WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 28, 2012

โปรดเกล้าฯ'ครม.ยิ่งลักษณ์3' รวม23ตำแหน่ง

ที่มา Voice TV




มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ "ยิ่งลักษณ์ 3" รวมทั้งสิ้น 23 ตำแหน่ง
 
วันนี้ (28 ต.ค.55)  ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555 นั้น
 
บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่ง สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 และมาตรา 183 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
 
1.ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
 
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขิ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
 
 
ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
 
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง
 
นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรองนายกรัฐมนตรี
 
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
 
นายวราเทพ รัตนากร เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
 
น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
 
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
 
พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
 
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
 
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
 
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
 
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
 
พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
 
นายประชา ประสพดี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
 
นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
 
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
 
นายประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
 
นายชลน่าน ศรีแก้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
 
นายประเสริฐ บุญชัยสุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
 
นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
 
 
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 
ประกาศ ณ วันที่ 27 ตุลาคม พุทธศักราช 2555 เป็นปีที่ 67 ในรัชกาลปัจจุบัน
 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
28 ตุลาคม 2555 เวลา 17:28 น.

แค่สงค์ฟันดำคนเดียวก็ทำให้เก้าอี้นายกสั่นสะเทีอนได้

ที่มา การ์ฺตูนมะนาว


โปรดเกล้าฯแล้ว ! ครม. ยิ่งลักษณ์ 3

ที่มา uddred

คมชัดลึก 28 ตุลาคม 2555 >>>






โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 แล้ว "พงษ์เทพ" รองนายกฯควบ รมว.ศธ. "เสริมศักดิ์" รมช.ศธ. "จารุพงษ์" มท.1 "ปึ้ง" ขึ้นชั้นรองนายก

28 ต.ค. 2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 ส.ค. 2554 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 9 ส.ค. 2554 และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่  18 พ.ค. 2555 นั้น
บัดนี้ นายกฯได้กราบบังคมทูลฯว่ามีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่ง สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่งเพื่อความเหมาะสมและบังเกิดต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 และมาตรา 183 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ รมต. พ้นจากความเป็น รัฐมนตรี และแต่งตั้ง รมต. ดังต่อไปนี้

1. ให้ รมต. พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ 

  • พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ
  • นายวรวัจน์ เอื้อภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ
  • นางนลินี ทวีสิน รมต.ประจำสำนักนายกฯ
  • นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง
  • นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตร
  • นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม
  • พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม
  • นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รมช.คมนาคม
  • นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน
  • นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์
  • นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์
  • นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย
  • นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย
  • นางสุกุล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม
  • นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์
  • นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมช.ศึกษาธิการ
  • นายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาฯ
  • นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข
  • นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข และ
  • ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ วสวัสดิวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม

2. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ 

  • นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง
  • นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรองนายกรัฐมนตรี
  • นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ
  • นายวราเทพ รัตนากร เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์
  • นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็น รมว.คมนาคม
  • พลเอก พฤณท์ สุวรรณทัต เป็น รมช.คมนาคม
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รมช.คมนาคม
  • นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็น รมว.พลังงาน
  • นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็น รมช.พาณิชย์
  • นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็น รมว.มหาดไทย
  • พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก เป็น รมช.มหาดไทย
  • นายประชา ประสพดี เป็น รมช.มหาดไทย
  • นายสนธยา คุณปลื้ม เป็น รมว.วัฒนธรรม
  • นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็น รมช.ศึกษาธิการ
  • นายประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็น รมว.สาธารณสุข 
  • นายชลน่าน ศรีแก้ว เป็น รมช.สาธารณสุข
  • นายประเสริฐ บุญชัยสุข เป็น รมว.อุตสาหกรรม และ
  • นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็น รมช.อุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 27 ตุลาคม พุทธศักราช 2555 เป็นปีที่ 67 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

Saturday, October 27, 2012

นปช.รวมตัวคึกคัก แรลลี่จุดแรก ลานพระบรมรูปฯ

ที่มา Voice TV

 นปช.รวมตัวคึกคัก แรลลี่จุดแรก ลานพระบรมรูปฯ



นปช.จัดแรลลี่จุดแรกจากบริเวณลานพระบรมรูปฯ ตั้งแต่10.00-15.00น. เตรียมคลื่อนไปตามจุดต่าง ๆ ที่มีคนเสื้อแดงเสียชีวิต


กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ประกาศแจ้งข่าว (วันนี้) วันเสาร์ที่ 27 ต.ค. 2555 เวลา 10.00-15.00 น. กลุ่มนปช.จัดกิจกรรมแรลลี่ โดยขบวนแรลลี่จะเคลื่อนไปตามจุดต่าง ๆ ที่มีคนเสื้อแดงเสียชีวิต ทั้งนี้จะออกจากจุดแรกเวลา 10.00 น. บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า


Source : News Center / thanonline
27 ตุลาคม 2555 เวลา 09:18 น.

ธเนศวร์ เจริญเมือง: แรงเงา – แรงซ้ำรอยเดิมๆ

ที่มา ประชาไท



เพราะมีคนบอกว่า ละครทีวีเรื่อง แรงเงา สนุกมาก  ผมก็เลยไปหาซื้อนิยายเล่มละ 25 บาทมาอ่าน เพราะไม่มีเวลานั่งดูนานๆ (เหตุผลหนึ่งคือ เพราะโฆษณามากไป)  แต่ก็หาซื้อไม่ได้ ไปร้านไหน ก็ขายหมดเกลี้ยง  แสดงว่าของเขาแรงจริงๆ    วันนี้ มีคนใจดีไปหานิยายเล่มนั้นมาให้ผมแล้วครับ แต่อยู่ไกลกัน ยังไม่ได้ไปเอามาอ่านเลย
แต่หลายวันมานี้  เท่าที่ฟังคนรอบๆ แล้วก็เปิดดูกูเกิ้ล อ่านเรื่องย่อ  และวันนี้ มีตัวแทนมูลนิธิหญิงไทยก้าวไกล ออกมาวิจารณ์ละครทีวีเรื่องนี้ว่าเน้นความรุนแรง เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อสังคม  ผมคิดว่ามีประเด็นอยู่ 4-5 เรื่องที่น่าสนใจ
1. เรืองนี้นำนิยายมาทำหนังและละครทีวีแล้วถึง 4 ครั้ง  ครั้งแรก ทำเป็นหนังปี 2529 ครั้งที่ 2 ทำเป็นละครทีวี ปี 2531 ครั้งที่ 3 ปี 2544 ก็ทำเป็นละครทีวี และครั้งล่าสุดคือขณะนี้ก็ทำเป็นละครทีวี การเอามาเล่นบ่อยๆสะท้อนได้หลายแง่ คือ คนจัดเห็นทางหาเงินทำกำไร เพราะคนดูชอบ ก็เลยจัดทำใหม่ แต่ก็จะเห็นว่าเมืองนอก ถ้าเรื่องไหนดี สมมุติ Les Miserables (ที่ยิ่งใหญ่มากและสิงคโปร์เคยนำมาแสดงแล้วหลายปีก่อน) เป็นละครเพลงบนเวที เหมือนละครทีวีเรื่องเรยา หรือปริศนาของเรา ก็คือชุดนั้นเล่นกันทุกคืน เล่นเป็นปีๆๆๆ นับสิบปีเลย เพราะคนดูทั่วโลกชอบมาก  เป็นละครเพลงที่สุดยอดแห่งความบันเทิงและให้สาระแก่ผู้ชม   แต่ของเราที่นำมาเล่นบ่อยๆ  กลับเป็นความฟุ่มเฟือย เพราะเอาดาราดังยุคปัจจุบันไปเล่น  ใช้เนื้อหาเก่าๆ  เรื่องที่ว่านี้ก็คือเรื่องการตบตีกัน เพราะเรื่องผู้ชาย  เกิดแรงแค้น ก็แก้แค้นกัน  แถมด้วยบาปกรรมที่พ่อแม่ก่อไปส่งผลถึงลูก
2. ที่จริง  นิยายเป็นเรื่องแต่ง  เรื่องที่แต่งก็ย่อมสะท้อนสังคมยุคนั้นๆ   แต่ถ้าเอานิยายอายุ 20-30 ปีมาเล่น แถมยังเป็นนิยายออกไปทางน้ำเน่านี่  ต้องแสดงละครับว่า  ในโลกที่เปลี่ยนไปมากมายนั้น  ทำไม่กรอบความคิดที่ล้าหลังทำไมยังมีการนำมาแสดงซ้ำ  ทำไมถึงไม่มีการปรับปรุงแก้ไข  และท่ำคัญกว่ามากก็คือ ทำไมนิยายใหม่ๆ  ทันสมัย และสะท้อนสังคมได้ดีนั้น ไม่มีหรืออย่างไร  หรือว่าคนทำละคร ยังมีความคิดแบบเก่าๆ  คิดว่าทำอย่างไรก็ทำเงินแน่นอน  แล้วคิดบ้างไหมว่า ละครเหล่านี้ให้อะไรแก่สังคม
3. เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้แรง ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงได้รับความนิยมมาก เพราะแรงได้ใจ และต่อสู้กัน เอาชนะคะคานกันเม็ดต่อเม็ด  แต่โปรดสังเกตว่าละครเรื่องนี้ ผู้ชายเป็นข้าราชการระดับ ผอ. มีครอบครัวแล้ว แต่ไปรังแกข้าราชการสาวชั้นผู้น้อย ผู้อ่อนต่อโลก แทนที่เมียหลวงจะจัดการให้เหมาะสม กลับไปทำร้ายสาวน้อย   จนกระทั่ง คู่แฝดของสาวน้อยตามมาล้างแค้น ผู้เขียนทำให้ครอบครัวคือลูกๆ เมียหลวงต้องเผชิญบาปกรรม ได้รับความเดือดร้อน   คำถามมีว่า  แล้วผู้ชายที่เป็นข้าราชการระดับสูง  มีคนอยู่ใต้บังคับบัญชามากมาย  ทำไมจึงไม่ทำตัวเป็นแบบอย่าง  เหตุใด ไม่มีข้าราชการระดับล่างคนไหนคิดฟ้องร้องกล่าวโทษ  กลายเป็นว่านิยายเรื่องนี้เน้นแรงแค้นของหญิงสาวคนหนึ่ง  ให้ผู้หญิงหันไปต่อสู้กัน  เชือดเฉือนกันต่อเนื่อง   แน่นอนครับ  นี่เป็นการเปิดโปงสังคมแบบหนึ่ง  แต่การเปิดโปงสังคมเช่นนี้  ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุแต่ประการใด  เพราะข้าราชการฝ่ายชายที่ก่อเรื่องกลับลอยนวล
4.  การที่พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบไม่เข้าใจลูก  ไม่ยอมรับว่าคนเราแต่ละคนมีอุปนิสัย บุคลิกที่แตกต่างกัน  แต่ละคนต่างมีดีของตนเอง  แต่ละคนล้วนต้องการความรัก ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและกำลังใจ  กลับเรียกร้องคนหนึ่งให้เหมือนอีกคนหนึ่ง  พูดจาไม่ดีกับลูก ว่าให้ลูกเสียใจ  มองไม่เห็นสองด้านของชีวิต  บังคับให้ลูกต้องสูญเสียบุคลิกของตัวเองไป  ทำให้ลูกๆขัดแย้งกันอย่างรุนแรง  ที่สำคัญ  ทำให้ลูกท้อแท้หมดกำลังใจ จนนำไปสู่การคิดสั้น เป็นบทเรียนที่ดีมากๆ ต่อทุกๆคน ที่เป็นพ่อแม่  และญาติ
4. ทัศนะของผู้เขียนนิยายเรื่องแรงเงาในปี พศ. 2529  เก่าไป เอาหญิงมาทำร้ายหญิง ละเว้นไม่เอาผิดกับผู้ชายตัวการ   นี่ก็คือ การที่ผู้เขียนตกเป็นทาสของสังคมชายเป็นใหญ่  ยิ่งการหันไปโยน บาปกรรมให้แก่ลูก  ยิ่งเป็นการแก้ไขปัญหาผิดจุด  ลูกๆไม่ควรได้รับผลอะไรแบบนี้
5. คนไทยที่ดูแรงเงา ควรไปหาละครทีวี (ซีรีย์) เกาหลีใต้เรื่อง “ฮวาง จินยี” ที่เป็นสาวคณิการะดับสูง แล้วก็ถูกชนชั้นสูงทำร้าย ทำลาย จนคนรักต้องตายจากไป จากนั้น เธอจึงลุกขึ้นสู้ แต่ไม่ใช่ล้างแค้น แต่เป็นการสู้กับระบบศักดินา เปิดโปงความชั่วร้ายที่ขุนนางหลายคนได้กดขี่ข่มเหงเธอ
6. ผมเห็นว่าคนไทยเวลานี้  พร้อมที่จะดูหนังดีๆ  สังเกตจากหนังเกาหลีดีๆมาไทย  คนนั่งเฝ้าจอมากมายทั่วประเทศทุกเสาร์อาทิตย์ค่ำ   พล็อตเรื่องแรงเงา แรงเหมือนละครเกาหลี  ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีคนพูดถึง ติดตามเฝ้าชมละครเรื่องนี้  และหนังสือก็ขายดีมาก  แต่เสียดายครับ  เอานิยายมาแสดงใหม่   ก็ควรนำเนื้อเรื่องมาปรับปรุงให้ทันสมัย และเสนอปัญหาสังคมให้เข้มกว่านี้ได้    เพราะความผิดที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาการกดขี่ทางเพศ  ปัญหาชายกดขี่หญิง จะต้องแก้ไขให้ตรงจุด  ไม่ใช่ให้ผู้หญิงมาต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อผู้ชาย หรือเพื่อความสะใจ  เพราะตราบใด  ผู้หญิงไม่เข้มแข็ง  กล้าเปิดเปิงการกดขี่ของชาย  ชายก็จะทำความผิดอยู่ร่ำไป
7.  ที่มีคนออกมาบอกว่าการนำเสนอละครที่ไม่ดีจะเป็นแบบอย่างให้คนดู เป็นแบบอย่างแก่เยาวชน  ผมก็ว่าทุกอย่าง ก็มีการจัดหมวดหมู่ อายุเท่าใดควรดูหนังละครประเภทใดอยู่แล้ว   และที่สำคัญ ในสังคมประชาธิปไตย  ละคร นิยาย และการแสดงทุกอย่างก็ต้องมีอภิปรายกัน ต้องมีเวทีถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์ให้กว้างขวาง   วิทยุ ทีวีควรมีรายการวิพากษ์วิจารณ์ เปิดมุมมองต่างๆให้คนได้ฟัง และแลกเปลี่ยนความเห็นกันให้มากๆ  ระบบการศึกษาต้องมีเวที มีวิชาที่ให้ครูอาจารย์และนักเรียนนักศึกษานำมาถกเถียงกันได้  เป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ   โลกของเรา  ทุกอย่างมีด้านดีและ ด้านลบทั้งนั้นครับ   ถ้าจะผิด  ก็เพราะว่า ดูแล้ว แสดงแล้ว  ออกอากาศแล้ว  แต่กลับไม่มีความเห็นใดๆ  ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์  อย่างนี้ไม่ได้ครับ  บันเทิงและการวิจารณ์ต้องควบคู่กันตลอดในทุกๆสังคมครับ
 8.  นิยาย-ละคร และงานประพันธ์ที่จะมีคนอ่านมาก มีคนติดตามมากๆ ล้วนต้องมีอะไรแรงๆทั้งนั้นเป็นธรรมดาครับ  ถ้ามันไม่แรง ไม่แปลก ไม่เศร้าสุดๆ ไม่ชวนตื่นเต้น ขนหัวลุก หรือหวาดเสียว ฯลฯแล้วมันจะไปน่าสนใจได้อย่างไรเล่าสำหรับคนส่วนใหญ่  ใช่ไหมครับ ดูนิยายเกาหลีแต่ละเรื่อง เข้มข้นและแรงๆ ทั้งนั้น  แต่ที่สำคัญกว่านั้น ที่นิยายเกาหลียอดเยี่ยมคืออะไรเล่า  ก็คือ  เขามีแง่คิดดีๆ ให้กับสังคมต่างหาก  เช่น 1. เกิดเป็นคนต้องมุ่งมั่น ต้องทำงานหนัก ต้องต่อสู้ ต้องไม่กลัวความยากลำบาก ไม่ยอมแพ้โชคชะตา  แต่ละคร-นิยายเราส่วนใหญ่ไม่ใช่   มีแต่เรื่องของคนรวยๆ ทุกเรื่อง ไม่ทำมาหากินเลย แทบไม่มีเรื่องสู้ชีวิตเลย  มีแต่แย่งแฟนกัน หรือแย่งมรดกกัน  2. ยกย่องสตรีให้กล้าต่อสู้ กล้าเผชิญปัญหา และมองเห็นระบบที่เอาเปรียบ ของเราเห็นมีแต่ เขียนบทให้พระเอกปล้ำนางเอก แล้วภายหลัง ก็แต่งงานกัน ก็ทำไมไม่เขียนบทให้นางเอกสู้ล่ะ ฟ้องพระเอก ให้ติดคุกเล่า 3. เน้นคุณค่าสำคัญๆ เช่น รักท้องถิ่น  รักครอบครัว ความรักสายใยในระหว่างคนรัก  ญาติ  เพื่อน พ่อแม่ลูก  ต่อต้านอำนาจเถื่อน  เปิดโปงการเล่นพวก  คอรัปชั่น  เปิดโปงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 
เคยดูหนังเกาหลี เรื่อง กิมจิ ไหมครับ  เน้นทั้งท้องถิ่น สายใยครอบครัว  การมุ่งมั่นทำสิ่งดีให้ออกมาดีที่สุด  ฯลฯ  หรือเรื่อง คนล่าทาส ที่เปิดเผยความรักที่ยิ่งใหญ่  รักที่มีแต่ให้  รักที่ยอมเสียสละ 
ความจริง ถ้าเรามีนิยายดีๆ ละครทีวีดีๆ เปิดโปงสังคมไทยได้ จ่ะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ในสังคมไทยมากมาย   และเชื่อว่าคนไทยจะได้ประโยชน์มาก จากการอ่านนิยาย  การดูละครทีวีที่มีสาระต่อสังคม  สังคมของเรายังไม่เห็นความสำคัญของงานบันเทิงว่าเป็นการศึกษาที่ดีมากๆ  มีประโยชน์มากต่อผู้ชม   เราเห็นการบันเทิงเป็นเพียงธุรกิจหารายได้  และผู้สร้างหลายคนคิดแต่จะหากำไรจากคนดู  แต่ไม่เคยคิดว่าจะให้อะไรที่มีคุณค่าแก่คนดู   งานบันเทิงที่ดีคือการให้การศึกษาที่ดีมากๆ  เราควรจะเป็นหนึ่งในอุษาคเนย์แห่งนี้  ให้บันเทิงและสาระแก่ผู้ชมในภูมิภาคนี้  ไม่ใช่ให้หนังจีนหนังเกาหลี-ญี่ปุ่นมาครองตลาดในภูมิภาคนี้   แต่ผมว่าทั้งคนสร้างละคร-นิยาย-หนังในบ้านเราต้องศึกษาเรื่องดีๆจากประเทศ อื่นให้มากๆครับ และปรับปรุงงานให้มีคุณภาพกว่านี้  ไม่ใช่เห็นแก่เงินหรือรายได้อย่างเดียว  แล้วก็อ้างเหตุผลแบบน้ำเน่าว่าคนไทยชอบแบบนั้น  จึงต้องทำตามใจคนดู   ผมว่าคนสร้างหนัง สร้างละคร และเขียนนิยายจะต้องคิดใหม่  จะต้องกล้านำสังคมครับ   ไม่ใช่เดินตามสังคม  หรือคิดแต่จะหาประโยชน์จากสังคม  ด้วยการมอมเมาสังคมให้จมอยู่กับที่เดิม.     ถ้านิยายน้ำเน่า 30 ปีมาแล้ว ยังแสดงโดยใช้เนื้อหาเดิมๆ  ไม่มีการดัดแปลง ปรับปรุง  ผมว่าลำบากครับ   สังคมนี้.

26 ตุลาคม 2555

เ(ค)รื่องพระ เ(ค)เรื่องเพศ ใน ไตรปิฎก ตอนจบ : ความเป็นชายที่เลื่อนไหล

ที่มา ประชาไท

 
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
พุทธศาสน์ของราษฎร

ตอนที่ 1 เป็นการทำให้เห็นถึงเรื่องต้องห้ามอย่างเรื่องเพศที่ระบุไว้ในไตรปิฎก และผู้เขียนได้ทิ้งท้ายไว้ถึงความเป็นชายที่เลื่อนไหลในร่มกาสาวพัสตร์ ความน่าสนใจก็คือ เรื่องเพศในพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากคราวที่แล้ว ดังที่เราทราบกันดีว่า จุดศูนย์กลางของพุทธศาสนานั้นให้ความสำคัญอย่างมากกับสถานภาพที่ “ชาย” เป็นใหญ่ แม้ว่าโดยปรมัตถธรรมแล้วจะประกาศอย่างชัดเจนถึง อนัตตา ความไม่ยึดมั่นในตัวตนก็ตาม การเลือกปฏิบัติระหว่างเพศที่เกิดขึ้นในภายหลังได้รับการแก้ต่างไปว่า นั่นคือ เรื่องเปลือกเป็นสิ่งสมมติเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็สามารถที่จะบรรลุธรรมะได้เท่าเทียมกัน

เรื่องความเป็นหญิงและการถูกกีดกันเราอาจเคยได้ยินการถกเถียงกันมาพอ สมควรแล้ว ตั้งแต่ประเด็นการห้ามผู้หญิงขึ้นพระธาตุ, การห้ามผู้หญิงบวช ที่ถกเถียงกันถึงประเด็นความเสมอภาค และบริบททางวัฒนธรรม
ปัจจุบันประเด็นทางเพศหนึ่งที่ยังไม่ได้มีการถกเถียงกันจริงจังก็คือ เพศที่สามของพระภิกษุสงฆ์ การกลายเพศพระสงฆ์ไปสู่เพศที่สามถูกค้นพบอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่เป็นข่าว และไม่เป็นข่าว ทั้งในประสบการณ์ตรง หรือผ่านภาพถ่ายใน Social Network และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วที่สังคมชนชั้นกลางไทยจะ “ทนไม่ไหว” ต่อความอ่อนไหวนี้ การออกมาประณามก่นด่าในพฤติกรรมที่ผิดมาตรฐาน ตราบใดที่จำเลยอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายของตนจึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะกับเสื้อสีไหน บทความนี้เราจะเข้าไปดูเรื่องเพศที่ 3 ในไตรปิฎกกัน ว่าเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เพศที่ 3 ดำรงอยู่ด้วยสถานะอย่างไรผ่านวรรณกรรมที่ชื่อไตรปิฎก
สู่คำอธิบายนอกตะกร้าทั้งสาม

หากยกการจัดประเภทสรรพสิ่งทั้งสาม จากบทความที่แล้ว ก็จะจำแนกได้เป็น มนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งแบ่งเป็นเพศทั้ง 4 ได้แก่ เพศหญิง เพศชาย กระเทย (บัณเฑาะก์) และผู้ที่มีสองเพศในร่างเดียว (อุภโตพยัญชนก) จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เพศที่ 3 มีอยู่จริงในไตรปิฎก เพศที่ 3 ในที่นี้หมายถึงพระมีร่างกายเป็นชาย และมีพฤติกรรมและจิตใจออกทางเพศหญิง หรือกระทั่งมีอวัยวะเพศหญิงอยู่ร่วมด้วยกัน ดังนั้นเราอาจแบ่งเพศที่ 3 หยาบๆ เป็นกระเทย และคนสองเครื่องเพศด้วยความด้อยสามารถของผู้เขียน จึงไม่สามารถค้นหาจากไตรปิฎกเรื่องการนิยามเพศที่ 3 ได้ชัดเจนกว่านี้อีกแล้ว แต่มีการอ้างอิงคำอธิบายเพิ่มเติมผ่านคัมภีร์อรรถกถาซึ่งผู้เขียนก็ไปพบจากบ ล็อกเกอร์ท่านหนึ่งได้พยายามอธิบายไว้เช่นกันโดยเฉพาะในส่วนของกระเทยหรือ บัณเฑาะก์ จึงขอสรุปความมาดังนี้ [1]
คำว่า บัณเฑาะก์ (ในที่นี้หมายถึงกระเทย และไม่นับคนสองเครื่องเพศ) มาจาก ภาษาบาลีว่า ปณฺฑก ดังวจนัตถะว่า ผู้ที่มีเครื่องหมายแห่งบุรุษและสตรีขาดตกบกพร่องไป (ปฑติ ลิงฺคเวกลฺลภาวํ คจฺฉตีติ ปณฺฑโก) ได้แก่บัณเฑาะก์ 5 จำพวกได้แก่
1) อาสิตตบัณเฑาะก์ ได้แก่ ชายที่มีกิจกรรมทางเพศกับชาย
2) อุสุยยบัณเฑาะก์ ได้แก่ ชายที่ไม่ถึงกับมีกิจกรรมแต่พอใจที่จะดูกิจกรรมทางเพศ โดยตัวเป็นชายแต่ก็ไปชอบใจในชายที่ดูอยู่นั้น
3) โอปักกมิยบัณเฑาะก์ ได้แก่ บุคคลผู้ที่ถูกตอนไปแล้ว เช่นขันที
4) ปักขบัณเฑาะก์ ได้แก่ บุคคลบางคนข้างแรมเกิดความกำหนัด ยินดีกระวนกระวายด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรม เมื่อถึงข้างขึ้นความกระวนกระวายนั้นก็หายไป
5) นปุงสกับบัณเฑาะก์ ได้แก่ ผู้ที่ไม่มีเพศหญิงเพศชายไม่ปรากฏทั้ง 2 เพศ มีแต่ช่องที่สำหรับถ่ายปัสสาวะเท่านั้น พวกนี้ถือว่า นปุงสกบัณเฑาะก์ เป็นการแสดงโดยตรง (มุขยัตถนัย) ขณะที่บัณเฑาะก์ที่เหลือ 4 พวก เป็นการแสดงโดยอ้อม (สทิสูปจารัตถนัย)
เพศที่สาม เพศต้องห้ามจริงหรือ?

ในพระวินัยกล่าวถึงคนเหล่านี้ไว้อย่างเด่นชัดในฐานบุคคลต้องห้ามสำหรับการอุปสมบท ดังนี้ [2]
เรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท
[๑๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ. เธอเข้าไปหาภิกษุหนุ่มๆ แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. ภิกษุทั้งหลายพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกภิกษุพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกสามเณรโค่งผู้มีร่างล่ำสัน แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. พวกสามเณรพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกสามเณรพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกคนเลี้ยงช้างคนเลี้ยงม้า แล้ว พูดอย่างนี้ว่า มาเถิด ท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. พวกคนเลี้ยงช้างพวกคนเลี้ยงม้า ประทุษร้ายแล้วจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นบัณเฑาะก์ บรรดาพวกสมณะเหล่านี้ แม้พวกใดที่มิใช่บัณเฑาะก์ แม้พวกนั้นก็ประทุษร้ายบัณเฑาะก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสมณะเหล่านี้ก็ล้วนแต่ไม่ใช่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์. ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า พากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย.
จะเห็นได้ว่าในบริบทนี้ ไตรปิฎกเขียนว่า กระเทย(บัณเฑาะก์)คนหนึ่งได้บวชเป็นภิกษุแล้วทำตัวระรานเพศชายด้วยกัน โดยใช้คำว่า “จงประทุษร้ายข้าพเจ้า” นอกจากจะทำตัวรุงรังกับพระด้วยกันแล้ว ยังไปยุ่งกับ “สามเณรโค่งล่ำสัน” และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเพ่นพ่านไปนอกอารามยังกวนใจชายเลี้ยงช้าง เลี้ยงม้า เรื่องนี้เป็นขี้ปากชาวบ้านจนมีคนเอาไปฟ้องพุทธะ เรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่จนถึงที่สุด พุทธจับสึกแล้วประกาศไม่ให้ภิกษุมีพฤติกรรมกรุ้มกริ่มกับหนุ่มๆเยี่ยงนี้อีก ขณะที่อีกเรื่องเป็นเรื่องของคนสองเครื่องเพศ
เรื่องห้ามอุปสมบทอุภโตพยัญชนก

[๑๓๒] ก็โดยสมัยนั้นแล อุภโตพยัญชนกคนหนึ่งได้บวชในสำนักภิกษุ. เธอเสพเมถุนธรรมในสตรีทั้งหลาย ด้วยปุริสนิมิตของตนบ้าง ให้บุรุษอื่นเสพเมถุนธรรมในอิตถีนิมิตของตนบ้าง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ อุภโตพยัญชนก ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบทที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย.


นี่คือ กรณีของคนสองเครื่องเพศที่ได้รับการบวชแล้ว แต่มีเรื่องว่าได้ร่วมเพศกับผู้หญิงด้วยเครื่องเพศชายที่ตนมี และร่วมเพศกับผู้ชายด้วยเครื่องเพศหญิงที่ตนมีเช่นกัน พอภิกษุสายตายาวเห็นจึงอดรนทนไม่ไหวไปฟ้องพุทธะ และตามระเบียบเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ก็ทำให้ชายสองเครื่องเพศถูกจับสึก และเรื่องนี้ก็ถูกบัญญัติไว้เป็นข้อห้าม สองกรณีนี้ปรากฏชัดในไตรปิฎก
แต่ในอรรถกถาพบการตีความที่พิสดารกว่านัก นั่นคือ [1]  อาสิตตบัณเฑาะก์ (ชายมีอะไรกับชาย) และอุสุยยบัณเฑาะก์(ชายชอบดูชายมีอะไรกับชาย) ไม่ห้ามบรรพชา, โอปักกมิยบัณเฑาะก์ (บุคคลผู้ถูกตอนไปแล้ว) นปุงสกับบัณเฑาะก์ (ไม่ปรากฏอวัยวะเพศชัดเจนมีแต่รูปัสสาวะ) ห้ามบรรพชา ส่วน ปักขบัณเฑาะก์ (บุคคลข้างแรมกำหนัด ข้างขึ้นกลายเป็นปกติ) ห้ามบรรพชาแก่เขาเฉพาะปักข์ที่เป็นบัณเฑาะก์ซึ่งน่าจะหมายถึงว่า ห้ามเฉพาะตอนที่ผิดปกติ และบัณเฑาะก์ สองประเภทที่ว่าบวชได้นั้น หมายถึงว่า แม้จะเป็นบัณเฑาะก์เมื่อก่อนบวช แต่เมื่อมาบวชแล้วต้องรักษาวินัย และต้องสละความประพฤติเบี่ยงเบนนั้นออกให้หมด
สำหรับการอธิบายถึงคนสองเครื่องเพศ นั้นแบ่งเป็นอิตถีอุภโตพยัญชนก และปุริสอุภโตพยัญชนก
1) อิตถีอุภโตพยัญชนก (คนสองเพศหญิงเด่น) จะมีรูปร่าง อาการเป็นหญิงรวมถึงอวัยวะเพศ แต่เมื่อเวลาพอใจในหญิงอื่นๆเกิดขึ้นแล้ว จิตใจที่เป็นอยู่ก่อนนั้นก็หายไป เปลี่ยนสภาพเป็นจิตใจของผู้ชายขึ้นมาแทน ในเวลาเดียวกันนั้นอวัยวะเพศชายก็เกิดขึ้น อวัยวเพศหญิงก็หายไปสามารถสมสู่ร่วมกับหญิงนั้นได้
2) ปุริสอุภโตพยัญชนก (คนสองเพศชายเด่น) จะมีรูปร่าง อาการเป็นชายอวัยวะเพศก็เป็นชาย ต่อเมื่อเวลาที่แลเห็นผู้ชายมีความพอใจรักใคร่เกิดขึ้น จิตใจที่เป็นชายอยู่ก่อนก็หายไป เปลี่ยนสภาพเป็นจิตใจของหญิงขึ้นแทน และในเวลาเดียวกันนั้นอวัยวะเพศหญิงก็ปรากฏขึ้น อวัยวะเพศชายก็หายไปสามารถสมสู่ร่วมกับชายนั้นได้
โดยที่ความแตกต่างกัน คือ อิตถีอุภโตพยัญชนกบุคคลนั้น ตัวเองก็มีครรภ์กับบุรุษทั้งหลายได้ ทำหญิงอื่นทั้งหลายให้มีครรภ์กับตัวก็ได้ สำหรับปุริสอุภโตพยัญชนกบุคคลนั้น ตัวเองไม่สามารถบังเกิดครรภ์ได้ แต่กรณีของคนสองเพศเช่นนี้ ไม่ได้รับสิทธิให้บวชเลย

ที่น่าสนใจก็คือว่า การตีความในอรรถกถานี้ไม่ได้ยึดเอาพฤติกรรมเสี่ยง เท่ากับสภาพทางกายภาพที่กำหนดเพศเป็นสำคัญ และการอนุโลมเช่นนี้ทำให้เห็นว่า อรรถกถายังมีความประนีนอมกับความหลากหลายทางเพศที่ยอมให้เข้ามาอยู่ในพุทธ ศาสนา แม้ว่าบัณเฑาะก์ที่มีรสนิยมลิ้มลองชาย ก็ยังให้โอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ได้ด้วย

การแตกตื่นเรื่องเพศที่ 3 ที่ถูกค้นพบเรื่อยๆในสังคมพุทธชาวไทย จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่นักแต่เกิดมาแล้วกว่าพันปี แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์เช่นนี้ในสังคมไทยมันมีเงื่อนไขจากอะไร ในบทความนี้ยังไม่มีปัญญาจะถกเถียง
ข่าวใหญ่ที่เคยสร้างความตระหนกเมื่อปี 2552 [3] ได้พาดหัวว่า “บุกวัดจับ-สมภารตุ๊ด ตะลึง"มีนม" ฉายาฉาว"เจ๊ดาว” ซึ่งเป็นการกล่าวหา เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง จ.ลำพูน วัดใหญ่ที่อยู่กลางเมืองที่เป็นคดีเนื่องจากการตามเรื่องของ “เกย์นที” นที ธีระโรจนพงษ์ เลขานุการกลุ่มเชียงใหม่อารยะ เนื่องจากมีนักศึกษาสาวมาร้องเรียนว่า แฟนหนุ่มมีหนี้สินจากการเล่นพนันฟุตบอลจำนวนมาก โดยมีกระเทยรุ่นใหญ่ซึ่งช่วยเหลือเงินทองแต่ต้องยอมมีความสัมพันธ์ด้วยและ กระเทยคนนั้นก็คือ “เจ๊ดาว” นั่นเอง


จนเมื่อ Social Network ได้กลายเป็นแหล่งปลดปล่อยตัวตนอย่างถึงพริกถึงขิง เรื่องกล้า บ้าบิ่น ท้าทายถูกนำมาโพสต์โชว์กันอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ทั้งชายจริง หญิงแท้ ชายไม่จริง หญิงไม่แท้ต่างโพสต์รูปภาพต้องห้ามกันอย่างบ้าระห่ำ ในสังคมไม่ถึง 3G แต่พระเณรก็ไม่ยอมตกเทรนด์เทคโนโลยี พวกเขาได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างตัวตนของตนเองขึ้นมาเช่นกัน เราจึงพบภาพหลุดของพระเณรเพศที่ 3 ให้เห็นกันทั่วไป ไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่
บทความนี้ขอปิดท้ายด้วยภาพที่เว็บดราม่าฯ [4] ให้ชื่อว่า “หลวงเจ๊ฟินาเล่” ที่แม้จะเป็นการ set ฉากเพื่อถ่ายงานศิลปะประเภทหนึ่งของนักศึกษาแห่งหนึ่ง แต่ก็สามารถก่อเรื่องราวถกเถียงใหญ่โต แม้ว่ามันจะเป็นเพียงสมมติบัญญัติก็ตาม

รายการอ้างอิง
[1] ชาวมหาวิหาร (นามแฝง). "บัณเฑาะก์ที่ห้ามบวชตามพระวินัย หมายถึงอะไร?". http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=thepathofpurity&month=16-04-2011... (16 เมษายน 2554) อ้างถึง
1] พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๒๕] (link)
2] อรรถกถาปัณฑกวัตถุ (อธิบาย มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๒๕])
3] มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา วิถีมุตตสังคหะ เล่ม ๑
4] พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ [๕๗๓] (link)
5] พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 333 (จากฉบับมหามกุฏฯ)
6] พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๓๒] (link)
7] อรรถกถาอุภโตพยัญชนกวัตถุ (อธิบาย มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ [๑๓๒])
8] พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ (link)
9] อรรถกถาอิตถินทริยนิทเทส, อรรถกถาปุริสินทริยนิทเทส  ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา (คู่กับพระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๑)
10] คู่มืออภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉท ๖
[2] พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1๑ เล่มที่ 4  บรรทัดที่ 3481-3608, หน้าที่ 141-146 อ้างใน . http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=04&A=3481&Z=3608 (27 กรกฎาคม 2546)
[3] ข่าวสดรายวัน (7 กุมภาพันธ์ 2552)
[4] ดราม่า. "หลวงเจ๊ฟินาเล่". http://drama-addict.com/2012/02/15/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%... (15 กุมภาพันธ์ 2555)

มุสลิมใต้ฉลองรายอ รำลึกตากใบยันวันเชือดสัตว์พลีทาน

ที่มา ประชาไท



ชาวมุสลิมชายแดนใต้ร่วมพิธีละหมาดในวันอีดิ้ลอัฎฮา หรือวันฮารีรายอ พร้อมเพรียงทั่วโลก ให้อภัยต่อกัน เชือดสัตว์พลีทาน กลาโหมอนุมัติหยุด 5 วันรวด นักศึกษาใต้ร่วมลำลึกตากใบ ขณะเดียวกัน สนนท.แถลงให้รัฐยกเลิกกฎหมายพิเศษ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ฉลองรายอ – ชาวมุสลิมนับพันคนร่วมฟังเทศนาธรรมหลังละหมาดวันรายอ เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 26 ตุลาคม 2555
ที่สนามศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา (ภาพจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ : ศอ.บต.)
เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 26 ตุลาคม 2555 ที่สนามศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา บรรดาพี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ทั้งชายและหญิงกว่าพันคน เดินทางมาเพื่อร่วมพิธีละหมาด เนื่องในวันอีดิ้ลอัฏฮาหรือวันฮารีรายอ โดยมีพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วยนายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา มาร่วมงานและพบปะกับผู้นำศาสนา ตลอดจนแจกเงินให้แก่เด็กๆ
หลังการละหมาดมีการอ่านคุตบะห์หรือการเทศนาธรรม เสร็จละหมาดมุสลิมทุกคนจะมีการจับมือให้สลาม พร้อมกับการขออภัยซึ่งกันและกันในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อกันในช่วงที่ ผ่านมา หลังจากนั้น แต่ละคนต่างรีบไปร่วมกันเชือดสัตว์พลีทาน หรือกุรบาน สำหรับคนที่ตั้งใจไว้ ได้แก่ อูฐ วัว ควาย แพะหรือแกะ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ทั้งแก่ผู้ยากไร้ เพื่อนบ้านรวมทั้งเก็บไว้รับประทานเอง
บรรยากาศดังกล่าว เกิดขึ้นเช่นเดียวกับชุมชนมุสลิมทั้งหลายทั่วโลก รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในพื้นที่สัตว์ที่ใช้เชือดเป็นสัตว์พลีทานส่วนใหญ่จะเป็นวัว ทั้งนี้ตลอดทั้งวันโดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังละหมาดทุกมัสยิดจะมีการกล่าวคำ สรรเสริญพระเจ้า “อัลลอฮุอักบารฺ”ดังกึกก้องไปทั่ว
วันอีดิ้ลอัฏฮาเป็นวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม ตรงกับวันที่ 10 เดือนซูลฮิจญะห์ ซึ่งเป็นเดือนที่ 12 ตามปฏิทินอิสลาม โดยปีนี้เป็นปีฮิจเราะฮฺศักราช(ฮ.ศ.)ที่ 1433 เป็นวันเดียวกับผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย กำลังประกอบพิธีฮัจญ์ ณ เมืองมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
สำหรับความสำคัญของวันอีดิ้ลอัฎฮา นายอับดุลสุโก ดินอะ ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นผู้รู้ทางศาสนาอิสลาม กล่าวไว้ในบทความชื่อ “เทศกาลฮัจญ์ มุสลิมในประเทศเฉลิมฉลองอย่างไร” ว่า พิธีฮัจญ์ เป็นการรวมตัวของประชาชาติมุสลิมที่มีขนาดใหญ่ที่ก้าวพ้นพรมแดนแห่ง ชาติพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรม แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปประกอบพิธฮัจญ์ จะฉลองวัน"อีดิลอัฎฮา"ด้วยศาสนกิจและศาสนกุศลมากมายโดยเฉพาะเชือดสัตว์เพื่อ พลีทานเป็นสวัสดิการชุมชน
“วันตรุษอีดิลอัฎฮา เป็นคำภาษาอาหรับ มาจากคำว่า อีด แปลว่า รื่นเริง เฉลิมฉลอง และ อัฎฮา แปลว่า เชือดสัตว์พลีทาน ดังนั้น วันตรุษอีดิลอัฎฮา จึงหมายถึง วันเฉลิมฉลองการ เชือดสัตว์เพื่อพลีทานเป็นสวัสดิการชุมชน” นายอับดุลสุโก กล่าว
นายอับดุลสุโก กล่าว่า การเชือดกุรบ่านดังกล่าว เริ่มได้หลังจากจากละหมาดอีดิ้ลอัฎฮาไปจนถึงเวลาละหมาดอัสรีในช่วงเย็นของ วันอีดิ้ลอัฎฮาวันที่ 4 หรือระหว่างวันที่26 - 29 ตุลาคมของปีนี้
ทั้งนี้ วันอีดิ้ลอัฎฮาปีนี้ กระทรวงกลาโหม ได้ออกประกาศอนุมัติให้ทหารกองประจำการที่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งมีความ ประสงค์จะไปประกอบศาสนกิจในวันอีดิลอัฎฮา ปีฮิจเราะฮฺศักราช 1433 ได้หยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ มีกำหนด 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 - 28 ตุลาคม 2555 ส่วนข้าราชการอื่นๆ ให้ใช้สิทธิ์การลาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงวันอีดิ้ลอัฎฮา เรียกว่าวันอารอฟะห์ เป็นวันที่ชาวมุสลิมได้ถือศีลอดด้วยอีกหนึ่งวัน และยังตรงกับวันครบรอบ 8 เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จ.นราธิวาส ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชน 85 คน จากการสลายการชุมนุมและการขนย้ายผู้ชุมนุมโดยการนอนทับกันบนรถของทหาร หรือเรียกว่าเหตุการณ์ตากใบ
ในวันดังกล่าว มีองค์กรภาคประชาชนหลายองค์กรในพื้นที่ เช่น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) ได้ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมรำลึกถึง เหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมๆกับร่วมปฏิบัติศาสนกิจในวันดังกล่าวด้วย ได้ การถือศีลอด การละหมาดฮายัตและการอ่านบทสวนอุทิศผลบุญถึงผู้เสียชีวิต

**********************************************************
แถลงการณ์ในวาระครบรอบ 8 ปี เหตุการณ์ตากใบ

                เหตุการณ์ในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ที่มีการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมของประชาชนที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ตากใบ จังหวัดนราธิวาส จนนำไปสู่การสูญเสีย และมีการเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดจากการกระทำละเมิด และเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า  “อากาศคือฆาตกร”
                ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดูแลไม่ได้ให้ความจริงใจใน การแก้ปัญหา แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ตาม แต่ก็เทียบไม่ได้กับการสูญเสียชีวิต สูญเสียอิสรภาพ สูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีพึงได้ ด้วยเพราะว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ทำการละเมิดสิทธิ ทำลายหลักสิทธิมนุษยชนจนหมดสิ้น แต่การกระทำดังกล่าวก็มิได้มีการพิสูจน์การกระทำความผิด มีแต่เพียงผู้นำกองทัพและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ออกมาแก้ต่างแทนเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการนำเงินภาษีของประชาชนไปซื้อเครื่องมือยุทโธปกรณ์ต่างๆ ก็ส่อไปในทางทุจริตและก็ยังไม่เห็นว่าหน่วยงานใดจะออกมาตรวจสอบความจริง ด้วยเพราะกลัวอำนาจมืดที่แฝงอยู่ในกองทัพ
                ด้วยเหตุการณ์เหล่านี้ที่ปรากฏต่อสังคม สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย จึงยื่นข้อเรียกร้องและขอประณามการกระทำดังกล่าว
                1.การกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเห็นเชิงประจักษ์แล้วว่านโยบายที่ได้กำหนดขึ้นมานั้นไม่สามารถตอบสนอง หรือใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่ยิ่งกลับไปสร้างภาระและละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง
                2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จนบัดนี้ได้ครบรอบ 8 ปี แต่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงขอเรียกร้องให้มีการชำระประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่ก่อโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และให้นำตัวผู้สั่งการ ผู้กระทำในเหตุการณ์ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้สูญเสียและให้สืบ สวนสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ระดับเหนือนโยบาย ระดับนโยบาย จนถึงระดับปฏิบัติการ
                3.ขอประณามกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นสากลทั้งระบบ และตั้งข้อสังเกตถึงคำพิพากษาตลอดจนการทำหน้าที่ของศาลและอัยการ
                4.ขอประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นในวันนั้น โดยกำลังหลักที่ใช้คือทหารและตำรวจปฏิบัติการพิเศษภายใต้การประกาศกฎอัยการ ศึก ซึ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะใช้กฎหมายดังกล่าว
                5.ลดการใช้อำนาจในการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)
*******************
ข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
             
                จากการที่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)ได้เฝ้าติดตามการแก้ปัญหาเหตุการณ์ความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดมา จึงได้มีข้อเสนอต่อระดับนโยบาย ดังนี้
             
                1.เสนอให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมแล้วว่ากระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเข้ามาแก้ ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ การตัดสินของศาลยังมีความไม่เป็นมาตรฐานของความยุติธรรม และอำนาจของศาลก็ไม่ได้มาจากประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจทั้งสามควรจะเป็นของประชาชน อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติล้วนแล้วแต่เป็นอำนาจที่มาจากประชาชน ยกเว้นเพียงอำนาจตุลาการเท่านั้น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) จึงเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้พิพากษาโดยประชาชนเป็นผู้เลือก การเลือกผู้พิพากษาที่เป็นคนในท้องถิ่นเข้าไปตัดสินคดีจะสามารถทำให้เข้าใจ รากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้น เข้าใจวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น และไม่เป็นการไปกดทับความเป็นมนุษยชน และอำนาจที่มาจากประชาชนก็สามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้
             
                2.เสนอให้มีการร่างนโยบายที่มาจากประชาชนโดยแท้จริงและเสนอให้ยกเลิกการใช้ นโยบาย เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่เข้าใจในแก่นสารของนโยบายดัง กล่าว และมีการปฏิบัติตามนโยบายอย่างเข้าใจผิด เข้าไม่ถึงประชาชน และยัดเยียดการพัฒนา ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ดีถ้าผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เห็นว่าการแก้ปัญหาในพื้นที่ควรจะให้ประชาชนมีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของตน เอง และได้ร่วมกำหนดนโยบายที่เป็นของประชาชนเพื่อการแก้ปัญหาอย่างถูกทางและมี ส่วนร่วม
             
3.เสนอให้เลิกการใช้อำนาจในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ปิดกั้นการแสดงออก การละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนให้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ โดยให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นโดยไม่ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐ
             
4.เสนอให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึก, พรก.ฉุกเฉิน และห้ามนำกฎหมายพิเศษมาใช้กับเหตุการณ์ทางการเมือง เพราะกฎหมายดังกล่าวล้วนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างผู้บริสุทธิ์ โดยเสนอให้ใช้กฎหมายปกติในพื้นที่

จีนบล็อค 'นิวยอร์กไทมส์' หลังตีแผ่ทรัพย์สินครอบครัว 'เวิน เจียเป่า'

ที่มา Thai E-News



http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42642.0
(26 ต.ค.55) ช่วงสายวันนี้ ตามเวลาประเทศจีน
รัฐบาลจีนบล็อคเว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ
หลังเผยแพร่บทความชื่อ Billions in Hidden Riches for Family of Chinese Leader
http://www.nytimes.com/2012/10/26/business/global/family-of-wen-jiabao-holds-a-hidden-fortune-in-china.html?_r=0
ที่กล่าวถึงเส้นทางความมั่งคั่งของครอบครัว เวิ่น เจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีน

โดยบทความดังกล่าว เผยแพร่ในภาษาอังกฤษเมื่อเวลา 4.34 น.
ตามด้วยเวอร์ชั่นภาษาจีนในเวลา 8.00น.
หลังจากนั้นไม่นาน จีนก็ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บนิวยอร์กไทมส์
โดยเริ่มจากเว็บภาษาจีนตามด้วยเว็บภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ ยังมีการบล็อคการพูดถึงนิวยอร์กไทมส์และ เวิ่น เจียเป่า ในเว็บเว่ยป๋อ
ซึ่งเป็นบริการไมโครบล็อกกิ้งคล้ายทวิตเตอร์ของจีนด้วย

บทความดังกล่าวระบุว่าครอบครัวของเวิ่น เจียเป่า
ถือครองสินทรัพย์มูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยในช่วงที่เวิ่น เจียเป่า เข้าสู่อำนาจ
คนในครอบครัวตั้งแต่ลูกชาย ลูกสาว น้องชายและน้องเขยของเขา ก็ร่ำรวยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในทรัพย์สินเหล่านั้นไม่มีชื่อของ เวิ่น เจียเป่าเลย

ทั้งนี้ นิวยอร์กไทมส์ระบุว่าทั้งรัฐบาลจีนและญาติของเวิ่น เจียเป่า
ต่างปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว

โฆษกของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า
รู้สึกผิดหวังต่อการบล็อคดังกล่าวและหวังว่าเว็บจะกลับมาเข้าได้ในไม่ช้า

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. จีนได้บล็อคเว็บไซต์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
หลังเผยแพร่บทความแจกแจงจำนวนทรัพย์สินของรองประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
ผู้ซึ่งถูกคาดว่าจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของจีน


ที่มา:
  New York Times blocked in China over Wen Jiabao story
http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-china-20091675
  China Blocks Web Access to Times After Article
http://www.nytimes.com/2012/10/26/world/asia/china-blocks-web-access-to-new-york-times.html

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 27/10/55 ปรับ ครม.แล้วต้อง ปรับตัว ปรับใจ

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน





ศึกนอกใน รุมเร้า เข้ามาซัด
ตอดจิกกัด จนระส่ำ ทำปวดหัว
คนโน้นแห้ว คนนี้ได้ ไม่ลงตัว
ความหม่นมัว มากทวี ไม่มีจาง....

ไม่ใช่สมบัติ ผลัดกันนั่ง หัดฟังหน่อย
อย่าคิดคอย แต่ตอกย้ำ ทำบาดหมาง
ปรับครม. ควรปรับใจ ให้เป็นกลาง
ไม่คิดอย่าง เคืองแค้น สุดแสนระอา....

ขัดแข้งขา กันเอง ทำเก่งกาจ
ลุอำนาจ โอ้อวดตน เป็นคนกลัา
ลืมหรือไร ใครถูกเชือด เลือดน้ำตา
ยังคิดมา ชวนทะเลาะ เพราะเก้าอี้....

ศึกนอกเขา เตรียมฟัด ซัดให้น่วม
ควรหล่อรวม ให้มั่นคง ณ ตรงนี้
พอขัดใจ ใช่ตั้งท่า มาราวี
คิดให้ดี อาจโง่เง่า เข้าทางโจร....

๓ บลา / ๒๗ ต.ค.๕๕

28ตุลานี้คนเสื้อแดงมีชุมนุมไม่ใหญ่ ที่ไหนมั่ง?

ที่มา Thai E-News






ประชาสัมพันธ์: เชิญร่วมกิจกรรมเปิดตัวหนังสือใหม่ "จักรภพ เพ็ญแข"




เชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุดของ “คุณจักรภพ เพ็ญแข”
วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555
เวลา 13.00-16.00 น.                     
ร้านทีพีนิวส์ (TPNewsชั้น 4 (หน้าลิฟต์แก้ว) อิมพีเรียลลาดพร้าว
วิทยากรรับเชิญ... คุณวัฒน์ วรรลยางกูร
 พูดคุยในประเด็น “นักเขียนกับเสรีภาพทางการเมือง”
และวิดีโอลิ้งค์ “คุณจักรภพ เพ็ญแข” เจ้าของผลงาน
ผู้ดำเนินรายการรับเชิญ...คุณสุมาลัย มัชแมน
(โปรดิ๊วเซอร์รายการโทรทัศน์/นักพากย์อิสระ)
                               แขกรับเชิญ... แม่น้องเกด, คุณสุชาติ นาคบางไทร, ฯลฯ

ที่ชิคาโก้ อเมริกา