WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 19, 2012

อนิจจัง ไม่เที่ยง กรณีศึกษา "พันธมิตร" ฤดูกาล แปรเปลี่ยน

ที่มา uddred

 มติชน 19 ตุลาคม 2555 >>>






ไม่ว่าจะเป็นการออกโรงของสิ่งที่เรียกว่า ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ หรือ ภตช. ต่อกรณีการไซฟ่อนเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท
ไม่ว่าจะเป็นการออกโรงของสิ่งที่เรียกว่ากลุ่มกรีนที่ออกมาต้านการประมูล 3 จี ไม่ว่าจะเป็นการออกโรงของกลุ่มที่เรียกว่า 40 ส.ว. เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการทำสัญญาขายข้าวรัฐต่อรัฐขัดต่อมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือไม่ มีรากฐานมาจาก "แหล่ง" เดียวกัน
ภตช. มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มี พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เป็นประธาน
กลุ่มกรีนมี นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน
ขณะที่กลุ่ม 40 ส.ว. มี นายไพบูลย์ นิติวัน เป็นผู้ยื่นเรื่อง มี น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ประธานกรรมาธิการซึ่งพิจารณาเรื่องไซฟ่อนเงิน ยืนเรียงอยู่เคียงข้าง
โยงไปแล้วเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โยงไปแล้วเหล่านี้ล้วนมีความแค้นฝังลึกและเคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในการโค่น รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และเคยโค่นรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพียงแต่ตอนนี้เป้าคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
กระนั้น หากศึกษาอย่างเปรียบเทียบในห้วงของรอยต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบันก็จะสัมผัสได้ถึงการแปรเปลี่ยน
ตอนที่เคลื่อนไหวในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 มีเสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับ อึกทึก แม้กระทั่งเมื่อสั่งการให้ยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลก็มีคนแห่แหนเข้าร่วมด้วยอย่างหนาแน่น
แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงความเห็นชอบด้วย
เช่นเดียวกับ เมื่อเคลื่อนขบวนแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประมูล 3 จี ก็สามารถสกัดขัดขวางได้อย่างต่อเนื่อง ที่คิดกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 กว่าจะได้ประมูลอย่างจริงจังก็ปี พ.ศ. 2555
กระนั้น เมื่อมีการพยายามสกัดขัดขวางโดยอาศัยกลไกของศาลปกครองก็ใช่ว่าจะได้รับเสียง ไชโยโห่ร้องเหมือนในกาลอดีต ยิ่งกรณีของกลุ่ม 40 ส.ว. ที่ฟันธงว่าจีทูจีขัดต่อมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ยิ่งแปลก
แปลกเหมือนกับความพยายามของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ผ่านปัญญาจากสถาบันพัฒน บริหารศาสตร์ในการยื่นรำร้องว่าโครงการจำนำข้าวผิดต่อมาตรา 81 (1) ของรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการผูกขาด มิได้เป็นการค้าเสรี ในที่สุดก็ถูกปฏิเสธจากศาลรัฐธรรมนูญ
จากนี้เห็นได้ว่า ที่เคยเป็น "ฮีโร่" ในยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง กลับทำท่าว่าอาจจะกลายเป็น "ผู้ร้าย" ในอีกยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง เหมือนที่ ภตช. กำลังถูกไล่ต้อนอยู่ในขณะนี้
เพราะไม่เพียงแต่เมื่อ ป.ป.ช. ไทยประสานไปทาง ป.ป.ช. ฮ่องกงก็ได้รับการปฏิเสธ หากแม้กระทั่งเมื่อ ป.ป.ง. ไทยประสานไปยัง ป.ป.ง. ฮ่องกง ก็ได้รับการปฏิเสธเช่นเดียวกัน เป็นการ "เต้า" ขึ้นมาเอง
เต้าแล้วก็มีพวกเดียวกันอย่างคณะกรรมาธิการในวุฒิสภาประสานขานรับ และขุนพลนักพูดจากพรรคประชาธิปัตย์ก็พยายามขยายผล ขยายผลจนหน้าแหกแตกเป็นริ้ว
เช่นเดียวกับ กลุ่ม 40 ส.ว. ไม่ศึกษาบทเรียนจากกรณีของปัญญาชนจากสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ ในเรื่องมาตรา 84 (1) เพียงแต่ยักย้ายไปอาศัยมาตรา 190 วรรคสอง มาเป็นเครื่องมือเพื่อเล่นงานรัฐบาล
ทั้งๆ ที่ไม่เพียงกระทรวงพาณิชย์เท่านั้นที่จีทูจีในเรื่องข้าว มันสำปะหลังและอื่นๆ
หากที่กลุ่ม 40 ส.ว. แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็คือ หน่วยงานกระทรวงกลาโหมไม่ว่ากองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ล้วนแต่จีทูจีในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาแล้วทั้งสิ้น แต่ไม่เคยมีการตรวจสอบเชิงบดบี้อย่างนี้
ฤดูกาลมีการแปรเปลี่ยนตลอดเวลา จากร้อนเป็นฝน จากฝนเป็นหนาว จากหนาวเป็นร้อน การเมืองก็เช่นเดียวกัน มีการแปรเปลี่ยนอยู่อย่างไม่ขาดสาย ที่เคยทำแล้วเข้าท่าในกาละหนึ่งอาจกลายเป็นไม่เข้าท่า ที่เคยรุ่งเรืองก็อาจเป็นตกต่ำ ที่เคยได้รับยกย่องก็อาจถูกตำหนิติฉิน
อนิจจัง ไม่เที่ยง

คนสั่งฆ่าหมดโอกาสรอยนวล

ที่มา thaifreenews


ส.ส.จารุพรรณ กุลดิลก โพสทวิตเตอร์
ว่าด้วยเรื่องชายขุดดำแรลลี่พรรคปขป.
ดิฉันได้แถลงข่าวขอบคุณ กมธ.ตำรวจที่ปชป.
เป็นแกนนำ ที่พยายามขุดคุ้ยเรื่อง 98 ศพ 
เพราะจะทำให้ประเด็นนี้ไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย 
ไม่เหมือน 14 ตุลา/6 ตุลา/พฤษภา35 
ที่ยังปราศจากข้อเท็จจริงว่าคนตาย บาดเจ็บกี่คนกันแน่ 
การที่กมธ.ตำรวจเรียกฝ่ายต่างๆมาให้การ ก็ยิ่งย้ำว่า 
พลเรือนที่เสียชีวิต เกิดจากฝีมือรัฐ 
ภายใต้การบริหารงานของรบ.อภิสิทธิ์
และถูกสอนโดยธาริตอีกต่างหากว่า ปชป.อย่าสับสน 

ระหว่าง ก่อการร้าย กับ การฆาตกรรม 
ซึ่งเกิดจากฝีมือของรัฐ 
ประเด็นฆาตกรรมนั้นชัดยิ่งกว่าชัด 
ส่วนเรื่อง ชายชุดดำที่พยายามสร้างกันขึ้นมา 
เป็นประเด็นก่อการร้าย ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของใคร
ดิฉันเองได้ยื่นภาพถ่ายที่เจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบ 

แฝงตัวมาในที่ชุมนุมด้วยชุดสีต่างๆ ไม่ว่าจะชุดดำ 
ชุดแดง ชุดหลากสี ให้กับ ปคอป.แล้ว 
ใครจะตามรอยชุดดำก็ปล่อยเขาทำไปเถอะ 
เพราะขณะตัวเองมีอำนาจรัฐ ก็ยังหาไม่เจอ 
พอตัวเองต้องรับผิดชอบเรื่องฆาตกรรม 
ค่อยมาตามหา เห็นแล้วเวทนา 
อยากจะมอบแว่นขยายไปให้ด้วย 
เผื่อจะหาเจอร่องรอย 
แล้วตอบได้ว่าชายชุดดำเป็นใคร 
พลเรือน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ? ตอบสิ
หากผู้ปกครองบ้านเมืองหัวทึบ แยกแยะปัญหาไม่ออกระหว่าง 
คู่ขัดแย้งรัฐกับปชช. หรือภายในรัฐเอง ปชช.มือเปล่าๆ
ก็ต้องรับกรรม ตายกับตายอยู่ดี โชคดีที่คนปกครองในวันนั้น 
พ้นจากอำนาจรัฐไปเสียที เพียงมาดิ้นเฮือกสุดท้ายในวันนี้ 
เนื่องจากพยายามปัดสวะความรับผิดชอบจากคดีฆ่าประชาชน
โชคดีที่คนปกครองในวันนั้น พ้นจากอำนาจรัฐไปเสียที 
เพียงมาดิ้นเฮือกสุดท้ายในวันนี้
เนื่องจากพยายามปัดสวะความรับผิดชอบ
จากคดีฆ่าประชาชน 
ทำได้แค่แรลลี่ตามรอยชุดดำ...
ต้องถามว่าแล้วอีกฝ่ายเป็นล้านๆ 
คนต้องแรลลี่ตามรอยทหาร 8 หมื่นนาย
อาวุธครบมือที่อภิสิทธิ์ส่งมาป่วนปชช.ไหม?
เพื่อจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า คนเขาชุมนุมกันมา 4 ปี 
ไม่มีความรุนแรงเลย จนกระทั่ง 
อภิสิทธิ์ส่งทหารมาทั้งกองทัพ 
ทั้งในและนอกเครื่องแบบ 
และได้เห็นพัฒนาการของกระบวนยุติธรรม
ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย 
ที่จะไม่ปล่อยให้โจรปล้นปชต
สังหารปชช. ลอยนวลอีกต่อไป 






แล้วใครที่ยังเกาะกับปชป.ก็จะได้อยู่ในร่องในรอย

เช่นเดียวกันนี้ในไม่ช้าเช่นเดียวกัน 
ไชโย No more impunity 
คนสั่งฆ่าหมดโอกาสลอยนวล(จบ)
https://twitter.com/ajarnjar

เพราะมีชายชุดดำ จึงชอบธรรม ในการฆ่าประชาชน !!!

ที่มา uddred

 บทความ 16 ตุลาคม 2555
โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ ....






คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จบคำพูดในรายการเวที “ผ่าความจริง” ที่พรรคประชาธิปัตย์จัดในห้องสวนลุมพินีวันที่ 13 ตุลาคม 2555 ด้วยใบหน้ายิ้มเยาะพร้อมเอ่ยวาจาเย้ยหยัน ถ้าการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีชายชุดดำ ไม่มีกองกำลังอาวุธ ก็ไม่มีคนตายจากการปราบปรามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เขียนฟังด้วยความสมเพชว่าคุณอภิสิทธิ์รู้หรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา นี่คงคิดว่าเป็นข้อแก้วตัวที่มีเหตุผลที่สุดในการใช้กำลังทหารจัดการกับ ประชาชนจนบาดเจ็บเสียชีวิตมากที่สุดนับแต่มีการลุกขึ้นประท้วงในท้องถนนซึ่ง เกิดนับจากปี 2516 เป็นต้นมา นี่คุณอภิสิทธิ์สารภาพออกมาแล้วว่าเหตุผลที่เอามาอ้างในการปราบปรามประชาชน รุนแรงก็ง่าย ๆ แค่นี้เอง คือ ก็พวกเอ็งมีกองกำลังอาวุธนี่ แม้หนึ่งคน ห้าคนก็ตาม
ทั้งนี้การใช้กระสุนจริงยิงประชาชนมีตั้งแต่ตอนบ่าย มีคนเสียชีวิต 1 คน ส่งไปที่โรงพยาบาลวชิระ จากนั้นประชาชนก็ตายและทหารก็ตาย บาดเจ็บตั้งแต่ช่วงหัวค่ำเพราะมีทั้งการใช้กระสุนจริง กระสุนยาง และแก๊สน้ำตา การเสียชีวิตสิ้นสุดก่อน 20.20 น. ซึ่งเป็นเวลาที่พบผู้ถืออาวุธไม่ทราบฝ่าย แต่จากปากคำประจักษ์พยานและวัตถุพยานและผลการสืบสวนสอบสวนในวันที่ 10 เมษายน ไม่มีใครพบ “ชายชุดดำ” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ. บริเวณที่มีการตายเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ทหารเสียชีวิต มีกำลังทหารและรถเกราะเต็มไปหมด เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชายชุดดำเข้ามาใช้ M67 ขว้างในรัศมีประมาณ 50 เมตรได้อย่างแม่นยำตรงที่มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงอยู่ และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะอ้างตาม คอป. ว่า มีคนไปอยู่บนบ้านไม้โบราณและขว้างระเบิดลงมา เพราะทหารเต็มไปหมดแถวยืนอยู่บนรถเกราะสูงระดับตามองเห็นทั่ว ถ้ามีคนชุดดำ จริงยิงทหารที่ยืนเด่นอยู่ไม่ง่ายกว่าหรือไร ? นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการประดิษฐ์วาทกรรมเรื่องชายชุดดำยิงสู้กับทหารที่วัด ปทุมและตั้งข้อสงสัยเรื่องเสื้อกาชาด วิธีคิดประดิษฐ์เรื่องราวที่มาต่อสู้ประเด็นต่าง ๆ ที่มีการยิงจากรถรางไฟฟ้าที่วัดปทุมนั้นเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง ประหนึ่งว่าถ้าสร้างภาพชายชุดดำออกมาแล้ว พวกเขาก็ชอบธรรมที่จะฆ่าประชาชนมือเปล่าได้ แถมยังมีการบีบน้ำตาจากตนตัวดำ ใจดำ แบบเดียวกับที่เคยทำที่แยกราชประสงค์เพื่อเรียกคะแนนเสียงก่อนเลือกตั้ง
พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นพวกหลงอดีตอยู่กับวิธีการประดิษฐ์วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี พูดเท็จ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ทั้ง ๆ ที่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในพรรคเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่นายกรณ์ จาติกวนิช ที่ใช้ตรรกะว่า คนที่สร้างเหตุการณ์ความรุนแรงเป็นผู้ได้ประโยชน์ การได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งนั้นตรงข้ามกับที่พวกคุณคิด ก็คือประชาชนเขาเชื่อว่าผู้ชุมนุมบริสุทธิ์ ไม่ใช่พวกก่อความรุนแรง การสร้างความรุนแรงกลับกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคในการต่อสู้ทางการเมือง ดังนั้นอย่ามาใช้ตรรกะว่า ให้พวกเสื้อแดงใช้ความรุนแรงแล้วพรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณได้ประโยชน์ นี่มันตรรกะที่ผิด หรือพวกคุณเชื่ออย่างนี้จึงพยายามใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน คิดว่าจะทำให้ได้เปรียบทางการเมือง ตรงข้าม ประชาชนกลับเกลียดชัง คนหนุ่ม ๆ แท้ ๆ หลงยุค กลายเป็นพวกจารีตนิยม ป่าเถื่อน การพยายามออกมาสร้างภาพชายชุดดำโดยขยายผลจากหน่วยงานความมั่นคงและคอป. แสดงถึงเครือข่ายโยงใยทั้งความคิดและการกระทำในบทบาทต่าง ๆ กัน ล้วนมีเป้าหมายในการแก้ตัวให้กับข้อหาฆ่าประชาชนโดยหวังจะทำให้สังคมหลง เชื่อ ไม่จำเป็นต้องใช้หลักฐานใด ๆ ใช้การแสดงและวาทกรรมเพื่อครอบงำความคิดคนให้ไปในทิศทางที่ตนต้องการ แต่ไม่ได้คิดว่าหลักฐาน พยาน ทั้งคนไทย คนต่างประเทศ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนับพันล้วนชัดเจนว่าการตาย, บาดเจ็บเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะสายตาพวกเขาเห็นแต่ชายชุดเขียวและชายนอกเครื่องแบบติดอาวุธที่อยู่กับ ทหาร
นายมิเชล มาส ผุ้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โฟลกส์ครานต์และสถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นโอเอสของ เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ได้รับบาดเจ็บมาให้ปากคำกับดีเอสไอใน ฐานะพยานเหตุการณ์คดีการเสียชีวิตของนักข่าวชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โปเลนสกี และฐานะผู้เสียหายเนื่องจากถูกกระสุนปืนยิงเข้าบริเวณหลังด้านขวา มีกระสุนปืน M16 เป็นหลักฐานชัดเจน นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างเท่านั้น แต่คอป.และประชาธิปัตย์เลือกจะไม่พูดถึงการตายกว่า 80 ศพที่ชัดเจนว่าผู้ใช้อาวุธยิงคือทหารจากคำสั่งศอฉ.ของสุเทพ เทือกสุบรรณภายใต้การตัดสินใจและนโยบายของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่สั่งการให้ใช้กระสุนจริงยิงปราบปรามประชาชน และใช้กำลังทหารกว่า 60,000 คน อาวุธ-ยานยนต์เต็มรูปแบบของสงคราม ในขณะที่คนนับแสนที่มาชุมนุมมือเปล่าปราศจากอาวุธถูกกระชับพื้นที่และล้อม ยิงทั้งที่สูงและแนวราบ “ประดุจนกในกรง” โดยอ้างว่ามีผู้ใช้กำลังอาวุธ 1 ถึง 5 คน (แต่โฆษณาว่ามี 500 คน) รายละเอียดว่าผู้ชุมนุมสันติวิธีมือเปล่านั้น สามารถหาข้อมูลได้ทุกวันทุกเวลา เพราะที่ชุมนุมไม่มี “สถานที่ห้ามเข้า” ไม่มี “เวลาห้ามเข้า” ไม่การการสั่งการและสะสมอาวุธ มีแต่คืนให้หมด ส่วนจะไปหายที่ไหนในสถานการณ์แบบนี้หลังการฆ่าประชาชนนั้นเราไม่อาจทราบได้ เพราะในคลังอาวุธของท่านก็หายกันประจำใช่หรือไม่ ?
และนี่เองที่อยากจะบอกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวิว่า
1. พวกคุณเตรียมข้อมูลรอไปศาลดีกว่า ไม่ต้องมาตั้งเวที บีบน้ำตา เล่นลิ้นหลอกคน เพราะประชาชนยุคนี้ไม่ใช่ประชาชนที่พวกคุณจะหลอกได้ต่อไป
2. คุณคิดว่าแค่มีภาพชายชุดดำ 2-3 คน ก็ชอบธรรมที่จะฆ่าประชาชนมือเปล่าหรืออย่างไร ? เพราะในโลกนี้ทางสากลและสิทธิมนุษยชนโลก เขาไม่อนุญาตให้คุณใช้อาวุธกระสุนจริงยิงประชาชนมือเปล่า ด้วยเหตุผลนี้หรอกต่อให้มีคนยิงต่อสู้กับคุณเห็นจะจะ คุณก็กราดปืนยิงประชาชนอื่น ๆ ที่เขาไม่มีอาวุธไม่ได้ !!! ความเหี้ยมโหดเช่นนี้เขาใช้กันในพวกอนารยะชนยุคโบราณที่รบพุ่งแย่งชิงดินแดน เห็นชีวิตคนเป็นผักปลาไม่มีค่าอะไร แม้แต่ในสงครามระหว่างประเทศเขาก็ห้ามยิงศัตรูที่ไม่มีอาวุธ การชุมนุมนับแสนคนที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกทำได้ขนาดนี้โดยยึดหนทางสันติ วิธี นี่ก็น่าชมเชยแล้วนะ......จะบอกให้......นี่ไม่ใช่กองกำลังประจำการสั่งหัน ซ้ายหันขวาเรียบวุธได้ นี่เป็นประชาชนชาวบ้านชาวนาชาวไร่ แม้แต่การ์ดของเราก็ไม่มีอาวุธ มีแต่ตรวจจับอาวุธส่งมอบตำรวจทุกวัน พวกที่ติดอาวุธมาล้วนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ปลอมตัวเข้ามาทั้งสิ้น
3. ส่วนจะมีภาพบุคคลแต่งตัวเสื้อดำเสื้อแดงก็ไปพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไปว่า ใครไปทำอะไร ที่ไหน ตรงไปตรงมา ไม่ใช่พยายามเหวี่ยงแห ตั้งข้อหามั่วว่าก่อการร้ายรวม ๆ กันไปด้วยใจอาฆาต พยาบาท ดังที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ฝันว่าเห็นรายงาน 9,000 กว่าหน้าและแกนนำทั้งหลายจะถูกตัดสินจำคุกหลายสิบปีและประหารชีวิตด้วย ถึงกับตั้งคำถามประชาชนที่มาฟังปราศรัยในห้องประชุมว่า จะให้เอาโทษตายก่อนหรือจำคุกก่อน ล้วนแสดงออกถึงความต่ำทรามในความคิดที่มุ่งร้าย เหี้ยมโหด ไม่สนใจความเป็นจริงในการตั้งข้อหา การพิสูจน์หลักฐานและประจักษ์พยานทั้งหลายอย่างเที่ยงธรรม
การกระทำ กรรมเป็นเครื่องบ่งชี้เจตนา คำพูดและการกระทำทั้งหลายของแกนนำในพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นบ่วงรัดคอที่บีบ เข้ามา ท่านอย่านึกว่าจะไปแอบข้างหลังทหารและอำมาตย์ทั้งหลาย และโวยวายให้คนสงสารจะได้ผลในยุคนี้ พ.ศ. นี้ ที่ประชาชนตื่นตัวรับข้อมูลข่าวสารได้มากเกินกว่าการหลอกลวงจะได้ผลเช่นใน อดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว !!!!!!

Tuesday, October 16, 2012

ใจ อึ๊งภากรณ์: เขมรกับเจ้าสีหนุ

ที่มา ประชาไท



ความเชื่อแบบเก่าคือความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของกษั
ตริย์และผู้นำอื่นๆ หรือความเชื่อที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการเสื่อมสลายของความคิดประเภทนี้ในยุคสมัยใหม่ หมายความว่าการสร้างชาติไม่สามารถยึดถือการกลับไปสู่สังคมเก่าดั้งเดิมเป็นเป้าหมายได้ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสื่อมในความเชื่อเก่าๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการทำลายหรือลดบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศโดยตะวันตก เช่นในพม่า มาลายู หรือ ชวา ในกรณีเขมร เวียดนาม และลาว ฝรั่งเศสใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือจนประชาชนหมดศรัทธาในการเป็นผู้นำการปลดแอกได้ และในช่วงแรกๆหลังเอกราช เราจะเห็นว่าเจ้าสีหนุ ต้องถึงกับลาออกจากการเป็นกษัตริย์เขมรเพื่อมีบทบาททางการเมืองอย่างจริงจัง
หลังการเจรจาสันติภาพ ระหว่างเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสกับขบวนการปลดแอกเวียดนาม ที่เจนีวาในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งเป็นผลมาจากชัยชนะของขบวนการเวียดมินห์ในการต่อสู้กับฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู เจ้าสีหนุขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีกึ่งเผด็จการและตั้ง “พรรคสังคม” ขึ้นมาเพื่อเป็นฐานอำนาจ โดยมีการอ้างว่าจะใช้แนว “สังคมนิยมพุทธ” ที่สืบทอดความคิดมาจากนครวัด แต่ในรูปธรรมไม่มีการใช้แนวสังคมนิยมหรือแนวพุทธในการบริหารประเทศสักเท่าไร
สีหนุพยายามใช้นโยบายเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสงครามเย็น และโดยเฉพาะในสงครามเวียดนาม นโยบายนี้เป็นประโยชน์กับขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามเพราะเป็นการกีดกันไม่ให้สหรัฐเข้ามามีอิทธิพลในเขมร และเปิดโอกาสให้ขบวนการชาตินิยมเวียดนามลำเลียงเสบียงจากเวียดนามเหนือลงมาให้ขบวนการปลดแอกชาติในเวียดนามใต้ผ่านเส้นทางโฮจิมินห์ โดยที่สีหนุทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
จุดยืนของสีหนุบวกกับความอ่อนแอของพรรคคอมมิวนิสต์เขมร มีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ความสำคัญกับการสร้างแนวร่วมกับสีหนุมากกว่าการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์เขมร ยิ่งกว่านั้นพรรคเวียดนามพยายามยับยั้งการต่อสู้ของพรรคเขมรกับสีหนุเพื่อเอาใจสีหนุ ซึ่งเป็นนโยบายคล้ายคลึงกับนโยบายของสตาลินต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ. 1926 หรือนโยบายต่อกรณีสเปนในปี ค.ศ. 1936
สีหนุปกครองในรูปแบบเผด็จการ มีการโกงการเลือกตั้งและคุกคามฝ่ายค้าน การจำกัดพื้นที่ประชาธิปไตยแบบนี้ส่งผลให้ฝ่ายซ้ายเขมรหนีเข้าป่าในปี ค.ศ. 1962 และร่วมสู้รบกับเวียดมินห์
ในปี ค.ศ. 1960 สล็อท ซาร์ หรือที่ใครๆรู้จักในภายหลังในนามของ “พอล พต” รวมถึงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เขมรอื่นๆ ประกาศแถลงการณ์ที่เจาะจงว่าภาระหลักของพรรคคือการต่อสู้กับระบบศักดินาเพื่อปลดแอกประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการโจมตีเจ้าสีหนุโดยตรง แถลงการณ์นี้สะท้อนความไม่พอใจของคอมมิวนิสต์เขมรต่อนโยบายพรรคเวียดนามที่คอยยับยั้งการต่อสู้ของชาวคอมมิวนิสต์เขมรมาตลอด อย่างไรก็ตามพรรคเขมรยังต้องเข้าไปอาศัยพื้นที่ชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเวียดนาม เพื่อความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ สล็อท ซาร์ จึงเดินทางไปผูกมิตรไมตรีกับจีน ระหว่างปี ค.ศ. 1965-1966 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน หลังจากที่กลับจากจีน สล็อด ซาร์ ย้ายที่ทำการพรรค จากดินแดนภายใต้การดูแลของทหารคอมมิวนิสต์เวียดนามทางใต้ไปสู่ป่าเขาของเขตรัตนคีรีซึ่งติดพรมแดนลาวและเวียดนามทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขมร
ในปี ค.ศ. 1970 สหรัฐหนุนการทำรัฐประหารล้มเจ้าสีหนุและส่งกองทัพและเครื่องบินรบเข้าไปทิ้งระเบิดในเขมร ซึ่งเป็นการขยายสงครามเวียดนามเข้าไปในดินแดนเขมร ประธานาธิปดีนิคสันพยายามจัดการกับสายส่งเสบียงของเวียดนามเหนือที่ผ่านลาวและเขมร (เส้นทางโฮจิมินห์) สหรัฐสนับสนุนการทำรัฐประหารของนายพลลอนนอล เพื่อล้มรัฐบาลที่เป็นกลางของเจ้าสีหนุ หลังจากนั้นรัฐบาลฝ่ายขวาใหม่ของลอนนอลก็ “เชิญ” กองทัพสหรัฐให้บุกเข้าไปในเขมรและทิ้งระเบิดประเทศอย่างหนัก งบประมาณที่สหรัฐช่วยเหลือลอนนอลสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 1971 นอกจากนี้สหรัฐยังขยายพื้นที่สงครามไปสู่ประเทศลาวและมีการส่งกองกำลังทหารเวียดนามใต้เข้าไปในลาวอีกด้วย ในที่สุดลาวก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ถูกถล่มด้วยระเบิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
การกระทำของสหรัฐมีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เขมรขึ้นมาเป็นองค์กรนำของขบวนการชาตินิยมเขมร และยังปูทางไปสู่นโยบายของ “เขมรแดง” อีกด้วย หลังจากที่เขมรแดงยึดอำนาจได้ ก็เชิญเจ้าสีหนุมาเป็น “ประมุข” แต่ในไม่ช้าก็ทะเลาะกันและแยกทาง ต่อมาสีหนุได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์อีกครั้งหลังจากที่ฮุนเซนและกองทัพเวียดนามขับไล่เขมรแดงออกไป
สรุปแล้วสีหนุเป็นนักฉวยโอกาสชั้นยอดที่ใช้ความฉลาดในการมีบทบาททางการเมืองในเขมรเป็นเวลานาน แต่เขาไม่เคยทำอะไรเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและความอยู่ดีเป็นสุขของชาวเขมรแต่อย่างใ

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: อนุสาวรีย์ปราบกบฏ

ที่มา ประชาไท




การฟื้นตื่นของอนุสาวรีย์ปราบกบฏ อนุสาวรีย์แห่งการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยครั้งแรก และมีลักษณะเดียวกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ปกป้องประชาธิปไตย
ที่วงเวียนหลักสี่ จุดตัดระหว่างถนนพหลโยธินกับถนนแจ้งวัฒนะและถนนรามอินทรา มีอนุสาวรีย์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ เป็นอนุสาวรีย์รูปพานรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน อนุสาวรีย์แห่งนี้ เรียกกันว่า อนุสาวรีย์หลักสี่ ซึ่งปราศจากความหมายอันชัดเจน แต่อนุสาวรีย์แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า อนุสาวรีย์ปราบกบฏ สร้างขึ้นในโอกาสที่รัฐบาลคณะราษฎรสามารถเอาชนะ และปราบปรามกบฏบวรเดช ซึ่งเป็นกบฏฝ่ายนิยมเจ้าที่คุกคามประชาธิปไตยของสยาม อนุสาวรีย์นี้เป็นที่บรรจุอัฐิของทหารและตำรวจที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดัง กล่าวไว้ภายในรวม 17 นาย และรูปแบบของอนุสาวรีย์นี้ ยังกลายเป็นต้นแบบของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถนนราชดำเนินด้วย อนุสาวรีย์นี้ยังมีชื่อเรียกอื่น เช่น อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์ 17 ทหารและตำรวจ และอนุสาวรีย์หลวงอำนวยสงคราม เป็นต้น
กบฏบวรเดช เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2476 นับเป็นการกบฏครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475โดยเริ่มจากกลุ่มนายทหารและข้าราชการฝ่ายนิยมเจ้าที่ต่อต้านคณะ ราษฎร ได้ไปตั้งกองบัญชาการที่นครราชสีมา แล้วเรียนตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” โดยมี นายพลเอก พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า แล้วตั้งให้ พ.อ.พระยาศรีสิทธิสงคราม(ดิ่น ท่าราบ)เป็นแม่ทัพ ยกกำลังเข้ามาในพระนคร
คณะกู้บ้านกู้เมืองตั้งกำลังที่ดอนเมือง แล้วยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลคณะราษฎรลาออก แต่ฝ่ายคณะราษฎรตัดสินใจต่อสู้เพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย จึงตั้ง พ.ท.หลวงพิบูลสงครามเป็นผู้บัญชาการในการต่อสู้ ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกัน และฝ่ายรัฐบาลสามารถที่จะเอาชนะฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองได้ จนฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองต้องถอนกำลังในวันที่ 15 ตุลาคม ต่อมา พระยาศรีสิทธิสงครามเสียชีวิตในการรบที่หินลับ ส่วน พระองค์เจ้าบวรเดชหนีไปลี้ภัยที่อินโดจีนฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลได้มีผู้เสียชีวิตจากการปกป้องประชาธิปไตยครั้งนี้ 17 คน ที่สำคัญก็คือ พ.ต.หลวงอำนวยสงคราม(ถม เกษะโกมล) ซึ่งเป็นผู้ก่อการคณะราษฎร และเป็นเพื่อนของหลวงพิบูลสงคราม
รัฐบาลคณะราษฎรถือว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 17 คนเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มีการจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการทำศพสามัญชนที่สนามหลวง แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจะมีพระราชกระแสว่าพระองค์ไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าสนามหลวงเป็นที่ทำศพเฉพาะเจ้านาย คณะราษฎรได้ตั้งชื่อถนนอำนวยสงคราม และสะพานเกษะโกมล เพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงอำนวยสงคราม และได้สร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น เพื่อบรรจุอัฐิของทั้ง 17 คน
อนุสาวรีย์ปราบกบฏได้รับการออกแบบโดยหลวงนฤมิตรเรขการ (เยื้อน บุณยะเสน) อาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โดยยึดหลักทางการเมืองของคณะราษฎร คือ การพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาประชาธิปไตยของบ้านเมือง การก่อสร้างดำเนินไปในปี พ.ศ.2479 และพิธีเปิดในวันที่ 14 ตุลาคม ปีเดียวกัน โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นประธานในพิธี จึงถือได้ว่า อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการพิทักษ์ประชาธิปไตย จากภัยคุกคามของฝ่ายนิยมเจ้า
ที่น่าสนใจคือ ผนังของฐานแต่ละด้านของอนุสาวรีย์มีการจารึกและประดับในเรื่องราวที่ต่างกัน ไป โดยผนังด้านทิศตะวันตกมีการจารึกรายนามของทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิต ด้านทิศใต้เป็นรูปแกะสลักนูนต่ำของครอบครัวชาวนาคือ พ่อ แม่ และลูก โดย ผู้ชายถือเคียวเกี่ยวข้าว ผู้หญิงถือรวงข้าว และเด็กถือเชือก ซึ่งสื่อถึงราษฎร และเป็นอนุสาวรีย์แรกในประเทศไทยที่สร้างรูปชาวนา ด้านทิศเหนือเป็นรูปธรรมจักรซึ่งหมายถึงศาสนา และด้านทิศตะวันออกเป็นแผ่นทองเหลืองจารึกโคลงสยามานุสติ ซึ่งเป็นโคลงในลักษณะชาตินิยม
ต่อมา หลังจาก พ.ศ.2490 เมื่อคณะราษฎรสิ้นอำนาจ และฝ่ายนิยมเจ้าได้รับการฟื้นฟู อนุสาวรีย์ถูกทอดทิ้งในเชิงของความหมายเรื่องการปราบกบฏ กลายเป็นวงเวียนหลักสี่ ทำให้ความสนใจลดลงอย่างมาก และเมื่อมีอัตราการใช้รถยนต์ในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก วงเวียนหลักสี่และอนุสาวรีย์ถูกพิจารณาว่ากีดขวางการจราจร จึงมีการพิจารณาปรับภูมิทัศน์หลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ.2536 มีการยกเลิกวงเวียนทำเป็นสี่แยก และนำมาซึ่งการขุดอุโมงค์ลอดอนุสาวรีย์ และใน พ.ศ.2553 กรมทางหลวงมีโครงการจะสร้างสะพานลอยข้ามแยกเพื่อเชื่อมต่อถนนแจ้งวัฒนะและ ถนนรามอินทรา ซึ่งอาจจะต้องทำให้มีการย้ายบริเวณของอนุสาวรีย์ และในอนาคต ยังมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าโมโนเรล สายสีชมพู ซึ่งก็คงจะส่งผลต่ออนุสาวรีย์อีก ในกรณีนี้ ทางฝ่ายสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) เสนอความเห็นว่า อนุสาวรีย์นี้เป็นเพียงสัญลักษณ์จำลองเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลอะไร ดังนั้นจึงมองว่า น่าจะก่อสร้างได้โดยไม่มีผลกระทบอะไร
แต่กลับกลายเป็นว่า อนุสาวรีย์ปราบกบฎได้กลับมารื้อฟื้นความหมายครั้งล่าสุด เมื่อคนเสื้อแดงเริ่มการชุมนุมครั้งใหญ่ พ.ศ.2553 นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช.)ได้เลือกอนุสาวรีย์หลักสี่เป็นสถาน ที่รวมพลเป็นครั้งแรกเมื่อ 12 มีนาคม พ.ศ.2553 ก่อนกิจกรรมการชุมนุมใหญ่ที่ยืดเยื้อ โดยนายวีระประกาศในตอนนั้นว่ามาสักการะดวงวิญญาณของคณะราษฎร เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย
หลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราบปรามประชาชนคนเสื้อแตงจนมีผู้เสียชีวิต 94 คนและบาดเจ็บนับพันคน ประชาชนจำนวนมาก ถือว่า ผู้เสียสละชีวิตในกรณีเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นวีรชนที่เสียสละในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จึงได้เกิดการแสวงหาวีรบุรุษที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในระยะก่อนหน้านี้ อนุสาวรีย์ปราบกบฏจึงสามารถฟื้นความหมายได้ในลักษณะเช่นนี้ เพราะถือเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยครั้งแรก และมีลักษณะเดียวกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ปกป้องประชาธิปไตย
ดังนั้น ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปีครบรอบ 79 ปี แห่งการเสียสละของวีรชนประชาชนคราวกบฏบวรเดช กลุ่มประชาชนคนเสื้อแดง ก็ไปจัดพิธีรำลึกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่อนุสาวรีย์แห่งนี้ โดยจะมีการวางพวงมาลา มีการอภิปรายและเพลง การจัดงานฉลองอนุสาวรีย์ปราบกบฏในปีนี้ จะเป็นการปูทางไปสู่การรณรงค์จัดงาน 80 ปีในปีหน้า
นั่นหมายความว่า สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของประชาชนอีกหนึ่งจะถูกรื้อฟื้นความสำคัญ เพื่อสะท้อนถึงสายธารแห่งประชาธิปไตย และเป็นการประกาศต่อฝ่ายอำมาตย์และพวกนิยมเจ้าว่า ประชาชนจะไม่ยอมจำนน

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๖ (จันทจิรา เอี่ยมมยุรา)

ที่มา ประชาไท



ฤาว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบราชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ?



เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารเลขที่ ๓๒/๒๕๕๕ เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญาว่า จำเลยในคดีอาญาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดมาตรา ๑๑๒ สองคน คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาส่งเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา ๑๑๒ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง มาตรา ๘ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยด้วยมติเอกฉันท์ว่ามาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย อัตราโทษมีความเหมาะสมได้สัดส่วน และชี้ว่าการกระทำผิดมาตรา ๑๑๒ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ (ข่าวประชาไท ลงวันที่ ๑๐/๑๐/๒๕๕๕)

ผู้ เขียนได้พิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามเอกสารเผยแพร่ดังกล่าว ข้างต้น มีความเห็นที่ควรสื่อสารกับสังคมในฐานะนักวิชาการกฎหมาย ในประเด็นต่อไปนี้...

๑. การนำเอา มาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ไปบัญญัติไว้ในลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ
ศาลวินิจฉัยว่า “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคความผิด ลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นมาตรการของรัฐที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทย”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นบทกฎหมายที่มุ่งลงโทษบุคคลที่แสดงความคิดเห็นต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในลักษณะที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสีย ชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง เช่นการใส่ร้าย หรือแสดงการเหยียดหยามด้วยกริยาหรือด้วยวาจา เช่น ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นการกระทำต่อตัวบุคคลคนนั้นโดยตรง มิใช่กระทำต่อสถาบัน และเป็นการกระทำต่อชื่อเสียงเกียรติยศเป็นสำคัญ มิใช่ต่อชีวิตร่างกาย จึงเป็นความผิดซึ่งเบากว่าความผิดฐานปลงพระชนม์หรือกระทำประทุษร้ายต่อพระ มหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่กลับถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกันคือความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราช อาณาจักร ทำให้มีการปรับอัตราโทษของมาตรา ๑๑๒ ให้สูงมากเกินกว่าความผิดลักษณะเดียวกันที่กระทำกับบุคคลธรรมดา มีการสร้างลักษณะพิเศษในการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้ กับมาตรา ๑๑๒ แตกต่างไปจากคดีอาญาอื่นๆ เช่นผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว การพิจารณาคดีโดยลับ เปิดเผยคำพิพากษาไม่ได้ ฯลฯ จนมาตรา ๑๑๒ ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างกันระหว่างฝักฝ่ายทางการเมืองดังที่ปรากฏ ให้เห็นทั่วไปขณะนี้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าควรให้คงมาตรา ๑๑๒ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงถึงผล อยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นเพราะศาลเพ่งเล็งไปที่ความสำคัญของตัว บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเป็นด้านหลัก จึงผูกตัวบุคคลไว้กับสถาบันในลักษณะที่บุคคลคนนั้นเป็นสิ่งเดียวกับสถาบัน แต่ทว่าการผูกตัวบุคคลไว้กับสถาบันย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงแห่งรัฐระยะ ยาว เพราะก่อให้เกิดความสับสนคลุมเครือ แยกไม่ได้ระหว่างตัวบุคคลที่เป็นผู้แทนสถาบันกับตัวสถาบันตามรัฐธรรมนูญ และแยกไม่ได้ระหว่างความมั่นคงของตัวบุคคลกับความมั่นคงของสถาบัน ซึ่งอย่างหลังนี้คือความมั่นคงของรัฐที่แท้จริง เพราะมิฉะนั้น ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในสถาบันเหล่านั้นก็หมาย ความว่าจะทำให้สถาบันไม่มั่นคงไปด้วย ซึ่งตามข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายของประเทศได้วางระบบการขึ้นสู่ตำแหน่งและการสิ้นสุดการดำรง ตำแหน่งของบุคคลในสถาบันต่างๆ ของรัฐไว้พร้อมมูลแล้ว

นอกจากนี้ การที่ศาลเห็นว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยเหตุผลว่าพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้ม ครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทยนั้น ก็มีข้อโต้แย้งว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีสถาบันที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติมุ่งคุ้มครองอีกหลายสถาบันซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง หรือโดยอ้อม เป็นต้นว่าสถาบันสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี และถือเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขทั้งสิ้น หากใช้ชุดเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายถึงเหตุความจำเป็นที่จะต้องบรรจุ มาตรา ๑๑๒ ไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรดังที่กล่าวมา ก็จะต้องมีมาตราอย่างมาตรา ๑๑๒ นี้เขียนคุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนฯ และรัฐมนตรีจากการถูกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายไว้ในประมวลกฎหมายอาญาหมวดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรอีกหลายมาตรา

๒. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓ วรรคสอง

ศาล วินิจฉัยว่า “หลักการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ สอดคล้องกับการให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันและประมุขของ ประเทศไทย การกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดจึงเป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงมิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง”


หลัก นิติธรรม (The Rule of Law) พัฒนาขึ้นโดยศาลยุติธรรมในระบบกฎหมายอังกฤษ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจอำเภอใจ ของกษัตริย์อังกฤษในอดีต และเป็นหลักที่เกื้อหนุนระบอบประชาธิปไตยอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยหากพิจารณาหลักนิติธรรมกับประวัติศาสตร์การแก้ไขกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา พบว่าภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ ในหมวดความผิดฐานกบฏภายในพระราชอาณาจักร ให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองและรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งรับรองว่าอำนาจสูงสุดของ ประเทศเป็นของราษฎรทุกคน พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ขยายขอบเขตเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของราษฎรตามแนวทางประชาธิปไตย โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมความในบทบัญญัติมาตรา ๑๐๔ (๑) ให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือสถาบันใดๆ ของรัฐได้ หากเป็นการกระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในขอบเขตของกฎหมายนี้การแสดงความคิดเห็นต่องานราชการขององค์พระมหากษัตริย์ หรือการกระทำของรัฐบาล แม้เข้าลักษณะเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท ก็ไม่ถือเป็นความผิด1

จะเห็นว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายอาญาลักษณะ ดังกล่าวต่างหากที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะสนับสนุนให้ราษฎรสามารถแสดงความคิดเห็นติชมการทำงานของสถาบันต่างๆ ของรัฐทุกสถาบันในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อความผิดอาญา ข้อยกเว้นความผิดนี้เพิ่งจะมาถูกลิดรอนไปเมื่อประเทศถอยหลังเข้าสู่การ ปกครองแบบเผด็จการทหารในปี พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ศาล รัฐธรรมนูญเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง ศาลคงหลงลืมไปว่ามาตรา ๑๑๒ ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งนับตั้งแต่รัฐประหารปี พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นต้นมาจนกระทั่งเป็นบทบัญญัติอย่างทุกวันนี้ การแก้ไขแต่ละครั้งกระทำภายใต้อำนาจรัฐบาลของคณะรัฐประหารซึ่งสวนทางกับหลัก นิติธรรมทั้งสิ้น ดังนั้น การตีความว่ามาตรา ๑๑๒ ขัดแย้งกับหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง หรือไม่ ศาลควรจะต้องพิจารณาว่ามาตรา ๓ วรรคสองนั้นอยู่ภายใต้มาตรา ๓ วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ที่สุดของรัฐธรรมนูญ ส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลก็แต่ในนามของประชาชนตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญมอบให้ มาตรา ๓ วรรคสอง จึงต้องตีความให้สอดคล้องกับหลักการของมาตรา ๓ วรรคแรก ที่รับรองว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศ ประชาชนย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำ งานของทุกสถาบันในรัฐได้ไม่เว้นแม้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นผู้รับ มอบอำนาจจากประชาชนและใช้อำนาจในนามของประชาชน หากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ติชมภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ดังนั้น กฎหมายใดที่มีบทบัญญัติปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและขัดขวางการแสดงความ คิดเห็นโดยสุจริตของประชาชนย่อมขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคแรก และไม่เป็นไปหลักนิติธรรมตามมาตรา ๓ วรรคสอง

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เป็นหลักการสำคัญที่สุด ถือเป็นหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่บทบัญญัติใดๆ ของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดก็ไม่อาจขัดหรือแย้งกับหลักการดังกล่าวได้ ในแง่นี้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่รักษาความเป็นสูงสุดและความศักดิ์สิทธิ์ ของรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่พิพากษาให้บทบัญญัติของกฎหมายเหล่านั้นไม่อาจใช้บังคับได้ โดยเหตุนี้ หากการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้หลักการดังกล่าวนี้เสื่อมทรามไป หรือไม่มีผลบังคับในทางข้อเท็จจริง ย่อมถือว่าการทำหน้าที่ของศาลก็ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมด้วยเช่นกัน

ที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงนั้น มาตรา ๘ บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” กรณีนี้ก็เช่นกัน การตีความมาตรานี้ต้องตีความให้สอดคล้องกับมาตรา ๓ ข้างต้น เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศ จึงมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของสถาบันต่างๆ ที่ได้รับมอบอำนาจไปจากประชาชนและใช้อำนาจนั้นในนามประชาชน โดยเหตุนี้ จึงไม่อาจถือว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการ กระทำอันเป็นการล่วงละเมิดสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะขององค์พระมหา กษัตริย์ได้ ตราบเท่าที่เป็นการกระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “เมื่อใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นก็ไม่มีทางเป็นการล่วงละเมิดสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ได้”

๓. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕

ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กำหนดไว้ ก็เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘ ที่รับรองสถานะของพระมหากษัตริย์มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และเป็นการจำแนกการกระทำความผิดที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดไว้ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง และไม่ได้กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่งแต่ประการใด เพราะบุคคลทุกคนยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในขอบเขตที่ไม่เป็นความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ นี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง


หาก พิจารณาจากข้อมูลข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓๒/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ อาจกล่าวได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นคำร้องข้อนี้แบบกำปั้นทุบดิน เพราะไม่สามารถค้นหาเหตุผลทางกฎหมายประกอบความเห็นของศาลได้ คงมีเพียงความเห็นลอยๆ ประกอบความเห็นเท่านั้น ในฐานะที่ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยและถือหลักนิติรัฐ รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ ถือเป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญให้แก่ประชาชนชาวไทย เพราะได้วางหลักการที่เรียกว่า “หลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย” ไว้ หมายความว่าถ้าบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดมาตราใดมีลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๒๙ บทบัญญัติของกฎหมายฉบับนั้นมาตรานั้นใช้บังคับกับประชาชนไม่ได้
มาตรา ๒๙ บัญญัติว่า “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
    กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง....”
จำเลยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดมาตรา ๑๑๒ สองคนคือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้โต้แย้งว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีข้อความที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ อย่างน้อยใน ๒ ประการด้วยกัน คือ

๑) อัตราโทษของมาตรา ๑๑๒ รุนแรงเกินกว่าเหตุ ไม่เป็นไปตามหลักความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนกับลักษณะความผิด (ซึ่งเป็นการกระทำต่อชื่อเสียงเกียรติยศ มิใช่การปลงพระชนม์หรือการประทุษร้ายต่อชีวิตหรือร่างกาย) อัตราโทษที่รุนแรงเกินกว่าความจำเป็นนี้ปรากฏทั้งในการศึกษาเปรียบเทียบกับ กฎหมายของนานาประเทศที่เป็นราชอาณาจักรเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ประมุขแห่งรัฐ2 และทั้งในการศึกษาเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายของประเทศไทยเอง ซึ่งพบว่ามาตรา ๑๑๒ มีอัตราโทษขั้นต่ำถึง ๓ ปีและโทษขั้นสูงก็สูงมากถึง ๑๕ ปี แม้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เองยังไม่มีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิด ฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และอัตราโทษขั้นสูงก็ไม่เกิน ๗ ปี เมื่อประเทศไทยพัฒนามาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าวและควรลดอัตรา โทษขั้นสูงลงมาไม่เกินกว่าในระบอบเดิม

๒) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีลักษณะที่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหลายประการ ได้แก่
        -  มีความไม่เหมาะสมในแง่ของตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติซึ่งจัดวางอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (ซึ่งกล่าวไปแล้ว)
        - มีอัตราโทษที่สูงผิดปกติ
        - มีการอนุญาตให้บุคคลใดๆ ก็ได้มีอำนาจริเริ่มกระบวนการทางอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีความเสียหายเป็นพิเศษ
        - การไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในระหว่างการคุมขัง3
        - กฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

จากคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ปรากฏการหักล้างด้วยเหตุผลใดๆ เหนือข้อโต้แย้งต่างๆ ที่จำเลยได้ยกมา คงสรุปแต่เพียงว่าอัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กำหนดไว้ เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อรับรองสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหา กษัตริย์ให้มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ ประหนึ่งว่าศาลเห็นด้วยกับแนวคิดที่ปิดปากคนด้วยอำนาจบังคับและเชื่อว่าบทลง โทษที่รุนแรงจะทำให้คนไม่กล้ากระทำผิด

ท้าย ที่สุด การที่ศาลเห็นว่ามาตรา ๑๑๒ มีเนื้อหาที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา นี้มุ่งคุ้มครองไว้ โดยมิได้คำนึงถึงหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่า เป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ในสังคมประชาธิปไตย เท่ากับศาลปฏิเสธความมีอยู่ของมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ และโดยเหตุที่ศาลแสดงให้สาธารณชนเข้าใจเช่นนี้ ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามกับศาลรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยวันนี้แท้จริงแล้ว ปกครองโดยระบอบใด?


เชิงอรรถ
1 กฎหมาย ลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ มาตรา ๑๐๔ (๑) มีเนื้อหาว่า “ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ดังต่อไปนี้

ก) ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์หรือรัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดิน ในหมู่ประชาชนก็ดี
    ฯลฯ
    ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า ๗ ปี และให้ปรับไม่เกินกว่าสองพันบาทด้วยอีกโสตหนึ่ง
    แต่ถ้าวาจาหรือลายลักษณ์อักษรหรือเอกสารตีพิมพ์หรืออุบายอย่างใดๆ ที่ได้กระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด”

2 แผ่นพับเผยแพร่ โดย คณะรณรงค์แก้ไข ม.๑๑๒, พ.ศ.๒๕๕๕ "แก้มาตรา ๑๑๒ : ฟื้นฟูประชาธิปไตย หยุดใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ" ที่ http://www.ccaa๑๑๒.org/ และ Siam Intelligence ที่http://www.siamintelligence.com/nitiras-to-amend-๑๑๒/

3 กรณีนายอำพล ตั้งนพกุล หรือที่เรียกกันว่า "อากง"

ซีรีส์จำนำข้าว (4) วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ: ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่(เคย)มีใครแตะ

ที่มา ประชาไท

Mon, 2012-10-15 19:25


วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย เป็นเอ็นจีโอผู้ทำงานเกี่ยวกับการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ รวมถึงประเด็นความมั่นคงด้านอาหารมาอย่างยาวนาน โดยเน้นศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ที่เกี่ยวของกับภาคเกษตร
เขานำเสนอให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรแก้ไขเร่งด่วนและตรงประเด็น กว่าโครงการแจกเงิน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สิน แหล่งน้ำ และการลดต้นทุนการผลิต โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพคร่าวๆ ของเพื่อนบ้านที่กำลังรุดแซงหน้าเราในหลายด้านก่อนจะเปิดอาเซียน รวมถึงนำเสนอผลกระทบต่อแวดวงเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนความคิดเห็นของชาวนาในหลายพื้นที่ซึ่งก็มีแนวคิด-ทางออกที่หลากหลาย สำหรับโครงการนี้

000000000
องค์กรภาคประชาชนมีข้อห่วงกังวลหลักๆ อะไรบ้างเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว
โครงการ นี้ระยะยาวจะทำลายเกษตรกร ทำลายชาวนาเอง มี 2-3 ประเด็นใหญ่ๆ อันแรก เงินที่ลงไปเป็นจำนวนมาก ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงของชาวนา ถ้าใช้เต็มที่คง 4 แสนกว่าล้านต่อปี ถ้าเราใช้งบประมาณขนาดนี้ เราควรจะเอาไปแก้ปัญหาใหญ่สำคัญของชาวนาในภาคเกษตรดีกว่า
ปัญหาใหญ่ของชาวนาที่คิดว่ารัฐควรแก้ไขคืออะไร
มัน คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตอนนี้ไม่มีใครแตะเลย คือ ปัญหาที่ดินและหนี้สิน คนไม่มีที่ดิน ต้องเช่าที่ดินทำนามีถึง 60% ของทั้งประเทศ ในพื้นที่ชลประทานในเขตสำคัญ คนไม่มีที่ดินสูงถึง 80% ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ ที่ดินควรจะเป็นเรื่องแรกที่จะแก้ ถ้าเราใช้งบประมาณแค่เพียง 1 ใน 4 ของโครงการจำนำข้าว ภายใน 4 ปี เราจะแก้ปัญหาชาวนาไร้ที่ดินทำกินได้
นี่คือข้อเสนอของคณะกรรมการชุดปฏิรูปประเทศ ชุดอานันท์ ปันยารชุน เคยเสนอไว้ ว่าถ้ามีกองทุนที่ใช้งบปีละ 100,000 บาทก็จะสามารถแก้ปัญหาชาวนาไร้ที่ดินได้ภายใน 4 ปี ในด้านหนึ่งมันทำให้สามารถแข่งขันได้ในช่วงที่เรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจแบบอา เซียน ถ้าเทียบกับเวียดนามแล้ว ชาวนาของเวียดนามส่วนใหญ่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง มีคนเช่าที่ดินไม่ถึง 20% เอง และถ้าที่ดินอยู่ในมือชาวนา จะทำให้การฟื้นฟูดีมีประสิทธิภาพในระยะยาวด้วย นาเช่าไม่สามารถแม้แต่จะหมักฟาง หรือปรับปรุงดินให้ยั่งยืนได้
อีกประการคือ การแก้ปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เช่นเดียวกัน ไทยเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่มีชลประทานน้อยที่สุดในอาเซียน มากกว่าลาวและกัมพูชาอยู่บ้าง แต่น้อยกว่าฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียมากเลย เราจะปล่อยให้มีการแข่งขันระยะยาวได้ยังไง ถ้าเราไม่แก้ปัญหาสะสมเรื่องนี้ เราไม่ได้ต้องการโครงการใหญ่เลย โครงการเล็กก็ได้แต่ต้องเอางบมาทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐานนี้
นี่คือเรื่องใหญ่ลำดับต้นในความเห็นผม โครงการจำนำข้าวไม่ได้แก้เรื่องนี้
เรื่องที่คณะปฏิรูปเสนอ 100,000 ล้านภายใน 4 ปีเพื่อแก้ปัญหาที่ดิน คิดว่าทำได้จริงหรือ
เขา เสนอกลไกให้มีธนาคารกองทุนที่ดิน ไม่ได้ไปยึดที่ดินเจ้าของนะ แต่เพื่อให้ชาวนาไร้ที่ดินสามารถใช้เงินเหล่านี้จากธนาคารเพื่อไปซื้อที่ดิน ให้ชาวนาที่ไร้ที่ดิน แล้วก็ต้องมีระบบภาษีคล้ายๆ ภาษีที่ดินสำหรับคนที่เก็บที่ดินเอาไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้เขาขายที่ดิน ต้องมีกลไกเหล่านี้ด้วย ปีละแสนล้านก็น่าจะทำได้เยอะ
นี่คือหมวดที่ว่าด้วยเรื่องปัญหาโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยแตะกันเลย
ยังมีอีกประเด็นซึ่งก็ใหญ่พอกัน และคนยังพูดน้อยคือ โดยเทคโนโลยีของการผลิตข้าวในปัจจุบันเป็นการผูกติดกับปัจจัยการผลิตจากภาย นอกซึ่งมีพื้นฐานจากฟอสซิล พวกปุ๋ยหรือสารเคมีต่างๆ การจำนำข้าวโดยที่คุณไม่แตะหรือไม่ตั้งเงื่อนไขเลยในการสนับสนุนตัวราคาให้ กับเกษตรกร ทำให้รักษาความไม่มีประสิทธิภาพและการผลิตที่พึ่งพาปุ๋ยหรือสารเคมีตรงนี้ อยู่ โดยไม่ได้แก้ไขใดๆ เลย
ถ้าดูตัวเลข ต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนาไทยเทียบกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ผลผลิตข้าวเราต่ำกว่า แต่ต้นทนเราสูงกว่า ถ้าดูสถิติการใช้สารเคมีที่เป็นปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ศึกษาโดย สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI-อีรี่) พบว่าของประเทศไทยสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนทั้งหมด ทั้งลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำแดงของเวียดนาม ที่ลูซอน ฟิลิปปินส์ ที่ชวาของอินโดนีเซีย หรือกระทั่งเทียบกับทมิฬนาดูของอินเดียด้วยซ้ำ ไทยใช้ต้นทุนสูงสุด ประเทศที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่มากกว่าเราคือจีน แต่ผลผลิตเขาก็สูงกว่ามาก
นั่นคือเหตุผลว่า การรับจำนำโดยไม่มีเงื่อนไขพวกนี้จะเกิดผลอย่างที่ว่า นี่คือเรื่องใหญ่ที่สำคัญมากในความเห็นผม
ยังมีมุมอื่นๆ อีกไหมที่กังวล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์
มัน เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรม โครงการรับจำนำ มีหลายท่านพูดแล้ว ผมอธิบายในมุมที่เราทำงาน ในมุมความมั่นคงทางด้านอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน มันช่วยเหลือชาวนาแค่ไม่ถึง 50% ของชาวนาทั้งหมด ชาวนาที่ลงทะเบียน สถิติของ ธกส.อยู่ที่ 3.4 ล้านครัวเรือน แต่ว่ามีชาวนาที่ไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้อยู่ในโครงการรับจำนำมีประมาณ 1.8-1.9 ล้านครัวเรือน
ลองเช็คพื้นที่ดูก็ประเมินได้ เช่น ภาคใต้ชาวนาน้อยมากที่เข้าสู่โครงการรับจำนำได้ เพราะข้าวมีน้อยเกินไป แล้วข้าวส่วนใหญ่ผลิตไว้กินเอง ใช้โรงสีขนาดเล็กในพื้นที่ นี่ก็รวมภาคเหนือ ภาคอีสานด้วยที่ปลูกข้าวแล้วกันข้าวไว้กินเอง มีสัดส่วนอยู่มาก ที่จริงก็ภาคกลางบางส่วนด้วย ชาวนากลุ่มนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะไม่มีข้าวไปจำนำ ส่วนที่จำนำก็ได้น้อยเพราะเขาปลูกน้อย นี่คือประเด็นที่เราชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมของการผลิต ชาวนาย่อยซึ่งควรได้รับความช่วยเหลือกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ
อีกกลุ่มก็คือ กลุ่มที่ทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน กลุ่มนี้ในแง่คนที่ผลิตข้าวเพื่อความมั่นคงด้านอาหารเพื่อบริโภคเอง แน่นอน เขาไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเขาปลูกไว้กินเอง และเมื่อเทียบกับการต้องแปรรูปมันก็ยังคุ้มค่า เทียบกับการขายแล้วไปซื้อกิน แต่มันน่าสนใจในแง่ที่ว่า กลุ่มผลิตเหล่านี้กับกลุ่มที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ต้องพึ่งตลาดอยู่ และราคาจูงใจให้มีการนำตลาด มีการตั้งราคาข้าวอินทรีย์สูงกว่าข้าวทั่วไป เมื่อรัฐตั้งราคาจำนำข้าวคุณภาพต่ำ หรือทั่วไปเท่ากับราคาข้าวอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์เขาตั้งไว้ที่ 20,000 มันก็จะไปขัดขวางในเรื่องการขยายตัวของเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้านกลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งที่ใช้แรงจูงใจด้านราคาข้าว หมายความว่า เกษตรอินทรีย์กลุ่มนี้ที่มีการทำตลาดกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว และเป็นพื้นที่หลักของประเทศด้วยในภาคอีสาน คนกลุ่มนี้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจ ชาวนา โรงสี ผู้ประกอบการเองได้รับผลกระทบจากโครงการจำนำข้าว
คนกลุ่มที่ทำเกษตรอินทรีย์มีขนาดเท่าไร และผลกระทบเป็นอย่างไร ราคาข้าวอินทรีย์ไม่ปรับตัวสูงขึ้นด้วยหรือจากโครงการนี้
เพื่อ จะสร้างแรงจูงใจให้ชาวนามาทำอินทรีย์ ก็ต้องเพิ่มราคาสูงขึ้นอีก หรืออย่างน้อยต้องเท่ากับราคารับจำนำ ซึ่งหมายความว่าเขาไปทำตลาดยากขึ้น เพราะราคามันสูงกว่ามากกว่าที่ควรจะเป็น
ถามว่ามีขนาดเท่าไร ถ้าประเมินจากที่ได้รับรองมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 150,000-200,000 ไร่ แต่ถ้าที่ไม่ได้รับการรับรองจะเกินกว่านี้ 2-3 เท่าตัว อาจถึง 450,000 ไร่ อันนี้คือส่วนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการรับจำนำซึ่งไม่ได้แยก ประเภทของข้าว
ประเด็นอื่นก็มีหลายท่านพูดไปแล้ว คือประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร ณ ขณะนี้ กลไกของการปลูกข้าวเพื่อความมั่นคงด้านอาหารจะมีกลไกที่ชาวบ้านส่งสีกับโรง สีขนาดเล็กในท้องถิ่น หรือโรงสีที่อยู่ในชุมชน โดยที่ระบบตลาดที่รัฐเป็นคนรับซื้อข้าวทั้งหมด มีโรงสีจำนวนน้อย ไม่เกินพันโรงที่จะสามารถร่วมโครงการของรัฐได้ ฉะนั้น โรงสีขนาดเล็กพวกนี้จะหายไปจากระบบ ระยะยาวจะกระทบต่อตัวบริการโรงสีที่ให้บริการสำหรับการแปรรูปข้าวเพื่อ บริโภคในชุมชน มันจะมีต่อเนื่องด้วยเหมือนกัน ตัวแกลบ ตัวรำ จากที่ได้มาจากระบบโรงสีเล็กจะไหลเวียนในชุมชน สร้างความสมดุลในชุมชน อาจเป็นอาหารปลา เอาไปบำรุงดิน มันจะมีหน้าที่แบบนี้อยู่ รวมถึงอื่นๆ ด้วยเช่น ท่าข้าว ที่เป็นกลไกการค้าระดับท้องถิ่น ซึ่งมันก็ตอบสนองการผลิตระดับท้องถิ่น พวก SMEs
กลไกเหล่านี้หายไปแล้วจะกระทบยังไง
กลไก พวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหาร การแปรรูปในท้องถิ่น หมายความว่าต่อไปก็จะยากขึ้นสำหรับเกษตรกรที่เก็บข้าวไว้กินเองในการหาโรงสี จะถูกบีบให้ต้องขายไปทั้งหมด ต้องซื้อข้าวสารกิน ในเชิงเรื่องความมั่นคงด้านอาหารแล้วไม่ควรเป็นแบบนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เขียนไว้ชัดเจนเรื่องความมั่นคงด้านอาหารนี้ และที่พูดในตอนต้นว่าโรงสีเหล่านี้มีบริการ การได้รำ ได้แกลบ ซึ่งมันสอดคล้องกับท้องถิ่น แต่โรงสีขนาดใหญ่ไม่ใช่ มันเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมหมด และกลับคืนสู่ชุมชนก็ยากมาก
โครงการจำนำดูจะช่วยชาวนาใน ระบบตลาดในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังแก้ปัญหาโครงสร้างไม่ได้ หากจะเริ่มต้นจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ทำไปควบคู่กัน อย่างนี้รับได้ไหม
ถ้าเขาวิเคราะห์ว่านี่เป็นการแก้เฉพาะหน้า มันก็ควรแก้แบบอื่น ไม่ใช่การใช้งบมหาศาลแบบนี้ โจทย์เขาไม่ชัดว่าง่ายๆ โจทย์เขาตั้งเพื่อรายได้ของชาวนาทั้งหมด โดยใช้วิธีแบบนี้ สิ่งที่เขาต้องเจอแน่นอนคือ มันไม่สามารถทำได้ระยะยาว ไม่มีทางที่เราจะใช้เงินมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี เพื่อไปทำโครงการรับจำนำได้ตลอด เพราะเป็นภาระงบประมาณมากเกินไป เหมือนที่วิจารณ์กัน และมันไม่ได้ไปตอบสนองต่อคนที่เดือดร้อน ยากจนที่สุด ตัวเลขที่ตีให้สูงสุดคือ 50% ที่เข้าถึงได้ แล้วกลุ่มย่อยอีกครึ่งหนึ่ง คุณไม่ได้แก้เลย เจตนาของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการยกระดับรายได้ชาวนาก็ไม่เกิดขึ้น
มันยังมีต่ออีก เงินที่ไหลไปในระบบสู่ชาวนา จริงๆ แล้วถ้าวิเคราะห์ดูต้นทุนการผลิต จะพบว่า เขตภาคกลาง นาปรัง ประมาณ 1 ใน 3 เป็นต้นทุนค่าเช่าที่ดิน มันไหลไปสู่เจ้าของที่ดิน อีก 1 ใน 3 เป็นปุ๋ยและเคมีการเกษตร มันก็ไหลไปสู่บริษัทสารเคมี ซึ่งวัสดุปุ๋ยและสารเคมี สองตัวนี้เรานำเข้ามาแทบทั้งหมด เกือบ 100% มันกลายเป็น 2 ใน 3 ของต้นทุนการผลิต ฉะนั้น การใช้แนวทางนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาที่ควรจะแก้ เพราะเงินมันไม่ถึง แต่ถ้าเราวิเคราะห์ปัญหาชัด ปัญหาเรื่องค่าเช่า การใช้เคมีมากเกินไป มากกว่าเพื่อนบ้าน ประสิทธิภาพในการผลิตไม่ดี มันต้องแก้อีกแบบหนึ่ง
ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาในภาพรวม พรรคการเมืองต่างๆ ก็เสนอแนวทางซึ่งดูแล้วมี 2 อย่างคือ ประกันรายได้ กับรับจำนำ ในสายตาคนทำงานด้านนี้ มองว่าแบบไหนเหมาะสมกว่ากัน
ผม ไม่อยากให้บังคับให้ถูกเลือกด้วย 2 อันนี้ ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ว่า ผมเห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาชาวนาหรือเกษตรกร เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย แต่ทั้งประกันรายได้และรับจำนำยังไม่ได้ตอบโจทย์ของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ระยะยาว แต่กลไกใดที่มีผลกระทบน้อยกว่า เข้าถึงชาวนาได้มากกว่า ไม่มีผลกระทบในเรื่องของกลไกการตลาด แน่นอน ก็ฟันธงได้ว่า ประกันรายได้มันตอบโจทย์มากกว่า ถ้าจำเป็นต้องเลือกสองนโยบายนี้นะ
สองกลไกนี้ ถูกเสนอโดยรัฐบาลสองยุค อันนี้ต้องปรับทั้งคู่ แต่จำนำข้าวสาหัสกว่าเพราะงบประมาณเยอะกว่า ช่องทางการรั่วไหลเยอะกว่า ประกันรายได้ก็รั่วไหลได้เหมือนกัน การขึ้นราคาของเจ้าของที่ดินก็มีเหมือนกัน แต่การรั่วไหลในขั้นตอนต่างๆ น้อยกว่าในแง่มันเข้าบัญชีโดยตรงของชาวนา และกลไกตลาดมันก็ทำงานได้ การจะต้องมีค่าเช่าไซโล ค่าแปรสภาพ การหาประโยชน์จากความชื้น หรือรัฐรับซื้อข้าวผู้เดียวและปล่อยราคาเท่าไรไม่มีใครรู้ ปล่อยให้ใครไม่ชัดเจน มันมีปัญหาอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน
การผูกขาดตลาดโดยรัฐเป็นปัญหา แต่ก่อนรัฐบาลจะทำแบบนี้ กลไกตลาดที่มันเป็นมาก็ไม่ได้ช่วยทำให้ชาวนาได้รับราคาที่เป็นธรรมไม่ใช่หรือ
ถ้า ดูตลาดข้าวอย่างเป็นกลาง เอาดัชนีราคาข้าวของไทย เทียบกับราคาข้าวในตลาดโลก เทียบดูแล้วเห็นว่ามันยังเป็นกราฟตัวเดียวกัน โอเค ชาวนาขายข้าวได้น้อยกว่า แต่มันยังสะท้อนกับราคาในตลาดโลก หมายความว่าราคาที่ชาวนาได้รับเป็นไปตามตลาดโลก ไม่ได้ถูกกดราคาแต่ประการใด แต่ แต่ แต่ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันมีการเอาเปรียบเกษตรกรเกิดขึ้นจริงๆ ในกลไกการค้าด้วย ที่ชาวบ้านมีอำนาจการต่อรองน้อย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เคยศึกษาเรื่องนี้ที่ปราจีนบุรี การหักเปอร์เซ็นต์ข้าวที่โรงสีทำ กับกรณีที่เมื่อมีการรวมตัวของเกษตรกร ปรากฏว่าชาวนาในพื้นที่ ได้ส่วนได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5 ล้าน หมายความว่า กลไกที่ชาวนาถูกเอาเปรียบมันมีอยู่ แต่อย่างน้อยที่สุดกลไกตลาดมันก็ทำงาน แล้วเราก็รู้ว่าเราจะแก้ตรงไหนให้ชาวนาไม่เสียเปรียบ แก้ปัญหาในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางได้มากขึ้น อย่างน้อยที่สุดมันมีกลไกตลาดกลางที่มันอยู่ได้ ถ้าให้ระบบตลาดมันทำงาน เราเห็นจุดบกพร่องว่าจะแก้ตรงไหน แต่ถ้ารัฐเป็นคนมาผูกขาดแล้วมันโคตรไม่โปร่งใสเลย คุณเชื่อได้ยังไงภายใต้รัฐแบบนี้ที่จะผูกขาดแล้วมีประสิทธิภาพ ไม่มีทาง
ในฐานะที่ทำงานร่วมกับชาวนาในบางพื้นที่ด้วย มีความขัดแย้งทางความคิดหมู่ชาวนามากน้อย ขนาดไหน
พี่ น้องที่เป็นชาวนา เขาคิดว่าโครงการแบบนี้จริงๆ แล้วชาวนาได้ประโยชน์ ฉะนั้น ถ้าอยู่ๆ จะไปเลิกโครงการแบบนี้ ชาวนาคงไม่เห็นด้วย เพราะเขาลำบาก มีปัญหาสะสมอะไรต่อมิอะไร ข้อเสนอส่วนหนึ่งของเขาคือ ต้องปรับโครงการให้มันได้ประโยชน์กับชาวนามากขึ้นและลดปัญหาที่เกิดขึ้นจาก กลไกพวกนี้ ก็คือคงโครงการรับจำนำเอาไว้แต่ต้องแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ให้มีผลข้างเคียงอย่าง ที่ว่า ซึ่งตรงนี้หลายคนก็เสนอมาบ้างแล้ว ราคาจำนำไม่ควรเกินเท่าไหร่ หรือจำกัดตัวขนาดของปริมาณการรับซื้อข้าว ไม่จำเป็นต้องรับซื้อทั้งหมดแบบไม่มีเพดาน เป็นต้น มันจะลดงบประมาณลงได้ นี่คือชุดว่าด้วยเรื่องการปรับ หรืออีกอันคือต้องมีชั้นคุณภาพข้าว ว่าข้าวแบบนี้ราคาเท่าไร ไม่ใช่แค่ว่า แบ่งเป็นข้าวขาว กับข้าวหอมมะลิ อย่างที่เป็นอยู่
มีการแบ่งตามระดับความชื้นอยู่แล้ว
อัน นั้นเป็นเรื่องทั่วไปอยู่แล้ว คุณภาพข้าวหมายถึงพันธุ์ข้าว เช่น ตอนนี้มันพันธุ์อะไรก็ได้ เขาปล่อยผี มี 18 สายพันธุ์ที่ลิสต์ไว้ สายพันธุ์ที่แย่ก็ยังซื้อราคา 15,000 บาทต่อตัน สายพันธุ์อายุสั้นคุณภาพไม่ดีก็ยังขายได้ มันต้องมีชั้นว่า พันธุ์นี้ได้ราคานี้ พันธุ์นี้ได้อีกราคาหนึ่ง
เพื่อแก้ปัญหาอะไร
แก้ ปัญหาการปลูกข้าวในระยะยาว ไม่อย่างนั้นโครงการจำนำข้าวจะทำให้คนปลูกข้าวไม่มีคุณภาพมาขาย อาจจะผลผลิตสูงแต่คุณภาพแย่มาก ข้าวลูกผสมผลิตอาจจะสูง แต่คุณภาพแย่มาก แต่เมื่อขายได้ราคาดีพอกับข้าวที่คุณภาพดีกว่า ยิ่งพวกที่ทำอินทรีย์ก็น่าจะได้รับชดเชยให้กับผู้ประกอบการหรือชาวนาที่ทำ ข้าวอินทรีย์ ซึ่งเขามีระบบของเขาอยู่ เขาไม่จำนำหรอก คุณต้องคิดระบบมาสนับสนุนเขา
ในโครงการจำนำข้าวไม่มีกรณีของข้าวอินทรีย์ใช่ไหม
ไม่มี ข้าวอินทรีย์ก็เหมือนข้าวเคมี คุณมาขายกับเราก็ได้ เราก็ให้ 20,000
ตลาดข้าวอินทรีย์กระทบขนาดไหน
เขา ก็บอกว่าตอนนี้อยู่ยากมาก แต่ที่อยู่ได้ก็เพราะส่วนหนึ่งมันเป็นระบบที่ทำด้วยกันมานาน ตอนนี้เขาต้องยกระดับราคามาอย่างน้อยที่สุดเท่ากับราคาจำนำของรัฐ แต่เขาจ่ายเงินเร็วกว่า ส่วนที่รับจำนำ บางพื้นที่รอสามเดือนแล้วยังไม่มาเลย ทั้งที่ตาม ครม.บอกให้ใช้เวลา 3 วัน
กลับมาที่เรื่องเดิมความเห็นของชาวนา กลุ่มหนึ่งชอบโครงการรับจำนำแต่ควรปรับ
ใช่ อันนี้ก็เป็นกลุ่มที่อยากให้ปรับปรุงระบบรับจำนำ พี่น้องส่วนหนึ่งในภาคกลางที่เราทำงานด้วยเสนอแบบนี้
อันที่สองคือ ประกันรายได้ พี่น้องที่เสนอแบบนี้เยอะเลย ถ้าทางใต้ หรือพื้นที่ที่ปลูกข้าวน้อย เขาอยากได้แบบนี้เพราะเงินมันเข้าบัญชีเขาเลย ดูพื้นที่การปลูกแล้วให้เงินตามพื้นที่การปลูกเราเลย ฉะนั้นกลุ่มที่มีข้าวน้อยจะชอบแบบนี้ ไม่ต้องยุ่งอะไรมาก แค่มาขึ้นทะเบียน ทำประชาคมแล้วก็รอรับเงินเลย
ความเห็นผมคือ ถ้ามีโอกาสให้ชาวนาได้วิเคราะห์สองโครงการนี้อย่างกว้างขวาง ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เช่น การใช้งบประมาณเท่าๆ กัน ที่เราวิเคราะห์กันเราเชื่อว่าชาวนาส่วนใหญ่ที่เป็นรายย่อย จะเลือกประกันรายได้ แต่ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านภายใต้เงื่อนไขเดียวกันด้วย มันวิเคราะห์ภายใต้คนละเงื่อนไขไม่ได้ เช่น รัฐบาลที่แล้วเสนอว่าให้มีส่วนต่าง 25% ของราคาตลาด แต่พรรคนี้ไปใหญ่เลย เสนอเป็นเท่าตัวเลย มันเป็นเงื่อนไขคนละอัน ให้ดูผลระยะยาวด้วยว่ารัฐบาลจะทำได้นานแค่ไหนด้วยนะ
ทางเลือกที่สามคือ อย่างที่พูดไปแล้ว เพราะสองอันนี้ไม่พอ มันไม่แตะเรื่องโครงสร้างเลย ระยะยาวจะอยู่ยังไง ในขณะที่เวียดนามเขาทำโครงการ 3 ลด 3 เพิ่มแล้ว เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นโครงการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต คุณภาพและกำไร ในส่วนลดต้นทุน คือ ลดพันธุ์ข้าวต่อไร่ลงให้ใช้พันธุ์ข้าวน้อยลง ใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลง ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อยลง เป็นโครงการรัฐบาลที่ทำในสองพื้นที่หลัก และกำลังจะทำทั่วประเทศ เขาเป็นรัฐบาลสังคมนิยม งานแบบนี้เขาก็ทำสเกลใหญ่ได้ อันนี้แหละคือยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน การอยู่รอด การรับมือกับการเปิดตลาดอาเซียน
ประเมินว่าถ้ายังทำโครงการในลักษณะนี้อยู่ เมื่อเปิดตลาดอาเซียนแล้ว สถานการณ์จะเป็นยังไง
ถ้า เรามีระบบการเมืองที่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจอยู่ในบริบทแบบสังคมไทยจริงๆ และเห็นข้อมูลการวิพากษ์วิจารณ์ เห็นข้อมูล เห็นการท้วงติงขนาดนี้มันหยุดแล้ว แต่นี่เกิดอะไรขึ้นไม่รู้ในระบบการเมือง ในรัฐบาล มันอันตราย ในแง่หนึ่งคือไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำเรื่องโครงการรับจำนำคือ อะไร เลยคาดการณ์ตอนนี้ได้ยาก แต่ถ้าโดยสามัญสำนึกและมาตรฐานทั่วไปแล้ว ทำแบบนี้ทำได้ไม่เกิน 3 ปีก็ต้องหยุด เพราะรับภาระหนักเกินไป และสร้างปัญหามากเกินไป ยังไงก็ต้องหาทางลงแล้ว
ถ้าวิเคราะห์เรื่องการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือการเปิดเสรี เราก็จะเห็นเลยว่าเราต้องทำอะไร จะเห็นคำตอบชัดเลยว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่ทางออก มันเป็นโครงการ ใช้คำว่าอะไรดี ระยะสั้นก็คงไม่ได้ มันไม่ใช่ทางออก มันต้องหลุดออกไปจากการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียว ต้องมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาของเกษตรกรจริงๆ ปัญหาของประเทศจริงๆ มันก็จะง่ายขึ้นในการแก้ปัญหา แต่ดูๆ บรรยากาศตอนนี้ แม้กระทั่งคนที่วิจารณ์โครงการจำนำข้าวก็ถูกมองโยงไปเป็นประเด็นทางการเมือง ถูกมองไปถึงเรื่องทางการเมืองแบบไม่ควรจะเป็นด้วยนะ ซึ่งมันน่าสังเวช


จำคุก ‘ผู้หญิงยิง ฮ.’ 1 ปี-การ์ด นปช.3 ปี คดีจับทหารในที่ชุมนุมปี 52

ที่มา ประชาไท



นฤมล หรือผู้หญิงยิง ฮ. ถูกสั่งจำคุก 1 ปี หน่วงเหนี่ยวกักขังทหารสายสืบ การ์ด นปช.อีกคนโดน 3 ปี ตีหัวทหารแตก ทนายยื่นประกัน 4 แสน ศาลชั้นต้นส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใช้เวลา 3 วัน สองจำเลยนอนคุก


15 ต.ค.55 ที่ศาลอาญารัชดา ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.1780/2552 ซึ่งนายศรชัย ศรีดี กับพวกรวม 4 คน ตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฯ เหตุเกิดเมื่อคราวการชุมนุมของ นปช.ปี 2552 เหตุเกิดในวันที่ 25 ก.พ.52
ทั้งนี้ คดีนี้มีเพียง จำเลยที่ 3 คือ นางสาวนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ หรือจ๋า และจำเลยที่ 4 นายกิตติศักดิ์ จีนขจร เข้าฟังคำพิพากษา โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือ นายศรชัย ศรีดี และ นายประจวบ บุญสันเทียะ นั้นหลบหนี
ศาลศาลชั้นต้นพิพากษาให้ น.ส. นฤมล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 1 ปี สำหรับ นายกิตติศักดิ์ ศาลได้สั่งให้จำคุก 3 ปี ด้วยความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 309 (2)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังอ่านคำพิพากษา ทั้งสองถูกควบคุมตัวในทันที ในระหว่างทำเรื่องประกันตัว จนกระทั่งถูกส่งตัวไปควบคุมตัวยังเรือนจำในเย็นวันนี้
นายสุภาพ เพชรศรี ทนายจำเลย กล่าวว่า ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาทสำหรับนายกิตติศักดิ์ และ 1 แสนสำหรับนางสาวนฤมล แต่ศาลชั้นต้นได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ซึ่งโดยปกติใช้เวลาประมาณ 3 วัน
ทั้งนี้ คำฟ้องระบว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.52 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันข่มขืนใจและขู่เข็ญสิบเอกอำนวย ทองรินทร์ ผู้เสียหายที่ 1 และพลทหารวัชระ แสนสีแก้ว ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งได้รับมอบหมายให้สังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายจับและล็อกตัวผู้เสียหาย ทั้งสองไว้กับแผงเหล็กบริเวณเวทีปราศรัย และมีการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยที่ 3 ได้ใช้ไม้ยาวประมาณ 2 ฟุต เป็นอาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนศีรษะแตก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309, 310
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เป็นคดีที่สองของ น.ส. นฤมล หรือ จ๋า วัย 50 ปี โดยก่อนหน้านี้เธอเคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดี ‘ผู้หญิงยิง ฮ.’ ถูกกล่าวหาว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพในขณะที่ เฮลิคอปเตอร์ทำการทิ้งใบปลิวและแก๊สน้ำตาลงใส่ผู้ชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เม.ย.53 โดยนฤมลถูกจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน 2 วัน โดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว และภายหลังศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องในคดีดังกล่าว

ศาลปกครองยกคำร้อง "อนุภาพ" ฟ้องระงับประมูล 3G

ที่มา ประชาไท



(15 ต.ค.55) (เบื้องต้น) ศาลปกครองกลางยกคำร้อง กรณีที่นายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ กสทช.ยุติการประมูล 3G ไว้ก่อน จนกว่าจะได้จัดทำประกาศ ระเบียบ ที่เป็นประโยนช์ต่อสาธารณะ
ส่วนกรณีสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่ม​การ​เมืองสี​เขียว ​หรือกลุ่มกรีน ขอ​ให้ศาลมีคำสั่งยก​เลิก​การประมูลคลื่น​ความถี่ 3G ศาลปกครองรับคำร้อง แต่ยังไม่ไต่สวนในวันนี้
จากกรณีดังกล่าว ทำให้การประมูล 3G ในวันที่ 16 ตุลาคมของ กสทช. เดินหน้าต่อไป ตามกำหนดเดิม

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 16/10/55 ที่นี่..มีคนตามหา "แพะ"

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




บีบน้ำตา ร้องไห้ ใจจะขาด
ภาพอุบาทว์ คนตอแหล ไม่แคร์สื่อ
สถุนถ่อย โสมม สมเลื่องลือ
ที่แท้คือ พวกอมนุษย์ สุดแสนเลว....

สั่งฆ่าเขา ยังใส่ร้าย ป้ายความผิด
วิกลจริต โคตรริยำ ซ้ำแหลกเหลว
กุเรื่องเท็จ ใส่ไคล้ สุมไฟเปลว
มันน่าถีบ ให้ตกเหว เลวเหลือคณา....

เป็นรัฐบาล เหตุไฉน ใยไม่จับ
พูดสับปลับ ชายชุดดำ ย้ำเหมือนบ้า
สงสารทหาร โถ..เร่งรีบ บีบน้ำตา
กระสุนหมา หลายแสนนัด งัดมายิง....

เสียงคร่ำครวญ โห่ฮา ตามหา "แพะ"
"มึง" นั่นแหละ เลวระยำ ทำทุกสิ่ง
พอมีภาพ ชัดเจน เห็นความจริง
เสือกกลอกกลิ้ง พูดใส่ร้าย ชายชุดดำ....

คนเคยเป็น นายกฯ ตลกแท้
ตีหน้าตาย พูดตอแหล เอาแค่ขำ
เสียงก่นด่า พวกจัญไร ไอ้ระยำ
ยิ่งตอกย้ำ พรรคกาลี อัปรีย์ชน....

๓ บลา / ๑๖ ต.ค.๕๕