WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 16, 2012

ศึก "ฮั่นกัดเกีย"

ที่มา การ์ตูนมะนาว


วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ : วิเคราะห์ กรณี กลุ่มกรีน ฟ้องศาลปกครอง ล้ม 3จี‏

ที่มา uddred

 Facebook Verapat Pariyawong
 15 ตุลาคม 2555




การดําเนินการ

Verapat Pariyawong


ผมได้อ่านคำ ฟ้องที่ "คุณสุริยะใส และกลุ่ม" ได้ยื่นไปที่ศาลปกครอง ทั้ง 12 หน้า ขอฝากความเห็นทางกฎหมายล่าสุด ซึ่งผมเผยแพร่ทาง facebook มาดังนี้ครับ

http://www.facebook.com/verapat/posts/3537497250290



"ผมได้อ่านคำฟ้องที่ "คุณสุริยะใส และกลุ่ม" ได้ยื่นไปที่ศาลปกครอง ทั้ง 12 หน้า

มี จุดหน้าสนใจคือ คำขอท้ายฟ้อง มิได้เป็นเพียงการขอให้ชะลอหรือระงับการประมูลเท่านั้น แต่ไปไกลถึงขนาดขอให้ศาล "สั่งเพิกถอน" ประกาศ กสทช. ที่นำมาเป็นหลักเกณฑ์ในการประมูล หลายข้อ รวมถึงขอให้ "ยกเลิก" การประมูล

ซึ่ง หมายความว่า หากศาลยอมสั่งตามคำขอ ก็อาจส่งผลให้ กสทช. ต้องดำเนินการจัดทำประกาศใหม่ มาแก้ไขเพิ่มเติม และอาจต้องมีการรับฟังความคิดเห็นใหม่ ซึ่งล้วนใช้เวลา

ดังนั้น การฟ้องครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขอให้ศาลเข้าไปตรวจสอบการประมูล แล้วชะลอการประมูลออกไป แต่เป็นการ "ล้มประมูล" โดยประสงค์ให้ต้องไปเริ่มใหม่เกือบทั้งหมด

ในทางกฎหมาย นอกจากศาลต้องชัดเจนเรื่อง "สิทธิผู้ฟ้องคดี" แล้ว ศาลจะต้องพึงระลึกว่า การตีความกฎหมายนั้น ไม่อาจก้าวล่วง "ดุลพินิจในเชิงนโยบาย" ของรัฐสภา ที่มอบให้แก่ กสทช. หากไม่มีหลักฐานการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การทุจริต การเลือกปฏิบัติ การข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ ศาลก็ไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายเรื่อง ราคา หรือวิธีการแบ่งคลื่นประมูล เพราะนั้่นคือดุลพินิจในเชิงนโยบายของรัฐสภา ที่มอบให้แก่ กสทช. เป็นผู้กำหนด หากศาลก้าวล่วงได้ ก็เท่ากับศาลนั้น ใหญ่ยิ่งกว่า รัฐสภา และ กสทช. เสียเอง"

ที่มา http://www.facebook.com/verapat
--------------

อนึ่ง เมื่อวานนี้ เรื่องในโอกาส 14 ตุลา 16 ผมได้เขียนบทความ วิพากษ์บทบาทของ ตุลาการ ในระบอบประชาธิปไตย ผ่านมุมมองกรณีการประมูลคลื่น 3จี ที่อาจจะมีในวันที่ 16 ตุลา นี้ เพื่ออธิบายว่า เหตุใดศาล จึงไม่ควรเข้าไปก้าวล่วงเรื่อง ราคา และวิธีการแบ่งชุดคลื่นประมูลของ กสทช. ดังนี้

http://www.facebook.com/note.php?note_id=10151200939184707


หวัง ว่าพอมีประโยชน์สำหรับนักข่าว เพราะที่ผ่านมา เรามองแต่เรื่องประโยชน์ของชาติในการได้มี 3จี แต่ไม่มีนักวิชาการพูดถึง แง่มุมในทาง "ประชาธิปไตย" แต่อย่างใด




วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
Verapat Pariyawong

Monday, October 15, 2012

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: อุดมการณ์จากป่าเขา: สหายเรายังคนเดิม

ที่มา ประชาไท



<--break->และแล้ว 6 ตุลาก็เป็นของเสื้อแดงอีกปี แม้จะมีเหลืองๆ ไปแจมพิธีไว้อาลัยตอนเช้า
ผมไม่เข้าใจทำไมพวกเสื้อเหลืองต้องโวยวาย ในเมื่อพวกเขาก็จัดงาน 7 ตุลาอยู่แล้ว ทำไมไม่จัด 6-7 ตุลาควบกันไป ไม่เห็นมีใครห้าม ให้พวกพันธมิตรจูงลูกจูงหลานมาดูนิทรรศการเก้าอี้ฟาด ให้ความรู้พี่น้องเอ๊ยว่ากาลครั้งหนึ่งมีการแต่งภาพละครแขวนคอ อ้างข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปลุกอุดมการณ์กษัตริย์นิยมล้นเกิน นำกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน เข้าไปเข่นฆ่านิสิตนักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์
บุคลากรพันธมิตรก็มีครบ พร้อมเล่าบรรยากาศยุคนั้น ตั้งแต่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ปลอมตัวเป็นนักข่าวดาวสยามเข้าไปถ่ายภาพไว้ ชัชวาลย์ ประทุมวิทย์ (ชาติสุทธิชัย) ก็ผู้ประสานงานแนวร่วมศิลปิน ที่มีเพื่อนหลายคนพลีชีพอย่างกล้าหาญหน้าหอใหญ่เพื่อปกป้องพวกเรา ประยูร อัครบวร ก็เป็น 1 ใน 18 ผู้นำนักศึกษาที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ถึง 2 ปี ประพันธ์ คูณมี อาจข้ามไปเล่าเรื่องในป่า พี่เปี๊ยก พิภพ ธงไชย ก็อาจเล่าเรื่องสมัยจัดตั้งส่งไปพบ อ.ป๋วยที่อังกฤษ พร้อมนิวัติ กองเพียร
ส่วนมหาจำลองก็อาจมาเปิดใจว่าทำไมจึงไป “สังเกตการณ์” ที่ลานพระรูป คริคริ
แล้วทำไมไม่จัด พวกซ้าย (เก่า) เสื้อเหลืองก็รู้ตัวดี ขนาดเขียนถึงยังไม่ค่อยเขียน กลับมาโวยวายที่ 6 ตุลากลายเป็นของเสื้อแดง
ทำไมไม่แข่งกันทำให้มวลชน “ก้าวหน้า” หรืออุดมการณ์ 7 ตุลามันตรงข้ามกับ 6 ตุลา จนต้องละทิ้งอุดมการณ์ที่เคยมี (แล้วจะมาทวงสีแดงคืนทำไม)
แต่เอาละ วันนี้ขอคุยเรื่องที่คุยได้ทั้งสองขั้วดีกว่า
ตอนที่พี่เนาว์ พี่หงา ออกมาทวงสีแดง ด่าเจ็ดซ้าย แล้วเกิดวิวาทะ มีการเปรียบเทียบเปรียบเปรยตัวละคร 2 สีทำนองว่าซ้ายเก่าที่มาอยู่สีแดงเป็นพวกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เห็นแก่เงิน เข้าข้างทุน ขณะที่พวกแดงก็ด่าพวกเหลืองเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญเหมือนกัน
ผมก็แย้งอยู่ว่าทำไมไม่เอาวัฒน์ วรรลยางกูร ไปเปรียบกับพี่หงาเล่า เปรียบผิดคู่นี่หว่า เพราะวัฒน์กับพี่หงาก็ยังเหมือนเดิม วัฒน์เป็นคนจริงใจ ใช้ชีวิตกับชาวบ้านมาตลอด เขียนเรื่องชีวิตคนธรรมดาสามัญผู้ถูกกระทำ เย็นย่ำก็หน้าแดงกรึ่ม พี่หงาแกก็เป็นศิลปินคนเดิม ใจถึงใจ ไม่เคยสนใจทรัพย์สินเงินทอง พรรคพวก สหาย เชิญไปแสดงที่ไหนก็ไป ขอแค่ออกค่ารถค่าเหล้าให้ เรื่องชีวทัศน์ส่วนตัวแกก็เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแม้แต่สมัยอยู่ป่า คริคริ
เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้คุยกับพี่คนหนึ่ง (แดง) ถึงเพื่อนอดีตนักกิจกรรมคนหนึ่ง (เหลือง) หลังจากทั้งคู่เกิดวิวาทะกัน คุยแบบ off record เขาก็เล่าพฤติกรรมตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ว่าไอ้นี่มันชอบทำงานเอาหน้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ไม่เคยเอาจริง ถึงเวลาคับขันหายเฉย
เอ้า กลับมาอีกข้างมั่ง รุ่นพี่อีกราย (ไม่เหลืองไม่แดง) เล่าไปด่าไปเรื่องซ้ายเสื้อแดง จัดแต่งงานลูกเมียเก่าแล้วเอาเมียใหม่ไปนั่งรับซอง ถามว่าเขาเป็นคนแบบนี้มานานแล้วหรือ คำตอบคือนานแล้ว ไม่เกี่ยวกับเป็นเหลืองเป็นแดงหรอก
ผมมาคิดทบทวนดู ถึงอดีตสหายที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกัน ว่าความเป็นเหลืองเป็นแดงทำให้เขาเปลี่ยนไปไหม คำตอบคือไม่เปลี่ยน หรือถ้าเปลี่ยนก็ไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจ แม้เป็นอุปนิสัยที่ไม่แสดงออกเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ย้อนคิดไปก็พอมองเห็น
สหายสนิทรายหนึ่งเป็นเหลือง ตอนอยู่ป่า ช่วงขัดแย้งกับจัดตั้ง เขา “เสียคิด” โดนสหายหญิงคนหนึ่งวิพากษ์ซึ่งหน้า จนสูญเสียความทรนงในตัวเอง นอนคุยกัน 2 คนเขาบอกว่าได้ยินเสียงหยดน้ำบิดตัวอย่างปวดร้าวอยู่ในซอกหิน ออกจากป่ามาก็ทำงานกับ NGO ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน มาย้อนคิดดูผมก็ไม่ค่อยแปลกใจที่คนได้ยินเสียงหยดน้ำบิดตัวอย่างปวดร้าวอยู่ ในซอกหินจะกลายเป็นเหลืองอย่างบริสุทธิ์ใจ (ฮา หยอกกันเล่นน่า)
สหายเก่าอีกราย สังสรรค์อยู่กับแกนนำเหลือง แต่ก้าวข้ามความเป็นเหลือง แม้จะไม่เห็นด้วยกับแดง และยังเห็นด้วยกับเหลืองบางเรื่อง เช่นเรื่องภาคประชาชน แต่ก็มีความคิดดีๆ เยอะ ผมได้ไอเดียดีๆ จากการคุยกันหลายครั้ง รายนี้สมัยอยู่ป่าเป็นนักรบแกล้วกล้า มือหยอดปืน ค. เคยไปรบด้วยกัน ศัตรูยิงปืนกลมา ยอดหญ้าตีนเนินด้านหน้ากระจุยเห็นๆ คาตา ผมขาสั่น พวกยังเฉย ออกจากป่ามาก็ประสบความสำเร็จทางธุรกิจพอตัว
เอ้า อีกรายเป็นสหายนักศึกษาระดับนำหน่อย เป็นเจ๊ใหญ่ที่นับถือผูกพัน ออกจากป่ามาไม่มีตังค์ยังเคยไปหยิบยืม เพื่อนฝูงขอความช่วยเหลืออะไรมีแต่ให้ ทำไมแกเป็นเหลือง ก็ไม่ค่อยได้คุยกันนัก แต่ถ้าถามว่าความเป็นเหลืองเป็นแดงจะทำให้ความนับถือผูกพันนี้เปลี่ยนไปไหม ก็ไม่ เจ๊ก็ยังเป็นเจ๊ที่ผมรักนับถือเหมือนเดิม
ต่างกับสหายอีกราย นี่ห่างหน่อย เมื่อก่อนก็ดูดี แต่หลังๆ เพิ่งรู้ว่าเขาใช้ความมีชื่อเสียงในขบวนการต่อต้านทักษิณสร้างสถานะให้ตัว เอง ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างอาณาจักร มาย้อนคิดดู แปลกใจไหม ก็ไม่ค่อยแปลกใจ เขาเป็นคนที่ดูนิ่ม เนียน แต่มีอะไรแฝงลึก ไม่ใช่คนเปิดตัวคบหาเฮฮากันอยู่แล้ว
ผมว่าทุกคนไปคิดทบทวนดูก็จะรู้สึก สหายเราไม่ได้เปลี่ยน ไม่ว่าวันนี้เขาอยู่สีไหน คนที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย เคยทุกข์ยากมาด้วยกัน ฝ่าห่ากระสุนมาด้วยกัน กินข้าวปนข้าวโพดมาด้วยกัน ใครที่จริงใจก็ยังเป็นคนจริงใจ ใครคบได้ก็ยังคบได้ คนที่กล้าออกหน้าในสนามรบ คนที่ยินดีเหนื่อยยากกว่าคนอื่น ก็ยังเป็นคนเดิม ส่วนพวกที่พยายามทำตัวเป็น “ลูกที่ดีของพรรค ลูกที่รักของประชาชน” ซึ่งออกจากป่าแล้วมักประสบความสำเร็จในการทำให้ตัวเองดูดี แม่-ก็ยังเหมือนเดิม
อาจมีบางคนที่คุณอยู่ห่างเขาหน่อย ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แล้วเคยมองเขาในแง่ดี ตอนนี้ก็คิดว่าเขาเปลี่ยนไป อันที่จริงไม่ใช่ ลองสอบประวัติดู ปัญหาคือชีวิตในขบวนการนักศึกษา ชีวิตในป่า เป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ เราคือเด็กหนุ่มสาวที่เฝ้าใฝ่ฝัน มองโลกใสสะอาดไปหมด ไม่เคยมองสหายในแง่ลบ ถ้าจำได้สมัยออกจากป่าใหม่ๆ เคยมีคำเตือนว่า ห้ามให้สหายยืมเงินหรือแลกเช็ค ใครฝ่าฝืนจะพบสัจธรรมว่า เสียเงินไม่พอ ยังเสียมิตรร่วมรบอีกต่างหาก (ฮาไม่ออก)
อันที่จริง สหายส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าเป็นคนที่ออกรบด้วยกัน ทุกข์ยากด้วยกัน คุณก็รู้ว่าใครที่มันจ้องควานชิ้นหมูในแกงหน่อไม้เป็นคนที่ให้ยืมตังค์ไม่ ได้ ปัญหาคือคนที่เราอยู่ห่าง หรือพวกแกนนำต่างหาก ที่เรามองเขาแง่ดีด้านเดียว แล้ว 30 ปีก็ไม่เคยข้องแวะกันเลย จนมาเห็นพฤติกรรมในยุคแบ่งสีเลือกข้าง
ฉะนั้นคำเตือนวันนี้จึงเปลี่ยนไป ใครที่คุณมั่นใจว่าให้ยืมตังค์ได้ เขาก็ยังเป็นคนเดิมไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง ซึ่งอันที่จริงผมก็ยังมั่นใจว่าสหายเก่าเกือบทั้งหมดคบได้ มีบางคนเท่านั้นที่เป็นนักฉวยโอกาส
ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ เช่นจู้จี้จุกจิก ครอบงำความคิด ฯลฯ ผมว่าส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิมอีกแหละ หมอเหวงกับ อ.ธิดาแกก็ไม่น่าเปลี่ยนจากสมัยเป็น ส.เข้ม ส.ปูน เท่าไหร่หรอก (ฮา)
ทัศนะเป็นเรื่องที่แตกต่างกันได้ สำคัญว่าแต่ละคนเลือกข้างด้วยความจริงใจหรือฉวยโอกาส พวกที่เป็นเหลืองบางราย ที่มีชื่อเสียงก็ฉวยโอกาส เช่น พรรคพวกรายหนึ่งไม่เคยรับผิดชอบชีวิตตัวเองหรือลูกเมีย ไปอยู่กับไทยรักไทยกับอดีตสหายรุ่นพี่ต่อหน้าทำดี ลับหลังไปเลื่อยขาเก้าอี้ในวงเพื่อน หารู้ไม่ว่าสหายเก่าแอบเปิดมือถือใต้โต๊ะ ถ่ายทอดสดให้พี่เขาฟังหมด
แต่หลายรายก็จริงใจแบบของจริง เช่น อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ใครที่รู้จักมา 20-30 ปีต้องรู้ว่าแกไม่เคยเปลี่ยน แกไม่เคยสนใจลาภยศสรรเสริญทรัพย์สินส่วนตัว แต่มีแนวโน้มอนาธิปไตยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว (ฮา) ล่าสุดก็เพิ่งเรียกหาปฏิวัติประชาชน
เลิกเป็นชนชั้นกรรมาชีพเถอะ
อย่างที่เล่าว่าชีวิตใน ป่าเป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ มีแต่ความใฝ่ฝัน มองโลกใสสะอาด ทุกคนเข้มงวดตัวเอง วิจารณ์คนอื่น (ฮา)  ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เคร่งในศีลในธรรมน้องๆ พระ (เปรียบได้กับพวกเสื้อเหลือง)
ผมเคยเข้าประชุมหน่วย ย. เจอสหายวิจารณ์ตัวเอง ตำหนิตัวเองว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ต้องทำมาสเตอร์เบท เซ่อไปเลย ผิดด้วยหรือวะ จะหัวเราะก็ไม่กล้า
หลังออกจากป่า กลับสู่โลกทุนนิยม สู่ชีวิตมนุษย์ธรรมดาที่เวียนว่ายในกิเลสตัณหา คนส่วนหนึ่งก็ยังไม่ยอมรับความจริง ยังเอาหนังสือชีวทัศน์เยาวชนขว้างหัวคนอื่น ทั้งที่แก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างง่ายๆ ผัวเมียเลิกกัน ผัวมีเด็กใหม่เป็นเลขา เฮ้ยมันก็เรื่องของเขา ต่อให้เขาไม่เลิกกันแล้วมีกิ๊ก ก็เรื่องของเขา ไม่ต้องปากหอยปากปู ไม่ต้องเอามาตรฐานศีลธรรมที่ไหนไปจับ เว้นแต่ปล้ำเด็ก หรือไข่ไปเรื่อยไม่รับผิดชอบ
นี่พูดในมาตรฐานคนอ่านหนังสือโป๊ ชอบดูหนังโป๊ และเป็นสมาชิกเว็บโป๊ (ฮา) แต่ไม่เคยทำตัวหัวงู ไม่เคยนอกใจเมีย กระนั้นผมก็ถือว่าชีวิตทางศีลธรรมของแต่ละคนมีขอบเขตต่างกันได้ อยู่ที่หาความสมดุลระหว่างด้านสว่างกับด้านมืดของชีวิตได้อย่างไร ที่ไม่ไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน
เรื่องทำมาหากินก็เหมือนกัน ลึกๆ แล้วอดีตสหายจะรู้สึกว่าอาชีพที่น่ายกย่องสำหรับผู้เคยดัดแปลงตนเองเป็น “ชนชั้นกรรมาชีพ” ต้องเป็น NGO แบบ มด วนิดา (หรือรสนา โตสิตระกูล) หรือเป็นนักวิชาการแบบเสกสรรค์ ธีรยุทธ รองลงมาก็เป็นสื่อ ทั้งที่ความจริงไม่มีใครเลือกได้ แล้วแต่จังหวะ โอกาสของชีวิต บางคนก็ต้องไปขายประกัน บางคนก็ต้องทำธุรกิจ เป็น “นายทุน” เจ้าของกิจการ เล็กบ้างใหญ่บ้าง บางคนก็เป็นลูกจ้างเขาตลอดกาล บางคนประกอบอาชีพอิสระ บางคนก็ล้มเหลวตลอดชีวิต
ทัศนะแต่ละคนอาจเปลี่ยนไปตามวัยและประสบการณ์ แต่ถามว่าส่วนใหญ่ยังมี “อุดมการณ์” อยู่ไหม ผมเชื่อว่ามี ในแง่ของความคิดความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างสรรค์สิ่งดีงาม โห เจ้าของร้านเหล้าเพื่อชีวิตยังร่วมขบวนกู้ชาติ (ฮา) เพียงแต่บางคนมันต้องขายประกันเลี้ยงครอบครัว ขับรถส่งลูกไปโรงเรียน แม้อยากสะพายย่ามขึ้นล่องกับม็อบปากมูลแบบไอ้มด แต่ความเป็นจริงของชีวิตมันทำไม่ได้ คนที่จะเป็น Idol แบบนั้นได้มีน้อยกว่าน้อย
หลายปีก่อนอดีตสหายรุ่นพี่ที่ผู้คนรักนับถืออย่างกว้างขวางเสียชีวิต อย่างน่าเศร้าเพราะแกเพิ่งประสบความสำเร็จ เพิ่งสร้างบ้านราคาหลายสิบล้าน วันแรกที่ตั้งศพ สหายเก่าตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยด้วยกันมาพร้อมเพรียง ร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ดังก้องคฤหาสน์ที่วังเวง ผมน้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน แม้แวบหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาด ว่าบรรยากาศมันไม่ให้เลย มันน่าจะอยู่ในป่าหรือในกระท่อม ไม่ใช่คฤหาสน์หลังงาม มีสระน้ำมีสนาม เนื้อที่เป็นไร่
แต่ถามว่าพี่ที่ผมรักยังมีอุดมการณ์อยู่ไหม ผมเชื่อว่ามีจนลมหายใจสุดท้าย ถึงแม้ในวิถีชีวิต จะต้องต่อสู้ดิ้นรน วิ่งเต้นทำธุรกิจ คบคนมากมาย คบพวกเขี้ยวลาก นักการเมืองเจ้าเล่ห์ แต่กับเพื่อน กับน้อง กับอดีตสหาย ไม่ว่าตอนรวยหรือจน แกให้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยหัวใจดวงเดิม
ผมเชื่อว่าสหายส่วนใหญ่มีอุดมการณ์ เพียงแต่ไม่มีโอกาสแสดงออก นอกจากทำสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตปกติ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ แทบทุกคนจึงกระโจนเข้ามา ไม่ว่าเลือกข้างไหน ก็ไม่มีใครมีสิทธิผูกขาดอุดมการณ์ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในแวดวง NGO นักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน ก็ต้องยอมรับว่าสหายที่ขายประกันมันโดดเข้ามาเลือกข้าง “แดง” ด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่ด่ากราดกันว่าเข้าข้างทุน
แต่แน่นอน ผมต้องสงวนสิทธิที่จะทวงถามอุดมการณ์ 6 ตุลา จะต่อต้านทักษิณผมไม่ว่า แต่คุณยอมรับการปลุกกระแส “คลั่งเจ้า” มากำจัดศัตรูทางการเมือง กระทั่งเข่นฆ่าปราบปรามกันได้อย่างไร
ที่น่ารำคาญมากคือพวกซ้ายเสื้อเหลืองมักกล่าวหาคนตุลาที่ไปเป็นนักการ เมือง ที่อยู่กับพรรคไทยรักไทย จนพรรคเพื่อไทย ว่ารับใช้ทุน กอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตัว ผมอยากถามว่าแล้วคนที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่นล่ะ (น่าจะเหมือนกัน) คนพวกนี้ขีดเส้นระหว่างอุดมการณ์กับ “การเมืองสกปรก” แบบว่าเกี่ยวข้องไม่ได้เลย เท่ากับละทิ้งอุดมการณ์ สมัคร ส.ส. สจ. นายกเทศมนตรี ฯลฯ เอาแล้ว สกปรกแล้ว
ถามว่าถ้าเขาจะเข้าสู่การเมืองเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นบ้าง ไม่ได้หรือครับ นักการเมืองคนตุลาในไทยรักไทยก็รับเอานโยบาย 30 บาทจากพวกคนตุลาในแพทย์ชนบท ไปช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศ ประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างกัน ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ก็เคยเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องกระจายอำนาจ
แต่ถามว่าถ้าเขาจะเข้าสู่ “การเมืองสกปรก” แล้วทำตัวอย่าง NGO มันเป็นไปได้หรือครับ ไอ้การเป็นนักการเมืองในอุดมคติ ใสซื่อ มือสะอาด มันเป็นจริงหรือในระบบการเมืองไทย เพื่อนเราถ้าเขาเลือกเดินเส้นทางนั้น เขาก็จำเป็นต้องยอมเปื้อนอะไรหลายอย่าง ฉะนั้นการวิจารณ์คนที่เป็นนักการเมือง ก็ต้องใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง ดูว่าเขารักษาจุดยืนไว้ได้มากน้อยเพียงใด
ผมก็ไม่เคยใช้มาตรฐานเดียวกันที่วิจารณ์ซ้ายเสื้อเหลืองไปวิจารณ์ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ , วิทยา แก้วภราดัย เพราะเขาเป็นนักการเมือง เขามีพันธะต่อพรรค ต่อประชาชนในเขตเลือกตั้ง บางครั้งก็ต้องแถเพื่อพรรคบ้าง เราก็เหน็บนิดแซวหน่อย เออ ถ้าวิทยาซึ่งเคยบาดเจ็บ 6 ตุลาออกมาเป็นตัวปลุก “ผังล้มเจ้า” ฆ่ามันๆ แบบนั้นต้องด่า แต่การปกป้องพรรคว่าไม่ผิด ก็ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นนักการเมือง
อันที่จริงเรามักสับสนระหว่างนักการเมืองกับนักฉวยโอกาส ซึ่งบ่อยครั้งเป็นคนเดียวกัน แต่นักฉวยโอกาสที่ไม่ใช่นักการเมือง ก็มีเยอะไป พวกที่ทำมาหากินกับนักการเมืองแล้วไปยกก้นตัวเองว่ามีศีลธรรมจรรยา นำขบวนกู้ชาติ ก็เห็นอยู่ อย่าให้ชี้ตัว
ที่ต้องพูดอีกเพราะรำคาญกับการใช้คำพูดตื้นๆ ของคนที่เคยเป็น ส.อย่างพี่สมชาย หอมลออ ที่ว่า
“ผมกับเหวง ก็เคยอยู่พรรคคอมมิวนิสต์มาด้วยกัน แต่ผมไม่เคยเปลี่ยนไปอยู่พรรคนายทุน  ผมไม่เคยเป็นเครื่องมือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง” (ศูนย์ข่าวอิศรา)
คนอยู่พรรคคอมมิวนิสต์แล้วไปอยู่พรรคนายทุนผิด เพราะพี่สมชายใช้มายาคติของคนออกจากป่ามาตีว่ามันผิด  ทั้งที่การเล่นการเมืองในระบบนี้ พรรคการเมืองทุกพรรคก็เป็น “พรรคนายทุน” ตามความหมายลัทธิมาร์กซ์ทั้งสิ้น หมอเหวง ชำนิ วิทยา ก็อยู่ “พรรคนายทุน” กันทั้งสิ้นไม่ใช่หรือครับ
ประการต่อมาที่ตื้นมากสำหรับคนเคยเป็น ส.คือ “ผมไม่เคยเป็นเครื่องมือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง” (แน่ใจนะ) ทุกคนก็รู้ว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ ทุนใหม่ ทุนเก่า แน่ใจนะว่าคุณไม่เคยเป็นเครื่องมือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง
ถ้าพี่สมชายจะโต้หมอเหวงที่ “แถ” ว่าไม่มีชายชุดดำ ก็โต้ไปสิครับ แต่อย่าบลั๊ฟกันด้วยคำว่า “พรรคนายทุน” แต่ละคนจำเป็นต้องเลือกในวิถีการต่อสู้ หมอเหวงแกก็ต่อต้านทักษิณมาก่อน จนพันธมิตรไปขอ ม.7 แกถึงพลิกข้าง แกอาจถลำเข้าไปผูกตัวเองกับ นปช.มากไป จนสุดท้ายก็ต้องเป็น ส.ส.เพื่อเอาเอกสิทธิคุ้มครอง ถูกผิดวิจารณ์กันได้ แต่อย่ามายกตนว่าคนออกจากป่ามาเป็นนักสิทธิมนุษยชนนี่แม่-ยอดเยี่ยมเลย แต่ถ้าเป็นนักการเมือง อยู่พรรคนายทุน เลวชัวร์
ถ้าจะวิจารณ์ว่าหมอเหวงเป็นนักฉวยโอกาส ไต่เต้าทางการเมือง ก็ว่ากันตรงๆ แต่ในทัศนะผม นักฉวยโอกาสไม่ได้มีเฉพาะนักการเมือง แวดวงนักวิชาการ หรือ NGO ระดับท็อป ก็ “เล่นการเมือง” กันเยอะไป นักวิชาการฉวยโอกาสสร้างชื่อจากการเคลื่อนไหวการเมือง เป็นคณบดี เป็นอธิการบดี หรือไปรับงานวิจัยตัวเลข 8 หลัก ก็เยอะไป NGO บางคนก็ต้อง “เล่นการเมือง” สร้างภาพตัวเองให้ดูดีในสายตาองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้รับทุน เพื่อให้ได้เป็นตัวแทน
เลิกใช้วาทกรรมอย่างนี้แล้วมาโต้กันแฟร์ๆ ดีกว่าครับ ผมก็ไม่เคยแถว่าไม่มีชายชุดดำ แค่ใช้จุดยืน 6 ตุลามองว่ามีหรือไม่มีมันก็ไม่ควรใช้กองทัพ อาวุธกระสุนจริง เข้าล้อมปราบอยู่ดี (มิพักต้องพูดถึง “ผังล้มเจ้า”)

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: 16 ตุลา ใครฆ่า 3 จี ?

ที่มา ประชาไท



เส้นทางที่ ‘เสียงข้างน้อย’ ใช้ตรวจสอบยับยั้งการปกครองโดย ‘เสียงข้างมาก’ ได้นั้น คือ ซอยแคบๆ ที่แยก ‘ประชาธิปไตย’ ออกจากถนนสู่ ‘เผด็จการ’
 
แต่เพื่อไม่ให้ ‘เสียงข้างน้อย’ กลายเป็น ‘เผด็จการ’ เสียเอง (ดังที่เคยบานปลายไปสู่เหตุการณ์ ‘6 ตุลา’ หรือ ‘14 ตุลา’) การตรวจสอบยับยั้งที่ว่าจึงทำได้ก็แต่โดย ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’
 
‘ความยินยอม’ นี้ไม่อาจเป็นเพียง ‘ความสำนึกตรึกคิด’ และไม่ว่าจะตรึกคิดไปพร้อมกับเสียงเพลงแห่งศีลธรรมอันสูงส่งเพียงใด แต่การตรึกคิดที่ว่า ต้องถูกตราขึ้นในรูปแบบของ ‘กฎหมาย’ ซึ่งประกันสิทธิต่างๆ ให้แก่ ‘เสียงข้างน้อย’
 
ซึ่งสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ก็คือ ‘สิทธิในการฟ้องคดี’ นั่นเอง
 
‘ตุลาการ’ จึงถูกสร้างมาเพื่อประกันสิทธิของ ‘เสียงข้างน้อย’ ให้สามารถยื่นกระดาษบางๆ เพียงไม่กี่แผ่น แต่ทำให้ความประสงค์อันหนักแน่นของ ‘เสียงข้างมาก’ ชะงักงันได้ โดยไม่ต้องใช้รถถังหรือกระสุนปืน
 
ดังนั้น แม้ ‘รัฐสภา’ จะตรากฎหมายให้อำนาจ ‘วุฒิสภา’ ใช้ ‘เสียงข้างมาก’ คัดเลือก กสทช. 11 คน มาเป็นผู้จัดการประมูล 3จี แต่การใช้อำนาจของ กสทช. ก็ย่อมถูก ‘เสียงข้างน้อย’ เช่น นักวิชาการอิสระ หรือ ผู้บริโภค เพียงคนเดียว หรือสมาคมมูลนิธิเพียงไม่กี่แห่ง ใช้ช่องทาง ‘ศาล’ เพื่อตรวจสอบยับยั้งการประมูลได้เช่นกัน
 
ผู้ที่ศรัทธาในประชาธิปไตย จึงไม่ควรมีปัญหากับ ‘ผู้ที่ไปฟ้องคดี’ แต่หากจะมี ก็อาจต้องมีในกรณีที่ ‘ศาล’ ปล่อยให้ ‘เสียงข้างน้อย’  เข้าไปบีบคั้นจนทำลาย ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’ ในที่สุด
 
การฟ้องคดี 3จี นั้น ‘เสียงข้างมาก’ ยินยอมให้ ‘เสียงข้างน้อย’ ฟ้อง ‘ศาลปกครอง’ ได้ เฉพาะกรณีที่ ‘เสียงข้างน้อย’ นั้น “เดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้”
 
หากศาลเห็นว่า ‘เสียงข้างน้อย’ เป็นผู้ที่ห่วงใยและหวังดีโดยคาดเดาถึงอนาคต แต่ไม่มีหลักฐานที่ทำให้เห็นความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ‘เสียงข้างน้อย’ เหล่านั้น ก็ย่อมมาศาลโดยปราศจาก ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’
 
ส่วนเรื่องที่ ราคาตั้งต้นการประมูลนั้นต่ำไป หรือ การจัดแบ่งชุดคลื่นทำให้เกิดการ ‘ฮั้ว’ กันนั้น ในท้ายที่สุด ‘เสียงข้างน้อย’  ก็ยังต้องอาศัย ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’ มาเป็นเหตุผลในการอ้าง ซึ่ง ‘ความยินยอม’ ในการประมูล ก็คือ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 45 ประกอบ มาตรา 41 (ตราขึ้นตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 47) ซึ่งบัญญัติว่า
 
“[การประมูลคลื่น 3จี โดย กสทช.] ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมและต้องดำเนินการในลักษณะที่มีการ กระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมแก่การเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ”
 
กฎหมายกำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดการประมูลไว้กว้างๆ เพียงเท่านี้ ส่วนหลักเกณฑ์และรายละเอียดเพิ่มเติมนั้น กฎหมายให้ ‘กสทช.’ เป็นผู้ไปดำเนินการตั้งราคาและจัดแบ่งชุดคลื่นความถี่ให้สม “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน” โดยไม่มีกฎหมายข้อใดที่กำหนดให้ กสทช. ต้องกำหนดราคาให้สูง หรือ รีดกำไรเข้ารัฐ
 
ตรงกันข้าม กสทช. ถูกกำหนดให้คำนึงถึง “การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมซึ่ง ในมุมของ กสทช. ก็อาจอธิบายว่า การตั้งราคาที่สูงไป หรือ การปล่อยให้มีการแย่งชุดคลื่นกันได้มากเกินไป อาจทำให้ผู้เข้าประมูลบางรายไม่สามารถ “แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมในที่สุด ฯลฯ (ดูเพิ่มที่ https://sites.google.com/site/verapat/3g)
 
หากผู้ใดจะไม่เห็นด้วยก็ไม่แปลก หากมี กสทช. ตั้งมาพร้อมกัน 2 ชุด ก็อาจเห็นไม่ตรงกันเสียด้วยซ้ำ
 
แต่ด้วยเหตุที่ว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่สมบูรณ์แบบ และแม้ กสทช. ทั้ง 11 คน จะไม่อาจเป็นผู้แทนของคนทั้งประเทศ แต่ กสทช. ก็มาจากการเสนอชื่อคัดสรรโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม และถูกคัดเลือกโดยวุฒิสภาที่อย่างน้อยก็ยังมีความเชื่อมโยงบางส่วนกับ ประชาชน และด้วยเหตุนี้ ‘เสียงข้างมาก’ จึงมอบดุลพินิจให้แก่ กสทช. ในการจัดการประมูลเพื่อ “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน
 
คำถามที่ตามมาก็คือ ‘ศาล’ ที่เชื่อมโยงกับประชาชนน้อยยิ่งกว่า กสทช. นั้น สมควรจะเข้าไปตีความ “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน”  เพื่อตรวจสอบยับยั้งราคาตั้งต้นการประมูล หรือ การจัดแบ่งชุดคลื่น ที่ กสทช. ได้ดำเนินการมา ได้มากน้อยเพียงใด ?
 
แน่นอนว่า หาก ‘เสียงข้างน้อย’ พบหลักฐาน ‘การทุจริต’ ที่ชี้ให้เห็นว่าการประมูลครั้งนี้จัดขึ้นโดย ‘เลือกปฏิบัติ’ ระหว่างผู้เข้าประมูล หรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนแทนที่จะยึด “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน” หรือโดยใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ เช่น กำหนดตัวเลขราคาขึ้นมาลอยๆ โดยปราศจากคำอธิบายใดๆ  ‘ศาล’ ในฐานะที่พึ่งของ ‘เสียงข้างน้อย’ ย่อมชอบที่จะอาศัยหลักฐานที่ว่าเข้าไปตรวจสอบยับยั้งการประมูลได้
 
แต่ตรงกันข้าม หากสิ่งที่ ‘เสียงข้างน้อย’ นำเสนอต่อ ‘ศาล’ เป็นแต่เพียงความห่วงใยและหวังดีบนพื้นฐานของ ‘ความสำนึกตรึกคิด’ ของ ‘เสียงข้างน้อย’ ที่ประสงค์จะเข้าไปกำหนดเสียเองว่า “ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ” นั้นคืออะไร ก็เท่ากับว่า ‘เสียงข้างน้อย’ มิได้รับ ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’
 
แต่ ‘เสียงข้างน้อย’ กำลังอาศัย ‘ศาล’ มาบิดเบือน ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’ ให้แปรเปลี่ยนไปตามใจประสงค์ของตนเสียเอง.
 
---
บทวิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการประมูลคลื่น 3จี อ่านเพิ่มได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/3g

โครงการรับจำนำข้าว จุดตายของเผด็จการไทย?

ที่มา ประชาไท



ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การปลุกกระแสคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินไป อย่างเต็มที่ เริ่มต้นจากพรรคประชาธิปัตย์ พ่อค้าและผู้ส่งออกข้าว องค์กรพัฒนาเอกชน ช่วยโหมกระพือด้วยสื่อมวลชนกระแสหลัก รุมกระหน่ำโครงการรับจำข้าวของรัฐบาลด้วยข้อบกพร่องและข้อมูลทุจริตที่ขยาย เกินจริง ไปจนถึงข้อมูลเท็จและข่าวลือต่าง ๆ
ท้ายสุดคือ การเคลื่อนไหวของนักวิชาการและนักศึกษากว่า 140 คนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกันลงชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 84(1) นี่อาจเป็น “การข้ามเส้น” เพราะการคัดค้านก่อนหน้านี้เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ แต่การที่นักวิชาการกลุ่มนี้จงใจ “เปิดประตู” เชิญให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา เป็นการแสดงเจตนาชัดเจนว่า ต้องการล้มโครงการรับจำนำข้าว เพื่อให้มีผลกระทบต่อเนื่องเป็นการล้มรัฐบาลในขั้นต่อไป
โครงการรับจำนำข้าวมีเป้าหมายที่เพิ่มรายได้ให้กับชาวนาไทยผ่านการแทรก แซงกลไกตลาดด้วยการพยุงราคาขั้นต่ำ ถึงแม้รัฐบาลจะใช้วิธีการ “รับจำนำ” คือให้ชาวนาสามารถกลับมาไถ่ถอนคืนได้ในเงื่อนไขที่กำหนด แต่รัฐบาลตั้งราคารับจำนำไว้สูง ผลก็คือ ชาวนาไม่มาไถ่ถอนคืน ข้าวในโครงการจึงตกอยู่ในมือรัฐบาล เท่ากับว่า รัฐบาลเป็นผู้รับซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาโดยไม่จำกัดจำนวนในราคาที่ประกาศไว้ นั่นเอง นี่คือมาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตร ที่มีอยู่ในตำราหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานทุกเล่มและก็ปฏิบัติกันมานานแล้วใน กลุ่มสินค้าเกษตรทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก
โครงการนี้มีผลให้ราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้นเพราะรัฐบาลกลายเป็นผู้รับซื้อ รายใหญ่ ข้าวจำนวนมากไปอยู่ในมือรัฐบาล บีบให้พ่อค้าต้องเสนอราคารับซื้อสูงตามไปด้วย ผลก็คือ ชาวนาทั่วไปแม้จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการก็จะขายข้าวในราคาที่สูงขึ้นตามไป ด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน ข้าวเปลือกในตลาดเอกชนมีราคาสูงถึงตันละ 11,500-12,500 บาท เทียบกับสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งราคาอยู่ที่ตันละ 8,000-9,000 บาท และเหลือเพียงตันละ 6,000-7,000 บาทในช่วงเก็บเกี่ยว
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์เองแสดงว่า การรับจำนำข้าวปีการเพาะปลูก 2554/55 มีชาวนาได้รับประโยชน์โดยตรงประมาณสองล้านครัวเรือน เป็นเงิน 142,200 ล้านบาท และชาวนาที่ไม่ได้เข้าโครงการก็ได้ประโยชน์ด้วยประมาณ 57,000 ล้านบาท
นักวิชาการที่ออกมาคัดค้านโครงการนี้อ้างเหตุผลว่า “นี่เป็นการรับจำนำ” ก็ต้องทำเหมือนโรงจำนำในเมืองคือ ต้องตั้งราคาจำนำที่ต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อบังคับให้ชาวนากลับมาไถ่ถอนคืน นักวิชาการพวกนี้แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจว่า การจำนำสิ่งของมีค่าในเมืองมีจุดมุ่งหมาย “แก้ปัญหาขาดสภาพคล่องชั่วคราว” ในยามเงินขาดมือ เช่น โรงเรียนเปิดภาคการศึกษา คนงานตกงาน เป็นต้น เมื่อผู้จำนำมีสภาพคล่องดีขึ้น (เช่น ได้รับเงินเดือน หรือได้งานทำ) ก็นำเงินมาไถ่ถอนสิ่งของกลับไป ส่วนโครงการรับจำนำข้าวนั้น ไม่ใช่การ “แก้ปัญหาขาดสภาพคล่องชั่วคราวของชาวนา” หากแต่เป็นการเพิ่ยรายได้ในปีการเพาะปลูกนั้น ๆ โดยตรง ถึงแม้จะเป็นรูปแบบจำนำ แต่ในทางปฏิบัติคือ การพยุงราคาให้สูง
หากรัฐบาลตั้งราคารับจำนำให้ต่ำกว่าราคาตลาดตามที่นักวิชาการพวกนี้เรียก ร้อง ก็จะเป็นการทำร้ายชาวนาและเอื้อประโยชน์แก่พ่อค้าและผู้ส่งออกโดยตรง เพราะราคาตลาดจะตกต่ำลงมาใกล้เคียงกับราคาจำนำ เนื่องจากพ่อค้ารู้ว่า ชาวนาไม่มีทางเลือกอื่นและต้องขายให้พ่อค้าเท่านั้น
ส่วนข้อกล่าวหาว่า โครงการมีทุจริตนั้น ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะยุติโครงการ เพราะถ้ายึดหลักการว่า โครงการใดมีทุจริต ก็ต้องยกเลิกให้หมด ก็เท่ากับว่า รัฐบาลต้องยกเลิกหมดเกือบทุกโครงการในประเทศไทย เพราะโครงการอีกมากมายก็อาจมีทุจริตได้ ไม่เว้นแม้แต่การจัดซื้อจัดจ้างและโครงการวิจัยพัฒนาของพวกนักวิชาการใน มหาวิทยาลัยของรัฐด้วย ทางออกจึงไม่ใช่เลิกโครงการ แต่เป็นการปรับปรุงการดำเนินการให้รัดกุม โปร่งใส มีรั่วไหลให้น้อยที่สุด ปราบปรามจับกุมและลงโทษผู้ที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด
ส่วนการขาดทุนของโครงการรับจำนำอันเกิดจากข้าวเสื่อมคุณภาพและการระบาย ข้าวออกในราคาต่ำนั้น อยู่ที่ฝีมือการบริหารสต็อกข้าวของกระทรวงพาณิชย์ว่า จะสามารถระบายข้าวออกไปได้อย่างรวดเร็วและในราคาที่ไม่ต่ำจนเกินไปได้หรือ ไม่ ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ระบายออกจำนวนเพียงเล็กน้อยให้กับตลาดภายในประเทศ และมีข้อผูกพันขายข้าวผ่านรัฐบาล (จีทูจี) อีก 7 ล้านตันในช่วงปี 2555/56 สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือ เร่งระบายข้าวออกไปเพื่อเปิดสถานที่เก็บให้กับข้าวฤดูใหม่ปี 2555/56 และให้ได้เงินหมุนเวียนกลับมาบริหารโครงการต่อ
ตัวเลขการขาดทุนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2554/55 นั้น หลายฝ่ายคำนวณได้ใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ตัวเลขขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาทโดยกระทรวงการคลัง ไปจนถึง 80,000 ล้านบาทโดยสมาคมโรงสีข้าวไทย ซึ่งไม่ได้เกินกว่าความเสียหาย 90,000 ล้านบาทในโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวเลขขาดทุนถึงกว่าสองแสนล้านบาทที่นักวิชาการบางค่ายกล่าวหากันนั้น ก็คือตัวเลข “ยกเมฆ” ที่สมมติว่า สต็อกข้าวปัจจุบันของรัฐบาลนั้นเน่าเสียทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ การที่นักวิชาการกลุ่มนี้ไม่ได้เพียงแค่แสดงความคิดเห็นต่างทางวิชาการเท่า นั้น แต่ถึงกับใช้วิธีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รู้ดีว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็คือกลไกของพวกเผด็จการที่ใช้ทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือก ตั้งและมีท่าทีชัดเจนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการเปิดช่องให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญใช้ตุลาการเข้ามา แทรกแซงอำนาจบริหารอีกครั้ง และอาจนำไปสู่การทำลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ชนะเลือกตั้งมาอย่างชอบธรรม ดังเช่นที่ได้ทำลายรัฐบาลพรรคพลังประชาชนไปแล้วนั่นเอง
การที่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ สื่อมวลชนกระแสหลัก พ่อค้าผู้ส่งออกข้าว องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการปัญญาชนที่บูชาเผด็จการจารีตนิยมต้องเคลื่อนไหวอย่างหนักก็ เพราะ หากนิ่งเฉยปล่อยให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำโครงการนี้ต่อเนื่องได้สำเร็จ พรรคเพื่อไทยก็จะชนะเลือกตั้งรอบหน้าด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเพิ่มขึ้นอีกมาก นั่นเอง
แต่การที่คนพวกนี้อ้างเอาโครงการรับจำนำข้าวเพื่อดึงศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา นั้น และหากศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยทั้งที่ไม่มีอำนาจ พวกเขาก็กำลังเร่งนำความพินาศมาสู่พวกเผด็จการไทยให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก คือการผลักให้ชาวนาทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวนาในภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ให้หันมาสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและเป็นแนวร่วมของคนเสื้อแดงอย่างรวด เร็วและได้ผลที่สุด
หรือว่า เราใกล้จะได้เห็นภาคจบของมหากาพย์เรื่องนี้กันเสียที!

สมเด็จพระนโรดม สีหนุ สวรรคตแล้วที่ปักกิ่ง

ที่มา ประชาไท



"พระวรราชบิดา" ของกัมพูชา สวรรคตแล้วขณะประทับอยู่ที่ประเทศจีน โดยช่วงที่ทรงพระชนม์ชีพ ทรงมีบทบาทอย่างสูงในการเมืองกัมพูชาสมัยใหม่ ทั้งการเรียกร้องเอกราช - ตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม - มีบทบาทในสงครามกลางเมือง - ตั้งแนวร่วมเขมรสามฝ่ายกับเขมรแดง นำมาสู่การเลือกตั้งและสิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 2536 ก่อนสละราชสมบัติในปี 2547
แฟ้มภาพกษัตริย์นโรดม สีหนุ ระหว่างเยือนโรมาเนียในปี 2515 โดยพระองค์สวรรตแล้วเช้าวันนี้ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน  (ที่มาของภาพ: วิกิพีเดีย)

เช้าวันนี้ (15 ต.ค.) อดีตกษัตริย์กัมพูชา สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่งได้รับการนับถือของชาวกัมพูชา สวรรคตแล้วด้วยพระชนมายุ 89 พรรษา จากการเปิดเผยของรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งอ้างถึงข่าวของสำนักข่าวซินหัวของจีน ที่ระบุว่าพระองค์สวรรตที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน

พระญาติชั้นที่ 3 ของเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ และผู้เรียกร้องเอกราชกัมพูชา
สมเด็จพระนโรดม สีหนุทรงพระราชสมภพเมี่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2465 ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต และสมเด็จพระมหากษัตริยานีสีสุวัตถิ์ กุสุมะ นารีรัตน์ สิริวัฒนา เสด็จขึ้นครองราชสมบัติครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2484 หลังจากพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ ผู้เป็นพระอัยกา และพระราชบิดาของสมเด็จพระราชินีกุสุมะ พระราชมารดาสวรรคต
เมื่อนับพระญาติทางฝ่ายพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์นับเป็นพระญาติ ชั้นที่ 3 ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ โดยเป็นญาติทางฝ่ายพระบิดาของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
เมื่อสมเด็จนโรดม สีหนุทรงขึ้นครองราชย์ในปี 2484 ได้ทรงเรียกร้องเอกราชของกัมพูชาจากฝรั่งเศสได้สำเร็จในปี 2496 โดยก่อนที่จะได้รับเอกราชในเดือนพฤษภาคมปี 2496 พระองค์เสด็จลี้ภัยอยู่ที่กรุงเทพฯ และกลับไปกัมพูชาเมื่อได้รับการรับรองเอกราชในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

ชีวิตการเมือง จากพรรคสังคมราษฎร์นิยม สู่แนวร่วมเขมรแดง
และต่อมาในปี 2498 ทรงสละราชสมบัติ เพื่อให้พระบิดาของพระองค์คือพระนโรดม สุรามฤต ขึ้นครองราชย์แทน จากนั้นพระองค์หันมาเล่นการเมือง ทรงตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม (Sangkum Reastr Niyum หรือ ส็องกุมเรียะนิยุม) เรียกสั้นๆว่า "พรรคสังคม" เป็นพรรคแนวอนุรักษ์นิยมผสมแนวคิดพุทธศาสนา โดยพรรคนี้มีบทบาทมากในกัมพูชาระหว่าง พ.ศ. 2498 - 2513 โดยบางช่วงพระองค์มีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นทั้งประมุขของรัฐต่อจากพระบิดาที่สวรรคตด้วย กระทั่งถูกลอน นอล ทำรัฐประหารในปี 2513 ตั้งระบอบสาธารณรัฐขึ้นมา
ทั้งนี้แม้พระองค์พยายามที่จะรักษาประเทศให้พ้นจากความขัดแย้งในช่วง สงครามเย็น ที่เขม็งเกลียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงทศวรรษที่ 2510 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้หลังพระองค์ถูกรัฐประหาร พระองค์ลี้ภัยไปอยู่ปักกิ่ง และเปียงยาง และตั้งแนวร่วมสหชาติเขมร (FUNK) ขึ้นที่ปักกิ่ง เพื่อต่อต้านรัฐบาลลอน นอล และทรงเป็นแนวร่วมกับพรรคกัมพูชาธิปไตยหรือเขมรแดง โดยทรงเสด็จไปเยี่ยมแนวรบของเขมรแดงด้วย โดยมีชาวนาจำนวนมากมาร่วมสนับสนุนการปฏิวัติของเขมรแดงเนื่องจากเข้าใจว่า เขมรแดงต่อสู้เพื่อสนับสนุนพระองค์ ต่อมาโดยภายหลังในปี 2522 พระองค์ต้องชี้แจงการร่วมมือกับเขมรแดงว่าเป็นเพราะระบอบกษัตริย์กำลังถูก โค่นล้ม พระองค์สู้เพื่อเอกราชของประเทศ แม้ว่าประเทศจะต้องเป็นคอมมิวนิสต์ก็ตาม
โดยในช่วงของรัฐบาลระบอบสาธารณรัฐของลอน นอล กษัตริย์สีหนุทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ที่บ้านรับรองขนาด 60 ห้องที่กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ
ในปี 2518 แนวร่วมของพระองค์คือพรรคกัมพูชาประชาธิปไตยหรือเขมรแดงได้ยึดอำนาจนายพลลอน นอล โดยพระองค์ได้กลับไปประทับที่กรุงพนมเปญและเป็นประมุขเชิงสัญลักษณ์ ในเดือนเมษายนปี 2519 เขมรแดงบีบให้พระองค์วางมือทางการเมือง ระหว่างนั้นพระองค์ถูกระบอบเขมรแดงส่งไปพูดในที่ประชุมสหประชาชาติเพื่อต่อ ต้านการที่เวียดนามส่งกองทัพเข้ามารุกรานกัมพูชา
ทั้งนี้ระบอบเขมรแดงซึ่งปกครองประเทศอย่างโหดเหี้ยมในระหว่างปี 2518 ถึง 2522 ได้ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคน และข้อมูลบางแหล่งเชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2.5 ล้านคน กระทั่งต่อมาพรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชา นำโดยเฮง สัมริน และฮุน เซ็น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเข้ามาขับไล่เขมรแดงออกจากพนมเปญในปี 2522

ตั้งแนวร่วมเขมรสามฝ่าย - สู่การเลือกตั้งทั่วไป ขึ้นครองราชย์ครั้งที่ 2 และสละราชสมบัติ
ในช่วงที่พรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชามีอำนาจ ทรงลี้ภัยไปประทับในจีนและเกาหลีเหนือ และทรงร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ตั้งแนวร่วมเขมรสามฝ่าย (The Coalition Government of Democratic Kampuchea - CGDK) ประกอบด้วย เขมรแดงภายใต้การนำของเขียว สัมพันและพล พต แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมรของซอนซาน และพรรคฟุนซินเปกของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2525 และเข้าไปมีที่นั่งในสหประชาชาติ แทนที่รัฐบาลพรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชาของเฮง สัมริน และฮุน เซ็น
ต่อมาหลังจากเวียดนามถอนทหารในปี 2532 มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2536 และสิ้นสุดสงครามกลางเมือง สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงขึ้นครองราชย์หนที่สองในปี 2536 และต่อมาได้สละราชสมบัติให้กับสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี เมี่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ขณะทรงมีพระชนมพรรษา 82 พรรษา หลังจากนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น "พระมหาวีรกษัตริย์ พระวรราชบิดา เอกราช บูรณภาพดินแดน และความเป็นเอกภาพแห่งชาติเขมร" หรือ "The King-Father of Cambodia"
ทั้งนี้แม้พระองค์จะต้องลี้ภัยอย่างยาวนานขณะดำรงพระชนม์ และทรงสละราชสมบัติในปี 2547 ด้วยเหตุผลด้านพระพลานามัย แต่สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ยังคงเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อสังคมกัมพูชาเสมอ

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Cambodia former king Norodom Sihanouk 'dies' in Beijing, BBC 14 October 2012 Last updated at 23:01 GMT http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-19943963
Norodom Sihanouk, Wikipedia, http://en.wikipedia.org/wiki/Norodom_Sihanouk

ซีรีส์จำนำข้าว (3): เสียงจากชาวนา เหนือ-กลาง-ทุ่งกุลาร้องไห้

ที่มา ประชาไท




สำหรับชาวนา หลายคนอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบถามเรื่องนี้จากพวกเขา เนื่องจากเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้โดยตรง กระนั้น หากสอบถามกันให้ชัดเจนขึ้น เราจะเห็นแง่มุมบางอย่างของพวกเขา ซึ่งก็ไม่ได้เห็นเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด และมีมุมมองนำเสนทางออกของปัญหาแตกต่างกันไป

สมาน ทัดเที่ยง แกนนำเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ที่ปรากฏอยู่ในหน้าข่าวขบวนชาวนาคัดค้าน คณาจารย์นิด้า เพื่อสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ เขานำเสนอว่าทำไมจึงสนับสนุนโครงการนี้ พร้อมชี้จุดอ่อนและทางออกบางอย่าง พร้อมเปิดกว้างว่าขอให้มีการพูดคุยเรื่องนี้จากทุกฝ่ายทุกคน โดยเฉพาะชาวนาในแต่ละภาคซึ่งมีบริบทที่ต่างกัน

สำรอง เนตรวง อายุ 60 ปี ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นภาพตัวแทนของเกษตรกรในพื้นที่อีสาน ซึ่งให้คำตอบตรงไปตรงมาเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับ

กิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่ง ประเทศไทย (สค.ปท.) เป็นชาวนาจาก จ.ชัยนาท และเป็นหนึ่งในชาวนาที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ รวมทั้งเห็นว่าโครงการประกันรายได้น่าจะเหมาะสมกว่า

00000000000

สมาน ทัดเที่ยง
เครือข่ายสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่


คิดอย่างไรกับโครงการรับจำนำข้าว
ในสายตาของเกษตรกรซึ่งได้รับความไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด อย่างที่นักวิชาการว่าอยากให้เราได้รับความเป็นธรรมพยายามจะทำอะไรต่างๆ แต่ตลอดระยะเวลาที่เราเป็นชาวนามา ในยุคไหนสมัยใดของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยมีใครที่ให้กำไรแก่เกษตรกรเท่าไรจากต้นทุนการผลิต ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าต้นทุนการผลิตเท่าไร แต่เมื่อก่อนไม่มีโครงการรับจำนำ โครงการประกัน พ่อค้าก็เอาเปรียบเราตลอดเวลา ไม่เคยคิดว่าจะให้กำไรเรากี่เปอร์เซ็นต์จากผลผลิตการขายข้าว มีแต่กดชาวนาอย่างเดียว มันทำให้เราคิดว่า สิ่งที่รัฐบาลที่ผ่านมาหรือรัฐบาลชุดนี้กำลังทำ เป็นสิ่งที่จะสร้างฐานะ สร้างการมีรายได้ให้เกษตรกร เป็นขวัญและกำลังใจที่จะให้เราก้าวต่อไป แม้แต่ใครๆ ก็พูดกันว่า จะลดต้นทุนตรงไหน จะเพิ่มผลผลิตเท่าไหร่ มันเป็นประเด็นทั้งนั้น แต่จุดนี้มันจะได้มีกำลังใจที่จะไปไขว่คว้าหรือไปสรรหาว่าเราควรจะทำอะไร ตรงไหนบ้าง เราก็พยายามกันอยู่ตลอดเวลา
ในฐานะเกษตรกรผู้ได้รับผลโดยตรง โครงการประกันรายได้กับโครงการรับจำนำ มันมีความแตกต่างกันมากไหมสำหรับเกษตรกร และคิดว่าอันไหนที่ดีกว่า
โครงการประกันรายได้ของรัฐบาลชุดก่อน โอเค ก็พอใช้ได้ แต่มันมีข้อแตกต่างระหว่างพันธุ์ข้าวแต่ละพันธุ์มากเกินไป อย่างในภาคเหนือส่วนใหญ่จะปลูกข้าวเหนียว แต่ราคาประกันรายได้ในส่วนข้าวเหนียวมันต่ำ ซึ่งเราพยายามขอให้ได้สัก 10,000 บาท แต่มันได้แค่แป๊บเดียว แล้วกลับมาที่เก่าคือ 9,500 บาทต่อตันต่อเกวียน แต่พอเป็นข้าวเจ้าซึ่งต้นทุนการผลิตเหมือนกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกลับได้ราคาสูงกว่า จริงๆ ข้าวเหนียวก็มีตลาดส่งออกที่ญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่เลยและที่ส่งออกให้ญี่ปุ่น ก็ราคาสูงแต่ทำไมเราได้นิดเดียว
พูดกันตรงๆ ไม่ว่ารัฐบาลไหนที่ตั้งราคาไว้สูง เกษตรกรก็ไม่ได้รับในราคาสูงสุดหรอก เพราะข้าวของเรายังไม่พร้อม รัฐบาลก็ไม่ยอมมองจุดของเรา องค์กรเกษตรกรก็ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้ เพราะขบวนการผลิตมันไปจบที่การเก็บเกี่ยว เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันก้าวไกล ชาวนาจะไม่ทำตรงนั้นก็ไม่ได้ ฝนฟ้าก็ไม่อำนวย ก็ต้องเก็บเกี่ยวสด ชาวนาตอนนี้ก็เข้าใจแล้วทั้งประเทศว่า ข้าวที่เขาไม่ได้ในราคาสูงสุด เพราะมีความชื้น ความชื้นนี่คือคุณภาพข้าว จะให้เกี่ยวสดไปแล้ว ถ้ามีการบริหาร รัฐบาลประกันราคาหรือจำนำแล้วไปบริหารจัดการโดยการเอาไปรีบอบให้ได้ความชื้น 15% หัวข้าวจะได้มากกว่าปลายข้าว

ยกตัวอย่าง ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่ 16,000 บาทต่อตันต่อเกวียน เมล็ดสั้นก็ 15,000 บาท คนที่จะได้ความชื้นแบบที่วางไว้ 15% จากร้อยคนมีสักสิบคนถึงไหม ไม่ถึงหรอก ดังนั้น ที่รัฐบาลซื้อสูง ชาวนาก็ไม่ได้ตามนั้น เพราะข้าวของเขามีความชื้น แต่รัฐบาลชุดนี้ก็กำหนดค่าความชื้นให้สูงกว่ารัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลที่แล้วให้ที่ 30% รัฐบาลชุดนี้ขยายมาถึง 35.9% เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็อยากให้ชาวนาที่เกี่ยวสดขายได้ราคา แล้วโรงสีในโครงการรับจำนำก็ต้องรีบเอาไปอบให้ได้ 15%

ขยายมาถึง 35.9% นี่ข้าวเหนียวที่ความชื้นเท่านี้ก็ยังได้กิโลละ 11 บาท 8 สตางค์ หรือตันละ 11,800 บาท ชาวนาก็พอใจ แต่ถ้าราคา 11 บาท 8 สตางค์นี่ ถ้าไม่มีโครงการช่วย เอาไปขายพ่อค้า ผมรับรองได้เลยว่าไม่เกินกิโลละ 6 บาท จำได้ไหม สมัยปี 51 ยังไม่มีโครงการประกันราคาด้วยซ้ำ พวกเราต้องปิดถนนให้รัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) มาซื้อโดยไม่หักความชื้นกิโลที่ 8 บาท แต่พอมาถึงตอนนี้รัฐบาลนี้ก็พยายามให้เกษตรกรมีรายได้เพื่อเป็นกำลังในการ ขยับไปเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนต่างๆ ข้าวต่ำสุดเราได้ 11 บาท 8 สตางค์

ผม ถึงว่าถ้าจะไม่มีการจำนำตามที่นักวิชาการบอก นักวิชาการสามารถมีกลไกอะไรที่จะไปควบคุมให้พ่อค้าโรงสีทั่วประเทศซื้อใน ราคาเป็นธรรมกับชาวนาได้ไหม แค่ 8-9 บาทขึ้นไปได้ไหม
แล้วพอใจกับโครงการประกันราคาหรือโครงการจำนำ มากกว่ากัน
พูดกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม รัฐบาลที่แล้วตั้งราคาประกันไว้ไม่สูง มันก็มีโอกาสที่ข้าวบางพันธุ์ก็จะขึ้น สมมติ 9,500 อาจขึ้นถึง 10,000 เราก็จะได้ค่าชดเชยจากราคาแท้จริงกับราคาประกันที่ตั้งไว้ ผ่าน ธกส.เขาเรียกเงินชดเชย แต่เดี๋ยวนี้ ราคาต่ำสุดได้ 11 บาท 8 สตางค์ ชาวนาเขาก็พอใจ ทำให้เขาได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำ แต่การรับจำนำรัฐบาลจะต้องจัดการให้ดี
ยกตัวอย่าง ข้าวหมอมะลิที่ให้ตันละ 20,000 บาท ผมกล้ายืนยันว่าแทบไม่มีใครได้ 20,000 บาท ถามว่าคนที่จะได้ราคานั้นความชื้น 15% จะมีถึง 5% ของจำนวนทั้งหมดไหม ไม่มีทางถึง เขาก็จะได้ต่ำลงมา อย่างดีก็ไม่เกินกิโลละ 12-13 บาท อันนี้เรียกไม่ได้ว่ารัฐบาลซื้อสูงมาก ถ้ารัฐบาลกำหนดว่าซื้อทั้งหมด ในราคาที่กำหนดไว้หมด นั่นผมถือว่า ซื้อราคาสูงมาก แต่ทุกวันนี้ซื้อตามความชื้น ตามคุณภาพข้าว ซึ่งถึงที่สุดชาวนาเขาก็พอใจอยู่ดี
แต่ประเด็นคือ ต้องเอาข้าวเหล่านี้ไปอบ แล้วอบยังไงให้ได้คุณภาพ ผมทำหนังสือถึงนายกฯ และรัฐมนตรีช่วยหมดแล้ว ว่า ข้าวที่ซื้อตามความชื้นนี้ ควรแบ่งความชื้นเป็น 3 กอง ข้าวที่ชื้น 15% นั้นไม่มีปัญหา สีให้รัฐบาลได้เลย แต่ข้าวที่มีความชื้น 16%-20% ควรจะกองไว้หนึ่งกอง 20-25% แยกไว้อีกกอง 25-35.9% อีกหนึ่งกอง ที่ผมให้แยกเพราะข้าวเหล่านี้ เพื่อให้รู้ว่าส่วนไหนพวกโรงสีต้องรีบขนไปอบ ไม่อย่างนั้นข้าวอาจจะเสีย แต่เมื่อเอา 16% กับ 35% มาปนกัน ข้าวที่มีความชื้นต้นๆ มันจะแห้งจะกรอบกว่าที่ข้าวมีความชื้น 25%-35% ข้าวที่ความชื้นต่ำกว่าจะกรอบเวลาเอาไปสี ไม่เป็นหัวข้าวแต่เป็นปลายข้าว นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามอธิบายว่าการบริหารจัดการแบบนี้จะเหมาะสมกว่า ตอนนี้มันไม่มีการจัดการแบบนั้น เอาไปกองรวมกันหมด แต่ถ้าแยกแบบนี้จะได้ข้าวหัวมากต่อตัน และไม่เปลืองแก๊ส ไม่เปลืองน้ำมันที่ใช้อบ
แม้โครงการนี้ชาวนาจะได้โดยตรง แต่มีข้อท้วงติงว่าเป็นการผลักให้รัฐแบกหนี้สาธารณะมากเกินไป และเป็นการผูกขาดตลาดมากขึ้น คิดอย่างไรกับประเด็นนี้
ผมก็เข้าใจที่นักวิชาการพูดว่าจุดประสงค์ไม่ต้องการให้สูญเสียอะไรมาก สำหรับรัฐบาล ดังนั้น ผมก็เขียนส่งไปแล้วว่า 1.เกษตรกรขอให้รัฐบาลจำนำในปีนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ไม่นานข้าวก็ออกแล้ว ถ้าจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้ใครจะรับประกันอะไรได้ว่าถ้าไม่มีการจำนำ นักวิชาการจะทำให้โรงสีซื้อเราแบบคุ้มต้นทุนไหม ไม่มีหรอก ถ้าไม่มีจะให้เกษตรกรทำยังไง มันก็ตกเป็นเบี้ยล่าง ให้พ่อค้าโรงสีทั่วประเทศกดราคา ถ้าไม่มีใครเป็นกันชนให้เรา จึงเสนอว่าให้จำนำปีนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
2.หลังจากนั้น รัฐบาลต้องเชิญบรรดาคณาจารย์นิด้าหรือใครก็ตามที่มีข้อท้วงติง ข้อห่วงกังวล มีความหวังดีต่อรัฐบาลต่อประเทศชาติพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยกัน เลยว่า โครงการรับจำนำในปีนี้มันมีปัญหาอะไรบ้าง ติดขัดอะไร ควรจะปรับตรงไหน ควรจะเปลี่ยนแปลงตรงไหน คุยกันโดยเหตุและผล และข้อมูล มาคุยกันว่าทำอย่างไรให้ชาวนาได้ โรงสีและผู้ส่งออกก็ไม่เสีย และรัฐบาลก็ได้งานด้วย
3. การประชุมนี้ต้องเชิญตัวแทนเกษตรกรทุกภาค ทุกวันนี้มีตัวแทนเกษตรกรคนเดียว ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้อะไรทั้งหมด และท่านคนเดียวจะไปสู้อะไรกับใครได้ ตัวแทนส่วนอื่นๆ เยอะแยะ แต่ตัวแทนเกษตรกรมีคนเดียว ต้องเชิญทุกภาค เราจะได้ไปคุยกันว่า แต่ละภาคมันมีปัญหาอะไรบ้างที่รัฐบาลต้องรู้ พ่อค้าต้องรู้
ในมุมเกษตรกรเอง มีข้อเสนอไหมในระยะยาวว่ารัฐบาลควรจะทำอย่างไร
ต้องส่งเสริมให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นมันสมองของกระทรวงเกษตรจะต้องทำตัวเป็นกลางให้มาก ต้องดูว่าต้นทุนการผลิตข้าวแต่ละพันธุ์มันเท่าไร เมื่อรู้ต้นทุนการผลิตแล้ว จะมีมาตรการอะไรให้พ่อค้าโรงสีซื้อเกินจากต้นทุน และเกินไปเท่าไร เช่น สมมติต้นทุน 6,500 ต่อไร่ จะบวกไปอีกกี่เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานสากลที่เขาบวกกำไรให้เกษตรกร พ่อค้าทำได้ไหม สภาหอการค้า สภาผู้ส่งออกยอมรับได้ไหม ต้องรวมตัวกันทำความเข้าใจกัน ให้เกษตรกรอยู่ได้ด้วยเหมือนกัน
แสดงว่าที่กำหนดอยู่ปัจจุบันไม่ได้สะท้อนต้นทุนแท้จริง
เป็นต้นทุนเหมือนกันแต่มันไม่ใช่ต้นทุนที่เป็นความจริง ทุกวันนี้เอาต้นทุนแต่ละภาคเอามาบวกกันแล้วหาร ยกตัวอย่าง กำหนดไว้ที่การได้ผลผลิต 400 กิโลกรัมต่อไร่ มันไม่ใช่ ผมบอกเลยว่า ดินของประเทศไทยเรานี้ถ้าไม่ใส่ปุ๋ย ปลูกแบบพื้นฐาน อาศัยปุ๋ยธรรมชาติ ไถกลบหญ้าให้หมักเน่า อะไรแบบนี้ อย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยเข้าไป ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด มันต้องเพิ่มไปอีก 30-40% และถ้าทำดีให้น้ำให้ปุ๋ยถูกวิธีมันอาจเพิ่มได้มากกว่านี้อีก ที่ได้ถึง 1,000-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ก็มี ท่านต้องเชื่อเขาสิ เพราะเขาเป็นเกษตรกร แม้แต่เวลาจำนำเกษตรกรหลายคนก็ผลิตได้เกิน 400 ที่เรากำหนด เขากล้าเซ็นรับรองว่าเป็นข้าวเขา เขาให้ตรวจสอบได้หมดว่าไปซื้อไหนมาหรือไม่ ถ้าใช่ก็ยอมรับผิดหมด มันเป็นความสามารถของคนไทย ไม่ใช่กำหนด 400 กิโลกรัม 800 กิโลกรัม แล้วส่วนที่เขาผลิตได้มากกว่านั้นมันจะไปขายให้ใคร ก็ต้องขายให้พ่อค้าหลังโรงสี
สุดท้าย ผมเป็นคนเสนอรัฐบาลและจังหวัดเชียงใหม่ไปว่า เอาอย่างนี้ ใครที่ผลิตได้เกิน 400 เกิน 800 ที่ท่านกำหนด ขอให้รับจำนำเขา แต่ให้มีแบบฟอร์มให้เขาเซ็นว่าเป็นข้าวของเขา ถ้าเขาไปซื้อของใครมาเพิ่มมาเติมนั่นเขายอมรับผิด ที่รัฐบาลบอกว่าเวียดนาม เกาหลี ปลูกได้ 1,200-1,400 กิโลกรัม ประเทศไทยเราก็ปลูกได้แต่ทำไมไม่โชว์คนเหล่านี้ ให้สอนเกษตรกรอื่นว่าทำอย่างไร ไม่ใช่ไปยอมรับ ไม่เชื่อเขา
มีปัญหาไหมว่าต้นทุนเกษตรกรโดยส่วนใหญ่หมดไปกับเคมีภัณฑ์ต่างๆ ต้องการเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาในจุดนี้ด้วยไหม
ตอนนี้คนที่ใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว เราพยายามให้เขาใช้ควบคุมไปกับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ยกตัวอย่างปุ๋ยพืชสด ผมเองรณรงค์เรื่องการปุ๋ยพืชสดซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของในหลวง หว่านปั๊บแล้วไถกลบ ต้นปอเทือง ต้นโสนแอฟริกัน ต้นถั่วต่างๆ มันจะกลายเป็นอินทรียวัตถุ ระบบรากของมันดึงไนโตรเจนอยู่แล้ว เราไม่ไดต้องไปซื้อปุ๋ยยูเรียซึ่งแพงมากและเป็นปุ๋ยตัวสำคัญที่ข้าวต้องการ ใช้ ทำปุ๋ยพืชสดจากใบไม้ใบหญ้า เราก็ทำกันในตำบลผมนี่มีการทำปุ๋ยแลกไข่ไก่อะไรบ้าง เกษตรกรสนใจมาก โครงการเหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งขยาย นี่ก็เหมือนกันรัฐบาลต่อรัฐบาลซื้อได้ไหม มันจะได้ต้นทุนถูกแก่เกษตรกร
อีกประเด็นที่อยากฝาก ผมเป็นประธานศูนย์บริการถ่ายทอดเทคนิคการเกษตรประจำตำบล เปรียบไปก็เหมือนเป็นกระทรวงเกษตรขนาดเล็กที่กระทรวงเกษตรตั้งขึ้นทุกตำบล ทั่วประเทศ อยู่ในท้องถิ่น อบต. เทศบาล มีคณะกรรมการบริหารจากคนทุกอาชีพในตำบลนั้น 15 คน การประชาคมข้าวอะไรต่างๆ ก็อยู่ที่ศูนย์ถ่ายทอดนี้ เขารู้หมดใครปลูกอะไร กี่ไร่ มีผลผลิตประมาณเท่าไร เพราะเราอยู่กับข้อเท็จจริง แต่รัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรมองข้ามพวกเรา เลยอยากเสนอรัฐบาลว่า อย่ามองข้าม ให้เราเป็นตัวช่วยรัฐบาล เวลาเกษตรกรในตำบลไปจำนำข้าว เดือนหนึ่งคุณส่งรายชื่อมาให้ผม เขาไปจำนำเท่าไร ผมจะได้กลับมาเช็ค ถ้าคนไหนผิดจะได้ส่งรายชื่อให้จังหวัด อันนี้จะเป็นการควบคุม แต่ทุกคนไม่มองศูนย์ถ่ายทอดเลย ตั้งมาไว้เฉยๆ ทั้งที่เราอยากจะทำงาน

สำรอง เนตรวง
อายุ 60 ปี เกษตรกรทำนาทุ่งกุลาร้องไห้ ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ อยู่ในเขต จ.สุรินทร์ (อ.ชุมพลบุรี อ.ท่าตูม) , จ.มหาสารคาม (อ.พยัคฆภูมิพิสัย),จ.บุรีรัมย์ (อ.พุทไธสง) ,จ.ศรีสะเกษ ,จ.ยโสธร (อ.มหาชนะชัย) และ จ.ร้อยเอ็ด (อ.ปทุมรัตต์ อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ และ อ.โพนทราย) การที่ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้ มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ชนเผ่ากุลาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยจากเมืองเมาะตะมะ ประเทศพม่า ได้เดินทางมาค้าขายผ่านทุ่งแห่งนี้ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน ไม่พบหมู่บ้านใดๆ เลย น้ำก็ไม่มีดื่ม ต้นไม้ก็ไม่มีที่จะให้ร่มเงา มีแต่ทุ่งหญ้าเต็มไปหมด พื้นดินก็เป็นทราย เดินทางยากลำบากเหมือนอยู่กลางทะเลทราย ทำให้คนพวกนี้ถึงกับร้องไห้ ดังนั้น จึงได้ชื่อว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งนี้ปัจจุบัน ทุ่งกุลาถือเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง มีโครงการส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง จนไม่นานมานี้ได้รับความคุ้มครองจำเพาะเป็นข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ที่ สหภาพยุโรปแล้ว (http://www.senate.go.th/senate/report_detail.php?report_id=23)

มีการพูดกันมากว่าพื้นที่อีสาน ชาวนาเข้าโครงการจำนำข้าวไม่มาก เพราะผลผลิตที่ได้มีจำนวนน้อย ข้อเท็จจริงในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ เป็นอย่างไรบ้าง กระบวนการที่ชาวนาจะเข้าโครงการของรัฐต้องทำอย่างไร
ไม่น้อยนะครับ เข้าทุกครัวเรือนที่ทำนา ก่อนจะทำ เขาจะให้ไปลงทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ต่อมาเขาก็จะเรียกไปประชาคมว่ามีการทำนาจริงหรือไม่ แล้วก็จะให้ทาง ธกส.มาประเมินว่าไร่หนึ่งคุณจะได้ประมาณกี่ตัน ปีที่แล้วมีการตกลงกันไว้ว่าจะได้ 300 กว่ากิโลกรัมต่อหนึ่งไร่ แล้วที่นี้ก็เอาข้าวไปขาย ปีที่แล้วผมได้ตันละ 19,200 บาท เป็นข้าวแห้ง ไม่มีความชื้น และมีการหักสิ่งเจือปนพวกเศษฟางเศษอะไรไปตันละ 80 บาท
ผลผลิตที่ได้คิดเป็นกิโลกรัมต่อไร่ สูงสุดไม่เกิน 500 กิโลกรัม เพราะบางครั้งมันก็แล้ง บางครั้งต้องหาแหล่งน้ำมาสูบน้ำใส่ ตรงนี้ในเขตทุ่งกุลาถ้ามีแหล่งน้ำผลผลิตก็จะมีถึง
ในเรื่องจำนำข้าวไม่มีปัญหา เพราะราคาข้าวเราได้อยู่แล้ว โครงการนี้เราชอบอยู่ เพราะชาวนาเราลืมตาอ้าปากได้ อย่างต่ำก็ได้กิโลกรัมละ 17 บาท ตันหนึ่งก็ได้ 17,000 บาทอยู่แล้ว ที่นี้ถ้าเราไม่เข้าโครงการจำนำข้าว เราไปขายพ่อค้าคนกลางที่เขารับซื้อทั่วไปจะได้ตันละ 15,000-16,000 บาท สำหรับข้าวหอมมะลินาปีที่ทุ่งกุลา แต่ถ้าเข้าโครงการจำนำข้าวคือเราขายช่วงต้นปี บางคนได้กิโลกรัมละ 17 บาท หรือ 18 บาทกว่า บางคนก็ได้ 19 บาทต่อกิโลกรัม คือเขาหักความชื้นหักสิ่งเจือปนไปบ้าง มันก็ไม่ได้ 20 บาทเต็มสักคนหรอก
มีการกำหนดไหมว่าชาวนาจะขายข้าวได้อย่างน้อยต้องขั้นต่ำเท่าไร ขั้นสูงเท่าไร
แรกๆ เขากำหนดเป็นจำนวนไร่ว่าคนหนึ่งไม่เกิน 45 ไร่ แต่ว่าพอผมไปประชาคม เขาบอกว่าปีนี้ไม่กำหนดจำนวนว่าคุณมีเท่าไร กี่ไร่ก็ขายได้ มีนา 50-60 ไร่ก็ขายได้เต็มที่ แต่ว่าให้ไร่ละไม่เกิน 350 กิโลกรัม ถ้าเหลือ ถ้าข้าวเรางาม ที่นี้เราได้ข้าวเยอะ มันเหลือเราก็เอาไปขายให้พ่อค้าทั่วไปได้
มีไหมกรณีที่ภาคอีสานบางพื้นที่ได้ผลผลิตน้อยไม่พอเข้าโครงการ
ผลผลิตได้น้อยคือมันแล้ง จังหวะมันแล้งก็มี อย่างปีนี้ยอมรับว่าแล้ง ก็อาจมีคนพูดแบบน้อยใจก็ได้เพราะมันแล้ง แต่แถวบ้านผมมันอยู่ติดลุ่มลำน้ำเสียวมันไม่แล้ง และปีนี้ผมคิดว่าจะได้ผลผลิตมากกว่าปีที่แล้วอีก บางทีมันแล้งจริงๆ ผมอยู่จังหวัดร้อยเอ็ด มีอยู่ 20 อำเภอ ประสบปัญหาภัยแล้งประมาณครึ่งต่อครึ่ง แต่กับพวกผมที่ได้ผลผลิตผมก็ว่ามันดีแหละครับ
แล้วโครงการจำนำข้าวกับโครงการประกันราคาของรัฐบาลชุดที่แล้ว ในความรู้สึกของชาวนามันแตกต่างกันอย่างไรไหม
ในความรู้สึกของผม มันก็ดีทั้ง 2 อย่าง คือว่าประกันราคามันก็ดี คือสมมติเราขายข้าวไปกิโลกรัมละ 12 บาท เราก็ได้เพิ่มอีกกิโลกรัมละ 3 บาท เพราะเขากำหรดให้เราได้กิโลกรัมละ 15 บาท ตันละ 15,300 บาทหรืออะไรประมาณนี้ถ้าผมจำไม่ผิด แต่ที่นี้มันมีแบบว่าบางกรณีเจ้าของนาไม่ทำนาแต่มีสิทธิ์ไปเข้าโครงการ ประกันราคา เขาก็ได้ข้าว เป็นค่าเช่านาไปแล้ว แล้วยังได้เงินประกันไปอีก ส่วนคนที่ทำก็ได้ขายแต่ข้าวไม่มีราคา
สมมติว่าผมไปเช่านาเขาทำ ผมก็ขายข้าวได้แค่กิโลกรัมละ 12 บาท แต่ส่วนผลต่างของการประกันราคาข้าวเจ้าของนาได้ไป โดยที่เขาก็ได้ค่าเช่าไปแล้ว ส่วนชาวนาจริงๆ ที่ทำนาจริงๆ เราลงทุนทั้งข้าวปลูก ทั้งยารักษาโรค ทั้งปุ๋ยเคมีและทุกอย่าง รวมทั้งค่าเกี่ยวข้าว เราได้แค่ 12 บาทต่อกิโลกรัม
แต่ถ้าเป็นโครงการจำนำข้าวชาวนาผู้ขายข้าวจะได้เต็มๆ เลยครับ คนมีข้าวไปขายถึงได้เงิน เจ้าของพื้นที่นาเขาก็จะได้แค่ค่าเช่าไปอย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่ามันยุติธรรมแล้วที่โครงการจำนำข้าวจะเข้ามา
ที่มีการพูดว่าโครงการอย่างนี้เป็นโครงการเฉพาะหน้า ไม่ได้ช่วยเกษตรกรจริง คิดอย่างไร
มันก็ไม่รู้นะครับ แต่เกษตรกรก็ได้เงินมาในราคาข้าวที่มีราคาสูง ก็ทำให้เราดีขึ้น จากที่เราไม่มีอะไรเลย ส่งลูกเรียนจากที่ไปยืมพี่ยืมน้องมา เราก็มีเงินส่งลูกเรียนอะไรอย่างนี้ ผมว่าดีกว่าเก่า ส่วนจะเป็นอย่างไรผมก็ไม่รู้ แต่ผมคิดว่ายังไงจำนำข้าวมันก็ทำให้ชาวนาดีขึ้น มันได้ราคาเยอะ ใครบ้างไม่อยากได้ราคาดี พ่อค้าขายข้าวเขาก็อยากได้ เราปลูกอะไรเราก็อยากขายได้ราคา
เขาว่ากันว่าการอุ้มชาวนาตรงนี้ทำให้ระบบของการค้าข้าวมีปัญหา
รัฐบาลก็ต้องแก้ปัญหากัน แต่เราชอบแบบนี้ เพราะถ้าเกิดมีการประกันราคามา ได้ตันละแค่ 11,000-12,000 บาท ค่าปุ๋ยเคมีก็กระสอบละ 700-800 บาทเท่ากัน แต่จำนำราคาเราได้แค่ 17,000-18,000 บาท ถ้าเป็นคุณ คุณจะเอาอย่างไหนล่ะครับ
โครงการจำนำทำให้ราคาข้าวแพงขึ้น แล้ววัตถุดิบอย่างข้าวปลูก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงแพงขึ้นไหม
ไม่ใช่ ไม่จริงครับ ยังเท่าเดิมครับ วันนี้ราคาปุ๋ยยูเรียก็อยู่ที่ 780 บาท ปุ๋ยสูตร 15 ตรากระต่ายที่เราใช้กันก็กระสอบละ 825 บาทเท่ากันเหมือนเดิม แพงแต่ค่าน้ำมันอย่างเดียว ผมบอกตรงๆ ว่าแพงแต่ค่าน้ำมันอย่างเดียว ของอื่นไม่แพง ส่วนข้าวปลูกราคาก็เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยเป็นธรรมดา เพราะว่าเราขายข้าวไปแพง ข้าวปลูกก็ต้องแพงไปตามกติกาธรรมดา แต่ปุ๋ยเท่าเดิม เพราะก่อนหน้านี้ข้าวกิโลละไม่กี่บาทแต่ปุ๋ยยูเรียกระสอบละ 13,000 บาทก็ยังเคยมี สมัย 4-5 ปี ผ่านมา
ตอนนี้ทำนาอยู่กี่ไร่ เป็นนาของตัวเองหรือเช่าที่นาทำนาอยู่
35 ไร่ ครับ เป็นที่นาของตัวเอง ที่เช่านาไม่มี แต่ที่พูดถึงคือในกรณีที่ว่ามีเจ้าของนาบางคนที่มีที่นามากแล้วก็แบ่งให้ เช่า คนทำนาก็ทำนาไปแล้ว ค่าเช่าก็จ่ายไปแล้ว แล้วเจ้าของนาจะมาเอาเงินผลต่างประกันราคาไปอีก เพราะรัฐบาลให้สิทธิเขาในส่วนการประกันราคาข้าว คุณเป็นเจ้าของนาก็มาขึ้นทะเบียนเอา แต่คนทำนาไม่มีสิทธิ คนทำก็รู้สึกเสียเปรียบ ไหนค่าเช่าก็จ่ายไปแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ได้ น้ำแล้งก็ไม่ได้อีก ได้ขายข้าวอย่างเดียว ที่นี้ราคาข้าวขึ้นมาตันละ 20,000 ใครจะไม่เอา
คิดในแง่ความเป็นจริงสิครับว่าทุกคนต้องการเงินหมด เมื่อสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดีเขาก็ต้องการสิ่งนั้น ตอนนี้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ก็เพราะข้าวราคาสูง ก็เหมือนกับยางพารา เขาขายได้กิโลกรัมละ 90 บาท ก็มีการไปทวงถามเพราะเขาอยากได้ราคาร้อยกว่าบาท ก็เหมือนกัน
สำหรับชาวนาทุ่งกุลา มีปัญหาอะไรที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขเร่งด่วนหรือเปล่า
นาทุ่งกุลาส่วนใหญ่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ สปก.4-01 ซึ่งห้ามเช่า ห้ามซื้อขาย มีน้อยมากที่มีโฉนด แต่ถ้าเราไม่มีนาทำเราไปขอเช่าเขา เขาก็บอกเช่าได้ แต่ว่าไม่มีการเขียนใบสัญญาเช่า เหมือนว่าเราขโมยทำกันเอง อยากให้แก้ไขจุดนี้คือขอให้เปิดให้มีการเช่าที่นา สปก.ได้ ถึงแม้จะมีการห้ามซื้อขาย
สมัยก่อนที่จะมาเป็นไร่นา สปก.4-01 เกษตรกรเขามีนาเยอะ สมมติ 100 ไร่ เขาก็แบ่งให้ลูกเต้าเขาไป หรือบางคนก็เอาชื่อมาอ้างว่าให้ลูกหลานไปแต่ก็ยังเป็นของเจ้าของเดิม แล้วให้คนอื่นเช่า ปัญหาตรงนี้ถ้าแก้ไขได้ผมคิดว่าดี ดีกว่าจะมาแก้ไขเรื่องราคาเสียอีก
ส่วนราคาข้าวผมคิดว่าจำนำข้าวดีที่สุด ผมไม่ได้ว่าเป็นคนฝ่ายโน้นฝ่ายนี้แต่ผมพูดจากใจจริง
ปัญหาใหญ่ๆ เรื่องหนี้สิน เรื่องต้นทุนการผลิต คิดว่ารัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไขไหม
เรื่องหนี้สิน อย่างผม ผมเป็นหนี้ ธกส.อยู่ 2 แสนกว่าบาท ธกส.เขาก็ให้ผ่อนชำระได้ โดยลดดอกเบี้ยให้ เหลือดอกร้อยละ 3 บาทต่อปี ในโครงการพักหนี้ แล้วจากเงิน 2 แสนกว่าบาท หากเราไม่มีเงินต้นไปให้เขา เขาก็ส่งเราไปอบรมการประกอบวิชาชีพเพื่อหาเงินไปส่งหนี้เขา ถ้าเราสามารถผ่อนได้เขาก็ยื่นชำระผ่อนให้
อย่างเป็นหนี้เขา 2 แสน เขาให้เราส่งเขาภายใน 10 ปี สมมติปีละ 20,000 บาท ผมทำนา 35 ไร่ ผมมีสัญญาส่งเขาปีละ 20,000 บาท ถ้าข้าวราคาสูงก็ทำได้ มันไม่มีปัญหาอยู่แล้วเรื่องนี้ ขออย่างเดียว ขอว่ารัฐบาลช่วยพักหนี้ให้ ลดดอกให้ แล้วก็ยืดระยะเวลาในการจ่ายต้นให้ ธกส.เพราะชาวนาแถวนี้ส่วนมากเป็นหนี้ ธกส.หมดครับ ถ้าเป็นหนี้อย่างอื่นเช่นหนี้นอกระบบ ธกส.เขาก็ช่วย
โครงการจำนำข้าวถูกมองว่าใช้เงินเยอะมาก ส่วนตัวชาวนามองว่าอย่างไร
ไม่ว่าจะพรรคไหนเป็นรัฐบาลก็ช่าง ผมอยากให้ราคาข้าวสูงไว้ก่อน เพราะทุกคนก็ต้องกินข้าวตั้งแต่เกิดมา แต่ชาวนามีอะไรบ้างถ้าไม่ทำ คิดดูแล้วกัน ข้าราชการมีเงินเดือนใช้ก็ต้องกินข้าว เอาแค่นี้แล้วกัน ผมไม่มีอะไรแนะนำ เพราะผมก็จบแค่ประถม ผมไม่มีอะไรที่แนะนำ แต่ผมบอกแล้วว่ายังไงก็ขอให้ราคาข้าวสูงไว้ก่อน
โครงการจำนำข้าวที่ทำมาแล้วเห็นปัญหาไหมว่ามีอะไรบ้าง
ข้อเสียคือมันช้า คือว่าเงินมันดีเพราะว่าราคาข้าวมันสูง แต่ว่ามันช้า แบบว่าขั้นตอนมันช้าไม่ใช่แบบบริษัท เป็นของรัฐบาล เงินหลวงมันก็อาจจะช้าไปหน่อย แต่ว่าไม่เกินเดือนก็ได้ ประมาณ 20 วันก็ได้แล้ว แล้วใครจะไม่รอเอา แต่ถ้าจะให้ดีอย่าให้เกินอาทิตย์หนึ่งหรือได้เงินเลยก็ยิ่งดี (หัวเราะ)
ผมมีพี่น้องอยู่จังหวัดพิจิตร ตอนนี้เขาปลูกข้าวนาปรัง ขายได้ราคาตันละ 12,000 บาท เป็นข้าวขาว จากเมื่อก่อนได้ตันละ 6,000-7,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 8,000 บาท พอเขาได้ราคา 12,000 บาท เขาก็ว่าดีเหมือนกัน แต่ตอนนี้เงินรอบสุดท้ายนี้จะได้เงินหรือยังก็ไม่รู้ เงินมันช้า
แล้วจำนำข้าวรอบใหม่นี้ แนวโน้มเป็นยังไง
นาปียังไม่ได้ขายครับ นาปีจะเริ่มขายข้าวประมาณวันที่ 10 พฤศจิกายน เกี่ยวครั้งแรกเลย แต่ที่นี้ผู้ใหญ่บ้านเขามีประชาคมแล้ว คือเริ่มโครงการ 10 ตุลาคม 55 – 30 กันยายน 56 ไปขึ้นทะเบียนไว้แล้ว และประชาคมผ่านเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ให้เจ้าหน้าที่ ธกส.เขามาพูดเรื่องราคาให้ฟังว่าคนหนึ่งได้ประมาณไร่ละกี่กิโลกรัม แต่ปีที่แล้วได้ไร่ละ 350 กิโลกรัม คือไร่ละ 35 ถัง

กิมอัง พงษ์นารายณ์
ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) ประกอบอาชีพชาวนา จ.ชัยนาท

สภาเครือข่ายองค์กร เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) เกิดจากการรวมตัวขององค์กรเกษตรกรเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาหนี้สินและปัญหา ต่างๆ ของเกษตรกร หลายรายถูกฟ้องร้องยึดทรัพย์สินที่ดิน และอีกหลายรายที่ดินทำการเกษตรกำลังจะหลุดมือ

คุณเข้าโครงการรับจำนำข้าวหรือเปล่า
โครงการรับจำนำข้าวเข้า แต่โครงการพักชำระหนี้ไม่เข้า
คือย่างนี้ วันนี้ถามว่าเกิดประโยชน์จริงๆ หรือว่าแก้ปัญหาจริงๆ ไหม มันไม่ได้แก้ปัญหา เพราะว่าเมื่อวันก่อนนี้โทรเช็คกับชาวบ้านที่เป็นสมาชิกฯ ก็เห็นอยู่ว่า ของทุกอย่างในตลาดนัด ของขึ้นราคาหมดเลย แพงมาก น้ำมันก็ขึ้น แล้วเงินจำนำข้าว 4 เดือนถึงจะได้ วันนี้ชาวบ้านเริ่มไปกู้เงินนอกระบบมาคนละ 2,000-3,000 เพื่อเอามาใช้มากินในช่วงที่ยังไม่ได้เงินแล้ว แล้วแถมระยะเวลา 3-4 เดือนนี้ที่เป็นช่วงต้องลงทุนใหม่จะต้องไปกู้ร้านปุ๋ย ร้านยา ไปเชื่อปั๊มน้ำมันมาหมดเลย ดอกเบี้ยร้อยละ 3-5 มันเป็นปัญหา
แสดงตอนนี้มีปัญหาหลักเรื่องของการโอนเงินช้า
ใช่ การจ่ายเงินช้า แล้วก็วันนี้หลายคนอย่างที่สุพรรณเกี่ยวข้าวจมน้ำมาขายไม่ได้ ทีนี้พอข้าวจมน้ำปั๊บ เราไม่มีข้าวไปจำนำ ก็เลยไม่ได้เงินเลย เสร็จแล้ววันนี้ขายได้สำหรับคนที่ไม่ถึงกับจมเก็บเกี่ยวไปได้ ขายไปได้ที่ 11,000-13,000 เท่านั้น ไม่มีใครได้ 15,000 เลย
ราคาขายที่ไม่ถึง 15,000 บาท นั้นเพราะอะไร
เขาตัดความชื้น ตัดสิ่งเจือปน และตัดอื่นๆ ซึ่งอื่นๆ นี้ไม่รู้ว่าอะไร แต่บอกเลยว่าตัดอื่นๆ รวมแล้วคือ 3 ตัวนี้ ตัดเสร็จแล้วเราก็เหลืออยู่ประมาณเท่านี้ ที่สำคัญ วันนี้กลายเป็นว่าเราลงทุนปลูกใหม่ ข้าวปลูกแพงขึ้นไปอีกหลายบาทมาก แพงไปเยอะเลย วันนี้ 200 กว่าบาทไปแล้วต่อหนึ่งถัง จากเดิม 180 บาท
เกษตรกรวันนี้ถามเขา เขาก็ว่าดีใจ เขาอยากได้เงินเยอะไหม เขาอยากได้เงินเยอะ แต่วันนี้มันกลายเป็นว่าใส่ในมือให้เราเยอะๆ แล้วเราก็ต้องไปใช้หนี้ร้านปุ๋ย ร้านยา ดอกเบี้ยระยะเวลาที่เราเชื่อเขา มันก็เหมือนกันเราไม่ได้อะไรอยู่ดี
ความช้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นปัญหาการลงทุน ปัญหาที่จะกินใช้ทุกวัน ต้องบอกว่าชาวนาทำนาระยะหนึ่งเขาก็จะมีหนี้ค่าปุ๋ยค่ายา บางทีก็เป็นหนี้ปั๊มน้ำมัน บางทีก็เป็นหนี้ร้านขายของชำหน้าบ้าน แล้วเวลาเกี่ยวข้าวได้ เขาก็จะเอาเงินมาชำระหนี้ ปรากฏว่าวันนี้กลายเป็นว่าเขาไม่มีเงินมาชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนด อีกอย่างหนึ่งค่าเช่านาส่วนที่เขาคิดเป็นเงิน ไม่ได้คิดเป็นข้าว บางทีเจ้าของนาเขาจะเอาเงินเลยหลังจากเกี่ยวเสร็จ ชาวนาก็ต้องไปหาเงินมาให้ค่าเช่านาอีก
สภาวะอย่างนี้กับโครงการประกันราคาของรัฐบาลชุดที่แล้ว มีปัญหาด้วยไหม
ประกันราคาเรื่องเงินช้าเขาก็ช้านะ แต่ว่าเราไปขายโรงสี สมมติโรงสีตีราคาให้เรา 8,000 บาท โรงสีจ่ายเงินเรามาทันที 8,000 บาทต่อเกวียน เสร็จแล้วมันจะมีเวลาอีก 2-3 เดือนเราถึงจะได้เงินประกันราคาที่เหลือ ก็หมายถึงว่าเราได้เงินสดก้อนหนึ่งมาใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้หนี้ และซื้อกินแล้ว พอก้อนส่วนต่างนั้นลงมาก็ใช้เงินก้อนนั้นลงไปเป็นทุนทำนาใหม่ได้ หรือแม้แต่น้ำท่วมข้าวหมดเลยเขาก็จะได้ในส่วนของเงินประกันราคา เขาตีไว้ว่าเราจะได้ไร่ละ 75 ถัง เขาก็ตีราคากลาง สมมติราคากลาง 9,000 บาท เขาให้ 11,000 บาท มันก็ได้อีก 2,000 บาท ใช่ไหม พอได้ตรงนี้เขาก็เอามาลงทุนทำนาใหม่ได้
นอกจากเงินล่าช้า หากมองในภาพรวมโครงการจำนำราคาข้าวมีปัญหาอื่นๆ อีกไหม
ตอนนี้ถ้าเรามองในส่วนการทุจริตต่างๆ เราไม่รู้หรอก เพราะเรามีหน้าที่ไปขายเท่านี้
กลุ่มสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกร แห่งประเทศไทยเองก็เคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐแก้ปัญหาเชิงนโยบายด้วย มองว่าโครงการนี้ได้ส่งผลต่อชาวนาอย่างไรบ้าง
ที่จริง ถ้าส่งผลตอนนี้ที่เห็นแล้วก็คือเรื่องการขายข้าวมีปัญหา การที่จะส่งข้าวออกก็มีปัญหาแล้ว การเอาเงินมากๆ ลงมาตรงนี้ซึ่งจริงๆ มันถึงชาวนาได้ไม่เท่าไร ทั้งหมดนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
เหมือนวันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าของพวกเราที่มีอยู่ ชาวบ้านโดนจับติดคุกเมื่อสองวันมานี้ เพราะว่าธนาคารเจ้าหนี้ขายแล้วซื้อไว้เอง แล้วขับไล่ให้ออกจากบ้าน เป็นปัญหาเรื่องหนี้สินเต็มไปหมดเลย ที่ดินกำลังจะหลุดมือแล้ว ถ้ารัฐบาลจะทำจริงๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องหนี้สินก่อน แล้วเรื่องการจะจำนำข้าวหรือประกันราคาถ้าคุณไม่คุมต้นทุน ชาวนาได้เยอะเท่าไหร่ก็ไม่เหลืออยู่ดี
สมมติว่าคุณจะคุม สารเคมีหรือพวกปุ๋ย คุณขายให้มันถูก คุมราคาให้มันถูกกว่านี้ได้ไหม ถ้าจะบอกว่าเป็นกลไกตลาดหรือว่าค่าขนส่ง เราก็เชื่อว่ามันไม่ได้มากขนาดนั้น เพราะสังเกตจากเมื่อประมาณปี 51 ที่ข้าวมันราคาขึ้นสูงมาก ข้าวก่อนหน้านั้นเราขายเกวียนละ 6,000 บาท ราคาปุ๋ยอยู่ที่ลูกละ 500 กว่าบาท พอข้าวขึ้นมา 12,000 บาทปั๊บ ราคาปุ๋ยขึ้นมาทันที 1,200 บาท นั่นมันหมายถึงว่าไม่ใช่เพราะต้นทุนการผลิตสูงนะ มันเหมือนว่าคุณขึ้นตามอำเภอใจมาก ถ้ารัฐบาลควรควบคุมตรงนี้ อย่างชาวประมงเขาจะมีน้ำมันสีเขียวหรือสีม่วงที่ราคาถูกกว่าที่อื่น แต่ชาวนาใช้น้ำมันแพงมาก อย่างอ่างทองน้ำมันผสมลิตรละ 50 บาทนะ เพราะเราใช้ปั๊บหลอดบ้านนอก เรื่องอย่างนี้รัฐบาลไม่ได้ควบคุมเลย
การรักษาที่ทำกินนี่ควรเป็นการแก้ปัญหาเป็นเบื้องต้น แล้วก็หาทางทำเรื่องการลดต้นทุน โดยไม่ต้องขึ้นราคาขนาดนั้น แค่คุมต้นทุนได้ชาวนาก็พออยู่ได้แล้ว วันนี้ที่นาหลุดมือไป ก็ไปอยู่ในมือนายทุน แล้วเราก็เช่า มันก็แพงขึ้นอีกอยู่ดี นี่คือต้นทุน ซึ่งถ้าจะคิดแก้ปัญหาชาวนาจริงๆ รัฐบาลต้องคิดเรื่องนี้ด้วย
เรารู้สึกว่าตอนนี้คือรัฐบาลเอาเงินก้อนหนึ่งใหญ่ๆ ใส่มือเรา เพื่อให้เราถือเงินเอาไปใส่กระเป๋านายทุนที่ขายปุ๋ย ขายยา ขายน้ำมันตรงนั้นมากกว่า เพราะมันไม่เหลือในมือเรา
ตอนนี้มีนาอยู่กี่ไร่ และเมื่อเข้าโครงการจะได้เงินเท่าไร
ตอนนี้ทำอยู่ 10 ไร่กว่าๆ ประมาณนี้ ที่เข้าโครงการเอาไปขายอยู่ 4 ไร่แรกยังไม่ได้เงินเลยนี่ก็ 3-4 เดือนมาแล้ว ได้ราคาเพิ่มขึ้นมาหน่อยหนึ่ง มันได้อยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท แต่ว่าก็ยังไม่ได้เงิน และแปลงหลังอีก 6 ไร่กว่าๆ นี้ไม่รู้จะเอายังไงเลย เพราะเอาไปเข้าโครงการแล้วรอเงินนานขนาดนี้ก็คงไม่ไหว
แต่ว่าของตัวเองมันดีอยู่อย่างเดียวที่ใช้ปุ๋ยขี้หมู น้ำส้มควันไม้ มันก็ทำให้ลดต้นทุน ไม่ได้ขาดทุนมากอย่างเขา เวลาน้ำท่วมหรือเวลามีโรคอะไรระบาดหนักหนาเราก็ยังขาดทุนน้อยกว่า
การจำนำข้าวกับประกันราคาอันไหนดีกว่ากัน
ถ้าพูดตรงๆ ประกันราคาดีกว่า เพราะว่าการประกันราคา เวลาเราทำนาบางทีเพลี้ยกระโดดกินหมด แต่เรายังมีส่วนเหลือที่เขาให้ต่อเราเป็นไร่ละ เราเอาเงินตรงนั้นมาลงทุนใหม่เป็นค่าน้ำมัน ค่าข้าวปลูก ค่าอะไรได้ใหม่ แต่วันนี้จำนำข้าว ถ้าเราไม่มีข้าวสักเม็ดเราก็ไม่ได้สักบาทหนึ่งเลย
เรามีความเสี่ยงต่อความเสียหายอยู่ตลอด ที่สุพรรณไปเกี่ยวข้าวงมน้ำอยู่ตอนนี้จะได้กี่ถังก็ไม่รู้ อย่างของพี่เองตอนนี้ที่ทุ่งงอก น้ำท่วมคอกระจายวิดน้ำช่วยอยู่ จะได้ผลผลิตสักครึ่งหนึ่งหรือเปล่า แล้วมันก็ไม่ใช่น้ำท่วมมาจากที่อื่นแต่เป็นน้ำฝนตกหนัก อย่างนี้เราห้ามไม่ได้เลย
มองว่ารัฐมองว่ารัฐบาลควรต้องมีนโยบายอะไรเพื่อมาแก้ไขปัญหาของชาวนา
เรื่องหนี้สินควรเป็นเรื่องเฉพาะหน้าเลย เพราะวันนี้ลองไปดูชาวนาที่บอกว่ายังส่งหนี้ได้อยู่ แต่หมายถึงว่าไปดูได้เลยว่าเขาไปกู้เงินมาวนส่ง และไม่ได้ส่งแล้วกู้น้อยลงนะ ส่งแล้วเขาก็จะกู้เท่าเดิมหรือมากขึ้น ไม่ได้หนี้ลดลง บางคนอายุ 80 แล้วก็ยังมีหนี้อยู่ คือเขาส่งมาตลอดชีวิตยังมีหนี้อยู่
นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สิน ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการผลิต ลดการใช้ปุ๋ยใช้ยา แล้วก็พัฒนาพันธุ์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยใช้ยาให้มันทำได้จริง ส่วนคนไหนที่ที่ดินหลุดมือไปแล้วก็อาจจัดเป็นโฉนดชุมชน หรือว่าอะไรก็ได้จัดให้เขา ให้เขามีที่อย่างน้อย 15 ไร่ วันนี้พอไม่มีที่ดินอยู่ในมือก็กลายเป็นนาเช่าเสียหมด พอนาเช่าปั๊บมันก็ต้นทุนสูง บางทีค่าเช่าไร่ละ 15 ถังต่อ 1 ครั้ง แล้วถ้าบ้านพี่ทำนา 3 ครั้ง มันหมายถึง 45 ถังต่อ 1 ไร่เลยนะใน 1 ปี
แล้วครั้งหนึ่งเราผลิตข้าวได้เท่าไร
ไร่หนึ่งบางทีแถวนี้เขาทำ ถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นก็ประมาณ 80 ถัง บางคนได้ 70 ถัง เฉลี่ยประมาณ 80 ถัง เขาเอาไปแล้ว 15 ถัง ก็จะเหลือ 65 ถัง แต่ว่าก็มีที่คิดค่าเช่าที่มากกว่านี้คือ 20 ถังต่อไร ถ้าคนไหนอยู่ใกล้คลองหน่อยก็คิดราคาสูง
นายทุนบ้านพี่ที่ให้กู้นอกระบบมีอยู่ 2-3 ราย ให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 แล้วที่นาเขาก็มีเป็นหลายร้อยไร่ น่าจะเป็นพันไร่แล้ว เราพูดกันเล่นๆ ว่าเราวิ่งแล้วยิงหนังสติ๊กออกไปก็ไม่พอนาตาคนนี้ ยังไงก็ต้องเจอนาตาคนนี้ทั้งทุ่ง นั่นแหละ เขาเอาเงินมาปล่อยกู้ตรงนี้แล้วชาวนามันขาดทุนบ่อย กู้ไปส่งธนาคาร กู้ไปกู้กลับแล้วสุดท้ายนาเป็นของเขา ที่นี้ก็ต้องเช่านาตัวเอง บางทีดูไม่รู้หรอกคิดว่าป้าคนนี้เขาก็ทำนาตัวเองอยู่ แต่ว่าโอนชื่อเป็นของเจ้าหนี้ไปแล้ว
ที่จริงนโยบายรัฐควรจะเอาปัญหาเรื่องหนี้สินเป็นวาระแห่งชาติ เพราะตรงนี้หนักมาก วันนี้ไม่ใช่เฉพาะ ธกส.หรือ สหกรณ์ที่เราเป็นหนี้ แล้วก็ธนาคารเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารพาณิชย์นี่คือต่างชาติทั้งนั้นเลย
ชาวนาในเครือข่ายของ สค.ปท.มีแบบที่ไม่เข้าโครงการจำนำข้าวบ้างหรือเปล่า
ไม่มีใครที่ไม่เข้านะ ถึงยังไงของมันก็แพง ถ้าเราไม่เข้าเราก็ต้องซื้อของแพงไปกับเขาด้วยอยู่ดี พอได้ราคาข้าวที่สูงแล้วของแพงแม้มันจะไม่เหลือเงินมันก็ยังไม่ขาดมาก แต่ถ้าไม่เข้าเลยมันขาดมากเข้าไปจนเราไม่มีจะจ่าย
ครั้งที่แล้วสามีพี่ก็ไม่เข้าโครงการ ก็ขายข้าวราคา 8,000 กว่าบาท แต่ปรากฏว่าน้ำมันแพง ของแพง เงิน 8,000 กับของที่มันแพงขึ้นรอบๆ ตัวเรา ปีนี้เขาก็เลยฝากเพื่อนไปเข้าโครงการ พอเข้าโครงการปั๊บก็ไม่ได้เงินอีก ยิ่งหนักกว่าเก่า
ก่อนหน้านี้ทำไมถึงมีแนวคิดที่จะไม่เข้าโครงการ
ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันไม่ได้แพง ไม่ได้ขาดทุนกันตรงนั้น โครงการนี้มันไม่ได้แก้ปัญหา ก็พยายามต้าน แต่ถามว่าคุณต้านคนเดียวกับของที่มันถึงอย่างไรมันก็ขึ้นราคาทั่วประเทศอยู่ แล้ว จะไหวหรือ และของนี่คุณก็ต้องใช้กับเขาด้วย ปรากฏว่าเที่ยวหลังนี้ก็ยังไม่ได้ไปเข้าด้วยตนเองหรอก ฝากเพื่อนไป ตอนนี้ก็ร้องจ๊ากอยู่เนี่ยเพราะว่าไม่มีเงินเลย ไอ้ปุ๋ยขี้หมูนี่ก็ต้องไปหารับจ้างเขาซ่อมมอเตอร์ไซค์ปะยางเอาไปจ่าย แต่ดีที่มันถูก ปุ๋ยขี้หมูมันใช้ไม่มาก ลูกหนึ่งราคาร้อยกว่าบาท แต่ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีลูกละเป็นพันเลย
แปลว่ามันมีสภาพบังคับโดยปริยาย ชาวนาบางส่วนแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องเข้าโครงการ
ใช่ คือว่ามันเป็นโครงการของรัฐที่เขาจะได้มากขึ้น ไอ้ผลกระทบอื่นๆ มาเขาก็ต้องโดนด้วย แต่ถ้าเขาไม่เข้าแล้วเขาไม่ได้มากแถมยังต้องเสียมาก คราวที่แล้วกลับไปประชุมกลุ่มเมื่อวันที่ 6 ต.ค.55 ก็ถามสมาชิกดูว่าเป็นอย่างไร จำนำข้าวมันดีไหม ทุกคนก็ตะโกนมาเลยว่าไม่ดี สู้ประกันราคาก็ไม่ได้ เราก็ถามว่า อ้าว แล้วมันต่างกันยังไง ก็ลองถามเขาดู เขาบอกว่านี่ถ้าประกันราคาเขาได้เงินเลยและเขาก็เอามาใช้จ่ายได้เลย เสร็จแล้วเขาก็ยังจะได้เงินประกันที่รัฐจ่ายตามมาเอาไปลงทุนได้อีก คือไม่ต้องไปกู้ข้างนอกมาแล้วมาเสียดอกไง
และเงินที่ได้ก็ไม่มากมาน้อยกว่ากันเท่าไหร่ เพราะประกันราคา จะได้ 11,000 บาท ส่วนจำนำจะได้ 12,000-13,000 บาท แต่มันมีระยะเวลาที่เราไม่ได้เงินเลย ขณะที่ประกันราคานี่เราจะได้เงินมาหนึ่งก้อนที่เราขายกับโรงสีในราคาปกติของ เราอยู่ มันก็ยังดีที่เรามีกินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปกู้เงินเขามาแล้วเสียดอกแพง
มีข้อเสนอต่อรัฐบาลอย่างไรบ้าง
สำหรับข้อเสนอ ที่เราเป็นหนี้มากเพราะต้นทุนมันขึ้นไม่หยุด แล้วก็นโยบายที่มันมาจากรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา จากนโยบายต่างๆ ของเขาตั้งแต่เริ่มให้เราเปลี่ยนพันธุ์ข้าว ใช้ปุ๋ยใช้ยา พอเริ่มเป็นหนี้แล้วคนลงทุนมากขึ้นก็เป็นหนี้มากขึ้นมาเรื่อยๆ จนดินมันหมดสภาพก็ต้องลงทุนมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น อันนี้มันคือปัญหา
วันนี้ถ้าเราไม่กลับไปลดต้นทุน เราไม่กลับไปสู่สภาพสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่มันอุดมสมบูรณ์ เราไม่รอดหรอก
ที่เรียนรู้มาก็คือธรรมชาติเขามีสิ่งที่ดูแลกันเองอยู่แล้ว แมลงต่างๆ ที่มันจะกินเพลี้ยกระโดด เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่กลับไปหาเรื่องพื้นที่ ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเก่าๆ ที่เขาทำกันมา เราก็จะขาดทุนหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าชาวนาไม่เปลี่ยนวิธีคิด
ในส่วนนักวิชาการที่มีการออกมาแสดงท่าที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อโครงการจำนำข้าว ชาวนาคิดเห็นอย่างไร
นักวิชาการก็มีหลายคนที่ออกมาคัดค้าน แต่ชาวนารู้สึกอย่างไร เฮ้ย…มันกลายเป็นความรู้สึกที่ว่าจะต่อสู้กันแล้ว นักวิชาการพูดถึงปัญหาภาพรวมของประเทศว่ามันมีหนี้มีสิน แล้วมันมีการทุจริตอะไรต่างๆ จับได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่วันนี้กลายเป็นชาวนารู้สึก เฮ้ย...ทำไมพอจะมีโครงการที่ช่วยชาวนาบ้างทุกคนค้าน แต่คนที่ค้านก็ไม่ได้พูดทางออกไง เพราะตกลงคุณบอกไม่ให้จำนำ จำนำขาดทุน หรือวิธีนี้ใช้ไม่ได้ แล้วมีวิธีไหนที่แก้ปัญหาชาวนาได้ก็ไม่พูด
แล้วสังคม ชนชั้นกลางเขาก็จะรู้สึกว่าพอนักวิชาการพูดว่าประเทศเป็นหนี้ พวกเราเป็นหนี้ร่วมด้วย เพราะเอาเงินไปช่วยไอ้พวกชาวนา แต่ความจริงชาวนาก็ไม่ได้ 15,000 หรอก มันกลายเป็นสังคมทางโน้นก็ด่าเรามา ชาวนาก็รู้สึกว่าชาวนาลำบากเป็นหนี้เป็นสินทำนากันเกือบตายแล้วแต่พอจะได้ เงินบ้างก็มีคนค้าน มันก็เลยรู้สึกเป็นประเด็นขึ้นมาอย่างนี้

เสวนา 36 ปี 14 ตุลา

ที่มา thaifreenews



งานรำลึก 39ปี 14 ตุลา ณ.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 
นอกรั้วมหาวิทยาลัย และพบกับเวทีปราศัย 
ดร สุนัย 39ปี 14ตุลา อนุสาวรีย์ปชต 14 ตุลาคม 2555






http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42392.0

จาก14ตุลาถึง19พฤษภาผ่านหงา คาราวาน

ที่มา Thai E-News

 Before-14 ตุลาคม 2516


After-19 พฤษภาคม 2553

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 ตุลาคม 2556

เพลงขอสันติภาพ ใบอนุญาตฆ่าจากหงา คาราวาน



สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน ผู้เคยร้องเพลง"นกสีเหลือง"เชิดชูวีรกรรมผู้ชุมนุมเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ไ้ดเขียนเพลง"ขอสันติภาพ"ประณามผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ 19 พฤษภา 2553 

โดย ในสถานการณ์ที่ทวีความแหลมคมขึ้นสู่ขีดสุดในช่วงเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 นั้น หงาได้ร้องเพลงชื่อ "ขอสันติภาพ"ด้วยสายตา"ของสลิ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ"ที่ได้แต่ติดตามข้อมูล ข่าวสารจากสื่อกระแสหลักแล้วเห็นว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟเพราะการประท้วงในกรุงเทพฯเป็นสงครามกลางเมืองของพวกกบ ฎที่ก่อการโค่นรัฐบาลเพราะความ"บ้าสี"แตกคอกัน แล้วขนคนจากภาคเหนือีสานเข้ามา ทำให้ชาวบ้านร้านค้าในกรุงเทพฯไม่กล้าออกจากบ้าน ซึ่งที่สุดก็ไม่มีฝ่ายใดมีชัยชนะ เราขอสันติภาพได้ไหม?

โดย การร้องเพลงนี้ในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้วส่งให้สรยุทธ์ สุทัศนะจินดาเผยแพร่ทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ในเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 หรือก่อนวันที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมที่่แยกราช ประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภา 53 เพียงวันเดียว...จึงไม่ผิดนักหากใครจะบอกว่านี่คือใบอนุญาตฆ่าจากนักเพลง เพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศ

เป็น ที่น่าสังเกตว่านักร้องเพื่อชีวิตรายนี้ไม่เคยประณามการที่รัฐบาลใช้กองทัพ ปราบปรามประชาชนด้วยกำลังอาวุธแต่อย่างใด แถมเวลาต่อมายังเขียนบทความทวงสีแดงกลับมา เพราะว่าไม่กล้าใช้ เนื่องจากถูกพวกเสื้อแดงผูกขาดไปแล้ว


เมื่อนกสีเหลือง14ตุลา2516 และน้องโบว์+สารวัตรจ๊าบพันธมิตร7ตุลา2551เป็นวีรชน แต่นกสีแดง19พฤษภา2553เป็นทรชนในทัศนะของหงา คาราวาน



ถามหงา คาราวาน คุณจำได้ไหม?ครั้งหนึ่งพวก"เผาบ้าน เผาเมือง"ถูกยกย่องเป็น"วีรชน" และได้รับพระราชทานเพลิงศพมาแล้ว


ความแตกต่างระหว่างพ.ศ.-ชาย เสื้อดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล คอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้น บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก

หาก เรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

ว่า ไปแล้ว.. ข้อเรียกร้องทางการเมืองของคนเสื้อแดง จากการต่อสู้ ในเดือน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 คือ "ขอให้รัฐบาล ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่" เมื่อเทียบกับข้อเรียกร้องทางการเมืองของ นักเรียน นักศึกษา ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คือ "ขอรัฐธรรมนูญ ขอการเลือกตั้ง และขอให้ รัฐบาลเผด็จการออกไป" แล้ว จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา คนเดือนตุลา ใหญ่หลวง หนักหน่วงสำหรับชนชั้นปกครอง ยิ่งกว่าข้อเรียกร้องให้ "ยุบสภา" ของคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก 

แต่คนเดือนตุลา ถูกยกย่องให้เป็น วีรชน ในขณะที่คนเสื้อแดง ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้าย 

ใน แง่ของความรุนแรง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการใช้อาวุธต่อต้านการปราบปรามของเจ้าหน้าที่แบบที่พอหาได้ เผาสถานที่ราชการ และ ลุกลามขยายไปหลายที่ เกิดเหตุจลาจลไปทั่วกรุง และเราต่างก็รู้เห็นกันชัดเจนว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นคนเผา เราเรียกสิ่งนั้นว่า "วีรกรรม" และเรียกผู้กระทำการวันนั้นว่า "วีรชน" 

ใน ขณะที่เหตุการณ์ เผาเซ็นทรัลเวิร์ด ยังมีข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงมากมาย จากเจ้าของสถานที่ และ รปภ. กล้องวงจรปิด ที่บ่งชี้ว่าเกิดจากฝีมือของคนมีอาวุธหนัก และมีข้อเท็จจริงอีกมากที่บ่งชี้ว่า ไม่ใช่เป็นฝีมือของคนเสื้อแดง 

แต่คนเสื้อแดงถูกรวบรัดให้เป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้าน เผาเมือง 

อย่าง ไรก็ตาม พฤติกรรม "เผาบ้าน เผาเมือง" ของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้อง "รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และขับไล่รัฐบาลเผด็จการ" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้รับการเรียกขานว่า "วีรกรรม" และ"วีรชน" ผู้เสียชีวิตในวันนั้นได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ 

ในโอกาสนี้จึง นำเสนอภาพ "การเผาบ้าน เผาเมือง" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และผลลัพธ์ที่ตามมา 

1.ชายชุดดำยุค14ตุลา2516

ชาย ที่ใส่เสื้อสีดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล ซุ่มยิงตำรวจ โดยมีพรรคพวกคอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้นเอง(15ต.ค.2516) บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก 

หาก เรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

2.พันเอกร่มเกล้ายุค14ตุลา16

ทหาร ราบ 11 เริ่มนอนหมอบหลังจากถูก Sniper อาชีวะยิง ด้วยปืนไรเฟิ่ล นายทหารคนซ้ายมือ กำลังมองหาที่มาของจุดยิงปืนไรเฟิ่ล ที่ยิงทหารจนทะลุหมวกเหล็ก ล้มทั้งยืน 

หาก เรื่องนี้มาเกิดในปีพ.ศ.2553ทหารที่ถูกยิงจนทะลุหมวกเหล็กจะกลายเป็นพลเอก และสลิ่มในเฟซบุ๊คจะเขียนยกย่องวีรกรรม แต่เรื่องนี้เกิดในปี2516พวกเขาจึงถูกเรียกว่า"สมุนทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน"

3.การระบายความคับแค้นของประชาชนยุค14ตุลาฯ

การ เผาทำลายสถานที่ราชการ เช่น ที่ทำการกรมประชาสัมพันธ์ ตึกกตป. ตึกบชน. การเผารถเมล์เพื่อใช้ควันไฟพลางทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถูกอธิบายว่าเป็นการระบายความคับแค้นของประชาชนที่มีต่อสัญลักษณ์ของระบอบ เผด็จการ จึงถือเป็นวีรกรรม 
ของวีรชน 14 ตุลาคม 2516 แต่หากมาเกิดในปัจจุบันจะถูกเรียกว่า "เผาบ้าน เผาเมือง" 





วิ ดิโอนี้ เสนอภาพ "เผาบ้าน เผาเมือง"(หากเป็นมิติในปัจจุบัน)ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากจอมพลถนอมประกาศ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์ (องคมนตรี) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศ จะให้มีรัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

4.การพระราชทานเพลิงศพวีรชน



15 ตุลาคม 2517 ภาพเหตุการณ์ ณ เมรุสนามหลวง สถานที่พระราชทานเพลิงศพ 
"วีรชน 14 ตุลาคม 2516" (ปกติสนามหลวงไม่ใช่เป็นสถานที่ ฌาปณกิจ สามัญชน) 

ริ้ว ขบวน นิสิต นักศึกษา ประชาชน แห่แหน ศพ "วีรชน" อย่างยิ่งใหญ่ (หากเรื่องนี้มาเกิดในปี2553 พวกเขาจะกลายเป็นศพที่ยังไม่รู้ว่าใครฆ่า อาจถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายที่ถูกสังหาร และผู้นำการประท้วงของพวกเขาอาจถูกดำเนินคดีก่อการร้าย)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงจุดฝักแค พระราชทานเพลิงศพ "วีรชน 14 ตุลาคม 2516" 

**************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ทราย เจริญปุระ+คำ ผกา เสียบประจานสลิ่มนงนุช ตอกหงาแต่งกวีแหวะแดงทีทรายยังใส่รองเท้าเหลือง



เอา ภาพมาให้ดูชัดๆว่า ที่ทราย เจริญปุระ พูดว่าเธอไม่ได้รังเกียจสีไหน รวมทั้งสีเหลือง เพราะรองเท้าของเธอยังสีเหลืองนั้นเธอพูดจริงๆ ไม่ได้คิืดไปทับถมหรือเหยียดหยามสีไหน
จริงๆนะคะน้าหงา น้าหงาจะมารังเกียจสีแดงทำไม



ทราย เจริญปุระ: อ่านแล้วแอบเคืองนิดนึง..ฉันก็เป็นดาราคนนึงนะ ถ้าฉันไม่เห็นด้วยกับน้าหงา แล้วฉันเป็นอะไรวะเนี่ย น้าหงามาเขียนบทกวีว่าสีแดงโดนยึดไปไม่อยากใช้ ทำไมหละคะ ทรายยังใช้สีเหลืองเลย รองเท้านี่สีเหลืองค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ ขอโทษนะคะ

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 15/10/55 จะเป็นชุดเขียว ชุดดำ ชุดแดง..มันก็ปัดคดีไม่พ้น

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




บอกตามหา ชายชุดดำ ย้ำตอแหล
ช่างไม่แคร์ เสียงก่นด่า น่าสงสาร
จัดแรลลี่ ย้ำพวกชั่ว ตัวสามานย์
สืบสันดาน ไอ้ทรราช ฆาตกร....

ฆ่าคนตาย ยังลอยหน้า มาเยาะเย้ย
ชัดๆ เลย พวกระยำ ทำเห่าหอน
ชอบสร้างเรื่อง เฉไฉ ไม่สังวรณ์
ความกะล่อน ฝังกลางหัว ชั่วสิ้นดี....

หรือพวกสัตว์ เป็นคนฆ่า ประชาราษฎร์
ยังสาระแน พูดอุบาทว์ ขาดศักดิ์ศรี
บอกมาหน่อย พวกชั่วไหน หรือไอ้อี
ที่ราวี รุกฆาตฆ่า ประชาชน....

เห็นทาสแท้ สามานย์ สันดานชั่ว
หลักฐานมั่ว ยังตีหน้า พาสับสน
ช่างสมชื่อ พรรคเปรต พรรคเศษคน
ยังเวียนวน แต่ใส่ร้าย แล้วป้ายความ....

จวนเจียนถึง เวลา ฟ้าลิขิต
ทุกชีวิต ที่ถูกฆ่า มารอถาม
ดำ แดง เขียว ชุดสีไหน ใครก็ตาม
คิดก้าวข้าม ปัดคดี ไม่มีทาง....

๓ บลา / ๑๕ ต.ค.๕๕