WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 19, 2009

ปรักปรำ ‘รุมยำ’ ไม่ยั้งคิด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปรักปรำ ‘รุมยำ’ ไม่ยั้งคิด!!
“กองเชียร์” ที่ขาดสติ?.. ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์”!!ดึง ๓ สถาบันของสูง “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์” เข้ามาทำลาย...ใช้เป็นอาวุธไม้สุดท้าย สำหรับเข่นฆ่า “เสื้อแดง” นักประชาธิปไตย กับ“อดีดนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร”ทุกคอนโดมิเนี่ยม ๔ ห้องหัวใจ.. “คนไทย” เทิดทูน “๓ สถาบันหลัก”กันอย่างแจ่มชัดควรเก็บ “๓ สถาบันหลัก” เป็นของสูง...อย่าดึง! อย่าชัก! อย่าโยง!มาใช้เป็น “เกมการเมือง” เพื่อแค่เป้าหมาย “ใส่ร้าย” คนอื่น เขาให้สิ้นสูญ!!!พวกทำลาย “๓ สถาบันหลัก”......ก็พวกที่อ้างอย่างสนุกปาก?....เป็นฉากๆ อยู่ในขณะนี้ ไงล่ะคุณ???
✮✮✮
ปล่อย ‘เสือ’ เข้าถํ้า!!
ทุจริตโครมคราม! หลักฐานครบเครื่อง! โกงกันคล่องแคล่ว แต่“นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่มีนํ้ายา เล่นงาน เสียให้ควํ่า!!เรื่อง การปู้ยี่ปู้ยํ่า โกงนํ้าลายหยด นํ้าลายเยิ้ม ต่อโครงการ “ชุมนุมพอเพียง” ที่มีหลักฐานครบเซท อย่างจั๋งหนับแต่สำนวน ของ “ตำรวจกองปราบ” ที่ส่งไปยัง “ปปช.” ของ“ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” และ “วิชา มหาคุณ” เหมือนเป็นการ“วางยา” เมื่อไม่ยักมี “นักการเมือง” และ ข้าราชตัวเบิ้ม” ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจเข้าไปสอบ ขอรับมีแค่ “ปลาซิวปลาสร้อย” ตัวจิบตัวจ้อย ระดับ “ลูกจ้างชั่วคราว” เข้ามาพัวพัน...ทั้งที่โกงกันสะบัดช่อ ล่อกันอย่างหวานคอแร้ง ทั้งเรื่อง “ปุ๋ย” และ“ตู้นํ้าหยอดเหรียญพลังแสงอาทิตย์” ที่ซื้อแพงหูฉีก หลายเท่าตัว!!ไม่อยากบอกเลยล่ะพี่น้อง...ยุคนี้เป็นยุคปกป้อง?...พวกพ้องที่ทำชั่ว?????
✮✮✮
ไก่เห็นตีนงู..งูเห็นนมไก่!!
ปฏิเสธคอเป็นเอ็น คงช่วยอะไรไม่ได้??เพราะการแย้มพราย เปิดไต๋แต่ไก่โห่ ของ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีความมั่นคง..ที่เผลอตัวหลุด ถ้า“ทักษิณ ชินวัตร” บินผ่านน่านฟ้าไทย ก็จะจับถ้าไม่คิด เช็คบิล “อดีตนายกฯ ทักษิณ” กันกลางอากาศจะมีแผนนี้โผล่ขึ้นมาหรือครับซึ่งสอดคล้อง ต้องกันกับ “พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี” ตท. รุ่น ๑๐เพื่อนเลิฟเพื่อนรัก “ทักษิณ” ที่ประจานความเหี้ยมของใครบางคนที่ย้าย “เอฟ ๑๖” ไปยังสนามบินอู่ตะเภา..ชะแว้ปบินปื้ดเดียวก็ถึงกัมพูชา อย่างชัวร์ชัวร์!!“วิศวะ” คงทำตามคำสั่ง...แต่ไม่ใช่ “สายลับ”กระมัง?...ไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลัง อย่ามัวมุดหัว???????
✮✮✮
เป็น ‘เสาหลัก’ ให้กับ‘พรรคเพื่อไทย’!!
เรื่องคิดจรีลย้ายขั้วสลับพรรคไปอยู่ที่ใหม่ไม่มีอยู่ใู่นใจ??ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน มาจาก แฟน “การบูร”ผู้ที่อยู่เมืองกาญจนบุรี ว่า “พล.ท.มะ โพธิ์งาม”ส.ส.เมืองกาญจน์ พรรคเพื่อไทย ยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคไม่เปลี่ยนแปลงพร้อมกันนี้ ยังเป็น หัวหมู่ทะลวงฟันของประชาชน “ชาวม็อบเสื้อแดง”ที่ปล่อยข่าวเสียให้เกร่อ เรอเหม็นเปรี้ยวไปทั้งเมือง ว่า “ท่านผู้แทนมะ โพธิ์งาม” จะทิ้งเพื่อนรัก“ทักษิณ ชินวัตร” ไปซบพรรคการเมืองอื่นล้วนเป็นเรื่องแหกตา!!!“บิ๊กมะ” ประกาศยังรักเดียวใจเดียว....ยังรักแน่นเหนียว!...กลมเกลียวกับ “ทักษิณ” อยู่ตลอดเวลา?????
✮✮✮
๑ ประเทศ ๒ มาตรฐาน!!
กระชุ่นไปยัง “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” ประธานวิปรัฐบาล..โผล่ศรีษะพ้นจาก “เปลือกมะพร้าว” เสียหน่อย เป็นไงล่ะท่าน???ตำหนิติฉิน “เสื้อแดง” ประชุมช่วงระหว่างวันที่ ๕ ธันวาคม เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเท่าที่ทราบ ๓ เกลอ “วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ” พอถึงวันที่ ๓ ธันวาคมเขาก็ “ระงับ” การชุมนุมเป็นการชั่วคราว ที่จะไม่เดินขบวนมีแต่ “เดอะลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล พลพรรคเสื้อเหลือง ที่“ประชาธิปัตย์” ปันใจช่วยเสมอมา....ตีล่อโก๊ะชุมนุมในวันที่ “๕ ธันวาฯ”พร้อมยืนยันว่า ให้ขนคนมากันมากๆ คนมาแยะแยะ!!“เดอะลิ้ม” แหละที่เป็นคนทำ...ไม่ยักเห็น “ท่านชินวรณ์”ตำหนิสักคำ?.....หุบปากหน้างํ้า ไม่กล้าที่จะแตะ???

‘คนจริง’ คือใคร?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำวิกฤติเป็นโอกาส!ต้องกระตุ้นเซรุ่มให้ “มวลชน” เกิดความฮึกเหิม...ไม่สนใจยี่หระและเกรงกลัวต่อภัยอันตรายที่เกิดขึ้นผมกำลังพูดถึงเหตุมือมืด “ลอบบึ้ม” ยิงระเบิด M 79 ถล่มกลุ่มพันธมิตรฯ ในหมายงาน “ชุมนุมใหญ่” เมื่อ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเล่นเอาตลาดนัดชุมนุมถึงกับ “วงแตกแหกกระเจิง” ทั้งที่ยังมิอาจพิสูจน์ได้ว่าเป็น “กฐินจอง” จากกลุ่มอำนาจฝ่ายใดแต่ทว่าเวลานี้...กลุ่มการเมืองนอกสภา “เสื้อเหลือง” ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวนายทหารนักบู๊อย่าง “เสธ.แดง”

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการรบ“ใจกล้าบ้าบิ่น”โดยเฉพาะพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองที่ยึดมั่นฝังรากและยืนหยัดอยู่ “ฝั่งตรงข้าม”กลุ่มพันธมิตรฯ อย่างชัดเจนงานนี้เลยถูก “กาหัว” ถูกตั้งเป็นผู้ต้องสงสัยโดยแกนนำกู้ชาติ “ยะใส” สุริยะใส กตะศิลา ออกมารับหน้าที่เป็น “พีอาร์หน้าดำ” แสดงตนเปลี่ยนอาชีพจาก นักเคลื่อนไหว เป็น “หมอดู” นักทำนายฟันธง...ฉั๊วะ! เสธ.แดง คนนี้แหละคือ “ผู้รับใช้” ทักษิณ ชินวัตร...ยิง M 79

ถล่มกลุ่มพันธมิตรฯผมว่า “ยะใส” ควรสงบใจให้นิ่ง...ปล่อยให้เป็นหน้าที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาสอบสวน “พิสูจน์หลักฐาน” ให้แน่ชัด...ก่อนชี้ชัดตัดสิน “ลงโทษ” ในความผิดปล่อยคนผิดไปร้อยคน...ดีกว่าจับคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียวคนที่ทำเรื่องนี้ย่อม “รู้ดีอยู่แก่ใจ” แต่พยานหลักฐานจะสาวไปถึง “ตัวผู้บงการ” ได้หรือไม่...ต้องอยู่ที่ “ฝีมือ” การสืบสวนของทางเจ้าหน้าที่เพราะขนาดคดีของ “ท่านลิ้ม” ที่ถูกลอบสังหารหมายปลิดชีพคารถตู้คันหรู...ถึงเวลานี้ยัง

ไม่คืบหน้า “ลากคอ” ตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษไม่ได้หากวัด “เนื้อแท้ตัวตน” ระหว่างบุคคลทั้งสอง ยะใส กับ เสธ.แดง...ท่านสมควรจะเชื่อบุคคลใดมากกว่ากันคนหนึ่ง “กู้ชาติ” มีรถมีบ้านราคาเป็นสิบล้านเสวยสุข...กับอีกคนเป็น “ทหารนักรบ” แต่ถูก “ทหารนักกอล์ฟ” เชลียร์ขึ้นตำแหน่งข้ามหน้าข้ามตาเป็นใหญ่กันไปหมดแล้วใครกันที่เป็น “คนจริง” 

โอบามาล้ม โอบามาร์คเละ

ที่มา บางกอกทูเดย์

สหรัฐอเมริกา ประเทศมหาอำนาจผูกขาด“ดัชนี” เศรษฐกิจ..ดัชนีที่มีผล “โน้มนาว” ปัจจัยใหญ่-น้อย อีรุงตุงนัง! ปะทุเป็นเงาตามตัวเศรษฐกิจไทยกำลังจะไปไม่รอด การเมืองไทยถูกขนาบด้วยเหล็กร้อน…ซ้าย-ขวา-หน้า-หลังอยู่ในพื้นที่ต้องระวัง หากขยับผิดท่า..ผิวอาจแตะเหล็กร้อนให้สะดุ้งโหยง..เศรษฐกิจเวลานี้ไม่ได้ดีขึ้น!..แต่คนไทยมีสัญชาตญาณในการปรับตัว การเมืองไทยที่แี่สนจะวุ่นวาย หากคนไทยไม่ลืมง่าย ..หลายครอบครัวคงโบกมือลา “ไทยแลนด์”ไป

สงบจิตใจใฝ่ธรรมะที่ “ทิเบต”ต้นปี 2552 ผู้นำในหลายประเทศวิ่งกันหัวหมุนเพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจเมืองไทยเองมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี เท่ากับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน โดยมี “กรณ์ จาติกวนิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นมือขวา หรืออาจจะเรียกว่า มันสมองส่วนหนึ่งของมาร์คเศรษฐกิจ การเมือง เป็นของคู่กัน..หากการเมืองแย่ เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวยาก..ส่งผลให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยรัฐบาลมาร์คก้าวย่างไปแบบ “เนิบนาบ”

และ “หยุดชะงัก”ผลพวงของมัน คือ รัฐบาลติดลบ เพราะแนวคิดส่วนใหญ่ของรัฐบาลคือ การกู้ ซึ่งมีผลต่อหนี้สาธารณะรายหัวของประชาชนที่ต้องเพิ่มมากขึ้น..การกู้..แนวคิดที่ทำรัฐบาลหัวทิ่ม…ล่าสุด! การเมืองไทยผันผวน รัฐบาลเริ่มแปรปรวนเพราะความเสถียรเริ่มสะเทือนล่าสุด! เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา เมืองผูกขาดชันเีศรฐกิจเข้าสู่ภาวะ “ปั่นป่วน” ด้วยตัวเลขจาก“คลัง” สหรัฐฯ ระบุว่า หนี้สาธารณะของทางการสหรัฐฯได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 12.031 ล้านล้าน

ดอลลาร์ โดยทะลุหลัก 12 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกผลจากยอดใช้จ่ายติดลบมหาศาลของรัฐบาลที่พยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ถดถอยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้สหรัฐฯเคยมียอดหนี้สาธารณะพุ่งสูงสุดอยู่ที่ระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์ยอดหนสี้ าธารณะทพี่ งุ่ขนึ้ มผี ลใหค้ ะแนนนยิ ม“บารัค โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “ถอยร่น”ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ สถาบัน “พิว” สถาบันสำรวจความคิดเห็นที่ได้รับความเชื่อถือ ระบุว่า คะแนนนิยมของ บารัค โอบามา

อยู่ในชั้นดี หรือที่เรียกว่าสอบผ่านฉลุยผลสรุป มาจากการสำรวจความนิยมของคนใน24 ประเทศทั่วโลก เกือบ 27,000 คนอย่างไรก็ตาม โอบามาได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกมากกว่าบุชโดยเฉพาะจากคนในประเทศมุสลิม ด้วยเหตุผลที่เขา “ฟัง” เสียงจากผู้นำต่างประเทศมากขึ้นส่งเสริมระบบความสัมพันธ์พหุภาคี ยอมรับเสียงวิจารณ์เพื่อนำมาปรับปรุงท่าทีและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯเมื่อตัวผู้นำได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในประเทศอื่นมากขึ้น!

สหรัฐอเมริกามี “ภาพลักษณ์” ดีขึ้น..ส่งผลให้ประเทศในแถบยุโรปตะวันตก แคนาดา เม็กซิโกอาร์เจนตินา บราซิล อินเดีย จีน กลุ่มประเทศมุสลิมในตะวันออกกลาง ให้ความสำคัญและพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับประเทศต่างๆ ได้ดีขึ้นย้อนกลับมาเมืองไทย เป้าหลักคือรัฐบาลไทย..ที่ยัง “ติดลบ”แม้ไทยจะไม่บาดหมางกับประเทศใด..ยกเว้นประเทศกัมพูชา..แต่รัฐบาลก็ยังต้อง “เต้น” อยู่ตลอดเวลา เพราะเศรษฐกิจและการเมืองไทยยังกอดคอ “ถอย

หลัง”ในขณะที่รัฐบาลพยายามเอาค้อนทุบผนังถํ้าดื้อแพ่ง! ว่า มันคือ การกระทำที่ถูกต้องอีกไม่นานหนี้สาธารณะ 12 ล้านดอลล่าร์จะส่งพลังมากดดันรัฐบาลมาร์คอีกระลอก..เพราะมหาอำนาจผูกขาดดัชนีเศรษฐกิจจะต้องขยับเพื่อแก้ปัญหาหนี้ท่วมหัวย่อมหมายถึงแรงขยับของสหรัฐอเมริกาอาจมีแรงเหวี่ยงถึงไทย เขย่าเก้าอี้รัฐบาลมาร์ค12 ล้านดอลลาร์ มีผลให้โอบามาล้ม! เพราะคนอเมริกันให้คะแนนติดลบ ในขณะที่โอบามา“ได้ใจ” ด้านการบริหารการเมืองในกำมือของเขา

เป็นอย่างดี ด้วยนโยบาย “ยื่นมือ” ให้คนอื่นจับและยอมลดตัวไปหาคนอื่นที่ด้อยกว่าหลายหน่วยงานวิเคราะห์ว่า โอบามาอาจ“ได้ใจ” จากคนมุสลิมทั่วไป และอาจเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯมีคะแนนนิยมในหมู่คนมุสลิมเหนืออุซามะห์ บิน ลาดิน ผู้นำก่อการร้ายแห่งกลุ่มอัลกออิดะห์สำหรับรัฐบาลมาร์คอาจเละ เพราะนอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่พร้อมจะร่วงโรย... ปัญหาการเมืองก็ยังคาราคาซัง.. 

เปิดเบื้องหลัง ‘บิ๊กบัง’ เล่นการเมือง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวของ“บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ.และประธานคมช.ครั้งนี้ อาจไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของหลายคนเพราะก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวเกิดขึ้นหลายครั้ง...แต่ไม่มีความชัดเจนแต่คำถามที่หลายคนสงสัยหลังการปฏิวัติ 3 ปีผ่านไป...อะไรดลใจ

ให้ พล.อ.สนธิ เปลี่ยนใจหวนกลับมาเล่นการเมืองทั้งที่หลังก้าวลงจากหลังเสือ และเจ้าตัวปฏิเสธงานด้านการเมือง โดยใช้ยุทธวิธี “ลับ ลวง พราง” มาโดยตลอดเมื่อความต้องการสร้างความสมานฉันท์ในประเทศและการเข้ามาแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลในการลงเล่นการเมืองในครั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่า...นี่อาจเป็นเป้าหมายหนึ่งของพล.อ.สนธิ ที่ต้องการเข้ามาจัดการปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเองหลังจากที่ต้องทน

ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ล้มเหลวของ คมช. มากว่า 3 ปี แต่ยังไม่มีช่วงจังหวะที่เหมาะสมหรืออีกทางหนึ่ง...อาจประเมินว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาของประเทศได้สำเร็จประกอบกับในห้วงเวลานี้รัฐบาลเริ่มสั่นคลอนเผชิญมรสุมหลายด้าน ทั้งศึกภายในและภายนอกซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่ออายุของรัฐบาล...จึงอาศัยช่วงเวลานี้เปิดตัวในตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ โดยมีเป้าหมายที่ต้อง

การกุมฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้หรืออาจจะเป็นเหตุผลที่กลัวการถูก “เช็คบิล”จากกลุ่มอำนาจเก่าที่นับวันเริ่มมีขุมกำลังที่เข้มแข็งมากขึ้นทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง และยังแม่ทัพพรรคเพื่อไทย อย่าง“บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยที่สร้างปรากฏการณ์ “โลกล้อมไทย” จนรัฐบาลต้องขาสั่นมาแล้วการเปิดตัวและก้าวลงสนามการเมืองของ พล.อ.สนธิจึงถูกจับตามองอย่างมากทั้งในเรื่องการอยู่รอดบนถนนสายการเมือง และบทบาทการเป็นนักการเมือง

ของอดีตผู้นำคณะปฏิวัติ จะก้าวเดินเช่นใดหลังจากนี้มันช่างแตกต่างจากการนั่งบัญชาการทหารในกองทัพอย่างสิ้นเชิง แต่อีกมุมหนึ่งแฟนคลับ “บิ๊กบัง” ยังคงอุ่นหนาฝาคั่งโดยเฉพาะในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ที่เริ่มปูทางหาเสียงไว้แล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาถึงจะพร้อมด้วยฐานเสียงจากพี่น้องชาวมุสลิมทางภาคใต้แต่นั่นยังไม่สามารถการันตีได้ว่าศึกเลือกตั้งสมัยหน้า“พรรคมาตุภูมิ” จะสามารถนำพาส.ส.เข้าสู่สภาหินอ่อนได้ดั่งตั้งเป้าหมายไว้ได้เพราะศึกเลือกตั้งครั้ง

ต่อไปเป็นศึกทวงเก้าอี้คืนจากฝ่ายที่ถูกแย่งเก้าอี้ และเป็นศึกของฝ่ายที่ต้องการเก้าอี้จากครั้งที่แล้วแต่ผิดหวังถูกบางพรรคการเมืองเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้างแย่งซีน ชิงเก้าอี้ไปต่อหน้าต่อตางานนี้จึงบอกได้ว่าไม่ง่ายครับพี่น้องที่จะได้ ส.ส.มาสัก 1 ตำแหน่ง งานหินเลยทีเดียวสำหรับการเป็นนักการเมืองมือใหม่หัดขับอย่าง “บิ๊กบัง”แม้หุ่นจะเสียเปรียบรุ่นพี่ที่ผ่านสนามการเมืองมาอยางชํ่าชอง แต่กระสุนดินดำก็สำคัญเพราะหากกระสุนคงจะต่อสู้กับข้าศึกได้ยาก และตัวกระสุน

ยังเป็นตัวชี้วัดด้วยว่า บนสนามการเมืองจะอยู่ได้นานแค่ไหนเมื่อดูจากงบประมาณที่นำมาทุ่มให้กับงานการเมืองครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการลงขันกันระหว่างกลุ่มทุนภาคต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยรวมตัวกันจนสามารถคลอดพรรครักชาติ ออกมาเป็นพรรคแรกแต่ไม่ประสบความสำเร็จกลุ่มทุนเหล่านั้นจึงแยกตัวมาตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินในช่วงที่ พล.อ.สนธิ ยังเป็นผบ.ทบ. จนมีข่าวลือว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพรรคคมช.แต่ความเห็นบางอย่างไม่ตรงกันกลุ่มทุนที่ว่าจึงแยกตัว

มาตั้ง “พรรคมาตุภูมิ” ดังที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้พล.อ.สนธิ นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 (ตท.6) และเป็นผู้นำการปฎิวัติ รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายใต้ชื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” หรือ คปค. ก่อนที่จะแปรสภาพมาเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช.ในช่วงหลังจาก คมช.พ้นสภาพ พล.อ.สนธิเคยชิมลางการเป็นนักการเมืองอยู่ไม่กี่เดือน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงหลังเกษียณอายุ

ราชการ ในรัฐบาลของ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์”รัฐบาลที่พล.อ.สนธิ เลือกขึ้นมาทำงานในช่วงการปฏิวัติเมื่อฟ้าเปลี่ยนสีชื่อของผู้นำคณะปฏิวัติ เริ่มจางหาย
จากสื่อต่างๆ กระทั่งเข้ามาเล่นการเมืองเต็มตัวอีกครั้งในนาม “พรรคมาตุภูมิ” พรรคการเมืองน้องใหม่ที่มีอุดมการณ์เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้จากนี้ไปเชื่อว่าแต่ละก้าวของ พล.อ.สนธิ คงอยู่ในสายตาของสังคม และเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเป้าหมายที่แท้จริงในการเข้ามาเล่นการเมืองครั้งนี้! 

เลขาฯ รมว.ต่างประเทศ เผยคดีศิวรักษ์ ผ่านชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว เตรียมขึ้นศาลเร็วๆ นี้

ที่มา ประชาไท

วันที่ 19 พ.ย. เวลา 16.30 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่าจะให้ทางการกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดเทปลับที่อ้างว่าเป็นนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ สั่งการเลขานุการเอกของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ และอ้างว่าการดักฟังโทรศัพท์ในกัมพูชาถือเป็นเรื่องปกติ ว่า ทางรัฐบาลกัมพูชาต้องแสดงออกว่าการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้นจะกระทำไม่ได้ และรัฐธรรมนูญของกัมพูชา หมวด 3 มาตรา 40 ระบุว่า สิทธิแห่งการเป็นส่วนตัวในที่พัก และสิทธิในการรักษาความลับ การติดต่อโต้ตอบกันทางจดหมาย โทรเลข โทรสาร โทรพิมพ์และโทรศัพท์ เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการรับรอง

ดังนั้นการกล่าวหาว่าประเทศอื่นมีการดักฟังและอัดเทป ก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นเขา เท่ากับว่าเขาทำผิดกฎหมาย ซึ่งอยากขอว่าอย่าพยายามสร้างเรื่องราวให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย และวันนี้ทางโฆษกรัฐบาลกัมพูชาก็ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องเทปชัดเจนว่าเขาไม่มีการดักฟัง หรือยุ่งเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลของใคร ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลไม่เฉพาะแต่รัฐบาลไทยต้องชี้แจง แต่รัฐบาลกัมพูชาก็ต้องออกมาชี้แจงกันใหญ่ ทั้งนี้ เขามองว่า การอ้างเรื่องเทปนั้นไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่คิดจะฟ้องร้องนายจตุพร เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

“เรื่องแบบนี้ ถ้ามี(เทป)จริงๆ ก็ไม่ต้องเสียเวลาหรอก เพราะถ้ามีก็เปิดเลย จะได้ชัดเจนไปเลยว่าใครผิดใครถูก จะได้จบ รับผิดชอบกันไปเลยเรื่องก็จบ ความสัมพันธ์ก็กลับมาได้เร็วด้วยซ้ำ แต่ถ้าอ้างกันไปอ้างกันมา มันไม่มีคนผิด ไม่มีตัวตน ไม่มีที่มา มันก็ไปเรื่อย” นายชวนนท์กล่าว

นายชวนนท์ กล่าวถึงการประสานงานให้มารดาของนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำในกรุงพนมเปญ ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างประสานงานให้มารดาเข้าพบอยู่

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าทางการกัมพูชาจะนำตัวนายศิวรักษ์ขึ้นศาลภายใน 1-2 วันนี้ นายชวนนท์ กล่าวว่า เข้าใจว่าก็คงต้องขึ้นศาลเร็วๆ นี้ เพราะกระบวนการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว มีการตั้งข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนจะต้องขึ้นศาลวันใดนั้น ยังไม่ได้รับแจ้งวันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เราต้องยื่นขอประกันตัวอย่างแน่นอน ส่วนจะได้รับการประกันตัวหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลกัมพูชามองเรื่องนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงขนาดไหน และจะมีข้อยกเว้นอะไรหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกัมพูชาเข้ายึดบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบสัญชาติของบริษัท และหุ้นใหญ่ของบริษัทว่าเป็นของชาติใดกันแน่ระหว่างไทย หรือสิงคโปร์ เนื่องจากมีข่าวออกมาหลายกระแส จากนั้นจะพิจารณาว่ากรณีดังกล่าว เข้าข่ายกฎหมายข้อไหน และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปกป้องการลงทุนหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามช่องทางกฎหมายเศรษฐกิจ

ส่วนข้อเท็จจริงกรณีที่พนักงานชาวไทย ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปทำงานในบริษัทสามารถฯ นั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า เป็นข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนว่า มีการผลักดันพนักงานคนไทยออกมาทั้งหมดหรือไม่ หรือเป็นเพียงการส่งคนของกัมพูชาเข้าไปควบคุมดูแลการทำงานโดยมีคนไทยทำงานอยู่ ดังนั้นต้องขอเวลาตรวจสอบให้ชัดเจน

วิวาทะไทย-กัมพูชา ๒๕๕๒

ที่มา thaifreenews

วิวาทะไทย-กัมพูชา ๒๕๕๒

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำแทนที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน (ที่ถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑) และพรรคประชาธิปัตย์แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ (อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและนักปราศรัยบนเวที “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่เคยเรียกเปรียบเปรยสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ว่า “กุ๊ยข้างถนน”) ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการทูตระหว่างรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะของไทยค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ภาวะอ่อนไหวล่อแหลมต่อการเกิดความขัดแย้งได้ตลอดเวลา

จนกระทั่ง ความอ่อนไหวดังกล่าวได้พัฒนาถดถอยมาสู่เหตุการณ์ “วิวาทะในเวทีการประชุมอาเซียน” ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สมเด็จฮุนเซ็น ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ แล้วถดถอยต่อเนื่องมาสู่การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตที่ริเริ่มอย่างแข็งกร้าวโดยฝ่ายรัฐบาลไทยซึ่งประกาศเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับประเทศไทย อันส่งผลให้รัฐบาลกัมพูชาตอบโต้ทางการทูตในระนาบเดียวกันโดยมีคำสั่งเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับกัมพูชา ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

ในพัฒนาการถดถอยทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเปิดแถลงผ่านสื่อมวลชนว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็น “ความขัดแย้งระหว่างนายอภิสิทธิ์กับผม (สมเด็จฮุนเซ็น) โดยแท้” ซึ่งมีนัยว่าในทัศนะของสมเด็จฮุนเซ็นเห็นว่าความขัดแย้งดังกล่าวมีขอบเขตจำกัดระหว่างบุคคลที่เป็นผู้นำประเทศเท่านั้น และไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนชาวไทยกับประชาชนชาวกัมพูชา

แต่นายกรัฐมนตรีไทยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนไทยด้วยทัศนะที่แตกต่างออกไปโดยการเรียกร้องประชาชนให้ “ความร่วมมือ” ในการรักษาปกป้อง “ผลประโยชน์ของชาติ” ที่อาจกระทบกระเทือนจากกรณีความขัดแย้งซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) อ้างว่าเป็นเพราะสมเด็จฮุนเซ็นเป็น “เบี้ย” ให้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเดินหมากเกมการเมืองกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ (รายละเอียดดูจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ เช่น ไทยรัฐ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เป็นต้น ; กระแสรายงานข่าวและคอลัมน์การเมืองที่เสนอข้อมูลเชิงลบต่อพ.ต.ท. ทักษิณ มากกว่านั้นปรากฏทั้งก่อนและหลังการเกิด “วิวาทะไทย-กัมพูชา” ดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ, กรุงเทพธุรกิจ, ไทยโพสต์ เป็นต้น

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอบทวิเคราะห์ว่า การที่นายกรัฐมนตรีไทย (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เรียกร้องประชาชนชาวไทยให้ “ร่วมมือกับรัฐบาล” ในอันที่จะ “ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ” ตามคำให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนั้นจะประสบผลสัมฤทธิ์หรือมีความสำเร็จเพียงใดในทางปฏิบัติ

ความชอบธรรมทางการเมืองของ “รัฐบาลไทยปัจจุบัน” ในสายตาคนไทยปัจจุบัน ความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภาเป็นเพียงอันดับ ๒ น้อยกว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคจัดตั้งใหม่ของอดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน) ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนแล้วว่าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่น ความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าวต้องอาศัยอิทธิพลสนับสนุนจากบุคคลากรระดับสูงในกองทัพที่พัวพันกับคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ มาก่อนแล้ว

ข้อวิจารณ์ที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางหลายวาระทั้งในแวดวงสมาชิกรัฐสภา และบนเวทีปราศรัยในที่ชุมนุมประชาชนเครือข่าย “นปช.” (คนเสื้อแดง) ได้แก่ ข้อวิจารณ์ว่าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะมีนักการเมือง “เนรคุณ” ถอนตัวออกจากพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ (เช่น พรรคภูมิใจไทยและนักการเมืองที่เรียกกันว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน”) แล้วเข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลผสม แทนที่จะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย (พรรคการเมืองจัดตั้งใหม่สืบแทนพรรคพลังประชาชน) จัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย (จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังคงสูงเป็นอันดับหนึ่ง) เป็นแกนนำตามครรลองที่น่าจะเป็นประชาธิปไตยมากกว่าการที่พรรคอันดับสอง (ซึ่งควรเป็นฝ่ายค้าน) จะแย่งชิงการจัดตั้งรัฐบาลเสียเอง

อย่างไรก็ตาม นักการเมืองที่กล่าวแสดงความเห็นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอย่างเจาะลึกลงไปถึงรากฐานข้อเท็จจริงมากที่สุดน่าจะเป็นนายเสนาะ เทียนทอง นักการการเมืองอาวุโส ที่ระบุว่าการเนรคุณของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ไม่ใช่เป็นเพียงการเนรคุณต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ถูกอำนาจรัฐประหารทำให้พ้นจากตำแหน่งในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เท่านั้น แต่แท้ที่จริงเป็นมากกว่านั้น คือ “การเนรคุณประชาชน” ที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้นักการเมือง “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

การเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปที่มีพรรคการเมืองสำคัญ ๒ พรรคแข่งขันกันเอาชนะคะแนนเสียงเพื่อช่วงชิงความชอบธรรมทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งมีสมาชิกทั้งเครือญาติและเครือข่ายคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ สนับสนุน) และพรรคพลังประชาชน (ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยส่วนที่ยังไม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมืองตามคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๐) โดยผลการเลือกตั้งทั่วประเทศปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนชนะพรรคประชาธิปัตย์อย่างท่วมท้น แต่ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็ก เช่น พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นต้น โดยพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวในรัฐสภา

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชนในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ (ซึ่งยังคงมีประเด็นข้อถกเถียงทั้งในทางข้อเท็จจริงและในการบังคับใช้ข้อกฎหมายของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (รัฐธรรมนูญ ฉบับ คมช.) และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กำหนดระยะเวลาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่ถูกยุบสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น ๆ ได้โดยยังคงสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่จึงพร้อมใจกันสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพื่อเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่สืบแทนพรรคพลังประชาชน เว้นแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชนที่เรียกกันว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการประชุมลงมติจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับร่วมกันลงมติสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แล้วรวบรวมนักการเมืองกลุ่มดังกล่าวก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ คือ”พรรคภูมิใจไทย” ในเวลาต่อมาถึงปัจจุบัน

แม้ว่าจะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่อีกอย่างน้อย ๒ พรรค สืบแทนพรรคพลังประชาชน คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย (ยังไม่นับรวมพรรคการเมืองอื่น เช่น พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งมีอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยร่วมก่อตั้งดำเนินการด้วยเช่นกัน) แต่สมาชิกภาพความเป็นผู้แทนราษฎร “ทุกคน” ในพรรคการเมืองทั้งสองตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันล้วนเป็นสมาชิกภาพที่แต่ละคนได้มาจาก “การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐” ซึ่งประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกบุคคลดังกล่าวในวันนั้น มีเจตนาชัดแจ้ง ในการเลือกสมาชิกพรรคพลังประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ให้ไปเป็น “ผู้แทนราษฎร” ร่วมกับสมาชิกพรรคพลังประชาชนคนอื่น ๆ ทั่วประเทศเป็นสำคัญ (กล่าวคือ ไม่ใช่เลือกเพื่อให้ไปร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือในเวลาต่อมา) ดังนั้น ผู้แทนราษฎรที่ยังคงร่วมกันสังกัดพรรคเพื่อไทยจึงมิได้บิดพลิ้ว “สัญญาประชาคม” ระหว่างตนเองกับประชาชนผู้มีอุปการะคุณเลือกตั้งพวกเขาเข้าสู่สมาชิกภาพสภาผู้แทนราษฎร แต่ผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคพลังประชาชนที่ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ แล้วบิดพลิ้วไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นผู้แทนราษฎรที่มีรากฐานข้อเท็จจริงชัดแจ้งบ่งชี้ว่า “เนรคุณประชาชน” จำนวนมากในแต่ละเขตเลือกตั้งที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกพวกเขาให้ได้เป็นผู้แทนราษฎรในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบ

ภาวะการ “เนรคุณประชาชน” ภายในรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ดังกล่าว รวมทั้งภาวะการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมี “อิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ” สนับสนุนตามที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศและโดยชาวต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขาดหรือบกพร่องความชอบธรรมในอันที่จะใช้สถานะความเป็นรัฐบาลของตนเรียกร้อง “ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ให้ร่วมมือกับตนเองในการต่อสู้กับความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างนายอภิสิทธิ์กับสมเด็จฮุนเซ็น

ภาวะบกพร่องความชอบธรรมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในสายตาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความจริงได้ปรากฏร่องรอยให้สังเกตเห็นมาก่อนแล้วหลายเดือนโดยมีแต่แนวโน้มขยายตัวมากขึ้นตามลำดับเวลาที่ผ่านไป และไม่มีแนวโน้มจะลดลง เช่น กรณีรองเท้าแตะ กรณีปลาร้า กรณีตีนตบ ฯลฯ ต้นทุนทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย “ต่ำ” หรือการขาดภาวะความชอบธรรมเช่นนั้นจะทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธ์ได้รับความร่วมมือจากประชาชน “น้อย” อย่างมีสหสัมพันธ์กัน ทั้งในกรณีวิวาทะส่วนตัวกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือกรณีความพยายามดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจการเมืองต่าง ๆ ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

“ชาติ” กับ “ผลประโยชน์ของชาติ” ในคำเรียกร้องของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

นอกเหนือจากความพยายามของนายกรัฐมนตรีไทยในการเรียกร้องความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยในการต่อสู้ตอบโต้กัมพูชาแล้ว นายกรัฐมนตรีไทย (และกลุ่มผู้สนับสนุน เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, สื่อมวลชนไทย, ผู้นำทางทหาร, บุคคลากรระดับสูงในสภาความมั่นคงแห่งชาติ และภาคธุรกิจเอกชนบางส่วน) ยังกล่าวเรียกร้องให้คนไทยตระหนักในสำนึกความเป็น “ชาติ” เดียวกันและการมี “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ร่วมกันในการตอบโต้ความขัดแย้งกับรัฐบาลกัมพูชา

การอ้าง “ชาติ” และ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในโอกาสนี้ยิ่งทำให้สาธารณชนไทยและชาวต่างประเทศสามารถจะมองเห็น “นิยามความเป็นชาติ” และ “การผูกขาดความเป็นเจ้าของผลประโยชน์แห่งชาติ” ในความคิดของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าน่าตระหนกตกใจและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประชาชนส่วนรวมของประเทศเพียงใด (หากใช้ความละเอียดลออบนพื้นฐานข้อมูลจริงในการพินิจพิจารณา) ดังนี้ ;

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ รัฐบาลพรรคพลังประชาชนพยายามคลี่คลายปัญหาการใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมมวลชนในการนำของเครือข่าย “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่บุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิโดยเป็นที่ปรากฏชัดแจ้งว่า การกระทำของกลุ่มมวลชนดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินสาธารณะ รายได้ของประเทศ และศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ (ของใคร) เป็นจำนวนมากจนประเมินค่ามิได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นไม่ถือว่าความเสียหายเหล่านั้นเป็น “ผลประโยชน์ของชาติ” ซึ่งต้องเสียหายไปเพราะการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ร่วมก่อการ (นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์) และมีบุคคลซึ่งต่อมาจะดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” (นายกษิต ภิรมย์) ในรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบันร่วมก่อการ

ในปีเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน (นายนพดล ปัทมะ) ทำหนังสือแถลงการณ์ร่วมกับรัฐบาลกัมพูชา เป็นการสงวนสิทธิประโยชน์ของไทยที่อาจพึงมีในพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหารที่รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินการขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ แต่พรรคประชาธิปัตย์และขบวนการนักวิชาการที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าการทำแถลงการณ์ร่วมนั้นเป็นความผิดและทำความเสียหายต่อ “ผลประโยชน์ของชาติ” เช่น การสูญเสียอำนาจอธิปไตยในที่ดินใต้ปราสาทพระวิหาร เป็นต้น

พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถือในขณะนั้นว่า “ผลประโยชน์” ของประชาชนชาวไทยโดยส่วนรวมในขณะนั้นเป็น “ผลประโยชน์ของชาติ” แต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมชัดแจ้งในเรื่องรายได้ของประเทศไทยโดยส่วนรวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดน้อยหายไปเพราะการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ, ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมชัดแจ้งจากความเสียหายที่กลุ่มมวลชนพันธมิตรฯ กระทำต่อทรัพย์สินสาธารณะของประชาชนทั้งประเทศที่ติดตั้งอยู่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ, หรือผลประโยชน์ที่เป็นนามธรรมเช่นศักดิ์ศรีของรัฐบาลไทยในสายตาประชาชน และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการประชุมนานาชาติ เป็นต้น

แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับถือในขณะนี้ว่ารูปแบบของผลประโยชน์คล้ายคลึงกับที่ผู้เขียนกล่าวถึงข้างต้นนั้นเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ที่ประชาชนควรมีสำนึกความเป็น “ชาติ” ร่วมกันในการให้ “ความร่วมมือกับรัฐบาล” ในการต่อสู้ปกป้องหรือตอบโต้กับรัฐบาลกัมพูชา (เช่น ผลประโยชน์รูปธรรมทางการเงินหรือเศรษฐกิจ และผลประโยชน์นามธรรมเรื่องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของรัฐบาลไทยในเวทีการประชุมนานาชาติ)

การพินิจพิจารณาโดยละเอียดบนพื้นฐานข้อมูลข้างต้นทำให้พอจะเห็นได้ว่า ;

(๑) ในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ที่ประชาชนชาวไทยควรร่วมมือกับรัฐบาลในขณะนั้นในการปกปักรักษา และพรรคประชาธิปัตย์สามารถสนับสนุนประชาชนให้ร่วมมือกันขัดขวางการทำงานของรัฐบาลพรรคอื่นที่กำลังพยายามคลี่คลายปัญหาอันอาจกระทบเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งชาติ

(๒) ในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ควบคู่กับ “การดำรงตำแหน่งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์” (หากพรรคประชาธิปัตย์พ้นจากตำแหน่งรัฐบาล สิ่งเดียวกันนั้นไม่ถือเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ”) และตราบเท่าที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงป็นรัฐบาล ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์จะเรียกร้องประชาชนให้ “ความร่วมมือ” กับรัฐบาลในอันที่จะช่วยกันรักษา “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ที่มีความหมายควบคู่กันไปกับ “ผลประโยชน์ทางการเมืองจากการดำรงตำแหน่งรัฐบาล” ของพรรคประชาธิปัตย์

ดังนั้น ความหมายของ “ชาติ” ตามที่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยพรรคประชาธิปัตย์ปกปักรักษาเสมอมา ได้แก่ “ชาติ” ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจควบคุมการบริหารผลประโยชน์ของประเทศ

เมื่อไรก็ตามที่พรรคการเมืองอื่นเป็นรัฐบาลโดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (เช่น ช่วงเวลาที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๔๙ และช่วงเวลาที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๑) ภาวะความเป็น “ชาติ” เดียวกันของคนไทย หรือสำนึกความเป็น “ชาติ” ไทยร่วมกัน (ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพยายามเรียกร้องจากคนไทยในเวลานี้) กลับไม่มีความหมายสลักสำคัญอะไรสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙

***************************************

คมช. เป็นคำย่อจาก “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” ซึ่งคือคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่เรียกตนเองในช่วงแรกว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) แล้วต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. ดังกล่าว

“เดอะ ไทม์” (The Times) กับกรณีกระทบสถาบันกษัตริย์ไทย

ที่มา thaifreenews

นิตยสาร “เดอะ ไทม์” (The Times) กับกรณีกระทบสถาบันกษัตริย์ไทย

(กรณีศึกษาการทำงานของกองบรรณาธิการภูมิภาคเอเซียในรายงานบทสัมภาษณ์พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร)


รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ (Richard Lloyd Parry) เป็นบรรณาธิการประจำภูมิภาคเอเซียของนิตยสาร “เดอะ ไทม์” ซึ่งได้ประสานงานติดต่อขอสัมภาษณ์พิเศษ (exclusive interview) และได้รับการตอบรับให้เข้าดำเนินการสัมภาษณ์ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่พำนักลี้ภัยการเมืองอยู่ ณ นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การสัมภาษณ์ดังกล่าวคงจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ (หรืออาจเป็นปลายเดือนตุลาคม) ก่อนที่จะมีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทำงานของแพร์รี่ ในเว็บไซต์ “TIMESONLINE” ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารมวลชนระบบอินเตอร์เน็ตของนิตยสาร “ เดอะไทม์” ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายนดังกล่าว

การสัมภาษณ์พิเศษครั้งดังกล่าวมีเนื้อหา “คำถามจริง” และ “คำตอบจริง” ยืดยาวมากมายหลายประเด็นเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและการทูตระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา(สมเด็จฮุนเซ็น) รวมทั้งคำถามคำตอบซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ที่แวดล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในภาวะการเมืองปัจจุบัน

นายกอภิสิทธิ์ และ นายกฮุนเซน

ภายหลังจากที่ได้รับโอกาสในการสัมภาษณ์พิเศษอย่างยืดยาวดังกล่าว ในเบื้องต้นนั้นแพร์รี่มิได้ทำ “รายงานการสัมภาษณ์พิเศษ” (ฉบับเต็ม) นำเสนอผ่านช่องทางการสื่อสารมวลชนระดับโลกของสำนักสื่อมวลชนที่ตนทำงานอยู่

คำว่า “รายงานการสัมภาษณ์พิเศษ” ดังกล่าวนี้มีความหมายเทียบเคียงได้ในวิชาชีพสื่อมวลชน คือ การถอดคำทั้งหมดที่ “ปรากฏอยู่จริง” ในคำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นจากการถามของผู้สื่อข่าว รวมทั้งการถอดคำสัมภาษณ์ในรายงานบทสัมภาษณ์อย่างเป็นลำดับจริงฉบับเต็ม แม้ว่าอาจมีการตัดทอนรายละเอียดปลีกย่อยของ “เสียงที่เปล่ง” หรือคำพูดระหว่างกัน ซึ่งผู้สื่อข่าวอาจใช้ดุลยพินิจตัดสินใจว่าไม่เป็นสาระสำคัญของเนื้อหาคำสัมภาษณ์ เช่น “เอ้อ” “คือว่า อ้า” “ใช่มั๊ย หือใช่มั๊ย” และเสียงอื่น ๆ ที่อาจปรากฏในระหว่างการสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้สัมภาษณ์ เสียงของผู้ถูกสัมภาษณ์ หรือเสียงแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์แต่ไม่เป็นเนื้อหาสาระของบทสัมภาษณ์ครั้งนั้น หรือที่ตกลงกันว่าจะไม่ให้ปรากฏในรายงานการสัมภาษณ์ครั้งนั้น เป็นต้น

ในปฏิบัติการจริงภายหลังการสัมภาษณ์ (ที่มีการบันทึกเสียงคำพูดของทั้งสองฝ่ายในขณะดำเนินการสัมภาษณ์) แทนที่ ริชาร์ด แอล. แพร์รี่จะนำเสนอรายงานการสัมภาษณ์พิเศษฉบับจริงที่เป็นฉบับ “เต็มจำนวนคำ” และ “ตรงตามลำดับคำ” ตามที่ตนเองบันทึกเสียงมาจากการสัมภาษณ์พิเศษดังกล่าว ริชาร์ด แพร์รี่ กลับนำเสนอ “บทความขนาดสั้นของตนเอง” โดยใช้ประโยชน์จาก “คำพูด”บางส่วนของผู้ให้สัมภาษณ์ (พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร) มาประกอบกับ “คำเขียน” ของแพร์รี่เอง และตัดเอา “คำพูด” ในลำดับเวลาต่าง ๆเฉพาะบางส่วนของผู้ให้สัมภาษณ์มาเชื่อมโยงเข้ากับ “คำเขียน” ของผู้สื่อข่าวที่สัมภาษณ์เอง เสมือนหนึ่งว่าผู้ให้สัมภาษณ์เป็นผู้กล่าว “ถ้อยคำที่เชื่อมโยงต่อเนื่อง” เช่นนั้นด้วยตัวเอง (ทั้ง ๆ ที่ ผู้นำถ้อยคำของผู้อื่นมาตัดต่อแล้วเชื่อมโยงสร้าง “ความหมายใหม่” ให้ผิดเพี้ยนไปจากคำสัมภาษณ์เดิมนั้นเป็นตัวนักสื่อสารมวลชนผู้ดำเนินการสัมภาษณ์เอง)

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายจะวิเคราะห์การทำงานของ ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ และสำนักข่าว “เดอะ ไทม์” ในกรณีการสัมภาษณ์พิเศษดังกล่าว เพื่อเป็นกรณีศึกษาบทเรียน ทั้งสำหรับนักสื่อสารมวลชน ประชาชน และผู้ถูกสัมภาษณ์จากสื่อมวลชน ประโยชน์ที่ทุกฝ่ายอาจได้รับจึงไม่จำกัดเฉพาะกรณีการสัมภาษณ์ที่วิเคราะห์นี้เท่านั้น แต่จะเป็นอุทธาหรณ์สำหรับกรณีอื่น ๆ ทั้งในอดีต (หากจะนำแง่คิดในบทความนี้กลับไปตรวจสอบทบทวนกรณีคล้ายคลึงกันอีกมากมายที่เคยเกิดขึ้น) และกรณีอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากข้อบกพร่องของผู้มีวิชาชีพสื่อมวลชน

“บทความของแพร์รี่”

ดังที่กล่าวตอนต้นว่า ในเบื้องต้น (ก่อนวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒) ริชาร์ด แพร์รี่ ไม่ได้นำเสนอ “รายงานการสัมภาษณ์พิเศษ” (ฉบับจริง ฉบับเต็ม ฉบับที่รายงานถ้อยคำของผู้ถูกสัมภาษณ์ตรงตามลำดับคำถามและคำตอบที่บันทึกเสียงไว้) แต่นำเสนอ “บทความของตนเอง” เผยแพร่ผ่าน “TIMEONLINEW ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในสังกัดสำนักข่าว “เดอะไทม์”

บทความของแพร์รี่ มีชื่อเรื่องว่า “Ousted Thai leader Thaksin Shinawatra calls for ‘shining’ new age after King’ s death”

หากแปลชื่อเรื่องภาษาอังกฤษของบทความฉบับดังกล่าวเป็นภาษาไทย อาจแปลได้ว่า “ผู้นำไทยที่ถูกขับออกจากตำแหน่ง ทักษิณ ชินวัตร เรียกหายุคใหม่ที่ ‘เรืองรอง’ หลังการสวรรคตของกษัตริย์”

ข้อความที่เป็นชื่อเรื่องภาษาอังกฤษดังกล่าวเป็นผลงานเชิงนวตกรรมภาษาเขียนในการทำงานสื่อสารมวลชนของ ริชาร์ด แพร์รี่ ข้อความอันเป็นผลงานเชิงภาษาเขียนดังกล่าวของแพร์รี่ใช้ประโยชน์จาก “วัตถุดิบข่าวสารข้อมูล” อะไรบ้าง ?

หากนำข้อความที่เป็น “ชื่อบทความ” ของริชาร์ด แพร์รี่ (หรือที่มีผู้ใช้คำเรียก “ชื่อบทความ” ดังกล่าวว่า “พาดหัวข่าว”) มาวิเคราะห์ แยกแยะ แจกแจง อย่างละเอียด จะพบว่าเนื้อหาภายในชื่อบทความ (หรือ “พาดหัวข่าว”) ข้างต้นเป็นประโยคเชิงซ้อน ๑ ประโยค ที่มีข้อความย่อย ๒ ข้อความประกอบเชื่อมโยงเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ (๑) (ทักษิณ ชินวัตร เป็น) ผู้นำไทยที่ถูกขับออกจากตำแหน่ง และ (๒) ทักษิณ ชินวัตร เรียกหายุคใหม่ที่ ‘เรืองรอง’ หลังการสวรรคตของกษัตริย์

เมื่อแยกแยะเห็นข้อความย่อยที่นำมาประกอบเชื่อมโยงเป็นประโยคเชิงซ้อน ๑ ประโยคที่แพร์รี่ใช้เป็น “พาดหัวข่าว” หรือ “ชื่อบทความ” ขนาดสั้นของตน (เป็นบทความขนาดสั้น เพราะมีการตัดต่อและตัดทิ้งคำสัมภาษณ์จริงของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ออกไปเป็นจำนวนมาก แล้วแต่งเติมถ้อยคำของผู้สื่อข่าว คือ ถ้อยคำของริชาร์ด แพร์รี่เองเข้าไปในบทความที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้ายกับว่าเป็นคำพูดของพ.ต.ท. ทักษิณทั้งหมด) เราสามารถจะเห็น “ความผิดปกติ” ในการทำงานของสื่อสารมวลชนกรณีนี้ได้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ดังนี้ ;

(๑) ข้อความว่า “ทักษิณ ชินวัตร (เป็น) ผู้นำไทยที่ถูกขับออกจากตำแหน่ง” คือข้อความที่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นความจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไปมาตั้งแต่ก่อนการสัมภาษณ์พิเศษครั้งดังกล่าวแล้ว แพร์รี่ใช้ข้อความที่เป็นจริงนี้ในชื่อบทความของตนได้ โดยไม่ขัดแย้งกับความเป็นจริง และโดยไม่ขัดหลักจริยธรรมหรือขัดจรรยาบรรณนักสื่อสารมวลชนแต่อย่างใด (นอกจากนั้นนักสื่อสารมวลชน หรือแม้แต่สาธารณชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ใครก็อาจใช้ข้อความเดียวกันนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเนื้อหาถ้อยคำใด ๆ เป็นวัตถุดิบเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกแต่ประการใด)

(๒) ข้อความว่า “ทักษิณ ชินวัตร เรียกหายุคใหม่ที่ ‘เรืองรอง’ หลังการสวรรคตของกษัตริย์” ไม่มีปรากฏอยู่ในบันเสียงเสียงคำสัมภาษณ์ส่วนใดเลยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ พูดในการให้สัมภาษณ์ครั้งดังกล่าวว่า ตนเองเรียกหายุคใหม่หลังการสวรรคตของพระมหากษัตริย์

สำนักข่าวเดอะไทม์ ถูกเรียกร้องให้เปิดเผยข้อความเต็ม ตามลำดับคำพูดจริง จากรายงานการถอดคำสัมภาษณ์ “ฉบับสมบูรณ์” ครั้งดังกล่าวหลังจากที่แพร์รี่ได้นำเสนอ “บทความขนาดสั้น” ที่เป็นปัญหาฉบับดังกล่าวของตนออกสู่การรับรู้ของสาธารณชนแล้วไม่กี่วัน ซึ่งเว็บไซต์ TIMEONLINE ได้นำเสนอรายงานบทสัมภาษณ์ที่เดอะไทม์ระบุว่าเป็น “Full Transcript” (ฉบับเต็ม) แม้ว่าสำนักข่าวเดอะไทม์จะยืนยันว่าพ.ต.ท. ทักษิณ พูดเองทุกถ้อยคำที่ปรากฏในรายงานบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มดังกล่าว (พ.ต.ท. ทักษิณ มิได้โต้แย้งเรื่องนี้ซึ่งอาจเป็นเพราะทุกถ้อยคำที่พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวถึง “สถาบันกษัตริย์และราชวงศ์” มีแต่ถ้อยคำแสดงความจงรักภักดี เชิดชู ยกย่อง) แต่สำนักข่าวเดอะไทม์ไม่กล้าใช้ “พาดหัวข่าว” จากบทความฉบับสั้นของแพร์รี่มารายงานซ้ำว่าพ.ต.ท. ทักษิณพูดถึง “การสวรรคตของกษัตริย์” หรือมายืนยันว่า “ทักษิณ ชินวัตรเรียกหายุคใหม่ที่เรืองรองหลังการสวรรคตของกษัตริย์” ตามที่เคยใช้เป็น “พาดหัวข่าว” ในบทความชิ้นแรกของแพร์รี่อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อความดังกล่าวในการตั้งชื่อ “พาดหัวข่าว” รายงานการสัมภาษณ์ฉบับเต็ม หรือในเนื้อหาคำสัมภาษณ์ “ฉบับเต็ม” ดังกล่าว

เนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดในรายงานบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร “ฉบับเต็ม” ไม่ปรากฏว่ามีคำพูดใดของ พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวว่า “after King’s death” (หลังการสวรรคตของกษัตริย์) เลยแม้แต่ครั้งเดียว

การผูกโยงแต่งเติมของแพร์รี่

(๑) คำว่า “เรืองรอง” (shining)

ริชาร์ด แพร์รี่ นำเอาคำว่า “shining” (เรืองรอง) มาจากคำพูดที่พ.ต.ท. ทักษิณ ตอบคำถามที่แพร์รี่ตั้งขึ้นถามพาดพิงถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมารฯ ว่า “พระองค์ท่านมีพระราชประสงค์อะไร ?” (What does he want to achieve ?) ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ตอบว่า ;

“พระองค์ท่านยังไม่เป็นกษัตริย์ พระองค์ท่านจึงอาจยังไม่เรืองรองขณะนี้ แต่ภายหลังพระองค์เป็นกษัตริย์ ผมมั่นใจว่าพระองค์ท่านสามารถเรืองรองในการเป็นพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ท่านได้สังเกตในหลวงฯ พระราชบิดาของพระองค์ท่าน มาเป็นเวลาอันยาวนานหลายปี พระองค์ท่านเรียนรู้เป็นอันมากจากในหลวงฯ ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาของพระองค์ท่าน แต่เมื่อเวลามาถึง ผมคิดว่าพระองค์ท่านจะทรงสามารถปฏิบัติ” <!--[if !supportFootnotes]-->[2]<!--[endif]-->

(๒) คำว่า “ยุคใหม่” (new age)

ริชาร์ด แพร์รี่ นำคำว่า “new age” (ยุคใหม่) มาจากถ้อยคำสัมภาษณ์ส่วนใด ?

ในรายงานบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มไม่ปรากฏคำพูดว่า “new age” ที่เป็นคำพูดของพ.ต.ท. ทักษิณเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นในการให้สัมภาษณ์จริงของพ.ต.ท. ทักษิณเองจึงไม่ปรากฏว่ามีหรือไม่สามารถจะมีคำพูดว่า “new age” เชื่อมโยงกับคำว่า “หลังการสวรรคตของกษัตริย์” (ซึ่งก็ไม่มีอยู่ในคำพูดของพ.ต.ท. ทักษิณเช่นกัน) ตามที่แพร์รี่เอามาเขียนใน “พาดหัวข่าว” ของตนได้เลย

ริชาร์ด แพร์รี่ ปรุงแต่งคำว่า “new age” ขึ้นใช้ใน “พาดหัวข่าว” ของตนโดยการผสมคำว่า “new” ซึ่งปรากฏเป็นคำพูดของ พ.ต.ท. ทักษิณ จริงหลายครั้ง ผูกโยงผสมเข้ากับคำว่า “age” ซึ่งไม่มีในบทสัมภาษณ์ แต่แพร์รี่เขียนเพิ่มเติมเข้ามาเอง กลายเป็นคำว่า “new age” แทรกอยู่ภายในข้อความรวมของ “พาดหัวข่าว” ที่มีผลทางจิตวิทยาการเมืองทำให้ผู้อ่านบทความของแพร์รี่เกิดความคิด ความเห็น ความรู้สึกไปในทางอัปมงคลต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

ตัวอย่างการพูดว่า “new” (ไม่ใช่ “new age”) โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในข้อความที่ตอบคำถามเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ไทยเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมารฯ เช่น ;

ริชาร์ด แพร์รี่ ถาม : วันหนึ่งมกุฏราชกุมารจะเป็นกษัตริย์ สไตล์ของพระองค์ท่านจะแตกต่างจากกษัตริย์องค์ปัจจุบันอย่างไร ?

พ.ต.ท. ทักษิณ ตอบ : อาจจะแตกต่าง แต่ผมคิดว่าจะราบรื่นเพราะพระองค์จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ข้าราชบริพารแวดล้อมมกุฏราชกุมารจะใหม่ และแวดวงข้าราชบริพารจะไม่ใหญ่โตขนาดนั้นเพราะพระองค์จะทรงใหม่ (It may be different, but I think it will go smoothly because he’s a constitutional monarch. The people around the Crown Prince will be new, and the palace circle will not be that big because he will be new)

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งในคำถาม/คำตอบถัดมาว่า ;

ริชาร์ด แพร์รี่ ถาม : คุณจะบรรยายบุคคลิกของมกุฏราชกุมารอย่างไร

พ.ต.ท. ทักษิณ ตอบ : พระองค์ท่านเป็นคนรุ่นใหม่ขึ้น ทันสมัย (He’s the newer generation, modern)

(๓) คำว่า “หลังการสวรรคตของกษัตริย์” (after King’s death)

ผู้วิเคราะห์ได้นำเสนอคำอธิบายข้างต้นโดยแจกแจงให้เห็นว่า ริชาร์ด แพร์รี่ นำเอาคำว่า “shining” และคำว่า “new age” มาจากคำสัมภาษณ์ส่วนไหน และแต่งเติมคำของตนเพิ่มเข้าไปอย่างไร ประเด็นข้อความสำคัญส่วนสุดท้ายใน “พาดหัวข่าว” ดังกล่าว คือ ริชาร์ด แพร์รี่ นำเอาคำว่า “after King’ s death” มาจากคำสัมภาษณ์ส่วนใดของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ?

คำตอบ คือ ริชาร์ด แพร์รี่ นำคำว่า “after King’s death” มาจากจินตนาการของตนเอง และไม่มีคำนี้ปรากฏอยู่ในคำพูดที่พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวให้สัมภาษณ์แต่ประการใด

ดังนั้น ข้อความใน “พาดหัวข่าว” ของ ริชาร์ด แพร์รี่ ส่วนที่เขียนว่า “Thaksin Shinawatra calls for ‘shining’ new age after King’s death” จึงมีสภาวะทางข่าวสารมวลชนเป็น (๑) ข้อความที่แพร์รี่ผูกโยง “แต่งเติม” ขึ้นเอง และ (๒) เป็น “ข้อความเท็จ” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง “ทันที” ต่อตัวพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และยังอาจส่งผลเป็นความเสียหายร้ายแรง “ในอนาคต” ต่อสวัสดิภาพชีวิตและร่างกายของประชาชนชาวไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ต่อต้านความไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบจากการใช้อำนาจของ “ระบอบคณาธิปไตย” ในการเมืองไทยปัจจุบัน รวมทั้งเป็นอุปสรรคขัดขวางความพยายามโดยสุจริตและโดยสันติวิธีของปวงชนชาวไทยในการฟื้นฟูบูรณะ “การเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ให้คืนสู่สังคมไทยภายหลังการทำลายครั้งใหญ่โดยการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙

บทความของแพร์รี่ดังกล่าวใช้ชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษตามที่ปรากฏใน TIMEONLINE ว่า “Ousted Thai leader Thaksin Shinawatra calls for ‘shining’ new age after King’ s death” เป็นบทความขนาดสั้นที่ก่อให้เกิดประเด็นปัญหากระทบสถาบันกษัตริย์ของไทย

การพูดคำว่า “เรืองรอง” (shining) ของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับคำว่า “after King’s death” ตามที่ปรากฏอยู่ในชื่อ “บทความขนาดสั้น” ฉบับดังกล่าวของแพร์รี่เลย

หลังจากมีการเผยแพร่บทความของแพร์รี่ ปรากฏว่ามีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีกล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่าให้สัมภาษณ์เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างใช้ข้อความ “บางส่วน” ในรายงานบทสัมภาษณ์ของสำนักข่าว “เดอะไทม์” เป็นประโยชน์ในการตั้งข้อกล่าวหา ผู้เดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ดังกล่าวเป็นคนไทย เป็นกลุ่มบุคคลนอกสถาบันกษัตริย์ และเป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ขณะนี้ผู้เขียนกำลังรวบรวมข้อมูล ศึกษา และพิจารณาการอ้างใช้ข้อความจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวว่ามีการบิดเบือนหรือแต่งเติมเพื่อกล่าวหาผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ การดำเนินการของผู้เขียนเป็นอิสระ เพื่อประโยชน์ทั้งทางวิชาการและประโยชน์ในการแสวงหาความเป็นธรรมทางสังคมสำหรับทุกฝ่ายเท่าที่ความรู้สามารถของผู้เขียน(อันมีอยู่อย่างจำกัด)จะกระทำเป็นการ “ตอบแทนแผ่นดิน” ได้ ทั้งนี้หากประชาสังคมไทยเห็นภยันตรายของการบิดเบือนกล่าวหาผู้อื่นว่า “ไม่จงรักภักดี” (ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการกระทำผิดเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง) อาจช่วยกันติดตามตรวจสอบ ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลหรือดำเนิน “การสื่อสารมวลชนเชิงสร้างสรรค์” (แทนที่จะมุ่งใช้ “สื่อสารมวลชนแนวทางทำลาย”) รวมทั้งการให้ “บทเรียนภาคปฏิบัติ” แก่กลุ่มบุคคลผู้มุ่งทำร้ายผู้อื่นด้วยการใส่ความข้อหา “ไม่จงรักภักดี” ก็น่าจะเป็นแนวทางสันติวิธีอีกรูปแบบหนึ่งในการฟื้นฟูภาวะนิติรัฐนิติธรรมในสังคมไทยต่อไป

I swear \"Thank you\" กราบ

ที่มา thaifreenews

สรุปข่าวโดย ice angel คนอ่านข่าว

นโยบายตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำมาอีกแล้ว"โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ"

ด้วยคำว่า "สาบาน" "สาบานได้ข่าวนี้เรื่องจริง

มาเป็นรัฐบาลยังไม่ครบปีเป็นหนี้ 9 แสนกว่าล้าน แล้วยังมาทำ "โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ" อีกเท่ากับมาเพิ่มหนี้ให้กับรัฐมากกว่า แก้ไม่ถูกจุดเรียกว่า ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
เหมือน"เช็คช่วยชาติ" รวมทั้ง"โครงการพอเพียง" และ"โครงการไทยเข้มแข็ง"

โกงกันเพียบ ก็ยังไม่เห็นนำคนผิดมาลงโทษได้ได้แต่จับแพะ ระดับล่าง แค่ลูกจ้าง กู้มาเท่าไรก็ไม่พอใช้ เล่นเอามาแจกจ่ายซื้อเสียงเชิงนโยบาย นายกเองก็ขยัน ทำโครงการ ตัดริบบิ้น จัดงาน มาร์คทอร์ควิทโพเดียม โชว์วิสัยทัศน์ชวนคนอื่นๆ มาฟัง จำได้ว่าตั้งแต่เริ่มเป็นนายกก็ทำงานแบบนี้ นี่ผ่านมาเกือบ 10 เดือนทอร์คโชว์วิสัยทัศน์ไม่เสร็จซะที นโยบาย ข่าวใหม่กลบข่าวเก่า ไล่จับแต่อดีตนายกทักษิณเรียกว่าขยัน ขยันแต่เรื่องที่ไม่ฉลาดสมกับที่เขาว่า เอาเด็กมาทำงาน

OH Boyนายกรณ์ รมต.คลัง ร่วมโชว์วิสัยทัศน์ รมต.นักเรียนนอกออกนโยบายล้างหนี้นอกระบบด้วยการ ให้ลูกหนี้สาบาน ว่า กูกู้แล้วจะเอาเงินมาคืน ประชาชนฟังแล้วหูพึ่งนักเรียนนอกคิดกันแบบนี้ ..นี่ถ้าต่างประเทศได้ยินมิรีบร่างสัญญาเงินกู้รัฐบาลมาร์คพร้อมเซ้นต์ต่อท้ายร่างสัญญาด้วยเสียงคำว่า

"I swear ...Thank You กราบ" อ้าวเซ้นต์ซะ OH Boy

www.thaifreenews.org/index.php

ซินแสไฮเทคชี้ ปีขาลเสือดุ การเมืองวุ่นต่อ.. อ.มาศ เคหาสน์ธรรม ซินแสชื่อดัง เผยคำทำนายดวงเมืองปี 2553 เป็นปีขาลเสือดุ เตือน “อภิสิทธิ์” ดวงตกเก้าอี้นายกฯ ขณะที่ “ทักษิณ” ดวงรุ่งพุ่งทะยาน ให้ระวัง 3 เดือนอันตรายจะเกิดความรุนแรง... ซินแสที่ว่านี้ไม่รู้อ่านข่าวจากเน็ตด้วยหรือเปล่าถึงได้มีสมญานาม ไฮเทค ..อึ้งกิมกี่กับสื่อเมืองไทยที่วันนี้ช่อง 3ออกข่าวเที่ยงตอนเที่ยง ว่า ฝรั่งสองคนถูกปิดสนามบินกลับบ้านไม่ได้ เลยไปพักต่อที่เกาะเสม็ดแล้วพบรักกัน วันนี้กลับมาจัดงานแต่งที่เกาะเสม็ด การท่องเที่ยวเป็นเจ้าภาพ .. และข่าวที่ตอนปิดสนามบินจนนักท่องเที่ยวชาวสิงค์โปร์ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปขึ้นเครื่องทางใต้และรถคว่ำตาย การท่องเที่ยวไปเป็นเจ้าภาพสวดศพแซยิดด้วยหรือเปล่า.เอวังประเทศไทย.เหลืองอยากฟังแดงอยากรู้ คลิปเสียง "กษิต" ที่สั่งสปายไปล้วงข้อมูลกำพูชา....เกทับกันไปมาว่าถ้าไม่จริง กษิต ต้องออกมาปฏิเสธ อ้าวแล้วถ้ากษิตไม่ออกเราจะได้ยินกันไหมเนี่ย ...

โพลสำรวจคนไทย100%อยากให้ทักษิณกลับมาเป็นนายกไทยนั่นโพลคนเหนือ แต่อีกโพลที่สำรวจคนไทย 96 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนนายกอภิสิทธิ์ เป็นนายก เอาเลยถ้าแน่จริงยุบสภาเลือกตั้งใหม่เลยประชาชนเขาถ้าลองดูกันซักตั้ง กมม. กูม่ายเมา กูแม่มึงจะได้เป็นพรรคการเมืองที่มีสส.เข้าสภาซะทีงานนี้จะได้เลิกเป็นหมานอกสภา เห่าหอนขี้เหลืองใบตองแห้ง...ช่ายมั้ยช่ายพี่น้องค๊า..(อย่าลืมซื้อกะปิน้ำปลาข้าวสารเสกสารขัดฟันปุ๋ยจำลอง สินค้าดีเป็นมิตรกับกระเป๋าสนธิเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม ...)

ปิดท้ายสรุปข่าวด้วยคนภาคเหนือเตรียมต้อนรับนายนาย อภิสืทธิ์ฯ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะมาสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศไทย ครั้งที่ 27 ณ โรงแรมเลอเมอริเดียน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ระหว่างวันท่ 27-29 พ.ย.2552 ตอนนี้กำลังรณรงค์กันคึกคักหน้าเน็ต

ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องชาวเชียงไหม่และใกล้เคียงไปต้อนรับท่านนายกด้วยข้าวซอยด้วยจ้าว

ปัญหาความสามัคคี

ที่มา บางกอกทูเดย์

ณ บัดนี้ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า...ได้บังเกิดปัญหาเผชิญหน้าที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ คือ ปัญหาความสามัคคีซึ่งมี 2 ระดับได้แก่ ความสามัคคีทางการเมืองที่เป็น “ปฐมภูมิ” (Primary) และความสามัคคีแห่งชาติที่เป็น “ทุติยภูมิ” (Secondary)ปัญหาความสามัคคีที่แก้ไม่ตกนี้...มี

สาเหตุมาจากความขัดแย้งทางความเห็น หรือ ปัญหาความคิด นั่นเองโดยกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คือ เป็นปัญหาความเห็น หรือ ปัญหาความคิดทางการเมืองและกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือ เห็นว่าเป็นเผด็จการรัฐประหาร กับ เห็นว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาซึ่งมีคู่ขัดแย้งระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)แต่ทั้ง 2 ฝ่ายมีเจตนารมณ์ประชาธิปไตยเช่นเดียวกันความขัดแย้งทางความเห็นนั้น...เป็น

ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุด ยิ่งกว่าความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือ ความขัดแย้งอื่นๆเป็นความขัดแย้งที่ชี้ขาดการแก้ปัญหาของมนุษย์ทั้งปวงเพราะความเห็นที่เรียกเป็นศัพท์บาลีว่า “ทิฎฐิ” เรียกเป็นศัพท์สันสกฤตว่า “ทฤษฎี” เรียกเป็นศัพท์อังกฤษว่า “Theory” นั้นเป็นต้นธาร หรือ เป็นปัญหาแรกที่สุดของมนุษยชาติเพราะกิจกรรมทางความคิดเป็นกิจกรรมแรกที่สำคัญที่สุด ความคิดขึ้นต่อความเห็น คือ ถ้าความเห็นผิดจะทำให้ความคิดผิด ถ้าความเห็นถูกจะ

ทำให้ความคิดถูก“พระพุทธเจ้า” เป็นบุคคลแรกของโลกที่ค้นพบบทบาทอันสำคัญสูงสุดของความเห็น ดังเช่น มรรคมีองค์ 8 ประการเริ่มต้นด้วยมรรคองค์นำองค์แรกคือ สัมมาทิฏฐิ มรรคองค์ที่ 2 คือ สัมมาสังกัปปะ (คิดถูก) เป็นต้นเปรียบเสมือนกับการติดกระดุมเสื้อ หากติดกระดุมเม็ดแรกถูก กระดุมเสื้อเม็ดต่อไปก็เรียบร้อยตามลำดับ เป็นต้นด้วยความเห็นที่ขัดแย้งกันดังกล่าว จึงเกิดการเคลื่อนไหวในรูปของม็อบขึ้น คือ ม็อบพันธมิตรฯ และ ม็อบ นปช. เข้าต่อสู้กันบาด

เจ็บล้มตายสูญเสียเลือดเนื้อโดยมีความขัดแย้งระดับชาติ ระหว่าง 2 ขั้ว คือพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายหนึ่ง กับ นปช.และพรรคเพื่อไทย ฝ่ายหนึ่งความขัดแย้งเป็นลักษณะทั่วไปลักษณะหนึ่งของธรรมชาติดังเช่น อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตานั่นคือ...ในสิ่งหนึ่งมีสองด้านที่ขัดแย้งตรงข้ามกัน เช่น คนๆหนึ่งมีดีมีชั่ว วันหนึ่งๆ มีทั้งสว่างคือกลางวัน มีทั้งมืดคือกลางคืนเอกภพ (Universal) มีด้านเอกภาพ (Unity) และมีด้านความขัดแย้ง (Versus)ความไม่ขัดแย้งหรือเอกภาพ

จะครอบงำความขัดแย้ง จึงดำรงสรรพสิ่งและปรากฏไว้ได้ และจะนำไปสู่ความเจริญพัฒนากล่าวคือ ฝ่ายดีเป็นฝ่ายครอบงำฝ่ายไม่ดี สัมมาทิฏฐิครอบงำความทุกข์ความขัดแย้ง...การต่อสู้แข่งขันกันทำให้เกิดการพัฒนา ความขัดแย้งทำให้เกิดความเคลื่อนไหว ความขัดแย้งจะนำไปสู่การพัฒนาของด้านถูกหรือด้านก้าวหน้าแต่ความขัดแย้งจะทำให้เสื่อมหายนะไปของด้านผิด หรือด้านหล้าหลังเช่น คนเรายังไม่ตาย ยังมีทุกข์อยู่ แต่ถ้ามีสัมมาทิฎฐิครอบงำ ก็จะมีความสุข

ความเจริญดังเช่นในอดีต...เคยมีความขัดแย้งต่อสู้กันระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐบาล ปรากฏว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์เกือบชนะฝ่ายรัฐบาลเกือบแพ้เพราะเผด็จการแพ้คอมมิวนิสต์เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตยตามนโยบาย 66/23 รัฐบาลเป็นฝ่ายชนะคอมมิวนิสต์...เพราะคอมมิวนิสต์แพ้ประชาธิปไตยนั่นคือ ตอนแรกฝ่ายคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายก้าวหน้าฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายล้าหลัง แต่ต่อมารัฐบาลเป็นฝ่ายก้าวหน้าเป็นฝ่ายถูกกว่าจึงเป็นฝ่ายชนะ

เจริญพัฒนาคอมมิวนิสต์จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสื่อมสลายไปแต่กองทัพและรัฐบาลถูกขัดขวางไม่ให้สร้างประชาธิปไตย จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างเผด็จการรัฐสภาและเผด็จการรัฐประหาร ดังเช่นปัจจุบันความขัดแย้งเช่นนี้จะพาชาติบ้านเมืองพัง เพราะไม่ถูกครอบงำโดยสัมมาทิฎฐิ หรือ ประชาธิปไตยที่ถูกต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งขณะนี้ให้นำไปสู่ความเจริญวิวัฒน์พัฒนา โดยนำพาทุกฝ่ายออกมาจากความขัดแย้งระหว่างเผด็จการรัฐสภากับเผด็จการรัฐประหาร ของ

ลัทธิรัฐธรรมนูญมาสู่ประชาธิปไตยแล้วเอาประชาธิปไตยที่ถูกต้องไปต่อสู้ขัดแย้งยกเลิกเผด็จการรัฐสภาและเผด็จการรัฐประหารบังเกิดความสามัคคีทางการเมืองสร้างประชาธิปไตย แล้วก็จะบังเกิดความสามัคคีแห่งชาติในท้ายที่สุดภัยความมั่นคงแห่งชาติอันเกิดจากภัยของเผด็จการรัฐสภาและเผด็จการรัฐประหารก็จะหมดไป 

มาดูข้อมูลคอรัปชั่น 8 ปีของเมืองไทย ตอกหน้า คมช.และพวกสนับสนุนรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


ก่อนรัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


โดย คุณหนูเอง
19 พฤศจิกายน 2552

จากกร๊าฟที่พล็อตจากข้อมูลของ Transparency International พบว่า ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับเหตุผลหนึ่งที่ คมช. นำมากล่าวอ้าง ว่า รัฐบาลทักษิณคอรัปชั่นกันทุกหย่อมหญ้า

ข้อมูลตามกร๊าฟกลับชี้ว่า ค่า CPI หรือ Corruption Perception Index (ค่าน้อย คอรัปชั่นมาก) มีค่าเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี ๒๕๔๕-๔๘ จนปี ๒๕๔๙ ปีทีถูกรัฐประหาร ค่านี้ก็ลดฮวบฮาบลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ คอรัปชั่นกลับขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังรัฐประหาร


ดิฉันขอให้ดูแนวโน้ม (trend) ค่ะ ก่อนรัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าอะไรคะ ในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


ที่แปลกคือ พอท่านสมัครและสมชายเป็นรัฐบาล ค่า CPI กลับหันหัวกลับใหม่ พอเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ CPI กลับหล่นลงอีกไม่ต่างจากรัฐบาลทหาร(ตั้ง)

อย่างนี้ เราควรจะเชื่อรัฐบาลนี้ หรือ องค์กร Transparency International กว่ากันคะ?

*********
อ้างอิง
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption_Perceptions_Index
[2] http://transparency.org/policy_research/surveys_indices/cpi/2009/cpi_2009_table