลื่อนผ่านประเทศกัมพูชา เข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจังหวัดสระแก้วในคืนนี้(7 ต.ค.)

โดยพายุนี้จะเริ่มมีผลกระทบต่อประเทศไทย ส่งผลให้มีฝนตกหนาแน่นเพิ่มมากขึ้นกับมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ดังนี้

ช่วงวันที่ 7-8 ตุลาคม ผลกระทบโดยตรงบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี ศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลกระทบโดยอ้อมบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา

วันที่ 8-9 ตุลาคม มีผลกระทบต่อบริเวณจังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 7-9 ตุลาคม ไว้ด้วย
7 ตุลาคม 2555 เวลา 10:26 น.

'จำลอง-สนธิ' นำทำบุญตักบาตรรำลึก 4 ปี 7 ตุลาฯ 51

ที่มา Voice TV

 'จำลอง-สนธิ' นำทำบุญตักบาตรรำลึก 4 ปี 7 ตุลาฯ 51



"พล.ต.จำลอง-สนธิ ลิ้มทองกุล" ร่วมงานทำบุญตักบาตร รำลึก 4 ปี 7 ตุลาฯ 2551 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ตำรวจคุมเข้มความปลอดภัย
 
 
บรรยากาศงานรำลึกครบรอบ 4 ปีเหตการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค. 2551 ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วงเช้า ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีแกนนำมาเข้าร่วมภายในงาน อย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง เป็นต้น ทั้งนี้ ในช่วงเช้า เป็นพิธีตักบาตรเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจาก เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีประชาชนประมาณ 500 คน มาเข้าร่วมขบวนตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์วัดป่า จำนวน 86 รูป โดยมีตำรวจนครบาลจำนวน 1 กองร้อย คอยดูแลรักษาความสงบ
 
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 10.00 น. ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะเดินทางจากลานพระบรมรูปทรงม้า ไปยังบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ เพื่อร่วมทำกิจกรรมรำลึก จนถึงเวลาประมาณ 20.00 น.วันนี้(7 ต.ค.)
 
 
7 ตุลาคม 2555 เวลา 08:45 น.

'สมเกียรติ' แนะ 'สรยุทธ' ยุติบทบาทสื่อไปสู้คดียักยอกเงิน

ที่มา Voice TV

 'สมเกียรติ' แนะ 'สรยุทธ' ยุติบทบาทสื่อไปสู้คดียักยอกเงิน



'สมเกียรติ' แนะ 'สรยุทธ' ยุติอาชีพสื่อไปสู้คดีก่อนแม้ไม่มีกฏหมายบังคับแต่เป็นเรื่องจรรยาบรรณ-จริยธรรม
 
 
นายสมเกียรติ อ่อนวิมล อดีตนักสร้างสรรค์รายการข่าวและผู้ประกาศข่าวของหลายสถานีโทรทัศน์ในประเทศ ไทยเปิดเผยว่า กรณีนายสรยุทธ สุทัศนจินดา ผู้ดำเนินรายการทีวีช่อง 3 ในฐานะผู้บริหารบริษัท ไร่ส้ม ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีความผิด ฐานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ บริษัท อสมท ยักยอกเงินค่าโฆษณา จำนวน 138 ล้านบาท โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้
 
 
กรณีนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล มี 2 เรื่อง คือ ประการแรกความผิดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ นายสรยุทธต้องรับผิดชอบต่อความผิดในฐานะที่เป็นเจ้าของบริษัท ประการที่ 2 คือความผิดในเชิงจรรยาบรรณ ทำให้แปดเปื้อนต่อจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งก็อยู่ที่จิตสำนึกของนาย สรยุทธเอง
 
 
นายสรยุทธคือสื่อมวลชนที่ทำธุรกิจแล้วมีจุดด่างพร้อย ก็ควรจะยุติการประกอบอาชีพนี้ แล้วไปสู้คดีให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งมันไม่ได้มีกฎหมายบังคับหรอก แต่มันเป็นเรื่องของจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อ ขณะเดียวกันผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ก็น่าจะหาทางออกว่าควรทำอย่างไร เพราะอาชีพสื่อสารมวลมวลชนคือการผลิตข่าวสารให้แก่ประชาชน มันต้องมีความน่าเชื่อถือ ถ้ามีอะไรด่างพร้อยก็ควรยุติบทบาทการทำงาน และไปเคลียร์คดีเสียก่อน การที่จะอยู่ในอาชีพสื่ออย่างสง่าผ่าเลยก็คงจะลำบาก เพราะจะสูญเสียความน่าเชื่อถือไป แต่ถ้ากรณีนี้สังคมปล่อยให้ทำมาหากินกันไป มันก็เป็นความตกต่ำของสังคมเอง
 
 
จรรยาบรรณในวิชาชีพนักหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนฉบับแรกนั้นออกมาจาก 'อิศรา อมันตกุล' นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยคนแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 ต้นๆ ซึ่งจริงๆก็มีอยู่ไม่กี่ข้อนะ ข้อแรกคือ จะต้องไม่ทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้าเป็นสื่อมวลชนแล้วทำไม่ได้เลย ยิ่งเป็นทั้งสื่อมวลชนแล้วยังไปทำธุรกิจด้วยเนี่ยอันนี้ทำไม่ได้ อันนี้คือจรรยาบรรณ
 
 
จากนั้นก็มีจรรยาบรรณที่ร่างโดยสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ละองค์กรก็จะมีกรอบจรรยาบรรณของตัวเอง แล้วเขาก็สอนกันมาในคณะนิเทศศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชนทุกหนทุกแห่งในเมืองไทยและในโลกนี้ มีในตำรับตำรา จิ้มไปตรงไหนก็เจอ ไม่ใช่ความลับ และไม่ใช่สิ่งที่ไม่คุ้นเคยในหัวใจของคนเป็นสื่อ โดยไม่จำเป็นต้องจบมาจากคณะนิเทศฯ หรือวารสารฯนะ คุณมาทำอาชีพนี้ปุ๊บก็ต้องรู้แล้ว
 
 
เรามีหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจในสังคม เราต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเพราะเรามีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น มันเป็นเรื่องของจริยธรรมไม่มีคำสั่งจากศาล แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกส่วนตัว นายสรยุทธไม่ใช่นักข่าว หรือผู้ผลิตข่าว ไม่ใช่นักข่าวของสถานีโทรทัศน์ แต่เป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ประเภทข่าว เป็นผู้ดำเนินรายการเชิงข่าว ใช้หนังสือพิมพ์ที่วางแผงทุกเช้า แล้วก็ผสมกับข่าวที่ช่อง 3 ส่งมา ก็อาจจะมีที่นายสรยุทธออกไปทำข่าวเองบ้าง เช่นช่วงน้ำท่วม หรือข่าวสำคัญบางเรื่อง จึงเป็นลักษณะของนักข่าวปนนักดำเนินรายการและผู้ผลิตรายการ ข่าวที่ได้มันก็ผิดบ้างถูกบ้าง มันไม่ใช่ผู้สื่อข่าวอย่างจริงจังอย่างที่เราเข้าใจกัน
 
 
Source : news center/posttoday/positioningmag.com(Image)
7 ตุลาคม 2555 เวลา 09:09 น.

เอแบคโพลล์ ชี้ ปชช.ส่วนใหญ่ 87.6 %ทราบว่ามีโครงการจำนำข้าว 68.3 % เห็นว่าควรเดินหน้าต่อไป

ที่มา มติชน

 


ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประเด็นสำคัญทางการเมืองในความรู้สึกนึกคิดของสาธารณชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทั่วไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อยุธยา ลพบุรี ราชบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,171 ตัวอย่าง และ ตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,125 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1- 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555 จากผลการสำรวจ พบว่า


ประเด็นที่ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและสิ่งที่อยากให้รัฐบาลดูแลเพิ่มเติม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.6 ทราบว่ามีโครงการรับจำนำข้าว และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.3 ระบุควรเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้แก้ไขปรับปรุง และอยากให้รัฐบาลดูแลเพิ่มเติม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.9 ระบุอยากให้ดูแลที่ดินทำกินของเกษตรกรให้ชาวนาเป็นผู้ถือครองมีกรรมสิทธิ์ เป็นของตนเอง รองลงมาคือร้อยละ 90.3 ระบุให้หาทางป้องกันการหลอกลวงชาวนาและเกษตรกร ร้อยละ 90.1 ระบุหามาตรการดูแลรายได้ของเกษตรกรและชาวนาอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 89.0 ระบุหาช่องทางในการลดต้นทุนการผลิต การปลูกข้าว เช่น ราคาปุ๋ย ค่าขนส่ง เครื่องจักร และร้อยละ 84.3 ระบุทำด้วยความโปร่งใสในการรับจำนำข้าว ตามลำดับ


จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.4  เป็นชาย ร้อยละ 51.6 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.1 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.6 อายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 22.8 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี ร้อยละ 21.7 อายุระหว่าง 40 – 49 ปี และ ร้อยละ 30.8 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 69.9  สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 26.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 3.3 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 30.8 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 28.2 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 11.2  เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 10.5 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.2 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 6.2 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 4.9 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ