ที่มา ประชาไท
น้ำมันไทยแพง ขาใหญ่รวย ประชาชนเจ็บหนัก กระเป๋าแฟบยับ
10 hours ago
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท สุรพศ ทวีศักดิ์การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า"เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น”(http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า“คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า“ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)หมายความว่า การเป็นคนดีเกิดจากการกระทำสิ่งที่ดี แต่เราจะเป็นคนดีไม่ได้หากเราไม่เป็นคนที่มีเสรีภาพที่จะเลือกกระทำตามอารมณ์ หรือเหตุผล หรือเลือกระหว่างถูกกับผิด เมื่อเราเลือกที่จะกระทำตามเหตุผล เราย่อมกระทำสิ่งที่ดีหรือถูกต้อง การกระทำสิ่งที่ดีหรือถูกต้องนั่นเองที่ทำให้เราสมควรถูกยกย่องว่าเป็น “คนดี”อันที่จริง “คน” ไม่ว่าจะได้รับยกย่องว่าเป็นคนดีหรือถูกตำหนิว่าเป็นคนเลว เขาคือ “คนที่มีเสรี” (a free person) การเป็นคนดีคนเลวก็เกิดจากการที่คนซึ่งมีเสรีภาพเลือกการกระทำที่สร้างให้เขาเป็นคนดีหรือเลวฉะนั้น ถ้าจะเพิ่มจำนวนคนดีในสังคม สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องยอมรับความเป็น “คนที่มีเสรีภาพ” ของประชาชนก่อน เพราะเงื่อนไขแรกสุดของการเป็นคนดี เราจำเป็นต้องเป็น “คน” ก่อน คือเป็นคนที่มีเสรีภาพที่จะเลือกก่อน การกะเกณฑ์ให้คนต้องเชื่อฟัง ต้องสยบยอมต่ออำนาจ ปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร การแสดงความความคิดเห็น การแสดงออกทางการเมือง การพูดความจริง ฯลฯ คือการทำลายความเป็น “คน” เมื่อทำลายความเป็นคนแล้ว เราจะสร้าง “คนดี” ได้อย่างไร?เพราะการเป็นคนดี ย่อมเรียกร้อง (Requirement) ความเป็นคนมีเสรีภาพที่สามารถจะเลือกกระทำตามเหตุผล หรือกระทำสิ่งที่ถูกต้อง และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วยตัวของเขาเองนอกจากนี้ การเป็นคนดียังเรียกร้องความสามารถที่จะเผชิญกับความทุกข์หรือความเจ็บปวดจากการกระทำสิ่งที่ดีด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การทำความดีของพระเวสสันดร ที่บริจาคช้างคู่บ้านคู่เมือง ถูกชาวเมืองปฏิเสธ ถูกเนรเทศจากเมืองไปอยู่ป่า และกระทั่งยอมเผชิญความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่ต้องบริจาคลูกเมียเมื่อมีผู้มาขอไปเป็นทาสจึงดูเหมือนว่า การเป็นคนดีหรือการเป็นคนมีเสรีภาพนั้น บางครั้งอาจดูคล้ายกับเป็นคนโง่ เพราะต้องเดินทวนกระแสของชาวโลก คงยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าทำไมพระเวสสันดรจึงทำความดีด้วยการบริจาคลูกเมียให้ไปเป็นทาสของคนอื่น และคงยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าทำไมพระมหาชนกจึงยังคงพยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรข้ามคืนข้ามวันอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งที่มองไม่เห็นฝั่ง และแน่นอนว่า เจ้าชายสิทธัตถะย่อมถูกปฏิเสธแม้กระทั่งจากพระบิดาเมื่อตัดสินใจเลือกอย่างอิสระที่จะออกเผชิญความยากลำบากในการแสวงหาทางพ้นทุกข์ปกติแล้วคนทั่วไปจะลงทุนลงแรงพยายามกระทำสิ่งใด ก็ต่อเมื่อเขามองเห็นผลสำเร็จจากการกระทำสิ่งนั้น เช่นที่เรามักได้ยินคำถามเสมอว่า “ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปแล้วจะได้อะไร” แต่ในทัศนะของพุทธศาสนาคนดีย่อมกระสิ่งใดเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้เมื่อจะต้องเผชิญความทุกข์ความเจ็บปวดจากการกระทำความดีนั้น ก็พร้อมเผชิญโดยไม่หวังผลตอบแทนเมื่อวันที่ 19 ก.ค.53 “คณะเดินสันติสู่ปัตตานี” ของอาจารย์โคทม อารียา และอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ แวะมาพักดื่มน้ำและสนทนากับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยที่ผมสอนหนังสืออยู่ ผมรู้สึกนับถืออย่างยิ่งกับการทำ “ความดี” ของคนเหล่านั้น พวกเขาคงไม่คิดว่าเมื่อใช้เวลา 55 วันเดินเท้าถึงปัตตานีแล้ว สันติภาพในสามจังหวัดภาคใต้จะเกิดขึ้นตามมาทันที แต่ความน่าเคารพของพวกเขาอยู่ตรงที่ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นสิ่งที่ดี และพวกเขามีความกล้าหาญที่จะกระทำในสิ่งที่ตนเชื่อ แม้ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตามแต่ที่น่าเศร้าคือ สังคมพุทธในบ้านเราเต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำความดีด้วยการเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ จนทำให้คนเชื่อฝังหัวว่า การทำความดีคือการหลีกหนีความทุกข์ความเจ็บปวด และแสวงหาความสุขสบาย คุณบริจาคน้อยได้บุญน้อย บริจาคมากได้บุญมาก เมื่อสั่งสมบุญเอาไว้มากๆ อนาคตเราจะร่ำรวยสุขสบาย ตายไปจะได้เสวยสุขในสวรรค์วิมาน หรือเกิดชาติหน้าจะได้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือเป็นราชามหากษัตริย์“คนดี” ในจินตนาการของชาวพุทธในบ้านเรา จึงหมายถึง คนที่มองเห็นปัญหาสังคมและการเมืองเป็น “นรก” เห็นความร่ำรวยสุขสบายเป็นสวรรค์บนดิน เห็นวัดหรือศาสนาเป็นทางผ่านไปสู่ความสุขสบายในชาตินี้และชาติหน้า ไปๆมาๆ คนดี คือ คนที่หันหลังให้สังคม ไม่ใส่ใจปัญหาบ้านเมือง ไม่มีจิตสาธารณะ มองความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมเท่ากับ “บาป” มองความสุขสบายร่ำรวยเท่ากับ “บุญ”สุดท้ายก็บูชาเงิน นับถือเงิน นับถือความร่ำรวยเป็น “ความดี” และยกย่องคนรวย คนมีอำนาจ มียศถาบรรดาศักดิ์ คนชั้นสูง หรือคนชั้นนำทางสังคมว่าเป็น “คนดี” แล้วต่างก็แก่งแย่งไขว่คว้าหาความดีเช่นนั้น แข่งขันที่จะเป็นคนดีเช่นนั้น โดยไม่สนใจ “ความดีภาคสาธารณะ” (เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ฯลฯ) ที่เราต้องร่วมกันต่อสู้ให้ได้มาด้วยสำนึกในความความเป็น “พลเมืองดี” ที่กล้าหาญเผชิญความทุกข์ ความเจ็บปวด หรือกระทั่งความตายแต่ทว่าคนดีหรือคนมีเสรีภาพตามทัศนะของพุทธศาสนา เขาไม่ได้กระทำสิ่งที่ดีเพราะหวังความสุข แต่กระทำเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมพระเวสสันดรถึงบริจาคช้างคู่บ้านคู่เมืองของตนเองให้แก่ชาวเมืองอื่น ทั้งที่รู้ว่าตนเองจะเดือดร้อนจากการต่อต้านของชาวเมืองของตนเอง ก็เพราะท่านเห็นว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่ดีไม่ว่าเขาจะเป็นพวกเดียวกับตนหรือพวกอื่นก็ตามน่าคิดว่า ทำไมสังคมพุทธไทยกลับมีวัฒนธรรมสร้างความเกลียดชังคนสีอื่น คนชาติอื่น เพื่อแสดงว่าตนเองรักชาติ รักสถาบัน เป็นคนดี แล้วเราก็เมินเฉย กระทั่งเย้ยหยันต่อการที่คนไปผูกผ้าแดง หรือไปชูป้ายว่า “เห็นคนตายที่ราชประสงค์” หรือคนอื่นๆ ที่ยอมเจ็บปวดเพื่อกระทำสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่คนกลุ่มนี้คือคนที่มีเสรีภาพหรือคนดีตามหลักคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนาเราเอาแต่เรียกร้อง “คนดี” ซึ่งไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร แต่ไม่ยอมรับ “ความเป็นคน” ของประชาชน หรือไม่เคารพความเป็น “เสรีชน” ของประชาชนที่สามารถเลือกและรับผิดชอบด้วยวิจารณญาณของตนเองซึ่งเท่ากับว่า เราเอาแต่เรียกร้อง “คนดี” แต่ไม่ยอมให้ประชาชนเป็น “คน” หรือเป็น “เสรีชน” ที่สามารถจะเป็นคนดี และเลือกกระทำสิ่งที่ดี พร้อมกับรับผิดชอบต่อผลของการเลือกด้วยตัวของเขาเอง!
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51