WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 15, 2010

ซีรีส์ สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมือง ตอน6: อินเทอร์เน็ตคือป่าออนไลน์ขนาดใหญ่

ที่มา ประชาไท

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่ใช้สื่อใหม่เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน พูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์ว่า คือเนื้อเดียวกันกับโลกออฟไลน์ และอินเทอร์เน็ตคือป่าออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีการต่อสู้ ซุ่มโจมตีทุกรูปแบบ

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ส่งผลให้ สื่อทางเลือกหรือ นิวมีเดียมี รูปแบบที่หลากหลายและนับวันจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ เคเบิลทีวี หรือวิทยุชุมชน จนกระทั่งช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ก็ทำให้ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ถึงนัยสำคัญที่มีต่อสังคมไทย กระทั่งเป็นที่จับตารอการทำความเข้าใจและอธิบาย

ขณะ เดียวกัน สื่อสารมวลชนไทยกระแสหลักเองก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงการทำ หน้าที่ตลอดช่วงความขัดแย้งดังกล่าว ไม่เพียงแต่การตั้งคำถามถึงจริยธรรม จรรยาบรรณ จุดยืน ตลอดจนท่าทีที่มีต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ในบริบทของการแบ่งแยกขั้วแบ่งแยกข้างทางการเมือง จนนำไปสู่วิกฤติความน่าเชื่อถือของสื่อ และเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ช่องทางและการสื่อสารใหม่ๆ มีผู้ใช้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนความคิดและความเคลื่อนไหวทางการ เมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ประชาไท สัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน และนักปฏิบัติการสื่อออนไลน์ 12 คน เพื่อร่วมถกเถียงในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะนำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยความสนับสนุนของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ซึ่งบทสัมภาษณ์อย่างละเอียดจะนำเสนอเป็นรูปเล่มต่อไป

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: อินเทอร์เน็ตคือป่าออนไลน์ขนาดใหญ่

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ โดยวิชาชีพเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันพิชญ์ค่อยๆ ขยับความเข้าใจ และเรียนรู้เกี่ยวกับสื่อออนไลน์ทั้งผ่านการศึกษาวิจัยและการใช้งานจริง

พิชญ์ใช้งานสื่อออนไลน์ในหลายๆ มิติ ทั้งการเอาไปประกอบการเรียนการสอนในบางวิชาเช่น การเมืองไทยสมัยใหม่ และแม้แต่การเล่นกับเครื่องมือใหม่ๆ ผ่านเว็บไซต์ประชาไทที่ผู้อ่านติดตามได้จากรายการ “บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา” ซึ่งแรกเริ่มเดิมที่เปิดตัวอย่างเกือบๆ จะเป็นมืออาชีพ มีตากล้อง เซ็ตไฟเซ็ตฉากกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง มาสู่การใช้กล้องวีดีโอแบบพกพาตัวกระจิ๋วหลิว ที่บังคับมุมมองผู้ชุมแคบลงแบบที่คนใช้งานอินเตอร์เน็ตคุ้นเคยจากเว็บแคม เหตุผลของพิชญ์ก็คือ รูปแบบเก่าๆ นั้น “เทอะทะ” และไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการนำเสนอที่ต้องการความเร็วเป็นส่วนประกอบ

ปัญญาชนบนเว็บ

การ ปรับตัวของพิชญ์ต่อวัฒนธรรมการสื่อสารออนไลน์ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เรา-ประชาไท พบว่าเขาขยายขอบเขตความอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์แบบสาดเสียเทเสียได้มากขึ้น นิ่งขึ้น แม้จะไม่สนุกกับสิ่งเหล่านั้นก็ตาม

"ผมไม่ได้เอ็นจอย แต่ผมรู้สึกผมปิดไม่ได้ ผมไม่ได้มีความสุขกับการถูกด่านะ แต่ผมรู้สึกว่า การเป็นปัญญาชนในเว็บมันมีลักษณะของการต้องการสาวก หรือเป็นแก๊งถล่มไปถล่มมา หรือตรรกะการโต้ในเว็บ บางครั้งมันเป็นตรรกะที่จะเผยแพร่ในงานทั่วไปก็ทำไม่ได้ เพราะบางครั้งมันเป็นการโต้วาที หยิบเรื่องเล็กเรื่องน้อยมา ถามว่ามีความเห็นกี่อันในเว็บ ที่มันเป็นเรื่องจริงจัง ส่วนใหญ่เป็นข้อสังเกตสั้นๆ แล้วถล่มคนเสร็จ มีคนเขียนเยอะๆ ก็นึกว่าถูก อาจไม่ถูกก็ได้ เพราะอาจจะมีพวกคุณเข้าไปเขียนอยู่พวกเดียว หรือเว็บนี้ก็ต้องอารมณ์นี้เท่านั้น อารมณ์อื่นไม่ได้”

แม้ จะน่าขมขื่นสักเล็กน้อยแต่พิชญ์ยอมรับว่าเว็บส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้เอง ธรรมชาติของเว็บสำหรับพิชญ์ก็คือการรวมตัวของคนที่มีความเห็นตรงกัน ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าลักษณะแบบนี้แสดงถึงข้อด้อยของเว็บในฐานะพื้นที่แลก เปลี่ยนเรียนรู้ เพียงแต่สำหรับเขาแล้ว การเรียนรู้ก็มีอีกหลากหลายรูปแบบ และเว็บเป็นพื้นที่แบบหนึ่ง

“ไม่ได้เป็นรูปแบบเดียว ไม่งั้นจะมีมหาวิทยาลัยทำไม ต่อไปก็สอนตามเว็บสิ ใช่ไหม ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์สิ”

เรา ขอให้เขาอธิบายต่อถึงสภาพการณ์แบบพวกมากลากไปของสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บบอร์ด ซึ่งลักษณะที่เป็นพรรคเป็นพวก มีความเห็นไปในทางเดียวกันในเว็บหนึ่งๆ พวกเราอยู่เว็บนี้ พวกเขาอยู่เว็บนั้น เว็บนี้สีนี้อยากพูดภาษาสีอื่นไปอยู่เว็บอื่น แม้จะไม่ถูกเซ็นเซอร์โดยผู้มีอำนาจ แต่เสรีภาพในการแสดงความเห็นก็ถูกกดทับไว้โดยพวกมากในแต่ละเว็บอยู่แล้ว ยังไม่นับการสื่อสารผ่านความเกลียดชังและขาดความรับผิดชอบ การมีเว็บมาก มีสื่อมาก ถึงที่สุดจึงไม่ได้เท่ากับการมีเสรีภาพในการสื่อสารเสมอไป

พิชญ์เปรียบเทียบเสรีภาพกับตลาดเสรีว่าถึงที่สุดก็ต้องมีความเข้าใจว่าต้องมีการบริหารจัดการ เพื่อให้เสรีภาพดำรงอยู่ด้วย

“ดังนั้นจะมาพูดเรื่องเสรีภาพโดยเชื่อว่า การพูดมากๆ จะเป็นเสรีภาพไม่ได้ ก็เหมือนวิธีคิดเรื่องตลาด เราไปเชื่อว่ามีคนซื้อคนขายแล้วทุกคนจะลงตัว ไม่ใช่ จริงๆ มันก็ต้องมีสถาบันเรื่องตลาด เรื่องการแลกเปลี่ยนเงิน คือมันต้องมีกฎกติกาบางอย่าง เรากำลังพูดถึงว่า มันต้องเป็นกฎกติกาที่คนเขาตกลงกันได้ด้วย ไม่ใช่กฎกติกาที่กำหนดโดยคนนอกเข้าไปสั่งหรือตัดสินแทนเขา”

และบางที่ในบางโอกาส เผด็จการก็จัดการอะไรๆ ได้ดี

“การมีสื่อเยอะๆ มันจะต้องไปถึงขั้นที่การที่สื่อนำไปสู่แบบแผนความสัมพันธ์หรือกฎกติกาบางอย่าง ซึ่งคนรู้ว่านี่มันมากไป นี่มันน้อยไป จริงๆ มันมีอยู่ในบางที่ เช่น ผมเคยพูดอะไรที่มันขัดกับเรื่องนี้มากที่สุดถ้าคนที่เคยเล่นสื่อออนไลน์มาเป็นหลัก จะเข้าใจว่า ตัวแบบที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้มากที่สุด คือตัวแบบที่เผด็จการที่สุด ในกรณีของเว็บหลุดโลกสมัยก่อน คือเว็บหลุดโลกมันจะมีระบบพิเศษของมันเลยก็คือมีตัวประธานอยู่หนึ่งตัว แล้วจะคอยแบ่งงานให้แต่ละคนควบคุมในแต่ละวัน ฉะนั้น คนที่เคยควบคุมในแต่ละวัน คนพวกนั้น วันนี้มีอำนาจก็สั่ง รู้สึกว่าใครพูดอะไรงี่เง่าแหลมมาก็เซ็นเซอร์เลย บล็อคเลย แต่คนที่โดนสามารถทำฎีกาหรือคำร้องไปถึงตัวใหญ่ให้พิจารณาได้ว่า คนที่ควบคุมในวันนั้นแรงเกินไปหรือไม่

“นี่มันเหมือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ผมกำลังพยายามจะบอกว่า ตัวอย่างในอดีตมันก็มี เรานับจำนวนเว็บไม่พอในเรื่องของเสรีภาพ การมีเว็บมากเว็บน้อยไม่เกี่ยว อาจจะมีเว็บที่ไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้เลยก็ได้ ต่างฝ่ายรู้ว่าอยู่ก๊วนไหน ก็ไปพูดกันอย่างนั้น แล้วมันก็มาด่าทอสร้างความรุนแรง สร้างความเสียหายกันก็ได้ ประเด็นของผมก็คือว่า การมีกติกาต้องเกิดจากการเรียนรู้ร่วมกันเอง มันต้องกินเวลาและต้องมีความอดทน ไม่ใช่เชื่อว่าเราคือองค์ประธานที่เข้าไปทำเสร็จแล้วไม่มีใครตรวจสอบเราได้ แม้กระทั่งในหมู่เว็บใต้ดินที่ด่าทอกันหยาบคายที่สุด ก็ยังมีข้อห้ามเลย เยอะแยะ ถ้าใครละเมิดกติกาก็ถูกเตะออกจากชุมชนนั้น แต่ว่าในยุคนั้นมันก็มีคนๆ หนึ่งที่สามารถมาแก้ทุกเรื่อง ใช่ไหม”

ประเด็นสื่อออนไลน์ไม่ได้มีแค่เรื่องปะทะกับรัฐ

แน่ นอนว่าทุกวันนี้ยังไม่มีการวิจัยเรื่องพฤติกรรมออนไลน์ที่หนักแน่นอ้างอิง ได้ การสนทนากับผู้คนจำนวนมากอาจจะได้ข้อสังเกตบางระดับ พิชญ์ก็ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงสื่อออนไลน์ ประเด็นที่แหลมออกมาตำตาผู้สนทนาก็มักอยู่กับเรื่องการต่อสู้กับอำนาจรัฐ แต่ในฐานะนักวิชาการที่สนใจบทบาทของสื่อออนไลน์กับการเคลื่อนไหวทางสังคม พิชญ์มองว่ายังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องศึกษาวิจัยและพิสูจน์สมมติฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการสื่อสารในโลกออนไลน์

ตอนนี้เราพูดได้แค่ข้อสังเกต ที่ผมต้องการจะบอกก็คือว่า เวลาเราพูดถึงสื่อออนไลน์ ประเด็นเรื่องเสรีภาพ เราอาจจะไปไกลและเร็วเกินที่เราจะบอกว่ามันต้องสู้ทางกฎหมายอย่างเดียว คือมันอาจต้องสู้ แต่ มันอาจจะต้องเข้าใจโครงสร้างภาษาและพฤติกรรมด้วย

สิ่งที่ยังขาดคือการศึกษาวิจัย

“ผมกำลังคิดว่ามันยังไม่มีการวิจัยเรื่องโลกออนไลน์อย่างเป็นระบบ คือตอนนี้เวลาทำเรื่องโลกออนไลน์โดยเฉพาะกับเรื่องการเมือง ก็จะวนอยู่กับเรื่องเสรีภาพและกรอบกฎหมาย แต่ไม่ได้อธิบายพฤติกรรมของโลกออนไลน์อย่างเป็นระบบ คือในทางรัฐศาสตร์มันอธิบายได้ เหมือนกับยุคหนึ่งในเมืองไทยมันเริ่มมีการเลือกตั้งก็มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเริ่มมาศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้ง ดังนั้น มันก็คงจะต้องมีคนสื่อสารพฤติกรรมของโลกออนไลน์ด้วย ไม่ใช่มีแต่คนที่ออกไปต่อสู้เพื่อสิทธิของโลกออนไลน์ คือพวกคุณก็ทำไป แต่ควรมีงานวิจัยที่รองรับว่าพฤติกรรมของโลกออนไลน์เป็นอย่างไร โครงสร้างทางภาษา โครงสร้างข้อถกเถียงของโลกออนไลน์เป็นอย่างไร ซึ่งข้อสังเกตบางอันมันจะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เช่น มันจะมีคนแบบหนึ่งที่ตอนนี้ถนัดแต่เขียนอะไรที่อยู่ในออนไลน์ ไม่สามารถเขียนอะไรในโลกออฟไลน์ได้แล้ว หมายความว่า การอ้างอิงก็อาจจะไม่ต้อง หรือตรรกะในการวิจารณ์ก็จะรุนแรงมาก และเขียนแล้วก็คาดว่าหวังว่าจะมีคนมาอ่าน มาชอบ ไม่ชอบ ด่ากัน แต่มันอาจจะเป็นคนละโลกกับการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ซึ่งอาจจะมุ่งหวังว่าจะเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกแบบที่เข้าอกเข้าใจคนอีกฝ่าย หนึ่ง มันอาจจะเป็นโลกที่เปิดโอกาสให้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงแล้วก็มีคนมุง แต่อาจจะไม่ได้เป็นโลกซึ่งมีกระบวนการในการตรวจสอบอย่างจริงจัง ผมไม่ได้หมายความว่าดังนั้นไม่ควรจะมีเสรีภาพนี้ แต่ว่าเราควรจะเข้าใจรูปแบบ เหมือนกับวงการนิเทศศาสตร์ก็จะเข้าใจว่าโลกของทีวีก็จะมีโลกแบบนี้ โลกของหนังสือพิมพ์ ก็กลับไปสู่สิ่งที่เรียกว่า medium is a message (สื่อคือสาร) คือรูปแบบของสื่อมันก็กำหนดโครงสร้างเนื้อหาและโลกทัศน์ได้ด้วย

ผม คิดว่าเราต้องไปถึงขั้นนู้น เราอย่าเพิ่งไปมองแค่ว่าสื่อออนไลน์คือสื่อที่เผชิญปัญหากับรัฐอย่างเดียว แต่เราต้องไปอธิบายพฤติกรรมของสื่อออนไลน์ด้วยว่ามันมีลักษณะยังไง มันจริงหรือเปล่าที่ตอนนี้คนพยายามอ้างว่าสื่อออนไลน์มีปัญหา เพราะไม่มีการตรวจสอบกรองให้ดี แล้วสื่อออฟไลน์ก็นำไป ใช้ นั่นมันน่าจะเป็นความผิดที่สื่อออฟไลน์ ไม่ใช่สื่อออนไลน์ แล้วคำถามว่าสื่อออฟไลน์ต่างๆ มันไม่เต้าข่าวเหรอ มันก็ไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นนั่นอาจไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของสื่อออนไลน์ก็ได้ สื่อออนไลน์อาจเป็นสื่อซึ่งมีลักษณะที่เรายังไม่ได้อธิบายมันอย่างเป็นระบบ

และ การนำเสนอประเด็น บทสนทนาในสื่อออนไลน์เป็นบทสนทนาที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายหรือเปล่า เราอาจจะพบแพทเทิร์นของการพูด เช่น มันจะมีคนกลุ่มหนึ่งพูดแบบหนึ่ง อีกกลุ่มพูดแบบหนึ่ง อีกคนก็พยายามมาอยู่ตรงกลางๆ หรือมันเริ่มมีแบบใหม่ เช่นในเฟซบุ๊ค เริ่มมีการกดไลค์ แต่ยังไม่สามารถคอมเม้นท์ต่อจากไลค์นั้นได้ มันก็จะมีการพยายามปรับตัวเหล่านั้นไปเรื่อยๆ

อินเตอร์เน็ตคือป่าออนไลน์

พิชญ์อธิบายว่าการศึกษาวิจัยพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์จะช่วยนำไปสู่การสร้างสิ่งใหม่ๆ ด้วย เช่น ยุคแรก อาจจะไม่มีคนคิดว่าสื่อออนไลน์มันจะสื่อสารได้สองทาง (interactive) เพราะอาจจะถูกกำหนดโดยผู้นำเสนอเนื้อหาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปแล้ว

มัน ก็ต้องเกิดจากการศึกษาพฤติกรรมแล้วก็ปรับเปลี่ยนตัวสื่อในเชิงเทคโนโลยีให้ มันครอบคลุมมากขึ้น เราก็ต้องมีการศึกษาด้านนี้ควบคู่ไปกับการพูดเรื่องกรอบกฎหมาย เพื่อจะได้เห็น แต่ไม่ได้พูดไปเพื่อควบคุม เราต้องเข้าใจพัฒนาการของสื่อออนไลน์อย่างจริงจังด้วย โอเค ตอนนี้เราก็เห็นชัดว่า ประเด็นใหญ่คือเรื่องเสรีภาพ แต่มันไม่ใช่ประเด็นเดียว ถ้าเราจะต่อสู้เพื่อเสรีภาพเราก็ต้องมีความเข้าใจตัวอย่างโครงสร้างเนื้อหา บทสนทนาหรือวิธีการใช้ภาษา เพื่อเราจะได้ proof อะไรบางอย่างได้ว่าตกลงมันจริงหรือเปล่า สื่อออนไลน์ในระยะสั้นมันอาจจะมีความรุนแรง แต่ภายใต้สังคมที่มีความอดทนเพียงพอ มีอดทน (toleration) ยอม รับความแตกต่างได้มากขึ้นจริงๆ ในระยะยาวนี้ก็อาจจะก่อให้เกิดเหตุผลร่วมกันได้ แต่เราต้องมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง งานเก่าผมเคยทำไว้บ้าง แต่ก็นานแล้ว ยังไม่ได้ทำในช่วงหลังรัฐประหาร

พิชญ์ยกตัวอย่าง บ.ก.ลายจุดเป็นข้อยืนยันของการเปลี่ยนแปลง

ยุค แรกๆ ที่น่าสนใจมาก ในข้อถกเถียงของ บก.ลายจุด - ลายด่าง เป็นยุคแรกๆ ที่มีข้อถกเถียงว่า ไม่ควรมีการพูดหยาบคาย สมัยนั้น พูดกันง่ายๆ ว่า บก.ลายจุด หรือสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นฝ่ายขวาในเว็บ คือมองว่าเว็บต้องมีไว้เพื่อวิชาการ เพื่อประชาชน จะเอาพื้นที่เว็บมาพูดจาลามกไม่ได้ มันเป็นข้อถกเถียงระหว่างพี่หนูหริ่งกับแก๊งหลุดโลก แล้วมีแก๊งค์หลุดโลกไปสู้กับกระปุก พันทิป พวกเทพ พวกมาร

วันนี้กลายเป็นว่า บก.ลายจุด เป็นหนึ่งในแกนนำที่เป็นศัตรูของรัฐแล้วกลายเป็นว่า บ.ก.ลายจุดถูกมองว่ามีพฤติกรรม subversive (ต่อต้านรัฐ/ทำลายล้าง) ตอนนี้ข้อความของเขาถูกรัฐมองด้วยสายตาแบบนั้นมากกว่า

สิ่งที่หนึ่งที่เขาเห็นว่าเปลี่ยนไปคือ ความหมายและรูปแบบของความรุนแรง

“ความรุนแรงในเว็บอาจจะไม่ใช่ความรุนแรงเชิงความหยาบคาย เหมือนยุคก่อนรัฐประหาร ความรุนแรงก่อนรัฐประหารอาจเป็นเรื่องความหยาบคายลามก หลังรัฐประหารเห็นเลย การปิดเว็บจำนวนมาก โอเค เราพูดถึงเสรีภาพ เราเห็นว่ามันเป็นเสรีภาพทางการเมือง แต่เมื่อดูโครงสร้างพฤติกรรม เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของการต่อสู้ทางการเมืองแล้ว เราต้องอธิบายเงื่อนไขเหล่านี้”

และปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงความหมายของความรุนแรง ส่วนหนึ่งก็คือรัฐ

“รัฐก็กระโดดลงมาในยุคนั้น (ยุคแรกๆ ของการมีเว็บบอร์ด) แต่มันเป็นรัฐแบบศีลธรรม แต่หลังๆ มันไม่ใช่ พื้นที่นี้มันถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ใต้ดินในแบบโบราณซึ่งเป็นแบบศีลธรรม มาสู่พื้นที่ที่ผมเรียกมันว่า เป็น digital jungle เหมือนยุค 6 ตุลา คนเข้าป่า แต่หลังรัฐประหารมา พื้นที่เว็บมันคือป่า ชูวัส (ฤกษ์ศิริสุข ) เคยบอกว่าเราไม่มีป่าให้เข้า แต่อินเทอร์เน็ตมันคือป่าออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีการต่อสู้ ซุ่มโจมตีทุกรูปแบบ ถ้าเรามองอย่างนี้มันก็คือการกลับไปสู่ยุคการต่อสู้ เหมือนยุค 6 ตุลา แต่มันคือป่าขนาดใหญ่”





การต่อสู้ของโลกออนไลน์ ก็คือการต่อสู้เรื่องเดียวกับโลกออฟไลน์ นั่นคือ อำนาจอธิปไตย

“คือของบางอย่างเรารู้สึกว่ามันใหม่ แต่โครงสร้างเดิม ตัวอย่างเช่น คำถามคลาสสิกของอินเทอร์เน็ตก็คือ เรื่อง sovereignty(อำนาจอธิปไตย) เหมือนเดิม คำถามเรื่องอำนาจอธิปไตย ในยุคเก่านักหนังสือพิมพ์ไทยเป็นคนในบังคับประเทศอื่น รัฐฟ้องลำบาก คือสมัย .6 นักหนังสือพิมพ์คือคนจีน คือคนในสังกัดอื่น ปัจจุบันก็เช่นกัน เว็บต่อต้านรัฐส่วนใหญ่อยู่นอกอำนาจของรัฐที่จะไปปิด คุณก็ทำได้แค่บล็อก นี่ก็เหมือนกัน เรามักจะบอกว่านี่คือเรื่องใหม่ๆ จริงๆ มันมีตรรกะเดิมๆ ของรัฐสมัยใหม่ ที่ดำรงอยู่ ค้างอยู่ ดังนั้นจึงไม่แปลก เมื่อพูดเรื่องนี้มันสามารถโยงไปที่คนที่อยู่ต่างประเทศ ก็อาจจะอยู่ต่างประเทศจริง หรือเมื่อคุณอยู่ในประเทศยิงสัญญาณออกไป เซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศก็เคลื่อนไหวได้เหมือนกัน มันก็เกี่ยวพันกับอำนาจรัฐ”

พื้นที่ออนไลน์มีพลังจริงหรือ

อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงพื้นที่ออนไลน์เป็นเสมือนสมรภูมิปฏิบัติทางการเมืองไม่ต่างกับ “ป่า” ในยุคทศวรรษ 1970 อาจจะเกินจริงไปหรือไม่ ในเมื่อปฏิบัติการออนไลน์จำนวนไม่น้อยเริ่มอ่อนกำลังลง เช่น การรณรงค์ล่ารายชื่อสารพัดสารเพ ที่รัฐเริ่มเฉยๆ เพราะรู้ว่าเป็นปฏิบัติทางไกลของกลุ่มคนที่จะไม่ออกมารวมตัวกันจริงๆ ในโลกทางกายภาพ ซึ่งพิชญ์มองว่าออนไลน์และออฟไลน์ต้องเดินไปด้วยกัน ไม่อาจแยกขาด

“ก็ใช่ไง ก็มันเป็นป่า รูปแบบการต่อสู้ที่นุ่มนวล สุภาพเรียบร้อย มันไม่มีพลัง เหมือนคุณยืนอยู่ตรงป่าแล้วเอาผ้ามายืนผืนหนึ่ง มันไม่มีอำนาจ แต่ถ้าคุณซุ่มโจมตีมัน ตู้มเดียวไงถูกไหม

“คืออย่าไปมองว่า petition online ไม่มีความหมาย ไม่จริง ยกตัวอย่างกรณีการเคลื่อนไหวให้ปล่อย .สุธาชัย ส่วนที่มีความสำคัญที่เคลื่อนไหวให้ปล่อยตัว .สุธาชัย ได้มันไม่ใช่การมี petition online ธรรมดา มันคือการใช้ออนไลน์เป็น petition เป็นพื้นที่ที่ดึงคนที่ต้องมีจุดร่วม ตัวอย่างเช่น ตอนที่เราเคลื่อนไหวให้ปล่อย .สุธาชัย โดยทำจดหมายถึงอธิการบดี และใช้พลังของศิษย์เก่าเพื่อทวงถามว่าคนในประชาคมเราอยู่ตรงไหน แล้วเราไม่ได้ต่อสู้ ต่อต้านใครโดยตรง แต่ให้อธิการบดีไปช่วยสอบถามให้ คุณต้องดูให้ดีว่า มันไม่ใช่ว่า petition online ไม่มีความหมาย ประเด็นมันอยู่ที่ว่ามันก็เหมือนการทำสื่อที่ต้องมีประเด็น ก็ต้องรู้จักการเคลื่อนไหว มันไม่ใช่สูตรสำเร็จว่าถ้าทำอะไรออนไลน์แล้วจะมีประโยชน์ไม่จริง ก็เหมือนการแข่งขันทั่วไปที่มีทั้งคนที่ประสบความเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เหมือนกัน เพียงแต่ออนไลน์มันช่วยสร้างพลังได้บางอย่าง แต่ไม่ได้ช่วยทั้งหมด ถ้าไม่ได้มีการเคลื่อนไหวออฟไลน์หรือการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกัน มันต้องมีทั้งคู่”

พลังไม่ได้อยู่ที่ออนไลน์แต่อยู่ที่ประเด็น

การ พูดถึงพื้นที่ออนไลน์ในฐานะที่เป็นตัวจักรในการทำให้เกิดกระบวนการทางสังคม เป็นการมองเพียงด้านเทคนิค สำหรับพิชญ์แล้ว สิ่งที่สำคัญ คือ พล็อตและการออกแบบการเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่า หากพลังจะเกิดขึ้นกับฝ่ายต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้วไซร้ สิ่งเดียวกันนั้นก็เกิดกับพลังแห่งการคุกคามเสรีภาพ หรือความไม่เป็นประชาธิปไตยที่ปรากฏอยู่ในโลกออนไลน์พอๆ กัน

“พลังไม่ได้อยู่ที่เพราะมันออนไลน์ พลังมันอยู่ที่มันมีพล็อตอะไร แล้วมันใช้ได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่ไม่ใช่เพราะอ๋อ ออนไลน์ นั่นเป็นวิธีคิดแบบเทคโนโลยีกำหนด เชื่อว่าใครเข้าถึงเทคโนโลยีคนนั้นมีอำนาจ ซึ่งมันไม่จริงเสมอไป การเคลื่อนไหวออนไลน์บางเรื่องถ้าเกิดคุณต้องการการสนับสนุนบางเรื่อง มันก็อาจจะไม่สำเร็จก็ได้ แต่มันอาจจะสำเร็จถ้ามันเป็นการต่อต้านใครบางคน ซึ่งตรรกะนี้มันก็ใช้กับออฟไลน์ได้ เพียงแค่ว่า เทคโนโลยีมันช่วยให้การเคลื่อนไหวบางอย่างง่ายขึ้น แต่ไม่เสมอไป คุณต้องไปดูว่าตรรกะนี้มันเป็นตรรกะเดิมที่ใช้กันมาตลอดใช่ไหม อย่างการล่าแม่มด ที่เขาใช้คำว่า "ล่าแม่มด" ไม่ใช่เพราะมันออนไลน์ แต่ตรรกะการล่าแม่มด มันมีมาตั้งแต่ยุคกลาง อย่าไปหลงประเด็นว่าเพราะเทคโนโลยี ต้องดูว่าคนที่คุมเทคโนโลยีได้เขามีพล็อตอะไร ความสำเร็จของผู้จัดการไม่ใช่เพราะว่าเขามีเทคโนโลยี เว็บไซต์ผู้จัดการกับเว็บอื่นๆ เหมือนกัน มีเทคโนโลยี แต่ผู้จัดการสำเร็จ เพราะมันมีพล็อตบางอย่างที่อยู่ในเทคโนโลยีนั้นด้วย”

interactive สำคัญ แต่เรื่องราวก็สำคัญ

พิชญ์ วิเคราะห์ถึงตัวแบบแห่งความสำเร็จที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ เว็บไซต์ผู้จัดการ ที่กลายมาเป็นพลังทางความคิดหนุนเสริมขบวนการเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างประสบความสำเร็จยิ่ง

“ออนไลน์ทั้งหมดมันมีขึ้นเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวจริงบนท้องถนนด้วย และมีขึ้นเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวออฟไลน์ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องความรวดเร็ว การสร้างชุมชน แต่มันไม่เสมอไป มันตอบไม่ได้หรอกว่าคนออนไลน์ทั้งหมดออกมาชุมนุม แต่มันอาจจะเป็นคนที่ช่วยให้ข้อมูลใหม่ๆ ให้คนที่ชุมนุมเอาไปใช้ก็ได้ และภาพที่เกิดจากที่ชุมนุมก็ทำให้คนที่อยู่ในโลกออนไลน์เข้ามาดูได้ ผมไม่ใช่คนแรกที่พูดว่าโลกออนไลน์กับออฟไลน์อย่าไปแบ่งแยกจากกัน มันเป็นโลกที่เชื่อมโยง ความสำคัญคือการหาความเชื่อมโยงเหล่านี้ เพราะมันคือพื้นที่ทางสังคมใหม่ แต่เมื่อคนๆ เดิมใช้ ก็ยังมีโครงสร้างของโลกออฟไลน์เข้าไปเกี่ยวพันอยู่ และในทางการเมือง กรอบใหญ่ก็คือกรอบของโลกออฟไลน์ทั้งนั้นที่เข้าไปอยู่ในนั้น”

พื้นที่ส่วนตัวกลายเป็นพื้นที่การเมือง

เรา อาจจะพูดถึงเว็บที่ประสบความสำเร็จในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่พิชญ์บอกว่า ถึงที่สุดแล้ว เว็บในฐานะที่เป็นเครื่องมือก็สร้างข้อจำกัด และ ไม่ใช่ทุกเว็บจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่พื้นที่ออนไลน์ได้ทำหน้าที่ไปแล้วบางส่วนจากความขัดแย้งทาง การเมืองครั้งนี้ก็คือ การเปิดพื้นที่ส่วนตัวออกให้เห็นแง่มุมทางการเมืองของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

“เว็บทุกเว็บไม่ได้ประสบความสำเร็จ มันประสบความสำเร็จอยู่ไม่กี่เว็บ ก็เหมือนกับคนมีตังค์ก็อาจไม่ได้สำเร็จเสมอไป มันมีหลายเรื่อง เราต้องตอบคำถามความสำคัญทางสังคม ถ้าเรามองว่า ออนไลน์ออฟไลน์คือ การสื่อสาร เราก็ต้องบอกว่ามันมีความสัมพันธ์เหล่านี้ ซึ่งมันเข้าไปเป็นเงื่อนไขในการกำหนดการสื่อสารอย่างไร โอเคในยุคแรก เฟซบุ๊ค หรือสื่อทางสังคมใหม่ๆ มันเกิดจากการหวนระลึก อยากมีชุมชนของตัวเอง เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงคนซึ่งห่างจากกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงมันเข้าด้วยกันคือมิตรภาพกับความเชื่อถือ ทีนี้เมื่อประเด็นทางการเมืองมันแทรกเข้ามา มันได้แบ่งสิ่งเหล่านี้ออกจากกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มันเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์ คุณเริ่มตกใจว่า เพื่อนของคุณคิดไม่เหมือนกับคุณทางการเมือง มันก็ย้อนกลับไปสิ่งเดิมๆ ซึ่งสังคมเราพูดตลอดว่า อย่าพูดเรื่องการเมืองกันเลย ซึ่งเมื่อก่อนนี้ การพูดเรื่องการเมืองมันเป็นทางเลือก หมายถึงว่า คุณเลือกเข้าไปในเว็บบอร์ดการเมือง แต่ตอนนี้การเมืองมันวิ่งเข้ามาหาคุณในเฟซบุ๊ค ในเครือข่ายทางสังคม การเมืองมันทะลุทะลวงเข้ามาในสื่อทางสังคม มันชี้ให้เห็นว่ามันแยกความเป็นส่วนตัวกับสาธารณะยากแล้ว”

“ถ้าดัดจริตใช้คำแบบ gender มันก็คือ Personal is politics ด้วย คือพื้นที่ส่วนตัวคุณมันกลายเป็นพื้นที่สาธารณะไปด้วย บางคนก็อาจอยากเป็นสาธารณะ คือเราอยากบอกว่าเราคิดอะไร แต่ปัญหาคือเราอยากบอกทุกคนรึเปล่า มันมีคนอื่นที่เราไม่รู้จักบวกเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อนของเพื่อนๆ ในยุคแรกๆ เมื่อมันไม่เป็นพื้นที่การเมือง มันก็ไม่มา แต่มันมาประจวบเหมาะกับเรื่องการเมืองของเรา
คือเฟซบุ๊คมันก็ออกมาเพื่อแก้ปัญหาโบราณคือคนสมัยแรกๆ ทำเว็บเองไม่เป็นเขียนเว็บเองไม่ได้ และบล็อกก็ไม่ได้เชื่อมโยงกันเร็วอย่างเฟซบุ๊ค ที่สร้างเครือข่ายในวันเดียว มีเพื่อนเป็นพันเป็นหมื่นคนได้ และกลายเป็นปัญหาคือยุคหนึ่งเราอาจจะอยากพูดเรื่องการเมือง แต่อีกยุคเราก็ไม่อยากพูดแล้ว”

กฎกติกาของการติดต่อสื่อสารจะเกิดออกมาจากพวกเราได้อย่างไร

นอก เหนือจากเรื่องการปิดกั้นโดยรัฐ ประเด็นที่อยู่ร่วมสมัยกันก็คงไม่พ้นเรื่องการกำหนดกฎกติกามารยาทของผู้ใช้ สื่อออนไลน์ ทั้งในแง่ความหยาบคาย การหมิ่นประมาท และปล่อยข่าวลวง ข้อความที่ไม่ได้คัดกรองตรวจสอบ พิชญ์เห็นว่ามีความจำเป็นเช่นกันที่จะต้องออกแบบกติกาในการอยู่ร่วมกันในโลก ออนไลน์ แต่สิ่งสำคัญสำหรับเขาคือ กติกาเหล่านั้นต้องมาจากผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเอง

“ถ้าเราพูดถึงการจัดการ เราจะมีประเด็นท้าทายว่า กฎกติกาของการติดต่อสื่อสารกันมันจะเกิดออกมาจากพวกเราได้อย่างไร ในเมื่อโลกออฟไลน์มีการทำอย่างเป็นระบบมาก เช่น มีสภา แต่ออนไลน์มันไม่มีคอนเซ็ปต์ความเป็นตัวแทนที่จะเข้าไปต่อรองกับรัฐอย่างจริงจัง

“มันก็จะมีกลุ่ม advocate อย่างเครือข่ายพลเมืองเน็ต ทะเลาะกันจริงๆ ก็เถียงกันอีกว่า ตกลงคุณเป็นตัวแทนใคร ใช่ไหม ไม่ได้เป็น เป็น advocacy group ซึ่งไม่สามารถอ้างได้ว่า เป็นตัวแทน”

กฎกติกามารยาทสำหรับพิชญ์จึงไม่ใช่การร่างขึ้นโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่ต้องการ “เวลา” และความอดทนรอคอย กลับไปหาคำถามที่คลาสสิกที่สุดของการสื่อสาร อันหนึ่งก็คือความน่าเชื่อถือ (trust) กลับมาแสวงหา trust กลับไปหากลุ่มเล็กๆ คือชุมชนใครชุมชนมัน

“แล้วสักพัก ก็เริ่มอยากจะเรียนรู้คนอื่นอีก ก็ต้องหากติกา แต่เรายังไปไม่ถึงไงฮะ คือผมพยายามมองในมุม revolution มันค่อยๆ เปลี่ยนค่อยๆ ปรับ ส่วนหนึ่งเราก็เป็นคนซึ่งอยู่ในนั้น แต่ส่วนหนึ่งเราก็ต้องศึกษา พูดง่ายๆ กลับไปหาคำถามคลาสสิก ที่มีความเป็นจริงประกอบ คือ สังคมเกิดได้อย่างไร รัฐเกิดขึ้นได้อย่างไร คือมันกลับไปถามคำถามคลาสสิกแบบนั้นแหละ แต่ว่าเราอาจต้องอธิบายมันผ่านประวัติศาสตร์จริง แต่มันไม่ควรจะเป็นประวัติศาสตร์ง่ายๆ ที่เขียนกันมา โดยมองแค่ตัวแปรสองตัวเป็นหลัก ก็คือตัวแปรกฎหมาย กับตัวแปรประชากรเว็บ เราต้องไปศึกษาให้มันไกลขึ้นว่าเขามีพฤติกรรมอะไร และมันได้ก่อให้เกิดแบบแผนความสัมพันธ์แบบไหนบ้าง ในยุคนี้พื้นที่ในเว็บมันเชื่อมประสานกันได้มาก ในยุคนี้มันเกิดรอยร้าว เกิดการต่อสู้กันขึ้น คำถามมันไม่ใช่คำถามเดียวเรื่องกฎหมาย มันเป็นคำถามเชิงพฤติกรรม เชิงความหมาย ทำไมคนเล่นเว็บในแต่ละยุค ปัจจุบันคนเล่นเว็บมากขึ้นหรือน้อยลง หรือรูปแบบเว็บมันเปลี่ยน ทำไมทวิตเตอร์มีความสำคัญมากขึ้น ทำไมเฟซบุ๊คมีความสำคัญมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะต้องตอบว่ายุคหนึ่งคนเล่นเว็บ เพราะมีคอมพิวเตอร์ ล้ว เราก็ไปมองแต่ว่าคอมพิวเตอร์คือทางออก ไม่ใช่ สุดท้ายแล้ว มันกลับมาที่โทรศัพท์มือถือ เอสเอ็มเอสกลับมาแรงอีก พอเอสเอ็มเอสกลับมาแรงอีก มันก็เกิดโทรศัพท์มือถือซึ่งใหญ่ขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง จากนั้น ทวิตเตอร์มันจะตอบโจทย์นั้น เพราะคุณไม่ต้องเข้าเว็บที่ทำงาน เพราะที่ทำงานบล็อคเว็บคุณ นี่ไม่ใช่เรื่องกฎหมายรัฐแล้ว คุณกำลังไปในระดับสังคม เมื่อที่ทำงานบล็อคเว็บ มีเว็บ filtering มากขึ้น ทางออกก็คือใช้โทรศัพท์ของคุณ คุณมี BB คุณจะแคร์หรือคุณก็นั่งทำงานไปเล่น BB เจ้านายจะมาเล่นอะไรคุณ มันก็เปลี่ยนโจทย์ text มันก็กลับมาอีก text มัน ไม่ไปไหน มันอยู่ที่ตัวเทคโนโลยี ทีนี้ เฟซบุ๊ค สั้นๆ เล็กๆ พอเห็นรูป อย่าเขียนเยอะ เพราะจะได้อ่านเร็ว ส่งเร็ว ทวิตเตอร์ ก็คือเอสเอ็มเอสแบบหนึ่ง medium ของการส่งก็กลับ มา เป็นระยะเวียนไปเวียนมา มันไม่ใช่โลกที่เป็นคอมพิวเตอร์แล้วมันจะคอมพิวเตอร์ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ มันก้วนกลับมาไอแพด เน็ตบุ๊ค ใช่ไหม มันหนีไปไม่พ้นเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ในยุคนี้ ตอนนี้เวลาเราพูดถึงเว็บ การดีไซน์เว็บ จะพูดถึงความละเอียดหน้าจอเหมือนเมื่อ 3-4 ปี ที่แล้วหรือ มาตรฐานพันกว่า เข้าไอโฟนไม่ได้แล้ว มันเปลี่ยนแล้ว คุณจะดีไซน์เว็บแบบไหน เมื่อก่อนคิดว่าเว็บต้องละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ต้องอัดข้อมูลเยอะๆ ไม่ใช่ สุดท้ายต้องโหลดเร็ว กูเกิ้ลมาพลิกหมดเห็นมั้ย มันเปลี่ยนไปตลอดเวลา เราต้องเข้าใจแพทเทิร์นแล้วไปดูว่าการเมืองมันสัมพันธ์กันอย่างไรมากขึ้น

ผม พยายามบอกว่าเราพยายามศึกษาเว็บอย่างจริงจังและมันไม่มีสูตรสำเร็จ แต่โอเค การเคลื่อนไหวทางการเมืองสิทธิเสรีภาพกำลังไป แต่เราเข้าใจคนที่เราสู้ให้ด้วย อย่าไปคิดง่ายๆ ว่าโอเคเราสู้เพื่อกรอบกฎหมายอย่างเดียว คือมันก็เหมือนแก๊งเฟมมินิสต์นะ มีที่อยากเหมือนผู้ชาย หรือ ลึกขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็ต้องศึกษาเว็บมากขึ้น แล้วไม่ใช่เราศึกษาเพื่อหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง เพราะมันก็คือโลกแห่งความเป็นจริงอีกแบบหนึ่ง

ข้อเสนอเพื่อการศึกษา หอจดหมายเหตุออนไลน์
พิชญ์ เสนอว่า สิ่งที่ควรทำก็คือการเก็บเอกสาร ทำหอจดหมายเหตุออนไลน์ โดยต้องเปิดใจกว้าง ยอมรับให้มีการจัดเก็บข้อมูลทุกๆ อย่างเพื่ออ้างอิงได้ ไม่ใช่ไล่ลบ แม้กฎหมายห้ามเผยแพร่ก็ต้องทำการจัดเก็บ ซึ่งแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่เขากำลังคิดศึกษาเป็นงานวิจัย

ผมกำลังจะทำวิจัย สองเรื่องคือ หนึ่ง ทำความเข้าใจพฤติกรรม และสอง เราจะจัดเก็บความเห็นแบบนี้ให้คนเข้ามาอ่านได้อย่างไร สื่อสิ่งพิมพ์เราตัดเก็บคลิปปิ้ง ทำอ้างอิงได โลกยังยอมรับการอ้างอิงในอินเทอร์เน็ต แต่คุณไม่เก็บ การเก็บไม่ได้แปลถึงเสรีภาพที่จะด่าพ่อล่อแม่ใคร ต้องแยก แต่เราต้องต่อสู้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บ ทุกคนต้องส่ง โดยเชื่อถือคนที่เราส่งไป ตำรวจเก็บไว้หมดแล้ว ก็เก็บให้เป็นระบบ แต่อันนี้ไม่แน่การต่อสู้เพื่อให้เก็บทุกอย่าง วันหนึ่ง มันจะเป็นพื้นฐานการต่อสู้เรื่องเสรีภาพก่อน เราเก็บว่า เรายอมรับว่ามัน exist คนชอบเราไม่ชอบเรา มี เพราะมันไม่มีหลักฐานในการฟ้องไง แต่จะให้เข้าถึงได้อย่างไร เป็นผลต่อสังคมอย่างไร สังคมต้องเป็นคนกำหนด

โดยลักษณะการทำงานของหอจดหมายเหตุออนไลน์ที่เขาคิดไว้คร่าวๆ ก็คือเจ้าของเว็บต้องส่งเนื้อหามายังหอจดหมายเหตุนี้เพื่อทำการจัดเก็บเป็นระบบ

“มันต้องมีการเก็บหลักฐาน เพราะคำพิพากษายุคหนึ่ง มันเปลี่ยนแปลงได้ หลักฐานที่ถูกมองในแบบหนึ่ง ในวันรุ่งขึ้นก็อาจจะมีการมองย้อนกลับ เมื่อมองย้อนกลับในระยะยาวมันทำให้เราเข้าใจรูปแบบเชิงวรรณกรรมได้ไหม รูปแบบการสื่อสารได้ไหม ราชบัณฑิตยังมีการบัญญัติศัพท์ใหม่เลย ของพวกนี้เราต้องยอมรับก่อนว่า มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป มันคือเรื่องจริง เมื่อมันเป็นเรื่องจริง ก็อย่าไปทำอะไรเล่นๆ อย่างเดียว มันไปกระทบคนอื่น ก็ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย แต่โอเค มันอาจจะต้องมีกฎหมายอีกชุดหนึ่งก็ว่ากันไป อย่างมาเลเซียที่พื้นที่เว็บมีเสรีภาพมากกว่าข้างนอก มันมีได้ แต่เราต้องมองอย่างเข้าใจก่อน ไม่ใช่มองใครเป็นมิตรเป็นศัตรูอย่างเดียว คือโอเค เวลาผมพูดมันก็ดูไม่แรง ก็ต้องเข้าใจทุกฝ่าย พยายามที่จะอยู่ด้วยกัน มันไม่แปลกเลย คือทำให้ทุกฝ่ายยอมรับในเสรีภาพ ยอมรับในหลักฐาน มันไม่แปลกเลยที่จะบอกว่า ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ แต่เห็นด้วยให้จัดเก็บ เพราะจะได้ฟ้องคุณได้ อีกฝ่ายบอก ให้เก็บ เพราะต้องกล้ายอมรับสิ่งที่ผมสู้ ทีนี้กฎหมายเรื่องหมิ่นไม่หมิ่นก็ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น แต่พื้นฐานคือ เราต้องยอมรับก่อนว่ามันมีพื้นที่และมันจริงจัง เมื่อมันกระทบ ทุกคนที่เข้ามาเล่นก็ต้องมีวิจารณญาณ ก็ต้องรู้”

สิ่ง ที่พิชญ์เสนอนั้นดูจะเป็นไปได้ยากยิ่ง ภายใต้บรรยากาศของการพยายาม ลบความเห็นต่างและคู่ต่อสู้ทางการเมือง แต่พิชญ์ยืนยันว่าสิ่งที่เขาเสนอนั้นเป็นเรื่องของ “ความศิวิไลซ์”

จะด่าใครจะเกลียดใคร ไม่ใช่ไล่ลบ โอเค แม้บางอันกฎหมายห้าม แต่อย่าลบ ให้เก็บไว้ โอเคเข้าถึงไม่ได้ภายใน 20-30ปีก็ว่าเหมือนเอกสารแห่งชาติ อันนั้นผมไม่ว่า ก็ต้องต่อสู้ในเชิงเสรีภาพ แต่ให้ดูหรือไม่ คนละเรื่อง แต่ห้ามลบ แต่ต้องมี รัฐบาลและหอสมุดแห่งชาติต้องมีการจัดเก็บเว็บ เพื่อการศึกษาในอนาคตเมื่อย้อนกลับมา เพราะมันเป็น civilization

“ผมไม่ได้ extreme เสรีภาพเลย เชื่อแบบอนาธิปไตยว่าทุกคนจะตกลงกันได้เอง ไม่ใช่ เราจะสู้เรื่องเสรีภาพทางหนึ่งสู้เรื่องกฎหมาย อีกทางต้องสู้เรื่องการเก็บเนื้อหาเว็บ จะปิดไม่ปิดต้องเก็บให้หมด มันต้องคิดวิธีเก็บ โดยหน่วยงานรัฐหรืออิสระก็ได้ ข้อมูลมันเข้าถึงได้ก็เก็บ จะฟ้องก็มาฟ้อง เว็บ คุณด่าคนอื่น คุณก็ต้องผิด คุณก็ต้องถูกฟ้องครับ ไม่เกี่ยว ผมไม่ได้บอกว่าเว็บคือด่าใครก็ได้ hate speech มีหลักฐานก็ฟ้อง แต่ไม่ใช่ใช้กฎหมายที่ฟ้องแบบครอบจักรวาลแบบนี้ หรือกระบวนการยุติธรรมมันไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ใช้เสรีภาพ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ใช่เสรีภาพในการแสดงความเกลียดชัง มันคนละเรื่องกัน แต่ตรงนี้สังคมต้องช่วยกันกำหนด แต่อย่างน้อยเราต้องมีเสรีภาพกับมัน exist จะฟ้องไม่ฟ้องก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลแล้ว แล้วศาลก็ต้องตอบสนองต่อความต้องการของสังคม แต่มันต้องเริ่มยืนพื้นฐานนี้ก่อน ตรงนี้สำคัญ ไม่ใช่ห้ามหมดหรือลบหมด ถ้าสังคมต้องการจะฟ้องและทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องเก็บ เพราะมันจะได้เป็นบทเรียนว่าครั้งหนึ่งมันฟ้องได้ ครั้งนึงมันเปลี่ยน คำพิพากษาคุณเก็บ หลักฐานคุณก็ต้องเก็บ”

พื้นที่ออนไลน์เปิดบทบาทให้ผู้หญิงมากขึ้น
พิชญ์ ทิ้งท้ายขอสังเกต อีกประการที่กระตุ้นให้เขาอยากศึกษานั่นคือ บทบาทของผู้หญิงต่อประเด็นการเมือง และศาสนา โดยยกตัวอย่าง คำ ผกา และภัควดี (ไม่มีนามสกุล) ซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์พระและองค์กรทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อน โดยใช้พื้นที่ออนไลน์เป็นสนามหลัก ซึ่งเขาบอกว่า เป็นสิงกระทบถึงรากฐานจริงๆ ของสังคม

“เรากำลังเห็นบทบาทใหม่ๆ ที่ผู้หญิง เริ่มใช้สติปัญญาในการท้าทายรากฐานของสังคม สำหรับผมนะครับ นี่คือกระแสเฟมมินิสต์ที่ชัดเจนที่สุดของสังคมไทย ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่กระแสเฟมมินิสต์เป็นกระแสเฟมมินิสต์ของไทยจริงๆ ที่ไม่ใช่ต่อสู้แค่กรอบกฎหมาย หรือลอกตำราฝรั่ง แล้วมาสอนหนังสือ...ไม่ใช่ การต่อสู้ของคำ ผกาและภัควดี ไม่ได้บอกว่าเขาถูกนะ แต่มันกำลังปลุกกระแสผู้หญิงชนชั้นกลางที่ตั้งคำถามของการครอบงำของสังคมนี้ ผ่านอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ในสังคม ที่ผูกกับเรื่องการเมืองและศาสนา มันเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงวิจารณ์ศาสนาอย่างเป็นระบบ และการตอบโต้ของพระไพศาลก็น่าสนใจนะ ถ้าถามผู้หญิง แมนนะ หนีไม่พ้นภาพของผู้ชาย เพราะพระมีสไตล์การพูดของพระ และพระก็เป็นผู้ชาย

พิชญ์บอกว่า เหตุหนึ่งที่ผลักให้เกิดปรากฏการณ์นี้เพราะผู้หญิงใช้อินเตอร์เน็ตเยอะ

แล้วเขาพูดอะไรกัน มันไม่ใช่เรื่องปัญญาอ่อนอีกแล้ว มันมีข้อถกเถียงเหล่านี้ มันเกิดคำถามใหม่ๆ ผู้หญิง แสดงความเห็นเรื่องเสื้อแดงแรงมาก เริ่มถามถึงความชอบธรรม ใช้ปัญญามากกว่าอารมณ์แล้ว ไม่ใช่เรื่องสร้างวิชาการจากอารมณ์ผู้หญิงแบบทฤษฎีเฟมมินิสต์ฝรั่ง เฟม มินิสต์ไทย ผู้หญิงใช้ปัญญา เถียงกับพุทธศาสนาแล้ว โดยถามคำถามว่า ควบคุมไปทำไม หรือการควบคุมนี้มันเอื้อต่อรัฐหรือไม่ ถามมากขึ้นแล้ว ไม่ใช่เสรีภาพว่าผู้หญิงจะไปบวช แต่ผู้หญิงได้อะไรจากพุทธศาสนา

ใน สายตาของพิชญ์ ปรากฏการณ์ผู้หญิงวิพากษ์พระนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ หากแต่มันจะขยายวงออกไปยังพื้นที่ออฟไลน์และกลับมาทรงพลังกว่าเดิมในโลกออ นไลน์

คุณ สังเกตนะว่ามันกำลังจะนำไปสู่การต่อสู้ใหม่ ในเฟซบุ๊คก็จะเริ่มมากขึ้น นี่ต่างหากคือการเคลื่อนไหวใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคม การเคลื่อนไหวในการต่อสู้เรื่องเพศ ที่ไม่เกี่ยวกันกับเรื่องเซ็กส์ มันท้าทายคำสอนทางศาสนา มันถามเรื่องความเป็นธรรม ขณะที่ในยุคที่แล้ว มัน มีกระแสผู้หญิงที่ไปอยู่ในศาสนา "เข็มทิศชีวิต" "สปาอารมณ์" อะไรมากมาย มันเยอะไปหมด ที่ผู้หญิงมองว่าศาสนาพุทธช่วยเขา แต่นี่คุณกำลังเจอกระแส radical feminist แบบ ไทยๆ จริงๆ ที่หลุดจากทฤษฎีฝรั่งเพียวๆ มาถามคำถามที่ท้าทายสังคมไทยอย่างจริงจัง แล้วมันผูกกับการเมืองชาติด้วย เพราะมีพระเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูป และความคิดของพระบางคนถูกนำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับระบบการเมืองใหม่ และนี่ไม่ใช่การต่อสู้กับพระสงฆ์แก่หรือ Establishment (กลุ่มอำนาจเก่า) ใน ความหมายของพระเถระ มันเป็นการต่อสู้ทางปัญญาระหว่างพระที่ถูกอ้างว่าเป็นพระของคนรุ่นใหม่กับ นักวิชาการทางเฟมมินิสต์ ที่ท้าทายประเด็นการเมืองและผู้หญิง ฯลฯ ตรงนี้อินเทอร์เน็ตกำลังจะทำให้พื้นที่นี้ขยายตัว และน่าสนใจเพราะไม่ใช่พื้นที่ที่เป็นเรื่องของการต่อสู้เชิงความหยาบคายหรือ เสรีภาพทางเพศ มันผูกโยงว่าโลกของการเมืองมันสัมผัสกับเรื่องหลายเรื่อง

ไม่ปะทะตรงๆ แต่สร้างสรรค์เพื่อทวงพื้นที่

ท้าย ที่สุด การต่อสู้ในโลกออนไลน์สำหรับพิชญ์นั้นดำเนินไปได้หลากหลายรูปแบบ แม้การเข้าปะทะของผู้หญิงต่อการเมืองและศาสนาที่กล่าวมาข้างต้นจะน่าตื่นตา ตื่นใจและต้องติดตามต่อไปด้วยใจระทึก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกสร้างสรรค์วิธีการสื่อสารโดยไม่เข้าปะทะตรงๆ

การ มองเรื่องการมีอำนาจไม่ใช่เรื่องของการปะทะอย่างเดียว หรือว่าใครปิดใครได้ โลกออนไลน์มันอาจเป็นพื้นที่ของความสร้างสรรค์ได้ ความสร้างสรรค์มันถูกกำกับไม่ได้ มันมีคำบางคำที่แบบไม่เห็นรู้เรื่องเลย งง เช่น อยู่ๆ ก็ตั้งนามสกุล"รักใครก็ได้" ในเฟซบุ๊ก มัน เป็นพื้นที่ที่เกิดความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ คุณคุมไม่ได้หมดหรอก คือความสร้างสรรค์ไม่ใช่การปะทะหรือแฮกอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างภาษาใหม่ในการสื่อสารขึ้นมา ซึ่งไม่มีใครรู้ หรืออยู่ดีๆ ก็มีเอารูปลงเว็บ เป็นรูปตู้เอทีเอ็ม แล้วมีคนกำลังถือบัตรอยู่ ผมเลยนึกว่าเป็นเรื่องต่อท่อน้ำเลี้ยง

พิชญ์ ยกตัวอย่าง และว่า รูปแบบสร้างสรรค์เหล่านี้ เป็นอีกรูปแบบที่ทำให้ทวงคืนพื้นที่บางส่วนที่ขาดหายไปได้เช่นกัน – แน่นอน เขาพูดไว้แต่ต้นแล้วว่า การเรียนรู้มีหลายรูปแบบ และการสื่อสารก็เฉกเช่นกัน

อริสมันต์เขียน:ธรรมนูญแดง,การปรองดอง และ ยุทธศาสตร์ปฏิวัติประเทศไทยให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา Thai E-news


พระดี-อริ สมันต์ พงษ์เรืองรอง โชว์พระดีที่มีคนมอบให้ เจ้าตัวเชื่อว่าช่วยคุ้มครองให้รอดชีวิตจากการตามไล่ล่ามาได้ ล่าสุดได้นำเสนอบทความชุดนี้ ซึ่งถือว่ามีลักษณะบุคลิกของนักวิชาการ มากกว่าจะเป็นฮาร์ดคอร์นิยมความรุนแรงก้าวร้าว ดังที่รัฐบาลและสื่อกระแสหลักป้ายสีให้เขาเป็น


โดย อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
15 ตุลาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:คุณ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เขียนบทความเรื่อง"ธรรมนูญแดง ๑๐ ทันสมัย" และ "ยุทธศาสตร์ปฏิวัติประเทศไทยให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง( วาระแห่งชาติ )อาวุธสำคัญที่ยิ่งใหญ่เพื่อชัยชนะคือ การให้อภัย" โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ธรรมนูญแดง ๑๐ ทันสมัย
CREATIVE COUNTRY


1. รัฐธรรมนูญการปกครองถูกออกแบบด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีความทันสมัย โดยประชาชน เพื่อประชาชน มีประชาธิปไตย มีสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เท่าเทียมกัน ทุกคน ทุกสถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยไม่มีข้อยกเว้น

2. อำนาจอธิปไตย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน และปฏิวัติกระบวนการยุติธรรมให้มีความเป็นธรรม ศาล องค์กรอิสระ องค์กรภาครัฐ ทันสมัย เป็นกลาง

3. การพัฒนาคนเน้นคุณภาพคุณธรรมให้ล้ำสมัย การศึกษาก้าวไกลลึกซึ้งเข้าใจ ให้ทุนให้โอกาส คนฉลาดสร้างชาติให้เจริญ

4. การปกป้องภัยอันตรายในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนและ การสาธารณสุข รุก ก้าวหน้า มีประสิทธิภาพการรักษา ให้หลักประกันมวลประชา ป้องกันโรคที่จะเข้ามา ได้พึ่งพาเข้าถึงบริการ

5. การเกษตรสมัยใหม่ปศุสัตว์กว้างไกล แหล่งผลิตพืชผลเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ ข้าว ยาง มัน อ้อย ปาล์ม พักผลไม้แปรรูปเก็บขายส่งออกทำกำไรเกษตรกรไทยได้หายจน

6. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทันสมัยสะอาดปลอดภัยไร้มลพิษ แหล่งผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อการแข่งขันและการส่งออก

7. การพัฒนาเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การค้า การลงทุน ตลาดหุ้น ตลาดทุน การก่อสร้างสาธาราณู ประโภค การขนส่ง การเดินทาง การท่องเที่ยว และบริการด้วยความทันสมัย

8. พลังงานและการวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทันสมัย ในทุกด้านด้วยความคิดสร้างสรรค์ ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้จริง

9. การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นมิตรที่ดีน่าเชื่อถือเพื่อนบ้านไว้ใจ กำหนดนโยบายร่วมพัฒนาชายแดนร่วมกัน

10 . การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยหลักสากลที่ทันสมัย


การปรองดอง

ก่อนที่จะมีการปรองดอง ต้องกำหนดคำนิยาม คำว่าปรองดองให้มีความหมายที่ตรงกันเสียก่อน ตรงกับเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายหรือไม่

การ ปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงต้องไม่มีวาระซ้อนเร้น ต้องแสดงความจริงใจ ให้อภัย เสียสละ ของทุกฝ่าย เป็นการปรองดองเพื่อให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง เพื่อสันติภาพ คืนสันติสุขให้ประชาชนและประเทศชาติอย่างถาวร ปัจจุบันการเสนอการปรองดองของแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ดังนี้

๑. ผลประโยชน์ทางการเมืองได้อยู่ในอำนาจยาวนาน และใช้อำนาจจัดการฝั่งตรงข้ามที่เป็นศัตรูทางการเมือง โดยการกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ล้มเจ้า ทำการไล่ล่า สังหาร จับกุม คุมขัง ขจัดเสี้ยนหนามโดยไร้เมตตาธรรมเพียงเพื่อต้องการชนะการเลือกตั้งทุกรูปแบบใน อนาคต

๒. ผลประโยชน์ในการโกงงบประมาณ การคอรัปชั่นการขายตำแหน่งทางราชการและแรกเปลี่ยนผลประโยชน์กับเอกชน

๓. ผลประโยชน์ของผู้เดินสายปรองดองมีวาระซ้อนเร้นต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางเพื่ออำนาจและผลประโยชน์

๔. แนวทางสุดท้ายที่ประชาชนไม่มีวันได้เห็นคือการปรองดองเพื่อสันติภาพเพื่อ ความสุขของประชาชนเพื่อความสงบของประเทศชาติและแผ่นดิน เพราะยังติดกับดักแห่งอำนาจ ความเหี้ยมโหด ความชั่วร้าย และผลประโยชน์อันมหาศาล ความเห็นแก่ตัวไม่คำนึงถึงพี่น้องประชาชนสังคมส่วนรวมของประเทศ

สรุป ปรอง (ปอง)คือ การปองร้ายหมายชีวิต และอิสระเสรีภาพของประชาชนที่มีความคิดต่างทางการเมือง ดอง คือการดอง อำนาจ ผลประโยชน์ ความชั่วร้าย ที่ดองไว้ให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

นี้แหละการปรองดองเพื่อตัวเอง จบยาก

ประชาชนจะได้อะไรจากการปรองดอง

ประชาธิปไตย ที่แท้จริง ความเป็นธรรมที่เท่าเทียม สิทธิเสรีภาพที่เสมอภาค โอกาสการเข้าถึงเศรษฐกิจสังคม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่แบ่งชั้นชน ประชาชนจะได้หรือไม่

๑. วีรชนที่เสียชีวิต ต่อสู้และพวกเขาสระชีพเพื่อแรกกับประชาธิปไตยที่สัมผัสได้ กินได้ มีสิทธิ เสรีภาพ มีโอกาสเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่มีแบ่งชนชั้น ไม่มีสองมาตรฐาน เขาสู้จนตายเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชัยชนะ

๒. อำนาจของประชาชนต้องคืนให้ประชาชนได้ใช้อำนาจผ่านตัวแทนที่เลือกเข้าไป บริหารประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจไว้วางใจเลือกแล้วต้องให้ตัวแทนของคนส่วนใหญ่เหล่า นั้นได้บริหารบ้านเมือง

อย่าใช้องค์กรอิสระมาตัดสินยุบพรรคการเมือง ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจ มันเป็นการทำลายจิตใจไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนหลายล้านคนทั่วประเทศที่ ได้ลงคะแนนเสียงเลือกพรรคนี้มา

เพราะเบื้องหลังขององค์กรอิสระเหล่า นี้มีคนบงการสั่งการอยู่ ทำให้ประชาชนมีความเชื่อว่ารู้เห็นเป็นใจต้องโดยสร้างหลักฐานพยานเท็จ พิพากษาตัดสินยุบพรรคการเมืองนี้ด้วยความรีบร้อนไม่มีความยุติธรรม ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ ไม่ฟังความจริงจากพยานคนอื่น ๆ เลย

และด้วย พฤติกรรชัดเจนอย่างนี้ ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าองค์กรอิสระเหล่านี้มีอำมาตย์อยู่เบื้องหลัง คอยบงการสั่งการกดปุ่มบังคับ เพียงเพื่อต้องการทำลายเครือข่ายของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ท.ต. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น เมื่อไม่มีความยุติธรรมให้เราจำเป็นต้องตามหาต้องทวงถาม

เรา รออีกต่อไปไม่ได้แล้วเปรียบเทียบกับกรณีพรรคประชาธิปัตย์ หลักฐานเอกสารพยานบุคคลราบละเอียดแน่นหนา ข้อมูลความจริงที่สังคมรับรู้ทั้งหมด แต่การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเชื่องช้า และอาจจะพิพากษาไม่ยุบพรรค ถ้ายุบก็ไม่ตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค

สองมาตรฐานอย่างนี้เราต้อง ถามคนที่เป็นผู้พิพากษาพิจารณาคดี ถามคนในครอบครัวของผู้พิพากษาเหล่านั้นน่าจะมีคำตอบให้เราได้

๓. อิสรภาพของแกนนำทุกคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ แกนนำที่หลบหนี้จากการไล่ล่า คดีความที่ถูกยัดเยียดกล่าวหา มวลชนคนเสื้อแดงจะได้สิ่งเหล่านี้หรือไม่

๔. การข่มขู่ คุกคาม ผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงยังมีต่อไปหรือไม่

๕. การไล่ล่าการ์ดคนเสื้อแดงยังดำเนินการต่อไปหรือไม่

๖. การกล่าวหาใส่ร้ายยังคงทำต่อไปหรือไม่

๗. การสร้างหลักฐานพนายเท็จยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่

๘. การสร้างสถานการณ์รัฐบาลยังทำต่อไปหรือไม่

๙. อำนาจของประชาชนจะคืนให้หรือไม่ เมื่อใด

๑๐. ความยุติธรรม จาก ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาลมีหรือไม่

การปรองดองเพื่อสันติสุขของคนไทยทั้งแผ่นดิน

๑. ปล่อยตัวแกนนำคนเสื้อแดง และประชาชนทุกคน

๒. ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย

๓. ประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐

๔. เยียวยาผู้เสียชีวิต ผู้พิการ ผู้บาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บทั่วไป

๕. การเจรจากับผู้เสียหายทุกคนโดยตรง

๖. สภาผู้แทนฯออก พ.ร.บ นิระโทษกรรมอย่างทั่วถึงครอบคลุม

๗. ยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่

๘. เปลี่ยนระบบวิธีพิจารณาคดีรูปแบบใหม่ให้ความเป็นธรรม



*************

ยุทธศาสตร์ปฏิวัติประเทศไทยให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ( วาระแห่งชาติ )อาวุธสำคัญที่ยิ่งใหญ่เพื่อชัยชนะคือ การให้อภัย"



รัฐต้องให้ในสิ่งที่ประชาชนต้องการ เพื่อคืนความสุขให้ประชาชน

• ให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยประชาชนเพื่อประชาชนมาจากประชาชนเป็นผู้กำหนด
• ให้สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
• ให้ทุกสถาบันทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
• ให้ขบวนการศาลมีความยุติธรรม มีมาตรฐานสากลไม่เลือกปฏิบัติ
• ให้แบ่งแยกอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อย่างชัดเจน
• ให้ความเมตตาประชาชนทุกคน โดยไม่คิดว่าคนที่คิดต่างเป็นศัตรู
• ให้ความเคารพในการตัดสินใจ และการแสดงออกของประชาชน

ยุทธวิธี และภารกิจ สิ่งที่นักการเมืองทุกคนต้องทำก่อนด้วยหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมือง

๑ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล ต้องปล่อยตัวให้อิสระภาพ แกนนำคนเสื้อแดงทุกคนที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ ณ ขณะนี้ทันที พร้อมดำเนินการดังต่อไปนี้

๑.๑ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม ต่อ รัฐบาล ศอฉ.กองทัพ ทหารตำรวจ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในการสั่งสลายการชุมนุมด้วยการปิดล้อมเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์สงครามต่อประชาชนผู้ชุมนุม โดยกำหนดระยะเวลา ๖ เดือน ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด และส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพิจารณาดำเนินการโดยศาลประชาชนพิพากษา

๑.๒ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขอเท็จจริงในการกระทำความผิดของแกนนำ น ป ช. และประชาชนคนเสื้อแดงตามที่รัฐบาลกล่าวหา ทุกข้อกล่าวหา กำหนดระยะเวลา ๖ เดือน ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ ถือเป็นที่สุด และนำส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพิจารณาดำเนินการโดยศาลประชาชนพิพากษาต่อไป

ใน ชั้นนี้นั้นถือว่าทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้นยังไม่มีคำพิพากษา ย่อมถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นจึงต้องปล่อยตัวให้อิสระภาพกับทุกคน


ต้นเหตุของปัญหาคือการเมืองแก้ด้วยการเมือง ไม่ใช่การยึดอำนาจ

๒. ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายเพื่อทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ โดยลดทิฐิของทุกฝ่าย ให้เห็นแก่ประชาชนประเทศชาติ

๑.๑ นิรโทษกรรมให้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ค ป ค.)ที่ทำการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ (ปฐมเหตุของหายนะประเทศไทย)

๑.๒ นิรโทษกรรมให้ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ค.ร.ม. รวมทั้งข้าราชการ บุคคลอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหาจาก ค ป ค.

๑.๓ นิรโทษกรรมให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในทุกข้อกล่าวหา ที่ได้กระทำไว้ในที่ต่าง ๆ

๑.๔ นิระโทษกรรมให้กลุ่มข้าราชการทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในการเข้าขอพื้นที่คืน และกระชับพื้นที่ จนทำให้เกิดความศูนย์เสียทั้งชีวิตและร่างกายต่อประชาชน

๑.๕ นิรโทษกรรมให้กับประชาชนคนเสื้อแดง และแกนนำ น.ป.ช. ทุกคนทุกจังหวัด ในทุกข้อกล่าวหา

๑.๖ นิระโทษกรรมให้รัฐบาล ศ อ ฉ. ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตำรวจ ที่ได้สั่งการขอคืนพื้นที่ กระชับพื้นที่ จนกระทั้งเกิดความศูนย์เสียทั้งชีวิต ร่างกายต่อประชาชนจำนวนมาก

๑.๗ รัฐบาลต้องชดเชยให้ญาติผู้เสียชีวิตศพละ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บ.

รัฐบาลต้องชดเชยผู้พิการจากเหตุการณ์ ๕,๐๐๐,๐๐๐บ.
รัฐบาลต้องชดเชยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ๕,๐๐๐,๐๐๐บ.
รัฐบาลต้องชดเชยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิง ๑,๐๐๐,๐๐๐บ.
รัฐบาลต้องชดเชยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั่วไป ๒๐๐,๐๐๐บ.
ผู้ศูนย์หายจากเหตุการณ์ที่ถือว่าเสียชีวิต ๑๐,๐๐๐,๐๐๐บ.
ทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เสียชีวิตได้รับ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐บ.
ทหารตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้รับ ๕,๐๐๐,๐๐๐บ.
ทหารตำรวจที่พิการจากการปฏิบัติหน้าที่ได้ ๕,๐๐๐,๐๐๐บ.
(รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ทั่วประเทศ)

๑.๘ กฎหมายนิระโทษกรรมนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓

๑.๙ การนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายทางการเมือง ถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

รัฐธรรมนูญของประชาชน ต้องคืนประชาชน

ประกาศ ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ(คมช) ปี ๒๕๕๐ แล้วนำรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาบังคับใช้เป็นการชั่วคราว จากนั้นทำการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในทุกสาขาวิชาชีพเพื่อ แก้ไขหรือไม่แก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยใช้อำนาจของประชาชนผ่านทาง สภาผู้แทนราษฎร ( สภาที่มาจากการเลือกตั้ง ) หรือเรียกสมัชชาประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ฉบับประชาชน

ประชาชนใช้การเลือกตั้ง สู้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

• การดำเนินการเลือกตั้ง ต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ผลการเลือกตั้งต้องได้รับการรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศที่เข้ามามีส่วน ร่วมสังเกตุการณ์ในการเลือกตั้งทั่วไป

• การจัดตั้งรัฐบาลต้องเป็นไปตามเจตนารมย์ของประชาชน

• การคัดค้านการเลือกตั้ง ในกรณีที่มีอำนาจเถื่อนของรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงมีการโกงเลือกตั้งที่จะเกิด ขึ้นในทุกพื้นที่ โดยองค์กรอิสระเจ้าหน้าที่ราชการพนักงานของรัฐเข้ามามีส่วนร่วม ยอมเป็นกลไกลเครื่องมือของรัฐ ใช้อิทธิพล ข่มขู่ คุกคาม หัวคะแนนผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม โดยวิธีอื่นใด ประชาชนสามารถคัดค้านการเลือกตั้งได้

• การตั้งศาลเพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดในเลือกตั้ง

• การตั้งศาลประชาชนพิจารณาคดีการสังหารหมู่ประชาชนพลเมือง

รัฐบาลต้องไม่ใช้อำนาจสั่งการข้าราชการทหารตำรวจดังต่อไปนี้

• การสังหารแกนนำหัวคะแนน จะมีการดำเนินการอย่างรวดเร็วรุนแรงด้วยอำนาจพิเศษจากกลุ่มคนมีสี โดยคำสั่งของคนในรัฐบาล

• การสั่งการองค์กรภาครัฐ องค์กรอิสระ ราชการ ทหาร ตำรวจ ดำเนินการให้ใบเหลืองใบแดง การสร้างหลักฐานเท็จ การจ้างพยานให้การเท็จเพื่อดำเนินการยุบพรรคการเมือง

• การโยกย้ายข้าราชการในฤดูเลือกตั้ง มีผลต่อคะแนนเสียง

• การสั่งการนักวิชาการประดิษฐ์ถ้อยคำทำร้ายคนอื่น

• การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับมาเฟียยาเสพติด หวยเถื่อน ของเถื่อน

• การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับกลุ่มอิทธิพล การพนันผลคะแนน

วิธีที่จะจัดการองค์กรและบุคคล

• การจัดการองค์กรอิสระและสถาบันต่างๆ ด้วยวิธี สี่ ส.เสื่อม, เสีย, สาปแช่ง,สลายไม่จำเป็นต้องใช้กำลังอาวุธใดๆ ทั้งสิ้นให้ใช้ปากแทน

• การจัดตั้งองค์กรรักษาประชาธิปไตย ต่อสู้การรัฐประหาร ยึดอำนาจ

• การจัดตั้งองค์การพัฒนาประชาธิปไตย ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอจังหวัด ทั่วประเทศ อย่างเป็นระบบ

• การเปิดโปงความชั่วร้ายในการสร้างวาทกรรมทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงกฎการ สลายมวลชนสากลจึงใช้วาทะฆาตกรรมประชาชน เช่น การขอคืนพื้นที่ กระชับวงล้อม และใส่ร้ายประชาชนว่าเป็นผู้ก่อการร้าย รวมทั้งล้มเจ้า

ประชาชนไม่เคยคิดติดอาวุธสู้กับรัฐบาล
ประชาชนจะสู้ด้วยปัญญาและความจริง


การจัดตั้งองค์การพิทักษ์ประชาธิปไตย

วัตถุประสงค์ เพื่อต่อต้านต่อสู้กับผู้นำเหล่าทัพที่ก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศต่อสู้กับ บุคคลที่แทรกแซงโดยใช้อำนาจนอกระบบ นอกรัฐธรรมนูญ

ยุทธวิธี

• จัดตั้งองค์กรพัฒนาประชาธิปไตย และรับสมัครสมาชิกให้มากที่สุด

• จัดตั้งแนวร่วมเสื้อแดงทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดอย่างเป็นระบบ เพื่อต่อต้านต่อสู้การรัฐประหารยึดอำนาจและดูแลการเลือกตั้ง

• จัดตั้งกองกำลังป้องกันประชาธิปไตยทั่วประเทศ โดยทหาร ตำรวจ

• จัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศ และสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ

• จัดตั้งองค์กรดำเนินการด้านกฎหมายระหว่างประเทศให้ถึงที่สุด

• จัดตั้งองค์กรดำเนินการลงพื้นที่หาเสียงเตรียมการเลือกตั้ง

• จัดตั้งแกนหลักแกนรองเสื้อแดงในทุกหน่วยเลือกตั้งทุกหมู่บ้าน

• จัดตั้งองค์กรกลางนิสิตนักศึกษาประชาชนป้องกันการโกงเลือกตั้ง

• จัดตั้งองค์กรประชาชนป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทุกหมู่บ้าน

• จัดตั้งทีมปราศรัยรุ่นใหม่ดำเนินการทุกจังหวัดตามเป้าหมาย

• จัดตั้งทีมสื่อสารทุกรูปแบบ แอร์วอ สื่อต่างๆ สื่อบุคคล นิทรรศการ

• จัดตั้งองค์กรธุรกิจ หาทุนเพื่อการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ยุทธวิธีที่รัฐบาลใช้กับคนเสื้อแดง

• ปฏิบัติการล่าแกนนำทั่วประเทศไล่ล่า การ์ดของแกนนำคนเสื้อแดง

• ปฏิบัติการสร้างสถานการณ์ก่อวินาศกรรมสถานต่าง ๆ โดยทหาร

• ปฏิบัติการสองมาตรฐานโดยองค์กร ของรัฐตำรวจ ศาล องค์กรอิสระ

• ปฏิบัติการตัดท่อน้ำเลี้ยงข่มขู่ คุกคาม กลุ่มทุนที่สนับสนุนเสื้อแดง

• ปฏิบัติการบิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาประชาชนเป็นผู้ก่อการร้าย

• ปฏิบัติการระหว่างประเทศ บีบแกนนำไม่ให้ดำเนินการทางการเมือง

• ปฏิบัติการทำลายธุรกิจในเครือของแกนนำ

• ปฏิบัติการสร้างข่าวให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดต่อสถาบัน ประหนึ่งว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหมด

ยุทธวิธี ต่อสู้รัฐบาลและอำมาตย์
มาตรการ สี่ ส. ส. ส. ส. (ตัวทำลายตนเอง)


• เสื่อม เสีย สาปแช่ง สลาย

• กระจ่ายข่าวเปิดเผยความจริงการกระทำของคนภายในใกล้ชิดเครือข่ายอำมาตย์กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของอำมาตย์ต่อสายตานานาประเทศ

• เปิดเผยรัฐบาลพยายามทำให้ประชาชนชาวโลกเข้าใจว่าผู้สั่งการสังหารหมู่ ประชาชนพลเรือนมีคนที่อยู่เบื้องหลังเป็น.........เปิดเผยไม่ได้คืออำมาตย์

• เปิดเผยข้อมูลเบื้องหลังขององค์กรอิสระที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นเป็น ๒ มาตรฐาน โดยมีผู้สั่งการเบื้องหลัง

• ประชาชนต้องกล้าประณาม รัฐบาล ค.ร.ม.สถาบันทหาร ตำรวจ ที่ใช้อาวุธสงครามในการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่า และต้องกดดันให้มากที่สุด ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ความเป็นธรรม ทำไมต้องฆ่าประชาชน ใครคือตัวการสั่งฆ่าประชาชนตัวจริงต้องถูกเปิดเผยความจริงต้องออกมา แต่กลับมากล่าวหาประชาชนว่ายิงกันเองและกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ล้มเจ้า หลอกคนทั้งโลกไม่ได้ครับ

ผู้ร่วมมือสั่งการเข่นฆ่าประชาชน

บุคคลสำคัญที่อยู่ในอำนาจ รัฐ เครือข่ายอำมาตย์ ที่อยู่ข้างรัฐบาล

• พรรคประชาธิปัตย์

• พรรคร่วมรัฐบาล

• กระบวนการยุติธรรม อัยการ ศาล

• องค์กรอิสระ

• กองทัพทหาร

• ตำรวจ

• ราชการ

• พันธมิตร

• สื่อสารมวลชน

• กลุ่มทุนอำมาตย์

กลุ่มคนเหล่านี้มีไม่มากนักแ ละพวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่ทำกับประชาชนในไม่ช้านี้

สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ และเครือข่ายอำมาตย์

• สถานที่ทำการรัฐบาล

• ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนอำมาตย์

• สถานที่ราชการ กองทัพ กระทรวง ทบวง กรม

• กลุ่มบริษัท ธนาคาร

องค์อิสระต่าง ๆ ตัวบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์

• ศาลรัฐธรรมนูญ

• ศาลผู้พิพากษา

• ศาลปกครอง

• ก ก ต

• ป ป ช.

• ศาลยุติธรรม

หน้าที่สำหรับแนวร่วมที่สามารถดำเนินการได้เลย

กดดันองค์กรอิสระต่าง ๆ

• กดดัน ก ก ต. เร่งดำเนินการฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์

• กดดันศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาตัดสินคดีไม่มีสองมาตรฐาน

• ดำเนินการติดตามการพิจารณาคดียุบพรรมอย่างใกล้ชิด

• กดดันสำนักข่าวทุกสำนักให้เสนอข่าวข้อเท็จจริงเที่ยงตรงเป็นกลาง การประชาสัมพันธ์ทางสื่อทั้งไทยและสื่อเทศต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการวิจารณ์ประจานความไม่ยุติธรรมของศาลที่ยอมเป็นทาสของพวกอำมาตย์ รับใช้รัฐบาลทรราชพิฆาตประชาชน

การหาแนวร่วม

• ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง ( โดยการเสนอ ยศ ตำแหน่ง เงิน )

• ประชาชนคนเสื้อแดง ( พร้อมลุกขึ้นสู้ทุกจังหวัดเป็นกองกำลัง )

• องค์กรระหว่างประเทศที่เข้าร่วมช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์การพัฒนาประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ สังคม

จุดอ่อนเครือข่ายอำมาตย์

• กลัวตาย

• อับอาย เมื่อโดนแฉ

• เสื่อม จากพฤติกรรมที่เลวทราม ไม่เป็นกลาง อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร

• เสีย เสียอำนาจ เสียศรัทธา เสียชื่อเสียง เสียผลประโยชน์ของตัวเอง

• สาปแช่ง จากประชาชนเพราะสมรู้ร่วมคิดสั่งฆ่าหมู่พลเรือน

• สลาย ล่มเครือข่ายอำมาตย์ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของแผ่นดิน


รัฐบาลและคนใกล้ชิดสถาบันกำลังทำให้สถาบันเสื่อมทำให้สถาบันกลัว

o กลัวประชาชนไม่จงรักภักดี ไม่เทิดทูนเคารพศรัทธา

o กลัวคนใกล้ชิดจะเปิดเผยให้โลกรู้ความจริงว่าใครเกี่ยวข้องการสั่งฆ่าประชาชน

o กลัวประชาชนโกรธแค้นสาปแช่ง

o กลัวการลอบสังหารจากพวกทหาร

o กลัวการซัดทอดจากคนในรัฐบาล

o กลัวการขึ้นศาลระหว่างประเทศ

o กลัวการถูกประหารชีวิต

o กลัวการล่มสลาย

สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนตราบที่ยังมีคนเสื้อแดงอยู่

สถานการณ์ปัจจุบัน

• รัฐใช้ศาล อัยการ ตำรวจ ทหาร จับแกนนำ คนเสื้อแดง ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และการ์ด

• ข่มขู่ คุกคาม ไล่ล่า แกนนำ แนวร่วมเสื้อแดงรวมทั้งการ์ด

• สร้างความขัดแย้งในหมู่คนเสื้อแดง ทำลายกลุ่ม น ป ช.โดยใช้เงินซื้อตัว เอาสายลับเข้ามาแทรกแซง ใช้ศาล ตำรวจ ทหาร ดี เอสไอ ยัดเยียด ข้อหาผู้ก่อการร้าย ล้มเจ้า

• ใช้กลุ่ม พ ธ ม. และเสื้อหลากสีระดมประชาชนสร้างความขัดแย้งให้เกิดการปะทะกันกับกลุ่มคนเสื้อแดง

• ใช้นักคิดสร้างวาทะกรรมฆาตกร เช่นล้มเจ้า ขอคืนพื้นที่ กระชับวงล้อม เพื่อหลบเลี่ยงกฎการสลายประชาชนขององค์การสากล

• ใช้สื่อทุกชนิดบิดเบือนความจริง

จุดแข็งของอำมาตย์ใช้ 8 m. พิฆาตแดง

• Money อายัดบัญชีและกล่าวหาเป็นผู้สนับสนุนผู้ก่อการร้าย

o ใช้วิธีการพิฆาต ทำลายแหล่งที่เป็นเงินทุน สถานที่ตั้ง บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร หรือ โรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มทุ่นเสื้อแดง

• Man ใช้ทหารทั้งกองทัพ ตำรวจ ข้าราชการกระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ เอ็นจีโอ ทั้งใน และนอกประเทศ กลุ่มพันธมิตร เสื้อเหลือง เสื้อน้ำเงิน เสื้อหลากสี โดยเฉพาะแกนนำที่สำคัญสนธิ จำลอง สมศักดิ์ อื่น ๆ ออกข่าวเล่าความเท็จทำลายแกนนำคนเสื้อแดง

o ใช้วิธีการตัดไม้ค้ำยัน ไล่ล่าแกนนำ ฆ่าการ์ด คนเสื้อแดง

• Management รัฐบาลใช้อำนาจบริหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผ่าน ศาล ทหาร ตำรวจ และองค์กรอิสระ

o ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์(หยวน ซื้อไข่) โดยตั้งศาลประชาชนพิพากษาผู้สั่ง ผู้ฆ่า ผู้ใช้จางวาน เข่นฆ่าหมู่ประชาชน

• Material อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ระบบเทคโนโลยี

o จัดฉากสร้างสถานการณ์ด้วยเครื่องมือของกองทัพ แล้วโยนความผิดให้คนเสื้อแดง สร้างความหวาดกลัวให้กับคนเสื้อแดงทั้วไป เพราะรู้ว่ามีการจัดตั้งมวลชนอย่างเป็นระบบ และมีการสนับสนุนจากแนวร่วมทั้งใน และนอกประเทศ


• Media สื่อเกือบทั้งหมดเช่น 3 5 7 9 NBT ทีวีไทย เอเอสทีวี เนชั่น รวมทั้งสื่อสิงพิมพ์ต่าง ๆ

o เราต้องสร้างสื่อทุกชนิดสู้ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อsocial media

o การสร้างสื่อบุคคลแบบพูดปากต่อปาก

o การสร้างสื่อภาษากาย และสายตา ในเชิงสัญลักษณ์ เช่น มองด้วยสายตารังเกียจ ปฏิกิริยาตอบโต้ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

o การสร้าง แบนเนอร์ ใบปลิว

o การคิดคำโดนใจ เช่น

“คุณเห็นด้วยกับรัฐบาลฆ่าประชาชนหรือไม่
ถ้าไม่เห็นด้วยเลือกพรรคเพื่อไทย”
“คุณสนับสนุนคนเนรคุณให้เป็น ส.ส.
เลือกพรรคภูมิใจไทย” เป็นต้น


o จัดประกวดภาพถ่ายการฆาตกรรมหมู่ประชาชนพลเรือน

o จัดนิทรรศการ การเผยแพร่คลิปต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ

o จัดตั้งกองทัพสื่อ รวบรวมคลิปผ่าน เรดิโอเนต ทีวีเนต

o จัดตั้งสถานี เอ เอ็ม รัศมีกว้างไกลสำหรับคนรากหญ้า

o สร้างโฆษก ทุกรุ่น ทุกวัย ทุกภาษา ให้มากที่สุด

o ประกวดเรียงความเรื่อง ทำไมรัฐบาลสั่งทหารฆ่าประชาชน

o จัดทีมวิเคราะห์ใครอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมหมู่ประชาชน

o สื่อเพลงและมิวสิค วิดีโอ และภาพเหตุการณ์

o หาวิธีตอบโต้สื่อที่ไม่ป็นกลาง

• Method การวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน การจัดหน้าที่แบ่งงานอย่างเป็นระบบ

o ใช้ยุทธศาสตร์โฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการล้มเจ้า ทำอยู่ตลอดเวลา จนกระทั้งมีประชาชนเชื่อว่าจะมีการทำอย่างนั้นจริง ๆ ทั้งที่ความจริงนั้นเราต้องการให้ยุบสภาเท่านั้นเองการประท้วงยืดเยื้อ เข้าตีรวดเร็ว รุนแรงแตกหักฉับพลัน

o ใช้สิบสู้หนึ่งไม่ชนะไม่รบ เสียเปรียบเฝ้าดู ไม่มั่นใจไม่ลงมือ

• Marketing ใช้แบรนด์ของสถาบันที่ประชาชนเชื่อมั่นเคารพศรัทธามาเป็นเครื่องมือในการ โฆษณาชวนเชื่อ โดยกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีว่าคนเสื้อแดงล้มเจ้า จนประชาชนหลงเชื่อคำโฆษณาเหล่านั้น ทั้งที่ไม่เป็นความจริงและไม่มีใครคิดที่จะล้มเจ้า คนที่ทำได้ทั้งฆ่า ทั้งทำลายล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดเท่านั้น เพราะทุกเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นคนอยู่ใกล้ชิดรู้ดีที่สุด เรื่องของสถาบันคนอยู่ไกลอย่างเราชาวเสื้อแดงไม่สามารถคิดล้มสถาบันได้เพราะ มีแต่คนที่จงรักภักดี มิบังอาจล้มเจ้า ฆ่าเจ้า ทำร้าย ทำลายเจ้าได้เลย การปล่อยข่าวต่างๆทำร้ายสถาบันให้เสื่อมเสียคนที่เอาเรื่องไม่ดีมาเล่าให้ ประชาชนฟัง รวมทั้ง วี ซี ดีต่าง ๆ คือคนวงในทั้งนั้น ใครกันแน่ที่จะล้มเจ้า คงทราบกันดีคนในสถาบันที่อยู่ใกล้ชิดนั้นแหละเป็นผู้ปล่อยข่าว เป็นตัวการจ้องล้มสถาบัน แต่กลับโยนให้คนเสื้อแดง ใช้การโฆษณาชวนเชื่อจนประชาชนเชื่อว่ามีความพยายามล้มเจ้าจริง จึงเป็นเหตุให้ทหารลงมือเข่นฆ่าประชาชน

Monitor วอร์รูมประเมินสถานการณ์ เพื่อทำสงครามกับประชาชน

o ตั้งกองบัญชาการในการวางแผน และประเมินสถานการณ์ทุกระยะของการเคลื่อนไหว

o จับตาติดตามความเคลื่อนไหวในกิจกรรมของแกนนำและมวลชนทุกระยะ

Mature การใช้มือสังหารอาชีพและมืออาชีพในการบริหารการรบ

o ใช้ทหาร ตำรวจ มีความเป็นมืออาชีพ มีโอกาสในอาชีพ

o การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ของผู้เข้าร่วมขบวนการ

o การใช้วาทะกรรมฆาตกรเช่นล้มเจ้าขอคืนพื้นที่กระชับวงล้อม

***********
อ่านเรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-อริสมันต์เปิดใจให้สัมภาษณ์ เปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง ฝากถึงแม่ยกรัฐบาลหากหมายหัวเอาชีวิตกล้าขอก็กล้าให้

Sunday, October 10, 2010

แม่ค้ารองเท้าแตะหน้า"มาร์ค-สุเทพ" ร้องเพื่อไทยช่วย โดนตร.กรุงเก่าจับข้อหาจำหน่ายของกระทบความมั่นคง

ที่มา มติชน

ที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพท. แถลงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ว่า น.ส.อมรวัลย์ เจริญกิจ อายุ 41 ปีได้เข้ามาร้องเรียนต่อพรรค พท.เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจของ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนำโดยพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รรท.ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ได้จับกุมและให้รับทราบข้อกล่าวหาจากการขายรองเท้าแตะที่มีรูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งเป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้แจ้งข้อหาว่า ร่วมกันจำหน่ายและทำให้แพร่หลายสิ่งพิมพ์ที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาด กลัวในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินกระทบความมั่นคงรัฐทั้งพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักรนั้น โดยวันนี้ น.ส.อมรวัลย์ได้ยื่นหนังสือต่อ พท.ให้ช่วยเหลือว่าการที่ตำรวจกระทำในลักษณะนี้ พท.มองว่าจ.พระนครศรีอยุธยาไม่ใช่พื้นที่พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว จึงจะอ้างอีกไม่ได้ เมื่อดูถึงการค้าขายก็ไม่เห็นมีความผิดอะไร เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิตามปกติ เพราะเมื่อประชาชนไม่เห็นด้วยนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพทำรูปและข้อความเป็น สินค้าแล้ว นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็อาจฟ้องหมิ่นประมาทได้

"การ ที่นายตำรวจจับกุมประชาชนที่ขายรองเท้าเหมือนสร้างผลงานเอาใจนาย ก่อนประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ในวันที่ 15 ตุลาคมเพื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ถือเป็นการเอาใจนายเกินเหตุไม่ดูข้อกฎหมายครบถ้วนเป็นการกระทำมิชอบประมวล กฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคสองกรณีกลั่นแกล้งเพื่อให้บุคคลอื่นได้รับโทษหรือรับโทษสูงขึ้น โดยพรรคพท.จะช่วยเหลือประชาชนที่มาร้องเรียนและพร้อมจะดำเนินการฟ้องร้องนาย ตำรวจกลุ่มดังกล่าวทั้งทางศาลและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป"

ด้านน.ส.อมรวัลย์ กล่าวว่า ขอฝากนายกฯอยากถามว่าคุกไว้ขังคนจนและเป็นสีแดงเท่านั้นใช่หรือไม่ ตนเป็นคนจ.ตรัง แต่เป็นคนเสื้อแดง โดยในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ตนจะไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะนี้หากินลำบากเพราะชีวิตที่เป็นอยู่ก็แย่อยู่แล้ว ที่ผ่านมาเคยค้าขายผักแต่รายได้ไม่พอจึงต้องมาขายรองเท้าแตะ

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า น.ส.อมรวัลย์ได้ถือป้ายผ้าสีแดงมีข้อความระบุว่า "ที่จำหน่ายวัตถุอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคง" นอกจากนี้ ยังนำภาพพรมเช็ดเท้าที่มีใบหน้าของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มอบให้นายพร้อมพงศ์แถลงข่าว เพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่เคยดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าว

ระเบิดการเมือง วิกฤต'เกมอำนาจ'

ที่มา ข่าวสด



เหตุระเบิดแมนชั่นย่านบางบัวทอง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เป็นทั้งผู้เกี่ยวข้องและประชาชนผู้บริสุทธิ์

ภายใต้การเร่งมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คลี่คลายคดีคืบหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว

เปิด โฉมหน้าตัวละครออกมาได้หลายตัว โดยเฉพาะเจ้าของห้องพักที่ชื่อ นายสมัย วงศ์สุวรรณ์ พบ ประวัติเป็นการ์ดเสื้อแดง เคยเข้าร่วมชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบอย่างละเอียดยังพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงเหตุระเบิดป่วนเมือง อีก 5-6 ครั้งก่อนหน้านี้ ทั้งที่บริเวณห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ โรงเรียน

ซึ่งแต่ละจุดล้วนอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล ที่ยังมีพ.ร.ก.ฉุก เฉินควบคุมอยู่

อย่างไรก็ตาม เหตุระเบิดแมนชั่นย่านบางบัวทอง แม้พยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาจะชี้ตรงไปยังคนเสื้อแดง

แต่ยังมี "ความจริง" อีกชั้นหนึ่งที่ต้องสืบเสาะ

ที่น่าสนใจ คือความจริงในชั้นนี้ จะชี้ตรงไปที่ใคร ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หรือฝ่ายรัฐบาลเล่นเอง

เป็น หน้าที่ของตำรวจต้องสืบ สวนหาหลักฐานมายืนยันต่อไปว่า ระเบิดที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงถึงกลุ่มบุคคลใดบ้าง เพื่อจับกุมนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย โดยต้องไม่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงบิดเบือนข้อเท็จจริง ถึงแม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะมีชนวนสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองก็ตาม

ทั้งนี้ หลังการปราบม็อบเสื้อแดงจนมีคนตายกว่า 90 ศพ บาดเจ็บอีก 2,000 คน เมื่อเดือนพ.ค.

ผ่านมาเกือบ 5 เดือนเกิดเหตุระเบิดแล้วราว 20 ครั้ง

เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองไม่แค่จะเกิดอย่างต่อเนื่องแต่ยังทวีความรุนแรงมากขึ้น



ที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เพิ่มมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น

มี การตั้งศูนย์ปฏิบัติการและบริหารเหตุ การณ์ร้ายแรงขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อสืบ สวนจับกุมคนก่อเหตุ แต่เอาเข้าจริงก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น

เนื่องจากต้นทางของระเบิดมาจากปัญหาทางการเมืองที่มีความสลับซับซ้อน

กล่าว คือตราบใดที่การเมืองยังปรองดองกันไม่ได้ ต่อให้มีมาตรการเข้มงวดแค่ไหน หรือต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกกี่รอบ ก็ไม่ช่วยให้บ้านเมืองปลอดจากเสียงระเบิดได้อย่างถาวร

ทุกครั้งเมื่อเสียงระเบิดดัง การข่าวของรัฐบาลก็จะพุ่งเป้าไปยังฝ่ายตรงข้ามคือคนเสื้อแดงทันที

ข้อกล่าวหาคือต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ทำ ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย หรือสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

โดยมีจุดหมายอยู่ที่การยืมมือสังคมสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องยุบสภาในที่สุด

การตั้งโจทย์ของรัฐบาลเช่นนี้นำมาสู่การตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

เท่าที่เห็นคือการที่คนเสื้อแดงตกเป็นฝ่ายถูกไล่ล่าอย่างไม่ลดละ

เจ้าหน้าที่รัฐหาเรื่องจับกุมได้ทั้งนักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่แม่ค้าขายรองเท้าแตะ

เบาะๆ ก็โดนตั้งข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าเป็นระดับแกนนำก็จะโดนข้อหาก่อการร้าย จ่อด้วยข้อหาล้มเจ้า

อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้เหตุระเบิดแมนชั่นย่านบางบัวทอง จะเป็นเครื่องยืนยันการข่าวของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงที่ว่าจะมีความพยายาม ก่อเหตุทำนองเดียวกันนี้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2553

แต่ปัญหาคือรัฐบาลจะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวได้อย่างไร

การจับกุมฝ่ายตรงข้ามแบบเหวี่ยงแหนั้น ถ้าเหวี่ยงถูกตัวก็แล้วไป แต่ถ้าผิดตัวก็จะยิ่งทำให้ความคั่งแค้นลุกลามออกไปไม่จบสิ้น

เช่นเดียวกับกรณี 91 ศพ ที่เวลาผ่านมาเกือบ 5 เดือนแต่กลับไม่มีอะไรคืบหน้าทั้งในทางคดีหรือการเยียวยาจิตใจผู้สูญเสีย

หรือ อย่างการจับกุมกลุ่ม 11 ชายฉกรรจ์ที่ จ.เชียงใหม่ ที่เข้าล็อกกันพอดีกับข่าวปล่อยล่วงหน้าว่า มีคนเสื้อแดงไปฝึกอาวุธในประเทศเพื่อนบ้าน เตรียมกลับมาปฏิบัติการลอบสังหารบุคคลสำคัญในประเทศ

เบื้องหลังหลายคนยังสงสัยว่าเป็น การจัดฉากโยนความชั่วร้ายให้คน เสื้อแดง

โดยฝีมือของใครบางคนในซีกรัฐบาลหรือไม่

มีรายงานข่าวระบุว่าหลังสลายม็อบเสื้อแดงในเดือนพฤษภาฯ

แกนนำเสื้อแดงถูกจับกุม บางส่วนหลบหนี มุดลงใต้ดินบ้าง ไปต่างประเทศบ้าง

ทิ้ง ให้มวลชนคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย เคว้งคว้าง เกิดสภาพต่างคนต่างอยู่ ด้วยความคับแค้น กลายเป็นเหยื่อของผู้ที่คิดใช้ประโยชน์จากความคับแค้น

การข่าวฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเหตุระเบิดรายวันน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มคนเหล่านี้

โดยเฉพาะพวกที่มีประวัติเป็นแดงฮาร์ดคอร์

ถูก คนในรัฐบาลใช้ชั้นเชิงหลอกล่อด้วยผลประโยชน์บางอย่าง ให้ออกมาเผยตัวแล้วตลบหลังเข้าจับกุม อย่างกรณี 11 นักรบ หรือกรณีระเบิดพรรคภูมิใจไทย เป็นต้น

ปัญหาทางการเมืองทุกวันนี้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนไม่รู้ใครเป็นใคร

ที่สำคัญคือกรอบความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของรัฐบาลกับคนเสื้อแดง

แต่ ได้ขยายวงออกไปถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น การแก่งแย่งอำนาจและช่วงชิงผลประโยชน์กันเองในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม

รวมถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ศาลรัฐ ธรรมนูญใกล้จะตัดสินในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองครั้งสำคัญและจะเป็นตัวชี้ด้วยว่าอุณหภูมิการเมืองจะเย็นลงหรือยิ่งร้อนแรง

ลำพังโจทย์ปัญหาเหล่านี้ก็ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งมีเสียงระเบิดดังขึ้นมารายวัน ก็ยิ่งตอกย้ำสภาพวิกฤต

การไม่แก้ปัญหา หรือแก้ปัญหาไม่ได้ ถือว่าบั่นทอนทำลายทั้งรัฐบาลและสถานการณ์การเมืองอยู่แล้ว

แต่การเอาปัญหาที่ตนเองแก้ไขไม่ได้ ไปบิดเบือนเล่นงานฝ่ายตรงข้ามซ้ำเข้าไปอีก

ไม่เรียกว่าทำลายประเทศชาติก็ไม่รู้จะเรียกอะไรดี

ใจ อึ๊งภากรณ์ ตอบ \'ใบตองแห้ง\' เรื่อง \"34 ปี \'6 ตุลา\' ที่สุดแห่งความสามานย์\"

ที่มา thaifreenews

ใจ อึ๊งภากรณ์ แสดงความเห็นต่อบทความ "34 ปี ''6 ตุลา'' ที่สุดแห่งความสามานย์" ของ ''ใบตองแห้ง''

ผมเห็นด้วยกับ “ใบตองแห้ง” เวลาเขาวิจารณ์คนเดือนตุลาจำนวนมากโดยเขียนว่า “34 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก และแล้ว คนที่เคยผ่าน ‘6 ตุลา’ ร่วมครึ่งหนึ่งก็กลายไปเป็นผู้สนับสนุนเผด็จการ และเผด็จการแฝงของอำมาตย์” อาจเพิ่มอีกได้ว่าพวกเอ็นจีโอที่เคยท่องคำขวัญ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ก็หันมาอยู่ในกลุ่มคนเสื้อเหลืองนี้ด้วย สำหรับเอ็นจีโพวกนี้ “คำตอบอยู่ที่รัฐประหาร”

แต่ “ใบตองแห้ง” คงจะตาบอดไปข้างหนึ่ง เวลาเขียนต่อว่า “เสื้อ แดงมีสโลแกนที่แสดงออกถึงเนื้อหาของสังคมนิยมบ้างหรือเปล่า ไม่ต้องไปถึงขั้นยึดทรัพย์นายทุน ยึดกิจการเป็นของรัฐ เอาแค่อ่อนๆ แบบขึ้นภาษีคนรวย เพิ่มรัฐสวัสดิการ ก็ยังไม่เห็นมีเลย”... เพราะเสื้อแดงเชียงใหม่ก็ชูประเด็นรัฐสวัสดิการ และภาษีก้าวหน้า เสื้อแดงสมัชชาสังคมก้าวหน้า และเสื้อแดงเลี้ยวซ้าย ที่กรุงเทพฯ ก็รณรงค์เรื่องรัฐสวัสดิการ และเลี้ยวซ้าย ยังเน้นเรื่องสังคมนิยมอีกด้วย และในกลุ่มซ้ายๆภายในขบวนการเสื้อแดงเหล่านี้มีคนเดือนตุลาอยู่ด้วย อดีต พคท. ก็มี

การเป็น “ซ้าย” ไม่ใช่แค่พูดเรื่องการจับอาวุธ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวที่ถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลวจากประสบการณ์ของ พคท.

วลา “ใบตองแห้ง” พูดถึงความคิดสังคมนิยม และบอกว่า “ต้องขีดเส้นก่อนว่า สังคมนิยมไม่ใช่เสรีประชาธิปไตย สังคมนิยมเป็นเผด็จการรูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษชวนหัวอย่างยิ่งว่า People’s Democratic Dictatorship” ก็เป็นเพียงการขุดของเก่ามาฉายซ้ำ ผมสงสัยว่าเขาไม่เคยเป็นมาร์คซิสต์ แค่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นเอง เพราะ “สังคมนิยม” ที่เขาพูดถึงคือระบบเผด็จการ สตาลิน-เหมา ซึ่งล่มสลายไปทั่วแล้ว ส่วนสังคมนิยมมาร์คซิสต์ยังมีอยู่ และเน้นประชาธิปไตยสูงสุดด้วย ตัวอย่างที่ดีที่สุดเพราะมีอิทธิพลสูง คือพรรคใหม่ต้านทุนนิยม (NPA) ในฝรั่งเศส ซึ่งเติบโตมาจากสากลที่สี่ หรือบางส่วนของพรรคซ้าย (Die Linke) ในเยอรมัน ตัวอย่างอื่นๆ ทั่วโลกมีอีก แต่เกรงว่า “ใบตองแห้ง” ไม่ได้ทำการบ้านมาเท่าที่ควร

และ เรื่อง “เสรีประชาธิปไตย” อันนี้ก็ของเก่ามาฉายซ้ำอีก “เสรีนิยม” ไม่ใช่ประชาธิปไตย เสรีนิยมคือแนวคิดกลไกตลาดแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา นักวิชาการเสรีนิยมในไทยสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา พรรคเสรีนิยมในไทยคือพรรคประชาธิปัตย์ ในหลายๆ ประเทศมีการใช้รัฐเผด็จการเพื่อบังคับใช้กลไกตลาดเสรีที่ทำให้คนจนจนลงและคน รวยรวยมากขึ้น และเวลาใครที่เป็นอดีตซ้ายอ้างว่าต้องพัฒนาทุนนิยมตลาดเสรี เขาก็แค่ท่องสูตรเดิมของ พคท. ที่เคยเสนอว่าเราต้องสร้างทุนนิยมหรือประชาชาติประชาธิปไตยก่อน เพื่อทำลายระบบเก่า

“ใบตอง แห้ง” ควรจะพยายามหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์แบบ “กลไกแข็งกระด้าง” ที่มองว่าเสื้อแดงมาจากคนที่เคยเลือกพรรคนายทุน ดังนั้นจะซ้ายไม่ได้ เพราะในโลกจริงคนเสื้อแดงพัฒนาจิตสำนึกทางชนชั้นของตนเองมาเรื่อยๆ อาจไม่ได้แสดงออกด้วยศัพท์หรือวาจาที่ชัดเจนและเป็นซ้าย แต่มีการเข้าใจว่าตนเป็น “ไพร่” ที่ถูกกดขี่ และสาเหตุที่เขาชอบทักษิณหรือไทยรักไทย มาจากผลประโยชน์ทางชนชั้นอีก เช่นเรื่องระบบสาธารณะสุขถ้วนหน้า หรือกองทุนหมู่บ้าน ในความเป็นจริงคนเสื้อแดงรักทักษิณได้ โดยไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของทักษิณหรือ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงเหล่านี้สามารถสู้เพื่อผลประโยชน์คนจนได้ โดยการนำตนเองอีกด้วย นี่คือสภาพขัดแย้งกันเองที่เราเห็นและต้องเข้าใจในโลกจริง

แล้ว พวก พันธมิตรฯ ที่อ้างตัวเป็นซ้ายละ? ใบตองแห้งควรจะไปศึกษาขบวนการฟาสซิสต์ทั่วโลก เพราะฟาสซิสต์ ซึ่งรวมถึงพันธมิตรฯ จะพยายามใช้ศัพท์ของฝ่ายซ้ายปนกับความคิดฝ่ายขวา เพื่อดึงคนชั้นกลางที่รู้สึกไม่พอใจกับอำนาจรัฐหรือนายทุนใหญ่เข้ามาเป็นพวก และการที่อดีตฝ่ายซ้ายในกลุ่มพันธมิตรฯ ชื่นชมเผด็จการ เป็นการรักษาจุดยืนเดิมที่เคยรักเผด็จการในจีนอีกด้วย แล้วเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนตอนนี้กำลังบังคับใช้แนวเศรษฐกิจอะไร? คำตอบคือเสรีนิยมกลไกตลาด

บก.ลายจุด:10/10/10จุดเทียนเถอะสหาย

ที่มา Thai E-News



จุดเทียนเถอะสหาย
แม้กายท่านจะอ่อนล้า
ท้องฟ้ายามนี้มึดสนิท
ผู้คนโหยไห้
ชีวิตดุจขนนก ปลิวว่อนในคืนอันเปล่าเปลี่ยวไ้ร้ความยุติธรรม
กรงเล็บเหล็กจิกใส่ตัดขั้วหัวใจ

จุดเทียนเถอะสหาย
แสงไฟเตือนเราว่านี่คืนมืด
บอกคนที่จากไป
เรานึกถึงวันที่ไฟสว่างจะมาถึง

จุดเทียนกัน


หมายเหตุ:งาน รำลึกครบรอบ 6 เดือนวีรชน 10 เมษาฯ ในวันที่ 10 ตุลาคม หรือ 10/10/10 กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงได้เตรียมเทียนแดงไว้จุดรำลึกวีรชน 20,000 เล่ม ท่านที่ไปร่วมงานหากกลัวว่า20,000เล่มอาจไม่พอ รบกวนถือไปจากที่บ้านด้วย








.........
รายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง:

-กำหนดการกิจกรรม 10/10/10 รำลึกวีรชน 10 เมษาฯ

-บันทึกผู้รอดชีวิต:เราไม่ลืมเพื่อนตาย10เมษา

-อย่าลืมเรา...ความจริง10เมษาฯ@สมรภูมิแยกคอกวัว

-กาลครั้งหนึ่ง 10 เมษาฯ..อย่าลืมเรา