WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 11, 2012

มติเอกฉันท์ 'ศาลรธน.' ม.112 ไม่ขัด รธน.

ที่มา ประชาไท



10 ตุลาคม 2555 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ระบุ เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย อัตราโทษมีความเหมาะสมได้สัดส่วน และย้ำการกระทำขัดม. 112 ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐจริง
สืบเนื่องจากจำเลยในสองคดี คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้ยื่นโต้แย้งให้ศาลอาญา ส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 112 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 8 มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่
ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา 8 มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงไม่มีมูลกรณีที่จะอ้างว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ได้ คงมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยเพียงว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า หลักการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 สอดคล้องกับการให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันและประมุขของ ประเทศไทย การกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดจึงเป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงมิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคความผิด ลักษณะที่ 1 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นมาตรการของรัฐที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้าย ซึ่งการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรที่มีความ หมายเช่นเดียวกับการเป็นกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรคสอง ที่เป็นเงื่อนไขแห่งการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลตามรัฐธรรม นูฯญ มาตา 45 วรรคหนึ่ง อีกทั้งอัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กำหนดไว้ ก็เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ที่รับรองสถานะของพระมหากษัตริย์มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ  และเป็นการจำแนกการกระทำความผิดที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดไว้ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง และไม่ได้กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรคหนึ่งแต่ประการใด เพราะบุคคลทุกคนยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในขอบเขตที่ไม่เป็นความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
ด้านนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ให้ความเห็นในเฟสบุ๊คของตัวเอง http://www.facebook.com/verapat ในประเด็นดังกล่าวว่า การที่ศาลให้เหตุผลว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นเหตุผลที่สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า มาตรา 112 ไม่ได้มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์เป็นการส่วนพระองค์ แต่มุ่งคุ้มครองรัฐที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“ดังนััน จากนี้ไป ตำรวจ อัยการ และศาลทั้งหลาย โดยเฉพาะศาลฎีกา ต้องพิจารณาแยกแยะให้ดีว่า การกระทำที่ฟ้องมาตามมาตรา 112 นั้น มีเนื้อหาสาระที่กระทบ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ หรือไม่
“หากสิ่งที่ฟ้องมา เป็นเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ก็ต้องไม่นำไปโยงกับมาตรา 112 เช่น การที่ใครปากพล่อย พูดจาหยาบคายไม่เรียบร้อย ไม่ยืนตรงเคารพเพลง ฯลฯ ก็ต้องไปฟ้องตามกฎหมายมาตราอื่นที่ออกแบบมารักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของสังคม แต่ไม่ใช่จับทุกอย่าง ยัดเข้าเป็นเรื่อง ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ไปเสียหมด
“แต่หากผู้ใดยัดทุกอย่างเข้าเป็นเรื่อง ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ไปเสียหมด เท่ากับว่า ผู้นั้นกำลังดูแคลนว่า สังคมไทยมีความอ่อนแอบางอย่างที่แตะต้องไม่ได้ เพราะผู้นั้นมองว่าเพียงแค่ใครพูดพล่อยๆ ก็จะทำให้ความอ่อนแอนั้นพังสลายจนกระทบ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ไปหมดทุกเรื่อง

"ดารุณี" ออกคลิปชี้แจงอดีตครู ร.ร.นานาชาติ ยืนยันว่าไม่ได้หมิ่นเบื้องสูง

ที่มา ประชาไท



ส่วนกรณีที่อดีตครู ร.ร.นานาชาติ จะมารับทราบข้อกล่าวหาคดีหมิ่นประมาทในวันที่ 29 ต.ค. นั้น "ดารุณี กฤตบุญญาลัย" ระบุว่าคนเสื้อแดงจะไม่ไปชุมนุมที่นั่นอีก แต่จะไปอยู่ในสถานที่อื่นแทน
ต่อกรณีที่ น.ส.มนัสนันท์ หนูคำ อดีตครูโรงเรียนนานาชาติ เผยแพร่คลิปชี้แจง หลังเกิดกรณีปะทะกันเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ระหว่างผู้สนับสนุน น.ส.มนัสนันท์ และกลุ่มคนเสื้อแดงจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ในวันที่ น.ส.มนัสนันท์ เตรียมเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบปราม ถ.พหลโยธิน ในคดีหมิ่นประมาทที่นางดารุณี กฤตบุญญาลัย เป็นผู้แจ้งความ โดย น.ส.มนัสนันท์ ชี้แจงว่าไม่ได้หนีไปไหน โดยช่วงนี้ต้องทำงานในต่างประเทศตามสัญญาจ้างและจะกลับไปรับทราบข้อกล่าวหา ในอีกสองเดือน ส่วนกรณีการปะทะกันอย่างเช่นวันที่ 25 ก.ย. นั้น ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก (ข่าวก่อนหน้านี้)
โดยที่การฟ้องร้องหมิ่นประมาทของ น.ส.ดารุณีนี้ เกิดจากการที่ก่อนหน้านี้ น.ส.มนัสนันท์ ได้ตะโกนถาม นางดารุณี กฤตบุญญาลัย ขณะนั้นกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ว่า “หน้าด้านมาก ด่าในหลวงทำไม ด่าในหลวงทำไม” และมีผู้อัดคลิปเผยแพร่  (ข่าวก่อนหน้านี้ [1], [2])
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) เว็บไซต์ "go6tv" ได้เผยแพร่คลิปชี้แจงจาก นางดารุณี ตอบ น.ส.มนัสนันท์ ความยาว 13 นาที  โดยนางดารุณี กล่าวว่า จากคลิปที่ น.ส.มนัสนันท์ บอกว่าเสียใจ ดีแล้วที่รู้สึกอย่างนั้น โดยนางดารุณีอ้างว่าเพราะสถานการณ์ที่เกิดการปะทะกันในวันที่ 25 ก.ย. ใครดูก็รู้ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้จงใจออกไปยั่วยุหรือไปเพื่อที่จะยกพวกตีกัน แต่เนื่องจากว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสื้อแดงอยู่ในกองปราบ แต่ฝ่ายสนับสนุน น.ส.มนัสนันท์ เข้าไปล้อมกรอบเกือบสองชั่วโมงเศษ ด่าประณามพยายามจะให้เกิดเรื่อง พอคนเสื้อแดงข้างนอกได้รับข่าวจึงไปดูสถานการณ์ โดยรถวิทยุชุมชนสองคันกับคนที่เดินเข้ามา 500 - 600 คน ใครจะหาญกล้าไปตีรำฟันแทงกับคน 500 - 600 คน
สิ่งที่ น.ส.มนัสนันท์ ทำในวันนั้นมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ จะอ้างว่ารักสถาบันอย่างไรก็ตาม แต่การที่มาหมิ่นฯตนมันเป็นการทำผิดกฎหมาย เพราะตามกรอบของกฎหมายถ้าเป็นพลเมืองดีแล้วเชื่อว่าตนทำผิดจริง ควรเอาหลักฐานไปฟ้องดำเนินคดีตามกระบวนการ แล้วถ้า น.ส.มนัสนันท์ ติดตามการขึ้นเวทีเสื้อแดงของตนจริง ตนออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยเสียงเพลง ถ้าฟังทุกคลิปตั้งแต่ต้นจนจบจะรู้ว่าตนไม่เคยหมิ่นเบื้องสูง แต่ถ้าฟังคลิปที่มีคนตัดต่อแล้วเชื่อตามนั้น ก็ไปแจ้งความได้เลย
นางดารุณีกล่าวว่า ถ้าน.ส.มนัสนันท์ จะมารายงานตัววันที่ 29 ต.ค. คนเสื้อแดงจะไม่ไปที่นั่นกันอีก คนที่มาให้กำลังใจคนที่ถูกกระทำอย่างตนจะไปร้องเพลงกันในสถานที่เหมาะสม และจากคลิป น.ส.มนัสนันท์ ยังคงยืนยันว่าไม่ได้ด่าผิดคน แสดงว่ายังจงใจว่าตนทำผิดอย่างนั้นจริง ซึ่งไม่มีสิทธิมาพิพากษาตน ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นคนตัดสิน แล้วบอกว่าไม่มีสี แต่ทุกคำพูดกลับต้องการให้เกิดความรุนแรง เพราะมาพิพากษาว่าตนทำผิดเรื่องสถาบัน แต่ตนไม่ขอพิพากษากลับ ขอให้ไปเจอกันในศาล พร้อมระบุว่าที่ น.ส.มนัสนันท์ พูดว่าครอบครัวตัวเองน่าสงสารนั้น แต่ตลอดเวลาที่ตนโดนใส่ร้าย ตนเจอผลกระทบเยอะกว่ามาก แต่ไม่เคยออกมาร้องแรกแหกกระเชอเลย เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำผิดเช่นเดียวกัน

กบฏบวรเดช เริ่มทำการกบฏกันตอนเก้าโมงเช้าวันนี้ เมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2476

ที่มา thaifreenews




โดยกำลังทหารในโคราช ที่อ้างชื่อตนเองว่า เป็น “คณะกู้บ้านกู้เมือง” ภายใต้การนำของ พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมสมัยราชาธิปไตย ร่วมกับ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ และนายทหารอีกหลายคน นำกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้ายึดที่ทำการเทศาภิบาลจังหวัด นครราชสีมา แล้วคุมตัวผู้รักษาราชการจังหวัด กับข้าราชการใหญ่น้อยอีกหลายนายไปกักขังไว้ 
ในเวลาเดียวกัน พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช พร้อมด้วยคณะนายทหารติดตามก็เข้าสู่หน่วยทหารที่ทุกวันนี้คือค่ายสุรนารี แล้วแจ้งต่อข้าราชการทหารตำรวจพลเรือนว่า ทางพระนครเกิดเหตุร้าย คณะกู้บ้านกู้เมืองจึงจำเป็นจะต้องนำทหารเข้าไปปราบปราม ขอให้ข้าราชการ อย่าได้กระทำการใดเป็นที่ขัดขวางเป็นอันขาด หลังจากนั้นก็ประกาศกฎอัยการศึก เรียกทหารกองหนุนเจ้าประจำการทันที แล้วรอกำลังสนับสนุนจากทหารหัวเมืองอีกหลายจังหวัด ก่อนเดินทางด้วยขบวนรถไฟเข้ามายึดกรมอากาศยานที่ดอนเมืองในวันที่  11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ประกาศคำขาดให้รัฐบาลทำตาม มิฉะนั้น จะใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
ข้อเรียกร้องหรือคำขาดเหล่านั้น ถ้าอ่านดูแล้วจะรู้ได้ทัันทีว่า ส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเลย เป็นเรื่องส่วนตัวของนายทหารต่างกลุ่มที่ต้องการประโยชน์ที่พวกตนสูญเสียไป เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่น่าสนใจก็คือการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แต่งตั้ง สส.บางส่วน หรืออีกนัยหนึ่งคือให้มีการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยโดยทางราชสำนักได้ด้วย ที่น่าจะพัฒนามาเป็นวุฒิสมาชิกลากตั้งของพวกอำมาตย์ในปัจจุบัน 
แต่รัฐบาลของคณะราษฎร์ ซึ่งขณะนั้นนำโดย พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ปฏิเสธ และแต่งตั้งให้ พันโทหลวงพิบูลสงคราม เป็นแม่ทัพเข้าปราบกบฏ ได้รับชัยชนะในอีกสิบกว่าวันต่อมา ทหารรัฐบาลและฝ่ายกบฏเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง 
กบฏบวรเดช เป็นการเริ่มต้นต่อต้านขบวนการประชาธิปไตยไทยด้วยกำลัง ของพวกทหารอนุรักษ์นิยมและกลุ่มศักดินาอำมาตย์ ภายหลังใช้วิธีการทางกฎหมายโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ผู้สั่งปิดรัฐสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ฯลฯ แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทางคณะราษฎร์นำกำลังเข้ายึดอำนาจกลับคืนมายังฝ่ายประชาธิปไตยมาได้ก่อน หน้านั้น 
ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ กองทัพสยามหลังอภิวัฒน์ 2475 นั้น มีนายทหารลูกชาวบ้านที่นิยมคณะราษฎร์อยู่จำนวนมาก เพราะคณะราษฎร์สนับสนุนให้ได้ตำแหน่งหน้าที่ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายกบฏบวรเดชต้องพ่ายแพ้นั้น ก็เพราะผู้นำทหารเหล่านั้นไม่ยอมรับการเป็นหัวหน้าคณะกู้บ้านกู้เมืองของ พระองค์เจ้าบวรเดช ฯ พวกเขาเกรงว่า พระองค์จะนำระบอบราชาธิปไตยกลับมาปกครองประเทศไทยอีกครั้ง และนั่นหมายถึงจุดจบของโอกาสของทหารลูกชาวบ้าน หรือทหารฝ่ายไพร่ในประเทศนี้ เนื่องจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น รู้กันดีว่า นายทหารลูกชาวบ้านไม่มีทางเจริญเติบโตอย่างแน่นอน เพราะตำแหน่งหน้าที่ผู้นำกองทัพนั้น สงวนไว้เฉพาะผู้มีเชื้อสายศักดินาและพวกผู้จงรักภักดีต่อระบอบนั้นอย่างสุด จิตสุดใจเท่านั้น นี่เป็นความจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปในระยะก่อนหน้านั้น 
กบฏบวรเดชมีรายละเอียดการสู้รบซึ่งจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป แต่จบลงด้วยการพ่ายแพ้ทางทหารของฝ่ายผู้ก่อการ ตัวพันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) เองก็เสียชีวิตในสนามรบ แต่พระองค์เจ้าบวรเดช ฯ และครอบครัว นำเงินทองทรัพย์สินขึ้นเครื่องบินจากสนามบินโคราช หนีไปอยู่กัมพูชา โดยปล่อยทหารและข้าราชการที่เข้าร่วมก่อการหรือผู้สนับสนุนให้ต้องรับโทษ หนัก จำคุกกันคนละหลาย ๆ ปี จนมีคำกล่าวซุบซิบในหมู่ทหารรุ่นนั้นว่า “ไอ้เดชหนี ไอ้ศรีตาย” ผลที่ตามมาคือกลุ่มเจ้าถูกลดบทบาทและอำนาจลงไปนาน จนถึงการรัฐประหาร 2490 ที่กลุ่มนี้แฝงตนกลับเข้าอีกครั้ง 
การปราบกบฏบวรเดชครั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการจัดการพิธีศพทหารรัฐบาล สร้างอนุสาวรีย์ “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ “ขึ้นที่หลักสี่อันเป็นสนามรบ ตามมาด้วยการสร้าง “วัดประชาธิปไตย” ขึ้นในบริเวณนั้น ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระศรีมหาธาตุ” เพราะ ชื่อเดิมคงจะแสลงใจพวกศักดินาอำมาตย์นิยมทั้งหลาย ที่เข้ามาครอบงำวงการศิลปวัฒนธรรม และการศึกษาของชาติต่อมา จึงต้องทำให้เลือนหายไปให้ได้มากที่สุด
อยากให้ภาคประชาชนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้และอนุสรณ์สถานทั้งหลายที่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ให้มาก เพราะมันแสดงชัดว่า ทหารกองทัพไทยนั้น ไม่ได้เป็นพวกต่อต้านประชาชนและระบอบประชาธิปไตยกันทุกคน นี่รวมถึงทหารอาชีพมากมายในปัจจุบันด้วยเช่นกัน 


จำนำข้าว การต่อสู้ทางชนชั้นไทย

ที่มา thaifreenews

 

 http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42292.0

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนีทหารหรือไม่

ที่มา thaifreenews

 ที่มา พันทิปราชดำเนิน โดยตระกองขวัญ
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P12766907/P12766907.html


 โปรดพิจารณาจากหลักฐานนี้ ชัดเจนยิ่งกว่าชัดvote   ติดต่อทีมงาน

ลำดับเหตุการณ์การบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการโรงเรียน จปร.

* 4 ก.ค.29  ร.อ.รณรงค์ ศรีพลกรัง สัสดีเขตลาดกระบัง รักษาราชการแทนสัสดีเขตพระโขนง ขึ้นบัญชีทหารกองเกินนายอภิสิทธิ์ตามแบบ สด.1 มีข้อมูลสอดคล้องกับต้นขั้วใบสำคัญ (แบบ สด.9) ที่ 5352 ลง 4 ก.ค.29 (ต้นขั้ว สด.9)

* 19 มี.ค.30 โรงเรียน จปร. มีหนังสือที่ กห 0461/762 ลง 19 มี.ค.30 เรียน ผบ.ทบ. ขออนุมัติบรรจุนายอภิสิทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เข้ารับราชการในตำแหน่ง รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (อัตรา ร.ต.) 

* 31 มี.ค.30 สบ.ทบ.มีหนังสือถึง โรงเรียน จปร. ขอหลักฐานการบรรจุและส่งเอกสารหลักฐานทางทหารเพิ่มเติม 

* 7 เม.ย.30 มีการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการในพื้นที่เขตพระโขนง แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือก (สด.16 และสด.43 เป็นบุคคลขาดการตรวจเลือก) 

* 9 เม.ย.30 นายอภิสิทธิ์เขียนใบสมัครที่โรงเรียน จปร. ในใบสมัครระบุว่าเกิดเมื่อ 3 ส.ค.07 อายุ 23 ปี 

* 31 ก.ค.30 มีสำเนาหนังสือรับรอง ที่ กห 0481.62/5053 ลง 31 ก.ค.30 ออกโดย พ.ต.ไพโรจน์ แก้ววงศ์ ผช.สด.กรุงเทพมหานคร ว่า นายอภิสิทธิ์เข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อ 1 ม.ค.25 ได้รับการผ่อนผัน ไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติ ตามมาตรา 29(3) แห่งพ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497Ž ซึ่งผิดจากความเป็นจริง ข้อกฎหมาย และขั้นตอนการได้มาของ สด.41 (ผู้ผ่อนผันเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารที่ศึกษา ณ ต่างประเทศ) โดยเริ่มจาก

 1.ผู้ขอรับการผ่อนผันลงทะเบียนทหารกองเกินได้รับแบบ สด.9 และหมายเรียกแบบ สด.35
 2.ร้อง ขอผ่อนผันผ่านสถานทูต ณ สถานศึกษา แนบเอกสารรับรองการศึกษาจากสถานศึกษาพร้อมคำแปล จากนั้นสถานทูตจะมีหนังสือถึงที่ว่าการอำเภอภูมิลำเนาทหาร
 3.ผู้ ขอ ผ่อนผันเขียนคำร้อง ณ ที่ว่าการอำเภอภูมิลำเนาทหาร ขอผ่อนผันเพื่อไปศึกษา ณ ต่างประเทศ นายอำเภอจะสอบปากคำและบันทึกความเห็นตามแบบ ปค.14 แล้วรายงานขอผ่อนผันเพื่อไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูมิลำเนาทหาร
 4.สด.จังหวัด ภูมิลำเนาทหารนำเรียน ผู้ว่าฯ อนุมัติและลงชื่อในหนังสือผ่อนผันการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารที่ศึกษา ณ ต่างประเทศ ตามแบบ สด.41 (ผ่อนผันตามมาตรา 27(2) แต่สำหรับผู้ขอผ่อนผันเข้ารับราชการทหารที่ศึกษาในประเทศจะใช้มาตรา 29(3) สถานศึกษาจะแจ้งรายชื่อผู้ขอผ่อนผันและผู้อนุมัติผ่อนผันจะแจ้งเป็นหนังสือ ให้หัวหน้าสถานศึกษาได้รับทราบเท่านั้น) 

* 4 ส.ค.30 บก.ทท.เสนอตามรายงานของ ทบ. ขออนุมัติบรรจุนายอภิสิทธิ์ อายุ 23 ปี คุณวุฒิ Bacherlor of Arts (Philosophy, Politics, and Economics) แห่ง University of Oxford ประเทศอังกฤษ 

* 7 ส.ค.30 กห.มีคำสั่ง กห ที่ 720/30 ลง 7 ส.ค.30 เรื่องบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ โดยบรรจุนายอภิสิทธิ์เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรในตำแหน่ง รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (อัตรา ร.ต.) ใบสำคัญทางทหารใช้หนังสือรับรองผ่อนผันไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติตาม มาตรา 29(3) ที่ออกให้โดยไม่ถูกต้องตามแบบ สด.41 (หนังสือรับรองที่ กห 0481.62/5053 ลง 31 ก.ค.30)

* 8 เม.ย.31 สด.เขตพระโขนงออกใบสำคัญ (แบบสด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายที่ 1178 ลง 8 เม.ย.31 มีข้อสังเกตในใบแทนตามต้นขั้ว จะต้องลงบันทึกตามต้นขั้วแบบ สด.9 ฉบับเดิม แต่กรณีนี้ลงวันที่การเข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อ 8 เม.ย.31 (เป็นวันเดียวกันกับวันออกใบแทนฯ) และไม่มีการออกเอกสาร แบบ สด.1 หรือลงบันทึกในแบบ สด.27 แต่สำหรับบุคคลอื่นในหลักฐานเล่มเดียวกันจะบันทึกวันเข้าบัญชีทหารกองเกิน เป็นวันเดียวกับต้นขั้วเดิมของแต่ละบุคคล ซึ่งจะตรงกับแบบ สด.1 และแบบ สด.27 ของบุคคลนั้นๆ

* 26 เม.ย.31 กห.มีคำสั่ง กห ที่ 339/31 ลง 26 เม.ย.31 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการกลาโหมพลเรือนเป็นนายทหารสัญญาบัตร โดยแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์เป็นว่าที่ร้อยตรี ตั้งแต่ 26 เม.ย.31 หลังจากฝึกหลักสูตรอบรมนายทหารสัญญาบัตร สำเร็จเมื่อ 25 เม.ย.31 

* 2 มิ.ย.31 โรงเรียน จปร. นำตัวนายอภิสิทธิ์ไปขึ้นทะเบียนกองประจำการที่สัสดีจังหวัดนครนายก ใช้ใบสำคัญแบบ สด.9 แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย โดยระบุว่าเข้าบัญชีทหารกองเกิน เมื่อ 8 เม.ย.31 ซึ่งผิดจากข้อเท็จจริงที่ลงทะเบียนทหารกองเกินเมื่อ 4 ก.ค.29 (ตามแบบ สด.9, แบบ สด.1 และแบบ สด.27 ฉบับจริง ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ ณ ส่วนราชการที่รับผิดชอบ) 

* 12 เม.ย.32 กห.มีคำสั่ง กห ที่ 270/32 ลง 12 เม.ย.32 เรื่อง ให้นายทหารออกจากประจำการ โดยให้ ร.ต.อภิสิทธิ์ออกจากประจำการตามที่ขอลา เป็นนายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด สังกัด บก.จทบ.ก.ท. ตั้งแต่ 2 เม.ย.32 

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME1qYzVPREU0Tnc9PQ==%26%23167%3Bionid=
.........................................................................................


สรุป  คือหนีทหารและเข้ารับราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมายแน่นอน

ซวยละสิ...เอากลับเข้าที่เดิมด่วน

ที่มา การ์ตูนมะนาว




Drama-Addict: ข่าวสำนักพระราชวังกังนัมสไตล์!!

ที่มา Thai E-News




เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนี้ข่าวพระราชสำนัก นำเสนอข่าวทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ทรงเสด็จเยือนเทศกาลหนังที่ประเทศ เกาหลี ประเด็นคือมีจังหวะประมาณห้าวินาทีในข่าวดังกล่าวที่ใช้เพลงประกอบเป็นเพลง เกาหลียอดฮิต ที่โด่งดังไปทั่วโลก และก่อดราม่ามาแล้วหลายหน นั่นคือเพลง “โอปป้ากังนัมสไตล์” เชิญไปรับชมข่าวพระราชสำนักกันก่อนนะครับ ......... (อ่านต่อที่ เว็บไซต์ดราม่า)
ข่่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง


ความคิดเห็นของนักวิชาการประวัติศาสตร์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 




ขำ ที่ คนรักเจ้า จำนวนหนึ่ง เป็นเดือดเป็นร้อน กับการที่ มีการใช้เพลง "กังนัม สไตล์" ตอนต้น รายงาน ทรท. "ทูลกระหม่อม" เยือนเกาหลี?

แน่ใจหรือว่า ที่เขาใช้เพลงน้้นน่ะ ไมใช่มาจากการเห็นชอบ หรือต้องการของ "ทูลกระหม่อม" เอง?

วันหลัง ใช้เพลงนี้ เปิดนำแทนดีไหม?
http://www.youtube.com/watch?v=SZgncc6MYGQ



หรือไม่ ก็เพลงนี้
http://www.youtube.com/watch?v=vAGR_HnwRPs



หรือไม่ ก็เพลงนี้
http://www.youtube.com/watch?v=LwQ7mNfNmJ4



เหอๆ ไหนๆคืนนี้ พูดถึง "ทูลกระหม่อม" กัน ผมเอาภาพ "ประวัติศาสตร์" นี้ มาให้ดูอีกที นี่คือภาพที่ทรงถ่าย ในชุดเสื้อ "ซีทรู" ใน "ดิฉัน" เดือนกันยายน 2537 ที่ มีการพูดถึง ในหนังสือ The King Never Smiles (เคยโพสต์ไปหลายปีก่อน โพสต์ให้ดูอีก เผื่อหลายคน เพิ่งมารู้จักผม ยังไม่เคยเห็น)

 

วิกฤตเบอร์รี่ปี 2555 ปัญหาคนงานเบอร์รี่ยังไม่จบง่ายๆ

ที่มา Thai E-News

 จรรยา ยิ้มประเสริฐ
10 ตุลาคม 2555



เทป บันทึกภาพการนำเสนอปัญหาแรงงานทาส “คนงานเก็บเบอร์รี่ชาวไทยที่แลปแลนด์” และตามด้วยการแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ที่ดำเนินรายการโดยปลัดกระทรวงการจ้าง งานและ เศรษฐกิจของฟินแลนด์
* * * * * * * *

ฟินแลนด์สัมมนา “คนงานต่างชาติชาวเอเชียที่ฟินแลนด์”

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 มีงานเสวนาที่สำคัญมากเรื่อง “คนงานต่างชาติชาวเอเชียที่ฟินแลนด์” ที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ จัดโดย “เวทีประชาชนเอเชียยุโรป (AEPF) ที่ร่วมนำเสนอและร่วมฟังโดยองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงานจนเต็มห้องประชุม

จรรยา ได้นำเสนอเกี่ยวกับ “คนงานเก็บเบอร์รี่ชาวไทยที่แลปแลนด์” ทั้งนี้แลปแลนด์เป็นชื่อตอนเหนือของฟินแลนด์ที่เป็นเขตเบอร์รี่ป่า

คำว่าแลปแลนด์ ช่างพาให้คิดถึงเมืองลับแล จริงๆ คือลับจากสายตาผู้คน และแลหาความช่วยเหลือจากใครไม่มี และก็คุยกันก็ไม่รู้เรื่อง

คนงานเก็บ เบอร์รี่ชาวไทย "แรงงานทาสยุคใหม่" ในวีซ่า “นักท่องเที่ยว” จะถูกพาจากสนามบินไปยังแคมป์ที่พักทันทีที่เครื่องลงจอด และจะถูกพาจากแคมป์ แวะซื้อเสื้อผ้ามือสองระหว่างทางมาสนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย โดยที่พวกเขาไม่เคยได้รับอนุญาตหรือสามารถทำตัวเป็น “นักท่องเที่ยว” ที่แท้จริงได้เลย อีกทั้งไม่เคยเห็นหรือเที่ยวดูแม้แต่เมืองหลวง “เฮลซิงกิ” ที่รถบัสพวกเขาวิ่งผ่านรอบนอก ทั้งขาไปและขากลับสนามบิน ด้วยข้ออ้างจากพวกบริษัทนายหน้าว่า “ยุ่งยาก ในการจัดการ”

พวกคนงานเก็บ เบอร์รี่ชาวไทยจึงเหมือนกับ “ผี” ที่คนฟินแลนด์ไม่เคยเห็นตัว รู้แต่เพียงว่ามีจำนวน “นักท่องเที่ยว-จ้างงานตัวเอง-คนงานเก็บเบอร์รี่” 3,000 คน เดินทางจากประเทศไทยมาเก็บเบอร์รี่ แต่ไม่รู้ว่ารูปร่างหน้าตาและสภาพความเป็นอยู่และสภาพการทำงานเป็นอย่างไร จะไปพบเจอได้ที่ไหนบ้าง

คนฟินแลนด์ ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าแคมป์คนงานอยู่ตรงไหนกันบ้าง เพราะบริษัทเบอร์รี่ ไม่เปิดเผยชื่อแคมป์ต่อสาธารณะ แม้แต่นักข่าวจะเข้าไปถ่ายทำสภาพปัญหา ก็ต้องขออนุญาต และขอที่อยู่จากบริษัท

เวลาจะเข้าแคม ป์ต้องบอกว่า “เราไม่ใช่ NGOs” เพราะเป็นที่รับรู้กันว่าหัวหน้าแคมป์ (พวกสายและนายหน้า) รวมทั้งธุรกิจเบอร์รี่ไม่ชอบคนวิจารณ์และโยนความผิดให้ NGOs รับไปเต็มๆ

คนที่เข้าไป ถึงแคมป์และได้คุยกับคนงาน ต่างเล่าว่า เวลาคุยกับคนงาน จะอยู่ในสายตาที่จับจ้องของหัวหน้าแคมป์ และถ้าคุยนานก็จะเข้ามายืนฟัง และคอยสอดแทรกคำว่า “ไม่จริง” “ไม่ขาดทุน” เมื่อคนงานเปิดปากถึงสภาพปัญหาต่างๆ

คนงานเก็บเบอร์รี่ชาวไทยช่างดูประหนึ่ง "แรงงานทาส" เป็นนักโทษในค่ายกักกันแรงงานเสียเหลือเกิน

เมื่อพวกเขา เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยพร้อมเรื่องราวความเจ็บปวดและสูญเสีย แดดสีทองแห่งมหานครเมืองเทพอมรดินแดนสุวรรณภูมิ ที่พวกเขาย่างเหยียบ ก็เผาสลายพวกเขา ราวกับแวไพร์ยามต้องแสงอาทิตย์

เมื่อไม่มีใครพยายามที่จะฟังความจริง พี่แมวพูดจับใจทุกคนว่า
“เรื่องเล่าแห่งความสวยงาม ก็เป็นได้แต่เพียงเรื่องเล่าแห่งความสวยงาม”

วิกฤตเบอร์รี่ปี 2555

คนไทยหลายพันคนเดินทางมาถึงตอนเหนือของสวีเดนภายใต้วีซ่าทำงานชั่วคราว - เพื่อเก็บเบอร์รี่ สวีเดนให้สิทธิสาธารณะกับใครก็ได้ที่จะเก็บเบอร์รี่ป่า แม้แต่ในพื้นที่ของเอกชน ในปีที่ผลิตผลดี (ซึ่งไม่น่าจะใช่ปีนี้) ป่าจะเต็มไปด้วยบลูเบอร์รี่และเบอร์รี่สีแดง มีคนสวีเดนเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังยอมทำงานหนักเช่นงานเก็บเบอร์รี่ แต่ความต้องการเบอร์รี่ก็เพิ่มสูงขึ้น เบอร์รี่ป่าเป็นที่ต้องการสูงมากของอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ: สี่ในห้าของเบอร์รี่ที่เก็บได้ส่งออกไปขายต่างประเทศ

ผลประโยชน์ ที่ตามมายังเป็นข้อกังขาทั้งในประเทศบ้านเกิดและต่างแดน บริษัทเบอร์รี่หันมาใช้แรงงานคนเอเชียกว่าสิบปีแล้ว คนไทยเดินทางมาในฤดูกาลเก็บ ปีนี้มีการอนุมัติวีซ่า 5,700 คน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เป็นคนไทยทั้งหมด กระนั้นสมาพันธ์แรงงานแห่งชาติสวีดิช (LO) เรียกงานเก็บเบอร์รี่ว่า “ทาสยุคใหม่” เมื่อเบอร์รี่ไม่ดก บ่อยทีเดียวที่ คนงานไม่สามารถเก็บได้มากพอคุ้มค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าอาหารและค่าที่พัก Thord Ingesson เจ้าหน้าที่ LO ที่รับผิดชอบงานด้านแรงงานต่างชาติ บ่นว่าสวีเดน “สูญเสียอำนาจการควบคุมสภาพการทำงาน เมื่อแรงงานโลกได้กลายเป็นสินค้าราคาถูก”

Economist, Foreign workers in Sweden: Berrypickers, unite!, 4 สิงหาคม 2012

ปีนี้ “เสียงที่ส่งต่อกันมา” ทั้งจากสวีเดนและฟินแลนด์ที่ถูกพวกนายหน้าค้าแรงงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง แรงงานไทยปิดกั้นจนเงียบฉี่ที่เมืองไทย คือ “ปัญหาเยอะจริงๆ”

คนงานเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนบอกว่า ...

“คนเยอะมาก เป็นหมื่นคนเลย”
“สี่ห้าแคมป์ตั้งอยู่ใกล้กัน ไปไหนก็เจอกัน ใกล้ๆ ก็เอากันหมดแล้ว ต้องขับรถ 4-5 ชั่วโมงหาเบอร์รี่”
“มานอนรอเป็น 15 วัน ถึงได้เก็บ ไม่มีรถให้คนงาน”
“พอรถเสียก็ต้องหยุด 2-3 วันกว่าจะซ่อมเสร็จ”
"อาหารการกินก็แย่ (เหมือนเดิม) มีแต่ปีกไก่"
“ปีนี้ มีข่าวผู้ชายอายุ 48 ตายในป่าที่สวีเดน” (แต่ไม่มีใครมีรายละเอียดมากกว่านี้)
ฯลฯ

คนงานชาติอื่นเจอสภาพปัญหาก็มักประท้วงกันทันที

"เมื่อคนงานชาว บัลกาเรีย 500 คน ที่ตั้งแคมป์ที่หมู่บ้าน Mehedeby ทางตอนเหนือของสต๊อกโฮลม์ ถูกคนท้องถิ่นที่โกรธแค้นต่อว่า "ละเมิดสิทธิสาธารณะที่มีมาแต่ดั่งเดิมของพวกเขา" คนเก็บเบอร์รี่ก็ไม่มีความสุขเช่นกัน ไม่มีทั้งน้ำประปาหรือห้องน้ำ และเบอร์รี่ก็ไม่ดกด้วย บางคนอยากจะกลับบ้าน แต่ก็ทำไม่ได้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและสถานทูตบัลกาเรียที่ตื่นตระหนก รีบขนคนเก็บเบอร์รี่ขึ้นรถบัสที่เช่ามาจอดรอที่ข้างโรงเรียน เพื่อส่งกลับบ้านเกิด แต่ก็ยังมีคนเก็บเบอร์รี่ชาวบัลกาเรียที่ถูกทิ้งให้รอความช่วยเหลือที่ หน้าประตูสถานทูตอีกเป็นจำนวนมาก"
Economist, 4 สิงหาคม 2555

แต่คนเก็บเบอร์รี่ชาวไทยอึดกว่าชาติใดในโลก

คนเจ้าถิ่นชาวฟินแลนด์และสวีดิช ต่างพากันฉงนงงงวยว่า คนงานไทยเอาพลังอึดมาจากไหน ถึงทำงานได้ราวกับเครื่องจักร 12-20 ชม. ทุกวันตลอด 70 วัน โดยที่ไม่เคยพัก ไม่ต้องผ่อน ไม่ต้องนอน ไม่ต้องมีวันหยุด แม้ป่วยก็ไม่พัก

กระนั้นปีนี้ คนงานเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนบอกว่า "คนงานกว่าครึ่งเก็บไม่ได้ตามเป้า และบริษัทบอกว่าจะไม่จ่ายเงินเดือนตามกฎหมาย เพราะเก็บไม่ได้ตามเป้า" ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาจะถือว่าทำงานฟรี เพราะเงินเดือนที่ระบุในสัญญาครอบคลุมแค่่ค่าเดินทางและกินอยู่เท่านั้น ไม่เหลือกำไรอยู่แล้ว

และจนถึงบัดนี้ คนงานหลายร้อยคนที่มาเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนที่เดินทางกลับบ้านเมื่อวันที่ 29 และ 30 กันยายน ก็ยังคงรอเงินเดือนที่ระบุตามสัญญาจ้าง ที่บริษัทที่พามาเก็บเบอร์รี่ยังไม่ยอมจ่ายให้คนงาน อ้างว่ายังเคลียร์ค่าเบอร์รี่ไม่ได้

ที่ฟินแลนด์ก็มีปัญหาเยอะมากเช่นกัน แต่เสียงยิ่งเงียบฉี่กว่าสวีเดน เพราะนายหน้าและบริษัทที่นี่อ่อนไหวต่อเรื่องภาพลักษณ์และป้องกันไม่ให้คน งานประท้วงหรือร้องเรียนได้สำเร็จกว่าที่สวีเดน (คนน้อยกว่า เลยคุมได้ง่ายกว่า)

พี่แมว คนฟินแลนด์ที่พูดและเขียนภาษาไทยได้คล่อง และช่วยเป็นล่ามให้คนงาน บอกว่ามีคนป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลนับสิบวัน 2 คน และกลับบ้านในสภาพที่ต้องได้รับการดูแล พร้อมหนี้ที่ยังอยู่กว่าสี่หมื่นบาท

พวกนายหน้าคือโซ่สุดท้ายที่อันตรายต่อเกษตรกร

นายหน้าหาคนงานไปต่างประเทศ ที่ตระเวณตามหมู่บ้านทั่วภาคอีสานและกระจายไปทุกภาคตอนนี้ คือแขนขาอันสำคัญยิ่ง ที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายป้อนแรงงานทาสชาวไทยของพวกบริษัทจัดหางานทั้งถูก กฎหมายและผิดกฎหมาย เพื่อขายแรงงานไทยให้กับต่างชาติ

ในกรณีงาน เบอร์รี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์ นายหน้าหลายคนเป็นคนเก็บเบอร์รี่เก่า ที่หารายได้จากการหาคนไปทำงาน หรือต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของตัวเอง จึงหาคนเก็บใหม่เพื่อค่าหัวคิว

และหลายคนก็ เป็นพวกคนที่มีอาชีพนายหน้าหาคนงานให้บริษัทจัดหางานไปประเทศ ต่างๆ ที่มีประสบการณ์ "ค้าความฝันลวง" พวกเขาจะเดินทางขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ เมื่อหมู่บ้านหนึ่งเจ๊งทั้งหมู่บ้าน ไม่ไปอีกแล้ว ก็ไปหาหมู่บ้านใหม่ เมื่ออีสานเริ่มมีบทเรียน ก็ไปภาคเหนือ หรือภาคใต้

พวกนี้จะเก่งในการโน้มน้าวให้คนไปทำงานต่างประเทศให้ได้ และไม่พูดความจริงหรือพูดความจริงไม่หมด ใช้คำหลอกล่อด้วยตัวเลขเงินที่จะได้ อ้างกันเป็นแสนหรือหลายแสน

นายหน้าคนหนึ่งที่แก้งค้อ หาคนเก็บเบอร์รี่มาสวีเดนเพื่อกินค่าหัวคิว ป้อนบริษัทจัดหางานได้ถึง 130 กว่าคน (ถ้าคิดตามอัตราที่รับรู้กันทั่วไปก็น่าจะได้ค่านายหน้า 5,000 บาท x 130 คน = 650,000 บาท) โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้เดินทางมาดูแลคนงานด้วย

นี่คือหนึ่งในหลายสิบนายหน้า ที่ทำตัวหาคนงานมาเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์ และกำลังจะขยายไปนอร์เวย์อีกด้วย

นายหน้าที่ทำ มาหากินกับค่าหัวคิว เห็นแก่เงิน และไร้ซึ่งจิตสำนึก ไม่มีความรู้ความเข้าใจในต้นต่อปัญหา ไร้ความรับผิดชอบ และไม่มีศักยภาพใดๆ ทั้งสิ้นที่จะรองรับความเสียหาย

โซ่สายส่ง "แรงงานทาส" ของธุรกิจค้าแรงงานข้ามชาติ คือ ต้นต่อปัญหาที่สั่งสมมากว่า 40 ปี ที่เมืองไทย 

ถ้าไปเมืองนอกแล้วรวยจริง คนอีสานต้องเป็นภาคที่คนรวยมากที่สุดในประเทศไทย

นับตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน มีคนไทยโดยเฉพาะเกษตรกรจากอีสานรวมกันว่า 4 ล้านคนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยที่ 90% เป็นการเดินทางไปกับบริษัทจัดหา(ค้า)งานเอกชนที่คิดค่าหัวคิวจากพวกคนงาน อย่างโหดร้าย

เงินจำนวนมาก ถูกหล่อเลี้ยงธุรกิจค้าแรงงานและสายป่านโยงใยข้าราชการและนักการเมือง ตั้งแต่ระดับกรุงเทพฯ จนถึงจังหวัดเป้าหมายต่างๆ มาอย่างยาวนานที่จำเป็นต้องแก้ไขให้ได้เสียที

เพราะระบบนี้ ส่วนมากแล้วคนงานต้องทำงานฟรีตามสัญญา ถ้าสัญญา 2 เดือนเช่นเก็บเบอร์รี่ ค่าใช้จ่ายแน่ๆ คือ 160,000 บาท (เท่ากับเงินเดือน 2 เดือน)

คนตกหลุมพรางส่วนใหญ่ จะถูกทำให้เชื่อลมปากมากกว่าสัญญา (ที่พวกเขาเห็นหลังจากจ่ายเงินให้นายหน้าไปแล้วหลายงวด) กับคำพูดประเภท "ไม่ต้องสนใจเงินเดือนตามสัญญา เพราะคนงานจะได้เงินจากรายได้พิเศษและค่าล่วงเวลามากมาย"

การแบ่งผลประโยชน์ระหว่างบริษัทเอกชนกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ กระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาโซ่ความสัมพันธ์ของธุรกิจค้าแรงงานชาว ไทย (ที่ทรหดและอดทนยิ่งกว่าควายเหล็ก) และดำรงการสนับสนุนให้บริษัทจัดส่ง โดยรัฐไม่ยอมดำเนินการจัดส่งเอง ด้วยข้ออ้างว่า "บริษัททำได้ดีกว่า" เพื่อเปิดโอกาสให้ 200-300 บริษัท ที่ได้รับอนุญาตและส่งเสริมจากกระทรวงแรงงาน ทำหน้าที่ส่งคนงานไปต่างประเทศปีละกว่าแสนคนเพื่อเงินค่าหัวคิว (ที่ไม่เคยเก็บตามกฎหมาย) และเงินใต้โต๊ะที่หล่อเลี้ยงกันทั้งกรมกองที่เกี่ยวข้อง (ที่ตรวจจับไม่ได้)

แม้ว่าจะมีการ เรียกร้องให้รัฐจัดส่งเอง เพื่อป้องกันการโกงและหลอกลวง กระทรวงก็ยังดื้อดึงให้บริษัทจัดหางานรับผิดชอบส่งคนงานที่ต้องผ่านกระทรวง แรงงานกว่า 90% ไปทำงานต่างประเทศ (ไม่รวมพวกพาคนเข้าเกาหลีหรือประเทศอื่นๆ ที่ไม่ต้องผ่านกระทรวงฯ) ทั้งนี้กระทรวงแรงงานดำเนินการจัดส่งเองตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไม่มีค่า นายหน้าเพียง 5% เท่านั้น
บริษัทเหล่า นี้ ไม่มีศักยภาพ และไม่เตรียมรับผิดชอบความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นกับการส่งออก "แรงงานทาส สินค้ามีชีวิตราคาถูก" นับหมื่นนับแสนคนต่อปี ที่แต่ละบริษัทหลอกล่อมาเพื่อป้อนออเดอร์จากต่างประเทศ

คิดดูแล้วกันว่า เพราะเหตุใด อุตสาหกรรมเบอร์รี่นี้จึงชอบคนไทยนักหนา เพราะไม่มีคนงานชาติไหนทนกับสภาพการทำงานทาส ไร้ศักดิ์ศรี ต้องทำตัวเป็นเครื่องจักรเก็บเบอร์รี่ วันละ 12-20 ชั่วโมง ตลอด 60-70 วันไม่เคยหยุด “กินน้อย นอนน้อย ไม่หยุด ไม่ลาป่วย ไม่ต้องสนุก” เช่นคนไทยได้อีกแล้ว

ในขณะที่คนงาน ชาติอื่นๆ ทั้งจีน บังคลาเทศ หรือเวียดนาม ไม่สามารถทำงานได้เกิน 2 หรือ 3 อาทิตย์ก็ประท้วงกันแล้ว จนสถานทูตทั้งสองประเทศต้องปิดวีซ่าเก็บเบอร์รี่จากหลังเกิดการประท้วง

แต่จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังเป็นที่กังขากันว่าเพราะเหตุใด คนงานไทยที่เจอปัญหา เสียหายและประท้วงกันทุกปี แต่สถานทูตที่เมืองไทยก็ยังไม่ปิดวีซาพาคนมาเก็บเบอร์รี่ ธกส. ก็ยังปล่อยเงินกู้ และกรมการจัดหางานก็ยังเดินหน้าเจรจาให้บริษัทจัดหางานอยู่เช่นเดิม และยังส่งเสริมให้คนไทยมากันมากขึ้น ราวกับแม่งเมาบินเข้ากองไฟ จนสร้างความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเช่นนี้

งานเก็บเบอร์รี่ ต้นทุนสูง เป็นงานค้าทาส ที่ไม่ควรส่งเสริมอย่างยิ่ง

การส่งเสริมมา เก็บเบอร์รี่เป็นนโยบายที่ผิดพลาดของกระทรวงแรงงาน ที่ชินกับการรับเงินใต้โต๊ะจากธุรกิจเบอร์รี่และบริษัทนายหน้าค้าเบอร์รี่มา ตั้งแต่ยุคอดีต รมต. ไพฑูรย์ แก้วทอง กระทรวงแรงงานจึงยังไม่ยอมหยุดหนุนและหยุดอุ้มธุรกิจเบอร์รี่ที่ประเทศ ร่ำรวย และไม่ยอมศึกษาความเสียหาย

แม้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็ตาม ก็ยังคงดาหน้าดำเนินโครงการหาเงินกู้และรับประกันเงินกู้ ธกส. ส่งคนไทยไปตายเมืองนอกกันต่อไป

กรณีเบอร์รี่ เป็นหนึ่งในบทเรียนแห่งการไร้วิสัยทัศน์ของกระทรวงแรงงาน ของธนาคารของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะ ธกส. (รับไปเต็มๆ) ที่ปล่อยเงินกู้ไม่รู้กี่พันคนจากจำนวนนับ 10,000 คน แทนที่จะปล่อยเงินกู้เพื่อพัฒนาเกษตรที่ไร่นาของตัวเอง

เป็นการปล่อยให้เกษตรกรไทย ขนเงินออกจากประเทศไทยปีนี้ทั้งสิ้นกว่า 700 ล้านบาท (ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจากประเทศไทยคนละไม่ต่ำกว่า 70,000 บาท) เพื่ออุดหนุนธุรกิจค้าแรงงานข้ามชาติชาวไทย และช่วยอุ้มธุรกิจเบอร์รี่ที่ประเทศร่ำรวย ที่ขยายเติบโตอย่างรวดเร็วบนน้ำพักน้ำแรง "ทาสชาวไทย"
ที่ฟินแลนด์ แรงงานไทยแค่หนึ่งในสี่ (3,000 ต่อ 12,000 คน) ของคนเดินทางเก็บเบอร์รี่จากประเทศอ่ืนๆ (โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออกและยูเครน) และคนท้องถิ่น แต่สามารถเก็บเบอร์รี่ป้อนอุตสาหกรรมเบอร์รี่ในสัดส่วน 80% ของเบอร์รี่ที่เก็บขายให้บริษัทแปรรูปเบอร์รี่ทั้งหมด

แต่เกือบทุกปี คนงานเก็บเบอร์รี่จำนวนไม่น้อยไม่เหลือเงินติดตัวกลับมาบ้านเลย และส่วนใหญ่กลับพร้อมกับความรู้สึกว่าได้เงินไม่คุ้มค่าเหนื่อย
จากการพูดคุยกับหลายฝ่าย แม้ว่าอุตสาหกรรมเบอร์รี่ต้องการให้คนงานเก่ากลับมา แต่ทุกๆ ปี จะมีคนงานเก่ากลับมาแค่ 40% อีก 60% เป็นคนงานใหม่ แสดงว่าคนงาน 60% ของแต่ละปี มาครั้งเดียวแล้วก็รู้ฤทธิ์ความลำบากและการทำงานฟรี และก็ไม่มาอีก

ความโชคดีบนความเสียหายของคนจำนวนเยอะกว่า คือ คนไม่ถึง 40% ที่เริ่มชินกับความลำบาก รู้แหล่งเบอร์รี่ดก หรือหาคนงานใหม่มาให้บริษัท (ค่านายหน้าหาคนงานให้บริษัทหัวละ 3,000-5,000 บาท) เพื่อป้อนอุตสาหกรรมแลกกับการได้ลดค่านายหน้าและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายตัวเอง

งานเก็บเบอร์รี่ เป็นงานที่ใช้แรงงานคนแทนเครื่องจักร ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า จนลืมความเป็นมนุษย์ ละเลยเรื่องงานที่มีคุณค่า เรื่องสิทธิแรงงาน และเรื่องสิทธิมนุษยชน

กระทรวงแรงงานต้องหยุดส่งเสริมและหยุดให้อนุญาตนักค้าแรงงานชาวไทยพาคนงานไปทำงานทาสเช่นนี้

และต้องต่อรองกับธุรกิจเบอร์รี่ว่า ถ้าธุรกิจเบอร์รี่ต้องการคนงานไทย ก็ให้จ่ายค่าใช้จ่ายให้คนงานทั้งหมด และดูแลคนงานไทยด้วยความให้เกียรติและปฏิบัติตามหลักกฎหมายฟินแลนด์และ สวีเดน

-------------------------

คลิปงานศาลไทยพึ่งไม่ได้ก็ต้องไปICC

ที่มา Thai E-News



คณะ กรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฏร และผู้เข้าร่วมสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง "สิทธิการป้องกันตนเองของประชาชนกับศาลอาญาระหว่างประเทศ" 6 ตุลาคม 2555 ณ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยากรประกอบด้วย ดร.ปิยะบุตร แสงกนกกุล,อาจารย์ตุ้ม รศ.สุดสงวน สุธีสร ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์กิตติบดี ใยพูล

ประเด็น-
ถ้าศาลไทย พึ่งไม่ได้ ปชช.จะเรียกร้องให้ลงสัตยาบันกรุงโรมฯ เพื่อไม่ให้ ปชช.ตายฟรี ซ้ำๆ ซากๆ







ประมวลภาพ "อัมสเตอร์ดัม" พบเสื้อแดงในอเมริกา

ที่มา Thai E-News

 โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 ตุลาคม 2555

นักข่าวอาสา คุณ Earn CA ได้ส่งภาพถ่ายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่่อต้อนรับและสนทนาการเมืองและ กฏหมายกับ มร.โรเบิรต์ อัมสเตอร์ดัม เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า "การจัดงานในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความราบรื่น มีแต่รอยยิ้มและความประทับใจ ขอขอบคุณ Anthony Chai เจ้าของสถานที่ที่อำนวยความสะดวก เสียสละเวลา และระบบการรักษาความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยม ขอขอบคุณในความมีน้ำใจของพี่น้อง เสื้อแดงจากหลายๆ เมือง ที่หอบหิ้ว อาหาร ขนม เครื่องดื่ม ผลไม้ งานนี้สลิ่มไม่มากวน เพราะได้แจ้งตำรวจท้องที่ในเขตแล้ว"

อนึ่ง มร.โรเบิรต์ อัมสเตอร์ดัม คือ หนึ่งในกลุ่มบุคคลที่พยายามจะดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านทางศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหากระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างโหดเหี้ยมในเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553

ท่านสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ มร.โรเบิรต์ ได้ที่The Accountability Project และประเทศไทย Robert Amsterdam









ธาริตเปิดบ้านเปิดใจกับสื่อสุดเหวี่ยง

ที่มา Thai E-News

 

 ...ก็รอฟังว่าสื่อจะรายงานข่าวออกมาอย่างไร หลังจากเจอการต้อนรับเลี้ยงดูปูเสื่อเพียบขนาดนี้

ตามหาคนหาย...

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน



ชาวนาคือผู้ทํานาปลูกข้าว
เลี้ยงเรามาจนเป็นหนุ่มสาว
ยันจนเหลาเฒ่าแก่ชรา แต่เหตุไฉนชาวนาไทยอับจนเรื่อยมา
เผชิญดินนํ้าลมฟ้า เผชิญปัญหาชะตากรรม


ถามคุณพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของเรา
ลองกระซิบถามท่านเบาๆ ท่านโตด้วยข้าวมือใคร
ตอนเราเป็นเด็กเราได้ดื่มนํ้านมมากมาย
นมจากเต้าเอามาจากไหน ใช่หรือไม่เหงื่อไคลชาวนา


วิงวอนฝากมาถึงรัฐสภาจากชาวนาไทย
คุณนั่งห้องแอร์มันคงสบาย กลิ่นโคลนสาบควายยังนองนํ้าตา
ร่างนโยบายซื้อขายข้าวเปลือกประกันราคา
เกษตรกรเขานอนผวา รายได้ตํ่ากว่าราคาลงทุน


ดีชั่วตัวคุณเขาสนับหนุนคุณเป็นผู้แทน
เลือกเอาไปเป็นขาเป็นแขน อย่าปล่อยแฟนๆ ทิ้งไร่ทิ้งนา
หายหัวกบาลจนชาวบ้านเขาเอือมระอา
เลือกตั้งครั้งสมัยหน้า ใครเขาจะกล้าไปลงคะแนน


การเมืองเป็นร่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ผมพูดความจริงขอจงอย่าโกรธ
ภาษาที่ใช้คําไทยโดดๆ ขอโทษทีครับแบนหําทําไม
หําคนทํากินใช่อันธพาลประเทศไทย
หําคําเดียวจําง่าย ชื่อจริงชื่อนายหําเทียม


นักเขียนนักข่าวหําขอร้องกล่าวปรับความเข้าใจ
อย่านึกว่าเป็นนักเขียนมันง่าย เขียนสุ่มกันไปรับเงินลูกเดียว
งานจับปากกาก็เหมือนชาวนาเขากําด้ามเดียว
ขีดเขียนเก็บเกี่ยวไม่ต่างกันตรงที่ความจริงใจ


เพลงหําครํ่าครวญชักชวนให้คุณเห็นความเป็นไทย
อย่าเอาหนังสือพิมพ์บ่อนทําลาย ควํ่ากระจาดตลาดลงทุน
อย่ายอมรับใช้เขียนซ้ายเลียขวาจนวุ่น
กวนบ้านเมืองจนขุ่น กวนโอ๊ยกวนส้นตีน


ยังมีอีกมากที่ลากออกมาพอเป็นกระสัย
แต่หําต้องขอทิ้งท้าย ศิลปินไทยฟังหําหน่อยซี
อย่าร้องอย่ารําอย่านําทางมั่วโลกีย์ สร้างตัวอย่างไม่ดี
ให้ลูกให้หลานให้เยาวชน


ใช่ร้องใช่รําทําด้วยแรงขนมปัง
จะร้องจะเล่นเห็นความจริงบ้าง ชาวนาเคว้งคว้างขัดสน
แหกปากเข้าไปเอาแต่จะได้ประโยชน์ใส่ตน
ถึงหําจะแปลว่าสัปดน ยังดีกว่าคนที่เนรคุณ

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 11/10/55 เปิบข้าว..กับมารคอหอย

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ข้าวแต่ละคำ ที่เปิบอยู่ รู้บ้างไหม?
จากมือใคร ผู้เหนื่อยยาก ลำบากแสน
วาทกรรม ต่ำทราม ตามดูแคลน
เติมรอยแค้น ฝังใจ ให้ชาวนา....

รวมหัวกัน จ้องเอาเปรียบ แล้วเหยียบมิด
วิกลจริต สุดอุบาทว์ ทาสพ่อค้า
เอาแค่อิ่ม ขอแค่ปลื้ม แค่ลืมตา
พวกผีห่า กลับคุ้มคลั่ง เหมือนดั่งมาร....

ทั้งกลั่นแกล้ง เตะถีบ บีบสารพัด
หาทางงัด อย่างริยำ ซ้ำหักหาญ
ผลงานโง่ ดีดัก นักวิชาการ
ที่ฟุ้งซ่าน เฉไฉ รับใช้นายทุน....

หวังลืมตา อ้าปาก อยากพ้นทุกข์
สร้างสมสุข โอบเอื้อ ผู้เกื้อหนุน
นโยบายรัฐ ชัดเจน เหมือนเป็นบุญ
พวกหมกมุ่น กลับคิดทราม ตามรังแก....

เปิบข้าวคำ ซ้ำทุกข์ จุกคอหอย
มารยังคอย รุกไล่ ให้ย่ำแย่
น้ำตาหยด รินรดใจ ใครดูแล
หรือต้องแพ้ ตลอดกาล มารชาวนา....

๓ บลา / ๑๑ ต.ค.๕๕

Tuesday, October 9, 2012

39ปี14ตุลา - 79ปีปราบกบฎ - ชั่วนาตาปีเขาพระวิหาร

ที่มา Thai E-News

 


กำหนดการงานรำลึก 14 ตุลา ประจำปี 2555
วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม 2555  เวลา 07.00 - 17.00 น.
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร และ  มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
โทรศัพท์ 02-622-1014-5  โทรสาร 02-622-1016
............................................................................


ภาคเช้า ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 (แยกคอกวัว)
พิธีการรำลึกและสดุดี

07.00 น.               พิธีตักบาตรพระสงฆ์ด้านหน้าอาคารอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 จำนวน 14 รูป

08.30-09.00 น.     พิธีกรรมทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

09.00-10.00 น.     พิธีวางพวงมาลาและกล่าวสดุดีวีรชนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
                                ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
                                ฯพณฯ ประธานรัฐสภา
                                ผู้นำฝ่ายค้าน
                                ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
                                ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
                                ผู้แทนญาติวีรชน 14 ตุลา
                                ผู้แทนฝ่ายประชาธิปไตยและแรงงาน
                                ผู้แทนชาวบ้านนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน
                                ผู้แทนเยาวชน-นิสิตนักศึกษา
                                                               
ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2555

10.30-10.50 น.     ลงทะเบียน / แนะนำปาฐก...คุณสุนี  ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) / กรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา

10.50-11.50 น.     การแสดงปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2555 หัวข้อ “ประชาธิปไตยกับการปกป้องทรัพยากรชุมชน” โดย...คุณจินตนา  แก้วขาว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

11.50-12.00 น.     ปัจฉิมกถา...ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาคบ่าย ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ 
และ ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)

13.30-17.00 น.     - เสวนาหัวข้อ “มรดก 14 ตุลา ในมุมมองคนหลากรุ่น” วิทยากร : ศ.ดร.ธเนศ  อาภรณ์สุวรรณ, วัฒนชัย วินิจจะกูล , สินธุ์สวัสดิ์  ยอดบางเตย , ผู้แทนนักศึกษา ฯ

                             - พิธีการประกาศรับรองให้วันที่ 14 ตุลา เป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเปิดตัว “หมุด 14 ตุลา” ณ ลานโพธ์  โดย...อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ผู้แทนมูลนิธิ 14 ตุลา, ผู้แทนญาติวีรชน 14 ตุลา , นิสิต-นักศึกษา , ประชาชนทั่วไป

                             - Walking Tour ประวัติศาสตร์สถานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 - 6 ตุลา 19 ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

.................

เชิญร่วมงาน 79ปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏ วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

เชิญร่วมงาน 79 ปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏ วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

10.00 น. ชมนิทรรศการภาพถ่ายในอดีต ที่หาชมได้ยาก นั่งรถเที่ยวชมพร้อมบรรยายเรื่องปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏและสะพาน3แห่งที่เชื่อมโยงในประวัติศาสตร์

13.30-14.00 น. คณะกรรมการอนุสาวรีย์ปราบกบฏ แถลง การจัดการ งาน 79ปี อนุสาวรีย์ปราบกบฏ พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา(บุตร ชายพระยาพหลฯ)เป็นประธานเปิดกล่าวงาน มีพิธีสวดมนต์โดยพระสงค์พร้อมประชาชน79คน จากนั้นถวาย สังฑทานอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนที่เสียชีวิตจาการปราบกฎ

14.00-15.30 น. พิธีวางพวงมาลา โดย พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อ่านบทกวีพร้อมกล่าวสดุดี โดย วัฒน์ วรรลยางกูล

15.30-17.30 น. เริ่มกิจกรรมเวที ณ สวนรักษ์ธรรมชาติตรงข้ามอนุสาวรีย์ปราบกบฏ พร้อมกล่าวสดุดี โดยนักสู้เพื่อประชาธิปไตย

17.30-19.00 น.ชมดนตรีจากพี่น้องร่วมรบ เช่น โอเล่24มิถุนา ซันซิโร่เจ้าของคอกม้าและอีกหลายท่านพร้อมปราศรัย

19.00-21.00 น.เสวนา 2476คระราษฎร ปราบกบฏบวรเดช โดย อ.ชีพธรรม คำวิเศษ อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ พร้อมกล่าวคำขอบคุณคณะราษฎรที่ทำการปกป้องประชาธิปไตยโดยคณะกรรมการ อนุสาวรีย์ปราบกบฏ

อ่านบทกวี โดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที พร้อมจุดพลุฉลองชัยที่คณะราษฎรปราบกบฏ ได้สำเร็จ พร้อมปิดเวทีด้วยคำปฎิญาณตนที่จะสืบสานเจตนารมณ์คณะราษฎรให้ประเทศนี้เป็น ประชาธิปไตยของ ประชาชนโดยแท้จริง โดยคุณพรท เฉลิมแสง

สุดพิเศษ เพลงปราบกบฏ โดยวัฒน์ วรรลยางกูล

จัด โดย กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตย คณะสืบสานเจตนารมณ์คณะราษฎร กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ2540 แดงบางเขน แดงสายไหม แดงบางกระปิ แดงมีนบุรี สมัชชาเสื้อแดงสมุทรปราการ



 ****************


แดงชิคาโก้จัดงานปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ

คุณ ปรีชาประธานชมรมผู้รักประชาธิปไตยในมลรัฐอิลลินอยส์ (แดงชิคาโก้)กล่าวเปิดเผยว่า ชมรมฯร่วมกับชมรมต่างๆในสหรัฐฯกำลังจะจัดกิจกรรม Dinner Talk ที่ร้านอาหาร Thai Little Home Cafe. ในวันที่ 28 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในหัวข้อ "ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ"   โดย ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์การเมืองคนสำคัญของไทย ในโอกาสที่ท่านได้รับเชิญให้มาเป็นองค์ปาฐก (Keynote Speaker) ในงาน Thai Studies Conference ที่ รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา และที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ทำให้พวกเรามีโอกาสเรียนเชิญท่านมาพบปะ พูดคุยกับเราที่นี่

"ผม ในนามของชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยในมลรัฐอิลลินอยส์ ขอขอบคุณสมาคมสมาคมไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์  สมาคมพยาบาล สมาคมชาวเหนือ สมาคมอีสาน สมาคมกอล์ฟ และสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ ที่กรุณาร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้รับการสนับสนุนจากท่านอีกในโอกาสต่อไป"พร้อม ทั้งเชิญชวนคนไทยในอเมริกาเข้าร่วมงาน โดยระบุว่าสถานที่จัดงานสะดวกมากอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน O hare Airport และ ใกล้ สถานีรถไฟ สะดวกมาก

ร้าน อาหาร Thai Little Home มีที่จอดรถ สะดวก ที่หน้า ร้าน Add  638 E Golf Rd  Tel.  1 847 806 6221 Or 1 847 878  4042 คุณ โต้ง Precha  1 708 361  6109  or 1 708  435 1939

ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ

สบอช.สั่่ง กทม.นำกระสอบทรายออกภายใน 15 วัน

ที่มา Voice TV



กรมอุตุนิยมวิทยาคาด 3 จังหวัดภาคตะวันตก ยังต้องเฝ้าระวังฝนตก 1-2 วันนี้ ส่วนภาคใต้ตะวันออกต้องระวังต่ออีกประมาณ 1 เดือน ​ด้านประธาน กบอ.สั่ง สบอช.ทำหนังสือให้กรุงเทพมหานครนำกระสอบทรายออกจากท่อระบายน้ำภายใน 15 วัน 
 
 
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้สั่งการให้เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ สบอช. ทำหนังสือกรุงเทพมหานคร เพื่อให้อธิบายเกี่ยวกับการใส่กระสอบทรายในท่อระบายน้ำในจุดใดบ้าง 
 
 
นายปลอดประสพยืนยันว่าไม่เคยมีเเนวคิดการ ใส่กระสอบทรายในท่อระบายน้ำ ซึ่งในทางเทคนิคแล้วต้องนำกระสอบทรายวางบนฟุตบาทหรือถนนโดยมีความสูงอย่าง มาก 2-3 ฟุต ซึ่งการนำกระสอบทรายไปไว้ในท่อระบายน้ำนั้นถือว่าเป็นปัญหาในการปิดกั้นทาง เดินน้ำ โดยเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดและนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย  จึงได้ย้ำให้กรุงเทพมหานครนำกระสอบทรายออกให้หมดภายใน15 วัน
 
 
ขณะที่ประธาน กบอ. คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยปีนี้จะคลี่คลายภายในสิ้นเดือนนี้ และหลังจากนี้จะไปดูแลเรื่องงบประมาณในการแก้ปัญหาน้ำท่วม 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งภายในปลายปีนี้จะทราบถึง 30 กลุ่มบริษัทที่ผ่านเข้าหลักเกณฑ์  โดยจะเริ่มใช้งบประมาณดังกล่าวช่วงเดือนเมษายนปีหน้า 
 
 
ส่วนสถานการณ์พายุ นายสมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา  กล่าวว่า แม้พายุแกมีจะสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศ แต่ยังส่งผลให้มีฝนตกอีก 1-2 วัน ในฝั่งตะวันตกของประเทศ ที่จังหวัดเพชรบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี โดยราชบุรี มีรายงานว่าฝนตกประมาณ 200 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ รวมถึงภาคกลางตอนล่างยังมีฝนตกบางพื้นที่ จากความกดอากาศสูง คาดว่าฝนจะหมดในเดือนพฤศจิกายนนี้
 
 
โดยพายุลูกใหม่ชื่อพระพิรุณ ไม่ส่งผลกระทบถึงไทย แต่จะขึ้นเหนือไปทางประเทศฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ในอีกประมาณ 1 เดือน ภาคใต้อาจมีพายุฝั่งตะวันออกบริเวณเกาะสมุยที่ต้องติดตามต่อไป
9 ตุลาคม 2555 เวลา 10:12 น.

8 10 55 ข่าวค่ำDNN 'สนธิ' ระบุ 'สุเทพ เนวิน' กลั่นแกล้งพันธมิตร

ที่มา DNNTNAILAND



ผู้ว่า กทม. เตือนเคลื่อนย้ายกระสอบทราย กทม. เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท



ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เผยการนำกระสอบทรายไปวางในท่อระบายน้ำเป็นการดำเนินการด้านเทคนิคเพื่อให้ การสูบน้ำจากถนนลงคลองกะจะเร็วขึ้น ส่วนกรณีที่โฆษกเพื่อไทยและ จนท.ดีเอสไอเคลื่อนย้ายกระสอบทรายออกไปนั้น สำนักการระบายน้ำได้ลงบันทึกประจำวันแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งดำเนินคดีเอาผิดผู้ใด
เว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายงานวันนี้ (8 ต.ค.) กรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เคลื่อนย้ายกระสอบทรายออกจากท่อระบายน้ำบริเวณถนนศรีนครินทร์ โดยระบุว่า สำนักการระบายน้ำได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก แต่ยังไม่ได้แจ้งดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับผู้ใด
โดยผู้ว่าฯกทม.ยืนยันว่า การนำกระสอบทรายลงไปในท่อระบายน้ำเป็นการนำไปวางเพื่อดำเนินการด้านเทคนิคใน ระบบปิดล้อมย่อยเพื่อสูบน้ำจากถนนศรีนครินทร์ลงคลองกะจะช่วยให้ถนนแห้งเร็ว ขึ้น ส่วนกระสอบทรายที่พบบริเวณท่อระบายน้ำหน้าร้านอาหารผาแดงเป็นการซ่อมแซมท่อ ระบายน้ำที่ชำรุด ไม่ให้ดิน และ ทรายบนผิวจราจร ลงไปในท่อระบายน้ำเพื่อให้คงสภาพของท่อระบายน้ำที่มีอยู่เดิม
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกอีกว่า กระสอบทรายเป็นทรัพย์สินของ กทม.ที่นำมาวางไว้เพื่อแก้ปัญหาด้านเทคนิค และ รู้สึกไม่ดีที่ต้องออกมาแถลงข่าว พร้อมกับขอให้หน่วยงานใดที่จะลงพื้นที่ กทม.ขอให้ประสานงานมายัง กทม.ก่อนไม่ใช่ลงพื้นที่โดยที่ กทม.ไม่รู้เรื่อง ซึ่งการเคลื่อนย้ายกระสอบทรายมีความผิดเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ด้วยการใช้อำนาจตำแหน่งทางการเมืองแทรกแซงการทำงานของข้าราชประจำ
อนึ่งก่อนที่จะมีการแถลงข่าวของผู้ว่าฯ กทม. นี้ เมื่อ 6 ต.ค. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยพบถุงทรายในท่อระบายน้ำของ กทม. ว่า เป็นการดิสเครดิตกทม. เพราะหวังคะแนนเสียงในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้า แต่จากการตรวจสอบพบว่าถุงทรายดังกล่าวล้วนแต่เป็นถุงใหม่ โดยสำนักงานเขตมีนบุรี มีหนังสือยืนยัน และ บันทึกข้อความ ถึงปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งบุคคลที่น่าสงสัย คิดว่าคือบุคคลที่ไปพบถุงทรายคนแรก “ผมขอประนามการกระทำนี้ เพราะท่านเอาความทุกข์ของประชาชน มาเป็นเหยื่อสนองตัณหาทางการเมืองของท่าน โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ร้อนของประชาชน”

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: "Two Bloody Octobers in Bangkok-Two Tula/Tula 1973 & 1976"

ที่มา ประชาไท

 

14 October 1973: Day of Great Joy

14 ตุลา 2516/1973 เป็นวัน "มหาปิติ" วันนั้น เมื่อ 39 ปี มาแล้ว
--นักเรียน/นักศึกษา/วีรชน คนหนุ่มสาว ประชาชน ลุกฮือขึ้นมาประท้วงระบอบ "คณาธิปไตย ถนอม-ประภาส"
--ผู้คนจำนวนแสนๆ เข้าร่วมประท้วงกลางถนนราชดำเนิน เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" และ "รัฐธรรมนูญ" สิทธิ เสรีภาพ
--คณาธิปไตยทหาร กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปราบหนัก ด้วยอาวุธสงคราม
--ประชาชนขัดขืน สถาบันฯ เข้ามา คณาธิปไตย ล้มครืน
--มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 800
--(ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมือง กทม. และต่าง จว. กับสื่อมวลชนก้าวหน้า)
6 October 1976: Day of Great Sorrow
แต่ อีก 3 ปีต่อมา "6 ตุลา 2519/1976" เป็น "วันมหามหาวิปโยค"
--จอมพลถนอม บวชเป็นเณร จากสิงคโปร์ กลับเข้ามา บวชพระ ณ วัดบวรนิเวศ บางลำพู
--นักศึกษาและประชาชน 3,000 ชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาสตร์ (เรียกร้องให้รัฐบาล นรม. เสนีย์ ปราโมช ขับไล่ถนอมออกจากประเทศ)
--กลุ่มการเมืองจัดตั้ง ฝ่ายขวา นวพล กระทิงแดง และวิทยุเครือข่ายทหาร (อ้าง/อิง/โหน ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์) โจมตีและกล่าวหาว่านักศึกษา "หมิ่นฯ" และเป็น "คอมมิวนิสต์"
--ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจตระเวนชายแดน กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงครา
--ทหารกระทำ "รัฐประหาร" แล้วเสนอตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็น นรม.
--มีผู้เสียชีวิต 40 (?) ราย, บาดเจ็บ 3,000 (?) คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท.
--ผู้ถูกกระทำ คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว โดยผู้กระทำที่เป็น "ชนชั้นกลาง" ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจ ตั้งตน เป็นปฏิปักษ์ รวมทั้งสื่อมวลชน "กระแสหลัก" ของทั้งรัฐและเอกชน วิทยุ/ทีวี
หมายเหตุ ในบรรดา ผู้ตกเป็นเหยี่อ "ความรุนแรง" และ "อาชญากรรมของรัฐ" ดร ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดี มธ เป็นหนึ่งในรายแรกๆๆ ที่เกือบเอาชีวิต ไม่รอด

ข้อจำกัดในการยกมาตรา 84 เพื่อคัดค้านนโยบายเศรษฐกิจ

ที่มา ประชาไท




จากการที่นักวิชาการและอาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน 146 คนเข้าร่วมลงชื่อต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่องนโยบายรับจำนำข้าว เพราะเห็นว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนญมาตรา 84 วงเล็บหนึ่ง โดยผู้อ่านสามารถอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ซึ่งเป็นส่วนแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจได้จากเว็บไซต์ http://www.ombudsman.go.th/10/documents/law/Constitution2550.pdf
ในบทความนี้จะไม่ลงวิเคราะห์วิจารณ์นโยบายรับจำนำข้าวแต่จะวิเคราะห์ใน ด้านข้อจำกัดทางกฎหมายที่จะฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา 84 และวิเคราะห์ถึงความขัดแย้งภายในมาตรา 84 เองในมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์

มองในแง่กฎหมาย
ก่อน อื่นควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของรัฐสมัยใหม่เสียก่อน รัฐสมัยใหม่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาเพื่อเป็นสถาบันแห่งอำนาจทางการเมืองนอก จากนั้นภาระกิจของรัฐสมัยใหม่ยังมีเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดย แสดงออกมาในรูปแบบของการจัดทำบริการสาธารณะเช่นการจัดสิ่งจำเป็นพื้นฐานใน การดำรงชีวิต เมื่อสังคมพัฒนาขึ้นไปอีกระดับรัฐยังอาจมีภารกิจในทางเศรษฐกิจเข้ามาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องระบบเศรษฐกิจของรัฐจากการโจมตีของรัฐอื่นหรือเป็นการ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น การประกันราคาสินค้า การรับจำนำสินค้าสำคัญหรือแม้แต่มาตรการในการส่งเสริมการลงทุนต่างๆได้ แม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจเป้นการแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐซึ่งอาจขัดต่อแนว คิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคที่ว่า laissez- faire กล่าวคือรัฐมีหน้าที่เพียงแค่ป้องกันประเทศรักษาความสงบและอำนวยความ ยุติธรรมเท่านั้น
รัฐธรรมนูญเครื่องมือหรืออุปสรรคในการดำเนินนโยบาย
โดย ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาจะมีหมวดหนึ่งว่าด้วยแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐซึ่งภายใต้บทบัญญัติในหมวดดังกล่าวจะกำหนดภาระกิจต่างๆที่รัฐ พึงจะต้องจัดทำเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนในรัฐ เช่น การศึกษา การสงเคราะห์ผู้สูงอายุ การส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นต้น หากมองในของความชัดเจนแล้วการบัญญัติบทบัญญัติมาตราต่างๆ ไว้ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นย่อมเป็นการชัดเจนว่ารัฐนั้นมี หน้าที่ในการดำเนินกิจการใดบ้างเพื่อเป็นกรอบในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลว่า จะต้องดำเนินไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบต่างๆนั้นในทางตรงกันข้ามอาจเป็นการกำหนดขอบเขตจนทำให้รัฐไม่ สามารถเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบันได้หากสังเกตุรัฐธรรมนูญของประเทศตะวันตกจะพบ ว่าไม่มีการบัญญัติหมวดดังกล่าวไว้ในเนื้อหารัฐธรรมนูญโดยบางประเทศอาจเขียน ไว้เป็นหลักการกว้างๆ ของรัฐนั้นๆ ในอารัมภบทก็เป็นได้
ในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 75  บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการ บริหารราชการแผ่นดิน
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ  และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง
มาตรา 76 คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อแสดงมาตรการและรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการในแต่ละปีของการ บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าก่อนที่รัฐบาลจะเข้ารับตำแหน่งเพื่อ บริหารราชการแผ่นดินนั้นรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะ ดำเนินนโยบายใดและมุ่งเน้นในการบริหารงานเรื่องใดซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวแสดง ให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่อรัฐสภาและการควบคุมใน การดำเนินการทางนโยบายดังกล่าวนั้นเป็นการควบคุมทางการเมืองโดยเฉพาะซึ่ง องค์กรอื่นไม่มีหน้าที่ในการควบคุมหรือกำกับดูแลในเรื่องนโยบาย

เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ศาล รัฐธรรมนูญเป็นศาลที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยมีลักษณะและเขตอำนาจที่เฉพาะอย่าง ยิ่ง กล่าวคือไม่ใช่ศาลที่มีเขตอำนาจเป็นการทั่วไปเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะจำกัดอยู่เพียงแค่การวินิจฉัยว่ากฎเกณฑ์แห่งกฎหมายระดับพระราชบัญญัติใด ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญรวมถึงการวินิจฉัยถึงคุณสมบัติของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจึเป็นเขตอำนาจที่ค่อนข้างจำกัดในเรื่องเฉพาะ เกี่ยวกับการรักษาความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญและการตีความคุณสมบัติของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จากการพิจารณาเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญแบบคร่าวๆ จะพบว่าในกรณีที่เป็นนโยบายของรัฐบาลนั้นศาลย่อมไม่มีเขตอำนาจในการรับคำ ร้องที่ขอให้พิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของนโยบายรัฐ หากมองในแง่ความเหมาะสมในส่วนของสัดส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วยิ่งเห็น ได้ชัดเจนว่าในองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญเองนั้นมีแต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กฎหมายและรัฐศาสตร์ไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาตร์หรือการเงินการคลัง อยู่เลย องค์ประกอบในส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเนื่องจากหากให้องค์กร ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญพิจารณาในเรื่องใดๆ แล้วนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมาคือสถานะของนโยบายของรัฐบาลนั้นมีคุณค่าอยู่ ในระดับใดดังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่านโยบายของรัฐบาลนั้นไม่มีมีคุณค่าใน ระดับกฎหมายหากแต่เป็นการดำเนินกิจกรรมของรัฐบาลที่สนองตอบความต้องการของ ประชาชนเท่านั้นและการดำเนินการต่างๆรัฐสภาสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ตั้งแต่ เริ่มนโยบายจนกระทั่งนโยบายนั้นดำเนินจบไปโดยการขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วาง ใจซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ หากนโยบายใดไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้สภาอาจมีมติไม่ไว้วาง ใจในการดำเนินนโยบายนั้นๆ เช่นหากพบความไม่โปร่งใสในการดำเนินการอาจขอยื่นมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็น รายยบุคคลได้
มองในมุมกลับกันหากเอาหลักแห่งการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออมาจับในกรณี นี้จะพบว่าหากให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามามีอำนาจในการพิจารณาว่านโยบายของรัฐขัด ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อาจส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีสภาพกลายเป็นฝ่ายบริหาร เสียเอง กล่าวคือ ในทุกๆ การกระทำของรัฐบาลนั้นองค์กรตุลาการจะต้องเป็นผู้ให้การอนุมัติเสียก่อน รัฐบาลจึงจะสามารถดำเนินการได้ หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าศาลซึ่งเป็นองค์กรภายนอกและไม่มีจุดเชื่อมโยงกับ ประชาชนเลยทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ควรจะมีบทบาทในการเข้ามาควบคุมนโยบายที่ เกี่ยวข้องกับคนในรัฐ

ข้อทิ้งท้ายทางกฎหมาย
ปัจจุบันเกิดความสับสนและ ความไม่รู้ในสังคมเป็นอยางมากเกี่ยวกับอำนจของศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น กรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนมาถึงกรณีล่าสุดคือการขอให้รับคำร้องว่าการรับ จำนำข้าวนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหากศาลรัฐธรรมนูญไทยเกิดสำคัญตนว่าตนเป็นผู้ พิทักษ์รัฐธรรมนูญเพียงหนึ่งเดียวแล้วนั้นย่อมจะทำให้เกิดสถานะพิเศษของศาล รัฐธรรมนูญขึ้นมานั่นคือสถานะของการเป็นองค์กรที่อยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ และเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสามได้ภายในองค์กรเดียว (ศาลรัฐธรรมนูญถือได้ว่าใช้อำนาจนิติบัญญัติในเชิงปฏิเสธอยู่แล้ว) ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและยึดถือหลักนิติรัฐว่าจะ ไม่สามารถมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งสามารถรวบอำนาจมาใช้ได้ในองค์กรเดียวและ องค์กรนั้นกลับเป็นองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ประเด็นด้านเศรษฐกิจ
“รัฐธรรมนูญมาตรา 84(1) บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการนโยบายด้านเศรษฐกิจดังต่อไปนี้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรี และเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน...”
จากข้อบัญญัติข้างต้นมีประเด็นที่ต้องนำมาคิดต่อคือ
ความกำกวมของนิยาม จากข้อบัญญัติมาตรา 84 ปรากฏคำทางเทคนิคหลายคำที่มีความกำกวมและมีนิยามที่ไม่แน่นอนชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจที่เป็นธรรม ปัญหาที่ตามมาคือเราจะรู้อย่างไรว่าอะไรเป็นเศรษฐกิจที่เป็นธรรมเนื่องจากคำ ว่า เป็นธรรมมีความเลื่อนไหลไม่หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงไปตามปทัสถานของคนในสังคม ไม่มีใครสามารถผูกขาดการนิยามความเป็นธรรมได้ และในทางวิชาการแล้วการนิยามคำว่าความเท่าเทียมเป็นพื้นที่เปิดให้คนทุกคน สามารถเสนอความคิดเห็นที่หลากหลายได้ขึ้นอยู่กับว่ามีชุดความคิดที่มีเหตุผล และสังคมยอมรับ เศรษฐกิจที่เป็นธรรมคือเศรษฐกิจที่ทุกคนมีรายได้เท่าเทียมกันใช่หรือไม่? หรือว่าเป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนพื้นฐานกติกาที่แน่นอนตายตัว? หรือว่าเป็นเศรษฐกิจที่เป็นธรรมภายใต้การแข่งขัน? เศรษฐกิจที่มีการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกันทุกคน หรือ เท่าเทียมกันตามความต้องการของแต่ละคน? การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมีนิยามว่าอะไร ถ้าใช้นิยามของธนาคารโลกคือ การพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ไปเบียดเบียนคนรุ่น ต่อไปในการเข้าถึงความต้องการของเขา [1] แล้วอะไรคือความต้องการ? คำถามที่ตามมามีไม่สิ้นสุด
มาตรา 84 เป็นเพียงไกด์ไลน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้นว่ารัฐควรทำตามแนวทางนี้ และไม่มีใครหาคำตอบที่เป็นสัจธรรมจริงแท้ร้อยเปอร์เซนต์ได้ นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำเสนอจึงสามารถมองได้หลายมุมและเกิดข้อโต้ แย้งได้ในทุกนโยบาย ตีความได้ต่างๆตามความหลากหลายของกลุ่มผลประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายแทรกแซงราคาน้ำมันก็เป็นนโยบายที่ละเมิดกลไกตลาดเช่นกัน และใช้เงินไปอุดหนุนไม่แพ้นโยบายจำนำข้าว แต่เพราะนโยบายแทรกแซงราคาน้ำมันส่งผลประโยชน์ต่อคนหลายๆกลุ่มโดยเฉพาะชน ชั้นกลาง แรงต่อต้านจึงไม่บานปลายจนถึงการฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

การ ตีความว่ามาตรา 84 เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามแล้วมิเช่นนั้นจะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง และอาจสร้างความแตกแยกในสังคมและตีกรอบรัฐบาลจนไม่สามารถผลิตนโยบายสาธารณะ ใดๆ มาบริหารประเทศ
• ความยากลำบากในการวัด สมมติว่าท่านสามารถนิยามความหมายต่างๆข้างต้นได้แล้ว ประเด็นที่ตามมาคือ เราจะใช้อะไรเป็นตัววัด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านนิยามว่าเศรษฐกิจที่เป็นธรรมคือเศรษฐกิจที่ทุกคนมีทรัพยากรเท่ากัน หมด ปัญหาที่ตามมาคือ ทรัพยากรชนิดไหนที่รัฐต้องดำเนินนโยบายให้เท่ากัน เฉพาะเงินเดือนเท่านั้นหรือ หรือว่ารายได้ทั้งหมดทั้งในรูปรายได้ที่มาจากแรงงานหรือรายได้ที่มาจาก สินทรัพย์? การกำหนดสิ่งที่จะวัดแตกต่างกันก็ย่อมส่งผลลัพธ์แตกต่างกันเช่น สมมติว่ากำหนดให้คนทุกคนได้เงินเดือนเท่ากันหมดแล้ว แสดงว่าคนทุกคนต้องได้เงินเดือนเท่ากันไม่ว่าคนนั้นจะทำงานหรือไม่ทำงาน ทำงานที่เสี่ยงอันตรายไม่เท่ากัน คนที่รวยและมีสินทรัพย์อยู่แล้วก็ไม่ต้องทำงานและยังได้เงินที่รัฐกระจายให้ ทุกคนเท่าๆ กันทุกเดือน
การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนวัดจากอะไร หมายถึง GDP ต้องมีการเติบโตทุกๆ ปีใช่หรือไม่ ถ้าวัดด้วยวิธีการนี้ก็ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกทำได้
• ความแตกต่างด้านปรัชญา ปรัชญาความคิดทางเศรษฐศาสตร์ถึงแม้ว่าเป็นประเด็นเดียวกันแต่ก็มีหลากหลาย สำนักความคิด ถึงแม้เป็นความคิดเสรีนิยมก็ยังมีชนิดเล็กๆ ยิบย่อยซอยลงไปอีก และถึงแม้ความคิดอยู่ในสำนักเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าแต่ละคนมีความคิดพ้องต้อง กันในทุกๆเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ข้อโต้แย้งนโยบายจำนำข้าวที่บางกระแสกล่าวว่ามีความไม่เป็นธรรมเพราะเป็นการ นำเงินภาษีจากคนทั้งประเทศมาช่วยชาวนาคนกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตามถ้ายึดตามแนวความคิดของ John Rawls แล้ว ความไม่เท่าเทียมทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสามารถจัดการโดยการกระจายที่ไม่ เท่าเทียมได้ตราบใดที่การกระจายนั้นเป็นการกระจายของทรัพยากรพื้นฐานให้แก่ กลุ่มคนที่ยากลำบากที่สุดในสังคม ซึ่งถ้านโยบายจำนำข้าวเป็นการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมเพราะให้เฉพาะ กลุ่มเดียวคือชาวนา แต่ถ้าชาวนาเป็นกลุ่มคนที่ยากลำบากในประเทศแล้วนโยบายดังกล่าวย่อมเป็น นโยบายเพื่อความเป็นธรรมในสังคม อันเป็นไปตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่บัญญัติไว้ในมาตรา 84
อย่างไรก็ตามถ้าศาลรัฐธรรมนูญเกิดรับฟ้องว่านโยบายจำนำข้าวมีความผิดตาม มาตรา 84 แล้ว ปัญหาที่ตามมาคือถ้าในอนาคตมีรัฐบาลหนึ่งเสนอนโยบายสร้างความเท่าเทียมด้าน รายได้โดยการนำเสนอยึดทรัพย์จากคนรวยมาให้คนจนอันเป็นไปตามแนวทางการพัฒนา ประเทศมาตรา 84 จากข้อมูลปัจจุบันประชากรไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีอยู่ที่ประมาณ 132 ,600 บาทต่อปี [2] หรือ 11, 050 บาทต่อเดือน หมายความว่าใครที่มีเงินเดือนสูงกว่า 11,050 บาทต่อเดือนต้องถูกยึดส่วนต่างให้รัฐบาลเพื่อรัฐบาลนำมาแจกจ่ายให้ประชาชนคน อื่นที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์
บรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกท่านที่มีเงินเดือนเลขหกหลัก ท่านมีความพร้อมแล้วหรือยัง?

เชิงอรรถ
[1] http://www.worldbank.org/depweb/english/sd.html
[2] http://data.worldbank.org/country/thailand

จาตุรนต์ ฉายแสง: จาก 6 ตุลา 19 ถึงรายงาน คอป.

ที่มา ประชาไท



หมายเหตุ: จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงข่าว "จาก 6 ตุลา 19 ถึงรายงาน คอป." ที่โรงแรมอมารี เอเทรียม ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2555


จากหัวข้อ “จาก 6 ตุลา 19 ถึงรายงาน คอป.” จะเน้นที่รายงาน คอป. เรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้ง ปรองดอง ยังเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ต่อไปแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้จะมีการหยิบยกขึ้นมาอีก แต่ว่าที่มาพูดในวันนี้ ในวันที่ 7 ตุลา เมื่อวานนี้เป็นครบรอบ 36 ปีของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งผมก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเสียหายโดยตรงด้วยคนหนึ่ง
ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงเห็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายงาน คอป.ค่อนข้างมาก

ขอ ชี้แจงก่อนว่า การให้ความเห็นในวันนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง วิกฤต การปรองดองและตัวรายงาน คอป.เองมีแง่มุมที่ต้องพูดกันอีก ความเห็นวันนี้จึงยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จะต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติม และหวังว่าหลายฝ่ายจะได้แสดงความในเรื่องนี้ต่อไปอีกด้วย
บทเรียนจาก 6 ตุลา 2519 ในส่วนที่สำคัญ ทำให้ควรพูดถึงรายงาน คอป. คือ การที่ชนชั้นนำใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับประชาชนที่มีความเห็นแตกต่าง พบว่ายังเกิดขึ้นซ้ำๆ สังคมไทยยังไม่มีข้อสรุปที่จะทำให้มีการป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรง ต่อประชาชน
ที่สำคัญในเหตุการณ์ 6 ตุลา การวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อปราบเพื่อฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมและการรัฐประหาร ได้รับการนิรโทษตัวเองไปหมด ไม่มีการตรวจสอบค้นหาความจริงว่า รัฐได้ทำผิดอย่างไร ใครควรรับผิดชอบ ใครควรขอโทษประชาชน
อาจเป็นเพราะว่าฝ่ายต่างๆ ได้นิรโทษตัวเองไปแล้ว ประชาชนแม้จะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมอยู่บ้าง ก็ไม่ได้รับความยุติธรรม ประชาชนได้โอกาสร่วมอยู่ในสังคมต่อไปก็ต่อเมื่อการต่อสู้ของประชาชนพ่ายแพ้ แล้ว นี่คือบทเรียนจาก 6 ตุลา
จากบทเรียน 6 ตุลา ทำให้นึกถึงรายงาน คอป.ที่จะต้องตั้งคำถามว่า รายงานนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง การเข่นฆ่ากันของคนในชาติและการที่ชนชั้นนำปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนได้หรือ ไม่ หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ รายงาน คอป.จะช่วยให้เกิดการปรองดองได้หรือไม่
ซึ่งโดยรวมแล้ว รายงานของ คอป.มีข้อดีและเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย เช่น คอป.ได้รับการสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลปัจจุบัน โดยไม่ปรากฏแรงบีบคั้นใดๆ จากทั้ง 2 รัฐบาลหรือองค์กรอื่นใด มีการรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากบุคคลและองค์กรจากต่างประเทศด้วย มีหลักการพอสมควร มีข้อเสนอที่ดีและเป็นประโยชน์อยู่
แต่รายงาน คอป.เมื่อศึกษาแล้วพบว่ามีข้อจำกัด มีข้อผิดพลาดในสาระสำคัญอยู่หลายประการ จนทำให้รายงาน คอป.นี้ไม่อาจนำพาประเทศไปสู่การปรองดองได้
ทั้งนี้ เนื่องจาก คอป.ไม่ได้ค้นพบ ความจริงต้องบอกว่า ไม่ได้ค้นหาความจริงที่จำเป็นต่อการสรุปบทเรียนของสังคม ไม่สามารถเสนอให้เห็นสาเหตุ รากเหง้าของความขัดแย้งที่ตรงประเด็น ที่เป็นปัญหาใจกลางของวิกฤต
ที่สำคัญที่สุด คือ ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

รายงานของ คอป.ชิ้นนี้ จึงไม่ใช่ชิ้นสุดท้ายที่สังคมจะสามารถฝากความหวังว่า จะทำให้เกิดการปรองดอง

ผม ขอขยายความดังนี้ ข้อจำกัดของรายงาน คอป. การสอบถามข้อมูลและความเห็นยังไม่ครอบคลุมในหลายๆ ส่วน เสียงสะท้อนจากผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ผู้เสียหายในเหตุการณ์ ก็สะท้อนอย่างนี้อยู่
ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นจำนวนมากไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีช่องทางให้คนเข้าถึง ทำให้สังคมได้รับข้อมูลเพียงบางส่วน ที่ คอป.เลือกมาให้รับรู้ ทั้งข้อเท็จจริงและความเห็น
ในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริงเกี่ยวกับความรุนแรง คอป.ไม่ได้ค้นหาความจริงที่สำคัญ จำเป็นต่อการทำให้เกิดความยุติธรรม การสรุปบทเรียน การป้องกันความรุนแรง การใช้ความรุนแรงของรัฐประชาชน การขอโทษ การให้อภัย
ถ้าเทียบกับ 6 ตุลา คอป.ทำการค้นหาความจริง โดยได้งดเว้นที่จะหาความจริงสำคัญๆ เหล่านี้ เหมือนกับว่า กรณีเหตุการณ์ความรุนแรง เมื่อเมษา-พฤษภา 2553 ได้มีการนิรโทษกันไปหมดแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องหาว่า ใครผิดอีกต่อไป
ความจริงประเด็นสำคัญที่ไม่ได้มีการค้นหา คือ ความรุนแรงเกิดจากใคร ใครผิดมากผิดน้อย การใช้มาตรการรุนแรงของรัฐเกินกว่าเหตุ หรือไม่ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ ซึ่งความจริงลักษณะนี้เป็นประเด็นมาตรฐานทั่วไป ควรจะต้องมีการค้นหาในกรณีที่รัฐเข้าไปในกรณีของความรุนแรงและเกิดเป็นความ สูญเสียของชีวิตประชาชนขึ้นจำนวนมาก

รายงานนี้จึงไม่ได้ตอบสิ่งที่ เรียกว่า ประเด็นข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งคำนี้เป็นถ้อยคำที่อยู่ในคำสั่งแต่งตั้ง คอป. เป็นเหตุให้มีการตั้ง คอป. ประเด็นข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏว่าประเด็นเหล่านี้ ไม่มีคำตอบ คอป.ไม่ได้ค้น เพราะ คอป.ไปทำน้อยกว่าที่ได้รับมอบหมาย น้อยกว่าวัตถุประสงค์ของการตั้ง คอป. โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการหาว่าใครผิด
แต่ก็มีความขัดแย้งในตัวเอง คอป.บอกว่า ไม่ต้องการหาว่าใครผิด แต่ คอป.กลับบันทึกไว้ในรายงานและจากคำแถลงข่าวของ คอป. กลับเน้น “ชายชุดดำ” โดยไม่ได้บอกว่า คือใคร อยู่ฝ่ายไหนกันแน่และใช้ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่การพูดถึงชายชุดดำ เสนอข้อมูลเกี่ยวกับชายชุดดำ โดยให้น้ำหนักอย่างมาก มีผลเท่ากับลดความชอบธรรมการชุมนุมของประชาชน และเพิ่มความชอบธรรมให้กับรัฐในการจัดการกับผู้ชุมนุม
ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้ว แม้มีชายชุดดำจริง ชายชุดดำเป็นใคร ยังไม่ได้ค้นหา เรื่องนี้มีคนวิจารณ์เยอะแล้ว แต่หลักการสำคัญคือว่า แม้มีชายชุดดำจริง รัฐก็ไม่มีความชอบธรรม ที่จะใช้ความรุนแรงต่อประชาชน แล้วก็เกิดความเสียหายมากอย่างที่เกิดขึ้น
ในส่วนต่อไปที่เป็นปัญหาคือ ชุดความจริงเกี่ยวกับสาเหตุ รากเหง้าความขัดแย้ง คอป.ได้กล่าวถึงสาเหตุรากเหง้าความขัดแย้ง เน้นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งเป็นการวิเคราะห์อย่างกว้าง และไม่ตรงจุด

พอพูดถึงระยะความขัดแย้งปรากฏ และระยะความขัดแย้งในระดับการช่วงชิงอำนาจ คอป.ได้ใช้วิธีนำประเด็นมาเรียงต่อกัน แล้วบอกว่าปัจจัยเหล่านี้มีผลเชื่อมโยงกันแล้วส่งผลกระตุ้นซ้ำกัน ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ฟังดูเหมือนกับจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าจากการนำมาเรียงกัน แล้วไม่มีข้อสรุปว่าประเด็นไหนสำคัญกว่าประเด็นไหน โดยตัวมันเองได้ลดน้ำหนักเรื่องที่สำคัญ เพิ่มน้ำหนักเรื่องที่ไม่สำคัญโดยตรง เพราะว่าเอาเรื่องเล็กเรื่องใหญ่มารวมกันหมดแล้วบอกว่า มันเท่าๆ กัน กลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักบางเรื่องลดน้ำหนักบางเรื่องไปในตัว

นอกจาก นั้นการเพิ่มน้ำหนักลดน้ำหนักในรายงานนี้ ทำให้มีปัญหาอย่างมาก ก็คือ คอป.เน้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารอย่างหนักแน่น ใช้เนื้อที่ยาวมาก พอมาถึงการรัฐประหาร คอป.พูดถึงเพียงไม่กี่คำ สั้นๆ และที่สำคัญคือ การพูดถึงการรัฐประหารว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงเช่นกัน เพราะรัฐประหารเป็นกระบวนการที่อาจขัดขวางการแก้ไขปัญหาตามหลักประชาธิปไตย และขัดต่อหลักนิติรัฐด้วย ข้อความนี้เป็นข้อความที่พูดถึงการรัฐประหารได้เบามาก

พอพูดถึง กระบวนการยุติธรรม พูดถึงตุลาการภิวัฒน์ว่า ฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการถ่วงดุลอำนาจ ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะการไม่ยอมรับกลไกของกระบวนการยุติธรรม ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์หมายความว่า คอป.ไม่ได้เห็นเป็นปัญหาด้วยตัวเอง พูดถึงกระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐาน ซึ่งคนทั้งสังคมเห็นปัญหานี้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ คอป.บอกว่า มีการกล่าวอ้างว่ามีการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม และการทำหน้าที่องค์กรอิสระทำให้มีความเคลือบแคลงต่อหลักนิติธรรม เป็นการลดน้ำหนักเรื่องที่มีน้ำหนัก
พอพูดถึงองค์กรอิสระจะพบว่าอธิบายถึงปัญหาองค์กรอิสระ แต่อ่านแล้วจะไม่ทราบว่าหมายถึงช่วงไหนกันแน่ ทั้งๆ ที่องค์กรอิสระในช่วงหลังการรัฐประหารอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นอิสระเลย ตั้งโดยคณะรัฐประหารหลายคณะ แต่ว่า คอป.พูดถึงองค์กรอิสระแบบคลุมเครือ ทำให้ไม่เห็นชัดว่า ปัญหาขององค์กรอิสระอยู่ที่ไหน
เรื่องรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 พบว่า คอป.ไม่ได้เห็นรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นปัญหาอะไร โดยบอกว่า รัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคนบางส่วนยังให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงมีทัศนคติทางลบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ ไม่ได้วิเคราะห์เลยว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหาอย่างไร
การที่ คอป.มีความเห็นไปอย่างหนึ่ง ไม่เห็นตรงกับสิ่งที่ผมพูด ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะถือว่ามีสิทธิคิดอย่างนั้น เพียงแต่ว่า คอป.ได้ใช้วิธีไปเน้น ไปให้น้ำหนักอย่างที่ตนต้องการ แล้วก็ไม่ได้กล่าวถึงความเห็นของฝ่ายต่างๆ ถ้าบอกว่าต้องการเป็นกลางจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ยกเอาความเห็นของฝ่ายต่างๆ มานำเสนอ
คอป.บอกว่า ต้องการเป็นกลางจึงไม่ต้องการสรุป แต่การลดน้ำหนักเพิ่มน้ำหนักอย่างที่ผมกล่าวไป กลายเป็นคล้ายกับสรุป อาจจะพูดได้ว่า เอียงไปทางใดทางหนึ่งอย่างมาก ทำให้สิ่งที่เรียกว่าชุดความจริงเกี่ยวกับสาเหตุ รากเหง้าความขัดแย้ง ไม่ใช่ชุดความจริงร่วมกันอย่างที่ คอป.บอกว่าจะทำ
คอป.บอกว่ามีชุดความจริงได้หลายชุด คอป.ต้องการทำชุดความจริงร่วมกัน แต่ปรากฏว่าชุดความจริงนี้ ในที่สุดก็เป็นชุดความจริงที่ค่อนข้างจะคล้ายกัน หรือสอดคล้องกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป และชุดความจริงนี้ จึงไม่ควรจะเรียกว่า ชุดความจริง ควรจะเรียกว่า ชุดข้อมูลที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงและความเห็น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นพ้องต้องกันของสังคม
สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุด ในการนำเอาเหตุการณ์ต่างมาเรียงกัน คือ ในการมองปัญหาของ คอป. ไม่มีเส้นแบ่งประชาธิปไตยกับเผด็จการ ไม่เห็นความต่างระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่มีปัญหาแต่สามารถแก้ไขในระบบและ ตรวจสอบได้ กับการรัฐประหารและระบบที่ต่อเนื่องจากการรัฐประหารซึ่งขัดกับหลัก ประชาธิปไตย ขัดหลักนิติธรรมและตรวจสอบไม่ได้
เมื่อไม่เห็นความแตกต่างนี้ ทำให้เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาสำคัญในการวิเคราะห์ของ คอป. การไม่เห็นความแตกต่างนี้ไปสะท้อนที่ความเห็นประธาน คอป.ที่ว่า.... “ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เห็นพ้องด้วยกับการยึดอำนาจรัฐไม่ว่าในครั้งใด แต่เผด็จการทางรัฐสภากับเผด็จการทหารดูจะไม่แตกต่างกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเผด็จการทั้งสองรูปแบบต่างทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย กันทั้งสิ้น”
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร หลังการรัฐประหาร แล้วรวมไปทำให้คนเข้าใจว่า ก่อนการรัฐประหารคือเผด็จการรัฐสภา หลังการรัฐประหารคือเผด็จการทหาร เลยกลายเป็นว่ามีปัญหาเท่าๆ กัน
คอป.แบ่งความแตกต่างทางความเชื่อในเรื่องประชาธิปไตยเป็นสองแบบอย่างไม่ ชัดเจน คือประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ไม่ต้องตรวจสอบ กับแบบคนดี มีคุณธรรม ตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ตรงกับความเข้าใจของฝ่ายต่างๆ ที่มีการพูดการแสดงความเห็นกันอยู่
ฉะนั้น ในการวิเคราะห์จึงทำให้ไม่เห็นปัญหาใหญ่ของประเทศ คือ การที่คนไม่เชื่อการเลือกตั้ง ไม่เชื่อว่าประชาชนจะปกครองบ้านเมืองได้ และการใช้ความรุนแรงเข้ายึดอำนาจรัฐ ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างต่อเนื่อง คือ ปัญหาใจกลางของวิกฤต
พอมาถึงข้อเสนอ เมื่อ คอป.ไม่เข้าใจปัญหาวิกฤตของประเทศ แม้จะมีข้อเสนอที่ดีหลายๆ ข้อ ทำให้ข้อเสนอของ คอป.ในส่วนที่สำคัญมากๆ จึงขาดน้ำหนัก ไม่ตรงจุด
คอป.เสนอได้ชัดเจนว่า จะต้องไม่ทำรัฐประหาร แต่เนื่องจากไม่ได้เน้นความเลวร้ายของการรัฐประหารมาตั้งแต่ต้น ความสำคัญของประเด็นนี้จึงลดน้อยลงไป
คอป.เสนอว่า ต้องไม่เร่งแก้รัฐธรรมนูญ และเสนอให้เป็นมาตรการระยะยาว ทั้งๆ ที่ปัญหารัฐธรรมนูญเป็นปัญหาใหญ่มาก ทำให้เกิดวิกฤตอย่างต่อเนื่อง
คอป.เสนอให้ปรับกระบวนการยุติธรรม แต่ในข้อเสนอจะพบว่า ทั้งการวิเคราะห์และข้อเสนอไม่ได้เน้นชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนที่พูดถึงตุลาการก็จะเป็นเพียงข้อเรียกร้อง แต่จะไปเรียกร้องให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร มากกว่า
และเมื่อไม่เร่งแก้รัฐธรรมนูญ การจะปรับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
นอกจากนั้น ในการกล่าวถึงการคืนความยุติธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เป็น ไปตามหลักนิติธรรม คอป.พูดถึงอยู่บ้าง แต่พอถึงบทสรุป ในตารางข้อเสนอต่างๆ ไม่ปรากฏอีก แล้วจะมีการคืนความยุติธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เป็นไปตาม หลักนิติธรรมอย่างไร หรือไม่

แต่ คอป.กลับเรียกร้องให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการผิดหลักนิติธรรมต้องเสียสละ
เมื่อข้อเสนอ คอป.ไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมไทยพ้นจากวิกฤต หรือทำให้เกิดการปรองดองได้ จะทำอย่างไรกับข้อเสนอของ คอป. ผมมีความเห็นอย่างนี้ คือ ข้อเสนอของ คอป.จำนวนมาก นำไปปฏิบัติแล้วจะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าทำตาม คอป.ทุกข้อโดยไม่แยกแยะ อาจไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง หรือทำให้ประเทศพ้นวิกฤต ผมเห็นว่าผู้เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องทำตามข้อเสนอ คอป.ทุกข้อ แล้วการปฏิบัติตามเพียงบางส่วน ไม่หมายความว่า ทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง เพราะว่าผู้เกี่ยวข้องสามารถใช้วิจารณญาณ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมแล้ว ก็ยังสามารถเห็นต่างจาก คอป.ได้ เนื่องจากการวิเคราะห์ของ คอป.มีข้อจำกัดและจุดผิดพลาดอยู่
ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมขึ้น คือ
ข้อเสนอแรก เมื่อ คอป.ยังค้นหาความจริงได้ไม่พอ ควรส่งเสริมให้มีการค้นคว้า ค้นหาความจริงเพิ่มเติมต่อไป ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับรากเหง้า สาเหตุความขัดแย้งในสังคม การค้นหาความจริงนี้ อาจจะทำเหมือน คอป. แต่เพิ่มเติมข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อเสนอ หรือทำนองเดียวกับที่ ศปช. หรือศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย-พ.ค. 53 (ศปช.) ทำมาแล้ว
นอกจากนั้น อาจส่งเสริมให้หลายๆ ฝ่ายที่สนใจได้ทำการค้นหาความจริงได้ทำมากขึ้น โดยฝ่ายรัฐส่งเสริม สนับสนุน ให้ความร่วมมือ และนำเอาข้อค้นพบ ความจริงที่ค้นพบเหล่านั้นมารวบรวม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนรับรู้
ที่ผมเสนออย่างนี้ คือ จะหวังจากรายงานชิ้นเดียว แล้วเป็นข้อสรุปไม่ได้แล้ว หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับมากๆ ไม่ได้แล้ว ควรจะเปลี่ยนแนวมาให้หลายฝ่ายค้นหาความจริง แล้วให้สังคมได้ศึกษา เรียนรู้ หากเป็นเรื่องการเมืองก็ให้ประชาชนใช้วิจารณญาน ตัดสินใจ
ข้อเสนอที่ 2 ข้อเสนอใดที่เป็นประโยชน์ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และมีความเห็นแตกต่างน้อย ควรจะดำเนินการไปเลย ซึ่งดูจากบทเรียน จากเหตุการณ์ 6 ตุลาแล้ว เพียงประเด็นหนึ่งเท่านั้น นอกนั้นก็ให้ฝ่ายรับผิดชอบพิจารณากันไปเอง คือ การนิรโทษกรรม ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้ ทาง คอป.และหลายฝ่ายคงไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้ที่เป็นแกนนำ ผู้ที่เป็นตัวการสำคัญทั้งหลาย

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ จากเหตุการณ์ 6 ตุลา ถึงแม้จะมีการนิรโทษกรรมตัวเองของผู้มีอำนาจ แต่ผู้ที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย คือ ประชาชนทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นในขณะนี้ หากจะศึกษาในกรณี 6 ตุลาและนำแง่มุมที่เป็นประโยชน์มาใช้คือ ควรจะมีการนิรโทษประชาชนที่ไม่ใช่แกนนำทุกฝ่ายไปก่อน ส่วนกระบวนการศึกษาที่จะนิรโทษส่วนอื่นอย่างไร ต้องใช้เวลา
ข้อเสนอที่ 3 ในกรณีที่เห็นว่า มีเรื่องที่จำเป็นต้องทำ แต่ยังเห็นแตกต่างกัน เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงบทบาทองค์กรอิสระ เมื่อยังมีความเห็นต่างกัน ควรมีกระบวนการรับฟัง แลกเปลี่ยนความเห็น และอาศัยประชามติมาหาข้อยุติ แต่ที่ผมเห็นต่างจาก คอป.เรื่องที่จำเป็นต้องทำและความเห็นต่างกันนี้ ควรจะเร่งดำเนินการให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ไม่ใช่เรื่องระยะยาว ไม่รู้ว่ากี่ปีจะทำ ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งและวิกฤตปะทุขึ้นมาได้อีก