WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 23, 2012

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 23/10/55 อย่าอคติ อิจฉา ริษยา..แค่ถึงเวลาช่วยคนจน

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




อย่าอคติ อิจฉา ริษยา
ถึงเวลา ช่วยคนจน พ้นเศร้าหมอง
กี่สิบปี ที่เจ็บช้ำ น้ำตานอง
เสียงร่ำร้อง เคยมีไหม ใครได้ยิน....

ถูกเอารัด เอาเปรียบ เหยียบจนมิด
ไม่มีสิทธิ์ ถูกย่ำยี ก่อหนี้สิน
แต่ละปี สุดแสนท้อ ไม่พอกิน
ทั่วผืนดิน จนยาก ลำบากนัก....

พอรัฐเร่ง ช่วยเหลือ จุนเจือให้
พวกจัญไร อีปรีย์ จอมดีดัก
คอยเตะถ่วง หวังยื้อยุด หยุดชะงัก
ถาโถมหนัก เพื่อกดหัว อย่างชั่วระยำ....

พวกนายทุน ศักดินา รอท่าเชือด
หวังดูดเลือด บดบี้ ขยี้ซ้ำ
บทสุดท้าย คนยากจน ทนรับกรรม
ยิ่งตอกย้ำ ความแตกต่าง อย่างชัดเจน....

อยากลืมตา อ้าปาก อยากพ้นทุกข์
โหยหาสุข สดใส ให้งามเด่น
อย่าไปสน คำสำราก พวกกากเดน
ทำให้เห็น แผ่นดินเรา ความเท่าเทียม....

๓ บลา / ๒๓ ต.ค.๕๕

Monday, October 22, 2012

งานง่ายๆ...เสร็จแล้ว

ที่มา การ์ตูนมะนาว


'จตุพร' เชื่อ 'มาร์ก-สุเทพ' ใกล้เข้าคุกแล้ว

ที่มา uddred




ทีมข่าว นปช.
22 ตุลาคม 2555



วานนี้ (21 ต.ค. 55) จตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมงานทำบุญครบรอบ 1 ปีสถานีวิทยุ Fm 88.25 Mhz อัลเทอร์เนทีฟ เรดิโอ ณ ชั้น 6 อิมพีเรียล สำโรง จ.สมุทรปราการ
จตุพร เชื่อมั่นว่า รัฐบาลชุดนี้จะไม่มีใครสามารถยึดอำนาจได้ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เตรียมนับถอยหลังการถูกถอดยศ
ตั้งแต่ที่ตนเองถูกอภิสิทธิ์ฟ้องข้อหา "หมิ่นประมาท" ตนเองก็ใช้สิทธิทางศาลขอออกหมายเรียกพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหลบ เลี่ยงการเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินของอภิสิทธิ์มาไว้ที่ตนเองทั้งหมด อภิสิทธิ์ต่างจากบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองคนอื่น เพราะการกระทำของเขาจะต้องถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิต
ขณะนี้ DSI ทำการสอบสวนการเสียชีวิตจากเหตุการณ์เดือน เม.ย.-พ.ค. 53 แล้วเสร็จจำนวน 36 คดี และกำลังจะทยอยส่งเข้าสู่ชั้นศาล ซึ่งศาลได้ตัดสินการเสียชีวิตของ พัน คำกอง แล้วว่า เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ดังนั้นอภิสิทธิ์ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงใกล้เข้าสู่เรือนจำเข้าไปทุกที

หนังสือดีที่ จักรภพ ขอแนะนำ

ที่มา Thai E-News

 ที่มา TPNews



โฉมหน้าศักดินาไทย :
เล่ม นี้คงต้องเรียกด้วยสํานวนปัจจุบันว่าเป็น "ตัวแม่" ของงานนิพนธ์ในทัศนะเดียวกัน จิตร ภูมิศักดิ์ ผู้เกิด "สองครั้ง" คือเกิดครั้งแรกจากท้องแม่และครั้งที่สองหลังเหตุการณ์ 14ตุลาคม พ.ศ.2516 เมื่อ งานเขียนอัจฉริยะของนักอักษรศาสตร์ผู้นี้ถูกรื้อฟื้นกลับมาสู่ความสนใจอย่าง ใหญ่หลวงและส่งอิทธิพลทางความคิดอย่างกว้างไกล คือผู้ชี้ว่า สภาพสังคมไทยตลอดมาไม่ได้ต่างอะไรกับสังคมศักดินาในแทบทุกพื้นที่ของโลก ซึ่งเป็นการวิเคราะห์แบบตีแสกหน้าขบวนการโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามจะลวงว่าผู้ ปกครองสยามและไทยมีความดีงามผิดแผกจากรัฐอื่นๆ เขาทั้งหมด วิธีคิดของ จิตร ภูมิศักดิ์ สามารถนํามาใช้วิเคราะห์ในปัจจุบันได้ จนหลายคนที่มักตั้งคําถามว่าเมืองไทยจะไปทางไหน อาจจะตอบคําถามนั้นด้วยตัวเองได้เลย!
***********************************************************************************************
ฝรั่งศักดินา :

แทบจะทันทีที่ "โฉมหน้าศักดินาไทย" กลับมาสร้างกระแสปฏิวัติทางสังคมในการเกิด "ครั้งที่สอง" ของ จิตร ภูมิศักดิ์ นักอธิบายความของระบอบเก่าอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ปราดเข้าโต้ทันที ด้วยการเขียนเป็นตอนๆ ตามถนัดและรวบรวมขึ้นเป็นเล่มในเวลาต่อมาในนาม "ฝรั่งศักดินา" งานชิ้นนี้เสมือนเป็นการตะโกนตอบว่าเจ้าและอํามาตย์มิใช่ศักดินา แต่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับประชาชนอย่างเท่าเทียม เจ้าศักดินาคือเจ้าในยุโรป หาใช่เจ้าไทยไม่ งานโต้ตอบทางการเมืองชิ้นนี้จึงยิ่งส่งผลให้ "โฉมหน้าศักดินาไทย" โด่งดังข้ามยุคสมัยไปอีก ใครมีฉันทาคติอ่านได้ครบทั้งสองเล่ม จะเข้าใจลึกซึ้งทีเดียวว่าเชื้อมะเร็งของรัฐไทยอยู่ตรงไหน และแดงกับเหลืองเถียงอะไรจนแทบจะฆ่ากันตายอยู่ในปัจจุบัน
***********************************************************************************************
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ร.8 ฉบับสมบูรณ์ :

งานคลาสสิคชิ้นนี้คือความต้องการ ของลุงสุพจน์ ด่านตระกูลที่จะอธิบายด้วยความรู้และด้วยหัวใจที่เป็นธรรมว่า การเสด็จสวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท มหิดลด้วยพระแสงปืนบนพระที่ในใจกลางพระราชวังหลวงนั้น มีฐานะทางประวัติศาสตร์อย่างไร และถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ไม่ต่างอะไรจากเรื่องสามก๊ก จนหลายชีวิตที่บริสุทธิ์ต้องจบสิ้นและบางชีวิตกลับได้รับประโยชน์ในทางการ เมืองต่อมา ใครมีทฤษฎีอย่างไรย่อมเป็นสิทธิ์ แต่ถ้าขาดข้อเท็จจริงที่รวมเอาไว้อย่างสมบูรณ์ในเล่มนี้ คงจะอ้างได้ยากว่าเป็นผู้รู้ใน "กรณีสวรรคต"
************************************************************************************************
คู่มือมนุษย์ :
น่าประหลาดใจแท้ๆ ที่การปฏิวัติทางโลกและทางธรรมมาอุบัติขึ้นในปีพุทธศักราชเดียวกันโดยมิได้ นัดหมาย นั่นคือการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม พ.ศ.2475 กับการเกิดสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ณ เมืองไชยา สุราษฎร์ธานี ใน พ.ศ.2475 เช่น กัน ชะรอยว่ารอยแยกแห่งการปฏิวัติทั้งโลกและธรรมจะเป็นสายธารเดียวกันอย่างแยก เสียมิได้มาตั้งแต่บัดนั้น ผมอ่านงานเล่มสําคัญนี้มาแต่เล็กแต่น้อย เรียกได้ว่าโตมากับ "คู่มือมนุษย์" และงานอื่นๆ ของท่านพุทธทาสก็คงไม่ผิด ถึงขนาดไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์เมื่อท่านพุทธทาสยังไม่สิ้นมาแล้ว ใครไม่เคยอ่านลองหาเวลาเพิ่มความเป็นมนุษย์ดูหน่อยเถอะครับ
**********************************************************************************************
อาหารรสวิเศษของคนโบราณ :

นี่คือหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมเอา มา "ลี้ภัย" ข้างๆ ตัวด้วย ไม่ใช่เพราะ น. ณ ปากนํ้า หรืออาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ช่วยในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย หากท่านช่วยให้ผมระลึกถึงการใช้ภาษาไทยแบบมือครูเท่านั้นจะเขียนได้ ภาษาไทยของ น. ณ ปากนํ้า เป็นภาษาไทยของครูไทยที่ไม่ดัดจริต งดงามชัดเจน สื่อสารทรงพลังไม่มีวันลืมเลือน ผมจะห่างบ้านเมืองไปกี่ปีๆ พอจับงานเล่มนี้ทีไร ความเป็นไทยก็พรั่งพรูกลับมาทุกหน เนื้อหาสาระก็ทําให้อร่อยโดยไม่ต้องกิน กะปิเผาไฟ ข้าวผัดง่ายๆ ผัดหอยกะพงตัวอวบๆ (ไม่มียุบ) ไข่เจียวแบบไม่ซํ้า 7 วัน แกงโฮะชั้นยอด ฯลฯ ผมคิดถึงบ้านเมื่อไหร่ก็ได้ท่าน "อาจารย์ยูร" นี่ล่ะครับที่คอยปลอบใจ
************************************************************************************************
หนังสือทุกเล่มสามารถหาซื้อได้จากร้าน "TPNews" ชั้น 4 ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว สอบถาม โทร. 085-5049944 หรือสั่งซื้อทางอีเมลล์ที่ tpnews2012@gmail.comโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอิมพีเรียลลาดพร้าว เลขที่ 224-2-42394-3 ชื่อบัญชี น.ส.นุชรินทร์ ต่วนเวช
************************************************************************************************

ประกาศการยกเลิกหมอบคลาน

ที่มา ประชาไท



วันที่ 23 ตุลาคม คือวันปิยะมหาราช
พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับว่าเป็นองค์กษัตริย์ที่ทรงทำคุณประโยชน์ให้กับสยามประเทศอย่างมาก และหนึ่งในพระราชดำริของพระองค์ที่นับได้ว่าเป็นการปฏิรูปทางการเมืองและ วัฒนธรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะในการปรับเปลี่ยนให้สยามมีความเป็นศิวิไลซ์ ก็คือ การยกเลิกการหมอบคลาน
ในโอกาสวันปิยะมหาราชนี้ ผมขอนำหนังสือราชกิจจานุเบกษา ประกาศการยกเลิกการหมอบคลาน มาเผยแพร่ ณ ที่นี้ ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
....................................
หนังสือ ราชกิจจานุเบกษานี้ ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมหาราชวัง จะออกเดือนละ ๔ ครั้ง ตามกำหนดทุกเดือน ราคาตลอดปี ๔๘ ฉบับ สองตำลึง ครึ่งปี ๒๔ ฉบับ ราคา ห้าบาท สามเดือน ๑๒ ฉบับ ราคา สามบาท ใบหนึ่งจนถึงสามใบๆ ละสลึงเฟื้อง ถ้าต้องไปส่งถึงบ้าน ปีหนึ่งค่าจ้างกึ่งตำลึง ครึ่งปี หกสลึง สามเดือน บาทหนึ่ง ถ้าผู้ใดจะต้องการก็ให้มาที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ฯะ
ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่
ศุภ มัศดุ จุลศักราช ๑๒๓๕ กุกุฏสังวัจฉระกะติกะมาศ กฤษณปักษพาระสีดิถี รวิวารปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเดจพระปรมินทร มหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุศยรัตนราชรวิวงษ วรุตมพงษบริพัต วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิ ราชสังกาศบรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสดจออกณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มหัยสวริยพิมาน โดยสฐานอุตราภิมุข พระบรมวงษานุวงษ แลท่านเสนาบดีข้าราชการ ผู้ใหญ่ ผู้น้อย ฝ่ายทหาร พลเรือน เฝ้าพร้อมกันโดยลำดับ จึ่งมีพระบรมราชโองการ มารพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ทรงประกาศ แก่พระบรมวงษานุวงษแลข้าทูลอองธุลีพระบาท ผู้ใหญ่ ผู้น้อย ให้ทราบทั่วกันว่า ตั้งแต่ได้เสดจเถลิงถวัลยราชสมบัติมา ก็ตั้งพระราชหฤไทย ที่จะทำนุบำรุงพระราชอาณาจักร ให้มีความศุกความเจริญแก่พระบรมวงษานุวงษ แลข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อยทั้งสมณชีพราหมณ์ ประชาราษฎรทั้งปวงทั่วไป การสิ่งไรที่เปนการกดขี่แก่กันให้ได้ความยากลำบากนั้น ทรงพระดำริห์จะไม่ให้มีแก่ชนทั้งหลายในพระราชอาณาจักรต่อไป ด้วยได้ทรงพระราชดำริห์เหนว่า ในมหาประเทศต่างๆ
ซึ่งเปนมหานครอัน ใหญ่ ในทิศตวันออก ตวันตก ในประเทศอาเซียนี้ ฝ่ายตวันออก คือประเทศจีน ประเทศญวน ประเทศยี่ปุ่น แลฝ่ายตวันตก คืออินเดีย แลประเทศที่ใช้การกดขี่ให้ผู้น้อยหมอบคลานกราบไหว้ต่อเจ้านายแลผู้มีบันดา ศักดิ ที่เหมือนกับธรรมเนียมในประเทศสยามนั้น บัดนี้ประเทศเหล่านั้นก็ได้เลิกเปลี่ยนธรรมเนียมนั้นหมดทุกประเทศด้วยกัน แล้ว การที่เขาได้พร้อมกัน เลิกเปลี่ยนธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้นั้น ก็เพราะเพื่อจะให้เหนความดีที่จะไม่มีการกดขี่แก่กันในบ้านเมืองนั้นอีกต่อ ไป ประเทศใด เมืองใด ที่ได้ยกธรรมเนียม ที่เปนการกดขี่ซึ่งกันแลกัน ประเทศนั้นเมืองนั้น ก็เหนว่ามีแต่ความเจริญมาทุกๆ เมืองโดยมาก ก็ในประเทศสยามนี้ ธรรมเนียมบ้านเมือง ที่เปนการกดขี่แก่กัน อันไม่ต้องด้วยยุติธรรมนั้น ก็ยังมีอยู่อีกหลายอย่าง หลายประการ จะต้องคิดลดหย่อนผ่อนเปลี่ยนเสียบ้าง แต่การที่จะจัดผลัดเปลี่ยนธรรมเนียมจะให้แล้วไปในครั้งเดียวคราวเดียวนั้น ไม่ได้ จะต้องค่อยคิดเปลี่ยนแปลงไป ตามเวลาที่ควรแก่กาล ที่จะเปลี่ยนแปลงได้ บ้านเมืองจึ่งจะได้มีความเจริญสมบูรณยิ่งขึ้นไป แลธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก ผู้น้อยที่ต้องหมอบคลานนั้น ได้ความเหน็จเหนื่อยลำบาก เพราะจะให้ยศแก่ท่านผู้ใหญ่ ก็การทำยศที่ให้คนหมอบคลานกราบไหว้นี้ไม่ทรงเหนว่ามีประโยชน์แก่บ้านเมือง แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ผู้น้อยที่ต้องมาหมอบคลานกราบไหว้ให้ยศต่อท่านผู้ที่เปนใหญ่นั้น ก็ต้องทนลำบากอยู่ จนสิ้นวาระของตนแล้วจึ่งจะได้ออกมา พ้นท่านผู้ที่เปนใหญ่ ธรรมเนียมอันนี้แลเหนว่าเปนต้นแห่งการที่เปนการกดขี่แก่กันทั้งปวง เพราะฉนั้นจึ่งจะต้องละพระราชประเพณีเดิม ที่ถือว่าหมอบคลานเปนการเคารพอย่างยิ่งในประเทศสยามนี้เสีย ด้วยทรงพระมหากรุณา ที่จะให้ท่านทั้งหลายได้ความศุข ไม่ต้องทนยากลำบากหมอบคลาน เหมือนอย่างแต่ก่อน แลธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเปนยืนเปนเดิน ธรรมเนียมที่ถวายบังคมแลกราบไหว้นั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเปนก้มสีสะ ธรรมเนียมที่ยืนที่เดินแลก้มสีสะนี้ ไช้ได้เหมือนกับธรรมเนียมที่หมอบคลานถวายบังคมแลกราบไหว้ บางทีท่านผู้ที่มีบันดาศักดิ์ ซึ่งชอบธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ตามเดิม เหนว่าดีนั้นจะมีความสงไสยสนเท่ห์ว่า การที่เปลี่ยนธรรมเนียม หมอบคลาน ให้ยืนให้เดิน จะเปนการเจริญแก่บ้านเมืองด้วยเหตุไรก็ให้พึงรู้ว่า การที่เปลี่ยนธรรมเนียมใหม่ เลิกหมอบคลาน ให้ยืนให้เดินนั้น เพราะจะให้เหนเปนแน่ว่า จะไม่มีการกดขี่แก่กัน ในการที่ไม่เปนยุติธรรมอีกต่อไป เมืองใดประเทศใดผู้ที่เปนใหญ่ มิได้ทำการกดขี่แก่ผู้น้อย เมืองนั้นประเทศนั้นก็คงมีความเจริญเปนแน่ ตั้งแต่นี้สืบไป พระบรมวงษานุวงษ แลข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ซึ่งจะเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทในพระที่นั่ง แลที่เสดจออกแห่งหนึ่งแห่งใด จงประพฤติ ตามพระราชบัญญัติที่ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดไว้เปนข้อบัญญัติสำรับข้าราชการต่อไป จงทุกข้อทุกประการ จึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ สมันตพงษพิสุทธมหาบุรุศย์รัตโนดม ผู้สำเรจราชการแผ่นดิน ตั้งเปนข้อพระราชบัญญัติไว้สำรับแผ่นดินต่อไปดังนี้ ฯะ
พระราชบัญญัติ์
ข้อ ๑ ว่าพระบรมวงษานุวงษ แลข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน ผู้ใหญ่ ผู้น้อยทั้งปวง เมื่อจะเข้าเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทในพระที่นั่งฤาที่เสดจออกแห่งใดๆ ก็ดี เมื่อเดินเข้าไปถึงน่าพระที่นั่งแล้ว ให้ก้มสีสะถวายคำนับครั้งหนึ่ง แล้วจึ่งเดินไปยืนที่ตำแหน่งของตนเฝ้า เมื่อไปถึงที่ยืนเฝ้าแล้ว ให้ก้มสีสะถวายคำนับอีกครั้งหนึ่ง แล้วยืนให้เรียบร้อยเปนปรกติ ห้ามมิให้เดินไปเดินมา แลยืนหันหน้าหันหลังในเวลาที่เสดจออก แลมิให้ยืนเอามือไพล่หลังแลท้าวเอว แลเอามือไปท้าวผนังแลเสาฤาที่ต่างๆ แลสูบบุหรี่ หัวเราะ พูดกันเสียงดัง ต่อน่าพระที่นั่ง ให้ยืนให้เรียบร้อยเปนลำดับตามบันดาศักดิ์ผู้ใหญ่ ผู้น้อย ถ้ามีกิจราชการที่จะต้องกราบบังคมทูลพระกรุณา แล้วให้เดินออกมาจากที่เฝ้า ยืนตรงน่าพระที่นั่ง ก้มสีสะถวายคำนับแล้วจึ่งกราบบังคมทูลพระกรุณา เมื่อสิ้นข้อความที่กราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว ให้ก้มสีสะลงถวายคำนับ จึ่งให้เดินถอยหลังมาที่ยืนเฝ้าอยู่ตามเดิม ถ้าจะถวายหนังสือฤาสิ่งของ สิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อพระหัถ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วให้ถือสองมือ เดินตรงเข้าไป ถึงหน้าพระที่นั่งภอสมควร ก้มสีสะลงถวายคำนับก่อน จึ่งถวายของนั้นต่อพระหัถ ถ้าถวายของนั้นเสรจแล้ว ให้เดินถอยหลัง ถ้าเปนที่ใกล้ให้ถอยหลัง ๓ เก้า ฤา ๕ เก้า พอสมควร ถ้าเปนที่ไกลให้ถอยหลังออกมา ๗ เก้า จึ่งกลับหน้าเดินไปยืนตามที่ ถ้าจะมีพระบรมราชโองการดำรัสด้วยผู้หนึ่งผู้ใดที่ยืนอยู่ในที่เฝ้านั้น ก็ให้ผู้นั้นยืนคงอยู่ตามที่ ก้มสีสะถวายคำนับแล้ว จึ่งรับพระบรมราชโองการ เมื่อรับพระบรมราชโองการ กราบบังคมทูล สิ้นข้อความแล้วก็ให้ก้มสีสะลงถวายคำนับ อนึ่งพระบรมวงษานุวงษแลข้าทูลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ผู้น้อยทั้งปวง ที่ได้เข้ามายืนเฝ้า ในเวลาที่เสดจออกอยู่นั้น ถ้ามีพระบรมราชโองการ โปรดพระราชทานเก้าอี้ให้นั่งจึ่งนั่งได้ ห้ามมิให้นั่งลงกับพื้น แลนั่งบนเก้าอี้ ฤานั่งที่แห่งใดๆ ตามชอบใจ ในเวลาที่เสดจออกต่อน่าพระที่นั่ง แลผู้ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดให้นั่งเก้าอี้เฝ้าอยู่นั้น นั่งให้เปนปรกติ ห้ามมิให้ยกเท้าขึ้นภับบนเก้าอี้ แลไขว่ห้างเหยียดเท้าตะแคงตัว ทำกิริยาหาความสบายให้เกินกิริยาที่นั่งเปนปรกติเปนอันขาด เมื่อเวลาเสดจขึ้นก็ให้ยืนขึ้นถวายคำนับให้พร้อมกัน แต่แขกเมืองประเทศราช เมื่อจะเข้าเฝ้าทูลอองธุลีพระบาท ให้ทำกิริยาคาระวะ ตามเพศบ้านเมืองของตนก่อน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดให้ยืน จึ่งยืนได้ ฯะ
ข้อ ๒ พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัว เสดจพระราชดำเนินออก ประทับอยู่ที่แห่งใดๆ ก็ดี ข้าราชการแลมหาดเลกซึ่งเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทอยู่ในที่นั้น ถึงเสดจออกประทับอยู่ช้าหลายชั่วโมง ก็ห้ามมิให้ข้าราชการ แลมหาดเลกที่ยืนเฝ้าอยู่นั้น นั่งลงในที่แห่งใดๆ เปนอันขาด เว้นไว้แต่เปนที่กำบัง ลับพระเนตรสมเดจพระเจ้าอยู่หัวจึ่งนั่งได้ แลในเวลาที่เสดจออก ทรงประทับอยู่ ณ ที่แห่งใดๆ นั้น ข้าราชการแลมหาดเลก ยืนเฝ้าอยู่ในที่โดยลำดับแล้ว ผู้ซึ่งจะเข้ามาเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทภายหลัง ที่มิได้มีราชการที่จะกราบบังคมทูลพระกรุณา ห้ามมิให้เดินผ่านน่าพระที่นั่ง แลเดินผ่านหน้าข้าราชการที่ยืนเฝ้าอยู่ก่อนนั้น ให้เดินหลีกเลี่ยงเข้ายืนตามตำแหน่งของตนที่ควรจะยืน เว้นไว้แต่ผู้ที่รับพระบรมราชโองการ จึ่งเดินผ่านหน้าเพื่อนข้าราชการไปมาได้ ฯะ
ข้อ ๓ สมเดจพระเจ้าอยู่หัว เสดจพระราชดำเนิน ไปทางสถลมารค์ ข้าราชการแลราษฎร ชาย หญิง ที่จะมาคอยดูกระบวนเสดจพระราชดำเนินก็ดี จะทรงช้าง ทรงม้า ทรงรถ ฤาจะทรงพระที่นั่ง อย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี เมื่อเวลาเสดจพระราชดำเนิน มาถึงน่าผู้ที่ยืนคอยดูกระบวนเสดจพระราชดำเนินอยู่นั้น ให้คนเหล่านั้น ก้มสีสะถวายคำนับจงทุกคน ห้ามมิให้ นั่ง มิให้ ยืน ดูกระบวนเสดจพระราชดำเนินบนชานเรือน บนน่าต่างเรือน แลบนที่สูง ที่ไม่ควรจะนั่ง จะยืน ถ้าทรงม้า ทรงรถ ไม่มีกระบวนนำ กระบวนตามเสดจพระราชดำเนิน ผู้ซึ่งอยู่บนเรือนแลบนที่สูง ไม่ทันรู้ว่าเสดจพระราชดำเนิน แต่ภอแลเหนว่าเปนรถพระที่นั่ง ฤาม้าพระที่นั่ง ก็ให้ยืนขึ้นถวายคำนับ ห้ามมิให้นั่ง มิให้หมอบ เปนอันขาด แลในเวลาที่เสดจพระราชดำเนิน ทรงช้าง ทรงม้า ทรงรถ ฤาทรงพระที่นั่งอย่างหนึ่งอย่างใด มาในทางสถลมารค์ ถ้าผู้หนึ่ง ผู้ใด ไปบนหลังม้าฤาไปบนรถ ภบปะกระบวนนำเสดจพระราชดำเนิน ก็ให้หยุดม้า หยุดรถริมทาง ถ้าเสดจพระราชดำเนินมาถึงตรงหน้าแล้วให้ถอดหมวกก้มสีสะ ถวายคำนับอยู่บนรถบนหลังม้า ไม่ต้องลงจากรถ จากหลังม้า ต่อเสดจพระราชดำเนินไปสิ้นกระบวนแล้ว จึ่งให้ออกเดินรถ เดินม้าต่อไป ถ้าเสดจพระราชดำเนินทางชลมารค์ ข้าราชการแลราษฎร ชาย หญิง ที่อยู่แพ อยู่เรือนริมน้ำ ให้ยืนขึ้นก้มสีสะถวายคำนับจงทุกคน ถ้ามาด้วยเรือภบกระบวนเสดจพระราชดำเนิน ถ้าเรือเลกยืนไม่ได้ ก็ให้ถอดหมวกก้มสีสะ ถวายคำนับในเรือไม่ต้องยืน ถ้าเปนเรือใหญ่ควรจะยืนได้ ก็ให้ยืนขึ้นถวายคำนับตามธรรมเนียม ฯะ
ข้อ ๔ ข้าราชการเมื่อจะเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง แลจะออกจากพระบรมมหาราชวัง ฤาจะไปกิจธุระแห่งหนึ่งแห่งใดก็ดี ถ้าภบท่านผู้มีบันดาศักดิ์ที่ได้เคยทำคำนับยำเกรงตามธรรมเนียมเก่าฉันใด ก็ให้ทำคำนับยำเกรง อย่างธรรมเนียมใหม่ให้เหมือนกัน ธรรมเนียมที่ยืนเหมือนกับนั่ง เหมือนกับหมอบ ธรรมเนียมที่เปิดหมวกก้มสีสะ เหมือนกับกราบไหว้อย่างแต่ก่อนนั้น ถ้าผู้หญิงจะไปในที่เฝ้าแลภบท่านผู้ใหญ่ไม่ต้องเปิดหมวก เปนแต่ก้มสีสะลงคำนับ เมื่อกระทำคำนับแล้ว หมวกนั้นจะเปิดก็ได้ ไม่เปิดก็ได้ แลผู้คนข้าทาษที่ใช้ การงานอยู่ในบ้านเรือนนั้น ก็อย่าให้ท่านผู้ที่เปนเจ้าเปนนาย บังคับให้ข้าทาษหมอบคลาน ให้บังคับให้ข้าทาษใช้ยืน ใช้เดิน ตามพระราชบัญญัติ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้งไว้นี้ ให้พระบรมวงษานุวงษข้าราการฝ่ายทหารพลเรือนฝ่ายน่าฝ่ายในในพระบรมมหาราชวัง พระราชวังบวร ให้กระทำตามพระราชบัญญัติ์ ประกาศนี้จงทุกประการ ประกาศมาณวันอาทิตย เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีรกาเบญจศก ฯะ

ความรุนแรงที่ปฏิวัติ:โต้พวกเพ้อเจ้อ

ที่มา ประชาไท



จะใช้ความรุนแรงหรือไม่ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมต้องเลือกให้เหมาะสมกับ กาละ และ เทศะ  เพราะความรุนแรงเป็นวิธีการ,ไม่ใช่จุดหมาย ในเมื่อจุดหมายคือแค่ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง,ได้เป็นรัฐบาล การใช้ความรุนแรงไม่เพียงแต่จะไม่คุ้มค่าเท่านั้น แต่อาจจะเสียหายถึงขั้นผู้ใช้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ก็ได้  แต่ถ้าจุดหมายคือการเปลี่ยนแปลงระบอบสังคม,ชนชั้นหนึ่งโค่นล้มอีกชนชั้น หนึ่ง และเมื่อประเมินตามทัศนะของ แม็กซ์ เวเบอร์ ที่ว่ารัฐเป็นผู้ผูกขาดและใช้ความรุนแรงเหนืออาณาดินแดนหนึ่งๆแล้ว “ ความรุนแรง “ ก็กลายเป็นวิธีการที่ถูกบังคับให้เลือกเพื่อที่จะบรรลุจุดหมายดังกล่าว   นอกเสียจากจะล้มเลิกความมุ่งหมายของตนเสีย
ไม่ว่าใคร,ชนชั้นอะไร หรือ ยากดีมีจนอย่างไร,ก็ไม่มีใครอยากสูญเสียบาดเจ็บล้มตายทั้งสิ้น    แต่จะชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาเรื่องความรุนแรงนั้นต้องไม่มองความรุนแรงโดดๆเหมือนกันไปหมด  แต่ต้องจำแนกอย่างวิภาษ เมื่อประชาชนเดินขบวนอย่างสันติ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วกลับมีการใช้ความรุนแรงที่”ปฏิกริยา”เข้าปราบปรามด้วยทหารตำรวจติดอาวุธ ก็ชอบธรรมที่อีกฝ่ายจะใช้ความรุนแรงที่”ปฏิวัติ”เข้าต่อต้าน   ในระยะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ผูกขาดการใช้อำนาจรัฐกดขี่ข่มเหง ผู้คนทั้วทั้งแผ่นดินไปสู่การมีสิทธิเสรีของประชาชน,การจัดสรรแบ่งปันที่ เป็นธรรมและทั่วถึง   นอกจากความรุนแรงแล้ว  จะมีหมอตำแยไหนมาทำคลอดให้สังคมใหม่ ?
โดยธรรมชาติแล้ว ประชาชนไม่มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง เมื่อพวกเขาตัดสินใจใช้ความรุนแรง ย่อมเกิดจากเงื่อนไขที่แน่นอนเงื่อนไขหนึ่ง    พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะแรกนั้น ก็ดำเนินงานอย่างสันติโดยร่วมมือกับพรรคก๊กมิ่นตั่งซึ่งกุมกลไกรัฐทหารตำรวจ ในขณะนั้นเพื่อปราบขุนศึกภาคเหนือ  เมื่อ เจียง ไค เช็ค หักหลังการปฏิวัติทำรัฐประหาร เปิดฉากเข่นฆ่าบรรดาผู้รักความเป็นธรรม ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ทำรัฐประหาร 12 เมษายน ค.ศ. 1927 จนถึงวันที่ 31 กรกฏาคม ค.ศ. 1927 ทั่วทั้งประเทศจีนมีผู้ถูกฆ่าตายไปแสนกว่าคน  เฉพาะที่มหานครซั่งไห่แค่วันที่ 12-14 เมษายน  มีกรรมกร นักศึกษา และประชาชนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าห้าพันคน( ประมาณการภายหลังโดย โจว เอิน ไหล ) ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1927 พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงรวบรวมกำลังที่เหลือจากความเสียหายอย่างหนักหน่วง ก่อการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธที่นครหนานชาง มณฑลเจียงซี
วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1930  ชาวนาหลายพันคนเดินขบวนประท้วงอย่างสงบ ที่เมืองหวิ่น  ในเวียดนามภาคกลาง รัฐบาลเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในขณะนั้น ใช้เครื่องบินยิงกราดและทิ้งระเบิดลงใส่ขบวนแถวผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ  มีผู้เสียชีวิตทันที่กว่าสองร้อยคน  บาดเจ็บเรือนพัน เฉพาะปี1930 -1931 สองปีนี้มีผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิด,ยิงใส่,ตัดหัวเสียบประจานจนถึง ทรมานจนตาย ไม่ต่ำกว่าหมื่นคน นำไปสู่การจัดตั้งขบวนการ”เวียตมินห์” ซึ่งขยายตัวไประหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จนสามารถเอาชนะกองทหารฝรั่งเศสในสมรภูมิ “ เดียน เบียน ฟู “ อันเลื่องลือ และสถาปนาเวียดนามเหนือเป็นเอกราชได้. ในเวียดนามใต้  การเข่นฆ่าผู้ประท้วงชาวพุทธที่ชุมนุมมือเปล่าบริเวณ เจดีย์” ซาโหล่ย “ สังหารพระและประชาชนกว่าร้อย โดยรัฐบาล โง ดินห์ เดียม,   การกวาดล้างจับกุมตลอดจนการบังคับกวาดต้อนชาวนาในชนบทสิบล้านคนเข้าสู่” หมู่บ้านยุทธศาสตร์ “ เพื่อแยก “ น้ำ “ ออกจาก “ ปลา “ อันนำมาซึ่งความทุกขเวทนาบ้านแตกสาแหรกขาด โดยรัฐบาล เหงียน วัน เทียว    จนถึงจุดสูงสุดของการเข่นฆ่าปราบปรามด้วยการทิ้งระเบิด” ปูพรม “ โดยฝูงป้อมบินยักษ์  บี 52 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ลงใส่ฮานอยและเมืองท่าไฮฟอง อย่างต่อเนื่อง ผลของมันคือการปลดปล่อยเวียดนามใต้และรวมประเทศด้วยกำลังอาวุธ เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975
ในประเทศไทยเราเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่จะแตกต่างไปจากประเทศอื่น การใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามก็เป็นเหตุให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งใช้การต่อสู้อย่างสันติมา 23 ปี ตัดสินใจต่อสู้ด้วยอาวุธในปี พ.ศ. 2508 แม้ขบวนการดังกล่าวจะเพลี่ยงพล้ำจนพ่ายแพ้ไปในช่วง 2530 แต่ก็ด้วยสาเหตุที่ประเมินสถานการณ์การเมืองผิดพลาดทั้งในประเทศและทางสากล มิใช่กำหนดใช้วิธีการที่ผิดพลาด ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกเปิดเผยเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปแล้ว จึงไม่ต้องกล่าวรายละเอียดในที่นี้      ที่ควรให้ความสนใจคือหลังจากนั้น ประชาชนเราก็ “ สมาทาน สันติ-อหิงสา “ เสมอมา  ชนชั้นปกครองที่กุมกลไกรัฐใช้ความรุนแรงแต่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ไม่ว่าใน ปี 2535 ,2552 และ 2553 ประชาชนเรายืนหยัดต่อสู้ด้วยความไม่รุนแรงอย่างอดทน ต่อสู้แบบยอมเสียเลือดเสียเนื้อบาดเจ็บล้มตายจนกระทั่งลงคะแนนเลือกตั้งได้ เสียงข้างมากในสภา นำสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่พอจะเป็นเครื่องแสดงความต้องการของประชาชนอย่าง เป็นรูปธรรมเท่านั้น  เพียงแค่นี้ ชนชั้นนำที่กุมกลไกรัฐอย่างแท้จริงก็ยังใช้กลไกของพวกเขาพยายามเบียดขับ รัฐบาลที่คนส่วนใหญ่เลือกมาทั้งๆที่รัฐบาลนี้ก็ประนีประนอมกับชนชั้นนำดัง กล่าวเป็นด้านหลักด้วยซ้ำ  ความพยายามอย่างต่อเนื่องโดยใช้ทุกกลไกที่ตนมีและโดยไม่เลือกวิธีการของชน ชั้นนำกลุ่มนี้ที่จะผลักไสประชาชนให้หมดความอดทน เมื่อใดที่ แม้หนทางรัฐสภาซึ่งพวกซ้ายไร้เดียงสา ประณามว่า “ ฉวยโอกาสเอียงขวา “ ก็ไม่มีให้เดินแล้ว เท่ากับว่าพวกเขาบังคับให้ประชาชนเราใช้”วิธีอื่น “ นั่นเอง
สำหรับประชาชนเรานั้น  มิใช่เอะอะอะไรก็จะใช้ความรุนแรงแต่ถ่ายเดียว ประชาชนเรานั้นรักสันติเสียยิ่งกว่าฝ่ายที่เป็นชนชั้นปกครองเสียอีก จะใช้ความรุนแรงก็ต่อเมื่อฝ่ายชนชั้นปกครองบีบบังคับเสียจนไม่เหลือทาง ต่อสู้ใดๆ ,ใช้โดยความจำเป็น   รุนแรงหรือสันติ เรามองสิ่งเหล่านี้อย่างสัมพัทธ์  เมื่อสังคมก้าวไปข้างหน้าจนถึงระยะที่ไร้ชนชั้น,ไร้การกดขี่ขูดรีด ทั่วทั้งสังคมมีความเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์ มนุษย์ต่อสู้เพียงเพื่อพัฒนาพลังการผลิต(เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์)เมื่อนั้น ความรุนแรงก็หมดความจำเป็น   วิธีการอันจำเป็นซึ่งกำเนิดจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์นี้ ก็จะดับสลายไปในประวัติศาสตร์เอง  ทัศนะต่อความรุนแรงของประชาชนเรา เรามองมันอย่างคลี่คลายขยายตัว ไม่ใช่โดดเดี่ยวและหยุดนิ่ง เช่นนี้
รุนแรง หรือไม่  กล่าวสำหรับประชาชนแล้ว เป็นไปตาม “ กาละ “ และ “ เทศะ “ อันเป็นเงื่อนไขประวัติศาสตร์  สิ่งเหล่านี้ประชาชนเราคิดและไตร่ตรองอย่างดีจนตกผลึก จึงมีความหมายแน่นอน   มิใช่กล่าวลอยๆเพียงแค่ประดับปากให้ดูสวยงามเท่านั้น
-----------------------------------------------------

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012: เดโมแครตจับกลุ่มเป้าหมายคนหนุ่มสาว

ที่มา ประชาไท



สำนักข่าว The Independent ตั้งข้อสังเกต พรรคเดโมแครตซึ่งให้บิล คลินตัน ไปช่วยหาเสียงในงานประชุมของกลุ
่มเยาวชน กำลังเจาะกลุ่มเป้าหมายหนุ่มสาว พร้อมสาเหตุว่าทำไมคนกลุ่มนี้ถึงมีผลต่อคะแนนเสียง
21 ต.ค. 2012 - สำนักข่าว The Independent นำเสนอรายงานโดยผู้เขียน Guy Adams ที่บอกว่าพรรคเดโมแครตกำลังจับกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 30 โดยเชื่อว่าผู้ลงคะแนนวัยหนุ่มสาวเป็นกุญแจสำคัญสู่ชัยชนะ
รายงานของ Guy Adams กล่าวถึงการที่บิล คลินตัน ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเดโมแครต ขึ้นเวทีที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย ในคืนวันที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการเปิดเวทีถาม-ตอบ เป็นเวลา 45 นาที ทั้งในเรื่องนโยบายการศึกษา, ความเป็นธรรมในสังคม และเรื่องน่าสงสัยเกี่ยวกับประเด็นสิทธิสตรีของมิตต์ รอมนีย์
Guy กล่าวในรายงานว่า บิล คลินตัน เป็นอดีตปธน. ที่มีชื่อเสียงของเดโมแครตและเป็นคนสำคัญที่มีส่วนในการหาเสียงให้พรรค เป็นเรื่องแปลกที่พวกเขาให้คลินตันไปหาเสียงในรัฐเพนซิลวาเนียซึ่งไม่ใช่สนามชิงชัยหลักๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งใด เขาตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงให้ดาวเด่นอย่างคลินตันไปหาเสียงในพื้นที่ที่ดูไม่มีความสำคัญ
แต่ Guy ก็ให้คำตอบในรายงานว่า คลินตัน ได้ไปหาเสียงในการประชุมประจำปีของเยาวชน วันยังเวิร์ลซัมมิท ซึ่งเปรียบเสมือนการประชุมการประชุมสุดยอดผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกสำหรับกลุ่มเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี และเยาวชนกลุ่มที่เข้าฟังนี้เองเป็นกลุ่มประชากรสำคัญต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง
รายงานกล่าวว่า หนุ่มสาวชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดขะตาการเลือกตั้งในปี 2008 พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่เล่นทวิตเตอร์และเข้าดูเว็บยูทูบ จนทำให้โอบาม่าสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งได้ จอห์น ซอกบี้ ผู้ทำโพลล์สำรวจเปิดเผยว่ากลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี ลงคะแนนเสียงเป็นอัตราส่วนร้อยละ 19 เที่ยบกับกลุ่มอื่น จากเดิมเมื่อสมัยปี 2004 มีอยู่ร้อยละ 17 จำนวนผู้มาลงคะแนนใช้สิทธิของคนกลุ่มนี้มีอยู่ร้อยละ 52 ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการอนุญาตให้เยาวชนอายุ 18 ปัลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ในปี 1972
รายงานกล่าวต่ออีกว่า ในขณะที่ชาวอเมริกันที่อายุมากกว่ามีการแบ่งส่วนให้กับผู้ลงสมัครเท่ากันทั้งสองพรรค กลุ่มผู้ลงคะแนนคนหนุ่มสาวหลายล้านคนลงคะแนนให้โอบาม่า เป็นอัตราส่วนสองต่อหนึ่ง
แต่รายงานของ The Independent ก็เตือนว่ากลุ่มคนหนุ่มสาวยุคนี้มองโลกในแง่ดีน้อยลง ผลมาจากการว่างงานของกลุ่มคน อายุต่ำกว่า 25 มีอยู่ร้อยละ 13 ประชาชนมากกว่า 4 ล้านคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ต้องออกจากงาน หลายคนมีหนี้สินท่วมตัว นักศึกษาจบใหม่เป็นหนี้ค่าเล่าเรียนกว่า 27,000 ดอลลาร์ (ราง 831,000 บาท) ซึ่งโอบาม่าช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี เหล่านี้ซอกบี้เรียกว่า "เซนกาส์" คือกลุ่มคนที่จบจากวิทยาลัยมาและยังไม่มีหลักแหล่งของตน
"กลุ่มเด็กพวกนี้รู้สึกเบื่อหน่ายมากขึ้น และเป็นเสรีนิยมมากขึ้น จนถึงขั้นว่าพวกเขาไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาได้" ซอกบี้กล่าว "โอบาม่ายังคงมีคะแนนเสียงจากคนผิวดำ ยังมีคะแนนเสียงจากชาวฮิสปานิค และจากกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ แต่กลุ่มคนหนุ่มสาวผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งยังคงลังเลอยู่"
อย่างไรก็ตามแม้กลุ่มคนหนุ่มสาวบางส่วนอาจทิ้งโอบาม่า แต่พวกเขาก็ยังไม่ย้ายข้างไปหาค่ายรอมนีย์
ซอกบี้กล่าวว่า กลุ่มเสรีนิยมในหมู่หนุ่มสาวอาจไม่เลือกโอบาม่า แต่พวกเขาก็รู้สึกไม่พอใจกับการที่พรรคริพับลิกันแทรกแซงความเป็นส่วนตัวในประเด็นทางสังคม ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ต้องการลงคะแนนเสียงให้ใคร การที่โอบาม่าจะเอาชนะได้คือการโน้มน้าวพวกเขาไปใช้สิทธิ์ การที่ให้บิล คลินตันไปพูดกับกลุ่มที่มีอิทธิพลกับพวกเขาเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่โอบาม่าต้องทำมากกว่านี้
ซอกบี้บอกอีกว่าฝ่ายรอมนีย์เองก็มีปัญหาในการทำให้กลุ่มมวลชนของพวกเขาสนใจ กลุ่มคนขาวนิกายโปรแตสแตนท์ราวร้อยละ 10 ไม่สนับสนุนเขา หนึ่งในสามของกลุ่มคนเหล่านี้อ้างเหตุผลว่ารอมนีย์ถือนิกายมอร์มอน ซึ่งผู้มีสิทธิ์เหล่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเช่นกัน
ในคืนที่คลินตันเปิดให้มีการถามตอบ เจเรมี่ เอปสไตน์ นักศึกษาอายุ 20 ปี จากนิวยอร์กที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเป็นครั้งแรกเป็นผู้ถามคำถามว่า ผู้สมัครแต่ละคนมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้เขาสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้หลังเรียนจบแล้ว ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้ลงสมัครทั้งสองยังคลุมเครืออยู่
ในกลุ่มตัวแทนของวันยังเวิร์ล พวกเขามีความสับสนคล้ายๆ กัน ส่วนใหญ่ดูจะสนับสนุนโอบาม่า แต่ด้วยแนวคิดเชิงปฏิบัตินิยมมากกว่า ความกระตือรือร้นอย่างไร้ทิศทาง และแม้ว่าในที่ประชุมซัมมิทจะไม่มีพวกนักวิจารณ์ถากถางขึ้นพูด แต่แม้แต่สมาชิกพรรคเดโมแครตที่ถือไพ่เต็มมือยังสารภาพว่า การทำให้ผู้ฟังสนใจนั้นในตัวโอบาม่านั้นเป็นเรื่องเข็นครกขึ้นภูเขา
เบคกี้ ลินช์ กล่าวว่า แรงจูงใจให้กระตือรือร้นในตอนนี้กับครั้งที่แล้วมันต่างกัน "ครั้งที่แล้ว มันใหม่และเป็นประวัติการณ์มากที่ผู้คนเทคะแนนให้โอบาม่า กลุ่มคนพวกนั้นมีอยู่มากที่ยังสนับสนุนเขาอยู่ แต่ฉันก็เห็นหลายคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นเสรีชน ซึ่งฉันคิดว่าพวกเขาก็แค่พวกชอบถากถางที่ไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการรวมกลุ่มใดๆ และการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ทำให้พวกเขาเลิกสนใจ"
เกล็น เกรย์สัน อายุ 20 กว่าๆ เป็นผู้จัดตั้งสหภาพแรงงานกล่าวว่า ใครที่หวังว่าโอบาม่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ชั่วข้ามคืนคงรู้สึกผิดหวัง เขาวิจารณ์ว่าพวกเราอยู่ในสังคมที่ต้องการอะไรแบบด่วนได้ "เมื่อพวกคุณต้องการค้นหาอะไร พวกคุณก็มีโทรศัพท์ใช้ค้นหาได้ คุณไม่ต้องรอกลับไปบ้านเพื่อเปิดอีเมลล์ ทุกอย่างเป็นไปอย่างทันด่วน และผมคิดว่ามันมีผลเรื่องจิตวิทยาการเมืองด้วย เมื่อคนเราต้องการเปลี่ยนแปลงแบบด่วนได้"
The Independent เปิดเผยอีกว่า สิ่งที่ทำให้โอบาม่าเรียกคะแนนนิยมจากคนหนุ่มสาวได้คือนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของเขา ขณะที่รอมนีย์ดูจะมีมุมมองแบบที่คิดว่าชาวอเมริกันเป็นชนชาติพิเศษเหนือชนชาติอื่น (exceptionalism) ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนมีอายุมากกว่า ขณะที่โอบาม่ามองว่าอเมริกาก็เป็นพลเมืองของโลก ซึ่งดูไปกันได้กับกลุ่มคนอายุ 20 กว่าๆ ที่เริ่มเข้าสู่ยุคเชื่อมต่อกับโลกมากกว่า
และแม้ทุกอย่างจะล้มเหลว โอบาม่าไม่สามารถจูงใจคนได้ อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าช่วงปี 2008 เขายังไม่ได้ทำอะไรมากพอสำหรับวาระในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง แต่การนึดถึงภาพรอมนีย์ในทำเนียบขาวก็ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนหนุ่มสาวที่ยังลังเลใจรู้สึกหวาดผวาจนต้องไปเลือกตั้ง
รายงานของ Guy กล่าวว่าในช่วงไม่กี่วันนี้เราอาจได้เห็นทั้งสองฝ่ายหาเสียงแบบสาดโคลนใส่กัน แต่โอบาม่าที่หวังอาศัยฐานเสียงคนอายุ 20 กว่าๆ ที่ยังลังเล คงเน้นย้ำให้รอมนีย์ผู้ปฏิเสธการทำแท็งค์และการแต่งงานของเกย์ มีภาพของคนที่เป็นชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม
"มันคงจะไม่สง่างามนัก แต่หลังจากผ่านช่วง 4 ปีอันแสนสาหัสมาแล้ว คนที่เคยขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีได้จากคำว่าความหวัง ในคราวนี้คงจะพยายามต่อสู้การเลือกตั้งด้วยความกลัวแทน"

ที่มา Young voters hold the key to victory, The Independent, 21-10-2012 http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/young-voters-hold-the-key-to-victory-8219536.html

เห็นไส้เห็นพุง บ่อนเซาะรัฐบาล

ที่มา thaifreenews

































อาศัยกฎหมายมาเป็นเครื่องมือ 
อาศัยรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือ
ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง กระบวนการเคลื่อนไหว
เคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว
เห็นได้จากชะตากรรมพรรคไทยรักไทย 
ชะตากรรมพรรคพลังประชาชน เห็นได้จากชะตากรรม 
นายสมัคร สุนทรเวช ชะตากรรม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

แต่มาถึงอีกยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็มิได้หมายความว่า 
เครื่องมือเดียวกันนี้จะเสกเป่า
และเนรมิตให้ได้สมตามความปรารถนา 
แม้ว่าจะขับเคลื่อนมาจากเหล่าคนหน้าเดิมก็ตาม

 ชาวบ้านเริ่มเห็นไส้ ชาวบ้านเริ่มเห็นพุง

 เป้าหมายการขับเคลื่อนอาจเพื่อบ่อนเซาะ
สถานะของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ปรากฎการณ์ดราม่ารักอันตรายระบาดในอินเตอร์เน็ต

ที่มา Thai E-News




เว็บไซต์ดราม่ารายงาน หัวข้อข่าวข้างต้นว่าเกิดปรากฎการณ์รักปกป้องสถาบันกษัตริย์แบบคลุ้มคลั่งใน โลกออนไลน์ แม้แต่เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่องคือมีสาวคนหนึ่งโพสต์ภาพนอนบนเตียงที่โปรย ปรายไปด้วยธนบัตรเต็มเตียง 
เพืื่อจะบอกพวกชอบแท็กชวนไปขายสินค้าสารพัดเพื่อจะได้มีเงินมากๆว่าไม่ต้อง ส่งมาแท็กหรอกเพราะ"กรูรวยอยู่แล้ว" ก็โดนคนในโลกออนไลน์เข้ามาตำหนิว่านอนทับธนบัีตรที่มีพระฉายาลักษณ์ในหลวง อยู่ คนที่่กระทำแบบนี้สมควรโดนตัดสินจำคุกหรือควรตาย ขณะที่สาวผู้ที่โพสต์ภาพนี้ยืนยัีนว่าไม่มีเจตนาและบอกว่าจะดำเนินคดีต่อคน ที่กล่าวหาเธอ จึงกลายเป็นเรื่องดราม่าขึ้น(อ่านรายละเอียด)
ส่วนอีกรายว็บไซต์ๅASTVผู้จัดการรายงานภาพข่าวเรื่องหนุ่มนักเรียนนอกรักในหลวง-สักพระบรมสาทิสลักษณ์บนศีรษะ  โดยรายงานว่าหนุ่ม ผู้นี้ (ขอสงวนนาม) แม้จะไปอยู่ต่างประเทศหลายปี แต่เลือดกตัญญูและรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังเข้มข้น ลงทุนเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมน้องสาว เพื่อมาสักชื่อ พ่อแม่ไว้กลางหลัง พร้อมกับโกนศีรษะแล้วสักภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ บนศีรษะ นอกจากนั้น ยังสักแผนที่ประเทศไทย พร้อมเนื้อเพลงชาติไทยไว้บนลำตัวด้วย โดยได้ใช้บริการร้านสักแห่งหนึ่งบนถนนข้าวสาร
เขาให้เหตุผล ว่า ที่ตัดสินใจสักพระบรมสาทิสลักษณ์ไว้บนศีรษะ ก็เพราะรักประเทศไทย รักในหลวง ไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนกับประเทศไทย และที่สักเนื้อร้องเพลงชาติไทย และแผนที่ประเทศไทยไว้บนลำตัว ก็เพื่อแสดงให้คนทั้งโลก ได้รับรู้ว่า พ่อหลวงของเราและประเทศไทยดีที่สุดในโลก เวลาที่เขาจะเดินทางไปไหนมาไหน เขาจะได้มีพระองค์ท่านติดตัวไปด้วยเสมอ


 
image
อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ดราม่า รายงาน เรื่องเดียวกันนี้ว่าเกิดปฏิกริยาต่อชายผู้นี้ โดยในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นกล่าวหาว่าเขากระทำการมิ บังควร โดยบางส่วนได้มีการวิจารณ์ว่า เขาควรถูกลงโทษสถานหนักด้วยการประหารชีวิต 9 ชั่วโคตรก็มี เลยกลายเป็นเรื่องดราม่าขึ้นมา  (อ่านรายละเอียดคลิ้ก)


มีคำพูดประโยคนึงน่าจะเข้ากับดราม่านี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือประโยคของหม่อมหลวงมิ่งมงคล โสณกุล
ที่เคยกล่าวไว้ว่า“รักที่สุดคือในหลวง ห่วงที่สุดคือคนรักในหลวงจนเสียสติ”
image

นอก จากพฤติกรรมในการเทดทูนปกป้องในหลวงดังข้างต้น ก็ยังพบปรากฎการณ์แชร์ต่อๆกันไปในโลกอินเตอร์เน็ต หากมีใครจุดประเด็นเริ่มต้นในทางเชิดชูในหลวง ทั้งที่เรืองนั้นไม่มีมูลความจริงเลยก็ตาม


ระบาดหนักแชร์ไม่ยั้ง(คิด)เพราะรักในหลวง?!

Best The King ทรงพระเจริญ ผมรักในหลวง

คิดดีๆก่อนจะแชร์-ล่าสุดมีการแชร์ภาพพระฉายาลักษณ์ที่มีผู้ตกแต่งให้ต่างไปจากภาพจริงต้นฉบับต่อๆไปจำนวนมากกว่า15,000ครั้งในเฟซบุ๊คของ ...


ช่วยกันแชร์ให้โลกเห็น

" ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"

 ·  · แชร์ · 8 กรกฎาคม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2555

อะไรเกิดขึ้นกับชนชั้นกลางที่อยู่ในโลกโซเชียล เน็ตเวิร์ค?

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เคยอธิบายปรากฏการณ์ทำนองนี้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขา ดังต่อไปนี้...

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับ เรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")



คิดก่อนแชร์ภาพตกแต่งพระฉายาลักษณ์ในหลวง

Best The King ทรงพระเจริญ ผมรักในหลวง
พระฉายาลักษณ์ที่กำลังแชร์กันระบาดทางโลกไซเบอร์-คง ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย และผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ ที่รักในหลวงอย่างไม่มีเหตุผล แม้จะมีส่วนน้อยที่คิดต่าง ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคน ดูจากภาพแล้ว บารมีของพระองค์มากมายเกินกว่าจะให้ใครมาดูหมิ่นครับ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอบคุณภาพแชร์จาก facebook (ที่มา:เว็บไซต์บางแสนไฟดับ)


ต้นฉบับพระฉายาลักษณ์จริง-ในหลวงเสด็จฯทอดพระเนตรทัศนียภาพริมฝั่งเจ้าพระยา

เมื่อ เวลา 15.49 น.วันที่ 2 มี.ค.2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกทานตะวัน เสด็จพระราชดำเนินลงจากที่ประทับชั้น 16อาคารเฉลิมพระเกียรติ ภายในโรงพยาบาลศิริราชไปยังบริเวณลานสระว่ายน้ำ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชเพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพักตร์สดใส แย้มพระสรวลให้พสกนิกรที่เฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองข้างทาง  
  
                    
                       ในการนี้เสด็จฯพร้อมด้วย ท่านผู้หญิง ทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สร้างความปลื้มปีติให้กับประชาชนที่มาร่วมลงนาม และเฝ้ารอรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ชื่มชมพระบารมีอย่างทั่วถึง (ที่มาภาพข่าว:เว็บไซต์TNEWS)
ความเห็นของไทยอีนิวส์:ผู้ตกแต่งภาพพระฉายาลักษณ์อาจทำไปโดยจิตเจตนา ดี แต่ควรถามว่าเป็นการ"บังควรหรือไม่" และยิ่งคนที่แชร์ต่อๆไปก็มักเข้าใจผิดๆว่าเป็นพระฉายาลักษณ์จริง


เปิดหลักฐานชัดกุเรื่้องในหลวง-พระเทพตรวจน้ำท่วม สุดท้ายตัวการปิดเพจหนีหลังปล่อยข่าวว่อนเน็ต



เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม ณ สะพานที่หนึ่งในเขตทวีวัฒนา มีรถคันนึงจอดอยู่บนสะพาน ชาวบ้านแถวนั้นเห็นจึงเข้าไปเคาะกระจกรถเพื่อที่จะบอกว่าเค้ามีคำสั่งให้ อพยพแล้ว

เมื่อชาวบ้านพยายามมองเข้าไปในรถ ภาพที่เห็น กลับทำให้ชาวบ้านคนนั้นถึงกับเข่าทรุด เพราะคนที่นั่งอยู่ในรถ คือ พระเจ้าอยู่หัวของเรา กับสมเด็จพระเทพที่เสด็จมาดูปัญหาน้ำท่วมด้วยพระองค์เอง"
ฟังไปก็ขนลุกไป ตื้นตันมาก ขอพระองค์ทั้งสองทรงพระเจริญ

รู้รึยังว่าใครที่ห่วงใยเราตลอดเวลา ใครที่เป็นผู้นำ ใครที่แม้ไม่สบายแต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา

ยังจำกันได้ไหม ตอนที่พระองค์พูดว่า ถ้าหากพวกท่านไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งพวกท่านได้อย่างไร พระองค์ทรงทำตามคำพูดคำสัญญาตลอด ({}) ทรงพระเจริญ !


เ้รื่องเล่าที่มีการแชร์ตามfacebook และรีทวีตทางtwitterมากที่สุดในยามนี้ (ที่มา:facebookของ Tammy Musikadilok )แต่ล่าสุดมีการลบหน้านี้ไปแล้ว ขณะที่มีหลักฐานหนักแน่นว่ากรณีนี้เป็นการกุเรื่องเท็จขึ้นมาอีกเรื่องในโลกอินเตอร์เน็ต

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2554

ผู้เผยแพร่เรื่องนี้ทางอินเตอร์เน็ตคือ Tammy Musikadilok โดยเริ่มโพสต์เมื่อวันพุธที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านไปเพียง 2วัน มีผู้ที่แชร์ข้อความนี้ต่อๆกันไป 8.500 ครั้ง

อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นแย้งจำนวนมากพอสมควรว่าหาก เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจริง หรือสร้างข่าวขึ้นอาจเสี่ยงจะเป็๋นการทำผิดกฎหมายทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา112ทำให้เมื่อเย็นวานนี้หน้าเพจดังกล่าว ถูกลบหายไป

หากเข้าไปดูสไตล์การโพสต์ของ Tammy Musikadilokก็ จะพบว่าเต็มไปด้วยอคติ คือการโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนำภาพรีทัชตัดต่อ ขณะเดียวกันก็นำภาพข่าวในหลวงกับพระราชวงศ์ออกเผยแพร่เพื่อให้เกิดความซาบ ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

สำนักพระราชวังยังไม่ได้มีถ้อยแถลงใดต่อเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้เคยออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตใน ทำนองเดียวกันมาแล้ว

อย่างไรก็ตามน่าเชื่้อว่ากรณีล่าสุดนี้เป็นกา่รกุข่าวเท็จขึ้นแล้วแพร่ กระจายข่าวหลอกลวงนี้ออกไปทางโลกอินเตอร์เน็ต เนื่องจากหากดูวันที่มีการโพสต์เรื่องนี้ในวันพุึธที่ 26 ตุลาคม โดยอ้างว่า
เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม
ก็ต้องแสดงว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้่นจริงก็ต้องเป็นเวลาห้าทุ่มของคืนวันอังคารที่ 25 ตุลาคม

โดยในการเผยแพร่ดังกล่าวอ้างว่า นอกจากพระเจ้าอยู่หัวของเรา ก็มีสมเด็จพระเทพร่วมเสด็จด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ขัดต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่ 25 ตุลาคมนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เ้สด็จไปขึ้่นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และพระองค์ท่านก็ไม่น่าจะไปปรากฎพระองค์ในสถานที่ที่มีการเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค ในเวลาห้าทุ่มคืนนั้นได้แน่ เนื่องจากมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 

ดูรายละเอียดข่าวประจำพระราชสำนัก ดังต่อไปนี้

ด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 25 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ "หญ้าแฝกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งสถาบันสมุนไพรและพืชหอมแห่งสาธารณรัฐอินเดียจัดขึ้น ณ เมืองลัคเนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการรณรงค์การใช้หญ้า แฝก ระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านหญ้าแฝกจากทั่วโลก โอกาสนี้ จะพระราชทานรางวัล "The King of Thailand Vetiver" แก่ผู้ชนะเลิศผลงานวิจัยด้านหญ้าแฝกด้วย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 323 เสด็จพระราชดำเนินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอังคารที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และ จะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 316 เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 5 นาฬิกา 25 นาที

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554

ที่มา:ประกาศสำนักพระราชวัง เผยแพร่ทางโทรทัศน์ช่อง 7 ดูลิ้งค์และภาพข่าวที่ http://www.ch7.com/news/news_royal_detail.aspx?c=1&p=1&d=162774



ข่าวลวงที่่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตก่อนหน้านี้


ข้อความที่มีการแชร์กันผ่านทางfacebookอย่างแพร่้หลายในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งสำนักพระราชวังชี้ว่า คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งฯให้ผ่านวังสวนจิตร

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิืจ รายงาน ว่า นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อความในเฟซบุค ว่า ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ว่า เป็นการพูดไปเรื่อย ไม่น่าเป็นไปได้ และโดยส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้ น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนครอยู่แล้ว และถ้าน้ำเข้ามาถึงเขตวังได้ จนท่วม ก็แสดงว่า กทม.ไม่สามารถเอาน้ำไว้อยู่ ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว

และจากการติดตามสถานการณ์ข่าวในขณะนี้ ทั้ง กทม. และรัฐบาลต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันไม่ให้น้ำเข้าท่วมได้ ตั้งแต่กทม.รอบนอก และ ตอนนี้พื้นที่รอบวังสวนจิตรลดาในรัศมี 1 ตร.กม. ก็ยังไม่มีกระสอบทรายซักใบ เพราะเราเชื่อว่ากทม. จะสามารถกั้นน้ำไว้ได้ ในส่วนของวังหลวงและวัดพระแก้ว ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ว่า น้ำที่ท่าราชวรดิษฐ์สูงกว่าเขตวัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ากำแพงวังสามารถเอาอยู่

ส่วนข้อความที่มีการแชร์ในเฟซบุคนั้น คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้มาไม่ถึงสวนจิตรลดา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่เกิดจากคันดินพัง และ ไม่มีทางที่ถนนราชวิถีจะท่วม เพราะถ้า ถ.ราชวิถีท่วมวังสวนจิตรก็ต้องท่วมแน่นอน

ผู้ใช้ชื่อNina Thongprasert ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ค ได้ประกาศบนสถานะของตนว่า
เรียนให้ทราบโดยทั่วกัน ตามที่ได้ Retweet และ shared ข้อความบนหน้า wall เรื่องในหลวงตรัสเมื่อตอนสายวันนี้ ได้ตรวจสอบกลับไปแล้วไม่พบข้อมูลที่มาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่ตรวจสอบอยู่นั้น พบว่ามีการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้แจ้งให้ทราบเมื่อเวลา 11.09 โดยได้ขอให้ช่วยกัน remove post ออก... ฝากบอกทุกท่านที่ได้ทำการส่งต่อข้อความด้วยค่ะ และขออภัยมา ณ ที่นี้

ต่อมาในภายหลังเมื่อมีข่าวสำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวนี้ Nina Thongprasert ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า
ดิฉันได้แจ้งให้ทราบบนหน้าเฟสและได้ลบออกตั้งแต่ตอน 11.09 หลังจากตรวจสอบถึงแหล่งที่มานั้นไม่น่าเชื่อถือ ตามที่ได้ตอบข้อความที่ถามมาแล้ว ค่ะ..อาจเป็นการผิดพลาดบกพร่องที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อนโพส..ซึ่งขออภัย ด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม การแชร์สิ่งที่อ้างกันว่าเป็นพระราชดำรัสนี้ยังกระจายต่อไปมากกวา 2,600 ราย และมีผู้เข้ามากด"ถูกใจ"และแสดงความเห็นซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า"ทรงพระ เจริญ"มากถึงเกือบ 5,000 ราย(ดูที่เฟซบุ๊คนี้)

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนตั้งข้อสังเกตในเฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ผมดู ที่เพจ ที่ผมให้ link ในกระทู้ข้างล่าง เรื่องทวิตเตอร์ พรด.ในหลวง แล้ว ยอมรับว่า สะทกสะท้อน อเน็จอนาถใจไม่น้อย ณ นาทีนี้ มีคนมาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด ก็ "ทรงพระเจริญ" ๆๆๆ "น้ำตาจะร่วงๆๆๆ" อะไรแบบนั้น ถึง 2100 ความเห็น และมี share ถึง 2600 แล้ว

ดูแล้ว อดไม่ได้ เลยไปเขียนอะไรหน่อย ข้างล่างนี้ copy มาให้ดู เผื่อโดนลบ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
......................


ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ คนจงรักภักดี เชื่ออะไรแบบหัวอ่อน ไร้เหตุผล

ความจริง ถ้าใครศึกษา พรด. ข้อเขียนต่างๆของในหลวงจริงๆ ก็บอกได้เลยว่า ข้อความดังกล่าว ต้องไมใช่แน่ (เช่นเดียวกับบอกได้ทันทีว่า ข้อความอย่าง "36 ขั้นบันได" ไมใช่ หรือ "จากพ่อ" (ถึงพระเทพ) ไมใช่

แต่ปรากฏว่า เรากลับเห็นบรรดาคนจงรักภักดี (แต่จริงๆ ไม่เคยศึกษา เรื่องของสถาบันฯจริงๆจังๆ) พากัน "ซาบซึ้ง" น้ำหูน้ำตาไหล นอนดิ้นกัน

คำตอบคือเพราะ ความจงรักภักดี ในประเทศเรา เกิดมาจากพื้นฐานของการรับข้อมูลข่าวสารเกียวกบสถาบันฯ ที่ไม่อนุญาตให้ ตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ประเมิน ตรวจสอบ วิพากษ์ กระทั่ง โจมตี ได้

นี่จึงสร้าง "นิสัย" แบบหนึ่ง วิธีคิดแบบหนึงขึ้นมา คือ ในเมื่อโดยตัวความจงรักภักดีนั้น เกิดจากลักษณะ รับข้อมูลข่าวสาร ที่ตรวจสอบไม่ได้ ตังข้อสงสัยไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อยู่แล้ว ดังนั้น ไมว่า ข้อมูล ข้อความ อะไรที่ ไม่ว่า จะไม่มีเหตุผลขนาดนั้น ก็เชือ่ได้หมด

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้โพสต์ เรื่องขำ (มีประเด็นชวนคิดอยู่ตอนท้าย)

ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ ม.รังสิต นึกว่า จะไปหา "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์" 23 จุดในกรุงเทพ ที่ว่าเสี่ยงน้ำท่วม (ตามข่าว มติชน) แต่หาไม่เจอ แต่ไปเจอในหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม มี login ในนามมหาวิทยาลัยนี่แหละ เขียนข้อความนี้ (ดูภาพประกอบ ด้านขวาล่างๆลงมา)

"จากทวิตเตอร์: "ในหลวงทรงรับสั่ง..
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"
......ทรงพระเจริญ"

ผมอยากจะพนันร้อยบาทเอาปาท่องโก๋ตัวเดียวว่า นี่เป็น "พระราชดำรัส" ประเภทปลอมๆ หรือหาที่มาอ้างอิงไม่ได้ (แต่คนไม่น้อยจะซาบซึ้งจนลงไปนอนดิ้น) เหมือน "36 ขั้นบันไดชีวิต" เหมือน "บันทึกจากพ่อ (ถึงพระเทพ)" เหมือนอีเมล์ เรื่อง 14 ตุลา ที่อ้างว่า ในหลวงมีรับสั่ง "คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเอง" เหมือนเรื่องพายุนากิส, เหมือน (ทีเพิ่งเอามาโพสต์กันอีกไม่นานนี้) "พ่อนั่งเหม่อลอย" (เฉพาะอันหลังนี่ ถ้าถามผม ในฐานะคนศึกษา พรด. ศึกษา "สไตล์" การรับสั่ง การเขียน ของในหลวงมาหลายสิบปี .. อันนี อาจจะมีส่วนมี "มูล" "นิดหน่อย" ในแง่ "เนื้อหา" ไม่ใช่ในแง่คำ ทำไม .. ผมไม่มีเวลาอธิบายจะยาว) แต่อันอื่นทุกอัน ผมว่าปลอมแน่ ตั้งแต่เห็นแรกๆ (อย่าง "36 ขั้นบันได" ผมเห็นบ้ากันอยู่นาน ผมดูแล้ว ก็รู้ว่า ปลอมแน่) รวมทั้งอันน่าสุด "จากทวิตเตอร์" นี้ด้วย

ผมลอง search ดู ปรากฎว่า มีการแพร่ให้ซาบซึ้งกันไปแล้ว ดู
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
และอันนี้
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2011/10/19/entry-1

แต่ก็ยังดีว่า ดูเหมือนมีคนจงรักภักดี ทีอาจจะยังมีสตินิดหน่อย (หรือไม่ก็จำเรื่อง "บันทึกจากพ่อ" หรือเรื่อง "บันไดชีวิต" ได้) เตือนกัน ให้หยุดเผยแพร่ ดูที่นี่ - มีการเล่า "ที่มา" ของ "ทวิตเตอร์" อันนี้ด้วย ดูเหมือนมีคนชื่อ Nina Thongprasert เริ่มก่อน แล้วต่อๆกันไป ตอนนี้ เจ้าตัว คือคุณ "Nina" (ตามที่คนเขียนบล็อกนี้บอก) ได้ขอเองให้หยุด และถอนออกจาก wall ตัวเองแล้ว

http://www.oknation.net/blog/snowy/2011/10/19/entry-1

..................


โอเค ทั้งหมดที่โพสต์มาข้างต้น ถือเป็นเรื่องขำๆ แก้เซ็งน้ำท่วม

แต่ที่บอกว่า มี "ประเด็นชวนคิดอยู่" คืออย่างนี้ครับ

ผมเคยเขียนไว้มาสักพักแล้วว่า ปรากฏการณ์ "จงรักภักดี" อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ "ใหม่" (โดยสัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์) มีลักษณะหลายอย่าง ที แม้แต่เมื่อสมัยผมโตขึ้นมา (ตอนมีขบวนการนักศึกษา) ก็จะไม่มีลักษณะนี้

ลักษณะที่ว่า เช่น (ก) เน้น ในหลวง ในฐานะ "ตัวบุคคล" (เวลาพูดถึง "สถาบันฯ" จะ "หลุด/ลื่น" ไปเป็นพูด "พระองค์ท่าน" เป็นต้น)

(ข) ลักษณะที่ "แต่งเรื่องเอง (อย่างทีอภิปรายข้างบน) แม้แต่เรื่อง ที ไม่น่าจะ "แต่ง" ได้เลย เช่น พรด. 14 ตุลา ("วันมหาวิปโยค") นั้น มีตัวบท text แบบคำต่อคำ ให้อ่านกันได้อยู่ แค่ลองหาดู ก็น่าจะเห็นว่า ไม่มีแบบทีอีเมล์ลูกโซ่ส่งต่อๆกัน ("ทรงรับสัง คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเดี๋ยวนี้" อะไรประมาณนั้น - โทษที ผมเขียนจากความจำไม่มีเวลาไปค้นเมล์ที่ว่า)

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")


แชร์พรึบ!ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกเสี่ยงชีวิตป้องรูปประมุข โอละพ่อเจ้าของร้านกรอบรูปงกเสียดายของ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กรกรฎาคม 2555

เว็บเพจ รวมพลังคนไทยต่อต้านขบวนการหมิ่นสถาบัน นำเสนอภาพข่าวข้างต้นว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค.55ที่ผ่านมา เกิดแก๊สระเบิดขึ้นที่ "จันทบุรี" ไฟเผาวอดวายหลายคูหา แต่ในช่วงที่เพลิงกำลังลุกลามอย่างหนัก มีลุงแก่ๆ คนหนึ่ง "วิ่งฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่" วิ่งเข้าไปหยิบ พระบรมฉายาลักษณ์ที่กำลังจะถูกเพลิงเผาไหม้ โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะเป็นอันตรายหรือถูกเศษไหม้หล่นทับ...!!! เรื่องดีๆ แบบนี้ยังไม่มีใครแชร์ออกไป เราช่วยกันแชร์นะครับ...

ล่าสุดมีการกดแชร์แล้วมากกว่า 8000 ครั้ง และมีผู้กดไลค์มากกว่า 2575 ครั้งในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง


อย่างไรก็ตามมีพยานหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ว่าลุงคนนี้ได้กลายเป็นฮีโร่จำเป็น ขึ้นมา เพราะความจริงแกเป็นเพียงเจ้าของร้านขายกรอบรูป ที่แกเข้าไปเก็บออกมานั้นก็คือทรัพย์สินในร้านของแกนั่นเอง


1.ปากคำของพยานในเหตุการณ์-ดูตามลิ้งค์นี้ http://www.facebook.com/anti.plea/posts/231446470308668?comment_id=738588&offset=0&total_comments=22



  • เต๋ง ภูษณิศา ร้านกาแฟเราห่างจากที่เกิดเหตุประมาณไม่เกิน500เมตร ไฟลุกน่ากลัวมาก ส่วนบ้านนี้เป็นร้านกรอบรูป และมีภาพเก่าๆสวยๆเยอะเลย น่าเสียดายมากค่ะ

2.ปากคำของเพื่อนเจ้าของภาพถ่ายชุดนี้-จากเว็บบอร์ดเสรีไทย

ที่เกิดเหตุอยู่เกือบใจกลางเมือง ใกล้ๆบ้านเพื่อนผมหลายคน และไม่ไกลจากบ้านผมนัก เป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวราวๆ 7-10 ห้องประมาณนี้นี่แหละ ผ่านบ่อยแต่ไม่ได้นับ ไหม้เกือบหมด และติดๆกันก็เป็นตึกอาคารพานิชย์ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง
โชคดีที่ดับเพลิงอยู่ใกล้ๆ ห่างกันประมาณ 500 เมตร จึงควบคุมเพลิงได้เร็ว

ในภาพเป็นร้านกรอบรูป เสียหายหมด เหลือแค่ที่เห็นนั่นแหละ
เพื่อนผมคนหนึ่งได้ไปถ่ายรูป หลังจากคุณลุงเอารูปออกมา แล้วเอารูปไปตั้งเรียงกันไว้ มีรูปในหลวง 1 รูป รูป ร.5 2 รูป และ รูปพระเจ้าตากสิน 1 รูป

เพื่อนผมไม่รู้ ถ่ายเสร็จก็โพสลงใน FB เลย 


3.หลักฐานกรอบรูปที่ลุงรักษาไว้ได้
Attached Image: 246452_445400078813677_117280015_n.jpg 
รูปที่ลุงเอาออกมาได้  พอดีอยู่ในที่เกิดเหตุเลยเก็บมาฝาก (จากบอร์ดเสรีำไทย)
4.ภาพจากเว็บผู้จัดการชี้ชัดร้านกรอบรูปมีพระฉายาลักษ์ร.5-พระเจ้าตากด้วย
ด้านหลังภาพ-เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม เกิดเหตุเพิลิงไหม้ ตรวจสอบพบว่ามีร้านค้าจำนวน 5 คูหาได้รับความเสียหาย ประกอบด้วยร้านลูกชิ้นปลาเฮียเปียก ร้านคาราโอเกะวันทอง ร้านขายกรอบรูปร้านเย็บผ้า และอู่ซ่อมรถ โดยข้าวของภายในร้านทั้ง 5 คูหา ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดไม่สามารถนำออกมาได้
5.ข่าวเนชั่นย้ำชัดเจ้าของร้านฝ่าแผงกั้นเข้าไปเก็บกรอบรูปเหมือนเจ้าของบ้านรายอื่นไปเก็บทรัพย์สิน

สำนักข่าวเนชั่น รายงานข่าวนี้ในวันเกิดเหตุว่า
พ.ต.ท. วุฒิพงษ์ วิสุทธิ์ธาภรณ์ สารวัตรเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี เจ้าหน้าที่อาสาหน่วยกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงและรถน้ำ จำนวน 10 คัน ได้รุดไปที่เกิดเหตุ เมื่อเดินทางไปถึงพบชาวบ้านกำลังยืนดูมุงเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเดินทางไปถึงพบเพลิงกำลังโหมไหม้อย่างหนัก พบเจ้าของบ้านและชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกำลังช่วยกัน นำสิ่งของวิ่งออกมาจากต้นเพลิงอย่างโกลาหล 

นอกจากนี้ชายจีนสูงอายุได้วิ่งผ่าแนวกั้นมิให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปยังร้านของตนเองที่เป็นร้านทำกรอบรูป พร้อม รีบคว้าพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสามรัชกาลที่กลับไม่ถูกเพลิงไหม้ ได้แก่ พระบามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รัชกาลที่ 5 และในหลวงรัชกาลที่ 9

'สมหวัง' ยื่นหนังสือต่อ DSI แสดงเจตจำนงค์เพิ่มเงินรางวัลเป็น 14 ล้านบาท

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
22 ตุลาคม 2555




วันนี้ (22 ต.ค. 55) เวลา 10.00 น. สมหวัง อัสราษี (รองประธาน นปช.) เดินทางมาที่ DSI เพื่อยื่นหนังสือแสดงความจำนงค์มอบเงินรางวัลเพิ่มเติมให้กับผู้แจ้งเบาะแส ชายชุดดำแก่ DSI จำนวน 1 ล้านบาท โดย ธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้ออกมารับรับหนังสือดังกล่าวด้วยตนเอง
สมหวัง กล่าวว่า ตนเองเห็นว่า จนถึงบัดนี้ DSI ยังไม่สามารถตามหาตัวชายชุดดำตามที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวอ้างได้ ขณะที่หลายคดีประชาชน และสื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจอย่างมาก
ในงาน "เดินหน้าผ่าความจริง ใครบงการคนชุดดำ รับจ้างฆ่าประเทศไทย" ของ ปชป. เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา ปชป. พยายามพูดว่า การเสียชีวิตของประชาชนเกิดจากชายชุดดำ แต่รัฐบาล ปชป. ก็ไม่สามารถจับกุมชายชุดดำแม้แต่คนเดียว
ดังนั้นตนเองจึงเห็นด้วยกับการที่ DSI ตั้งรางวัลให้กับผู้แจ้งเบาะแสชายชุดดำแก่ DSI จำนวน 7 คดี คดีละ 1 ล้านบาท และตนเองก็ประสงค์ที่จะให้รางวัลเพิ่มเติมอีกคดีละ 1 ล้านบาท นอกจากที่ DSI ประกาศก่อนหน้านี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยเร็ว รวมเป็นเงินรางวัลต่อคดี (DSI และสมหวัง) 2 ล้านบาท หรือเงินรางวัลทั้งสิ้น (DSI และสมหวัง) 14 ล้านบาท

ธาริต กล่าวว่า ตนเองไม่ขัดข้องหากมีผู้ใดประสงค์ที่แสดงเจตนามอบเงินรางวัลเพิ่มเติม ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ DSI เคยตั้งรางวัลหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยมีใครแสดงความจำนงค์เพิ่มเงินรางวัลแก่ DSI แต่อย่างใด
การแสดงเจตจำนงค์ดังกล่าวไม่ผิดระเบียบของ DSI ตนเองเห็นว่า เป็นสิ่งที่ดี ที่จะช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งในต่างประเทศก็มีการทำแบบนี้เช่นเดียวกัน

หนังสือแสดงความแสดงความจำนงค์มอบเงินสินบนนำจับเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาท

ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่: ห้องเอกสาร

ชนะแน่ๆ..เพราะมีนโยบายมากกว่า

ที่มา การ์ตูนมะนาว