WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 4, 2010

อำมาตย์หน้าโง่.... คนเสื้อแดงจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว !

ที่มา ประชาไท

by LB1

ทุกสิ่งในโลกนี้ มีขีดความสามารถรองรับแรงกระทำได้ระดับหนึ่ง
โดยถ้าเกินระดับนี้ไปแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้นกับสิ่งนั้น
เราอาจเรียกระดับดังกล่าวนี้ว่า "ระดับของการยอมรับได้"

ดังเช่น การบรรจุน้ำลงในลูกโป่ง
เมื่อลูกโป่งแตก
ปริมาณน้ำจำนวนก่อนหน้าที่จะทำให้ลูกโป่งแตก คือระดับการยอมรับ (น้ำ) ได้ของลูกโป่งใบนั้น

คนก็เช่นกัน
เมื่อคนสัมผัสกับอารมณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอารมณ์ไม่พอใจ
ตราบใดที่ยังไม่เกินระดับของการยอมรับได้ คนก็จะเก็บความรู้สึกไว้ไม่ระเบิดความโกรธออกมา

ความสามารถในการรองรับการกระทำจึงเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสมบัติเบื้องต้นของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้
แต่ความไม่ธรรมดาก็คือ แม้แต่ในสิ่งเดียวกัน ธรรมชาติก็สร้าง "ระดับของการยอมรับได้" มาให้แตกต่างกัน
บางคนโกรธง่าย บางคนโกรธยาก
ซ้ำร้ายเมื่อสะสมความโกรธไปจนถึง "ขีดจำกัด" แล้ว
ไม่มีใครตอบได้ว่า คนโกรธยาก จะระเบิดอารมณ์ออกมาได้รุนแรง มากหรือน้อยกว่า คนโกรธง่าย

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของปรากฏการณ์นี้ ก็อย่าไปทำให้ใครโกรธจะดีกว่า
-

มีเหตุผลมากมายที่ตอบได้ว่า ทำไมจึงมีคนเสื้อแดงเกิดและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ก็เพราะมีเหตุ จึงมีผล...
ถ้าไม่มีการใช้อำนาจบาตรใหญ่ พวกมึงทำอะไรผิดเสมอ
ก็คงไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน และไม่มีคนเสื้อแดงเกิดขึ้น

ซ้าร้าย....
เขื่อนกักเก็บน้ำมีช่องทางระบายน้ำทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณน้ำเกิน "ระดับการยอมรับได้"
การชุมนุมของคนเสื้อแดงเพื่อสื่อความรู้สึกของตนเองให้อำมาตย์รับรู้ จึงเป็น "ช่องทางระบายน้ำทิ้ง"
แต่รัฐบาลหุ่นของอำมาตย์ไร้สมองกลับพยายามทุกวิถีทางที่จะอุด "ช่องระบายน้ำทิ้ง" นี้ไม่ให้ทำงาน

ความอดทนของคนมีขีดจำกัด
คนเสื้อแดงต้องเจ็บปวดกับเล่ห์เหลี่ยมความเลวร้ายของอำมาตย์และสมุน
และคนเสื้อแดงได้อดทนกับการถูกกระทำมามากพอแล้ว

อำมาตย์หน้าโง่เอย
ปีนี้คือปี พ.ศ.2553
คนเสื้อแดงรอเพียงวัน ว. เวลา น. ที่จะต่อสู้แตกหัก
แต่ก็ยังมีใจกว้างพอจะเปิดทางเลือกให้คู่ต่อสู้
จะยอมเจรจา
จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง
จะยอมสูญเสียบางส่วน เพื่อรักษาบางส่วน
เพื่ออยู่ร่วมแผ่นดินกันต่อไป

หรือจะหลับหูหลับตาสู้ ....เพื่อพินาศย่อยยับ

อารมณ์โกรธแค้นเมื่อระเบิดขึ้น
จากคนโกรธง่ายที่สุดไปสู่คนโกรธยากที่สุด
จะก่อให้เกิดการระเบิดของอารมณ์โกรธอย่างต่อเนื่อง จากคนหนึ่งคนสู่คนทั้งประเทศ
ไม่มีอะไรพินาศยิ่งไปกว่าความพินาศจากความต้องการ "ระบายความแค้น"

อำมาตย์หน้าโง่เอย
บุคคลในหน้าประวัติศาสตร์มีอยู่เพียง 2 แบบ คือ ดีเลิศ กับ เลวระยำ
ถ้ายังดื้อด้านจนถึงวันพินาศ
คงรู้ใช่ไหมว่า
รายชื่ออำมาตย์หน้าโง่ทั้งหมดจะปรากฏอยู่ "หน้าใด" ของประวัติศาสตร์ไทยช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 26.

ลกซุน..ผู้พิชิตเล่าปี่

ที่มา thaifreenews

ด้วยความโกรธแค้นที่ซุนกวนสังหารน้องร่วมสาบานคือ กวนอู เล่าปี่ภายหลังได้รับการสถานปนาเป็นฮ่องเต้พระนาม “สมเด็จพระจักรพรรดิเจียงบู๊เต้” เล่าปี่ก็กรีฑาทัพไปตี ง่อก๊ก ของซุนกวนทันที และมาประจวบกับ น้องสาม เตียวหุย ถูกแม่ทัพของตนเองสังหารและหนีไปเข้ากับซุนกวนอีก เล่าปี่ เคียดแค้นดังไฟเผา กองทัพ 750,000 คนของเสฉวน ก็ยกไปโจมตี ง่อก๊ก ทันที

ทัพ เล่าปี่..รบชนะและไหลบ่ามาด้วยความฮึกเหิม.. ทัพง่อก๊กของซุนกวน..ไม่สามารถต้านทานความฮึกเหิมนี้ได้...ลกซุนจึงใช้กล ยุทธ ตั้งมั่นไม่ออกรบ..โดยยึดคำกล่าวที่ว่า “ลูกธนูพุ่งมาไกลก็ย่อมหมดแรง” ด้วยกลยุทธนี้สร้างความหงุดหงิดให้กับเล่าปี่ จนในที่สุดก็ขาดความรอบคอบ..และประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัดทำให้เล่าปี่ ไม่ได้ก่อตั้งค่ายตามหลักพิชัยสงคราม..สุดท้ายก็ถูกลกซุน ลอบเข้ามาเผาค่าย จนวอดวายหมดทั้งทัพ และเล่าปี่เองก็ต้องตรอมใจจนสิ้นชีวิต...ทัพจ๊กก๊กของเล่าปี่ 750,000 คนก็วอดวายไปพร้อมกับความฮึกเหิมนั้นเอง...

การเลือกตั้งซ่อมที่ จ. มหาสารคาม ผ่านพ้นไปแล้วอย่างอย่างตื่นเต้นใจหายใจคว่ำ แม้ว่าพรรคเพื่อไทย จะชนะพรรคภูมิใจไทย ก็ชนิดฉิวเฉียด ถ้าเป็นม้าแข่งก็ต้องเรียกว่าต้องถึงขั้น “ถ่ายรูป” การชนะกันเพียง พันกว่าคะแนน จากคะแนนเสียงแสนกว่าคะแนนถือว่าชนะกันอย่างใกล้ชิดมาก..ซึ่งสามารถมองได้ 2 มุมด้วยกันก็คือ...

มุม แรก...ถึงอย่างไรประชาชนที่ชาวภาคอิสานในจังหวัดมหาสารคาม ก็ยังคงรักและศัทธานโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่สืบทอดเจตนารมย์มาจากพรรคไทยรักไทย และรวมไปถึงศรัทธาท่านนายกทักษิณไม่เสื่อมคลาย ความฮึกเหิมที่พลพรรคเสื้อแดงที่ปลุกเร้ากันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ยังคงกระหึ่มก้องและเป็นเหมือนพลังเร่งเร้าให้นักรบประชาธิปไตย พร้อมจะเรียกร้องขั้นแตกหักกับเผด็จการอมาตย์..

และผลก็ส่งออกมาแล้ว โดยการเลือกตั้งทั้งที่สกลนคร, และมหาสารคาม...แม้กระทั่งการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ หรืออีกหลาย ๆ ที่ ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า ชั่วโมงนี้คนเสื้อแดงกำลังฮึกเหิมอย่างที่สุด พร้อมที่สุดที่จะทำการต่อสู้ขั้นแตกหักกับรัฐบาลหุ่นเชิดของเผด็จการอมาตย์ นี้...ซี่งในมุมนี้ก็คือมุมแห่งความน่าพอใจและน่าชื่นชม

มุมที่สอง ...รัฐบาลและพรรคร่วม...โดยเฉพาะพรรคงูเห่าอย่างภูมิใจไทยของเนวิน พยายามอย่างยิ่งที่จะออกข่าวทางสื่อต่าง ๆ ที่จะแสดงบทบาทในการเป็นผู้สร้างความสมานฉันท์ให้กับประเทศนี้ ซึ่งในทางการเมืองนั้นพยายามแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ถอยออกจากความขัดแย้ง... ยื่นข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าเพื่อเป็นการยื้อเวลา แต่สื่อที่อยู่ในมือก็พยายามออกข่าวให้เห็นว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายถอย...

และอีกด้านก็พยายามรณรงค์ล้างสมองคนไทยให้มีความคิดออกมาในทาง “รักสามัคคี” เพื่อความสงบสุขของประเทศและเห็นแก่ความสุขของ “พ่อของแผ่นดิน” โดยใช้สื่อที่อยู่ในมืออีกเช่นกันในการรณรงค์เรื่องนี้

ซึ่ง ทั้งสองวิธีนี้เผด็จการอมาตย์ก็กระทำอย่างสอดคล้องและสอดรับกันอย่างเป็น ระบบ.. โดยอาศัยอำนาจอิทธิพลที่ตนเองมีอยู่นำมาเป็นอาวุธ “ทำลายความชอบธรรม” ในการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนไทยทั้งแผ่นดิน...

การ ชนะของนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ที่มีคะแนนถึง 111,340 คะแนน ขณะที่นางคมคาย อุดรพิมพ์ ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ที่ได้คะแนน 110,152 คะแนน นั้นอาจจะดูว่าเป็นชัยชนะท่ามกลางแรงกดดันจากอำนาจรัฐในทุกวิถีทางก็ตาม.. แต่ถ้ามองย้อนอดีตไปจะเห็นว่า นางคมคาย ที่เคยอยู่พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้คะแนนเพิ่มขึ้นถึงกว่า 50,000 คะแนน... และนายประยุทธ์ เองก็อดีตเคยสังกัดอยู่พรรคชาติไทยมาก่อน แต่ก็ได้รับเลือกให้ลงสมัครเพราะ พรรคเพื่อไทย ไม่มีใครที่เป็นตัวหลักของพรรคที่จะนำมาลงได้ในนามของพรรคเพื่อไทยเอง (เพราะถูกแบนไปหมดทั้งสองรอบ)...

เวลานี้กลยุทธที่เผด็จการอมาตย์กำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะกระทำ...จะมิใช่ “รุกและชน” แต่จะเป็นการ “ต้านทานและสงบนิ่งรอจังหวะ” และสร้างภาพ เพื่อแย่งความชอบธรรม ในการจัดการกับอำนาจต่อไป โดยอาศัยสื่อและเครื่องมือต่าง ๆ ที่อยู่ในมือเพื่อรอจังหวะและโอกาส ที่คนเสื้อแดง และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ผู้วิ่งมาแล้วอย่างแสนไกลจะหมดแรง และจะพลาดเปิดโอกาสให้กับเหล่าอมาตย์ในการพลิกกลับมาโจมตีได้อีกครั้ง

อย่า ลืมว่าเผด็จการอมาตย์ยังคงมีเครื่องมือ และอุปกรณ์ทุกอย่างทั้งในประเทศ รวมทั้งแรงสนับสนุนจากนอกประเทศ ที่จะทำลายประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้สิ้นทรากไป...เพื่อกดหัวคนใน ประเทศให้สยบยอมไม่กล้าเงยหัวขึ้นมาต่อสู้...เหมือนกับที่ประเทศเพื่อนบ้าน ของไทยบางประเทศกระทำกับประชาชนของประเทศตนเองกระนั้น...

ด้วย เหตุนี้ สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านจะต้องยึดมั่นในแนวทางการต่อสู้ที่ได้ดำเนินการมาไม่น้อยกว่า 3 ปี อย่างมั่นคงและไม่คลอนแคลนว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ขณะที่แกนนำต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังที่จะก้าวต่อไปบนปลายมีดอันแหลมคม นี้... อย่าได้ประมาทโดยคิดว่าขณะนี้กองทัพประชาธิปไตยมีพร้อมทั้ง...ประชาชน, พรรคการเมือง, และกองกำลังติดอาวุธ แล้วจะเป็นฝ่ายชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...ดูตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่ “จตุรัสเทียนอันเหมิน” และที่ “ธิเบต” กำลังประชาชนก็ถูกล้อมปราบอย่างสิ้นทรากถอนรากถอนโคน และไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการได้จนทุกวันนี้..สิ่ง เหล่านี้มิใช่จะเกิดขึ้นไม่ได้ สำหรับเผด็จการอมาตย์แล้วอะไรก็เป็นไปได้....

แต่ทว่าประชาชนผู้ รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จะต้องเกรงกลัวจนไม่กล้าทำอะไร เพียงแต่ต้องมีความรอบคอบ และก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ไม่ยินดีในความสำเร็จจนเกิดความฮึกเหิมจนเกินไป จนทำให้สุดท้ายต้องประสบกับความเสียหายอย่างยิ่งใหญ่ภายหลัง... “จะรุกเร็ว หรือรุกช้าแต่ขอให้ชนะ” ดีกว่า “รุกเร็วแล้วพลาด” ...และที่สำคัญ “มันเอาเราแน่ครับ”..

ปูนนก

สื่อหลักปี'52:ความไร้ยางอายของสมาคมนักข่าว

ที่มา Thai E-News



สมาคมนักข่าวไร้ยางอาย!-สมาคมนักข่าวฯกล่าวสรุปรายงานว่ามีการใช้สื่อการเมืองเพื่อผลทางการเมือง ในขณะที่ตัวสมาคมนักข่าวเองฯไม่ได้ย้อนดูตัวเองว่าทำสารพัดในสิ่งที่ตนประนาม นับตั้งแต่เรียกร้องนายกฯมาตรา7,เข้าไปรับใช้เผด็จการด้วยการเป็นสมาชิกสนช.หลังรัฐประหาร,ปฏิบัติ2มาตรฐานกับ2ม็อบ โดยเข้าไปกราบกรานพันธมิตรให้เลิกคุกคามนักข่าวภาคสนาม แต่ออกแถลงการณ์หนุนให้รัฐบาลใช้ประกาศฉุกเฉินปราบเสื้อแดงช่วงสงกรานต์ แล้วให้รางวัลภาพข่าวดีเด่นแก่ไทยรัฐในภาพข่าวสงกรานต์เลือด โดยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก...ทั้งหมดนี้ใครคือสื่อการเมืองกันแน่?!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มกราคม 2552

สมาคมนักข่าวฯพฤติการณ์ที่ไร้ยางส่งท้ายปี

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำรายงานสถานการณ์สื่อ ปี 2552 ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง (คลิ้กดูรายละเอียด)มีรายละเอียดตอนหนึ่งดังนี้

สื่อการเมืองได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทั้งโดยนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม ทำให้สื่อเหล่านี้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หนังสือพิมพ์ เว็บไซด์ฯลฯ ซึ่งสื่อการเมืองเหล่านี้ ได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้ามมีการนำเสนอในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของตัวเอง

ในประเด็นนี้สมาคมนักข่าวฯเห็นว่า เป็นปีที่แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้


ย้อนรอยดูสมาคมสื่อทรราชแถลงการณ์ออกใบอนุญาตปราบเสื้อแดงโยนบาปทักษิณ

ปัญหามีอยู่ว่าสื่อการเมือง หรือสื่อรับใช้การเมืองนั้น แท้ที่จริงดูเหมือนสมาคมนักข่าวจะมีบทบาทด้านนี้ที่สุด..โดยมีพฤติการณ์ดังนี้

-สมาคมนักข่าวฯมีบทบาทนับแต่การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ โดยการออกแถลงการณ์ร่วมกับสภาทนายความขอให้มีการเปลี่ยนนายกฯโดยใช้มาตรา 7

-ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายกสมาคมนักข่าวก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เสียเอง

-เมื่อพันธมิตรฯจัดการชุมนุมก่อความรุนแรงทั้งยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน พันธมิตรคุกคามนักข่าวสารพัด แต่สมาคมนักข่าวฯไม่เคยมีแถลงการณ์ใดๆปกป้องนักข่าวสนาม แต่นายกสมาคมกับเลขาสมาคมพากันดั้นด้นไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอความกรุณาจากแกนนำพันํมิตรวิงวอนไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อนักข่าวในลักษณะสมยอมกัน

-แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงจัดการชุมนุมขึ้น สื่อกระแสหลักได้นำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง และยั่วยุประชาชนให้เกลียดชังผู้ชุมนุม ยุแหย่ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมแล้ว สมาคมสื่อต่างๆยังได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันที่ 13 เมษายน 2552 โดยมีเนื้อหาที่โยนบาปไปให้ทักษิณว่าเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง โดยไม่มีการประณามรัฐบาลที่ใช้กองกำลังทหารปราบปรามด้วยความรุนแรงแต่อย่างใด พร้อมทั้งเปิดทางให้ปราบปรามผู้ชุมนุม

โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ 7 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วมกัน 5 ข้อ ( คลิ้กดูรายละเอียดที่นี่ )

แถลงการณ์ร่วมขอให้ใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤตประเทศ

จากการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปิดถนนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ ๙ และ ๑๐ เมษายน และบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน จนทำให้รัฐบาลต้องเลื่อนการประชุมดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน และเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตอนเช้าตรู่วันที่ ๑๓ เมษายน ที่สามเหลี่ยมดินแดงนั้น องค์กรทั้งหลายตามรายชื่อข้างท้าย มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ จึงขอเสนอความคิดเห็นดังต่อไปนี้

๑. การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น อย่าใช้ในการปราบปรามหรือสลายการชุมนุม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปจนอาจกลายเป็นจลาจล และเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วที่สุด

๒. สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การชุมนุมของ นปช. ในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกโรงแรม บุกกระทรวงมหาดไทย ทุบทำลายรถในขบวนของนายกรัฐมนตรี การปิดถนนสายต่างๆ การยึดรถเมล์ การยึดรถก๊าซ ล้วนแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายทั้งสิ้น แกนนำ นปช. ต้องยุติการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และต้องควบคุมผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการสร้างความเกลียดชังผ่านทางสื่อในเครือข่ายดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดมที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และถ้าหากเกิดเหตุร้ายแรงมากไปกว่านี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้

๓. ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับ นปช. ก็ต้องดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มอื่นที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญด้วยอย่างเสมอกัน

๔. ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีและการเจรจาในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นหนทางในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รัฐบาลควรต้องเปิดการเจรจากับแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง และขอให้ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. กลับมาใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

๕. สื่อมวลชนทุกแขนง ต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่จะรายงานออกไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า

กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง

เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕
เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง


๑๓ เมษายน ๒๕๕๒

นักวิชาการยี้แถลงการณ์2มาตรฐาน ยุครัฐบาลสมัคร-สมชายรุมด่ารัฐให้ลาออก

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนกระทู้หัวข้อเรื่อง "2 บรรทัดฐาน" ของ ทหาร, สื่อมวลชน, นักวิชาการ เอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการออกแถลงการณ์ข้างต้นเป็น2มาตรฐานหากเทียบกับที่เคยออกแถลงการณ์ในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยดร.สมศักดิ์กล่าวถึงในยุครัฐบาลนายสมัครนั้น หลังเกิดการปะทะในคืนวันที่ 1-2 กันยายน 2551 ซึ่ง นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ของ นปช. ถูกคนของพันธมิตรฯ ทำร้าย จนเสียชีวิต รัฐบาลสมัครได้ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่า นอกจากทหาร ที่รับมอบหน้าที่ ไม่ยอมปฏิบัติอะไรทั้งสิ้นแล้ว วงการสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ยังพร้อมใจกันออกมาประณามรัฐบาลสมัคร และเรียกร้องให้ สมัคร ลาออก และยกเลิกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน นี่เป็นรายงานข่าว ของบางตัวอย่างของปฏิกิริยาของบรรดาสื่อมวลชน เอ็นจีโอ ในขณะนั้น (ความจริง ยังมีตัวอย่างอีกมาก)

อันที่จริง อาจกล่าวได้ว่า การไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของทหาร และการพร้อมใจกันออกมาคัดค้าน ความพยายามดำเนินการยุติการชุมนุมของพันธมิตรฯของรัฐบาลสมัครในขณะนั้น ของสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ มีส่วนรับผิดชอบ ต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นที่ตามมา

เคลื่อนไหวต้านเสื้อแดง อ้างหยุดทำร้ายประเทศไทย

เมื่อเทียบกับตอนที่เพิกเฉยต่อพันธมิตรที่ทำการประท้วงอย่างรุนแรง สมาคมนักข่าวกลับทำหน้าที่เป็นสื่อการเมืองอย่างเอาการเอางานด้วยการร่วมกับเอ็นจีโอเสื้อเหลือง ในการเคลื่อนไหวรณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"ในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงออกมารณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย

"หลังจากออกแถลงการณ์เหมือนให้ใบอนุญาตปราบปรามพวกเสื้อแดงอย่างนองเลือดแล้ว พวกเอ็นจีโอก็ดัดจริตออกมาร่วมกับสมาคมนักข่าวตั้งเครือข่ายรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย"ผู้เขียนวิจารณ์สื่อระบุในตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เปิดโปงพฤติการณ์เสนอข่าวผิดๆแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆของสื่อไทย

นี่ไม่ใช่หนแรกที่สื่อกระแสหลักมีพฤติการณ์ทำนองเป็นสื่อการเมือง เมื่อไวๆนี้สื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวว่าตำรวจเชียงใหม่จับการ์ดเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง6,000ลูกไว้ก่อเหตุช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่พอพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นเพียงประทัด สื่อก็เงียบเฉย

ช่วงก่อนนั้นสื่อไทยรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์TIMES ONLINEหมิ่นสถาบันฯ พอTIMESเปิดเผยคำสัมภาษณ์อย่างละเอียดว่าทักษิณไม่ได้หมิ่นฯเลย แต่กลับแสดงจงรักภักดี สื่อไทยก็ไม่ได้แก้ไขข่าวใดๆ

ช่วงเสื้อแดงประท้วงตอนสงกรานต์ สื่อไทยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง แต่เกิดแถวถนนเพชรบุรี และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก

ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวยังมอบรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปีให้กับไทยรัฐกรณีจิกหัวผู้ประท้วงหญิงเสื้อแดง โดยไร้สำนึกว่าสื่อนำเสนอข่าวผิด

มาถึงเวลานี้คงต้องย้อนถามไปยังสมาคมนักข่าวฯแล้วว่า การชี้หน้าใครต่อใครว่าเป็นสื่อการเมือง แล้วพฤติการณ์ของสมาคมนักข่าวฯที่ผ่านมานี่ ไม่ใช่สื่อการเมืองที่ทั้งน่าเกลียดน่าชังดอกหรือ?

กะโปกห้อยลุ้นพลิกชนะ แหลอีสานสิ้นมนต์แม้ว

ที่มา Thai E-News



2อารมณ์-แกนนำพรรคเพื่อไทยชูมือให้ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.เพื่อไทยชนะหลังคะแนนนำคู่แข่งพรรคภูมิใจไทย พร้อมประกาศพร้อมตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ขณะที่ประชาทรรศน์สื่อของเนวินอ้างว่ายังมีสิทธิ์พลิกชนะ เพราะยังไม่นำคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามานับ และว่าผลการเลือกตั้งออกมาสูสี แสดงว่าทักษิณสิ้นมต์ขลังในภาคอีสานแล้ว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มกราคม 2552

เสื้อแดงประเดิมชัยชนะรับปีใหม่ ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยชนะเลือกซ่อมมหาสารคาม ฝ่ากระแสวิชามารทั้งซื้อเสียง,ใช้อำนาจรัฐและใช้ใบปลิวชั่วใส่ร้ายหากเพื่อไทยชนะทักษิณจะกลับมาล้มสถาบัน เผยแม้วเกาะติดสถานการณ์ระทึกตลอดวัน สุดท้ายเบียดเข้าป้ายสั่งสอนยี้ห้อยอีกคำรบ สื่อเครือเนชั่นยังแอบลุ้นยี้ห้อยพลิกเอาคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามาพลิกชนะ ขณะที่สื่อลูกกะโปกห้อยไม่ยอมแพ้อ้างคะแนนสูสีเท่ากับทักษิณเสื่อมมนต์ขลัง


ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม อย่างไม่เป็นทางการ แทน นายขจิต ชัยนิคม อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ได้รับใบเหลือง วานนี้ (3 ม.ค.) ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง พรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปรากฎว่า นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เบอร์ 2 จากพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะเหนือ นางคมคาย อุดรพิมพ์ เบอร์ 1 จากพรรคภูมิใจไทย

กรุงเทพธุรกิจ สื่อเครือเนชั่นรายงานว่า ทั้งนี้ ผลการนับคะแนน 100% อย่างไม่เป็นทางการ รวมคะแนนเบอร์ 1 ได้ 109,562 คะแนน เบอร์ 2 ได้ 110,658 คะแนน ซี่งผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 2 ได้คะแนนมากกว่าผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 1 จำนวน 1,086 คะแนน ทั้งนี้ยังไม่รวมผลคะแนนการเลือกตั้งล่วงหน้า ทำให้กรุงเทพธุรกิจคาดการณ์ว่าอาจมีพลิกผันได้

ส่วนประชาทรรศน์ สื่อของเนวิน ชิดชอบ รายงานข่าวว่า
ผลคะแนนที่ห่างกันไม่มากและยังไม่รวมเลือกตั้งล่วงหน้ายังมีโอกาสที่จะพลิกโผได้ รวมไปถึงผลการเลือกตั้งที่มีคะแนนสูสีทั้งที่นายประยุทธ์ จากพรรคเพื่อไทยเป็นถึงส.สเก่า 8 สมัย เป็นอดีตรัฐมนตรี และนางคมคายเอง เป็นน้องใหม่และเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานคะแนนเพียง 3 อำเภอเท่านั้น ได้แสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เสื่อมมนต์ขลังลงอย่างถนัดตา และชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะมาถึงในครั้งต่อไป

รวมทั้งยังเป็นการดับฝัน พ.ต.ท.ทักษิณ และร.ต.ท.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เคยให้สัมภาษณ์คุยโตว่า จะนำพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้อีกครั้งเหมือนกับยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ในอดีต


ขณะที่ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่าง เขต 1 จ.มหาสารคาม แทนนายขจิต ชัยนิคม อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่โดนใบเหลือง โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ผู้สมัคร หมายเลข 2 จากพรรคเพื่อไทย ได้ 111,394 คะแนน เอาชนะนางคมคาย อุดรพิมพ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ 110,158 คะแนน โดยคะแนนห่างกันเพียง 1,236 คะแนนเท่านั้น

เมื่อช่วงค่ำ วานนี้ (3 ม.ค.) ที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย เขต 1 มหาสารคาม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพักของ นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ในเขต อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม ว่า ขอบคุณชาวมหาสารคาม โดยเฉพาะชาว อ.โกสุมพิสัย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของคะแนน หลังขับเคี่ยวกันมาอย่างสูสี

โดยตลอดทั้งวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สอบถามผลการเลือกตั้งมาโดยตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ตอบได้แล้ว อีกทั้งเชื่อว่า นายประยุทธ์ จะเป็น ส.ส.ที่ดี ในสมัยที่ 8 และมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เพราะเป็นพรรคของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า จะมีการให้ ส.ส.ของพรรคในพื้นที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี หลังมีใบปลิวโจมตีกล่าวหาจากผู้ไม่ประสงค์ดี โดยในใบปลิวระบุว่า "หากพรรคเพื่อไทยนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ จะมาล้มล้างสถาบัน" ซึ่งตนจะได้ส่ง ส.ส.เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองมหาสารคาม ขณะที่ นายประยุทธ์ ก็ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชน ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

พรรคภูมิใจไทยของนายเนวินแพ้การเลือกตั้งซ่อมพรรคเพื่อไทยที่สกลนคร และศรีสะเกษมาก่อนหน้านี้ และมุ่งมั่นจะเอาชนะในการเลือกตั้งซ่อมมหาสารคาม แต่คนสารคามก็ช่วยกันขุดหลุมฝังภูมิใจไทยไม่ให้แจ้งเกิดสำเร็จ

เสื้อแดงประเดิมชัยปีเสือ สารคามฝังภูมิใจห้อย

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 มกราคม 2552

เสื้อแดงประเดิมชัยชนะรับปีใหม่ ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยชนะเลือกซ่อมมหาสารคาม ฝ่ากระแสวิชามารทั้งซื้อเสียง,ใช้อำนาจรัฐและใช้ใบปลิวชั่วใส่ร้ายหากเพื่อไทยชนะทักษิณจะกลับมาล้มสถาบัน เผยแม้วเกาะติดสถานการณ์ระทึกตลอดวัน สุดท้ายเบียดเข้าป้ายสั่งสอนยี้ห้อยอีกคำรบ


เมื่อช่วงค่ำ วันนี้ (3 ม.ค.) ที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย เขต 1 มหาสารคาม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพักของ นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ในเขต อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม ว่า ขอบคุณชาวมหาสารคาม โดยเฉพาะชาว อ.โกสุมพิสัย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของคะแนน หลังขับเคี่ยวกันมาอย่างสูสี

โดยตลอดทั้งวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สอบถามผลการเลือกตั้งมาโดยตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ตอบได้แล้ว อีกทั้งเชื่อว่า นายประยุทธ์ จะเป็น ส.ส.ที่ดี ในสมัยที่ 8 และมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เพราะเป็นพรรคของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า จะมีการให้ ส.ส.ของพรรคในพื้นที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี หลังมีใบปลิวโจมตีกล่าวหาจากผู้ไม่ประสงค์ดี โดยในใบปลิวระบุว่า "หากพรรคเพื่อไทยนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ จะมาล้มล้างสถาบัน" ซึ่งตนจะได้ส่ง ส.ส.เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองมหาสารคาม ขณะที่ นายประยุทธ์ ก็ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชน ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในเวลาราว 19.15 น.วันนี้ เป็นดังนี้

เบอร์ 1 นางคมคาย อุดรพิมพ์ จากพรรคภูมิใจไทย รวมคะแนน ได้ 109,562 คะแนน
เบอร์ 2 นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จากพรรคเพื่อไทย รวมคะแนน ได้ 110,658 คะแนน


ต่อมาในเวลาราว20.00 น.มีรายงานว่าผลคะแนนของพรรคเพื่อไทยทิ้งห่างออกไป เป็น

ผู้สมัครจากเพื่อไทย 116,077 คะแนน

ผู้สมัครจากภูมิใจไทย 109,560 คะแนน


ผลการนับคะแนนดังกล่าวปรากฎว่าผู้สมัครพรรคเพื่อไทยชนะผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยเพียง1,096 คะแนนจากคะแนนที่นับถึงเวลา19.15 น. ต่อมาในเวลา20.00 น.คะแนนทิ้งห่างออกไปเป็น6,517 คะแนน

มีรายงานข่าวว่าคะแนนของเพื่อไทยที่ทิ้งห่างออกไปนั้นมาจากพื้นที่อำเภอโกสุมพิสัย ที่ชนะคู่แข่งขันกว่า3,500 คะแนนเสียง

พรรคภูมิใจไทยของนายเนวินแพ้การเลือกตั้งซ่อมพรรคเพื่อไทยที่สกลนคร และศรีสะเกษมาก่อนหน้านี้ และมุ่งมั่นจะเอาชนะในการเลือกตั้งซ่อมมหาสารคาม แต่คนสารคามก็ช่วยกันขุดหลุมฝังภูมิใจไทยไม่ให้แจ้งเกิดสำเร็จ

Sunday, January 3, 2010

3 มกราคม 2553

ฮือฮา!ภาพทักษิณโผล่กลางเมืองโคราช

หล่อบ่จอย

"จตุพร"ปูดซาอุฯเตรียมตัดสัมพันธ์การทูตไทย100% ลั่นตอบโต้"เทพเทือก"สาสม ใส่ร้าย"แม้ว"จัดทัพเสื้อแดง

"อ๋อย"ชี้ปัจจัยการเมือง53ยากเปลี่ยนแปลงรบ. ยุบสภาน้อย อยู่แบบถูลู่ถูกัง ไม่มีเสถียรภาพ ไม่ราบรื่น

รัฐบาลอภิสิทธิ์กลัวอะไร?

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ
ปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชายคือ การถือว่าตนเองได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเสียงส่วนใหญ่ จึงมีความชอบธรรมที่จะใช้เสียงส่วนใหญ่ในสภาเพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทักษิณพ้นผิดจากคดีความต่างๆ
การอ้างเสียงส่วนใหญ่เช่นนี้ถือว่าไม่ซื่อตรงต่อเจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง เพราะเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งต้องการได้ตัวแทนของของประชาชนมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทั้งในด้านการบริหาร นิติบัญญัติ และการตรวจสอบ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ส่วนปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือการแย่งชิง ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยมาสนับสนุนฝ่ายตน เป็นรัฐบาลที่มีองคมนตรี ทหาร หรือฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ และพันธมิตรฯหนุนหลัง ทำให้ที่มาของเสียงส่วนใหญ่ไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะอำนาจที่ไม่ยึดโยงอยู่กับอำนาจของประชาชนที่หนุนหลังรัฐบาล เป็นอำนาจซึ่งเป็นตัวแปรหลักของความขัดแย้งทางการเมืองในยุคปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ชอบธรรมในการอ้างเสียงส่วนใหญ่
ปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลทั้งสองต้องจบลงเช่นนั้น ส่วนปัญหาการอ้างเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ในชาติได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้
ทางออกที่ควรจะเป็น คือการกลับไปใช้ “กติกาการตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่” โดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่!
แน่นอนว่าธรรมชาติของการเมือง รัฐบาลไหนจะยุบสภาก็ต่อเมื่อไม่สามารถบริหารงานต่อไปได้ หรือประเมินว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายตนได้เปรียบ
พรรคประชาธิปัตย์เคยประณามรัฐบาลทักษิณว่ายุบสภาโดยไม่มีเหตุจำเป็น แต่ชิงยุบเพราะเห็นว่าฝ่ายตนอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ (ทั้งที่จริงในขณะนั้นทักษิณถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน การขายหุ้นไม่เสียภาษี ไร้จริยธรรมทางการเมือง)
แล้วสถานะที่ได้เปรียบของทักษิณในขณะนั้นคืออะไร? ความเป็นรัฐบาลรักษาการที่ยังอาจใช้กลไกทางราชการเพื่อความได้เปรียบในการเลือกตั้งหรือ? แม้จะใช่แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการจัดเลือกตั้งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และมีองค์กรตรวจสอบอื่นๆอีกมาก
สิ่งที่น่ากลัวคือคะแนนนิยมในตัวทักษิณและนโยบายพรรคไทยรักไทยที่ยังมีอยู่อย่างท่วมท้นนั้นต่างหาก แต่ก็เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยมิใช่หรือที่พรรคการเมืองจะสร้างผลงานให้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน ถ้าเรากลัวพรรคอื่นจะได้รับความนิยมเหนือกว่า เราก็ต้องสร้างผลงานให้เหนือกว่าเขามิใช่หรือ?
น่าเสียดายที่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตและหรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปัจจุบันทำ กลับไม่ใช่การแสดงผลงานที่เหนือกว่าคู่แข่ง แต่เป็นการสร้าง/ขยายภาพคู่แข่งให้น่ากลัวสำหรับสังคมไทย
อันที่จริง ณ เวลานี้ ทักษิณไม่ใช่คู่แข่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะสถานะของ “นักโทษหนีคุก” ย่อมไม่อาจสร้างผลงานใดๆให้เหนือกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ ทักษิณทำได้แค่ “พูด” หรือ “แสดงบท” ที่ไม่มี “authority” ใดๆที่จะสร้างผลงานเหนือกว่า หรือสร้างคะแนนนิยมเหนือกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เลย แต่ทำไมการพูด การแสดงบทของทักษิณจึงทำให้อภิสิทธิ์และพลพรรคหัวปั่นไปตามๆกันตลอดปีที่ผ่านมา?
และทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงกลัวทักษิณ พร้อมกับพยายามสร้างภาพทักษิณให้น่ากลัวสำหรับสังคมไทยด้วยวาทกรรม “อันตรายต่อสถาบัน” ตามรอยพันธมิตรฯ
ลึกๆแล้วสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลัวคือกลัวคะแนนนิยมในตัวทักษิณใช่หรือไม่? นี่จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่กล้าคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่!
การกลัวคะแนนนิยมในตัวทักษิณ ยิ่งสะท้อนความไม่เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถสร้างผลงานได้ดีกว่าทักษิณ และการที่ประชาชนจำนวนมากยังนิยมในตัวทักษิณแม้เขาไม่มี “authority” ใดๆที่จะทำประโยชน์ให้สังคม ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าวิธีการต่างๆที่คุณทำงานหรือทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่อาจเอาชนะใจประชาชนได้
ในสภาวะที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก เพราะคอยแต่อาศัยกินบุญเก่าของทักษิณ และทักษิณเองก็ยังร่อนเร่พเนจร คู่แข่งที่แท้จริงของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือใคร? รัฐบาลอภิสิทธิ์กลัวใครจึงไม่กล้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่?
หากมิใช่กลัวความผิดของตัว ความผิดที่ตัวเองเคยประณามคนอื่นแล้วตัวเองก็ทำความผิดทำนองเดียวกันนั้น และกลัว “ความไร้ประสิทธิภาพ” ของตัวเองจะแสดงผลคะแนนเลือกตั้งออกมาน้อยกว่าครั้งที่แล้ว!

เจ้าพ่อเจ้าแม่หวยใต้ดินจุดพลุฉลอง "มาร์คสั่งล้มหวยออนไลน์"

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

จากคุณ : ปลาหมึกไข่

แค้นใจหวยบนดินตั้งแต่ยุคนายกทักษิณ ทำรายได้หดหาย
ต้องออกแรงช่วยกันไล่ จนหวยใต้ดินกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

"นรกส่งหวยใต้ดินมาเกิด ทำไมสวรรค์ต้องส่งหวยบนดินมาหลอกหลอน"
พวกเจ้ามือหวยใต้ดินต้องหายใจไม่ทั่วท้องกันอีกครั้ง
เมื่อมีกระแสข่าวว่าจะปัดฝุ่น "หวยออนไลน์" มาตัดทางทำมาหารับทาน

แต่เหมือนนรกมีตา...
เมื่อมีข่าวว่ามาร์ค "สั่งล้มหวยออนไลน์"

ข่าวดีๆ อย่างนี้
เจ้ามือหวยใต้ดินอย่าลืมไปกราบมาร์คกันนะ.....เคี๊ยก เคี๊ยก

ข่าวไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/pol/56554




http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8723323/P8723323.html

ลงเอยอย่างไร

ที่มา thaifreenews

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในรายการ"ลงเอยอย่างไร" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 2 ธันวาคม 2552

ดร.เจิมศักดิ์ : ทำไม คุณสนธิถึงเลือกทำงานถวายในหลวง โดยเฉพาะออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

สนธิ : ผมมีความรู้สึกเอะใจ หลายๆ ครั้งในสมัยหนึ่งที่คุณทักษิณขึ้นมา ผมเองก็ยอมรับ ในสมัยที่เขาขึ้นมา ผมก็มีส่วนผิดที่ไปสนับสนุนเขา แต่ผมคิดว่าเขาจะทำงานเพื่อส่วนรวม เขาไม่ได้ทำงานเพื่อส่วนรวม เขาทำงานเพื่อส่วนตัวเขาเอง เพื่อครอบครัวเขา และประเด็นสำคัญที่ผมรับเขาไม่ได้ เป็นจุดแตกหักจริงๆ คือ วันที่เขาไปทำพิธีในวัดพระแก้ว ผมจำได้ว่า วันนั้นมีหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ตีพิมพ์ คือ กรุงเทพธุรกิจ แต่ก็แค่ตีพิมพ์เฉยๆ แล้วก็ไม่มีใครเอาเรื่องนี้ออกมาพูดว่ามันไม่สมควร แต่ในที่สุดแล้ว จิตวิญญาณ มโนธรรมของผมบอกว่า ไม่ได้ มันต้องมีคนพูด ผมยังมองเขาในแง่ดี ว่าเขาไม่รู้เรื่อง เขาเป็นคนซึ่งไม่อยากจะพูดว่าโง่ แต่เขาอาจรู้เท่าไม่ถึงการมากกว่า ก็เลยเข้าไปทำพิธีในนั้น แต่พอผมพูดออกไปแล้ว รู้สึกได้ว่าหลายๆคนคิดเหมือนกับผม แต่เผอิญ 1.เขาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่กล้าออกมาพูด 2. อาจอยู่ในสภาพที่เหมือนคนไทย ธุระก็ไม่ใช่ บูชาในหลวง รักในหลวง แต่ใครจะย่ำยีพระองค์ท่านก็ปล่อยไป

มีจุดบอดอยู่จุดหนึ่ง อาจารย์เจิมศักดิ์ ในอดีตเรายังจำกันได้ ที่คนชอบพูดว่าอย่าไปยุ่งกับพระองค์ท่าน ไปยุ่งกับพระองค์ท่าน ดึงฟ้าลงมาต่ำ กรอบความคิดที่บอกว่าดึงฟ้าลงมาต่ำนี่คือ หลุมพราง กับดักที่ถูกขุดออกมา เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อถูกขุดออกมาแล้ว ถ้าไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องเรื่องพวกนี้ เอาเรื่องพวกนี้มาเปิดโปง ก็จะทำให้พวกที่จ้องทำลายพระองค์ท่าน ก็สามารถที่จะรุกคืบเข้าไปได้ทีละนิด ทีละนิด มิหนำซ้ำยังมีคนที่เป็นข้าราชบริพารที่ใกล้ชิด ยังออกมาปกป้องคุณทักษิณอีกว่า คนที่เข้าไปทำบุญผิดตรงไหน จุดนี้เอง ทำให้ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้กระทำเป็นขบวนการ แล้วหลังจากนั้นผมก็เริ่มเห็น พฤติกรรมของ ทักษิณ ยกตัวอย่างง่ายๆ การจัดตั้งรักษาการ สมเด็จพระสังฆราช ตรงนี้ผมก็รับไม่ได้อีกเช่นกัน ผมเห็นคุณทักษิณใช้อำนาจทางรัฐบาล แล้วก็มีขบวนการที่มาใส่ร้ายป้ายสี สมเด็จพระสังฆราช โดยกล่าวหาว่า พระเลขาของท่านทุจริต เพื่อเป็นการเปิดประตู ให้ไปสั่นคลอนตัวพระองค์ท่าน แล้วก็มีการตั้งรักษาการพระสังฆราช ที่เอะใจเขาตั้งรักษาการ ไม่ได้พูดว่ารักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช เขาพูดว่ารักษาการเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตรงนี้ต่างหาก ที่ผมมองว่าเป็นส่วนผสม กับในส่วนของการเข้าไปทำพิธีในอุโบสถวัดพระแก้ว

ดร.เจิมศักดิ์ : ตกลง คุณสนธิเก็บข้อมูลจากสัญลักษณ์ที่คุณทักษิณได้แสดงสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของตัวเอง แล้วไปบวกกับบริบทอื่นๆ

สนธิ : ดูพฤติกรรมของคุณทักษิณ ประกอบกับบริบทอื่นๆ มาเป็นเงื่อนไข และเหตุผลใหญ่ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าผมไม่ออกมาสู้เพื่อพระองค์ท่านแล้ว จะไม่มีใครที่จะออกมาสู้ และจะไม่มีใครเข้าใจ เพราะเรื่องนี้ต้องอธิบายกันยาว ที่สู้มานี้ผมไม่ได้หวังอะไร ในชีวิตนี้ผมไม่เคยเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่เคยมีแม้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญตราแม้แต่เหรียญเดียว ที่ผมทำทุกอย่าง เพราะผมเชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นจิตวิญญาณของชาติบ้านเมือง การที่มีคนพยายามที่จะไปจาบจ้วงพระองค์ท่าน แล้วทำให้สถานภาพของพระองค์ท่านลดลงมา เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ดร.เจิมศักดิ์ : เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมเคยได้ยิน คุณสนธิ พูดเรื่องขบวนการล้มสถาบันกษัตริย์ หรือล้มเจ้า ผมต้องเรียนคุณสนธิว่า ผมไม่เชื่อ มีความรู้สึกว่าคุณสนธิก็พูดไปอย่างนั้นเอง แต่พอมาถึงวันนี้ ผมต้องเรียนว่า เชื่อแล้วว่ามีความจริง คำถามก็คือว่า ขบวนการล้มเจ้าในประเทศไทย มันจะลงเอยอย่างไร

สนธิ : ไม่ซ้ายก็ขวา ตอนนี้สภานภาพของเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระมหากษัตริย์ ไทยเรา ยังไม่มั่นคง สมัยก่อนประชาชนทุกคนเคารพในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เว้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ อุดรธานี ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แต่พอคุณทักษิณมา คุณทักษิณขโมยประชาชนของพระองค์ท่านไปด้วยวิธีฉ้อฉล ฉ้อฉลอย่างไร พระองค์ท่านสร้างประชาชนขึ้นมาด้วยคำพูดว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม พระองค์ท่านใช้ธรรมปกครอง พระองค์ท่านออกไปสู่ต่างจังหวัด พระองค์ท่านสอนให้ประชาชนทำมาหากินเป็น สอนให้ประชาชนตกปลา แต่คุณทักษิณเอาปลาไปให้ประชาชนกิน แล้วไปอ้างบุญคุณ มิหนำซ้ำปลาที่เอาไปก็ไม่ใช่ของตัวเองด้วย เอาจากภาษีอากรของทุกๆคนไป ถ้าคุณทักษิณเอาไปให้ประชาชน แล้วบอกว่าเพราะเป็นนโยบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ผมจะไม่ว่าเลย แต่คุณทักษิณทำทุกอย่างเพื่อพรรคไทยรักไทย เพื่อตัวเอง เพื่อญาติพี่น้อง เพื่อนักการเมืองฝ่ายทักษิณ เท่านั้นเอง

ส่วนขบวนการล้มเจ้าของคุณทักษิณ คุณทักษิณจะมีที่ปรึกษาเป็นฝ่ายซ้าย ที่อยู่ในป่า ผมขอเรียกว่าพวกซ้ายอกหัก คนพวกนี้เป็น คนที่นับถือลัทธิมาร์กซิส ถึงแม้วันนี้ปากจะบอกว่ายังเคารพสถาบัน แต่การกระทำส่อให้เห็นว่าต้องการล้มเจ้า คนพวกนี้เป็นที่ปรึกษาของ คุณทักษิณ

คุณทักษิณ ในยุคที่มีอำนาจสูงสุด คุณทักษิณย่อมละเมอเพ้อผันว่า อำนาจก็มีสูงสุด เงินก็มีเยอะที่สุด เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเอาพระมหากษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์แล้ว ตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็ย่อมทำได้ หรือว่าถ้าล้มเจ้าได้ แล้วสร้างราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา ก็ย่อมได้เหมือนกัน ความคิดเช่นนี้ย่อมมีไม่มี่ไม่ได้ แล้วพวกฝ่ายซ้ายพวกนี้ ตรงเป้าที่เขาสู้มาตลอด สองฝ่ายมีวัตุประสงค์อันเดียวกัน คนหนึ่งอยากเป็นใหญ่ โดยเอาคนพวกนี้มาหนุน อีกคนอยากใช้คนนี้ไปล้มเจ้า เพราะฉะนั้นแล้ว คุณทักษิณก็มีฝ่ายซ้ายซึ่งอยู่ในปีก ที่เขาจะสั่งให้ล้มเมื่อไร ก็แสดงกระบวนล้มได้ทันที ไม่ว่าจะออกซีดี เว็บไซต์ หรือพูดที่ไหนก็ตาม หรือถ้าหากต้องการสมานฉันท์ เขาก็จะบอกให้ฝั่งซ้ายเงี่ยบๆ ไว้ก่อน ดังนั้น อาจารย์เจิมศักดิ์จะเห็นได้ช่วงไหนที่ ทักษิณ บอกว่าตัวเองจงรักภักดิ์ดี จะไม่มีข้อความ บทความใดๆ ออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ในเรื่องการโจมตีเจ้า แต่วันไหนทักษิณชักธงรบก็จะออกมาเป็นชุด ด้วยเหตุนี้หากรัฐบาลไม่แก้แกม หรือถ้าประชาชนทั้งหมดไม่เข้าใจในประเด็นหลักๆเหล่านี้แล้ว อนาคตที่เขาล้มเจ้าได้ ก็จะสำเร็จ

ดร.เจิมศักดิ์ : แล้วคนอย่างรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาพูดถึงเรื่องราชวงศ์โรมานอฟ และกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พูดถึงเรื่องคุกบาสตีย์ คำพูดเหล่านี้สะท้อนอะไร

สนธิ : สะท้อนความฟังใจลึกๆ ว่า อยากจะล้มเจ้ากันทั้งนั้น เพียงแต่ว่ายกตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นออกมา พูดให้มันเฉียดไปเฉียดมา ตังแต่กระบวนการล้มกษัตริย์ที่เนปาล หรือตระกูลนิโคลัส หรือคุกบาสตีย์ หากนำมาพิจารณาให้ดี เจ้าที่ถูกล้มนั้น เป็นคนละเจ้ากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าที่เข้าสู่ประชาชน ทำงานให้ประชาชนมาตลอดชีวิต แต่คนพวกนั้นไม่ได้สนใจประชาชน เป็นเพียงสัยลักษณ์คำว่าเจ้า ก็เลยเอาพวกนี้มาโษฆณาชวนเชื่อ ว่า ล้มเจ้าได้ ชาติอื่นก็ยังล้มเลย ฝรั่งเศสก็ยังล้ม เนปาลก็ยังล้ม รัสเซียก็ยังล้ม เพราะฉะนั้น ถึงอายุไขที่ต้องล้มแล้ว ที่ผมเสียดายที่สุด คนที่พูดเป็นรองประธานสภา แล้วเป็นอดีตพันเอก ซึ่งการที่เป็นทหารจะต้องมีความเคารพจงรักภักดิ์ดี ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ยังพูดเช่นนี้ได้ แสดงว่าจิตใต้สำนึก ของพันเอกคนนี้ กับพลเอกอีกคนหนึ่ง ลึกๆแล้วต้องการล้มเจ้าเป็นที่สุด

ดร.เจิมศักดิ์ : คุณสนธิจะว่าอย่างไร มีคนบอกว่าสนธิออกมาเชิดชูสถาบันกษัตริย์ แล้วไปว่าคนอื่นว่าไม่เชิดชูสถาบันกษัตริย์ หรือต้องการล้มเจ้า ทำให้มีปัญหากับสถาบันกษัตริย์ เพราะเท่ากับ สนธิ หรือพันธมิตรฯ ผูกขาดการรักสถาบัน ทำให้คนอื่นกระดากไป สนธิยอมรับคำกล่าวหานี้หรือไม่

สนธิ : เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก และเป็นความเข้าใจที่มีอคติสูง การที่ผมออกมาแสดงความจงรักภักดีนั้น ไม่ได้แสดงความจงรักภักดีอย่างบ้าคลั่ง ไม่ได้เดินชูป้าย ไม่ได้เป็นประธานจัดงานใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้มันจบครั้งเดียวให้รู้ว่าผมรักเจ้านะ จัดงานจบแล้วก็จบเลย ให้จำไว้ว่างาน 5 ธันวาคม ผมเป็นคนจัดนะ ผมเอาประชาชนมาเป็นแสนเป็นล้านนะ ส่วนจะไปจ้างเขามาหรือไปให้เงินค่าแรงเขามาอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมทำเพราะว่ามีขบวนการล้มเจ้าอยู่ แล้วไม่มีใครกล้าพูด ผมกลายเป็นคนที่ต้องเอาหน้าอกไปรับ หอกรับดาบ จนกระทั่งเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อเป็นความจริงแล้ว ผมไม่เคยไปว่าคนอื่น ว่า ทำไมไม่รักเจ้าเหมือนผมบ้าง ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่ผมกำลังทำให้เห็นว่า คนเรานั้น ถ้าจิตเจตนากับการกระทำเหมือนกันแล้ว ถ้าจิตเจตนาบอกว่าจงรักภักดิ์ดี การกระทำก็ต้องออกมาปกป้องเช่นกัน

ที่มา www.manager.co.th/politics/ViewNews.aspx

ข้อสังเกตเรื่อง ความแปลกออกไปบางประการ ใน สคส.พระราชทานปีนี้

ที่มา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา กระดานสนทนาชุมชนฟ้าเดียวกัน
3 มกราคม 2552

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ผมอดสะดุดใจในองค์ประกอบบางอยาง ของ สคส.ปีนี้ ไม่ได้ คือ ในตอนล่างที่เขียนว่า "ก.ส.9 ปรุง 152527 ธ.ค.52" นั้น ไม่ตรงกับลักษณะที่เคยทรงประดิษฐ์ สคส.เองในปีที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนจาก สคส.ภาพทรงประดิษฐ์เองมาเป็น สคส.ภาพถ่าย

ก่อนอื่นขอให้ดู ภาพ สคส.จากปี 2530 ถึงปัจจุบันที่นี่
(ข้อมูลเกี่ยวกับ สคส. พระราชทาน ที่ว่า เพิ่งเริ่มต้นปี 2530 หรือ 2531 ที่พูดกันเป็นเอกฉันท์ทางเน็ตนั้น ผิด

ใครทีเคยอ่าน บทความ "เราสู้" ของผม น่าจะทราบดี "เราสู้"ส่งท้ายปีเก่า 2518 ส.ค.ส.2519 รับปีใหม่เป็น สคส.พระราชทานฉบับแรกนั่นแหละครับ)


*สคส.พระราชทาน ปีพ.ศ.2521

ปี 2548 ไม่ได้มี สคส.พระราชทาน ดูเหตุผลที แก้วสรร วัชโรทัย ให้ไว้ที่นี่

ปีถัดมา คือ 2549 ลักษณะ สคส. จึงเปลี่ยน จากเดิม ที่เคยเป็นภาพทรงประดิษฐ์เอง จากการ "ปรุ-ปรุง" ด้วยคอมพิวเตอร์ มาเป็น ภาพถ่าย

นี่คือปีสุดท้าย ทีเป็นภาพทรงประดิษฐ์เอง

นีคือปีแรกที่เปลี่ยนเป็นภาพถ่าย

ปีนี้ คำ "ก.ส.9 ปรุง 152527 ธ.ค.52" ถ้าดูจากภาพ (ข้างล่าง) ก็คงเดาไม่ยากว่า หมายถึง เวลา 15.25 ของวันที่ 27 ธค. 2552 (ตรงตามเวลาที่แสตมป์ไว้ในภาพถ่าย - เรื่องนี้น่าสนใจอีกเหมือนกันว่า ตามวันและเวลาดังกล่าว จะต้องทรงอยู่ที่ศิริราช แต่ผมนึกไม่ออกว่า ศิริราช มีสวนลักษณะนี้ ตรงไหน )

แต่ที่ผมบอกว่า ไม่ตรงกับลักษณะ สคส.ที่เคยทรงประดิษฐ์เอง โดยเฉพาะ เมื่อมีการเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายในปี 2549 แล้ว คือ

ที่ผานมา ตัวเลขหลังคำวา "ก.ส.9 ปรุง" นั้น เข้าใจวา น่าจะหมายถึง วันที่ และ เวลา ที่ทรงประดิษฐ์ โดยจะทรงเรียง วันที่ ก่อน แล้วจึงตามด้วยเวลาเสมอ แล้วจึงต่อด้วยเดือนและปี (ไม่ใช่ เวลา วันที่ เดือนปี แบบปีนี้)

ผมขอยกตัวอย่าง บางปีมาดังนี้ (ขอให้ดูรูปประกอบจาก wiki ตาม link ข้างต้น ผมไม่อยากนำมาลง เพราะเท่านี้ ก็ต้องลงหลายภาพแล้ว จะเต็มพื้นที่เกินไป)

2537 - ก.ส. 9 ปรุง 311239 ธ.ค.2536 (หมายถึง วันที่ 31 เวลา 12.39 น. เดือนธันวาคม 2536)
2540 - ก.ส. 9 ปรุง 301929 ธ.ค.2539 (หมายถึง วันที่ 30 เวลา 19.29 น. เดือนธันวาคม 2539)
2545 - ก.ส. 9 ปรุง 311859 ธ.ค.2544 (หมายถึง วันที่ 31 เวลา 18.59 น. เดือนธันวาคม 2544)

ที่ผมบอกว่า นี่คือความต่าง ของปีนี้ กับในอดีต เมื่อยังทรงใช้ภาพประดิษฐ์ ด้วยคอมพิวเตอร์ อยู่

และเมื่อมาเปรียบเทียบกับ หลังปี 2549 เมื่อเปลี่ยนเป็น ภาพถ่ายแล้ว จะยิ่งเห็นความแตกต่าง ที่เพิ่มขึ้นมา คือ

ปีนี้ นอกจากการเรียงลำดับตัวเลข กลายเป็น เวลา-วันที่-เดือน-ปี (คือเรียงตาม"ปกติ" ที่คนทั่วไปเรียงกัน แต่ขอให้สังเกตว่า ในอดีต ไม่ได้ทรงเรียงแบบนี้ คือ เรียง วันที่ แล้วจึง เวลา แล้วจึง เดือนและปี)

ตัวเลขของปีนี้ ล้วนเอามาจาก ตัวเลขที่แสตมป์บนภาพถ่ายโดยตรง ดูให้ชัดๆอีกที

จะเห็นว่า "ก.ส.9 ปรุง 152527 ธ.ค.52" ตรงกับเวลาของภาพถ่ายทุกประการ

แต่ถ้าดูของปี 2549, 2550, 2551 และ 2552 คือ 4 ปีทีผ่านมา จะเห็นว่า นอกจากการเรียงตัวเลข จะทรงเรียงเหมือนกับที่ทรงเรียง ในอดีตสมัยเป็นภาพประดิษฐ์ คือ วันที่-เวลา-เดือน-ปี แล้ว ใน 4 ปีที่ผ่านมา เวลาที่ทรง "ปรุง" จะไม่ใช่เวลาในภาพถ่ายแต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นธรรมดา เพราะภาพถ่าย ย่อมถ่ายก่อน ที่จะมาใส่ตัวหนังสือด้วยคอมพิวเตอร์ จะให้ตรงกันได้อย่างไร ระหวาง เวลาของภาพถ่าย กับเวลา ที่ทรง "ปรุง"

ดูตัวอย่างปี 2549 ข้างบน ซึ่งเป็นปีแรกของ สคส.ภาพถ่าย
เวลาภาพคือ 16.44 น. วันที่ 7 ธันวาคม 2548 แต่เวลา "ก.ส.9 ปรุง" คือ "272149 ธ.ค.2548" คือ วันที่ 27 เวลา 21.49 น. เดือนธันวาคม 2548 (และดังที่กล่าวไปแล้วว่า การเรียงตัวเลข มิได้ทรงเรียงตามแบบทั่วไป)



ปี 2550 เวลาภาพคือ 18.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม 2549 แต่เวลา "ก.ส.9 ปรุง" คือ "292306 ธ.ค.2549" คือ วันที่ 29 เวลา 23.06 น. เดือนธันวาคม 2549

ปี 2551 เวลาภาพคือ 16.52 น. วันที่ 21 ธันวาคม 2550 แต่เวลา "ก.ส.9 ปรุง" คือ "232010 ธ.ค.2550" คือวันที่ 23 เวลา 20.10 น. เดือนธันวาคม 2550


ปี 2552 เวลาภาพคือ 17.11 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2551 แต่เวลา "ก.ส.9 ปรุง" คือ "191231 ธ.ค.2551" คือวันที่ 19 เวลา 12.31 น. เดือนธันวาคม 2551

สรุปแล้ว ปีนี้ ลักษณะตัวเลขของ "ก.ส.9 ปรุง" ไม่เหมือนกับปีที่ผ่านมาเลย ทั้งในแง่ การเรียงลำดับ (จาก วันที่-เวลา-เดือน-ปี มาเป็น เวลา-วันที่-เดือน-ปี) และในแง่ วันเวลาที่ลง ที่ผ่านมาไม่เคยเป็นวันเวลาของภาพถ่าย แต่ต้องเป็นวันเวลาหลังจากภาพถ่าย แต่ปีนี้ เป็นวันเวลาเดียวกับภาพถ่าย (ซึ่งแสดงว่า ไมใช่เวลาประดิษฐ์จริง เพราะจะถ่ายภาพแล้วประดิษฐ์เสร็จพร้อมกันได้อย่างไร)


ทำไม จึงเกิดการแตกต่างเช่นนี้ ผมบอกไม่ได้ครับ แต่เห็นว่า น่าสนใจดี เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

ผมขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดว่า ทำไม การเปลี่ยนแปลงที่ผมเล่าข้างต้นจึงน่าสนใจ (สำหรับท่านทั้งหลายที่อาจจะไม่ได้จงรักภักดี ติดตามงานพระราชนิพนธ์โดยใกล้ชิดเหมือนผม)

คือ ภาษาไทยของในหลวง มีลักษณะที่เรียกว่า "เอกลักษณ์เฉพาะพระองค์" ที่เรียกตามภาษาสามัญว่า เป็น "เสน่ห์" อย่างหนึ่ง

เช่นกรณีตัวเลขที่ผมพูดข้างบน ผมเชื่อวา คนทั่วไป หรือแม้แต่พวกข้าราชการที่เอา สคส.มาเผยแพร่ ไม่ทราบว่า ตัวเลขหลัง "ก.ส.9ปรุง" นั้น หมายถึงอะไร (ผมไม่เคยได้ยินการอธิบายเรืองตัวเลขนี้ ผมอาจจะพลาดไปก็ได้)

เช่น หนึ่งในตัวอย่าง ข้างต้น ปี 2537 "ก.ส. 9 ปรุง 311239 ธ.ค.2536" มีสักกี่คนที่จะเฉลียวใจทันทีว่า 311239 หมายถึง วันที่ 31 เวลา 12.39 น. แล้วจึงค่อยตามด้วย เดือนและปี ถ้าบางคนดูแล้ว อาจจะคิดโดยอัตโนมัติว่า 12 ตรงกลาง หมายถึง เดือน 12 คือ ธันวาคม ก็ได้ แต่ถ้าเช่นนั้น ก็จะอธิบาย 39 ไม่ได้ เพราะปีเพิ่งเป็นปี 36 เท่านั้น - นี่คือลักษณะ mysterious บางอย่าง ที่เป็น "เสน่ห์" ของ "ภาษาไทย" ของพระองค์

(ผมคิดว่า ผมมีทฤษฎีที่จะอธิบายความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพระองค์ของภาษาไทยของในหลวงนี้อยู่ แต่ขอไม่อธิบายในที่นี้)

ทีนี้ ถ้าดูจาก สคส.ปีนี้ "ก.ส.9 ปรุง 152527 ธ.ค.52" แล้วดูที่ภาพถ่าย เห็นเวลาที่แสตมป์ในภาพ ตรงกันทุกประการ ด้านที่มีลักษณะ mysterious หรือ "เอกลักษณ์เฉพาะ" บางอย่างที่เคยเห็น ก็หายไป ....


ที่จริง ยังอภิปรายได้อีกครับเรื่องนี้ แต่ผมขอเท่านี้ก่อน