WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 8, 2012

เก็บตกเรื่องขำขัน: มัลลิกาตามล่าทักษิณ

ที่มา Thai E-News

 เรื่องมัลลิกาตามล่าทักษิณ...



..................................................
ฮ่องกง :    ฮ่องกง เรียก อีติ่ง1 ทราบแล้วเปลี่ยน..
อีติ่ง1..  :   อีติ่ง1 ทราบ..เปลี่ยน...
ฮ่องกง :    ขณะนี้เรารู้ตำแหน่งทักกี้แล้ว...เปลี่ยน..

อีติ่ง 1.. :   รายงานด่วน..อยู่ที่ไหน?...เปลี่ยน...
ฮ่องกง :   ที่ 13° 18' 00'' N ..110° 36' 00'' E...เปลี่ยน
อีติ่ง 1.. :   รับทราบ 13° 18' 00'' N ..110° 36' 00'' E ถูกต้อง..เปลี่ยน..
ฮ่องกง :   ถูกต้อง...เปลี่ยน..
.................3 days later.................

.... เจ้าหน้าที่ตำรวจเวียดนาม..พบศพหญิงไม่ทราบชื่อ
.... ลอยเข้ามาติดชายฝั่ง...
.... เจ้าหน้าที่สันนิฐานว่า...เป็นหญิงเสียสติ..ที่พยายามเข้าไปในใจกลางพายุ แกมี...

.................The End.................

เครดิต Waruna Na  / จอนคูโบต้า

จาตุรนต์:จาก6ตุลาถึงรายงานคอป.

ที่มา Thai E-News





"..... ควรนิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ใช่แกนนำไปก่อน ส่วนจะนิรโทษกรรมผู้อื่นส่วนอื่นอย่างไรต้องใช้เวลา"นายจาตุรนต์กล่าว"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349594536&grpid=00&catid&subcatid

ดีใจ ที่ "พี่อ๋อย" เสนอเรื่องนิรโทษกรรมนะ ก็หวังว่า "พี่อ๋อย" จะใช้ "คอนเน็คชั่น" ทั้งหลายแหล่ที่มี กับ พรรครัฐบาล ผลักดันให้เป็นจริงเร็วๆ

ประเด็น เรื่อง "นิรโทษกรรมผู้อื่นส่วนอืน ..ต้องใช้เวลา" (ให้รอก่อน) นี่ ก็หวังว่า "พี่อ๋อย" จะมองเห็น และชักชวนให้คนอื่นในพรรค มองเห็นว่า ก
ารผูกเรือ่งนิรโทษกรรม ประชาชน เข้ากับ กรณีคุณทักษิณ ที "ต้องใช้เวลา" นั้น มีแต่ทำให้ การนิรโทษกรรม ประชาชน เป็นเรืองยาก เรียกว่า เป็นไปไม่ได้ ในระยะสั้นๆ เร็วๆเลย

...............

ปล. เมื่อเช้า ผมดูถ่ายทอดสดที่ "พี่อ๋อย" พูด (ขอบคุณ ทีมงานคู่ขวัญ ม้าเร็ว สปีดฮอสทีวี และ กาแฟ ทีมงานม้าเร็ว เช่น เคย) จริงๆ ประเด็น วิจารณ์ คอป. ของ "พี่อ๋อย" มีทีโต้แย้ง แลกเปลียนได้ (เรื่อง "รากเหง้าปัญหา" ที่ "พี่อ๋อย" เสนอ หรือ แม้แต่เรื่อง 112 ที่ คอป.เสนอ ที่ เสียดาย พี่อ๋อย ไม่ได้พูด ..... แต่ผมชอบประเด็น "ข้อ 2" ที่ "พี่อ๋อย" เสนอนี้มาก เ่รื่องอื่น เรื่องเล็กตอนนี้


cc Suda Rangkupan Nithiwat Wannasiri ไม้หนึ่ง ก.กุนที

"อ๋อย" แถลงสับรายงาน "คอป." ไม่ปรองดอง แนะ 3 ข้อ ยึด 6ตุลาโมเดล นิรโทษ ปชช.ทั่วไปเว้นแกนนำ

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 08/10/55 ความสุขของชาวนา..คือความทุกข์ ปชป.

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




กุเรื่องเท็จ สารพัด เพื่อคัดค้าน 
พวกจัญไร สามานย์ สันดานสถุล
กอดแข้งขา โอบเอื้อ เพื่อนายทุน
เติมคุกรุ่น ด้วยวิปริต คิดอัปรีย์....

การจำนำ ทำรากฐาน มีการเปลี่ยน
สะอิดสะเอียน คำพูด สุดบัดสี
นั่นคือปาก อดีตผู้นำ มันย่ำยี
ไร้ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สุดแสนเลว....

หวังลืมตา อ้าปาก อยากปลดนี้
พรรคกาลี กลับฉุดคร่า พาดิ่งเหว
แถมหาเรื่อง ใส่ไคล้ สุมไฟเปลว
จนแหลกเหลว สมใจ ไอ้บัดซบ....

ชาวนาต้อง ยากจน อย่างข้นแค้น
ทุกถิ่นแดน ต้องต่ำต้อย คอยสยบ
ส่วนนายทุน ต่างเริงร่า มาสมคบ
คิดเลี่ยงหลบ ก็รู้ทัน พวกจัญไร....

ความสุขของ ชาวนา หน้าเอมอิ่ม
มีรอยยิ้ม เบิกบาน สราญใส
ปชป. กลับร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
โถ..ช่างคิด..ไปได้..ไอ้พวกระยำ....

๓ บลา / ๘ ต.ค.๕๕

ฟ้อง ‘ศาลปกครอง’ ล้มประมูล 3จี ?by วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

ที่มา uddred

 วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ (Verapat Pariyawong)

จากกรณีที่มีนักวิชาการจะไป ฟ้องให้ศาลปกครอง “สั่งระงับการประมูล 3จี” ไว้ก่อน โดยอ้างว่า กสทช. ยังไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการประมูลเพื่อประโยชน์ประชาชน 4 เรื่อง คือ
1. เรื่องคุณภาพการให้บริการ
2. เรื่องราคาค่าบริการ
3. เรื่องคุ้มครองผู้ด้อยโอกาส
4. เรื่องการนำเงินประมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์

ฟังในเบื้องต้น ผมเห็นว่า การฟ้องดังกล่าวไม่น่าจะนำไปสู่การระงับการประมูล 3จี ได้ โดยเหตุผลต่อไปนี้

1. การจะฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น “ผู้มีสิทธิฟ้องคดี” ต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย “โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” อีกทั้งยังต้องได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนตามขั้นตอนวิธีการที่กฎหมาย กำหนดไปก่อนแล้ว ดังนั้น หากผู้ใดฟ้องคดีอย่างกว้างๆ โดยคาดคะเนถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นการทั่วไป ศาลอาจมองว่าผู้นั้น “ไม่มีสิทธิฟ้องคดี”

2. แม้สมมติว่า “มีสิทธิฟ้อง” แต่เหตุผลที่จะนำไปฟ้องนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่า กสทช. ได้ “ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ” ซึ่งย่อมเป็นคนละประเด็นกับ “การจัดการประมูล” กล่าวคือ การฟ้องว่า กสทช. กำหนดกฎระเบียบไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นคนละประเด็นกับการฟ้องว่า การประมูลจัดขึ้นโดยผิดกฎหมาย ดังนั้น การจะขอให้ศาลสั่งระงับการประมูล ก็อาจเป็นคำขอที่ไม่ตรงประเด็น

3. ที่สำคัญ เนื้อหาสาระที่ฟ้อง ก็ฟังดูขาดน้ำหนัก เพราะหากพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น “ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นฯ ย่าน 2.1 GHz” จะเห็นว่า กสทช. เอง ก็มีข้อกำหนดเพื่อกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว เช่น ข้อ 16 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการให้โครงข่ายรองรับความเร็วได้ตาม มาตรฐานและคุณภาพ ต้องสนับสนุนการอำนวยความสะดวกต่อผู้มีรายได้น้อย คนพิการ อีกทั้งต้องกำหนดอัตราค่าบริการให้เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ฯลฯ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่ กสทช. ต้องกำหนดในรายละเอียดนั้น บางส่วน กสทช. ได้กำหนดไว้แล้ว แต่บางส่วน ก็ไม่อาจกำหนดล่วงหน้าเร็วเกินไป เช่น เรื่อง ราคาหรืออัตราขั้นสูงของค่าบริการ ซึ่ง กสทช. ย่อมต้องกำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น สภาพตลาด ต้นทุนจากการประมูล ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและขยายโครงข่าย ฯลฯ ซึ่ง กสทช. อาจกำหนดขึ้นหลังการประมูลเพื่อให้เป็นธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริง ก็เป็นได้

ส่วนประเด็นเรื่องการนำรายได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์นั้น พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ได้บัญญัติไว้แล้ว เช่น มาตรา 50 ที่กำหนดให้ กสทช. เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปจัดการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานโดยทั่วถึง หรือ มาตรา 65 ที่กำหนดเกี่ยวกับการนำรายได้ต่างๆ ของ กสทช. มาจัดสรรเพื่อสมทบกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ หรือ กองทุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาฯ เป็นต้น การจะมองเฉพาะเงินประมูลส่วนเดียว ย่อมเป็นการมองที่แคบเกินไป

ที่ สำคัญ เมื่อสุดท้ายมีการนำเงินประมูลที่เหลือส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน ก็ย่อมเป็นความชอบธรรมทางประชาธิปไตยที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะนำราย ได้ไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ แทนที่จะปล่อยให้ กสทช. ซึ่งเป็นเพียงองค์กรกำกับดูแลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มากำหนดวิธีการใช้จ่ายเงินดังกล่าวเสียเอง และหากจะให้องค์กรตุลาการเข้าไปแทรกแซงเรื่องการบริหารรายได้แผ่นดิน ก็ยิ่งเป็นการไม่สมควรขึ้นไปอีก

Sunday, October 7, 2012

เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย

ที่มา Voice TV



สนับสนุนการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะชนชั้นปกครองมักจะนิยมใช้ เป็นเครื่องมือกำจัดคนเห็นต่างทุกยุคทุกสมัย
นักประวัติศาสตร์สนับสนุนการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะชนชั้นปกครองมักจะนิยมใช้ เป็นเครื่องมือกำจัดคนเห็นต่างทุกยุคทุกสมัย
การเสวนา "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย" ในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ชนชั้นปกครองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 เป็นเครื่องมือกำจัดผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง จึงเห็นด้วยหากประชาชนจะร่วมกันเสนอให้ยกเลิกกฎหมายนี้ พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สะท้อนให้เห็นถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของชนชั้นปกครองไทย

นายจอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวอิสระ กล่าวว่า ที่ผ่านมาชนชั้นปกครองมักจะจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อกระแสหลัก จึงมองว่าสื่อทางเลือกจะกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ด้านนางสาวลักขณา ปันวิชัย คอลัมนิสต์ชื่อดังกล่าวว่า กลไกสำคัญที่ทำให้ชนชั้นปกครองยังมีอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ปฏิเสธระบบทุนนิยม และกลุ่มอนุรักษ์นิยม เนื่องจากเห็นว่าเป็นทางที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย

  
ส่วนกิจกรรมครั้งต่อไปของงานรำลึก 35ปี 6 ตุลา คือการจัดแสดงคอนเสิร์ต "จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์" ในวันที่ 20 มีนาคมนี้ เวลา 15.00-21.00น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

Produced by VoiceTV
26 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 20:36 น.

ครอบครัวโตจิราการ แจมคอนเสิร์ต 35 ปี 6 ตุลา 19

ที่มา Voice TV



คอนเสิร์ตรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19 ไม่เพียงแต่ต้องการย้ำเตือนถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย งานนี้ ยังเป็นการแสดงดนตรีร่วมกันของครอบครัวโตจิราการเป็นครั้งแรก

เพลงดาวแดงแห่งภูผา เป็นหนึ่งในบทเพลงที่ครอบครัวโตจิราการ นำโดยนายแพทย์เหวง โตจิราการ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ และนายสลักธรรม โตจิราการ หรือหมอหวาย เลือกนำมาแสดงร่วมกันในงานคอนเสิร์ตรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19 “จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์” ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์   เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรชนคนเดือนตุลา ที่ได้ต่อสู้และเสียสละเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมต่อความรู้สึกและถ่ายทอดประสบการณ์จากอดีตมาจนถึง ปัจจุบัน

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. กล่าวถึงงานในครั้งนี้ ว่าต้องการสื่อให้คนรุ่นหลัง ได้รู้ถึงกระบวนการต่อสู้ของภาคประชาชน ที่มีความต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา2516 // 6 ตุลา 2519 // พฤษภาทมิฬ 2535 หรือการต่อสู้เมื่อครั้งเมษา-พฤษภา 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรูปแบบการต่อสู้ที่คนรุ่นหลังควรจดจำและนำไปปรับใช้

ขณะที่ ดนตรี ถือเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของคนแต่ละ ยุคสมัย แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่เป้าหมายหรืออุดมการณ์นั้นมีอยู่ร่วมกัน
ขณะที่นาย วัฒน์ วรรลยางกูร ศิลปินและนักกวี ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ เชื่อว่า ประชาชนมีความก้าวหน้าทางความคิดและสนใจปัญหาเรื่องการเมืองมากกว่าสมัย เมื่อ 35 ปีก่อน แต่สิ่งที่ควรอยู่ควบคู่กันไป คือการย้ำเตือนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การเมืองในอดีต ที่จะนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้เพื่อประชาธิปไตยในอนาคตต่อไป
คอนเสิร์ตรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19 “จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม จากเหตุการชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจรออกนอกประเทศของกลุ่มนิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ  เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 45 ราย และถูกจับกุม 3,094 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

Produced by VoiceTV
21 มีนาคม 2554 เวลา 19:53 น.

35 ปี 6 ตุลา ในสายตา 'คนรุ่นใหม่'

ที่มา Voice TV



วันที่ 6 ตุลาคม 2554  ครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์นองเลือดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เพียง 3 ปีเหตุการณ์ 6  ตุลา 2519  เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน เข้าไปล้อมจับกุม และสังหารนักศึกษา ประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างที่นักศึกษาและประชาชนกำลังชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ 6 ตุลา มีการรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตทั้ง นักศึกษา และประชาชน 41 ราย ถูกจับกุมอีกจำนวนหนึ่ง  เหตุการณ์นี้จบลงด้วยการรัฐประหาร ของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจการปกครองจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี  ส่วนนักศึกษาที่ถูกจับกุมต้องต่อสู้คดีนานกว่า 3 ปี ในที่สุดมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ไม่ต้องถูกสอบสวนลงโทษ

รายการ Intelligence  เชิญ 2 คนรุ่นใหม่  คือนางสาวภรณ์ทิพย์ มั่นคง ตัวแทนกลุ่มประกายไฟการละคร และ นายรักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มาสะท้อนมุมมองต่อเหตุการณ์ 6  ตุลา   ทั้งสองเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง และทำกิจกรรม เรียนรู้เหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านทั้งตำราเรียน และการขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง  จากหนังสือ วีดีทัศน์ และการถ่ายทอดจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์

ทั้ง 2 มีส่วนร่วมในการจัดงานรำลึก 35 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา ที่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 3-9 ตุลาคม ไฮไลท์ส่วนหนึ่งอยู่ที่เวทีเสวนา “จากพ่อจารุพงศ์ ทองศิลป์ ถึงแม่น้องเกด” สะท้อนหัวอกพ่อ และแม่ที่สูญเสียลูกชาย และลูกสาวไปในเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ทั้งปี 2519 และปี 2553  งานรำลึก 25 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาในปีนี้ จะเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา จากรุ่นสู่รุ่น

ในมุมมองคนรุ่นใหม่ทั้งสอง เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มีทั้งส่วนเหมือน และส่วนต่างกับเหตุการณ์เมษา- พฤษภา  2553  สิ่งที่เหมือนกันคือ ประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำ จากการกระทำของรัฐ  ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองถูกกำจัด ด้วยการใช้ความรุนแรง

ทั้งสองเสนอให้มีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เป็น ประวัติศาสตร์ทางการเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์ 6 ตุลา ต้องกล้าพูดถึงประเด็นที่เป็นแกนกลางของเหตุการณ์ 6  ตุลา  โดยต้องตัดอคติที่กีดกันผู้ที่มีความคิดต่างกันออกไป  และต้องเป็นการให้ข้อมูลที่บอกเล่าพัฒนาการของเหตุการณ์ เบื้องหน้า เบื้องหลังเหตุการณ์ ไม่ใช่การเรียนการสอนแบบท่องจำ

คนรุ่นใหม่ทั้งสองยังฝากถึง “คนเดือนตุลา” ฝ่ายซ้าย –ขวา ที่แปรเปลี่ยนมาเป็น เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสี ให้ทบทวนบทเรียนจากเหตุการณ์เดือนตุลา  รำลึกถึงการเข่นฆ่าคนที่มีความเห็นต่าง โดยย้ำว่าทุกสังคม คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองอยูร่วมกันได้ อย่าให้เหตุการณ์นองเลือดซ้ำรอยอีก

Produced by Voice TV

6 ตุลาคม 2554 เวลา 19:16 น.

3 รอบ 6 ตุลา 19 ...เผด็จการ Never Die

ที่มา Voice TV



Back Story ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2555       
 
 
ภาพที่โหดร้ายเหล่านั้น แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเป็นภาพที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคนไทยด้วยกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยากที่จะลบเลือนไปจากความทรงจำ แม้จะมีหลายคนไม่อยากจำก็ตาม วันนี้ถือว่าเป็นวันครบ 3 รอบ 36 ปี 6 ตุลา 2519 Back Story ในวันนี้ เลยย้อนไปถึงการต่อสู้ของพลังประชาชนที่ยังต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเผด็จการ อย่างไม่สิ้นสุด 
 
 
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม2519 ด้วยวันเวลาที่ล่วงเลยมาถึง 36 ปี ผ่านมาวันนี้จึงถือว่าเป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว  แต่เหตุการณ์ดังกล่าว กลับไม่ทำให้สังคมประชาธิปไตยเติบใหญ่ไปด้วย เนื่องจากการรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 แม้พลังนักศึกษาวัยหนุ่มสาว จะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยบนความถูกต้องโดยไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จ การ แต่การที่จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเผด็จการก็ยังไม่หมดไป 
 
 
เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 สิ่งที่ปรากฏเป็นรอยด่างกลายเป็นภาพของการสังหารหมู่กลางพระนคร หน้าพระบรมมหาราชวัง และพระอารามหลวงรวมทั้งการกระหน่ำยิงนักศึกษาที่มีเพียงมือเปล่าอยู่ในรั้ว ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเหตุการณ์ในวันนั้น ถูกถ่ายทอดออกโทรทัศน์ช่อง 9 อีกด้วย
 
 
เหยื่อของความป่าเถื่อน บางส่วนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม บางรายก็ถูกจับเข้าคุกและในเวลาต่อมาเหล่าปัญญาชนนักสู้ต้องเปลี่ยนจากจับ ตำรา ไปเข้าป่าประคองปืนสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นการเตลิดทั้งที่ ไม่อยากเลือกเดินในแนวทางดังกล่าว ส่วนผู้ที่ก่ออาชญากรรมก็ได้รับการขอบคุณยกย่องจากบุคคลระดับสูงของสังคมไทย
 
 
ผลของเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519  คณะทหารประกาศยึดอำนาจ ทางการแถลงว่า ในวันนั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 คน บาดเจ็บเป็นร้อย และถูกจับกุมไปราว 3 พันคนแต่ก็เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตบาดเจ็บรวมทั้งสูญหายน่าจะสูงกว่า ที่ทางการแถลง กล่าวโดยย่อ 6 ตุลาคม 2519 ก็คือวันที่มีการรัฐประหารนำการเมืองไทยกลับไปสู่การปกครองโดยคณะทหารอีก ครั้งหนึ่งโดยมีนายกรัฐมนตรีมาจากข้าราชการตุลาการนั่นเองซึ่งคล้ายกับการ ผงาดของกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ในการรัฐประหาร 2549
 
 
อย่างไรก็ดี แทบไม่น่าเชื่อว่าภาพความรุนแรงและกลเกมแห่งอำนาจจะหวนกลับมาหลอกหลอนผู้คน ในสังคมไทยอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์กระชับพื้นที่ในปี 2553ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกในแนวทางการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมจนนำมาซึ่ง ความสูญเสียซ้ำรอยประวัติศาสตร์
 
 
อีกทั้งภาพความทรงจำของคนเดือนตุลาคง ถูกกระตุ้นตื่นอีกครั้งด้วยชุดความคิดยัดเยียดสิ่งชั่วร้ายให้กับผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น นักศึกษาคอมมิวนิสต์ ที่กลับมาในรูปการปรักปรำการเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นเรื่องของขบวนการก่อ การร้าย การมีกองกำลังติดอาวุธของกองทัพปลดแอกที่ยุคปัจจุบันถูกเปรียบให้เป็น ขบวนการชายชุดดำ มีสื่อสุมไฟ อย่างหนังสือพิมพ์ดาวสยาม หรือการใช้วิทยุยานเกราะเพื่อปลุกระดม เทียบเคียงได้กับการมีสื่อการเมืองเพื่อกล่อมผู้คนในปัจจุบัน
 
 
แต่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไป คือ อำนาจเผด็จการทหารที่ยังคงฝังรากลึกอย่างยาวนาน ผ่านเหตุการณ์ทั้ง 6ตุลาคม 2519 , พฤษภาทมิฬ 2535 หรือแม้กระทั่ง 19 กันยายน 2549
 
 
ที่สำคัญทุกครั้งแห่งประวัติศาสตร์ความสูญ เสียไม่เคยเลยที่จะมีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริงทุกอย่างยังคงเป็น เพียงแค่การดำเนินการบางอย่าง เพื่อลดแรงกดดัน และทำให้สังคมลืมเลือนไปเองเท่านั้นแม้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2553 ต่อมาจะมี รายงานการค้นหาความจริงเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง และข้อเสนอเพื่อการปรองดองฉบับสมบูรณ์ของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป. ออกมา แต่ด็มุ่งไปเรื่องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาความจริงให้ได้และแสดงความ ห่วงใยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เหมือนกับเหตุการณ์ในอดีตทุกครั้งก็คือ ยังหาคนรับผิดชอบความสูญเสียไม่ได้นั่นเอง
6 ตุลาคม 2555 เวลา 18:06 น.

กบอ.ห่วงวิภาวดี ดินแดง พญาไทและรังสิตท่วมซ้ำซาก

ที่มา Voice TV

 กบอ.ห่วงวิภาวดี ดินแดง พญาไทและรังสิตท่วมซ้ำซาก



โฆษกคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยอมรับมีความเป็นห่วงจุด ที่มีน้ำท่วมซ้ำซากในเขต กทม.ทั้งที่ถนนวิภาวดี ดินแดง พญาไท และรังสิต 
 
 
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมรับมืออิทธิพลพายุแกมีโดยประสานกับ กทม. เบื้องต้นยอมรับมีความเป็นห่วงจุดที่มีน้ำท่วมซ้ำซากในเขต กทม. 5-6 จุด เช่น ถนนวิภาวดี ดินแดง พญาไท และรังสิต โดยได้มีการเร่งระบายน้ำทางด้านฝั่งตะวันออก ของ กทม.เพื่อรับมือแล้ว
 
 
Source : news center/thanonline/matichon.co.th(image)
7 ตุลาคม 2555 เวลา 11:09 น.

นายกฯ ห่วง 'แกมี' กระทบนักท่องเที่ยว

ที่มา Voice TV

 นายกฯ ห่วง 'แกมี' กระทบนักท่องเที่ยว



นายกฯ หวั่นแกมีกระทบนักท่องเที่ยว กำชับสั่งการให้ประสานงานดูแลอย่างทั่วถึง
 
 
นางศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดว่า สถานการณ์พายุแกมีนั้น รัฐบาลโดยกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ.มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งพายุแกมีมีแนวโน้มอ่อนกำลังลง ทำให้คลายใจมากขึ้น แต่ทาง กบอ.ก็ยังไม่ประมาทในการเฝ้าระวังต่อใน 30 จังหวัด เพื่อรับมือได้ทันท่วงทีหากมีสถานการณ์ สำหรับกระทรวงมหาดไทยได้มีการหารือกับแต่ละจังหวัดเป็นระยะและประสานข้อมูล ระหว่างกัน ซึ่งถือว่าได้เตรียมการไว้ทั้งระบบ รวมถึงนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธาน กบอ. ยังได้ลงพื้นที่ดูความพร้อม
 
 
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายกำชับสั่งการให้ประสานงานดูแลทั้งชาวเรือและนักท่องเที่ยวอย่าง ทั่วถึง โดยศูนย์เฝ้าระวังจะประชุมกันในวันนี้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
 
 
7 ตุลาคม 2555 เวลา 11:01 น.

พายุ 'แกมี' เข้าไทยผ่านสระแก้ว คืนนี้

ที่มา Voice TV



กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือน พายุแกมี ฉบับที่ 24 คาดพายุแกมี อ่อนกำลังเป็นพายุดีเปรชันเข้าไทยผ่านสระแก้วคืนนี้ โดยอิทธิพลของพายุจะทำให้ประเทศไทยมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบาง แห่ง

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุแกมี (GAEMI) ฉบับที่ 24 วันนี้(7 ต.ค.) พายุโซนร้อนแกมี บริเวณประเทศกัมพูชา มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า พายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรชันและเคลื่อนผ่านประเทศกัมพูชา เข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจังหวัดสระแก้วในคืนนี้(7 ต.ค.)

โดยพายุนี้จะเริ่มมีผลกระทบต่อประเทศไทย ส่งผลให้มีฝนตกหนาแน่นเพิ่มมากขึ้นกับมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ดังนี้

ช่วงวันที่ 7-8 ตุลาคม ผลกระทบโดยตรงบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี ศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลกระทบโดยอ้อมบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา

วันที่ 8-9 ตุลาคม มีผลกระทบต่อบริเวณจังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 7-9 ตุลาคม ไว้ด้วย
7 ตุลาคม 2555 เวลา 10:26 น.

'จำลอง-สนธิ' นำทำบุญตักบาตรรำลึก 4 ปี 7 ตุลาฯ 51

ที่มา Voice TV

 'จำลอง-สนธิ' นำทำบุญตักบาตรรำลึก 4 ปี 7 ตุลาฯ 51



"พล.ต.จำลอง-สนธิ ลิ้มทองกุล" ร่วมงานทำบุญตักบาตร รำลึก 4 ปี 7 ตุลาฯ 2551 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ตำรวจคุมเข้มความปลอดภัย
 
 
บรรยากาศงานรำลึกครบรอบ 4 ปีเหตการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค. 2551 ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วงเช้า ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีแกนนำมาเข้าร่วมภายในงาน อย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง เป็นต้น ทั้งนี้ ในช่วงเช้า เป็นพิธีตักบาตรเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจาก เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีประชาชนประมาณ 500 คน มาเข้าร่วมขบวนตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์วัดป่า จำนวน 86 รูป โดยมีตำรวจนครบาลจำนวน 1 กองร้อย คอยดูแลรักษาความสงบ
 
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 10.00 น. ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะเดินทางจากลานพระบรมรูปทรงม้า ไปยังบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ เพื่อร่วมทำกิจกรรมรำลึก จนถึงเวลาประมาณ 20.00 น.วันนี้(7 ต.ค.)
 
 
7 ตุลาคม 2555 เวลา 08:45 น.

'สมเกียรติ' แนะ 'สรยุทธ' ยุติบทบาทสื่อไปสู้คดียักยอกเงิน

ที่มา Voice TV

 'สมเกียรติ' แนะ 'สรยุทธ' ยุติบทบาทสื่อไปสู้คดียักยอกเงิน



'สมเกียรติ' แนะ 'สรยุทธ' ยุติอาชีพสื่อไปสู้คดีก่อนแม้ไม่มีกฏหมายบังคับแต่เป็นเรื่องจรรยาบรรณ-จริยธรรม
 
 
นายสมเกียรติ อ่อนวิมล อดีตนักสร้างสรรค์รายการข่าวและผู้ประกาศข่าวของหลายสถานีโทรทัศน์ในประเทศ ไทยเปิดเผยว่า กรณีนายสรยุทธ สุทัศนจินดา ผู้ดำเนินรายการทีวีช่อง 3 ในฐานะผู้บริหารบริษัท ไร่ส้ม ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีความผิด ฐานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ บริษัท อสมท ยักยอกเงินค่าโฆษณา จำนวน 138 ล้านบาท โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้
 
 
กรณีนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล มี 2 เรื่อง คือ ประการแรกความผิดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ นายสรยุทธต้องรับผิดชอบต่อความผิดในฐานะที่เป็นเจ้าของบริษัท ประการที่ 2 คือความผิดในเชิงจรรยาบรรณ ทำให้แปดเปื้อนต่อจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งก็อยู่ที่จิตสำนึกของนาย สรยุทธเอง
 
 
นายสรยุทธคือสื่อมวลชนที่ทำธุรกิจแล้วมีจุดด่างพร้อย ก็ควรจะยุติการประกอบอาชีพนี้ แล้วไปสู้คดีให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งมันไม่ได้มีกฎหมายบังคับหรอก แต่มันเป็นเรื่องของจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อ ขณะเดียวกันผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ก็น่าจะหาทางออกว่าควรทำอย่างไร เพราะอาชีพสื่อสารมวลมวลชนคือการผลิตข่าวสารให้แก่ประชาชน มันต้องมีความน่าเชื่อถือ ถ้ามีอะไรด่างพร้อยก็ควรยุติบทบาทการทำงาน และไปเคลียร์คดีเสียก่อน การที่จะอยู่ในอาชีพสื่ออย่างสง่าผ่าเลยก็คงจะลำบาก เพราะจะสูญเสียความน่าเชื่อถือไป แต่ถ้ากรณีนี้สังคมปล่อยให้ทำมาหากินกันไป มันก็เป็นความตกต่ำของสังคมเอง
 
 
จรรยาบรรณในวิชาชีพนักหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนฉบับแรกนั้นออกมาจาก 'อิศรา อมันตกุล' นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยคนแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 ต้นๆ ซึ่งจริงๆก็มีอยู่ไม่กี่ข้อนะ ข้อแรกคือ จะต้องไม่ทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้าเป็นสื่อมวลชนแล้วทำไม่ได้เลย ยิ่งเป็นทั้งสื่อมวลชนแล้วยังไปทำธุรกิจด้วยเนี่ยอันนี้ทำไม่ได้ อันนี้คือจรรยาบรรณ
 
 
จากนั้นก็มีจรรยาบรรณที่ร่างโดยสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ละองค์กรก็จะมีกรอบจรรยาบรรณของตัวเอง แล้วเขาก็สอนกันมาในคณะนิเทศศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชนทุกหนทุกแห่งในเมืองไทยและในโลกนี้ มีในตำรับตำรา จิ้มไปตรงไหนก็เจอ ไม่ใช่ความลับ และไม่ใช่สิ่งที่ไม่คุ้นเคยในหัวใจของคนเป็นสื่อ โดยไม่จำเป็นต้องจบมาจากคณะนิเทศฯ หรือวารสารฯนะ คุณมาทำอาชีพนี้ปุ๊บก็ต้องรู้แล้ว
 
 
เรามีหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจในสังคม เราต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเพราะเรามีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น มันเป็นเรื่องของจริยธรรมไม่มีคำสั่งจากศาล แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกส่วนตัว นายสรยุทธไม่ใช่นักข่าว หรือผู้ผลิตข่าว ไม่ใช่นักข่าวของสถานีโทรทัศน์ แต่เป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ประเภทข่าว เป็นผู้ดำเนินรายการเชิงข่าว ใช้หนังสือพิมพ์ที่วางแผงทุกเช้า แล้วก็ผสมกับข่าวที่ช่อง 3 ส่งมา ก็อาจจะมีที่นายสรยุทธออกไปทำข่าวเองบ้าง เช่นช่วงน้ำท่วม หรือข่าวสำคัญบางเรื่อง จึงเป็นลักษณะของนักข่าวปนนักดำเนินรายการและผู้ผลิตรายการ ข่าวที่ได้มันก็ผิดบ้างถูกบ้าง มันไม่ใช่ผู้สื่อข่าวอย่างจริงจังอย่างที่เราเข้าใจกัน
 
 
Source : news center/posttoday/positioningmag.com(Image)
7 ตุลาคม 2555 เวลา 09:09 น.

เอแบคโพลล์ ชี้ ปชช.ส่วนใหญ่ 87.6 %ทราบว่ามีโครงการจำนำข้าว 68.3 % เห็นว่าควรเดินหน้าต่อไป

ที่มา มติชน

 


ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประเด็นสำคัญทางการเมืองในความรู้สึกนึกคิดของสาธารณชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทั่วไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อยุธยา ลพบุรี ราชบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,171 ตัวอย่าง และ ตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,125 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1- 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555 จากผลการสำรวจ พบว่า


ประเด็นที่ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและสิ่งที่อยากให้รัฐบาลดูแลเพิ่มเติม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.6 ทราบว่ามีโครงการรับจำนำข้าว และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.3 ระบุควรเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้แก้ไขปรับปรุง และอยากให้รัฐบาลดูแลเพิ่มเติม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.9 ระบุอยากให้ดูแลที่ดินทำกินของเกษตรกรให้ชาวนาเป็นผู้ถือครองมีกรรมสิทธิ์ เป็นของตนเอง รองลงมาคือร้อยละ 90.3 ระบุให้หาทางป้องกันการหลอกลวงชาวนาและเกษตรกร ร้อยละ 90.1 ระบุหามาตรการดูแลรายได้ของเกษตรกรและชาวนาอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 89.0 ระบุหาช่องทางในการลดต้นทุนการผลิต การปลูกข้าว เช่น ราคาปุ๋ย ค่าขนส่ง เครื่องจักร และร้อยละ 84.3 ระบุทำด้วยความโปร่งใสในการรับจำนำข้าว ตามลำดับ


จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.4  เป็นชาย ร้อยละ 51.6 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.1 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.6 อายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 22.8 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี ร้อยละ 21.7 อายุระหว่าง 40 – 49 ปี และ ร้อยละ 30.8 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 69.9  สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 26.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 3.3 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 30.8 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 28.2 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 11.2  เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 10.5 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.2 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 6.2 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 4.9 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ

พุทธศาสนากับประชาธิปไตยในสังคมไทย (1)

ที่มา ประชาไท

 
ชาญณรงค์ บุญหนุน
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร

บทความ “พุทธศาสนากับประชาธิปไตยในสังคมไทย” นี้จะนำเสนอเป็นสามตอนด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อจะชวนผู้อ่านไปร่วมพิจารณาว่า พุทธศาสนามีบทบาทในการสร้างสังคมประชาธิปไตยในสังคมไทยหรือไม่ อย่างไร และปัญหาอยู่ตรงไหน
คำว่า “พุทธศาสนา” ในที่นี้จะหมายถึง “สถาบันพุทธศาสนาในประเทศไทย” กล่าวให้ชัดเจนก็คือสถาบันสงฆ์ เฉพาะบทความตอนแรกนี้ จะเชิญท่านสำรวจบทบาทของสถาบันพุทธศาสนาเกี่ยวกับการสร้างสังคมประชาธิปไตย ไทยผ่านระบบการศึกษาที่เป็นทางการของคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการศึกษาที่ดำเนินการผ่านสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยสงฆ์ และสำรวจบทบาทหน้าที่ของคณะสงฆ์โดยรวม ว่าได้มีกระบวนการใดหรือการแสดงออกใด ๆ ที่ทำให้เชื่อได้ว่าคณะสงฆ์มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการพัฒนาสังคม ประชาธิปไตยของไทยหรือไม่เพียงใด
ถ้าย้อนกลับไปดูยุคที่พระสงฆ์มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการจัดการศึกษาแก่พลเมืองของชาติ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็จะเห็นได้ชัดว่าพระสงฆ์มีส่วนสำคัญในระบบการศึกษาของชาติมากแค่ไหน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าน เมือง เพื่อให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกนั้น ก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงการศึกษาของชาติเป็นอย่างใหม่ด้วย การศึกษาอย่างใหม่นี้แบ่งคร่าว ๆ เป็น 2 ระดับคือ การศึกษาขั้นต้นสำหรับมวลชน และการศึกษาขั้นสูงขึ้นไปเพื่อสร้างกำลังคนสำหรับปรับปรุงกิจการบ้านเมือง ด้านต่าง ๆ การศึกษาขั้นต้นคือชั้นมูลและชั้นประถมนั้น ทรงมอบให้เป็นภาระของพระสงฆ์ เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์และเพราะต้องการเน้นในด้าน ศีลธรรมด้วย
รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าให้ตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย และมหาธาตุวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ขึ้น เฉพาะมหามกุฎราชวิทยาลัยนั้น โดยการบังคับบัญชาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  มีแนวทางในการจัดการศึกษา 3 ข้อคือ การเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณรเพื่อสืบพระศาสนาอย่างหนึ่ง การเทศนาแก่ประชาชน รวมทั้งพิมพ์หนังสือแสดงคำสอนอย่างหนึ่ง และการจัดโรงเรียนสอนหนังสือไทย เลขและคุณธรรมแก่เด็กชาวเมืองอย่างหนึ่ง การศึกษาที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดการนี้    มีทั้งการศึกษาสำหรับฆราวาสทั่วไปและการศึกษาสำหรับภิกษุสามเณรเป็นหลัก อย่างแรกนั้นทรงรับผิดชอบ เมื่อได้รับมอบหมายจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้จัดการศึกษาหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร ก่อนที่กระทรวงธรรมการจะรับไปดำเนินการอย่างเต็มตัว  [1]
การศึกษาตามหัวเมืองต่าง ๆ ครูส่วนใหญ่ในสมัยแรกก็คือพระภิกษุสามเณรนิกายธรรมยุตจากหัวเมืองต่าง ๆ ที่ถูกส่งไปรับการศึกษาอย่างใหม่ที่กรุงเทพฯ หลักสูตรที่ใช้สอนในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศทั้งสองระบบก็ถ่ายเทมาจากหลักสูตรที่ใช้สอนในมหามกุฎราชวิทยาลัย เป็นแห่งแรก ต่อมาเมื่อการศึกษาของรัฐพัฒนาขึ้น ความต้องการที่จะให้พระสงฆ์รับภาระด้านการศึกษาของประชาชนลดน้อยลง การเปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า การศึกษาได้กลายเป็นเรื่องของรัฐแต่ผู้เดียว มิใช่หน้าที่ของวัดอีกต่อไป มีนัยแฝงด้วยว่าการศึกษาของพระภิกษุสามเณรนั้นก็เป็นเรื่องของสงฆ์ รัฐไม่เกี่ยวข้อง [2]
จากนั้นเป็นต้นมาดูเหมือนว่าพระสงฆ์จะหมดบทบาทในการสร้างพลเมืองดีของรัฐ รัฐเองก็ดูจะมองไม่เห็นความสำคัญของพระสงฆ์ในส่วนนี้ จนเมื่อสังคมไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย  คล้ายว่าพระสงฆ์จะต้องรับผิดชอบเฉพาะการจัดการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร ซึ่งบุคลากรของตนเพื่อสืบทอดพระศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อการศึกษาของรัฐยังไม่ทั่วถึงอย่างปัจจุบัน การให้การศึกษาแก่ประชาชนนอกระบบของรัฐก็ยังตกเป็นของพระสงฆ์อยู่ดี  เพราะมีชาวชนบทจำนวนหนึ่งอาศัยวัดเป็นสถานศึกษาเล่าเรียนเพื่อยกสถานะทาง สังคมแก่ตัวเอง รัฐต่างหากที่ไม่ตระหนักเห็นความสำคัญข้อนี้ การผลิตพลเมืองดีแก่รัฐนั้นเป็นภาระหน้าที่อันหนึ่งของพระสงฆ์หรือพุทธศาสนา อยู่แล้ว ทั้งในรูปแบบการศึกษาที่ไม่เป็นทางการ และระบบการศึกษาที่เป็นทางการของคณะสงฆ์ ดังสะท้อนในข้อเขียนของพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ว่า
 ....ตามปกติ พระภิกษุสงฆ์หรือทางฝ่ายศาสนา เป็นผู้แนะนำสั่งสอนประชาชนให้ดำรงอยู่ในธรรม ให้ประพฤติในทางที่ดีงาม ให้พัฒนาทางจิต ทางปัญญา เมื่อทำเช่นนี้แล้ว ประชาชนมีการศึกษาดี มีความรู้ ประพฤติดี มีจิตใจที่มีคุณภาพดี ก็เป็นพลเมืองที่ดี ผลประโยชน์นี้ก็ตกแก่รัฐด้วย ช่วยให้รัฐนั้นเจริญรุ่งเรืองมีความสงบสุข  [3] 
เป็นธรรมดาที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ย่อมเห็นว่า เมื่อตนผลิตพลเมืองดีมีความสามารถแก่รัฐ (โดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม) แล้ว รัฐก็ควรจะได้รับประโยชน์จากความรู้ความสามารถของผู้นั้นให้มากที่สุด ซึ่งข้อนี้จะเป็นได้ก็ต่อเมื่อพลเมืองดีผู้นั้นมีสิทธิมีโอกาสอันสมควรแก่ ความรู้ความสามารถของตน และสิทธิหรือโอกาสเช่นนี้ในสังคมชาวบ้าน [4]
คณะสงฆ์โดยทั่วไปจะตีความประวัติศาสตร์การศึกษาของรัฐช่วงนี้ว่า รัฐไม่ต้องการให้พระสงฆ์มีบทบาทต่อการศึกษาของรัฐอีกต่อไป ท่าที่ดังกล่าวนี้แสดงออกผ่านการไม่รับรองสถานภาพของมหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ เป็นเวลานาน กระนั้นก็ตาม มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ตระหนักถึงบทบาทด้านการศึกษาของตนว่าเป็นส่วนหนึ่งในการ สร้างพลเมืองดีของรัฐ ดังปรากฏใน “เหตุผลในการดำเนินนโยบายให้มีการศึกษาแบบมหาวิทยาลัยสงฆ์และการที่ต้องให้ รับยอมรับฐานะของมหาวิทยาลัยสงฆ์” ซึ่งพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เขียนเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2516 ในนามของ “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ส่งไปยังกรมการศาสนาเพื่อตอบคำถามของ ก.พ. และเพื่อส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2516 โดยระบุว่า เหตุผลหนึ่งที่รัฐควรรับรองสถานะของมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ “เพื่อประโยชน์แก่รัฐที่จะได้พลเมืองดีและผลพลอยได้อื่น ๆ”  ท่านอธิบายไว้ดังนี้
โดยที่การศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นศาสนศึกษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เน้นพิเศษในทางจริยธรรม การศึกษาแบบนี้จึงมีผลดีพิเศษออกไปอีกในส่วนจริยธรรม นอกเหนือจากการผลิตพลเมืองดี พระภิกษุสามเณรที่ดี ซึ่งเป็นประโยชน์แก่รัฐและพระศาสนา เช่น เพิ่มพูนโอกาสและความมั่นใจในการผลิตพลเมืองดี และการเผยแผ่จริยธรรมในสังคมเป็นต้น [5]
เราก็อาจกล่าวได้ว่าแม้ในปัจจุบัน พระสงฆ์เชื่อว่าตนเองได้แสดงบทบาทในการสร้างสรรค์พลเมืองดีของชาติอย่างขยัน ขันแข็ง ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “โครงการ บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน” ของพระนิสิตของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในแต่ละปี ซึ่งจะมีเยาวชนและประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก หรือแม้กรณีของวัดธรรมกายปัจจุบันก็จะเห็นได้ชัดว่า โครงการต่าง ๆ ที่วัดธรรมกายได้สร้างสรรค์ขึ้นเองหรือสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบาย ของกระทรวงศึกษาธิการอะไรก็ตาม ก็ล้วนมุ่งไปที่การสร้างพลเมืองดีในแบบที่ศาสนาเชื่อถือทั้งสิ้น
แต่เนื่องจากคำว่าพลเมืองดีในมโนทัศน์ของพุทธศาสนาตามที่สะท้อนออกมาในคำ ปรารภต่าง ๆ ของพระสงฆ์นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า พระสงฆ์มีหน้าที่ในการสั่งสอนหลักจริยธรรมทางศาสนาแก่ประชาชน เพราะฉะนั้น การเป็นคนดีตามหลักศาสนาเท่ากับการเป็นพลเมืองดีของรัฐ ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะสอดคล้องกับหลักพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตยเพียงใด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากแง่มุมเกี่ยวกับระบอบการปกครองในทัศนะของพุทธศาสนา ก็เห็นได้ชัดว่า “การเป็นพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย” ไม่ใช่สาระสำคัญที่พุทธศาสนาจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะตัวระบอบไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ “ธรรมาธิปไตย” ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่จะต้องมีอยู่ในทุกระบอบการปกครอง
ว่ากันตามจริง พุทธศาสนาตามการตีความของปราชญ์และนักวิชาการพุทธจำนวนมากนั้นไม่สนใจว่า สังคมจะมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือแบบไหน ท่านถือว่าเงื่อนไขเดียวที่เป็นสิ่งสำคัญและจะทำให้ระบอบการปกครองใด ๆ ก็ตามมีความชอบธรรมขึ้นมาหรือกลายเป็นการปกครองที่ดีก็คือ การมี “ธรรมาธิปไตย” ตัวอย่างเช่น ตามความคิดของพระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) “ประชาธิปไตยจะไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยที่ดีถ้าหากไม่ถึงธรรมาธิปไตย”[6] การปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่เช่นประชาธิปไตยนี้ก็เช่นกัน จะต้องทำให้ประชาชนรู้จักธรรมาธิปไตย โดยเริ่มต้นที่ให้การศึกษาเพื่อให้คนมีปัญญาเกิดขึ้น รู้จักเลือก รู้จักวินิจฉัยว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรคือผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งการศึกษาที่ครบสมบูรณ์เพื่อให้เกิดปัญญานั้นจะประกอบด้วยการศึกษาใน เรื่องระเบียบวินัย (ศีล) การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพจิตใจให้มีสติ มีความมั่นคง แน่วแน่ (สมาธิ) และปัญญา (สัมมาทิฏฐิ) การศึกษาที่จะพรั่งพร้อมให้เกิดประชาธิปไตยต้องมี 3 องค์คือ มีทั้งศีล มีทั้งสมาธิ และมีทั้งปัญญา “การศึกษาที่ขาดศีล ขาดระเบียบวินัย ขาดสมาธิ ขาดการสร้างจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง จึงไม่อาจจะเป็นพื้นฐานที่ดีของการสร้างประชาธิปไตยได้” [7]
อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์ก็เชื่อมั่นว่าการศึกษาตามระบบของพุทธศาสนารวมั้งระบบการปกครองสงฆ์ ในพุทธศาสนานั้น สนับสนุนและเข้ากันได้กับการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดังที่พระเทพเวทีกล่าวว่า การให้การศึกษาตามระบบไตรสิกขาทำให้พุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ซึ่งโดยเนื้อแท้ก็คือหลักการที่นำมาใช้ในคณะสงฆ์นั่นเอง  ระบบความเป็นอยู่ของคณะสงฆ์นั้น ก็คือหลักประชาธิปไตยที่ยึดเอาธรรมาธิปไตยอย่างเคร่งครัด เบื้องต้นพระสงฆ์จะต้องมีระเบียบวินัย หรือศีล เป็นเครื่องกั้นโอกาสที่จะทำความชั่วและเปิดโอกาสในการทำความดีอยู่เสมอ แล้วให้มีสมาธิคือฝึกจิตให้มีสติ มีวิริยะ เข้มแข็งมั่นคงในการกระทำความดี และสร้างปัญญาในขั้นสูงสุดที่จะทำให้ผู้นั้นรู้ในตัวธรรมคือ ความจริง สิ่งที่ดีงาม เพื่อจะทำให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป[8] และเมื่อว่าโดยตัวระบบการปกครองนั้น “ระบบประชาธิปไตยหรือสามัคคีธรรมนั้น ...ในสมัยโบราณก็มาเหลืออยู่ในคณะสงฆ์ เพราะระบบคณะสงฆ์นั้นเป็นระบบที่เรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง” รูปแบบการปกครองดั้งเดิมของคณะสงฆ์สมัยพุทธกาลที่จัดพระเทพเวทีเรียกว่าเป็น ระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงคือ “ระบบสามัคคีธรรม” ซึ่งเป็นระบอบที่ภิกษุทั้งหลายร่วมกันปกครอง [9] แต่การมองว่าระบบสามัคคีธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ปกครองคณะสงฆ์ในพุทธกาล เป็นประชาธิปไตยนั้น ก็ยังมีผู้เห็นขัดแย้งอยู่ เช่น ศาสตราจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบให้เห็นว่า การปกครองคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่เข้ากับหลักแยกอำนาจการปกครองเป็น 3 ส่วนตามระบอบประชาธิปไตยที่ใช้กันในปัจจุบัน “ที่จริงแล้วเป็นอภิชนาธิปไตยรูปแบบหนึ่งนั่นเอง หาได้หมายถึงการที่ประชาชนเป็นผู้ปกครองรัฐไม่” [10]
ในที่จะไม่ขอกล่าวถึงหลักการของพุทธศาสนาในอดีตหรือในพระไตรปิฎก เนื่องจากต้องการจะพูดถึงเฉพาะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมไทย ดังนั้นถ้าจะดูว่าการปกครองตามแนวประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่คณะสงฆ์ไทยเข้าใจ เห็นด้วย หรือได้ส่งเสริมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยมากน้อยเพียงใดนั้นอาจเห็นได้จากตัว พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ใช้ปกครองสงฆ์ในประเทศไทยนั้นเอง กล่าวคือ เมื่อมีการออกพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2445 นั้น สาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ที่การรวมอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ไว้ที่ สงฆ์ส่วนกลางทั้งหมด คณะสงฆ์ทั้งสองนิกายถูกกำหนดให้อยู่ใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ซึ่งประกอบด้วยเจ้าคณะใหญ่ทั้ง 4 ตำแหน่งคือ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา เจ้าคณะใหญ่คณะหลวง มาตรา 4 กำหนดไว้ว่า “ทั้ง 4 ตำแหน่งนั้นยกเป็นพระมหาเถระที่ทรงปรฤกษาในการพระศาสนา และการปกครองบำรุงสังฆมณฑลทั่วไป ข้อการะธุระในพระสาสนาหรือในสังฆมณฑล ซึ่งได้โปรดให้พระมหาเถระทั้งนี้ประชุมวินิจฉัยในที่มหาเถรสมาคม ตั้งแต่ 4 องค์ขึ้นไป คำตัดสินของมหาเถรสมาคมนั้น ให้เป็นสิทธิ์ขาด ผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปมิได้” [11] มาตรา 41 บัญญัติว่า “พระภิกษุสงฆ์สามเณรต้องฟังบังคับบัญชาเจ้าคณะซึ่งตนอยู่ในความปกครองตามพระ ราชบัญญัตินี้ ถ้าไม่ฟังบังคับบัญชา หรือหมิ่นละเมิดต่ออำนาจเจ้าคณะ มีความผิด เจ้าคณะมีอำนาจที่จะทำทัณฑกรรมได้” [12]  พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า พระราชบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อ “ทำให้คณะสงฆ์ที่กรุงเทพฯ มี “เขี้ยวเล็บ” ในการควบคุมกิจการด้านพระพุทธศาสนาในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร”[13] การที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้มีลักษณะให้อำนาจสูงสุดไว้แก่พระมหาเถระ ย่อมจะเข้าใจได้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่ได้รับการวิจารณ์เป็นอันมาก เห็นจะอยู่ที่ความไม่เสมอภาคของพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ฉบับนี้ ที่เกิดจากการกำหนดสิทธิพิเศษแก่คณะธรรมยุติกนิกายให้มีสิทธิในการปกครองตน เองโดยอาศัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัตินี้ กล่าวคือให้สิทธิเจ้าคณะธรรมยุติกนิกายปกครองสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้ แต่เจ้าคณะมหานิกายไม่มีสิทธิปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต
ความไม่เสมอภาคดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดการต่อต้านจากคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ในเวลาต่อมา ในปี พ.ศ. 2477 ภิกษุสามเณรในวัดเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีจำนวน 300 รูปได้นัดประชุมกันที่บ้านภัทรวิธม กลุ่มที่รวมกันขึ้นครั้งนี้เรียกว่า “คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา” สาเหตุสำคัญในการเคลื่อนไหวมาจากสาเหตุ 2 ประการ ได้แก่ ปัจจัยภายในของคณะสงฆ์ กล่าวคือ ความไม่เสมอภาคทางการปกครองที่เป็นผลมาจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ.2446) จึงมีการเรียกร้องเพื่อให้เกิด “ความเสมอภาค” ในการปกครอง ส่วนปัจจัยภายนอกได้แก่ สภาพสังคมและการเมืองภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฏร พ.ศ. 2475 ซึ่งก่อให้เกิดการตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตยภายในคณะสงฆ์ คณะปฏิสังขรณ์พระศาสนาใช้เวลาเรียกร้องด้วยวิธีการต่าง ๆ อยู่นานถึง 8 ปีจึงประสบผลสำเร็จ กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2484 จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ออกมาบังคับใช้ [14]
พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2484  ให้มีสภาคณะสงฆ์ขึ้นมาเรียกว่า “สังฆสภา” กำหนดให้สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก (ประมุขสงฆ์ทั้งมวล) ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ตามบทแห่งพระราชบัญญัติ กล่าวคือ ทรงบัญญัติสังฆาณัติโดยคำแนะนำสังฆสภา บริหารคณะสงฆ์ผ่านคณะสังฆมนตรี และวินิจฉัยอธิกรณ์ทางคณะวินัยธร สังฆสภานั้นจะต้องประกอบด้วยสมาชิกรวมกันไม่เกิน 45 รูป สมาชิกนั้นแต่งตั้งจาก (1) พระเถระชั้นธรรมขึ้นไป (2) พระคณาจารย์เอก (3) พระเปรียญเอก ในมาตรา 29 กำหนดไว้ว่า “สังฆนายกและสังฆมนตรีอย่างน้อย 4 รูป ต้องเลือกจากสมาชิกของสังฆสภา นอกจากนั้นจะเลือกจากพระภิกษุผู้มีความรู้ความชำนาญพิเศษ แม้มิได้เป็นสมาชิกสังฆสภาก็ได้” สังฆมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี แต่ก็ให้สิทธิรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการถวายความเห็นให้ลาออกได้[15] จะเห็นว่าพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 นี้มีการแบ่งแยกอำนาจการบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการตามรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อบัญชาการปกครองคณะสงฆ์ (เรียกว่า “สังฆาณัติ”) จะต้องผ่านมติสังฆสภา มีสังฆนายกดำรงตำแหน่งสูงสุดด้านการบริหาร มีสังฆมนตรีว่าการทำหน้าที่ด้านต่าง ๆ คล้ายรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐ อำนาจในการตัดสินคดีความต่าง ๆ ในพระศาสนานั้น สมเด็จพระสังฆราชจะต้องทรงดำเนินการผ่านคณะพระวินัยธร
อาจถือได้ว่ายุคนี้พระสงฆ์เริ่มมีแนวคิดด้านการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก มีข้อที่ควรพิจารณาอย่างยิ่งว่า การปกครองดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากการรณรงค์ต่อสู้ของพระภิกษุหนุ่มสามเณรน้อย โดยการสนับสนุนของพระเถระข้างฝ่ายมหานิกาย ที่รวมตัวกันขึ้นอย่างลับ ๆ ภายใต้ชื่อ “คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา” หาได้เกิดขึ้นจากความต้องการของผู้บริหารสูงสุดของคณะสงฆ์ในยุคนั้นไม่ ระยะเวลาการใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้รวมทั้งสิ้น 21 ปี ก็ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 นับว่า พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ที่มีการกระจายอำนาจการปกครองมากที่สุดนี้ “เป็นพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่อายุน้อยที่สุด” [16] รองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร ณ รังษี ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนาที่สุดคนหนึ่งของไทย อธิบายสาเหตุแห่งการยกเลิกพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ว่า
การดำเนินการของสังฆสภา คล้ายกับการดำเนินการของรัฐสภาของฝ่ายอาณาจักร มีการเสนอญัตติ มีการอภิปรายสนับสนุน คัดค้าน แย้ง โต้แย้ง เหมือนนักการเมืองทำกัน ซึ่งบางครั้งก็มีลักษณะเผ็ดร้อนรุนแรงก้าวล่วงขอบเขตของสมณะผู้สงบ อนึ่ง เมื่อได้มีสังฆสภาขึ้นแล้ว ในชั้นแรกมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมทั้ง 2 นิกาย แต่ปรากฏว่าการประชุมนั้นเป็นไปในทางไม่สงบมากขึ้น ผู้น้อยโต้เถียงจะเอาชนะผู้ใหญ่ และการโต้เถียงกันระหว่างนิกายทวีความรุนแรงร้าวรานยิ่งขึ้น จนต่อมาพระผู้หนักในพระธรรมวินัยทั้ง 2 นิกายเบื่อหน่ายและไม่ปรารถนาไปประชุมเพื่อโต้เถียงวิวาทกันเอง . . . การดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารคณะสงฆ์ที่ออกเป็นสังฆาณัติโดยสังฆสภา ที่พระภิกษุผู้น้อยสามารถอภิปรายโต้แย้งโต้เถียงพระเถระผู้ใหญ่รุ่น อุปัชฌาย์อาจารย์ จึงเป็นการผิดประเพณีและผิดหลักที่พระพุทธเจ้าสอนให้ยึดถือปฏิบัติ [17]
แต่คนึงนิตย์  จันทบุตรอธิบายว่า สาเหตุของการยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับนี้สืบเนื่องมาจากความไม่พอใจของคณะ สงฆ์ธรรมยุตที่มีจำนวนน้อยกว่าพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ทำให้เกิดความเสียเปรียบในเรื่องต่าง ๆ จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างนิกายขึ้น คณะธรรมยุตจำต้องพยายามขอล้มเลิกพระราชบัญญัตินี้ โดยอาศัยช่องโว่ทางกฎหมายตีความว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อันให้สิทธิเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาหรือนิกายใด ๆ ก็ได้ นอกจากนี้ ยังให้เหตุผลว่า การมีสังฆสภาอภิปรายโต้แย้งถกเถียงเป็นการผิดต่อหลักพระธรรมวินัย การกำหนดให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุขแต่เพียงในนาม เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผิดต่อรูปแบบการปกครองสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขในการตัดสินปัญหาข้อวิวาทหรือตราพระสังฆาณัติ [18] ดังนั้น พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ที่พระ “มหานิกาย” ถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด มีอันยกเลิกไป มีการออกพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาใช้แทน โดยให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจสูงสุดในด้านการปกครอง พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการวิจารณ์จากพระสงฆ์รุ่นใหม่จำนวนมากว่า เป็นพระราชบัญญัติที่มีลักษณะ “เผด็จการ” รวบอำนาจไว้แก่สงฆ์ส่วนกลาง ซึ่งไม่ต่างจากพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) เท่าใดนัก แม้ปัจจุบันจะได้มีการแก้ไขปรับปรุงในส่วนการบริหารคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติ นี้ใหม่ แต่ระบบอำนาจการปกครองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงให้คณะสงฆ์โดยรวม หรือชั้นผู้น้อยที่อยู่นอกระบบอำนาจ หรือแม้แต่พระสังฆาธิการที่มีอยู่ทั่วประเทศ มีสิทธิเสียงในการกำหนดรูปแบบของการปกครองตนเองแต่ประการใด พระไพศาล วิสาโล วิจารณ์ว่า
อย่างมากก็เพียงแต่ให้โอนงานด้านพุทธศาสนาและสำนักงานเลขาธิการมหา เถรสมาคมไปขึ้นอยู่กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับให้มีการจัดตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาเสริมมหาเถรสมาคมคือมหาคณิสสร ซึ่งประกอบด้วยพระราชาคณะจำนวนหนึ่ง แม้จะช่วยให้องค์กรปกครองที่ส่วนกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผู้มาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็เชื่อว่าจะยังเป็นการปกครองที่รวมศูนย์ไว้ส่วนกลางเช่นเคย ไม่มีการกระจายอำนาจไปที่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น การบริหารงานตั้งแต่ระดับหน ภาค ลงมาถึงตำบลยังขึ้นอยู่กับเจ้าคณะเพียงบุคคลเดียว หาได้มีการทำงานเป็นคณะไม่ พระสงฆ์ในท้องถิ่นยังไม่มีส่วนร่วมในการบริหารคณะสงฆ์ไม่ว่าระดับใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งไม่มีโอกาสที่จะแสดงความเห็นผ่านผู้แทนสงฆ์ [19]
เห็นได้ว่า ความคิดในเรื่องประชาธิปไตยของคณะสงฆ์ไทยซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อพ.ศ. 2484 นั้นก่อตัวขึ้นหลังกระแสประชาธิปไตยของทางบ้านเมือง และดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก สำนึกที่เพิ่งเริ่มต้นได้ถูกทำให้หายไปจากวงการคณะสงฆ์ระดับผู้ปกครองอย่าง เป็นทางการ เนื่องจากพระสงฆ์ผู้ปกครองมี “มีขันติธรรม” ต่อประชาธิปไตยน้อย  เหตุว่าการปกครองดังกล่าวได้ลิดรอนอำนาจการบริหารส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของพระมหาเถระ พระไพศาล วิสาโล กล่าวถึงลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ไทยปัจจุบันว่า การบริหารของคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน แม้จะพยายามเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่“สมาชิกส่วนใหญ่” หรือ “ประชาคม” พระสงฆ์ระดับผู้ใต้ปกครองยังไม่ได้รับความสำคัญ เพราะพระเถระผู้ใหญ่ (1) มีทัศนคติที่มองปัญหาเชิงบุคคลมากกว่าระบบ เช่น มองไม่เห็นว่าความเสื่อมเสียที่ปรากฏในวงการคณะสงฆ์นั้นเป็นภาพสะท้อนความ ผิดปกติของโครงสร้างคณะสงฆ์อย่างไร (2) ท่าทีแบบอนุรักษนิยมเนื่องจากท่านเติบโตมาจากโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ที่ เป็นอยู่ คุ้นเคยกับระบบการศึกษาแบบปัจจุบันมาชั่วชีวิต ผนวกกับการเทิดทูนสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสที่เป็นผู้สถาปนาระบบการศึกษาที่ครั้งหนึ่งถือว่ามี ความก้าวหน้าทันสมัยอย่างยิ่ง (3) ภาวะผู้นำของคณะสงฆ์ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ปัจจุบันล้วนเป็นผลผลิตของระบบราชการในคณะสงฆ์ ซึ่งคุ้นเคยกับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาและสั่งลงไปเป็นทอด ๆ ระบบที่ให้อำนาจแก่เบื้องบนในการให้คุณให้โทษแก่ผู้อยู่เบื้องล่าง ทำให้พระสงฆ์คุ้นเคยกับการตอบสนองนโยบายจากเบื้องบนมากกว่าจะมีความคิดริ เริ่มของตนเอง การที่พระสงฆ์จะเป็นตัวของตัวเองและพัฒนาภาวะผู้นำจึงเป็นไปได้ยาก (4) ผลประโยชน์ที่จะกระทบต่อคณะสงฆ์ที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิรูปการปกครอง [20] ลักษณะดังกล่าวนี้คงยากจะกล่าวได้ว่าเป็นประชาธิปไตยในแบบที่สังคมไทยต้อง การ
สรุปคือ เราคงจะหวังได้ยากว่า สถาบันสงฆ์ไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันที่มีอำนาจบริหารสูงสุด จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตย  เพราะดูจากลักษณะ 4 ประการที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารคณะสงฆ์เองแล้ว ล้วนชี้ว่าคณะสงฆ์ไม่ได้เห็นความสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนัก การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยจะเป็นไปได้นั้น ไม่เพียงแต่การอบรมสั่งสอนประชาชนในเรื่องไตรสิกขา เพราะเรื่องนี้สามารถทำได้อยู่แล้วไม่ว่าท่านจะอยู่ในระบบไหน การเข้าใจประชาธิปไตยเกี่ยวโยงกับความเข้าใจเรื่อง “อำนาจ” หรือ “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ที่แตกต่างออกไปจากการปกครองในระบอบที่พระสงฆ์คุ้นเคย ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่อำนาจปกครองกระจายอยู่ในหมู่สมาชิกทุกคนในฐานะ เจ้าของอำนาจการปกครองที่แท้จริง ผู้ปกครองเป็นเพียง “ตัวแทน” แห่งอำนาจของประชาชนเท่านั้น มิใช่เจ้าของอำนาจดังกล่าว มโนทัศน์เรื่องอำนาจการปกครองของคณะสงฆ์นั้นยังคงเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ ที่ส่วนกลาง อำนาจสูงสุดมาจากเบื้องบน ผู้น้อยไม่มีอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น ระบอบนี้เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและกิจกรรมที่จะพึงกระทำเพื่อการสร้าง สรรค์ประชาธิปไตย  การสร้างระบอบประชาธิปไตยต้องเริ่มต้นด้วยการตระหนักว่า แต่ละคนในสังคมมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีสิทธิและเสรีภาพการดำรงชีวิตเท่าเทียมกัน
ถ้าถามว่าพุทธศาสนา (อันหมายถึงสถาบันสงฆ์) ได้สร้างสรรค์ให้พลเมืองตระหนักถึงความเป็นพลเมืองซึ่งประกอบด้วยสิทธิสาม ประการ ได้แก่ สิทธิพลเมือง (civil rights) สิทธิทางการเมือง (political rights) และสิทธิทางสังคม (social rights)  อันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด คำตอบก็น่าจะชัดพอสมควรคือ พุทธศาสนาในประเทศไทยสนใจประเด็นนี้น้อยมาก
คำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพื่อจะตอบคำถามนี้ เราจำเป็นต้องสืบค้นไปถึงแนวคิดทางปรัชญาสังคมการเมืองที่อยู่เบื้องหลังแนว ปฏิบัติดังกล่าว โดยเฉพาะมโนทัศน์เรื่อง “อำนาจในสังคม” ที่พัฒนาขึ้นโดยพระสงฆ์ในพุทธศาสนาและยึดถือสืบเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ไทย นั้น ได้กลายเป็นกรอบคิดที่มีบทบาทต่อคณะสงฆ์และสังคมไทยอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน กรอบคิดทางปรัชญานี้เองเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในสังคม ไทย เพราะภายใต้กรอบคิดนี้ อำนาจของสังคมไม่ได้อยู่ที่พลเมืองหรือประชาชน แต่รวมศูนย์อยู่ที่ประมุขของรัฐคือพระมหากษัตริย์นั่นเอง เรื่องนี้จะมีรายละเอียดในตอนที่สองของบทความ
รายการอ้างอิง
[1] พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) “คำนำ” ใน ชาย โพธิสิตา. มหาวิทยาลัยสงฆ์ในสังคมไทย :  การศึกษาบทบาทของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ธนบุรี : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2522. หน้า 12จ-12ฆ
[2] พระไพศาล วิสาโล. พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต. กรุงเทพฯ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2546. หน้า 51-83
[3] พระราชวรมุนี,(ประยุทธ์ ปยุตฺโต). 2527. สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง, หน้า 34
[4] พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ใน ชาย โพธิสิตา, อ้างแล้ว. หน้า 12ธ
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า 160-161.
[6] พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). การศึกษาที่สากลบนฐานแห่งภูมิปัญญาไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด,2532. หน้า 49.
[7] เรื่องเดียวกัน, หน้า50-52
[8] เรื่องเดียวกัน, หน้า 52-53
[9] เรื่องเดียวกัน, หน้า 41
[10] ปรีชา ช้างขวัญยืน. 2534. ความคิดทางการเมืองในพระไตรปิฎก. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534. หน้า 40.
[11] กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. ประวัติพระพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ภาค 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, 2525. หน้า 127.
[12] เรื่องเดียวกัน, หน้า 137.
[13] พระไพศาล วิสาโล, อ้างแล้ว, หน้า 59.
[14] คนึงนิตย์  จันทบุตร. สถานะและบทบาทของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : หจก.ภาพพิมพ์, 2532. หน้า 26-29
[15] กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. อ้างแล้ว, หน้า 139-148
[16] คนึงนิตย์ จันทรบุตร, อ้างแล้ว, หน้า 30.
[17] สุนทร ณ รังษี, “การปกครองคณะสงฆ์: อดีต ปัจจุบัน อนาคต” วารสารพุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3 (กันยายน-ธันวาคม 2539): หน้า 17-18.
[18] คนึงนิตย์ จันทบุตร, อ้างแล้ว. หน้า 32.
[19] พระไพศาล วิสาโล, อ้างแล้ว. หน้า 463.[20] เรื่องเดียวกัน, หน้า 464-465.

“เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย”

ที่มา ประชาไท

 
วันนี้ขอสลับพูดถึงคำขวัญของประเทศอินโดนีเซียนะคะ สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการติดตามคำภาษามลายู อินโดนีเซีย และชวาที่คล้ายคำภาษาไทยในพจนานุกรมฉบับมติชนไม่ต้องกังวลนะคะ จะทยอยนำเสนอต่อไปค่ะ และก็ท่านที่คิดว่า...โอ้ย...จะรออ่านจนครบ ฮ เมื่อไหร่เนี่ย ... มันไม่ได้ยาวขนาดนั้นค่ะ คิดว่าซักห้าหกครั้งก็จบพอดีค่ะ
 “เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย” หรือ Unity in Diversity ที่เราๆ ท่านๆ ได้ยินกันบ่อยๆ เมื่อเราพูดถึงความหลากหลายทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง, การพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนสังคมวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกอาเซียนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น วลีดังกล่าวนี้เป็นคำขวัญของประเทศอินโดนีเซียด้วย
อินโดนีเซียเป็นรัฐที่มีความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มศาสนา มีภาษากลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 250 ภาษา อินโดนีเซียปัจจุบัน (2012) มีประชากรประมาณ 240 ล้านคน กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือกลุ่มชวาประมาณ 45-50 % ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควบคุมและครอบงำระบบราชการ, ทหารและตำรวจของรัฐ ประธานาธิบดีเกือบทั้งหมดเป็นคนชวา การตัดสินใจเรื่องตำแหน่งในกองทัพอินโดนีเซียตกอยู่ในมือของคนชวาถึงประมาณ 75% มาตุภูมิของคนชวาอยู่ในตอนกลางและทางตะวันออกของเกาะชวา แม้ว่าจะมีคนซุนดาอาศัยอยู่ในเกาะชวา แต่มีจำนวนเพียง 14.5 % ของประชากรทั้งหมด
เกาะรอบนอกชวาเป็นที่อยู่ของชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น Makassarese-Buginese (3.68%), Batak (2.4%), Balinese (1.88%), Achenese (1.4%) และอื่นๆ ซึ่งกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ตั้งรกรอกอยู่ในพื้นที่ที่สามารถจะระบุได้ ส่วนกลุ่มคนจีนซึ่งมีอยู่ประมาณ 2.8 % นั้นอาศัยอยู่ทั่วไปกระจายทั่วทั้งประเทศ โดยส่วนมากมักจะอาศัยอยู่ในเมือง อาจจะกล่าวได้ว่าสังคมอินโดนีเซียเป็นสังคมชนบท เนื่องจากว่าประมาณ 80% ของประชากรอาศัยอยู่ในชนบท ส่วนอีก 20% อาศัยอยู่ในเมือง [1]
สิ่งสำคัญที่ควรจะกล่าวถึงคือเกาะชวานั้นมีขนาด 7% ของดินแดนทั้งหมด แต่เป็นที่อาศัยของประชากรประมาณ 65 % ของประชากรทั้งหมด เกาะชวาจึงกลายเป็นผู้บริโภครายได้ของรัฐรายใหญ่ที่สุด ในขณะที่เกาะรอบนอกชวาเป็นผู้ผลิต การเมืองของอินโดนีเซียจึงเกี่ยวพันกับประเด็นเรื่องบทบาทผู้ครอบงำของชวา กับการกระจายผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมระหว่างชวากับที่อื่นๆ ซึ่งชวานั้นเป็นศูนย์กลางของด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางอำนาจ, การปกครอง, เศรษฐกิจ และอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื่นทางการเมืองอินโดนีเซียที่มีความสำคัญคือ ประเด็นเรื่องทางศาสนาซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อินโดนีเซียมีศาสนาที่เป็นทางการที่เป็นที่ยอมรับและรับรองโดยรัฐธรรมนูญ แห่งชาติ 5 ศาสนาได้แก่ อิสลาม, คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์, คริสต์นิกายโรมันคาทอลิค, ฮินดู และพุทธ โดยศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดประมาณ 90% ของประชากรทั้งหมด
มุสลิมอินโดนีเซียสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ สาย abangan และ สาย santri [2] กลุ่ม abangan เป็นกลุ่มที่ประสานเอาหลักการทางศาสนาเข้ามาเป็นความเชื่อของตน และมักจะถูกเรียกว่า “เป็นมุสลิมแต่เพียงในนาม” [3] เนื่องจากในวิถีปฏิบัติทางศาสนามีการรับเอาพื้นฐานของศาสนาฮินดูและชวาเข้า มาผสมผสานกันด้วย กลุ่ม abangan เชื่อในพระอัลเลาะห์ แต่ก็เคารพและบูชาเทพเจ้าของฮินดูด้วย และยังเชื่อในเรื่องเวทย์มนต์และไสยศาสตร์ต่างๆ รวมถึงมีแบบแผนการปฏิบัติสิ่งที่เรียกว่า Selamatan ซึ่งหมายถึงพิธีกรรมการเซ่นสังเวยวิญญาณด้วยอาหารและเครื่องเซ่นต่างๆ ซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความสงบ ปลอดภัยหรือความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ในรูปแบบความสัมพันธ์จะเป็น “ครอบครัว” ไม่ใช่ “ชุมชนอิสลาม” เหมือนอย่าง santri
กลุ่ม santri เป็นกลุ่มที่เคร่งครัดในเรื่องความเชื่อและปฏิเสธรากฐานของความเชื่อต่างๆ ในชวาก่อนหน้าการเข้ามาของอิสลาม นอกจากนี้ยังปรารถนาที่จะ “ทำศาสนาชวาให้บริสุทธิ์” เพื่อที่จะสอดคล้องกับแนวคิดของพวกตน พวก santri เชื่อว่าตัวเองเป็นมุสลิมที่ “บริสุทธิ์” กว่าพวก abangan และมองว่าการรับเอาจารีตประเพณีที่ไม่ใช่อิสลามไปปฏิบัติของพวก abangan ว่าเป็นการกลับไปสู่รูปแบบโบราณ
กลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มศาสนาต่างๆ ถูกทำให้รวมกันโดยดัทช์ภายใต้ Dutch East Indies ประสบการณ์จากช่วงอาณานิคมทำให้กลุ่มต่างๆ รวมกันภายใต้ขบวนการชาตินิยมซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะทำลายระบบอาณานิคม ลงและสถาปนารัฐชาติขึ้นโดยใช้เขตแดนของอดีตอาณานิคม หมายความว่าอินโดนีเซียไม่ได้มีความเป็น “ชาติ” ก่อนหน้าเป็นเอกราช หรือแม้ว่าจะมีอยู่ในความรู้สึกของนักชาตินิยม แต่ก็ไม่ได้เป็นชาติที่มีความเข้มแข็ง ยุคสร้างชาติและก่อรูปชาติอินโดนีเซียเกิดขึ้นหลังจากที่อินโดนีเซียได้รับ เอกราชอย่างเป็นทางการจากดัทช์ [4]
ในช่วงก่อนการประกาศเอกราชของอินโดนีเซียในปี 1945 ได้มีการประชุมระหว่างผู้นำชาตินิยมต่างๆ ถึงอนาคตของ “รัฐอินโดนีเซีย” ที่จะเกิดขึ้นใหม่ มีผู้เสนอว่าควรจะเป็นรูปแบบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย, รัฐอำนาจนิยม, ตลอดจนรัฐอิสลาม และได้มีการอภิปรายกันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของประเทศราวกลางปี 1945 พรรคมัสยูมี (Musyumi) ได้เรียกร้องให้อิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งซูการ์โนได้พยายามที่จะประนีประนอมด้วยการเอ่ยถึง “หลักปัญจศีลา” เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1945 ซึ่งตัวเขาเองเห็นว่า “อินโดนีเซียไม่ควรเป็นรัฐอิสลาม และไม่ควรเป็นรัฐทางศาสนาด้วย แต่ควรมีหลักปรัชญาทางศาสนาของรัฐที่มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อในพระเจ้าองค์ เดียวตามแต่ละศาสนา ซูการ์โนได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันทั้งจากผู้สนับสนุนเสรีประชาธิปไตย และรัฐอำนาจนิยม เนื่องจากเกรงว่ารัฐอิสลามจะแยกตัวออกไปก่อนที่จะเป็นเอกราช
แต่พวก santri หัวก้าวหน้าปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตามพรรคมัสยูมีและ พวก santri ล้มเหลวในการที่จะเรียกร้องให้อิสลามเป็นพื้นฐานของรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งสำหรับพรรคมัสยูมีและ พวก santri ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อให้อิสลามครอบครองตำแหน่งที่เด่นชัด ขึ้นในสังคมอินโดนีเซีย
หลังจากการประกาศเอกราช อินโดนีเซียต้องทำสงครามกู้เอกราชจากเจ้าอาณานิคมที่ไม่ยอมปลดปล่อย อินโดนีเซียโดยง่าย การต่อสู้ของชนพื้นเมืองดำเนินทั้งในวิธีทางการทูตและการใช้กองกำลัง ซึ่งกลุ่มมุสลิมได้มีบทบาททั้งสองด้านดังกล่าว กองทัพอินโดนีเซียที่เริ่มต้นเมื่อปี 1945 โดยการเกณฑ์ของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Pembela Tanah Air (Peta) ซึ่งหมายความว่ากองกำลังรักษาแผ่นดินเกิด ประกอบด้วยพวก priyayi ชั้นล่าง และพวก abangan ซึ่งมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจพวก santri ร่วมกันอยู่ แต่ญี่ปุ่นก็ได้จัดตั้งและฝึกฝนกองกำลังของพวก santri ขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งรู้จักกันในนาม Hizbullah ซึ่งแปลว่ากองทัพของพระ Allah และได้ต่อสู้กับดัตช์ตั้งแต่ปี 1945-1949 และในช่วงที่มีการเจรจาหยุดยิงทางการทูต กองทัพ Hizbullah ก็ยังคงต่อสู้โดยวิธีสงครามแบบกองโจรต่อไป ซึ่งกองกำลังนี้ได้พัฒนามาเป็นขบวนการดารุล อิสลาม (Darul Islam) ซึ่งส่งผลที่สำคัญมากต่อชาวมุสลิมอินโดนีเซียจนถึงปัจจุบัน
ก่อนที่ดัตช์จะปล่อยมือจากอินโดนีเซีย ดัตช์ได้พยายามเสนอให้มีการจัดตั้งอินโดนีเซียเป็นสมาพันธรัฐหรือสหรัฐแห่ง อินโดนีเซีย (United States of Indonesia) โดยประกอบด้วย 15 รัฐ แต่ซูการ์โนและผู้นำคนอื่นๆ ปฏิเสธแผนการนี้ อย่างไรก็ตามได้เกิดความพยายามจะปฏิวัติแยกตัวออกไปใน Moluccas ในปี 1950 เพื่อจะก่อตั้งเป็น “Republic of the South Molucca” แต่รัฐบาลปราบปรามได้ และอีกกลุ่มที่ทำการกบฎและส่งผลกระทบที่สำคัญคือขบวนการดารุลอิสลาม
ขบวนการดารุล อิสลาม (Darul Islam)
ในปี 1947 กองกำลังแบบกองโจรได้เปลี่ยนชื่อเป็นดารุล อิสลาม ขบวนการดารุล อิสลามนำโดย Sekar Madji Kartosuwiryo (1905-1962) เขาเคยเป็นสมาชิกพรรคเซรากัตอิสลาม (Partai Sarekat Islam Indonesia) แต่ภายหลังถูกขับออกเนื่องจากความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องนโยบาย ในปี 1940 เขาได้ก่อตั้งสถาบัน Suffah ในเมืองการุต เขตชวาตะวันตก ต่อมาญี่ปุ่นได้ปิดสถาบันดังกล่าว แต่ว่า Kartosuwiryo ยังคงมีความสัมพันธ์กับพื้นที่นั้นและเป็นหัวหน้ากองกำลัง Hizbullah (กองทัพของพระ Allah) ต่อมาเขาได้มีบทบาทในพรรคมัสยูมี (Musyumi) เขาไม่ชอบแนวคิดของพวกฝ่ายซ้ายและไม่ไว้ใจผู้สนับสนุนสาธารณรัฐทั้งหลาย
Kartosuwiryo รู้สึกว่าชวาตะวันตกถูกทอดทิ้งโดยสาธารณรัฐ ดังนั้นเขาจึงตอบสนองด้วยการประกาศตัวเองว่าเป็น “อิหม่าม” หรือหัวหน้าของรัฐใหม่ที่ชื่อว่า “รัฐอิสลามอินโดนีเซีย” (Negara Islam Indonesia) ในเดือนพฤษภาคม 1948 ซึ่งนับเป็นการกบฏต่อต้านสาธารณรัฐอินโดนีเซียแห่งแรก รัฐบาลของดารุลอิสลามมีพื้นฐานอยู่บนหลักของศาสนาอิสลาม เมื่อเวลาผ่านไปขบวนการดารุลอิสลามมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และมีความสำคัญมากกว่าจะเป็นแค่กลุ่มกองโจรหรือการก่อการร้ายธรรมดา แต่ดารุลอิสลามมีสถานะเป็นการกบฏของภูมิภาค ซึ่งควบคุมพื้นที่เขตชวาตะวันตกเป็นบริเวณกว้าง
ขบวนการดารุลอิสลามได้ส่งอิทธิพลไปยังภูมิภาคอื่นๆ ได้ การกบฏของดารุลอิสลามได้สนับสนุนให้เกิดการต่อต้านรัฐในอาเจะห์และต่อมาได้ เกิดขบวนการดารุลอิสลามในสุลาเวสีใต้ กาลิมันตันและพื้นที่อื่นๆ ด้วย
รัฐบาลได้ใช้กองกำลังเข้าปราบปรามขบวนการดารุลอิสลาม หลังการทำสงครามถึง 14 ปีกลุ่มกบฎถูกปราบปรามลงโดยกองกำลังและผู้นำถูกประหารชีวิต หลังจากที่กบฏถูกปราบปรามลง การเคลื่อนไหวจึงกลายเป็นการเคลื่อนไหวใต้ดินแทน และการก่อการกบฎโดยมีอิสลามเป็นฐานยังเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้งเช่นในอา เจะห์ รวมถึงขบวนการที่เกิดขึ้นในภายหลังต่างอ้างว่ามีความผูกพันธ์หรือเป็นส่วน หนึ่ง (หรือไม่ก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ) ของขบวนการดารุลอิสลามเช่นกลุ่ม Jemaah Islamiyah [5] เป็นต้น
การสร้างเอกภาพและอัตลักษณ์แห่งชาติ
หลังได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการจากเจ้าอาณานิคมดัตช์ รัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซียได้ดำเนินนโยบายบูรณาการแห่งชาติเพื่อที่จะจัดการ กับพหุสังคมและความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และตระหนักถึงอันตรายจากการปฏิวัติของดินแดนต่างๆ นโยบายบูรณาการแห่งชาติจึงเป็นความจำเป็นที่ต้องเร่งกระทำเพื่อสร้างอัต ลักษณ์แห่งชาติ ซึ่งรวมถึงการบูรณาการทางการเมืองและดินแดนด้วย และการสร้างวัฒนธรรมอินโดนีเซียก็เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ของการบูรณาการ แห่งชาติดังกล่าว
ภาษาและการศึกษาแห่งชาติ
นโยบายภาษาแห่งชาติเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสร้างความเป็นเอกภาพและอัต ลักษณ์แห่งชาติของอินโดนีเซีย อินโดนีเซียอาจจะเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับเอาภาษาของ ชนกลุ่มน้อยเป็นภาษาประจำชาติ ภาษาอินโดนีเซียนั้นมีรากฐานมาจากภาษามาเลย์ ซึ่งเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อยในปาเล็มบัง (Palembang) เกาะสุมาตราในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ต่อมาได้กลายเป็นภาษาในการติดต่อทางการค้าระหว่างชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กับคนต่างชาติ เมื่อดัทช์เข้ามาปกครองอาณานิคมดัทช์อีสอินดีสต์ได้กำหนดให้ใช้ภาษามาเลย์ใน ระบบราชการและธุรกรรมต่างๆ และนักชาตินิยมก่อนหน้าเป็นเอกราชก็รับเอาภาษามาเลย์นี้เป็นภาษาประจำชาติ เนื่องจากว่าเป็นภาษาที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์สามารถจะยอมรับได้ เหตุที่ภาษาชวาไม่ถูกพิจารณานำมาเป็นภาษาประจำชาติ เนื่องจากว่าภาษาชวาเป็นภาษาที่ซับซ้อนและมีระดับของภาษาถึง 3 ระดับคือภาษาชวาระดับสูง, กลางและล่าง และเป็นภาษาที่คนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ไม่ได้ใช้ การรับเอาภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติถือเป็นการมองการณ์ไกลของผู้นำชาติ นิยม ที่เป็นการยืดหยุ่นกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ชวา ดังนั้นอินโดนีเซียไม่มีปัญหาเรื่องภาษาหลังจากได้รับเอกราช
ภาษาแห่งชาติอินโดนีเซียถูกทำให้เป็นที่รู้จักในสื่อของขบวนการชาตินิยม ในช่วงขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราช และแพร่กระจายไปมากขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดนีเซีย สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์, วิทยุและโทรทัศน์ใช้ภาษาอินโดนีเซีย หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ในช่วงปี 1965-1967 ทั้งสิ้น 358 ฉบับ มีเพียง 3 ฉบับที่ตีพิมพ์โดยภาษากลุ่มชาติพันธุ์ [6]
หลังจากได้รับเอกราช โรงเรียนของรัฐบาลทุกแห่งต้องใช้ภาษาประจำชาติ โดยภาษากลุ่มชาติพันธุ์สามารถจะสอนในโรงเรียนท้องถิ่นได้จนถึงชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 หลังจากนั้นต้องเรียนเป็นภาษาอินโดนีเซียทั้งหมด แม้ว่าจะมีการทำให้ภาษาอินโดนีเซียแพร่หลายและใช้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปแทนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้ การใช้ภาษาอินโดนีเซียเป็นที่นิยมและเขตเมืองมากกว่าชนบท ในเขตเมืองคนส่วนมากพูดสองภาษา คือภาษาอินโดนีเซียกับภาษากลุ่มชาติพันธุ์ของตน ในขณะที่ในชนบทภาษากลุ่มชาติพันธุ์ถูกใช้มากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพัฒนาประเทศพร้อมๆ กับการขยายตัวของการศึกษา ภาษาอินโดนีเซียได้แพร่ไปทั่วประเทศและกลายเป็นภาษาประจำชาติที่ทุกกลุ่ม ชาติพันธุ์สามารถใช้ในการสื่อสารระหว่างกันและถือเป็นอัตลักษณ์แห่งชาติร่วม กัน
สัญลักษณ์แห่งชาติ
การรับเอาภาษาอินโดนีเซียโดยกลุ่มผู้นำชาตินิยมก่อนและหลังสงครามโลกครั้ง ที่สองช่วยพัฒนาภาษาอินโดนีเซียให้เป็นภาษาหนึ่งเดียว ในเวลานั้นคำว่า “ภาษาแห่งชาติ” ยังไม่ได้หมายถึง “ภาษาอินโดนีเซีย” ในการประชุมสภาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่สองที่จาการ์ตา กลุ่ม “คนหนุ่ม” (pemuda) นักชาตินิยมจากหลายภูมิภาคได้ประสบความสำเร็จในการประกาศสิ่งที่เรียกว่า “การสาบานของคนหนุ่ม” (sumpah pemuda) ซึ่งปราะกาศว่า พวกเขาเป็นคนอินโดนีเซีย, มีภาษาเดียวกัน ซึ่งคือภาษาอินโดนีเซีย และมาตุภูมิเดียวกัน คือแผ่นดินอินโดนีเซีย หลังจากนี้ได้มีการใช้ธงและเพลงประจำชาติ
กลุ่มองค์กรอิสลามบางกลุ่มปฏิเสธสัญลักษณ์ของ “การสาบานของคนหนุ่ม” เนื่องจากว่าขบวนการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยผู้นำชาตินิยมที่ไม่ใช่ผู้ นำทางศาสนา อย่างไรก็ตาม หลังสงครามกู้เอกราชกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ได้ยอมรับสัญลักษณ์แห่งชาตินี้อย่างเงียบๆ ยกเว้นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่พยายามจะจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้น
ปัญจศีลา (Pancasila)
ปัญจศีลาหมายถึง “หลัก 5 ประการ” ประกอบด้วย
1. เชื่อในพระเจ้า
2. ประชาชนที่มีอารยธรรมและความยุติธรรม
3. เอกภาพของอินโดนีเซีย
4. ประชาธิปไตยโดยเห็นพ้องต้องกันผ่านตัวแทน
5. สังคมที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน
หลักปัญจศีลาถูกประกาศใช้ครั้งแรกโดยประธานาธิบดีซูการ์โน และในสมัยซูการ์โนปัญจศีลาเป็นวิชาหนึ่งในโรงเรียน หลักปัญจศีลาถูกคาดหวังว่าจะใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในอินโดนีเซียทุกกลุ่ม เมื่อซูการ์โนหมดอำนาจ การสอนปัญจศีลาในโรงเรียนมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นในปี 1978 รัฐบาลได้ตั้งองค์กรเพื่อที่จะปลูกฝังอุดมการณ์ปัญจศีลา เปลี่ยนอุดมการณ์ปัญจศีลาจากหลักปรัชญามาเป็น “อุดมการณ์แห่งชาติ”
สรุป
นโยบายบูรณาการของอินโดนีเซียต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในการสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติประสบผลสำเร็จในเมืองมากกว่าชนบท อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์อินโดนีเซียสูญ สลายไป ตรงกันข้ามในบางแห่งอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มีความเข้มแข็งมาก สภาพความเป็นหมู่เกาะของอินโดนีเซียเป็นอุปสรรคสำคัญของการบูรณาการแห่งชาติ แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่นับกรณีการแยกตัวออกไปของติมอร์ตะวันออกที่ประสบความสำเร็จแล้ว (ซึ่งกรณีของติมอร์ตะวันออกนี้ถือว่าเป็นกรณีที่พิเศษ เนื่องจากว่าติมอร์ตะวันออกไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของดัตช์เฉกเช่นดินแดน อินโดนีเซียอื่นๆ) อาจกล่าวได้ว่าด้านหนึ่งอินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการสร้างเอกภาพแห่ง ชาติท่ามกลางความหลากหลายขึ้น เพราะเมื่ออินโดนีเซียได้รับเอกราชใหม่ๆ ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองต่างคาดว่าอินโดนีเซียจะไม่สามารถรักษาความเป็น เอกภาพหรือความเป็นรัฐเดียวไว้ได้ แต่อินโดนีเซียก็สามารถทำได้สำเร็จโดยการใช้นโยบายทั้งทางด้านภาษา, การศึกษา, หลักปัญจศีลา ตลอดจนการใช้กองกำลังทหาร แต่อย่างไรก็ตามความต้องการแยกตัวของดินแดนต่างๆ ก็มีให้เห็นอย่างเช่น กรณีของอาเจะห์ [7] และอิเรียนจายา เป็นต้น
เชิงอรรถ
[1] Leo Suryadinata, Pribumi Indonesians, The Chinese Minority and China: A Study of Perceptions and Policies, Heinemann: 1986, 2nd, p. 95.
[2] ผู้ที่เริ่มต้นทฤษฏีนี้คือ Clifford Geertz แม้ว่าจะมีผู้แย้งว่าการแบ่งกลุ่มมุสลิมในอินโดนีเซียมีความซับซ้อนและไม่ สามารถแบ่งได้เด็ดขาดขนาดนั้น แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ก็ถูกใช้อย่างกว้างขวางในการศึกษาสังคมและวัฒนธรรม มุสลิมในอินโดนีเซีย
[3] Leo Suryadinata, “Government Policy and National Integration in Indonesia,” Southeast Asian Journal of Social Science, Vol. 16, No. 2 (1988), p. 112.
[4] อินโดนีเซียประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1945 แต่ว่าดัทช์ไม่ยอมรับการประกาศนั้น ทำให้ต้องทำสงครามกู้เอกราชช่วงปี 1945-1949 จนดัทช์รับรองฐานะความเป็นเอกราชของอินโดนีเซียในปี 1949
[5] http://www.intell.rtaf.mi.th/News/ReadNews.asp?Id=4648
[6] Roger Paget, “Indonesian Newspaper 1965-1967,” Indonesia No. 4 (October 1967), pp. 170-210.
[7] ปัจจุบันอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซียได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2005 ซึ่งได้ยุติการสู้รบที่ดำเนินมายาวนานกว่าสามทศวรรษ และอาเจะห์ได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นจังหวัดที่ปกครองตัวเอง มีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นของตัวเอง รวมถึงการจัดการนโยบายต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
หมายเหตุ: ขออธิบายที่มาของภาพโลโก้ประจำบล็อกของดิฉัน สักนิดนะคะ ดิฉันนำภาพนี้มาจากสกรีนลายเสื้อที่นิสิตหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ซึ่งดิฉันได้รับเชิญให้ไปสอนวิชาเกี่ยวกับ วัฒนธรรมอินโดนีเซีย พวกเค้าได้ออกแบบและนำไปทำเป็นเสื้อยืดเพื่อมอบให้ดิฉันเป็นของขวัญ โดยได้บรรจุคำขวัญของอินโดนีเซียไว้ในภาพด้วย ต้องขอขอบคุณนิสิตหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: จะระลึก ๖ ตุลากันอย่างไร

ที่มา ประชาไท



วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ จะเป็นวันครบรอบที่เหตุการณ์ ๖ ตุลา ผ่านมาแล้วถึง ๓๖ ปี แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ ๖ ตุลาก็เป็นหนึ่งในกรณีประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ และในปีนี้ ก็คงจะต้องมาย้อนรำลึกเหตุการณ์นี้อีกครั้ง
กรณี ๖ ตุลา หลายครั้งจะถูกเอ่ยถึงโดยคนรุ่นหลังว่า “เหตุการณ์ ๑๖ ตุลา” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการผสมจินตภาพของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ กับ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งมีระยะห่างราว ๓ ปี อันที่จริงเหตุการณ์ ๒ กรณีนี้ ก็มีความเกี่ยวพันกัน เพราะในกรณี ๑๔ ตุลาคม ขบวนการนักศึกษาเป็นแกนนำในการต่อต้านเผด็จการ และประสบความสำเร็จในการขับไล่รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร และฟื้นฟูประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ส่วนกรณี ๖ ตุลาคม หมายถึง ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน คือ การเข่นฆ่าสังหารนักศึกษาประชาชนที่เกิดขึ้นในเวลาเช้าตรู่ กับการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเวลาเย็นวันนั้น จึงน่าที่จะต้องหันมาพิจารณาเหตุการณ์นี้อีกครั้ง

ก่อนที่จะเกิด เหตุการณ์ ๖ ตุลา สังคมไทยสมัยนั้น มีความแตกต่างทางความคิดเป็นสองแนวทางอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างสำคัญ โดยเฉพาะการเติบโตของแนวคิดแบบสังคมนิยม ซึ่งเตยเป็นแนวคิดต้องห้ามในสมัยเผด็จการ แนวคิดสังคมนิยม ก็คือ แนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจชุดหนึ่งที่เกิดจากการวิพากษ์สังคมเก่า เห็นว่าสังคมเก่าที่ใช้วิธีการแบบทุนนิยมเป็นหลักนั้นไม่น่าจะถูกต้อง เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมทั่วโลกย่อมนำมาซึ่งช่องว่างทางชนชั้นอันแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น แนวคิดสังคมนิยมจึงนำเสนอให้สร้างสวัสดิการโดยรัฐ เพื่อให้โภคทรัพย์กระจายไปสู่ชนชั้นล่างของสังคม อันได้แก่กรรมกร ชาวนา และประชาชนทั่วไป

แนวคิดเช่นนี้เผยแพร่ โดยการมีการพิมพ์หนังสือที่เสนอแนวทางสังคมนิยม และลัทธิมาร์กซ ออกวางแผงขายเป็นจำนวนมาก และเป็นที่นิยมทั่วไป แนวคิดสังคมนิยมยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสวัฒนธรรมใหม่ เช่น วรรณกรรมเพื่อชีวิต เพลงเพื่อชีวิต การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี การอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม และการเกิดขององค์การพัฒนาเอกชนที่ทำงานกับประชาชนระดับล่าง เป็นต้น นอกจากนี้ก็คือ เกิดการจัดตั้งพรรคการเมืองแนวสังคมนิยมมาต่อสู้ทางรัฐสภา มีการส่งผู้สมัครสังคมนิยมลงแข่งขันในการเลือกตั้ง พ.ศ.๒๕๑๘ ซึ่งพรรคการเมืองฝ่ายสังคมนิยมชนะเลือกตั้งถึง ๓๕ เสียงในสภาผู้แทน

กระแส ความคิดเช่นนี้ ก่อให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากในหมู่ประชาชนระดับล่าง กรรมกรและชาวนาที่เคยต่ำต้อยน้อยหน้า และไม่เคยได้รับสิทธิอันควร ต่างก็ก่อการนัดหยุดงานและชุมนุมประท้วง เพื่อเรียกร้องสิทธิของตน รวมทั้งมีการตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมาจำนวนมากเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ในกลุ่มชาวนา ก็ได้ตั้งองค์กรสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ เพื่อประสานการต่อสู้เรียกร้องของชาวนา ส่วนขบวนการนักศึกษา ก็ได้ยกระดับการต่อสู้ไปสู่ปัญหาเอกราช นั่นคือการขับไล่ฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และสามารถทำได้สำเร็จใน พ.ศ.๒๕๑๙

การพัฒนาของแนวคิดสังคมนิยมและ กระแสการต่อสู้ของประชาชนระดับล่างดังกล่าว ก่อให้เกิดความวิตกอย่างมากในกลุ่มชนชั้นนำไทยที่มีลักษณะอำมาตยาธิปไตยและ คุ้นเคยกับแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมเจ้า ทั้งที่ในสังคมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ความแตกต่างทางความคิดนั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในยุโรปตะวันตกทุกประเทศต่างก็มีพรรคสังคมนิยม พรรคสังคมประชาธิปไตย หรือ พรรคคอมมิวนิสต์ พรรคเหล่านี้กับพรรคอนุรักษ์นิยมและฝ่ายขวาก็ต่อสู้กันด้วยวิธีการ ประชาธิปไตย ขึ้นกับว่าประชาชนจะให้ความนิยมพรรคไหน ดังนั้น จึงมีหลายประเทศ ที่พรรคสังคมนิยม หรือ สังคมประชาธิปไตยได้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศตามกลไกประชาธิปไตย จึงไม่เกิดความรุนแรงและการเข่นฆ่าสังหาร แต่ในกรณีของประเทศไทย ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยไม่ได้คิดเช่นนั้น และไม่เห็นว่าวิธีการประชาธิปไตยจะเป็นการแก้ปัญหาทางความแตกต่างทางความคิด แต่คุ้นเคยกับการที่บีบบังคับและมอมเมาให้ประชาชนเชื่อและศรัทธาแบบอนุรักษ์ นิยมเจ้า เห็นความคิดแบบอื่นเป็นความเบี่ยงเบน ที่จะต้องเข่นฆ่าทำลาย เพื่อหวังให้สังคมไทยกลับมาราบรื่นสุขสงบแบบที่พวกตนคุ้นเคย

ภายใต้ กรอบแนวคิดอันคับแคบเช่นนี้ ชนชั้นนำไทยก็เริ่มใช้วิธีการหลายอย่างในการต่อต้านขบวนการนักศึกษา ตั้งแต่ใช้สื่อมวลชนกระแสหลักสร้างภาพใส่ร้ายป้ายสีขบวนการนักศึกษา ให้เห็นว่าเป็นคอมมิวนิสต์และก่อความวุ่นวาย ตั้งองค์กรฝ่ายขวาขึ้นมาเผชิญหน้า และใช้ความรุนแรงคุกคาม เช่น การเข่นฆ่าสังหารผู้นำนักศึกษา ผู้นำชาวนา การปล่อยให้องค์กรอันธพาล เช่น กระทิงแดง ใช้อาวุธปืนและระเบิดคุกคามการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายประชาชน เป็นต้น

เมื่อสร้างกระแสใส่ร้ายป้ายสีปลุกระดมจนก่อให้เกิดความเข้า ใจผิดไปทั่วแล้ว ก็สร้างเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง โดยอ้างเหตุว่า นักศึกษาก่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปลุกประชาชนฝ่ายขวาให้มารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว จากนั้น ในเวลาเช้ามืด วันที่ ๖ ตุลาคม ฝ่ายอำมาตยาก็ก่อการกวาดล้างปราบปราม โดยนำเอากำลังตำรวจตระเวนชายแดนติดอาวุธพร้อม มาระดมยิงเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมกันอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๔๐ คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก จากนั้น ก็จับกุมผู้ชุมนุมจำนวน ๓,๐๘๔ คน เข้าคุก แล้วเปิดทางให้คณะทหารที่เรียกว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ก่อการรัฐประหารในเวลาเย็น

การรัฐ ประหารในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ รักษาจารีตเดิมของฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยทุกประการ คือ ล้มเลิกรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ล้มเลิกรัฐสภา ล้มเลิกรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่คงให้ศาลและองคมนตรีดำรงอยู่ต่อไป คณะรัฐประหาร ได้เชิญนายธานินทร์ กรัยวิเชียร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ใช้สภาแต่งตั้ง ใช้ธรรมนูญชั่วคราวในการปกครอง ให้อำนาจเผด็จการแก่รัฐบาลธานินทร์ จนขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐบาลพลเรือนที่เผด็จการขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แทนที่รัฐธานินทร์จะจัดการกับกลุ่มฝ่ายขวาที่เป็นฆาตกรฆ่าประชาชน กลับดำเนินคดีกับฝ่ายนักศึกษา โดยทำการคุมขังและฟ้องผู้นำนักศึกษา ๑๙ คน ผู้นำนักศึกษาเหล่านี้ต้องถูกจำคุมเกือบ ๒ ปี จึงได้รับการนิรโทษกรรมและปล่อยตัวในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๒๑ สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

เมื่อเวลาผ่านมา ก็จะเป็นที่เห็นพ้องกันว่า วิธีการดำเนินการในกรณี ๖ ตุลา ทั้งการเข่นฆ่าสังหารประชาชน และการก่อการรัฐประหาร ไม่ได้เป็นวิธีการแก้ปัญหาอันถูกต้องและเป็นอารยะ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยไทยไม่รู้จักสรุปบทเรียน ในที่สุดก็ดำเนินการให้ฝ่ายทหารก่อการรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตยเมื่อ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ และสนับสนุนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข่นฆ่าประชาชนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ และการเข่นฆ่าสังหารนั้น ก็ยังเกิดขึ้นภายใต้กรอบแบบเดิม คือ ได้มีการกุเรื่องผังล้มเจ้าขึ้นมาใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายประชาชนคนเสื้อแดง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเข่นฆ่าสังหาร แต่กระนั้น กรณีสังหารหมู่ประชาชนเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๓ ก็ยังคงเป็นตราบาปใหญ่ ที่ต้องหาทางแก้ต่างกันมาจนถึงขณะนี้

สรุปแล้ว เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม คือ มลทินครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของชนชั้นนำไทย เพราะเป็นการชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นอำมาตยาธิปไตยไทยนั้น มีจิตใจอันเหี้ยมโหด ชอบแก้ปัญหาโดยการเข่นฆ่าประชาชน ไม่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ชอบสนับสนุนการรัฐประหาร เพียงแต่ว่าสถานการณ์ในวันนี้ คงยากลำบากมากขึ้น วันเวลาที่พวกอำมาตย์ไทยจะมีบทบาทครอบงำทางการเมืองสั้นลงทุกวัน

ประวัติศาสตร์ ๖ ตุลาได้บ่งชี้ว่า ประชาชนไทยจะชนะในที่สุด

ว่าด้วย - จำๆ ลืมๆ ในการเมืองไทยร่วมสมัย: จาก "6 ตุลา 2519 โดย เกษียร เตชะพีระ" ถึง "โชติศักดิ์ อ่อนสูง" ปี 2549-2553

ที่มา ประชาไท



เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้อ่านบทความของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง เรื่อง บันทึกถึงพวก "แดงความจำสั้น", "แดงแกล้งลืม" และ "แดงมาทีหลัง" ผู้เขียนได้ฉายภาพพัฒนาการของ กระบวนการนำสีแดงไปใช้ของขบวนการต่างๆ อันเป็นการตอบโต้ต่อวลี “สลิ่มแอ๊บแดงไม่เอาเจ้าเกลียดทักษิณ” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งและ ไม่ใช่เรื่องของแค่สีในฐานะสัญลักษณ์ทางการเมืองตามระบบแม่สีจักรวาล (เช่นสีแดงเป็นสีของการต่อสู้ สีเขียวเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สีดำเป็นเรื่องของความหมองหม่น) แต่สีที่ใช้ในการขบวนการช่วงแรกเป็นภาพสะท้อนนัยยะและจุดยืนทางการเมืองที่ สำคัญยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย บทความนี้ผมจึงมุ่งเปรียบเทียบกระบวนการสร้างความทรงจำร่วมของคนในสังคม เปรียบเทียบสองเหตุการณ์ คือ 6 ตุลาคม 2519 และ เหตุการณ์ พฤษภาคม 2553 ผ่านบทความของ อ.เกษียร เตชะพีระ และ คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูงที่ได้เอ่ยถึงไปแล้ว

ในบทความ “ทำไม 6 ตุลา ถึงจำยาก” ของ อ.เกษียร เขียนไว้เมื่อปี 2539 ในบทความ อ.เกษียร ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ กระบวนการจำแบบ คูณร่วมน้อย (ครน.) และกระบวนการจำแบบ หารร่วมมาก (หรม.) การจำแบบแรกเป็นการเลือกจำแบบหลวมๆ เพื่อหาที่ยืนในประวัติศาสตร์ เพื่อส่งต่อไปยัง อนุชนรุ่นหลัง การจำแบบนี้ผู้ที่ตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงเป็นเรื่อง ของ “ผู้เสียสละชีวิตเพื่ออุดมคติ” สรุปคือเป็นการลดองค์ประกอบอื่นๆด้านเศรษฐกิจการเมือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด ให้เหลือแค่ภาพกว้างๆให้คนจดจำร่วมกัน ซึ่งต่างจาก วิธีการจำแบบ “หรม.”ที่หาจุดร่วมที่ตรงที่สุด ถูกต้องที่สุด แล้วจดจำ หากพ้นรุ่นคนที่จะจำอย่างถูกต้อง ก็ให้เรื่องนี้มันถูกลืมไปดีกว่ามานั่งจดจำแบบผิดๆกัน

ล่วงมากว่า 16 ปีแล้วที่ อ.เกษียร เสนอบทความนี้นานพอที่เราจะเห็นว่าสังคมเราคลี่คลายไปทางใด และเลือกที่จะจำอย่างไร ทุกวันนี้เมื่อผมมีโอกาสสอนนักศึกษาทุกรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติ ศาสตร์การเมืองไทย และถามเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ผมพบว่านักศึกษาไทยโดยมากมิใช่ไม่รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่กระบวนการจำของพวกเขาถูกทำให้เป็น Plot แบบแปลกๆ พร้อมทั้งการประดิษฐ์ชื่อเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นหู เช่น 16 ตุลาคม 2519 ; 6 ตุลาคม 2514 หรืออะไรประมาณนี้...มิได้หมายความว่าพวกเขาไม่แม่นประวัติศาสตร์ แต่น่าสังเกตุว่ากระบวนการจำของพวกเขาถูกลดทอนให้ เหตุการณ์ในทศวรรษ 1970 เป็นเรื่องของการเรียกร้องของคนหนุ่มสาวผู้รักในอุดมคติ นายทหารที่โหดร้าย คนไทยแตกสามัคคี และจบลงที่มีพระเอกขี่ม้าขาวทำให้คนไทยรักกันเหมือนเดิม นี่คือตัวอย่างปัญหาปลายทางของกระบวนการทำหลวมๆ แบบ ครน.

แต่เรื่อง การจำแบบครน.มิใช่ปัญหาของการพยายามครอบงำของฝ่าย อนุรักษ์นิยมที่พยายามจัดการความทรงจำร่วมของคนในสังคมเท่านั้น สิ่งที่เราต้องพิจารณาคือในฝ่ายซ้าย หรือ ฝ่ายต้านอำนาจรัฐก็ยังมีปัญหาเรื่องการจำแบบ ครน.อยู่มาก เช่น การมองว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์การต่อสู้ของประชาชนที่ต่อเนื่อง เป็นการไขก๊อกเสรีภาพที่ถูกอัดอั้นมานานแล้วนำสู่การเรียกร้องปฏิรูป ประชาธิปไตยขนานใหญ่ในช่วงปี 2518-2519 ในประเด็นนี้ก็เป็นการมองแบบโรแมนติกว่าด้วยขบวนการต่อสู้ทางชนชั้นที่มี พัฒนาการเป็นเส้นตรง ซึ่งจากงานเขียนและบทสัมภาษณ์ของ อ.ธงชัย วินิจจะกุล เราก็จะเห็นได้ว่า 14ตุลา 16 มิได้เป็นเรื่องของการเสริมแรงประชาธิปไตยอย่างเดียวแต่ยังเป็นควาสำเร็จของ ฝ่าย สถาบันกษัตริย์ ในการสถาปนาอำนาจนำเหนือกลุ่มทหารต่างๆที่มีบทบาทอย่างสูงในช่วงแรกของ สงครามเย็น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มิใช่มีเพียงนักศึกษา ปัญญาชนหัวก้าวหน้าเท่านั้น ที่ลงชนบท แต่ยังหมายรวมถึงองค์กรจัดตั้งของฝ่ายขวาที่ขยายตัวอย่างมาก ดังที่ปรากฏในงานของ Andrew Turton ที่ระบุถึงการขยายตัวอย่างมหาศาลของ องค์กรจัดตั้งลูกเสือชาวบ้านในช่วงปี 2516-2518
  
แล้วเราจะจำอะไรกัน....อย่างไรดี.....

ลอง ย้อนมองประเด็น “คนเสื้อแดง” ของโชติศักดิ์ ตามที่เขาได้ระบุไว้ในบทความ ผมเคยถามประเด็นนี้แก่นักศึกษา ปี1 ซึ่งโดยมากมีภูมิลำเนาโดยมากมาจากจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง นักศึกษากว่าครึ่งตอบในข้อสอบว่า “คนเสื้อแดงคือคนรักทักษิณ” เป็นคำตอบพื้นๆที่สำคัญไม่น้อย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอาจจะตอบด้วยโวหารที่ลึกซึ้งมากขึ้น แต่นัยยะก็ไม่พ้นเรื่องคน “คนไม่เอารัฐประหาร และต้องการรัฐบาลจากการเลือกตั้ง (รัฐบาลทักษิณ)”  แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คนเสื้อแดง จะเป็นคนรักทักษิณ หรือไม่เอารัฐประหาร มันก็กำลังเผชิญแนวโน้มการเข้าสู่กระบวนการจำแบบ ครน. ขณะนี้รัฐประหารผ่านไปเพียงแค่ 6 ปี ความทรงจำร่วมเริ่มไขว้เขว และในอนาคตการจำแบบไม่เน้น เนื้อหา เมื่อเวลาล่วงไป “เสื้อแดง” ก็จะถูกวาง ใน Plot ประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก อาจมีภาพของความเห็นอกเห็นใจในอนาคต หรือถูกสร้างให้เป็นเรื่องของนักอุดมคติที่เสียสละ กลายเป็นอภิมหานิทาน (Grand Narrative-ตามคำนิยามของ อ.เกษียร) แต่ในทัศนะส่วนตัวของผมความทรงจำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ ได้ดีขึ้น และเป็นการส่งต่อ หรือผลิตซ้ำ Plot ประวัติศาสตร์ไทยแบบเดิมๆ
  
ที่ จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องบาป อะไรที่แกนนำ นปก. (ชื่อแรกของนปช.) จะเคยโพกผ้าเหลือง ใส่เสื้อรักในหลวงต่อต้านรัฐประหาร หากย้อนไป ช่วง 14 ตุลาคม 2516 ขบวนการนักศึกษายังถือธงชาติพร้อมพระบรมฉายาลักษณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องความผิดอะไรในแง่ของประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเจตนาของคนไม่กี่คนหากแต่มีปัจจัย ทางสังคมทั้งแนวดิ่งและแนวราบ (เหตุการณ์สะสมในอดีต และเหตุการณ์ร่วมสมัยในปัจจุบัน) ดังนั้นเรามิควรเหมารวมและลดทอน ทั้งในประเด็น “คนเสื้อแดง” หรือ “การใช้สีแดง” เพราะมันเกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจต้นตอที่มาของปัญหาของขบวนการ
  
ที่ จริงแล้วการอธิบาย สังคมวิทยาว่าด้วยคนเสื้อแดง ถูกอธิบายโดยพิสดารโดยนักวิชาการทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งมิจำเป็นต้องพูดในที่นี้ เช่นเดียวกับเรื่องการใช้ “สีแดง”ในฐานะสัญลักษณ์ทางการเมืองไทยก็มีการพูดกันมากมายในงานวิชาการทั้ง ไทยและเทศเช่นเดียวกัน แต่เรื่อง “ความทรงจำร่วม” เป็นเรื่องใหญ่ อีกสิบปีข้างหน้า เราจะจำคนเสื้อแดงอย่างไร สิ่งที่อยากชี้ให้เห็นคือ ไม่ว่าเสื้อแดงจะเป็น “คนที่เสียสละเพื่ออุดมคติ” ตามคำอธิบายของเสื้อแดงกระแสหลัก หรือ “ชาวบ้านที่ถูกหลอกมาตาย” ตามคำอธิบายของฝ่ายต้านเสื้อแดงกระแสหลัก ก็ไม่พ้นเรื่องการนำสู่การจำแบบเหมาๆ Plot เดิมๆ การจัดการความจริงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อเนื่องไม่ว่าจะกลุ่มฝ่าย ขวา หรือฝ่ายก้าวหน้าก็ตาม

บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำไม 6 ตุลาฯ จึงจำยาก ?(จำนวน 20 หน้า ปีที่พิมพ์:2539) เกษียร เตชะพีระ
http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=4&d_id=12

บันทึกถึงพวก "แดงความจำสั้น", "แดงแกล้งลืม" และ "แดงมาทีหลัง" Chotisak Onsoong
http://blogazine.in.th/blogs/iskra/post/3635

ดูงาน หรือผลาญงบ?

ที่มา ประชาไท



การที่ กมธ.กิจการสภาฯ ไม่(สามารถ)เอาผิดเรื่องการไปดูงานที่อังกฤษของประธานรัฐสภาและคณะ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปให้กรรมาธิการจริยธรรมพิจารณา เพราะไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ดี ชั่ว แต่เป็นเรื่องการขาดกลไกตรวจสอบ และขาดความเข้าใจที่เหมาะสมในอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของสถาบันรัฐสภาไทยโดยรวม เพราะการเดินทาง “ไปดูงาน” โดยเอางบประมาณจากภาษีประชาชนจ่ายให้สื่อมวลชนและแขกรับเชิญเกิดขึ้นสม่ำ เสมอ 
 
รัฐบาลนี้ทำ รัฐบาลที่แล้วก็ทำ รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ทำ ทั้งไปต่างประเทศและแหล่งพักผ่อนต่างจังหวัด ทำกันจนเป็นปกติ คิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้
 
เรื่องนี้ไม่ควรจบลงแบบเงียบ ๆ หรือไปขุดคุ้ยเอาผิดกับผู้คนที่ร่วมเดินทาง 
 
แต่ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า ประชาชนเจ้าของภาษี เจ้าของอำนาจอธิปไตย และเลือกพวกท่านเข้ามาเป็นตัวแทนจะมีมาตรการควบคุมการใช้จ่ายเงินที่ไม่เกิด ประโยชน์แก่สังคมได้อย่างไร เช่น สร้างมาตรการควบคุมว่าต้องไป “ทำงาน” ไม่ใช่แค่ดูงาน ใช้งบได้เท่าไหร่ ใครจะเซ็นต์รับงบก้อนนี้ได้บ้าง และมีโครงการพัฒนาสังคมใดบ้างที่นำเอาความคิด นวัตกรรมของประเทศที่ไปดูงานกลับมาใช้ ทั้งนี้ไม่ใช่เฉาะรัฐสภาและรัฐบาลที่ชอบไปดูงานกันจัง องค์กรอิสระทั้งหลายและอีกหลายหลายหน่วยงานก็หมดงบประมาณจำนวนมากไปกับการไป ดูงานเช่นกัน
 
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่เคยรวบรวมไว้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
 
I. ข้อมูลงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณดูงานต่างประเทศของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ 
 
1.ค่าใช้จ่ายด้านกิจการต่างประเทศของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา 
พ.ศ. 2551: 45,671,903 บาท พ.ศ. 2552: 34,304,954
2.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจในต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ 
พ.ศ. 2551: 93,722,838 บาท พ.ศ. 2552: 110,695,634 บาท
รวมยอดปี 2551 139,394,741 บาท รวมยอดปี 2552 145,000,588 บาท
(ที่มา: ศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางราชการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)
 
II. ข้อมูลการดูงานต่างประเทศของวุฒิสภาและกรรมาธิการวุฒิสภาประจำปีงบประมาณ 2552
 
1. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของประธานวุฒิสภาและคณะ เป็นเงินรวม 15,945,317.00 บาท
2. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และคณะ เป็นเงินรวม 4,269,157.00 บาท
3. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 และคณะ เป็นเงินรวม 4,178,570.00 บาท
4. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมนานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของสมาชิกวุฒิสภา เป็นเงินรวม 361,691.45 บาท
5. ใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนและศึกษาดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาชุดต่างๆ เป็นเงินรวม 51,283,505.31 บาท
ยอดรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุม นานาชาติ ไปเยือนต่างประเทศและรับรองแขกต่างประเทศของวุฒิสภาปี 2552 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 76,038,240.76 บาท
(ที่มา: สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา)
 
นอกจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งหรือเงินเพิ่มแล้ว ส.ส.และ ส.ว. สามารถขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่เชิดชูเกียรติ และยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ดังนี้ 
 
1. เบี้ยประชุมอนุกรรมาธิการครั้งละ 800 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการครั้งละ 1,200 บาท และประธานกรรมาธิการครั้งละ 1,500 บาท
2.ได้รับการประกันสุขภาพในระหว่างการดำรงตำแหน่ง 
3.ค่าเดินทางในประเทศ เดินทางโดยรถไฟ หรือรถโดยสารของรัฐฟรี ขณะที่การเดินทางทางเครื่องบินเฉพาะภายในประเทศได้นั่งชั้นธุรกิจ 
กรณีไปปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัดได้ค่าที่ พักในประเทศแบบเหมาจ่ายไม่เกิน 1,200 บาท/วัน/คน หรือเบิกในลักษณะจ่ายจริงไม่เกิน 2,500/วัน/คน
4.เดินทางไปต่างประเทศโดยเครื่องบินชั้น หนึ่ง ค่าที่พักเบิกจ่ายตามจริงไม่เกิน 10,000 บาท/วัน/คน(ประเภท ก.) 7,000 บาท/วัน/คน(ประเภท ข.) และ 4,500 บาท/วัน/คน (ประเภท ค.)* 
ค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทางเหมาจ่ายไม่เกิน 3,100 บาท/วัน/คน หรือเบิกตามจริงไม่เกิน 4,500 บาท/วัน/คน ค่าทำความสะอาดเสื้อผ้าเบิกตามจริงไม่เกิน 500 บาท/วัน/คน และค่าใช้สอยเบ็ดเตล็ดเหมาจ่ายไม่เกิน 500 บาท/วัน/คน ค่าเครื่องแต่งตัวในการเดินทางไปราชการเหมาจ่าย 9,000 บาทต่อคน