WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 25, 2012

'มหากาพย์ 3G' ประมวลข้อท้วงติง-คำโต้แย้ง-6 คำวินิจฉัยศาลปกครอง

ที่มา ประชาไท



เปิดบทวิเคราะห์สถานการณ์ 7 ข้อ กสทช.โต้วิพากษ์ประมูล 3G พร้อมประมวล 6 คำฟ้อง-คำสั่งศาลปกครองกรณีทักท้วงการประมูล ด้านการตรวจสอบ ป.ป.ช.รับลูกเตรียมประชุมสรุปฮั้วประมูลพรุ่งนี้ ส่วน กมธ.วุฒิเรียกกสทช.ผู้วิจัยจุฬาฯ ร่วมประชุม
หลังการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz อันถือเป็นประวัติศาสตร์การประมูลคลื่นครั้งแรกของไทย เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 ผ่านพ้นไป และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค.ได้มีมติเห็นชอบผลการประมูล (อย่างไม่เป็นเอกฉันท์) แล้ว แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงกรณีการทุจริตในการประมูล-ราคาตั้งต้นการประมูลที่ไม่เหมาะสม-การแข่งขัน ที่ไม่เกิดขึ้นจริง ก็ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน
ภาพข่าว: 'กสทช.' นำเอกสารประมูลคลื่นความถี่ 2.1GHz ยื่น 'ป.ป.ช.' ตรวจสอบ ยืนยันความโปรงใส
ความเคลื่อนไหวล่าสุด เพื่อเป็นการทานกระแสคัดค้านการประมูล เมื่อวันที่ 24 ต.ค.55 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ได้เดินทางด้วยตนเองไปยื่นเอกสารเกี่ยวกับการประมูลทั้งหมดที่สำนักงาน กสทช.จัดรวบรวมขึ้น แก่หน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจในการตรวจสอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

กสทช.เปิดบทวิเคราะห์สถานการณ์ 7 ข้อ โต้วิพากษ์ประมูล 3G

ก่อนหน้านี้ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ กสทช.และหนึ่งใน กทค.เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์ของการคัดค้านการประมูล 3G ใน 7 ประเด็น ดังนี้
1.การเคลื่อนไหวต่อต้านการประมูล มีการนำประเด็นเรื่องสัมปทานมาเกี่ยวข้องทั้งๆ ที่มีหลายคนมีแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับระบบสัมปทานมาก่อน รวมทั้งเคยผลักดันให้มีการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบการแข่งขัน แต่ตอนนี้มีความพยายามนำเรื่องการประมูลมาเปรียบเทียบกับข้อดีของระบบ สัมปทาน ทั้งๆ ที่ระบบการประมูลคลื่นความถี่จะเป็นการช่วยลดการผูกขาดอำนาจของหน่วยงานของ รัฐ เพิ่มการแข่งขันให้ภาคเอกชน ส่งผลให้คุณภาพบริการดีขึ้น และราคาค่าบริการถูกลง การนำประเด็นเรื่องราคาตั้งต้นการประมูลมาโจมตีว่า กสทช.ตั้งราคาตั้งต้นการประมูลต่ำไป โดยมีการสื่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนและนำมาเปรียบเทียบกับ มูลค่าสัมปทาน ทั้งๆ ที่การประมูลครั้งนี้เป็นการนำคลื่นความถี่ที่ไม่อยู่ภายใต้สัมปทานมาจัดสรร ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยมิได้เข้าไปแทนที่ระบบสัมปทาน จึงเป็นเรื่องที่น่ากังขาอย่างยิ่ง
2.การเคลื่อนไหวคัดค้านการประมูลในครั้งนี้เคลื่อนไหวในประเด็นที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล โดยการพยายามให้ กสทช.หารายได้ให้รัฐบาลเยอะๆ และมุ่งโจมตีว่ารัฐบาลจะเสียผลประโยชน์จากการประมูลในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ กสทช.เป็นองค์กรของรัฐก็จริงแต่เป็นอิสระจากรัฐบาลและมิได้มีหน้าที่หาราย ได้ให้รัฐบาล แต่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน จึงมีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงเคลื่อนไหวเช่นนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
3.การให้ กสทช.กำหนดราคาตั้งต้นการประมูลสูงเกินไป โดยไม่มีหลักวิชาการรองรับ ทำให้ส่งผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยไม่ให้เข้าร่วมการประมูลได้ ทำให้ตลาดผูกขาดเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น เหตุใดการคัดค้านจึงต้องการให้ กสทช.กำหนดราคาตั้งต้นที่สูงอย่างไม่มีเหตุผล โดยมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากผลการศึกษาของคณะผู้วิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คลิกอ่านรายงานฉบับเต็ม) เช่นนี้ หาก กสทช.ทำตามข้อเรียกร้อง ย่อมเป็นการทำให้ กสทช.กระทำผิดกฎหมาย เนื่องจากถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่และมุ่งหารายได้ให้ รัฐบาล โดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่จะต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชน
4.กระบวนการโจมตีการทำงาน และ discredit กสทช.ถูกทำอย่างเป็นระบบ มี การเคลื่อนไหวตั้งแต่ก่อนการประมูล มีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ส่งต่อกันเป็นทอดๆ มีการปลุกระดมโดยใช้สื่อหลายแขนง ซึ่งถ้ากระบวนการนี้ยังดำเนินต่อไปอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนบางกลุ่มอาจถูกโน้มน้าวให้เกิดความเข้าใจผิดๆ จนต้องการให้ล้มการประมูล 3Gครั้งนี้
5.มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า กระบวนการเคลื่อนไหวนี้มิได้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการอย่างสุจริตใจ เนื่องจากมีการปลุกเร้าให้คนไทยเกลียดชังและหวาดระแวงว่า กสทช.ทำให้รัฐสูญเสียรายได้นับหมื่นล้าน ทั้งที่จริงๆ แล้วคลื่นความถี่ที่นำมาประมูลครั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้มีต้นทุนใดๆ เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่มีอยู่แล้วและใช้ได้ตลอดไปโดยสามารถกำหนดระยะเวลา การใช้ตามอายุของใบอนุญาตได้ เมื่อหมดใบอนุญาตก็สามารถนำมาจัดสรรได้ใหม่ และที่ผ่านมาคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz จำนวน 45 MHz ก็ถูกทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใดๆ ตรงกันข้าม หากไม่มีการนำคลื่นความถี่นี้มาจัดสรร หรือประวิงเวลาให้การจัดสรรคลื่นย่านความถี่นี้ต้องล่าช้าออกไป จะทำให้เกิดวิกฤตต่อระบบโทรคมนาคมของไทยและเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ อย่างมหาศาล
6.อีกไม่ถึง 2 ปี เราก็จะเข้าสู่ AEC แล้ว หากประเทศไทยยังมีระบบโทรคมนาคมที่ไม่มีประสิทธิภาพเราก็จะแข่งขันกับประเทศ อื่นๆ ไม่ได้ และเมื่อบริษัทโทรคมนาคมของต่างชาติเข้ามาแข่งขัน บริษัทโทรคมนาคมของไทยจะไม่มีโอกาสเติบโตได้ การขัดขวางผลการประมูล 3G จะ ทำให้ต่างชาติได้ประโยชน์แต่ประเทศไทยเสียหายย่อยยับ จึงมีหลายฝ่ายวิพากษ์ วิจารณ์ว่า เป็นเรื่องที่ผิดปกติที่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้โดยทำให้ประเทศชาติเสีย หาย แต่ต่างชาติได้ประโยชน์
7.มีการโจมตีการทำงานของ กทค.เช่น โจมตีว่า กทค.เร่งรับรองผลการประมูล และ รีบให้ใบอนุญาตโดยพิรุธ ทั้งๆ ที่สื่อมวลชนก็เห็นแล้วว่าเราได้มีการถ่ายทอดเสียงในวันพิจารณาผลการประมูล โดยมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ได้มุบมิบแอบทำ และไม่ได้ลุกลี้ลุกลนแต่ต้องดำเนินการตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้มีการกล่าวหาว่า กสทช.เร่งรัดออกใบอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูล ซึ่งไม่เป็นความจริง ดังจะเห็นได้จากวันที่ 22 ต.ค.55 ที่ กทค.ได้แถลงการณ์ยืนยันว่ามีเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการก่อนให้ บริการ 3G (คลิกอ่านแถลงการณ์) ซึ่งเราต้องแน่ใจก่อนว่าผู้ประกอบการต้องทำตามเงื่อนไขที่เรากำหนดก่อนว่าประชาชนผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด

คอมเมนต์ส่งตรงถึง กสทช.การประมูลเข้าข่ายฮั้วประมูล?!?

แม้ กสทช.และกทค.บางส่วนจะออกมาให้ข่าวยืนยันว่าทำเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อ ประชาชน แต่ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของคนที่เฝ้าจับตาและตั้งคำถาม ก็ยืนยันเหตุผลเดียวกันนี้ว่า พวกเขาตั้งคำถามและตรวจสอบการประมูลก็เพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ ชาติเช่นกัน

1.นายณกฤช เศวตนันท์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.อ.เศรฐพงษ์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค.มีหนังสือแนะนำให้มีการประมูลใหม่เพราะเข้าข่ายฮั้วประมูล
 2.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทำหนังสือ "ด่วนที่สุด" ที่ กค (กพวอ) 0421.3/42301 ลงวันที่ 18 ต.ค.2555 ส่งตรงถึงประธาน กสทช.

8.หนังสือ "ด่วนที่สุด" จากกระทรวงการคลัง

ประมวล 6 คำฟ้อง-คำสั่งศาลปกครอง กรณีการทักท้วงประมูลคลื่น

นอกจากนี้ช่วงเวลาก่อนการประมูลคลื่นความถี่ กลุ่มบุคคล ทั้งองค์กรภาคประชาสังคม พนักงาน บมจ.ทีโอที และนักวิชา​การอิสระด้าน​โทรคมนาคม ได้ยื่น​ฟ้อง กสทช.ต่อศาลปกครอง กรณีการจัดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz จำนวนทั้งสิ้น 6 คดี ต่อมาคดีทั้งหมดศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
อย่างไรก็ตาม คำฟ้องดังกล่าวในหลายคดีมีรายละเอียดที่น่าสนใจ แม้อีกหลายคดีจะถูกมองว่ายื่นฟ้องโดยมีเป้าหมายต้องการล้มการประมูลอย่าง เห็นได้ชัดจากระยะเวลายื่นอันกระชั้นชิดกับการประมูล
ทั้งนี้ 6 คดี ดังกล่าวประกอบด้วย
1.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว หรือกลุ่มกรีนและพวก ฟ้อง กสทช.เมื่อวันที่ 15 ต.ค.55 คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฟ้องให้เพิกถอนประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อน ที่สากลย่าน 2.1 GHz เนื่องจากเห็นว่า กสทช.กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและราคาการประมูลใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ โดยขอให้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินการเปิดประมูลใบอนุญาตฯ ของ กสทช.จนกว่าการปรับแก้จะแล้วเสร็จ
เมื่อวันที่ 22 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลเห็นว่า ผู้ที่จะมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการออกคำ สั่งทางปกครองทั่วไปในกรณีนี้ได้แก่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หากเป็นบุคคลทั่วไป บุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพและได้ความเดือด ร้อนเสียหายโดยตรงจากประกาศของ กสทช. แม้ว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีของนายสุริยะใสกับพวกที่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในคำ ฟ้องจะมีข้อเท็จจริงพวกสมควรที่ทำให้ศาลในคดีนี้เห็นว่าอาจจะมีประเด็นที่ สมควรตรวจสอบการใช้ดุลพินิจและความชอบด้วยกฎหมายของประกาศ กสทช. แต่เมื่อนายสุริยะใสกับพวกเป็นประชาชนทั่วไปมิได้มีส่วนได้เสียกับประกาศของ กสทช.จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล ปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง อย่างไรก็ตามหากในอนาคตเห็นว่า กสทช.มีการกระทำทางปกครองที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะและ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายสุริยะใสกับพวกก็อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้
2.2 คดีดำ 2663.55 สุริยะใสฯ  

2.นายนราพล ปลายเนตร พนักงาน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และพวกรวม 3 คน ฟ้อง กสทช.และสำนักงาน กสทช. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยขอให้มีคำสั่งชะลอการประมูลคลื่นความถี่ และเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้คลื่นความถี่ผ่าน 2.1 GHz ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือต่อ ประธาน กสทช.ขอให้ตรวจสอบการโอนทรัพย์สินของบริษัทที่ได้สัมปทานให้แล้วเสร็จก่อน อนุญาตให้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ และชะลอการเปิดประมูลคลื่นไว้ก่อนจนกว่าจะมีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ การอนุญาต พร้อมเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบต่อสาธารณะ
เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากประกาศดังกล่าว ส่วนการระบุว่า กสทช.ไม่ปฏิบัติตามบทเฉพาะกาลมาตรา 82 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กรณีจะต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาดังกล่าว พร้อมเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบต่อสาธารณะ ตามที่ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช.ไปก่อนหน้านี้ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องศาลให้ กสทช.ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังไม่ใช่ในคดีนี้ (เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ขอให้มีคำสั่งชะลอการประมูลคลื่นความถี่ และเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้คลื่นความถี่ผ่าน 2.1 GHz)
5.2 คดีดำ 2670.55 นราพลฯ

3.นายบุญชัย รุ่งเรืองไพศาลสุข ฟ้อง กสทช.คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ การโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และจัดการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ คดีนี้นายบุญชัยประสงค์จะโต้แย้งการกระทำของ กสทช.ที่มิได้นำความคิดเห็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียและประชาชนทั่วไป อันได้แก่ ข้อเสนอเรื่องอัตราค่าบริการจากโครงการ “3G-200” คือให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายสูงสุดในการใช้โทรศัพท์ในระบบ 3G ในอัตรา 200 บาทต่อเดือน หากใช้ไม่ถึง 200 บาท ก็ให้จ่ายตามจริง ที่เสนอโดยเครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อประชาชน กำหนดไว้ในประกาศของ กสทช.
เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลเห็นว่า การดำเนินการของ กสทช.ยังไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของนายบุญชัย ตามมาตรา 28 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายบุญชัยในฐานะประชาชนทั่วไปในคดีจะเกิด ขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการประมูลเกิดขึ้น และผู้ชนะประมูลซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ประกอบกิจการโทร คมนาคมโดยมีอัตราค่าบริการที่สูงเกินไป และ กสทช.ไม่ได้ดำเนินการ หรือละเลยไม่ดำเนินการกับผู้รับใบอนุญาต เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างถูกต้องเป็นธรรม นายบุญชัยจึงจะเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายจากการงดเว้นการกระทำของ กสทช.
3.2คดีดำ 2665.55 บุญชัยฯ

4.สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค ฟ้อง กสทช.และสำนักงาน กสทช.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.55 คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อ หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศ กสทช.และสำนักงาน กสทช.เรื่องรายชื่อผู้เข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับ กิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ประกาศให้เอไอเอส ดีแทค และทรู มีสิทธิเข้าร่วมประมูล 3G โดยเฉพาะในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตบางรายไม่มีคุณสมบัติเนื่องจากเป็นคน ต่างด้าว พร้อมขอให้ศาลพิจารณาไต่สวนฉุกเฉินและมีคำสั่งระงับเปิดการประมูลเป็นการ ชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น 
เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะนี้ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของ กสทช.และสำนักงาน กสทช.ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 อีกทั้งมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้าง อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคต หากในอนาคตเป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ก็ยังมีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลได้ภายหลัง
4.1 คำฟ้อง สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค

4.2 คดีดำ 2664.55 สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค
5.พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ และพวกรวม 3 คน ฟ้อง กสทช.คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ การโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีประกาศหลักเกณฑ์และจัดการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz โดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพราะการเรียกเก็บเงินประมูลขั้นต่ำ 4,500 ล้านบาท อาจทำให้ กสทช.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้ตามกฎหมาย โดยขอให้ศาล ปกครองกลางสั่งเพิกถอนประกาศดังกล่าว และขอทุเลาการบังคับตามประกาศ
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เงินที่ได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่ายย่อมตกเป็นของแผ่นดิน กสทช.จึงไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แต่อย่าง ใด และหากมีกรณีที่ กสทช.จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้ผู้ได้รับใบอนุญาตชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เงินประมูลคลื่นความถี่หรือหนี้อื่นใดก็เป็นเพียงการดำเนิน การแทนรัฐเท่านั้น
6.2 คดีดำ 2656.55 พลเรือเอกชัย

6.นายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชา​การอิสระด้าน​โทรคมนาคม ฟ้อง กสทช.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.55 คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับ กิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz ไม่มีข้อกำหนดที่จะแสดงให้เห็นว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการ ประมูล โดยเฉพาะใน 3 ประเด็น คือ 1.พื้นที่และระยะเวลาที่จะได้รับบริการต้องครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศในเวลา ที่ทัดเทียมกัน โดยไม่แบ่งตัวเมืองและชนบท 2.คุณภาพการให้บริการต้องครอบคลุมและมีความเสถียรของโครงข่ายและคุณภาพ สัญญาณดี ซึ่ง กสทช.ไม่ได้กำหนดความชัดเจน และ 3.อัตราค่าบริการขั้นสูงที่ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บได้
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา เนื่อง จาก ผู้ฟ้องไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงตามคำร้อง และการฟ้องเป็นการกล่าวหาและการคะเนล่วงหน้า ซึ่งความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ ผู้ฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่ได้เป็นผู้เสียหาย
1.1 คำฟ้อง อนุภาพ

1.2 คำสั่ง อนุภาพ

ในความเคลื่อนไหว กระบวนการตรวจสอบ ‘การประมูลคลื่น’

ขณะนี้ กระบวนการการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาดำเนินการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และใบ อนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ผู้ผ่านการประมูล
 
ในส่วนกระบวนการตรวจสอบ คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ และจะมีการเชิญคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. คณะผู้วิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสำนักงาน กสทช.เป็นผู้ว่าจ้างให้ทำ เพื่อประเมินมูลค่าคลื่นความถี่และมูลค่าขั้นต่ำฯ  ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน ตัวแทนเอกชน 3 ราย รวมไปถึงนางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง มาร่วมประชุมพร้อมกัน วันที่ 25 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ หน้าที่ของ กสทช. นำโดย นายสุรศักดิ์ ศิริพรอุดมสิน อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์ลูกตามหาบัว ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 57,904 รายชื่อ ยื่นต่อ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภาถอดถอน กสทช.ทั้งคณะจำนวน 11 คน ออกตากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 (2) เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55
 
เนื่องจากเห็นว่า มีพฤติการณ์ 1.ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ในกรณีการจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G เป็นความผิดตามมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) 2.ส่อว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 3.ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการ อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G โดยถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 วรรคสาม ที่ระบุว่า การดำเนินการของ กสทช.จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ
 
และ 4.ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายโดยใช้ อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง พ.ศ.2555 โดยใช้กฎหมายอย่างไม่มีความเสมอภาค ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมส่อว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจงใจละเว้นการอนุญาตการใช้คลื่นความถี่และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมให้กับ สถานีวิทยุที่ทดลองออกอากาศ และจงใจไม่ออกระเบียบหรือประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตกิจการกระจายเสียงประเภท บริการชุมชนให้ครอบคลุมตามกฎหมาย

ขณะที่ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ประธาน กมธ.ศึกษา ตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่รัฐสภาเช่นกัน ขอให้ตรวจสอบการฮั้วและธรรมาภิบาลในการประมูล 3G ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกระทำของ กสทช.เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการฮั้วประมูลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) หรือไม่
 
2.มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การกำหนดเงื่อนไขของการให้บริการ การประกาศสัญญามาตรฐานในการให้บริการ ราคาค่าบริการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะผลการประมูลเอื้อประโยชน์กับผู้ให้บริการ (ราคาต่ำกว่าทรัพย์สิน) และ 3.แนวทางในการกำหนดกติกาที่ชัดเจนในการให้ผู้ประมูลหรือผู้รับใบอนุญาตใน อนาคตใช้โครงข่ายร่วมกัน
 
 

ป.ป.ช.รับลูกเตรียมประชุมสรุปฮั้วประมูล 3G พรุ่งนี้

ด้านความเคลื่อนไหวล่าสุด วันนี้ (24 ต.ค.55) น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ในฐานะ กมธ.ศึกษา ตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา พร้อมคณะ ยื่นหนังสือต่อนายนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบการประมูลคลื่น 3G ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่ามีการทำผิด พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่
 
จากการที่ คณะอนุกรรมการกฎหมายป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ตรวจสอบพบว่า การประกาศรับรองผลการประมูล 3G ของ กทค.มีเจตนาเอื้อประโยชน์ต่อผู้เสนอราคา ส่อทุจริตในการกำหนดราคาโดยมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เห็นได้จากการตั้งราคาเริ่มต้นการประมูลที่ต่ำเกินไป พฤติกรรมบริษัทที่เข้าประมูลไม่มีการแข่งขัน และพฤติกรรมของ กทค.ที่เร่งรีบลงมติเห็นชอบผลการประมูล แม้จะมีผู้คัดค้านจำนวนมาก จึงนำข้อมูลยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส
 
ขณะที่เดลินิวส์ รายงานว่า ในวันเดียวกันที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ โดยหากที่ประชุม ป.ป.ช.เห็นว่าหลักฐานที่มีอยู่เข้าองค์ประกอบที่ ป.ป.ช.จะสามารถรับเรื่องมาพิจารณาได้ กล่าวคือมีมูลเหตุที่ส่อให้เห็นว่าการกระทำที่เกิดขึ้นอาจขัด พ.ร.บ.การฮั้วประมูล ป.ป.ช.จะรับเรื่องไว้ พร้อมตั้งอนุกรรมการมาศึกษาเรื่องนี้อย่างเร็วที่สุด แต่หากพบว่าไม่เข้าเงื่อนไขก็ถือว่าคำร้องนั้นยุติไป
 
ทั้งนี้ ข้อร้องเรียนที่เข้ามายื่นให้ ป.ป.ช.พิจารณาประกอบไปด้วย ข้อร้องของกระทรวงการคลัง กลุ่มกรีน และคณะกรรมาธิการวุฒิสภาตรวจสอบการทุจริตฯ วุฒิสภา รวมถึงกรณีที่ กสทช.แสดงเจตนาขอรับการตรวจสอบด้วยตัวเอง
 
 

ย้ำอีกครั้ง... อำนาจ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ไม่ใช่พิพากษา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรื่องจะเข้าสู่ ป.ป.ช. แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การประมูลที่ผ่านมาจะถูกล้มเลิกไป โดยเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา นายวิชัย วิวิตเสวี หนึ่งในคณะกรรมการ ออกมาระบุว่า อำนาจของ ป.ป.ช.นั้น เป็นการวินิจฉัยเพียงว่า กสทช.ได้กระทำความผิดทางอาญา ฐานทุจริตต่อหน้าจริงหรือไม่เท่านั้น

ขณะที่การดำเนินการเพื่อให้ล้มเลิกการประมูลที่เกิดขึ้นไปแล้ว เป็นอำนาจของศาลปกครอง เนื่องจากมติของ กทค.ที่ได้รับรองการประมูลไป ถือว่าเป็นสัญญาหรือนิติกรรมทางปกครอง ซึ่งอยู่ในข่ายอำนาจวินิจฉัยของศาลปกครองแต่เพียงผู้เดียว โดยผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องไปยังศาลปกครองได้

หากมีข้อมูลข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า กสทช.ในฐานะผู้จัดการประมูลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลตามกฎหมาย ป.ป.ช.ก็ไม่สามารถดำเนินการกับบริษัทเอกชนทั้ง 3 รายได้ เพราะเป็นอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานสอบสวน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

จตุพร หอบหลักฐานให้การดีเอสไอ

ที่มา thaifreenews




"กรณีชายชุดดำที่เป็นจินตนาการล่วงหน้า 
มีการพล็อตเรื่องไว้ ล่วงหน้า 
หลังจากนั้นจึงปฏิบัติการที่สี่แยกคอกวัวและศรีอยุธยา 
ถ้าเรื่องนี้สุจริตไม่ควรปกปิด ควรนำภาพวงจรปิดออกมาเผยแพร่ 
 เพราะศอฉ.ใช้งบกว่า 6,000 ล้านบาท ทำไมจะไม่มีวงจรปิด 
คดีก่อการร้ายผมไม่ขอนิรโทษกรรม เช่นเดียวกับคดีใช้ 
บงการฆ่าก็ไม่ควรมีการนิรโทษกรรม แต่ผมอโหสิกรรมให้ทหาร 
ซึ่งมาปฏิบัติด้วยความเชื่อว่า ประชาชน มีอาวุธร้ายแรง 
ไม่จงรักภักดี จากผังล้มเจ้า คนที่ทำผังล้มเจ้า 
ได้รับการปูมบำเหน็จเป็นพลตรี
 ผมจึงไม่อโหสิกรรมให้ผู้สั่งการ"นายจตุพร กล่าว  

นายจตุพร กล่าวต่อว่า กรณีชายชุดดำต้องพิสูจน์กันไป 
เชื่อว่ามีภาพทหารที่มีชายชุดดำไปซุ่มยิงร่วมกัน 
และแฝงตัวอยู่ใกล้กับจุดที่ทหารปฏิบัติการในหลายพื้นที่ 
รวมทั้งวันที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดงถูกยิง 
ก็มีคนยิงชายชุดดำติดตามไปถึง รพ.หัวเฉียว

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42595.0

อ้ายไหน?..ที่นำขบวนขับไล่

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ขัดผลประโยชน์ พี่ชายซัดน้องชายด้วยมาตรา 112

ที่มา Thai E-News




ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่พี่กับน้อง  พี่ชายหยิบช่องโหว่กฎหมายมาตรา 112 "ใครก็ฟ้องร้องใครก็ได้" ว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"แจ้งจับน้องชายหลังจากมีปากเสียงกันเรื่องธุรกิจ 




รายงานข่าวสถานการณ์ 112 ประจำวันนี้
 
ศาลชั้นต้นยกคำร้องการขอประกันตัวครั้งที่ 2 คดี พี่แจ้งจับน้อง ของนาย ยุทธภูมิ มาตรนอก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากพี่ชายของตนเอง ซึ่งขัดแย้งและมีปากเสียงกันจากเรื่องธุรกิจมาก่อน

ช่วงเย็นที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่ง"ไม่ให้ประกัน"

"พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เคยสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยศาลระบุเหตผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว
 
ยกคำร้อง!!"

จากคำวินิจฉัยเดิมแบบเดียวกับคดี"อากง" นั่นคือ"คดีความมั่นคง อัตราโทษสูง เกรงจำเลยจะหลบหนี"

Note จากทนายจำเลย : เมื่อพี่ชายแท้ๆมีเหตุขัดแย้งกับน้องชายแล้วแกล้งแจ้งจับด้วย ม.๑๑๒

วันนี้เพิ่งยื่นประกันตัวจำเลยคดีหมิ่นฯคดีหนึ่งที่ศาลอาญา ซึ่งน่าสนใจถึงการขยายความขัดแย้งไปสู่ครอบครัวเสียแล้ว เหตุเกิดเมื่อปี ๕๓ เมื่อพี่ชายมีเหตุทะเลาะกับน้องชายเรื่องส่วนตัวและธุรกิจไปแจ้งความจับน้องชายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ผมได้สอบถามจำเลย จำเลยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่เกิดจากกการกลั่นแกล้งของพี่ชายแท้ๆ โดยได้แสดงหลักฐานเป็นบันทึกการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าพี่ชายเคยจะใช้มีดทำร้ายและหนังสือข่มขู่ ซึ่งได้เสนอเข้าสู่สำนวนเพื่อให้ศาลเห็นแล้ว รวมทั้งได้เพิ่มเงินประกันจากเดิม ๓๖๐,๐๐๐ บาทเป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยยืนยันว่ามีความจงรักภักดี แต่ถูกกลั่นแกล้งโดยพี่ชายซึ่งมีความความขัดแย้งกันข้างต้น ทั้งนี้จำเลยโดนขังที่เรือนจำมาแล้ว เกือบสองเดือน จะขึ้นศาลนัดแรก ๑๒ พฤศจิกายนนี้

--------------------------------------------------
 
ครั้งนี้พิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่ากฎหมายหมิ่นกษัตริย์นั้นนอกจากตอกย้ำความ"ไม่เท่ากัน"ในความเป็นมนุษย์แล้ว ยังสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งของตนเองได้ไม่เว้นแม้แต่ทำลาย"สถาบันครอบครัว"ให้ย่อยยับแหลกสลายได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ถึงเวลายกเลิกแล้วหรือยัง?

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 25/10/55 อีก 10 ปีจะล้างมือการเมือง...แต่มือเปื้อนเลือดล้างไม่ออก

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




อีกสิบปี สัญญาว่า ผมลาแล้ว
เสียงเจือยแจ้ว ลาการเมือง คุยเขื่องข่ม
หวังให้ลืม ความระยำ ทำโสมม
เคยทับถม ฆ่าคนไทย ใจกลางกรุง....

99 ศพ ยังทวงถาม ตามหลอกหลอน
แม้นหลับนอน ตื่น-นั่ง ยังสะดุ้ง
ใช้คำพูด สุดเลอะเลือน เหมือนแต่งปรุง
เที่ยวคุยฟุ้ง ว่าชอบธรรม สิ่งทำไป....

คิดหลีกไกล ให้พ้น สิ่งตนก่อ
ความผิดรอ อยู่ตรงนี้ หนีไปไหน
จงรับโทษ ที่สั่งล่า ฆ่าคนไทย
นั่นแหละใช่ เรื่องจริง สิ่งอันควร....

มือยังคง เปื้อนเลือด ไม่เหือดแห้ง
ถึงตะแบง เพ้อพร่ำไป ไม่มีส่วน
99 ศพ ยังทวงถาม ตามก่อนกวน
มิได้ป่วน แค่ถามว่า ฆ่าทำไม?....

๓ บลา / ๒๕ ต.ค.๕๕

"จตุพร" ยื่นหลักฐานคดี 99 ศพ

ที่มา uddred

 ข่าวสด 25 ตุลาคม 2555 >>>


ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีการเสียชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 99 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน จากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 โดยนายจตุพรให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าให้การว่า ได้หลักฐานเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลแพ่ง กรณีสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.2552 หรือสงกรานต์เลือด ที่มีผู้ถูกยิง และศาลพิพากษาให้กองทัพชดใช้ค่าเสียหาย โดยระบุว่าในปฏิบัติการดังกล่าวมีการใช้กระสุนจริง
นายจตุพรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังนำภาพ ถ่ายและเอกสารที่รวบรวมรายละเอียดเหตุการณ์ไฟไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาคดีด้วย โดยเชื่อว่าชายชุดดำที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นำภาพถ่ายมาแสดงนั้น เหมือนมีการจัดฉากเรื่องราวมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากในช่วงดังกล่าวรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งที่ยังไม่มีความรุนแรง เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2553 ก่อนจะใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ต่อมามีการอ้างโทรทัศน์ต่างประเทศเผยแพร่ภาพถ่ายชายชุดดำ โดยมีข้อสังเกตว่ามีการเผยแพร่เพียงช่องเดียวหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 3 วัน 

ชี้มีแต่ "ชุดดำ" ในกลุ่ม จนท.

แกนนำนปช. กล่าวอีกว่า ดังนั้น จึงต้องการให้ดีเอสไอติดตามผู้สื่อข่าวที่เป็นผู้ถ่ายภาพดังกล่าวมาสอบถาม ข้อเท็จจริง รวมถึงหลักฐานกล้องวงจรปิดการเข้าออก ศอฉ. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ด้วย หากทหารมีความบริสุทธิ์ใจก็ควรให้ตรวจสอบ เพราะช่วงนั้น ศอฉ.ใช้งบประมาณถึง 6,000 ล้านบาท จะมาปฏิเสธว่าไม่มีกล้องวงจรปิดได้อย่างไร ขอยืนยันว่าประเด็นชายชุดดำยังต้องพิสูจน์ให้ชัด แต่ข้อมูลที่พบคือมีภาพที่มีชายชุดดำไปซุ่มยิงในบริเวณใกล้กับเจ้าหน้าที่ และแฝงตัวอยู่ใกล้กับจุดที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในหลายพื้นที่ รวมทั้งวันที่ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถูกยิงก็มีชายชุดดำติดตามไปถึง ร.พ.หัวเฉียว ด้วย
   "กรณีชายชุดดำเป็นจินตนาการล่วงหน้า วางแผนล่วงหน้า รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่ยังไม่มีการก่อการร้าย แต่มีพล็อตเรื่องไว้ล่วงหน้า หลังจากนั้นจึงปฏิบัติการที่สี่แยกคอกวัวและถนนศรีอยุธยา หากสุจริตก็ไม่ควรปกปิดและนำภาพวงจรปิดมาเผยแพร่ มีความพยายามปั่นเรื่องชายชุดดำ ทั้งที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ปี 2553 นั้น ผมอโหสิกรรมให้กลุ่มทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่จะไม่อโหสิกรรมให้คนสั่งการ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างแน่นอน" นายจตุพร กล่าว 

"เหวง" จี้เปิดผลสอบ เม.ย. 52

ที่รัฐสภา นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ประสานกับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นำผลการศึกษาการชุมนุมทางการเมืองปี 2552 ของรัฐสภา มาเผยแพร่ต่อสาธารณชน
นพ.เหวง กล่าวว่า ในปี 2552 มีการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่ม นปช. กระทั่งรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม ระหว่างนั้นมีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อรัฐบาลที่บริหารราชการในขณะ นั้นหลายเรื่อง อาทิ รถแก๊สที่จอดอยู่บริเวณซอยรางน้ำ เป็นการจัดฉากหรือไม่ การยิงประชาชนกระทั่งต้องเข้าห้องไอซียู ร.พ.ทหารผ่านศึก เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ศพของชาย 2 คน และลอยขึ้นฝั่งที่ท่าพระอาทิตย์ แม่น้ำเจ้าพระยา ในสภาพที่ถูกมัดมือไพล่หลัง การเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข เป็นอุบัติเหตุล้มฟาดชักโครกหรือไม่ และคลิปเสียงที่คล้ายนายอภิสิทธิ์ ที่สั่งการสลายม็อบ เป็นเสียงของนายอภิสิทธิ์จริงหรือไม่ หรือมีการตัดต่อ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์เคยออกมาระบุ 

ถ้าแดงเลวทราม-ยินดีรับผิด

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาดังกล่าวมีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาในขณะนั้นเป็นผู้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบ แต่เหตุใดจึงเก็บไว้เป็นความลับ ไม่นำผลสอบมาเปิดเผย หากกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นพวกเลวทราม มีความผิด ก็ยินดีรับผิดตามกฎหมาย ขอให้เปิดเผยข้อมูลออกมา หรือเป็นเพราะในรายงานระบุว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีความผิด จึงไม่นำมาเปิดเผย เพื่อปกปิดความผิดหรือไม่ จึงเรียกร้องให้นำผลการสอบสวนมาตีพิมพ์เผยแพร่ให้ทราบทั่วกัน และในวันที่ 25 ต.ค. เวลา 13.30 น. จะไปยื่นเรื่องต่อดีเอสไอ พร้อมทั้งจะประสานกับนายสมศักดิ์ เพื่อถามหารายงานฉบับนี้อีกทางหนึ่ง
ส่วน จ.ส.ต.ประสิทธิ์ กล่าวถึงชายชุดดำว่า ในช่วงที่นำการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง มีผู้ชุมนุมรายหนึ่งมาให้ข้อมูลเรื่องชายชุดดำว่า มีชายชุดดำ 6 คน มากับรถตู้สีขาว และมีผู้หญิงคอยกำกับอยู่ โดยจะมีชายชุดดำอีกหนึ่งชุดคอยสลับกันยิงกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนั้น ขอให้ผู้ชุมนุมที่ให้ข้อมูลดังกล่าวกับตน ออกมาให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวมองว่าอย่าพยายามค้นหาชายชุดดำเลย แต่ไปเร่งรัดคดีกับผู้ที่สั่งฆ่าคนเสื้อแดงจะดีกว่า

Tuesday, October 23, 2012

'สุกำพล' นำ ผบ.เหล่าทัพ วางพวงมาลา วันปิยะฯ

ที่มา Voice TV


รายการ New Update ประจำวันที่  23 ตุลาคม 2555 (10.00 น.) 

 
 
- 'สุกำพล' นำ ผบ.เหล่าทัพ วางพวงมาลา วันปิยะฯ 
- 'บุญทรง' เผย จำนำข้าว สร้างความมั่นคงอาหารโลก 
- 'โอบามา-รอมนีย์' ดีเบตนัดสุดท้าย 
 
 
'สุกำพล' นำ ผบ.เหล่าทัพ วางพวงมาลา วันปิยะฯ 
รัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 
 
 
'บุญทรง' เผย จำนำข้าว สร้างความมั่นคงอาหารโลก 
"บุญทรง" ยืนยัน โครงการรับจำนำข้าว มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาไทย และสร้างความมั่นคงด้านอาหารของโลก 
 
 
'โอบามา-รอมนีย์' ดีเบตนัดสุดท้าย 
โต้วาทีนัดสุดท้ายคู่ชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดุเดือด โอบามา โจมตีนโยบายต่างประเทศ มิตต์ รอมนีย์ ล้วนเป็นทางเลือกที่ผิดพลาดทั้งสิ้น
23 ตุลาคม 2555 เวลา 10:03 น.

จตุพร เข้าชี้เเจงกับ ดีเอสไอ ข้อมูลเบิกจ่ายอาวุธ

ที่มา Voice TV



แกนนำ นปช. เข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอ พร้อมเเนะ ดีเอสไอ ขอภาพวงจรปิดทางเข้าออก กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ในระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง เนื่องจากเชื่อว่ามีภาพที่บ่งชี้ชัดว่า รัฐบาลมีการเบิกจ่ายอาวุธมาใช้ระหว่างการสลายการชุมนุม ด้านแกนนำ นปช. เสนอเงินส่วนตัวจำนวน 7 ล้านบาท เพื่อสมทบกับ ดีเอสไอ เป็นค่านำจับชายชุดดำ
 
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษกรณีผู้เสียชีวิตทั้ง 98 ศพในเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่มีพันตำรวจเอก ประเวศ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหัวหน้าชุด เชิญนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.เข้าให้การในฐานะพยาน ซึ่งในขณะนั้นนายจตุพรเป็นแกนนำหลักในเหตุการณ์สลายการณ์สลายการชุมนุมช่วง เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นการมายืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เป็นการชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธ รวมถึงจะเสนอให้ดีเอสไอ รวบรวมพยานหลักฐานด้วยการขอภาพวงจรปิดทางเข้าออกบริเวณกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มาใช้ประกอบการสรุปสำนวนคดี เนื่องจากเชื่อว่าภาพจากกล้องวงจรปิดจะสามารถบอกได้ว่าชายชุดดำมีจริงหรือ ไม่ รวมทั้งจะสามารถเห็นการเบิกจ่ายอาวุธผ่านทางเข้าออกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ได้
 
ด้าน นายสมหวัง อัสราษี รองประธาน นปช. ยื่นหนังสือถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอเพิ่มเงินรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งเบาะแสการจับกุมคนร้าย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอตั้งรางวัลนำจับ 7 คดี คดีละ 1 ล้านบาท นปช.จะเพิ่มเงินของ นปช.สมทบให้อีกรายละ 1 ล้านบาทเพื่อจูงใจพยานมาให้ปากคำ และหลังจากนี้เชื่อว่าจะมีแนวร่วมคนอื่นบริจาคเงินรางวัลเพิ่มเติม แต่จะเป็นที่ดิน
 
ด้านนายธาริต กล่าวว่า ไม่ขัดข้องและถือเป็นเจตนาของผู้ประสงค์ดี ในการเดินหน้าสู่การจับกุมคนร้าย และจากการตรวจสอบข้อกฎหมายสามารถทำได้ โดยผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงิน 2 ล้านบาท เมื่อสามารถนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้ ที่ผ่านมาดีเอสไอ เคยตั้งรางวัลนำจับ แต่ยังไม่เคยมีบุคคลภายนอกมาขอเข้าร่วม
22 ตุลาคม 2555 เวลา 23:05 น.

ปิยบุตร แสงกนกกุล: ประเด็นทางกฎหมายปกครองที่น่าสนใจจากกรณีการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี (ตอนที่ 1)

ที่มา ประชาไท

 

การพิจารณาว่าผู้ฟ้องมีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเงื่อนไขการรับฟ้องคดีอันสำคัญยิ่งเสมือนเป็นการค้นหา “กุญแจ” ในการเปิดประตูศาลเข้าไป ศาลจึงต้องพิจารณาสิทธิของผู้ฟ้องคดีเป็นเบื้องต้น
ในคดีปกครอง การฟ้องคดีย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินบริการสาธารณะไม่มากก็น้อย หากเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองได้โดยไม่มี จุดเกาะเกี่ยวหรือความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการกระทำทางปกครองนั้นเลย ก็ส่งผลให้ทุกคนสามารถนำเรื่องไปฟ้องศาลได้ทั้งหมด ศาลในทุกระบบและในทุกประเทศจึงไม่อนุญาตให้บุคคลใดก็ได้สามารถฟ้องคดี หรือไม่ยอมรับหลักการฟ้องคดีโดยประชาชน (L’action popul aire) ตามสุภาษิตที่ว่า “ไม่มีบุคคลใดสามารถฟ้องคดีได้ราวกับเป็นอัยการ” ดัง นั้น ผู้ฟ้องคดีต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำทางปกครองที่ ต้องการโต้แย้ง ปัญหาต่อมาที่ต้องพิจารณา คือ แล้วศาลจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าบุคคลผู้ฟ้องคดีนั้นมีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับการกระทำทางปกครองที่ต้องการโต้แย้งเพียงพอที่จะมีสิทธิฟ้อง คดีได้
เกณฑ์การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่นั้น มีอยู่ 2 รูปแบบสำคัญ ได้แก่
รูปแบบแรก ประโยชน์หรือส่วนได้เสียของผู้ฟ้องคดีถูกกระทบจากการกระทำทางปกครอง มีฝรั่งเศสเป็นต้นตำรับ ระบบกฎหมายปกครองฝรั่งเศสตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักความชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองมีภารกิจในการรักษาหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง เมื่อมีผู้ใดมาโต้แย้งต่อศาลว่าการกระทำทางปกครองใดน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่รักษาความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ก็ควรต้องรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม หากเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้สามารถโต้แย้งต่อศาลได้ทั้งหมดจนกลายเป็นหลัก การฟ้องคดีโดยประชาชน (L’action populaire) ก็จะทำให้ศาลมีเขตอำนาจมากจนเกินไป และมีคำฟ้องเข้ามาเป็นจำนวนมากจนไม่อาจพิจารณาได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างข้อความคิดเรื่อง “ผู้ฟ้องคดีมีส่วนได้เสียหรือประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ฟ้องโต้แย้ง” (Intérêt à agir) ซึ่งกว้างกว่า “สิทธิของผู้ฟ้องคดีถูกกระทบจากการกระทำที่ฟ้องโต้แย้ง” (Droit subjectif lésé) และแคบกว่าการฟ้องคดีโดยบุคคลใดก็ได้  (L’action populaire) ดังนั้น ในระบบกฎหมายปกครองฝรั่งเศส หากผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการกระทำทางปกครองน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแสดงให้เห็นว่าประโยชน์หรือส่วนได้เสียของตนถูกกระทบจากการกระทำทาง ปกครองนั้น ศาลก็จะรับฟ้อง แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ถูกกระทบสิทธิของตน ผู้ฟ้องคดีก็มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการกระทำทางปกครองแล้ว
รูปแบบที่สอง สิทธิที่กฎหมายรับรองของผู้ฟ้องคดีถูกกระทบจากการกระทำทางปกครอง มี เยอรมนีเป็นต้นตำรับ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิทางมหาชน (subjektives öffentliches Recht) ศาลปกครองมีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลจากการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง แม้การกระทำทางปกครองอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลปกครองจะพิจารณาให้ได้ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นกระทบสิทธิของบุคคลเสีย ก่อน ดังนั้น ผู้ฟ้องจึงต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการกระทำที่ต้องการฟ้องโต้แย้งนั้นได้ กระทบสิทธิของตน ศาลจึงจะรับไว้พิจารณา เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากศาลจะมีอำนาจเพิกถอนการกระทำเหล่านั้น ศาลยังมีอำนาจในการกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องและฟื้นฟูสถานะ ทางกฎหมายของผู้ฟ้องให้กลับคืนดังเดิมด้วย
การสร้างระบบกฎหมายปกครองและระบบศาลปกครอง ควรต้องตอบคำถามถึงรากฐานภารกิจของกฎหมายปกครองและศาลปกครองว่าจะเน้นการ รักษาความชอบด้วยกฎหมายหรือจะเน้นการคุ้มครองสิทธิของบุคคล เมื่อตอบคำถามนี้ได้จึงจะจัดวางกฎเกณฑ์อื่นๆในรายละเอียดที่เกี่ยวกับศาล ปกครองได้ต่อไป น่าเสียดายที่ในระบบกฎหมายปกครองไทย เราไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้เมื่อครั้งตั้งศาลปกครอง ประเทศไทยใช้วิธีการลอกและรับเอามาใช้ โดยเลือกรูปแบบของฝรั่งเศส ตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติว่า “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำ หรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือมีข้อ โต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือนร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง” จากคำว่า “เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” นี้เองที่ฝ่ายตำราและศาลปกครองนำมาแปลความว่าผู้ฟ้องคดีต้องพิสูจน์ให้ศาล ปกครองเห็นว่าการกระทำทางปกครองที่ตนฟ้องโต้แย้งนั้นกระทบต่อประโยชน์หรือ ส่วนได้เสียของตนตามแบบระบบกฎหมายฝรั่งเศส กล่าวคือ ไม่ได้เปิดกว้างถึงขนาดที่ให้ประชาชนหรือใครก็ได้สามารถฟ้องคดีได้ และไม่ได้แคบถึงขนาดให้ผู้ฟ้องพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิที่กฎหมายรับรอง และการกระทำทางปกครองนั้นกระทบสิทธิของตนแบบระบบกฎหมายเยอรมัน
ศาลปกครองวางแนวคำสั่งศาลปกครองและคำพิพากษาในกรณีดังกล่าวได้มาตรฐานและ เป็นเกณฑ์ที่นิ่งพอสมควร จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงบรรยากาศ “ตุลาการภิวัตน์” เข้มข้น แนวทางการพิจารณาเงื่อนไขการรับฟ้องในส่วนของผู้ฟ้องคดีก็เปลี่ยนแปลงไป และอยู่ในสถานะ “ไม่นิ่ง” ศาลได้ขยายขอบเขตการพิจารณาส่วนได้เสียหรือประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีที่ ถูกกระทบออกไปอย่างกว้างขวางจนเรียกได้ว่าเกือบเป็นการอนุญาตให้บุคคลใดฟ้อง คดีก็ได้ ดังปรากฏให้เห็นในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 585/2549 (คดีนายศาสตรา โตอ่อน ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งสัญญสัมปทานของกลุ่มชินฯ โดยฟ้องในฐานะเป็นปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้ใช้บริการของกลุ่ม ชินฯ) ต่อเนื่องมายังคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 547/2551 (คดีนายสุวัตร อภัยภักดิ์และพวก ฟ้องโต้แย้งการแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเรื่องปราสาทพระวิหาร โดยฟ้องในฐานะประชาชนไทย)
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ยามใดที่มีกรณีรัฐบาลหรือหน่วยงานทางปกครองตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือเรื่อง ที่อาจถูกนำมาขยายผลในทางการเมืองได้ ก็จะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองโดยอ้างว่าการกระทำทาง ปกครองนั้นกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์ของชาติ หรือประโยชน์สาธารณะ ซึ่งในฐานะเป็นคนสัญชาติไทย ในฐานะคนเสียภาษี ในฐานะผู้บริโภค ในฐานะผู้ใช้บริการสาธารณะนั้น ย่อมถือว่าได้ว่าประโยชน์ของตนถูกกระทบจากการกระทำทางปกครองเพียงพอให้ตนมี สิทธิฟ้องคดีได้ ซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
ก่อนการประมูลคลื่นความถี่ 3 จีจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 ตุลาคม 2555 บรรยากาศเช่นว่าก็กลับมาอีกครั้ง มีบุคคลจำนวนหนึ่งได้ฟ้องต่อศาลปกครองให้พิจารณาการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี โดยแยกออกเป็นหลายคำฟ้อง และแต่ละคำฟ้องก็โต้แย้งในประเด็นที่แตกต่างกัน รวมทั้งขอให้ศาลสั่งหรือพิพากษาแตกต่างกัน พอสรุปได้ ดังนี้
• คำฟ้องของนายอนุภาพ ถิรลาภ ในฐานะผู้ใช้โทรศัพท์โต้แย้งว่าประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่น ความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz พ.ศ.2555 ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ที่จะแสดงให้เห็นว่าประชาชนได้ ประโยชน์สูงสุด
• คำฟ้องของสมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค ในฐานะสมาคมที่มีวัตถุปะสงค์คุ้มครองผู้บริโภค และนายชูยศ โอจงเพียร ในฐานะผู้ใช้โทรศัพท์ของบริษัทดีแทค ฟ้องขอเพิกถอนประกาศสำนักงาน กสทช เรื่องรายชื่อผู้เข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สากลย่าน 2.1 GHz เพราะบริษัทดีแทคที่ได้เข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้นั้นเป็นบริษัทต่างด้าว ซึ่งถือว่าขาดคุณสมบัติ
• คำฟ้องของพล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ นายสุทธิ ผลสวัสดิ์ นายธรรมนูญ จุลมณีโชติ ในฐานะผู้ใช้โทรศัพท์ฟ้องขอเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้ คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz พ.ศ.2555
• คำฟ้องของนายสุริยะใส กตะศิลา และพวกฟ้องขอเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz พ.ศ.2555 เฉพาะข้อ 6 วรรคสองว่าด้วยการกำหนดราคาประมูลขั้นต่ำ
ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องทั้งสี่นี้ไว้พิจารณา เพราะผู้ฟ้องคดีทั้งหมดไม่ได้ “เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย” จากประกาศฯ จึงไม่ถือเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ซึ่งผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลปกครอง อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในคำสั่งของศาลปกครองทั้งสี่กรณีนี้ ศาลปกครองได้ระบุลงไปด้วยว่า ถ้าบุคคลทั่วไปต้องการฟ้องก็ให้ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าโดยทั่วไปแล้ว ศาลปกครองไม่น่าจะมีหน้าที่ในการเขียนคำแนะนำให้แก่ผู้ฟ้องคดีเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็นผู้ฟ้อง ก็ต้องเป็นการฟ้องในกรณีที่กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งต้องพิจารณาในเนื้อหาคดีต่อไปว่าประกาศของ กสทช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ และแม้ว่าศาลปกครองเห็นว่าประกาศ กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนประกาศฯนั้นเสมอไป หรือไม่จำเป็นต้องเพิกถอนให้มีผลย้อนหลังเสมอไป
กล่าวสำหรับการฟ้องโดยอ้างว่าปกป้องประโยชน์สาธารณะนั้น ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลประโยชน์สาธารณะ คือ รัฐและบรรดาองค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชนทั้งหลาย ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แน่นอน ปัจเจกบุคคลอาจมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง อาจมีจิตสาธารณะที่อยากพิทักษ์รักษาประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องไม่ลืมว่า ประโยชน์สาธารณะส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก คนหนึ่งอาจเห็นว่ากระทบต่อประโยชน์สาธารณะ แต่อีกคนหนึ่งอาจเห็นว่าการกระทำทางปกครองนี้แหละเป็นไปเพื่อประโยชน์ สาธารณะ เช่น การประมูล 3 จี ฝ่ายหนึ่งอาจเห็นว่า กระทบประโยชน์สาธารณะ เพราะได้รายได้น้อย อีกฝ่ายหนึ่งอาจเห็นว่า การประมูล 3 จีนี่แหละเป็นประโยชน์สาธารณะทำให้ใช้โทรศัพท์บนคลื่นความถี่ 3 จีได้ เพื่อมิให้เกิดปัญหาขัดแย้งกัน กฎหมายจึงกำหนดให้ “รัฐ” เท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำการบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ และดูและรักษาประโยชน์สาธารณะ มิใช่ให้เอกชนหรือบุคคลใด “อาสา” มารับผิดชอบเฝ้าระวังประโยชน์สาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี การปล่อยให้รัฐเฝ้าระวังรักษาประโยชน์ส่วนรวมเพียงผู้เดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกรณีเรื่องส่วนรวมที่ไม่มีบุคคลใดอยากเสียเวลามาฟ้องคดี หรือเป็นเรื่องที่ส่งผลวงกว้าง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องคุ้มครอง
ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลรวมตัวกันเป็นองค์กรกลุ่มมีสิทธิฟ้องคดี ได้ แต่องค์กรกลุ่มผู้ฟ้องคดีต้องแสดงให้เห็นว่าการกระทำทางปกครองที่ต้องการโต้ แย้งนั้นกระทบต่อวัตถุประสงค์ขององค์กรกลุ่ม เช่น สมาคมคุ้มครองป่าฟ้องเพิกถอนใบอนุญาตให้สร้างเขื่อน โดยอ้างว่าการสร้างเขื่อนต้องทำลายป่าไม้ ซึ่งกระทบกับวัตถุประสงค์ของสมาคมแล้ว หรือสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องเพิกถอนประกาศให้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ที่ทำจากจีเอ็มโอ เพราะ เห็นว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค เป็นต้น
ในส่วนของผู้ใช้บริการสาธารณะ อาจฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะที่ตนใช้ประจำ เช่น ผู้ใช้ไฟฟ้าอาจฟ้องโต้แย้งประกาศของการไฟฟ้านครหลวงที่กำหนดให้ขึ้นค่าไฟ หรือผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายหนึ่งฟ้องโต้แย้งประกาศเปลี่ยนแปลงเส้นทางการ เดินรถไฟฟ้าสายนั้น เป็นต้น ผู้เสียภาษีก็อาจฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่เป็นการกระทำทางปกครองในระดับท้องถิ่น เช่น ผู้อาศัยในเทศเขตเทศบาลและจ่ายภาษีให้แก่เทศบาลนั้นอาจฟ้องขอเพิกถอนการ กระทำของเทศบาลที่ส่งผลกระทบต่องบประมาณของเทศบาล
ศาลปกครอง เป็นองค์กรตุลาการที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาข้อพิพาททางปกครอง คำว่า “ข้อพิพาท” คือ ฝ่ายหนึ่งต้องทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย แล้วฝ่ายที่เสียหายจึงจะมาฟ้องศาล ศาลปกครองมิใช่ “ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์” ให้แก่บรรดาผู้ตั้งต้นเป็นพลเมืองดีทั้งหลาย
การเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้สามารถพกบัตรประชาชนหนึ่งใบ พกใบรับรองการจ่ายภาษี หรือพกใบเสร็จค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ น้ำประปา ไฟฟ้า แล้วฟ้องได้ทุกเรื่องโดยอาศัยในนามของ “พลเมืองดีผู้ปกป้องประโยชน์ชาติ” ย่อมส่งผลเสียหลายประการ ดังนี้
• การฟ้องคดีอาจรบกวนการจัดทำบริการสาธารณะ ผู้ฟ้องอาจคิดว่าต้องฟ้องเพิกถอนการจัดทำบริการสาธารณะนั้นเพื่อปกป้อง ประโยชน์ชาติ แต่คนอีกมากมายอาจต้องการใช้บริการสาธารณะนั้น
• ศาลปกครองมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น
• ผู้ฟ้องอาจใช้การฟ้องคดีกลั่นแกล้งบุคคลอื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากการฟ้อง หรืออาจเป็นช่องทางให้คนกลุ่มหนึ่งสามารถไปเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับ การไม่ฟ้องคดี
• เมื่อแนวการพิจารณาส่วนได้เสียหรือประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีไม่นิ่ง และภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังที่เป็นอยู่ บรรดานักฟ้องคดีก็ต้องการหาช่องทางฟ้องศาลปกครองเพื่อส่งผลทางการเมือง ในขณะที่หน่วยงานทางปกครองก็ต้องรอลุ้นทุกครั้งว่าจะถูกฟ้องหรือไม่ ส่วนศาลปกครองเองก็อาจเปลี่ยนแนวทางการวินิจฉัยได้ สภาพการณ์เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงแน่นอนในทางกฎหมาย
ในระยะยาว เพื่อมิให้เกิดปัญหาดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้เขียนเห็นว่าสมควรแก้ไขบทบัญญัติในมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เสียใหม่ จากเดิม “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้...” มาเป็น “สิทธิของผู้ใดถูกกระทบหรือเสียหายจาก...” โดย นำหลักเกณฑ์สิทธิของผู้ฟ้องคดีต้องถูกกระทบจากการกระทำทางปกครองในระบบ กฎหมายเยอรมันมาใช้ ในส่วนกรณีการฟ้องเพิกถอนกฎซึ่งมีผลเป็นการทั่วไป ไม่ได้กระทบสิทธิของบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง ก็ให้สร้างคำฟ้องพิเศษเพื่อการเพิกถอนกฎ หรือ “Normenkontrolle” แบบกฎหมายเยอรมันมาใช้ นอกจากนี้ ในกฎหมายของหลายประเทศ ก็มีบทบัญญัติลงโทษบุคคลผู้ใช้สิทธิการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือเพื่อกลั่น แกล้งผู้อื่น และกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาความเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีของสมาคมหรือ องค์กรกลุ่มไว้อย่างรัดกุม ซึ่งระบบกฎหมายไทยน่าจะนำมาพิจารณา เพื่อป้องกันมิให้เกิดการตั้งตนเป็น “ผู้รับเหมา” การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง


เพชรเกษม 41 เคลื่อนรับ ‘ครม.สัญจรสมุย’ ขู่ปฏิบัติการ หากอนุมัติเมกะโปรเจ็กต์ใต้


เครือข่ายปฏิบัติการเพชรเกษม 41 เคลื่อนไหวภาค 3 ติดตาม ครม.สัญจรสมุย เผย สผ.ส่งหนังสือ “เจ้าท่า” ขอยกเลิกอีไอเอท่าเรือน้ำลึกปากบารา ชี้เดินหน้าต้องทำ EHIA อำเภอละงูปล่อยข่าวเลิกโครงการไร้เอกสารยืนยันคนสตูลระแวงจัด
 
นายทรงวุฒิ พัฒแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิบัติการเพชรเกษม 41 นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2555 ที่ร้านกาแฟโกปี้ ข้างศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้ ประกอบด้วย แกนนำเครือขายท่าศาลารักษ์บ้านเกิด แกนนำเครือข่ายรักษ์บ้านเกิดลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แกนนำเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ประมาณ 50 คน ร่วมหารือเพื่อหามติร่วมกันในการเคลื่อนไหวปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ภาค 3 ยุทธการต้มปูแดง เพื่อติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีแนวโน้มว่าจะมีการอนุมัติโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในภาคใต้ 
 
นายทรงวุฒิ เปิดเผยต่อไปว่า เบื้องต้นมติในการหารือออกมาว่า แกนนำเครือข่ายปฏิบัติการเพชรเกษม 41 จะประกาศจุดยืนคัดค้านการอนุมัติโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในภาคใต้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่เกาะสมุย ในวันที่ 21ตุลาคม 2555 ที่ศาลาประดู่ 6 เยื้องประตูเมืองนครศรีธรรมราช และจะเคลื่อนไหวต่อจนเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร 
 
ศาลา ประดู่ 6 เยื้องประตูเมืองนครศรีธรรมราช สถานที่เครือข่ายปฏิบัติการเพชรเกษม 41 จะประกาศจุดยืนคัดค้านการอนุมัติโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในภาคใต้ (ภาพจากเฟสบุ๊ค: ทรงวุฒ พัฒแก้ว)
 
 
นายทรงวุฒิ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 21ตุลาคม 2555 จะไม่เดินทางเพื่อยื่นหนังสือต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ในวัดบรมธาตุวรมหาวิหาร ในเวลา 09.00 น. โดยจะปักหลักที่ศาลาประดู่ 6 จนภารกิจของนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นและจะเคลื่อนไหวตลอดการประชุม โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนจับตาและสนับสนุนการเคลื่อนไหวหากคณะรัฐมนตรีสัญจร มีมติอนุมัติโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในภาคใต้
 
“จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหินท่าศาลา โรงไฟฟ้าถ่านหินหัวไทร และท่าเรือเชฟรอน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน และจะเคลื่อนไหวต่อสู่ถึงที่สุด โดยมีข้อเสนอของภาคประชาชนให้ผลักดันให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ทั้งหมด เป็นพื้นที่ผลิตอาหารให้คนนครศรีธรรมราช คนไทย และคนทั้งโลก ซึ่งแนวทางการพัฒนานี้ จะเป็นแนวทางที่ทุกคนยอมรับได้ และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและได้ประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย” นายทรงวุฒิ กล่าว
 
นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี คณะทำงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิบัติการเพชรเกษม 41 จังหวัดสตูล เปิดเผยว่า เครือข่ายชาวบ้านจังหวัดสตูลไม่ขอเปิดเผยจำนวนผู้เดินทางมาร่วมปฏิบัติการ เพชรเกษม 41 สมทบกับเครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้ อย่างไรก็ตามเครือข่ายฯ มีความกังวลว่าท่าเรือน้ำลึกปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์) สงขลา- สตูล จะถูกอนุมัติโครงการฯ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่เกาะสมุย
 
นายวิโชคศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือถึงเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล และกรมเจ้าท่า เรื่องขอให้ยกเลิกรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 67 วรรค 2 เนื่องจากเข้าข่าย 1 ใน 11 โครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง หากกรมเจ้าท่าจะดำเนินการโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราต่อจะต้องทำรายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
 
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 อำเภอละงูได้แจ้งกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอละงู ว่ารัฐมีมติยกเลิกท่าเรือน้ำลึกปากบาราแล้ว โดยไม่มีเอกสารทางราชการยืนยัน ทำให้เครือข่ายชาวบ้านไม่เชื่อและยังมีความกังวลในระดับหนึ่ง กอปรกับกรมเจ้าท่ายังไม่มีการตอบรับว่าจะดำเนินการทำรายงานการวิเคราะห์ผล กระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่อย่างใด
 
“หากรัฐมีมติยกเลิกท่าเรือน้ำลึกปากบาราจริง ตามที่ทางอำเภอละงูแจ้ง และหากกรมเจ้าท่าทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็พร้อมกับประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอละงู และจังหวัดสตูล ผลักดันอ่าวปากบารา และใกล้เคียงเป็นเขตคุ้มครองทางสิ่งแวดล้อมต่อไป แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังระแวงอยู่ หากอนุมัติท่าเรือน้ำลึกปากบารา พร้อมปฏิบัติการเพชรเกษม 41 จนถึงที่สุด” นายวิโชคศักดิ์ กล่าว

'คำสัญญา' กสทช. ลั่นกำกับ 'ค่าบริการ 3G' ลง 15-20%

ที่มา ประชาไท



หลังกระแสวิพากษ์วิจารณ์ผลการประมูลใบอนุญาต​ให้บริ​การ 3G คลื่น​ความถี่ 2.1GHz อย่างหนัก วันนี้ (22 ต.ค.55) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) แถลงข่าวประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนในการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
โดยผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. พร้อมด้วย พ.อ.เศรษฐพงค์  มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธาน กทค., พล.อ.สุกิจ  ขมะสุนทร กสทช., สุทธิพล  ทวีชัยการ กสทช. และ ฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.
อนึ่ง บอร์ด กทค. ประกอบด้วย พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร, สุทธิพล ทวีชัยการ, ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์  และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา โดย กสทช. ประเสริฐ และ นพ.ประวิทย์ ไม่ได้ร่วมการแถลงข่าว
พ.อ.เศรษฐพงค์  มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และ ประธาน กทค. กล่าวคำประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนในการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ดังนี้
  1. จะกำกับดูแลอัตราค่าบริการทั้งประเภทเสียงและข้อมูลของบริการ 3G บนย่านความถี่ 2.1 GHz ให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 – 20 ของอัตราค่าบริการในปัจจุบัน
  2. จะกำกับดูแลให้คุณภาพการให้บริการเป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทข้อมูลสำหรับโครงข่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างเคร่งครัด และให้มีมาตรการติดตามคุณภาพของการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
  3. จะกำกับดูแลให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำแผนความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility – CSR) และแผนคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเริ่มให้บริการ รวมทั้งให้มีมาตรการติดตามการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาตให้เป็นรูปธรรมมาก ที่สุด
  4. จะมีการตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมการประมูลในระหว่างการ ประมูลคลื่นความถี่ เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2555 เพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตต่อไป
  5. จะมีการปรับปรุงกระบวนการรับเรื่องและพิจารณาเรื่องร้องเรียนตามประกาศ กทช. เรื่อง การรับเรื่องร้องเรียน และกระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียน พ.ศ. 2549 โดยเน้นกระบวนการในการพิจารณาและแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ทันท่วงที
  6. จะมีการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ร้องเรียน พ.ศ. 2555 ให้เกิดประสิทธิภาพ และสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ทั้งนี้การดำเนินการในข้อ 1 – 3 ผู้ผ่านการประมูลจะต้องรับเงื่อนไขดังกล่าวก่อนให้บริการ
จึงแถลงการณ์ให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นว่า กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจหน้าที่ไว้ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และจะกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและ ประเทศชาติ
“อยากให้สื่อมวลชนและประชาชนมีความมั่นใจว่า กสทช. ไม่ได้รีบร้อนในการให้ใบอนุญาต และในการรับรองผลการประมูลที่ผ่านมา เป็นการรับรองตามกำหนดการที่ตั้งไว้ ไม่ได้เป็นการเร่งรีบ ดังนั้นในการออกใบอนุญาตจะต้องมีความโปร่งใส และประโยชน์จะต้องเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ขอให้มั่นใจว่ากระบวนการทุกกระบวนการมีการดำเนินการอย่างระมัดระวัง” พ.อ.เศรษฐพงค์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช. จะกำกับดูแลอัตราค่าบริการทั้งประเภทเสียงและข้อมูลของบริการ 3G บนย่านความถี่ 2.1 GHz ให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของอัตราค่าบริการในปัจจุบัน โดยการลดลงของอัตราค่าบริการ จะส่งผลให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G โดยรวมทั้งประเทศได้รับประโยชน์จากการมีค่าบริการที่ถูกลงหรือสามารถประหยัด ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนในการให้บริการที่ลดลง และระดับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นในตลาด
ฐากร กล่าวว่า หากอัตราราคาค่าบริการลดลง 15% จะได้ผลประโยชน์คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 4,571.25 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 54,855 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นผลประโยชน์ทั้งหมดประมาณ 822,825 ล้านบาทภายในระยะเวลา 15 ปี และหากอัตราราคาค่าบริการลดลง 20% จะคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 6,095.22 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 73,142.64 ล้านบาทต่อปี และประมาณ 1,097,145 ล้านบาทภายในระยะเวลา 15 ปี ทั้งนี้ผลประโยชน์จากการใช้บริการ 3G จากอัตราค่าบริการที่ลดลงได้พิจารณาอ้างอิงจากราคาค่าบริการ 3G ในปัจจุบันในอัตราประมาณ 899 บาทต่อเดือน
สุทธิพล  ทวีชัยการ กสทช. กล่าวถึงประเด็นที่จะมีการตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมการ ประมูลในระหว่างการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตต่อไป โดยได้มีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายของสำนักงาน กสทช. ทั้งในเรื่องของ พ.ร.บ.ความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งในส่วนของระบบ และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมูล ซึ่งก็ได้มีการยืนยันในส่วนของสำนักงานและบริษัทที่ปรึกษาฯ ในการประมูลว่าระบบการทำงานไม่ได้มีพฤติกรรมในการสมยอม
สุทธิพล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีกระแสข่าวในเรื่องของพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้เสนอราคาในช่วง ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความชัดเจน สำนักงาน กสทช. จะได้มีการจัดตั้งคณะทำงานซึ่งจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องใน เรื่องนี้มาตรวจสอบอีกครั้ง และจะได้มีการเชิญผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการประมูลมาสอบถามอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าในการพิจารณาออกใบอนุญาตจะมีความโปร่งใสมากที่สุด ทั้งนี้ระยะเวลาในการตรวจสอบนั้นจะต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุดคาดว่าจะใช้ ระยะเวลาประมาณไม่เกิน 15 วัน หลังจากนั้นจะนำเสนอที่ประชุม กทค. เพื่อพิจารณาต่อไป


บอร์ด กสท.มีมติเอกฉันท์ ขอทราบรายละเอียดประมูล 3G

สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. ซึ่งเป็น 1 ใน 5 บอร์ดกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ทวีตผ่าน @supinya ว่า วันนี้บอร์ดกระจายเสียง (กสท.) 5 คนมีมติเอกฉันท์ว่าจะทำหนังสือถึงประธาน กสทช. เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 กิกะเฮิร์ตซ หรือใบอนุญาต 3G ของบอร์ด กทค. เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง กระบวนการและขั้นตอนการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าว ตลอดจนเหตุผลการใช้ดุลพินิจในการรับรองผลการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าว เหตุผลในการชี้แจงต่อกระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อนำมาใช้พิจารณาโดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนิน การของ กสทช. ต่อไป
"ในทางกฏหมาย ที่ผ่านมาบอร์ดกระจายเสียง (กสท.) ไม่ทราบการดำเนินการต่างๆ ในการจัดประมูลของบอร์ด กทค. จึงมีมติขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป" สุภิญญาทวีต
สุภิญญาให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์เพิ่มเติมว่า จากการประชุม กสท.วันนี้ มีความเห็นร่วมกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และผลการประมูลที่ออกไปก็ออกไปในนาม กสทช.ทั้งหมด ดังนั้นเราจึงควรแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ด้วย แต่ก่อนที่จะแสดงจุดยืนจะต้องดูข้อมูลรายละเอียดที่เป็นทางการก่อน
"ที่ผ่านมาเราเคยตกลงกันไว้ว่า แต่ละบอร์ด คือ กทค.และ กสท.จะมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง แต่หากเรื่องใดที่เป็นเรื่องใหญ่จะให้อีกบอร์ดมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยก็ ได้ และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ความรับผิดรับชอบกระทบมาถึงบอร์ดอีกฝ่าย เราจึงคิดว่าเราควรจะมีท่าทีในเรื่องนี้ แม้ว่าทางบอร์ด กทค.เห็นว่าเป็นอำนาจของเขาและได้ตัดสินไปแล้ว แต่เราก็ควรที่จะนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาเพื่อแสดงจุดยืนว่าเราเห็นอย่าง ไร"
ทั้งนี้ สุภิญญาระบุด้วยว่า ที่ผ่านมา ตนเองเคยเสนอว่าประธานควรจะเรียกประชุมบอร์ดใหญ่เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ เพราะประธานเป็นคนเดียวที่จะสามารถเรียกประชุมบอร์ดใหญ่ได้ แต่ประธานก็กลับไม่ทำ


กมธ.สอบทุจริตฯ วุฒิสภา เตรียมเรียก กทค.-นักวิชาการ-คลัง แจง 25 ต.ค.นี้

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาธิบาล วุฒิสภา ที่มี สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี เป็นประธานคณะกรรมาธิการ โดยมีวาระการประชุมพิจารณาตรวจสอบ เรื่องการประมูลคลื่นความถี่ 3G ซึ่ง ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะ กมธ. กล่าวในที่ประชุมโดยเห็นว่า การกระทำของ กสทช.เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการฮั้วประมูลหรือไม่ เพราะการตั้งราคาประมูลเบื้องต้น แสดงให้เห็นเจตนาที่ไม่มีความถูกต้อง
ด้านคำนูญ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า การที่รัฐเสียรายได้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาทนั้น นักวิชาการหลายคนก็ออกมาให้ข้อมูลว่า หากนำฐานรายได้ที่เอกชนจ่ายให้รัฐมา เปรียบเทียบกับการเปิดประมูลใหม่รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 7 แสนล้านบาท ดังนั้น แม้คนไทยต้องการใช้ระบบ 3G แต่ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและประโยชน์ที่คนทั้งประเทศจะได้รับเป็นที่ ตั้ง มากกว่าประโยชน์ที่จะไปตกกับผู้ประกอบการเอกชน อีกทั้งพฤติกรรมของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมหรือ กทค. ก็มีลักษณะเร่งรีบ และเร่งรัดให้การประมูลเสร็จสิ้นภายในสองวัน ซึ่งเป็นเหตุผิดปกติ ทั้งที่กฎหมายระบุว่า สามารถใช้เวลาประมูลได้ 7 วัน ดังนั้น จึงต้องการให้คณะกรรมาธิการพิจารณาข้อมูลที่มีการเสนอเรื่องเข้ามา และขอให้ประธาน กสทช. พิจารณาทบทวนความสูญเสียของประเทศว่า มีมากน้อยเพียงใด
ด้าน รสนา โตสิตระกูล ส.ว. สรรหา กล่าวว่า การประมูลครั้งนี้เป็นการประมูลเทียมที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปอย่างมหาศาล เพราะทรัพยากรความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัด รัฐจะต้องมีวิธีการคิดใหม่และควรมองว่าการประมูลเอกชนได้กำไรเท่าไหร่ ที่เหลือต้องตกเป็นประโยชน์ของประเทศและไม่ควรกลัวว่า ถ้าตั้งราคาสูงแล้วจะไม่มีใครประมูล อีกทั้งมีการตั้งข้อสงสัยในการประชุมของคณะกรรมการ กทค. ว่า เมื่อมีมติฯ แล้วต้องแจ้งให้ผู้ประมูลทราบ เพื่อจ่ายเงินภายใน 90 วัน แต่ในข้อเท็จจริงวันดังกล่าว มีการมารอเพื่อจ่ายเงินเลย ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการผูกมัดไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น อีกทั้งมองว่า การกระทำดังกล่าวของ กทค.อาจมีความผิด
ทั้งนี้ ประธาน กมธ. ได้ขอมติที่ประชุมว่า ควรเร่งนำเรื่องส่งต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนำข้อมูลการร้องเรียนมาประกอบกับข้อมูลที่ กมธ. ได้ศึกษาแนบส่งไปด้วย ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย พร้อมกับเห็นว่า ต้องเชิญ กทค.คณะผู้วิจัย ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน ตัวแทนการตรวจเงินแผ่นดิน ตัวแทนเอกชน 3 ราย รวมไปถึง สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง มาประชุมพร้อมกันในวันพฤหัสที่ 25 ตุลาคมนี้ พร้อมกับทำหนังสือไปยัง ประธาน กสทช. ให้เข้ามาชี้แจงกับกรรมาธิการด้วยว่า ได้มอบอำนาจให้ กทค. ไปดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน



ที่มา: Press Release กสทช., กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, ไทยรัฐออนไลน์

นับถอยหลังคดีปรส.

ที่มา thaifreenews



เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2555 นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส. เพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้ถามว่า  จากกรณีที่เกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี 2540

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ได้ตอบกระทู้ถาม เรื่อง ความเสียหายของประเทศจากกรณีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)ผ่านราชกิจจานุเบกษา โดยนายกิตติรัตน์ ชี้แจงว่า   กระทรวงการคลังรายงานว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติยุบเลิกองค์การเพื่อการปฏิรูป ระบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๕ และแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี เพื่อชำระบัญชีองค์การในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๔๑ - ๔๓ ของพระราชกำหนดการปฎิรูป ระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐



กระทรวง การคลังได้ให้ความช่วยเหลือแก่กองทุนฯ ไปแล้ว จำนวน ๑.๓๐๕ ล้านล้านบาท โดยได้มี การชำระคืนต้นเงินกู้แล้ว ๑๖๓,๒๒๖ ล้านบาท จึงคงเหลือยอดหนี้คงค้าง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)


ปัจจุบัน ได้มีการออกพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ เพิ่มแหล่งเงินสำหรับใช้ชำระคืนต้นเงินกู้ที่ยังคงค้างอยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท รวมทั้งดอกเบี้ย (เดิมกำหนดให้ชำระต้นเงินกู้จากเงินกำไรสุทธิที่ธนาคาร
แห่ง ประเทศไทยนำส่งเป็นรายได้ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยในแต่ละปี จำนวนไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๙๐ และสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินตราหลัง จาก หักค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดในกฎหมายดังกล่าวแล้ว) โดยกำหนดให้
(๑) กองทุน ฯ มีหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฯและ
(๒) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจเรียกให้สถาบันการเงินนำส่งเงินในอัตราที่รวม กับอัตราที่ สถาบันการเงินต้องนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ปัจจุบันนำส่งร้อยละ ๐.๔๐ ของยอดเงินฝาก ถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก) แล้วไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการชำระคืนต้นเงินกู้หรือดอกเบี้ยเงินกู้ให้พอเพียงธนาคาร แห่งประเทศไทยอาจเรียกให้สถาบันการเงินนำส่ง เงินเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดข้างต้นก็ได้ แต่เมื่อรวมกับเงินที่นำส่งตามที่กำหนดข้างต้นแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๑ ของยอดเงินที่สถาบันการเงินได้รับจากประชาชน

เรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ ๕

ที่มา Thai E-News



ในหนังสือกราบบังคมทูล ได้เสนอความเห็นให้เปลี่ยนการปกครองจากแอบโสลูดโมนากี (Absolute Monarchy) ให้เป็นการปกครองที่เรียกว่า คอนสติติวชั่นแนลโมนากี (Constitutional Monarchy) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานของบ้านเมือง มีข้าราชการรับสนองพระบรมราชโองการ เหมือนสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการเองทั่วไปทุกอย่าง 
Rama V Known as Chulalongkorn King of Siam and His Wife Giclee Print
 ป่วยการกล่าวไปถึงความคิดที่จะตั้งปาลิเมนต์ ขึ้นในหมู่คนซึ่งไม่มีความรู้พอที่จะคิดราชการ และไม่เป็นความต้องการของคนทั้งปวง นอกจากที่อยากจะเอาอย่างประเทศยุโรปเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น …ถ้าจะตั้งปาลิเมนต์ขึ้นในเมืองไทย เอาความคิดราษฎรเป็นประมาณในเวลานี้แล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะไม่ได้จัดการอันใดได้สักสิ่งหนึ่งเป็นแน่แท้ที่เดียว คงจะเถียงกันป่นปี้ไปเท่านั้น-พระบรมราชาธิบายรัชกาลที่5

โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ที่มา นิตยสารศิลปวัฒนธรรม 
ปีที่ 24 ฉบับที่ 12 วันที่ 01 ตุลาคม 2546

พระประวัติของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์

พระ วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (๒๓๙๔-๒๔๗๕) เป็นพระโอรสองค์สุดท้ายของกรมขุนราชสีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย) อธิบดีกรมช่างศิลป์หมู่แลช่างศิลา และหม่อมน้อย ในรัชกาลที่ ๓ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๓กุมภาพันธ์ ๒๓๙๔ (ค.ศ. ๑๘๕๒) เมื่อเด็กได้ตามเสด็จพระบิดาไปดูสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอในคณะของรัชกาล ที่ ๔ จนทรงจับไข้ด้วย แต่ไม่ร้ายแรง

ถวาย ตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ เป็นนักเรียนหลวงส่งไปเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนราฟเฟิลล์ เมืองสิงคโปร์ได้ ๖ เดือน จากนั้นได้เสด็จไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ใช้เวลาเตรียมตัวและศึกษาชั้นมัธยมราว ๓ ปีจึงสอบเข้าศึกษาในคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในแผนกวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ (Applied Science and Engineering Department) สมัยโน้นเรียกว่าจบวิชาช่างกล

พระองค์ เจ้าปฤษฎางค์เป็นนักศึกษาที่เรียนดี ได้รับรางวัถ่ายในวันลาผนวชที่กรุงเทพมหานคร แกลดสตัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนั้น ถึงกับชมว่า"มิสเตอร์ปฤษฎางค์ ชุมสายเป็นผู้ที่มาจากประเทศไกลยิ่ง มีนิสัยน่ากลัวอย่างในการรับเหมาเอารางวัลเสียแต่ผู้เดียวสิ้น"

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ทรงกลับมายังเมืองไทย เป็นที่ชื่นชมในสติปัญญายิ่ง บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์พากันออกพระโอษฐ์ว่า "ปฤษฎางค์ดูเป็นไทยๆ ดี ไม่เป็นฝรั่งอย่างพวกที่ไปเรียนเมืองนอก" รัชกาล ที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการ ตำแหน่งผู้ช่วยราชการพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ขอกลับไปเรียนและฝึกความรู้สาขาวิศวกรรมโยธาเพิ่ม และเรียนด้านการจัดการทำโรงกษาปณ์ในอังกฤษอีกด้วย

แต่ การฝึกงานในบริษัทวิศวกรรมโยธาไม่สำเร็จ เพราะในปี ๒๔๒๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นล่ามและตรีทูตไปในคณะของเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษา ธิบดี เพื่อไปเฝ้าพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งกรุงอังกฤษ แล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตไทยคนแรกประจำสำนักเซนต์เจมส์แห่งกรุงอังกฤษ และประจำประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริการวมถึง ๑๒ ประเทศ ได้เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อไปเฝ้าพระเจ้าราชาธิราชแห่งกรุงออสเตรียและกรุงปรัสเซียก่อนได้รับแต่ง ตั้งให้เป็นอัครราชทูต

ทันที ที่ทรงเป็นอัครราชทูตประจำกรุงปารีส ยังไม่ทันส่งพระราชสาส์นตราตั้งแก่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็เกิดเหตุการณ์อังกฤษยึดเมืองมัณฑะเลย์ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงทำรายงานถึงกระทรวงการต่างประเทศ และแปลหนังสือพิมพ์ที่พูดเรื่องเมืองพม่าให้ทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงต่อไป

รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริ "เห็นเป็นการร้ายแรงน่าหวาดหวั่น" จึงได้มีพระราชหัตถเลขาตรงถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ให้แสดงความเห็นต่อปัญหาเรื่องดังกล่าวเข้าไปด้วย

ครั้งแรกพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่กล้ากราบบังคมทูล เพราะอ่อนในทางความรู้ในทางราชการสากลการเมือง และไม่มีความสามารถจะกราบทูลได้"เกรงพระราชอาชญาว่าอาจเปนการเหลือเกินไปด้วย"

ในหลวง จึง "โปรดเกล้าฯ พระราชทานตอบออกมาว่า อย่าให้เกรงกลัวที่จะพูดจาแสดงความคิดความเห็นได้ ให้กราบบังคมทูลได้ทุกอย่าง ให้เต็มปัญญาความคิด" พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงนำ "พระราชหัตถ์เลขาและคำกราบบังคมทูลไปประชุมพระเจ้าน้องยาเธอทั้ง ๓ พระองค์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ในสถานทูต ทั้งที่ประจำสถานทูตกรุงลอนดอนแลปารีส (รวมทั้งพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ผู้เปนที่ปฤกษาราชการทูตลอนดอน แลพระองค์เจ้าสวัสดิ์ฯ ด้วย) 


เพราะ พระองค์ท่านเปนพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ย่อมรอบรู้กิจราชการบ้านเมืองสูงกว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ก็ได้ตกลงกันเปนอันจะทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นรวมกัน รับผิดชอบด้วยกัน ซึ่งเป็นความเห็นของพระองค์เจ้าสวัสดิ์โสภณโดยมากข้อ ข้าพเจ้า (หมายถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์-ผู้เขียน) เป็นผู้รวมเรียบเรียง กรมหมื่นนเรศร์ฯ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตฯ พระองค์เจ้าสวัสดิ์ฯ เปนผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เสร็จแล้วก็พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์พื้นตะไบ ๔ ฉบับ สำหรับส่งเข้าไปให้สมาชิกสโมสรหลวง สุดแต่จะมีผู้ใดเต็มใจลงนามร่วมเห็นพ้องด้วย ทูลเกล้าฯ ถวาย ๑ ฉบับ สำหรับพวกราชทูตลงนามทูลเกล้าฯ ถวาย ๑ สำหรับสำนักทูตทั้ง ๒ เมืองสำนักละ ๑ ฉบับ ให้นายเสน่ห์ หุ้มแพร นำเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายแลชักชวนผู้อื่นให้ลงนามด้วย"

นั่นคือที่มาของเอกสารประวัติศาสตร์ 
"คำกราบบังคมทูลฯ ร.ศ. ๑๐๓" 


หลังจากทำคำกราบบังคมทูลฯ เสร็จและเผยแพร่ระดับหนึ่งแล้ว พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงคิดถึงการที่ทำให้ความเห็นเรื่องนี้เป็นการเปิดเผย "จึง รู้สึกว่าได้คิดผิดไป เพราะเปนเรื่องที่ทรงหาฤาข้าพเจ้าแต่เฉพาะผู้เดียว แลหาใช่การเปิดเผยเปนกิจการอันผู้อื่นจะควรเกี่ยวข้องด้วยไม่ แต่มารู้สึกโทษต่อเมื่อพ้นเวลาที่จะยั้งตัวได้เสียแล้ว"

ใน ปีรุ่งขึ้นนั้นเอง ก็โปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตกลับ แล้วไม่นานโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ คือพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ มีคำสั่งออกมายังอัครราชทูตทั้ง ๒ และพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณให้กลับกรุงเทพฯ "โดยมีเหตุผลหลายประการที่ยุ่งๆ อย่างไม่ควรมีได้เกิดขึ้น เข้าใจกันว่าเป็นการส่วนตัวทั้งนั้น"

แต่ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่กลับในทันใดนั้นเลย เพราะกาลังติดราชการเกี่ยวกับการทำสัญญาสุรา กำลังจะเซ็นสัญญาบ้างก็มี และก็มีการประชุมแก้สัญญาไปรษณีย์สากล สัญญาโทรเลขสากล และติดราชการเร่งด่วนอีกมาก ซึ่งเป็นพระราชประสงค์ทั้งสิ้น จึงเชื่อว่าไม่เป็นการผิดที่ยังไม่เสด็จกลับ ต่อเมื่อเสร็จราชการต่างๆ ทั้งหลายแล้ว พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงทรงเดินทางกลับสยามประเทศพร้อมกับพระองค์เจ้าสวัสดิ โสภณ ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๒๙

พระองค์ เจ้าปฤษฎางค์ทรงคิดว่าเป็นการกลับไปชั่วคราว แล้วจะโปรดเกล้าฯ ให้กลับไปรับราชการอีก แต่มีเหตุขัดแย้งที่ไม่เปิดเผย ทำให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่อาจยอมรับฉลองพระเดชพระคุณได้อีก

เดาจากข้อมูลตอนนี้ แสดงว่ารัชกาลที่ ๕ ก็ทรงกริ้วไม่น้อยเหมือนกัน ดังที่คัดเลือกผู้อื่นให้ไปแทนพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ โดยเห็นว่า "ใครๆ ก็เปนราชทูตได้ เพราะเปนแต่ผู้สื่อสารรับคำสั่ง ทำตามคำสั่งเท่านั้น" พระองค์เจ้าปฤษฎางค์แสดงความรู้สึกค้านด้วยการบันทึกว่า (หากเป็นเช่นนั้นทูตก็) "เปนผู้รับบาปแทนรัฐบาลเท่านั้น"

ความ ขัดแย้งและปัญหาครั้งนี้ทำให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงโทมนัสเสียใจอย่างยิ่ง เท่ากับคนที่ตายจากโลกราชการเสียแล้ว จึงไปซื้อปืนโก (โคลต์) มาลาภรรยา พระญาติผู้หญิงต่างๆ มาร้องไห้อ้อนวอนขอให้เลิกคิดฆ่าตัวตาย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงเอาปืนทิ้งน้ำ เลิกล้มความคิดนั้นอีกต่อไป

จาก ช่วงนี้ต่อไป กล่าวได้ว่าชีวิตและการงานของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่ได้มีความหมายเด่นอะไร อีกต่อไป ได้รับมอบหมายให้ทำหรือช่วยราชการงานต่างๆ มากมาย แต่ไม่มีอะไรที่เป็นหลักเป็นฐานและได้รับผิดชอบราชการอะไร เช่นกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการทรงพระดำริจะจัดตั้งกรมโยธาธิการขึ้นมา แรกใครๆ ก็คิดว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงมีความเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้บัญชาการ โยธา แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับรัชกาลที่ ๕ ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวก็พับไป

ในที่สุดพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็ทูลลาออกจากราชการในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ด้วยความทอดอาลัยในชีวิตและการงาน

ใน ปี ๒๔๓๙ ก็เดินทางไปบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่ลังกา ทรงใช้ชีวิตในพระพุทธศาสนาอยู่ถึง ๑๕ ปี จนเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคต จึงได้เดินทางกลับมาถวายบังคมพระบรมศพ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงเขียนกระดาษพันรูปเทียนไว้หน้าพระบรมศพความว่า "เกิดชาติใดฉันใดให้ได้เปนข้าเจ้ากัน ขออย่าให้มีศัตรูมาเกียดกันระหว่างกลาง เช่นชาตินี้เลย"

ชีวิตบั้นปลายในเมืองไทยไม่มีอะไรดีขึ้น พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงไปรับเป็นบรรณาธิการแผนกภาษาไทยให้กับหนังสือพิมพ์ "สยามออบเซอร์เวอร์" ซึ่ง มีพระอรรถการประสิทธิ์เป็นเจ้าของ แต่ก็ถูกไล่ออก เพราะไปด่าฝรั่งและพม่าที่ประพฤติหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในคำนำของหนังสือ พิมพ์ ไม่มีแม้บ้านที่เป็นของพระองค์เอง เพราะไม่ได้ทำราชการอยู่ในประเทศนานพอ ต้องอาศัยบ้านเช่าของกรมหลวงราชบุรีฯ อยู่ เมื่อพระองค์สิ้นบุญ ก็ถูกไล่ออก กระทั่งมีความขึ้นศาลเรื่องมรดกกับหม่อมเจ้าหญิงประภาผู้เป็นพี่หัวปีและ มารดาบุญธรรม ที่ได้โอนให้ไว้เมื่อเวลาบวชอยู่ที่ลังกา คดีนี้ก็ไม่ชนะ เลยต้องเป็นหนี้สินรุงรังต่อมา


"รอยร้าวของมรกต" : การปะทะกันทางความคิด

ระยะแรกๆ ของการปะทะสังสรรค์กันระหว่างความคิดการเมืองดั้งเดิมของสยามกับความคิดการเมืองตะวันตกสมัยใหม่ เกิดขึ้นในปริมณฑลของการ ต่อสู้และขัดแย้งระหว่างรัฐราชวงศ์กับรัฐประชาชาติตะวันตก ระหว่างองค์อธิปัตย์ที่ยังแสดงออกผ่านพระมหากษัตริย์ กับอำนาจอธิปไตยที่มาจากประชาชนทั้งชาติ ระหว่าง พื้นที่การเมืองที่เป็นสมบัติส่วนตัวกับพื้นที่การเมืองที่เป็นสาธารณะ จึงเดาได้ไม่ยากว่า การอธิบายถึงความหมายและนัยไปถึงการปฏิบัติในทฤษฎีการเมืองตามปรัชญาแสงสว่าง (Enlightenment) ของ ยุโรปนั้น เป็นเรื่องที่ดูแปลกประหลาดและยอมรับว่าถูกต้องนั้นยากลำบากยิ่งสำหรับชน ชั้นนำสยาม หากไม่มีเรือปืนมาจ่อหลังและได้ยิงทำลายอาณาจักรเพื่อนบ้านให้แตกฉานซ่าน เซ็นเป็นเมืองขึ้นไปตามๆ กัน

ดัง นั้นแม้นักคิดนักเขียนปัญญาชนสยามยุคนั้น เริ่มอ่านและคิดตามพัฒนาการทางการเมืองและการปกครองของยุโรปและอเมริกาได้ก็ ตาม แต่ก็ไม่กระจ่างว่ามูลเหตุที่มาของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาจากอะไรและมี ปรัชญาอะไรรองรับ เช่น ในกรณีของเทียนวรรณนั้น เขามองเห็นลักษณะเด่นของ "การจัดการและการบริหาร" ของตะวันตกในด้านการปกครอง แต่เขาไม่อาจอธิบายถึงที่มาทางปรัชญาของความมีเสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ คงปล่อยไว้ในลักษณะที่เป็น "ความอัศจรรย์"ของ ระบบตะวันตก ในขณะที่กลุ่มนักคิดชั้นสูง เช่น คณะเจ้านายและข้าราชการ ที่ถวายคำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. ๑๐๓ สามารถอธิบายแนวคิดการเมืองตะวันตกได้มากกว่า เนื่องจากเคยศึกษาหรือทำราชการใช้ชีวิตในสังคมยุโรปมาระยะหนึ่ง จึงพูดได้ว่าชนชั้นนำเหล่านี้มีความคุ้นเคยและเข้าใจความคิดและการปฏิบัติ ทางการเมืองสมัยใหม่ของยุโรปค่อนข้างมาก

ประเด็น ที่ผมสนใจติดตามก็คือ นักคิดสยามคิดอย่างไรต่อแนวความคิดการเมืองสมัยใหม่ต่างๆ เหล่านั้น ดังเห็นได้จากข้อเขียนในเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ถึงความคิดและความเข้าใจของปัญญาชนสยามชั้นสูงที่มีต่อความคิดการเมืองตะวัน ตก

ความยุติธรรมคืออะไร : การปะทะกันระหว่างวาทกรรมไทยดั้งเดิมกับวาทกรรม "แสงสว่าง"

คณะ ร.ศ. ๑๐๓ เรียกระบบคิดและการจัดการในแบบเป็นเหตุเป็นผลของยุโรป ซึ่งในทางการเมืองใช้ในการอ้างความชอบธรรมที่เข้าปกครอง (จัดการ) ประเทศที่ไม่มีอารยธรรมว่า "ยุติธรรม" ดังข้อความในคำกราบบังคมทูลฯ ตอนหนึ่งว่า

"ภัย อันตรายที่จะมีมานั้นต้องมาแต่ข้างนอกพระราชอาณาเขต แลจะมาจากประเทศที่มีอำนาจมากกว่ากรุงสยาม มีประเทศหนึ่งประเทศใดในยุโรปเป็นต้น ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงทราบแล้วว่า ชาติยุโรปหนึ่งชาติใดจะต้องประสงค์เมืองหนึ่งเมืองใดแล้ว ต้องมีทางที่เขาเรียกว่ายุติธรรมที่จะเอาเมืองนั้นๆ ได้ ทางธรรมดาที่ชาติยุโรปใช้อยู่นั้นมีอยู่เป็นต้น"

"ทางยุติธรรม" หรือความเป็นเหตุผลของยุโรปในการเอาเมืองอื่นประกอบไปด้วย

ประการที่หนึ่ง "อ้าง ว่าเป็นธรรมดาผู้มีความกรุณาต่อมนุษย์ด้วยกันทั่วไป ต้องประสงค์ที่จะให้มนุษย์มีความสุขความเจริญ แลได้รับความยุติธรรมเสมอทั่วกัน"

ข้อ นี้เทียบได้กับความคิดว่าด้วยมนุษย์มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และความต้องการในการมีสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคเป็นสิทธิธรรมชาติที่มนุษย์ ทุกคนต้องการ ดังนั้นการที่ยุโรปอ้างว่ามาช่วยทำให้คนในเมืองอื่นได้รับสิทธิธรรมชาติ เหล่านั้นจึงเป็นเรื่องที่ยุติธรรมด้วยเหมือนกัน การยอมรับในทฤษฎีเรื่องมนุษย์มีสิทธิตามธรรมชาตินี้ กลุ่ม ร.ศ. ๑๐๓ และนักคิดไทยอื่นๆ ด้วย ไม่มีข้อโต้แย้ง แม้จะไม่อาจอธิบายได้ด้วยแนวคิดเชิงพุทธทรรศน์ก็ตาม แต่เป็นการยอมรับด้วยข้อเท็จจริงในความเหนือกว่าทุกๆ ด้านของยุโรปและอเมริกามากกว่า

ประการ ที่สอง คณะ ร.ศ. ๑๐๓ เสนอว่ายุโรปอ้างถึงความเจริญความศิวิไลซ์ของชาวยุโรป ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเดินทางต่อไปในทุกประเทศ การกีดขวางความเจริญเป็นเหตุที่ยุโรปอ้างการเข้ามาปกครองจัดการบ้านเมือง นั้นให้เจริญต่อไป ข้อนี้เป็นแนวคิดว่าด้วยความก้าวหน้า ซึ่งแพร่หลายมากในสมัยนั้น

ประการ ที่สามและสี่ คือการรักษาผลประโยชน์ของคนต่างชาติในประเทศนั้นๆ รวมถึงการเปิดการค้าขายของประเทศนั้นๆ ให้กับคนอื่นๆ ด้วย หากไม่ทำ ยุโรปก็จะเข้ามาเปิดการค้าขายและทำให้ทรัพยากรเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป ข้อนี้ตรงกับแนวคิดลัทธิการค้าเสรี กล่าวได้ว่าคณะ ร.ศ. ๑๐๓ ยอมรับและมองเห็นตรรกะของระบบการค้าเสรีและระบบทุนนิยมได้ค่อนข้างชัดเจน เมื่อวิเคราะห์มูลเหตุปัจจัยทั้งหมดของการที่ยุโรปจะเข้ามาครองประเทศอื่น แล้ว ก็เห็นว่าปัญหาใจกลางในการแก้ไขนั้นอยู่ที่การปกครองบ้านเมืองว่าเป็นอย่าง ไร

คณะ เจ้านายและข้าราชการ ร.ศ. ๑๐๓ จึงเสนอความเห็นอันเป็นทางออกของกรุงสยาม ในอันที่จะไม่ทำให้ฝรั่งอ้างความล้าหลังในประเทศมาบังคับเอาเป็นเมืองขึ้น ได้ ก็โดยการที่สยามจะต้องมีระบบการปกครองที่เป็นแบบศรีวิไล โดยมี รัฐบาลที่สามารถปกครองทำให้บ้านเมืองปราศจากโจรผู้ร้าย การค้าปลอดภัยทั่วพระราชอาณาจักร กล่าวโดยรวมก็คือ มีรัฐบาลที่สามารถจัดการทำให้ผลประโยชน์และความสุขเกิดแก่คนจำนวนมากในแผ่น ดินให้ได้ ดังรายละเอียดในคำกราบบังคมทูลฯ นั้นว่า

"แต่ ทางทั้ง ๔ ข้อซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลพระกรุณามานี้ ต้องมารวมอยู่ในข้อเดียวว่า ทางให้ความสุขแก่มนุษย์เสมอกันก็ดี อ้างความเจริญของประเทศยุโรปก็ดี ทางระงับโจรผู้ร้ายฤาเปิดทางค้าขายก็ดี ต้องประกอบไปด้วยการปกครองรักษาแผ่นดินของเมืองนั้นๆ ทั้งสิ้น เมื่อเมืองใดมีแผ่นดินมีทรัพย์ในแผ่นดิน แลมีราษฎรอยู่ในแผ่นดินนั้นตามสมควร แต่เมืองนั้นไม่มีอำนาจแลความคิดที่จะจัดแจงปกครองบ้านเมืองของตน ให้เป็นประโยชน์แก่ตนแลท่านได้แล้ว ก็ไม่ควรที่จะยึดเหนี่ยวเอาแผ่นดินแลทรัพย์ ซึ่งเป็นของสำหรับให้มนุษย์ทั้งโลกได้ส่วนประโยชน์แลความสุขในนั้นด้วยให้ไป เสียๆ เปล่าๆ ความซึ่งยุโรปคิดดังนี้ เป็นการถูกโดยทางยุติธรรมของโลกอันยิ่ง เหมือนหนึ่งกฎหมายไทยซึ่งมีอยู่ข้อ ๑ ว่าถ้าผู้จับจองไร่นาไว้มิอาจสามารถที่จะทำให้เป็นผลประโยชน์ได้ เมื่อพ้นพระราชกำหนดแล้วผู้หนึ่งผู้ใดจะมาจับจองไปทำให้เป็นประโยชน์ ผู้ที่เป็นเจ้าของเดิมก็ไม่มีอำนาจที่จะขัดขืนได้"

ประเด็น ที่เป็นหัวใจซึ่งคณะ ร.ศ. ๑๐๓ มองเห็นจากอันตรายของยุโรปที่ต้องการ "บำรุงความเจริญ "ศิวิไลเซชั่น" ของ โลกให้มนุษย์มีความสุขเสมอทั่วกัน" ก็คือความสามารถของเมืองนั้นๆ ในการปกครองรักษาแผ่นดินเอาไว้อย่างไร ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นๆ ด้วย การที่จะบำรุงรักษาบ้านเมืองในกรณีของกรุงสยามนั้น ไม่อาจทำได้ด้วยระบบการปกครองแบบเก่า ซึ่งการปกครองทุกอย่างอาศัยอยู่ที่พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว การปกครองระบบเก่านั้น "อุปมา เหมือนอุบะที่แขวนไว้ด้วยเชือกเส้นเดียว พวงอุบะซึ่งอาศัยเชือกอยู่นั้น ถ้ามีอันตรายเชือกขาดก็จะต้องตกถึงพื้น ถึงแก่ฟกช้ำเปลี่ยนแปลงรูปพรรณไปได้ต่างๆ ฤาบางทีทำลายยับเยินสิ้นทีเดียว"

พูด ในภาษาปัจจุบันก็คือ คำกราบบังคมทูลฯ เสนอว่าสยามต้องจัดการให้มีรัฐบาลที่ปกครองประเทศโดยความยุติธรรม รักษาและสร้างผลประโยชน์ให้แก่คนทั้งประเทศ และรัฐบาลนั้นต้องไม่ใช่อาศัยแต่อำนาจและสิทธิ์ขาดของคนคนเดียวดังแต่ก่อน จะพูดว่างั้นก็คือรัฐบาลประชาธิปไตยแบบที่เราเพิ่งกำลังสร้างและทะเลาะกัน อยู่ในปีนี้ก็คงได้

จาก ปีโน้นมาถึงปีนี้ก็ปาเข้าไปร้อยกว่าปีแล้ว กว่าที่ระบบรัฐบาลใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยจะสามารถก่อตัวขึ้นมาได้อย่างจริง จัง ลองไปดูรายละเอียดในคำเสนอนั้นดูอีก


รูปแบบ "ชุมชนการเมือง" ใหม่ในทรรศนะไทย (เดิม)

คณะ ร.ศ. ๑๐๓ เสนอลักษณะการปกครองใหม่ ที่จะรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากอันตรายได้ ประการแรกคือ "ต้อง ทำให้เป็นที่นับถือวางใจซึ่งกันแลกัน ที่เห็นชั่วเห็นดีเห็นผิดเห็นชอบทางเดียวกัน จึ่งนับได้ว่าเป็นผู้เห็นทางชอบธรรมเสมอกันได้" การจะทำเช่นนี้ได้ก็จะต้องมีระเบียบแบบแผนกฎหมายที่เรียกว่า "คอน สติติวชัน ซึ่งประกอบไปด้วยสติปัญญาแลกำลังของราษฎรเป็นการพร้อมเพรียงกันเป็นประมาณ ซึ่งเขานับกันว่ามียุติธรรมทั่วถึงกันจะทำการสิ่งใดก็สำเร็จได้แน่จริง" (๖๘) แนวคิดอันนี้กล่าวได้ว่าเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของอุดมการณ์และการ ปฏิบัติระบบประชาธิปไตย นั่นคือการที่คนทั่วไปจะนับถือวางใจซึ่งกันและกันได้นั้น ก่อนอื่นคนทั้งหลายต้องมีความเสมอภาคกัน เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เสมอกันที่สุด ไม่ใช่ในฐานะสังคมและทรัพย์สินหรือความฉลาดหลักแหลมของคนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนย่อมไม่อาจเท่าเทียมกันได้

ใน ชั้นนี้ผมไม่ยืนยันว่าคณะ ร.ศ. ๑๐๓ คิดและตีความอย่างเข้าใจเช่นเดียวกับที่ผมวิเคราะห์ข้างบนนี้หรือเปล่า แต่ถึงไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด ก็คงใกล้เคียงบ้าง เพราะเงื่อนเวลาสมัยโน้นก็ยังเป็นระบบอาญาสิทธิ์อยู่ เศรษฐกิจก็ยังจำกัดแต่เกษตรกรรม สังคมและชนชั้นก็ยังไม่ก่อรูปและหลากหลาย โลกทัศน์จึงน่าจะถูกจำกัดไม่น้อย แต่กระนั้นก็เห็นร่องรอยของการเกิดวาทกรรมความคิดการเมืองสมัยใหม่ที่แตก ต่างไปจากของเดิมอย่างเห็นได้ชัด

น่า สนใจคือคนรุ่นนั้นไม่ได้ตระหนกตกใจกับแนวคิดการเมืองสมัยใหม่มากเท่าไรนัก หากพยายามสานต่อแนวคิดเหล่านั้นเข้ามาอย่างเป็นระบบและระเบียบที่สยามอยู่ใน วิสัยที่จะทำตามอย่างบ้าง หากองค์อธิปัตย์เห็นด้วยทั้งหมด ผมคิดว่าจุดสำคัญได้แก่การทำให้แนวคิดการเมืองตะวันตกแบบปรัชญา "แสงสว่าง" กลายมาเป็นความคิดการเมืองแบบไทยตามคติพุทธได้ ดังเห็นได้จากแนวคิดที่ยังคงทำให้ศูนย์กลางแห่งอำนาจและรัฐที่เป็นของพระมหา กษัตริย์ยังดำรงและมีความชอบธรรมอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกมาก มาย ในขณะที่ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายในไม่ค่อยมีหรือมีอย่างไม่มีนัย สำคัญอะไรมากนัก

คณะ ร.ศ. ๑๐๓ จับตรรกะของความคิดประชาธิปไตยเสรีนิยมได้ ทำให้ยังเสนอต่อไปถึงว่า ผู้ที่เป็นเสนาบดีก็เป็น "ผู้แทนของราษฎรซึ่งเลือกมาต่อๆ ขึ้นไปเป็นชั้นๆ ทั้งต้องรับผิดชอบทั่วกัน เหมือนอาศัยปัญญาแลความคิดความยุติธรรมของคนมากด้วยกัน" การที่จะมีระบบเช่นนี้ได้ต้อง "จัดการบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงพระราชประเพณีของเก่าให้เป็นประเพณีฤาคอนสติติวชันใหม่ ตามทางชาวยุโรป" 

ใน ชั้นต้นนี้คณะ ร.ศ. ๑๐๓ กล่าวว่าไม่ได้ต้องการที่จะให้มีปาลิเมนต์ในเวลานี้ไม่ หากแต่เรียกร้องให้มี ข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงประเพณีปัจจุบันนี้ ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องทรงว่าการในทุกเรื่องไป อันเป็นแบบที่อังกฤษเรียกว่า "แอบโสลุดโมนากี" ให้เป็นประเพณีซึ่งเรียกว่า "คอนสติตูชาแนลโมนากี" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น "มหา ประธานของบ้านเมือง ที่จะทรงพระราชวินิจฉัย มีพระบรมราชโองการเป็นสิทธิ์ขาด แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ดังเช่นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกๆ พระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการด้วยพระองค์ทั่วไปทุกอย่าง" (๖๙)

ข้อ ที่สองคือการสร้างระบบคาบิเน็ต ทำหน้าที่ปกครองดุจเครื่องจักรเอง รวมถึงระเบียบการรับข้าราชการบนพื้นของความสามารถ ป้องกันการคอร์รัปชั่นหรือที่เรียกว่า "ทางสินบน" ให้หมดทุกทาง

ข้อที่สามซึ่งเกี่ยวกับปรัชญาแสงสว่างคือ "ต้อง ให้มนุษย์มีความสุขเสมอกัน แลถือกฎหมายอันเดียว แลในเรื่องเก็บภาษีแลสักเลข ต้องให้ความยุติธรรมที่จะไม่เป็นที่ลำเอียงฤาติเตียนได้ทั้งไทยและฝรั่ง" ไปถึงการให้เปลี่ยน "ขนบธรรมเนียมแลกฎหมายแผ่นดิน" ที่ล้าหลังกีดขวางความเจริญของบ้านเมือง หรือที่ไม่เป็นประโยชน์แท้

อีกข้อที่สำคัญยิ่งในบทวิเคราะห์นี้ คือข้อเสนอที่ว่า "ข้า ทูลละอองธุลีพระบาทแลราษฎรทั่วพระราชอาณาเขต ต้องมีโสตในถ้อยคำและความคิดความเห็นของตน ที่เป็นประโยชน์แลมีอำนาจที่จะแสดงออกมาให้ปรากฏ ในท่ามกลางที่ประชุมก็ดี ฤาในหนังสือพิมพ์ก็ดี แต่การใส่ถ้อยความที่ไม่จริงนั้น จึ่งจะมีโทษานุโทษตามพระราชกำหนดกฎหมาย" (๗๐) ผมนั่งอ่านประโยคนี้อยู่หลายวันและหลายคืน เพราะรู้สึกว่าความหมายคุ้นๆ กับอะไรบางอย่างที่เราก็รู้สึกอยู่ แต่สำนวนภาษาเท่านั้นที่เก่าและโบราณจนทำให้ในชั้นแรกเพียงผ่านไปเฉยๆ ไม่สะกิดใจอะไรนัก

ผม คิดว่าหากพูดในภาษาปัจจุบัน ความข้อนี้คือการเสนอให้ราษฎรและขุนนางเจ้านายในขอบเขตทั่วประเทศ มีสิทธิและเสรีภาพในการพูด ในการแสดงความคิดความเห็นที่เป็นประโยชน์ การมี "อำนาจที่จะแสดง (ความคิด) ให้ปรากฏ" ก็ คือสิทธิในทรรศนะสมัยใหม่นั้นเอง เป็นสิทธิของปัจเจกบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะได้ โดยไม่ใช่เป็นการกล่าวเท็จหรือแกล้งใส่ความผู้อื่น ซึ่งก็จะมีความผิดตามกฎหมายต่อไป

สังเกตว่ามโนทัศน์ไทยเดิม การที่คนธรรมดาจะทำอะไรต่อสาธารณะนั้น ต้องอาศัยหรือใช้ "อำนาจ" จึง จะเข้าไปทำได้ และอำนาจนั้นก็ต้องขอหรือถูกนำมาให้สำหรับไปใช้ในเรื่องนั้นๆ เป็นการเฉพาะ เพราะมีแต่พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ทำอะไรในสาธารณะหรือต่อสาธารณะได้โดย ไม่ต้องขออนุญาตใคร เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว นอกนั้นแล้วไม่มีใครมีความชอบธรรมที่จะทำได้โดยลำพังหรือตามใจตนเอง

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ทำไมนายกรัฐมนตรีไทยสมัยไหนๆ ก็ตาม มักเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อถูกบรรดา "คนนอก" (คอก) ทั้งหลาย บังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์และกระทั่งเสนอแนะวิธีการปกครองประเทศและประชาชนให้ "พวกมันมีอำนาจอะไรถึงมาสั่งสอนกูได้" ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมา กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนทั้งหลายก้าวขึ้นมาเป็น "เจ้าของตัวเอง" (subject) นั้น ก็ยังดำเนินไปท่ามกลางความสัมพันธ์ทางอำนาจเชิงเหลื่อมล้ำอยู่ตลอดเวลา ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐไทยจึงต้องมีอำนาจทางกายและอำนาจทางใจ แสดงออกทั้งในฐานะสังคมและในการเมือง สังเกตบรรดาบริวารและผู้คนสรรพสิ่งรอบๆ ข้างผู้มีบุญของไทย จะเห็นปรากฏการณ์แห่งอำนาจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

หัวใจ ของข้อเสนอดังกล่าวนั้นอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงยกเลิกกฎหมายเก่า "เพิ่มเติมธรรมเนียมแลกฎหมายบำรุงความเจริญขึ้นใหม่" ไปจนถึงการทำให้ "ราษฎร มีความคิดรู้สึกตัว ว่าการกดขี่แลอยุติธรรมต่างๆ ไม่มีอีกต่อไปแล้ว จึ่งจะมีความรักต่อบ้านเมือง จนเห็นชัดว่ากรุงสยามนั้นเป็นเมืองของราษฎรแลจะต้องบำรุงรักษา เพื่อได้ความสุขความเจริญความยุติธรรมเป็นโสตเสมอทั่วหน้ากันหมด"

ทั้ง หมดนี้พูดในภาษาปัจจุบันก็คือ การสร้างสำนึกในความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นกับทุกคนในประเทศ แต่วาทกรรมของสมัยนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้ถูกมองในเรื่องของระบบ ใหญ่ ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องจักรของสังคม หากแต่ยังมองในกรอบของโลกทัศน์ไทยคือ ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงในประเพณีของบ้านเมืองเป็นสำคัญ และบุคคลที่สาคัญเป็นแกนของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมแน่นอนว่าต้องมาจากผู้นำสูงสุดหรือศูนย์กลางนั่นเอง การได้มาและเปลี่ยนแปลงในเรื่องอำนาจของราษฎรที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ยังเป็นเรื่องรอง และถ้าพิจารณาจากคำกราบบังคมทูลทั้งหมดและจากการปฏิบัติที่เกิดตามมา กล่าวได้ว่ายังเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญที่สุดในตัวมันเอง ทำนองว่าอาจเกิดขึ้นมาได้ด้วย หากมีการปฏิรูประบบการปกครองและกฎหมายใหม่ดังกล่าวแล้ว กล่าวโดยรวม แม้จะเกิดมีร่องรอยของความคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในกลุ่มชนชั้นนำ และนักคิดสยาม แต่ทั้งหมดยังห่างไกลจากการปฏิบัติที่เป็นจริง ทั้งนี้เนื่องจากการครอบงำและกระบวนการทำให้วาทกรรมต่างชาติเข้ามาเป็นวาท กรรมการเมืองของชนชั้นปกครองที่เป็นอยู่ต่อไป 

กล่าว ได้ว่าพร้อมๆ กับการนำเข้ามาของความคิดทางการเมืองและกฎหมายสมัยใหม่ เราก็สามารถเห็นความต้านตึง (tension) และการแปลให้เป็นท้องถิ่น (localization) ที่ก่อตัวขึ้นจากปัจจัยและพลังในระบอบเก่า ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม ดังตัวอย่างของการให้นิยามและความหมายของคำว่า "ที่สาธารณะ" ในประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ที่อธิบายว่า "ที่สาธารณะคือที่ว่างเปล่าหรือสถานที่ซึ่งคนทั่วไปสามารถหรือ มีอำนาจเข้าไปได้" สาธารณะในมโนทัศน์สังคมไทยระยะผ่านจึงยังไม่ใช่สถานที่ หรือที่ซึ่งประชาชนเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจเหนือ หากแต่เพียงมีความสามารถในการเข้าไป (ใช้ประโยชน์?) ได้เป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องมาจากคติดั้งเดิมที่ว่าที่สาธารณะซึ่งแสดงออกในคำว่าแผ่นดิน นั้นเดิมเป็นของพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง เมื่อมีการแยกกรรมสิทธิ์ออกจากการครอบครอง ทำให้ที่ดินกลายเป็นทรัพย์ที่มีค่าอย่างหนึ่ง (หรือคือทุนนั่นเอง) กษัตริย์จึงต้องระบุให้สิทธิในที่ดินยังเป็นของกษัตริย์อยู่ แม้จะให้ราษฎรไปครอบครองทำกินได้ก็ตาม เหตุผลมาจากปัญหาอำนาจการเมือง เพราะหากให้ราษฎรผู้ผลิตเป็นเจ้าของที่ดินได้อย่างเต็มที่ คือมีอำนาจเหนือที่ดิน ทำให้กลายเป็นปรปักษ์ต่ออำนาจของกษัตริย์ในฐานะเจ้าแผ่นดินได้ ดังนั้นจึงต้องตัดทอนและจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินลง มิให้เป็นการบั่นทอนหรือท้าทายต่ออำนาจเด็ดขาดขององค์พระมหากษัตริย์และเป็น การป้องกันรักษาระเบียบและผลประโยชน์ของบ้านเมืองแบบเดิมไว้ได้ด้วย๕ จึงทำให้คติสมัยใหม่ที่รัฐและแผ่นดินควรจะเป็นของ (หรือมาจาก) ราษฎรนั้นเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำไทยไม่อาจคิดและยอมรับได้
กล่าวได้ว่าแนวคิดในเรื่องรูปแบบและระบบของรัฐบาลใหม่นั้น มีการอภิปรายกันในกรอบของ "ขนบธรรมเนียมประเพณี" ไม่ ใช่เรื่องของระบบ ซึ่งเป็นมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ และจะค่อยตามมาในระยะหลังๆ หากแต่ในระยะแรกของการริเริ่มพูดเรื่องรูปแบบรัฐบาลใหม่ ยังคงดำเนินไปภายใต้วาทกรรมการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบรัฐบาลเป็นเรื่องของการแก้ไขในขนบธรรมเนียม ประเพณีการปกครองที่ดำเนินมาเท่านั้น

นัย ของมันก็คือการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้ตั้งใจให้นาไปสู่การเปลี่ยนโค่นล้มผู้ปกครองและระบบเก่าที่ดำเนินมา ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์และไม่ยุติธรรมลงไปเสีย ด้วยการเพิ่มเติมส่วนใหม่ที่เป็นประโยชน์ที่ยุติธรรมเข้ามาแทนที่

ทรรศนะ และความต้องการของชนชั้นนำดังกล่าว มีส่วนทำให้การปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น ต้องเป็นการริเริ่มดำเนินโดยผู้ปกครองจากเบื้องบนเอง เนื่องจากข้าราชการและราษฎรและผู้อยู่ใต้การปกครองไม่มีอำนาจและหน้าที่ใน ขนบธรรมเนียมเก่าที่จะไปทำอะไรได้ หรือหากให้ความเปลี่ยนแปลงมาจากความเห็นและความต้องการของคนข้างล่างทั้ง หลายก็จะเกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้นได้

นี่ เป็นความขัดแย้งหรือขัดกันของแนวความคิดการเมืองสมัยใหม่ในสังคมไทย ที่ก่อรูปและพัฒนาขึ้นมาภายใต้บริบทและสัมพันธภาพทางอำนาจแบบระบอบเก่า

นี่ เองที่ทำให้การก่อรูปขึ้นของภูมิปัญญาและความคิดสมัยใหม่ในสังคมสยามรับเอา ความคิดและการปฏิบัติแบบสมัยใหม่ของตะวันตกมักมีแนวโน้มไปเป็นแบบ อนุรักษนิยม ติดที่รูปแบบเสียเป็นส่วนมาก ส่วนเนื้อหาและลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ของความรู้ตะวันตกนั้นได้มาน้อยมากหรือ ไม่ได้เลย

ใน ระยะยาว สิ่งที่นักคิดและปัญญาชนสาธารณะจะรู้สึกต่อความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมคือ ความหมดหวังและไม่ค่อยแน่ใจในอนาคตของบ้านเมือง เพราะการเปลี่ยนแปลงหลักๆ แทบทุกอย่างและความสำเร็จหรือล้มเหลวของมัน ต้องฝากหรือขึ้นอยู่กับความสามารถและสติปัญญาของพระมหากษัตริย์หรือผู้นำทาง อำนาจในเวลาต่อมาเท่านั้น


เชิงอรรถ

๑. ใน คำนำของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย เขียนว่าหม่อมหุ่น ดู ประมวลจดหมายของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ราชทูตองค์แรกของไทยประจำทวีปยุโรป (กรุงเทพฯ, คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และ โบราณคดี, ๒๕๓๔) แต่ในใบแทรก (ไม่ได้บอกว่าใบแก้คำผิด) ระบุว่าคือหม่อมน้อย ตรงกับในอัตชีวประวัติของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์เอง.

๒. ใน คำนำของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ระบุวันเกิดว่าตรงกับวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ดู ประมวลจดหมายของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ราชทูตองค์แรกของไทยประจำทวีปยุโรป (กรุงเทพฯ, คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และ โบราณคดี, ๒๕๓๔).

๓. ประวัติ ย่อ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (กรุงเทพฯ, หจก.นิยมวิทยา, ๒๕๑๓), หน้า ๔๗. ข้อความอ้างอิงต่อไปในประวัตินำมาจากหนังสือเล่มนี้ทั้งสิ้น.

๔. เพิ่งอ้าง. หน้า ๖๐.

๕. ร.แลงกาต์ ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เล่ม ๑ (กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๕).

๖. ทำนอง เดียวกับการพยายามปฏิรูปการเมืองไทยปัจจุบัน ที่ฝากความหวังไว้ที่การแก้ไขหรือออกกฎหมายลูก เป็นนัยสำคัญ ซึ่งในทางปฏิบัติมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจริงๆ น้อยมาก.