WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 8, 2008

“เลี้ยบ” เต้นสาวลึกกองทุนฟื้นฟูฯ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานต่างๆของธนาคารไทยธนาคารแล้ว ส่วนกระแสข่าวที่ว่าจะตั้งกรรมการสอบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้นยังไม่ทราบ และขอเวลาตรวจสอบในรายละเอียดก่อนโดยจะขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ธปท.เพราะข้อมูลที่ได้รับมาเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น และข้อมูลที่ได้ก็ไม่ได้มาจาก ธปท.จะต้องสืบค้นและหาข้อเท็จจริงต่อไป

ทั้งนี้ เท่าที่ดูข้อมูลเบื้องต้นธนาคารไม่ได้มีปัญหาถึงขนาดที่ต้องล้ม “ผมได้ฟังเพียงข้อมูลเบื้องต้นจะต้องขอข้อมูลรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีการสรุปว่าใครผิดหรือถูก และก็ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร หรือผู้ว่าการแบงก์ ชาติ ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้มาจากผม”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรับฟังข้อมูลการดำเนินงานของไทยธนาคารแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีการรับรู้ข้อมูลหรือปัญหาของธนาคารแล้ว นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องของไทยธนาคารนั้นเป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งก็เป็นที่รู้กันทั่วไปซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็คงรับรู้ข้อมูลในภาพรวมเช่นเดียวกัน ส่วนสถานการณ์ของธนาคารนั้นคงไม่ถึงกับต้องล้มลงอย่างแน่นอน เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเข้าไปดูข้อเท็จจริง

แฉกองทุนฟื้นฟูฯสูญทันที 2 พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องหลังความพยายามของกองทุนฟื้นฟูฯในการขายหุ้นที่ถืออยู่ในไทยธนาคารออกไปล่าสุดนั้น ก็เพื่อปกปิดและปัดความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุนฟื้นฟูฯที่ปกปิดข้อมูลในช่วงการเพิ่มทุนไทยธนาคารก่อนหน้านี้ เพราะมีการนำเงินกองทุนเข้าไปเพิ่มทุนด้วยทั้งที่รู้สถานะแบงก์ดีว่าจะต้องมีการลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสมก่อน จนทำให้กองทุนฟื้นฟูฯประสบกับความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วงสิ้นปี 2549 ไทยธนาคารมีการขาดทุนสะสมอยู่ถึง 8,524 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะลดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำเป็นต้องเพิ่มทุน กองทุนฟื้นฟูฯจึงกำหนดแผนแก้ไขสถานะของธนาคาร โดยให้มีการลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมให้หมดก่อน จึงจะเพิ่มทุนใหม่เข้าไปและมีการเจรจาดึงกองทุนทีพีจี นิวบริดจ์เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนฝ่ายเดียว 3,030 ล้าน เป็น 16,860 ล้าน จากนั้นจะลดทุน 8,517 ล้านบาท เพื่อล้างขาดทุนสะสมให้หมด ก่อนจะเพิ่มทุนครั้งที่ 2 โดยขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมแบบ right offering เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ในเดือน ม.ค. 51 ซึ่งกำหนดขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 4,145 ล้านบาทนั้น กองทุนฟื้นฟูฯได้ใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย 1,363 ล้านบาท และยังได้ร่วมกองทุนนิวบริดจ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแทนผู้ถือหุ้นเดิมที่ปฏิเสธซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย 1,934 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯ 852 ล้านบาท รวมเม็ดเงินที่กองทุนฟื้นฟูฯใส่เข้าไปในช่วงปี 2550-51 จำนวน 2,215 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดน่าจะเพียงพอต่อการประคับประคองฐานะของแบงก์

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเงินเพิ่มทุนที่ลงไปดังกล่าวกลับหายวับไปทั้งหมด เนื่องจากแบงก์ประสบปัญหาขาดทุนใหม่ขึ้นมา 3,795 ล้านในสิ้นไตรมาส 4 ของปี 50 และเพิ่มเป็น 9,800 ล้าน ในสิ้นไตรมาสแรกของปี 51 จากการลงทุนตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ต่างประเทศหนุนหลัง (ซีดีโอ) กว่า 13,000 ล้านบาท และเกิดวิกฤติซับไพร์ม

แฉรู้เต็มอกใส่เงินลงไปต้องสูญ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ม.ค.51 ในราคาหุ้นละ 1.36 บาท และ 1.38 บาท ในวันที่ 29 ม.ค.51 นั้น ผู้บริหาร ธปท.และกองทุนฟื้นฟูฯต่างก็ทราบดีว่าราคาหุ้นตามบัญชีที่แท้จริงของไทยธนาคารหรือบีทีนั้นอยู่ที่ 0.31 บาท/หุ้นเท่านั้น เนื่องจากมีการขาดทุนสะสมใหม่สูงกว่า 9,800 ล้านบาท และจำเป็นจะต้องเพิ่มทุนรอบใหม่ตามมา แต่การจะขายหุ้นใหม่ได้จะต้องมีการลดทุน เพื่อล้างขาดทุนสะสมก่อน ซึ่งกองทุนฟื้นฟูฯต่างรู้อยู่เต็มอกว่าหากลดทุนจดทะเบียนย่อมกระทบกับเม็ดเงินที่กองทุนจะใส่ลงไปจำนวน 2,215 ล้านบาทนี้ด้วยแต่ก็ยังตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 นี้ทำให้ กองทุนเสียหายทันที

“การที่กองทุนฟื้นฟูฯให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นไทยธนาคารลงมติให้เพิ่มทุนจำหน่ายกับผู้ถือหุ้นเดิมในราคา 1.36-1.38 บาทต่อหุ้นนั้น แม้จะอ้างว่าไม่ทราบราคาหุ้นตามบัญชีที่แท้จริง แต่ผู้ว่า ธปท.ในเวลานั้นย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าสถานะของธนาคารจะมียอดขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นเพราะฝ่ายตรวจสอบของ ธปท.ได้ติดตามปัญหาซับไพร์มมาตลอดแต่กลับปกปิดไม่แจ้งปัญหาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนี้ต่อกองทุนฟื้นฟูฯจนทำให้กองทุนเกิดความเสียหายขึ้นมาในที่สุด”

ธปท.อ้างจูงใจดึงพันธมิตรใหม่

นายพงศ์อดุลย์ กฤษณะราช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์และติดตามฐานะ ธปท.กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการมองกันต่างมุมหรือมองกันละช่วงเวลา การที่กองทุนเลือกใช้วิธีการเพิ่มทุนนั้นเพราะเห็นว่าผู้ถือหุ้นรายเดิมต้องเข้ามารับผิดชอบหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่จะให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามา เพราะผู้ถือหุ้นรายใหม่ไม่จำเป็นต้องมารับรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากตราสารหนี้ซีดีโอไทยธนาคารก็ได้มีการกันสำรองตามที่ ธปท.กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนกรณีราคาหุ้นไม่น่าจะสูงถึง 1.36-1.38 บาทต่อหุ้นนั้น นายพงศ์อดุลย์กล่าวว่า ราคาหุ้นที่กำหนดเป็นช่วงที่มีการเจรจาตกลงซื้อขายร่วมกัน แต่ราคาหุ้นในช่วงปลายปีกลับตกลงมาเหลือ 0.30 บาทนั้น เป็นราคาตลาดที่สะท้อนความเป็นจริงซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตที่คาดเดาได้ยาก.


ซัดบ้านเมืองวุ่นเพราะ รธน.คมช.

วานนี้ (7 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 แถลงว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากมีความรู้สึกเป็นห่วงบ้านเมือง และไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เพราะปัญหาขณะนี้นอกจากจะมีเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ยังมีวิกฤติการเมืองควบคู่ไปด้วย ซึ่งจำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้ง 2 อย่างไปพร้อมกัน ในส่วนวิกฤติการเมืองนั้นมองว่าเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากวิกฤติที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 19 ก.ย.49 ซึ่งมาจากปัญหาความไม่มั่นคงของระบอบ ประชาธิปไตย จนทำให้เกิดการเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลไปสู่การรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยคณะรัฐประหาร ทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มุ่งทำให้ระบบรัฐสภา พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้ได้รัฐบาลที่อ่อนแอไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังมีผลมากขึ้นตามลำดับ ทำให้สภาพการเมืองเป็นไปตามที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้

นายจาตุรนต์กล่าวว่า จึงจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องตกไปอยู่ในวิกฤติที่หนักหนาไปกว่านี้ในอนาคต เพื่อให้รัฐบาลในอนาคตสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้จริง โดยต้องแก้ในประเด็นสำคัญๆทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่การพยายามแก้รัฐธรรมนูญโดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มเล็กๆตามลำพัง โดยไม่มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหารือกับพรรคการเมืองอื่น ดำเนินการดุ่ยๆไปโดยไม่ฟังเสียงใครย่อมไม่มีทางสำเร็จได้ ซึ่งขณะนี้ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญก็ถูกชะลอไปชั่วคราว จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาและทำประชามติ ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ทำให้สถานการณ์ลดความตรึงเครียดลงไป แต่ถ้าจะล้มเลิกการแก้รัฐธรรมนูญไปเลย เมืองไทยย่อมไม่มีทางพ้นวิกฤติแน่

“ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเพื่อป้องกันกระแสคัดค้านควรล้มเลิกความคิดแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าใครคิดอย่างนี้ ต่อไปบ้านเมืองก็จะเกิดวิกฤติอยู่ดี เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีจุดอ่อนมาก ไม่เป็นประชาธิปไตย มีเนื้อหาที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น จึงต้องแก้ไข ซึ่งควรรอเรื่องประชามติให้ชัดเจนก่อน ส่วนที่มี ส.ว.บางกลุ่มเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนนั้น ก็เพราะ ส.ว.บางส่วนเป็นผู้ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง และได้ประโยชน์ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการเข้ามาเป็น ส.ว.สรรหา จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องคัดค้านการแก้ไข” นายจาตุรนต์กล่าว



รอยร้าวในพรรคพลังประชาชน

7 มิ.ย.-ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชนเริ่มชัดเจนขึ้น หลังมีการเช็กกำลังของแต่ละกลุ่มภายในพรรค แม้ว่าแกนนำของพรรคจะปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวก็ตาม


ติดตามได้จากรายงานพิเศษ. สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 19:24:12



ฮิลลารีรับรองโอบามา ประกาศทุ่มสุดตัวช่วยหาเสียง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (7 มิ.ย.) ว่า นางฮิลลารี คลินตัน ส.ว.รัฐนิวยอร์ก วัย 60 ปี ออกมาประกาศปิดฉากการรณรงค์หาเสียงของพรรคเดโมแครตอย่างเป็นทางการแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงวอชิงตัน ท่ามกลางผู้สนับสนุนหลายพันคน และประกาศรับรองนายบารัก โอบามา ส.ว.รัฐอิลลินอยส์ โดยจะใช้เวลาต่อจากนี้ทุ่มเทช่วยนายโอบามาหาเสียง ให้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมทั้งขอบคุณบรรดาผู้สนับสนุนกว่า 18 ล้านคนด้วย

ขณะที่ทีมหาเสียงของนายโอมาบา กล่าวว่า หลังจากได้ฟังสุนทรพจน์ของนางฮิลลารี คลินตัน นายโอมาบาได้ออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกตื่นเต้น และเป็นเกียรติที่ได้รับการสนับสนุนจากนางฮิลลารี คลินตัน






ระเบียบรัตน์ ร้องพันธมิตรฯ ยุติชุมนุม หวั่นเยาวชนเลียนแบบพฤติกรรมไม่เหมาะสม


7 มิ.ย. - นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ในฐานะนายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข แสดงความเป็นห่วงพฤติกรรมของเยาวชนไทย ที่อาจลอกเลียนแบบการแสดงความเห็นต่าง ๆ รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ขึ้นเวที โดยขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม และใช้การแก้ปัญหาด้วยกฎกติกาของบ้านเมือง เชื่อว่า ทางออกของปัญหาการชุมนุมควรใช้ทางออกของรัฐสภา ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“เมื่อเห็นว่ารัฐบาลไม่เหมาะสม ก็เลือกตั้งใหม่ เพราะการเลือกตั้งถือว่ามีฐานเสียงมาจากประชาชนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม อยากเห็นทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศ ในขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาข้าวยากหมากแพง เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด” นางระเบีบบรัตน์ กล่าว.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 18:50:52




นายแพทย์ประเวศแนะแนวทางแก้วิกฤตลดปัญหาการชุมนุม


นายแพทย์ประเวศแนะแนวทางแก้วิกฤตลดปัญหาการชุมนุม พร้อมเตือนรัฐบาลอย่าสลายการชุมนุม รัฐบาลต้องใช้เหตุผล และสันติวิธี
นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าหากใครไม่พอใจก็อย่าไปแสดงตัวเป็นอันธพาล ถ้าไม่เห็นด้วยก็ควรแยกกันชุมนุม ขณะที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด หากใครจะประท้วงหรือชุมนุมก็ทำไป อย่าไปสลายการชุมนุม รัฐบาลต้องใช้เหตุผล ความสุภาพโดยสันติวิธี ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะประชาชนกลัวว่าระบอบทักษิณจะกลับมา และยังมีการตั้งข้อสงสัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นการเอื้อไม่ให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรทำมากที่สุดคือการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยความสมานฉันท์ และควรมีการเชิญผู้ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่เคารพของบ้านเมืองมาร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหา คือ นายอานันท์ ปันยารชุน นายบรรหาร ศิลปอาชา นายชวน หลีกภัย พลตำรวจเอกชวลิต ยงใจยุทธ แต่ยังติดที่ทั้งสี่ท่านยังมีความเกี่ยวพันธ์กับพรรคการเมืองอยู่ ซึ่งรู้ว่าเป็นข้อเสนอที่มากไปแต่ขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาจึงต้องการผู้ที่มีความเชื่อถือมาช่วยแก้ไข



เตรียมทำหนังสือถามสำนักพระราชวัง กรณีพันธมิตรฯอ้างสีฟ้า-เหลือง



“สุรชัย” เตรียมยื่นหนังสือสอบถามสำนักพระราชวัง รวมถึง “สุเมธ ตันติเวชกุล” กรณีพันธมิตรฯ กล่าวอ้างใช้สัญญลักษณ์สีเหลือง-ฟ้า ถ้าจริงยอมเลิกเวทีสนามหลวงทันที

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หนึ่งในแกนนำ นปก. กล่าวบนเวที “สภาสนามหลวง” เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา ระบุว่าจะทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักราชเลขาธิการ หรือสำนักพระราชวัง รวมทั้งนายสุเมธ ตันติเวชกุล ว่าข้ออ้างของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ในการใช้สัญญลักษณ์สีเหลือง และสีฟ้า นั้นเป็นความจริงหรือไม่

โดยระบุว่าหากเป็นความจริงตามนั้น จะประกาศเลิกเวทีสภาสนามหลวงทันที



เวทีสภาประชาชนภาคเหนือร่วมกับ คปพร. จี้พันธมิตรฯหยุดชุมนุม

แกนนำ คปพร. พร้อมด้วยสภาประชาชนภาคเหนือ เปิดเวทีปราศัยที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ วันนี้ พร้อมกับเรียกร้องให้ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมผิดกฎหมาย มีผู้ร่วมชุมนุมคับคั่ง

แกนนำสภาประชาชนภาคเหนือ พร้อมด้วยนายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. ชี้แจงเหตุผลการเปิดเวทีปราศรัยต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ ในวันนี้ ว่า การร่วมเวทีปราศรัยครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม

เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันต่อต้าน เช่นเดียวกับนายจรัล ที่เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันแสดงพลังคัดค้าน

สำหรับบรรยากาศที่ประตูท่าแพ ได้มีประชาชนทยอยมาร่วมการชุมนุมตั้งแต่ในช่วงบ่าย โดยมีเป้าหมายที่จะมีผู้ร่วมฟังการปราศรัยต่อต้านพันธมิตรฯ ไม่น้อยกว่าหมื่นคน



“นพดล” เผยต่างชาติข้องใจ ทำไมขับไล่รัฐบาลทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไร

โฆษกรัฐบาลย้ำการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำเศรษฐกิจชาติเสียหายย่อยยับ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ “นพดล” เผยข้ามประเทศ ระบุต่างชาติงงอยู่ดีๆ ออกมาไล่รัฐบาลทำไม

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาย้ำอีกครั้งว่า การชุมนุมที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้ง เยอรมัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ล่าสุดได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ยกเลิกการท่องเที่ยวในประเทศไทยถึงร้อยละ 80 ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร อาทิ โรงแรม พนักงาน ร้านอาหาร และธุรกิจการบิน

ขณะที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ และพบปะกับผู้บริหารสภานายจ้าง และนักธุรกิจชั้นนำของฝรั่งเศส ว่า เหตุประท้วงดังกล่าวประสบความสำเร็จในการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล แต่สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ โอกาสของงานและเงินที่ควรจะได้ก็ต้องสูญเสียไป ซึ่งต่างชาติแสดงความแปลกใจว่า เมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็น่าจะจบ แต่กลับยังมีการประท้วงขับไล่รัฐบาลทั้งที่ไม่มีสถานการณ์อะไร

อย่างไรก็ตาม นายนพดล กล่าวต่อว่า นักลงทุนฝรั่งเศสยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเห็นว่าในภูมิภาคนี้ไทยยังมีพื้นฐานที่ดีและสามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้

โดยในเดือนตุลาคมนี้คณะนักธุรกิจชั้นนำของฝรั่งเศสราว 30 คน จะเดินทางเยือนไทยเพื่อดูลู่ทางการลงทุนด้วย นอกจากนี้ หลังเดินทางกลับจะเสนอให้มีการประเมินผลสรุปโอกาสที่ไทยสูญเสียไประหว่างการชุมนุมประท้วง อาทิ จำนวนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่หายไปจากเหตุการณ์ดังกล่าวรายวัน รวมทั้งจะให้นักวิชาการประเมินผลว่าในระยะยาวไทยจะเสียหายจากเหตุการณ์นี้เท่าไหร่ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น



"จาตุรนต์" จี้บิ๊กทหารประกาศไม่รัฐประหาร สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

“จาตุรนต์ ฉายแสง” เรียกร้องให้นายทหารออกมายืนยันว่าจะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก เพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา หลังได้รับผลกระทบหนักจากเหตุการณ์ชุมนุมยืดเยื้อทางการเมือง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์การเมืองว่า วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้จะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่กังวลว่าเหตุการณ์จะนำไปสู่รัฐประหารหรือไม่ จึงขอให้ผู้นำทางทหารออกมาพูดให้ชัดว่าจะไม่มีการรัฐประหารอีก

ทั้งนี้ ความเห็นต่างทางการเมืองควรแก้ตามกติกา และทุกฝ่ายต้องช่วยประคับประคองไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยยังมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังต้องแก้ไข และได้ถามกลับพันธมิตรว่าข้ออ้างล้มรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายอย่างไร เมื่อแก้แล้วจะเป็นประโยชน์กับใคร