WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 31, 2012

สัมภาษณ์ทนายความคดีสุรภักดิ์ : มุมมองการต่อสู้คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-112

ที่มา ประชาไท




การยกฟ้องในคดีของสุรภักดิ์ ผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างสำคัญในสังคม โดยเฉพาะแวดวงนักกิจกรรมและผู้ที่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะคดีลักษณะดังกล่าว เมื่อเกี่ยวพันกับมาตรา 112 ที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏการชนะคดีให้เห็น ยกเว้นคดี ‘เบนโตะ’ ผู้ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความในเว็บบอร์ด
ธิติพงษ์ ศรีแสน หรือที่เรียกกันว่า ทนายเซียง เป็นทนายว่าความคดีนี้ เขาเป็นทนายผู้เชี่ยวชาญคดีทรัพย์สินทางปัญญาและเริ่มทำคดีความมั่นคงที่ เป็นประเด็นอ่อนไหวเป็นคดีแรก ความน่าสนใจของเขาอยู่ที่แนวทางในการสืบพยานและการเตรียมการของทนายซึ่งไม่ มีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือ รวมไปถึงมุมมองเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่น่าสนใจ

000000

แบ็คกราวน์ก่อนหน้านี้ทำคดีเกี่ยวกับอะไร
ก็เป็นทนายอิสระ ทั่วๆ ไปเหมือนสำนักงานทนายความ ที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.คอมมากหน่อยก็เป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา แต่สองปีที่ผ่านมาก็เริ่มทำคดีเสื้อแดงเยอะ ในช่วงสลายชุมนุมปี 53 คือคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนใหญ่จะทำกับชาวบ้านรากหญ้า ไม่ใช่ระดับแกนนำ วันที่ 19 พ.ค.53 ม็อบแตก บังเอิญได้รับโทรศัพท์จากคนเสื้อแดงหลายคน แจ้งว่ามีคนถูกจับกุมแล้วถูกจับตัวไปศาลและถูกบังคับให้รับสารภาพ เลยเข้าไปช่วย

แล้วมารับคดีนี้ได้อย่างไร
เพราะเห็นบทเรียนจากคดีอากง แล้วเห็นว่าคดีแบบนี้ เป็นคดีที่ไม่ว่าคำพิพากษาก็ดี เนื้อหาคดี มันทะแม่งๆ ไม่น่าจะสามารถลงโทษจำเลยได้ จากนั้นมีโอกาสเจอกับแม่ของสุรภักดิ์โดยบังเอิญแล้วเขาเล่าให้ฟัง ก็สงสารแม่เขา
ที่สำคัญ สุรภักดิ์ จำเลยของคดีนี้ก็เป็นเสื้อแดงเหมือนกัน ไม่รู้ว่าด้วยความที่ส่วนตัวเป็นเสื้อแดง หรือว่าอคติ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าคนมีความคิดในแนวเสื้อแดง พื้นฐานเขาเป็นคนดี

ตอนแรกหวั่นใจไหม
หวั่นใจ คำฟ้องโจทก์เขียนค่อนข้างดี รัดกุม เป็นขั้นเป็นตอน ผมก็ยังเคยคุยกับเพื่อนทนายว่า หนักและเครียดมากคดีนี้
จริงๆ แล้วโดยรูปแบบแล้วหนักกว่าคดีอากง คดีอากงเปรียบเทียบแล้วคล้ายๆ ว่าอากงยิงปืนไม่เป็น แต่บังเอิญมีปืนไว้กระบอกหนึ่ง ใครหยิบไปฆ่าคนตายแล้วมาวางไว้ที่บ้านอากงก็ไม่รู้ ข้อเท็จจริงมันชัดว่าอากงไม่เคยยิงปืนและยิงปืนไม่เป็น แต่สุรภักดิ์เป็นโปรแกรมเมอร์ ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ และพบหลักฐานในคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ความยากของคดีมันอยู่ตรงนี้ และเอกสารในสำนวนเยอะมากที่เราต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง อ่านแล้วเจอพิรุธในเอกสารของโจทก์เอง มีแค่บรรทัดเดียวเล็กๆ ว่ามีการใช้เครื่องวันที่ 2 ก.ย.และ 7 ก.ย.ตอนที่เขาโดนจับแล้ว

ตัวทนายมีความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ไหม
ผมก็มีในฐานะ user ทั่วๆ ไป ถ้าเขาได้ประกันตัวมาคดีจะสะดวกกว่านี้เยอะ โดยเฉพาะเมื่อตัวจำเลยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย ข้อเท็จจริงเราบอกผ่านกันทางลูกกรง จำเลยไม่มีโอกาสมานั่งสาธิต เขาบอกอย่างเดียวว่ามันปลอม แต่มันจะปลอมยังไง ผมต้องไปนั่งศึกษา ผมก็ไม่มีทีม support มันหายาก ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่อยากจะให้ความร่วมมือ ใช้วิธีอ่านหนังสือ ค้นคว้า โดยเราได้ธงมาอย่างหนึ่งคือจำเลยยืนยันว่าไม่ได้ทำและหลักฐานเป็นไฟล์ปลอม ซึ่งเราก็ต้องตีโจทย์ต่อเองว่ามันปลอมยังไง

ใช้เวลานานไหมในการหาข้อมูล
คดีนี้ก็น่าจะประมาณ 3 เดือน

คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา กับที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคง มีความยากง่ายต่างกันไหม
ต่างกันหลายเรื่อง คดีนี้สำคัญที่สุดคือแรงกดดัน คนที่โดนคดีนี้ คนที่มาทำคดีนี้ ตกอยู่ภายใต้ภาวะแรงกดดันสูง คุณไม่มีทางไปเชิดหน้าชูตาบอกใครที่ไหนได้เลยว่าคุณเป็นทนายให้คนที่หมิ่น สถาบัน คุณจะไปขอความร่วมมือจากใคร แล้วโดยความซับซ้อนก็มีสูง โดยส่วนตัวเราก็ไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์ ทุกคดีมีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่คดีนี้องค์ประกอบส่วนอื่นยิ่งทำให้คดียากขึ้นไปอีก

หลังจากรับคดีนี้แล้ว คาดว่าจะมีปัญหาในอาชีพการงานไหม
อันนั้นไม่กลัว โดยส่วนใหญ่แล้วลูกความของผมมักมีแนวคิดทางการเมืองตรงข้ามกับผม แต่เขาก็เข้าใจในบทบาทและน่าที่ แต่ถ้าเขาจะไม่จ้างผมเป็นทนายเพราะผมเป็นคนเสื้อแดง ผมก็ไม่ worry  ถ้าเรามั่นใจว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผลที่จะตามเราพร้อมจะรับเสมอ คนรอบข้างใกล้ตัวหลายคนก็ทักเสมอ ท้วงติงด้วยความห่วงใยว่า แน่ใจเหรอที่จะมาทำคดีแบบนี้ เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวในสังคมไทย จะจริงหรือไม่จริง พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาถูกประณามไปก่อนแล้ว เหมือนคดีของสุรภักดิ์ พิสูจน์ได้เลยว่าพยานหลักฐานที่ทำเป็นเท็จแต่ตลอดระยะเวลาปีเศษๆ เขาเหมือนอะไรสักอย่างที่ถูกตั้งข้อสังเกตในสังคมไปแล้ว

จะมีการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้แจ้งความจับในคดีนี้ไหม
เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายว่าจะตัดสินใจอย่างไร คงให้คำแนะนำหลังจากที่เขามาขอคำแนะนำ สาระสำคัญของคดีนี้ ผมว่ามันกล่าวหากันง่ายเกินไป เราพูดในเรื่ององค์รวมในการใช้มาตรา 112 คดีอย่างสุรภักดิ์มันกล่าวหากันง่ายมาก มีคนบอกตำรวจว่ามีเฟซบุ๊คหมิ่นสถาบัน คนบอกมีตัวตน แต่คนที่บอกว่าเจ้าของเฟซบุ๊คคือสุรภักดิ์คือนายมานะชัยซึ่งไม่ปรากฏตัวตน เป็นคำกล่าวอ้างของพนักงานสอบสวน ไม่มีการตรวจสอบที่มาที่ไปว่าคนนี้คือใคร แล้วก็นำมาซึ่งการออกหมายค้น วันนั้นยังไม่ออกหมายจับนะ พอเจอเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ตำรวจยังไม่สามารถจับได้นะ เพราะไม่มีการกระทำความผิดซึ่งหน้า ในขั้นตอนในการจับกุม ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่เข้าจับกุมได้ให้สุรภักดิ์เขียนกระดาษอีกใบหนึ่งบอก ว่าเฟซบุ๊คที่มีเรื่องนี้ มีพาสเวิร์ดอะไร สุรภักดิ์ไม่รู้ก็ให้พาสเวิร์ดเครื่องไป แล้วตำรวจก็เอาหลักฐานตัวนี้ไปขอหมายจับที่ศาล
คือกระบวนการ หรือ process มันผิดฝาผิดตัวหมด  กระบวนการดำเนินคดีมันผิดมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่มีคนแจ้งกันง่ายๆ ว่าคนนี้ ชื่อนี้ ที่อยู่นี้เป็นคนทำ คนที่บอกก็ยังหาตัวตนไม่เจอ

คดีนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าพยานหลัก ฐานอาจจะเท็จ มีความเป็นไปได้ไหมที่จะสามารถสร้างบรรทัดฐานโดยจำเลยอาจฟ้องกลับเจ้า พนักงานที่ดำเนินการ
เป็นไปได้ พยานบุคคลที่นำมาสืบเป็นผู้เชี่ยวชาญเหมือนกัน เขายืนยันกับผมหลังสืบพยานว่า เขามั่นใจในฐานะนักคอมพิวเตอร์ว่าหลักฐานนี้เท็จแน่นอน หลังจากที่สุรภักดิ์ออกจากคุกแล้วก็คงให้เขาคิดและตัดสินใจเองว่าจะทำอย่าง ไร

กระบวนการยุติธรรมถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด มาถึงวันนี้คิดอย่างไร
ผมว่าหลังจากที่ฟังคำพิพากษาวันนี้แล้ว เรายังพอมีความหวังอยู่บ้างเรื่องกระบวนการยุติธรรม แต่โดยส่วนตัวผม กระบวนการยุติธรรมจะไม่ยุติธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาเลย ถ้าผู้ที่ถูกกระทำหรือจำเลยหรือผู้ต้องหา ไม่ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการประกันตัว ผมมีความเห็นว่า คดีมาตรา 112 หรือคดีอะไรก็แล้วแต่ เมื่อภายหลังมีการยกฟ้องจำเลย มันจะเกิดความเสียหายกับจำเลยน้อยมาก ถ้าศาลให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีโดยการให้ประกันตัว วันนี้ผมถามว่า ออกมาแบบนี้ ระยะเวลา 1 ปีเศษๆ ที่สุรภักดิ์อยู่ในคุก ผมมองว่าไม่มีอะไรทดแทน ชดเชยให้เขาได้ ชดเชยทางความรู้สึก เวลาที่เสียไป ธุรกิจการงาน

เรื่องการประกันตัวดูจะเป็นปัญหาใหญ่ในคดีลักษณะนี้
เรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่การกล่าวอ้างไม่ให้ประกันลอยๆ ยกตัวอย่างว่า กรณีศาลสั่งไม่ให้ประกันเนื่องจากกลัวจะหลบหนี กลัวยุ่งเหยิงกับพยาน มันมีหลายคดีที่ข้อเท็จจริงในคดีมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นเรียบร้อย แล้ว และการหนีของจำเลยก็ต้องดูว่าเขาสามารถหนีไหม คุ้มกับที่เสียหลักประกันไปหรือเปล่า
เราพูดเรื่องสิทธิของจำเลยในการได้รับการประกันตัวกันเยอะ แต่เราไม่เคยพูดว่าอำนาจของคนที่จะไม่ให้ประกันตัวควรจะมีแค่ไหน จริงๆ เราควรพูดเรื่องนี้มากกว่า ผมเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเรื่องของคน ซึ่งสามารถใช้ช่องว่างของระบบได้ แต่ถ้าเราสามารถแก้ไขระบบได้ ต่อให้คนที่มีทัศนคติเกี่ยวกับคดียังไง ก็ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเกินเลย ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราวางระบบว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้คุณต้องให้ประกันตัวนะ คุณจะใช้ดุลยพินิจนอกเหนือจากระบบไม่ได้ แต่ตอนนี้โครงสร้างของระบบมันมีช่องว่าง
เวลาพูด เราพูดถึงองค์รวม การปรับหรือการปฏิรูประบบยุติธรรม ประชาชนทุกคนต้องได้ประโยชน์ รวมทั้งคดีมาตรา 112 เพื่อให้ยุติธรรมกับประชาชน

คิดว่าคดีนี้อัยการจะอุทธรณ์ไหม
แล้วแต่ทางอัยการ ถ้าอุทธรณ์เราก็มีหน้าที่แก้อุทธรณ์ ส่วนผลนั้นก็ไม่อาจก้าวล่วงศาลได้ แต่เท่าที่ดูจากชั้นต้นแล้วค่อนข้างมั่นใจ พยานหลักฐานที่เรานำสืบหักล้างหลักฐานของโจทก์ได้ทั้งหมด

ปัจจัยที่จะชนะคดีลักษณะนี้อยู่ที่ไหน
ปัจจัยที่จะทำให้ชนะอยู่ที่การเตรียมคดี  อะไรที่มันไม่จริงมันต้องมีข้อพิรุธให้เราจับได้

ความเข้าใจของผู้พิพากษาในเรื่องเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญไหม
มันอยู่ที่เรานำเสนอ อยู่ที่ว่าฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยจะนำเสนออย่างไร คดีนี้โชคดีกว่าคดีอื่นตรงที่ศาลอนุญาตให้เรานำสืบได้ทุกขั้นตอน สามารถเอาคอมพิวเตอร์ไปฉายโปรเจ๊กเตอร์ได้ สาธิตการเกิดไฟล์ได้

อันนี้ควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ทำไมใช้คำว่า “โชคดี”
ก็มันโชคดี เข้าใจว่าคดีอื่นไม่ได้

การยกฟ้องครั้งนี้น่าจะทำให้คดีในลักษณะนี้ที่มีอยู่เรื่อยๆ ไหลมาที่ทนาย หนักใจหรือไม่
ตราบใดที่กระบวนการการดำเนินคดีของมาตรา 112 ยังเป็นแบบนี้ ผมไม่อยากทำ คือเป็นกระบวนการกล่าวหาแล้วก็ห้ามประกันตัว มันเครียดและอึดอัด
ผมว่าเอาคดีนี้เป็นตัวอย่าง เป็น case study  ทนายไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่มาทำคดีลักษณะนี้ให้ดูลักษณะการเตรียมคดีหรือสืบ พยานในคดีนี้ แต่ละคดีไม่เหมือนกัน แต่อาจดูแนวทางการนำสืบหรือการหักล้าง น่าจะเป็นแนวทางการต่อสู้ของคนที่เจอชะตากรรมเดียวกับสุรภักดิ์ได้

คนที่ไม่ได้นั่งฟังอาจไม่เห็นว่าแนวทางเป็นยังไง เช่น เป็นคดีคอมพิวเตอร์ที่ถามน้อยที่สุเท่าที่เคยเห็นมา
ผมว่าผมถามไม่น้อยนะ ให้ดูเรื่องคำถามที่ถามก็ได้ ผมเอาให้เข้าประเด็นทั้งหมด ไม่ต้องถามอะไรนอกเหนือไปมาก มีพยานปากหนึ่งผมไม่ถามเลยเพราะไม่เกี่ยวกับคดี ถ้าเราสามารถหักล้างพยานโจทก์ได้หมด ศาลก็คงไม่เขียนคำพิพากษาไปเป็นอย่างอื่น ผมพยายามปิดช่องว่าง คดีอากงผมเห็นแล้วว่าถ้าเราอุดไม่เต็มศาลก็สามารถไปออกตรงนั้นได้ วันนี้ถ้าเราสามารถเตรียมคดีดีๆ ปิดทุกช่องทาง คนที่นั่งฟังกระบวนพิจารณาตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายก็สามารถเชื่อได้โดย ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

เรื่องเนื้อหาที่ถูกกล่าวหา ถ้าคดีนี้สู้ได้จะสู้ไหม
สู้ ต้องสู้ทุกประเด็น แต่ผมดูแล้ว วันแรกที่เจอสุรภักดิ์ที่เรือนจำ ผมบอกกับเขาว่าผมไม่ได้สู้เรื่องมาตรา 112 ผมสู้เรื่องคอมพิวเตอร์

พอผลของคดีนี้ออกมา แสดงว่าความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าคดีนี้ยังไงก็ไม่มีทางชนะนั้นอาจไม่ใช่แล้ว
ใช่ คดีนี้ผมรับปากกับแม่เขา ผมยังไม่รู้เลยว่าเขาฟ้องอะไรบ้าง ข้อหากี่กระทง แต่รู้อย่างเดียวว่าจำเลยเขามีสิทธิมีทนาย โดยส่วนตัวของผมเห็นว่าปัญหาของมาตรา 112 ปัญหามันอยู่ที่การนำเอามาตรานี้มาใช้กับประชาชน คือ กระบวนการนำมาใช้ที่เป็นปัญหา โดยส่วนตัวผมไม่ได้คิดโต้แย้งอะไรกับตัวกฎหมาย แต่ติดตรงการนำมาใช้ ยกตัวอย่าง คดีสุรภักดิ์ ใครก็ไม่รู้มากล่าวหาลอยๆ แล้วเขาก็ติดคุกปีกว่า บางคนโชคดีได้ประกันตัว บางคนก็ไม่ได้โชคดีอย่างนั้น
สุรภักดิ์เองก็เจอแรงกดดัน ถูกกล่อมให้รับสารภาพ เพราะคนเชื่อว่าสู้ไม่ได้ มีหลายคนจำยอมต้องรับสารภาพเพราะคาดหวังว่าจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ได้รับโทษน้อยลง นี่คือปัญหาของเรื่องกระบวนการ อันที่จริงคดีนี้ต้องได้รับการพิสูจน์ว่าเขาทำผิดจริงหรือเปล่า

ได้ค่าตอบแทนสูงไหม
ก็ไม่รู้จะเบิกที่ใคร (หัวเราะ) คือ ในระหว่างการต่อสู้คดี จริงๆ เราก็อยากได้เงิน แต่คดีนี้มันมาจากความเต็มใจของผมเองและสิ่งที่ได้มาทดแทน ได้มาจากพรรคพวกพี่น้องเสื้อแดงด้วยกัน มันอบอุ่น ให้กำลังใจตลอด เราได้สิ่งนั้นมาทดแทนเรื่องค่าตอบแทน

ยกฟ้อง! คดีโปรแกรมเมอร์ถูกกล่าวหาโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท



31 ต.ค.55 เวลาประมาณ 9.50 น. ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา รัชดา ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.4857/2554 ที่นายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 112 และ มาตรา 3, 14, 17 โดยศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ฟ้องหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรค 2
(อ่านคำพิพากษาฉบับย่อด้านล่าง)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ได้แก่ ผู้พิพากษาณรงค์เดช นวลมณี ผู้พิพากษาสุรพล โตศักดิ์ และผู้พิพากษาอิสริยา ยงพาณิชย์ ส่วนบรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้มีผู้เข้าร่วมฟังคำพิพากษาจนเต็มห้อง ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ขณะที่เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ประกาศว่าผู้สื่อข่าวสามารถรับคำพิพากษาฉบับ ย่อได้ที่สำนักเลขานุการศาลอาญา
หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาสุรภักดิ์มีอาการยิ้มแย้มและเข้าสวมกอด มารดาก่อนจะถูกคุมตัวไปยังเรือนจำ และคาดว่าเขาจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯในช่วงเย็นวันนี้
สุรภักดิ์กล่าวในภายหลังว่า การประกันตัวเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่มาตราในรัฐธรรมนูญกลับกับมีค่าไม่เท่ากัน การไม่ได้รับการประกันตัวทำให้เขามีความยากลำบากในการต่อสู้คดีอย่างมาก ต้องอยู่ในเรือนจำเกือบ 1 ปี 2 เดือน ทำให้สูญเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการงาน ครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจเยียวยาได้ รัฐไทยมีงบประมาณปกป้ององค์กรต่างๆ มากมายแต่กลับไม่มีการปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์
ธิติพงษ์ ศรีแสน ทนายความของสุภักดิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าคดีอะไรก็ตาม ถ้าจำเลยต้องติดคุกในระหว่างพิจารณาคดีจะทำให้จำเลยเสียเปรียบ โดยเฉพาะกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา และคดีลักษณะนี้เป็นเรื่องทางเทคนิคซับซ้อน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราควรพูดกันมากกว่าสิทธิการประกันตัวตามที่รัฐธรรมนูญรับรองซึ่งพูด กันมามากแล้ว ก็คือ อำนาจของการไม่ให้ประกันของแต่ละส่วนว่ามีอำนาจแค่ไหน หากเราวางระบบให้ดี ก็จะปิดช่องการใช้ดุลยพินิจที่อาจละเมิดสิทธิประชาชนได้

ส่วน กรณีว่าหากศาลยกฟ้องแล้วจำเลยจะได้ค่าชดเชยการถูกคุมตัวในเรือนจำหรือไม่ นั้น กรณีนี้สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ไม่น่าจะเข้าข่าย เนื่องจาก ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มาตรา 20 บัญญัติว่า จำเลยที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ต้องค่าชด เชยดังกล่าวจะให้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขหลัก ๆ คือ (1) เป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ (2) ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี และ (3) ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดี หรือปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
สาวตรีระบุต่อว่า หากศาลพิพากษาแค่เพียงยกประโยชน์แห่งความสงสัย คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา" จะใช้และตีความบทบัญญัตินี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (3) ว่า ต้องเป็นกรณีที่ศาลตัดสินโดยชัดเจนเท่านั้นว่า "จำเลยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด" หรือ "การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด" คือ มีเหตุยกเว้นความผิดนั่นเอง จึงจะจ่ายค่าทดแทนให้ หากศาลพิพากษาแค่เพียงว่า "ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย" คณะกรรมการฯ จะไม่จ่ายค่าทดแทนให้


คำพิพากษาย่อ

(จัดย่อหน้าและทำตัวเน้นโดยประชาไท)
คดีหมายเลขดำที่ อ.๔๘๕๗/๒๕๕๔
  คดีหมายเลขแดงที่
ศาลอาญา
วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด                      โจทก์
            ระหว่าง
                        นายสุรศักดิ์หรือสุรภักดิ์ ภูไชยแสงหรือภูไชยแสนหรือภูไชแสง จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสร้างอีเมล์ส่วนตัวชื่อ dorkao@hotmail.com และใช้งานในลักษณะเป็นเจ้าของแล้วใช้อีเมล์ดังกล่าวสร้างบัญชีผู้ใช้ (โปรไฟล์) ในเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก (Facebook) ชื่อ “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” ขึ้น และจำเลยได้เขียนข้อความอันเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ แล้วนำข้อความดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็น เท็จ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๑, ๑๑๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓, ๑๔, ๑๗ ริบของกลาง
            จำเลยให้การปฏิเสธ
            พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยมีที่อยู่อีเมล์ของ dorkao@hotmail.com และรหัสผ่านเฟซบุ๊ก “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” ที่ลงทะเบียนไว้ในระบบแต่อย่างใด ทั้งได้ความว่ารหัสผ่านที่จำเลยเขียนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นรหัสผ่านสำหรับ ใช้เปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของจำเลยเท่านั้น และเป็นรหัสผ่านเดียวกันกับที่อยู่อีเมล์และเฟซบุ๊กในชื่อ surapach_phuchaisang@hotmail.com ของจำเลยเอง ซึ่งตามปกติแล้วผู้เป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้ย่อมต้องปกปิดรหัสสำหรับผ่านเข้า สู่ระบบอีเมล์หรือเฟซบุ๊กเป็นความลับเพื่อไม่ให้คนอื่นเข้าถึงข้อมูลของตน ได้ แต่ปรากฏว่าหลังจับกุมจำเลยและควบคุมตัวไว้นั้น ยังมีบุคคลอื่นเข้าใช้งานอีเมล์ dorkao@hotmail.comอยู่อีก
             ที่โจทก์นำสืบว่ารหัสอีเมล์แอดเดรสอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของบุคคลใดและอี เมล์แอดเดรสนั้นมีการใช้เฟซบุ๊กจะสามารถบอกได้ว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของ เฟซบุ๊กก็เพียงเป็นความเข้าใจของพยานโจทก์เท่านั้น โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น ซึ่งจากการตรวจแฟ้มข้อมูลบันทึกประวัติการเข้าใช้งานไปรษณีย์อีเล็กทรอนิกส์ InboxLight[2].htm ระบุถึงชื่อ dorkao@hotmail.com และประวัติการเข้าใช้เว็บไซด์เฟซบุ๊ก home[1].htm ซึ่งระบุถึงชื่อโปรไฟล์ “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” พบว่ามีบันทึกอยู่ในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของจำเลยที่ยึดเป็นของกลางอย่างละ ๑ รายการ โดยพบประวัติการใช้อีเมล์และเฟซบุ๊กในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๔ และ ๘ มกราคม ๒๕๕๔ ตามลำดับ ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนวันเวลาที่มีการเขียนข้อความตามที่โจทก์ฟ้องนานหลาย เดือน หากมีการใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของกลางเขียนข้อความตามที่โจทก์ฟ้องจริงก็ น่าจะตรวจพบประวัติการใช้ในช่วงวันเวลาดังกล่าวบ้าง แต่กลับตรวจไม่พบประวัติการใช้แต่อย่างใด และไม่พบความเชื่อมโยงระหว่าง อีเมล์แอดเดรส dorkao@hotmail.com กับเจ้าของเฟซบุ๊ก “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร”
             นอกจากนี้ข้อมูลที่แสดงรายละเอียดหัสต้นฉบับยังสามารถคัดลอกจากเครื่อง คอมพิวเตอร์อื่นได้โดยใช้เวลาไม่ถึง ๑ วินาที ซึ่งประการนี้จำเลยได้นำสืบต่อสู้ว่าแฟ้มข้อมูลและรหัสต้นฉบับตาม ที่ตรวจพบนั้นเป็นแฟ้มที่ไม่อาจพบอยู่ในพื้นที่จัดเก็บข้อมูลปกติ และไม่ได้เกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ต แต่ถูกทำขึ้นแล้วนำไปวางไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง และคุณสมบัติด้านเวลาของแฟ้มมีความผิดปกติ โดยระหว่างสืบพยานจำเลยได้แสดงวิธีคัดลองแฟ้มให้ดู ผลปรากฏว่าสามารถกระทำได้จริง เมื่อพิจารณารายงานการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์ของกลางโดยละเอียดแล้ว พบว่า มีความผิดปกติหลายประการดังที่จำเลยนำสืบจริง
               และเนื่องจากข้อมูลลักษณะดังกล่าวอาจถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ดังนั้นในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อมูลคอมพิวเตอร์จึง ต้องพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของลักษณะหรือวิธีการที่ใช้สร้าง การเก็บรักษา ความครบถ้วน ซึ่งต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความ ลักษณะหรือวิธีการที่ใช้ในการระบุหรือแสดงตัวผู้ส่งข้อมูล รวมทั้งพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางการเก็บรักษาพยานหลักฐานทางคอมพิวเตอร์ที่ต้อง พยายามรักษาข้อมูลต้นฉบับไว้ เพราะการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละครั้งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดย อัตโนมัติ ข้อมูลอาจถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย แต่ปรากฏว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวและยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของจำเลยไว้แล้ว กลับมีผู้เปิดใช้งานคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของกลางใน วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๒๐.๑๓.๔๔ นาฬิกา และวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๒๑.๑๒.๐๗ นาฬิกา ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะถูกส่งไปให้ว่าที่พันตำรวจตรีนิติทำการตรวจพิสูจน์ อันอาจเป็นช่องทางให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คของกลางได้ง่าย จึงทำให้ข้อมูลที่ได้จากการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของกลางมีข้อบกพร่องกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ยังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่า ข้อมูลการใช้อีเมล์ dorkao@hotmail.com และเฟซบุ๊ก “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” เกิดขึ้นจากการใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของจำเลย
              พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง

              พิพากษายกฟ้อง


*มีการเพิ่มเติมเนื้อหาเวลา 18.15 น. (31 ต.ค.55)

ความตายของ "นวมทอง ไพรวัลย์" ทำให้หลายคน "ตาสว่าง"

ที่มา thaifreenews





ร่วมรำลึก 31 ต.ค. กับการจากไป
ของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ผ่านงานเขียน 

นักเขียนหนุ่มไฟแรง เชตวัน เตือประโคน

จากนักศึกษาเกษตรศาสตร์ ภาควิชากีฏวิทยา 
เชตวันหักเหเส้นทางเดินชีวิตของตัวเอง
สู่ถนนแห่งวรรณกรรม 
โดยที่เจ้าตัวเองยอมรับอย่างเต็มหัวใจว่า 
เลือกเดินในเส้นทางนี้เพราะความรัก 
ความชอบ โดยแท้ 
และนั่นเป็นแรงผลักให้เขาฝึกฝนตนเอง 
หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานเขียน
เพื่อสนองตอบความต้องการของตัวเอง



ทหารเกณฑ์คนจน กับ แรงบันดานใจงานเขียน

แรงบันดานใจกับการจากไปของ นวมทอง ไพรวัลย์ 
คนขับรถแท็กซี่ ขับชนรถถังในวันรัฐประหาร 19 ก.ย.2549
ทำให้เกิดงานเขียน ความตายของ "นวมทอง ไพรวัลย์"
คอลัมน์ แรงบันดาลคน


โดย เชตวัน เตือประโคน







6 ปีที่แล้ว ผมอยู่ในชุดทหาร กำลังเดินทางเข้ากรุงเทพฯ





"ฝึกอีกแล้วหนอเรา ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ครูเขาสั่งให้ทำ 
จำต้องก้มหน้าทน...

"เรา เป็นเพียงทหารเกณฑ์คนจน 
ใช่ลูกนายพัน ใช่หลานนายพล โถเราแค่พล ทหาร..."

ดังนั้น เมื่อได้พักเช่นนี้ ก็ย่อมต้องรีบหาความสุขให้กับตนเองทันที

แต่ความสุข มักจะอยู่กับเราไม่นาน และคราวนี้มันกะทันหันมาก

"ทหารเกณฑ์คนจนถูกเรียกตัวกลับค่ายด่วน 
ตามคำสั่งคณะรัฐประหาร"

รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะการถูกเรียกตัวกลับ 
แต่เสียใจที่ประเทศชาติยังใช้วิธีการนี้ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองอยู่ 

และที่ยิ่งเศร้าสลดมากขึ้นอีก คือการที่คนจำนวนหนึ่ง
เห็นดีเห็นงามกับการทำรัฐประหารในครั้งนี้ 

ดอกไม้ที่พวกเขานำไปหยิบยื่นให้กลุ่มทหาร 
เป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขาชื่นชมวิธีการใช้อำนาจ 
"เผด็จการ" เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่อาจจัดการได้แบบทันท่วงที 
และเพื่อต้องการจัดการบุคคลเพียงคนเดียว
 จึงขอสนับสนุนวิธีการนี้

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 31/10/55 ไฟไม่แรง..แต่ควันเยอะ

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




อันว่าไฟ..ไม่แรงแน่ แต่ควันเยอะ
ดูเหมือนเลอะ แต่ความจริง ยิ่งกว่านั้น
ม็อบขนตูด หวังจุดติด คิดฟาดฟัน
มันมุ่งมั่น เพื่อสิ่งหวัง ตามตั้งธง....

ทนไม่ไหว ชักดิ้นชักงอ แล้วก่อม็อบ
ผิดเป็นชอบ โหมเพ้อคลั่ง ดั่งประสงค์
สนามฟาย หรือม้า อย่าพึ่งงง
เสียงเห่าโฮ่ง เอ๊ะ..ยังไง ดูไม่ทัน....

อีกม็อบหนึ่ง อยู่ใกล้ๆ ใช่ใครอื่น
เตรียมหยิบยื่น ก่อเงื่อนไข ไม่สร้างสรรค์
"ไม่ได้ดั่งใจ" ม็อบผิดหวัง ดั่งรู้กัน
เตรียมห้ำหั่น แล้วเร่งรุด เพื่อจุดไฟ....

เอายังไง ดีหนา ท่านนายกฯ
คิดไม่ตก มันท้อแท้ แก้ไม่ไหว
จากปูหนึ่ง ถึงปูสาม ลุกลามไป
พอขัดใจ ก็เกรี้ยวกราด อนาถคน....

สามัคคี คือพลัง หัดฟัง-คิด
ยามวิกฤติ ร่วมฟันฝ่า อย่าสับสน
ทางข้างหน้า ยังยุ่งยาก มากเล่ห์กล
อย่าเวียนวน คอยซ่อนเร้น เห็นแก่ตัว....

๓ บลา / ๓๑ ต.ค.๕๕

รำลึก 6 ปี นวมทอง ไพรวัลย์ หนึ่งชีวิตต้านรัฐประหารเพื่อหลายล้านตื่น

ที่มา Thai E-News

 โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

เชิญนำดอกไม้ พวงมาลา
ร่วมวางรำลึกอุดมการณ์ประชาธิปไตย "นวมทอง ไพรวัลย์"
วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม 2555 (วันที่ลุงนวมทองเสียชีวิต)
9 โมงเช้า ณ สะพานลอยหน้าไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต
5 โมงเย็น ณ อนุสรณ์สถาน14ตุลา แยกคอกวัว 
กิจกรรม ถ้อยคำรำลึก บทกวี ดนตรี ฯลฯ 
สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ จ.เจตน์ ชินวัฒน์ หาบุญพาด ฮาเมอร์ ซาลวาลา ไม้หนึ่ง ก.กุนที อ้น ชัยนรินทร์ วาดดาว สุดา รังกุพันธุ์ ตุ้ม เสือดาว พริมเรด กลุ่มกวีราษฎร์ และทีมสร้างภาพยนตร์ นวมทอง ไพรวัลย์
สอบถาม ลูกตาล 089-5007232 เจน 081-5517017
 

เพลง "นวมทอง ไพรวัลย์" 

ที่มา Youtube เพลง "นวมทอง ไพรวัลย์"
เผยแพร่ 7 พฤษภาคม 2554

 เพลง "นวมทอง ไพรวัลย์" นี่เป็น 1 ใน 3 เพลง ที่ศิลปินชาวเชียงใหม่ ได้ออกผลงานชื่ออัลบั้ม กิโยติน The Symbol of Revolution โดยประกอบด้วยเพลง 3 เพลงคือ
1. กิโยติน : http://www.youtube.com/watch?v=0Twol-8HRhg
2. นวมทอง ไพรวัลย์ : http://www.youtube.com/watch?v=aJiwVBfohaY
3. มือที่มองไม่เห็น : http://www.youtube.com/watch?v=NIM7n36K-fM

และผลงานล่าสุด เพลง ปีศาจ : http://www.youtube.com/watch?v=r-ssiTygSLc



เพลง The Last Letter (นวมทอง ไพรวัลย์) 

ที่มา Youtube เพลง The Last Letter (นวมทอง ไพรวัลย์) 
เผยแพร่ 30 ตุลาคม 2555

แต่งโดย วิศรุต บุญญา
ขับร้องโดย ป๋าจอมตั๊ป 


Nithiwat Wannasiri


เพลง The last letter
คำร้อง/ทำนอง วิศรุต บุญญา(ขุนแก้ว รอ ริน&มิตรสหาย)
ขับร้อง นิธิวัต วรรณศิริ

...เพียงจดหมายทิ้งฝากไว้ หลังความตายที่หยัดยืน ร่างไม่อาจปลุกให้ฟืนตื่น แต่วิญญาณยังปลุกคน

...เพียงคนไม่ลืมหาย หัวใจไม่ลืมเลือน ความทรงจำยังย้ำเตือน เช่นเสมือน วีรชน
...เปลวไฟที่ไหม้ผลาญ แหลกราญสิทธิ์เสรี เผด็จการมันบัดสี คนดีต้องมอดมลาย
...ความจริงใช่เลือนหาย ความตายใช่สิ้นค่า คนใช่อยู่ค้ำฟ้า มองหา ปรารถนาสิ่งใดกัน
...บ้านเมืองจะดิ่งลงเหว คนเลวยิ้มกระหยิ่มใจ ย่ำยีประชาธิปไตย ทำลายด้วยปลายกระบอกปืน
...อีกกี่สิบร้อยพันครั้งที่จะหยุดยั้งวงจรอุบาทว์
อำนาจเป็นของประชาชน อำนาจมันของประชาชน
ตะโกนร้องด้วยความตาย เพียงหวังคนไทยจะได้ยิน
...เพียงจดหมายทิ้งฝากไว้ หลังความตายที่หยัดยืน ยังคงปลุก ให้คนตื่น ลุกยืนต่อสู้กันต่อไป แต่เสียงคนอยู่ข้างหลัง ร้องดังปานจะขาดใจ เสาหลัก(นวมทอง)ต้องตายไป ใต้เงาเผด็จการ

สืบทอดเจตนารมณ์ “นวมทอง ไพรวัลย์” และภาระกิจต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด

ที่มา Thai E-News



โดย เปลวเทียน  ส่องทาง
สำหรับคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์ของสามัญชนที่ชื่อ นวมทอง ไพรวัลย์” ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย
คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) 
โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน
ก่อนหน้านั้น  เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้รับบาดเจ็บสาหัส

นวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพกระทำอัตวินิบาตรกรรม เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหมายสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความอัปยศอัปลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร

นวมทอง ไพรวัลย์ จึงเป็นสัญญลักษ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ปรารถนาถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่มี “เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ” ไม่ต่างไปจากความใฝ่ฝันของคณะราษฎร เมื่อปี2475 แต่อย่างใดเลย

อย่างไรก็ตาม    สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความขัดแย้ง ระหว่าง ฝ่ายอำนาจอำมาตยาธิปไตย” กับ ฝ่ายพลังประชาธิปไตย” ก็ยังไม่จบสิ้น นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากปัญหารากเหง้าของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจาก “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” โดย อำมาตยาธิปไตย” และเพื่ออำมาตยาธิปไตย

แม้ว่า ภายหลังจากการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่จบสิ้น เนื่องด้วยมีการเคลื่อนไหวของ “ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย” เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีขึ้นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน รวมทั้งรัฐบาลพลเรือนก็ยังไม่สามารถควบคุมกองทัพได้โดยตรงเนื่องจากมีพรบ.กลาโหมเป็นอุปสรรคขัดขวาง

ขณะเดียวกัน คณะนิติราษฎร์” ได้มีข้อเสนอเพื่อแก้ไขผลพวงของการรัฐประหาร ปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ต้องแก้ไขมาตรา 112 เพื่อสอดคล้องกับหลักการความยุติธรรมและระบอบประชาธิปไตยดั่งอารยะประเทศ ซึ่งรวมทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย เพื่อมิให้เกิดกรณีเช่น อากง”  “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” “สุรชัย แซ่ด่าน” และอีกหลายคน  จึงต้องยึดหลักนิติรัฐคู่กับนิติธรรม มิใช่ปล่อยให้บุคคลใดฟ้องร้องกล่าวโทษก็ได้ ควรกำหนดโทษให้เหมาะสมกับสิทธิ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์มิใช่ยุคป่าเถื่อนอีกแล้ว  รวมทั้งเพื่อมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายผู้รักชาติรักประชาธิปไตยเหมือนเช่นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา    ตลอดทั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

ดังนั้น   ภาระกิจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนยังไม่เสร็จสิ้น   ผู้เขียนมีข้อเสนอดังนี้
1.ปล่อยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมคุมขังทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข และต้องให้สิทธิประกันผู้ต้องขัง ตามหลักการสิทธิมนุษยชนที่กระบวนการยุติธรรมพึงมีดั่งอารยะประเทศ   เช่น  กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข” “สุรชัย แซ่ด่าน” และอีกหลายคนทั้งหมด เพราะพวกเขามิใช่อาชญากร เพียงแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และพวกเขาถูกใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง

2.นำคนสั่งฆ่าสังหารประชาชนในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคมและเพื่อมิให้ฆาตรกรลอยนวล” เหมือนเช่นที่ผ่านมาตลอดอีกทั้งเพื่อทำความจริงให้ปรากฎ มิใช่ปรองดองอย่างไร้ความยุติธรรม

3.รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องแก้ไขพรบ.กลาโหม และดำเนินการปฏิรูปกองทัพให้เป็นประชาธิปไตยสอดรับกับยุคสมัยสันติภาพเพื่อนไร้พรมแดน พร้อมกับลดงบประมาณให้เหมาะสม

4.ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ รวมทั้งข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหารากเหง้าทั้งมวลของปัญหาการเมืองไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นภาระกิจที่รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนินกระบวนการต่างๆตามกลไกรัฐสภา ให้บรรลุเป็นรูปธรรม

5.ขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550  โดยมีหลักการสำคัญของ ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” “อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน” “เคารพสิทธิเสรีภาพและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” คือรูปธรรมต้องลดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยเฉพาะอำนาจขององคมนตรี กองทัพและกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมและสร้างเงื่อนไขให้สถาบันพรรคการเมืองพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งส่งเสริมสิทธิพื้นฐานของสถาบันต่างๆ เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรเกษตรกรและอื่นๆด้วยเช่นกัน

6. ขอเรียกร้องให้ฝ่ายนิยมอำมาตยาธิปไตย ยอมรับกติกาประชาธิปไตย ตาม หลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง คนเท่ากัน เสียงส่วนน้อยต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อยตามหลักอารยะประเทศประชาธิปไตย ก่อนที่ความขัดแย้ง ความเกลียดชังจะนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมไทยอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น
**********
นวมทองรำลึก:กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตยขอเชิญชวนนำดอกไม้ พวงมาลาร่วมวางรำลึกอุดมการณ์ ประชาธิปไตยในวันครบรอบ 6 ปี กับการจากไปของ "นวมทอง ไพรวัลย์" วันพุธที่ 31 ตุลาคม 2555 เวลา 9 โมงเช้าที่สะพานลอยไทยรัฐ ถ.วิภาวดี-รังสิต และเวลา 5 โมงเย็น พบกันในงาน ถ้อยคำรำลึก วัน "นวมทอง ไพรวัลย์" ดนตรี กวี และการบอกเล่าเรื่องราวของรูปปั้น ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 089-5007232 / 081-5517017




รำลึกลุงนวมทอง


source : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=31-10-2007&group=22&gblog=20

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษ '2 นปช.' เหลือคุก 9 ปี 4 เดือน

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 31 ตุลาคม 2555 >>>






ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษ"2 แนวร่วม นปช."คุกเหลือ 9 ปี 4 เดือน - ปรับ 6,100 บาท จากโทษเดิม 11 ปี 8 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.2274/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประสงค์ มณีอินทร์ และนายโกวิทย์ แย้มประเสริฐ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนด ห้ามมิให้มีการชุมนุม ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548, พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ. 2549, พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และร่วมกันลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 335, 336
คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2553 บรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2553 จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป บริเวณที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจำเลยที่ 1-2 ขับรถกระบะโตโยต้า ไมตี้เอ็กซ์ ทะเบียน ปว-2816 กรุงเทพมหานคร โดยร่วมกันมีวัตถุระเบิดและเครื่องวิทยุคมนาคมชนิดมือถือโดยไม่ได้รับอนุญาต ไปในเมือง หมู่บ้านฯ และเข้าไปในเส้นทางที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และจำเลยทั้งสอง ยังงัดประตูร้านค้า 7-Eleven เข้าไปลักทรัพย์รวม 60 รายการ เป็นเงิน 38,251 บาท เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน และ แขวง ถ.เพชรบุรี เขตราชเทวี กทม.
โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2554 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน ฐานฝ่าฝืนประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ด้วยการทำลายสิ่งกีดกั้น, จำคุกคนละ 6 ปีฐานมีวัตถุระเบิด และปรับ 6,000 บาท ฐานมีวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต และปรับ 100 บาท ฐานพาอาวุธไปในที่สาธารณะ รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 11 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 6,100 บาท พร้อมทั้งให้ริบของกลาง ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองเบิกความยอมรับว่า เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นเวลา 2 เดือนเศษ และในช่วงที่มีการประกาศ ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในวันที่ 17 พ.ค. 2553 จำเลยทั้งสองขับรถกระบะผ่านไปยังด่านตรวจค้นแล้วเจอเจ้าหน้าที่ทหาร ตั้งด่านสกัดอยู่บริเวณ ถนนเพชรบุรี เมื่อตรวจค้นพบวัตถุระเบิด มีด ขวาน วิทยุสื่อสาร จึงถูกนำตัวมาส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ซึ่งจำเลยให้การว่าจำเลยทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง มีดและขวานพกเป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนหนังสติ๊กและระเบิดขวดจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่ในรถของจำเลย
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ตรวจค้นพบของกลางเป็นเจ้าพนักงานรัฐ ซึ่งไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อได้ว่าไม่ได้ปรักปรำจำเลย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าในการชุมนุมเจ้าหน้าที่ทหารก็ปะทะกับคนเสื้อแดงจึง เป็นพยานปฏิปักษ์กับจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่าฝ่ายจำเลยไม่มีพยานที่จะนำสืบให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่จับกุม นั้น เป็นผู้เข้าร่วมทำร้ายคนเสื้อแดงอย่างไร ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นอาสาสมัครป้องกันพลเรือนจึงพกพาวิทยุสื่อสารนั้น จำเลยก็ไม่ได้นำสืบประเด็นนี้มาก่อน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่าจำเลยพกพาวิทยุสื่อสารและ ร่วมกันพกพาอาวุธและวัตถุระเบิด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย
ส่วนการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามใช้เส้นทางตามที่ห้ามชุมนุม ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้งสองได้ขับรถยนต์ออกจากที่ชุมนุมเพื่อ เดินทางกลับบ้าน พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดข้อประกาศที่ ห้ามใช้เส้นทางบริเวณที่ชุมนุม
สำหรับข้อหาลักทรัพย์นั้น ทางนำสืบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลย ได้ตรวจค้นพบเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น เหล้า บุหรี่ บัตรเติมเงิน ฯลฯ ขณะที่นายพิมล บุญมา เจ้าของร้าน 7-Eleven ที่เกิดเหตุ ผู้เสียหาย เบิกความว่า ได้ปิดร้านตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2553 เนื่องจากมีการชุมนุม ซึ่งมีคนทุบกระจก บุกเข้าไป ภายหลังพบว่าสินค้าถูกรื้อค้นกระจัดกระจายและสูญหาย เมื่อตรวจสอบจากบาร์โค๊ดของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดมา พบว่าเป็นสินค้าจากร้าน แต่ในทางนำสืบโจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน เห็นว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปลักทรัพย์ พยานหลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ โดยพฤติการณ์ ของจำเลยฟังได้เพียงว่า ครอบครอง ทรัพย์สินของผู้เสียหายไว้จึงมีความผิดฐานรับของโจรที่ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์คนละ 5 ปี ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย
ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองฐานรับของโจร คนละ 3 ปี และให้ยกฟ้องข้อหาร่วมกันใช้ยานพาหนะฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ เข้าไปในสถานที่หวงห้าม ส่วนข้อหาอื่นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น โดยเมื่อรวมโทษจำเลยทั้งสองในความผิดอื่นแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 9 ปี 4 เดือน และปรับ 6,100 บาท

Tuesday, October 30, 2012

'แซนดี้'ไม่สิ้นฤทธิ์ ถล่มนิวยอร์กจมบาดาล

ที่มา Voice TV

 'แซนดี้'ไม่สิ้นฤทธิ์ ถล่มนิวยอร์กจมบาดาล

 อิทฤทธิ์แซนดี้ เหลือกำลัง ซัดสหรัฐฯอ่วมอรทัย CNN รายงานยอดคนตาย 11 ราย ขณะที่ตัวเลขไม่เป็นทางการพุ่งถึง 58 ศพ สูญเสียใหญ่หลวง ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดอีกครั้งในรอบ 27 ปี



วันนี้ (30 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองแอตแลนติก ซิตี รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า แม้พายุเฮอริเคนแซนดี้ จะอ่อนกำลังลง ซึ่งการก่อตัวของพายุครั้งนี้ มีอีกชื่อว่า "แฟรงเก้นสตอร์ม" หรือ "ซูเปอร์สตอร์ม" เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่รัฐนิวเจอร์ซีย์แล้ว ในวันนี้ พร้อมสร้างสถิติก่อให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ฟุต


รายงานของศูนย์เตือนภัยพายุหมุนแห่งชาติ (เอ็นเอชซี) ระบุว่า ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 07.00 น. เช้าวันที่ 30 ต.ค. ตามเวลาในไทย พายุลูกดังกล่าวเคลื่อนที่ด้วยความเร็วลมศูนย์กลาง 135 ก.ม./ชม. เข้าสู่ชายฝั่งเมืองแอตแลนติก ซิตี รัฐนิวเจอร์ซีย์ ส่งผลให้เกิดฝนตกกระหน่ำ น้ำท่วมฉับพลัน และลมกระโชกแรงจนต้นไม้หักโค่น ไล่ตั้งแต่รัฐนอร์ทแคโรไลนา ไปจนถึงรัฐเมน


นอกจากนี้ อิทธิพลรุนแรงของพายุทำให้ประชาชนในแถบตะวันออกของสหรัฐกว่า 2.8 ล้านคน ใน 11 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ประสบภาวะขาดแคลนกระแสไฟฟ้า รวมถึงมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ ในจำนวนนี้ 1 ศพพบในเขตควีนส์ ของนครนิวยอร์ก เป็นชายซึ่งเสียชีวิตจากการถูกต้นไม้ล้มทับ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ายอดรายงานผู้เสียชีวิต อย่างเป็นทางการ อ้างการรายงานจาก CNN ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯจำนวน 11 ราย ในแคนาดา 1 ราย แต่ขณะเดียวกันมีรายงานไม่เป็นทางการว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจจะถึง 58 รายแล้ว



เอ็นเอชซีประเมินด้วยว่า การที่พายุยังคงมีเคลื่อนที่ได้เร็วเท่าพายุเฮอริเคน แม้จะอ่อนกำลังลงบ้าง เกิดจากการที่ที่พายุเคลื่อนตัวเข้ารวมกับมวลอากาศเย็นในมหาสมุทร จึงอาจทำให้เกิดหิมะตกหนักได้เช่นกัน โดยรัฐเวอร์จิเนียอาจต้องเผชิญหิมะตกหนักถึง 3 ฟุต ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า มีเครนก่อสร้างในแมนฮัตตันหักเสียหาย เจ้าหน้าที่เข้าควบคุม เบื้องต้นคาดว่า อาจเกิดจากกระแสลมแรงพัด แต่ไม่พบรายงานผู้บาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว



ขณะเดียวกัน ทางการนครนิวยอร์กประกาศตัดกระแสไฟฟ้าในเขตแมนฮัตตันตอนล่าง ที่มีพลเมืองอาศัยอยู่ราว 6,500 คน เนื่องจากเริ่มมีน้ำท่วมขังในพื้นที่แล้ว พร้อมกับประกาศห้ามมิให้ประชาชนออกนอกเคหะสถานเด็ดขาด ส่วนตลาดหลักทรัพย์นครนิวยอร์กประกาศปิดทำการต่ออีก 1 วัน โดยเปิดการซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ทเท่านั้น นับเป็นการปิดทำการครั้งแรกในรอบ 27 ปี หลังพายุเฮอริเคน "กลอเรีย" ถล่มสหรัฐเมื่อปี 2528



ส่วนสายการบินชั้นนำของโลกหลายสายยังคงระงับให้บริการเที่ยวบินสู่สหรัฐ โดยเฉพาะเที่ยวบินที่มีจุดหมายปลายทางสู่ภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น บริติช แอร์เวย์ส, เวอร์จิ้น แอตแลนติก, กาตาร์ แอร์เวย์ส, เอมิเรตส์, ลุฟท์ฮันซ่า, แควนตัส และเตอร์กิช แอร์ไลน์ส, ขณะที่ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส หนึ่งในสายการบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ประกาศระงับเที่ยวบินในประเทศ 3,700 เที่ยวบิน จนถึงวันที่ 31 ต.ค. ส่วนอเมริกัน แอร์ไลน์ส และเดลต้า แอร์ไลน์ส ระงับเที่ยวบินเฉพาะทางฝั่งตะวันออกของประเทศ


ด้านประธานาธิบดีบารัค โอบามา และนายมิตต์ รอมนีย์ 2 ผู้สมัครตัวเต็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. ต่างระงับการเดินสายรณรงค์หาเสียงที่เหลือทั้งหมด โดยโอบามาเดินทางจากรัฐฟลอริดากลับไปยังทำเนียบขาว และแถลงทันทีว่า รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่าง เต็มที่ พร้อมกับขอร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และให้คำมั่นว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และจะให้ความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

ขณะที่รอมนีย์ซึ่งอยู่ที่รัฐโอไฮโอ ได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวนหนึ่งเพื่อเริ่มกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมกับเปิดรับบริจาคสิ่งของที่ศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง "วิกตอรี่ เซ็นเตอร์" ของเขาแล้ว

ส่วนการรายงานความเสียหาย เบื้องต้นคาดการณ์ว่า เหตุการณ์พายุถล่มครั้งนี้ จะทำให้เสียหายมากถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันกว่า 60 ล้านคน หรือราว 1 ใน 5 ของประเทศ.

Source : Time News Feed

30 ตุลาคม 2555 เวลา 11:33 น.

ลาว เตรียมเปิดให้บริการ 4G เร็วกว่า 3G ถึง 5 เท่า

ที่มา Voice TV

 ลาว เตรียมเปิดให้บริการ 4G เร็วกว่า 3G ถึง 5 เท่า



ลาว เตรียมเปิดให้บริการ 4G แล้ว ในเวทีการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 9 เร็วกว่าระบบ 3G ถึง 5 เท่า ชาวลาวเฮเตรียมใช้หลังจบประชุม

บ.ลาว เทเลคอมมูนิเคชั่น ได้เปิดให้บริการ 4G แล้วเมื่อวานนี้ โดยเปิดให้ใช้ในกรุงเวียงจันทร์ สำหรับการเวทีการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 9 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5-6 พ.ย.นี้ ซึ่งเร็วกว่าระบบ 3G ถึง 5 เท่า ทั้งนี้การให้บริการต่อประชาชนทั่วไปจะได้ใช้หลังจบการประชุมสัปดาห์หน้า
30 ตุลาคม 2555 เวลา 08:43 น.

เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (2): ชายาของพ่อ

ที่มา ประชาไท




พระบาทสมเด็จสุรมฤต และพระนางกุสุมะ นารีรัตน์ ในพิธีราชาภิเษก ปี พ.ศ.2498
กษัตริย์สีหนุ กับพระบิดาและพระมารดา

หลังจากที่เจ้ารณฤทธิ์ประสูติ มารดาของท่านได้อำลาจากที่พำนักบนถนนสุธารถไปใช้ชีวิตอยู่ในเมือง สนมคนงามวัย 22 ปี ผู้จดทะเบียนสมรสกับกษัตริย์สีหนุ ในปี 2485 ไม่ได้รับการเหลียวแลจากสามีที่หันไปหลงใหลสตรีอื่น
ในที่สุด เนียก โมเนียง พัต กันฮอล มารดาของเจ้ารณฤทธิ์ตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์กับกษัตริย์สีหนุ และแต่งงานใหม่กับนายทหารชื่อจาบ ฮวด (Chap Huot) ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 5 คน ลูก 4 คนของทั้งสองตายในช่วงการยึดครองของเขมรแดง ลูกคนเดียวที่เหลือรอดชีวิตมาได้คือ จาบ เนลีวอล (Chap Nhalyvoul)  ส่วนพัต กันฮอลเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในปี พ.ศ.2512 ในวัย 49 ปี ร่างของเธอถูกฝังไว้ที่กรุงพนมเปญ จาบ ฮวด สามีใหม่ของเธอตายในปีต่อมาในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดก่อนที่กษัตริย์สีหนุจะ ถูกโค่นราชอำนาจในปีเดียวกัน
จาบ เนลีวอล น้องชายต่างบิดาของเจ้าชายรณฤทธิ์ เกิดในปี พ.ศ.2495 ตอนที่สูญเสียทั้งบิดามารดานั้นเขายังอยู่ในช่วงเป็นวัยรุ่น เนลีวอลได้รับการศึกษาในฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเจ้ารณฤทธิ์  และได้เข้าร่วมในการต่อต้านการปกครองของระบอบเฮง สัมริน ที่สนับสนุนเวียดนาม  หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2541 เนลีวอลได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมเรียบ เขาเล่าให้ Harish C. Mehta ผู้เขียนหนังสือ “Warrior Prince” ฟังว่าในช่วงเวลานั้น “เสียมเรียบของเรากำลังคืนกลับมาสู่ความมีชีวิตชีวา มีนักท่องเที่ยวหลายพันคนแห่กันมาดูซากปรักหักพังของนครวัด”
เมื่อเติบโตและหันไปมองย้อนอดีตความสัมพันธ์ระหว่างบิดาและมารดา  เจ้ารณฤทธิ์พบว่ามีเหตุผลมากมายที่กษัตริย์สีหนุจะไม่สนใจที่เหนี่ยวรั้ง มารดาของท่านไว้ในฐานะพระสนมของพระเจ้าแผ่นดินอีกต่อไป
“โอ! ถ้าคุณมีภรรยา 6 คนนี่ มีเหตุผลมากพอทีเดียว...มีคนบอกกับข้าพเจ้าว่าพ่อมีเหตุผลมากพอทีเดียว และท่านมีภรรยาแค่ 6 คน เพราะปู่ของข้าพเจ้ามีสนมตั้ง 360 คน มีเวลาว่างแค่ 5 วันในหนึ่งปี”
พระคลังหลวงตั้งงบประมาณไว้สำหรับค่าใช้จ่ายและการเลี้ยงดูชายาและสนมรวม ทั้งโอรสและธิดาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นภาระที่หนักมากของพระคลัง
กษัตริย์สีหนุมีชายาและสนม 6 คน และมีโอรสธิดารวม 14 คน
ชายาที่ให้กำเนิดโอรสและธิดากับกษัตริย์สีหนุมากที่สุด คือ เจ้าหญิงพงสานมุนี ผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าน้าของพระองค์ด้วย ทั้งสองสมรสกันปี 2485 และหย่าขาดจากกันปี 2494 มีโอรสธิดาด้วยกันรวม 7 คน เจ้าหญิงพงสานมุนี สิ้นในปี พ.ศ.2517
พระญาติอีกสองท่านที่กลายมาเป็นชายาของกษัตริย์สีหนุ คือ เจ้าหญิงมุนีเกสร (Princess Monikessan) และเจ้าหญิงถาเวท นรลักษณ์ (Norodom Thavet Norleak) เจ้าหญิงนรลักษณ์ได้หย่ากับเจ้านโรดม วกรีวรรณ (Norodom Vakrivan) ในปี พ.ศ.2488 และเสกสมรสกับกษัตริย์สีหนุในปีต่อมา
ความทรงจำในวัยเด็กของเจ้ารณฤทธิ์ต่อบรรดาชายาและพระสนมของพระบิดา คือ
“ต่างคนต่างอยู่ ไม่สมาคมกัน ข้าพเจ้าไม่เคยพบเจ้าหญิงมุนีเกสร เพราะท่านสิ้นตอนที่นรธีโป (Naradipo) เกิดเมื่อปี พ.ศ.2489 ข้าพเจ้ารู้สึกใกล้ชิดกับภรรยาของพ่อทุกคน ซึ่งทุกคนเมตตาข้าพเจ้ามาก เป็นความโชคดีของข้าพเจ้า”
ส่วนความสัมพันธ์ในระหว่างพี่น้องร่วมพระบิดา คือ เจ้าชายนรทีโป เจ้าชายจักรพงศ์ (Prince Chakkrapong)  เจ้าหญิงอรุณรัศมี  (Princess Arunrasmey) และเจ้าหญิงสุชาตา (Princess Suchata) นั้น เจ้าชายรณฤทธิ์เล่าว่า
“ตอนเป็นเด็ก พวกเราพบกันบ่อย  ข้าพเจ้าสนิทกับอรุณรัศมีและสุชาตามาก เราโตมาด้วยกัน เพราะตอนที่พ่อพาหม่อมมุนีวรรณ (Princess Mam Manivann) ซึ่งเป็นมารดาของทั้งสองคนมาจากลาวนั้น พ่อเอาหม่อมมาฝากไว้ในความดูแลของเจ้าย่า”
ในปี พ.ศ.2544 ที่กษัตริย์สีหนุและพระราชินีโมนิกประทับอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้น ชายาอีกท่าน คือ เจ้าหญิงถาเวท นรลักษณ์ อยู่ที่ฝรั่งเศสด้วย    แต่ท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงมีเพียงราชินีโมนิกที่อยู่เคียงข้างกษัตริย์สีหนุตลอดเวลา  เจ้าชายรณฤทธิ์เล่าว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามคนนั้นราบรื่น  เจ้าหญิงนรลักษณ์ ยังคงติดต่อกับสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ ทั้งสองเขียนจดหมายถึงกันตลอดช่วง 30 ปีนับตั้งแต่กษัตริย์สีหนุถูกยึดอำนาจเมื่อปี พ.ศ.2517 ข้าราชบริพารใกล้ชิดของกษัตริย์สีหนุ เล่าว่า
“เจ้าหญิงนรลักษณ์ส่งของขวัญวันเกิดและใน วาระพิเศษอื่นๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ของกัมพูชา มาถวายสมเด็จนโรดม สีหนุ อยู่เสมอ และพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงส่งของขวัญวันเกิดและเงินไปให้อดีตชายาอยู่เสมอเช่น กัน”
ส่วนราชินีโมนิกนั้นเปิดพระทัยกว้างและไม่เคยขัดขวางการติดต่อทางจดหมาย ระหว่างกษัตริย์สีหนุและอดีตชายา บางครั้งพระนางยังได้เขียนข้อความต่อท้ายและร่วมลงพระนามในจดหมายที่สมเด็จ เจ้านโรดม สีหนุ เขียนถึงเจ้าหญิงนรลักษณ์ด้วย
ราชินีโมนิก เกิดในปี พ.ศ.2479 เป็นสาวงามที่โดดเด่นอยู่ในสังคมพนมเปญด้วยความงามจากสายเลือดผสมอิตา เลี่ยน-ฝรั่งเศส (Franco-Italian) ของบิดา Francois Izzi และเลือดผสมเขมร-เวียดนาม ของมารดา ปอมมี เป็ง (Pomme Peang) ความงามเจิดจรัสจับตาในวัยสาวของพระนางโมนิกทำให้กษัตริย์แห่งกัมพูชาคลั่ง ไคล้หลงใหลนับแต่แรกพบ
บรรยากาศในพระราชวังนั้นเต็มไปด้วยพิธีรีตอง การเข้าเฝ้าของบรรดาโอรสธิดาจะต้องได้รับพระราชทานอนุญาตจากกษัตริย์สีหนุ ก่อน พระบิดามักโปรดให้โอรสธิดาร่วมเสวยพระกายาหารกลางวันและมื้อค่ำ และมักจะทรงเล่นแซกโซโฟนให้ลูกๆ ฟัง  สมเด็จนโรดม สีหนุไม่โปรดอาหารเขมร  พระองค์ทรงโปรดอาหารฝรั่งเศส และอาหารบนโต๊ะเสวยจะเป็นอาหารฝรั่งเศสทั้งหมด  เจ้ารณฤทธิ์ก็โปรดอาหารฝรั่งเศสเช่นเดียวกับพระบิดา
เจ้ารณฤทธิ์ไปที่พระราชวังบ่อย แต่ไม่ได้ไปเข้าเฝ้าพระบิดา ท่านไปเยี่ยมสมเด็จปู่และสมเด็จย่า คือ สมเด็จเจ้าสุรมฤต และพระนางกุสุมะ นารีรัตน์ ทั้งสองพระองค์โปรดปรานรักใคร่เจ้าชายรณฤทธิ์และเจ้าหญิงบุปผาเทวีมาก นอกจากสืบสายเลือดศิลปินจากมารดาแล้ว เจ้าหญิงบุปผาเทวียังได้รับอิทธิพลจากสมเด็จย่าที่อนุรักษ์นาฏศิลป์เขมรราช สำนักไว้
กษัตริย์สีหนุเป็นผู้ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่วรวมทั้งคลั่งใคล้ความเป็นฝรั่งเศส ซึ่งได้ตกทอดมาถึงลูกๆด้วย
ความทรงจำในวัยเด็กของเจ้ารณฤทธิ์ที่มีต่อ ความสัมพันธ์กับพ่อ คือ ลูกๆ ของกษัตริย์สีหนุถูกเข้มงวดในเรื่องการศึกษา และไม่ค่อยมีโอกาสได้ตามเสด็จพระบิดา “พ่อไม่เคยพาพวกเราออกไปทานอาหารนอกบ้านเหมือนพ่อแม่คนอื่น”
ครั้งหนึ่ง เจ้ารณฤทธิ์มีโอกาสตามเสด็จไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศสไตล์ฝรั่งเศส ริมทะเล Kep และเกาะรอบๆ ที่อยู่ในภาคใต้ของกัมพูชา
“พวกเราไม่เคยไปเที่ยวด้วยกันเป็นส่วนตัว แบบพ่อลูก ข้าพเจ้าจะติดตามไปพร้อมกับหม่อมมุนีวรรณ หรือไม่ก็พระนางโมนิก กับพ่อนี่ พวกเราไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนแสดงความเห็นได้เลย พ่อพูดมากและคุ้นเคยกับการแสดงความเห็นของตัวเองให้ผู้ติดตามฟัง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกเบื่อกับประเด็นสนทนาของพ่อ เพราะข้าพเจ้าสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว”
แต่สิ่งที่ร้าวรานอยู่ในความทรงจำของเจ้ารณฤทธิ์นั้น คือ พระบิดาไม่เคยพูดจาสื่อสารตรงกับท่านแบบพ่อกับลูกชายเลย
“พ่อจะพูดกับลูกทั้งหมดพร้อมๆ กัน พ่อรักการเมืองมาก พระองค์เป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ของกัมพูชา แต่พ่อไม่ต้องการให้ลูกๆ เข้ามาสู่การเมือง จึงมักจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องการเมืองกับพวกเรา”
เจ้ารณฤทธิ์ถูกส่งเข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนประถมศึกษาของกัมพูชา ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับบ้านบนถนนสุธารถ ท่านได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ไม่มีการจัดเตรียมห้องเรียนพิเศษ หรือครูพิเศษสำหรับท่านเป็นการเฉพาะ ต่อมา ท่านถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนนโรดม ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่มีการเรียนการสอนระบบฝรั่งเศส และย้ายไปเรียนที่ Lycee Descartes เจ้ารณฤทธิ์ทำคะแนนได้ดีในวิชาวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่ได้คะแนนต่ำมากในวิชาคณิตศาสตร์และเคมี  ท่านเป็นนักกีฬาเช่นเดียวกับพระบิดา เจ้ารณฤทธิ์ชอบเล่นฟุตบอลและบาสเกตบอล
เจ้าชายรณฤทธิ์มีชันษาเพียง 11 ปีเมื่อพระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุทรงสละราชสมบัติครั้งแรกในปี 2498 เจ้าชายจำได้ว่าวันนั้นน้ำตาท่วมวัง
“สิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้คือทั้งเจ้าปู่และเจ้าย่าร้องไห้อย่างหนัก ได้ยินเสียงร่ำไห้ทุกที่ ไม่มีใครอยากให้พ่อสละราชย์”
แต่กษัตริย์สีหนุตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะลงไปเล่นการเมืองกับสามัญชน ทรงยกราชบังลังก์กัมพูชาให้กับพระบิดาของพระองค์ คือ เจ้าชายสุรมฤต ส่วนพระองค์ที่กลายเป็นอดีตกษัตริย์สีหนุเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ชื่อ พรรคสังคมราษฎรนิยม (Sangkum Reastr Niyum) ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา และทรงชนะเลือกตั้งในปีนั้นเอง