WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 2, 2011

คณิตแนะสังคมไทยเปิดใจฟังข้อเสนอนิติราษฎร์

ที่มา Voice TV

คณิตแนะสังคมไทยเปิดใจฟังข้อเสนอนิติราษฎร์

ประธานคอป.ปัดวิจารณ์นิติราษฎร์ อ้างไม่ทราบรายละเอียด ระบุสังคมไทยควรรับฟังความเห็นวิชาการให้มากขึ้น

นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์ข้อเสนอเพื่อนำไปสู่ความ ปรองดอง และลบล้างความผิดให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดมากนักว่าทุกข้อเป็นอย่างไร และก็ไม่ได้เป็นนักกฎหมายมหาชน เหมือนนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ หรือกลุ่มนิติราษฏร์ จึงไม่ขอออกความคิดเห็นมากนัก แต่ทราบว่ามีการนำบทเรียนการใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวจากต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมันนีมาเพื่อปรับใช้กับในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งก็ควรรับฟังในข้อเสนอของเขา
"สังคมไทยควรจะทำจิตให้ว่าง เปิดใจรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยพิจารณาในลักษณะของวิชาการ และรับฟังเหตุและผลของแต่ละฝ่ายให้มากกว่าเดิม ซึ่งคอป.เองก็จะรับฟัง และอาจนำไปปรับใช้เพื่อเป็นแนวทาง ตามข้อเสนอของคอป.ต่อไป"นายคณิตกล่าว
ส่วนที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรรับจะนำข้อเสนอของคอป.ไปปรับใช้นั้น นายคณิตกล่าวว่าถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะคอป.เองมีการพูดคุย กับคู่ขัดแย้งหลายฝ่าย และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์เองหลายครั้ง ถ้านำไปใช้บ้างก็อาจเป็นประโยชน์กับสังคมไทย ทั้งนี้ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะมีข้อเสนอส่วนที่สอง ของคอป.ออกมาเสนอต่อสังคมเพิ่มเติม

บันทึกเบื้องหลังภาพชุดเจ๊อยากตาย:ภาพทักษิณในต่างประเทศ คือ ภาพฟ้องแผ่นดินไทยที่ไม่เป็นธรรม

ที่มา Thai E-News

กรี๊ดๆ!เจ๊รับไม่ด๊าย เจ๊อยากตาย เรทติ้งทักษิณอินเตอร์กระชู้ด-ภาพ ชุดชาวต่างประเทศแห่รุมล้อมขอถ่ายรูปกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในประเทศแถบย่านเอเชีย สะท้อนว่าการเพียรสร้างภาพให้ทักษิณเป็นปีศาจร้ายในสายตาของชาวโลก โดยเผด็จการอำมาตย์ล้มเหลวสิ้นเชิง

ที่มา บันทึกจา่กเฟซบุ๊ค Sunai Chulpongsatorn

ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่นำภาพท่านนายกฯทักษิณ จาก face book SUNAI ที่บอกเรื่องราวของชาวต่างประเทศที่ชื่นชมกับท่านนายกฯทักษิณส่งไปเผยแพร่ใน เว็บ Thaienews

แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกของชาวต่างประเทศในระดับชาว บ้านที่เป็นของจริงที่ชาวเว็บคนไทยเราควรจะประสานงานกันเพื่อช่วยกันเผยแพร่ (หากใครไปพบท่านทักษิณเช่นเดียวกับผม) ในมุมมองต่างๆเพราะจะเป็นการช่วยเติมเต็มความเข้าใจของคนไทยด้วยกันต่อตัวท่านทักษิณ

โดยเฉพาะคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกพิษร้ายจากการใส่ร้ายของฝ่าย เผด็จการอำมาตย์ที่ทำกับท่านนายกฯทักษิณ มาตลอด 5 ปี และเป็นสารพิษตกค้างทางสังคมไทย ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันอันเป็นผลจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

และจากการที่เพื่อนๆได้แสดงความคิดเห็นต่อๆกันมาทำให้ผมเกิดความคิดว่า หากเรามองย้อนหลังเปรียบเทียบอดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารได้กระทำ ผิดก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนชาวไทยถึงขนาดฆ่าหมู่ประชาชน แต่กลับได้รับการอภัยและไม่ถูกตามล้างตามเช็ดจากระบอบเผด็จการอำมาตย์เหมือน อย่างที่ท่านนายกฯทักษิณกำลังประสบอยู่ในขณะนี้


ลองเปรียบเทียบดูไหมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : เข้ามาตามครรลองประชาธิปไตยในภาวะที่ประเทศกำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจอย่าง รุนแรง และท่านสามารถแก้วิกฤติได้ แต่ถูกใส่ร้ายว่ามีความผิดร้ายแรงข้อหารับรองสำเนาถูกต้องบัตรประชาชนให้ ภรรยาไปซื้อที่ดินโดยเปิดเผยกลายเป็นเรื่องต้องติดคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญาและประชาธิปัตย์ตามไล่ยึดหนังสือเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายและ ต่อต้านไม่ให้มีการนิรโทษกรรม

พลเอกสนธิ : ทำการยึดอำนาจ ล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำให้บ้านเมืองที่เดินทางมาดีๆเกิดวิกฤติยาวนานมา 5 ปี ถึงวันนี้ ปรากฏว่ามีกฎหมายนิรโทษกรรมให้เรียบร้อย พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยตำหนิเลย และแถมนายอภิสิทธิ์ ยังพูดกับทูตสหรัฐ (หลักฐานในวิกิลีค) ให้การสนับสนุนพลเอกสนธิเสียอีก

พลเอกสุจินดา : ทำการยึดอำนาจ ล้มรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ฉีกรัฐธรรมนูญในนามคณะ ร.ส.ช. (คล้ายๆกับกรณีพลเอกสนธิ ทั้งๆที่บ้านเมืองก็กำลังพัฒนาไปดีๆ) จนกระทั่งนำประเทศไปสู่วิกฤติจนเกิดการฆ่าประชาชนกลางถนนราชดำเนินในเหตุ การณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ก็ปรากฏว่าได้รับการนิรโทษกรรม กลับมาอยู่ในสังคมไทยได้สบายๆ และในเหตุการณ์ขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ขึ้นเป็นรัฐบาล ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ตามล้างตามเช็ดพลเอกสุจินดาเหมือนที่ทำกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆที่มีการฆ่าประชาชนกลางกรุงเทพเช่นกัน

พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ : ทำการรัฐประหารจากการก่อวิกฤติฆ่านักศึกษาประชาชนอย่างโหดร้ายในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็เช่นกัน ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อภัยได้

จอมพลถนอม–ประภาส : ปกครองบ้านเมืองด้วยอำนาจเผด็จการ คอรัปชั่นกันอย่างโจ่งแจ้ง และฆ่าประชาชนใน เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทั้งสองจอมพลต้องหนีออกนอกประเทศ หลังจากนั้น ประชาธิปัตย์ก็มาเป็นรัฐบาลโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯก็ไม่ตามล้างตามเช็ด หรือตามยึดหนังสือเดินทางของจอมพลถนอม-ประภาส เหมือนอย่างที่ทำกับ ท่านทักษิณ และทั้งสองจอมพลก็สามารถกลับประเทศไทยได้โดยไม่ผิดอะไร


ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับกรณีตัวนายอภิสิทธิ์เอง ที่มีส่วนร่วมสำคัญในการร่วม ก่อจลาจลกับกลุ่มพันธมิตรฯโดยการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล และมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการจุดชนวนสงครามไทย – เขมร เมื่อต้นปีนี้ และมีส่วนร่วมสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้กับการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราช ประสงค์แล้วความผิดของนายอภิสิทธิ์รุนแรงอย่างยิ่ง

แต่วันนี้ระบอบเผด็จการอำมาตย์ตัวจริงเสียงจริงยังปกป้องนาย อภิสิทธิ์ไม่มี ใครกล้าแตะต้อง (คล้ายๆกับเหตุการณ์การปกป้องจอมเผด็จการทหารทั้งหลายในอดีต)

เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบ 30 กว่าปีมานี้ ก็จะเห็นชัดว่ากรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองกันชัดๆ แต่สุดท้ายประชาชนคือผู้ชี้ความจริงโดยดูจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

และการแสดงออกของชาวบ้านในต่างประเทศตามหลักฐานรูปที่ผมนำมาแสดง ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุการณ์ที่ท่านทั้งหลายก็คงจะได้พบเห็นด้วยตัวเองหาก บังเอิญไปพบท่านนายกฯทักษิณ ในต่างประเทศเช่นเดียวกับที่ผมพบเห็น

ท่านนายกฯทักษิณ เป็นวีรบุรุษในสายตาคนต่างประเทศด้วยนั้นเพราะ ข่าววิกฤติจากเผด็จการอำมาตย์ในประเทศไทย และข่าวการที่ท่านทักษิณไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการ นี้เป็นประกายไฟสำคัญที่ชาวโลกชื่นชม เพราะโลกสมัยใหม่เขารับระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่ใช้รถถังเป็นเครื่องมือกดขี่ ประชาชนไม่ไหวแล้ว


เมื่อเปรียบเทียบผู้นำประเทศไทยที่กระทำผิดอย่างรุนแรงถึงขั้นฆ่าประชาชนแต่ กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก , แต่เรื่องเล็กๆของทักษิณกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงบ่งชี้ชัดเจนว่า “แผ่นดินไทยไม่มีธรรม” เสียแล้ว

ขอให้เพื่อนๆช่วยกันเผยแพร่นะครับ ขอบคุณมากครับ

สุนัย จุลพงศธร

แพร่ผ่านfbอ้างหมอชัยชนบวชวันตาบัวละสังขาร

ที่มา Thai E-News


iรายงานเพิ่มเติม-หลังจากก่อนหน้านี้มีผู้นำภาพถ่ายที่อ้างกันว่าอาจ จะเป็นนายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล บวชเป็นพระภิกษุอยู่ในวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสานออกเผยแพร่ ตอนนี้มีการเผยกับทางเฟซบุ๊คเพิ่มเติมโดยอ้างว่า นายแพทย์ชัยชนได้ตัดสินใจบวชในวันเดียวกับที่หลวงตาพระมหาบัวมรณภาพ พร้อมกับเผยแพร่คำสอนของพระภิกษุชัยชนด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 ตุลาคม 2554

ก่อนหน้านี้ได้มีผู้นำภาพของพระภิกษุรูปหนึ่งออกเผยแพร่ (ดูลิ้งค์) อ้างว่าเป็นนายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล บวชเป็นพระภิกษุอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดแถวภาคอีสาน
โดย ในภาพเป็นภาพขณะพระภิกษุที่อ้างกันว่า"อาจจะ"เป็นนายแพทย์ชัยชนกำลังออก บิณฑบาต โดยมีภาพหนึ่งกำลังรับนิมนต์จากหญิงชาวบ้านที่ตักบาตรด้วยข้าวเหนียว

ล่าสุดนี้มีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวซ้ำอีกครั้งแพร่หลายทางเฟซบุ๊ค พร้อมอ้างรายงานเพิ่มเติมว่า พระนพ.ชัยชน ปัจจุบันท่านอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ท่านละทางโลก วันที่หลวงตามหาบัวฯ ละสังขาร เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงตา หากวันใดวันหนึ่งจำเป็นและสมควรก็จะออกมาเป็นที่พึ่งแก่พวกเรา

โดยส่วนตัวเคารพรัก และอนุโมทนาในเส้นทางที่ท่านเลือกเป็นที่สุดค่ะ เจตนาของท่านนั้นไม่ต้องการเปิดเผย แต่คนที่ได้รับทราบการตัดสินใจครั้งนี้ของท่าน ย่อมซาบซึ้งใจ และอนุโมทนาสาธุการด้วยยิ่งนักนะคะ-ผู้ที่นำภาพดังกล่าวออกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊คอ้าง

นอกจากนั้นมีการอ้างคำสอนของพระหมอชัยชนดังต่อไปนี้
ั้
การจองเวรเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่ชอบใคร โกรธใคร เกลียดใคร อย่างเผลอไปแช่ง ไปก่อกรรมกับเขา เพราะจะผูกพันกันข้ามภพข้ามชาติ บางทีเราไม่ตั้งใจ คิดอกุศลนิดเดียว ก็กลายเป็นบ่วงผูกพัน กฎแห่งกรรมนี้ บางทีผูกกันเป็นร้อยๆ ปีก็มี กว่าจะอโหสิให้กันได้.. การวางตัวของผมคือ เสมอต้นเสมอปลายและ low profile ซึ่งหมายถึงเก็บตัว เจียมตน มักน้อย ถือสันโดษ พอใจ ไม่อวดอ้าง

ส่วน การวางใจ คือไม่มีตัวตน ซึ่งหมายความว่ามีสติ ไม่ฟู เมื่อได้รับสิ่งที่เป็นบวก อภัย และปล่อยวางเมื่อได้รับสิ่งที่เป็นลบ รวมทั้งพิจารณาว่า สิ่งที่ไม่ดีที่เราประสบ อาจเป็นกรรมเก่า แล้วอโหสิกรรมไป หากยังข้องกับโลก การสรรเสริญนินทา มีค่าเท่ากัน หากไม่ข้องกับโลก การสรรเสริญนินทา ไม่มีค่าเท่ากัน เพราะทุกอย่างไม่มีอะไรให้ยึด มีแต่จิตเท่านั้นที่จะต้องคอยรักษาให้บริสุทธิ์..

รูปภาพพระภิกษุดังกล่าวมีหน้าตาคล้ายกับรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล หัวหน้าสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักครบวงจรในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

นายแพทย์ชัยชน ไม่ได้ปรากฎตัวทางสาธารณะมาช่วงระยะเวลานานพอสมควร จากที่คนไทยคุ้นเคยมาก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ไม่ขอยืนยันว่านี่เป็นภาพจริงของพระภิกษุชัยชนจริง หรือไม่ และหากใช่ก็ไม่มีข้อมูลอื่นใดว่าถ่ายไว้เมื่อใด และสถานที่ใด

อย่างไรก็ตามในลิ้งค์ที่มีผู้นำภาพ 2 ภาพนี้เผยแพร่ระบุไว้ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ในเวบไซต์กูเกิ้ล ในส่วนguru googleในหัวข้อเรื่อง รศ.ดร.นพ.ชัยชน โลว์เจริญกุล หายไปไหน

ส่วนการเผยแพร่ทางเฟซบุ๊คล่่าสุดนี้ ก็ยังต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันต่อไป

ทั้งนี้นายแพทย์ชัยชนม์เคยให้สัมภาษณ์ว่า สนใจปฏิบัติธรรมมาก "ตอนช่วงปิดเทอมปี ๓ ผมก็เลยไปบวชอยู่ ๒๐ วัน ได้ความสงบบ้าง ตอนนั้นการปฏิบัติยังน้อย " นอกจากนั้นได้กล่าวว่า "เคยคิดจะบวช แต่พระอาจารย์ที่สอนผมท่านบอกว่ายังไม่ถึงเวลา คือ ท่านคงจะมีญาณรู้อนาคต ว่าเราจะต้องรับผิดชอบงานใหญ่อะไรบางอย่าง หรือยังมีภารกิจอะไรบางอย่างที่ต้องทำให้เรียบร้อย ถ้าบวชไป ใจอาจจะไม่สงบ "

ได้แต่อธิษฐานไว้ ถ้ามุ่งตรงต่อกระแสพระนิพพานได้ก็พอใจแล้ว เพราะรู้สึกเบื่อภพชาติมาก ถ้าเป็นชาติสุดท้ายได้ ก็คงจะดีมาก ...สำหรับผม ธรรมะเป็นลมหายใจ ถ้าขาดลมหายใจ เราอยู่ไม่ได้ฉันใด ขาดธรรมะ ชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้ฉันนั้น

การเมืองการปกครองในมุมมองนักกฎหมาย : ชาติ

ที่มา Thai E-News



โดย ประเวศ ประภานุกูล

สิ่งที่เห็นอยู่ในสังคมนี้ มีการอ้างคำนี้กันเป็นปกติ “ชาติ” โดยเฉพาะกับวาทะกรรม “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

ผมเคยตั้งคำถาม 3 ข้อในเฟสบุ๊คต่อพวกUltra Royalist* หนึ่งในนั้นคือ “ชาติ คือ อะไร” ก็ไม่เห็นมีใครในหมู่พวกนี้ตอบได้ มีแต่การใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอ ที่ดูจะมีโวหารหน่อยก็เสียดสี เหน็บแนม

มันคงสรุปเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก พวกเขาไม่สามารถให้คำจำกัดความคำๆนี้ได้ ในเมื่อตอบไม่ได้ ผมก็จะตอบให้เอง

ก่อนอื่นมาดูคำอีกคำก่อน “ประเทศ” ตามพจนานุกรมให้ความหมายเดียวกับ “รัฐ” ซึ่งน่าจะมาจาก “State” แต่ตามที่เคยเห็นในพระไตรปิฎก คำนี้ “ประเทศ” น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ท้องถิ่น” มากกว่า ดูเหมือนจะหมายถึง อาณาเขตแดนเล็กๆแห่งหนึ่ง น่าจะเป็นเขตแดนที่เล็กกว่า “ชนบท” ด้วยซ้ำ

ในทางรัฐศาสตร์ที่ผมพอรู้แบบงูๆปลาๆ การจะเป็นรัฐ หรือ State ได้ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

-มีดินแดน ที่มีอาณาเขตที่แน่นอน
-มีประชากรที่มีพื้นฐานหรือวัฒนธรรมร่วมกัน
-มีผู้ปกครอง หรือรัฐบาล ซึ่งอาจรวมถึงระบบการปกครองด้วย

ทีนี้ย้อนกลับไปดูคำว่า “ชาติ” ในความหมายของพวกUltra Royalist น่าจะหมายถึง รัฐ หรือประเทศ(ในความหมายตามพจนานุกรม) แต่การที่พวกเขาอธิบายความหมายไม่ได้ เพราะพวกเขามุ่งหมายไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมที่มีความหมายเหนือกว่า รัฐ

ในความหมายของพวกเขา ชาติ ใช้แทนได้ด้วยคำอีกคำหนึ่ง “แผ่นดิน” ว่าที่จริงคำว่า แผ่นดิน นี้ ถูกใช้ในความหมายแทนคำว่า ชาติ หรือ รัฐ กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่คนฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังเห็นอ้างอิงคำนี้ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ

ผมคงไม่มีปัญญาค้นหาต้นตอว่ามีที่มาอย่างไร ถึงได้ใช้คำ “แผ่นดิน” ในความหมายนี้ แต่ที่อยากเขียนถึง เป็นลักษณะ และผลของการใช้คำนี้ “แผ่นดิน” ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ

คำว่า “แผ่นดิน” มีความหมายที่บ่งบอกอยู่ในตัวเองว่า หมายถึงพื้นดิน หรืออาณาเขตที่เป็นเขตแดนของรัฐ การนำมาใช้ในความหมายนี้จึงหมายถึง ชาติ คือ แผ่นดิน หรือแผ่นดิน ก็คือชาติ การใช้คำนี้ในความหมายนี้ได้ส่งผลทางสัญลักษณ์โดยตรงต่อระบอบการปกครองของ รัฐนี้...รัฐไทย

ในเมื่อชาติ คือ แผ่นดิน แผ่นดินซึ่งเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตแห่งหนึ่งบนแผนที่โลก จึงย่อมมีเจ้าของแผ่นดิน และเจ้าของแผ่นดินก็คือ”กษัตริย์” แนวคิดนี้ของพวกUltra Royalist ถูกแสดงออกในวาทะกรรม

“แผ่นดินนี้ทุกตารางนิ้วเป็นของพ่อ” “ใครไม่รักพ่อก็ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินของพ่อ”

เมื่อชาติ หรือแผ่นดินมีเจ้าของ แน่นอนว่าเจ้าของแผ่นดิน คือ กษัตริย์ ในแนวคิดนี้มันจึงเป็นความชอบธรรมที่พวกUltra Royalistจะ ขับไล่ คนที่ตนเห็นว่า “ไม่จงรักภักดี” ออกจากรัฐนี้ ดังที่พวกคลั่งเจ้าชอบอ้างกัน ชาติ หรือ รัฐ ในความคิดของพวกเขา จึงเป็นสิ่งเดียวกับ “กษัตริย์”

แนวคิดนี้ยังได้ส่งผลสะท้อนหลายอย่างต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในสังคมนี้...แต่เอาไว้ว่ากันวันหลัง

จากคำจำกัดความของ รัฐ ในทางรัฐศาสตร์ถ้าชาติ หมายถึง รัฐ ชาติ ย่อมเป็นที่รวมขององค์ประกอบอย่างน้อย 3 อย่างดังกล่าว ในความหมายนี้ กษัตริย์ จึงอาจไม่ใช่ส่วนประกอบของ ชาติ เว้นแต่ในระบบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราช หรือ ราชาธิปไตย ที่กษัตริย์เป็นผู้ปกครองรัฐโดยตรงเท่านั้น กษัตริย์จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในฐานะผู้ปกครองรัฐ

ในอีกด้านหนึ่ง องค์ประกอบของรัฐข้อใดสำคัญที่สุด สำคัญถึงขนาดขาดไม่ได้ คำตอบคงต้องเป็นทั้ง 3 ข้อ การขาดข้อใดข้อหนึ่งคงถือเป็นรัฐไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก หรือไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐอื่น

แต่หากขาดผู้ปกครอง หรือรัฐบาล ประชาชนที่อยู่ในเขตแดนร่วมกันย่อมสามารถเลือกผู้ปกครอง หรือรัฐบาลใหม่ได้

ในอดีต ชนชาติยิว เคยสูญเสียดินแดน ไร้แผ่นดินอยู่ ต้องแยกย้ายไปอยู่ในเขตแดนอาณาเขตของรัฐอื่น แยกย้ายกันไปอยู่เป็นเวลานานกว่า 2,000 ปี จึงได้ตั้งรัฐขึ้นใหม่เป็นประเทศอิสราเอลอย่างในปัจจุบันนี้

ด้วยลักษณะเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดอันจะขาดไม่ได้ของ รัฐ คือ ประชาชน

แท้ที่จริงแล้ว..ชาติ คือ ประชาชน

*******
*Ultra Royalist -นายปรีดี พนมยงค์ ให้ความหมายว่า ผู้ที่เกินกว่าพระราชา หรือโดยนัยก็คือพวกที่ทำตนเป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดีนั้น แทนที่จะเป็นผลดีต่อพระมหากษัตริย์กลับจะเป็นการทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ เสียด้วยซ้ำ อ่านรายละเอียดคลิ้ก

เสด็จพ่อบก.ลายจุดองค์ลงให้ทีเด็ดเลขท้าย2ตัวเพะ

ที่มา Thai E-News

เสด็จพ่อบก.ลายจุด-หวย งวดนี้รางวัลเลขท้าย 2 ตัวออก 15 ทำให้บก.ลายจุด แกนนอนเสื้อแดงกลายเป็นเสด็จพ่อบก.ลายจุดไปแว้ว ขณะที่เจ้าแม่ปู-แมวเบ้งทำได้แค่เฉียดๆ

ทั้งนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา เวลา 15.32 น. บก.ลายจุดโพสต์ข้อความว่า
เมื่อ วานไปไหว้พระ หลวงพ่อบอกให้โชคดี ถูกหวย เลยก้มลงไหว้ที่พรม แล้วตัวเลขก็ปรากฏขึ้น 3 ตัว ผมขยี้ตาสามรอบ ไม่ได้ซื้อหวยมายี่สิบปีแล้ว จะเปิดสำนักใบ้หวยลายจุดดีมั๊ย เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าขำ ๆ

ซึ่งตอนแรกบก.ลายจุดไม่ได้บอกว่าเห็นเลขอะไร

ต่อมา บก.ลายจุดได้โพสต์ไว้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน เวลา 17.59 น.ว่า
ที่ี ผมไม่กล้าบอกเลข 3 ตัว เพราะผมกลัวว่าถูกกิน เพราะโดยพื้นฐานแล้วผมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่ถ้าไม่บอกสงสัยจะโดนเพื่อน ๆ ตื้บเอา ดังนั้น ขอเฉลยว่า.......215

ปล.โดนเจ้ามือกิน ห้ามมาว่าผม หรือ แซวผมนะ แค่บอกเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง ผมก็เขินจะแย่อยู่แล้ว

ล่าสุดหลังเลขท้าย 2 ตัวงวดล่าสุด 1 ตุลาคม ออกมา 15 บก.ลายจุดได้โพสต์ว่า
ซวยแล้ว มีแต่คนมาขอหวยงวดหน้า
พร้อมรายงานผลว่า
ผมถูกหวย 3000 แต่น้องที่กลุ่มได้ไปหมื่นกว่า
นอกจากนั้นได้มีเพื่อนๆเฟซบุ๊คของบก.ลายจุดมารายงานผลว่าถูกหวยตามไปด้วยหลายคน สร้างความครื้นเครงกันมากพอสมควร

ตาดีได้ตาร้ายเสีัย-หลัง จากหวยออกทะเบียนรถนายกฯมา 2 งวด บวกกับนายกฯคนที่ 28 อีกเป็น 3 งวด มางวดนี้นักนิยมหวยต่างวิ่งหาเลขอายุ 44 กันแบบหาไม่ได้เจ้ามืออั้น ล่่าสุดก็เลยมีคนปล่อยรูปนี้ออกมา ถ้าออกอีกก็คงกลายเป็น"เจ้าแม่ปู"แล้ว แต่นับว่าโชคดีแค่เฉียดๆ

คู่แข่งเจ้าแม่ปู-แมว"เบ้ ง"แห่งเว็บบอร์ดประชาทอล์กสร้างความฮือฮาให้2ตัวตรงมา2งวด งวดหนล่าสุดสาวกโดนกินกระเป๋าฉีก กลับมากู้ศรัทธางวดนี้กับทีเด็ด 20 กับ 54 แม้ยังไม่สามารถกู้ศรัทธาแฟนานุแฟนสำเร็จ แต่ก็นับว่าเฉียดฉิวเลขท้าย 2 ตัวบนที่ออก 52 ในงวดนี้ (ไปดูเลขเด็ดๆแมวเบ้งที่ประชาทอล์ก)

นับแสนสาหัสอีกแร๊ะ-ขณะ ที่ทุกฝ่ายมุ่งเป้าไปช่วยน้ำท่วม หมอตุลย์ผู้มุ่งมั่นไล่รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมายังก่อม็อบไล่รัฐบาลตามกำหนด โดยเลือกทำเลอนุสาวรีย์ชัยฯเพราะหากคนมาซักหลักร้อยก็ทำให้ดูคนมาเยอะ แต่เสียดายว่าวานนี้มากันเต็มที่ก็เท่าที่นับได้นี่แหละ

อ้อ!หมอตุลย์มาพร้อมกับ"ไอ้แปดหลอด"กระบะมิตซูขาวเจ้าเก่า ที่มาร์คเคยใช้ตระเวณหาเสียง แบบผลัดกันใช้ ส่วนทะเบียนอะไรเล็งให้ตาเหล่กันไปเลย...555559

โปรดฟังอีกครั้ง ! “ไม่ยอมรับรัฐประหาร”

ที่มา Voice TV



รายการ Intelligence ประจำวันที่ 30 ก.ย. 54

คณะนิติราษฎร์เป็นกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะนิติราษฎร์ได้จัดเวทีเสวนาทางวิชาการ และออกแถลงการณ์ 5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์ โดยมีข้อเสนอ 4 ประเด็น

ข้อเสนอแรก คือ การลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร กันยายน ด้วยการประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เกิดจากการริเริ่มกระบวนการโดยคณะรัฐประหารอบ คณะนิติราษฎร์ธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนี้้ แต่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม หรือไม่ใช่การอภัยโทษ หรือ การล้างมลทินแค่ผู้ถูกกล่าวหา

ข้อเสนอที่สอง คือ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความเห็นประชาชน

ข้อเสนอที่สาม คือ การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยา อำนวยความยุติธรรให้ทุกฝ่าย

ข้อเสนอที่สี่ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับมาเป็นต้นแบบ เช่น รธน.ปี 2475 2489 2540

ผ่านมาเพียง 1 สัปดาห์ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ คณะนิติราษฎร์ เห็นว่า เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาหรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง สื่อมวลชน จำนวนมากนำเสนอข่าวโดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอให้เข้าใจ

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

จึงออกมาชี้แจงอีกครั้ง ยืนยันข้อเสนอการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม อภัยโทษ หรือล้างมลทิน และไม่ควรมีการกล่าวอ้างอีกว่าคณะนิติราษฎร์เสนอให้ "ล้างผิด" แก่นักการเมือง และที่คณะนิติราษฎร์มีจุดยืนปฏิเสธรัฐประหารทุกครั้ง

แต่เหตุที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ในเบื้องต้นก่อนนั้น เพราะผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ยังคงดำรงอยู่ และเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมือง ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยึดมั่นหลักการเคารพกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และยืนยันจะปกป้องหลักการทั้งหลายเหล่านี้อย่างสุดกำลังด้วยความบริสุทธิ์ใจ

อ.นิติราษฎร์ เขียนบทความว่าด้วยเสรีภาพสื่อ

ที่มา ข่าวสด

หมายเหตุ : สาวตรี สุขศรี 1 ใน 7 ผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์ เผยแพร่บทความเรื่อง เสรีภาพสื่อ => การคุ้มครองสื่อจากรัฐ + การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ ในเว็บไซต์นิติราษฎร์ กล่าวถึงปฏิกิิริยาและบทบาทของสื่อมวลชนบางกลุ่ม ภายหลังจากนิติราษฎร์นำเสนอแนวคิดลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 มีเนื้อหารายละเอียดดังนี้

นิติราษฏร์ ฉบับ ๓๐ (สาวตรี สุขศรี)
เสรีภาพสื่อ => การคุ้มครองสื่อจากรัฐ + การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ
เกริ่นนำ

ดู เหมือนฝุ่นที่ถูกตีกวนจนฟุ้งกระจายจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ จางหายไปแล้วในสื่อกระแสหลัก (ยังมีบางสำนักเท่านั้นที่เล่นต่อไม่ปล่อย เช่น ไทยโพสต์) แต่ถ้าดูให้ดี ๆ จะพบว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้ยังไม่จบ เพียงแต่ถูกย้ายฐานเข้าไปตลบอบอวลอยู่ในเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กหรือทวิตเตอร์ อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นฝุ่นจากเรื่องเดียวกัน แต่เนื้อหาของฝุ่นในสื่อทั้งสองประเภทดูค่อนข้างแตกต่าง ลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์ การให้เหตุผล การมีส่วนร่วมของผู้รับสื่อ ราวกับอยู่กันคนละโลก ปรากฏการณ์นิติราษฏร์ครั้งนี้สะท้อนอะไรบ้างเกี่ยวกับสื่อมวลชนไทย

ปรากฎการณ์นิติราษฎร์

คืน วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔ คณะนิติราษฏร์ ตัดสินใจตั้งโต๊ะแถลงข้อเสนอทางวิชาการ ๔ ข้อ ในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสที่อีกหนึ่งวันจะครบรอบ ๑ ปีก่อตั้งคณะนิติราษฏร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐประหารยึดอำนาจจากมือประชาชนเมื่อ ๕ ปีก่อน วัตถุประสงค์เพียงเพื่อสรุปสิ่งที่นิติราษฏร์ทำมาแล้วในรอบปี กับเสนอประเด็นใหม่เพื่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการ และให้สังคมได้นำไปขบคิดต่อ แต่พลันที่นิติราษฏร์แถลงข้อเสนอออกไป ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอดังกล่าวทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกคึกคัก ดุเดือด นอกเหนือความคาดหมายของสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม สัปดาห์แรกภายหลังแถลงข้อเสนอ ประเด็นเดียวที่ถูกหยิบจับขึ้นวิพากษ์อย่างร้อนแรงตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คือ ข้อ ๑ เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ประเด็นที่ ๑
การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

รัฐ ประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง

๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๒ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๓ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูก กล่าวหาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้

๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ.

ทั้ง พาดหัว และเนื้อข่าวซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มีต่อข้อเสนอ นักข่าวเขียนเองเชิงรายงานข้อเท็จจริง รวมทั้งบทวิเคราะห์วิจารณ์ของคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ กว่า 80 % เป็นไปในทางโจมตีโดยมีประเด็นหลักร่วมกันว่า คณะนิติราษฏร์เสนอให้ลบล้างความผิดของทักษิณ ชินวัตร ต้องการช่วยคนเพียงคนเดียว และเป็นการรับงาน/รับเงิน ชื่อ นิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็น นิติเรด นิติราด ไปจนถึงนิติทรราชย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผู้เป็นกำลังหลักในคณะนิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็นวรเรด วรเชษฐา(ของทักษิณ) วรแจ็ค(ผู้ฆ่ายักษ์) กระทั่งวรนุช ภาพลักษณ์ของคณะนิติราษฏร์ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย 7 คน กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านเสื้อแดง กลุ่มก่อความวุ่นวาย ไปจนถึงขบวนการผีอีเม้ย

ไม่ควรต้องปฏิเสธหรือ ออกมาปัดป้องกันให้วุ่นวายว่า การเสนอข่าวหรือการขายข่าวโดยสื่อมวลชนเช่นนั้น (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เป็นการเสนอขายข้อที่ไม่เป็นความจริง หรือถ้าจะโต้ว่านำเสนอข้อเท็จจริงก็เป็นไปอย่างไม่ครบถ้วน หลายกรณีที่สื่อและผู้ให้สัมภาษณ์คิดจินตนาการเอาเองอย่างขาดความเข้าใจ บิดข้อเท็จจริงเพื่อทำให้ข้อเสนอดูสุดโต่งน่ากลัว หากจะกล่าวให้หนัก ก็คือ การใส่ร้ายป้ายสีอย่างลอย ๆ โดยไร้พยานหลักฐาน แน่นอนว่าเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในทางเนื้อหาข้อเสนอ และทั้งเจตนารมณ์ของคณะนิติราษฏร์ เกิดข้อกังขาทั้งในประเด็นการเมือง และเรื่องส่วนตัว แต่แทบไม่มีพื้นที่ให้ประเด็นในหลักการทางกฎหมาย และการถกเถียงด้วยปัญญา ที่น่าสนใจยิ่ง ก็คือ คำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งว่าคณะนิติราษฎร์ไม่เคยจัดแถลงและอธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอมาก่อนเลย หรือมิเช่นนั้นก็เสมือนผู้ตั้งคำถาม คนให้สัมภาษณ์ คนเขียนข่าว คอลัมนิสต์ไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฏร์ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว ในประเด็นที่สงสัย

การพร้อมใจกันเสนอข่าวโจมตีไป ในแนวเดียวกันในช่วงสัปดาห์แรก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมไทยมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน มีบุคคลและองค์กรสาธารณะทั้งในและนอกวงการกฎหมายกระโจนเข้าวิพากษ์คัดค้าน แต่มีเพียงน้อยนิดที่ยืนอยู่บนตรรกหลักการและเหตุผล จนในที่สุดนิติราษฏร์จำเป็นต้อง เปิดแถลงข่าวเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนและบรรดาผู้คัดค้านอีกครั้งในวันอาทิตย์ถัดมา คือวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ สัปดาห์หลังจากนั้น สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเสนอข่าวที่มีรายละเอียดของข้อเสนอ และคำอธิบายข้อเสนอครบถ้วนขึ้น แม้สื่อบางสำนักจะยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและลักษณะการเสนอข่าวของตน แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าบทวิเคราะห์วิจารณ์ของสื่ออีกหลายสำนักเป็นไปอย่าง มีเหตุมีผล บางสำนักมีท่าทีเปลี่ยนไปจากสัปดาห์แรกอย่างชัดเจนราวเหวกับฟ้า (ตัวอย่างเช่น เดลินิวส์) (ดูปฏิริยาต่อข้อเสนอนิติราษฏร์ที่ "นิติราษฏร์ Effect - ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์" ของเว็บไซต์ siamintelligence.com)

แม้ ว่าในท้ายที่สุด ด้วยเหตุแห่งการใส่สีกวนตีประเด็นโดยสื่อมวลชน จะยังผลให้แนวคิดสำคัญที่ว่าด้วย "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และยังไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เป็นที่รับรู้และสนใจในวงกว้าง เป็นคุณูปการต่อประชาชนและต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์เอง แม้ผลจากการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์จะทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการถก เถียงที่เป็นวิชาการยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเสนอได้ถูกต้องขึ้น ก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์คงไม่จำเป็นต้องเกิด ขึ้นเลย ประชาชนทั่วไปน่าจะเข้าใจข้อเสนอได้ตั้งแต่ครั้งแรก หากสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น

สื่อมวลชน อำนาจที่สี่แห่งรัฐสมัยใหม่ !
อาจกล่าว ได้ว่า นอกเหนือจากสามอำนาจหลักในหลักการแบ่งแยกอำนาจ กล่าวคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แล้ว สื่อ เปรียบเสมือนอำนาจที่สี่ แห่งรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐในยุคข้อมูลข่าวสาร (ผู้เขียนตั้งใจไม่ใช้ว่า สื่อ คือ "ฐานันดรที่ 4" เพราะเป็นคนละกรณีกัน เรื่องฐานันดรเป็นการพูดถึงสื่อที่เน้นไปในเชิงกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ เพิ่มเติมจาก 3 ฐานันดรเดิม คือ กษัตริย์ ศาสนา และรัฐสภา) หากเราให้คำนิยาม "สื่อ" หรือ Media ว่าหมายถึง การส่งสาร หรือข้อมูลใด ๆ สู่มวลชนโดยไม่จำเพาะเจาะจง ไม่จำกัดรูปแบบของสารที่ส่ง ตัวหนังสือ ภาพ และ/หรือ เสียง รวมทั้งไม่สำคัญว่าตัวรับ-ตัวส่งมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ควรต้องกล่าวว่า "สถานะความเป็นอำนาจที่สี่" ของสื่อ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มิใช่เพิ่งเกิดในยุคมิลเลนเนี่ยมที่ได้เครื่องมือชิ้นใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ กับอินเทอร์เน็ตมาช่วยกระจายข้อมูลข่าวสาร

คลิกอ่านรายละเอียดต่อที่เว็บไซต์ นิติราษฎร์

บก.ลายจุด อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย 1 ตค.54

ที่มา thaifreenews

โดย ขวดเปล่า


ปากคำ"บ่อนไก่" ที่นี่15ศพ"พค.เลือด"

ที่มา ข่าวสด

วิภาวี จุฬามณี



เมื่อ พูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 หลายคนนึกถึงย่านราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน และแยกคอกวัว

แต่ถ้าสำรวจความเสียหาย และความสูญเสียกันจริงๆ แล้ว จะพบอีกพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ ที่เจ้าหน้าที่ปะทะกับประชาชน ได้แก่ "ย่านบ่อนไก่-พระราม 4" ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าด่าน ก่อนจะผ่านไปยังศูนย์กลางที่ราชประสงค์

ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) ระบุว่า การเผชิญหน้าบริเวณนี้ตั้งแต่วันที่ 13-16 พ.ค.2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย

ได้แก่ 1.ชาติชาย ชาเหลา คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่ศีรษะ 2.นายบุญมี เริ่มสุข ชาวชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าช่องท้อง 3.นายอินแปลง เทศวงศ์ คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่หน้าอก 4.นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับรถแท็กซี่ อาศัยอยู่แฟลตตำรวจลุมพินี ถูกยิงที่หน้าอก 5.นายมานะ แสนประเสริฐ ชาวชุมชนบ่อนไก่ อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง ถูกยิงที่ศีรษะ

6.นายวารินทร์ วงศ์สนิท ชาวสมุทรปราการ ถูกยิงด้านหลังทะลุหัวใจ 7.นายพรสวรรค์ นาคะไชย พนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิท ถูกยิงเข้าช่องท้อง 8.นายวงศกร แปลงศรี ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่หน้าอก 9.นายสมชาย พระสุวรรณ ชาวยโสธร ถูกยิงที่ศีรษะ 10.นายวุฒิชัย วราห์คำ ช่างซ่อมรถยนต์ ถูกยิงหลังทะลุท้อง

11.นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล คนขับจักรยานยนต์รับจ้าง ถูกยิงใต้ราวนม 12.นายประจวบ ประจวบสุข ถูกยิงเข้าหน้าอก 13.นายเฉลียว ดีรื่นรมย์ พนักงานขับรถถูกยิงใต้ราวนม 14.นายสมัย ทัดแก้ว รปภ.อาศัยอยู่ในชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าด้านหลัง และ 15.นายสุพรรณ ทุมทอง ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่ศีรษะ

และต่อไปนี้คือปากคำของชาวแฟลตบ่อนไก่ ผู้เผชิญกับเหตุการณ์ครั้งนั้น และต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

นางนันทพร เริ่มสุข ภรรยา ลุงบุญมี เริ่มสุข ชาวแฟลตบ่อนไก่ ที่ถูกสไนเปอร์ยิงหน้าร้านอาหารระเบียงทอง ถนนพระราม 4 เมื่อบ่ายวันที่ 14 พ.ค.2553 เล่าว่า วันนั้นสามีออกไปกินก๋วยเตี๋ยว เสร็จแล้วจะไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ เห็นเขามุงอะไรกันก็ไปดูด้วย จู่ๆ ก็ถูกยิงที่สีข้าง ทั้งที่กำลังจะเดินกลับบ้าน ไม่รู้เรื่องอะไร กระสุนทะลุลำไส้ รักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือน จึงเสียชีวิต

"เราอยู่ที่นี่มา 30 กว่าปีแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาปะทะกันแถวนี้ วันที่ลุงบุญมีถูกยิง เป็นวันแรกที่เริ่มปะทะกัน ตอนนั้นคนในซอยยังเดินจับจ่ายใช้สอยกันปกติ สักพักทีวีออกข่าวว่าข้างนอกออกไปไม่ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. เขาตัดไฟเป็นอาทิตย์ กลางคืนเงียบมาก วัยรุ่นในชุมชนจัดเวรยามช่วยกันดูไม่ให้มีการลักขโมย ขณะที่ทหารก็ตรึงกำลังอยู่ข้างนอก คนที่กลัวเขาก็ออกไปอยู่ที่อื่น แต่เราไม่ไปไหน ข้างในไม่มีเหตุอะไร แต่จะเหม็นควันไปที่เผายางกันปากซอย"

ป้านันทพร บอกว่า หลังสามีเสียชีวิต ต้องมีชีวิตอย่างยากลำบาก บริษัทการเกษตรของสามีที่ศรีสะเกษต้องปิดตัวลง เพราะบริหารงานต่อไม่เป็น จากที่เคยมีรายได้กลายเป็นไม่มี เงินเก็บร่อยหรอลงทุกที ขณะที่ต้องส่งเสียค่าเล่าเรียนให้หลานสาวที่พ่อแม่แยกทางกันอีก

"เราสุขภาพไม่ดี คล้ายกับตรอมใจตั้งแต่ตอนลุงบุญมีเสีย ตอนหลังเห็นเจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ลูกเขาก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เหมือนกัน ก็ได้คุยปรับทุกข์กัน ตอนหลังแม่น้องเกด (นางพะเยาว์ ฮัคฮาด) พยาบาลอาสาที่ถูกยิงในวัดปทุมฯ มาชวนไปร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม ชวนไปทำกิจกรรม ทำบุญให้ผู้เสียชีวิต เราก็ไปร่วมกับเขาด้วย" นันทพร เล่าถึงการรวมตัวของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด

เจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ที่ป้านันทพรได้อาศัยเป็นเพื่อนปรับทุกข์ คือ นางนารี แสนประเสริฐศรี แม่ของ นายมานะ แสนประเสริฐศรี หรือ "เบิร์ด" อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วัย 25 ปี ถูกยิงศีรษะ ขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บในซอยงามดูพลี แยกบ่อนไก่ เมื่อค่ำวันที่ 15 พ.ค.2553

นารี บอกว่า อยู่บ่อนไก่มา 20 กว่าปี ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่เคยไปร่วมชุมนุม ได้แต่นั่งดูผ่านทีวี เพราะอาชีพหาเช้ากินค่ำ ทำให้ไม่มีเวลาว่างจะไปไหน ช่วงที่เกิดเหตุก็ขายหมูอยู่ที่แผง ข้างนอกมีทหารยืนเป็นแถว ตนเองกับเพื่อนแม่ค้าต้องเดินเลาะฝ่ากระสุนไปซื้อของมาขาย เพราะคนนอกไม่กล้าเอาของมาส่งแล้ว

"ฉันสงสัยจังเลยว่าบ่อนไก่ทำอะไรให้ ทำไมเอาทหารมายืนเป็นแถว แล้วก็ถือปืนยิงมาทางนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเสื้อแดงเลย และราชประสงค์ก็อยู่ห่างกันตั้งเยอะ ไม่จริงว่าตรงนี้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ราชประสงค์ เพราะทหารยืนกั้นไปหมด ไม่ควรมายิงพวกเรา ไม่มีเสื้อแดงสักคน มีแต่ชาวบ้านทั้งนั้นที่ออกไปดู"

"เหตุการณ์ตอนนั้นน่ากลัวมาก มีข่าวมือที่ 3 จะเผาแฟลต ชาวบ้านก็มานอนอยู่ข้างถนน เอาหินมาขวางไม่ให้ทหาร หรือใครเข้ามา ใครมาก็ช่วยกันเอาไฟฉายส่องดู บางคนก็หนีออกไป ไม่กล้าอยู่ พอเหตุการณ์ยุติ บ้านช่องเละไปหมด หมูที่ตุนไว้ในตู้เย็นหมื่นกว่าบาทเน่าหมด เพราะเขาตัดไฟสิบวัน โต๊ะเพิ่งทำใหม่ ก็โดนแบกไปทำเชื้อฟืน ทำบังเกอร์ เคยเรียกร้องค่าเสียหายจาก กทม. ไปแล้วก็เงียบ" อีกปากคำของผู้สูญเสีย

หลังเหตุการณ์ ป้านารีบอกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ก็มารู้จักกัน เพราะมีคนในครอบครัวเสียชีวิต หรือบาดเจ็บเหมือนกัน เฉพาะที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้มีผู้เสียชีวิต 4-5 ราย คนหนึ่งเป็นอัมพาต นอนป่วยไปไหนไม่ได้มาถึงทุกวันนี้

รวมไปถึง นางอุบลวดี จันทร พี่สาว นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับแท็กซี่ ที่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงตัดขั้วหัวใจ หน้าปั๊มน้ำมันปตท. แยกบ่อนไก่ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2553 ร่วมบอกว่า เป็นอาสาสมัครหน่วยสันติวิธีของ น.พ.เหวง โตจิราการ ส่วนน้องชายไม่เคยมาร่วมชุมนุมเลย แต่กลับถูกยิงขณะเดินทางมาหาที่แฟลตตำรวจ สน.ลุมพินี

นางอุบลวดี บอกว่า หลังน้องชายตาย ยังมีระเบิดตกลงมาที่แฟลตนับสิบลูก ลูกหนึ่งตกลงหลังคาลานจอดรถ มีรถเสียหาย 7-8 คัน อีกลูกตกที่ห้องพักชั้น 4 อาคาร 5 มีผู้บาดเจ็บ 3-4 คน

"คนที่สูญเสียเหมือนๆ กัน เราได้รู้จักกันตอนไปเดินเรื่องทวงถามความเป็นธรรม บางคนมาคุยให้ฟังว่า คิดถึงลูกที่ตายไป อยากฝากรัฐบาลใหม่ ทำความจริงให้ปรากฏเสียที รัฐบาลชุดก่อนต้องรับผิดชอบที่มีคนตาย คุณเป็นรัฐบาลอยู่ คุณต้องรับผิดชอบ คนที่ทำให้หลายครอบครัวสูญเสียคนที่รักไป ต้องได้รับการลงโทษเสียที"

นี่คือส่วนหนึ่งในปากคำ และข้อเรียกร้องของชาวบ่อนไก่ผู้สูญเสีย

"ปู"ลุ้นทดสอบ วิกฤตน้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด




ปัญหาน้ำท่วมใหญ่กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งค่อนประเทศ

ประชาชนสังเวยไปแล้วเกือบ 200 ชีวิต พืชผลการเกษตร การปศุสัตว์ บ้านเรือนเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้าน

ไม่นับรวมความเสียหายด้านสุข ภาพร่างกายและจิตใจของผู้ประสบเคราะห์กรรมนับแสนคน ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเลขได้

ขณะที่วิกฤตภัยธรรมชาติยังไม่มีวี่แววจะยุติ

เพราะ มีข่าวพายุจ่อคิวถล่มไทยไม่หยุดหย่อน จากไห่ถาง มาเนสาต เขื่อนใหญ่ทั่วประเทศปริมาณน้ำไหลเข้าจนเกินลิมิตที่จะรับไว้ได้ ต้องรีบเร่งระบายออก

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัยเตือนวิกฤต 42 จังหวัดทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ให้ระวังน้ำป่าดินโคลนถล่มอีกหลายระลอก

พื้นที่ ราบลุ่มภาคกลางไล่มาตั้งแต่ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยาแปรสภาพเป็นเมืองบาดาล ลามถึงจังหวัดปริมณฑล ปทุมธานี นนทบุรี

เป็นสัญญาณว่าแม้แต่กรุงเทพ มหานครพื้นที่ไข่แดงของประเทศ ก็อาจจะป้องกันตัวเองจากภัยพิบัติครั้งนี้ไว้ไม่อยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงความเสียหายด้านเศรษฐกิจจะยิ่งเพิ่มพูนกว่านี้หลายเท่า ตัว

ดูจากเชียงใหม่เมืองหลวงภาคเหนือเป็นตัวอย่าง น้ำปิงทะลักล้นเข้าท่วมตัวเมืองแค่ 2 วัน เศรษฐกิจเจ๊งพินาศไปแล้วกว่า 5 พันล้าน

บาง จังหวัดคนเฒ่าคนแก่บอกว่าตั้งแต่เกิดมามีครั้งนี้ที่เดือดร้อนหนักที่สุด พื้นที่ไหนไม่เคยท่วมก็ท่วม พื้นที่ไหนเป็นจุดท่วมซ้ำซากครั้งนี้ยิ่งเสียหายหนักเป็นทวีคูณ

การระบายน้ำที่ไปกระทบกับจังหวัดอื่นที่อยู่ติดกันทำให้ความขัดแย้งระหว่างประชาชนมีให้เห็นมากขึ้น

จากวิกฤตอุทกภัยรุนแรงยาวนานและยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด

ซ้ำเติมประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กลายเป็นคิวแทรกด่วนทดสอบฝีมือรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แบบเต็มๆ

ซึ่ง ยังเป็นอะไรที่วางใจไม่ได้กับผลสำรวจ สวนดุสิตโพลเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา พบประชาชน พึงพอใจสื่อมวลชนในการช่วยเหลือน้ำท่วมมากที่สุด รองลงมาเป็นรัฐบาล น้อยที่สุดคือฝ่ายค้าน

จุดเด่นที่ประชาชนพอใจมากสุด คือภาครัฐและเอกชนต่างให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยได้รวดเร็วมากขึ้น รองลงมาคือการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ อาทิ การบริจาคเงิน อาหาร เสื้อผ้า ของใช้จำเป็น

ความมีน้ำใจของคนไทย การได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยด้วยกัน สื่อมวลชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือมาก ทั้งการนำเสนอข่าวสาร การตรวจสอบและพยายามเข้าถึงพื้นที่ถูกตัดขาด

ส่วนคำถามว่าแก้ไขน้ำ ท่วมอย่างไรจึงถูกใจประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการให้ชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยไม่ให้เกิดความ เครียดหรือซึมเศร้า

ที่ ยังวางใจไม่ได้ก็เพราะถึงแม้ประชาชนจะค่อนข้างพอใจรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำ ท่วม แต่ก็เป็นการสำรวจเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ขณะที่สถานการณ์แปรเปลี่ยนรุนแรงขึ้นทุกวัน

หากรัฐบาลมัวงุ่มง่ามตามไม่ทันปัญหา ก็เป็นไปได้ว่าคะแนนนิยมอาจลอยหายไปกับสายน้ำ

ต่อ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สไกป์เข้ามาชี้แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้รัฐบาลของน้องสาว แต่ก็เป็นเพียงการบังคับบัญชาจากแดนไกล ไม่ได้สัมผัสปัญหาด้วยตัวเองใกล้ชิด

จึงไม่แปลกที่ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ยังฝากความหวังไว้ที่แม่ทัพหญิงอย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่ารัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียงเดือนเศษ แต่ต้องมาเจอกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาแก้ยากที่สุดปัญหาหนึ่ง

ความขลุกขลักจึงเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตามในยามฉุกละหุกต้องถือว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ตั้งรับได้ไว

อย่าง น้อยเห็นได้จากการนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม หรือศอส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกวันผ่าน วิดีโอคอนเฟอเรนซ์

เร่งรัดงานช่วยเหลือตามแผน 2 พี 2 อาร์ เน้นความรวดเร็วคล่องตัวในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยทั้งในรูปของเงิน ชดเชย และสิ่งของบริจาค

ทั้งยังให้กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุฯ ร่วมกันราย งานพยากรณ์อากาศ สัญญาณเตือนภัยต่างๆ และการคำนวณปริมาณน้ำ

แจ้งเตือนประชาชนทุกพื้นที่ก่อนเกิดเหตุอย่างเข้มข้น สร้างคันกั้น น้ำป้องกันเบื้องต้น และอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

นายกฯ ยังเปิดวอร์รูมบ้านพิษณุโลก

เรียก ประชุมรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบเกาะติดสถานการณ์ราย จังหวัด เป็นตัวแทนนายกฯ ลงไปนอนค้างคืนในพื้นที่ เพื่อทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ และเยี่ยม เยียนให้กำลังใจประชาชน

เพราะลำพังนายกฯ ไม่สามารถลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ได้ครอบคลุมทั้งหมด

นอกจากนี้การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบภัยเป็นอันดับแรก ผลพลอย ได้ก็คือทำให้เกมการเมืองต่างๆ เบาลง

การทำอะไรก็แล้วแต่ที่เป็น การมุ่งเตะตัดขานายกฯ และรัฐบาลตอนนี้ คนทำอาจโดนกระแสตีกลับเอาได้

ขณะ ที่ฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ต้องเจอกับ "งานเข้า" เต็มไปหมด ไหนจะต้องเคลียร์ตัวเองจากกรณี "กล้องกลวง" ต่อเนื่องปม "เจรจาลับ" กับนายกฯ กัมพูชา

ทั้งยังต้องแบ่งเวลาไปเปิดศึกกับคณะนิติราษฎร์และอัยการสูงสุด ขณะที่คดี 91 ศพเริ่มขยับคืบหน้าใกล้ตัวเข้ามาทุกที

ล่า สุดการโยกย้ายบิ๊กข้าราชการเริ่มทยอยลงตัว โผกองทัพได้รับโปรดเกล้าฯ ลงมาเรียบร้อย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากเลขาธิการสมช. ไปนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษานายกฯ เต็มตัว

ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง

ส่ง ผลให้รัฐบาลมีสมาธิเต็มที่ในการลุยแก้น้ำท่วม ถ้ายังรักษามาตรฐานระดับนี้ไว้ได้ด้วยการเอาประชาชนและการทำงานเป็นตัวตั้ง โดยไม่สำลักเรื่องทุจริตเสียก่อน

ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแปรวิกฤตน้ำท่วม เป็นโอกาสทำคะแนนนิยมได้ไม่ยาก