WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 16, 2012

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๖ (จันทจิรา เอี่ยมมยุรา)

ที่มา ประชาไท



ฤาว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบราชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ?



เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารเลขที่ ๓๒/๒๕๕๕ เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญาว่า จำเลยในคดีอาญาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดมาตรา ๑๑๒ สองคน คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาส่งเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา ๑๑๒ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง มาตรา ๘ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยด้วยมติเอกฉันท์ว่ามาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย อัตราโทษมีความเหมาะสมได้สัดส่วน และชี้ว่าการกระทำผิดมาตรา ๑๑๒ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ (ข่าวประชาไท ลงวันที่ ๑๐/๑๐/๒๕๕๕)

ผู้ เขียนได้พิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามเอกสารเผยแพร่ดังกล่าว ข้างต้น มีความเห็นที่ควรสื่อสารกับสังคมในฐานะนักวิชาการกฎหมาย ในประเด็นต่อไปนี้...

๑. การนำเอา มาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ไปบัญญัติไว้ในลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ
ศาลวินิจฉัยว่า “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคความผิด ลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นมาตรการของรัฐที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทย”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นบทกฎหมายที่มุ่งลงโทษบุคคลที่แสดงความคิดเห็นต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในลักษณะที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสีย ชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง เช่นการใส่ร้าย หรือแสดงการเหยียดหยามด้วยกริยาหรือด้วยวาจา เช่น ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นการกระทำต่อตัวบุคคลคนนั้นโดยตรง มิใช่กระทำต่อสถาบัน และเป็นการกระทำต่อชื่อเสียงเกียรติยศเป็นสำคัญ มิใช่ต่อชีวิตร่างกาย จึงเป็นความผิดซึ่งเบากว่าความผิดฐานปลงพระชนม์หรือกระทำประทุษร้ายต่อพระ มหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่กลับถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกันคือความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราช อาณาจักร ทำให้มีการปรับอัตราโทษของมาตรา ๑๑๒ ให้สูงมากเกินกว่าความผิดลักษณะเดียวกันที่กระทำกับบุคคลธรรมดา มีการสร้างลักษณะพิเศษในการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้ กับมาตรา ๑๑๒ แตกต่างไปจากคดีอาญาอื่นๆ เช่นผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว การพิจารณาคดีโดยลับ เปิดเผยคำพิพากษาไม่ได้ ฯลฯ จนมาตรา ๑๑๒ ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างกันระหว่างฝักฝ่ายทางการเมืองดังที่ปรากฏ ให้เห็นทั่วไปขณะนี้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าควรให้คงมาตรา ๑๑๒ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงถึงผล อยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นเพราะศาลเพ่งเล็งไปที่ความสำคัญของตัว บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเป็นด้านหลัก จึงผูกตัวบุคคลไว้กับสถาบันในลักษณะที่บุคคลคนนั้นเป็นสิ่งเดียวกับสถาบัน แต่ทว่าการผูกตัวบุคคลไว้กับสถาบันย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงแห่งรัฐระยะ ยาว เพราะก่อให้เกิดความสับสนคลุมเครือ แยกไม่ได้ระหว่างตัวบุคคลที่เป็นผู้แทนสถาบันกับตัวสถาบันตามรัฐธรรมนูญ และแยกไม่ได้ระหว่างความมั่นคงของตัวบุคคลกับความมั่นคงของสถาบัน ซึ่งอย่างหลังนี้คือความมั่นคงของรัฐที่แท้จริง เพราะมิฉะนั้น ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในสถาบันเหล่านั้นก็หมาย ความว่าจะทำให้สถาบันไม่มั่นคงไปด้วย ซึ่งตามข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายของประเทศได้วางระบบการขึ้นสู่ตำแหน่งและการสิ้นสุดการดำรง ตำแหน่งของบุคคลในสถาบันต่างๆ ของรัฐไว้พร้อมมูลแล้ว

นอกจากนี้ การที่ศาลเห็นว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยเหตุผลว่าพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้ม ครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทยนั้น ก็มีข้อโต้แย้งว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีสถาบันที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติมุ่งคุ้มครองอีกหลายสถาบันซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง หรือโดยอ้อม เป็นต้นว่าสถาบันสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี และถือเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขทั้งสิ้น หากใช้ชุดเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายถึงเหตุความจำเป็นที่จะต้องบรรจุ มาตรา ๑๑๒ ไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรดังที่กล่าวมา ก็จะต้องมีมาตราอย่างมาตรา ๑๑๒ นี้เขียนคุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนฯ และรัฐมนตรีจากการถูกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายไว้ในประมวลกฎหมายอาญาหมวดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรอีกหลายมาตรา

๒. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓ วรรคสอง

ศาล วินิจฉัยว่า “หลักการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ สอดคล้องกับการให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันและประมุขของ ประเทศไทย การกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดจึงเป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงมิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง”


หลัก นิติธรรม (The Rule of Law) พัฒนาขึ้นโดยศาลยุติธรรมในระบบกฎหมายอังกฤษ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจอำเภอใจ ของกษัตริย์อังกฤษในอดีต และเป็นหลักที่เกื้อหนุนระบอบประชาธิปไตยอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยหากพิจารณาหลักนิติธรรมกับประวัติศาสตร์การแก้ไขกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา พบว่าภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ ในหมวดความผิดฐานกบฏภายในพระราชอาณาจักร ให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองและรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งรับรองว่าอำนาจสูงสุดของ ประเทศเป็นของราษฎรทุกคน พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ขยายขอบเขตเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของราษฎรตามแนวทางประชาธิปไตย โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมความในบทบัญญัติมาตรา ๑๐๔ (๑) ให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือสถาบันใดๆ ของรัฐได้ หากเป็นการกระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในขอบเขตของกฎหมายนี้การแสดงความคิดเห็นต่องานราชการขององค์พระมหากษัตริย์ หรือการกระทำของรัฐบาล แม้เข้าลักษณะเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท ก็ไม่ถือเป็นความผิด1

จะเห็นว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายอาญาลักษณะ ดังกล่าวต่างหากที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะสนับสนุนให้ราษฎรสามารถแสดงความคิดเห็นติชมการทำงานของสถาบันต่างๆ ของรัฐทุกสถาบันในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อความผิดอาญา ข้อยกเว้นความผิดนี้เพิ่งจะมาถูกลิดรอนไปเมื่อประเทศถอยหลังเข้าสู่การ ปกครองแบบเผด็จการทหารในปี พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ศาล รัฐธรรมนูญเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง ศาลคงหลงลืมไปว่ามาตรา ๑๑๒ ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งนับตั้งแต่รัฐประหารปี พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นต้นมาจนกระทั่งเป็นบทบัญญัติอย่างทุกวันนี้ การแก้ไขแต่ละครั้งกระทำภายใต้อำนาจรัฐบาลของคณะรัฐประหารซึ่งสวนทางกับหลัก นิติธรรมทั้งสิ้น ดังนั้น การตีความว่ามาตรา ๑๑๒ ขัดแย้งกับหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง หรือไม่ ศาลควรจะต้องพิจารณาว่ามาตรา ๓ วรรคสองนั้นอยู่ภายใต้มาตรา ๓ วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ที่สุดของรัฐธรรมนูญ ส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลก็แต่ในนามของประชาชนตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญมอบให้ มาตรา ๓ วรรคสอง จึงต้องตีความให้สอดคล้องกับหลักการของมาตรา ๓ วรรคแรก ที่รับรองว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศ ประชาชนย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำ งานของทุกสถาบันในรัฐได้ไม่เว้นแม้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นผู้รับ มอบอำนาจจากประชาชนและใช้อำนาจในนามของประชาชน หากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ติชมภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ดังนั้น กฎหมายใดที่มีบทบัญญัติปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและขัดขวางการแสดงความ คิดเห็นโดยสุจริตของประชาชนย่อมขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคแรก และไม่เป็นไปหลักนิติธรรมตามมาตรา ๓ วรรคสอง

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เป็นหลักการสำคัญที่สุด ถือเป็นหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่บทบัญญัติใดๆ ของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดก็ไม่อาจขัดหรือแย้งกับหลักการดังกล่าวได้ ในแง่นี้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่รักษาความเป็นสูงสุดและความศักดิ์สิทธิ์ ของรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่พิพากษาให้บทบัญญัติของกฎหมายเหล่านั้นไม่อาจใช้บังคับได้ โดยเหตุนี้ หากการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้หลักการดังกล่าวนี้เสื่อมทรามไป หรือไม่มีผลบังคับในทางข้อเท็จจริง ย่อมถือว่าการทำหน้าที่ของศาลก็ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมด้วยเช่นกัน

ที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงนั้น มาตรา ๘ บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” กรณีนี้ก็เช่นกัน การตีความมาตรานี้ต้องตีความให้สอดคล้องกับมาตรา ๓ ข้างต้น เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศ จึงมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของสถาบันต่างๆ ที่ได้รับมอบอำนาจไปจากประชาชนและใช้อำนาจนั้นในนามประชาชน โดยเหตุนี้ จึงไม่อาจถือว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการ กระทำอันเป็นการล่วงละเมิดสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะขององค์พระมหา กษัตริย์ได้ ตราบเท่าที่เป็นการกระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “เมื่อใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นก็ไม่มีทางเป็นการล่วงละเมิดสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ได้”

๓. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕

ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กำหนดไว้ ก็เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘ ที่รับรองสถานะของพระมหากษัตริย์มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และเป็นการจำแนกการกระทำความผิดที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดไว้ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง และไม่ได้กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่งแต่ประการใด เพราะบุคคลทุกคนยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในขอบเขตที่ไม่เป็นความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ นี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง


หาก พิจารณาจากข้อมูลข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓๒/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ อาจกล่าวได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นคำร้องข้อนี้แบบกำปั้นทุบดิน เพราะไม่สามารถค้นหาเหตุผลทางกฎหมายประกอบความเห็นของศาลได้ คงมีเพียงความเห็นลอยๆ ประกอบความเห็นเท่านั้น ในฐานะที่ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยและถือหลักนิติรัฐ รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ ถือเป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญให้แก่ประชาชนชาวไทย เพราะได้วางหลักการที่เรียกว่า “หลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย” ไว้ หมายความว่าถ้าบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดมาตราใดมีลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๒๙ บทบัญญัติของกฎหมายฉบับนั้นมาตรานั้นใช้บังคับกับประชาชนไม่ได้
มาตรา ๒๙ บัญญัติว่า “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
    กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง....”
จำเลยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดมาตรา ๑๑๒ สองคนคือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้โต้แย้งว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีข้อความที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ อย่างน้อยใน ๒ ประการด้วยกัน คือ

๑) อัตราโทษของมาตรา ๑๑๒ รุนแรงเกินกว่าเหตุ ไม่เป็นไปตามหลักความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนกับลักษณะความผิด (ซึ่งเป็นการกระทำต่อชื่อเสียงเกียรติยศ มิใช่การปลงพระชนม์หรือการประทุษร้ายต่อชีวิตหรือร่างกาย) อัตราโทษที่รุนแรงเกินกว่าความจำเป็นนี้ปรากฏทั้งในการศึกษาเปรียบเทียบกับ กฎหมายของนานาประเทศที่เป็นราชอาณาจักรเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ประมุขแห่งรัฐ2 และทั้งในการศึกษาเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายของประเทศไทยเอง ซึ่งพบว่ามาตรา ๑๑๒ มีอัตราโทษขั้นต่ำถึง ๓ ปีและโทษขั้นสูงก็สูงมากถึง ๑๕ ปี แม้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เองยังไม่มีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิด ฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และอัตราโทษขั้นสูงก็ไม่เกิน ๗ ปี เมื่อประเทศไทยพัฒนามาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าวและควรลดอัตรา โทษขั้นสูงลงมาไม่เกินกว่าในระบอบเดิม

๒) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีลักษณะที่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหลายประการ ได้แก่
        -  มีความไม่เหมาะสมในแง่ของตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติซึ่งจัดวางอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (ซึ่งกล่าวไปแล้ว)
        - มีอัตราโทษที่สูงผิดปกติ
        - มีการอนุญาตให้บุคคลใดๆ ก็ได้มีอำนาจริเริ่มกระบวนการทางอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีความเสียหายเป็นพิเศษ
        - การไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในระหว่างการคุมขัง3
        - กฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

จากคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ปรากฏการหักล้างด้วยเหตุผลใดๆ เหนือข้อโต้แย้งต่างๆ ที่จำเลยได้ยกมา คงสรุปแต่เพียงว่าอัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กำหนดไว้ เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อรับรองสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหา กษัตริย์ให้มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ ประหนึ่งว่าศาลเห็นด้วยกับแนวคิดที่ปิดปากคนด้วยอำนาจบังคับและเชื่อว่าบทลง โทษที่รุนแรงจะทำให้คนไม่กล้ากระทำผิด

ท้าย ที่สุด การที่ศาลเห็นว่ามาตรา ๑๑๒ มีเนื้อหาที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา นี้มุ่งคุ้มครองไว้ โดยมิได้คำนึงถึงหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่า เป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ในสังคมประชาธิปไตย เท่ากับศาลปฏิเสธความมีอยู่ของมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ และโดยเหตุที่ศาลแสดงให้สาธารณชนเข้าใจเช่นนี้ ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามกับศาลรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยวันนี้แท้จริงแล้ว ปกครองโดยระบอบใด?


เชิงอรรถ
1 กฎหมาย ลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ มาตรา ๑๐๔ (๑) มีเนื้อหาว่า “ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ดังต่อไปนี้

ก) ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์หรือรัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดิน ในหมู่ประชาชนก็ดี
    ฯลฯ
    ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า ๗ ปี และให้ปรับไม่เกินกว่าสองพันบาทด้วยอีกโสตหนึ่ง
    แต่ถ้าวาจาหรือลายลักษณ์อักษรหรือเอกสารตีพิมพ์หรืออุบายอย่างใดๆ ที่ได้กระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด”

2 แผ่นพับเผยแพร่ โดย คณะรณรงค์แก้ไข ม.๑๑๒, พ.ศ.๒๕๕๕ "แก้มาตรา ๑๑๒ : ฟื้นฟูประชาธิปไตย หยุดใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ" ที่ http://www.ccaa๑๑๒.org/ และ Siam Intelligence ที่http://www.siamintelligence.com/nitiras-to-amend-๑๑๒/

3 กรณีนายอำพล ตั้งนพกุล หรือที่เรียกกันว่า "อากง"

ซีรีส์จำนำข้าว (4) วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ: ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่(เคย)มีใครแตะ

ที่มา ประชาไท

Mon, 2012-10-15 19:25


วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย เป็นเอ็นจีโอผู้ทำงานเกี่ยวกับการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ รวมถึงประเด็นความมั่นคงด้านอาหารมาอย่างยาวนาน โดยเน้นศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ที่เกี่ยวของกับภาคเกษตร
เขานำเสนอให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรแก้ไขเร่งด่วนและตรงประเด็น กว่าโครงการแจกเงิน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สิน แหล่งน้ำ และการลดต้นทุนการผลิต โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพคร่าวๆ ของเพื่อนบ้านที่กำลังรุดแซงหน้าเราในหลายด้านก่อนจะเปิดอาเซียน รวมถึงนำเสนอผลกระทบต่อแวดวงเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนความคิดเห็นของชาวนาในหลายพื้นที่ซึ่งก็มีแนวคิด-ทางออกที่หลากหลาย สำหรับโครงการนี้

000000000
องค์กรภาคประชาชนมีข้อห่วงกังวลหลักๆ อะไรบ้างเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว
โครงการ นี้ระยะยาวจะทำลายเกษตรกร ทำลายชาวนาเอง มี 2-3 ประเด็นใหญ่ๆ อันแรก เงินที่ลงไปเป็นจำนวนมาก ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงของชาวนา ถ้าใช้เต็มที่คง 4 แสนกว่าล้านต่อปี ถ้าเราใช้งบประมาณขนาดนี้ เราควรจะเอาไปแก้ปัญหาใหญ่สำคัญของชาวนาในภาคเกษตรดีกว่า
ปัญหาใหญ่ของชาวนาที่คิดว่ารัฐควรแก้ไขคืออะไร
มัน คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตอนนี้ไม่มีใครแตะเลย คือ ปัญหาที่ดินและหนี้สิน คนไม่มีที่ดิน ต้องเช่าที่ดินทำนามีถึง 60% ของทั้งประเทศ ในพื้นที่ชลประทานในเขตสำคัญ คนไม่มีที่ดินสูงถึง 80% ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ ที่ดินควรจะเป็นเรื่องแรกที่จะแก้ ถ้าเราใช้งบประมาณแค่เพียง 1 ใน 4 ของโครงการจำนำข้าว ภายใน 4 ปี เราจะแก้ปัญหาชาวนาไร้ที่ดินทำกินได้
นี่คือข้อเสนอของคณะกรรมการชุดปฏิรูปประเทศ ชุดอานันท์ ปันยารชุน เคยเสนอไว้ ว่าถ้ามีกองทุนที่ใช้งบปีละ 100,000 บาทก็จะสามารถแก้ปัญหาชาวนาไร้ที่ดินได้ภายใน 4 ปี ในด้านหนึ่งมันทำให้สามารถแข่งขันได้ในช่วงที่เรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจแบบอา เซียน ถ้าเทียบกับเวียดนามแล้ว ชาวนาของเวียดนามส่วนใหญ่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง มีคนเช่าที่ดินไม่ถึง 20% เอง และถ้าที่ดินอยู่ในมือชาวนา จะทำให้การฟื้นฟูดีมีประสิทธิภาพในระยะยาวด้วย นาเช่าไม่สามารถแม้แต่จะหมักฟาง หรือปรับปรุงดินให้ยั่งยืนได้
อีกประการคือ การแก้ปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เช่นเดียวกัน ไทยเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่มีชลประทานน้อยที่สุดในอาเซียน มากกว่าลาวและกัมพูชาอยู่บ้าง แต่น้อยกว่าฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียมากเลย เราจะปล่อยให้มีการแข่งขันระยะยาวได้ยังไง ถ้าเราไม่แก้ปัญหาสะสมเรื่องนี้ เราไม่ได้ต้องการโครงการใหญ่เลย โครงการเล็กก็ได้แต่ต้องเอางบมาทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐานนี้
นี่คือเรื่องใหญ่ลำดับต้นในความเห็นผม โครงการจำนำข้าวไม่ได้แก้เรื่องนี้
เรื่องที่คณะปฏิรูปเสนอ 100,000 ล้านภายใน 4 ปีเพื่อแก้ปัญหาที่ดิน คิดว่าทำได้จริงหรือ
เขา เสนอกลไกให้มีธนาคารกองทุนที่ดิน ไม่ได้ไปยึดที่ดินเจ้าของนะ แต่เพื่อให้ชาวนาไร้ที่ดินสามารถใช้เงินเหล่านี้จากธนาคารเพื่อไปซื้อที่ดิน ให้ชาวนาที่ไร้ที่ดิน แล้วก็ต้องมีระบบภาษีคล้ายๆ ภาษีที่ดินสำหรับคนที่เก็บที่ดินเอาไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้เขาขายที่ดิน ต้องมีกลไกเหล่านี้ด้วย ปีละแสนล้านก็น่าจะทำได้เยอะ
นี่คือหมวดที่ว่าด้วยเรื่องปัญหาโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยแตะกันเลย
ยังมีอีกประเด็นซึ่งก็ใหญ่พอกัน และคนยังพูดน้อยคือ โดยเทคโนโลยีของการผลิตข้าวในปัจจุบันเป็นการผูกติดกับปัจจัยการผลิตจากภาย นอกซึ่งมีพื้นฐานจากฟอสซิล พวกปุ๋ยหรือสารเคมีต่างๆ การจำนำข้าวโดยที่คุณไม่แตะหรือไม่ตั้งเงื่อนไขเลยในการสนับสนุนตัวราคาให้ กับเกษตรกร ทำให้รักษาความไม่มีประสิทธิภาพและการผลิตที่พึ่งพาปุ๋ยหรือสารเคมีตรงนี้ อยู่ โดยไม่ได้แก้ไขใดๆ เลย
ถ้าดูตัวเลข ต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนาไทยเทียบกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ผลผลิตข้าวเราต่ำกว่า แต่ต้นทนเราสูงกว่า ถ้าดูสถิติการใช้สารเคมีที่เป็นปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ศึกษาโดย สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI-อีรี่) พบว่าของประเทศไทยสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนทั้งหมด ทั้งลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำแดงของเวียดนาม ที่ลูซอน ฟิลิปปินส์ ที่ชวาของอินโดนีเซีย หรือกระทั่งเทียบกับทมิฬนาดูของอินเดียด้วยซ้ำ ไทยใช้ต้นทุนสูงสุด ประเทศที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่มากกว่าเราคือจีน แต่ผลผลิตเขาก็สูงกว่ามาก
นั่นคือเหตุผลว่า การรับจำนำโดยไม่มีเงื่อนไขพวกนี้จะเกิดผลอย่างที่ว่า นี่คือเรื่องใหญ่ที่สำคัญมากในความเห็นผม
ยังมีมุมอื่นๆ อีกไหมที่กังวล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์
มัน เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรม โครงการรับจำนำ มีหลายท่านพูดแล้ว ผมอธิบายในมุมที่เราทำงาน ในมุมความมั่นคงทางด้านอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน มันช่วยเหลือชาวนาแค่ไม่ถึง 50% ของชาวนาทั้งหมด ชาวนาที่ลงทะเบียน สถิติของ ธกส.อยู่ที่ 3.4 ล้านครัวเรือน แต่ว่ามีชาวนาที่ไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้อยู่ในโครงการรับจำนำมีประมาณ 1.8-1.9 ล้านครัวเรือน
ลองเช็คพื้นที่ดูก็ประเมินได้ เช่น ภาคใต้ชาวนาน้อยมากที่เข้าสู่โครงการรับจำนำได้ เพราะข้าวมีน้อยเกินไป แล้วข้าวส่วนใหญ่ผลิตไว้กินเอง ใช้โรงสีขนาดเล็กในพื้นที่ นี่ก็รวมภาคเหนือ ภาคอีสานด้วยที่ปลูกข้าวแล้วกันข้าวไว้กินเอง มีสัดส่วนอยู่มาก ที่จริงก็ภาคกลางบางส่วนด้วย ชาวนากลุ่มนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะไม่มีข้าวไปจำนำ ส่วนที่จำนำก็ได้น้อยเพราะเขาปลูกน้อย นี่คือประเด็นที่เราชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมของการผลิต ชาวนาย่อยซึ่งควรได้รับความช่วยเหลือกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ
อีกกลุ่มก็คือ กลุ่มที่ทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน กลุ่มนี้ในแง่คนที่ผลิตข้าวเพื่อความมั่นคงด้านอาหารเพื่อบริโภคเอง แน่นอน เขาไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเขาปลูกไว้กินเอง และเมื่อเทียบกับการต้องแปรรูปมันก็ยังคุ้มค่า เทียบกับการขายแล้วไปซื้อกิน แต่มันน่าสนใจในแง่ที่ว่า กลุ่มผลิตเหล่านี้กับกลุ่มที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ต้องพึ่งตลาดอยู่ และราคาจูงใจให้มีการนำตลาด มีการตั้งราคาข้าวอินทรีย์สูงกว่าข้าวทั่วไป เมื่อรัฐตั้งราคาจำนำข้าวคุณภาพต่ำ หรือทั่วไปเท่ากับราคาข้าวอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์เขาตั้งไว้ที่ 20,000 มันก็จะไปขัดขวางในเรื่องการขยายตัวของเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้านกลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งที่ใช้แรงจูงใจด้านราคาข้าว หมายความว่า เกษตรอินทรีย์กลุ่มนี้ที่มีการทำตลาดกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว และเป็นพื้นที่หลักของประเทศด้วยในภาคอีสาน คนกลุ่มนี้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจ ชาวนา โรงสี ผู้ประกอบการเองได้รับผลกระทบจากโครงการจำนำข้าว
คนกลุ่มที่ทำเกษตรอินทรีย์มีขนาดเท่าไร และผลกระทบเป็นอย่างไร ราคาข้าวอินทรีย์ไม่ปรับตัวสูงขึ้นด้วยหรือจากโครงการนี้
เพื่อ จะสร้างแรงจูงใจให้ชาวนามาทำอินทรีย์ ก็ต้องเพิ่มราคาสูงขึ้นอีก หรืออย่างน้อยต้องเท่ากับราคารับจำนำ ซึ่งหมายความว่าเขาไปทำตลาดยากขึ้น เพราะราคามันสูงกว่ามากกว่าที่ควรจะเป็น
ถามว่ามีขนาดเท่าไร ถ้าประเมินจากที่ได้รับรองมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 150,000-200,000 ไร่ แต่ถ้าที่ไม่ได้รับการรับรองจะเกินกว่านี้ 2-3 เท่าตัว อาจถึง 450,000 ไร่ อันนี้คือส่วนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการรับจำนำซึ่งไม่ได้แยก ประเภทของข้าว
ประเด็นอื่นก็มีหลายท่านพูดไปแล้ว คือประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร ณ ขณะนี้ กลไกของการปลูกข้าวเพื่อความมั่นคงด้านอาหารจะมีกลไกที่ชาวบ้านส่งสีกับโรง สีขนาดเล็กในท้องถิ่น หรือโรงสีที่อยู่ในชุมชน โดยที่ระบบตลาดที่รัฐเป็นคนรับซื้อข้าวทั้งหมด มีโรงสีจำนวนน้อย ไม่เกินพันโรงที่จะสามารถร่วมโครงการของรัฐได้ ฉะนั้น โรงสีขนาดเล็กพวกนี้จะหายไปจากระบบ ระยะยาวจะกระทบต่อตัวบริการโรงสีที่ให้บริการสำหรับการแปรรูปข้าวเพื่อ บริโภคในชุมชน มันจะมีต่อเนื่องด้วยเหมือนกัน ตัวแกลบ ตัวรำ จากที่ได้มาจากระบบโรงสีเล็กจะไหลเวียนในชุมชน สร้างความสมดุลในชุมชน อาจเป็นอาหารปลา เอาไปบำรุงดิน มันจะมีหน้าที่แบบนี้อยู่ รวมถึงอื่นๆ ด้วยเช่น ท่าข้าว ที่เป็นกลไกการค้าระดับท้องถิ่น ซึ่งมันก็ตอบสนองการผลิตระดับท้องถิ่น พวก SMEs
กลไกเหล่านี้หายไปแล้วจะกระทบยังไง
กลไก พวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหาร การแปรรูปในท้องถิ่น หมายความว่าต่อไปก็จะยากขึ้นสำหรับเกษตรกรที่เก็บข้าวไว้กินเองในการหาโรงสี จะถูกบีบให้ต้องขายไปทั้งหมด ต้องซื้อข้าวสารกิน ในเชิงเรื่องความมั่นคงด้านอาหารแล้วไม่ควรเป็นแบบนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เขียนไว้ชัดเจนเรื่องความมั่นคงด้านอาหารนี้ และที่พูดในตอนต้นว่าโรงสีเหล่านี้มีบริการ การได้รำ ได้แกลบ ซึ่งมันสอดคล้องกับท้องถิ่น แต่โรงสีขนาดใหญ่ไม่ใช่ มันเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมหมด และกลับคืนสู่ชุมชนก็ยากมาก
โครงการจำนำดูจะช่วยชาวนาใน ระบบตลาดในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังแก้ปัญหาโครงสร้างไม่ได้ หากจะเริ่มต้นจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ทำไปควบคู่กัน อย่างนี้รับได้ไหม
ถ้าเขาวิเคราะห์ว่านี่เป็นการแก้เฉพาะหน้า มันก็ควรแก้แบบอื่น ไม่ใช่การใช้งบมหาศาลแบบนี้ โจทย์เขาไม่ชัดว่าง่ายๆ โจทย์เขาตั้งเพื่อรายได้ของชาวนาทั้งหมด โดยใช้วิธีแบบนี้ สิ่งที่เขาต้องเจอแน่นอนคือ มันไม่สามารถทำได้ระยะยาว ไม่มีทางที่เราจะใช้เงินมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี เพื่อไปทำโครงการรับจำนำได้ตลอด เพราะเป็นภาระงบประมาณมากเกินไป เหมือนที่วิจารณ์กัน และมันไม่ได้ไปตอบสนองต่อคนที่เดือดร้อน ยากจนที่สุด ตัวเลขที่ตีให้สูงสุดคือ 50% ที่เข้าถึงได้ แล้วกลุ่มย่อยอีกครึ่งหนึ่ง คุณไม่ได้แก้เลย เจตนาของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการยกระดับรายได้ชาวนาก็ไม่เกิดขึ้น
มันยังมีต่ออีก เงินที่ไหลไปในระบบสู่ชาวนา จริงๆ แล้วถ้าวิเคราะห์ดูต้นทุนการผลิต จะพบว่า เขตภาคกลาง นาปรัง ประมาณ 1 ใน 3 เป็นต้นทุนค่าเช่าที่ดิน มันไหลไปสู่เจ้าของที่ดิน อีก 1 ใน 3 เป็นปุ๋ยและเคมีการเกษตร มันก็ไหลไปสู่บริษัทสารเคมี ซึ่งวัสดุปุ๋ยและสารเคมี สองตัวนี้เรานำเข้ามาแทบทั้งหมด เกือบ 100% มันกลายเป็น 2 ใน 3 ของต้นทุนการผลิต ฉะนั้น การใช้แนวทางนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาที่ควรจะแก้ เพราะเงินมันไม่ถึง แต่ถ้าเราวิเคราะห์ปัญหาชัด ปัญหาเรื่องค่าเช่า การใช้เคมีมากเกินไป มากกว่าเพื่อนบ้าน ประสิทธิภาพในการผลิตไม่ดี มันต้องแก้อีกแบบหนึ่ง
ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาในภาพรวม พรรคการเมืองต่างๆ ก็เสนอแนวทางซึ่งดูแล้วมี 2 อย่างคือ ประกันรายได้ กับรับจำนำ ในสายตาคนทำงานด้านนี้ มองว่าแบบไหนเหมาะสมกว่ากัน
ผม ไม่อยากให้บังคับให้ถูกเลือกด้วย 2 อันนี้ ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ว่า ผมเห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาชาวนาหรือเกษตรกร เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย แต่ทั้งประกันรายได้และรับจำนำยังไม่ได้ตอบโจทย์ของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ระยะยาว แต่กลไกใดที่มีผลกระทบน้อยกว่า เข้าถึงชาวนาได้มากกว่า ไม่มีผลกระทบในเรื่องของกลไกการตลาด แน่นอน ก็ฟันธงได้ว่า ประกันรายได้มันตอบโจทย์มากกว่า ถ้าจำเป็นต้องเลือกสองนโยบายนี้นะ
สองกลไกนี้ ถูกเสนอโดยรัฐบาลสองยุค อันนี้ต้องปรับทั้งคู่ แต่จำนำข้าวสาหัสกว่าเพราะงบประมาณเยอะกว่า ช่องทางการรั่วไหลเยอะกว่า ประกันรายได้ก็รั่วไหลได้เหมือนกัน การขึ้นราคาของเจ้าของที่ดินก็มีเหมือนกัน แต่การรั่วไหลในขั้นตอนต่างๆ น้อยกว่าในแง่มันเข้าบัญชีโดยตรงของชาวนา และกลไกตลาดมันก็ทำงานได้ การจะต้องมีค่าเช่าไซโล ค่าแปรสภาพ การหาประโยชน์จากความชื้น หรือรัฐรับซื้อข้าวผู้เดียวและปล่อยราคาเท่าไรไม่มีใครรู้ ปล่อยให้ใครไม่ชัดเจน มันมีปัญหาอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน
การผูกขาดตลาดโดยรัฐเป็นปัญหา แต่ก่อนรัฐบาลจะทำแบบนี้ กลไกตลาดที่มันเป็นมาก็ไม่ได้ช่วยทำให้ชาวนาได้รับราคาที่เป็นธรรมไม่ใช่หรือ
ถ้า ดูตลาดข้าวอย่างเป็นกลาง เอาดัชนีราคาข้าวของไทย เทียบกับราคาข้าวในตลาดโลก เทียบดูแล้วเห็นว่ามันยังเป็นกราฟตัวเดียวกัน โอเค ชาวนาขายข้าวได้น้อยกว่า แต่มันยังสะท้อนกับราคาในตลาดโลก หมายความว่าราคาที่ชาวนาได้รับเป็นไปตามตลาดโลก ไม่ได้ถูกกดราคาแต่ประการใด แต่ แต่ แต่ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันมีการเอาเปรียบเกษตรกรเกิดขึ้นจริงๆ ในกลไกการค้าด้วย ที่ชาวบ้านมีอำนาจการต่อรองน้อย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เคยศึกษาเรื่องนี้ที่ปราจีนบุรี การหักเปอร์เซ็นต์ข้าวที่โรงสีทำ กับกรณีที่เมื่อมีการรวมตัวของเกษตรกร ปรากฏว่าชาวนาในพื้นที่ ได้ส่วนได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5 ล้าน หมายความว่า กลไกที่ชาวนาถูกเอาเปรียบมันมีอยู่ แต่อย่างน้อยที่สุดกลไกตลาดมันก็ทำงาน แล้วเราก็รู้ว่าเราจะแก้ตรงไหนให้ชาวนาไม่เสียเปรียบ แก้ปัญหาในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางได้มากขึ้น อย่างน้อยที่สุดมันมีกลไกตลาดกลางที่มันอยู่ได้ ถ้าให้ระบบตลาดมันทำงาน เราเห็นจุดบกพร่องว่าจะแก้ตรงไหน แต่ถ้ารัฐเป็นคนมาผูกขาดแล้วมันโคตรไม่โปร่งใสเลย คุณเชื่อได้ยังไงภายใต้รัฐแบบนี้ที่จะผูกขาดแล้วมีประสิทธิภาพ ไม่มีทาง
ในฐานะที่ทำงานร่วมกับชาวนาในบางพื้นที่ด้วย มีความขัดแย้งทางความคิดหมู่ชาวนามากน้อย ขนาดไหน
พี่ น้องที่เป็นชาวนา เขาคิดว่าโครงการแบบนี้จริงๆ แล้วชาวนาได้ประโยชน์ ฉะนั้น ถ้าอยู่ๆ จะไปเลิกโครงการแบบนี้ ชาวนาคงไม่เห็นด้วย เพราะเขาลำบาก มีปัญหาสะสมอะไรต่อมิอะไร ข้อเสนอส่วนหนึ่งของเขาคือ ต้องปรับโครงการให้มันได้ประโยชน์กับชาวนามากขึ้นและลดปัญหาที่เกิดขึ้นจาก กลไกพวกนี้ ก็คือคงโครงการรับจำนำเอาไว้แต่ต้องแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ให้มีผลข้างเคียงอย่าง ที่ว่า ซึ่งตรงนี้หลายคนก็เสนอมาบ้างแล้ว ราคาจำนำไม่ควรเกินเท่าไหร่ หรือจำกัดตัวขนาดของปริมาณการรับซื้อข้าว ไม่จำเป็นต้องรับซื้อทั้งหมดแบบไม่มีเพดาน เป็นต้น มันจะลดงบประมาณลงได้ นี่คือชุดว่าด้วยเรื่องการปรับ หรืออีกอันคือต้องมีชั้นคุณภาพข้าว ว่าข้าวแบบนี้ราคาเท่าไร ไม่ใช่แค่ว่า แบ่งเป็นข้าวขาว กับข้าวหอมมะลิ อย่างที่เป็นอยู่
มีการแบ่งตามระดับความชื้นอยู่แล้ว
อัน นั้นเป็นเรื่องทั่วไปอยู่แล้ว คุณภาพข้าวหมายถึงพันธุ์ข้าว เช่น ตอนนี้มันพันธุ์อะไรก็ได้ เขาปล่อยผี มี 18 สายพันธุ์ที่ลิสต์ไว้ สายพันธุ์ที่แย่ก็ยังซื้อราคา 15,000 บาทต่อตัน สายพันธุ์อายุสั้นคุณภาพไม่ดีก็ยังขายได้ มันต้องมีชั้นว่า พันธุ์นี้ได้ราคานี้ พันธุ์นี้ได้อีกราคาหนึ่ง
เพื่อแก้ปัญหาอะไร
แก้ ปัญหาการปลูกข้าวในระยะยาว ไม่อย่างนั้นโครงการจำนำข้าวจะทำให้คนปลูกข้าวไม่มีคุณภาพมาขาย อาจจะผลผลิตสูงแต่คุณภาพแย่มาก ข้าวลูกผสมผลิตอาจจะสูง แต่คุณภาพแย่มาก แต่เมื่อขายได้ราคาดีพอกับข้าวที่คุณภาพดีกว่า ยิ่งพวกที่ทำอินทรีย์ก็น่าจะได้รับชดเชยให้กับผู้ประกอบการหรือชาวนาที่ทำ ข้าวอินทรีย์ ซึ่งเขามีระบบของเขาอยู่ เขาไม่จำนำหรอก คุณต้องคิดระบบมาสนับสนุนเขา
ในโครงการจำนำข้าวไม่มีกรณีของข้าวอินทรีย์ใช่ไหม
ไม่มี ข้าวอินทรีย์ก็เหมือนข้าวเคมี คุณมาขายกับเราก็ได้ เราก็ให้ 20,000
ตลาดข้าวอินทรีย์กระทบขนาดไหน
เขา ก็บอกว่าตอนนี้อยู่ยากมาก แต่ที่อยู่ได้ก็เพราะส่วนหนึ่งมันเป็นระบบที่ทำด้วยกันมานาน ตอนนี้เขาต้องยกระดับราคามาอย่างน้อยที่สุดเท่ากับราคาจำนำของรัฐ แต่เขาจ่ายเงินเร็วกว่า ส่วนที่รับจำนำ บางพื้นที่รอสามเดือนแล้วยังไม่มาเลย ทั้งที่ตาม ครม.บอกให้ใช้เวลา 3 วัน
กลับมาที่เรื่องเดิมความเห็นของชาวนา กลุ่มหนึ่งชอบโครงการรับจำนำแต่ควรปรับ
ใช่ อันนี้ก็เป็นกลุ่มที่อยากให้ปรับปรุงระบบรับจำนำ พี่น้องส่วนหนึ่งในภาคกลางที่เราทำงานด้วยเสนอแบบนี้
อันที่สองคือ ประกันรายได้ พี่น้องที่เสนอแบบนี้เยอะเลย ถ้าทางใต้ หรือพื้นที่ที่ปลูกข้าวน้อย เขาอยากได้แบบนี้เพราะเงินมันเข้าบัญชีเขาเลย ดูพื้นที่การปลูกแล้วให้เงินตามพื้นที่การปลูกเราเลย ฉะนั้นกลุ่มที่มีข้าวน้อยจะชอบแบบนี้ ไม่ต้องยุ่งอะไรมาก แค่มาขึ้นทะเบียน ทำประชาคมแล้วก็รอรับเงินเลย
ความเห็นผมคือ ถ้ามีโอกาสให้ชาวนาได้วิเคราะห์สองโครงการนี้อย่างกว้างขวาง ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เช่น การใช้งบประมาณเท่าๆ กัน ที่เราวิเคราะห์กันเราเชื่อว่าชาวนาส่วนใหญ่ที่เป็นรายย่อย จะเลือกประกันรายได้ แต่ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านภายใต้เงื่อนไขเดียวกันด้วย มันวิเคราะห์ภายใต้คนละเงื่อนไขไม่ได้ เช่น รัฐบาลที่แล้วเสนอว่าให้มีส่วนต่าง 25% ของราคาตลาด แต่พรรคนี้ไปใหญ่เลย เสนอเป็นเท่าตัวเลย มันเป็นเงื่อนไขคนละอัน ให้ดูผลระยะยาวด้วยว่ารัฐบาลจะทำได้นานแค่ไหนด้วยนะ
ทางเลือกที่สามคือ อย่างที่พูดไปแล้ว เพราะสองอันนี้ไม่พอ มันไม่แตะเรื่องโครงสร้างเลย ระยะยาวจะอยู่ยังไง ในขณะที่เวียดนามเขาทำโครงการ 3 ลด 3 เพิ่มแล้ว เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นโครงการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต คุณภาพและกำไร ในส่วนลดต้นทุน คือ ลดพันธุ์ข้าวต่อไร่ลงให้ใช้พันธุ์ข้าวน้อยลง ใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลง ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อยลง เป็นโครงการรัฐบาลที่ทำในสองพื้นที่หลัก และกำลังจะทำทั่วประเทศ เขาเป็นรัฐบาลสังคมนิยม งานแบบนี้เขาก็ทำสเกลใหญ่ได้ อันนี้แหละคือยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน การอยู่รอด การรับมือกับการเปิดตลาดอาเซียน
ประเมินว่าถ้ายังทำโครงการในลักษณะนี้อยู่ เมื่อเปิดตลาดอาเซียนแล้ว สถานการณ์จะเป็นยังไง
ถ้า เรามีระบบการเมืองที่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจอยู่ในบริบทแบบสังคมไทยจริงๆ และเห็นข้อมูลการวิพากษ์วิจารณ์ เห็นข้อมูล เห็นการท้วงติงขนาดนี้มันหยุดแล้ว แต่นี่เกิดอะไรขึ้นไม่รู้ในระบบการเมือง ในรัฐบาล มันอันตราย ในแง่หนึ่งคือไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำเรื่องโครงการรับจำนำคือ อะไร เลยคาดการณ์ตอนนี้ได้ยาก แต่ถ้าโดยสามัญสำนึกและมาตรฐานทั่วไปแล้ว ทำแบบนี้ทำได้ไม่เกิน 3 ปีก็ต้องหยุด เพราะรับภาระหนักเกินไป และสร้างปัญหามากเกินไป ยังไงก็ต้องหาทางลงแล้ว
ถ้าวิเคราะห์เรื่องการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือการเปิดเสรี เราก็จะเห็นเลยว่าเราต้องทำอะไร จะเห็นคำตอบชัดเลยว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่ทางออก มันเป็นโครงการ ใช้คำว่าอะไรดี ระยะสั้นก็คงไม่ได้ มันไม่ใช่ทางออก มันต้องหลุดออกไปจากการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียว ต้องมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาของเกษตรกรจริงๆ ปัญหาของประเทศจริงๆ มันก็จะง่ายขึ้นในการแก้ปัญหา แต่ดูๆ บรรยากาศตอนนี้ แม้กระทั่งคนที่วิจารณ์โครงการจำนำข้าวก็ถูกมองโยงไปเป็นประเด็นทางการเมือง ถูกมองไปถึงเรื่องทางการเมืองแบบไม่ควรจะเป็นด้วยนะ ซึ่งมันน่าสังเวช


จำคุก ‘ผู้หญิงยิง ฮ.’ 1 ปี-การ์ด นปช.3 ปี คดีจับทหารในที่ชุมนุมปี 52

ที่มา ประชาไท



นฤมล หรือผู้หญิงยิง ฮ. ถูกสั่งจำคุก 1 ปี หน่วงเหนี่ยวกักขังทหารสายสืบ การ์ด นปช.อีกคนโดน 3 ปี ตีหัวทหารแตก ทนายยื่นประกัน 4 แสน ศาลชั้นต้นส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใช้เวลา 3 วัน สองจำเลยนอนคุก


15 ต.ค.55 ที่ศาลอาญารัชดา ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.1780/2552 ซึ่งนายศรชัย ศรีดี กับพวกรวม 4 คน ตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฯ เหตุเกิดเมื่อคราวการชุมนุมของ นปช.ปี 2552 เหตุเกิดในวันที่ 25 ก.พ.52
ทั้งนี้ คดีนี้มีเพียง จำเลยที่ 3 คือ นางสาวนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ หรือจ๋า และจำเลยที่ 4 นายกิตติศักดิ์ จีนขจร เข้าฟังคำพิพากษา โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือ นายศรชัย ศรีดี และ นายประจวบ บุญสันเทียะ นั้นหลบหนี
ศาลศาลชั้นต้นพิพากษาให้ น.ส. นฤมล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 1 ปี สำหรับ นายกิตติศักดิ์ ศาลได้สั่งให้จำคุก 3 ปี ด้วยความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 309 (2)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังอ่านคำพิพากษา ทั้งสองถูกควบคุมตัวในทันที ในระหว่างทำเรื่องประกันตัว จนกระทั่งถูกส่งตัวไปควบคุมตัวยังเรือนจำในเย็นวันนี้
นายสุภาพ เพชรศรี ทนายจำเลย กล่าวว่า ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาทสำหรับนายกิตติศักดิ์ และ 1 แสนสำหรับนางสาวนฤมล แต่ศาลชั้นต้นได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ซึ่งโดยปกติใช้เวลาประมาณ 3 วัน
ทั้งนี้ คำฟ้องระบว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.52 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันข่มขืนใจและขู่เข็ญสิบเอกอำนวย ทองรินทร์ ผู้เสียหายที่ 1 และพลทหารวัชระ แสนสีแก้ว ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งได้รับมอบหมายให้สังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายจับและล็อกตัวผู้เสียหาย ทั้งสองไว้กับแผงเหล็กบริเวณเวทีปราศรัย และมีการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยที่ 3 ได้ใช้ไม้ยาวประมาณ 2 ฟุต เป็นอาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนศีรษะแตก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309, 310
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เป็นคดีที่สองของ น.ส. นฤมล หรือ จ๋า วัย 50 ปี โดยก่อนหน้านี้เธอเคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดี ‘ผู้หญิงยิง ฮ.’ ถูกกล่าวหาว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพในขณะที่ เฮลิคอปเตอร์ทำการทิ้งใบปลิวและแก๊สน้ำตาลงใส่ผู้ชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เม.ย.53 โดยนฤมลถูกจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน 2 วัน โดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว และภายหลังศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องในคดีดังกล่าว

ศาลปกครองยกคำร้อง "อนุภาพ" ฟ้องระงับประมูล 3G

ที่มา ประชาไท



(15 ต.ค.55) (เบื้องต้น) ศาลปกครองกลางยกคำร้อง กรณีที่นายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ กสทช.ยุติการประมูล 3G ไว้ก่อน จนกว่าจะได้จัดทำประกาศ ระเบียบ ที่เป็นประโยนช์ต่อสาธารณะ
ส่วนกรณีสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่ม​การ​เมืองสี​เขียว ​หรือกลุ่มกรีน ขอ​ให้ศาลมีคำสั่งยก​เลิก​การประมูลคลื่น​ความถี่ 3G ศาลปกครองรับคำร้อง แต่ยังไม่ไต่สวนในวันนี้
จากกรณีดังกล่าว ทำให้การประมูล 3G ในวันที่ 16 ตุลาคมของ กสทช. เดินหน้าต่อไป ตามกำหนดเดิม

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 16/10/55 ที่นี่..มีคนตามหา "แพะ"

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




บีบน้ำตา ร้องไห้ ใจจะขาด
ภาพอุบาทว์ คนตอแหล ไม่แคร์สื่อ
สถุนถ่อย โสมม สมเลื่องลือ
ที่แท้คือ พวกอมนุษย์ สุดแสนเลว....

สั่งฆ่าเขา ยังใส่ร้าย ป้ายความผิด
วิกลจริต โคตรริยำ ซ้ำแหลกเหลว
กุเรื่องเท็จ ใส่ไคล้ สุมไฟเปลว
มันน่าถีบ ให้ตกเหว เลวเหลือคณา....

เป็นรัฐบาล เหตุไฉน ใยไม่จับ
พูดสับปลับ ชายชุดดำ ย้ำเหมือนบ้า
สงสารทหาร โถ..เร่งรีบ บีบน้ำตา
กระสุนหมา หลายแสนนัด งัดมายิง....

เสียงคร่ำครวญ โห่ฮา ตามหา "แพะ"
"มึง" นั่นแหละ เลวระยำ ทำทุกสิ่ง
พอมีภาพ ชัดเจน เห็นความจริง
เสือกกลอกกลิ้ง พูดใส่ร้าย ชายชุดดำ....

คนเคยเป็น นายกฯ ตลกแท้
ตีหน้าตาย พูดตอแหล เอาแค่ขำ
เสียงก่นด่า พวกจัญไร ไอ้ระยำ
ยิ่งตอกย้ำ พรรคกาลี อัปรีย์ชน....

๓ บลา / ๑๖ ต.ค.๕๕

ลิ้มเตียงหักมาร์ค ส่งลิ่วล้อเปิดศึกฮั่นกัดเกียระงม

ที่มา Thai E-News





นรกไปทางนี้-เชิญ!...

ที่มา ASTVผู้จัดการ

เมื่อ วานนี้ (15 ต.ค.) รายการตีแสกหน้า ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-14.30 น. โดยมี น.ส.กมลพร วรกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย นายประพันธ์ คูณมี และนายเทิดภูมิ ใจดี เป็นแขกรับเชิญ

ศึกฮั่นกัดเกียเสื้อเหลืองด่าปชป.เนรคุณ-แว้งกัด
       

       นาย ประพันธ์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 ระบุว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคนได้ออกมาตอบโต้กลุ่ม พันธมิตรฯ หลังเมื่อวันศุกร์ที่ 12 ต.ค. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 1 ได้ออกรายการกล่าวพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ และความโปร่งใสของสื่อในเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่าตั้งแต่มีข่าวความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับพรรคประชาธิปัตย์นั้นตนยังไม่เคยเห็นผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดง ท่าทีที่เป็นมิตร หรือแม้กระทั่งแสดงความขอบคุณในการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เสียสละ ต่อสู้ ล้มตายจนกระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล
       
       “คน ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือสาวกประชาธิปัตย์ มักจะบอกว่าพันธมิตรฯ ชอบผลักมิตร ผลักพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นศัตรู ไปอยู่ฝั่งศัตรู คำถามก็คือว่า พรรคประชาธิปัตย์คิดว่าพันธมิตรฯ เป็นมิตรคุณจริงหรือเปล่า หรือคุณคิดว่าพันธมิตรฯ เป็นเพียงเครื่องมือ หรือคุณอยากได้คะแนนเสียงจากพันธมิตรฯ ไปเลือกตั้ง ... และอยากอาศัยการต่อสู้ของพันธมิตรฯ เป็นเครื่องมือนำทางคุณขึ้นไปสู่ตำแหน่งรัฐบาล” นายประพันธ์ระบุ และกล่าวต่อว่า
       
       ถาม ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เนรคุณกับพันธมิตรฯ ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการอะไรกับกลุ่มคนเสื้อแดง กับกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและนักโทษหนีคำพิพากษาจำคุกบ้าง หรือเคยดำเนินการอะไรที่จะเปลี่ยนประเทศให้หลุดจากการครอบงำของระบอบทักษิณ บ้างหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามกลับตั้งข้อหาก่อการร้ายกับพี่น้องกลุ่มพันธมิตรฯ
       
       “คุณ ไม่เลย คุณกลับมาแว้งกัด ... ด้วยการตั้งข้อหาก่อการร้าย ซึ่งเกิดขึ้นในยุคของคุณ โดย พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ในรัฐบาลนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายสุเทพก็เป็นคนที่พูดว่าทั้งเหลือง ทั้งแดงเป็นพวกที่มีปัญหาใช่หรือไม่ ถ้าหากประชาธิปัตย์มองว่าพันธมิตรฯ เป็นมิตรของคุณ แล้วควรจะมีข้อหาอัปยศอย่างนี้เกิดขึ้นหรือไม่?” แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 ระบุ
       

แฉเบื้องหลังสังหารลิ้มมีคนรัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวข้อง

       ประการต่อมา นายประพันธ์กล่าวว่า การ ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม ใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ซึ่งจากข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ก็มีข้อเท็จจริงโยงใยไปถึงคนในรัฐบาล และคนที่อยู่ในอำนาจ ณ ขณะนั้น

       “คุณ รับปากว่าจะจับ และดำเนินคดีถึงที่สุด แล้วคุณทำอะไรบ้าง” นายประพันธ์ถามถึงนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ และยังกล่าวด้วยว่า ยังไม่นับกรณีนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ต้องไปติดคุกกัมพูชาทั้งๆ ที่ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทย

       นอก จากนี้ นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างที่เป็นรัฐบาล ยังละเลยเรื่องการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ, การจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดี, การดำเนินคดีต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กรณี 7 ตุลาคม 2551 ซ้ำยังช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาทและพวกอีกต่างหาก, กรณีแดงเผาเมืองปี 2553 คนในรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ยังไปช่วยประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดงที่กระทำผิด และปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญหน้ากับการกระทำรุนแรงในบ้านเมืองของกลุ่มคน เสื้อแดงด้วยตัวเอง

       “พฤติกรรมอย่างนี้ต่างหากที่ (พรรคประชาธิปัตย์) น่าจะถูกมองว่าเป็นแนวร่วมทักษิณมากกว่า”
 น.ส.กมลพรกล่าวเสริม
       
       นาย ประพันธ์แสดงความเห็นด้วยและกล่าวต่อว่า นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เคยช่วยสนับสนุนสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่เป็นปากเสียงของประชาชนตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเลย ตรงกันข้ามกับกรณีพรรคเพื่อไทยที่เห็นได้ชัดว่า ถ้าใครเป็นมิตรเขาจะช่วยหมด แม้ว่าจะเป็นผู้ร้ายเผาบ้านเผาเมืองก็ตาม
       
       “คุณ นอกจากไม่ช่วยพันธมิตรฯ แล้วยังเนรคุณอีก แต่เวลานี้ที่คุณต้องต่อสู้กับทักษิณ ไม่ใช่เพราะโดยสำนึก แต่เพราะว่าฝ่ายทักษิณเป็นพรรครัฐบาล คุณเป็นฝ่ายค้าน คุณไม่มีโอกาสก็เลยไม่มีที่ยืน เมื่อเขาไม่เอาคุณ คุณก็เลยต้องยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ถ้าคุณได้เป็นรัฐบาล คุณกลับไปจูบปากกับทักษิณ” นายประพันธ์กล่าว และว่า พันธมิตรฯ ไม่เคยผลักพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นศัตรู แต่พรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะยืน เอาตัวรอด ฉวยโอกาส แล้วเหยียบย่ำกลุ่มพันธมิตรฯ และกล่าวหาว่าไม่ช่วยตัวเอง สาดโคลน ใส่ร้ายแกนนำพันธมิตรฯ ว่ารับเงินอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นพฤติกรรมที่น่าขยะแขยง
       
       “เพราะ ฉะนั้น พันธมิตรฯ ไม่ได้ไปหาพรรคเพื่อไทย และไม่ได้ชอบนิยมพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้ชอบพวกคุณด้วย เราเองจึงเป็นตัวของตัวเอง อยู่บนหลักการที่ถูกต้องของเรา เราไม่ไปเป็นเครื่องมือรับใช้คนที่ทรยศปล้นบ้านกินเมือง และก็ไม่ยอมเป็นเครื่องมือของคนที่ฉวยโอกาส เห็นแก่ตัว ทรยศ หักหลัง เนรคุณประชาชน” นาย ประพันธ์กล่าว และถามต่อว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไปกล่าวหาทักษิณว่าเหยียบศพเสื้อแดงขึ้นมามีอำนาจ นายอภิสิทธิ์ก็คงไม่ต่างกันเพราะเหยียบย่ำพันธมิตรฯ เพื่อให้ตนมีอำนาจ
       
       “ตอน คุณเป็นรัฐบาล ทำไมคุณไม่ตามหาชายชุดดำ คุณต้องลากคอมันเข้าคุกแล้ว ตอนนี้กลับมาจัดแรลลีทำไม มันกลายเป็นเรื่องที่น่าตลก น่าสมเพช เล่นละครว่าคุณสู้กับทักษิณแบบเอาเป็นเอาตาย แต่คุณไม่ได้สู้จริง” แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 กล่าวต่อและว่า ทางที่ดีหากอยากได้พันธมิตรฯ กลับมาเป็นมิตร คนประชาธิปัตย์ต้องทบทวนตัวเองและพิจารณาตัวเอง
       
       ชี้ กกต.บ้อท่า สื่อพรรคการเมืองเกลื่อน
       
       ส่วน กรณีที่คนฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ เช่น นายวิทเยนทร์ มุตตามระ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และกรรมการผู้จัดการบลูสกายแชนเนล ได้พยายามออกมาชี้แจงถึงที่มาของเงินที่ใช้ในการดำเนินการสถานีโทรทัศน์ผ่าน ดาวเทียมบลูสกาย หลังจากนายสนธิออกมาถามถึงที่มาของงบประมาณที่ใช้ในสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็น แนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบไปด้วย ทีนิวส์, บลูสกาย และไทยทีวีดี ว่าหาเงินมาจากไหนเพื่อดำเนินการ นายประพันธ์กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์บลูสกายเอา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปจัดรายการ รวมถึงนายอภิสิทธิ์ด้วย ซึ่งหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอาจริง พรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะรอด
       

นาย วิทเยนทร์ มุตตามระ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปชป., อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และกรรมการผู้จัดการบลูสกายแชนเนล กับนายอภิสิทธิ์

รายการฟ้าวันใหม่กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน รายการประจำทางช่องบลูสกาย

รายการ สายล่อฟ้า ทางสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ดำเนินรายการโดย ส.ส. และนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 คน คือ นายศิริโชค โสภา, นายเทพไท เสนพงศ์ และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต

       “ปัญหา มันอยู่ที่ กกต.ไม่ทำงาน ถ้า กกต.ทำงาน ป่านนี้คุณอาจจะถูกยุบพรรคไปแล้ว” นายประพันธ์ระบุ และว่าการที่นายวิทเยนทร์ออกมาระบุว่ากระทบกระเทียบเอเอสทีวีว่า รายได้ของบลูสกายเป็นรายได้ที่แลกมาด้วยการทำงานอย่างหนัก มิได้มาโดยขอรับบริจาคแบบหน้าด้านๆ นั้นถือเป็นการดูถูกประชาชนที่ให้การสนับสนุนเอเอสทีวี และมีศรัทธาต่อสถานีโทรทัศน์ช่องนี้ที่ต่อสู้และนำความจริงมาเสนอต่อสังคม ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผิดกับสถานีโทรทัศน์ในเครือข่ายประชาธิปัตย์ที่เพิ่งออกมาสู้เมื่อตนเองกลาย เป็นฝ่ายค้าน
       
       “แล้ว คุณช่วยตอบคำถามหน่อยซิว่า พรรคของคุณเคยได้รับบริจาคจากบริษัทคิงเพาเวอร์ไหม? แล้วบริษัทคิงเพาเวอร์มีพฤติกรรมในการปฏิบัติหรือประกอบธุรกิจในสนามบิน สุวรรณภูมิมีรายได้มาแบบไหน? เลขาฯ พรรคของคุณ คุณสุเทพเคยห้ามปรามไม่ให้พูดบริษัทคิงเพาเวอร์ไหม?” นายประพันธ์ตั้งคำถามต่อ และว่าแล้วเงินสนับสนุนพรรคและสนับสนุนสื่อในเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวนมากเท่าไหร่ ช่วยให้คำตอบหน่อย
       
       พร้อม กล่าวต่อว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์หรือผู้ประกอบการโทรทัศน์ในเครือข่ายประชาธิปัตย์อีก 2-3 ช่องนั้นทางที่ดีต้องชี้แจงบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ชัดเจน เหมือนกับที่เอเอสทีวีชี้แจงให้กับประชาชนรับทราบ ดีกว่ามาแว้งกัดสื่ออย่างเอเอสทีวี
       
       “ประเด็น ใหญ่คือว่า พรรคของคุณ คนของคุณ พวกของคุณ ได้พิสูจน์หรือยังว่าคุณสู้กับทักษิณจริง หรือว่าสู้แบบจอมปลอมแล้วก็หลอกเพื่อหวังคะแนนนิยมจากประชาชนที่ยังไม่เข้า ใจคุณ พวกเราเป็นคนที่รู้ธาตุแท้คุณแล้วว่าคุณไม่ได้สู้จริงไง ถ้าคุณสู้จริง วันนี้ทักษิณจะไม่มีวันเข้มแข็งแบบนี้ รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีวันที่จะฟื้นกลับมาอย่างนี้ แล้วถ้าคุณสู้กับทักษิณจริงไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่สามัคคีกับพี่น้อง พันธมิตรประชาชนฯ แต่เขาไม่สามัคคีเพราะเขารู้ธาตุแท้ เพราะเขา”
       
       อนึ่ง รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 48 ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือ พิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหาร กิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการ ดังกล่าว
       
       ขุดข้อมูลทีวีเสื้อฟ้าโยง ปชป.ลึกซึ้ง-แนบแน่น แถมทนายเทือกถือหุ้นทีนิวส์ของสนธิญาณ 
       
       จาก นั้น น.ส.กมลพรได้กล่าวอ้างอิงรายงานของ นสพ.คมชัดลึก ถึงผู้ถือหุ้นในสถานีโทรทัศน์ช่องบลูสกาย โดยระบุว่า บริษัท บลูสกาย แชนแนล จำกัด ซึ่งทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ในวันที่จดทะเบียนมีกรรมการ 4 คน คนแรกคือ นายวิทเยนทร์ ซึ่งไม่เคยประกอบวิชาชีพสื่อมาก่อน แต่เพิ่งมาทำโทรทัศน์ในปี 2554 หลังจากเคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.บางเขน พรรคประชาธิปัตย์ และเลขาฯ ของ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมตรีนายสาทิตย์ ส่วนกรรมการคนที่ 2 คือ นายเถกิง สมทรัพย์ ซึ่งเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน เคยเป็นทีมงานรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” และปัจจุบันเป็น ผอ.ช่องบลูสกาย
       
       ส่วน กรรมการคนที่ 3 คือ นายบุรฤทธิ์ ศิริวิชัย อดีตยุวประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีตำแหน่งในสำนักนายกฯ ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ และกรรมการคนสุดท้าย คือ นายภูษิต ถ้ำจันทร์ หนึ่งทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เช่นเดียวกับนายเถกิง และนายวิทเยนทร์
       
       นอก จากนี้ ผู้ถือหุ้นของบลูสกายแชนแนลนั้น มีบริษัท เทเลคาสท์ มีเดีย จำกัด มาร่วมถือหุ้นด้วยตั้งแต่ต้น โดยถือหุ้นใหญ่ โดย บริษัท เทเลคาสท์ มีเดีย จำกัด นั้น จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2554 ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท โดยมีนายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทั้งนี้ จากข้อมูลของคมชัดลึกระบุว่า นายทวีศักดิ์นั้นเป็นนักกฎหมายที่มีความใกล้ชิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายทวีศักดิ์จะเป็นผู้ดูแลด้านกฎหมายให้นายสุเทพ นอกจากนี้ นายทวีศักดิ์ยังไปร่วมแถลงข่าวกับนายแทน เทือกสุบรรณ ลูกชายนายสุเทพ กรณีรุกที่เขาแพงที่เกาะสมุย ในฐานะที่ปรึกษาทางกฎหมายของนายแทนด้วย
       
       มากกว่า นั้น ลงทุนในบลูสกายแชนแนล 3 ล้านบาทแล้ว บริษัท เทเลคาสท์ มีเดีย จำกัด ยังลงทุนในสำนักข่าวทีนิวส์ จำกัด ผู้ผลิตข่าวช่องทีนิวส์ อีก 11 ล้านบาท(ทีนิวส์เป็นของนายสนธิญาณ หนูแก้ว ที่เพิ่งโดนนายสนธิแฉเมื่อไวๆนี้)
       
       “พี่ ทวีศักดิ์เป็นทนายประจำสำนักงานคนึง ฤาชัย และก็เป็นทนายประจำตัวให้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เป็นคนที่คุณสุเทพไว้วางใจ” นายประพันธ์กล่าวเสริมและกล่าวว่า จริงๆ นายวิทเยนทร์ก็คือนักการเมือง ไม่ใช่เป็นสื่อ และการพูดดูถูกเอเอสทีวีและประชาชนที่สนับสนุนก็เป็นคำพูดที่เลว เนื่องจากประเมินค่าและดูถูกความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสื่อที่ต่อสู้กับ ระบอบทักษิณเพื่อประชาชนมาอย่างยาวนาน
       
       ชี้พรรคตอแหล-สื่อตอแหล
       
       ด้าน นายชัชวาลย์กล่าวว่า การที่นักการเมืองปลอมตัวเป็นสื่อออกมาบอกว่า ตัวเองเป็นสื่อที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง แล้วยังมาบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นสื่อของพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่น่า ตลก และอาจเรียกได้ว่าเรื่องตอแหลที่โคตรตอแหล
       
       “นี่ แหละวิธีคิดของพรรคการเมืองประเภทนี้ ก็คือไม่ต่างอะไรจากเพื่อไทย เพราะโกหกกัน นี่คือความเสื่อมเสียและความเลวร้ายของนักการเมือง ที่ทำให้พวกเรายิ่งเห็นชัด” นายชัชวาลย์กล่าว และว่าแค่ตำแหน่ง “พันตำรวจโท” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์สมัยเป็นรัฐบาล 2 ปีกว่ายังไม่กล้าถอดยศ แต่เวลานี้กลับมาเรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นคนถอด และมากล่าวหาว่าพันธมิตรฯ รับเงินทักษิณนั้นถือเป็นเรื่องน่าทุเรศอย่างยิ่ง
       
       นอก จากนี้ยังกล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าจริงๆ โจรปล้นประเทศนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ หน้าเป็นโจรมาเลย แต่โจรอีกประเภทหนึ่งหน้าหล่อเป็นพระเอกมาเลย แต่จริงๆ ก็เป็นโจรเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้พันธมิตรฯ จึงโหวตโน
       
       “เรา จะไม่ว่าเลย ถ้าบอกว่าผิดแล้ว ยอมรับผิด แล้วก็มาบอกว่าเราจะทำอะไรกันข้างหน้าให้ดีกับบ้านเมืองใหม่ ไอ้แบบนี้ยังพอคุยกันได้ แต่นี่คุณไม่เคยรับผิดเลย จะเอาแต่ได้อย่างเดียว ใส่ข้อหาผู้ก่อการร้ายให้เราแล้ว วันดีคืนดีกลับบอกว่าพี่ช่วยผมหน่อย พี่มาตายแทนผมหน่อย พี่ออกถนนหน่อย ทำไมมึงไม่สู้ในสภาล่ะ ออกมาสวนลุมฯ ออกมาตามท้องถนนทำไม?” นายชัชวาลย์ถามกลับ
       
        “ภูมิใจไทย” ปรับหัวเพราะอยากร่วม รบ.
       
       นาย เทิดภูมิ ให้ความเห็นกรณีนายเนวิน ชิดชอบ ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทยประกาศเลิกเล่นการเมือง และช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยมีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะผู้นำกลุ่มมัชฌิมาฯ คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องการจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยจึงต้องกันให้นายเนวินซึ่งถือว่า เป็นผู้หักหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ออกนอกวงไปก่อน
       
       “การ ที่เขาคิดว่าเขาจะได้ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นรัฐบาลต่อ แต่ตอนนี้เขาเคว้งคว้าง เพราะเนวินเขาต้องการเป็นรัฐบาลเท่านั้น ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลเขาก็ต้องหาตัวแทนขึ้นมา”
       
       ขณะ ที่นายประพันธ์กล่าวเสริมว่า ตนยังจำคำพูดของนายสุเทพได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้เป็นรัฐบาลถ้าไม่มีเนวิน จึงมีภาพจับมือกอดกันระหว่างนายอภิสิทธิ์กับนายเนวิน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อก้าวขึ้นเป็นรัฐบาลกลับลืมการต่อสู้ของประชาชน ไม่เคยเห็นหัวประชาชน ซึ่งเป็นตัวพิสูจน์ว่าไม่เพียงประชาชนไม่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นมิตร ด้วย เพราะแม้แต่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ก็ไม่คิดว่าประชาธิปัตย์เป็นมิตรด้วย
      

ศึก "ฮั่นกัดเกีย"

ที่มา การ์ตูนมะนาว


วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ : วิเคราะห์ กรณี กลุ่มกรีน ฟ้องศาลปกครอง ล้ม 3จี‏

ที่มา uddred

 Facebook Verapat Pariyawong
 15 ตุลาคม 2555




การดําเนินการ

Verapat Pariyawong


ผมได้อ่านคำ ฟ้องที่ "คุณสุริยะใส และกลุ่ม" ได้ยื่นไปที่ศาลปกครอง ทั้ง 12 หน้า ขอฝากความเห็นทางกฎหมายล่าสุด ซึ่งผมเผยแพร่ทาง facebook มาดังนี้ครับ

http://www.facebook.com/verapat/posts/3537497250290



"ผมได้อ่านคำฟ้องที่ "คุณสุริยะใส และกลุ่ม" ได้ยื่นไปที่ศาลปกครอง ทั้ง 12 หน้า

มี จุดหน้าสนใจคือ คำขอท้ายฟ้อง มิได้เป็นเพียงการขอให้ชะลอหรือระงับการประมูลเท่านั้น แต่ไปไกลถึงขนาดขอให้ศาล "สั่งเพิกถอน" ประกาศ กสทช. ที่นำมาเป็นหลักเกณฑ์ในการประมูล หลายข้อ รวมถึงขอให้ "ยกเลิก" การประมูล

ซึ่ง หมายความว่า หากศาลยอมสั่งตามคำขอ ก็อาจส่งผลให้ กสทช. ต้องดำเนินการจัดทำประกาศใหม่ มาแก้ไขเพิ่มเติม และอาจต้องมีการรับฟังความคิดเห็นใหม่ ซึ่งล้วนใช้เวลา

ดังนั้น การฟ้องครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขอให้ศาลเข้าไปตรวจสอบการประมูล แล้วชะลอการประมูลออกไป แต่เป็นการ "ล้มประมูล" โดยประสงค์ให้ต้องไปเริ่มใหม่เกือบทั้งหมด

ในทางกฎหมาย นอกจากศาลต้องชัดเจนเรื่อง "สิทธิผู้ฟ้องคดี" แล้ว ศาลจะต้องพึงระลึกว่า การตีความกฎหมายนั้น ไม่อาจก้าวล่วง "ดุลพินิจในเชิงนโยบาย" ของรัฐสภา ที่มอบให้แก่ กสทช. หากไม่มีหลักฐานการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การทุจริต การเลือกปฏิบัติ การข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ ศาลก็ไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายเรื่อง ราคา หรือวิธีการแบ่งคลื่นประมูล เพราะนั้่นคือดุลพินิจในเชิงนโยบายของรัฐสภา ที่มอบให้แก่ กสทช. เป็นผู้กำหนด หากศาลก้าวล่วงได้ ก็เท่ากับศาลนั้น ใหญ่ยิ่งกว่า รัฐสภา และ กสทช. เสียเอง"

ที่มา http://www.facebook.com/verapat
--------------

อนึ่ง เมื่อวานนี้ เรื่องในโอกาส 14 ตุลา 16 ผมได้เขียนบทความ วิพากษ์บทบาทของ ตุลาการ ในระบอบประชาธิปไตย ผ่านมุมมองกรณีการประมูลคลื่น 3จี ที่อาจจะมีในวันที่ 16 ตุลา นี้ เพื่ออธิบายว่า เหตุใดศาล จึงไม่ควรเข้าไปก้าวล่วงเรื่อง ราคา และวิธีการแบ่งชุดคลื่นประมูลของ กสทช. ดังนี้

http://www.facebook.com/note.php?note_id=10151200939184707


หวัง ว่าพอมีประโยชน์สำหรับนักข่าว เพราะที่ผ่านมา เรามองแต่เรื่องประโยชน์ของชาติในการได้มี 3จี แต่ไม่มีนักวิชาการพูดถึง แง่มุมในทาง "ประชาธิปไตย" แต่อย่างใด




วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
Verapat Pariyawong

Monday, October 15, 2012

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: อุดมการณ์จากป่าเขา: สหายเรายังคนเดิม

ที่มา ประชาไท



<--break->และแล้ว 6 ตุลาก็เป็นของเสื้อแดงอีกปี แม้จะมีเหลืองๆ ไปแจมพิธีไว้อาลัยตอนเช้า
ผมไม่เข้าใจทำไมพวกเสื้อเหลืองต้องโวยวาย ในเมื่อพวกเขาก็จัดงาน 7 ตุลาอยู่แล้ว ทำไมไม่จัด 6-7 ตุลาควบกันไป ไม่เห็นมีใครห้าม ให้พวกพันธมิตรจูงลูกจูงหลานมาดูนิทรรศการเก้าอี้ฟาด ให้ความรู้พี่น้องเอ๊ยว่ากาลครั้งหนึ่งมีการแต่งภาพละครแขวนคอ อ้างข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปลุกอุดมการณ์กษัตริย์นิยมล้นเกิน นำกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน เข้าไปเข่นฆ่านิสิตนักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์
บุคลากรพันธมิตรก็มีครบ พร้อมเล่าบรรยากาศยุคนั้น ตั้งแต่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ปลอมตัวเป็นนักข่าวดาวสยามเข้าไปถ่ายภาพไว้ ชัชวาลย์ ประทุมวิทย์ (ชาติสุทธิชัย) ก็ผู้ประสานงานแนวร่วมศิลปิน ที่มีเพื่อนหลายคนพลีชีพอย่างกล้าหาญหน้าหอใหญ่เพื่อปกป้องพวกเรา ประยูร อัครบวร ก็เป็น 1 ใน 18 ผู้นำนักศึกษาที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ถึง 2 ปี ประพันธ์ คูณมี อาจข้ามไปเล่าเรื่องในป่า พี่เปี๊ยก พิภพ ธงไชย ก็อาจเล่าเรื่องสมัยจัดตั้งส่งไปพบ อ.ป๋วยที่อังกฤษ พร้อมนิวัติ กองเพียร
ส่วนมหาจำลองก็อาจมาเปิดใจว่าทำไมจึงไป “สังเกตการณ์” ที่ลานพระรูป คริคริ
แล้วทำไมไม่จัด พวกซ้าย (เก่า) เสื้อเหลืองก็รู้ตัวดี ขนาดเขียนถึงยังไม่ค่อยเขียน กลับมาโวยวายที่ 6 ตุลากลายเป็นของเสื้อแดง
ทำไมไม่แข่งกันทำให้มวลชน “ก้าวหน้า” หรืออุดมการณ์ 7 ตุลามันตรงข้ามกับ 6 ตุลา จนต้องละทิ้งอุดมการณ์ที่เคยมี (แล้วจะมาทวงสีแดงคืนทำไม)
แต่เอาละ วันนี้ขอคุยเรื่องที่คุยได้ทั้งสองขั้วดีกว่า
ตอนที่พี่เนาว์ พี่หงา ออกมาทวงสีแดง ด่าเจ็ดซ้าย แล้วเกิดวิวาทะ มีการเปรียบเทียบเปรียบเปรยตัวละคร 2 สีทำนองว่าซ้ายเก่าที่มาอยู่สีแดงเป็นพวกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เห็นแก่เงิน เข้าข้างทุน ขณะที่พวกแดงก็ด่าพวกเหลืองเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญเหมือนกัน
ผมก็แย้งอยู่ว่าทำไมไม่เอาวัฒน์ วรรลยางกูร ไปเปรียบกับพี่หงาเล่า เปรียบผิดคู่นี่หว่า เพราะวัฒน์กับพี่หงาก็ยังเหมือนเดิม วัฒน์เป็นคนจริงใจ ใช้ชีวิตกับชาวบ้านมาตลอด เขียนเรื่องชีวิตคนธรรมดาสามัญผู้ถูกกระทำ เย็นย่ำก็หน้าแดงกรึ่ม พี่หงาแกก็เป็นศิลปินคนเดิม ใจถึงใจ ไม่เคยสนใจทรัพย์สินเงินทอง พรรคพวก สหาย เชิญไปแสดงที่ไหนก็ไป ขอแค่ออกค่ารถค่าเหล้าให้ เรื่องชีวทัศน์ส่วนตัวแกก็เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแม้แต่สมัยอยู่ป่า คริคริ
เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้คุยกับพี่คนหนึ่ง (แดง) ถึงเพื่อนอดีตนักกิจกรรมคนหนึ่ง (เหลือง) หลังจากทั้งคู่เกิดวิวาทะกัน คุยแบบ off record เขาก็เล่าพฤติกรรมตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ว่าไอ้นี่มันชอบทำงานเอาหน้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ไม่เคยเอาจริง ถึงเวลาคับขันหายเฉย
เอ้า กลับมาอีกข้างมั่ง รุ่นพี่อีกราย (ไม่เหลืองไม่แดง) เล่าไปด่าไปเรื่องซ้ายเสื้อแดง จัดแต่งงานลูกเมียเก่าแล้วเอาเมียใหม่ไปนั่งรับซอง ถามว่าเขาเป็นคนแบบนี้มานานแล้วหรือ คำตอบคือนานแล้ว ไม่เกี่ยวกับเป็นเหลืองเป็นแดงหรอก
ผมมาคิดทบทวนดู ถึงอดีตสหายที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกัน ว่าความเป็นเหลืองเป็นแดงทำให้เขาเปลี่ยนไปไหม คำตอบคือไม่เปลี่ยน หรือถ้าเปลี่ยนก็ไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจ แม้เป็นอุปนิสัยที่ไม่แสดงออกเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ย้อนคิดไปก็พอมองเห็น
สหายสนิทรายหนึ่งเป็นเหลือง ตอนอยู่ป่า ช่วงขัดแย้งกับจัดตั้ง เขา “เสียคิด” โดนสหายหญิงคนหนึ่งวิพากษ์ซึ่งหน้า จนสูญเสียความทรนงในตัวเอง นอนคุยกัน 2 คนเขาบอกว่าได้ยินเสียงหยดน้ำบิดตัวอย่างปวดร้าวอยู่ในซอกหิน ออกจากป่ามาก็ทำงานกับ NGO ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน มาย้อนคิดดูผมก็ไม่ค่อยแปลกใจที่คนได้ยินเสียงหยดน้ำบิดตัวอย่างปวดร้าวอยู่ ในซอกหินจะกลายเป็นเหลืองอย่างบริสุทธิ์ใจ (ฮา หยอกกันเล่นน่า)
สหายเก่าอีกราย สังสรรค์อยู่กับแกนนำเหลือง แต่ก้าวข้ามความเป็นเหลือง แม้จะไม่เห็นด้วยกับแดง และยังเห็นด้วยกับเหลืองบางเรื่อง เช่นเรื่องภาคประชาชน แต่ก็มีความคิดดีๆ เยอะ ผมได้ไอเดียดีๆ จากการคุยกันหลายครั้ง รายนี้สมัยอยู่ป่าเป็นนักรบแกล้วกล้า มือหยอดปืน ค. เคยไปรบด้วยกัน ศัตรูยิงปืนกลมา ยอดหญ้าตีนเนินด้านหน้ากระจุยเห็นๆ คาตา ผมขาสั่น พวกยังเฉย ออกจากป่ามาก็ประสบความสำเร็จทางธุรกิจพอตัว
เอ้า อีกรายเป็นสหายนักศึกษาระดับนำหน่อย เป็นเจ๊ใหญ่ที่นับถือผูกพัน ออกจากป่ามาไม่มีตังค์ยังเคยไปหยิบยืม เพื่อนฝูงขอความช่วยเหลืออะไรมีแต่ให้ ทำไมแกเป็นเหลือง ก็ไม่ค่อยได้คุยกันนัก แต่ถ้าถามว่าความเป็นเหลืองเป็นแดงจะทำให้ความนับถือผูกพันนี้เปลี่ยนไปไหม ก็ไม่ เจ๊ก็ยังเป็นเจ๊ที่ผมรักนับถือเหมือนเดิม
ต่างกับสหายอีกราย นี่ห่างหน่อย เมื่อก่อนก็ดูดี แต่หลังๆ เพิ่งรู้ว่าเขาใช้ความมีชื่อเสียงในขบวนการต่อต้านทักษิณสร้างสถานะให้ตัว เอง ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างอาณาจักร มาย้อนคิดดู แปลกใจไหม ก็ไม่ค่อยแปลกใจ เขาเป็นคนที่ดูนิ่ม เนียน แต่มีอะไรแฝงลึก ไม่ใช่คนเปิดตัวคบหาเฮฮากันอยู่แล้ว
ผมว่าทุกคนไปคิดทบทวนดูก็จะรู้สึก สหายเราไม่ได้เปลี่ยน ไม่ว่าวันนี้เขาอยู่สีไหน คนที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย เคยทุกข์ยากมาด้วยกัน ฝ่าห่ากระสุนมาด้วยกัน กินข้าวปนข้าวโพดมาด้วยกัน ใครที่จริงใจก็ยังเป็นคนจริงใจ ใครคบได้ก็ยังคบได้ คนที่กล้าออกหน้าในสนามรบ คนที่ยินดีเหนื่อยยากกว่าคนอื่น ก็ยังเป็นคนเดิม ส่วนพวกที่พยายามทำตัวเป็น “ลูกที่ดีของพรรค ลูกที่รักของประชาชน” ซึ่งออกจากป่าแล้วมักประสบความสำเร็จในการทำให้ตัวเองดูดี แม่-ก็ยังเหมือนเดิม
อาจมีบางคนที่คุณอยู่ห่างเขาหน่อย ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แล้วเคยมองเขาในแง่ดี ตอนนี้ก็คิดว่าเขาเปลี่ยนไป อันที่จริงไม่ใช่ ลองสอบประวัติดู ปัญหาคือชีวิตในขบวนการนักศึกษา ชีวิตในป่า เป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ เราคือเด็กหนุ่มสาวที่เฝ้าใฝ่ฝัน มองโลกใสสะอาดไปหมด ไม่เคยมองสหายในแง่ลบ ถ้าจำได้สมัยออกจากป่าใหม่ๆ เคยมีคำเตือนว่า ห้ามให้สหายยืมเงินหรือแลกเช็ค ใครฝ่าฝืนจะพบสัจธรรมว่า เสียเงินไม่พอ ยังเสียมิตรร่วมรบอีกต่างหาก (ฮาไม่ออก)
อันที่จริง สหายส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าเป็นคนที่ออกรบด้วยกัน ทุกข์ยากด้วยกัน คุณก็รู้ว่าใครที่มันจ้องควานชิ้นหมูในแกงหน่อไม้เป็นคนที่ให้ยืมตังค์ไม่ ได้ ปัญหาคือคนที่เราอยู่ห่าง หรือพวกแกนนำต่างหาก ที่เรามองเขาแง่ดีด้านเดียว แล้ว 30 ปีก็ไม่เคยข้องแวะกันเลย จนมาเห็นพฤติกรรมในยุคแบ่งสีเลือกข้าง
ฉะนั้นคำเตือนวันนี้จึงเปลี่ยนไป ใครที่คุณมั่นใจว่าให้ยืมตังค์ได้ เขาก็ยังเป็นคนเดิมไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง ซึ่งอันที่จริงผมก็ยังมั่นใจว่าสหายเก่าเกือบทั้งหมดคบได้ มีบางคนเท่านั้นที่เป็นนักฉวยโอกาส
ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ เช่นจู้จี้จุกจิก ครอบงำความคิด ฯลฯ ผมว่าส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิมอีกแหละ หมอเหวงกับ อ.ธิดาแกก็ไม่น่าเปลี่ยนจากสมัยเป็น ส.เข้ม ส.ปูน เท่าไหร่หรอก (ฮา)
ทัศนะเป็นเรื่องที่แตกต่างกันได้ สำคัญว่าแต่ละคนเลือกข้างด้วยความจริงใจหรือฉวยโอกาส พวกที่เป็นเหลืองบางราย ที่มีชื่อเสียงก็ฉวยโอกาส เช่น พรรคพวกรายหนึ่งไม่เคยรับผิดชอบชีวิตตัวเองหรือลูกเมีย ไปอยู่กับไทยรักไทยกับอดีตสหายรุ่นพี่ต่อหน้าทำดี ลับหลังไปเลื่อยขาเก้าอี้ในวงเพื่อน หารู้ไม่ว่าสหายเก่าแอบเปิดมือถือใต้โต๊ะ ถ่ายทอดสดให้พี่เขาฟังหมด
แต่หลายรายก็จริงใจแบบของจริง เช่น อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ใครที่รู้จักมา 20-30 ปีต้องรู้ว่าแกไม่เคยเปลี่ยน แกไม่เคยสนใจลาภยศสรรเสริญทรัพย์สินส่วนตัว แต่มีแนวโน้มอนาธิปไตยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว (ฮา) ล่าสุดก็เพิ่งเรียกหาปฏิวัติประชาชน
เลิกเป็นชนชั้นกรรมาชีพเถอะ
อย่างที่เล่าว่าชีวิตใน ป่าเป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ มีแต่ความใฝ่ฝัน มองโลกใสสะอาด ทุกคนเข้มงวดตัวเอง วิจารณ์คนอื่น (ฮา)  ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เคร่งในศีลในธรรมน้องๆ พระ (เปรียบได้กับพวกเสื้อเหลือง)
ผมเคยเข้าประชุมหน่วย ย. เจอสหายวิจารณ์ตัวเอง ตำหนิตัวเองว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ต้องทำมาสเตอร์เบท เซ่อไปเลย ผิดด้วยหรือวะ จะหัวเราะก็ไม่กล้า
หลังออกจากป่า กลับสู่โลกทุนนิยม สู่ชีวิตมนุษย์ธรรมดาที่เวียนว่ายในกิเลสตัณหา คนส่วนหนึ่งก็ยังไม่ยอมรับความจริง ยังเอาหนังสือชีวทัศน์เยาวชนขว้างหัวคนอื่น ทั้งที่แก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างง่ายๆ ผัวเมียเลิกกัน ผัวมีเด็กใหม่เป็นเลขา เฮ้ยมันก็เรื่องของเขา ต่อให้เขาไม่เลิกกันแล้วมีกิ๊ก ก็เรื่องของเขา ไม่ต้องปากหอยปากปู ไม่ต้องเอามาตรฐานศีลธรรมที่ไหนไปจับ เว้นแต่ปล้ำเด็ก หรือไข่ไปเรื่อยไม่รับผิดชอบ
นี่พูดในมาตรฐานคนอ่านหนังสือโป๊ ชอบดูหนังโป๊ และเป็นสมาชิกเว็บโป๊ (ฮา) แต่ไม่เคยทำตัวหัวงู ไม่เคยนอกใจเมีย กระนั้นผมก็ถือว่าชีวิตทางศีลธรรมของแต่ละคนมีขอบเขตต่างกันได้ อยู่ที่หาความสมดุลระหว่างด้านสว่างกับด้านมืดของชีวิตได้อย่างไร ที่ไม่ไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน
เรื่องทำมาหากินก็เหมือนกัน ลึกๆ แล้วอดีตสหายจะรู้สึกว่าอาชีพที่น่ายกย่องสำหรับผู้เคยดัดแปลงตนเองเป็น “ชนชั้นกรรมาชีพ” ต้องเป็น NGO แบบ มด วนิดา (หรือรสนา โตสิตระกูล) หรือเป็นนักวิชาการแบบเสกสรรค์ ธีรยุทธ รองลงมาก็เป็นสื่อ ทั้งที่ความจริงไม่มีใครเลือกได้ แล้วแต่จังหวะ โอกาสของชีวิต บางคนก็ต้องไปขายประกัน บางคนก็ต้องทำธุรกิจ เป็น “นายทุน” เจ้าของกิจการ เล็กบ้างใหญ่บ้าง บางคนก็เป็นลูกจ้างเขาตลอดกาล บางคนประกอบอาชีพอิสระ บางคนก็ล้มเหลวตลอดชีวิต
ทัศนะแต่ละคนอาจเปลี่ยนไปตามวัยและประสบการณ์ แต่ถามว่าส่วนใหญ่ยังมี “อุดมการณ์” อยู่ไหม ผมเชื่อว่ามี ในแง่ของความคิดความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างสรรค์สิ่งดีงาม โห เจ้าของร้านเหล้าเพื่อชีวิตยังร่วมขบวนกู้ชาติ (ฮา) เพียงแต่บางคนมันต้องขายประกันเลี้ยงครอบครัว ขับรถส่งลูกไปโรงเรียน แม้อยากสะพายย่ามขึ้นล่องกับม็อบปากมูลแบบไอ้มด แต่ความเป็นจริงของชีวิตมันทำไม่ได้ คนที่จะเป็น Idol แบบนั้นได้มีน้อยกว่าน้อย
หลายปีก่อนอดีตสหายรุ่นพี่ที่ผู้คนรักนับถืออย่างกว้างขวางเสียชีวิต อย่างน่าเศร้าเพราะแกเพิ่งประสบความสำเร็จ เพิ่งสร้างบ้านราคาหลายสิบล้าน วันแรกที่ตั้งศพ สหายเก่าตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยด้วยกันมาพร้อมเพรียง ร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ดังก้องคฤหาสน์ที่วังเวง ผมน้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน แม้แวบหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาด ว่าบรรยากาศมันไม่ให้เลย มันน่าจะอยู่ในป่าหรือในกระท่อม ไม่ใช่คฤหาสน์หลังงาม มีสระน้ำมีสนาม เนื้อที่เป็นไร่
แต่ถามว่าพี่ที่ผมรักยังมีอุดมการณ์อยู่ไหม ผมเชื่อว่ามีจนลมหายใจสุดท้าย ถึงแม้ในวิถีชีวิต จะต้องต่อสู้ดิ้นรน วิ่งเต้นทำธุรกิจ คบคนมากมาย คบพวกเขี้ยวลาก นักการเมืองเจ้าเล่ห์ แต่กับเพื่อน กับน้อง กับอดีตสหาย ไม่ว่าตอนรวยหรือจน แกให้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยหัวใจดวงเดิม
ผมเชื่อว่าสหายส่วนใหญ่มีอุดมการณ์ เพียงแต่ไม่มีโอกาสแสดงออก นอกจากทำสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตปกติ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ แทบทุกคนจึงกระโจนเข้ามา ไม่ว่าเลือกข้างไหน ก็ไม่มีใครมีสิทธิผูกขาดอุดมการณ์ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในแวดวง NGO นักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน ก็ต้องยอมรับว่าสหายที่ขายประกันมันโดดเข้ามาเลือกข้าง “แดง” ด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่ด่ากราดกันว่าเข้าข้างทุน
แต่แน่นอน ผมต้องสงวนสิทธิที่จะทวงถามอุดมการณ์ 6 ตุลา จะต่อต้านทักษิณผมไม่ว่า แต่คุณยอมรับการปลุกกระแส “คลั่งเจ้า” มากำจัดศัตรูทางการเมือง กระทั่งเข่นฆ่าปราบปรามกันได้อย่างไร
ที่น่ารำคาญมากคือพวกซ้ายเสื้อเหลืองมักกล่าวหาคนตุลาที่ไปเป็นนักการ เมือง ที่อยู่กับพรรคไทยรักไทย จนพรรคเพื่อไทย ว่ารับใช้ทุน กอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตัว ผมอยากถามว่าแล้วคนที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่นล่ะ (น่าจะเหมือนกัน) คนพวกนี้ขีดเส้นระหว่างอุดมการณ์กับ “การเมืองสกปรก” แบบว่าเกี่ยวข้องไม่ได้เลย เท่ากับละทิ้งอุดมการณ์ สมัคร ส.ส. สจ. นายกเทศมนตรี ฯลฯ เอาแล้ว สกปรกแล้ว
ถามว่าถ้าเขาจะเข้าสู่การเมืองเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นบ้าง ไม่ได้หรือครับ นักการเมืองคนตุลาในไทยรักไทยก็รับเอานโยบาย 30 บาทจากพวกคนตุลาในแพทย์ชนบท ไปช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศ ประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างกัน ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ก็เคยเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องกระจายอำนาจ
แต่ถามว่าถ้าเขาจะเข้าสู่ “การเมืองสกปรก” แล้วทำตัวอย่าง NGO มันเป็นไปได้หรือครับ ไอ้การเป็นนักการเมืองในอุดมคติ ใสซื่อ มือสะอาด มันเป็นจริงหรือในระบบการเมืองไทย เพื่อนเราถ้าเขาเลือกเดินเส้นทางนั้น เขาก็จำเป็นต้องยอมเปื้อนอะไรหลายอย่าง ฉะนั้นการวิจารณ์คนที่เป็นนักการเมือง ก็ต้องใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง ดูว่าเขารักษาจุดยืนไว้ได้มากน้อยเพียงใด
ผมก็ไม่เคยใช้มาตรฐานเดียวกันที่วิจารณ์ซ้ายเสื้อเหลืองไปวิจารณ์ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ , วิทยา แก้วภราดัย เพราะเขาเป็นนักการเมือง เขามีพันธะต่อพรรค ต่อประชาชนในเขตเลือกตั้ง บางครั้งก็ต้องแถเพื่อพรรคบ้าง เราก็เหน็บนิดแซวหน่อย เออ ถ้าวิทยาซึ่งเคยบาดเจ็บ 6 ตุลาออกมาเป็นตัวปลุก “ผังล้มเจ้า” ฆ่ามันๆ แบบนั้นต้องด่า แต่การปกป้องพรรคว่าไม่ผิด ก็ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นนักการเมือง
อันที่จริงเรามักสับสนระหว่างนักการเมืองกับนักฉวยโอกาส ซึ่งบ่อยครั้งเป็นคนเดียวกัน แต่นักฉวยโอกาสที่ไม่ใช่นักการเมือง ก็มีเยอะไป พวกที่ทำมาหากินกับนักการเมืองแล้วไปยกก้นตัวเองว่ามีศีลธรรมจรรยา นำขบวนกู้ชาติ ก็เห็นอยู่ อย่าให้ชี้ตัว
ที่ต้องพูดอีกเพราะรำคาญกับการใช้คำพูดตื้นๆ ของคนที่เคยเป็น ส.อย่างพี่สมชาย หอมลออ ที่ว่า
“ผมกับเหวง ก็เคยอยู่พรรคคอมมิวนิสต์มาด้วยกัน แต่ผมไม่เคยเปลี่ยนไปอยู่พรรคนายทุน  ผมไม่เคยเป็นเครื่องมือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง” (ศูนย์ข่าวอิศรา)
คนอยู่พรรคคอมมิวนิสต์แล้วไปอยู่พรรคนายทุนผิด เพราะพี่สมชายใช้มายาคติของคนออกจากป่ามาตีว่ามันผิด  ทั้งที่การเล่นการเมืองในระบบนี้ พรรคการเมืองทุกพรรคก็เป็น “พรรคนายทุน” ตามความหมายลัทธิมาร์กซ์ทั้งสิ้น หมอเหวง ชำนิ วิทยา ก็อยู่ “พรรคนายทุน” กันทั้งสิ้นไม่ใช่หรือครับ
ประการต่อมาที่ตื้นมากสำหรับคนเคยเป็น ส.คือ “ผมไม่เคยเป็นเครื่องมือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง” (แน่ใจนะ) ทุกคนก็รู้ว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ ทุนใหม่ ทุนเก่า แน่ใจนะว่าคุณไม่เคยเป็นเครื่องมือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง
ถ้าพี่สมชายจะโต้หมอเหวงที่ “แถ” ว่าไม่มีชายชุดดำ ก็โต้ไปสิครับ แต่อย่าบลั๊ฟกันด้วยคำว่า “พรรคนายทุน” แต่ละคนจำเป็นต้องเลือกในวิถีการต่อสู้ หมอเหวงแกก็ต่อต้านทักษิณมาก่อน จนพันธมิตรไปขอ ม.7 แกถึงพลิกข้าง แกอาจถลำเข้าไปผูกตัวเองกับ นปช.มากไป จนสุดท้ายก็ต้องเป็น ส.ส.เพื่อเอาเอกสิทธิคุ้มครอง ถูกผิดวิจารณ์กันได้ แต่อย่ามายกตนว่าคนออกจากป่ามาเป็นนักสิทธิมนุษยชนนี่แม่-ยอดเยี่ยมเลย แต่ถ้าเป็นนักการเมือง อยู่พรรคนายทุน เลวชัวร์
ถ้าจะวิจารณ์ว่าหมอเหวงเป็นนักฉวยโอกาส ไต่เต้าทางการเมือง ก็ว่ากันตรงๆ แต่ในทัศนะผม นักฉวยโอกาสไม่ได้มีเฉพาะนักการเมือง แวดวงนักวิชาการ หรือ NGO ระดับท็อป ก็ “เล่นการเมือง” กันเยอะไป นักวิชาการฉวยโอกาสสร้างชื่อจากการเคลื่อนไหวการเมือง เป็นคณบดี เป็นอธิการบดี หรือไปรับงานวิจัยตัวเลข 8 หลัก ก็เยอะไป NGO บางคนก็ต้อง “เล่นการเมือง” สร้างภาพตัวเองให้ดูดีในสายตาองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้รับทุน เพื่อให้ได้เป็นตัวแทน
เลิกใช้วาทกรรมอย่างนี้แล้วมาโต้กันแฟร์ๆ ดีกว่าครับ ผมก็ไม่เคยแถว่าไม่มีชายชุดดำ แค่ใช้จุดยืน 6 ตุลามองว่ามีหรือไม่มีมันก็ไม่ควรใช้กองทัพ อาวุธกระสุนจริง เข้าล้อมปราบอยู่ดี (มิพักต้องพูดถึง “ผังล้มเจ้า”)

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: 16 ตุลา ใครฆ่า 3 จี ?

ที่มา ประชาไท



เส้นทางที่ ‘เสียงข้างน้อย’ ใช้ตรวจสอบยับยั้งการปกครองโดย ‘เสียงข้างมาก’ ได้นั้น คือ ซอยแคบๆ ที่แยก ‘ประชาธิปไตย’ ออกจากถนนสู่ ‘เผด็จการ’
 
แต่เพื่อไม่ให้ ‘เสียงข้างน้อย’ กลายเป็น ‘เผด็จการ’ เสียเอง (ดังที่เคยบานปลายไปสู่เหตุการณ์ ‘6 ตุลา’ หรือ ‘14 ตุลา’) การตรวจสอบยับยั้งที่ว่าจึงทำได้ก็แต่โดย ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’
 
‘ความยินยอม’ นี้ไม่อาจเป็นเพียง ‘ความสำนึกตรึกคิด’ และไม่ว่าจะตรึกคิดไปพร้อมกับเสียงเพลงแห่งศีลธรรมอันสูงส่งเพียงใด แต่การตรึกคิดที่ว่า ต้องถูกตราขึ้นในรูปแบบของ ‘กฎหมาย’ ซึ่งประกันสิทธิต่างๆ ให้แก่ ‘เสียงข้างน้อย’
 
ซึ่งสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ก็คือ ‘สิทธิในการฟ้องคดี’ นั่นเอง
 
‘ตุลาการ’ จึงถูกสร้างมาเพื่อประกันสิทธิของ ‘เสียงข้างน้อย’ ให้สามารถยื่นกระดาษบางๆ เพียงไม่กี่แผ่น แต่ทำให้ความประสงค์อันหนักแน่นของ ‘เสียงข้างมาก’ ชะงักงันได้ โดยไม่ต้องใช้รถถังหรือกระสุนปืน
 
ดังนั้น แม้ ‘รัฐสภา’ จะตรากฎหมายให้อำนาจ ‘วุฒิสภา’ ใช้ ‘เสียงข้างมาก’ คัดเลือก กสทช. 11 คน มาเป็นผู้จัดการประมูล 3จี แต่การใช้อำนาจของ กสทช. ก็ย่อมถูก ‘เสียงข้างน้อย’ เช่น นักวิชาการอิสระ หรือ ผู้บริโภค เพียงคนเดียว หรือสมาคมมูลนิธิเพียงไม่กี่แห่ง ใช้ช่องทาง ‘ศาล’ เพื่อตรวจสอบยับยั้งการประมูลได้เช่นกัน
 
ผู้ที่ศรัทธาในประชาธิปไตย จึงไม่ควรมีปัญหากับ ‘ผู้ที่ไปฟ้องคดี’ แต่หากจะมี ก็อาจต้องมีในกรณีที่ ‘ศาล’ ปล่อยให้ ‘เสียงข้างน้อย’  เข้าไปบีบคั้นจนทำลาย ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’ ในที่สุด
 
การฟ้องคดี 3จี นั้น ‘เสียงข้างมาก’ ยินยอมให้ ‘เสียงข้างน้อย’ ฟ้อง ‘ศาลปกครอง’ ได้ เฉพาะกรณีที่ ‘เสียงข้างน้อย’ นั้น “เดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้”
 
หากศาลเห็นว่า ‘เสียงข้างน้อย’ เป็นผู้ที่ห่วงใยและหวังดีโดยคาดเดาถึงอนาคต แต่ไม่มีหลักฐานที่ทำให้เห็นความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ‘เสียงข้างน้อย’ เหล่านั้น ก็ย่อมมาศาลโดยปราศจาก ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’
 
ส่วนเรื่องที่ ราคาตั้งต้นการประมูลนั้นต่ำไป หรือ การจัดแบ่งชุดคลื่นทำให้เกิดการ ‘ฮั้ว’ กันนั้น ในท้ายที่สุด ‘เสียงข้างน้อย’  ก็ยังต้องอาศัย ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’ มาเป็นเหตุผลในการอ้าง ซึ่ง ‘ความยินยอม’ ในการประมูล ก็คือ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 45 ประกอบ มาตรา 41 (ตราขึ้นตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 47) ซึ่งบัญญัติว่า
 
“[การประมูลคลื่น 3จี โดย กสทช.] ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมและต้องดำเนินการในลักษณะที่มีการ กระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมแก่การเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ”
 
กฎหมายกำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดการประมูลไว้กว้างๆ เพียงเท่านี้ ส่วนหลักเกณฑ์และรายละเอียดเพิ่มเติมนั้น กฎหมายให้ ‘กสทช.’ เป็นผู้ไปดำเนินการตั้งราคาและจัดแบ่งชุดคลื่นความถี่ให้สม “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน” โดยไม่มีกฎหมายข้อใดที่กำหนดให้ กสทช. ต้องกำหนดราคาให้สูง หรือ รีดกำไรเข้ารัฐ
 
ตรงกันข้าม กสทช. ถูกกำหนดให้คำนึงถึง “การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมซึ่ง ในมุมของ กสทช. ก็อาจอธิบายว่า การตั้งราคาที่สูงไป หรือ การปล่อยให้มีการแย่งชุดคลื่นกันได้มากเกินไป อาจทำให้ผู้เข้าประมูลบางรายไม่สามารถ “แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมในที่สุด ฯลฯ (ดูเพิ่มที่ https://sites.google.com/site/verapat/3g)
 
หากผู้ใดจะไม่เห็นด้วยก็ไม่แปลก หากมี กสทช. ตั้งมาพร้อมกัน 2 ชุด ก็อาจเห็นไม่ตรงกันเสียด้วยซ้ำ
 
แต่ด้วยเหตุที่ว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่สมบูรณ์แบบ และแม้ กสทช. ทั้ง 11 คน จะไม่อาจเป็นผู้แทนของคนทั้งประเทศ แต่ กสทช. ก็มาจากการเสนอชื่อคัดสรรโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม และถูกคัดเลือกโดยวุฒิสภาที่อย่างน้อยก็ยังมีความเชื่อมโยงบางส่วนกับ ประชาชน และด้วยเหตุนี้ ‘เสียงข้างมาก’ จึงมอบดุลพินิจให้แก่ กสทช. ในการจัดการประมูลเพื่อ “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน
 
คำถามที่ตามมาก็คือ ‘ศาล’ ที่เชื่อมโยงกับประชาชนน้อยยิ่งกว่า กสทช. นั้น สมควรจะเข้าไปตีความ “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน”  เพื่อตรวจสอบยับยั้งราคาตั้งต้นการประมูล หรือ การจัดแบ่งชุดคลื่น ที่ กสทช. ได้ดำเนินการมา ได้มากน้อยเพียงใด ?
 
แน่นอนว่า หาก ‘เสียงข้างน้อย’ พบหลักฐาน ‘การทุจริต’ ที่ชี้ให้เห็นว่าการประมูลครั้งนี้จัดขึ้นโดย ‘เลือกปฏิบัติ’ ระหว่างผู้เข้าประมูล หรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนแทนที่จะยึด “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน” หรือโดยใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ เช่น กำหนดตัวเลขราคาขึ้นมาลอยๆ โดยปราศจากคำอธิบายใดๆ  ‘ศาล’ ในฐานะที่พึ่งของ ‘เสียงข้างน้อย’ ย่อมชอบที่จะอาศัยหลักฐานที่ว่าเข้าไปตรวจสอบยับยั้งการประมูลได้
 
แต่ตรงกันข้าม หากสิ่งที่ ‘เสียงข้างน้อย’ นำเสนอต่อ ‘ศาล’ เป็นแต่เพียงความห่วงใยและหวังดีบนพื้นฐานของ ‘ความสำนึกตรึกคิด’ ของ ‘เสียงข้างน้อย’ ที่ประสงค์จะเข้าไปกำหนดเสียเองว่า “ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ” นั้นคืออะไร ก็เท่ากับว่า ‘เสียงข้างน้อย’ มิได้รับ ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’
 
แต่ ‘เสียงข้างน้อย’ กำลังอาศัย ‘ศาล’ มาบิดเบือน ‘ความยินยอม’ ของ ‘เสียงข้างมาก’ ให้แปรเปลี่ยนไปตามใจประสงค์ของตนเสียเอง.
 
---
บทวิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการประมูลคลื่น 3จี อ่านเพิ่มได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/3g