WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 9, 2012

39ปี14ตุลา - 79ปีปราบกบฎ - ชั่วนาตาปีเขาพระวิหาร

ที่มา Thai E-News

 


กำหนดการงานรำลึก 14 ตุลา ประจำปี 2555
วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม 2555  เวลา 07.00 - 17.00 น.
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร และ  มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
โทรศัพท์ 02-622-1014-5  โทรสาร 02-622-1016
............................................................................


ภาคเช้า ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 (แยกคอกวัว)
พิธีการรำลึกและสดุดี

07.00 น.               พิธีตักบาตรพระสงฆ์ด้านหน้าอาคารอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 จำนวน 14 รูป

08.30-09.00 น.     พิธีกรรมทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

09.00-10.00 น.     พิธีวางพวงมาลาและกล่าวสดุดีวีรชนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
                                ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
                                ฯพณฯ ประธานรัฐสภา
                                ผู้นำฝ่ายค้าน
                                ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
                                ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
                                ผู้แทนญาติวีรชน 14 ตุลา
                                ผู้แทนฝ่ายประชาธิปไตยและแรงงาน
                                ผู้แทนชาวบ้านนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน
                                ผู้แทนเยาวชน-นิสิตนักศึกษา
                                                               
ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2555

10.30-10.50 น.     ลงทะเบียน / แนะนำปาฐก...คุณสุนี  ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) / กรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา

10.50-11.50 น.     การแสดงปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2555 หัวข้อ “ประชาธิปไตยกับการปกป้องทรัพยากรชุมชน” โดย...คุณจินตนา  แก้วขาว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

11.50-12.00 น.     ปัจฉิมกถา...ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาคบ่าย ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ 
และ ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)

13.30-17.00 น.     - เสวนาหัวข้อ “มรดก 14 ตุลา ในมุมมองคนหลากรุ่น” วิทยากร : ศ.ดร.ธเนศ  อาภรณ์สุวรรณ, วัฒนชัย วินิจจะกูล , สินธุ์สวัสดิ์  ยอดบางเตย , ผู้แทนนักศึกษา ฯ

                             - พิธีการประกาศรับรองให้วันที่ 14 ตุลา เป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเปิดตัว “หมุด 14 ตุลา” ณ ลานโพธ์  โดย...อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ผู้แทนมูลนิธิ 14 ตุลา, ผู้แทนญาติวีรชน 14 ตุลา , นิสิต-นักศึกษา , ประชาชนทั่วไป

                             - Walking Tour ประวัติศาสตร์สถานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 - 6 ตุลา 19 ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

.................

เชิญร่วมงาน 79ปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏ วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

เชิญร่วมงาน 79 ปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏ วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

10.00 น. ชมนิทรรศการภาพถ่ายในอดีต ที่หาชมได้ยาก นั่งรถเที่ยวชมพร้อมบรรยายเรื่องปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏและสะพาน3แห่งที่เชื่อมโยงในประวัติศาสตร์

13.30-14.00 น. คณะกรรมการอนุสาวรีย์ปราบกบฏ แถลง การจัดการ งาน 79ปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏ พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา(บุตร ชายพระยาพหลฯ)เป็นประธานเปิดกล่าวงาน มีพิธีสวดมนต์โดยพระสงค์พร้อมประชาชน79คน จากนั้นถวาย สังฑทานอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนที่เสียชีวิตจาการปราบกฎ

14.00-15.30 น. พิธีวางพวงมาลา โดย พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อ่านบทกวีพร้อมกล่าวสดุดี โดย วัฒน์ วรรลยางกูล

15.30-17.30 น. เริ่มกิจกรรมเวที ณ สวนรักษ์ธรรมชาติตรงข้ามอนุสาวรีย์ปราบกบฏ พร้อมกล่าวสดุดี โดยนักสู้เพื่อประชาธิปไตย

17.30-19.00 น.ชมดนตรีจากพี่น้องร่วมรบ เช่น โอเล่24มิถุนา ซันซิโร่เจ้าของคอกม้าและอีกหลายท่านพร้อมปราศรัย

19.00-21.00 น.เสวนา 2476คระราษฎร ปราบกบฏบวรเดช โดย อ.ชีพธรรม คำวิเศษ อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ พร้อมกล่าวคำขอบคุณคณะราษฎรที่ทำการปกป้องประชาธิปไตยโดยคณะกรรมการ อนุสาวรีย์ปราบกบฏ

อ่านบทกวี โดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที พร้อมจุดพลุฉลองชัยที่คณะราษฎรปราบกบฏ ได้สำเร็จ พร้อมปิดเวทีด้วยคำปฎิญาณตนที่จะสืบสานเจตนารมณ์คณะราษฎรให้ประเทศนี้เป็น ประชาธิปไตยของ ประชาชนโดยแท้จริง โดยคุณพรท เฉลิมแสง

สุดพิเศษ เพลงปราบกบฏ โดยวัฒน์ วรรลยางกูล

จัด โดย กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตย คณะสืบสานเจตนารมณ์คณะราษฎร กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ2540 แดงบางเขน แดงสายไหม แดงบางกระปิ แดงมีนบุรี สมัชชาเสื้อแดงสมุทรปราการ



 ****************


แดงชิคาโก้จัดงานปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ

คุณ ปรีชาประธานชมรมผู้รักประชาธิปไตยในมลรัฐอิลลินอยส์ (แดงชิคาโก้)กล่าวเปิดเผยว่า ชมรมฯร่วมกับชมรมต่างๆในสหรัฐฯกำลังจะจัดกิจกรรม Dinner Talk ที่ร้านอาหาร Thai Little Home Cafe. ในวันที่ 28 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในหัวข้อ "ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ"   โดย ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์การเมืองคนสำคัญของไทย ในโอกาสที่ท่านได้รับเชิญให้มาเป็นองค์ปาฐก (Keynote Speaker) ในงาน Thai Studies Conference ที่ รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา และที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ทำให้พวกเรามีโอกาสเรียนเชิญท่านมาพบปะ พูดคุยกับเราที่นี่

"ผม ในนามของชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยในมลรัฐอิลลินอยส์ ขอขอบคุณสมาคมสมาคมไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์  สมาคมพยาบาล สมาคมชาวเหนือ สมาคมอีสาน สมาคมกอล์ฟ และสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ ที่กรุณาร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้รับการสนับสนุนจากท่านอีกในโอกาสต่อไป"พร้อม ทั้งเชิญชวนคนไทยในอเมริกาเข้าร่วมงาน โดยระบุว่าสถานที่จัดงานสะดวกมากอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน O hare Airport และ ใกล้ สถานีรถไฟ สะดวกมาก

ร้าน อาหาร Thai Little Home มีที่จอดรถ สะดวก ที่หน้า ร้าน Add  638 E Golf Rd  Tel.  1 847 806 6221 Or 1 847 878  4042 คุณ โต้ง Precha  1 708 361  6109  or 1 708  435 1939

ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ

สบอช.สั่่ง กทม.นำกระสอบทรายออกภายใน 15 วัน

ที่มา Voice TV



กรมอุตุนิยมวิทยาคาด 3 จังหวัดภาคตะวันตก ยังต้องเฝ้าระวังฝนตก 1-2 วันนี้ ส่วนภาคใต้ตะวันออกต้องระวังต่ออีกประมาณ 1 เดือน ​ด้านประธาน กบอ.สั่ง สบอช.ทำหนังสือให้กรุงเทพมหานครนำกระสอบทรายออกจากท่อระบายน้ำภายใน 15 วัน 
 
 
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้สั่งการให้เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ สบอช. ทำหนังสือกรุงเทพมหานคร เพื่อให้อธิบายเกี่ยวกับการใส่กระสอบทรายในท่อระบายน้ำในจุดใดบ้าง 
 
 
นายปลอดประสพยืนยันว่าไม่เคยมีเเนวคิดการ ใส่กระสอบทรายในท่อระบายน้ำ ซึ่งในทางเทคนิคแล้วต้องนำกระสอบทรายวางบนฟุตบาทหรือถนนโดยมีความสูงอย่าง มาก 2-3 ฟุต ซึ่งการนำกระสอบทรายไปไว้ในท่อระบายน้ำนั้นถือว่าเป็นปัญหาในการปิดกั้นทาง เดินน้ำ โดยเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดและนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย  จึงได้ย้ำให้กรุงเทพมหานครนำกระสอบทรายออกให้หมดภายใน15 วัน
 
 
ขณะที่ประธาน กบอ. คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยปีนี้จะคลี่คลายภายในสิ้นเดือนนี้ และหลังจากนี้จะไปดูแลเรื่องงบประมาณในการแก้ปัญหาน้ำท่วม 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งภายในปลายปีนี้จะทราบถึง 30 กลุ่มบริษัทที่ผ่านเข้าหลักเกณฑ์  โดยจะเริ่มใช้งบประมาณดังกล่าวช่วงเดือนเมษายนปีหน้า 
 
 
ส่วนสถานการณ์พายุ นายสมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา  กล่าวว่า แม้พายุแกมีจะสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศ แต่ยังส่งผลให้มีฝนตกอีก 1-2 วัน ในฝั่งตะวันตกของประเทศ ที่จังหวัดเพชรบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี โดยราชบุรี มีรายงานว่าฝนตกประมาณ 200 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ รวมถึงภาคกลางตอนล่างยังมีฝนตกบางพื้นที่ จากความกดอากาศสูง คาดว่าฝนจะหมดในเดือนพฤศจิกายนนี้
 
 
โดยพายุลูกใหม่ชื่อพระพิรุณ ไม่ส่งผลกระทบถึงไทย แต่จะขึ้นเหนือไปทางประเทศฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ในอีกประมาณ 1 เดือน ภาคใต้อาจมีพายุฝั่งตะวันออกบริเวณเกาะสมุยที่ต้องติดตามต่อไป
9 ตุลาคม 2555 เวลา 10:12 น.

8 10 55 ข่าวค่ำDNN 'สนธิ' ระบุ 'สุเทพ เนวิน' กลั่นแกล้งพันธมิตร

ที่มา DNNTNAILAND



ผู้ว่า กทม. เตือนเคลื่อนย้ายกระสอบทราย กทม. เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท



ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เผยการนำกระสอบทรายไปวางในท่อระบายน้ำเป็นการดำเนินการด้านเทคนิคเพื่อให้ การสูบน้ำจากถนนลงคลองกะจะเร็วขึ้น ส่วนกรณีที่โฆษกเพื่อไทยและ จนท.ดีเอสไอเคลื่อนย้ายกระสอบทรายออกไปนั้น สำนักการระบายน้ำได้ลงบันทึกประจำวันแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งดำเนินคดีเอาผิดผู้ใด
เว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายงานวันนี้ (8 ต.ค.) กรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เคลื่อนย้ายกระสอบทรายออกจากท่อระบายน้ำบริเวณถนนศรีนครินทร์ โดยระบุว่า สำนักการระบายน้ำได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก แต่ยังไม่ได้แจ้งดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับผู้ใด
โดยผู้ว่าฯกทม.ยืนยันว่า การนำกระสอบทรายลงไปในท่อระบายน้ำเป็นการนำไปวางเพื่อดำเนินการด้านเทคนิคใน ระบบปิดล้อมย่อยเพื่อสูบน้ำจากถนนศรีนครินทร์ลงคลองกะจะช่วยให้ถนนแห้งเร็ว ขึ้น ส่วนกระสอบทรายที่พบบริเวณท่อระบายน้ำหน้าร้านอาหารผาแดงเป็นการซ่อมแซมท่อ ระบายน้ำที่ชำรุด ไม่ให้ดิน และ ทรายบนผิวจราจร ลงไปในท่อระบายน้ำเพื่อให้คงสภาพของท่อระบายน้ำที่มีอยู่เดิม
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกอีกว่า กระสอบทรายเป็นทรัพย์สินของ กทม.ที่นำมาวางไว้เพื่อแก้ปัญหาด้านเทคนิค และ รู้สึกไม่ดีที่ต้องออกมาแถลงข่าว พร้อมกับขอให้หน่วยงานใดที่จะลงพื้นที่ กทม.ขอให้ประสานงานมายัง กทม.ก่อนไม่ใช่ลงพื้นที่โดยที่ กทม.ไม่รู้เรื่อง ซึ่งการเคลื่อนย้ายกระสอบทรายมีความผิดเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ด้วยการใช้อำนาจตำแหน่งทางการเมืองแทรกแซงการทำงานของข้าราชประจำ
อนึ่งก่อนที่จะมีการแถลงข่าวของผู้ว่าฯ กทม. นี้ เมื่อ 6 ต.ค. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยพบถุงทรายในท่อระบายน้ำของ กทม. ว่า เป็นการดิสเครดิตกทม. เพราะหวังคะแนนเสียงในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้า แต่จากการตรวจสอบพบว่าถุงทรายดังกล่าวล้วนแต่เป็นถุงใหม่ โดยสำนักงานเขตมีนบุรี มีหนังสือยืนยัน และ บันทึกข้อความ ถึงปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งบุคคลที่น่าสงสัย คิดว่าคือบุคคลที่ไปพบถุงทรายคนแรก “ผมขอประนามการกระทำนี้ เพราะท่านเอาความทุกข์ของประชาชน มาเป็นเหยื่อสนองตัณหาทางการเมืองของท่าน โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ร้อนของประชาชน”

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: "Two Bloody Octobers in Bangkok-Two Tula/Tula 1973 & 1976"

ที่มา ประชาไท

 

14 October 1973: Day of Great Joy

14 ตุลา 2516/1973 เป็นวัน "มหาปิติ" วันนั้น เมื่อ 39 ปี มาแล้ว
--นักเรียน/นักศึกษา/วีรชน คนหนุ่มสาว ประชาชน ลุกฮือขึ้นมาประท้วงระบอบ "คณาธิปไตย ถนอม-ประภาส"
--ผู้คนจำนวนแสนๆ เข้าร่วมประท้วงกลางถนนราชดำเนิน เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" และ "รัฐธรรมนูญ" สิทธิ เสรีภาพ
--คณาธิปไตยทหาร กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปราบหนัก ด้วยอาวุธสงคราม
--ประชาชนขัดขืน สถาบันฯ เข้ามา คณาธิปไตย ล้มครืน
--มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 800
--(ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมือง กทม. และต่าง จว. กับสื่อมวลชนก้าวหน้า)
6 October 1976: Day of Great Sorrow
แต่ อีก 3 ปีต่อมา "6 ตุลา 2519/1976" เป็น "วันมหามหาวิปโยค"
--จอมพลถนอม บวชเป็นเณร จากสิงคโปร์ กลับเข้ามา บวชพระ ณ วัดบวรนิเวศ บางลำพู
--นักศึกษาและประชาชน 3,000 ชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาสตร์ (เรียกร้องให้รัฐบาล นรม. เสนีย์ ปราโมช ขับไล่ถนอมออกจากประเทศ)
--กลุ่มการเมืองจัดตั้ง ฝ่ายขวา นวพล กระทิงแดง และวิทยุเครือข่ายทหาร (อ้าง/อิง/โหน ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์) โจมตีและกล่าวหาว่านักศึกษา "หมิ่นฯ" และเป็น "คอมมิวนิสต์"
--ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจตระเวนชายแดน กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงครา
--ทหารกระทำ "รัฐประหาร" แล้วเสนอตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็น นรม.
--มีผู้เสียชีวิต 40 (?) ราย, บาดเจ็บ 3,000 (?) คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท.
--ผู้ถูกกระทำ คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว โดยผู้กระทำที่เป็น "ชนชั้นกลาง" ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจ ตั้งตน เป็นปฏิปักษ์ รวมทั้งสื่อมวลชน "กระแสหลัก" ของทั้งรัฐและเอกชน วิทยุ/ทีวี
หมายเหตุ ในบรรดา ผู้ตกเป็นเหยี่อ "ความรุนแรง" และ "อาชญากรรมของรัฐ" ดร ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดี มธ เป็นหนึ่งในรายแรกๆๆ ที่เกือบเอาชีวิต ไม่รอด

ข้อจำกัดในการยกมาตรา 84 เพื่อคัดค้านนโยบายเศรษฐกิจ

ที่มา ประชาไท




จากการที่นักวิชาการและอาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน 146 คนเข้าร่วมลงชื่อต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่องนโยบายรับจำนำข้าว เพราะเห็นว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนญมาตรา 84 วงเล็บหนึ่ง โดยผู้อ่านสามารถอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ซึ่งเป็นส่วนแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจได้จากเว็บไซต์ http://www.ombudsman.go.th/10/documents/law/Constitution2550.pdf
ในบทความนี้จะไม่ลงวิเคราะห์วิจารณ์นโยบายรับจำนำข้าวแต่จะวิเคราะห์ใน ด้านข้อจำกัดทางกฎหมายที่จะฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา 84 และวิเคราะห์ถึงความขัดแย้งภายในมาตรา 84 เองในมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์

มองในแง่กฎหมาย
ก่อน อื่นควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของรัฐสมัยใหม่เสียก่อน รัฐสมัยใหม่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาเพื่อเป็นสถาบันแห่งอำนาจทางการเมืองนอก จากนั้นภาระกิจของรัฐสมัยใหม่ยังมีเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดย แสดงออกมาในรูปแบบของการจัดทำบริการสาธารณะเช่นการจัดสิ่งจำเป็นพื้นฐานใน การดำรงชีวิต เมื่อสังคมพัฒนาขึ้นไปอีกระดับรัฐยังอาจมีภารกิจในทางเศรษฐกิจเข้ามาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องระบบเศรษฐกิจของรัฐจากการโจมตีของรัฐอื่นหรือเป็นการ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น การประกันราคาสินค้า การรับจำนำสินค้าสำคัญหรือแม้แต่มาตรการในการส่งเสริมการลงทุนต่างๆได้ แม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจเป้นการแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐซึ่งอาจขัดต่อแนว คิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคที่ว่า laissez- faire กล่าวคือรัฐมีหน้าที่เพียงแค่ป้องกันประเทศรักษาความสงบและอำนวยความ ยุติธรรมเท่านั้น
รัฐธรรมนูญเครื่องมือหรืออุปสรรคในการดำเนินนโยบาย
โดย ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาจะมีหมวดหนึ่งว่าด้วยแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐซึ่งภายใต้บทบัญญัติในหมวดดังกล่าวจะกำหนดภาระกิจต่างๆที่รัฐ พึงจะต้องจัดทำเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนในรัฐ เช่น การศึกษา การสงเคราะห์ผู้สูงอายุ การส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นต้น หากมองในของความชัดเจนแล้วการบัญญัติบทบัญญัติมาตราต่างๆ ไว้ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นย่อมเป็นการชัดเจนว่ารัฐนั้นมี หน้าที่ในการดำเนินกิจการใดบ้างเพื่อเป็นกรอบในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลว่า จะต้องดำเนินไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบต่างๆนั้นในทางตรงกันข้ามอาจเป็นการกำหนดขอบเขตจนทำให้รัฐไม่ สามารถเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบันได้หากสังเกตุรัฐธรรมนูญของประเทศตะวันตกจะพบ ว่าไม่มีการบัญญัติหมวดดังกล่าวไว้ในเนื้อหารัฐธรรมนูญโดยบางประเทศอาจเขียน ไว้เป็นหลักการกว้างๆ ของรัฐนั้นๆ ในอารัมภบทก็เป็นได้
ในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 75  บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการ บริหารราชการแผ่นดิน
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ  และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง
มาตรา 76 คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อแสดงมาตรการและรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการในแต่ละปีของการ บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าก่อนที่รัฐบาลจะเข้ารับตำแหน่งเพื่อ บริหารราชการแผ่นดินนั้นรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะ ดำเนินนโยบายใดและมุ่งเน้นในการบริหารงานเรื่องใดซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวแสดง ให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่อรัฐสภาและการควบคุมใน การดำเนินการทางนโยบายดังกล่าวนั้นเป็นการควบคุมทางการเมืองโดยเฉพาะซึ่ง องค์กรอื่นไม่มีหน้าที่ในการควบคุมหรือกำกับดูแลในเรื่องนโยบาย

เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ศาล รัฐธรรมนูญเป็นศาลที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยมีลักษณะและเขตอำนาจที่เฉพาะอย่าง ยิ่ง กล่าวคือไม่ใช่ศาลที่มีเขตอำนาจเป็นการทั่วไปเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะจำกัดอยู่เพียงแค่การวินิจฉัยว่ากฎเกณฑ์แห่งกฎหมายระดับพระราชบัญญัติใด ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญรวมถึงการวินิจฉัยถึงคุณสมบัติของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจึเป็นเขตอำนาจที่ค่อนข้างจำกัดในเรื่องเฉพาะ เกี่ยวกับการรักษาความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญและการตีความคุณสมบัติของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จากการพิจารณาเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญแบบคร่าวๆ จะพบว่าในกรณีที่เป็นนโยบายของรัฐบาลนั้นศาลย่อมไม่มีเขตอำนาจในการรับคำ ร้องที่ขอให้พิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของนโยบายรัฐ หากมองในแง่ความเหมาะสมในส่วนของสัดส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วยิ่งเห็น ได้ชัดเจนว่าในองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญเองนั้นมีแต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กฎหมายและรัฐศาสตร์ไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาตร์หรือการเงินการคลัง อยู่เลย องค์ประกอบในส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเนื่องจากหากให้องค์กร ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญพิจารณาในเรื่องใดๆ แล้วนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมาคือสถานะของนโยบายของรัฐบาลนั้นมีคุณค่าอยู่ ในระดับใดดังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่านโยบายของรัฐบาลนั้นไม่มีมีคุณค่าใน ระดับกฎหมายหากแต่เป็นการดำเนินกิจกรรมของรัฐบาลที่สนองตอบความต้องการของ ประชาชนเท่านั้นและการดำเนินการต่างๆรัฐสภาสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ตั้งแต่ เริ่มนโยบายจนกระทั่งนโยบายนั้นดำเนินจบไปโดยการขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วาง ใจซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ หากนโยบายใดไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้สภาอาจมีมติไม่ไว้วาง ใจในการดำเนินนโยบายนั้นๆ เช่นหากพบความไม่โปร่งใสในการดำเนินการอาจขอยื่นมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็น รายยบุคคลได้
มองในมุมกลับกันหากเอาหลักแห่งการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออมาจับในกรณี นี้จะพบว่าหากให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามามีอำนาจในการพิจารณาว่านโยบายของรัฐขัด ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อาจส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีสภาพกลายเป็นฝ่ายบริหาร เสียเอง กล่าวคือ ในทุกๆ การกระทำของรัฐบาลนั้นองค์กรตุลาการจะต้องเป็นผู้ให้การอนุมัติเสียก่อน รัฐบาลจึงจะสามารถดำเนินการได้ หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าศาลซึ่งเป็นองค์กรภายนอกและไม่มีจุดเชื่อมโยงกับ ประชาชนเลยทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ควรจะมีบทบาทในการเข้ามาควบคุมนโยบายที่ เกี่ยวข้องกับคนในรัฐ

ข้อทิ้งท้ายทางกฎหมาย
ปัจจุบันเกิดความสับสนและ ความไม่รู้ในสังคมเป็นอยางมากเกี่ยวกับอำนจของศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น กรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนมาถึงกรณีล่าสุดคือการขอให้รับคำร้องว่าการรับ จำนำข้าวนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหากศาลรัฐธรรมนูญไทยเกิดสำคัญตนว่าตนเป็นผู้ พิทักษ์รัฐธรรมนูญเพียงหนึ่งเดียวแล้วนั้นย่อมจะทำให้เกิดสถานะพิเศษของศาล รัฐธรรมนูญขึ้นมานั่นคือสถานะของการเป็นองค์กรที่อยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ และเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสามได้ภายในองค์กรเดียว (ศาลรัฐธรรมนูญถือได้ว่าใช้อำนาจนิติบัญญัติในเชิงปฏิเสธอยู่แล้ว) ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและยึดถือหลักนิติรัฐว่าจะ ไม่สามารถมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งสามารถรวบอำนาจมาใช้ได้ในองค์กรเดียวและ องค์กรนั้นกลับเป็นองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ประเด็นด้านเศรษฐกิจ
“รัฐธรรมนูญมาตรา 84(1) บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการนโยบายด้านเศรษฐกิจดังต่อไปนี้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรี และเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน...”
จากข้อบัญญัติข้างต้นมีประเด็นที่ต้องนำมาคิดต่อคือ
ความกำกวมของนิยาม จากข้อบัญญัติมาตรา 84 ปรากฏคำทางเทคนิคหลายคำที่มีความกำกวมและมีนิยามที่ไม่แน่นอนชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจที่เป็นธรรม ปัญหาที่ตามมาคือเราจะรู้อย่างไรว่าอะไรเป็นเศรษฐกิจที่เป็นธรรมเนื่องจากคำ ว่า เป็นธรรมมีความเลื่อนไหลไม่หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงไปตามปทัสถานของคนในสังคม ไม่มีใครสามารถผูกขาดการนิยามความเป็นธรรมได้ และในทางวิชาการแล้วการนิยามคำว่าความเท่าเทียมเป็นพื้นที่เปิดให้คนทุกคน สามารถเสนอความคิดเห็นที่หลากหลายได้ขึ้นอยู่กับว่ามีชุดความคิดที่มีเหตุผล และสังคมยอมรับ เศรษฐกิจที่เป็นธรรมคือเศรษฐกิจที่ทุกคนมีรายได้เท่าเทียมกันใช่หรือไม่? หรือว่าเป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนพื้นฐานกติกาที่แน่นอนตายตัว? หรือว่าเป็นเศรษฐกิจที่เป็นธรรมภายใต้การแข่งขัน? เศรษฐกิจที่มีการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกันทุกคน หรือ เท่าเทียมกันตามความต้องการของแต่ละคน? การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมีนิยามว่าอะไร ถ้าใช้นิยามของธนาคารโลกคือ การพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ไปเบียดเบียนคนรุ่น ต่อไปในการเข้าถึงความต้องการของเขา [1] แล้วอะไรคือความต้องการ? คำถามที่ตามมามีไม่สิ้นสุด
มาตรา 84 เป็นเพียงไกด์ไลน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้นว่ารัฐควรทำตามแนวทางนี้ และไม่มีใครหาคำตอบที่เป็นสัจธรรมจริงแท้ร้อยเปอร์เซนต์ได้ นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำเสนอจึงสามารถมองได้หลายมุมและเกิดข้อโต้ แย้งได้ในทุกนโยบาย ตีความได้ต่างๆตามความหลากหลายของกลุ่มผลประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายแทรกแซงราคาน้ำมันก็เป็นนโยบายที่ละเมิดกลไกตลาดเช่นกัน และใช้เงินไปอุดหนุนไม่แพ้นโยบายจำนำข้าว แต่เพราะนโยบายแทรกแซงราคาน้ำมันส่งผลประโยชน์ต่อคนหลายๆกลุ่มโดยเฉพาะชน ชั้นกลาง แรงต่อต้านจึงไม่บานปลายจนถึงการฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

การ ตีความว่ามาตรา 84 เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามแล้วมิเช่นนั้นจะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง และอาจสร้างความแตกแยกในสังคมและตีกรอบรัฐบาลจนไม่สามารถผลิตนโยบายสาธารณะ ใดๆ มาบริหารประเทศ
• ความยากลำบากในการวัด สมมติว่าท่านสามารถนิยามความหมายต่างๆข้างต้นได้แล้ว ประเด็นที่ตามมาคือ เราจะใช้อะไรเป็นตัววัด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านนิยามว่าเศรษฐกิจที่เป็นธรรมคือเศรษฐกิจที่ทุกคนมีทรัพยากรเท่ากัน หมด ปัญหาที่ตามมาคือ ทรัพยากรชนิดไหนที่รัฐต้องดำเนินนโยบายให้เท่ากัน เฉพาะเงินเดือนเท่านั้นหรือ หรือว่ารายได้ทั้งหมดทั้งในรูปรายได้ที่มาจากแรงงานหรือรายได้ที่มาจาก สินทรัพย์? การกำหนดสิ่งที่จะวัดแตกต่างกันก็ย่อมส่งผลลัพธ์แตกต่างกันเช่น สมมติว่ากำหนดให้คนทุกคนได้เงินเดือนเท่ากันหมดแล้ว แสดงว่าคนทุกคนต้องได้เงินเดือนเท่ากันไม่ว่าคนนั้นจะทำงานหรือไม่ทำงาน ทำงานที่เสี่ยงอันตรายไม่เท่ากัน คนที่รวยและมีสินทรัพย์อยู่แล้วก็ไม่ต้องทำงานและยังได้เงินที่รัฐกระจายให้ ทุกคนเท่าๆ กันทุกเดือน
การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนวัดจากอะไร หมายถึง GDP ต้องมีการเติบโตทุกๆ ปีใช่หรือไม่ ถ้าวัดด้วยวิธีการนี้ก็ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกทำได้
• ความแตกต่างด้านปรัชญา ปรัชญาความคิดทางเศรษฐศาสตร์ถึงแม้ว่าเป็นประเด็นเดียวกันแต่ก็มีหลากหลาย สำนักความคิด ถึงแม้เป็นความคิดเสรีนิยมก็ยังมีชนิดเล็กๆ ยิบย่อยซอยลงไปอีก และถึงแม้ความคิดอยู่ในสำนักเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าแต่ละคนมีความคิดพ้องต้อง กันในทุกๆเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ข้อโต้แย้งนโยบายจำนำข้าวที่บางกระแสกล่าวว่ามีความไม่เป็นธรรมเพราะเป็นการ นำเงินภาษีจากคนทั้งประเทศมาช่วยชาวนาคนกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตามถ้ายึดตามแนวความคิดของ John Rawls แล้ว ความไม่เท่าเทียมทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสามารถจัดการโดยการกระจายที่ไม่ เท่าเทียมได้ตราบใดที่การกระจายนั้นเป็นการกระจายของทรัพยากรพื้นฐานให้แก่ กลุ่มคนที่ยากลำบากที่สุดในสังคม ซึ่งถ้านโยบายจำนำข้าวเป็นการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมเพราะให้เฉพาะ กลุ่มเดียวคือชาวนา แต่ถ้าชาวนาเป็นกลุ่มคนที่ยากลำบากในประเทศแล้วนโยบายดังกล่าวย่อมเป็น นโยบายเพื่อความเป็นธรรมในสังคม อันเป็นไปตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่บัญญัติไว้ในมาตรา 84
อย่างไรก็ตามถ้าศาลรัฐธรรมนูญเกิดรับฟ้องว่านโยบายจำนำข้าวมีความผิดตาม มาตรา 84 แล้ว ปัญหาที่ตามมาคือถ้าในอนาคตมีรัฐบาลหนึ่งเสนอนโยบายสร้างความเท่าเทียมด้าน รายได้โดยการนำเสนอยึดทรัพย์จากคนรวยมาให้คนจนอันเป็นไปตามแนวทางการพัฒนา ประเทศมาตรา 84 จากข้อมูลปัจจุบันประชากรไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีอยู่ที่ประมาณ 132 ,600 บาทต่อปี [2] หรือ 11, 050 บาทต่อเดือน หมายความว่าใครที่มีเงินเดือนสูงกว่า 11,050 บาทต่อเดือนต้องถูกยึดส่วนต่างให้รัฐบาลเพื่อรัฐบาลนำมาแจกจ่ายให้ประชาชนคน อื่นที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์
บรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกท่านที่มีเงินเดือนเลขหกหลัก ท่านมีความพร้อมแล้วหรือยัง?

เชิงอรรถ
[1] http://www.worldbank.org/depweb/english/sd.html
[2] http://data.worldbank.org/country/thailand

จาตุรนต์ ฉายแสง: จาก 6 ตุลา 19 ถึงรายงาน คอป.

ที่มา ประชาไท



หมายเหตุ: จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงข่าว "จาก 6 ตุลา 19 ถึงรายงาน คอป." ที่โรงแรมอมารี เอเทรียม ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2555


จากหัวข้อ “จาก 6 ตุลา 19 ถึงรายงาน คอป.” จะเน้นที่รายงาน คอป. เรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้ง ปรองดอง ยังเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ต่อไปแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้จะมีการหยิบยกขึ้นมาอีก แต่ว่าที่มาพูดในวันนี้ ในวันที่ 7 ตุลา เมื่อวานนี้เป็นครบรอบ 36 ปีของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งผมก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเสียหายโดยตรงด้วยคนหนึ่ง
ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงเห็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายงาน คอป.ค่อนข้างมาก

ขอ ชี้แจงก่อนว่า การให้ความเห็นในวันนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง วิกฤต การปรองดองและตัวรายงาน คอป.เองมีแง่มุมที่ต้องพูดกันอีก ความเห็นวันนี้จึงยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จะต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติม และหวังว่าหลายฝ่ายจะได้แสดงความในเรื่องนี้ต่อไปอีกด้วย
บทเรียนจาก 6 ตุลา 2519 ในส่วนที่สำคัญ ทำให้ควรพูดถึงรายงาน คอป. คือ การที่ชนชั้นนำใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับประชาชนที่มีความเห็นแตกต่าง พบว่ายังเกิดขึ้นซ้ำๆ สังคมไทยยังไม่มีข้อสรุปที่จะทำให้มีการป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรง ต่อประชาชน
ที่สำคัญในเหตุการณ์ 6 ตุลา การวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อปราบเพื่อฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมและการรัฐประหาร ได้รับการนิรโทษตัวเองไปหมด ไม่มีการตรวจสอบค้นหาความจริงว่า รัฐได้ทำผิดอย่างไร ใครควรรับผิดชอบ ใครควรขอโทษประชาชน
อาจเป็นเพราะว่าฝ่ายต่างๆ ได้นิรโทษตัวเองไปแล้ว ประชาชนแม้จะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมอยู่บ้าง ก็ไม่ได้รับความยุติธรรม ประชาชนได้โอกาสร่วมอยู่ในสังคมต่อไปก็ต่อเมื่อการต่อสู้ของประชาชนพ่ายแพ้ แล้ว นี่คือบทเรียนจาก 6 ตุลา
จากบทเรียน 6 ตุลา ทำให้นึกถึงรายงาน คอป.ที่จะต้องตั้งคำถามว่า รายงานนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง การเข่นฆ่ากันของคนในชาติและการที่ชนชั้นนำปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนได้หรือ ไม่ หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ รายงาน คอป.จะช่วยให้เกิดการปรองดองได้หรือไม่
ซึ่งโดยรวมแล้ว รายงานของ คอป.มีข้อดีและเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย เช่น คอป.ได้รับการสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลปัจจุบัน โดยไม่ปรากฏแรงบีบคั้นใดๆ จากทั้ง 2 รัฐบาลหรือองค์กรอื่นใด มีการรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากบุคคลและองค์กรจากต่างประเทศด้วย มีหลักการพอสมควร มีข้อเสนอที่ดีและเป็นประโยชน์อยู่
แต่รายงาน คอป.เมื่อศึกษาแล้วพบว่ามีข้อจำกัด มีข้อผิดพลาดในสาระสำคัญอยู่หลายประการ จนทำให้รายงาน คอป.นี้ไม่อาจนำพาประเทศไปสู่การปรองดองได้
ทั้งนี้ เนื่องจาก คอป.ไม่ได้ค้นพบ ความจริงต้องบอกว่า ไม่ได้ค้นหาความจริงที่จำเป็นต่อการสรุปบทเรียนของสังคม ไม่สามารถเสนอให้เห็นสาเหตุ รากเหง้าของความขัดแย้งที่ตรงประเด็น ที่เป็นปัญหาใจกลางของวิกฤต
ที่สำคัญที่สุด คือ ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

รายงานของ คอป.ชิ้นนี้ จึงไม่ใช่ชิ้นสุดท้ายที่สังคมจะสามารถฝากความหวังว่า จะทำให้เกิดการปรองดอง

ผม ขอขยายความดังนี้ ข้อจำกัดของรายงาน คอป. การสอบถามข้อมูลและความเห็นยังไม่ครอบคลุมในหลายๆ ส่วน เสียงสะท้อนจากผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ผู้เสียหายในเหตุการณ์ ก็สะท้อนอย่างนี้อยู่
ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นจำนวนมากไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีช่องทางให้คนเข้าถึง ทำให้สังคมได้รับข้อมูลเพียงบางส่วน ที่ คอป.เลือกมาให้รับรู้ ทั้งข้อเท็จจริงและความเห็น
ในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริงเกี่ยวกับความรุนแรง คอป.ไม่ได้ค้นหาความจริงที่สำคัญ จำเป็นต่อการทำให้เกิดความยุติธรรม การสรุปบทเรียน การป้องกันความรุนแรง การใช้ความรุนแรงของรัฐประชาชน การขอโทษ การให้อภัย
ถ้าเทียบกับ 6 ตุลา คอป.ทำการค้นหาความจริง โดยได้งดเว้นที่จะหาความจริงสำคัญๆ เหล่านี้ เหมือนกับว่า กรณีเหตุการณ์ความรุนแรง เมื่อเมษา-พฤษภา 2553 ได้มีการนิรโทษกันไปหมดแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องหาว่า ใครผิดอีกต่อไป
ความจริงประเด็นสำคัญที่ไม่ได้มีการค้นหา คือ ความรุนแรงเกิดจากใคร ใครผิดมากผิดน้อย การใช้มาตรการรุนแรงของรัฐเกินกว่าเหตุ หรือไม่ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ ซึ่งความจริงลักษณะนี้เป็นประเด็นมาตรฐานทั่วไป ควรจะต้องมีการค้นหาในกรณีที่รัฐเข้าไปในกรณีของความรุนแรงและเกิดเป็นความ สูญเสียของชีวิตประชาชนขึ้นจำนวนมาก

รายงานนี้จึงไม่ได้ตอบสิ่งที่ เรียกว่า ประเด็นข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งคำนี้เป็นถ้อยคำที่อยู่ในคำสั่งแต่งตั้ง คอป. เป็นเหตุให้มีการตั้ง คอป. ประเด็นข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏว่าประเด็นเหล่านี้ ไม่มีคำตอบ คอป.ไม่ได้ค้น เพราะ คอป.ไปทำน้อยกว่าที่ได้รับมอบหมาย น้อยกว่าวัตถุประสงค์ของการตั้ง คอป. โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการหาว่าใครผิด
แต่ก็มีความขัดแย้งในตัวเอง คอป.บอกว่า ไม่ต้องการหาว่าใครผิด แต่ คอป.กลับบันทึกไว้ในรายงานและจากคำแถลงข่าวของ คอป. กลับเน้น “ชายชุดดำ” โดยไม่ได้บอกว่า คือใคร อยู่ฝ่ายไหนกันแน่และใช้ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่การพูดถึงชายชุดดำ เสนอข้อมูลเกี่ยวกับชายชุดดำ โดยให้น้ำหนักอย่างมาก มีผลเท่ากับลดความชอบธรรมการชุมนุมของประชาชน และเพิ่มความชอบธรรมให้กับรัฐในการจัดการกับผู้ชุมนุม
ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้ว แม้มีชายชุดดำจริง ชายชุดดำเป็นใคร ยังไม่ได้ค้นหา เรื่องนี้มีคนวิจารณ์เยอะแล้ว แต่หลักการสำคัญคือว่า แม้มีชายชุดดำจริง รัฐก็ไม่มีความชอบธรรม ที่จะใช้ความรุนแรงต่อประชาชน แล้วก็เกิดความเสียหายมากอย่างที่เกิดขึ้น
ในส่วนต่อไปที่เป็นปัญหาคือ ชุดความจริงเกี่ยวกับสาเหตุ รากเหง้าความขัดแย้ง คอป.ได้กล่าวถึงสาเหตุรากเหง้าความขัดแย้ง เน้นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งเป็นการวิเคราะห์อย่างกว้าง และไม่ตรงจุด

พอพูดถึงระยะความขัดแย้งปรากฏ และระยะความขัดแย้งในระดับการช่วงชิงอำนาจ คอป.ได้ใช้วิธีนำประเด็นมาเรียงต่อกัน แล้วบอกว่าปัจจัยเหล่านี้มีผลเชื่อมโยงกันแล้วส่งผลกระตุ้นซ้ำกัน ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ฟังดูเหมือนกับจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าจากการนำมาเรียงกัน แล้วไม่มีข้อสรุปว่าประเด็นไหนสำคัญกว่าประเด็นไหน โดยตัวมันเองได้ลดน้ำหนักเรื่องที่สำคัญ เพิ่มน้ำหนักเรื่องที่ไม่สำคัญโดยตรง เพราะว่าเอาเรื่องเล็กเรื่องใหญ่มารวมกันหมดแล้วบอกว่า มันเท่าๆ กัน กลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักบางเรื่องลดน้ำหนักบางเรื่องไปในตัว

นอกจาก นั้นการเพิ่มน้ำหนักลดน้ำหนักในรายงานนี้ ทำให้มีปัญหาอย่างมาก ก็คือ คอป.เน้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารอย่างหนักแน่น ใช้เนื้อที่ยาวมาก พอมาถึงการรัฐประหาร คอป.พูดถึงเพียงไม่กี่คำ สั้นๆ และที่สำคัญคือ การพูดถึงการรัฐประหารว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงเช่นกัน เพราะรัฐประหารเป็นกระบวนการที่อาจขัดขวางการแก้ไขปัญหาตามหลักประชาธิปไตย และขัดต่อหลักนิติรัฐด้วย ข้อความนี้เป็นข้อความที่พูดถึงการรัฐประหารได้เบามาก

พอพูดถึง กระบวนการยุติธรรม พูดถึงตุลาการภิวัฒน์ว่า ฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการถ่วงดุลอำนาจ ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะการไม่ยอมรับกลไกของกระบวนการยุติธรรม ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์หมายความว่า คอป.ไม่ได้เห็นเป็นปัญหาด้วยตัวเอง พูดถึงกระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐาน ซึ่งคนทั้งสังคมเห็นปัญหานี้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ คอป.บอกว่า มีการกล่าวอ้างว่ามีการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม และการทำหน้าที่องค์กรอิสระทำให้มีความเคลือบแคลงต่อหลักนิติธรรม เป็นการลดน้ำหนักเรื่องที่มีน้ำหนัก
พอพูดถึงองค์กรอิสระจะพบว่าอธิบายถึงปัญหาองค์กรอิสระ แต่อ่านแล้วจะไม่ทราบว่าหมายถึงช่วงไหนกันแน่ ทั้งๆ ที่องค์กรอิสระในช่วงหลังการรัฐประหารอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นอิสระเลย ตั้งโดยคณะรัฐประหารหลายคณะ แต่ว่า คอป.พูดถึงองค์กรอิสระแบบคลุมเครือ ทำให้ไม่เห็นชัดว่า ปัญหาขององค์กรอิสระอยู่ที่ไหน
เรื่องรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 พบว่า คอป.ไม่ได้เห็นรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นปัญหาอะไร โดยบอกว่า รัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคนบางส่วนยังให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงมีทัศนคติทางลบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ ไม่ได้วิเคราะห์เลยว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหาอย่างไร
การที่ คอป.มีความเห็นไปอย่างหนึ่ง ไม่เห็นตรงกับสิ่งที่ผมพูด ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะถือว่ามีสิทธิคิดอย่างนั้น เพียงแต่ว่า คอป.ได้ใช้วิธีไปเน้น ไปให้น้ำหนักอย่างที่ตนต้องการ แล้วก็ไม่ได้กล่าวถึงความเห็นของฝ่ายต่างๆ ถ้าบอกว่าต้องการเป็นกลางจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ยกเอาความเห็นของฝ่ายต่างๆ มานำเสนอ
คอป.บอกว่า ต้องการเป็นกลางจึงไม่ต้องการสรุป แต่การลดน้ำหนักเพิ่มน้ำหนักอย่างที่ผมกล่าวไป กลายเป็นคล้ายกับสรุป อาจจะพูดได้ว่า เอียงไปทางใดทางหนึ่งอย่างมาก ทำให้สิ่งที่เรียกว่าชุดความจริงเกี่ยวกับสาเหตุ รากเหง้าความขัดแย้ง ไม่ใช่ชุดความจริงร่วมกันอย่างที่ คอป.บอกว่าจะทำ
คอป.บอกว่ามีชุดความจริงได้หลายชุด คอป.ต้องการทำชุดความจริงร่วมกัน แต่ปรากฏว่าชุดความจริงนี้ ในที่สุดก็เป็นชุดความจริงที่ค่อนข้างจะคล้ายกัน หรือสอดคล้องกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป และชุดความจริงนี้ จึงไม่ควรจะเรียกว่า ชุดความจริง ควรจะเรียกว่า ชุดข้อมูลที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงและความเห็น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นพ้องต้องกันของสังคม
สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุด ในการนำเอาเหตุการณ์ต่างมาเรียงกัน คือ ในการมองปัญหาของ คอป. ไม่มีเส้นแบ่งประชาธิปไตยกับเผด็จการ ไม่เห็นความต่างระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่มีปัญหาแต่สามารถแก้ไขในระบบและ ตรวจสอบได้ กับการรัฐประหารและระบบที่ต่อเนื่องจากการรัฐประหารซึ่งขัดกับหลัก ประชาธิปไตย ขัดหลักนิติธรรมและตรวจสอบไม่ได้
เมื่อไม่เห็นความแตกต่างนี้ ทำให้เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาสำคัญในการวิเคราะห์ของ คอป. การไม่เห็นความแตกต่างนี้ไปสะท้อนที่ความเห็นประธาน คอป.ที่ว่า.... “ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เห็นพ้องด้วยกับการยึดอำนาจรัฐไม่ว่าในครั้งใด แต่เผด็จการทางรัฐสภากับเผด็จการทหารดูจะไม่แตกต่างกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเผด็จการทั้งสองรูปแบบต่างทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย กันทั้งสิ้น”
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร หลังการรัฐประหาร แล้วรวมไปทำให้คนเข้าใจว่า ก่อนการรัฐประหารคือเผด็จการรัฐสภา หลังการรัฐประหารคือเผด็จการทหาร เลยกลายเป็นว่ามีปัญหาเท่าๆ กัน
คอป.แบ่งความแตกต่างทางความเชื่อในเรื่องประชาธิปไตยเป็นสองแบบอย่างไม่ ชัดเจน คือประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ไม่ต้องตรวจสอบ กับแบบคนดี มีคุณธรรม ตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ตรงกับความเข้าใจของฝ่ายต่างๆ ที่มีการพูดการแสดงความเห็นกันอยู่
ฉะนั้น ในการวิเคราะห์จึงทำให้ไม่เห็นปัญหาใหญ่ของประเทศ คือ การที่คนไม่เชื่อการเลือกตั้ง ไม่เชื่อว่าประชาชนจะปกครองบ้านเมืองได้ และการใช้ความรุนแรงเข้ายึดอำนาจรัฐ ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างต่อเนื่อง คือ ปัญหาใจกลางของวิกฤต
พอมาถึงข้อเสนอ เมื่อ คอป.ไม่เข้าใจปัญหาวิกฤตของประเทศ แม้จะมีข้อเสนอที่ดีหลายๆ ข้อ ทำให้ข้อเสนอของ คอป.ในส่วนที่สำคัญมากๆ จึงขาดน้ำหนัก ไม่ตรงจุด
คอป.เสนอได้ชัดเจนว่า จะต้องไม่ทำรัฐประหาร แต่เนื่องจากไม่ได้เน้นความเลวร้ายของการรัฐประหารมาตั้งแต่ต้น ความสำคัญของประเด็นนี้จึงลดน้อยลงไป
คอป.เสนอว่า ต้องไม่เร่งแก้รัฐธรรมนูญ และเสนอให้เป็นมาตรการระยะยาว ทั้งๆ ที่ปัญหารัฐธรรมนูญเป็นปัญหาใหญ่มาก ทำให้เกิดวิกฤตอย่างต่อเนื่อง
คอป.เสนอให้ปรับกระบวนการยุติธรรม แต่ในข้อเสนอจะพบว่า ทั้งการวิเคราะห์และข้อเสนอไม่ได้เน้นชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนที่พูดถึงตุลาการก็จะเป็นเพียงข้อเรียกร้อง แต่จะไปเรียกร้องให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร มากกว่า
และเมื่อไม่เร่งแก้รัฐธรรมนูญ การจะปรับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
นอกจากนั้น ในการกล่าวถึงการคืนความยุติธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เป็น ไปตามหลักนิติธรรม คอป.พูดถึงอยู่บ้าง แต่พอถึงบทสรุป ในตารางข้อเสนอต่างๆ ไม่ปรากฏอีก แล้วจะมีการคืนความยุติธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เป็นไปตาม หลักนิติธรรมอย่างไร หรือไม่

แต่ คอป.กลับเรียกร้องให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการผิดหลักนิติธรรมต้องเสียสละ
เมื่อข้อเสนอ คอป.ไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมไทยพ้นจากวิกฤต หรือทำให้เกิดการปรองดองได้ จะทำอย่างไรกับข้อเสนอของ คอป. ผมมีความเห็นอย่างนี้ คือ ข้อเสนอของ คอป.จำนวนมาก นำไปปฏิบัติแล้วจะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าทำตาม คอป.ทุกข้อโดยไม่แยกแยะ อาจไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง หรือทำให้ประเทศพ้นวิกฤต ผมเห็นว่าผู้เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องทำตามข้อเสนอ คอป.ทุกข้อ แล้วการปฏิบัติตามเพียงบางส่วน ไม่หมายความว่า ทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง เพราะว่าผู้เกี่ยวข้องสามารถใช้วิจารณญาณ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมแล้ว ก็ยังสามารถเห็นต่างจาก คอป.ได้ เนื่องจากการวิเคราะห์ของ คอป.มีข้อจำกัดและจุดผิดพลาดอยู่
ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมขึ้น คือ
ข้อเสนอแรก เมื่อ คอป.ยังค้นหาความจริงได้ไม่พอ ควรส่งเสริมให้มีการค้นคว้า ค้นหาความจริงเพิ่มเติมต่อไป ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับรากเหง้า สาเหตุความขัดแย้งในสังคม การค้นหาความจริงนี้ อาจจะทำเหมือน คอป. แต่เพิ่มเติมข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อเสนอ หรือทำนองเดียวกับที่ ศปช. หรือศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย-พ.ค. 53 (ศปช.) ทำมาแล้ว
นอกจากนั้น อาจส่งเสริมให้หลายๆ ฝ่ายที่สนใจได้ทำการค้นหาความจริงได้ทำมากขึ้น โดยฝ่ายรัฐส่งเสริม สนับสนุน ให้ความร่วมมือ และนำเอาข้อค้นพบ ความจริงที่ค้นพบเหล่านั้นมารวบรวม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนรับรู้
ที่ผมเสนออย่างนี้ คือ จะหวังจากรายงานชิ้นเดียว แล้วเป็นข้อสรุปไม่ได้แล้ว หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับมากๆ ไม่ได้แล้ว ควรจะเปลี่ยนแนวมาให้หลายฝ่ายค้นหาความจริง แล้วให้สังคมได้ศึกษา เรียนรู้ หากเป็นเรื่องการเมืองก็ให้ประชาชนใช้วิจารณญาน ตัดสินใจ
ข้อเสนอที่ 2 ข้อเสนอใดที่เป็นประโยชน์ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และมีความเห็นแตกต่างน้อย ควรจะดำเนินการไปเลย ซึ่งดูจากบทเรียน จากเหตุการณ์ 6 ตุลาแล้ว เพียงประเด็นหนึ่งเท่านั้น นอกนั้นก็ให้ฝ่ายรับผิดชอบพิจารณากันไปเอง คือ การนิรโทษกรรม ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้ ทาง คอป.และหลายฝ่ายคงไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้ที่เป็นแกนนำ ผู้ที่เป็นตัวการสำคัญทั้งหลาย

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ จากเหตุการณ์ 6 ตุลา ถึงแม้จะมีการนิรโทษกรรมตัวเองของผู้มีอำนาจ แต่ผู้ที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย คือ ประชาชนทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นในขณะนี้ หากจะศึกษาในกรณี 6 ตุลาและนำแง่มุมที่เป็นประโยชน์มาใช้คือ ควรจะมีการนิรโทษประชาชนที่ไม่ใช่แกนนำทุกฝ่ายไปก่อน ส่วนกระบวนการศึกษาที่จะนิรโทษส่วนอื่นอย่างไร ต้องใช้เวลา
ข้อเสนอที่ 3 ในกรณีที่เห็นว่า มีเรื่องที่จำเป็นต้องทำ แต่ยังเห็นแตกต่างกัน เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงบทบาทองค์กรอิสระ เมื่อยังมีความเห็นต่างกัน ควรมีกระบวนการรับฟัง แลกเปลี่ยนความเห็น และอาศัยประชามติมาหาข้อยุติ แต่ที่ผมเห็นต่างจาก คอป.เรื่องที่จำเป็นต้องทำและความเห็นต่างกันนี้ ควรจะเร่งดำเนินการให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ไม่ใช่เรื่องระยะยาว ไม่รู้ว่ากี่ปีจะทำ ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งและวิกฤตปะทุขึ้นมาได้อีก

ความหมายของการรำลึก 36 ปี 6 ตุลา ปีนี้เราคงไม่ต้องถามว่า “ใครฆ่าเขา หรือเราเห็นคนตาย” อีกแล้ว

ที่มา ประชาไท



วันที่ 6 ตุลาคม ปีนี้ นอกจากเป็นวันครบรอบ 36 ปี ของเหตุการณ์นองเลือดในมหาวิทยา ลัย ธรรมศาสตร์ อันเกิดจากอาชญากรรมรัฐ เมื่อปี พ.ศ.2519 แล้ว ยังเป็นวันครบรอบ 12 ปี ของชิ้นงานประติมานุสรณ์ 6 ตุลาด้วย  ประติมากรรมชิ้นนี้สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพัก น้ำแรง น้ำใจ และการระดมทุนจากบรรดาผู้ผ่านเหตุการณ์ และมีประสบการณ์ร่วมกันภายใต้คำขวัญการจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลา ว่า “ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดือนตุลา..กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม” โดยมติเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2539 สร้างเสร็จและเปิดก่อนหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาถึง  2 ปี นั่นหมายความว่าพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของสามัญชนในรูปของอนุสรณ์สถานนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้ง่ายๆในสังคมไทย
 
ในบันทึกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีในขณะนั้น ชื่อว่า “ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519” ถ่ายทอดทุกสิ่งที่สังคมไทยตั้งคำถามกับเหตุการณ์นี้ แจกแจงถึงเจตนาตลอดจนวิธีการของพวกที่รวมตัวกันวางแผนก่ออาชญากรรมรัฐว่า
 
“......... เจตนาที่จะทำลายล้างพลังนักศึกษา และประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพนั้นมีอยู่นาน ในการเลือกตั้งเมษายน 2519 ได้มีการปิดประกาศและโฆษณาจากพรรคการเมืองบางพรรคว่า “สังคมนิยมทุกชนิดเป็นคอมมิวนิสต์” และพระกิตติวุฒโฑภิกขุ ยังได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “การฆ่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่เป็นบาป”  ในกันยายน–ตุลาคม 2519  มีผู้กล่าวว่าการฆ่าคนที่มาชุมนุมประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจร สัก 30,000 คน ก็เป็นการลงทุนที่ถูก
 
ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม  ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป  ได้แก่ พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนเองด้วยวิธีต่างๆ ทางวิทยุและโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์ ทางใบปลิวโฆษณา ทางลมปากลือกัน ทางบัตรสนเท่ห์ ทางจดหมายซึ่งเป็นบัตรสนเท่ห์ขู่เข็ญต่างๆ และได้ก่อตั้งหน่วยต่างๆ
 
วิธีการของบุคคลกลุ่มเหล่านี้คือ ใช้การปลุกผีคอมมิวนิสต์โดยทั่วไป ถ้าไม่ชอบใครก็ป้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์  แม้ แต่นายกรัฐมนตรีคึกฤทธิ์ หรือเสนีย์ หรือพระราชาคณะบางรูปก็ไม่เว้นจากการถูกป้ายสี อีกวิธีหนึ่งคือการอ้างถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือในการป้ายสี ถ้าใครเป็นปรปักษ์ก็แปลว่าไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ….”
 
ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มพลังก้าวหน้า ที่มุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกับพลังอนุรักษ์ นิยมทางการเมือง   ลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรัฐ  ในวันที่ 6 ตุลา 2519   เพียง 3 ปี จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516   ความทรงจำที่พร่ามัวบวกกับความหมายของการตายที่ถูกบิดเบือนไปทำให้บันทึกประวัติศาสตร์ 6 ตุลา และเจตนารมณ์ 6 ตุลา ต้องผิดเพี้ยนไปจากความจริง วันนี้สังคมไทยยังคงซึมซับกับประสบการณ์เดิมๆ เรื่องราวเดิมๆ การคุกคาม ปราบปราม เข่นฆ่า และอาชญากรรมของรัฐ ซึ่งดูรุนแรงยิ่งกว่า
 
แต่ขณะเดียวกันประชาชนก็มีความตื่นตัว แจ่มชัด ยิ่งขึ้น ตาสว่างมากขึ้น มีการกระจายตัวอยู่ในทุกจังหวัด ไม่ได้รวมศูนย์เฉพาะในกรุงเทพฯ  การสื่อสารต่างๆจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงฝ่ายกุมอำนาจ แม้จะมีความพยายามปิดสื่อทุกทาง ทั้งโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์
 
ความหมายของการรำลึก 36 ปี 6 ตุลา  ปีนี้เราคงจะไม่ต้องถามหาว่า “...ใครฆ่าเขา หรือเราเห็นคนตาย ” อีกแล้ว  ความจริงคำถามเหล่านี้
เราตอบได้เพราะฆาตกรในเหตุการณ์สังหาร หมู่ 6 ตุลา 2519 กับ เมษา-พฤษภามหาโหด 2553 ก็ไม่ได้ต่างกันเลย   ขบวนการประชาชน ซึ่งรวมคนชนบทและคนในกรุงเทพฯ จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ ยิ่งใหญ่กว่าการต่อสู้ 14 ตุลา และการต่อสู้ในเดือนพฤษภาปี 2535 มีการสั่งสมบทเรียน และก่อตัวเป็นอุดมการณ์ การขับเคลื่อนใหม่ๆ

สองผู้บุกเบิกงานวิจัยสเต็มเซลล์ คว้าโนเบลการแพทย์

ที่มา ประชาไท



นักวิจัยชาวญี่ปุ่นและอังกฤษที่ค้นคว้าบุกเบิกเรื่องสเต็มเซลล์หรือเซลล์ไม่จำเพาะซึ่งมีคุณสมบัติเปลี่ยนเป็นเซลล์ใดก็ได้ในร่างกาย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์หรือสรีรวิทยาประจำปี 2012
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2012 คณะกรรมการรางวัลโนเบลประกาศให้นักวิจัยผู้บุกเบิกเรื่องสเต็มเซลล์สองคนได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์หรือสรีรวิทยา
 
ชินยะ ยามานากะ จากญี่ปุ่นและจอห์น เกอดอน จากอังกฤษ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์หรือสรีรวิทยา จากการที่พวกเขาทดลองเปลี่ยนแปลงเซลล์พิเศษให้กลายเป็นสเต็มเซลล์ ซึ่งสามารถกลายเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้ในร่างกาย
 
ศาตราจารย์ เกอดอน เป็นผู้ใช้เซลล์ส่วนลำไส้ของกบเพื่อนำมาโคลนนิ่งกบตัวใหม่ และศาตราจารย์ ยามานากะ ได้ทำการทำลองเปลี่ยนแปลงยีนส์เพื่อปรับระบบเซลล์ใหม่
 
คณะกรรมการรางวัลโนเบลกล่าวว่านักวิจัยสองท่านนี้ได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะที่ค้นพบว่า เซลล์ที่โตเต็มที่แล้วสามารถปรับระบบเซลล์ใหม่เพื่อนำไปใช้ทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลาย นอกจากนี้ยังบอกอีกว่าการค้นพบในครั้งนี้ "ถือเป็นการปฏิวัติความรู้ความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเซลล์และอวัยวะ"
 
ในปี 1962 จอห์น เอกดอน นำข้อมูลยีนส์พันธุกรรมจากเซลล์ลำไส้กบ และนำมาใส่ให้กับไข่กบ ซึ่งทำให้ไข่กบเกิดมาเป็นลูกอ็อดปกติได้
 
ขณะที่ชินยะ ยามานากะ แสดงให้เห็นว่าเซลล์ของหนูสามารถนำมาปรับระบบใหม่ให้กลายเป็นสเต็มเซลล์โดยการเพิ่มยีนส์ 4 ยีนส์เข้าไป ผลที่ได้คือสเต็มเซลล์ที่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นเซลล์ประเภทใดก็ได้
 
 
 
ที่มา เรียบเรียงจาก
Stem cell experts win Nobel prize, BBC, 08-10-2012
 
UK and Japan duo win Nobel Prize for medicine, Aljazeera, 08-10-2012

กสทช.ยันประมูล 3G 16 ต.ค.นี้ ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย

ที่มา ประชาไท



กสทช. ยืนยันการดำเนินการประมูล 3G ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดและพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงในการดำเนินการ ทุกขั้นตอน หากจะมีการฟ้องร้องคดีเกิดขึ้น


(8 ต.ค.55) กรณีมีข่าวว่า จะมีผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการดำเนิน การประมูล 3G ที่สำนักงาน กสทช. จะจัดให้มีการประมูลในวันที่ 16 ต.ค.ที่จะถึงนี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) แถลงข่าวว่า การประมูล 3G ไม่มีปัญหาในข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในการดำเนินการประมูล 3G จึงไม่มีข้อสงสัยในอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในเรื่องดังกล่าว โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน การดำเนินการประมูล 3G กสทช. และสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดถูกต้องทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน
หลักเกณฑ์และวิธีการประมูล มีการกำหนดมาตรฐานการให้บริการ การพัฒนาทางเทคโนโลยี การคุ้มครองประโยชน์ประเทศ คุ้มครองประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคในด้านการบริการและรวมทั้งคุ้มครองผู้ด้อย โอกาส และมีการฟังความคิดเห็นสาธารณะ ตามกระบวนการที่กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างครบถ้วน
ส่วนรายได้อันเกิดจากการประมูล 3G ทั้งหมด สำนักงาน กสทช. จะต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้ของแผ่นดินให้รัฐบาลนำไปใช้จ่ายต่อไป ดังนั้น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการประมูล 3G เป็นของประเทศและประชาชนโดยรวมอย่างแท้จริง
โดยในวันอังคารที่ 9 ต.ค. สำนักงาน กสทช. จะได้นำผลการตรวจคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล 3G ตาม IM เสนอ กทค. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วประกาศให้ทราบในวันดังกล่าว และจะมีการเคาะประมูลราคาในวันที่ 16 ต.ค. ต่อไป
ดังนั้น หากมีผู้ใดที่เห็นว่าการดำเนินการประมูล 3G มีปัญหาความไม่ชอบหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ก็เป็นสิทธิที่สามารถจะกระทำได้ภายใต้ขอบเขตบทบัญญัติของกฎหมาย และสามารถใช้สิทธินั้นในการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป ซึ่งสำนักงาน กสทช. พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในการดำเนินการทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อไป

ที่มา: Press Release กสทช.