WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 8, 2009

รายงาน: ดูตัวเลข “เศรษฐกิจ-การค้า” ของกัมพูชา ก่อนความขัดแย้งล่าสุดกับไทย

ที่มา ประชาไท

ประชาไทขอนำเสนอตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ข้อมูลการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา สำหรับการเป็นเครื่องเคียงประกอบในการวิเคราะห์ข่าวสารความขัดแย้งครั้งล่าสุดระหว่างเราและเพื่อนบ้านเก่าแก่ที่คงจะย้ายประเทศหนีกันไปไหนไม่ได้ แม้จะมีความขัดแย้งกันมากมายแค่ไหนก็ตาม

ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา
ในปี 2551 กัมพูชามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ร้อยละ 6.0 (ปี 2550 ร้อยละ 10.2) จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 7 เนื่องจากภัยแล้งและอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตรซึ่งเป็นรายได้หลักของประชากรร้อยละ 70 ของประเทศ รวมถึงการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ รองเท้า ที่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของกัมพูชา และการที่สหรัฐฯ ยกเลิกการใช้มาตรการ Safeguard ต่อสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากจีน
IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ (GDP Growth) ของกัมพูชา ในปี 2552 จะเติบโตร้อยละ - 0.5 และจะขยับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 3.0 ในปี 2553 ทั้งนี้ เนื่องจากการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงเพราะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก ที่กระทบผู้ลงทุนรายใหญ่ในกัมพูชา คือ เกาหลีและจีน ทำให้หลายโครงการชะลอตัวและบางโครงการถอนการลงทุน
ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนลดลง ประกอบกับภาครัฐได้เข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แม้ว่าราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก จะลดลงอย่างมาก ก็ไม่จูงใจให้มีการก่อสร้าง ตลาดหลักทรัพย์ที่คาดว่า จะเปิดตัวครั้งแรกในปี 2552 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ชะลอโครงการโดยไม่มีกำหนดตามสภาวะของตลาดหลักทรัพย์โลกที่มีการอ่อนตัวลงตามวิกฤติเศรษฐกิจโลก
รายได้ต่อหัวของประชากร ในปี 2551 เฉลี่ย 598 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน เพิ่มร้อยละ 7.17 จากปี 2550 ซึ่งเฉลี่ย 558 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน
อัตราเงินเฟ้อ ในปี 2551 ร้อยละ 22.7 โดยราคาข้าวเพิ่มร้อยละ 82 ขณะที่สินค้าบริโภค/อุปโภคขั้นพื้นฐานเพิ่มระหว่างร้อยละ 40-60 ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2550 - เดือนกรกฎาคม 2551 ราคาสินค้าหมวดอาหารเพิ่มเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นทั่วโลก เช่น ข้าวและเนื้อสัตว์ ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯและเงินเรียล อ่อนค่าลงขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นตามไปด้วย
อัตราการว่างงาน โครงสร้างอาชีพหลักของคนกัมพูชา คือ ภาคเกษตรกรรม ประมาณร้อยละ 70 ภาคบริการประมาณ ร้อยละ 17 ภาคอุตสาหกรรมโรงงานประมาณร้อยละ 8 และภาคการก่อสร้างประมาณร้อยละ 5
ผลการสำรวจจำนวนประชากรที่จัดทำในปี 2551 พบว่ามีจำนวนแรงงานที่พร้อมเข้าสู่การจ้างงาน 8.6 ล้านคน หรือร้อยละ 58.8 ของจำนวนประชากรรวมทั้งประเทศ โดยอัตราการว่างงานของกัมพูชาไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นจำนวนเท่าใด เนื่องจากประชากรมากกว่าร้อยละ 70 มีอาชีพทำการเกษตร ซึ่งไม่ได้ทำงานตลอดทั้งปี เป็นการทำงานช่วงระยะที่มีการเพาะปลูกซึ่งอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก และมีการประกอบอาชีพอื่นเสริมเช่นการรับจ้าง การค้าขาย การทอผ้า และการหาของป่า ในเวลาที่ว่างจากการเพาะปลูก
อัตราดอกเบี้ยในปี 2551 เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ย เงินกู้เฉลี่ยร้อยละ 15.9 ต่อปี ส่วนเงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 3.6 และ เงินฝากประจำร้อยละ 3.25-8.00 ต่อปีเงินสกุลเรียล อัตราดอกเบี้ย เงินกู้เฉลี่ยร้อยละ 22.5 ส่วนเงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 5.1 และ เงินฝากประจำร้อยละ 6.70-9.50
ในด้านภาวะการค้าทั่วไป ในปี 2551 กัมพูชามีมูลค่าการค้ารวม 7.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 4.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 3.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า 1.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ดุลการค้า ในปี 2551 กัมพูชาขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ 1,065.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ปี 2550 กัมพูชาขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ 601.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2549 กัมพูชาขาดดุลกับต่างประเทศ 910.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เห็นว่าในปี 2551 กัมพูชาขาดดุลการค้ากับต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาวะการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ รองเท้า ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามรัฐบาลกัมพูชาได้มุ่งเน้นนโยบายการส่งเสริมให้ลงทุนผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าและส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น

สถิติการนำเข้า-ส่งออกของกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายการ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว (%)
2548
2549
2550
2551
2549
2550
2551
1.มูลค่าการค้ารวม
4,565.80
5,465.90
6,853.20
7,777.90
19.70
25.40
13.49
2.การส่งออก
2,081.50
2,279.70
3,126.10
3,356.20
9.50
37.10
7.36
3.การนำเข้า
2,484.30
3,190.20
3,727.10
4,421.70
28.40
16.80
18.64
4.ดุลการค้า
-402.80
-910.50
-601.00
-1,065.50
126.04
-33.99
77.29

ที่มา : กรม CAMCONTROL กระทรวงพาณิชย์ กัมพูชา
ประเทศคู่ค้าสำคัญของกัมพูชา
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่กัมพูชาส่งออกมากที่สุด โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2,176.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการส่งออก 2,040.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้า 136.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเวียดนามเป็นประเทศที่กัมพูชานำเข้ามากที่สุด โดยมีมูลค่าการค้ารวม 1,072.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 988.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 84.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถแซงจีน ซึ่งเคยเป็นประเทศที่กัมพูชานำเข้ามากที่สุด โดยมีมูลค่าการค้ารวม 794.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 784.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 9.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 โดยมีมูลค่าการค้ารวม 688.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 674.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 13.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สินค้าส่งออกที่สำคัญ สินค้าเกษตรกรรม ได้แก่ ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์ปลา ข้าวโพด ถั่วเหลือง ใบยาสูบและ ผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และ สิ่งทอ
ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่สหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ฮ่องกง แคนาดา และ สิงคโปร์
สินค้านำเข้าที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป อาหารและเครื่องดื่ม ผ้าผืน รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว น้ำตาลทราย และ ผลิตภัณฑ์ยาง
แหล่งสินค้านำเข้าที่สำคัญ เวียดนาม จีน ไทย ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อังกฤษ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย

สถิติมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกของกัมพูชา ปี 2551 (เรียงตามลำดับมูลค่าการนำเข้า)

หน่วย : ดอลลาร์สหรัฐฯ
ลำดับ
ประเทศ
การส่งออก
การนำเข้า
การค้ารวม
1
Vietnam
84,525,529
988,340,100
1,072,865,629
2
China
9,812,629
784,344,714
794,157,343
3
Thailand
13,923,689
674,485,950
688,409,639
4
Hong Kong
8,942,046
581,212,018
590,154,064
5
Taiwan
5,472,855
336,867,309
342,340,164
6
South Korea
10,245,901
224,787,752
235,033,653
7
Singapore
9,212,616
204,894,756
214,107,372
8
United States
2,040,595,814
135,983,520
2,176,579,334
9
Malaysia
6,150,519
113,056,709
119,207,228
10
Indonesia
5,907,266
80,721,155
86,628,421

ที่มา : กรม CAMCONTROL , กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา
การค้าการลงทุนระหว่างไทย-กัมพูชา
จากสถิติของกรมศุลกากรไทย การค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา ในปี 2551 มีมูลค่าการค้ารวม 2,130.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มจากระยะเดียวกันของปี 2550 ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวม 1,404.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 725.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 51.70 แยกเป็นการส่งออก มูลค่า 2,040.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มร้อยละ 50.52 และนำเข้ามูลค่า 89.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มร้อยละ 84.5 ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังมีการชะลอตัวเนื่องจากปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร และการชะลอตัวของเศรษฐกิจกัมพูชาตามวิกฤติการเงินโลก และอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึงร้อยละ 22.7

ข้อมูลการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว (%)
รายการ
2549
2550
2551
2549
2550
2551
มูลค่าการค้า
1,270.13
1,404.13
2,130.04
33.47
10.55
51.70
การส่งออก
1,235.47
1,355.38
2,040.08
34.26
9.71
50.52
การนำเข้า
34.68
48.76
89.97
10.37
40.66
84.52
ดุลการค้า
1,200.80
1,306.62
1,950.11
-
-
-

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทยไปกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายการ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว %
2549
2550
2551
2549
2550
2551
น้ำมันสำเร็จรูป
144.70
215.20
404.90
11.82
48.72
88.15
เหล็ก เหล็กกล้าฯ
42.50
42.80
123.10
33.65
0.71
187.62
รถจักรยานยนต์ฯ
64.40
82.20
116.70
70.82
27.64
41.97
น้ำตาลทราย
88.40
61.00
100.00
37.69
-31.00
63.93
รถยนต์ และอุปกรณ์
40.20
49.90
98.40
55.81
24.13
97.19
เครื่องดื่ม
69.20
74.10
93.10
31.81
7.08
25.64
ปูนซีเมนต์
72.00
86.20
90.70
24.78
19.72
5.22
เคมีภัณฑ์
51.10
54.50
78.50
17.20
6.65
44.04
เครื่องยนต์สันดาปภายใน
29.70
46.40
72.70
36.87
56.23
56.68
ผลิตภัณฑ์ยาง
32.00
42.10
56.60
19.85
31.56
34.44
อื่นๆ
601.30
601.00
805.40
40.13
-0.05
34.01
รวมทั้งสิ้น
1,235.40
1,355.40
2,040.10
34.26
9.70
50.52

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

สินค้านำเข้า 10 อันดับแรกของไทยจากกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายการ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว %
2549
2550
2551
2549
2550
2551
พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
7.6
15.1
39.3
-15.56
98.68
160.26
สินแร่โลหะอื่นๆ
5.0
5.5
16.8
733.33
10.00
205.45
เหล็กเหล็กกล้า
7.2
9.6
15.1
67.44
33.33
57.29
เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ
1.6
2.5
4.0
166.67
56.25
60.00
ผัก ผลไม้
0.1
1.0
3.6
-
900.00
260.00
ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ
4.8
5.6
2.2
-41.46
16.67
-60.71
เสื้อผ้าสำเร็จรูป
0.9
1.6
1.9
200.00
77.78
18.75
เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค
1.7
1.6
1.1
21.43
-6.25
-31.25
กาแฟ ชา เครื่องเทศ
0.1
0.4
0.8
-
300.00
100.00
สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
1.1
0.5
0.8
22.22
-54.55
60.00
อื่นๆ
4.6
5.4
4.4
-22.03
17.39
-18.52
รวมทั้งสิ้น
34.7
48.8
90.0
10.51
40.63
84.43

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร
สำหรับสถิติการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในกัมพูชานั้น พบว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในกัมพูชา 65 โครงการ ได้แก่กิจการประเภทสินค้าอาหาร กิจการโรงพยาบาลและธนาคารเป็นต้น คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 287 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยกลุ่มธุรกิจที่มีชื่อเสียงของไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา มีอาทิเช่น กลุ่มไทยนครพัฒนา หรือทิฟฟี่ ลงทุนจำนวนมากในกัมพูชา เป็นเจ้าของโรงแรมโซฟิเทล อังกอร์ โภคีธารา กอล์ฟแอนด์ สปา รีสอร์ท ที่เมืองเสียมราฐ สนามกอล์ฟโภคีธารา คันทรีคลับ รวมทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายยา น้ำดื่มแบรนด์ LYON และธุรกิจสื่อ ในประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนที่สำคัญๆ ได้แก่ Thai Beverage, กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ, กลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่น เป็นต้น
ด้านการค้าชายแดนกับกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ในปี 2551 มีมูลค่าการค้ารวม 50,299 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2550 ซึ่งมีมูลค่า 34,930 ล้านบาท ร้อยละ 44.0 โดยไทยเกินดุล 44,445 ล้านบาท สัดส่วนการค้าชายแดนร้อยละ 71.8 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ลดจากปี 2550 ซึ่งมีสัดส่วนการค้าชายแดนร้อยละ 72.2
การลงทุนจากต่างชาติ และการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชา
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา (Cambodian Investment Board : CIB) ได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,628 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8,148.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ในปี 2551 CIB อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน 101 โครงการ เงินลงทุน 259.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2550 ปรากฎว่าการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนลดลง 29 โครงการ หรือลดลงร้อยละ 22.31 ขณะที่เงินลงทุนลดลง 220.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 45.93 โดยเป็นการลดลงในครึ่งปีหลังของปี 2551 ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้งในกัมพูชา นักลงทุนจึงรอดูผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงผลกระทบจากปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่สูง และวิกฤติการเงินโลก
โดยโครงการส่งเสริมการลงทุนที่ CIB อนุมัติ ได้แก่
- อุตสาหกรรม Garment 38 โครงการ เงินลงทุน 48.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 37.62 และร้อยละ 18.74 ของโครงการและเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม จากนักลงทุนจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน กัมพูชา สหรัฐอเมริกา แคนาดา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอังกฤษ
- ธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะสัมปทาน และชายหาด ในเขตกรุงพระสีหนุ (จังหวัดกัมปงโสม) การก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ท ที่พักอาศัย ร้านอาหาร และสนามกอล์ฟ ได้รับการอนุมัติฯ รวม 20 โครงการ เงินลงทุน 101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 19.80 และร้อยละ 39.02 ของโครงการและเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม จากนักลงทุนกัมพูชา แคนาดา รัสเซีย จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ออสเตรีย และอิสราเอล
- อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรได้รับอนุมัติฯ 4 โครงการ เงินลงทุน 24.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 3.96 และร้อยละ 9.23 ของโครงการและเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม โดยนักลงทุนกัมพูชา จีน เวียดนาม และไทย โดยโครงการของไทย คือ การผลิตอ้อยและน้ำตาลของกลุ่มบริษัท Thai Beverage ร่วมกับนักลงทุนกัมพูชา ในสัดส่วน 49 : 51 ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
- อุตสาหกรรมด้านพลังงานได้รับอนุมัติฯ 4 โครงการ เงินลงทุน 13.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนักลงทุนกัมพูชา จีน และไทย โดยโครงการของไทย คือ การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ขนาด 10 MW ของกลุ่ม Thai Beverage ร่วมกับนักลงทุนกัมพูชา ในสัดส่วน 49 : 51
- อุตสาหกรรมเหมืองแร่ (Mining) ได้รับอนุมัติฯ 4 โครงการ เป็นการขุดทรายเพื่อการส่งออกของนักลงทุนกัมพูชา เงินลงทุนรวม 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ธุรกิจบริการได้รับอนุมัติฯ 5 โครงการ แยกเป็นบริการด้านศูนย์การค้า ศูนย์บริการด้านการเงิน และรีสอร์ท 3 โครงการ เงินลงทุน 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของนักลงทุนกัมพูชา จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ อีก 2 โครงการ เป็นการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล เงินลงทุน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา และไทย (กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ในนามบริษัท Phnom Penh Medical Service จำกัด)
- ธุรกิจโทรคมนาคม ได้รับอนุมัติฯ 2 โครงการ เงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา เกาหลีใต้ และรัสเซีย
- การเพาะปลูกและผลิต ยางพารา มันสำปะหลัง และมะม่วงหิมพานต์ ได้รับอนุมัติฯ 2 โครงการ เงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา และเวียดนาม
- อุตสาหกรรมผลิตรองเท้า ได้รับอนุมัติฯ 2 โครงการ เงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา และไต้หวัน
- ธุรกิจภาคการขนส่ง ได้รับอนุมัติฯ 1 โครงการ เงินลงทุน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างท่าเรือ โดยเป็นการลงทุนร่วมของบริษัทโรงงานน้ำตาลเกาะกง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นของไทย กับนักลงทุนกัมพูชา จีน และญี่ปุ่น ในอัตราส่วนร้อยละ 50 : 20 : 15 : 15
- อุตสาหกรรมผลิตอาหาร (ผลิตอาหารทะเล) อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ วัสดุก่อสร้าง การก่อสร้าง โรงงานผลิตพลาสติก โรงงานผลิตยารักษาโรค และโรงงานยาสูบ ได้รับอนุมัติฯ อย่างละ 1 โครงการ เงินลงทุนรวม 11.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในปี 2551 ไทยลงทุนในกัมพูชาเป็นอันดับที่ 6 จากจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยนักลงทุนจากจีนลงทุนในกัมพูชามากที่สุด จำนวน 27 โครงการคิดเป็นร้อยละ 26.73 ของโครงการที่ได้รับอนุมัติ รองลงมา คือ เกาหลีใต้ 16 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 15.84 ของโครงการที่ได้รับอนุมัติ ไต้หวัน 8 โครงการ สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ ไทย และ แคนาดาประเทศละ 4 โครงการ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากยอดเงินลงทุนพบว่า ไทยมีเงินลงทุน 30.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากเป็นอันดับที่ 2 ของจำนวนเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดที่ไปลงทุนในกัมพูชา รองจากจีน ที่มีเงินลงทุน 37.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการลงทุนของไทยที่สำคัญ คือ การก่อสร้างท่าเรือ ธุรกิจโรงพยาบาล อุตสาหกรรมผลิตอ้อยและน้ำตาล และอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า

การลงทุนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชา
ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2551
ลำดับ
ประเทศ
จำนวนโครงการ
มูลค่าจดทะเบียน (USD)
1
Cambodia
43
99,827,000
2
China
27
37,960,000
3
Korea
16
19,460,000
4
Taiwan
8
9,500,000
5
United State
5
12,350,000
6
Thailand
4
30,673,000
7
Canada
4
4,750,000
8
Russia
3
4,450,000
9
Singapore
2
12,000,000
10
Vietnam
2
7,490,000

ที่มา : Cambodia Investment Board
หมายเหตุ : ลำดับตามจำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติ
ศักยภาพของกัมพูชา
กัมพูชามีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งกับต่างประเทศได้สะดวกประกอบกับมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะป่าไม้ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุและสัตว์น้ำ เป็นต้น นอกจากนี้อัตราค่าจ้างแรงงานในกัมพูชายังอยู่ในระดับต่ำ หากมีการนำทรัพยากรดังกล่าวมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้สินค้าที่ผลิตได้มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง
กัมพูชาได้รับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากนานาประเทศ เช่น สถานะการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่งจากสหรัฐอเมริกา และได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรหรือ GSP (Generalized System of Preferences) จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย แคนาดา และออสเตรเลีย สำหรับสินค้าที่ส่งออกจากกัมพูชา โดยจะได้รับการลดหย่อนอัตราภาษีหรือได้รับการอำนวยความสะดวก โดยการยกเว้นหรือลดระเบียบกฎเกณฑ์ เรื่องพิธีการการนำเข้า เช่น การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) เป็นต้น
กัมพูชามีความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศในหลายมิติ ทั้งในกรอบ WTO, APEC, ASEAN ซึ่งจะเป็นเรื่องการจัดระบบและระเบียบทางการค้า และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขในลักษณะเป็นสากล เช่นความร่วมมือภายใต้กรอบ GMS ( Great Mekong Sub-region) และ ความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS (Ayeyawady – Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy)
รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศ ดังจะเห็นได้จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งให้การอำนวยความสะดวกและการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่โครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตลอดจนการอนุญาตให้นักลงทุนโอนเงินไปต่างประเทศได้อย่างเสรี ให้การรับประกันที่จะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ยึดทรัพย์สินของเอกชนเป็นของรัฐ หรือกำหนดราคาสินค้าและบริการสำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการงทุนฯ
รัฐบาลกัมพูชาได้ลงนามในความตกลงทวิภาคีเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ เยอรมนี สิงคโปร์ จีน เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ และคิวบา เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติว่า รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลของประเทศคู่สัญญาจะสนับสนุนและปกป้องการลงทุนซึ่งกันและกัน
กัมพูชามีแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคารโลก (WORLD BANK) ที่ให้การสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคของรัฐบาล และ International Financial Corporation สนับสนุนโครงการของเอกชน
โดยสิทธิพิเศษ ที่ได้รับจากประเทศคู่ค้า ได้แก่
1. สถานะการปฏิบัติเยี่ยงชาติ ที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation Treatment – MFN) จากสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป
2. สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรหรือ GSP จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย แคนาดา และออสเตรเลีย
เรียบเรียงจาก:
พาณิชย์หวั่นตัดสัมพันธ์ "เขมร" ค้า 7 หมื่น ล.สะดุด(เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, 6 พ.ย. 2552)
การค้าไทย-กัมพูชา : อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
(ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 6 พ.ย. 2552)
การประกอบธุรกิจในกัมพูชา (www.depthai.go.th 5 พ.ย. 2552)
สรุปภาวะการค้าระหว่างประเทศไทย - กัมพูชา ปี 2552 (ม.ค.–มิ.ย.) สรุปจากสถิติ Menucom กรมส่งเสริมการส่งออก
(www.depthai.go.th 6 ส.ค. 2552)
บีโอไอนำทัพนักธุรกิจไทยขยายการลงทุนในกัมพูชา(พิมพ์ไทย, 17 ก.ค. 2552)

รักเชียงใหม่ 51 ฮือไล่ ผบช.ภ.5

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 52 ที่ผ่านมา ที่ จ.เชียงใหม่ น.ส.กัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 พร้อมสมาชิกกว่า 100 คน พยายามเคลื่อนขบวนไปยัง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อเรียกร้องให้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 เข้ารับทราบข้อกล่าวหา คดีอุ้มนักธุรกิจชาวซาอุฯ
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังชุดปราบจลาจลมาตั้งแถวตรึงกำลังบนถนนมหิดล ห่างจากประตูทางเข้าสำนักงานกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ประมาณ 100 เมตร ต่อมา พล.ต.ท.สมคิด พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ นั่งรถตู้ออกมาเจรจาตนเอง
พล.ต.ท.สมคิดกล่าวว่า จะมาขับไล่อะไรก็ไม่ว่ากัน แต่ขอชี้แจงว่าเรื่องคดีขอยืนยันในความบริสุทธิ์ และได้ชี้แจงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษไปแล้วขอให้ว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ขอร้องไม่ให้คนเสื้อแดงมาชุมนุม เพราะจะมีแขกบ้านแขกเมือง คือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ และคณะ
"ถ้าไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน แต่ผมขอกราบเรียนว่ามาทำหน้าที่ และมาทำความเข้าใจให้ทราบว่าถ้ามีคำพิพากษาเรื่องคดี ผมจะลาออกไม่อยู่รับเงินเดือน และผมขอยืนยันว่าถ้าพวกท่านไม่รักผม ไม่ต้องการผม ผมจะไปทันที" พล.ต.ท.สมคิดกล่าว
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พล.ต.ท.สมคิดชี้แจง กลุ่มเสื้อแดงพอใจ ยอมสลายการชุมนุม
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: www.dailynews.co.th / www.matichon.co.th

2009-11-07 คนสกลรักทักษิณ ครบทุกคลิป ทุกผู้อภิปราย

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

บริจาคสนับสนุนคนเสื้อแดง เลขที่บัญชี 224-209-6275
บ.เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์
สาขา อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว

๒๐๐๙-๑๑-๐๗ คนสกลนคร รักนายกทักษิณ


WMV 52.0Mb , MP3 9.13Mb 53.10นาที สมพร, เสรี &เกษม สส.สกลนคร,ไพจิตร สส.นครพนม,พีระเพชร สส.กาฬสินธุ์, นริศร

WMV 56.64Mb , MP3 9.94Mb สมชาย ไพบูลย์&อดิศร

WMV 13.00Mb , MP3 2.28Mb นายกทักษิณผู้ยิ่งใหญ่

WMV 60.37Mb , MP3 10.53Mb พัฒนา วรชัย วรวุฒิ สมหวัง พายัพ & หมอลำ

WMV 50.1Mb , MP3 8.64Mb จตุพร

WMV 45.47Mb , MP3 8.10Mb ณัฐวุฒิ

จบแล้วครับ

แฉลึกองค์กรมืดสมคบแผนกระหายสงครามเขมร

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤศจิกายน 2552

ผ่าแผนลับลวงพรางขององค์กรซ่อนเงื่อน สมคบคิดหนุนนโยบายล้าหลังคลั่งชาติกระหายเลือดกระหายสงคราม ก่อศึกกับเพื่อนบ้านกัมพูชา เริ่มจากเอแบคโพลล์ที่เปิดปุ๊บติดปั๊บแค่มาร์คเรียกทูตกลับไม่ข้ามวัน มั่วผลสำรวจรัฐบาลหุ่นเชิดคะแนนนิยมพุ่ง70% คนในแฉเองผลุบเข้าทำเนียบซุกอภิสทธิ์ประจำ ส่วนประธานหอการค้ามาแปลกไม่แหกปากร้องซักคำทั้งที่กระทบการค้าแสนล้าน แต่ออกโรงหนุนหน้าตาเฉย เผยที่ไปที่มาลึกลับก้าวขึ้นเป็นประธานหอแทนตัวเต็งอันดับ1 ไม่สนผลประโยชน์การค้าอาศัยองค์กรบังหน้าเคลื่อนไหวการเมืองเป็นเครือข่ายอำมาตย์ ส่วนทูตสุรพงษ์วงการเผยตามแก้แค้นเรื่องส่วนตัวที่เคยถูกรัฐบาลทักษิณเตะโด่งไปอยู่แอฟริกา


หลังจากรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้นโยบายล้าหลังคลั่งชาติลดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านกัมพูชาลง ก็มีองค์กรหน่วยงานบางแห่งที่มีภาพลักษณ์ที่ดู"เป็นกลาง"อย่างเอแบค โพลล์,สภาหอการค้าไทย รวมทั้งคนในแวดวงการฑูตออกมาสนับสนุนให้ท้ายรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ กับประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าขายชาติ

หากมองปรากฎการณ์เพียงผิวเผินนี่อาจเป็นการแสดงตัวของกระแสชาตินิยมโดยปกติธรรมดา แต่หากล้วงลึกลงไปในเบื้องหลังแล้ว องค์กรอย่างเอแบค โพลล์,ประธานหอการค้า หรือทูตสุรพงษ์ ชัยนามที่ออกมาแสดงบทบาทนี้ ไม่ได้มีพฤติการณ์ทำนองนี้เป็นหนแรก แต่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง จนเราเรียกว่านี่เป็นปรากฎการณ์ของเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนที่เคลื่อนไหวทำลายฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย สนับสนุนความเคลื่อนไหวของอำมาตย์เผด็จการอย่างสอดประสานกัน

ต่อไปนี้เป็นการลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนทั้ง3แห่งในเบื้องลึกที่เต็มไปด้วยข้อมูลเบื้องหลังที่ไม่น่าพลาด

ดร.นพพดลAbac Pollผลุบเข้าทำเนียบซุกมาร์คเป็นประจำ


น่ากังขามากว่าทันทีที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาปุ๊บ วันรุ่งขึ้นดร.นพดล กรรณิกา ก็เปิดเผยโพลล์สำรวจในวันรุ่งขึ้นได้แบบฉับไวทันใจว่า สาธารณชนเพิ่มการสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์จากกรณีนี้ทันที 3 เท่าตัว ขึ้นมาเกือบ 70 % ( คลิ้กดูข่าว )

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac poll เปิดเผยว่า ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองไปในทางเดียวกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ โดยมักได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องบ้านเมืองกับนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำ

"ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองสอดคล้องกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์เองก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติสาธารณะที่มีต่อตัวเขา และรัฐบาลของเขา ทางดร.นพดลก็ให้คำชี้แนะทางวิชาการไป แต่ก็อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contact(ความสัมพันธ์ส่วนตัว)กันขึ้นมาซะแล้ วเรื่องที่ทางคุณอภิสิทธิ์จะขอความร่วมมืออะไรก็อาจจะคงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac Pollระบุ

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าภาพลักษณ์ของเอแบคโพลล์ดูจะเอนเอียงมาทางรัฐบาลจริง แต่คู่แข่งของเราคือสวนดุสิตโพลล์ก็มีข้อครหาว่า เอนเอียงไปทางเสื้อแดงเช่นกัน...

พูดง่ายๆว่าหากหาว่า เอแบคโพลล์เอียงข้างรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ คู่แข่งของเอแบคโพลล์ก็เอียงข้างเสื้อแดงแล้ว ถือว่าหายกัน !

*ประธานหอการค้าที่มาลึกลับ ที่ไปก็เป็นภารกิจในทางลับเครือข่ายอำมาตย์


ที่สังคมต้องประหลาดใจมากก็คือการลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้นกระทบต่อมูลค่าการค้าระหว่าง2ประเทศซึ่งมีนับแสนล้านบาท แทนที่ประธานหอการค้าจะออกมาเรียกร้องสันติภาพจะได้ทำมาค้าขายกันต่อไป กลับออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลตอบโต้เขมรทำถูกต้องเหมาะสมแล้ว การปกป้องศักดิ์ศรีประเทศชาติต้องมาก่อน ลั่นรับไม่ได้หากปล่อยให้ใครมาย่ำยี ดูหมิ่นเหยียดหยามประเทศไทย (คลิ้กดูรายละเอียดข่าว)

นายดุสิตเพิ่งขึ้นมาเป็นประธานหอการค้าไทยเมื่อต้นปีนี้แบบ"ลึกลับ แต่รู้กันแซดในวงการพ่อค้าใหญ่ แต่ใครหละจะกล้าพูด"

ตามคิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อนายประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าคนก่อนหมดวาระลงในตอนต้นปีนี้ จะเป็นคิวของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานหอการค้าคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน แม้แต่นายประมณฑ์ก็กล่าวสนับสนุน(ดูข่าว คลิ้ก) จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ ) แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้นมา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า

อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?


ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินว่า
"ไทยจะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"


ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหาพันธมิตรยึดสนามบินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลังประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม
ตอนนั้นดุสิตซึ่งเป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...


ต่อมาไม่นานก็เกิดม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า

ภาคเอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง


ต่อมาเมื่อมีการชมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเพื่อรำลึกการรัฐประหาร 19 ก.ย.เมื่อไวๆนี้ ดุสิตออกมาหนุนรัฐบาลเต็มที่ โดยกล่าวว่า
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามีความรัก ความสามัคคี และมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักหรือไม่ ควรคิดว่าจะสามารถร่วมกันระดมความคิดว่าภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรวมทั้งจะทำอย่างไรในการเสริมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะเอามาใช้เมื่อมีความจำเป็น และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหากจะเอามาประกาศใช้ในภาวะที่ประชาชนในประเทศไม่มีความสามัคคี


ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย


หลังพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ก่อนหน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากอเมกา...แล้วทำไมมาเป็นได้..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นายประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นใหญ่นั่นเอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้าประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงานทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อประมณฑ์หมดวาระลง แทนที่เก้าอี้ประธานหอการค้าจะตกเป็นของแคนดิเดตอันดับ1 กลับถูกผูกขาดจากคนที่เป็นลูกหม้อเครือทรัพย์สินฯ จากนั้นก็มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสอดคล้องกับรัฐบาลอภิสิทธิ์และเครือข่ายอำมาตย์อย่างเป็นจังหวะจะโคน ก็ทำให้ข้อสงสัยต่างๆคลี่คลายลงว่า เพราะเหตุใดนายดุสิต นนทนาคร จึงเหมาะสมกับตำแหน่งประธานหอการค้า

ผลประโยชน์การค้าไทย-กัมพูชาปีละนับแสนล้านบาท อาจไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนของอำมาตย์ที่ขอพิฆาตทักษิณเป็นภารกิจหลัก

*ทูตสุรพงษ์ ชัยนามกับปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม


นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัคราชทูตคนหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกันได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยไปออกรายการASTV กล่าวสนับสนุนรัฐบาลหุ่นเชิดว่า "คราวนี้ต้องตอบโต้ที่หนักขึ้น นอกจากเรียกทูตกลับ แล้วยังชะลอ ความช่วยเหลือ ความร่วมมือในโครงการต่างๆด้วย เพื่อดูท่าที ฮุนเซน อีกครั้ง ทั้งนี้หาก ฮุนเซน ยังไม่เข้าใจอีก สิ่งที่ชะลอไว้อาจยกเลิกไปเลย"( คลิ้กดูข่าว )

นายสุรพงษ์แม้จะเป็นทูต ซึ่งภาพลักษณ์ดีเป็นกลาง แต่ก็พบว่าเบื้องหลังความเคลื่อนไหวของเขานั้นมาจากได้รับผลกระทบส่วนตัวเมื่อครั้งยังรับราชการอยู่

เขาเป็นน้องชายของทูตผู้ใหญ่อีกรายคือนายอัษฎา ชัยนาม ทั้งสองมีศักดิ์เป็นหลานนายดิเรก ชัยนาม อดีตผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475และอดีตเสรีไทย

ปัญหาเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ มีดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกนายอัษฎา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในกระทรวงซึ่งใกล้เกษียณอายุราชการ ได้วิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของดร.สุรเกียรติ์หลายเรื่อง สร้างความไม่พอใจให้สุรเกียรติ์มาก จึงหันไปเล่นงานนายสุรพงษ์ผู้น้องชายแทน เพราะนายอัษฎาเกษียณอายุราชการไปก่อน

โดยสุรเกียรติ์ได้ย้ายนายสุรพงษ์จากอธิบดีกรมใหญ่ในกระทรวงต่างประเทศ ลดชั้นให้ไปเป็นทูตเยอรมนี และเอาไปเอามาก็ย้ายไปเป็นทูตที่แอฟริกา เทียบได้กับย้ายไปอยู่ชายแดนเป็นการลงโทษ นายสุรพงษ์จึงลาออกแล้วมาเคลื่อนไหวบนเวทีพันธมิตรไล่รัฐบาลทักษิณเพื่อแก้แค้น

หลังรัฐประหาร19กันยา นายสุรพงษ์ได้ไปมีตำแหน่งในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และในฐานะเคยเป็นปัญญาชนศึกษาลัทธิมาร์คซ์มามาก เขาได้เขียนบทความเรื่อง"กองทัพกับประชาธิปไตย"หลังรัฐประหาร19กันยา ความสำคัญโดดเด่นอยู่ตรงมันเป็นบทความที่มุ่งอธิบายและให้ความชอบธรรมโดยนัยแก่การรัฐประหารของกองทัพเพื่อกอบกู้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ด้วยหลักเหตุผลวิชาการอย่างจริงจัง จากกรอบแนวคิดทฤษฎีของฝ่ายซ้าย

เรื่องนี้ทำให้นักวิชาการฝ่ายซ้ายเก่า อย่างดรเกษียร เตชะพีระ ถึบกับทนไม่ไหว ได้เขียนบทความวิจารณ์สุรพงษ์ว่า "เมื่อเอาหูแนบตั้งใจฟังข้อความของสุรพงษ์ ก็พอจะแว่วกังวานแห่งคำประกาศ "สงครามครั้งสุดท้าย" ของสนธิ ลิ้มทองกุล..."

00000000000

อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนชุดใหญ่เต็มๆเนื้อๆ


-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่12):มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่13):นักศึกษาประชาชนและมวลชนผู้ขมขื่น รวมกันหยัดยืน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่14):เบื้องลึก"ข้อมูลใหม่"หอการค้าถือหางปชป.-พธม.กระทืบเสื้อแดง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่15):ยมฑูต3ตัว ตัวที่ร้ายลึกคือเคยแสดงปรากฏการณ์ว่าเป็น'ซ้าย'
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

จักรภพแฉหุ่นเชิดอำมาตย์กลืนเลือดสะบั้นเขมร

ที่มา Thai E-News


ถ้อยแถลงของรัฐบาลกัมพูชา-รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า ในกรณีของ ฯพณฯ ทักษิณ กัมพูชาเห็นว่ามีเหตุทางการเมืองอย่างชัดแจ้งในการโค่นผู้นำผู้นี้ลงจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในขณะที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่องค์การสหประชาชาติ คดีความมากมายที่ตามมาหลังจากนั้น รวมทั้งการตัดสินลงโทษต่อตัวท่านทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น การเชิญ ฯพณฯ ทักษิณ มายังกัมพูชา เกิดจากความตระหนักในธรรมเนียมโบราณของเราที่ว่า “เพื่อนในยามยาก คือเพื่อนยากที่แท้จริง”


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกประชาธิปไตย100%
7 พฤศจิกายน 2552

นายจักรภพ เพ็ญแข ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตระหว่างประเทศได้วิเคราะห์ข้อพิพาทล่าสุดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชากรณีที่กัมพูชาได้แต่งตั้ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ควบกับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา โดยให้สัมภาษณ์กับเวบไซต์คนไทยUK-www.konthaiuk.com เมื่อค่ำวานนี้


ประเด็นสำคัญที่นายจักรภพวิเคราะห์กรณีพิพาทครั้งนี้ ประกอบด้วย

- การที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปลุกกระแสคลั่งชาติหาเหตุทะเลาะกับเพื่อนบ้าน โดยยกเลิกความตกลงเกี่ยวกับการสำรวจน้ำมันและพลังงานในอ่าวไทยที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศประกาศ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งของฝ่ายประชาธิปไตย เนื่องจากเบื้องหลังจริงๆแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์และฝ่ายอำมาตย์พยายามติดสินบนกัมพูชาด้วยเรื่องนี้ โดยแลกกับการเลิกคบและงดให้ความช่วยเหลือกับอดีตนายกฯทักษิณในทุกด้าน แต่กัมพูชากลับแต่งตั้งนายกฯทักษิณสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาสำคัญถึง ๒ ตำแหน่ง เท่ากับปฏิเสธการลวงล่อของรัฐบาลไทยและย้ำจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง

สำหรับการแต่งตั้งครั้งนี้ ตำแหน่งทั้งสองเรียกเป็นทางการว่า:


๑. Personal Advisor to Prime Minister of the Kingdom of Cambodia หรือ ที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

๒. Advisor to the Royal Government in charge of economic affairs หรือ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลแห่งชาติ


- การแต่งตั้งนี้เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ลงพระนามโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสีหโมนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

- กัมพูชาใช้ประกาศเดียวกันยืนยันว่านายกทักษิณเป็นผู้บริสุทธิ์ และถูกกล่าวโทษเอาผิดต่างๆ เพราะการเมืองหลังรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๔๙ รัฐบาลของเขาจึงเห็นว่าเป็นเรื่องสมควรและมีประโยชน์ที่จะเชิญนายกทักษิณเข้ามาช่วยบริหารราชการแผ่นดินของกัมพูชา และประกาศแต่งตั้งดังกล่าว พูดง่ายๆ คือทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันในทัศนะของกัมพูชา

คำประกาศนี้ไม่มีเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้านหรือฝ่ายใดๆ ในกัมพูชาเลย

สำหรับรายละเอียดแถลงการณ์ของกัมพูชาเรื่องแต่งตั้งครั้งนี้ ซึ่งแปลโดยนายจักรภพ มีเนื้อหาดังนี้


เนื่องมาจากเหตุการณ์ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่เกี่ยวข้องกับ ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ผู้นำไทยส่วนหนึ่งได้แสดงปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องบนบรรทัดฐานของสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทยว่า จะร้องขอให้มีการส่งตัวอดีตนายกรัฐมนตรีไทยกลับ หากเดินทางเข้ามายังกัมพูชา สำนักอัยการสูงสุดของไทยได้ยกประเด็นขึ้นว่า ทางราชอาณาจักรกัมพูชามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำขอดังกล่าว แต่ต้องอธิบายความและให้เหตุผลอันสอดคล้องกับหลักปฏิบัติระหว่างประเทศ

ในอีกกรณีหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวว่าไทยมีสิทธิ์ที่จะขอให้ส่งตัวคุณทักษิณกลับไทยตามหลักการของสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทย ตลอดจนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (แหล่งข่าวจาก: เอเอสทีวี เมเนเจอร์ ออนไลน์ ที่ขึ้นข้อความข่าวนี้เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ และ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ และในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒)

หลังได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้ว รัฐบาลกัมพูชาขอตั้งข้อสังเกตต่างๆ ดังนี้:

๑. โดยมาตรา ๓ แห่งสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทยที่ลงนามในกรุงเทพมหานครเมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และให้สัตยาบรรณพร้อมประกาศใช้ในพระราชบัญญัติที่ N CS/RKM/0799/08 ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ผู้ได้รับการร้องขอคือกัมพูชาสามารถพิจารณาได้ก่อนว่า กรณีของคุณทักษิณเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่

๒. อ้างถึงกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรา ๓ ในอนุสัญญายุโรปเกี่ยวกับการส่งตัว ที่ลงนามใช้เมื่อ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ และมาตรา ๓ ของต้นแบบสนธิสัญญาส่งตัวในกรอบองค์การสหประชาชาติเมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๓ การส่งตัวจะกระทำมิได้เลยภายใต้เงื่อนไข ๒ ประการต่อไปนี้:

a. หากคดีความอันเป็นเหตุให้เกิดข้อเรียกร้องส่งตัว มีลักษณะเป็นคดีการเมืองตามความเห็นของประเทศที่ได้รับการร้องขอ

b. หากประเทศผู้ถูกร้องขอมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าการขอให้ส่งตัวเป็นไปโดยจุดประสงค์เพื่อเอาผิดหรือลงโทษกับบุคคลนั้นๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ ทัศนะทางการเมือง เพศ ศาสนา หรือสถานภาพทางสังคม จนบุคคลนั้นๆ อาจถูกตัดสินอย่างมีอคติได้

๓. นอกจากนั้นแล้ว เพื่อเน้นหลักปฏิบัติระหว่างประเทศให้ชัดเจนขึ้นอีก โฆษกรัฐบาลขอยกกรณีตัวอย่างจำนวน ๒ กรณีจากคดีที่มีอยู่มากมายและเป็นที่รับรู้ทั่วไปในระดับระหว่างประเทศ นั่นคือคดีระหว่างญี่ปุ่นและเปรู และคดีระหว่างอังกฤษและรัสเซีย ญี่ปุ่นได้ปฏิเสธคำขอของเปรู และอังกฤษก็ได้ปฏิเสธคำขอของรัสเซีย บนหลักการว่าคำร้องขอทั้งสองกรณีนั้นเกี่ยวข้องกับการเมือง

ในกรณีของ ฯพณฯ ทักษิณ กัมพูชาเห็นว่ามีเหตุทางการเมืองอย่างชัดแจ้งในการโค่นผู้นำผู้นี้ลงจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในขณะที่ท่านอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่องค์การสหประชาชาติ คดีความมากมายที่ตามมาหลังจากนั้น รวมทั้งการตัดสินลงโทษต่อตัวท่านทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น

จากข้อพิจารณาทางกฎหมายดังกล่าวทั้งหมด และโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศทั้งมวล เราจึงขอย้ำอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ ก็ตาม ราชอาณาจักรกัมพูชาจะไม่ส่งตัว ฯพณฯ ทักษิณกลับตามคำร้องขอจากประเทศไทย ไม่ว่าในขณะที่ท่านตัดสินใจเข้ามาพำนัก หรือเดินทางผ่านกัมพูชาไปยังประเทศอื่นๆ ก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามความในพระราชกฤษฎีกาที่ NS/RKT/1009/1018 ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งท่านเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็นผู้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลแห่งชาติกัมพูชา

โฆษกรัฐบาลขอแสดงเจตนารมย์ด้วยว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีในการธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย การเชิญ ฯพณฯ ทักษิณ มายังกัมพูชา เกิดจากความตระหนักในธรรมเนียมโบราณของเราที่ว่า “เพื่อนในยามยาก คือเพื่อนยากที่แท้จริง” (“a friend in need is a friend in deed”)


กรุงพนมเปญ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒