WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 5, 2012

ปัญหาชาวนาไทย จำนำข้าว และชาวนาไม่เสียภาษี ?

ที่มา ประชาไท




1 ปัญหาชาวนาไทย หรือ เกษตรกร ที่เรียกกันในปัจจุบัน นั้น มีพัฒนาการมาแต่อดีต ถึงปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่   เพียงแต่อาจต้องแยกแยะชาวนา ซึ่งมีทั้งชาวนาไร้ที่ดินต้องเช่า   ชาวนามีที่ดินน้อยไม่พอทำกิน  ชาวนาขนาดเล็ก ขนาดกลาง ชาวนารวย (ไม่ใช่ระดับบริษัทซีพี)  แต่ชาวนาอาจแทบทุกระดับล้วนเป็นหนี้สิน ธกส.ไม่มากก็น้อย เนื่องเพราะชาวนามักเสียเปรียบกลไกตลาด หรือลงทุนไม่คุ้มขาย นั่นเอง

ปัญหาด้านที่ดิน ยุคสมัยเจ้าศักดินา ชาวนาจำนวนมาก เป็นเพียงไพร่ทาสติดที่ดิน ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน  ต้องทำนาบนที่ดินของผู้อื่น และต้องส่งส่วยให้เจ้าศักดินาทั้งชาวนาศูนย์กลางอำนาจและชาวนาตามหัวเมือง ต่างๆที่ปกครองโดยเจ้าเมืองก่อนปฏิรูปการปกครองรวบศูนย์อำนาจสมัยรัชกาลที่ 5

ประเทศ ไทยก็ยังไม่มีการกระจายการถือครองที่ดิน  ชาวนาจำนวนไม่น้อยต้องเช่าที่ดินอยู่   แม้ว่าสมัยหลังการปฎิวัติ 2475 นายปรีดี พนมยงค์เคยวางนโยบายนี้ไว้ และสมัยจอมพลป พิบูลสงคราม  เคยออกกฎหมายกำจัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่  แต่อำนาจของผู้นำประเทศสมัยนั้นถูกโค่นล้มเสียก่อน

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  กระแสประชาธิปไตยและมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่ดิน   มีการตั้งสำนักงานสปก. ขึ้น เพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดิน  แต่ก็เป็นการปฏิรูปที่ดินของรัฐมากกว่า  จึงไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาการกระจุกการถือครองที่ดินแต่อย่างใด  ขณะที่ “ที่ดินเป็นสินค้า” ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์เก็งกำไรที่ดิน มีการสะสมที่ดินและไม่ทำประโยชน์จำนวนมาก       

2.  การพัฒนาประเทศสู่สังคมทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นสมัยต้นรัตนโกสินทร์  ช่วงสนธิสัญญาเบาริ่ง หรือสมัยแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติก็ตาม   ชาวนาได้รับการสนับสนุนให้ปลูกพืชผลเพื่อการขาย เพื่อการค้า  สนับสนุนให้หักร้างถางพงเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยไม่มีการกระจายการถือครอง ที่ดิน  ซึ่งชาวนานับล้านครอบครัวเมื่อถึงเวลากระแสอนุรักษ์ มีกฎหมายอนุรักษ์ประกาศทับที่ทำกิน พวกเขาก็กลายเป็นผู้ผิดกฎหมาย

สภาพทั่วไป การลงทุนทำการผลิตเพื่อขายของชาวนา มักไม่คุ้มต้นทุน มักขาดทุนอยู่สม่ำเสมอจำนวนมากจึงกลายเป็นชาวนาผู้มีหนี้สิน

ขณะ เดียวกัน   ชาวนายุคปัจจุบันการดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด  มักมีการจัดการแรงงานของครัวเรือนชาวนาจำนวนมาก ล้วนแต่หาได้ทำมาหากินอยู่กับนา หรือมิเพียงเพื่อทำนาทำสวนทำไร่อย่างเดียว  พวกเขายังเป็นแรงงานนอกระบบจำนวนราว 24 ล้านคน  เช่น  รับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ที่บ้าน   ลูกของพวกเขาอาจทำงานนอกภาคเกษตร เช่น คนงานภาคอุตสาหกรรมจำนวนราว 10 ล้านคน และภาคบริการอื่นๆจำนวนกว่า 10 ล้านคน

แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นแรงงานพนักงานด้านการผลิตที่ต้องทำ งานมากกว่าแปดชั่วโมง เพื่อส่งเงินมาเลี้ยงครอบครัวภาคเกษตร  หรือภาคเกษตรอยู่รอดได้เพราะมีนอกภาคเกษตรหนุนเสริม   พวกเขาจึงหาได้เลื่อนฐานะทาง”ชนชั้น” เป็น “คนชั้นกลาง” แต่อย่างใด

3 กระนั้นก็ตาม  หากกล่าวถึง นโยบายจำนำข้าว มีชาวนาที่ทำนาไม่ว่าขนาดเล็ก ขนาดกลางและได้ประโยชน์จากนโยบาย 20 ล้านคน  ก็นับเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วมิใช่หรือ ? ที่ชาวนาส่วนนี้จะได้มีเงินจ่ายหนี้ธกส. หนี้ที่สร้างทุกข์ระดมให้ชาวนามาตลอด  ลูกหลานครัวเรือนชาวนาส่วนนี้ก็จะได้ลดภาระการส่งเงินมาให้ครอบครัวโดยที่ตน เองทำงานหนัก

การแทรกแซงราคาข้าวของรัฐ   ภายใต้กลไกตลาดที่บิดเบือน การขจัดอิทธิพลผูกขาดของพ่อค้าข้าวส่งออก เป็นสิ่งถูกต้องชอบธรรมใช่ไหม ? เฉกเช่น นโยบายด้านสาธารณสุข ที่รัฐไม่ปล่อยให้เอกชนใช้กลไกตลาดหาประโยชน์ส่วนตนเพียงฝ่ายเดียว

แน่ นอนว่า หากมีปัญหาการทุจริต การสวมสิทธิ์จากโครงการนี้  การะบายข้าว  ก็ควรตรวจสอบแก้ปัญหาเพื่อความโปร่งใสและงบประมาณจะได้ถึงชาวนาอย่างแท้จริง ซึ่งอาจต้องจัดตั้งกลไกที่ชาวนามีส่วนรวมมากขึ้น    แต่มิใช่ยกเลิกนโยบายปล่อยให้กลไกตลาดที่บิดเบือนและชาวนาตกเป็นเบี้ยล่าง เช่นเคย

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย  ณรงค์ เพรชประเสริฐ   ขึ้นเวทีองค์กรพิทักษ์สยามได้บอกว่า “มนุษย์เงินเดือนเป็นพนักงาน 17 ล้านคน ต้องเสียภาษี   แต่ชาวนาไม่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าว “

ไม่ทราบว่า 17 ล้านคน  เป็นคนงานพนักงานการผลิต  ซึ่งล้วนเป็นลูกลานชาวนาจำนวนมากจำนวนส่วนใหญ่  ที่มิใช่มนุษย์เงินเดือนแบบคนชั้นกลางระดับผู้บริหาร  ระดับหัวหน้างาน หรือเจ้าหน้าที่ราชการ

ขณะที่ ณรงค์  เพชรประเสริฐ เขายังตั้งใจหลอกลวงว่าชาวนาไม่ต้องจ่ายภาษี ทั้งๆที่ชาวนาและลูกหลานชาวนาล้วนเป็นจำนวนผู้จ่ายภาษีมากที่สุดก็ว่าได้

4.  เนื่องเพราะ ไม่นานมานี้   อาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึง การปฏิรูปทางทางการคลังนั้นหมายรวมถึงการปฏิรูปทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย ทางด้านรายได้นั้นจะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีเพื่อให้สามารถรองรับระบบ สวัสดิการได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ต้องมีการปฏิรูปงบประมาณทางด้านรายจ่าย เพื่อตัดรายจ่ายประเภทไม่จำเป็นมาใช้จ่ายด้านระบบสวัสดิการมากขึ้น

ใน การปฏิรูประบบภาษีนั้น มีข้อเสนอซึ่งไม่ใช่ใหม่ แต่แม้ผลักดันกันมานานก็ไม่ปรากฏเป็นจริง คือการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก รัฐบาลปัจจุบันได้เสนอว่าควรจะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง สอดคล้องกับข้อเสนอของภาคประชาสังคม ทั้งนี้เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง

จาก ข้อมูลการกระจายรายได้ พบว่าความแตกต่างทางด้านรายได้ระหว่างคนจนและคนรวย (เปรียบเทียบ 20% ของประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดกับ 20% ของประชากรที่มีรายได้ต่ำที่สุด) อยู่ที่ประมาณ 13 เท่า แต่ถ้าเปรียบเทียบในเชิงของการครอบครองทรัพย์สิน มีการประเมินว่าน่าจะสูงกว่านี้มากทีเดียว

 ฐานการจัดเก็บภาษีใน ประเทศต่างๆ มักจะมาจากฐานทางด้านรายได้ การบริโภค และทรัพย์สิน สำหรับประเทศไทย ฐานการจัดเก็บภาษีหลักมาจากฐานการบริโภค รองลงมาคือฐานทางด้านรายได้ สำหรับฐานทรัพย์สิน มีการจัดเก็บน้อยมากๆ จึงคงถึงเวลาที่จะต้องมีการจัดเก็บภาษีฐานทางด้านทรัพย์สินขึ้นมาเสียที

เหตุผล ในการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน สำหรับกรณีของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นเกี่ยวข้องกับหลักของการได้รับ ประโยชน์จากภาครัฐ และหลักความสามารถในการจ่าย ดังนั้น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการจัดเก็บอยู่บนฐานของมูลค่าที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีราคาที่สูงขึ้น ถ้ามีการพัฒนาความเจริญเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว เช่นยิ่งมีระบบสาธารณูปโภคเข้าไปมากเท่าไร ราคาของสินทรัพย์ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของจึงควรมีการจ่ายภาษีกลับคืนมาให้กับรัฐ และเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้จ่ายภาษีในเขตเมืองและชนบท

นอก จากนี้แล้ว ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังควรมีการแบ่งแยกประเภทของการใช้ที่ดินด้วย เช่นถ้าเป็นการใช้เพื่อเกษตรกรรม อัตราการจัดเก็บควรจะต่ำกว่า การใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือประกอบการอุตสาหกรรม หรือเชิงพาณิชย์อื่นๆ และสำหรับที่ดินที่รกร้าง กล่าวคือเป็นการซื้อที่ดินเพื่อการเก็งกำไร ซึ่งมีผลให้ปัจจัยการผลิตถูกนำไปครอบครองไว้เฉยๆ ไม่ทำประโยชน์ ควรจะมีการจัดเก็บในอัตราที่สูงเพื่อเป็นการสร้างต้นทุนในการเก็งกำไร เพื่อผลักดันให้มีการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ส่วน ภาษีมรดก เป็นภาษีที่ถือว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะความไม่สมบูรณ์ของตลาดและประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี จึงเปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มสามารถสะสมทรัพย์สินหรือโภคทรัพย์จนมากเกินไป การจัดเก็บภาษีมรดกถือเป็นการคืนกำไรหรือผลผลิตส่วนเกินให้กับสังคม ซึ่งมีเป็นจำนวนมากที่การสร้างรายได้เหล่านี้มักจะมาควบคู่กับการการสร้าง ต้นทุนทางสังคม ประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมีการจัดเก็บภาษีมรดกทั้งสิ้น

ระบบโครงสร้างการเก็บภาษีปัจจุบัน จึงไม่อาจบิดเบือนได้ว่า คนชั้นกลางเท่านั้นที่จ่าย  แต่ผู้จ่ายจำนวนมากกลับเป็นคนชั้นล่าง

มี การเป็นห่วงว่า นโยบายจำนำข้าวนี้ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก  แต่คำถามก็คือ หากงบประมาณจำนวนมากเพื่อคนจำนวนมาก รัฐควรกระทำหรือไม่ ?  หากงบประมาณจำนวนไม่น้อย เช่น งบกองทัพ  โครงการไม่จำเป็นต่างๆ  องค์กรไม่จำเป็นต่างๆ ที่คนจำนวนน้อยได้ประโยชน์  รัฐควรกระทำหรือไม่ ?  ในทางตรงกันข้าม สมัยวิกฤติฟองสบู่ ปี 40 รัฐบาลได้ช่วยเหลือสถาบันการเงินบางแห่ง  ด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาล เป็นการล้มบนฟูก  “อุ้มคนรวย” ซึ่งมีไม่กี่ตระกูลด้วยงบประมาณแผ่นดิน มิใช่หรือ?

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายจำนวนข้าว ครั้งนี้ บางคนกระทำด้วยความตั้งใจ เพื่อนำสู่การปรับปรุงแก้ไข  บางคนหลงใหลกับกลไกตลาดเสรีผูกขาด

แต่บางคนกระทำการทำลายความชอบธรรมเป้าหมายขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อแช่แข็งประเทศไทยเท่านั้นเอง ?

5 . อย่างไรก็ตาม  การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของชาวนาในระยะยาวและระดับรากเหง้าของปัญหาชาว นา  อย่างน้อยรัฐ ต้องมีการปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดิน   มีการเก็บภาษีที่ก้าวหน้า  ปลดหนี้สินของเกษตรกร  มีมาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมและเกษตรกรรายย่อย   ขจัดการผูกขาดปัจจัยการผลิต  ส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มของชาวนา   สนับสนุนให้ประชาชนมีอำนาจควบคุมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เพราะ  “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ” มิใช่หรือ ?


ที่มาภาพ : วิวาทะ

ประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ต้องผ่านสภาตาม ม. 190 หรือไม่

ที่มา ประชาไท



ชื่อ บทความเดิม
การทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศตามข้อ 12(3) ต้องผ่านสภาตามมาตรา 190 วรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่


ข้อความเบื้องต้น
ประเด็นเรื่องการทำคำแถลงยอมรับ เขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม) ตามข้อที่ 12 (3) นั้นกำลังเป็นประเด็นสำคัญขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่นางฟาทู เบนซูดา (Fatou Bensouda) อัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ มาเยือนประเทศไทยและเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น เชื่อแน่ว่าจะต้องเกิดคำถามตามมาว่า การทำคำแถลงหรือคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศดังกล่าวเป็น หนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 หรือไม่อันจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน  สำหรับประเด็นดังกล่าวผู้เขียนมีความเห็นทางกฎหมายดังต่อไปนี้
1. มาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญนั้นเป็นมาตราที่เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญา ซึ่งตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ 1969 เป็น “ความตกลงระหว่างประเทศ” (international agreement) ส่วนการทำ “คำประกาศ” (Declaration) ยอมรับเขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ตามข้อที่ 12(3) นั้นเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ (unilateral act) แม้ในข้อที่ 12 (3) จะมิได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำฝ่ายเดียวก็ตาม แต่โดยลักษณะของคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลนี้ย่อมเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของ รัฐอยู่ในตัวแล้ว คำตอบยืนยันว่าคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเป็นการกระทำฝ่ายเดียวปรากฎอยู่ ในคดี Fisheries case ระหว่างประเทศ Spain กับประเทศ Canada ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกตามมาตรา 36 วรรค 2 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นการกระทำฝ่ายเดียว โดยศาลย้ำอย่างชัดเจนว่า “a declaration of acceptance of the compulsory jurisdiction of the Court, whether there are specified limits set to that acceptance or not, is a unilateral act of State sovereignty.” [1] และศาลโลกกล่าวอีกว่า “since a declaration under Article 36, paragraph 2, of the Statute, is a unilaterally drafted instrument,” [2]
ฉะนั้น ถ้าหากการทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจ “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” (International Court of Justice: I.C.J) เป็นการกระทำฝ่ายเดียว การทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” (International Criminal Court: I.C.C) ก็ต้องมีลักษณะเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐเหมือนกันเพราะต่างก็เป็นศาล ระหว่างประเทศเหมือนกันและทั้งสองศาลก็ยอมรับการทำ “คำประกาศ” ว่าเป็นวิธีการยอมรับเขตอำนาจศาล เหมือนกันด้วย [3] ผู้ เขียนยังมองไม่เห็นเหตุผลทางกฎหมายที่จะมาอธิบายว่าคำประกาศยอมรับเขตอำนาจ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกเป็น “การกระทำฝ่ายเดียว” แต่พอคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศกลายเป็น “สนธิสัญญา”
นอกจากคำพิพากษาของศาลโลกที่ยืนยันว่าคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลเป็นการกระทำฝ่ายเดียวแล้ว ในรายงานของนาย Victor Rodríguez-Cedeño ซึ่งเป็น Special Rapporture ของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ  (International Law Commission) เรื่อง Unilateral act ก็ได้ยกตัวอย่างเรื่องคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาล (ระหว่างประเทศ)  ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ [4] ซึ่งเรื่องนี้ใช่เรื่องใหม่ ทั้งศาลโลกเก่าและใหม่ต่างก็ยอมรับช่องทางในการเสนอให้ศาลโลกพิจารณาไว้ถึง 3 ทางและหนึ่งในนั้นก็คือ คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาล [5]  ยิ่ง กว่านั้นในคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกมีเขตอำนาจศาลก็เป็นเพราะประเทศไทยทำ คำประกาศฝ่ายเดียวนั่นเอง  ยังไม่เคยมีหลักฐานว่าประเทศไทยทำสนธิสัญญายอมรับเขตอำนาจศาลโลกแต่อย่างใด
2.  การทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลอาญาระหว่าง ประเทศขาดคุณลักษณะหรือองค์ประกอบของหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญา เนื่องจากว่าสนธิสัญญาต้องเป็นความตกลงระหว่างรัฐกับรัฐหรือรัฐกับองค์การ ระหว่างประเทศ แต่การทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลนั้น ศาลมิได้แสดงเจตนาตอบรับหรือตอบสนองคำประกาศของรัฐแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวโดยลำพังของรัฐที่จะยอมรับเขตอำนาจศาล เท่านั้น ศาลมิได้มาร่วมเจรจาตกลงหรือลงนามในคำประกาศนั้นแต่อย่างใด คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลนั้นลงนามแต่เฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง ประเทศหรือผู้ที่มีอำนาจเท่านั้น ศาลหาได้มาร่วมลงนามด้วยไม่ ดังนั้น เมื่อขาดองค์ประกอบของคู่ภาคีเสียแล้ว คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลจึงมิใช่เป็น “ความตกลงระหว่างประเทศ” แต่อย่างใด
3. ส่วนข้ออ้างที่ว่า คำประกาศตามข้อ 12 (3) นั้นก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายหรือความผูกพันฉะนั้นจึงเข้าข่ายเป็นสนธิ สัญญา ข้ออ้างนี้ปราศจากเหตุผลทางกฎหมายรองรับเนื่องจากพันธกรณีตามกฎหมายระหว่าง ประเทศไม่จำเป็นต้องมาจากสนธิสัญญาอย่างเดียว การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐก็ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายได้ดังเช่น ที่ศาลโลกเคยตัดสินในคดี Ihren Declaration และคดี Nuclear Test case ซึ่งทั้งสองคดีต่างก็เป็นคำประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและ ศาลก็ตัดสินว่าคำประกาศดังกล่าวเป็นการกระทำฝ่ายเดียวที่ก่อให้เกิดพันธกรณี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ในตราสารระหว่างประเทศที่เรียกว่า “Guiding Principles applicable to unilateral declarations of States capable of creating legal obligations” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า “capable of creating legal obligations” อย่าง ชัดเจนอยู่แล้ว อีกทั้งในในข้อแรกของ Guiding Principles ก็บัญญัติว่า “1. Declarations publicly made and manifesting the will to be bound may have the effect of creating legal obligations…..” นอกจากนี้นักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงอย่างศาสตราจารย์ Paul Reuter ก็ยังเห็นว่า กากระทำฝ่ายเดียวเป็นที่มาพันธกรณีสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ[6]
สรุปก็คือ คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศตามข้อที่ 12 (3) เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ ไม่ใช่หนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญาตามกรุงเวียนนา ค.ศ.1969 แต่ประการใด หากจะยกคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญมาหักล้างเหตุผลข้างต้น
4. การทำคำประกาศฝ่ายเดียวเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่แล้ว โดยข้อ 4 ของ Guiding Principles applicable to unilateral declarations of States capable of creating legal obligations” ระบุชัดเจนว่า “ 4. A unilateral declaration binds the State internationally only if it is made by an authority vested with the power to do so. By virtue of their functions, heads of State, heads of Government and ministers for foreign affairs are competent to formulate such declarations…..” การทำคำประกาศดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องได้รับการมอบหมายจากผู้ใดอีกหรือไม่ จำเป็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะมอบหมายให้ผู้ใดกระทำแทนตน
5. ศาลรัฐธรรมนูญของไทยเคยมีคำวินิจฉัยในคดีหนังสือแสดงเจตจำนงขอรับความช่วย เหลือที่เรียกว่า Letter of Intent ที่รัฐบาลไทยมีไปยังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) โดยศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็น หนังสือสัญญาตามมาตรา 224 แห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 เพราะว่า การทำหนังสือดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแสดงเจตจำนงฝ่ายเดียวของประเทศไทยโดย ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศไม่ได้มีการเสดงเจตนาตอบรับอันจะเข้าข่ายเป็น ควาตกลงระหว่างประเทศ [7] กล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำหนังสือ LOI เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐบาลไทย
บทสรุป
การทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่าง ประเทศตามข้อที่ 12 (3) เป็น “การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ” ไม่ใช่เป็นการ “ทำหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญา” ตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 เพราะฉะนั้นจึงไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา 190 แต่อย่างใดย่อมหมายความว่า รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารสามารถทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลได้โดยไม่ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติตามมาตรา 190

เชิงอรรถ
[1] Fisheries Jurisdiction (Spain v. Canada), I.C.J. Reports 1998, para. 46
[2] Ibid., para. 48
[3] ในมาตรา 36 วรรค 2 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้คำว่า “declare.” และใช้คำว่า “The declarations” ถึง 3 ครั้ง ส่วนมาตรา 12 (3) แห่งธรรมนูญกรุงโรม ใช้คำว่า “acceptance” และ “ by declaration”
[4] Declarations made under Art. 36 (2) Statute of the International Court of Justice related to the acceptance of the jurisdiction of the court …. are unilateral acts…” โปรดดู Víctor Rodríguez Cedeño, Max Planck Encyclopedia of Public International Law, www.mpepill.com
[5] โปรดดูมาตรา 36 วรรค 2 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
[6] Reuter, “Principes de droit international public”, Collected Courses ..., vol. 103 (1961-II), p. 531 อ้างโดย Victor Rodríguez-Cedeño, First report on unilateral acts of States, A/CN.4/486,1998, หน้า 13
[7] คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/542 หน้า 10

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: ดูการเมืองอเมริกันอย่างไรให้มันส์ ตอนที่ 4 (ตอนจบ)

ที่มา ประชาไท



ตอนสุดท้ายของซีรีย์ "ดูการเมืองอเมริกันอย่างไรให้มันส์" พบกับการพูดคุย วิเคราะห์วิจารณ์การเมืองสหรัฐอเมริกาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ประธานาธิบดี ยังอยู่กับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมาวิเคราะห์ถึงผลการดีเบตรอบที่ 3 ซึ่งเป็นสุดท้ายของ 2 ผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดอเมริกัน บารัค โอบามา และมิต รอมนีย์ และมาดูโพลล์ของสำนักต่างๆ ที่สำรวจคะแนนนิยมของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งแนะนำเว็บไซต์ของสองว่าที่ประธานาธิบดีใหม่ ของสหรัฐอเมริกาว่ามีอะไรเด็ดๆ กันบ้าง





"เอแบคโพลล์" ครม.ใหม่ 6.67 เต็ม10 - 87.4% จี้ "ปู" แจงศึกซักฟอกด้วยตัวเอง/สวนดุสิตโพล ชี้ ปชช.ชื่นชม "ปู"ตั้งใจทำงาน

ที่มา ประชาไท



"สวนดุสิตโพล" ชี้ ปชช.ชื่นชอบ "ปู"ตั้งใจทำงาน ยี้ ฝ่ายค้าน ค้านทุกเรื่อง
4 พ.ย.2555 สวนดุสิตโพล  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจ “จุดแข็งและจุดอ่อนของ รัฐบาล และ ฝ่ายค้าน ในสายตาประชาชน” เพื่อสะท้อนความสอดคล้องของการปฏิบัติงานในความคิดเห็นของประชาชน โดยได้สารวจความคิดเห็นของประชาชนทั่ว ประเทศ จานวน 2,209 คน ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม –3 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งสรุปผลดังนี้

ในหัวข้อประชาชน คิดว่า “รัฐบาล” ที่นำโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ณ วันนี้ เป็นอย่างไร  พบว่าจุดแข็งของรัฐบาลคือ  อันดับ 1 การเข้าถึงประชาชน มีนโยบายประชานิยมที่เป็นรูปธรรม 41.00% อันดับ 2 การทำงานรวดเร็ว /บุคลากรเก่ง มีความรู้ โดยเฉพาะนายกฯที่ประชาชนชื่นชอบ 33.18% และ อันดับ 3 ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับรากหญ้าและกลุ่มเสื้อแดง 25.82% ขณะที่จุดอ่อนของรัฐบาลคือ อันดับ 1 ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนหรือทาตามสัญญาที่ให้ไว้ได้อย่างครบถ้วน 49.90% อันดับ 2 การทุจริต คอรัปชั่น ต่างๆโดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว 31.34% และอันดับ 3 ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้ 18.76%

ส่วน หัวข้อ เรื่องใดที่ประชาชนชื่นชอบรัฐบาลมากที่สุดพบว่า  อันดับ 1 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการทำงาน  48.73% อันดับ 2 การปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 32.99% อันดับ 3 การขึ้นเงินเดือน ขึ้นค่าแรง 18.28% ส่วนเรื่องที่ประชาชนเบื่อรัฐบาลคือ อันดับ 1 การเล่นพรรคเล่นพวก โดยเฉพาะการแต่งตั้ง เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง 37.82% อันดับ 2 ยังไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้อย่างครบถ้วน /โครงการประชานิยมยังไม่สาเร็จเป็นรูปธรรม 32.18% และอันดับ 3 การแก้ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส การทุจริตของนักการเมืองยังไม่เด็ดขาด 30.00%

ขณะที่หัวข้อเรื่องใดที่ทำให้ประชาชน “ชื่นชอบฝ่ายค้าน” มากที่สุด ผลปรากฎว่า อันดับ 1 ผู้นำฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 44.53% อันดับ 2 ความพยายามในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 41.70% และอันดับ 3 มีหลักการ จุดยืน แนวคิดและการทำงานที่ชัดเจน 13.77% ส่วนหัวข้อเรื่องใดที่ทำให้ประชาชน “เบื่อฝ่ายค้าน” มากที่สุด พบว่าอันดับ 1 ค้านทุกเรื่อง /การกล่าวหารัฐบาลย่างเลื่อนลอย ไม่มีข้อมูลหลักฐาน 46.87% อันดับ 2 เล่นเกมการเมืองมากไป คอยจุดกระแส สร้างประเด็นทางการเมือง 28.12% อันดับ 3 ไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาของประเทศ 25.01%


"เอแบคโพลล์" เผย ปชช. ให้คะแนน ครม.ใหม่ 6.67 เต็ม 10 - ร้อยละ 87.4 จี้ "ปู" แจงศึกซักฟอกด้วยตัวเอง

สำนัก วิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ผลของการปรับคณะรัฐมนตรี การชุมนุมทางการเมือง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสายตาของสาธารณชน จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี ลพบุรี ปทุมธานี ชลบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ มุกดาหาร หนองคาย ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น พัทลุง สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,189 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน  2555 ที่ผ่านมา พบว่า

ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 85.2 ทราบข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยระดับการยอมรับคณะรัฐมนตรีหลังปรับคณะรัฐมนตรีอยู่ที่ 6.67 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และผลสำรวจยังพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.3 ระบุความเป็นผู้นำของ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพิ่มขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 43.7 ระบุว่า ลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการปรับตัวของคนไทยหลังการปรับคณะรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.9 ระบุควรทำใจปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ลดอคติ อย่าคิดล่วงหน้าไปเอง ให้โอกาสคน ใช้กฎหมายตัดสินถูกผิด

นอกจากนี้ ในหัวข้อการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.9 ทราบข่าว และเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.2 คิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ของฝ่ายค้านจะมีข้อมูลที่น่า สนใจ ในขณะที่ร้อยละ 44.8 ไม่คิดว่ามี อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.6 ไม่คิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาย ในรัฐบาล แต่ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.4 ระบุนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ควรออกมาชี้แจงตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ด้วยตนเอง และร้อยละ 87.1 ระบุนายกรัฐมนตรีควรให้ความสำคัญต่อการใช้ระบบรัฐสภาในการแก้ปัญหาบ้านเมือง ในเวลานี้


ที่มา:,มติชนออนไลน์

สงครามล้างเผ่าพันธ์ในราวันดา ..ขออย่าให้เกิดในเมืองไทยเลย

ที่มา thaifreenews



การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา : 
โศกนาถกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้นในเมืองไทย
เมื่อหลายสิบปีก่อน มีข่าวใหญ่สะท้านโลกข่าวหนึ่งคือ 
ข่าวเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันดา 
ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ในแอฟริกา 
ข่าวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ค่อนข้างสะเทือนขวัญชาวโลก 
ที่แม้แต่เพื่อนบ้านกันเองที่มีความคุ้นเคยสนิทสนมกันมานาน  
ก็ยังจับอาวุธขึ้นมาฆ่ากันเองกระจายไปทั่วประเทศ 
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นคนไทยส่วนใหญ่อาจลืมเลือนไป 
เพราะหลังจากนั้นไม่นาน 
ประเทศไทยก็เจอกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
เล่นงานเสียงอมแหงม แล้วเรื่องรวันดาก็จางหายไป


เรื่องรวันดามาสะกิดใจชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง 
เมื่อมีภาพยนต์ดังเรื่อง Hotel Rwanda ออกฉาย 
ซึ่งภาพยนต์เรื่องนี้ได้สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศรวันดา 
ที่ผู้จัดการโรงแรมชาวฮูตูได้ช่วยชีวิตชาวตุ๊ดชี่ไว้หลายพันคน 
จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนชาติเดียวกันเอง 

Rwanda คือชื่อของประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา
ล้อมรอบไปด้วยประเทศ ยูกันดา บุรุนดี คองโก และแทนซาเนีย ปัจจุบันประเทศ Rwanda มีเมืองหลวงชื่อว่า กรุง Kigali
เดิมทีดินแดนนี้เคยเรียกว่า Ruada-Urundi 
เคยรวมอยู่กับ Burundi 
แล้วตกเป็นอาณานิคมของเยอรมัน พศ. 2433  
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเยอรมันแพ้สงคราม 
ทำให้รวันดา ตกอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การสหประชาชาติ 
โดยมีเบลเยี่ยมเป็นผู้ดูแลแทนองค์การสหประชาชาติ 
โดยในขณะนั้นรวันดามีการปกครองแบบมบูรณาญาสิทธิราชย์ 
ประชาชนของรวันดา ประกอบด้วยคนสองเผ่าคือ 

เผ่าตุ๊ดชี่ (Tutsi) ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ 
มีประมาณร้อยละ 15 แต่เป็นกลุ่มที่
มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี 
มีการศึกษาดีและส่วนใหญ่เป็นพวกนักรบ 

อีกเผ่าหนึ่งซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคือ 
เผ่าฮูตู (Hutu) ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน 
มีอาชีพทางด้านกสิกรรมเป็นส่วนใหญ่




เมื่อปี พศ.2502 ได้เกิดสงครามระหว่างประชากรทั้งสองเผ่าขึ้น 
ซึ่งผลของสงครามทำให้ชนเผ่าตุ๊ดชี่ หมดอำนาจลง 
และ 2 ปีต่อมา เบลเยี่ยมได้จัดให้มีการลงประชามติ 
เกี่ยวกับเอกราชของรวันดา 
และผลของประชามติ คือ ชาวรวันดา
ต้องการที่จะปกครองตนเอง 
เบลเยี่ยมจึงให้เอกราชแก่รวันดา 
ในวันที่ 1กรกฎาคม 2505 (1962) 
รวันดาจึงได้กลายเป็นสาธารณรัฐ 
มีการร่างรัฐธรรมนูญและจัดให้มีการเลือกตั้ง


ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคของชาวเผ่า ฮูตู (Hutu) 
ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล 
มีนาย Gregoire Kayibanda 
เป็นประธานาธิบดีคนแรกของรวันดา 

แต่อย่างไรก็ตาม ในปี พศ.2506 – 2507 
ก็ได้เกิดสงครามระหว่างชนทั้งสองเผ่าอีกครั้งหนึ่ง 
ซึ่งผลของสงครามทำให้เผ่าตุ๊ดชี่ถูกฆ่าตายไปหลายพันคน 
และอีกหลายหมื่นคนต้องหนีไปอยู่ยูกันดาและบุรุนดี




ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2516  
พลเอกJuvenal Habyarimana 
ทำรัฐประหาร ขับไล่ประธานาธิบดี Kayibanda 
ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรก
ออกจากตำแหน่ง 

ซึ่งการรัฐประหารในครั้งนั้นทำ
ให้พรรคของชนเผ่าฮูตูหมดอำนาจลง 
โดยพรรคของเผ่าตุ๊ดชี่ ซึ่งควบคุมโดยกองทัพ 
เข้ามามีอำนาจแทนประธานาธิบดี 
พลเอก Juvenal Habyarimana 
มีนโยบายขจัดลัทธิเผ่านิยม 
เพื่อสร้างความสามัคคีและความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศ 
ตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2521 
ทำให้พรรค MRND ซึ่งควบคุมโดยกองทัพ 
เป็นพรรคการเมืองที่ถูกกฎหมายเพียงพรรคเดียว 
นโยบายสำคัญของพรรค MRND คือ 
ขจัดความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ 
และสร้างเอกภาพให้แก่ชาติ 
โดยอำนาจตุลาการใช้ผ่านทางศาลและ 
คณะรัฐมนตรี (Council of State)
       
2 เดือนของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ

ภายหลังการอสัญกรรมของประธานาธิบดี 
พลเอก Juvenal Habyarimana 
ซึ่งเป็นชนเผ่าฮูตู โดยมี่สาเหตุมาจากเครื่องบินตก 
ในวันที่ 6 เมษายน 2537 ซึ่งได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญ 
และการเริ่มต้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 
โดยพวกฮูตูได้โฆษณาชวนเชื่อว่า 
ประธานาธิบดีของชนเผ่าฮูตูตายนั้น
เกิดจากฝีมือของชนเผ่าตุ๊ดชี่ 

และในวันที่ 8 เมษายน 2537  
Dr.Theodore Sindikubwabo ชนเผ่าฮูตู 
ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน


การปลุกระดมและการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ 
เพื่อยุยงให้มีการฆ่าชนเผ่าตุ๊ดซี่
ก็เริ่มขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นตนมา 

ซึ่งพวกอาสาสมัครที่ ของเผ่าฮูตู
ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างลับๆ ทั่วประเทศ 
มีมีดขนาดใหญ่เป็นอาวุธ 
ก็ได้รวมกลุ่มกันสังหารหมู่ชาวตุ๊ดชี่ 
เป็นจำนวนมาก แม้ในขณะนั้น 
จะมีทหารขององค์การสหประชาชาติ 
ประจำอยู่ในประเทศรวันดาก็ตาม 
แต่ทหารเหล่านั้นก็ไม่สามารถป้องกัน
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขนานใหญ่นี้ได้เลย 
ผลของการฆ่าที่ดำเนินไปเป็นเวลากว่า 2 เดือน 
ทำให้ชาวตุ๊ดชี่สังเวยชีวิตถึง 800,000 คน 
รวมทั้งชาวฮูตู มากกว่า50,000 คน



เรื่องเล่าที่เป็นโศกนาฎกรรมคือ 
บางครอบครัวหัวหน้าครอบครัวต้องลงมือสังหารบุตร 
และภรรยาของตนเอง เพียงเพื่อให้ลูกๆ 
และภรรยาไม่ต้องตายอย่างทรมาณ 
เพราะหากปล่อยให้พวกอาสาสมัครฮูตูฆ่าเอง 
พวกนั้นจะตัดมือตัดแขน และปล่อยให้ตายเองอย่างทรมาน 
หลายครอบครัวจึงขอลงมือสังหารเอง เนื่องจากไม่มีทางรอดแล้ว
   
 เมื่อเราเทียบเหตุการณ์ในครั้งนั้น
กับเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว 
โดยฮิตเลอร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว 
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน รวันดา 
กลับมีจำนวนคนตายมากกว่าถึง 3 เท่า
ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเพียงสองเดือนเท่านั้น...!!

และเหตุใดทำไม ชนเผ่าฮูตู ถึงได้ ฆ่าชนเผ่าตุ๊ดชี่ 
ได้อย่างรวดเร็วและมากมายได้ขนาดนั้น 
ทั้งที่ช่วงนั้นประเทศ รวันดา 
ก็อยู่ภายใต้การดูแลการเลือกตั้งของทหารสหประชาชาติ 
(ฝรั่งเศส เป็นผู้นำในการดูแลประเทศรวันดาในขณะนั้น) 
ในขณะที่โลกเราขณะนั้นก็มีการสื่อสารที่ไร้พรมแดน...
ในขณะที่อเมริกา มีประธานาธิบดีที่ชื่อ Bill Clinton ......?.....


เสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์

ที่มา thaifreenews



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
มีแนวโน้มที่จะลงนามในเอกสาร
ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไทย

หลังจากที่เจ้าหน้าที่จากศาลอาญาระหว่างประเทศ 
(ไอซีซี) มาเยือนกรุงเทพมหานคร 
ในขณะนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะประกาศ
ยอมรับอำนาจพิจารณาคดีไอซีซี
ในกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ก่อขึ้นในประเทศไทยเดือน
เมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 หรือไม่ 
                                 



ยุติวงจรอุบาทว์ทำผิดแล้วลอยนวลเสวยสุข 
นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ที่มีมากกว่า 80 ปี ศ.ธงชัย วินิจจกุล#ICC




แช่แข็งประเทศ ต้องเป็นแบบนี้รับกันได้ไหม ?

ที่มา thaifreenews

 หมุนสมองคนไทยกลับไปเป็นทาส
ม๊อบแช่แข็งประเทศ ต้องเป็นแบบนี้รับกันได้ไหม




   ตัวอย่างเบาะๆ รับกันได้ไหม

1. ยัดข้อหาและจับกุมคุมขังแกนนำเสื้อแดงทุกรูปแบบ 
    เพื่อกวาดจับประชาชนที่ออกมาชุมนุมต่อต้านพวกมัน
2. สั่งปิดสื่อเสื้อแดงทั้งหมดด้วยกฎหมายข้างต้น 
    เล่นงานทุกสื่อที่สนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทั้งตัวบุคคลและองค์กร
3. ยกเลิกทุกโึครงการที่จะทำให้ประชาชนคนชั้นกลางลงมามีความสุข
4. เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของไทยให้กลับไป

     สู่การเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้าน 
    พื่อให้ประเทศวุ่นวายด้วยเรื่องชาตินิยมแบบบ้าคลั่ง
5. พวกนี้ะพยายามทำให้การเปลี่ยนผ่านของผู้ครองแผ่นดิน 

    ให้เป็นไปในแนวทางที่หัวเรือใหญ่ของมันคือไอ้กระเทยสี่เสา 
    และสมุนอย่างพวกมันไม่เจ็บตัว
6. พวกนี้จะเข้ามาสร้างระบบรัฐเผด็จการสมบูรณ์แบบ อย่างที่ 

    เยอรมัน อิตาลี จีน พม่าสหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก อาหรับ 
    และโดยเฉพาะแบบที่ประเทศไทยเคยเป็น 
    ในยุคสฤษดิ์ ถนอมประภาส ธานินทร์ กรัยวิเชียร มาก่อน 
    และถ้าสำเร็จ มันจะไม่ใช่แค่แช่แข็ง 5 ปีแบบที่พวกมันบอกหรอก
    แต่จะยาวนานไปชั่วกัลปาวสาน ฯลฯ

ขอประเมินแค่นี้ทั้งที่ยังน่าจะมีอีกมาก 

และถามว่าพวกเราคนไทยผู้รักประชาธิปไตย
และคนเสื้อแดงรับกันได้ไหม ?

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42786.0

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 05/11/55 ช่วยคืนความยุติธรรมให้คนตาย...

ที่มา blablabla

โดย  

 ภาพถ่ายของฉัน




เปิดประตู สู่ความจริง สิ่งที่เห็น
แม้ยากเย็น ต้องฟันฝ่า อย่าท้อถอย
อนาคต ต้องดีกว่า อย่าซ้ำรอย
ลบด่างพร้อย ความชั่วช้า มานานปี....

คืนยุติธรรม ให้คนตาย หลายชีวิต
เอาคนผิด รับโทษทัณฑ์ ณ วันนี้
แม้ฝันว่า เขาช่วยได้ ICC
ก็ยังดี กว่าสิ้นหวัง แล้วนั่งรอ....

ความยุติธรรม ตอแหลแลนด์ แสนอุบาทว์
คนผูกขาด ยังฉกฉวย ช่วยกันก่อ
ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก ยุคสอพลอ
คนรวยยิ้ม คนจนหงอ รอรับกรรม....

เสียงคนตาย ยังโหยหวน ชวนสงสาร
แสนทรมาน คนสั่งฆ่า มาเหยียบย่ำ
ขอทวงสิทธิ์ ช่วยคืน ความยุติธรรม
พวกใจดำ..พวกใจโฉด รับโทษเร็วไว....

๓ บลา / ๕ พ.ย.๕๕

ใจ อึ๊งภากรณ์:อย่าไปหวังว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มา Thai E-News



โดย ใจ อึ๊งภากรณ์


สาเหตุที่รัฐบาลเพื่อไทยจะไม่ยกมือในการประชุมครม.เพื่อยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศคือ

๑. เพื่อไทยและทักษิณทำข้อตกลงกับทหารตั้งแต่สมัยชนะการเลือกตั้ง เลยตอนนี้ไม่เอ่ยถึงบทบาทประยุทธ์และอนุพงษ์ในการฆ่าเสื้อแดงมานาน พูดแต่เรื่องอภิสิทธิ์เท่านั้น ถ้าศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาก็ต้องพิจารณาบทบาททหารด้วย ทักษิณเองพูดว่าตัวเองไม่มีข้อขัดแย้งกับทหาร ขัดแย้งกับประชาธิปัตย์เท่านั้น และแกนนำ นปช. ก็คล้อยตาม

๒. ถ้ารัฐบาลยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งนี้ จะเปิดประตูให้มีการสืบข้อมูลทักษิณในเรื่องอาชญากรรมที่ตากใบ และการฆ่าวิสามัญในสงครามยาเสพติด

๓. ทักษิณและเพื่อไทยจำเป็นต้องสร้างภาพว่า “กำลังทำอะไรบางอย่าง” เรื่องการฆ่าเสื้อแดง เพราะถูกกดดันจากเสื้อแดงเอง แต่ที่สำคัญด้วยคือมันเป็นข้อต่อรองกับทหารเพื่อให้ทหารยอมให้ทักษิณกลับเมืองไทย มันไม่ใช่ว่าจะเอาจริง ถ้าทักษิณกลับได้ก็จะเลิกทำ การเล่นละครสร้างภาพว่า “กำลังทำอะไรบางอย่าง” ประกอบไปด้วยเรื่องอภิสิทธิ์และศาลอาญาระหว่างประเทศที่ทำบนพื้นฐานอภิสิทธิ์ (คนเดียว) มีสองสัญชาติ ไทย-อังกฤษ และการสร้างภาพว่ารัฐบาล “กำลังพิจารณา” ในไทยที่จะยอมรับอำนาจศาลระหว่างประเทศ แต่นี่มันหนึ่งปี สี่เดือนหลังจากการเลือกตั้ง ถ้าลากยาวไปเรื่อยๆ ก็หวังว่าคนคงจะลืม

๔. ทักษิณและเพื่อไทยเป็นซีกหนึ่งของชนชั้นปกครองไทย และชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้นไม่ต้องการให้มีการสำรวจ เปิดโปง และลงโทษคนที่รับผิดชอบในเรื่องอาชญากรรมของรัฐตั้งแต่ ๑๔ ตุลาและ ๖ ตุลา  มาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ นอกจากนี้ชนชั้นปกครองทั้งชนชั้นอยากคงไว้ 112 เพื่อเป็นเครื่องมือในการปราบคนที่คิดต่าง ดังนั้นไม่มีการปล่อยนักโทษ
ผมอยากจะผิดในการวิเคราะห์ครั้งนี้ อยากจะผิดจริงๆ ครับ อยากเห็นทหารฆาตกรและนักการเมืองมือเปื้อนเลือดขึ้นศาลเข้าคุก อยากเห็นนักโทษการเมือง 112 ถูกปล่อยทุกคน และผมกับคนอื่นอีกหลายคนก็อยากกลับบ้านด้วย 

แต่โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่งดงาม ถ้าเราไม่กระตือรือร้นสร้างองค์กรทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยแท้และรัฐไทยใหม่ ที่อิสระจากเพื่อไทย ทักษิณ และ นปช.

นปช. สัญจร: โรงเรียน นปช. จ.ชลบุรี

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
5 พฤศจิกายน 2555



วานนี้ (4 พ.ย. 55) อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ และแกนนำ นปช. ร่วมงานโรงเรียนการเมือง นปช. ณ สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ผลพวงรัฐประหารยังคงอยู่

อ.ธิดา กล่าวว่า การจัดตั้งโรงเรียน นปช. เพราะต้องการให้การขับเคลื่อนขบวนการของคนเสื้อแดงเป็นเอกภาพ เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดงคือ การลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร
แม้ว่าการรัฐประหารจะผ่านพ้นมากว่า 6 ปีแล้ว แต่ผลพวงการรัฐประหารยังคงอยู่ โดยเฉพาะ รธน.50 ซึ่งทำให้ระบอบอำมาตย์มีอำนาจมากขึ้น
ฝ่ายอำมาตย์ต้องการสิ่งที่ตรงข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย ขณะนี้ฝ่ายตรงข้ามอ้างว่า จะล้มรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ภายใน ธ.ค. นี้ ฝ่ายตรงข้ามมีเครือข่ายขนาดใหญ่ ทั้งหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ, นักธุรกิจที่เสียผลประโยชน์, ธุรกิจผิด กม. และพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมือง
คนเสื้อแดงต้องไม่ยอมให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งถูกทำรัฐประหาร ในทาง "ยุทธศาสตร์" คนเสื้อแดงต้องรักษาชัยชนะจากการเลือกตั้ง ส่วนในทาง "ยุทธวิธี" คนเสื้อแดงอาจรุก หรือถอยในบางครั้งได้ แต่อย่างไรก็ตามคนเสื้อแดงต้องไม่ถอยทาง "ยุทธศาสตร์"

ความคิดปิดประเทศเคยมีในยุค 6 ตุลาคม 2519

นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวว่า ขณะนี้ใกล้เวลาที่ฝ่ายตรงข้ามต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ พวกเขาจึงต้องดิ้นรนสุดแรงเกิด โดยเห็นได้จากที่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) จัดชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีการกล่าวหาฝ่ายนักศึกษาว่า ไม่จงรักภักดีเช่นเดียวกับ การรัฐประหารปี 2549 ในตอนนั้นกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลเกือบจะสามารถกระชากคอผู้สังหาร ประชาชนได้ แต่เกิดการรัฐประหารขึ้นเสียก่อน
นอกจากนี้ ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีในยุคนั้นเคยมีความคิดที่จะปิดประเทศ 12 ปี เพื่อสอนประชาธิปไตยให้กับประชาชน เช่นเดียวกับ พล.อ.บุญเลิศ ในขณะนี้

ต่างประเทศยังคงมั่นใจในประเทศไทย

วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ยืนยันว่า ต่างประเทศยังคงมองประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ และไม่ได้มองประเทศไทยใกล้จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดแต่อย่างใด
หลักประกันประชาธิปไตยคือ รธน. ดังนั้นตราบใดที่ รธน. ยังเป็นเผด็จการ หรือยังคงมีวาระซ่อนเร้น ประเทศจะไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้
แม้ รธน.50 จะไม่ใช่ รธน. ประชาธิปไตย แต่การที่มีบุคคลบางกลุ่มพยายามโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบ ประชาธิปไตยถือเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แต่คนเสื้อแดงจำเป็นต้องอดทนกับความเห็นต่าง

แฉรัฐประหาร 49 เกิดจากคนในรัฐบาลทรยศ

จตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า ตนเองได้้ติดตามการเคลื่อนไหวของ เสธ.อ้าย มาตั้งแต่ต้น ขณะนี้คนเสื้อแดงมีสถานีโทรทัศน์แห่งเดียว แต่ฝ่ายตรงข้ามมีถึง 3 สถานี
ในตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี สนธิ ลิ้มทองกุล และ พธม. พยายามโจมตีใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ คนที่แวดล้อม พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนทรยศ
การโจมตีใส่ร้ายในครั้งนั้นมีมากจน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อาจชี้แจงได้หมด จนในที่สุดก็สายไปเสียแล้ว การรัฐประหารปี 2549 ไม่ได้เกิดจากการที่ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้เปิดประตู แต่เกิดจากการที่คนรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้เปิดประตูเอง

เตรียม "ดาบประหาร" เล่นงานยิ่งลักษณ์

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า คนเสื้อแดงรวมตัวกันต่อสู้ เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร, 2 มาตรฐาน และการกดขี่ทางชนชั้น ด้วยหลักการที่ถูกต้องนี้จึงทำให้คนเสื้อแดงมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ตนเองไม่เชื่อว่า เสธ.อ้าย จะสามารถระดมคนได้มากถึง 1 ล้านคน แต่เขาสามารถใช้ประชาชนหลักหมื่นเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาลได้ เพื่อสร้าง "ดาบประหาร" ขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ฝ่ายตรงข้ามจะไม่ยุบพรรค หรือเล่นงานรัฐมนตรี เพราะแม้จะสำเร็จยิ่งลักษณ์ก็ยังคงอยู่
ถ้าเล่นยิ่งลักษณ์ได้ คณะรัฐมนตรีก็อยู่ไม่ได้ หลังจากนั้นฝ่ายตรงข้ามจะขัดขวาง เพื่อไม่ให้เกิดการประชุม ส.ส. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และนำพาประเทศไทยไปสู่การแช่แข็ง