WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 1, 2012

อนุสรณ์ ธรรมใจชี้ AEC คือโอกาส เชื่อหากมีประชาธิปไตยแท้จริง - อีก 15 ปี ไทยเป็นประเทศพัฒนา

ที่มา ประชาไท



‘อนุสรณ์ ธรรมใจ ’ องค์ปาฐกวันนิคม จันทรวิทุร มอง AEC คือโอกาสของไทยแต่รัฐต้องมียุทธศาสตร์และนโยบายที่ชัดเจน มองปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้และความ มั่งคั่ง หนุนให้เดินหน้าค่าแรง 300 บ. และเชื่อหากไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง อีก 15 ปี เป็นประเทศพัฒนา

วานนี้ (31 ต.ค.55) ที่ห้องประชุมจอมพล ป. กระทรวงแรงงาน มีการจัดงาน “วันนิคม จันทรวิทุร” ครั้งที่ 10 มีการปาฐกถานำในหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจและแรงงานไทยภายใต้ประชาคมอาเซียน” โดย ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งรายละเอียดของปาฐกถามีดังนี้





คลิปวิดีโอการปาฐกถาโดยอนุสรณ์ ธรรมใจ
000
ถ้าวันนี้ ประเทศไทยไม่มีระบบทางด้านการคุ้มครองแรงงาน ระบบประกันสังคมที่เป็นมาตรฐานระดับโลกที่สากลยอมรับ ก็อาจจะเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า และอาจกระทบต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยได้
ถ้าเรามองในแง่ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจะเห็นได้ชัดว่า จะก่อให้เกิดโอกาสอย่างมหาศาล ก่อให้เกิดการขยายตัวของการค้า การลงทุน เศรษฐกิจในภาพรวมก็จะเพิ่มขึ้น แล้วถ้าเรามียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายของประเทศที่ชัดเจน ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยสามารถร่วมกันผลักดันให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์หรือ เป้าหมายได้ ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หมายความว่าชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนน่าจะดีขึ้นอย่างชัดเจน
ผมมองประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นโอกาส ถ้าเรามียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เราก็จะกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจอาเซียน ที่บอกว่าเราเป็นศูนย์กลางเพราะถ้าดูที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ชัดว่าเรามีความได้เปรียบอย่างยิ่ง ถ้ามีการลงทุนด้านโลจิสติกส์
ถ้าดูข้อมูลพื้นฐาน จะเห็นได้ว่าตลาดจะใหญ่ขึ้นมาก ตลาดซึ่งมีประชากร 60 กว่าล้านคน ขยายขึ้นเป็น 600 ล้าน จีดีพีและการค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น การลงทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น นี่คือโอกาส และถ้าเราสามารถรักษาระดับความเติบโต ในระดับ 4-5 เปอร์เซ็นต์ในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า เราก็น่าจะมีศักยภาพอย่างยิ่ง
แต่ว่าแค่การเติบโดยังไม่เพียงพอ หากเรามีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
นโยบายด้านแรงงาน จะเป็นนโยบายที่สำคัญที่จะช่วยดูแลให้ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจมีปัญหา น้อยลง อย่างนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่จะให้เกิดขึ้นต้นปีหน้าทั่วประเทศ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเดินหน้า แม้จะมีเสียงคัดค้านจากธุรกิจอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยว่า จะทำให้เกิดปัญหาปิดกิจการหรือปัญหาเลิกจ้าง ขอให้ท่านนึกถึงตอนที่เราเคลื่อนไหวผลักดันกฎหมายประกันสังคม หรือประกันการว่างงาน ก็มีคนไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราคิดให้ดีแล้ว มันเป็นสิ่งที่จะต้องทำ
แน่นอนว่านโยบายหรือมาตรการใดๆ ก็ตาม มันย่อมมีผลกระทบทั้งด้านบวกด้านลบ และมีผลกระทบต่อผู้คนในแต่ละส่วนแตกต่างกัน
กรณีของค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เราอาจจะเห็นว่ามีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่อยู่ในจังหวัดที่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดด แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่เดินหน้านโยบายนี้ ถ้าเราต้องการให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้และความ มั่งคั่งมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ รัฐจะต้องมีมาตรการในการเข้ามาดูแลเพิ่มเติม
หากเราไม่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในบางกิจการหรือบางอุตสาหกรรมก็อาจเกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานได้ เพราะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้เกิดการขยายตัวอย่างมาก ทั้งด้านการผลิต การบริโภค และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจนี้ ก็เกิดประโยชน์ต่อการบริโภคและการผลิต การผลิตก็สามารถสร้างเครือข่ายที่ไร้พรมแดนมากขึ้น การบริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้น สินค้าถูกลง คุณภาพดีขึ้น เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก
ประเด็นทางด้านการผลิต ที่เราสามารถสร้างเครือข่ายแบบไร้พรมแดนมากขึ้น ก็เป็นประเด็นเชื่อมโยงกับด้านแรงงานหรือการจ้างงาน เพราะผู้ประกอบการ นักธุรกิจอุตสาหกรรมก็อาจจะย้ายฐานการผลิตไปผลิตในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อ บริหารต้นทุน
ถามว่ามีผลกระทบต่อการจ้างงานในประเทศไหม ก็คงมีบ้าง แต่ถ้าเรามีมาตรการ มีการเตรียมการที่ดี ขอให้พิจารณาองค์รวม ก็คือเศรษฐกิจโดยรวมของประชาคมอาเซียน ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่ง ก็จะดีขึ้น
อาจจะมีคนบางส่วนได้รับผลกระทบทางลบบ้างทางบวกบ้าง ใครจะบวกจะลบมากๆ ก็อยู่ที่ว่ามีความสามารถในการปรับตัวหรือความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ ไหนอย่างไร
แต่ในแง่ของนโยบายแรงงานที่จะมีผลต่อแรงงานไทยภายใต้เศรษฐกิจอาเซียน เราต้องดูทุกมิติ ทั้งเรื่องค่าจ้างค่าตอบแทน ทั้งเรื่องสวัสดิการ เรื่องยกระดับขีดความสามารถในการผลิต หรือเพิ่ม productivity
เฉพาะมิติค่าจ้างค่าตอบแทน ก็มีหลายส่วนที่จะต้องพิจารณา ต้องแยกย่อยไปอีกว่าค่าจ้างงานที่เป็นค่าจ้างแรงงานพื้นฐาน ค่าจ้างของแรงงานไร้ฝีมือ ค่าแรงขั้นต่ำจะเอาอย่างไร การกำหนดค่าจ้างที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ไหนที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาการว่าง งานหรือตกงาน กรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ หรือกำหนดค่าจ้างแบบไหน จึงจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนทำงานดีพอ จะกำหนดค่าจ้างค่าตอบแทนอย่างไรที่จะไม่ทำให้เราไม่สูญเสียการลงทุนไปต่าง ประเทศ กำหนดค่าจ้างแบบไหนที่เราสามารถจะแข่งขันได้และเกิดความเป็นธรรมด้วยในทุก ส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นโจทย์ที่สำคัญและมีผลต่ออนาคตของแรงงานไทยทั้งสิ้น
เนื่องจากปัญหาการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ และปัญหานี้ถ้าจัดการไม่ดีก็อาจจะเป็นเงื่อนไขไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และสังคมในอนาคตได้ เพราะถ้าคนมีสถานะต่างกันมากๆ ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่าย
ถ้าคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ดีขึ้น ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมทางการเมืองก็จะลดลง การที่จะทำอย่างนี้ได้ รัฐจะต้องมีระบบ มีมาตรการ มีกลไกในการช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่รัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพ
รัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพต้องเป็นรัฐที่มีผลิตภาพและมีความยั่งยืน ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น sustainable and productive welfare system เราจะเห็นปัญหาบางประการในยุโรปบางประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการ แล้วเกิดภาระทางการคลังจำนวนมาก เนื่องจากโครงสร้างประชากรเปลี่ยน เหตุปัจจัยด้านเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไปมาก ความสามารถแข่งขันทางธุรกิจบางประเทศก็ลดลง ทำให้รัฐไม่สามารถจัดสวัสดิการได้เท่าเดิม เพราะมีภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่สูง
ฉะนั้น ประเทศไทยถ้าจะก้าวข้ามพ้นนโยบายประชานิยมแบบที่เป็นเรื่องระยะสั้น มาเป็นนโยบายที่ดูแลระยะยาวมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น เป็นรัฐสวัสดิการมากขึ้น ก็ต้องพยายามออกแบบและแสวงหาระบบรัฐสวัสดิการที่ productive และยั่งยืน
สิ่งเหล่านี้ที่เราพยายามทำให้เกิดขึ้น เพื่ออนาคตของแรงงานไทยและเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน เป็นระบบเศรษฐกิจที่โตบนพื้นฐานของการแบ่งปันที่เป็นธรรม จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเรามีปัญหาเรื่องความไม่มีเสถียรภาพของระบบการเมือง
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของสังคมไทยในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า คือความเสี่ยงของระบบการเมือง ความเสี่ยงของระบบการเมืองนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพหรือไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลใดรัฐบาล หนึ่ง แต่ผมหมายถึงระบบการเมืองของประเทศ
ผมคิดว่าระบบการเมืองที่ดีที่สุด ที่จะทำให้อนาคตของไทย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของแรงงานภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นไปได้ดีก็คือ ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เราจะเห็นได้ชัดว่า ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ซึ่งเคยมีการปกครองแบบอำนาจนิยม ก็เริ่มเปิดประเทศและเปิดเสรีภาพให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะเขารู้ว้ายังใช้ระบบแบบเดิมอยู่ เขาไม่อาจอยู่ได้ในโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นระบบเดียวที่จะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การสื่อสาร สังคมและโลกเปิดกว้างมากจากเทคโนโลยีการสื่อสาร เราคงเห็นกรณีอาหรับสปริง หลายประเทศซึ่งมีการปกครองแบบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ ปิดกั้นข่าวสาร ก็ยังไม่อาจปิดกั้นข่าวสารได้
ประเทศที่ปกครองโดยสร้างความเชื่อและศรัทธาแบบงมงาย โดยไม่ใช้หลักของเหตุผลก็ไม่อาจอยู่ได้ ประเทศที่มีระบบการปกครองที่ประชาชนไม่มีเสรีภาพ เศรษฐกิจแม้จะไม่มีปัญหามากก็ยังอยู่ไม่ได้ แต่ส่วนมากมักจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นด้วย อย่างกรณีตูนิเซีย จุดเริ่มต้นของปัญหาก็คือมีนักศึกษาตกงาน และพยายามไปประกอบอาชีพเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการขายของ แล้วก็ถูกตำรวจไถเงิน ก็ทนไม่ได้ก็เป็นจุดปะทุของการประท้วง ที่สุดผู้นำก็ต้องลงจากอำนาจ
ผมพยายามชี้ว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่สุด ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกัน แน่นอนพลังของฝ่ายแรงงานที่มีการจัดตั้งที่ดี จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยได้ เพราะขบวนการแรงงานคือสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ของคนธรรมดาสามัญที่รวมกลุ่มกัน เพื่อให้ตัวเองมีปากมีเสียง มีอำนาจต่อรอง เพื่อให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม
ถ้าเรามาประเมินระบบเศรษฐกิจในภาคต่างๆ ในด้านการจ้างงาน จะได้รับผลอย่างไรต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจับเพิ่มเติมอีกมาก เราจะต้องลงไปในรายละเอียดเลยว่า ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถ้าพิจารณาจาก AEC blueprint มันจะมีเรื่องอะไรบ้าง
มีเรื่องการเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม เรื่องการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ เอาเฉพาะการเปิดตลาดและการเป็นฐานการผลิตร่วม เกี่ยวช้องกับการเปิดเสรีการค้า การลงทุน การบริการ การเงิน การศึกษา และการเปิดเสรีภาคแรงงาน ซึ่งภายใต้ข้อตกลงจะเปิดเสรีก่อน 7 สาขาวิชาชีพ แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ นักบัญชี
การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ขีดความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญที่สุดคือ ทรัพยากรมนุษย์ บรรดาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอื่นๆ ก็มีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือทรัพยากรมนุษย์ หรือแรงงาน
ทีนี้ เราก็ต้องตั้งคำถามว่า สำหรับอนาคตแรงงาน เราได้วางแผนอย่างมีบูรณาการและยุทธศาสตร์อย่างไร เพื่อเตรียมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าระบบเศรษฐกิจโลกมีการเคลื่อนย้ายมาสู่เอเชียมากขึ้น ผมจึงมองในทางบวก ถ้าประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาความเสี่ยงของระบบการเมืองได้ อีก 15 ปี ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
เราอาจจะไม่กล้าประกาศว่า เราเป็นประเทศพัฒนาแล้วเหมือนมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด บอกว่า ปี 2020 เขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เรายังไม่กล้าประกาศ เพราะเราไม่เคยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่จะนำพาประเทศ
แต่ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษที่เราจะมีความพร้อมและมีโอกาสมากที่สุด ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานบางอย่างได้
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของโลก เราจะเห็นได้ชัดว่า เอเชียก็จะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่อันหนึ่ง ยุโรปก็จะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่อันหนึ่ง อเมริกาก็จะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่อันหนึ่ง แต่เราก็เห็นได้ชัดว่ายุโรปมีปัญหาวิกฤตการณ์ยูโรโซน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็มีปัญหา เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ล่าสุดก็เจอภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซุปเปอร์สตอร์มแซนดี้
ถ้าเรามาดูในแง่ของการเปิดเสรีที่เกี่ยวข้องกับท่านทั้งหลายโดยตรงมากที่ สุด และเกี่ยวข้องกับผู้คนในแวดวงแรงงานก็คือ การเปิดเสรีภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน เพราะเวลาเขาพิจารณาการเปิดเสรีด้านแรงงาน เขามองว่ามันเป็นการบริการทางด้านแรงงาน
เมื่อพูดถึงการเปิดเสรีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็จะมีการเปิดเสรีภาคบริการสำคัญๆ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสาขาบริการสุขภาพ สาขาท่องเที่ยว สาขาโลจิสติกส์ แล้วก็ทางด้านแรงงาน
การเปิดเสรีทางด้านแรงงาน เราสามารถจัดว่าเป็นกลุ่มในภาคบริการ แต่ว่าเวลาเราพิจารณา เราจะต้องแยกออกมาศึกษาต่างหาก เพราะมีลักษณะเฉพาะ และมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น มีการเปิดเสรีภาคบริการครอบคลุมทุกส่วน การให้แรงงานเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนประเทศสมาชิกอาเซียนได้ง่ายขึ้น เป็นการทำให้ภาคบริการแรงงานมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ในการตอบสนองต่ออุปสงค์ของการขยายตัวของการค้า ธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน พลวัตรของภาคแรงงาน ก็มีความเชื่อมโยงอย่างมากับภาคบริการการศึกษา และมิติทางการเมือง มิติเรื่องความเป็นชาติและมิติเรื่องชาตินิยมมากกว่าการเปิดเสรีในภาคส่วน อื่นๆ
ถ้าพิจารณาตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เราก็เห็นได้ชัดว่าการเปิดเสรีภาคตลาดแรงงาน จะลดทอนอำนาจการต่อรองของฝ่ายลูกจ้างลง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาเปิดเสรีการค้าการลงทุน ก็ต้องเปิดเสรีแรงงานด้วย เพราะถ้าขบวนการแรงงานแข็ง ต้องบอกว่าเปิดเสรีแรงงานให้ช้าที่สุด ในขณะที่เปิดเสรีภาคการค้าการลงทุนไปก่อน อำนาจต่อรองจะอยู่ที่ฝ่ายแรงงานทันที แต่ถามว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานชัดเจน แรงงานก็จะมีค่าจ้างสูงขึ้น แต่มันจะเกิดปัญหาอีกแบบหนึ่งก็คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบกับฝั่งนายจ้าง
ฉะนั้น ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบเสรี กระแสหลักก็บอกว่า เปิดเสรีภาคบริการ เปิดเสรีการลงทุนการค้า ก็ต้องเปิดเสรีแรงงานด้วย ทำให้ปัจจัยการผลิตมันเคลื่อนย้ายอย่างเสรีทั้งหมด แล้วมันก็จะเกิดประสิทธิภาพ (efficiency) เกิดการแบ่งงานกันทำ ทำให้ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
แต่วิธีคิดหรือการมองแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแบบเสรีทั้งหลาย เขามองมิติทางด้านการแบ่งปัน การกระจาย ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจน้อย เขาจะมองในมุมความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพ
แน่นอนที่สุด ในมุมของแรงงาน การจะเปิดเสรีแรงงานต้องคิดอย่างเป็นระบบ และต้องมียุทธศาสตร์ในการเปิด และจะต้องบูรณาการเข้ากับส่วนอื่นๆ
การดำเนินยุทธศาสตร์ มาตรการ หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ จะต้องมองอย่างครบถ้วนทุกมิติ คือไม่มองมุมใดมุมหนึ่งหรือสุดโต่ง เพราะจุดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์รวมของระบบเศรษฐกิจ ก็คือสภาวะที่เกิดดุลยภาพ ผมคิดว่าหลักคิดอันนี้ ก็คือหลักคดเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา
ถ้าเราดูในแง่ของการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของรูปแบบการค้า-บริการภายกรอบของ WTO ด้วย ไม่เฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเท่านั้น
การเปิดเสรีด้านนี้ เราจะเห็นว่ามีการต่อสู้กันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าทุกเรื่องที่ผลประโยชน์ ต่างฝ่ายก็ต้องต่างต่อรอง เจรจาเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าคนใดเอามากเกินไป อีกคนเสียมากเกินไป ก็อยู่กันไม่ได้ ก็ต้องเจรจาต่อรองจนกระทั่งอยู่ในระดับที่พอรับได้
แต่ในโลกความเป็นจริง ใครมีอำนาจมาก ใครจัดตั้งดีก็ต่อรองได้มาก เช่นเดียวกันกับการเปิดเสรีทางด้านแรงงาน ในเวทีระดับโลก เวทีระดับอาเซียนก็เหมือนกัน เอาเฉพาเรื่องการให้คำจำกัดความเรื่องแรงงาน ว่าการเปิดเสรีแรงงานจะจำกัดความระดับไหน ก็ปรากฏว่าชัยชนะเป็นของประเทศพัฒนาแล้ว ก็คือการเปิดเสรีแรงงานให้เฉพาะแรงงานระดับสูงหรือแรงงานระดับบน ก็คือเป็นแรงงานที่เป็นนักวิชาชีพชั้นสูง เป็นนักเทคนิคชั้นสูงทั้งหลาย คนที่ได้ประโยชน์คือแรงงานในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็จะมีโอกาสไปทำงานไร้พรมแดนมากขึ้น
แต่ถ้ามองในแง่บวกก็คือว่า ไม่เป็นไรเปิดเสรีในด้านนี้ ประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า เขาก็ขาดแคลนแรงงานด้านนี้อยู่แล้ว ก็เปิดเสรีให้เข้ามาทำงาน ก็มองในแง่บวกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
แต่ว่าการเปิดเสรีแรงงานที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ หรือแรงงานทีมีฝีมือระดับต่ำ ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ยอมให้เปิดเต็มที่ เขาจะมองว่าถ้าเปิด ก็จะมีแรงงานจากประเทศด้อยพัฒนาทะลักเข้าไปแย่งงานคนของเขา
แต่อย่างไรก็ตาม แรงงานระดับล่างในหลายอาชีพ ประเทศที่พัฒนาแล้ว คนของเขาก็ไม่ทำงานบางอย่าง ก็จำเป็นต้องนำเข้า รับคนจากประเทศอื่นเข้าไปทำงาน เหมือนกับประเทศที่งานบางอย่างคนไทยก็ไม่ทำแล้ว เพราะด้วยระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่มาถึงจุดหนึ่งคนไทยก็อาจไม่ทำบางอาชีพ เราก็ต้องไปอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
ในมุมของความเป็นเศรษฐกิจอาเซียน เราก็ต้องคิดว่าถ้ามันนำมาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน พม่าเกิดโอกาสทางเศรษฐกิจจำนวนมาก มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ลาว เขมร เวียดนามก็เติบโตทางเศรษฐกิจสูง เราก็อาจจะเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างประเทศมากขึ้น
งานบางอย่างซึ่งเราเคยใช้แรงงานต่างด้าวทำงาน ก็อาจจะไม่มีคนทำงาน เราอาจจะต้องทำงานด้วยตัวเองมากขึ้นเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ในยุโรปหรือสหรัฐส่วนใหญ่ก็ไม่มีคนรับใช้ในบ้าน ก็ต้องใช้เทคโนโลยีทั้งหลายช่วยในการทำงาน มันก็จะเกิดการพัฒนาไปในแนวทางนั้น
ตรงนี้ก็จะมีประเด็นอะไรที่เชื่อมโยงกับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าเราไม่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานจำนวนหนึ่งก็อาจจะกลับประเทศ เพราะค่าจ้างแรงงานไม่มีส่วนต่างมากพอที่จะดึงดูดให้เขาทำงานในประเทศไทย
ถามว่าแล้วจะเกิดอีกด้านหนึ่งไหมซึ่งเป็นมุมกลับ ก็คือว่าเราขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ แล้วทำให้โรงงานที่ใช้แรงงานเข้มข้นทั้งหลาย ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน ก็อาจจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ในที่สุดในทางทฤษฎีค่าแรงของประเทศเพื่อนบ้านก็จะต้องปรับสูงขึ้นในที่ สุด
แต่ระยะเวลาที่เกิดการปรับตัว ระหว่างการปรับตัว เราไม่อาจอาศัยกลไกตลาดในการปรับตัวอย่างเดียวได้ ถ้าอาศัยกลไกตลาดทำงานอย่างเดียวตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเสรีนิยมจ๋า คนที่มีอำนาจต่อรองน้อย คนเล็กคนน้อยจะเสียประโยชน์ จะเสียเปรียบ ธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบ ฉะนั้นรัฐจะต้องเข้าแทรกแซง เข้าดูแล มีนโยบาย มีกองทุนเพื่อให้เกิดการปรับตัวจากสภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลจากประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน
สมมติโรงงานทอผ้า ใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อยู่จังหวัดที่เดิมค่าแรงขั้นต่ำต่ำกว่า 300 บาทเยอะ เขาบอกอยู่ไม่ได้ย้ายไปอยู่พม่า บางส่วนบอกย้ายไปอยู่เขมร ข้ามไปนิดเดียวค่าแรงอีกราคาหนึ่งเลย
ถ้าเราคิดว่าไม่เป็นไร เจ้าของกิจการ นายจ้าง จะย้ายฐานการผลิตไป มองในมุมความสามารถในการแข่งขัน เขาก็สร้างเครือข่ายการผลิตให้ดีขึ้น บริหารต้นทุนให้ความสามารถในการแข่งขันของกิจการไทยมันแข่งได้ แล้วเราไม่มีสิทธิไปห้าม เพราะประเทศเราเป็นประชาธิปไตย ก็ปล่อยให้ย้ายไป แต่ถ้าเราบอกว่าไม่อยากให้ย้ายไปเยอะ เราก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้เขาอยู่ในประเทศไทย เช่น ประเทศไทยปลอดภัยกว่า โครงสร้างพื้นฐานดีกว่า ค่าน้ำค่าไฟถูกกว่า การขนส่งดีกว่า คอร์รัปชั่นน้อยกว่า อันนี้จริงหรือเปล่าไม่ทราบ ก็ให้เขาอยู่ในเมืองไทย ขึ้นอยู่ว่ายุทธศาสตร์ นโยบายจะเอายังไง
แต่ถ้าเราบอก ไม่เป็นไร ให้เป็นไปตามกลไกตามสภาพ แต่เรามานั่งดูผลกระทบ เช่น คนของเราเมื่อก่อนเป็นคนงานโรงงานทอผ้า เราบอกคนไทยไม่ต้องไปทำอะไรที่เป็นการผลิตพื้นๆ แล้ว ต้องเอาคนไทยมาทำอะไรที่ซับซ้อนมากขึ้น มีมูลค่าเพิ่ม (value added) สูงขึ้น เขาก็ไม่ตกงาน ก็ย้ายการทำงานจากที่มีทักษะขั้นต่ำมาเป็นทักษะขั้นกลางขั้นสูงมากขึ้น เขาก็จะไม่ตกงานและมีค่าจ้างสูงขึ้น
แต่กระบวนการปรับตัวตรงนี้ใช้เวลา เพราะมันเกี่ยวข้องกับการศึกษา การฝึกอบรม และในระหว่างทางเราจะดูแลเขาอย่างไร
เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ยังไงต้องเดินหน้า เพราะปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยคือ ความไม่เป็นธรรมเป็นปัญหาใหญ่ ผลกระทบที่ตามมาต้องก็เข้าไปแก้ทีละจุดๆ เข้าไปยกระดับผลิตภาพให้สูงขึ้น ไปดูแลกิจการขนาดเล็กให้เขาอยู่ให้ได้ ถ้าไม่ทำวันนี้ ทำวันอื่นก็ยาก
เวลาจะผลักดันเรื่องนี้ ต้องทำในช่วงที่เศรษฐกิจยังขยายตัวดีอยู่ และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะตอนนี้อัตราการว่างงานยังอยู่ที่ 0.6-0.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ำ แล้วมีภาวะแรงงานตึงตัวในบางธุรกิจอุตสาหกรรมด้วยซ้ำไป
แต่ตรงนี้อาจยังดูไม่ละเอียด ต้องดูต่อไปอีกพักหนึ่งว่าถ้าปรับแรงงานขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ อัตราการว่างงานจะเพิ่มไหม แต่ผมเชื่อว่าแม้เพิ่มก็ไม่มาก เพราะในการบิหารเศรษฐกิจก็ต้องมององค์รวม มองมหภาค ถ้าทำให้เศรษฐกิจโตได้ 4-6 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาการว่างงานไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยังไงคนก็จะหางานได้ในที่สุด หรือเมื่อเศรษฐกิจอาเซียนเพิ่มขึ้น เราก็ไปหางานในประเทศเพื่อนบ้านบ้างก็ได้
แต่ว่าจะเกิดปัญหาอีกด้านหนึ่งต่างหาก ที่คนไทยจะไม่ออกไปทำงานต่างประเทศมากเท่าไหร่ ยกเว้นคนที่เก่งมากๆ ภาษาอังกฤษดีๆ ก็อาจจะออกไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน
ทีนี้ คนจากประเทศอื่นจะเข้ามาแย่งงานเราทำไหม โดยเฉพาะใน 7 สาขาวิชาชีพ ก็ต้องบอกว่า ในขณะนี้ยังคงไม่มีปัญหานั้น เนื่องสมาคมวิชาชีพของไทยจัดตั้งดี แข็งแรงระดับหนึ่ง ก็ต่อรองว่า หมอต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ต้องเข้าใจภาษาไทย มีใบอนุญาตภาษาไทย ถ้าในมุมของต่างชาติก็จะมองว่า เรากีดกันเขาหรือไม่ ถ้ามองมุมเราก็คือ เราปกป้องคนในวิชาชีพในประเทศของเรา
แต่ถ้ามองอะไรที่ใหญ่กว่าความเป็นประเทศ และมองความเป็นประชาคมทางเศรษฐกิจ จะต้องคิดอะไรที่ใหญ่กว่าความเป็นประเทศ ถึงจะสำเร็จในการเป็นประชาคมทางเศรษฐกิจได้
ให้เราดูตัวอย่างกรณียูโรโซน ถ้าเขาคิดหนีไม่พ้นความเป็นประเทศ ชาวเยอรมันจะไม่ยอมออกเงินไปช่วยคนกรีซ ถ้าไม่ช่วยยูโรโซนก็ล่มสลาย คนที่เป็นสมาชิกของประชาคมต้องคิดกว้างกว่าความเป็นประเทศ
ถ้าคิดในฐานะผู้ใช้แรงงานก็คือ เพื่อนร่วมวิชาชีพ ไม่ว่าเขาจะเป็นชาติไหนก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม อย่างมีสวัสดิภาพ มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ถ้าเขาทำงานได้เท่ากับคนไทย เขาก็ต้องได้รับค่าจ้างเท่ากัน นี่คือความเป็นธรรมที่เป็นมิติระหว่างประเทศ
โอกาสและความเสี่ยงในมุมมองของนายจ้างก็มีหลากหลายลักษณะเช่นเดียวกัน เริ่มจากโอกาสของนายจ้างที่จะเลือกแรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะใน 7 สาขาวิชาชีพที่เปิดเสรีเต็มที่ อำนาจการต่อรองของแรงงานย่อมลดลง โดยเฉพาะสาขาวิชาชีพที่มีการเปิดเสรี ตลาดแรงงานเปิดกว้างมากขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น เป็นภาวะกดดันให้แรงงานต้องพัฒนาคุณภาพตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าไม่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ไม่พยายามพูดภาษาอังกฤษให้ได้ก็อาจจะเสียโอกาส
สถานประกอบการก็อาจจะไปในที่มีแรงงานสอดคล้องกับการผลิตได้มากกว่าเดิม และเมื่อลงทุนในอาเซียนก็สามารถนำนักวิชาชีพไปทำงานได้โดยสะดวกขึ้น
แต่ความเสี่ยงที่สำคัญก็คือ นายจ้างที่ไม่ดูแลแรงงานตัวเองให้ดี ไม่จ่ายค่าตอบแทนค่าจ้างที่เหมาะสม อาจจะสูญเสียแรงงานทีมคุณภาพให้กับประเทศเพื่อนบ้าน หรือบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอาเซียน
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเอาใจใส่ก็คือ ต้องศึกษามาตรฐานฝีมือแรงงานในประเทศที่ไปลงทุนด้วย
ในระยะยาว และระยะปานกลาง เมื่อมีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเต็มที่ อัตราค่าจ้างจะปรับใกล้เคียงกันมากขึ้น การย้ายฐานการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกจะค่อยๆ ลดลง แต่ในทางปฏิบัติการเปิดเสรีแรงงานจะไม่เกิดอย่างเต็มที่ เพราะองค์กรวิชาชีพ องค์กรแรงงานในหลายประเทศก็จะปกป้องแรงงานภายในของตนเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติ เพราะการเปิดเสรีภาคแรงงานมันมีมิติด้านการเมือง และเกี่ยวกับคนเยอะ ฉะนั้นจะมีความต่างจากเปิดเสรีทางด้านอื่นๆ พอสมควร
ผมสรุปสั้นๆ ว่า อนาคตของเศรษฐกิจ และอนาคตของแรงงานไทยมีโอกาสจำนวนมาก ถ้าเรามียุทธศาสตร์ มีนโยบาย และสามารถบูรณาการภาคส่วนต่างๆ ให้เดินเข้าสู่เป้าหมายที่จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวมและแรงงานร่วมกัน ได้
ขณะเดียวกัน ก็มีความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งเราไม่อาจร้องขอจากรัฐบาลฝ่ายเดียวได้ เราทั้งในแง่ของนายจ้างก็ดี องค์กรนายจ้างก็ดี องค์กรลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานก็ดี ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองและช่วยกันด้วย ที่จะทำให้เราใช้โอกาสของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้เกิดประโยชน์ให้มากที่ สุด

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 01/11/55 หลังแอ่น..แต่ไม่หัก

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ถึงหลังแอ่น แต่ไม่หัก มันหนักแน่
มากปัญหา ยังรอแก้ ไม่แปรผัน
สองเก้าอี้ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
กอดให้มั่น เอาให้อยู่ สู้อดทน....

ขบวนการ จ้องล้มรัฐ เขาจัดให้
ทั้งภายนอก ภายใน ใจหมองหม่น
คนใกล้ตัว ก็ตั้งท่า สาละวน
ยิ่งสับสน ยิ่งต้องแก้ อย่าแพ้ทาง....

องค์กรเถื่อน ยังดาหน้า เพื่อหาเรื่อง
แม้ขัดเคือง ถูกเตะถีบ รีบสะสาง
ก่อนเลือกตั้ง คำสัญญา อย่าเลือนลาง
จะอับปาง หากเงียบงัน ไม่ทันเกมส์....

หากรัฐฯ รอด ปลอดภัย ไปได้สวย
ชนยิ้มด้วย ก็ไร้ทุกข์ มีสุขเกษม
ประชาราษฎร์ หากมั่งมี ก็ปรีด์เปรม
หน้าอิ่มเอม สุขสมหวัง อย่างยั่งยืน....

๓ บลา / ๑ พ.ย.๕๕

สิ้นสงสัยบั้งไฟพญานาค ลาวพิสูจน์ที่แท้กระสุนปืน แต่คนไทยผู้ศรัทธายังยืนกราน"ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่!"

ที่มา Thai E-News



ดูจากลักษณะของบั้งไฟพญานาคในคลิปนี้แล้วคิดว่าใกล้เคียงกับการยิงกระสุนส่องวิถีมาก



คลิปบันทึกภาพบั้งไฟพญานาคจากทางฝั่งไทย




ภาพแบบขยาย ดูเส้นสีส้มจากๆที่ลากขึ้นจากซ้ายล่างแทยงขึ้นขวาบน

ที่มา ห้องหว้ากอ เว็บพันทิป

ปริศนาบั้งไฟพญานาคอาจจะคลี่คลายลงแล้ว เมื่อชาวลาวที่บุกไปพิสูจน์ต้นตอพบว่า เกิดจากการยิงปืนขึ้นฟ้าในวันออกพรรษาของชาวลาว ไม่ใช่ปาฏิหาริย์อิทธิฤทธิ์ดังที่่เข้่าใจกันมานานแต่อย่างใด

จากเฟซบุ้ค https://www.facebook.com/photo.php?fbid=4209659277649&set=a.1315679849972.2041152.1169970930&type=1

แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า

"#พิสูจน์บั้งไฟพญานาค

วันนี้พวกเราพากันไปพิสูจน์บั้งไฟพญานาคมา สถานที่ก็อยู่ฝั่งลาวเรานี่แหละ แต่ไม่ขอระบุสถานที่นะ เอาเป็นว่า อยู่ฝั่งเรา

ก็ ไปกันตั้งแต่บ่าย ๒-๓ โมง เพื่อจะได้ไม่ต้องแย่งที่ใคร เพราะกลัวคนเยอะ ไปถึงแล้วก็ปรากฎว่าไม่ค่อยมีคน มีแต่ชาวบ้าน ก็เลยได้เลือกสถานที่ตามใจ แล้วก็นั่งรอจนถึงค่ำ

ฝั่ง ลาวเราไม่มีอะไรมาก เป็นงี้แหละ แต่ฝั่งไทยคนเยอะ เยอะพิลึกพิโล เยอะเอาจริงเอาจัง เขาก็ไปนั่งรอ นั่งจองสถานที่กันตั้งแต่กลางวันจนถึงค่ำ

ตก ค่ำมาก็นั่งรอจนเดือนโผล่ดินขึ้นฟ้า พวกเราก็นั่งดู นั่งสังเกตไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาหนึ่ง ได้ยินเสียงเฮ จากฝั่งไทย แล้วก็เสียง โฮ ดังต่อมา เพราะว่าเขาเห็นบั้งไฟพญานาคปรากฎขึ้น พวกเราก็มองหาดู แต่ก็ไม่เห็น แล้วก็เงียบไปอีกระยะหนึ่ง จากนั้นฝั่งไทยก็พากันร้องเฮโฮกันอีก เป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง

ในขณะที่ทีมพวกเรากำลังสิ้นหวัง คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เห็นบั้งไฟศักดิสิทธิ์ (!?) แล้วก็ปรากฎว่ามีเสียงโฮดังขึ้นอีกจากฝั่งไทย!!! แล้ว ในวินาทีนั้นเอง เป็นวินาที่แรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นบั้งไฟพญานาคลอยพ้นบริเวณขึ้นฟ้า!! สีของมันเป็นสีชมพูเข้ม อาจเข้าขั้นสีแดงเลยก็เป็นได้ มันเคลื่อนที่ไม่ไวนัก และไม่ช้านัก มันลอยขึ้นฟ้าแล้วก็ดับไป

นั่น เป็นวินาทีที่ตื่นเต้นมากสำหรับคณะของพวกเรา ซึ่งบางคนก็เห็น บางคนก็ไม่เห็น แต่สำหรับข้าพเจ้าที่เห็นนั้น แปลกใจมาก เพราะมันเป็นอย่างที่เขาเล่ากันมา

หลัง จากบั้งไฟลูกนั้นแล้ว พวกเราก็นั่งตั้งหน้าตั้งตารอคอยต่อไป และพยายามดูไปที่ผิวน้ำแต่ก็ไม่ปรากฎเห็น ได้ยินแต่เสียงโฮ่จากฝั่งไทย ไม่รู้เขาร้องโฮ่อะไร เห็นมีแต่พากันยิงพลุไฟ แล้วก็จุดประทัด และอันที่ปวดหัวที่สุดนั่นคือมีการลอยโคมไฟขึ้นฟ้า ทำให้สับสนว่าอันไหนเป็นบั้งไฟ อันไหนเป็นโคมไฟกันจริงๆ!!

หลัง จากผ่านไปร่วมชั่วโมง พวกเราก็เห็นบั้งไฟพญานาคปรากฎขึ้นอีก แต่ครั้งนี้กลับอยู่เลียบแม่น้ำทางขวามือ ซึ่งข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้เห็นอีกครั้ง!!

นั่งดูไปพอสมควร ปรากฎว่า เราก็ได้ยินเสียงปืนยิงดังขึ้นจากทางซ้ายมือ พอเหลียวไปเท่านั้นแหละเห็นบั้งไฟพญานาคลอยขึ้นฟ้า!!! แล้วก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก แต่ไม่เห็นบั้งไฟขึ้น ส่วนฝั่งไทยนั้นหรือ? ก็โฮนั่นแหละครับพี่น้อง!!

พวก เรานั่งสังเกตอยู่พอสมควร จึงรู้กันว่า บั้งไฟพญานาคมันชอบจะขึ้นอยู่ทางเลียบแม่น้ำฟากขวามือ ก็เลยพากันไปดู มันเป็นต้นโพธิ์ หรือต้นไทร หรือต้นอะไรซักอย่าง ขนาดใหญ่ ปกคลุมทั่วบริเวณนั้น ลองสอบถามเด็กชาวบ้านก็บอกว่าเป็นเขตที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เข้า เพราะมันอันตราย โดยเฉพาะในยามกลางคืน บางคนก็ว่าเป็นเขตดินของวัด บางคนก็ว่ามีศาลเจ้า หรือศาลอะไรต่างๆ อยู่ในนั้น ซึ่งขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!!

มี ลูกไฟลอยขึ้นมาจากในป่าแห่งนั้นที่พวกเรากำลังดูอยู่!! มันเป็นลูกไฟสีแดงลอยขึ้นมา ความไวมันเป็นแบบลูกไฟที่พวกเราเห็น และเข้าใจว่าเป็น "บั้งไฟพญานาค" ในตอนแรกนั่นเอง

เด็ก น้อยแถวนั้นบอกว่า อยู่นี้เห็นตลอด บางคนเห็นถึง ๑๗ ลูกแล้ว พวกเราจึงตั้งหลักกันสังเกตการณ์อยู่นั้น ซึ่งก็สังเกตเห็นคนอยู่ในป่านั้น (ซึ่งป่านั้นเป็นแหล่งที่มีน้ำล้อมรอบ ไม่สามารถข้ามไปได้หากไม่มีเรือ) เขาก็เดินไปเดินมา แล้วก็เหลียวมาดูคณะของพวกเรา จากนั้นก็หายไปในป่า แล้วก็ออกมาอีก เป็นแบบนี้อยู่สองสามรอบ จากนั้นก็มีลูกไฟปรากฎออกมาจากในป่าอีก และแน่นอน... ฝั่งไทยก็ร้องโฮขึ้น...

หลัง จากนั้น หนึ่งในทีมงานที่ไปกับคณะของพวกเราเดินมาหา แต่ระหว่างทางปรากฎว่าพบกับใครก็ไม่รู้จัก เดินสวนทางมาแล้วบอกว่า "ระวังตัวให้ดี" แล้วก็เดินผ่านไป

พวก เรารู้แบบนั้นก็ไม่สบายใจ คิดว่าน่าจะมีอะไรแล้วล่ะ แต่ก็ยังอดรออยู่ต่อไป ซึ่งก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย ฝั่งไทยก็เลิกโฮ ฝั่งลาวก็เงียบ เราก็งง จากนั้นก็เห็นคนพายเรือไปยังที่ป่านั้น แล้วก็มีคนในป่าเดินไปหาเรือแล้วก็หายไป

ยืนรออยู่นานพอสมควร แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ ขณะที่กำลังคุยกันนั้นเอง เสียง ปืนก็ดังขึ้นจำนวน ๑๐ ลูกติดต่อกัน พวกข้าพเจ้าเห็นลูกไฟสีแดงที่เรียกและเชื่อกันว่ามันคือ "บั้งไฟพญานาค" ลอยมาจากทางหลังของพวกเรา และเสียงนั้นก็เช่นกัน มันดังมาจากหลังของพวกเรา!!! มีคนยิงปืนอยู่งทางหลังเรานี้เอง พอได้สติแล้ว ข้าพเจ้าก็เรียกให้สหายที่ไปด้วยกันรีบออกจากที่นั้นทันที เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เมื่อคนที่ยิงบั้งไฟพญานาคนั้น อยู่ใกล้ขนาดนี้ ซึ่งก็แน่นอน สิ้นเสียงปืนลูกที่ ๑๐ แล้ว เสียงโฮจากฝั่งไทยก็ดังขึ้นตามมา

ถ้าเปรียบเป็นการแสดง นี้คงเป็นการแสดงที่เรียกได้ว่า The Best Performance!"





เ้รื่องนี้น่าจะตรงกับITVนำเสนอมาแล้วครั้งหนึ่งว่า ที่แท้บั้งไฟพญานาคคือการยิงกระสุนส่องแสงขึ้นฟ้า...แต่บรรดาชาวไทยที่มุ่ง ไปที่"ความเชื่อถือศรัทธา"มากกว่าพิสูจน์ข้อเท็จจริงก็ยังถกแถลงกันต่อไป ว่า"...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"...
image

เปิดตารางการสอนโรงเรียนการเมือง นปช. ภาคตะวันออก

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
1 พฤศจิกายน 2555


โรงเรียนการเมือง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน จะเปิดเรียนอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2555 : จัดโดยโรงเรียนการเมือง นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จ.ชลบุรี (ภาคตะวันออก) ณ สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ปี 2555 ใช้เวลาเรียน 1 วันเต็ม เรียนจบรับใบวุฒิบัตรกลับบ้านได้เลย สนใจรีบติดต่อไปที่ผู้ประสานงานภาคตะวันออกได้เลย: คุณต้อม 0-3837-7777, 08-1864-9809, คุณสาโรจน์ 08-1862-7070

ตารางเวลาเรียนโรงเรียนการเมือง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน จ.ชลบุรี

แช่แข็งประเทศไทย???

ที่มา การ์ตูนมะนาว


Wednesday, October 31, 2012

เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง 'โคตรพายุ'

ที่มา Voice TV

 เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง 'โคตรพายุ'



ผู้เชี่ยวชาญออกโรงเตือนภัย มหานครริมฝั่งทะเลทั่วเอเชีย รวมทั้งกรุงเทพ ไม่มีขีดความสามารถมากพอที่จะรับมือโคตรพายุในระดับเดียวกับแซนดี้ เหมือนอย่างนิวยอร์กได้

มหานครนิวยอร์กมีความพร้อมที่รับมือผลกระทบจากพายุลูกใหญ่ที่รุนแรง เพราะมีระบบวิศวกรรมโยธาที่ดี มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐก็มีกำลังเงิน

แต่บรรดาเมืองตลอดแนวชายฝั่ง ตั้งแต่ประเทศจีนไปจนถึงทะเลอาหรับ ล้วนเติบโตอย่างพรวดพราด ขาดการวางผังเมือง ไร้ระบบและไม่มีระเบียบ

บ็อบ วอร์ด ผอ.ฝ่ายนโยบายของสถาบันวิจัยแกรนแธมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพ แวดล้อม ในกรุงลอนดอน บอกว่า เมืองเหล่านี้มีการขยายตัวเร็วมาก ไม่เพียงแต่มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อพายุไซโคลนเขตร้อนด้วย และยังมีคนจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่มั่นคงแข็งแรง

รายงานของโออีซีดีฉบับหนึ่งเมื่อปี 2550 ระบุว่า โลกมีเมืองท่า 20 แห่ง ซึ่งตกอยู่ในความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี ค.ศ. 2070

ในจำนวนนี้เป็นเมืองของเอเชีย 15 แห่ง โดย 8 อันดับแรกนำโดยกัลกัตตา ตามด้วยมุมไบ, ธากา, กวางโจว, โฮจิมินห์, เซี่ยงไฮ้, กรุงเทพ (อันดับ 7) และย่างกุ้ง

ในเอเชียยังมีความเสี่ยงอีกหลายเมือง คือ ไฮฟอง (อันดับที่ 10), เทียนจิน (อันดับ 12), กุลนาในบังกลาเทศ (อันดับ 13), หนิงโปในจีน (อันดับ 14), จิตตกอง  (อันดับ 18), โตเกียว (อันดับ 19) และจาการ์ตา (อันดับ 20) ทั้งนี้ นิวยอร์กอยู่ในอันดับที่ 17

ซูซาน แฮนสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชายฝั่ง แห่งศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทินดอล ในอังกฤษ บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้บรรดามหานครของเอเชียมีความเสี่ยงต่อโคตรพายุอย่างแรกคือ ระดับน้ำทะเลซึ่งจะสูงขึ้น 20 นิ้วภายในค.ศ. 2070 อย่างที่สองคือ คลื่นพายุหมุนซัดฝั่ง หรือ storm surge จากพายุไซโคลน ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก

Source : AFP
31 ตุลาคม 2555 เวลา 13:50 น.

"ทักษิณ" เปิดใจ Forbes ขอช่วยเหลือคนจนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มา Voice TV

 "ทักษิณ" เปิดใจ Forbes ขอช่วยเหลือคนจนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ



พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ส้ัมภาษณ์พิเศษกับนิตยสาร Forbes ที่นครดูไบ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยบทความดังกล่าวได้นำลงเผยแำพร่ในเวปไซต์ของนิตยสาร์ Forbes เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยทีมข่าววอยซ์ทีวี ได้แปลทุกถ้อยคำในบทสัมภาษณ์แบบคำต่อคำ

คุณใช้เวลาของคุณอย่างไรบ้าง
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางเพื่อพบปะเพื่อนเก่า เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นว่าแต่ละประเทศจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร ผมต้องการรักษาสัมพันธภาพที่ดีเหล่านั้น ซึ่งประเทศต่างๆ ก็ให้การสนับสนุนผม เพราะสิ่งที่ผมสัญญา ผมทำได้จริง
มีที่ไหนบ้างหรือไม่ที่คุณอยากไปแต่คุณไม่ได้ไป
มีแต่ประเทศไทยเท่านั้น ผมมีวีซ่าเข้าได้ทุกประเทศ ผมใช้หนังสือเดินทางไทยด้วยวีซ่านักธุรกิจ ระหว่างสลายการชุมนุมในประเทศไทย รัฐบาลชุดก่อนหน้าได้ทำหนังสือส่งไปยังหลายประเทศเพื่อขอไม่ให้ประเทศต่างๆ ให้ผมเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งมีหลายประเทศได้ขอร้องไม่ให้ผมเดินทางเข้าไปเนื่องจากประเทศเหล่านั้น รู้ถึงปัญหาประเทศไทยดี และไม่ต้องการเกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลในสมัยนั้น
ทำให้ในช่วงนั้นผมเดินทางไปรัสเซียค่อนข้างบ่อย เพราะผมมีสัมพันธ์ที่ดี นอกจากนั้นผมก็ไปอาฟริกาที่ได้มีโอกาสพบปะเพื่อนเก่าที่นั้น และได้เชิญชวนให้ทำธุรกิจในประเทศเหล่านั้น ผมเลยถามว่าผมควรทำธุรกิจอะไร เขาก็เลยแนะนำว่าไม่ลองทำธุรกิจเหมืองแร่ล่ะ ผมก็เลยถามไปว่าเขามีอะไร เขาตอบว่ามีทองคำจำนวนมาก ซึ่งผมไม่มีประสบการณ์อะไร แต่ได้เรียนรู้จากที่นั่น
ผมได้สัมปทานในการทำเหมืองทองที่อูกานดาและแทนซาเนีย รวมถึงเหมืองไททาเนียมที่ซิมบับเว ซึ่งเราได้พบทั้งทองคำและไททาเนียมแล้ว
ซึ่งรายงานฉบับแรกจะออกมาในเดือนพฤศจิกายน บางส่วนจะออกมาในเดือนมกราคม เราจะเริ่มเหมืองทองคำในแทนซาเนียในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตามมาด้วยเหมืองในอูกานดา ผมอยากรอรายงานสรุปที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังพบแหล่งแพลตินัมในอูกานดาอีกด้วย
คุณทำธุรกิจร่วมกับใครหรือไม่
ไม่เลย ในธุรกิจเหมือง ถ้าคุณนำพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมตั้งแต่แรก คุณจะไม่มีคุณค่าอะไร เพราะคนเหล่านั้นเป็นแหล่งทุนขนาดใหญ่ เราจะกลายเป็นคนตัวเล็กๆ แต่ผมทำตัวเหมือนเริ่มต้นเองใหม่หมด เริ่มต้นใหม่ที่อายุ 60 ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ผมก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก เป็นการบุกเบิกการลงทุนใหม่ๆ มากกว่า
คุณบอกว่าไม่จริงจัง แสดงว่าคุณไม่ได้ลงทุนมากมายนัก
ก็ไม่มาก ผมลงทุนไปประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐแค่นั้น
คุณได้เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปกลับมาบ้างหรือไม่
ผมได้กลับมาประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ จึงทำให้ผมมีเงินไปลงทุน
คุณลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมอีกหรือไม่
ผมได้รับการทาบทามให้เข้าไปขอใบอนุญาตโทรคมนาคมในหลายประเทศ แต่เนื่องจากผมเป็นคนรู้มาก ทำให้ผมรู้ว่าไม่ควรลงทุนในธุรกิจนี้เพราะมีผู้แข่งขันจำนวนมาก หลายๆ ประเทศจำนวนรายได้ค่าบริการต่อประชากรต่ำมาก ซึ่งไม่คุ้ม
กลับมาที่เรื่องเหมืองกันต่อ คุณเคยทำโครงการเหมืองถ่านหินในอาฟริกาใต้
ผมเคยทำแต่มีความขัดแย้งกับหุ้นส่วน ผมเลยถอนตัว
ส่วนที่คองโก คุณได้เป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดี
ไม่ใช่ครับ ผมเพียงแต่ไปที่นั่น ผมรู้จักประธานาธิบดีคาบิลาแห่งคองโก ได้เจอกัน แต่ไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไร
ดูเหมือนว่าอาฟริกาเป็นที่ที่คุณสนใจ คุณรู้จักคนที่นั่นเพราะคุณเป็นคนมีสายสัมพันธ์กับพวกเขาหรือ
ผมไม่ได้รู้จักทุกคน รู้จักบางคน แต่ความสามารถในการช่วยเหลือคนยากจนของผมทำให้หลายคนอยากเจอผมเพื่อขอ ประสบการณ์  จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์มีมาตั้งแต่สมัยที่ผมบริหารประเทศอยู่ ต่างคนต่างรู้จักกัน แต่อาจจะไม่สนิทกันมากนัก จริงๆ แล้วผมวางแผนว่าในปี 2548 จะเป็นปีแห่งสัมพันธ์ไทยอาฟริกา แต่สถานการ์ในประเทศช่วงนั้นไม่ค่อยดี ผมเลยเดินทางได้ไม่เยอะ ผมเลยได้ไปแค่ประเทศเคนยา
น่าสนใจตรงที่คุณบอกว่าคุณเดินทางด้วยหนังสือเดินทางไทย แต่ผมเข้าใจว่าหนังสือเดินทางคุณถูกเพิกถอน แล้วคุณได้หนังสือเดินทางกลับมาได้อย่างไร
ผมได้รับหนังสือเดินทางหลังจากที่รัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาบริหารประเทศ คุณก็รู้ว่าก่อนหน้านี้มีอคติมีความลำเอียง หนังสือเดินทางของผมถูกยกเลิกคนเดียว แต่คนอื่นที่มีคดีอาญากลับสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้สบาย นี่เป็นการแก้แค้นทางการเมือง เป็นการละเมิดการใช้กฎหมาย เลือกปฏิบัติ
มาคุยถึงเรื่องน้องสาวของคุณบ้าง เธออยู่ในอำนาจมากว่า 1 ปี หลายคนประหลาดใจว่าอยู่มาได้นาน แต่ก็เริ่มมีปัญหากับโครงการรับจำนำข้าว
นั่นไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นการอิจฉาจากการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่เกรงว่าเราจะได้พลังมากขึ้นจากราก หญ้า โครงการนี้เกษตรกรมีความสุข สามารถชำระเงินที่กู้มาได้ อีกกลุ่มที่มีปัญหากับโครงการนี้คือผู้ส่งออก เพราะก่อนหน้านี้ชีวิตของพวกเขาสบายเหลือเกิน เพราะรัฐบาลซื้อมาแล้วก็ขายให้ผู้ส่งออกถูกๆ แล้วก็ไปขายต่อในตลาดต่างประเทศราคาถูกเช่นกัน  เราเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ทำไมเราต้องขายข้าวในราคาถูก แต่ผู้เสียประโยชน์คือชาวนา รัฐบาลชุดนี้มีแนวคิดที่อยากให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ มีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มิเช่นนั้นก็จะเลิกทำนาและไปทำอย่างอื่น เหมือนกับความพยายามที่เราจะสร้างแพทย์ขึ้นมา ซึ่งเมื่อเรียนจบแต่ให้เงินเดือนต่ำๆ พวกเขาก็จะไม่ทำงาน  ดังนั้นเมื่อเราตัดสินใจที่จะเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 เราต้องให้เกษตรกรอยู่ได้ นี่เป็นปรัชญาของเรา ดังนั้นกลุ่มผู้ส่งออกจะต้องทำงานหนัก อย่าสบายเกินไปนัก พวกคุณต้องรู้จักการทำการตลาด ต้องรู้จักการแข่งขัน และจะทำให้ทั้งโลกหันมาซื้อข้าวไทยประมาณ  7 – 10 ล้านตัน  เมื่อเราเริ่มมีข้าวในสต็อค ทุกคนอยากให้เราขาย แต่เราไม่ทำ เพราะอินเดียลดราคาขายข้าวเหลือเพียง 400 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ตอนนี้ราคาข้าวขึ้นไป 600 ดอลลาร์ต่อตัน หรือขึ้นไปเกือบ 50% ทำให้ข้าวในสต็อกของเรามีราคาขึ้น  ดังนั้นถ้าเรารีบขาย แต่เราก็จะขาดทุนมาก โครงการนี้เราต้องการช่วยเกษตรกร ดูๆ ไปเหมือนจะขาดทุนจากเงินที่ใช้ไป 4 แสนล้านบาทจากกระเป๋าซ้าย แต่ขณะนี้เราได้กลับมาจากภาษีประมาณ 7% หรือ 27,000 ล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะกลับมา 3 เท่า เพราะคนยากจนเมื่อพวกเขาได้เงิน ก็จะใช้จ่าย เงินก็จะกลับเข้ามาถึง 3 เท่า ดังนั้นถ้าคุณทำเงินในกระเป๋าซ้ายหายไป 7 หมื่นล้าน แต่จริงๆ คุณจะได้กลับมาเกือบ 81,000 ล้านในกระเป๋าขวา ท้ายที่สุดแล้วนี่คือเศรษฐศาสตร์ในการเข้ามาช่วยเหลือคนจน
อาจจะไม่ใช่จำนวนมาก เพราะว่าระบบไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ เราจะเริ่มทำทุกอย่างให้เป็นดิจิตอล ซึ่งจะทำให้เราสามารถคำนวณได้ว่าผลตอบแทนต่อไร่ควรเป็นเท่าไหร่ จะทำให้ต้นทุนลดลง เราต้องยอมรับว่ามีการรั่วไหลบ้าง เจ้าหน้าที่รัฐระดับล่างอาจมีการเอาเปรียบชาวนาบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ชาวนาพอใจกับโครงการนี้ ขณะเดียวกันเราไม่พยายามผลักดันให้ขายข้าวราคาแพง เราต้องการราคาเป็นธรรมต่อเกษตรกร
แต่นั่นทำให้เราเสียโอกาสให้กับผู้ส่งออกรายอื่น เช่น เวียดนาม?
ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วเวียดนามก็ไม่อยากขายข้าวในราคาถูกต่อไป เวียดนามก็ไม่สามารถเพาะปลูกได้มากกว่านี้ แต่ทั้งโลกยังบริโภคประมาณเท่าเดิม ถ้าเวียดนามรีบขายก็ขายไป เราขายช้ากว่า ก็ไม่เห็นเป็นไร
ดูเหมือนว่าคุณจะคุ้นเคยกับทิศทางของโครงการนี้มาก
โครงการนี้ เป็นโครงการที่ผมคิดขึ้นมาคนเดียว เหมือนกับสโลแกนที่ใช้ตอนหาเสียง ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ
คุณมีส่วนร่วมกับนโยบายอื่นอีกด้วยหรือไม่
ผมชอบทำงานระดมสมองร่วมกับคนของเรา นักวางยุทธศาสตร์ในไทย ในพรรค รวมถึงคุณยิ่งลักษณ์ ที่มีส่วนร่วมวางนโยบายกับเรา
คุณคุยกับคุณยิ่งลักษณ์บ่อยแค่ไหน
เราคุยกันเหมือนคนในครอบครัว เราคุยกันบ่อย เพราะเราเป็นคนในครอบครัว ซึ่งเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน เราก็จะปรึกษาหารือกันในหลายด้าน รวมถึงการบริหารจัดการ ผมทำตัวเหมือนเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวให้คุณยิ่งลักษณ์ที่สามารถปรึกษาได้ตลอด เวลา แต่ไม่ได้เรียกร้องว่าจะต้องมาปรึกษาตลอด
คุณยิ่งลักษณ์โทร.หาบ่อยแค่ไหน สองสามครั้งต่อสัปดาห์?
บางครั้งสองสามครั้งต่อสัปดาห์ บางช่วงมีเรื่องร้อนก็จะคุยกันบ่อย เพราะผมรู้จักคน ผมรู้กฎหมาย ผมรู้ขั้นตอนพิธีการระหว่างประเทศ เธออาจจะยังใหม่ เธอไม่จำเป็นต้องโทร.หาก็ได้ แต่เมื่อเธอโทร.มา ผมสามารถให้คำตอบได้ทันที เพราะผมนั่งอยู่นี่ ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว
นี่รึเปล่าที่ทำให้คนวิจารณ์ว่าคุณอยู่เบื้องหลังคุณยิ่งลักษณ์?
ผมอยู่เบื้องหลังนโยบายของทางพรรคอยู่แล้ว เพราะในช่วงแรกคุณยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ก้าวเข้ามาเล่นการเมือง เราได้พูดคุยกัน เธอมีประสบการณ์ที่ดีในด้านการบริหาร ด้วยวัยเพียง 35 ปีได้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอไอเอส ผู้ให้บริการมือถือที่ใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งขณะนั้นเรามีผู้ใช้บริการถึง 40 ล้านคน มีพนักงาน 22,000 คนภายใต้การบริหารของเธอ ทำให้เธอมีประสบการณ์ที่ดี นอกจากนี้ด้านไฟแนนซ์เธอก็เก่ง ดังนั้นเมื่อเราคิดอะไร เราก็จะปรึกษาหารือกัน บางครั้งเธอก็จะบอกไม่เห็นด้วยเพราะบางโครงการใช้จ่ายเงินมากเกินไป อาจจะไม่ดี เธอมีสัญชาติญาณเพราะประสบการณ์ที่สั่งสมมา
คุณมีนโยบายอะไรที่อยากจะผลักดันให้เร็วกว่านี้หรือไม่
สิ่งหนึ่งที่เราต้องการทำและเราได้สัญญาไว้กับประชาชนแต่ถูกห้ามไม่ให้ทำ นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นผลพวงของรัฐประหาร ซึ่งคุณเข้าใจได้เลยว่ามันจะต้องไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าประเทศไทยยังเป็นเช่นนี้อยู่ เราจะไม่สามารถก้าวได้เร็ว เพราะเหมือนกับว่าคุณอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยกับระเบิด ก่อนคุณจะก้าวออกจากบ้านไปทำงานคุณต้องระมัดระวังเพราะอาจจะระเบิดได้ทุก เมื่อ และเมื่อเดินกลับบ้านเพื่อเข้านอน ก็ต้องระวัง ซึ่งนี่เป็นสถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน
เพราะพรรคอาจถูกยุบได้
ใช่ ใช่ เพราะพวกเค้าไม่ต้องการให้เราอยู่ ต้องการเตะออกไปให้ไกลๆ ทั้งๆ ที่มาจากพลังของประชาชน พวกเค้าไม่เคารพประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เคารพในพลังของประชาชน
ในการที่จะแก้รัฐธรรมนูญได้ คุณจำเป็นหรือไม่ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากในวังก่อน?
ไม่เลย สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญที่มีองค์กรอิสระมากมายที่ได้รับการคัดเลือก จากกลุ่มผู้ปฏิวัติ  ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาได้เปลี่ยนการปฏิวัติจากที่เคยทำโดยทหารซึ่งไม่เป็นที่ ยอมรับในทางสากล มาเป็นการปฏวัติผ่านพลเรือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่โลกอาจจะไม่เข้าใจ เพราะโลกอาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องปกติ ต้องเคารพ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นผลพวงของการปฏิวัติรัฐประหาร เราต้องแก้ไขให้ได้
เราต้องเดินฝ่ากับระเบิด ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้ เราต้องแก้ไข เพราะเราได้สัญญาไว้แล้วตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง และเมื่อเราไปทำงาน แต่เหยียบกับระเบิดตูมขึ้นมา คนก็จะเข้าใจ
คุณเห็นโอกาสหรือไม่ในการปรองดองระหว่างพรรคการเมือง
นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการเห็น แต่ผมก็ไม่แน่ใจ ถ้ามีความยุติธรรมในเมืองไทย ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ บางพรรคการเมืองอาจะคิดว่าได้รับการหนุนหลัง และได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ทำให้พวกเขาได้เปรียบกว่า ซึ่งการให้สิทธิประโยชน์มากจนไม่สนใจความเท่าเทียมเป็นสิ่งไม่ดี เหมือนการเล่นฟุตบอล คุณอาจจะไม่อยากเล่นถ้าคุณรู้ว่ายังไงคุณก็ได้เป็นแชมป์ แต่ถ้าคุณต้องทำงานหนัก คุณต้องเดินตามมาตรฐานสากล คุณต้องแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งแชมป์
คุณบอกว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง คุณได้คุยกับใครในนั้นหรือไม่
ไม่ ไม่เลย สถาบันอยู่เหนือการเมืองเสมอ เมื่อครั้งผมเป็นนักการเมือง ผมไม่ดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ผมเคารพสถาบัน และผมก็อยู่แต่เฉพาะวงการเมืองเท่านั้น
มาที่เรื่องกีฬาที่คุณชอบบ้าง อนาคตของคุณที่จะข้องเกี่ยวกับการกีฬาเป็นอย่างไร
มีเพียงแค่แมนเชสเตอร์ซิตี้ที่ได้ใจผม ผมได้ข้อเสนอมากมายแต่ผมตัดสินใจไม่เข้าไป เพราะใจผมยังผูกติดอยู่กับแมนเชสเตอร์ซิตี้
ทำไมตอนนั้นคุณตัดสินใจขายล่ะ
ตอนนั้นผมไม่มีเงิน ตอนนั้นผมถูกทำร้ายทางการเมือง ถูกยึดทรัพย์ ซึ่งไม่ยุติธรรม จนถึงวันนี้ผมยังได้รับการปฏิบัติไม่เป็นธรรม ซึ่งผมก็พยายามต่อสู้ต่อไป คุณก็รู้ว่าคนอย่างผมยอมจ่ายเงินเป็นพันๆล้าน ผมไม่แคร์อะไร เพียงแต่ต้องการความเป็นธรรม กฎหมายไทยไม่สามารถให้หลักการกับนักเรียนได้เลย เพราะการบังคับใช้กลับละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ในบางเรื่องไม่มีกฎหมาย ก็เขียนกฎหมายขึ้นมาเอง ด้วยภาษาของตัวเอง
เพียงเพราะคุณต้องการช่วยเหลือชาวนา?
ความคิดของผมอาจจะแตกต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะพวกอนุรักษ์นิยม ผมอาจจะใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนมาก จนเห็นว่ามีประเทศยากจนเพียงไม่กี่ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทย ดังนั้นผมจึงคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องหาทางช่วยให้คนหลุดพ้นจากความยากจน ความมุ่งมั่นของผมไม่ได้อยู่แค่เพียงเรื่องการเมือง ถ้าผมจะกลับเมืองไทย ผมก็จะกลับไปช่วยเหลือคนยากจนให้เข้มแข็งขึ้น เพราะผมเชื่อว่าถ้าคนหลุดพ้นความยากจนได้ จะทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง และเมื่อประเทศชาติรุ่งเรือง เหล่าอำมาตย์ที่นั่งอยู่ข้างบนก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น แต่พวกเขาไม่เข้าใจ พวกเขาต้องการแบบที่เป็นอยู่
คุณรู้จักบิลคลินตั้นใช่มั้ย คุณมีแผนที่จะร่วมโครงการ Clinton Global Initiative รึเปล่า
ครับผมรู้จัก แต่โครงการดังกล่าวไม่แน่ใจ คลินตั้นอาจจะคิดว่าผมลี้ภัยอยู่ แต่จริงๆ คลินตั้นเป็นคนแนะนำผมให้รู้จักกับชาวเปรูที่ชื่อ เฮอร์นานโด้ เดอ โซโต คนเขียนหนังสือเกี่ยวกับทุนนิยม และเพิ่มพลังให้คนจน ซึ่งผมได้เคยเชิญไปที่เมืองไทย ได้แลกเปลี่ยนกับนักคิด และนำหลายนโยบายของเขาไปใช้
ผมคงต้องถามเกี่ยวกับทหาร เข้ากับคุณยิ่งลักษณ์ได้ดีหรือไม่
ดีมาก
ดูแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา
เท่าที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไรกัน เราทำงานด้วยกันเป็นอย่างดี แต่อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่มีสูตรอะไรตายตัว สมัยที่ผมเป็นรัฐบาลผมก็ไม่มีปัญหา ผมได้แต่งตั้งหลายคนรวมถึงคนที่โค่นผมจากตำแหน่งคือพลเอกสนธิ แต่เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตาม
คุณเป็นนักการเมือง แต่ก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คุณมีเงินมากมาย แต่ทำไมคุณทำให้ตัวเองตกอยู่ในฐานะที่คนอื่นวิจารณ์คุณว่ากระหายเงิน
นักการเมืองย่อมวิจารณ์คนอื่นในทางที่แตกต่างกันออกไป ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือยุทธศาสตร์ยูโด คุณจะพบว่าจะต้องโจมตีคู่ต่อสู้ในจุดที่แข็งแรงที่สุดยามเคลื่อนไหว ซึ่งจุดที่แข็งแรงสุดคือขา ที่เมื่อกำลังเคลื่อนแล้วโดนเตะสกัด คุณก็จะล้ม ซึ่งฝ่ายตรงข้ามผมพยายามโจมตีจุดที่แข็งที่สุดของผมตลอดเวลา ผมพยายามชี้แจงมาตลอดว่าผมมีเท่าไหร่ก่อนเข้ามาเล่นการเมือง และเมื่อเล่นการเมืองผมมีลดลง หลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่ผมเท่านั้น แต่พวกเขาพยายามทำให้คนเข้าใจผิด เช่นเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษี ก็จะบอกว่า ขนาดขายก๋วยเตี๋ยว ยังต้องเสียภาษี ดังนั้นถ้าคุณขายกิจการ ก็ต้องเสียภาษีสิ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิด เพราะขายก๋วยเตี๋ยวคือการขายสินค้า คุณต้องจ่ายภาษี แต่บริษัทที่ขายโทรศัพท์มือถือจ่ายภาษีอยู่แล้ว และถ้าขายหุ้นในตลาดหุ้น ตามกฎหมายก็ไม่ต้องเสียภาษีกำไรส่วนต่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามผมนำมาใช้โจมตีว่าผมกระหายเงิน ผมมีเงินมากมาย แต่ไม่ยอมเสียภาษี เพราะพวกเขารู้ดีว่าจุดอ่อนของสังคมคือความอิจฉา บางประเทศคุณอาจจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป จนถึงทุกวันนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บภาษีส่วนต่างกำไร หรือ CAPITAL GAIN TAX
คุณมีมุมมองอย่างไรต่อจีน อาเซียน และข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
ผมได้คุยกับผู้นำอาเซียนหลายคน และได้บอกไปว่าข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เกี่ยวพันกับชาติสมาชิกอาเซียนหลาย ประเทศ ซึ่งจีนเป็นประเทศคู่เจรจากับอาเซียนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ควรเป็นปัญหาระหว่างอาเซียนกับจีน แต่ควรเป็นการเจรจาระดับทวิภาคี จริงอยู่ที่ชาติสมาชิกอาเซียนอาจจะมีความกังวล แต่อาเซียนไม่ควรมีส่วนในการเข้าไปเจรจาหรือกดดัน เพื่อที่จะทำให้เราปลอดจากข้อขัดแย้ง เพราะการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กัมพูชาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีสัญญาณ ที่ไม่ดี ทำให้ไม่สามารถออกปฏิญญาร่วมกันได้เพราะปัญหานี้ ทำให้ผมได้บอกนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นว่าเรื่องข้อพิพาทนี้ไม่ควรเป็นเรื่องของ อาเซียน ควรเป็นเรื่องของทวิภาคี โดยอาเซียนจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการเจรจาที่สงบสุข
แต่จุดยืนของคนดูเหมือนว่าเป็นจุดยืนที่เอื้อต่อประเทศจีน
ผมไม่คิดเช่นนั้น ผมใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือสันติภาพ อาเซียนต้องมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เรายังมีคนยากจนอีกมากมาย ทำไมเราไม่มองหาลู่ทางสันติและทำให้เกิดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ คนจนไม่สามารถที่จะทนความจนไปได้อีกนานนัก ซึ่งปัญหาข้อพิพาทถ้าคุณยกออกไป รอก่อนได้ แต่ปัญหาเรื่องคน รอไม่ได้
สิ่งที่เราเรียกว่า การพัฒนาร่วมกันระหว่างไทยและมาเลเซีย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เรากำลังนำแนวคิดนี้ไปใช้กับกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น เราควรจะร่วมมือกันมากกว่าจะต่อสู้กัน ขณะเดียวกันเราต้องการเห็นสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ถ้ามีอะไรที่ผมทำให้ความสัมพันธ์นี้ดีขึ้นได้ ผมก็จะทำ ผมรู้จักผู้นำในภูมิภาคนี้ ผมต้องการนำเสนอทางออกแห่งสันติภาพ เพราะภูมิภาคนี้ต้องการความรุ่งเรือง โลกอยากเห็นเราสงบสุขและเจริญเติบโตเพราะขณะนี้โลกมีปัญหาทั้งในสหรัฐและ ยุโรป อาฟริกาก็ต้องให้มีความรุ่งเรืองเพื่อให้โลกเติบโต มิเช่นนั้นเศรษฐกิจโลกจะหยุดนิ่ง
คุณมีสายสัมพันธ์กับสมาชิกระดับคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาของรัฐบาลจีนหรือไม่
ไม่รู้จักใครในระดับคณะกรรมาธิการสามัญ แต่ผมสนิทกับรัฐบาลจีน และมีโอกาสได้พูดคุยกัน ฟังความเห็น ผมเพิ่งไปสหรัฐอเมริกาและได้พบเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับจีนและสหรัฐ จีนและอาเซียน แลกเปลี่ยนมุมมองในสิ่งที่ควรจะเป็น
เขาเป็นอย่างไรบ้าง
เขาเป็นคนฉลาด สมองยังทำงานได้ดี เดินมาส่งผมถึงลิฟต์ ยังแข็งแรง เราคุยกันประมาณหนึ่งชั่วโมง
นี่เป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตคุณหรือไม่
ผมไม่เคยคิดเช่นนั้น เพราะผมเป็นนักค้นหาทางออก เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหา ผมจะต้องหาทางออกให้ได้ เมื่อผมหาทางออกได้ ผมจะไม่รู้สึกแย่หรือยากลำบาก ผมโอเค ผมเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก มองและคิดไปข้างหน้า มากกว่ามองกลับไปข้างหลัง
ถ้าคุณมีโอกาสได้กลับเมืองไทย คุณต้องการมีตำแหน่งอะไรหรือไม่
ผมต้องการช่วยเหลือผู้คนด้วยหนทางใดก็ได้ ถ้าผมสามารถทำได้ ผมจะทำ ผมมีประสบการณ์ที่จะช่วยเหลือทั้งในกระบวนการคิด หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราผมสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินให้ผม ผมยังเป็นคนตกงาน แต่ไม่ต้องการเงินเดือน
ในช่วงนั้นหลายประเทศต้องการให้ผมตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เพราะพวกเขาเห็นใจผมและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผมไม่ต้องการ รัฐประหารเกิดขึ้นในไทยบ่อยครั้งมากและทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติอย่างรวด เร็ว ปกติแล้วจะไม่ค่อยทำอะไรกับนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นอำนาจลง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นายกที่ถูกโค่นยังได้รับความนิยมและพวกเขาพยายามล้าง แค้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว และก็จะดำเนินต่อไป
ดูเหมือนว่าคุณยังไม่พอใจจนกว่าคุณจะแก้ให้ทุกอย่างถูกต้องได้
ไม่ ผมจะยังรอ แม้ว่าจะต้องนอนตายบนเตียงก็ตาม
คุณคิดถึงประเทศไทยหรือไม่
แน่นอน ทุกคนคิดถึงประเทศของตัวเอง แต่เนื่องจากผมจากบ้านมานาน ผมสามารถปรับตัวได้แล้ว ผมอยู่ที่ไหนก็ได้ ผมพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
มีอะไรอีกหรือไม่ที่คุณอยากให้เราเข้าใจ
ผมค่อนข้างโชคร้ายที่ประเทศไทยมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเพียง 2 ฉบับ และทั้ง 2 ฉบับอยู่ตรงข้ามกับผม ซึ่งคนนอกประเทศจะติดตามข่าวสารของไทยจากหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับนี้ ข้อความที่ใช้นั้นเต็มไปด้วยอคติ ลำเอียงตั้งแต่ต้น ไม่เพียงแค่ในเนื้อหา รวมถึงการพาดหัวที่อคติ ดังนั้นอย่าไปเชื่อ ถ้าคุณอยากรู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนชื่อทักษิณ และไปอ่านหนังสือพิมพ์พวกนั้น คุณจะไม่รู้จักทักษิณที่แท้จริง

Soucre : เวปไซต์นิตยสาร Forbes
http://www.forbes.com/sites/timferguson/2012/10/30/qa-thaksin-sits-down-with-forbes/



31 ตุลาคม 2555 เวลา 02:07 น.

สัมภาษณ์ทนายความคดีสุรภักดิ์ : มุมมองการต่อสู้คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-112

ที่มา ประชาไท




การยกฟ้องในคดีของสุรภักดิ์ ผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างสำคัญในสังคม โดยเฉพาะแวดวงนักกิจกรรมและผู้ที่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะคดีลักษณะดังกล่าว เมื่อเกี่ยวพันกับมาตรา 112 ที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏการชนะคดีให้เห็น ยกเว้นคดี ‘เบนโตะ’ ผู้ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความในเว็บบอร์ด
ธิติพงษ์ ศรีแสน หรือที่เรียกกันว่า ทนายเซียง เป็นทนายว่าความคดีนี้ เขาเป็นทนายผู้เชี่ยวชาญคดีทรัพย์สินทางปัญญาและเริ่มทำคดีความมั่นคงที่ เป็นประเด็นอ่อนไหวเป็นคดีแรก ความน่าสนใจของเขาอยู่ที่แนวทางในการสืบพยานและการเตรียมการของทนายซึ่งไม่ มีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือ รวมไปถึงมุมมองเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่น่าสนใจ

000000

แบ็คกราวน์ก่อนหน้านี้ทำคดีเกี่ยวกับอะไร
ก็เป็นทนายอิสระ ทั่วๆ ไปเหมือนสำนักงานทนายความ ที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.คอมมากหน่อยก็เป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา แต่สองปีที่ผ่านมาก็เริ่มทำคดีเสื้อแดงเยอะ ในช่วงสลายชุมนุมปี 53 คือคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนใหญ่จะทำกับชาวบ้านรากหญ้า ไม่ใช่ระดับแกนนำ วันที่ 19 พ.ค.53 ม็อบแตก บังเอิญได้รับโทรศัพท์จากคนเสื้อแดงหลายคน แจ้งว่ามีคนถูกจับกุมแล้วถูกจับตัวไปศาลและถูกบังคับให้รับสารภาพ เลยเข้าไปช่วย

แล้วมารับคดีนี้ได้อย่างไร
เพราะเห็นบทเรียนจากคดีอากง แล้วเห็นว่าคดีแบบนี้ เป็นคดีที่ไม่ว่าคำพิพากษาก็ดี เนื้อหาคดี มันทะแม่งๆ ไม่น่าจะสามารถลงโทษจำเลยได้ จากนั้นมีโอกาสเจอกับแม่ของสุรภักดิ์โดยบังเอิญแล้วเขาเล่าให้ฟัง ก็สงสารแม่เขา
ที่สำคัญ สุรภักดิ์ จำเลยของคดีนี้ก็เป็นเสื้อแดงเหมือนกัน ไม่รู้ว่าด้วยความที่ส่วนตัวเป็นเสื้อแดง หรือว่าอคติ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าคนมีความคิดในแนวเสื้อแดง พื้นฐานเขาเป็นคนดี

ตอนแรกหวั่นใจไหม
หวั่นใจ คำฟ้องโจทก์เขียนค่อนข้างดี รัดกุม เป็นขั้นเป็นตอน ผมก็ยังเคยคุยกับเพื่อนทนายว่า หนักและเครียดมากคดีนี้
จริงๆ แล้วโดยรูปแบบแล้วหนักกว่าคดีอากง คดีอากงเปรียบเทียบแล้วคล้ายๆ ว่าอากงยิงปืนไม่เป็น แต่บังเอิญมีปืนไว้กระบอกหนึ่ง ใครหยิบไปฆ่าคนตายแล้วมาวางไว้ที่บ้านอากงก็ไม่รู้ ข้อเท็จจริงมันชัดว่าอากงไม่เคยยิงปืนและยิงปืนไม่เป็น แต่สุรภักดิ์เป็นโปรแกรมเมอร์ ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ และพบหลักฐานในคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ความยากของคดีมันอยู่ตรงนี้ และเอกสารในสำนวนเยอะมากที่เราต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง อ่านแล้วเจอพิรุธในเอกสารของโจทก์เอง มีแค่บรรทัดเดียวเล็กๆ ว่ามีการใช้เครื่องวันที่ 2 ก.ย.และ 7 ก.ย.ตอนที่เขาโดนจับแล้ว

ตัวทนายมีความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ไหม
ผมก็มีในฐานะ user ทั่วๆ ไป ถ้าเขาได้ประกันตัวมาคดีจะสะดวกกว่านี้เยอะ โดยเฉพาะเมื่อตัวจำเลยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย ข้อเท็จจริงเราบอกผ่านกันทางลูกกรง จำเลยไม่มีโอกาสมานั่งสาธิต เขาบอกอย่างเดียวว่ามันปลอม แต่มันจะปลอมยังไง ผมต้องไปนั่งศึกษา ผมก็ไม่มีทีม support มันหายาก ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่อยากจะให้ความร่วมมือ ใช้วิธีอ่านหนังสือ ค้นคว้า โดยเราได้ธงมาอย่างหนึ่งคือจำเลยยืนยันว่าไม่ได้ทำและหลักฐานเป็นไฟล์ปลอม ซึ่งเราก็ต้องตีโจทย์ต่อเองว่ามันปลอมยังไง

ใช้เวลานานไหมในการหาข้อมูล
คดีนี้ก็น่าจะประมาณ 3 เดือน

คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา กับที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคง มีความยากง่ายต่างกันไหม
ต่างกันหลายเรื่อง คดีนี้สำคัญที่สุดคือแรงกดดัน คนที่โดนคดีนี้ คนที่มาทำคดีนี้ ตกอยู่ภายใต้ภาวะแรงกดดันสูง คุณไม่มีทางไปเชิดหน้าชูตาบอกใครที่ไหนได้เลยว่าคุณเป็นทนายให้คนที่หมิ่น สถาบัน คุณจะไปขอความร่วมมือจากใคร แล้วโดยความซับซ้อนก็มีสูง โดยส่วนตัวเราก็ไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์ ทุกคดีมีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่คดีนี้องค์ประกอบส่วนอื่นยิ่งทำให้คดียากขึ้นไปอีก

หลังจากรับคดีนี้แล้ว คาดว่าจะมีปัญหาในอาชีพการงานไหม
อันนั้นไม่กลัว โดยส่วนใหญ่แล้วลูกความของผมมักมีแนวคิดทางการเมืองตรงข้ามกับผม แต่เขาก็เข้าใจในบทบาทและน่าที่ แต่ถ้าเขาจะไม่จ้างผมเป็นทนายเพราะผมเป็นคนเสื้อแดง ผมก็ไม่ worry  ถ้าเรามั่นใจว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผลที่จะตามเราพร้อมจะรับเสมอ คนรอบข้างใกล้ตัวหลายคนก็ทักเสมอ ท้วงติงด้วยความห่วงใยว่า แน่ใจเหรอที่จะมาทำคดีแบบนี้ เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวในสังคมไทย จะจริงหรือไม่จริง พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาถูกประณามไปก่อนแล้ว เหมือนคดีของสุรภักดิ์ พิสูจน์ได้เลยว่าพยานหลักฐานที่ทำเป็นเท็จแต่ตลอดระยะเวลาปีเศษๆ เขาเหมือนอะไรสักอย่างที่ถูกตั้งข้อสังเกตในสังคมไปแล้ว

จะมีการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้แจ้งความจับในคดีนี้ไหม
เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายว่าจะตัดสินใจอย่างไร คงให้คำแนะนำหลังจากที่เขามาขอคำแนะนำ สาระสำคัญของคดีนี้ ผมว่ามันกล่าวหากันง่ายเกินไป เราพูดในเรื่ององค์รวมในการใช้มาตรา 112 คดีอย่างสุรภักดิ์มันกล่าวหากันง่ายมาก มีคนบอกตำรวจว่ามีเฟซบุ๊คหมิ่นสถาบัน คนบอกมีตัวตน แต่คนที่บอกว่าเจ้าของเฟซบุ๊คคือสุรภักดิ์คือนายมานะชัยซึ่งไม่ปรากฏตัวตน เป็นคำกล่าวอ้างของพนักงานสอบสวน ไม่มีการตรวจสอบที่มาที่ไปว่าคนนี้คือใคร แล้วก็นำมาซึ่งการออกหมายค้น วันนั้นยังไม่ออกหมายจับนะ พอเจอเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ตำรวจยังไม่สามารถจับได้นะ เพราะไม่มีการกระทำความผิดซึ่งหน้า ในขั้นตอนในการจับกุม ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่เข้าจับกุมได้ให้สุรภักดิ์เขียนกระดาษอีกใบหนึ่งบอก ว่าเฟซบุ๊คที่มีเรื่องนี้ มีพาสเวิร์ดอะไร สุรภักดิ์ไม่รู้ก็ให้พาสเวิร์ดเครื่องไป แล้วตำรวจก็เอาหลักฐานตัวนี้ไปขอหมายจับที่ศาล
คือกระบวนการ หรือ process มันผิดฝาผิดตัวหมด  กระบวนการดำเนินคดีมันผิดมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่มีคนแจ้งกันง่ายๆ ว่าคนนี้ ชื่อนี้ ที่อยู่นี้เป็นคนทำ คนที่บอกก็ยังหาตัวตนไม่เจอ

คดีนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าพยานหลัก ฐานอาจจะเท็จ มีความเป็นไปได้ไหมที่จะสามารถสร้างบรรทัดฐานโดยจำเลยอาจฟ้องกลับเจ้า พนักงานที่ดำเนินการ
เป็นไปได้ พยานบุคคลที่นำมาสืบเป็นผู้เชี่ยวชาญเหมือนกัน เขายืนยันกับผมหลังสืบพยานว่า เขามั่นใจในฐานะนักคอมพิวเตอร์ว่าหลักฐานนี้เท็จแน่นอน หลังจากที่สุรภักดิ์ออกจากคุกแล้วก็คงให้เขาคิดและตัดสินใจเองว่าจะทำอย่าง ไร

กระบวนการยุติธรรมถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด มาถึงวันนี้คิดอย่างไร
ผมว่าหลังจากที่ฟังคำพิพากษาวันนี้แล้ว เรายังพอมีความหวังอยู่บ้างเรื่องกระบวนการยุติธรรม แต่โดยส่วนตัวผม กระบวนการยุติธรรมจะไม่ยุติธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาเลย ถ้าผู้ที่ถูกกระทำหรือจำเลยหรือผู้ต้องหา ไม่ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการประกันตัว ผมมีความเห็นว่า คดีมาตรา 112 หรือคดีอะไรก็แล้วแต่ เมื่อภายหลังมีการยกฟ้องจำเลย มันจะเกิดความเสียหายกับจำเลยน้อยมาก ถ้าศาลให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีโดยการให้ประกันตัว วันนี้ผมถามว่า ออกมาแบบนี้ ระยะเวลา 1 ปีเศษๆ ที่สุรภักดิ์อยู่ในคุก ผมมองว่าไม่มีอะไรทดแทน ชดเชยให้เขาได้ ชดเชยทางความรู้สึก เวลาที่เสียไป ธุรกิจการงาน

เรื่องการประกันตัวดูจะเป็นปัญหาใหญ่ในคดีลักษณะนี้
เรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่การกล่าวอ้างไม่ให้ประกันลอยๆ ยกตัวอย่างว่า กรณีศาลสั่งไม่ให้ประกันเนื่องจากกลัวจะหลบหนี กลัวยุ่งเหยิงกับพยาน มันมีหลายคดีที่ข้อเท็จจริงในคดีมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นเรียบร้อย แล้ว และการหนีของจำเลยก็ต้องดูว่าเขาสามารถหนีไหม คุ้มกับที่เสียหลักประกันไปหรือเปล่า
เราพูดเรื่องสิทธิของจำเลยในการได้รับการประกันตัวกันเยอะ แต่เราไม่เคยพูดว่าอำนาจของคนที่จะไม่ให้ประกันตัวควรจะมีแค่ไหน จริงๆ เราควรพูดเรื่องนี้มากกว่า ผมเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเรื่องของคน ซึ่งสามารถใช้ช่องว่างของระบบได้ แต่ถ้าเราสามารถแก้ไขระบบได้ ต่อให้คนที่มีทัศนคติเกี่ยวกับคดียังไง ก็ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเกินเลย ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราวางระบบว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้คุณต้องให้ประกันตัวนะ คุณจะใช้ดุลยพินิจนอกเหนือจากระบบไม่ได้ แต่ตอนนี้โครงสร้างของระบบมันมีช่องว่าง
เวลาพูด เราพูดถึงองค์รวม การปรับหรือการปฏิรูประบบยุติธรรม ประชาชนทุกคนต้องได้ประโยชน์ รวมทั้งคดีมาตรา 112 เพื่อให้ยุติธรรมกับประชาชน

คิดว่าคดีนี้อัยการจะอุทธรณ์ไหม
แล้วแต่ทางอัยการ ถ้าอุทธรณ์เราก็มีหน้าที่แก้อุทธรณ์ ส่วนผลนั้นก็ไม่อาจก้าวล่วงศาลได้ แต่เท่าที่ดูจากชั้นต้นแล้วค่อนข้างมั่นใจ พยานหลักฐานที่เรานำสืบหักล้างหลักฐานของโจทก์ได้ทั้งหมด

ปัจจัยที่จะชนะคดีลักษณะนี้อยู่ที่ไหน
ปัจจัยที่จะทำให้ชนะอยู่ที่การเตรียมคดี  อะไรที่มันไม่จริงมันต้องมีข้อพิรุธให้เราจับได้

ความเข้าใจของผู้พิพากษาในเรื่องเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญไหม
มันอยู่ที่เรานำเสนอ อยู่ที่ว่าฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยจะนำเสนออย่างไร คดีนี้โชคดีกว่าคดีอื่นตรงที่ศาลอนุญาตให้เรานำสืบได้ทุกขั้นตอน สามารถเอาคอมพิวเตอร์ไปฉายโปรเจ๊กเตอร์ได้ สาธิตการเกิดไฟล์ได้

อันนี้ควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ทำไมใช้คำว่า “โชคดี”
ก็มันโชคดี เข้าใจว่าคดีอื่นไม่ได้

การยกฟ้องครั้งนี้น่าจะทำให้คดีในลักษณะนี้ที่มีอยู่เรื่อยๆ ไหลมาที่ทนาย หนักใจหรือไม่
ตราบใดที่กระบวนการการดำเนินคดีของมาตรา 112 ยังเป็นแบบนี้ ผมไม่อยากทำ คือเป็นกระบวนการกล่าวหาแล้วก็ห้ามประกันตัว มันเครียดและอึดอัด
ผมว่าเอาคดีนี้เป็นตัวอย่าง เป็น case study  ทนายไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่มาทำคดีลักษณะนี้ให้ดูลักษณะการเตรียมคดีหรือสืบ พยานในคดีนี้ แต่ละคดีไม่เหมือนกัน แต่อาจดูแนวทางการนำสืบหรือการหักล้าง น่าจะเป็นแนวทางการต่อสู้ของคนที่เจอชะตากรรมเดียวกับสุรภักดิ์ได้

คนที่ไม่ได้นั่งฟังอาจไม่เห็นว่าแนวทางเป็นยังไง เช่น เป็นคดีคอมพิวเตอร์ที่ถามน้อยที่สุเท่าที่เคยเห็นมา
ผมว่าผมถามไม่น้อยนะ ให้ดูเรื่องคำถามที่ถามก็ได้ ผมเอาให้เข้าประเด็นทั้งหมด ไม่ต้องถามอะไรนอกเหนือไปมาก มีพยานปากหนึ่งผมไม่ถามเลยเพราะไม่เกี่ยวกับคดี ถ้าเราสามารถหักล้างพยานโจทก์ได้หมด ศาลก็คงไม่เขียนคำพิพากษาไปเป็นอย่างอื่น ผมพยายามปิดช่องว่าง คดีอากงผมเห็นแล้วว่าถ้าเราอุดไม่เต็มศาลก็สามารถไปออกตรงนั้นได้ วันนี้ถ้าเราสามารถเตรียมคดีดีๆ ปิดทุกช่องทาง คนที่นั่งฟังกระบวนพิจารณาตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายก็สามารถเชื่อได้โดย ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

เรื่องเนื้อหาที่ถูกกล่าวหา ถ้าคดีนี้สู้ได้จะสู้ไหม
สู้ ต้องสู้ทุกประเด็น แต่ผมดูแล้ว วันแรกที่เจอสุรภักดิ์ที่เรือนจำ ผมบอกกับเขาว่าผมไม่ได้สู้เรื่องมาตรา 112 ผมสู้เรื่องคอมพิวเตอร์

พอผลของคดีนี้ออกมา แสดงว่าความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าคดีนี้ยังไงก็ไม่มีทางชนะนั้นอาจไม่ใช่แล้ว
ใช่ คดีนี้ผมรับปากกับแม่เขา ผมยังไม่รู้เลยว่าเขาฟ้องอะไรบ้าง ข้อหากี่กระทง แต่รู้อย่างเดียวว่าจำเลยเขามีสิทธิมีทนาย โดยส่วนตัวของผมเห็นว่าปัญหาของมาตรา 112 ปัญหามันอยู่ที่การนำเอามาตรานี้มาใช้กับประชาชน คือ กระบวนการนำมาใช้ที่เป็นปัญหา โดยส่วนตัวผมไม่ได้คิดโต้แย้งอะไรกับตัวกฎหมาย แต่ติดตรงการนำมาใช้ ยกตัวอย่าง คดีสุรภักดิ์ ใครก็ไม่รู้มากล่าวหาลอยๆ แล้วเขาก็ติดคุกปีกว่า บางคนโชคดีได้ประกันตัว บางคนก็ไม่ได้โชคดีอย่างนั้น
สุรภักดิ์เองก็เจอแรงกดดัน ถูกกล่อมให้รับสารภาพ เพราะคนเชื่อว่าสู้ไม่ได้ มีหลายคนจำยอมต้องรับสารภาพเพราะคาดหวังว่าจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ได้รับโทษน้อยลง นี่คือปัญหาของเรื่องกระบวนการ อันที่จริงคดีนี้ต้องได้รับการพิสูจน์ว่าเขาทำผิดจริงหรือเปล่า

ได้ค่าตอบแทนสูงไหม
ก็ไม่รู้จะเบิกที่ใคร (หัวเราะ) คือ ในระหว่างการต่อสู้คดี จริงๆ เราก็อยากได้เงิน แต่คดีนี้มันมาจากความเต็มใจของผมเองและสิ่งที่ได้มาทดแทน ได้มาจากพรรคพวกพี่น้องเสื้อแดงด้วยกัน มันอบอุ่น ให้กำลังใจตลอด เราได้สิ่งนั้นมาทดแทนเรื่องค่าตอบแทน

ยกฟ้อง! คดีโปรแกรมเมอร์ถูกกล่าวหาโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท



31 ต.ค.55 เวลาประมาณ 9.50 น. ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา รัชดา ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.4857/2554 ที่นายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 112 และ มาตรา 3, 14, 17 โดยศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ฟ้องหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรค 2
(อ่านคำพิพากษาฉบับย่อด้านล่าง)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ได้แก่ ผู้พิพากษาณรงค์เดช นวลมณี ผู้พิพากษาสุรพล โตศักดิ์ และผู้พิพากษาอิสริยา ยงพาณิชย์ ส่วนบรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้มีผู้เข้าร่วมฟังคำพิพากษาจนเต็มห้อง ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ขณะที่เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ประกาศว่าผู้สื่อข่าวสามารถรับคำพิพากษาฉบับ ย่อได้ที่สำนักเลขานุการศาลอาญา
หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาสุรภักดิ์มีอาการยิ้มแย้มและเข้าสวมกอด มารดาก่อนจะถูกคุมตัวไปยังเรือนจำ และคาดว่าเขาจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯในช่วงเย็นวันนี้
สุรภักดิ์กล่าวในภายหลังว่า การประกันตัวเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่มาตราในรัฐธรรมนูญกลับกับมีค่าไม่เท่ากัน การไม่ได้รับการประกันตัวทำให้เขามีความยากลำบากในการต่อสู้คดีอย่างมาก ต้องอยู่ในเรือนจำเกือบ 1 ปี 2 เดือน ทำให้สูญเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการงาน ครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจเยียวยาได้ รัฐไทยมีงบประมาณปกป้ององค์กรต่างๆ มากมายแต่กลับไม่มีการปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์
ธิติพงษ์ ศรีแสน ทนายความของสุภักดิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าคดีอะไรก็ตาม ถ้าจำเลยต้องติดคุกในระหว่างพิจารณาคดีจะทำให้จำเลยเสียเปรียบ โดยเฉพาะกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา และคดีลักษณะนี้เป็นเรื่องทางเทคนิคซับซ้อน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราควรพูดกันมากกว่าสิทธิการประกันตัวตามที่รัฐธรรมนูญรับรองซึ่งพูด กันมามากแล้ว ก็คือ อำนาจของการไม่ให้ประกันของแต่ละส่วนว่ามีอำนาจแค่ไหน หากเราวางระบบให้ดี ก็จะปิดช่องการใช้ดุลยพินิจที่อาจละเมิดสิทธิประชาชนได้

ส่วน กรณีว่าหากศาลยกฟ้องแล้วจำเลยจะได้ค่าชดเชยการถูกคุมตัวในเรือนจำหรือไม่ นั้น กรณีนี้สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ไม่น่าจะเข้าข่าย เนื่องจาก ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มาตรา 20 บัญญัติว่า จำเลยที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ต้องค่าชด เชยดังกล่าวจะให้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขหลัก ๆ คือ (1) เป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ (2) ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี และ (3) ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดี หรือปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
สาวตรีระบุต่อว่า หากศาลพิพากษาแค่เพียงยกประโยชน์แห่งความสงสัย คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา" จะใช้และตีความบทบัญญัตินี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (3) ว่า ต้องเป็นกรณีที่ศาลตัดสินโดยชัดเจนเท่านั้นว่า "จำเลยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด" หรือ "การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด" คือ มีเหตุยกเว้นความผิดนั่นเอง จึงจะจ่ายค่าทดแทนให้ หากศาลพิพากษาแค่เพียงว่า "ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย" คณะกรรมการฯ จะไม่จ่ายค่าทดแทนให้


คำพิพากษาย่อ

(จัดย่อหน้าและทำตัวเน้นโดยประชาไท)
คดีหมายเลขดำที่ อ.๔๘๕๗/๒๕๕๔
  คดีหมายเลขแดงที่
ศาลอาญา
วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด                      โจทก์
            ระหว่าง
                        นายสุรศักดิ์หรือสุรภักดิ์ ภูไชยแสงหรือภูไชยแสนหรือภูไชแสง จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสร้างอีเมล์ส่วนตัวชื่อ dorkao@hotmail.com และใช้งานในลักษณะเป็นเจ้าของแล้วใช้อีเมล์ดังกล่าวสร้างบัญชีผู้ใช้ (โปรไฟล์) ในเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก (Facebook) ชื่อ “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” ขึ้น และจำเลยได้เขียนข้อความอันเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ แล้วนำข้อความดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็น เท็จ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๑, ๑๑๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓, ๑๔, ๑๗ ริบของกลาง
            จำเลยให้การปฏิเสธ
            พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยมีที่อยู่อีเมล์ของ dorkao@hotmail.com และรหัสผ่านเฟซบุ๊ก “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” ที่ลงทะเบียนไว้ในระบบแต่อย่างใด ทั้งได้ความว่ารหัสผ่านที่จำเลยเขียนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นรหัสผ่านสำหรับ ใช้เปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของจำเลยเท่านั้น และเป็นรหัสผ่านเดียวกันกับที่อยู่อีเมล์และเฟซบุ๊กในชื่อ surapach_phuchaisang@hotmail.com ของจำเลยเอง ซึ่งตามปกติแล้วผู้เป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้ย่อมต้องปกปิดรหัสสำหรับผ่านเข้า สู่ระบบอีเมล์หรือเฟซบุ๊กเป็นความลับเพื่อไม่ให้คนอื่นเข้าถึงข้อมูลของตน ได้ แต่ปรากฏว่าหลังจับกุมจำเลยและควบคุมตัวไว้นั้น ยังมีบุคคลอื่นเข้าใช้งานอีเมล์ dorkao@hotmail.comอยู่อีก
             ที่โจทก์นำสืบว่ารหัสอีเมล์แอดเดรสอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของบุคคลใดและอี เมล์แอดเดรสนั้นมีการใช้เฟซบุ๊กจะสามารถบอกได้ว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของ เฟซบุ๊กก็เพียงเป็นความเข้าใจของพยานโจทก์เท่านั้น โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น ซึ่งจากการตรวจแฟ้มข้อมูลบันทึกประวัติการเข้าใช้งานไปรษณีย์อีเล็กทรอนิกส์ InboxLight[2].htm ระบุถึงชื่อ dorkao@hotmail.com และประวัติการเข้าใช้เว็บไซด์เฟซบุ๊ก home[1].htm ซึ่งระบุถึงชื่อโปรไฟล์ “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” พบว่ามีบันทึกอยู่ในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของจำเลยที่ยึดเป็นของกลางอย่างละ ๑ รายการ โดยพบประวัติการใช้อีเมล์และเฟซบุ๊กในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๔ และ ๘ มกราคม ๒๕๕๔ ตามลำดับ ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนวันเวลาที่มีการเขียนข้อความตามที่โจทก์ฟ้องนานหลาย เดือน หากมีการใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของกลางเขียนข้อความตามที่โจทก์ฟ้องจริงก็ น่าจะตรวจพบประวัติการใช้ในช่วงวันเวลาดังกล่าวบ้าง แต่กลับตรวจไม่พบประวัติการใช้แต่อย่างใด และไม่พบความเชื่อมโยงระหว่าง อีเมล์แอดเดรส dorkao@hotmail.com กับเจ้าของเฟซบุ๊ก “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร”
             นอกจากนี้ข้อมูลที่แสดงรายละเอียดหัสต้นฉบับยังสามารถคัดลอกจากเครื่อง คอมพิวเตอร์อื่นได้โดยใช้เวลาไม่ถึง ๑ วินาที ซึ่งประการนี้จำเลยได้นำสืบต่อสู้ว่าแฟ้มข้อมูลและรหัสต้นฉบับตาม ที่ตรวจพบนั้นเป็นแฟ้มที่ไม่อาจพบอยู่ในพื้นที่จัดเก็บข้อมูลปกติ และไม่ได้เกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ต แต่ถูกทำขึ้นแล้วนำไปวางไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง และคุณสมบัติด้านเวลาของแฟ้มมีความผิดปกติ โดยระหว่างสืบพยานจำเลยได้แสดงวิธีคัดลองแฟ้มให้ดู ผลปรากฏว่าสามารถกระทำได้จริง เมื่อพิจารณารายงานการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์ของกลางโดยละเอียดแล้ว พบว่า มีความผิดปกติหลายประการดังที่จำเลยนำสืบจริง
               และเนื่องจากข้อมูลลักษณะดังกล่าวอาจถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ดังนั้นในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อมูลคอมพิวเตอร์จึง ต้องพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของลักษณะหรือวิธีการที่ใช้สร้าง การเก็บรักษา ความครบถ้วน ซึ่งต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความ ลักษณะหรือวิธีการที่ใช้ในการระบุหรือแสดงตัวผู้ส่งข้อมูล รวมทั้งพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางการเก็บรักษาพยานหลักฐานทางคอมพิวเตอร์ที่ต้อง พยายามรักษาข้อมูลต้นฉบับไว้ เพราะการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละครั้งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดย อัตโนมัติ ข้อมูลอาจถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย แต่ปรากฏว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวและยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของจำเลยไว้แล้ว กลับมีผู้เปิดใช้งานคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของกลางใน วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๒๐.๑๓.๔๔ นาฬิกา และวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๒๑.๑๒.๐๗ นาฬิกา ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะถูกส่งไปให้ว่าที่พันตำรวจตรีนิติทำการตรวจพิสูจน์ อันอาจเป็นช่องทางให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คของกลางได้ง่าย จึงทำให้ข้อมูลที่ได้จากการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของกลางมีข้อบกพร่องกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ยังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่า ข้อมูลการใช้อีเมล์ dorkao@hotmail.com และเฟซบุ๊ก “เราจะครองแผ่นดินโดยทำรัฐประหาร” เกิดขึ้นจากการใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของจำเลย
              พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง

              พิพากษายกฟ้อง


*มีการเพิ่มเติมเนื้อหาเวลา 18.15 น. (31 ต.ค.55)

ความตายของ "นวมทอง ไพรวัลย์" ทำให้หลายคน "ตาสว่าง"

ที่มา thaifreenews





ร่วมรำลึก 31 ต.ค. กับการจากไป
ของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ผ่านงานเขียน 

นักเขียนหนุ่มไฟแรง เชตวัน เตือประโคน

จากนักศึกษาเกษตรศาสตร์ ภาควิชากีฏวิทยา 
เชตวันหักเหเส้นทางเดินชีวิตของตัวเอง
สู่ถนนแห่งวรรณกรรม 
โดยที่เจ้าตัวเองยอมรับอย่างเต็มหัวใจว่า 
เลือกเดินในเส้นทางนี้เพราะความรัก 
ความชอบ โดยแท้ 
และนั่นเป็นแรงผลักให้เขาฝึกฝนตนเอง 
หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานเขียน
เพื่อสนองตอบความต้องการของตัวเอง



ทหารเกณฑ์คนจน กับ แรงบันดานใจงานเขียน

แรงบันดานใจกับการจากไปของ นวมทอง ไพรวัลย์ 
คนขับรถแท็กซี่ ขับชนรถถังในวันรัฐประหาร 19 ก.ย.2549
ทำให้เกิดงานเขียน ความตายของ "นวมทอง ไพรวัลย์"
คอลัมน์ แรงบันดาลคน


โดย เชตวัน เตือประโคน







6 ปีที่แล้ว ผมอยู่ในชุดทหาร กำลังเดินทางเข้ากรุงเทพฯ





"ฝึกอีกแล้วหนอเรา ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ครูเขาสั่งให้ทำ 
จำต้องก้มหน้าทน...

"เรา เป็นเพียงทหารเกณฑ์คนจน 
ใช่ลูกนายพัน ใช่หลานนายพล โถเราแค่พล ทหาร..."

ดังนั้น เมื่อได้พักเช่นนี้ ก็ย่อมต้องรีบหาความสุขให้กับตนเองทันที

แต่ความสุข มักจะอยู่กับเราไม่นาน และคราวนี้มันกะทันหันมาก

"ทหารเกณฑ์คนจนถูกเรียกตัวกลับค่ายด่วน 
ตามคำสั่งคณะรัฐประหาร"

รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะการถูกเรียกตัวกลับ 
แต่เสียใจที่ประเทศชาติยังใช้วิธีการนี้ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองอยู่ 

และที่ยิ่งเศร้าสลดมากขึ้นอีก คือการที่คนจำนวนหนึ่ง
เห็นดีเห็นงามกับการทำรัฐประหารในครั้งนี้ 

ดอกไม้ที่พวกเขานำไปหยิบยื่นให้กลุ่มทหาร 
เป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขาชื่นชมวิธีการใช้อำนาจ 
"เผด็จการ" เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่อาจจัดการได้แบบทันท่วงที 
และเพื่อต้องการจัดการบุคคลเพียงคนเดียว
 จึงขอสนับสนุนวิธีการนี้