WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 25, 2012

ลี กวน ยู: สังคมนิยมหรือตลาดเสรี? หันมองพม่าและไทย

ที่มา ประชาไท




ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์
ในแง่ของพื้นที่และประชากร พม่าและไทยมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน และในทศวรรษ 1960 ทั้งสองประเทศก็มีอัตราการเจริญเติบโตที่ใกล้เคียงกัน
แต่ในปี 1962 นายพลเน วินของพม่าได้ทำการรัฐประหาร และใช้ระบบรัฐบาลทหารแบบสังคมนิยมซึ่งตามนโยบายเศรษฐกิจแบบพอเพียง พม่าได้ปิดประตูให้กับโลกและเนรเทศชาวอินเดียออกไป ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาอพยพมาในสมัยที่อังกฤษปกครองเป็นอาณานิคม และมีบทบาททำให้ธุรกิจค้าปลีกรุ่งเรืองในหลายทศวรรษ ถึงแม้พลเอกเน วินจะลงจากตำแหน่งในปี 1988 ทหารยังปกครองประเทศด้วยความเข้มงวด 
 
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็เผชิญกับการรัฐประหารหลายครั้ง แต่ผู้นำประเทศก็เลือกวิถีทางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไป ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจระบบตลาดแบบเสรี เปิดกว้างรับการลงทุนจากหลากประเทศและดูดซับผู้อพยพจากประเทศจีนซึ่งหลั่ง ไหลเข้ามาหลังการปกครองของอังกฤษ ทุกวันนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่เป็นศูนย์กลางการผลิตที่คึกคักมากที่ สุด 
 
ด้วยระบบสังคมนิยมแบบปิด ตัวเลขจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ) ของพม่าได้วิ่งตามหลังประเทศไทย ในทศวรรษ 1980 จีดีพีของพม่าอยู่ที่ 172 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1,060 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2012 ช่องว่างดังกล่าวได้ถ่างออกยิ่งขึ้น โดยจีดีพีของพม่าอยู่ที่ 1,950 ดอลลาร์สหรัฐ และของไทยอยู่ที่ 8,516 ดอลลาร์สหรัฐ 
 
ในเดือนพฤษภาคม 1997 สหรัฐอเมริกามีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเนื่องจากการละเมิดสิทธิ มนุษยชนของพม่า โดยการสั่งห้ามการลงทุนและการค้าทุกชนิด และเนื่องจากการเติบโตทางเศษฐกิจของพม่าที่จำกัดร่วมกับปัญหาอื่นๆ พลเมืองพม่าที่ต้องการการรักษาทางการแพทย์ต้องอพยพข้ามชายแดนไปยังประเทศไทย เพื่อทำการค้าเพชรพลอยและสิ่งมีค่าอื่นๆ เพื่อแลกกับการรักษาพยาบาล ในขณะเดียวกัน รัฐบาลพม่าก็ยินยอมให้ประเทศจีนเข้ามาสกัดทรัพยากรพวกเพชรพลอยและโลหะมีค่า ต่างๆ ที่อยู่ในพม่า
 
สัญญานที่ดี
 
และมันก็เริ่มมีสัญญาณที่เป็นบวกในพม่า สิ่งที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงหนึ่งคือนางออง ซาน ซูจี  บุตรีคนที่ 3 ของนายพลออง ซาน บิดาของพม่าสมัยใหม่ นางเกิดเมื่อเดือนมิถุนายน 1945 และในสมัยวัยุร่นได้เติบโตที่เมืองนอก นางเดินทางกลับบ้านในปี 1988 เพื่อดูแลมารดาที่ป่วยหนัก และภายหลังก็ได้กลายเป็นผู้นำขบวนการประชาธิปไตย และก่อตั้งพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย นางถูกกักบริเวณในเดือนกรกฎาคม 1989 แต่ต่อมาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 1990 ถึงร้อยละ 59 ของคะแนนเลือกตั้งทั้งหมด และได้ที่นั่งร้อยละ 81 อย่างไรก็ตาม กองทัพก็ยังไม่สนใจผลการเลือกตั้งดังกล่าว นับตั้งแต่การที่เธอถูกจับครั้งแรก นางถูกกักบริเวณในบ้านของเธอเป็นเวลาเกือบ 15 ปีจากทั้งหมด 21 ปี  และได้รับรางวัลโนเบลในปี 1991 ในที่สุดเธอก็ได้รับการปล่อยตัวในเดือนพฤศจิกายน 2010 
 
ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยได้รับที่นั่ง 43 ที่นั่งในการเลือกตั้งซ่อม ออง ซาน ซู จี ได้นั่งเก้าอี้ในสภาล่างของรัฐสภา การดำรงอยู่ของเธอในการเมืองพม่านับเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำมาซึ่งความ เปลี่ยนแปลงและพม่าแบบใหม่ 
 
ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเปลี่ยนใจของรัฐบาลทหาร พลเอกตัน ฉ่วย ซึ่งเป็นประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติได้ลงจากตำแหน่งเมื่อเดือน มีนาคม 2011 สมาชิกคนใหม่ในรัฐบาลทหารคือ เต็ง เส่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนักปฏิรูปอย่างแท้จริง ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนที่ และภายใต้การนำของเขา พม่าได้เปลี่ยนแปลงไปสู่รัฐบาลพลเรือน 
 
เมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่งได้พบกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ฮิลลารี่ คลินตัน ในเดือนธันวาคม 2011 นางได้สนับสนุนให้เขาเปิดประเทศมากขึ้นสำหรับการค้าและการลงทุนจากประเทศ และเมื่อทั้งสองได้พบกันอีกครั้งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา นางคลินตันประกาศว่าสหรัฐจะยกเลิกการคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้า ซึ่งทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างพม่าและไทยแคบลงไป 
 
ประเทศไทยเองได้เปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการจัดการเลือกตั้งที่ปรกติและวุ่นวายบ้าง แต่กองทัพก็ยังคงทำการรัฐประหารเมื่อพวกเขาเห็นว่ารัฐบาลมีความเอาแน่เอานอน ไม่ได้หรือมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันกษัตริย์ ตลอด 80 กว่าปีที่ผ่านมา มีการทำรัฐประหารที่สำเร็จแล้ว 11 ครั้งและล้มเหลวอีก 7 ครั้ง การรัฐประหารครั้งล่าสุดคือการขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเมื่อเดือนกันยายน 2006 การแทรกแซงของทหารได้ส่งผลให้อยู่ในสภาวะของความไม่แน่นอนที่ยาวนาน และสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
 
คงจะดีหากรัฐบาลของทั้งสองประเทศจำได้ว่า นโยบายเปิดประเทศและการลงทุนเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง และนโยบายที่ตั้งรับแบบปิดประตูซึ่งทำให้พม่าถอยหลังไป 50 ปี 
 
*ลี กวน ยู เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ระหว่างปี 1959-1999 เป็นผู้ก่อตั้งพรรคและเลขาธิการคนแรกของพรรค People's Action Party (PAP) หลังจากนั้นได้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีระหว่างปี 2004- 2011 
 
 
หมายเหตุ: แปลจากบทความ Socialism or Free Markets? Consider Myanmar and Thailand  โดย ลี กวน ยู ตีพิมพ์ในนิตยสารฟอร์บส์ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 
 

ASEAN Weekly: กษัตริย์หลากสีสัน

ที่มา ประชาไท

 Thu, 2012-10-25 14:42



บทบาททางการเมืองของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์ของกัมพูชา นับว่ามีความน่าสนใจและมีสีสันอย่างยิ่ง นับตั้งแต่บทบาทในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชให้ประเทศกัมพูชา การโลดแล่นในทางการเมืองระหว่างประเทศ การเข้ามาเป็นผู้นำในบทบาทนักการเมืองในสนามการเมือง จนพระองค์ถูกขนานนามว่า เป็น "กษัตริย์แอคติวิส" ภายหลังโลดแล่นอยู่บนถนนการเมืองที่มีทั้งขึ้นและลงมายาวนาน ในที่สุดพระองค์ก็เป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญในสมัยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ตราบจนทรงสละราชย์สมบัติ ลดบทบาททางการเมือง และเสด็จสวรรคต อันเป็นการปิดฉากชีวิตในโรงละครโรงใหญ่ที่พระองค์ทรงเฉิดฉายและโดดเด่นมา ตลอดพระชนม์ชีพ



'มหากาพย์ 3G' ประมวลข้อท้วงติง-คำโต้แย้ง-6 คำวินิจฉัยศาลปกครอง

ที่มา ประชาไท



เปิดบทวิเคราะห์สถานการณ์ 7 ข้อ กสทช.โต้วิพากษ์ประมูล 3G พร้อมประมวล 6 คำฟ้อง-คำสั่งศาลปกครองกรณีทักท้วงการประมูล ด้านการตรวจสอบ ป.ป.ช.รับลูกเตรียมประชุมสรุปฮั้วประมูลพรุ่งนี้ ส่วน กมธ.วุฒิเรียกกสทช.ผู้วิจัยจุฬาฯ ร่วมประชุม
หลังการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz อันถือเป็นประวัติศาสตร์การประมูลคลื่นครั้งแรกของไทย เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 ผ่านพ้นไป และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค.ได้มีมติเห็นชอบผลการประมูล (อย่างไม่เป็นเอกฉันท์) แล้ว แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงกรณีการทุจริตในการประมูล-ราคาตั้งต้นการประมูลที่ไม่เหมาะสม-การแข่งขัน ที่ไม่เกิดขึ้นจริง ก็ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน
ภาพข่าว: 'กสทช.' นำเอกสารประมูลคลื่นความถี่ 2.1GHz ยื่น 'ป.ป.ช.' ตรวจสอบ ยืนยันความโปรงใส
ความเคลื่อนไหวล่าสุด เพื่อเป็นการทานกระแสคัดค้านการประมูล เมื่อวันที่ 24 ต.ค.55 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ได้เดินทางด้วยตนเองไปยื่นเอกสารเกี่ยวกับการประมูลทั้งหมดที่สำนักงาน กสทช.จัดรวบรวมขึ้น แก่หน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจในการตรวจสอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

กสทช.เปิดบทวิเคราะห์สถานการณ์ 7 ข้อ โต้วิพากษ์ประมูล 3G

ก่อนหน้านี้ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ กสทช.และหนึ่งใน กทค.เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์ของการคัดค้านการประมูล 3G ใน 7 ประเด็น ดังนี้
1.การเคลื่อนไหวต่อต้านการประมูล มีการนำประเด็นเรื่องสัมปทานมาเกี่ยวข้องทั้งๆ ที่มีหลายคนมีแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับระบบสัมปทานมาก่อน รวมทั้งเคยผลักดันให้มีการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบการแข่งขัน แต่ตอนนี้มีความพยายามนำเรื่องการประมูลมาเปรียบเทียบกับข้อดีของระบบ สัมปทาน ทั้งๆ ที่ระบบการประมูลคลื่นความถี่จะเป็นการช่วยลดการผูกขาดอำนาจของหน่วยงานของ รัฐ เพิ่มการแข่งขันให้ภาคเอกชน ส่งผลให้คุณภาพบริการดีขึ้น และราคาค่าบริการถูกลง การนำประเด็นเรื่องราคาตั้งต้นการประมูลมาโจมตีว่า กสทช.ตั้งราคาตั้งต้นการประมูลต่ำไป โดยมีการสื่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนและนำมาเปรียบเทียบกับ มูลค่าสัมปทาน ทั้งๆ ที่การประมูลครั้งนี้เป็นการนำคลื่นความถี่ที่ไม่อยู่ภายใต้สัมปทานมาจัดสรร ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยมิได้เข้าไปแทนที่ระบบสัมปทาน จึงเป็นเรื่องที่น่ากังขาอย่างยิ่ง
2.การเคลื่อนไหวคัดค้านการประมูลในครั้งนี้เคลื่อนไหวในประเด็นที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล โดยการพยายามให้ กสทช.หารายได้ให้รัฐบาลเยอะๆ และมุ่งโจมตีว่ารัฐบาลจะเสียผลประโยชน์จากการประมูลในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ กสทช.เป็นองค์กรของรัฐก็จริงแต่เป็นอิสระจากรัฐบาลและมิได้มีหน้าที่หาราย ได้ให้รัฐบาล แต่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน จึงมีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงเคลื่อนไหวเช่นนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
3.การให้ กสทช.กำหนดราคาตั้งต้นการประมูลสูงเกินไป โดยไม่มีหลักวิชาการรองรับ ทำให้ส่งผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยไม่ให้เข้าร่วมการประมูลได้ ทำให้ตลาดผูกขาดเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น เหตุใดการคัดค้านจึงต้องการให้ กสทช.กำหนดราคาตั้งต้นที่สูงอย่างไม่มีเหตุผล โดยมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากผลการศึกษาของคณะผู้วิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คลิกอ่านรายงานฉบับเต็ม) เช่นนี้ หาก กสทช.ทำตามข้อเรียกร้อง ย่อมเป็นการทำให้ กสทช.กระทำผิดกฎหมาย เนื่องจากถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่และมุ่งหารายได้ให้ รัฐบาล โดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่จะต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชน
4.กระบวนการโจมตีการทำงาน และ discredit กสทช.ถูกทำอย่างเป็นระบบ มี การเคลื่อนไหวตั้งแต่ก่อนการประมูล มีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ส่งต่อกันเป็นทอดๆ มีการปลุกระดมโดยใช้สื่อหลายแขนง ซึ่งถ้ากระบวนการนี้ยังดำเนินต่อไปอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนบางกลุ่มอาจถูกโน้มน้าวให้เกิดความเข้าใจผิดๆ จนต้องการให้ล้มการประมูล 3Gครั้งนี้
5.มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า กระบวนการเคลื่อนไหวนี้มิได้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการอย่างสุจริตใจ เนื่องจากมีการปลุกเร้าให้คนไทยเกลียดชังและหวาดระแวงว่า กสทช.ทำให้รัฐสูญเสียรายได้นับหมื่นล้าน ทั้งที่จริงๆ แล้วคลื่นความถี่ที่นำมาประมูลครั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้มีต้นทุนใดๆ เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่มีอยู่แล้วและใช้ได้ตลอดไปโดยสามารถกำหนดระยะเวลา การใช้ตามอายุของใบอนุญาตได้ เมื่อหมดใบอนุญาตก็สามารถนำมาจัดสรรได้ใหม่ และที่ผ่านมาคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz จำนวน 45 MHz ก็ถูกทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใดๆ ตรงกันข้าม หากไม่มีการนำคลื่นความถี่นี้มาจัดสรร หรือประวิงเวลาให้การจัดสรรคลื่นย่านความถี่นี้ต้องล่าช้าออกไป จะทำให้เกิดวิกฤตต่อระบบโทรคมนาคมของไทยและเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ อย่างมหาศาล
6.อีกไม่ถึง 2 ปี เราก็จะเข้าสู่ AEC แล้ว หากประเทศไทยยังมีระบบโทรคมนาคมที่ไม่มีประสิทธิภาพเราก็จะแข่งขันกับประเทศ อื่นๆ ไม่ได้ และเมื่อบริษัทโทรคมนาคมของต่างชาติเข้ามาแข่งขัน บริษัทโทรคมนาคมของไทยจะไม่มีโอกาสเติบโตได้ การขัดขวางผลการประมูล 3G จะ ทำให้ต่างชาติได้ประโยชน์แต่ประเทศไทยเสียหายย่อยยับ จึงมีหลายฝ่ายวิพากษ์ วิจารณ์ว่า เป็นเรื่องที่ผิดปกติที่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้โดยทำให้ประเทศชาติเสีย หาย แต่ต่างชาติได้ประโยชน์
7.มีการโจมตีการทำงานของ กทค.เช่น โจมตีว่า กทค.เร่งรับรองผลการประมูล และ รีบให้ใบอนุญาตโดยพิรุธ ทั้งๆ ที่สื่อมวลชนก็เห็นแล้วว่าเราได้มีการถ่ายทอดเสียงในวันพิจารณาผลการประมูล โดยมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ได้มุบมิบแอบทำ และไม่ได้ลุกลี้ลุกลนแต่ต้องดำเนินการตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้มีการกล่าวหาว่า กสทช.เร่งรัดออกใบอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูล ซึ่งไม่เป็นความจริง ดังจะเห็นได้จากวันที่ 22 ต.ค.55 ที่ กทค.ได้แถลงการณ์ยืนยันว่ามีเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการก่อนให้ บริการ 3G (คลิกอ่านแถลงการณ์) ซึ่งเราต้องแน่ใจก่อนว่าผู้ประกอบการต้องทำตามเงื่อนไขที่เรากำหนดก่อนว่าประชาชนผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด

คอมเมนต์ส่งตรงถึง กสทช.การประมูลเข้าข่ายฮั้วประมูล?!?

แม้ กสทช.และกทค.บางส่วนจะออกมาให้ข่าวยืนยันว่าทำเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อ ประชาชน แต่ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของคนที่เฝ้าจับตาและตั้งคำถาม ก็ยืนยันเหตุผลเดียวกันนี้ว่า พวกเขาตั้งคำถามและตรวจสอบการประมูลก็เพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ ชาติเช่นกัน

1.นายณกฤช เศวตนันท์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.อ.เศรฐพงษ์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค.มีหนังสือแนะนำให้มีการประมูลใหม่เพราะเข้าข่ายฮั้วประมูล
 2.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทำหนังสือ "ด่วนที่สุด" ที่ กค (กพวอ) 0421.3/42301 ลงวันที่ 18 ต.ค.2555 ส่งตรงถึงประธาน กสทช.

8.หนังสือ "ด่วนที่สุด" จากกระทรวงการคลัง

ประมวล 6 คำฟ้อง-คำสั่งศาลปกครอง กรณีการทักท้วงประมูลคลื่น

นอกจากนี้ช่วงเวลาก่อนการประมูลคลื่นความถี่ กลุ่มบุคคล ทั้งองค์กรภาคประชาสังคม พนักงาน บมจ.ทีโอที และนักวิชา​การอิสระด้าน​โทรคมนาคม ได้ยื่น​ฟ้อง กสทช.ต่อศาลปกครอง กรณีการจัดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz จำนวนทั้งสิ้น 6 คดี ต่อมาคดีทั้งหมดศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
อย่างไรก็ตาม คำฟ้องดังกล่าวในหลายคดีมีรายละเอียดที่น่าสนใจ แม้อีกหลายคดีจะถูกมองว่ายื่นฟ้องโดยมีเป้าหมายต้องการล้มการประมูลอย่าง เห็นได้ชัดจากระยะเวลายื่นอันกระชั้นชิดกับการประมูล
ทั้งนี้ 6 คดี ดังกล่าวประกอบด้วย
1.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว หรือกลุ่มกรีนและพวก ฟ้อง กสทช.เมื่อวันที่ 15 ต.ค.55 คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฟ้องให้เพิกถอนประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อน ที่สากลย่าน 2.1 GHz เนื่องจากเห็นว่า กสทช.กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและราคาการประมูลใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ โดยขอให้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินการเปิดประมูลใบอนุญาตฯ ของ กสทช.จนกว่าการปรับแก้จะแล้วเสร็จ
เมื่อวันที่ 22 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลเห็นว่า ผู้ที่จะมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการออกคำ สั่งทางปกครองทั่วไปในกรณีนี้ได้แก่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หากเป็นบุคคลทั่วไป บุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพและได้ความเดือด ร้อนเสียหายโดยตรงจากประกาศของ กสทช. แม้ว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีของนายสุริยะใสกับพวกที่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในคำ ฟ้องจะมีข้อเท็จจริงพวกสมควรที่ทำให้ศาลในคดีนี้เห็นว่าอาจจะมีประเด็นที่ สมควรตรวจสอบการใช้ดุลพินิจและความชอบด้วยกฎหมายของประกาศ กสทช. แต่เมื่อนายสุริยะใสกับพวกเป็นประชาชนทั่วไปมิได้มีส่วนได้เสียกับประกาศของ กสทช.จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล ปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง อย่างไรก็ตามหากในอนาคตเห็นว่า กสทช.มีการกระทำทางปกครองที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะและ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายสุริยะใสกับพวกก็อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้
2.2 คดีดำ 2663.55 สุริยะใสฯ  

2.นายนราพล ปลายเนตร พนักงาน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และพวกรวม 3 คน ฟ้อง กสทช.และสำนักงาน กสทช. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยขอให้มีคำสั่งชะลอการประมูลคลื่นความถี่ และเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้คลื่นความถี่ผ่าน 2.1 GHz ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือต่อ ประธาน กสทช.ขอให้ตรวจสอบการโอนทรัพย์สินของบริษัทที่ได้สัมปทานให้แล้วเสร็จก่อน อนุญาตให้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ และชะลอการเปิดประมูลคลื่นไว้ก่อนจนกว่าจะมีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ การอนุญาต พร้อมเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบต่อสาธารณะ
เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากประกาศดังกล่าว ส่วนการระบุว่า กสทช.ไม่ปฏิบัติตามบทเฉพาะกาลมาตรา 82 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กรณีจะต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาดังกล่าว พร้อมเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบต่อสาธารณะ ตามที่ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช.ไปก่อนหน้านี้ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องศาลให้ กสทช.ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังไม่ใช่ในคดีนี้ (เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ขอให้มีคำสั่งชะลอการประมูลคลื่นความถี่ และเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้คลื่นความถี่ผ่าน 2.1 GHz)
5.2 คดีดำ 2670.55 นราพลฯ

3.นายบุญชัย รุ่งเรืองไพศาลสุข ฟ้อง กสทช.คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ การโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และจัดการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ คดีนี้นายบุญชัยประสงค์จะโต้แย้งการกระทำของ กสทช.ที่มิได้นำความคิดเห็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียและประชาชนทั่วไป อันได้แก่ ข้อเสนอเรื่องอัตราค่าบริการจากโครงการ “3G-200” คือให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายสูงสุดในการใช้โทรศัพท์ในระบบ 3G ในอัตรา 200 บาทต่อเดือน หากใช้ไม่ถึง 200 บาท ก็ให้จ่ายตามจริง ที่เสนอโดยเครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อประชาชน กำหนดไว้ในประกาศของ กสทช.
เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลเห็นว่า การดำเนินการของ กสทช.ยังไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของนายบุญชัย ตามมาตรา 28 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายบุญชัยในฐานะประชาชนทั่วไปในคดีจะเกิด ขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการประมูลเกิดขึ้น และผู้ชนะประมูลซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ประกอบกิจการโทร คมนาคมโดยมีอัตราค่าบริการที่สูงเกินไป และ กสทช.ไม่ได้ดำเนินการ หรือละเลยไม่ดำเนินการกับผู้รับใบอนุญาต เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างถูกต้องเป็นธรรม นายบุญชัยจึงจะเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายจากการงดเว้นการกระทำของ กสทช.
3.2คดีดำ 2665.55 บุญชัยฯ

4.สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค ฟ้อง กสทช.และสำนักงาน กสทช.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.55 คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อ หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศ กสทช.และสำนักงาน กสทช.เรื่องรายชื่อผู้เข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับ กิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ประกาศให้เอไอเอส ดีแทค และทรู มีสิทธิเข้าร่วมประมูล 3G โดยเฉพาะในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตบางรายไม่มีคุณสมบัติเนื่องจากเป็นคน ต่างด้าว พร้อมขอให้ศาลพิจารณาไต่สวนฉุกเฉินและมีคำสั่งระงับเปิดการประมูลเป็นการ ชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น 
เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะนี้ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของ กสทช.และสำนักงาน กสทช.ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 อีกทั้งมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้าง อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคต หากในอนาคตเป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ก็ยังมีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลได้ภายหลัง
4.1 คำฟ้อง สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค

4.2 คดีดำ 2664.55 สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค
5.พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ และพวกรวม 3 คน ฟ้อง กสทช.คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ การโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีประกาศหลักเกณฑ์และจัดการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz โดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพราะการเรียกเก็บเงินประมูลขั้นต่ำ 4,500 ล้านบาท อาจทำให้ กสทช.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้ตามกฎหมาย โดยขอให้ศาล ปกครองกลางสั่งเพิกถอนประกาศดังกล่าว และขอทุเลาการบังคับตามประกาศ
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา โดย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เงินที่ได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่ายย่อมตกเป็นของแผ่นดิน กสทช.จึงไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แต่อย่าง ใด และหากมีกรณีที่ กสทช.จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้ผู้ได้รับใบอนุญาตชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เงินประมูลคลื่นความถี่หรือหนี้อื่นใดก็เป็นเพียงการดำเนิน การแทนรัฐเท่านั้น
6.2 คดีดำ 2656.55 พลเรือเอกชัย

6.นายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชา​การอิสระด้าน​โทรคมนาคม ฟ้อง กสทช.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.55 คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับ กิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz ไม่มีข้อกำหนดที่จะแสดงให้เห็นว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการ ประมูล โดยเฉพาะใน 3 ประเด็น คือ 1.พื้นที่และระยะเวลาที่จะได้รับบริการต้องครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศในเวลา ที่ทัดเทียมกัน โดยไม่แบ่งตัวเมืองและชนบท 2.คุณภาพการให้บริการต้องครอบคลุมและมีความเสถียรของโครงข่ายและคุณภาพ สัญญาณดี ซึ่ง กสทช.ไม่ได้กำหนดความชัดเจน และ 3.อัตราค่าบริการขั้นสูงที่ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บได้
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.55 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา เนื่อง จาก ผู้ฟ้องไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรงตามคำร้อง และการฟ้องเป็นการกล่าวหาและการคะเนล่วงหน้า ซึ่งความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ ผู้ฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่ได้เป็นผู้เสียหาย
1.1 คำฟ้อง อนุภาพ

1.2 คำสั่ง อนุภาพ

ในความเคลื่อนไหว กระบวนการตรวจสอบ ‘การประมูลคลื่น’

ขณะนี้ กระบวนการการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาดำเนินการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และใบ อนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ผู้ผ่านการประมูล
 
ในส่วนกระบวนการตรวจสอบ คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ และจะมีการเชิญคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. คณะผู้วิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสำนักงาน กสทช.เป็นผู้ว่าจ้างให้ทำ เพื่อประเมินมูลค่าคลื่นความถี่และมูลค่าขั้นต่ำฯ  ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน ตัวแทนเอกชน 3 ราย รวมไปถึงนางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง มาร่วมประชุมพร้อมกัน วันที่ 25 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ หน้าที่ของ กสทช. นำโดย นายสุรศักดิ์ ศิริพรอุดมสิน อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์ลูกตามหาบัว ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 57,904 รายชื่อ ยื่นต่อ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภาถอดถอน กสทช.ทั้งคณะจำนวน 11 คน ออกตากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 (2) เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55
 
เนื่องจากเห็นว่า มีพฤติการณ์ 1.ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ในกรณีการจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G เป็นความผิดตามมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) 2.ส่อว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 3.ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการ อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G โดยถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 วรรคสาม ที่ระบุว่า การดำเนินการของ กสทช.จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ
 
และ 4.ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายโดยใช้ อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง พ.ศ.2555 โดยใช้กฎหมายอย่างไม่มีความเสมอภาค ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมส่อว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจงใจละเว้นการอนุญาตการใช้คลื่นความถี่และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมให้กับ สถานีวิทยุที่ทดลองออกอากาศ และจงใจไม่ออกระเบียบหรือประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตกิจการกระจายเสียงประเภท บริการชุมชนให้ครอบคลุมตามกฎหมาย

ขณะที่ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ประธาน กมธ.ศึกษา ตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่รัฐสภาเช่นกัน ขอให้ตรวจสอบการฮั้วและธรรมาภิบาลในการประมูล 3G ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกระทำของ กสทช.เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการฮั้วประมูลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) หรือไม่
 
2.มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การกำหนดเงื่อนไขของการให้บริการ การประกาศสัญญามาตรฐานในการให้บริการ ราคาค่าบริการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะผลการประมูลเอื้อประโยชน์กับผู้ให้บริการ (ราคาต่ำกว่าทรัพย์สิน) และ 3.แนวทางในการกำหนดกติกาที่ชัดเจนในการให้ผู้ประมูลหรือผู้รับใบอนุญาตใน อนาคตใช้โครงข่ายร่วมกัน
 
 

ป.ป.ช.รับลูกเตรียมประชุมสรุปฮั้วประมูล 3G พรุ่งนี้

ด้านความเคลื่อนไหวล่าสุด วันนี้ (24 ต.ค.55) น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ในฐานะ กมธ.ศึกษา ตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา พร้อมคณะ ยื่นหนังสือต่อนายนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบการประมูลคลื่น 3G ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่ามีการทำผิด พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่
 
จากการที่ คณะอนุกรรมการกฎหมายป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ตรวจสอบพบว่า การประกาศรับรองผลการประมูล 3G ของ กทค.มีเจตนาเอื้อประโยชน์ต่อผู้เสนอราคา ส่อทุจริตในการกำหนดราคาโดยมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เห็นได้จากการตั้งราคาเริ่มต้นการประมูลที่ต่ำเกินไป พฤติกรรมบริษัทที่เข้าประมูลไม่มีการแข่งขัน และพฤติกรรมของ กทค.ที่เร่งรีบลงมติเห็นชอบผลการประมูล แม้จะมีผู้คัดค้านจำนวนมาก จึงนำข้อมูลยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส
 
ขณะที่เดลินิวส์ รายงานว่า ในวันเดียวกันที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ โดยหากที่ประชุม ป.ป.ช.เห็นว่าหลักฐานที่มีอยู่เข้าองค์ประกอบที่ ป.ป.ช.จะสามารถรับเรื่องมาพิจารณาได้ กล่าวคือมีมูลเหตุที่ส่อให้เห็นว่าการกระทำที่เกิดขึ้นอาจขัด พ.ร.บ.การฮั้วประมูล ป.ป.ช.จะรับเรื่องไว้ พร้อมตั้งอนุกรรมการมาศึกษาเรื่องนี้อย่างเร็วที่สุด แต่หากพบว่าไม่เข้าเงื่อนไขก็ถือว่าคำร้องนั้นยุติไป
 
ทั้งนี้ ข้อร้องเรียนที่เข้ามายื่นให้ ป.ป.ช.พิจารณาประกอบไปด้วย ข้อร้องของกระทรวงการคลัง กลุ่มกรีน และคณะกรรมาธิการวุฒิสภาตรวจสอบการทุจริตฯ วุฒิสภา รวมถึงกรณีที่ กสทช.แสดงเจตนาขอรับการตรวจสอบด้วยตัวเอง
 
 

ย้ำอีกครั้ง... อำนาจ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ไม่ใช่พิพากษา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรื่องจะเข้าสู่ ป.ป.ช. แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การประมูลที่ผ่านมาจะถูกล้มเลิกไป โดยเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา นายวิชัย วิวิตเสวี หนึ่งในคณะกรรมการ ออกมาระบุว่า อำนาจของ ป.ป.ช.นั้น เป็นการวินิจฉัยเพียงว่า กสทช.ได้กระทำความผิดทางอาญา ฐานทุจริตต่อหน้าจริงหรือไม่เท่านั้น

ขณะที่การดำเนินการเพื่อให้ล้มเลิกการประมูลที่เกิดขึ้นไปแล้ว เป็นอำนาจของศาลปกครอง เนื่องจากมติของ กทค.ที่ได้รับรองการประมูลไป ถือว่าเป็นสัญญาหรือนิติกรรมทางปกครอง ซึ่งอยู่ในข่ายอำนาจวินิจฉัยของศาลปกครองแต่เพียงผู้เดียว โดยผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องไปยังศาลปกครองได้

หากมีข้อมูลข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า กสทช.ในฐานะผู้จัดการประมูลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลตามกฎหมาย ป.ป.ช.ก็ไม่สามารถดำเนินการกับบริษัทเอกชนทั้ง 3 รายได้ เพราะเป็นอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานสอบสวน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

จตุพร หอบหลักฐานให้การดีเอสไอ

ที่มา thaifreenews




"กรณีชายชุดดำที่เป็นจินตนาการล่วงหน้า 
มีการพล็อตเรื่องไว้ ล่วงหน้า 
หลังจากนั้นจึงปฏิบัติการที่สี่แยกคอกวัวและศรีอยุธยา 
ถ้าเรื่องนี้สุจริตไม่ควรปกปิด ควรนำภาพวงจรปิดออกมาเผยแพร่ 
 เพราะศอฉ.ใช้งบกว่า 6,000 ล้านบาท ทำไมจะไม่มีวงจรปิด 
คดีก่อการร้ายผมไม่ขอนิรโทษกรรม เช่นเดียวกับคดีใช้ 
บงการฆ่าก็ไม่ควรมีการนิรโทษกรรม แต่ผมอโหสิกรรมให้ทหาร 
ซึ่งมาปฏิบัติด้วยความเชื่อว่า ประชาชน มีอาวุธร้ายแรง 
ไม่จงรักภักดี จากผังล้มเจ้า คนที่ทำผังล้มเจ้า 
ได้รับการปูมบำเหน็จเป็นพลตรี
 ผมจึงไม่อโหสิกรรมให้ผู้สั่งการ"นายจตุพร กล่าว  

นายจตุพร กล่าวต่อว่า กรณีชายชุดดำต้องพิสูจน์กันไป 
เชื่อว่ามีภาพทหารที่มีชายชุดดำไปซุ่มยิงร่วมกัน 
และแฝงตัวอยู่ใกล้กับจุดที่ทหารปฏิบัติการในหลายพื้นที่ 
รวมทั้งวันที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดงถูกยิง 
ก็มีคนยิงชายชุดดำติดตามไปถึง รพ.หัวเฉียว

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42595.0

อ้ายไหน?..ที่นำขบวนขับไล่

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ขัดผลประโยชน์ พี่ชายซัดน้องชายด้วยมาตรา 112

ที่มา Thai E-News




ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่พี่กับน้อง  พี่ชายหยิบช่องโหว่กฎหมายมาตรา 112 "ใครก็ฟ้องร้องใครก็ได้" ว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"แจ้งจับน้องชายหลังจากมีปากเสียงกันเรื่องธุรกิจ 




รายงานข่าวสถานการณ์ 112 ประจำวันนี้
 
ศาลชั้นต้นยกคำร้องการขอประกันตัวครั้งที่ 2 คดี พี่แจ้งจับน้อง ของนาย ยุทธภูมิ มาตรนอก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากพี่ชายของตนเอง ซึ่งขัดแย้งและมีปากเสียงกันจากเรื่องธุรกิจมาก่อน

ช่วงเย็นที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่ง"ไม่ให้ประกัน"

"พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เคยสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยศาลระบุเหตผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว
 
ยกคำร้อง!!"

จากคำวินิจฉัยเดิมแบบเดียวกับคดี"อากง" นั่นคือ"คดีความมั่นคง อัตราโทษสูง เกรงจำเลยจะหลบหนี"

Note จากทนายจำเลย : เมื่อพี่ชายแท้ๆมีเหตุขัดแย้งกับน้องชายแล้วแกล้งแจ้งจับด้วย ม.๑๑๒

วันนี้เพิ่งยื่นประกันตัวจำเลยคดีหมิ่นฯคดีหนึ่งที่ศาลอาญา ซึ่งน่าสนใจถึงการขยายความขัดแย้งไปสู่ครอบครัวเสียแล้ว เหตุเกิดเมื่อปี ๕๓ เมื่อพี่ชายมีเหตุทะเลาะกับน้องชายเรื่องส่วนตัวและธุรกิจไปแจ้งความจับน้องชายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ผมได้สอบถามจำเลย จำเลยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่เกิดจากกการกลั่นแกล้งของพี่ชายแท้ๆ โดยได้แสดงหลักฐานเป็นบันทึกการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าพี่ชายเคยจะใช้มีดทำร้ายและหนังสือข่มขู่ ซึ่งได้เสนอเข้าสู่สำนวนเพื่อให้ศาลเห็นแล้ว รวมทั้งได้เพิ่มเงินประกันจากเดิม ๓๖๐,๐๐๐ บาทเป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยยืนยันว่ามีความจงรักภักดี แต่ถูกกลั่นแกล้งโดยพี่ชายซึ่งมีความความขัดแย้งกันข้างต้น ทั้งนี้จำเลยโดนขังที่เรือนจำมาแล้ว เกือบสองเดือน จะขึ้นศาลนัดแรก ๑๒ พฤศจิกายนนี้

--------------------------------------------------
 
ครั้งนี้พิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่ากฎหมายหมิ่นกษัตริย์นั้นนอกจากตอกย้ำความ"ไม่เท่ากัน"ในความเป็นมนุษย์แล้ว ยังสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งของตนเองได้ไม่เว้นแม้แต่ทำลาย"สถาบันครอบครัว"ให้ย่อยยับแหลกสลายได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ถึงเวลายกเลิกแล้วหรือยัง?

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 25/10/55 อีก 10 ปีจะล้างมือการเมือง...แต่มือเปื้อนเลือดล้างไม่ออก

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




อีกสิบปี สัญญาว่า ผมลาแล้ว
เสียงเจือยแจ้ว ลาการเมือง คุยเขื่องข่ม
หวังให้ลืม ความระยำ ทำโสมม
เคยทับถม ฆ่าคนไทย ใจกลางกรุง....

99 ศพ ยังทวงถาม ตามหลอกหลอน
แม้นหลับนอน ตื่น-นั่ง ยังสะดุ้ง
ใช้คำพูด สุดเลอะเลือน เหมือนแต่งปรุง
เที่ยวคุยฟุ้ง ว่าชอบธรรม สิ่งทำไป....

คิดหลีกไกล ให้พ้น สิ่งตนก่อ
ความผิดรอ อยู่ตรงนี้ หนีไปไหน
จงรับโทษ ที่สั่งล่า ฆ่าคนไทย
นั่นแหละใช่ เรื่องจริง สิ่งอันควร....

มือยังคง เปื้อนเลือด ไม่เหือดแห้ง
ถึงตะแบง เพ้อพร่ำไป ไม่มีส่วน
99 ศพ ยังทวงถาม ตามก่อนกวน
มิได้ป่วน แค่ถามว่า ฆ่าทำไม?....

๓ บลา / ๒๕ ต.ค.๕๕

"จตุพร" ยื่นหลักฐานคดี 99 ศพ

ที่มา uddred

 ข่าวสด 25 ตุลาคม 2555 >>>


ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีการเสียชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 99 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน จากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 โดยนายจตุพรให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าให้การว่า ได้หลักฐานเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลแพ่ง กรณีสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.2552 หรือสงกรานต์เลือด ที่มีผู้ถูกยิง และศาลพิพากษาให้กองทัพชดใช้ค่าเสียหาย โดยระบุว่าในปฏิบัติการดังกล่าวมีการใช้กระสุนจริง
นายจตุพรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังนำภาพ ถ่ายและเอกสารที่รวบรวมรายละเอียดเหตุการณ์ไฟไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาคดีด้วย โดยเชื่อว่าชายชุดดำที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นำภาพถ่ายมาแสดงนั้น เหมือนมีการจัดฉากเรื่องราวมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากในช่วงดังกล่าวรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งที่ยังไม่มีความรุนแรง เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2553 ก่อนจะใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ต่อมามีการอ้างโทรทัศน์ต่างประเทศเผยแพร่ภาพถ่ายชายชุดดำ โดยมีข้อสังเกตว่ามีการเผยแพร่เพียงช่องเดียวหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 3 วัน 

ชี้มีแต่ "ชุดดำ" ในกลุ่ม จนท.

แกนนำนปช. กล่าวอีกว่า ดังนั้น จึงต้องการให้ดีเอสไอติดตามผู้สื่อข่าวที่เป็นผู้ถ่ายภาพดังกล่าวมาสอบถาม ข้อเท็จจริง รวมถึงหลักฐานกล้องวงจรปิดการเข้าออก ศอฉ. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ด้วย หากทหารมีความบริสุทธิ์ใจก็ควรให้ตรวจสอบ เพราะช่วงนั้น ศอฉ.ใช้งบประมาณถึง 6,000 ล้านบาท จะมาปฏิเสธว่าไม่มีกล้องวงจรปิดได้อย่างไร ขอยืนยันว่าประเด็นชายชุดดำยังต้องพิสูจน์ให้ชัด แต่ข้อมูลที่พบคือมีภาพที่มีชายชุดดำไปซุ่มยิงในบริเวณใกล้กับเจ้าหน้าที่ และแฝงตัวอยู่ใกล้กับจุดที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในหลายพื้นที่ รวมทั้งวันที่ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถูกยิงก็มีชายชุดดำติดตามไปถึง ร.พ.หัวเฉียว ด้วย
   "กรณีชายชุดดำเป็นจินตนาการล่วงหน้า วางแผนล่วงหน้า รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่ยังไม่มีการก่อการร้าย แต่มีพล็อตเรื่องไว้ล่วงหน้า หลังจากนั้นจึงปฏิบัติการที่สี่แยกคอกวัวและถนนศรีอยุธยา หากสุจริตก็ไม่ควรปกปิดและนำภาพวงจรปิดมาเผยแพร่ มีความพยายามปั่นเรื่องชายชุดดำ ทั้งที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ปี 2553 นั้น ผมอโหสิกรรมให้กลุ่มทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่จะไม่อโหสิกรรมให้คนสั่งการ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างแน่นอน" นายจตุพร กล่าว 

"เหวง" จี้เปิดผลสอบ เม.ย. 52

ที่รัฐสภา นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ประสานกับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นำผลการศึกษาการชุมนุมทางการเมืองปี 2552 ของรัฐสภา มาเผยแพร่ต่อสาธารณชน
นพ.เหวง กล่าวว่า ในปี 2552 มีการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่ม นปช. กระทั่งรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม ระหว่างนั้นมีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อรัฐบาลที่บริหารราชการในขณะ นั้นหลายเรื่อง อาทิ รถแก๊สที่จอดอยู่บริเวณซอยรางน้ำ เป็นการจัดฉากหรือไม่ การยิงประชาชนกระทั่งต้องเข้าห้องไอซียู ร.พ.ทหารผ่านศึก เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ศพของชาย 2 คน และลอยขึ้นฝั่งที่ท่าพระอาทิตย์ แม่น้ำเจ้าพระยา ในสภาพที่ถูกมัดมือไพล่หลัง การเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข เป็นอุบัติเหตุล้มฟาดชักโครกหรือไม่ และคลิปเสียงที่คล้ายนายอภิสิทธิ์ ที่สั่งการสลายม็อบ เป็นเสียงของนายอภิสิทธิ์จริงหรือไม่ หรือมีการตัดต่อ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์เคยออกมาระบุ 

ถ้าแดงเลวทราม-ยินดีรับผิด

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาดังกล่าวมีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาในขณะนั้นเป็นผู้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบ แต่เหตุใดจึงเก็บไว้เป็นความลับ ไม่นำผลสอบมาเปิดเผย หากกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นพวกเลวทราม มีความผิด ก็ยินดีรับผิดตามกฎหมาย ขอให้เปิดเผยข้อมูลออกมา หรือเป็นเพราะในรายงานระบุว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีความผิด จึงไม่นำมาเปิดเผย เพื่อปกปิดความผิดหรือไม่ จึงเรียกร้องให้นำผลการสอบสวนมาตีพิมพ์เผยแพร่ให้ทราบทั่วกัน และในวันที่ 25 ต.ค. เวลา 13.30 น. จะไปยื่นเรื่องต่อดีเอสไอ พร้อมทั้งจะประสานกับนายสมศักดิ์ เพื่อถามหารายงานฉบับนี้อีกทางหนึ่ง
ส่วน จ.ส.ต.ประสิทธิ์ กล่าวถึงชายชุดดำว่า ในช่วงที่นำการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง มีผู้ชุมนุมรายหนึ่งมาให้ข้อมูลเรื่องชายชุดดำว่า มีชายชุดดำ 6 คน มากับรถตู้สีขาว และมีผู้หญิงคอยกำกับอยู่ โดยจะมีชายชุดดำอีกหนึ่งชุดคอยสลับกันยิงกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนั้น ขอให้ผู้ชุมนุมที่ให้ข้อมูลดังกล่าวกับตน ออกมาให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวมองว่าอย่าพยายามค้นหาชายชุดดำเลย แต่ไปเร่งรัดคดีกับผู้ที่สั่งฆ่าคนเสื้อแดงจะดีกว่า

Tuesday, October 23, 2012

'สุกำพล' นำ ผบ.เหล่าทัพ วางพวงมาลา วันปิยะฯ

ที่มา Voice TV


รายการ New Update ประจำวันที่  23 ตุลาคม 2555 (10.00 น.) 

 
 
- 'สุกำพล' นำ ผบ.เหล่าทัพ วางพวงมาลา วันปิยะฯ 
- 'บุญทรง' เผย จำนำข้าว สร้างความมั่นคงอาหารโลก 
- 'โอบามา-รอมนีย์' ดีเบตนัดสุดท้าย 
 
 
'สุกำพล' นำ ผบ.เหล่าทัพ วางพวงมาลา วันปิยะฯ 
รัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 
 
 
'บุญทรง' เผย จำนำข้าว สร้างความมั่นคงอาหารโลก 
"บุญทรง" ยืนยัน โครงการรับจำนำข้าว มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาไทย และสร้างความมั่นคงด้านอาหารของโลก 
 
 
'โอบามา-รอมนีย์' ดีเบตนัดสุดท้าย 
โต้วาทีนัดสุดท้ายคู่ชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดุเดือด โอบามา โจมตีนโยบายต่างประเทศ มิตต์ รอมนีย์ ล้วนเป็นทางเลือกที่ผิดพลาดทั้งสิ้น
23 ตุลาคม 2555 เวลา 10:03 น.

จตุพร เข้าชี้เเจงกับ ดีเอสไอ ข้อมูลเบิกจ่ายอาวุธ

ที่มา Voice TV



แกนนำ นปช. เข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอ พร้อมเเนะ ดีเอสไอ ขอภาพวงจรปิดทางเข้าออก กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ในระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง เนื่องจากเชื่อว่ามีภาพที่บ่งชี้ชัดว่า รัฐบาลมีการเบิกจ่ายอาวุธมาใช้ระหว่างการสลายการชุมนุม ด้านแกนนำ นปช. เสนอเงินส่วนตัวจำนวน 7 ล้านบาท เพื่อสมทบกับ ดีเอสไอ เป็นค่านำจับชายชุดดำ
 
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษกรณีผู้เสียชีวิตทั้ง 98 ศพในเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่มีพันตำรวจเอก ประเวศ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหัวหน้าชุด เชิญนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.เข้าให้การในฐานะพยาน ซึ่งในขณะนั้นนายจตุพรเป็นแกนนำหลักในเหตุการณ์สลายการณ์สลายการชุมนุมช่วง เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นการมายืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เป็นการชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธ รวมถึงจะเสนอให้ดีเอสไอ รวบรวมพยานหลักฐานด้วยการขอภาพวงจรปิดทางเข้าออกบริเวณกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มาใช้ประกอบการสรุปสำนวนคดี เนื่องจากเชื่อว่าภาพจากกล้องวงจรปิดจะสามารถบอกได้ว่าชายชุดดำมีจริงหรือ ไม่ รวมทั้งจะสามารถเห็นการเบิกจ่ายอาวุธผ่านทางเข้าออกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ได้
 
ด้าน นายสมหวัง อัสราษี รองประธาน นปช. ยื่นหนังสือถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอเพิ่มเงินรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งเบาะแสการจับกุมคนร้าย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอตั้งรางวัลนำจับ 7 คดี คดีละ 1 ล้านบาท นปช.จะเพิ่มเงินของ นปช.สมทบให้อีกรายละ 1 ล้านบาทเพื่อจูงใจพยานมาให้ปากคำ และหลังจากนี้เชื่อว่าจะมีแนวร่วมคนอื่นบริจาคเงินรางวัลเพิ่มเติม แต่จะเป็นที่ดิน
 
ด้านนายธาริต กล่าวว่า ไม่ขัดข้องและถือเป็นเจตนาของผู้ประสงค์ดี ในการเดินหน้าสู่การจับกุมคนร้าย และจากการตรวจสอบข้อกฎหมายสามารถทำได้ โดยผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงิน 2 ล้านบาท เมื่อสามารถนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้ ที่ผ่านมาดีเอสไอ เคยตั้งรางวัลนำจับ แต่ยังไม่เคยมีบุคคลภายนอกมาขอเข้าร่วม
22 ตุลาคม 2555 เวลา 23:05 น.