ที่มา Voice TV
ประธานคอป.ปัดวิจารณ์นิติราษฎร์ อ้างไม่ทราบรายละเอียด ระบุสังคมไทยควรรับฟังความเห็นวิชาการให้มากขึ้น
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Voice TV
ประธานคอป.ปัดวิจารณ์นิติราษฎร์ อ้างไม่ทราบรายละเอียด ระบุสังคมไทยควรรับฟังความเห็นวิชาการให้มากขึ้น
ที่มา Thai E-News
กรี๊ดๆ!เจ๊รับไม่ด๊าย เจ๊อยากตาย เรทติ้งทักษิณอินเตอร์กระชู้ด-ภาพ ชุดชาวต่างประเทศแห่รุมล้อมขอถ่ายรูปกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในประเทศแถบย่านเอเชีย สะท้อนว่าการเพียรสร้างภาพให้ทักษิณเป็นปีศาจร้ายในสายตาของชาวโลก โดยเผด็จการอำมาตย์ล้มเหลวสิ้นเชิง
แต่วันนี้ระบอบเผด็จการอำมาตย์ตัวจริงเสียงจริงยังปกป้องนาย อภิสิทธิ์ไม่มี ใครกล้าแตะต้อง (คล้ายๆกับเหตุการณ์การปกป้องจอมเผด็จการทหารทั้งหลายในอดีต)
ท่านนายกฯทักษิณ เป็นวีรบุรุษในสายตาคนต่างประเทศด้วยนั้นเพราะ ข่าววิกฤติจากเผด็จการอำมาตย์ในประเทศไทย และข่าวการที่ท่านทักษิณไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการ นี้เป็นประกายไฟสำคัญที่ชาวโลกชื่นชม เพราะโลกสมัยใหม่เขารับระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่ใช้รถถังเป็นเครื่องมือกดขี่ ประชาชนไม่ไหวแล้ว
ที่มา Thai E-News
การจองเวรเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่ชอบใคร โกรธใคร เกลียดใคร อย่างเผลอไปแช่ง ไปก่อกรรมกับเขา เพราะจะผูกพันกันข้ามภพข้ามชาติ บางทีเราไม่ตั้งใจ คิดอกุศลนิดเดียว ก็กลายเป็นบ่วงผูกพัน กฎแห่งกรรมนี้ บางทีผูกกันเป็นร้อยๆ ปีก็มี กว่าจะอโหสิให้กันได้.. การวางตัวของผมคือ เสมอต้นเสมอปลายและ low profile ซึ่งหมายถึงเก็บตัว เจียมตน มักน้อย ถือสันโดษ พอใจ ไม่อวดอ้าง
ส่วน การวางใจ คือไม่มีตัวตน ซึ่งหมายความว่ามีสติ ไม่ฟู เมื่อได้รับสิ่งที่เป็นบวก อภัย และปล่อยวางเมื่อได้รับสิ่งที่เป็นลบ รวมทั้งพิจารณาว่า สิ่งที่ไม่ดีที่เราประสบ อาจเป็นกรรมเก่า แล้วอโหสิกรรมไป หากยังข้องกับโลก การสรรเสริญนินทา มีค่าเท่ากัน หากไม่ข้องกับโลก การสรรเสริญนินทา ไม่มีค่าเท่ากัน เพราะทุกอย่างไม่มีอะไรให้ยึด มีแต่จิตเท่านั้นที่จะต้องคอยรักษาให้บริสุทธิ์..
ได้แต่อธิษฐานไว้ ถ้ามุ่งตรงต่อกระแสพระนิพพานได้ก็พอใจแล้ว เพราะรู้สึกเบื่อภพชาติมาก ถ้าเป็นชาติสุดท้ายได้ ก็คงจะดีมาก ...สำหรับผม ธรรมะเป็นลมหายใจ ถ้าขาดลมหายใจ เราอยู่ไม่ได้ฉันใด ขาดธรรมะ ชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้ฉันนั้น
ที่มา Thai E-News
โดย ประเวศ ประภานุกูล
สิ่งที่เห็นอยู่ในสังคมนี้ มีการอ้างคำนี้กันเป็นปกติ “ชาติ” โดยเฉพาะกับวาทะกรรม “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”
ผมเคยตั้งคำถาม 3 ข้อในเฟสบุ๊คต่อพวกUltra Royalist* หนึ่งในนั้นคือ “ชาติ คือ อะไร” ก็ไม่เห็นมีใครในหมู่พวกนี้ตอบได้ มีแต่การใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอ ที่ดูจะมีโวหารหน่อยก็เสียดสี เหน็บแนม
มันคงสรุปเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก พวกเขาไม่สามารถให้คำจำกัดความคำๆนี้ได้ ในเมื่อตอบไม่ได้ ผมก็จะตอบให้เอง
ก่อนอื่นมาดูคำอีกคำก่อน “ประเทศ” ตามพจนานุกรมให้ความหมายเดียวกับ “รัฐ” ซึ่งน่าจะมาจาก “State” แต่ตามที่เคยเห็นในพระไตรปิฎก คำนี้ “ประเทศ” น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ท้องถิ่น” มากกว่า ดูเหมือนจะหมายถึง อาณาเขตแดนเล็กๆแห่งหนึ่ง น่าจะเป็นเขตแดนที่เล็กกว่า “ชนบท” ด้วยซ้ำ
ในทางรัฐศาสตร์ที่ผมพอรู้แบบงูๆปลาๆ การจะเป็นรัฐ หรือ State ได้ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
-มีดินแดน ที่มีอาณาเขตที่แน่นอน
-มีประชากรที่มีพื้นฐานหรือวัฒนธรรมร่วมกัน
-มีผู้ปกครอง หรือรัฐบาล ซึ่งอาจรวมถึงระบบการปกครองด้วย
ทีนี้ย้อนกลับไปดูคำว่า “ชาติ” ในความหมายของพวกUltra Royalist น่าจะหมายถึง รัฐ หรือประเทศ(ในความหมายตามพจนานุกรม) แต่การที่พวกเขาอธิบายความหมายไม่ได้ เพราะพวกเขามุ่งหมายไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมที่มีความหมายเหนือกว่า รัฐ
ในความหมายของพวกเขา ชาติ ใช้แทนได้ด้วยคำอีกคำหนึ่ง “แผ่นดิน” ว่าที่จริงคำว่า แผ่นดิน นี้ ถูกใช้ในความหมายแทนคำว่า ชาติ หรือ รัฐ กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่คนฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังเห็นอ้างอิงคำนี้ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ
ผมคงไม่มีปัญญาค้นหาต้นตอว่ามีที่มาอย่างไร ถึงได้ใช้คำ “แผ่นดิน” ในความหมายนี้ แต่ที่อยากเขียนถึง เป็นลักษณะ และผลของการใช้คำนี้ “แผ่นดิน” ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ
คำว่า “แผ่นดิน” มีความหมายที่บ่งบอกอยู่ในตัวเองว่า หมายถึงพื้นดิน หรืออาณาเขตที่เป็นเขตแดนของรัฐ การนำมาใช้ในความหมายนี้จึงหมายถึง ชาติ คือ แผ่นดิน หรือแผ่นดิน ก็คือชาติ การใช้คำนี้ในความหมายนี้ได้ส่งผลทางสัญลักษณ์โดยตรงต่อระบอบการปกครองของ รัฐนี้...รัฐไทย
ในเมื่อชาติ คือ แผ่นดิน แผ่นดินซึ่งเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตแห่งหนึ่งบนแผนที่โลก จึงย่อมมีเจ้าของแผ่นดิน และเจ้าของแผ่นดินก็คือ”กษัตริย์” แนวคิดนี้ของพวกUltra Royalist ถูกแสดงออกในวาทะกรรม
“แผ่นดินนี้ทุกตารางนิ้วเป็นของพ่อ” “ใครไม่รักพ่อก็ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินของพ่อ”
ที่มา Thai E-News
เมื่อ วานไปไหว้พระ หลวงพ่อบอกให้โชคดี ถูกหวย เลยก้มลงไหว้ที่พรม แล้วตัวเลขก็ปรากฏขึ้น 3 ตัว ผมขยี้ตาสามรอบ ไม่ได้ซื้อหวยมายี่สิบปีแล้ว จะเปิดสำนักใบ้หวยลายจุดดีมั๊ย เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าขำ ๆ
ที่ี ผมไม่กล้าบอกเลข 3 ตัว เพราะผมกลัวว่าถูกกิน เพราะโดยพื้นฐานแล้วผมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่ถ้าไม่บอกสงสัยจะโดนเพื่อน ๆ ตื้บเอา ดังนั้น ขอเฉลยว่า.......215
ปล.โดนเจ้ามือกิน ห้ามมาว่าผม หรือ แซวผมนะ แค่บอกเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง ผมก็เขินจะแย่อยู่แล้ว
ซวยแล้ว มีแต่คนมาขอหวยงวดหน้าพร้อมรายงานผลว่า
ผมถูกหวย 3000 แต่น้องที่กลุ่มได้ไปหมื่นกว่านอกจากนั้นได้มีเพื่อนๆเฟซบุ๊คของบก.ลายจุดมารายงานผลว่าถูกหวยตามไปด้วยหลายคน สร้างความครื้นเครงกันมากพอสมควร
ที่มา Voice TV
รายการ Intelligence ประจำวันที่ 30 ก.ย. 54
คณะนิติราษฎร์เป็นกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะนิติราษฎร์ได้จัดเวทีเสวนาทางวิชาการ และออกแถลงการณ์ 5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์ โดยมีข้อเสนอ 4 ประเด็น
ข้อเสนอแรก คือ การลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร กันยายน ด้วยการประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เกิดจากการริเริ่มกระบวนการโดยคณะรัฐประหารอบ คณะนิติราษฎร์ธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนี้้ แต่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม หรือไม่ใช่การอภัยโทษ หรือ การล้างมลทินแค่ผู้ถูกกล่าวหา
ข้อเสนอที่สอง คือ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความเห็นประชาชน
ข้อเสนอที่สาม คือ การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยา อำนวยความยุติธรรให้ทุกฝ่าย
ข้อเสนอที่สี่ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับมาเป็นต้นแบบ เช่น รธน.ปี 2475 2489 2540
ผ่านมาเพียง 1 สัปดาห์ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ คณะนิติราษฎร์ เห็นว่า เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาหรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง สื่อมวลชน จำนวนมากนำเสนอข่าวโดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอให้เข้าใจ
รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
จึงออกมาชี้แจงอีกครั้ง ยืนยันข้อเสนอการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม อภัยโทษ หรือล้างมลทิน และไม่ควรมีการกล่าวอ้างอีกว่าคณะนิติราษฎร์เสนอให้ "ล้างผิด" แก่นักการเมือง และที่คณะนิติราษฎร์มีจุดยืนปฏิเสธรัฐประหารทุกครั้ง
แต่เหตุที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ในเบื้องต้นก่อนนั้น เพราะผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ยังคงดำรงอยู่ และเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมือง ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยึดมั่นหลักการเคารพกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และยืนยันจะปกป้องหลักการทั้งหลายเหล่านี้อย่างสุดกำลังด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ที่มา ข่าวสด
ประเด็นที่ ๑การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙รัฐ ประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๒ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๓ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูก กล่าวหาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ.
ที่มา ข่าวสด
วิภาวี จุฬามณี
เมื่อ พูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 หลายคนนึกถึงย่านราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน และแยกคอกวัว
แต่ถ้าสำรวจความเสียหาย และความสูญเสียกันจริงๆ แล้ว จะพบอีกพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ ที่เจ้าหน้าที่ปะทะกับประชาชน ได้แก่ "ย่านบ่อนไก่-พระราม 4" ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าด่าน ก่อนจะผ่านไปยังศูนย์กลางที่ราชประสงค์
ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) ระบุว่า การเผชิญหน้าบริเวณนี้ตั้งแต่วันที่ 13-16 พ.ค.2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย
ได้แก่ 1.ชาติชาย ชาเหลา คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่ศีรษะ 2.นายบุญมี เริ่มสุข ชาวชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าช่องท้อง 3.นายอินแปลง เทศวงศ์ คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่หน้าอก 4.นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับรถแท็กซี่ อาศัยอยู่แฟลตตำรวจลุมพินี ถูกยิงที่หน้าอก 5.นายมานะ แสนประเสริฐ ชาวชุมชนบ่อนไก่ อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง ถูกยิงที่ศีรษะ
6.นายวารินทร์ วงศ์สนิท ชาวสมุทรปราการ ถูกยิงด้านหลังทะลุหัวใจ 7.นายพรสวรรค์ นาคะไชย พนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิท ถูกยิงเข้าช่องท้อง 8.นายวงศกร แปลงศรี ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่หน้าอก 9.นายสมชาย พระสุวรรณ ชาวยโสธร ถูกยิงที่ศีรษะ 10.นายวุฒิชัย วราห์คำ ช่างซ่อมรถยนต์ ถูกยิงหลังทะลุท้อง
11.นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล คนขับจักรยานยนต์รับจ้าง ถูกยิงใต้ราวนม 12.นายประจวบ ประจวบสุข ถูกยิงเข้าหน้าอก 13.นายเฉลียว ดีรื่นรมย์ พนักงานขับรถถูกยิงใต้ราวนม 14.นายสมัย ทัดแก้ว รปภ.อาศัยอยู่ในชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าด้านหลัง และ 15.นายสุพรรณ ทุมทอง ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่ศีรษะ
และต่อไปนี้คือปากคำของชาวแฟลตบ่อนไก่ ผู้เผชิญกับเหตุการณ์ครั้งนั้น และต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
นางนันทพร เริ่มสุข ภรรยา ลุงบุญมี เริ่มสุข ชาวแฟลตบ่อนไก่ ที่ถูกสไนเปอร์ยิงหน้าร้านอาหารระเบียงทอง ถนนพระราม 4 เมื่อบ่ายวันที่ 14 พ.ค.2553 เล่าว่า วันนั้นสามีออกไปกินก๋วยเตี๋ยว เสร็จแล้วจะไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ เห็นเขามุงอะไรกันก็ไปดูด้วย จู่ๆ ก็ถูกยิงที่สีข้าง ทั้งที่กำลังจะเดินกลับบ้าน ไม่รู้เรื่องอะไร กระสุนทะลุลำไส้ รักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือน จึงเสียชีวิต
"เราอยู่ที่นี่มา 30 กว่าปีแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาปะทะกันแถวนี้ วันที่ลุงบุญมีถูกยิง เป็นวันแรกที่เริ่มปะทะกัน ตอนนั้นคนในซอยยังเดินจับจ่ายใช้สอยกันปกติ สักพักทีวีออกข่าวว่าข้างนอกออกไปไม่ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. เขาตัดไฟเป็นอาทิตย์ กลางคืนเงียบมาก วัยรุ่นในชุมชนจัดเวรยามช่วยกันดูไม่ให้มีการลักขโมย ขณะที่ทหารก็ตรึงกำลังอยู่ข้างนอก คนที่กลัวเขาก็ออกไปอยู่ที่อื่น แต่เราไม่ไปไหน ข้างในไม่มีเหตุอะไร แต่จะเหม็นควันไปที่เผายางกันปากซอย"
ป้านันทพร บอกว่า หลังสามีเสียชีวิต ต้องมีชีวิตอย่างยากลำบาก บริษัทการเกษตรของสามีที่ศรีสะเกษต้องปิดตัวลง เพราะบริหารงานต่อไม่เป็น จากที่เคยมีรายได้กลายเป็นไม่มี เงินเก็บร่อยหรอลงทุกที ขณะที่ต้องส่งเสียค่าเล่าเรียนให้หลานสาวที่พ่อแม่แยกทางกันอีก
"เราสุขภาพไม่ดี คล้ายกับตรอมใจตั้งแต่ตอนลุงบุญมีเสีย ตอนหลังเห็นเจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ลูกเขาก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เหมือนกัน ก็ได้คุยปรับทุกข์กัน ตอนหลังแม่น้องเกด (นางพะเยาว์ ฮัคฮาด) พยาบาลอาสาที่ถูกยิงในวัดปทุมฯ มาชวนไปร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม ชวนไปทำกิจกรรม ทำบุญให้ผู้เสียชีวิต เราก็ไปร่วมกับเขาด้วย" นันทพร เล่าถึงการรวมตัวของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด
เจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ที่ป้านันทพรได้อาศัยเป็นเพื่อนปรับทุกข์ คือ นางนารี แสนประเสริฐศรี แม่ของ นายมานะ แสนประเสริฐศรี หรือ "เบิร์ด" อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วัย 25 ปี ถูกยิงศีรษะ ขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บในซอยงามดูพลี แยกบ่อนไก่ เมื่อค่ำวันที่ 15 พ.ค.2553
นารี บอกว่า อยู่บ่อนไก่มา 20 กว่าปี ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่เคยไปร่วมชุมนุม ได้แต่นั่งดูผ่านทีวี เพราะอาชีพหาเช้ากินค่ำ ทำให้ไม่มีเวลาว่างจะไปไหน ช่วงที่เกิดเหตุก็ขายหมูอยู่ที่แผง ข้างนอกมีทหารยืนเป็นแถว ตนเองกับเพื่อนแม่ค้าต้องเดินเลาะฝ่ากระสุนไปซื้อของมาขาย เพราะคนนอกไม่กล้าเอาของมาส่งแล้ว
"ฉันสงสัยจังเลยว่าบ่อนไก่ทำอะไรให้ ทำไมเอาทหารมายืนเป็นแถว แล้วก็ถือปืนยิงมาทางนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเสื้อแดงเลย และราชประสงค์ก็อยู่ห่างกันตั้งเยอะ ไม่จริงว่าตรงนี้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ราชประสงค์ เพราะทหารยืนกั้นไปหมด ไม่ควรมายิงพวกเรา ไม่มีเสื้อแดงสักคน มีแต่ชาวบ้านทั้งนั้นที่ออกไปดู"
"เหตุการณ์ตอนนั้นน่ากลัวมาก มีข่าวมือที่ 3 จะเผาแฟลต ชาวบ้านก็มานอนอยู่ข้างถนน เอาหินมาขวางไม่ให้ทหาร หรือใครเข้ามา ใครมาก็ช่วยกันเอาไฟฉายส่องดู บางคนก็หนีออกไป ไม่กล้าอยู่ พอเหตุการณ์ยุติ บ้านช่องเละไปหมด หมูที่ตุนไว้ในตู้เย็นหมื่นกว่าบาทเน่าหมด เพราะเขาตัดไฟสิบวัน โต๊ะเพิ่งทำใหม่ ก็โดนแบกไปทำเชื้อฟืน ทำบังเกอร์ เคยเรียกร้องค่าเสียหายจาก กทม. ไปแล้วก็เงียบ" อีกปากคำของผู้สูญเสีย
หลังเหตุการณ์ ป้านารีบอกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ก็มารู้จักกัน เพราะมีคนในครอบครัวเสียชีวิต หรือบาดเจ็บเหมือนกัน เฉพาะที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้มีผู้เสียชีวิต 4-5 ราย คนหนึ่งเป็นอัมพาต นอนป่วยไปไหนไม่ได้มาถึงทุกวันนี้
รวมไปถึง นางอุบลวดี จันทร พี่สาว นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับแท็กซี่ ที่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงตัดขั้วหัวใจ หน้าปั๊มน้ำมันปตท. แยกบ่อนไก่ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2553 ร่วมบอกว่า เป็นอาสาสมัครหน่วยสันติวิธีของ น.พ.เหวง โตจิราการ ส่วนน้องชายไม่เคยมาร่วมชุมนุมเลย แต่กลับถูกยิงขณะเดินทางมาหาที่แฟลตตำรวจ สน.ลุมพินี
นางอุบลวดี บอกว่า หลังน้องชายตาย ยังมีระเบิดตกลงมาที่แฟลตนับสิบลูก ลูกหนึ่งตกลงหลังคาลานจอดรถ มีรถเสียหาย 7-8 คัน อีกลูกตกที่ห้องพักชั้น 4 อาคาร 5 มีผู้บาดเจ็บ 3-4 คน
"คนที่สูญเสียเหมือนๆ กัน เราได้รู้จักกันตอนไปเดินเรื่องทวงถามความเป็นธรรม บางคนมาคุยให้ฟังว่า คิดถึงลูกที่ตายไป อยากฝากรัฐบาลใหม่ ทำความจริงให้ปรากฏเสียที รัฐบาลชุดก่อนต้องรับผิดชอบที่มีคนตาย คุณเป็นรัฐบาลอยู่ คุณต้องรับผิดชอบ คนที่ทำให้หลายครอบครัวสูญเสียคนที่รักไป ต้องได้รับการลงโทษเสียที"
นี่คือส่วนหนึ่งในปากคำ และข้อเรียกร้องของชาวบ่อนไก่ผู้สูญเสีย
ที่มา ข่าวสด
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51