ทั้งนี้ เท่าที่ดูข้อมูลเบื้องต้นธนาคารไม่ได้มีปัญหาถึงขนาดที่ต้องล้ม “ผมได้ฟังเพียงข้อมูลเบื้องต้นจะต้องขอข้อมูลรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีการสรุปว่าใครผิดหรือถูก และก็ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร หรือผู้ว่าการแบงก์ ชาติ ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้มาจากผม” ผู้สื่อข่าวถามว่า การรับฟังข้อมูลการดำเนินงานของไทยธนาคารแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีการรับรู้ข้อมูลหรือปัญหาของธนาคารแล้ว นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องของไทยธนาคารนั้นเป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งก็เป็นที่รู้กันทั่วไปซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็คงรับรู้ข้อมูลในภาพรวมเช่นเดียวกัน ส่วนสถานการณ์ของธนาคารนั้นคงไม่ถึงกับต้องล้มลงอย่างแน่นอน เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเข้าไปดูข้อเท็จจริง แฉกองทุนฟื้นฟูฯสูญทันที 2 พันล้าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องหลังความพยายามของกองทุนฟื้นฟูฯในการขายหุ้นที่ถืออยู่ในไทยธนาคารออกไปล่าสุดนั้น ก็เพื่อปกปิดและปัดความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุนฟื้นฟูฯที่ปกปิดข้อมูลในช่วงการเพิ่มทุนไทยธนาคารก่อนหน้านี้ เพราะมีการนำเงินกองทุนเข้าไปเพิ่มทุนด้วยทั้งที่รู้สถานะแบงก์ดีว่าจะต้องมีการลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสมก่อน จนทำให้กองทุนฟื้นฟูฯประสบกับความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วงสิ้นปี 2549 ไทยธนาคารมีการขาดทุนสะสมอยู่ถึง 8,524 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะลดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำเป็นต้องเพิ่มทุน กองทุนฟื้นฟูฯจึงกำหนดแผนแก้ไขสถานะของธนาคาร โดยให้มีการลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมให้หมดก่อน จึงจะเพิ่มทุนใหม่เข้าไปและมีการเจรจาดึงกองทุนทีพีจี นิวบริดจ์เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนฝ่ายเดียว 3,030 ล้าน เป็น 16,860 ล้าน จากนั้นจะลดทุน 8,517 ล้านบาท เพื่อล้างขาดทุนสะสมให้หมด ก่อนจะเพิ่มทุนครั้งที่ 2 โดยขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมแบบ right offering เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ในเดือน ม.ค. 51 ซึ่งกำหนดขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 4,145 ล้านบาทนั้น กองทุนฟื้นฟูฯได้ใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย 1,363 ล้านบาท และยังได้ร่วมกองทุนนิวบริดจ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแทนผู้ถือหุ้นเดิมที่ปฏิเสธซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย 1,934 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯ 852 ล้านบาท รวมเม็ดเงินที่กองทุนฟื้นฟูฯใส่เข้าไปในช่วงปี 2550-51 จำนวน 2,215 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดน่าจะเพียงพอต่อการประคับประคองฐานะของแบงก์ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเงินเพิ่มทุนที่ลงไปดังกล่าวกลับหายวับไปทั้งหมด เนื่องจากแบงก์ประสบปัญหาขาดทุนใหม่ขึ้นมา 3,795 ล้านในสิ้นไตรมาส 4 ของปี 50 และเพิ่มเป็น 9,800 ล้าน ในสิ้นไตรมาสแรกของปี 51 จากการลงทุนตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ต่างประเทศหนุนหลัง (ซีดีโอ) กว่า 13,000 ล้านบาท และเกิดวิกฤติซับไพร์ม แฉรู้เต็มอกใส่เงินลงไปต้องสูญ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ม.ค.51 ในราคาหุ้นละ 1.36 บาท และ 1.38 บาท ในวันที่ 29 ม.ค.51 นั้น ผู้บริหาร ธปท.และกองทุนฟื้นฟูฯต่างก็ทราบดีว่าราคาหุ้นตามบัญชีที่แท้จริงของไทยธนาคารหรือบีทีนั้นอยู่ที่ 0.31 บาท/หุ้นเท่านั้น เนื่องจากมีการขาดทุนสะสมใหม่สูงกว่า 9,800 ล้านบาท และจำเป็นจะต้องเพิ่มทุนรอบใหม่ตามมา แต่การจะขายหุ้นใหม่ได้จะต้องมีการลดทุน เพื่อล้างขาดทุนสะสมก่อน ซึ่งกองทุนฟื้นฟูฯต่างรู้อยู่เต็มอกว่าหากลดทุนจดทะเบียนย่อมกระทบกับเม็ดเงินที่กองทุนจะใส่ลงไปจำนวน 2,215 ล้านบาทนี้ด้วยแต่ก็ยังตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 นี้ทำให้ กองทุนเสียหายทันที “การที่กองทุนฟื้นฟูฯให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นไทยธนาคารลงมติให้เพิ่มทุนจำหน่ายกับผู้ถือหุ้นเดิมในราคา 1.36-1.38 บาทต่อหุ้นนั้น แม้จะอ้างว่าไม่ทราบราคาหุ้นตามบัญชีที่แท้จริง แต่ผู้ว่า ธปท.ในเวลานั้นย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าสถานะของธนาคารจะมียอดขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นเพราะฝ่ายตรวจสอบของ ธปท.ได้ติดตามปัญหาซับไพร์มมาตลอดแต่กลับปกปิดไม่แจ้งปัญหาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนี้ต่อกองทุนฟื้นฟูฯจนทำให้กองทุนเกิดความเสียหายขึ้นมาในที่สุด” ธปท.อ้างจูงใจดึงพันธมิตรใหม่ นายพงศ์อดุลย์ กฤษณะราช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์และติดตามฐานะ ธปท.กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการมองกันต่างมุมหรือมองกันละช่วงเวลา การที่กองทุนเลือกใช้วิธีการเพิ่มทุนนั้นเพราะเห็นว่าผู้ถือหุ้นรายเดิมต้องเข้ามารับผิดชอบหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่จะให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามา เพราะผู้ถือหุ้นรายใหม่ไม่จำเป็นต้องมารับรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากตราสารหนี้ซีดีโอไทยธนาคารก็ได้มีการกันสำรองตามที่ ธปท.กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนกรณีราคาหุ้นไม่น่าจะสูงถึง 1.36-1.38 บาทต่อหุ้นนั้น นายพงศ์อดุลย์กล่าวว่า ราคาหุ้นที่กำหนดเป็นช่วงที่มีการเจรจาตกลงซื้อขายร่วมกัน แต่ราคาหุ้นในช่วงปลายปีกลับตกลงมาเหลือ 0.30 บาทนั้น เป็นราคาตลาดที่สะท้อนความเป็นจริงซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตที่คาดเดาได้ยาก.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานต่างๆของธนาคารไทยธนาคารแล้ว ส่วนกระแสข่าวที่ว่าจะตั้งกรรมการสอบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้นยังไม่ทราบ และขอเวลาตรวจสอบในรายละเอียดก่อนโดยจะขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ธปท.เพราะข้อมูลที่ได้รับมาเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น และข้อมูลที่ได้ก็ไม่ได้มาจาก ธปท.จะต้องสืบค้นและหาข้อเท็จจริงต่อไป

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, June 8, 2008
“เลี้ยบ” เต้นสาวลึกกองทุนฟื้นฟูฯ
ซัดบ้านเมืองวุ่นเพราะ รธน.คมช.
นายจาตุรนต์กล่าวว่า จึงจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องตกไปอยู่ในวิกฤติที่หนักหนาไปกว่านี้ในอนาคต เพื่อให้รัฐบาลในอนาคตสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้จริง โดยต้องแก้ในประเด็นสำคัญๆทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่การพยายามแก้รัฐธรรมนูญโดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มเล็กๆตามลำพัง โดยไม่มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหารือกับพรรคการเมืองอื่น ดำเนินการดุ่ยๆไปโดยไม่ฟังเสียงใครย่อมไม่มีทางสำเร็จได้ ซึ่งขณะนี้ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญก็ถูกชะลอไปชั่วคราว จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาและทำประชามติ ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ทำให้สถานการณ์ลดความตรึงเครียดลงไป แต่ถ้าจะล้มเลิกการแก้รัฐธรรมนูญไปเลย เมืองไทยย่อมไม่มีทางพ้นวิกฤติแน่ “ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเพื่อป้องกันกระแสคัดค้านควรล้มเลิกความคิดแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าใครคิดอย่างนี้ ต่อไปบ้านเมืองก็จะเกิดวิกฤติอยู่ดี เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีจุดอ่อนมาก ไม่เป็นประชาธิปไตย มีเนื้อหาที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น จึงต้องแก้ไข ซึ่งควรรอเรื่องประชามติให้ชัดเจนก่อน ส่วนที่มี ส.ว.บางกลุ่มเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนนั้น ก็เพราะ ส.ว.บางส่วนเป็นผู้ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง และได้ประโยชน์ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการเข้ามาเป็น ส.ว.สรรหา จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องคัดค้านการแก้ไข” นายจาตุรนต์กล่าววานนี้ (7 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 แถลงว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากมีความรู้สึกเป็นห่วงบ้านเมือง และไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เพราะปัญหาขณะนี้นอกจากจะมีเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ยังมีวิกฤติการเมืองควบคู่ไปด้วย ซึ่งจำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้ง 2 อย่างไปพร้อมกัน ในส่วนวิกฤติการเมืองนั้นมองว่าเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากวิกฤติที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 19 ก.ย.49 ซึ่งมาจากปัญหาความไม่มั่นคงของระบอบ ประชาธิปไตย จนทำให้เกิดการเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลไปสู่การรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยคณะรัฐประหาร ทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มุ่งทำให้ระบบรัฐสภา พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้ได้รัฐบาลที่อ่อนแอไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังมีผลมากขึ้นตามลำดับ ทำให้สภาพการเมืองเป็นไปตามที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้

รอยร้าวในพรรคพลังประชาชน
7 มิ.ย.-ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชนเริ่มชัดเจนขึ้น หลังมีการเช็กกำลังของแต่ละกลุ่มภายในพรรค แม้ว่าแกนนำของพรรคจะปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวก็ตาม
ติดตามได้จากรายงานพิเศษ. สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 19:24:12

ฮิลลารีรับรองโอบามา ประกาศทุ่มสุดตัวช่วยหาเสียง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (7 มิ.ย.) ว่า นางฮิลลารี คลินตัน ส.ว.รัฐนิวยอร์ก วัย 60 ปี ออกมาประกาศปิดฉากการรณรงค์หาเสียงของพรรคเดโมแครตอย่างเป็นทางการแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงวอชิงตัน ท่ามกลางผู้สนับสนุนหลายพันคน และประกาศรับรองนายบารัก โอบามา ส.ว.รัฐอิลลินอยส์ โดยจะใช้เวลาต่อจากนี้ทุ่มเทช่วยนายโอบามาหาเสียง ให้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมทั้งขอบคุณบรรดาผู้สนับสนุนกว่า 18 ล้านคนด้วย
ขณะที่ทีมหาเสียงของนายโอมาบา กล่าวว่า หลังจากได้ฟังสุนทรพจน์ของนางฮิลลารี คลินตัน นายโอมาบาได้ออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกตื่นเต้น และเป็นเกียรติที่ได้รับการสนับสนุนจากนางฮิลลารี คลินตัน

ระเบียบรัตน์ ร้องพันธมิตรฯ ยุติชุมนุม หวั่นเยาวชนเลียนแบบพฤติกรรมไม่เหมาะสม
7 มิ.ย. - นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ในฐานะนายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข แสดงความเป็นห่วงพฤติกรรมของเยาวชนไทย ที่อาจลอกเลียนแบบการแสดงความเห็นต่าง ๆ รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ขึ้นเวที โดยขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม และใช้การแก้ปัญหาด้วยกฎกติกาของบ้านเมือง เชื่อว่า ทางออกของปัญหาการชุมนุมควรใช้ทางออกของรัฐสภา ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด “เมื่อเห็นว่ารัฐบาลไม่เหมาะสม ก็เลือกตั้งใหม่ เพราะการเลือกตั้งถือว่ามีฐานเสียงมาจากประชาชนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม อยากเห็นทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศ ในขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาข้าวยากหมากแพง เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด” นางระเบีบบรัตน์ กล่าว.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-07 18:50:52
นายแพทย์ประเวศแนะแนวทางแก้วิกฤตลดปัญหาการชุมนุม

เตรียมทำหนังสือถามสำนักพระราชวัง กรณีพันธมิตรฯอ้างสีฟ้า-เหลือง
“สุรชัย” เตรียมยื่นหนังสือสอบถามสำนักพระราชวัง รวมถึง “สุเมธ ตันติเวชกุล” กรณีพันธมิตรฯ กล่าวอ้างใช้สัญญลักษณ์สีเหลือง-ฟ้า ถ้าจริงยอมเลิกเวทีสนามหลวงทันที
นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หนึ่งในแกนนำ นปก. กล่าวบนเวที “สภาสนามหลวง” เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา ระบุว่าจะทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักราชเลขาธิการ หรือสำนักพระราชวัง รวมทั้งนายสุเมธ ตันติเวชกุล ว่าข้ออ้างของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ในการใช้สัญญลักษณ์สีเหลือง และสีฟ้า นั้นเป็นความจริงหรือไม่
โดยระบุว่าหากเป็นความจริงตามนั้น จะประกาศเลิกเวทีสภาสนามหลวงทันที
เวทีสภาประชาชนภาคเหนือร่วมกับ คปพร. จี้พันธมิตรฯหยุดชุมนุม
แกนนำสภาประชาชนภาคเหนือ พร้อมด้วยนายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. ชี้แจงเหตุผลการเปิดเวทีปราศรัยต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ ในวันนี้ ว่า การร่วมเวทีปราศรัยครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม
เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันต่อต้าน เช่นเดียวกับนายจรัล ที่เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันแสดงพลังคัดค้าน
สำหรับบรรยากาศที่ประตูท่าแพ ได้มีประชาชนทยอยมาร่วมการชุมนุมตั้งแต่ในช่วงบ่าย โดยมีเป้าหมายที่จะมีผู้ร่วมฟังการปราศรัยต่อต้านพันธมิตรฯ ไม่น้อยกว่าหมื่นคน
“นพดล” เผยต่างชาติข้องใจ ทำไมขับไล่รัฐบาลทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไร
พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาย้ำอีกครั้งว่า การชุมนุมที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้ง เยอรมัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ล่าสุดได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ยกเลิกการท่องเที่ยวในประเทศไทยถึงร้อยละ 80 ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร อาทิ โรงแรม พนักงาน ร้านอาหาร และธุรกิจการบิน
ขณะที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ และพบปะกับผู้บริหารสภานายจ้าง และนักธุรกิจชั้นนำของฝรั่งเศส ว่า เหตุประท้วงดังกล่าวประสบความสำเร็จในการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล แต่สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ โอกาสของงานและเงินที่ควรจะได้ก็ต้องสูญเสียไป ซึ่งต่างชาติแสดงความแปลกใจว่า เมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็น่าจะจบ แต่กลับยังมีการประท้วงขับไล่รัฐบาลทั้งที่ไม่มีสถานการณ์อะไร
อย่างไรก็ตาม นายนพดล กล่าวต่อว่า นักลงทุนฝรั่งเศสยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเห็นว่าในภูมิภาคนี้ไทยยังมีพื้นฐานที่ดีและสามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้
โดยในเดือนตุลาคมนี้คณะนักธุรกิจชั้นนำของฝรั่งเศสราว 30 คน จะเดินทางเยือนไทยเพื่อดูลู่ทางการลงทุนด้วย นอกจากนี้ หลังเดินทางกลับจะเสนอให้มีการประเมินผลสรุปโอกาสที่ไทยสูญเสียไประหว่างการชุมนุมประท้วง อาทิ จำนวนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่หายไปจากเหตุการณ์ดังกล่าวรายวัน รวมทั้งจะให้นักวิชาการประเมินผลว่าในระยะยาวไทยจะเสียหายจากเหตุการณ์นี้เท่าไหร่ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
"จาตุรนต์" จี้บิ๊กทหารประกาศไม่รัฐประหาร สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์การเมืองว่า วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้จะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่กังวลว่าเหตุการณ์จะนำไปสู่รัฐประหารหรือไม่ จึงขอให้ผู้นำทางทหารออกมาพูดให้ชัดว่าจะไม่มีการรัฐประหารอีก
ทั้งนี้ ความเห็นต่างทางการเมืองควรแก้ตามกติกา และทุกฝ่ายต้องช่วยประคับประคองไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยยังมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังต้องแก้ไข และได้ถามกลับพันธมิตรว่าข้ออ้างล้มรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายอย่างไร เมื่อแก้แล้วจะเป็นประโยชน์กับใคร