WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 5, 2010

อนาถใจกก.สิทธิฯออกใบอนุญาตปราบ คนไทยต่างแดนต้านรัฐใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2553

1 ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ช่องNBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ เปิดทางให้รัฐบาลดำเนินการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายเสื้อแดงละเมิดสิทธิของผู้อื่นก่อน ส่วนรัฐบาลก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ขณะที่คนไทยในต่างแดนทั่วโลกออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งคัดค้านการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม และสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ยุบสภา


นายแพทย์แท้จริง ศิริพาณิช 1ในกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับวรวีร์ วูวณิช ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์NBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ ระบุในตอนหนึ่งว่า เท่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามสถานการณ์อยู่ในเวลานี้ เห็นว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ย้ายมาชุมนุมอยู่ย่านราชประสงค์เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้ว เนื่องจากเป็นย่านศูนย์การค้าสำคัญ ย่อมแตกต่างจากการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการดำเนินการด้วยความอลุ้มอล่วย โดยเริ่มต้นจากการเจรจาก่อน แต่เมื่อเจรจาไม่สำเร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การแจ้งเตือนผู้ชุมนุม การนำประกาศศอ.รส.ไปแจ้งผู้ชุมนุมให้ย้ายออกจากย่านราชประสงค์ และการดำเนินตามขั้นตอนต่อไป หากจะมีการสลายการชุมนุมก็ต้องมีการประกาศแจ้งเตือนก่อน

ทัศนะของกรรมการสิทธิฯคนนี้นับว่าสอดคล้องกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะศอ.รส. และเมื่อไวๆนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่งไปแถลงข่าวร่วมกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในค่ายทหาร รอ.11 โดยระบุว่าฝ่ายเสื้อแดงมีการละเมิดสิทธิของนายกรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตามฝ่ายเสื้อแดงปฏิเสธข้อเสนอที่คณะกรรมการสิทธิฯจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจา เพราะเห็นว่าขาดความเป็นกลาง

ขณะเดียวกันคนไทยในต่างประเทศออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และคัดค้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุม โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพไทยให้คืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนไทย ( joint communique from "Overseas Thai for Democracy Against Dictatorship in Thailand")

ตามที่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช. พร้อมกับมวลชนไทยจำนวน หลายแสนคนได้ร่วมกันแสดงเจตนารมย์เรียกร้องให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ใช้เสียงของตัวเองในการเลือกตั้งกำหนดทิศทางเดินของประเทศต่อไป อันจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติโดยวิถีทางประชาธิปไตยเพียงวิถีเดียวนั้น

มวลชนไทยจำนวนหลายแสนคนได้ร่วมกันนัดชุมนุมครั้งล่าสุดตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ศกนี้จนถึงบัดนี้นับเป็นเวลากว่าสามสัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย และตั้งเงื่อนไขในการยุบสภาทำให้ความพยายามในการเจรจาเพื่อหาทางออกของประเทศอย่างสงบและสันติยุ่งยากยิ่งขึ้นไปอีก

พี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากหลายประเทศรู้สึกห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศใช้กฎหมายจะเข้าจับกุมสลายการชุมนุมในวันที่ 3 เมษายนศกนี้(อ่านรายละเอียดประกาศศอ.รส.ฉบับที่5) อันจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถใช้กองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาปราบปรามแยกสลายการชุมนุม ของพี่น้องประชาชนที่กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างสงบ สันติและปราศจากอาวุธได้

พวกเราจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะประนามการประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ว่า เป็นการกระทำทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนชุมนุมกันได้โดยสันติ และขอเรียกร้องให้นายทหารทุกระดับโดยเฉพาะระดับล่างที่ถูกสั่งการให้ปราบปรามประชาชนโปรดฝ่าฝืนคำสั่งในการฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกันครั้งนี้้เสีย

การประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ ยิ่งแสดงให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งว่านายอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมจากจิตใจของประชาชนคนไทยทั่วโลกโดยสิ้นเชิง นอกเหนือจากการหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญ ต่างๆ ดังนี้

1.นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบจากกองทัพ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม และปราศจากความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่

2.นายอภิสิทธิ์ เป็นเพียงตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเป็นบุคคลซึ่งไร้จิตวิญญาณ เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อมวลชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ตกทุกข์ได้ยาก พฤติกรรม ”อภิสิทธิ์ชน”ผ่านการหนีทหาร การแทรกแซงสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ห้ามไม่ให้สื่อรายงานข่าวของฝ่ายประชาธิปไตย การออกประกาศเพื่อปราบปรามมวลชนคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2552 และการบิดเบือนข่าวสารว่าไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อมวลชนในเหตุการณ์ดังกล่าว

3.รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ มีพฤติกรรมบริหารประเทศโดยการทุจริตคอรัป ชั่น นับตั้งแต่บริหารประเทศเป็นระยะกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามีรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงสามคนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ และอดีต รองนายกรัฐมนตรีที่จำต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะถูกเปิดโปงการคอรัปชั่น

4.นายอภิสิทธิ์ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสร้างความสมานฉันทน์ ภายในประเทศได้ นายอภิสิทธิ์ใช้มาตรการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวงเงินกู้ ที่สูงสุดกว่าสมัยรัฐบาลชุดก่อน จากเดิมวงเงินกู้ที่ 10% กลายเป็น 20 % ของงบ ประมาณรายจ่าย หรือคิดเป็นวงเงินกู้กว่าสี่แสนล้านบาท

ส่วนปัญหาความแตกแยก ของคนไทยในสังคมนั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข นายอภิสิทธิ์ไม่เคยมีความพยายาม อย่างเป็นรูปธรรมในอันที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนไทยด้วยกันเลย

ดังนั้นพี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งอเมริกา คานาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย และ อิสราเอล เห็นพ้องต้องกันว่าทางออกของประเทศ ไทยจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้มีเพียง ทางเดียวคือ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะได้ ประกาศยุบสภาโดยทันทีเท่านั้น.

ลงนามโดย

องค์กรแนวร่วมชาวไทยในต่างประเทศเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ

4 เมษายน 2553

-กลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา
-คนไทยในเยอรมนนี
-ชาวไทยในเนเธอร์แลนด์
-ชาวไทยในสหราชอาณาจักร
-ชาวไทยในออสเตรเลีย
-ชาวไทยในฝรั่งเศส
-ชาวไทยในญี่ปุ่น
-ชาวไทยในไต้หวัน
ขชาวไทยในจีน
-ชาวไทยในรัสเซีย
-ชาวไทยในต่างประเทศอื่นๆทั่วโลก

Sunday, April 4, 2010

ภาพการชุมนุมไพร่ไล่อำมาตย์ สี่แยกราชประสงค์-3 เมษายน 2553

ที่มา thaifreenews

โดย prainn





ภาพทั้งหมด>>>http://picasaweb.google.com/prainn999/32553#

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ.2553

"แม้ว"ขอบคุณเสื้อแดงออกมาชุมนุมเต็มแยกราชประสงค์ ปลุกระดมชวนคนทุกสี-ชาวกรุงออกมาทวงประชาธิปไตย

คนร้ายวางบึ้มถังขยะแยกสะพานขาว-พบวัตถุต้องสงสัยหน้าสนง.เขตป้อมปราบฯ

เสื้อแดงไม่หนีปักหลักราชประสงค์

อัลบั้ม ไพร่ราชประสงค์

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by คนแต้จิ๋ว

วันนี้ไพร่อย่างผม ก็ไปทวงเสรีภาพเหมือนกัน

คลิ้กดูภาพสวยๆ ทั้งหมดที่นี่


"เถิก"เอ้ยยยย.. อย่าบ้าจี้ตามไอ้เทือกที่ให้"เซ็นต์"อนุมัติกระสุนนัดแรก...

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by ทีของเสือ

"เถิก"เอ้ยยยย.. อย่าบ้าจี้ตามไอ้เทือกที่ให้"เซ็นต์"อนุมัติกระสุนนัดแรก..
เพื่อส่งเสริมให้จันโอชาขึ้น ผบ.ทบ.เลย..


เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้ลอง...อย่างมากทัพแดง ก็แตกในจุดราชประสงค์
แต่คงไหลไปรวมตัวอย่างไม่มีพิกัด ดู พ.ค 35 นั่นไง...
สลายแล้ว..เขาก็ไปรวมกันใหม่ที่รามคำแหง...จนสุจินดา ก็อยู่ไม่ได้โดยดี..

ไหนจะจุดวิภาวดี ผ่านฟ้าอีก...เถิกจะสลาย"พร้อมกัน"ได้ยังไง...
แค่พลขับรถเกราะ บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องเตรียมออกจากกองพัน..
สัญญาณมือถือจากเหล่าคอ"แตงโม"..
ที่เลิกเป็นคอราบ คอม้า ก็ส่งสัญญาณมาที่เสื้อแดงแล้ว..

แล้วไอ้พวกปราจีน จะเข้ามาอย่างไร..
ถ้าเจอมหกรรมแท๊กซี่ซักร้อย ซักพัน ปิดตั้งแต่สุวินทวงศ์ มีนบุรี บางนาตราด มอเตอร์เวย์ รังสิต..
พวกกาญฯถ้าโดนสมาคมสิบล้อซักสองพันคัน ปิดแนวถนนฝั่งกรุงเทพตะวันตกทั้งหมด จะมายังไง..
มี ฮอ.พอขนเหรอ..

ส่วนพวกในกรุง..แค่ขยับออกมาถนนใหญ่..ก็โดนล้อมแล้ว..
เถิกดูคราวแกล้งแอ๊บเอารถเกราะไปซ่อมแล้วกัน..
มืดฟ้ามัวดิน ออนไลน์ทั่วโลก แค่ขยับออกถนนใหญ่เท่านั้น..

สายอิสาน ค่ายสุระฯโคราช..ยัน ค่ายอดิสรสระบุรี..จะออกจากปากทางหน้ากรมได้ยังไง..
ถ้าสมาคมขนส่งสิบล้อ หกล้อ แบ่งรถที่เหลือมาปิด แยก"สระบุรีเลี้ยวขวา"ซัก สองสามพันคัน..
เถิกมี ฮอ. พอขนไอ้เณรหลบแนวปิดกั้นของเสื้อแดงเหรอ...
หรือ มีกระสุนปืนใหญ่ พอยิง"พร้อมกัน"ทุกจุด ทั่วประเทศเหรอ..เถิก..

ถ้าเถิกอนุมัติกระสุนนัดแรก แล้วเกิดพลาดพลั้งเสื้อแดง"ดันมี"หน่วยเคลื่อนที่เร็ว..
มือที่เถิกมองไม่เห็นมาแจม"ช่วย"ล้างตาให้เสื้อแดง จากความเจ็บเพราะมือป่าว..เลยโดนยิงข้างเดียวเมื่อคราวเมษา..เถิกจะทำยังไง..
เถิก"พร้อม"เปิดสงครามกลางเมือง..ทั่วประเทศเหรอ..

คนที่เจียนตายเพราะมือป่าว..เขาย่อมมีบทเรียน..
เถิกว่าคราวนี้เขาจะยืนให้เถิกยิงแบบมือป่าวอีกหรือเถิก...เถิกลองตรองดู..
ตรรกะพื้นฐานง่ายๆ ไม่ต้องห้อยสายเหลือง ตอนเรียนเสธ.เมื่อครั้งยศ พันโท พันเอก..
เถิกก็ทราบตรรกะนี้ดี..

เถิกไปคิดดูดีๆ...อีกไม่กี่เดือน เถิกก็กลับไปเลี้ยงหลานแล้ว
เถิกจะเปิดสงครามกลางเมืองทั่วประเทศเพื่อ"จันโอชา"เหรอ..
โดยอุปนิสัยส่วนตัว มันไม่ใช่แบบฉบับของนักรบทีออฟนะ...
เถิกก็รู้ดี เรื่องอย่างนี้ เถิกมักแถเอาตัวรอดได้...

อย่าบ้าจี้ไปตามไอ้เทือกเลย..ไอ้ห่านี่ เดี๋ยวก็ไปแระ..
ก่อนเถิกหมดอายุราชการอีก..เชื่อเถอะ..

เถิกไปตรองดูดีๆ...อย่าเป็นเหยื่อของ"จันโอชา".เลย...

หวังดีนะโว้ย...ถึงเตือน..

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/35615

Clip คำขอจาก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ณ เวทีราชประสงค์

ที่มา ประชาไท



RedNews_ณัฐวุฒิ_ข้อเรียกร้อง_18_00_3_April_2010 part 1/2


RedNews_ณัฐวุฒิ_ข้อเรียกร้อง_18.00_3_April_2010 part 2/2


ประกอบเพลง

เปิดตัวหลานอำมาตย์ขับรถเหยียบเสื้อแดง เฟซบุ๊คชี้จงใจทำ

ที่มา Thai E-News



ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2553

เฟซบุ๊คเจ้าตัวระบุชัด จงเกลียดจงชังคนเสื้อแดง ข้อมูลเผยเป็นหลานนายอำนวย วีรวรรณ พยานชี้คนเสื้อแดงต้องเอาลูกมาให้แฟนคนขับอุ้มจะได้ไม่ถูกกระทืบ


หลังเหตุการณ์กรณีรถปอร์เช่สีน้ำเงินพุ่งชนขบวนผู้ประท้วงเสื้อแดงที่บริเวณริมบาทวิถีหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ย่านราชประสงค์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน เวลา ประมาณ 11.45 น. ก็ได้มีรายงานเพิ่มเติมจากประชาชนถึงรายละเอียดของผู้ขับรถคนดังกล่าว พร้อมทั้งเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น โดยผู้ขับขี่รถยนต์ทะเบียน สฉ.993 กทม. คันดังกล่าวได้แก่นายธนัท ธนากิจอำนวย ลูกชายของนายกิตติและนางอมรพิมล ธนากิจอำนวย และเป็นหลานแท้ๆของนายอำนวย วีรวรรณ อดีตรัฐมนตรีคลังยุคปี 40 และอดีตผู้บริหารระดับสูงธนาคารกรุงเทพ (ภาพประกอบจากแนวหน้า)


จากข้อมูลออนไลน์ยังได้เผยด้วยว่านายกิตติ ธนากิจอำนวย ซึ่งเป็นบิดา เป็นเจ้าของบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทย และยังเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทอื่นๆอีกมายมาย ในขณะที่มารดานายธนัท ซึ่งเป็นลูกสาวคนที่สองของนายอำนวย วีรวรรณ เป็นผู้บริหารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ และเป็นพี่สาวของนายบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ อีกด้วย

พยานเผยเหตุการณ์ คนเสื้อแดงต้องนำเด็กเสื้อแดงมาให้แฟนคนขับอุ้มกลัวโดนตื้บตาม

นอกจากนี้คุณ woodyza ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังได้เผยถึงวินาทีเกิดเหตุดังนี้ว่า

"ผมอยู่แถวๆนั้นพอดี เห็นเหตุการณ์ขณะคนขับรถโดนกระทืบ มีเสื้อแดงยืนบนขอบปูน ใช้สองเท้าถีบเข้าไปในหน้าต่างรถข้างคนขับ

ถีบๆๆๆๆ เสื้อแดงอีกคนขึ้นไปยืนบนฝากระโปรงรถ กระทืบๆ บนฝากระโปรงและกระจกหน้ารถจนแตก มีการ์ดเสื้อแดงเข้ามาห้ามก่อนจะโดนหนักกว่านี้

ประมาณไม่เกินสองนาที มีตำรวจเข้ามาพาตัวคนขับออกไป ท่ามกลางความชุลมุนว่าคนขับจะโดนรุมกระทืบตอนออกจากรถมาหรือไม่ ดีนะเป็นเสื้อแดง คนขับจึงไม่เจ็บมาก เพราะมีคนห้ามกันเยอะ คนกระทืบมี 2-4 คน สรุปว่าคนขับโดนเสื้อแดงที่เป็นเจ้าของมอโซค์กระทืบเพียงคนเดียวตอนนั่งในรถพอร์ช เสื้อแดงที่เหลือได้แต่ระบายความแค้นไปที่รถพอร์ช มีผู้หญิงนั่งมากับรถพอร์ชด้วย เสื้อแดงดึงตัวออกมาเพราะกลัวโดนกระทืบไปด้วย มีเสื้อแดงคนนึงรีบเอาลูกของเขาซึ่งใส่เสื้อแดง มาให้ผู้หญิงอุ้มเพื่อกันเสื้อแดงคนอื่นที่กำลังโกรธแค้นเข้ามารุมกระทืบ ผู้หญิงที่มากับรถพอร์ชหน้าตาตกใจมาก มีเลือดเปรอะที่ใบหน้า 1 หยด ไม่รู้เลือดใคร

คนขับพอร์ชมันตั้งใจชนเต็มๆ มันขับขึ้นฟุตบาท แล้วเหยียบคันเร่งไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ชนแหลกทั้งคนทั้งมอไซค์ ดีนะที่ติดหัวจ่ายน้ำดับเพลิงไม่งั้นมันวิ่งชนไปได้อีกไกล"

ภาพขณะเกิดเหตุโดยคุณ woodyza


เฟซบุ๊คนายธนัทชี้ เจ้าตัวจงเกลียดจงชังเสื้อแดง

ประชาชนยังได้เผยข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งด้วยว่า ผู้ขับรถคนดังกล่าว มีความจงเกลียดจงชังเสื้อแดงเป็นที่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว โดยหลักฐานชิ้นดังกล่าวมาจากเว็บไซต์เฟซบุ๊คที่นายธนัทได้สนทนากับคนเสื้อแดงคนหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้
Nat Thanakitamnuay 17 มีนาคม 2553 12.23 pm.

"ไอ้เหี้ยเสื้อแดงสัด โง่ดักดาน ไอ้ควาย พ่อมึงตายหรอ ควย แม่มึงเอากับหมาหรอถึงคลอดลูกออกมาเปนพวกมึง ไอ้เหี้ย ขอให้ไอ้ทักสินตายห่า ลำคานสัด ไม่มีคำด่าคำไหนเหมาะกับพวกมึงแระ พูดภาสาหมาพวกมึงยังไม่เข้าใจ ไอ้เหี้ย ต่ำกว่าหมา สัด โง่แล้วอวดฉลาด อย่าให้กูเหนหน้ามึงนะ จะเอาขี้ยัดปากพวกมึงบ้าง"


สานเสวนาสู่ทางออกของประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



พักระหว่างรบ-ผู้ชุมนุมบางส่วนนอนเอาแรงระหว่างการชุมนุมที่ย่านราชประสงค์ ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เตรียมพร้อมระวังรับมือต่อการเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม หลังศอ.รส.ประกาศด้วยท่าทีแข็งกร้าวเมื่อช่วงกลางดึกว่าจะจับกุมข้อหาปิดการจราจร โดยแกนนำประกาศว่าพร้อมให้จับทั้งหมด หากมีคุกขังพอ(ภาพข่าว:AP)


โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันพระปกเกล้า
ที่มา บทความเครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม


ทางออกของประเทศไทยเวลานี้คือ การหันหน้ามาพูดคุยกันมาเจรจากันที่เรียกว่าสานเสวนา หรือไดอาล๊อก (dialogue) ที่ไม่ได้มาเอาแพ้เอาชนะกัน มาหาทางออกร่วมกัน จึงไม่ใช่การเจรจาอย่างที่เราเคยรู้จักและเข้าใจ ที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆกัน หรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกัน หรือโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ”




ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในปัจจุบัน ที่เป็นที่ปรากฎของความเป็นการเมืองแยกขั้ว แบ่งข้างกลายเป็นพวกเขาพวกเรา กลายเป็นพวกมันพวกกู การเมืองแห่งการเอาแพ้เอาชนะกัน

การเมืองที่มองอดีตเพื่อจะพิสูจน์ความถูกผิด ความจริงการพิสูจน์ถูกผิดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย และควรจะกระทำด้วย โดยเฉพาะคนที่ทำผิดจริงก็ต้องพิสูจน์แล้วเอาคนผิดมาลงโทษ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ไม่สามารถจะเดินไปสู่สันติภาพหรือสันติสุขที่คนไทยทั้งหลายใฝ่ฝันถึง

ก็เนื่องจากคำว่าสันติ หรือสันติภาพที่มาจากภาษาอังกฤษว่า พีซ (Peace) นั้นไม่ใช่เป็นคำคำเดียว แต่จะมีคำว่าจัสต์ (Just) ซึ่งมาจากคำว่าจัสตีส (Justice) ซึ่งแปลว่ายุติธรรม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ คือ จัสต์พีซ (Just Peace) นั่นคือ คนที่อยู่ในประเทศนั้นในพื้นที่นั้นมีความรู้สึกว่า เขายังไม่ได้รับความยุติธรรม

ยุติธรรมที่ไม่ใช่มองเพียงยุติธรรมทางกฎหมาย (Legal Justice) ถูกผิดตามมาตรานั้น มาตรานี้ตามกฎหมายที่ผู้มีอำนาจออกหรือใช้ แต่เขายังต้องการความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) ที่มองไกลกว่าความยุติธรรมทางกฎหมาย มองไปข้างหน้ามองอนาคต มองผลที่จะตามมาทั้งหลาย

ดูเหมือนว่า ความที่แยกเป็นพวกเขา พวกเราทำให้แต่ละพวกแต่ละกลุ่มก็จะมองกระบวนการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมในมุมมองแห่งความต้องการทั้งสองแบบของความยุติธรรมคือทั้ง ยุติธรรมทางกฎหมายและยุติธรรมทางสังคม โดยหากจะเอาผิด “พวกเขา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางกฎหมาย แต่ถ้าจะอธิบายการกระทำของ “พวกเรา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางสังคม ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะพวกเขาพวกเราซึ่งกลายเป็นพวกมันกับพวกกูได้นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ

ความไม่ไว้วางใจเพราะไม่ใช่พวกเดียวกันกับความไว้วางใจเพราะเป็นพวกเดียวกันเป็นความไว้วางใจทางสังคม (Social Trust) และความไม่ไว้วางใจนี้เองจึงทำให้ไม่ว่าจะมีการกระทำใด ๆ ของใครที่ดูจะเอนเอียงไปเหมือนเห็นด้วย หรืออาจจะไปสนับสนุนพวกเขาก็จะเริ่มไม่ไว้วางใจ และหาเหตุผลมาอธิบายให้คนอื่น ๆ ทั้งหลายเห็นถึงความถูกต้องของเราและไม่ถูกต้องของเขา

และความเป็นพวกเขา พวกเรานี้จึงไม่อาจนำไปสู่ทางออกของความขัดแย้งได้

เพราะความรู้สึกแห่งการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะขาดทักษะที่สำคัญคือการฟังอย่างตั้งใจ การฟังอย่างตั้งใจที่ในภาษาจีนใช้คำว่า “ทิง” ซึ่งอักษรตัวเขียนคำนี้มีองค์ประกอบที่รวมเอาคำว่าหู และคำว่า ใจ หรือ หัวใจ ไว้ด้วยกัน นั่นคือ การจะเข้าใจ เข้าถึง ดังพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวของเราจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังต่างไม่ฟังกันและกันโดยใช้ทั้ง หู และ หัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานด้วยกันจึงจะเกิดความเข้าใจและนำไปสู่การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราและนำไปสู่ความรู้สึกเป็นพวกเราเท่านั้น

หนังสือการเมืองสำหรับประชาชนหรือการเมืองภาคพลเมือง (Politics for People) ของเดวิด แมทธิว ประธานมูลนิธิเคทเธอริง ที่พยายามผลักดันให้เกิดการเมืองของประชาชน (Citizen Politics) ในสหรัฐอเมริกาได้พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนขึ้นมาของอเมริกาและคำแรกที่เริ่มต้นได้เขียนว่า“พวกเราประชาชน” หรือ “We the people” ทั้งผู้นำในการประกาศอิสรภาพ และประชาชนเป็นกลุ่มเดียวกันหรือพวกเรา

แต่เมื่อพัฒนาการเมืองไปเรื่อย ๆ นักการเมืองของอเมริกากับประชาชนเริ่มมีมุมมองที่ต่างกันทั้งที่แต่ละฝ่ายคิดว่าตัวเองทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนแล้ว ประชาชนที่เดวิด แมทธิว ได้ไปสำรวจความคิดเห็นมาเริ่มมองเป็น “พวกเราประชาชน พวกเขารัฐบาล” หรือ We the people ,they the government” ดูเหมือนว่าสิ่งที่รัฐบาลทำกับสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ตรงกัน ดูจะมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ในประเทศไทย

เดวิด แมทธิว อธิบายปรากฎการณ์นี้เหมือนกับสามีและภรรยาที่อยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างทำตัวเป็นสามีที่ดีและภรรยาที่ดีในมุมมองหรือ
สมมติฐานของตัวเอง เช่น สามีก็อธิบายว่าการที่กลับบ้านดึกและมีงานเยอะต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว การกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่สามีที่ดีพึงกระทำ ก็เหมือนกับรัฐบาลพยายามทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่รัฐทำไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากให้ทำ แมทธิวบอกว่ายิ่งสามีภรรยาคู่นี้อยู่ด้วยกันนานเท่าไรก็จะยิ่งเกลียดกันมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ “ดี” ของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน แต่ละฝ่ายก็พยายามหาเหตุผลเพื่อมาสนับสนุนดีของตัวเอง ความไว้วางใจก็ค่อย ๆ หมดไป เพราะไม่ฟังกันไม่หันหน้ามาพูดกันในลักษณะของการสานเสวนา (หรือ dialogue)


การมาสานเสวนาหากันจึงไม่ใช่การเจรจาอย่างที่เราเคยรู้จักและเข้าใจ ที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆ กัน หรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกัน หรือโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ”


แต่ละฝ่ายจะใช้วิธีการอธิบายความถูกต้องของตนเองและกล่าวหาความผิดพลาดของอีกฝ่ายโดยการใช้การโต้เถียง (หรือ debate)

ความแตกต่างของการสื่อสารกันทั้งสองอย่างก็คือ เมื่อไรโต้เถียงหรือดีเบทก็คือการมาพูดเพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน เหมือนอย่างที่นักการเมืองหรือผู้อาสาสมัครมาเป็นตัวแทนประชาชนมาปกครองประเทศ ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ที่เราเห็นผู้สมัครสองพรรคดีเบท หรือโต้เถียงกันอยู่ จะพยายามอธิบายว่านโยบายฉันถูก ของอีกฝ่ายผิด และพยายามไปหาอดีตของฝ่ายตรงข้ามว่าทำอะไรผิดพลาดหรือเลวอย่างไร

ซึ่งในประเทศไทยก็ดูไม่ต่างกันเมื่อมีการหาเสียงเพื่อเอาชนะกันระหว่างพรรคการเมือง แต่ละฝ่ายก็จะมาแก้ตัวว่าไม่ผิด เรายังไม่แก้ปัญหาต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง เรายังไม่ได้ทำการเมืองที่สมานฉันท์การเมืองของประชาชน ที่ประชาชนกำหนดนโยบาย กำหนดกฎกติกาที่ผู้แทนอาจจะไปร่างแล้วให้ประชาชนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่การทำประชาพิจารณ์เพราะเวทีประชาพิจารณ์ก็เป็นเวทีโต้เถียงหรือดีเบทของฝ่ายที่ทำโครงการหรือออกกฎหมายและบอกว่าคิดดีแล้วประชาชนยังไม่เข้าใจ ประชาชนซึ่งมองเห็นต่างก็จะโต้แย้ง

หรือแม้แต่การลงประชามติที่หลาย ๆ คนคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีเพราะให้ประชาชนแต่ละคนทีละคนได้ตัดสินเองดังที่ประเทศไทยได้ผ่านประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ประชามติในปัญหาที่สลับซับซ้อนก็ดีหรือรัฐธรรมนูญที่มีมากมายหลายมาตราก็ดี ไม่อาจจะใช้การตัดสินใจเพียงผ่านหรือไม่ผ่าน รับหรือไม่รับ บางที่คนห่วงหรือไม่พอใจเพียงไม่กี่มาตราไม่กี่ประโยคก็อาจไม่รับหรือไม่ผ่าน ฝ่ายที่อยากให้ผ่านก็บอกให้รับไปก่อน

ผลการตัดสินใจโดยการลงประชามติจึงออกมาเป็น “แพ้-ชนะ” คนไม่อยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกแพ้ คนอยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกชนะ ประเทศไทยได้ถูกแบ่งออกเป็นสีเขียวกับสีแดง เหมือนกับเวลานี้ที่ใครสวมเสื้อสีเหลืองก็พวกหนึ่ง สีแดงก็พวกหนึ่ง กลายเป็นพวกเขาพวกเรา พวกมันพวกกู

ทางออกของประเทศไทยเวลานี้คือการหันหน้ามาพูดคุยกันมาเจรจากันที่เรียกว่าสานเสวนาหรือไดอาล๊อก (dialogue) ที่ไม่ได้มาเอาแพ้เอาชนะกัน มาฟังอย่างตั้งใจกัน มาหาทางออกร่วมกัน ในการสานเสวนาจะต้องมีกติกาและมีคนกลาง คนกลางที่เป็นที่ยอมรับหรือไว้วางใจหรือเป็นที่เชื่อถือของฝ่ายต่าง ๆ และเป็นคนกลางที่เข้าใจกระบวนการการสานเสวนาที่ไม่ใช่มาเอาแพ้ชนะกัน

ผู้ที่มาเจรจาต้องเรียนรู้ที่จะฟังอย่างตั้งใจ ผลัดกันพูดผลัดกันฟัง กำหนดประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหรือหลายๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ประเด็นหรือโจทย์จะต้องมาพิจารณาร่วมกัน มานิยามหรือมากำหนดโจทย์ที่ไม่ใช่จุดยืน(หรือ position) ซึ่งเป็นคำตอบที่แต่ละฝ่ายมีอยู่แล้ว แต่กลับไปหาโจทย์ที่แท้จริง เช่น อยากเห็นประเทศชาติกลับคืนสู่สันติสุข สันติภาพที่ยืนอยู่บนความยุติธรรมทั้งทางกฎหมายและทางสังคม มีการเมืองที่ไม่ใช่มองเฉพาะการเมืองเท่ากับการเลือกตั้ง แต่เป็นการเมืองที่มองถึงความ
ต้องการที่แท้จริงของประชาชนให้ประชาชนได้สามารถมีที่ยืนที่เรียกว่าพื้นทีสาธารณะ (public space) ซึ่งไม่ใช่การเมืองของนักการเมืองอย่างเดียว เป็นต้น

การมาสานเสวนาหากันจึงไม่ใช่การเจรจาอย่างที่เราเคยรู้จักและเข้าใจ ที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆ กัน หรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกัน หรือโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ” (หรือ consensus) เป็นมติที่เกิดจากความพึงพอใจ อาจไม่ถึงกับแต่ละคนทีละคนเห็นด้วยหมดที่เรียกว่าเอกฉันท์ แต่เป็นมติที่ออกมาจากการฟังกันด้วยใจและอย่างตั้งใจ แล้วมองหาทางเลือกหลากหลายช่องทางที่ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันและกันแล้วปรับรูปแบบจนเห็นว่านี่แหละใช่ จะเป็นมติที่ยั่งยืนกว่า

และผู้ที่เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นกลางที่เป็นที่ไว้วางใจติดตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากฉันทามติว่านำไปสู่ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อตกลงไหม มีอุปสรรคใดที่ปฏิบัติไม่ได้กลับมาสานเสวนากันอีก จะมีรัฐบาลชั่วคราวหรือเฉพาะกาล เพื่อนำไปสู่ทางออกอย่างฉันทามติหรืออย่างไร ก็จะเกิดจากเวทีการสานเสวนานี้

ผู้มาร่วมสานเสวนาอาจจะกำหนดตัวแทนเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง และมีเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ที่ไม่ใช่เวทีโต้เถียง หรือดีเบท แต่เป็นเวทีย่อยเพื่อหาฉันทามติร่วมกำหนดกติกาบ้านเมืองให้เกิดขึ้นโดยการมีส่วนร่วมต้องมีการสื่อสารถึงกันและกันตลอดเวลา สื่อจะต้องเข้าใจกระบวนการและกติกาด้วยความเข้าใจไม่สร้างการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสอย่างแท้จริง อะไรที่ไม่ชัดเจนไม่เข้าใจให้มีการสื่อสารกัน ก่อนจะมีคำพิพากษาว่าพวกนั้นพวกนี้ เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่สังคมจะต้องเรียนรู้กันใหม่ จะต้องมีเวทีสื่อที่ไม่ใช่มาชี้หน้าด่ากันเป็นเวทีที่มองไปข้างหน้าหาทางออก

จึงขออนุญาตสรุปเสนอทางออกของการแก้ปัญหาทางออกของประเทศที่อาจจะสรุปได้คือ

1) ให้หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่าง ๆ เช่น ประธานวุฒิสภาพร้อมทีมงานที่เข้าใจกระบวนการการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ และเข้าใจกระบวนการสานเสวนา

2) ให้เปิดเวทีการสานเสวนาหลังจากทำความเข้าใจแต่ละฝ่ายถึงขั้นตอนและกติกาของกระบวนการ

3) ให้มีการทำความเข้าใจกับสาธารณชนในรายละเอียดของกระบวนการอย่างโปร่งใสและต่อเนื่องโดยตลอด

4) ให้มีกติกาของการสานเสวนาที่ฝ่ายที่จะมาเจรจาร่วมตกลงด้วยกันเพื่อนำไปสู่การหาทางออก

5) ฝ่ายที่ขัดแย้งส่งตัวแทนรับทราบ เรียนรู้ กติกา กระบวนการ ก่อนการสานเสวนาหาทางออก

6) กำหนดประเด็นของการสานเสวนาร่วมกันโดยเป็นประเด็นหรือโจทย์ที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นพ้องต้องกันที่ไม่ใช่จุดยืนแต่เป็นจุดสนใจหรือความต้องการ ความห่วงกังวลที่อยู่เบื้องหลังจุดยืน เช่นไม่ใช่ตั้งโจทย์ว่าสร้างเขื่อนหรือไม่สร้าง แต่เป็นโจทย์ เช่น จะบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างไร (ให้มีน้ำพอใช้และไม่เกิดการท่วมท้นอยู่เป็นประจำ) เป็นต้น

7) การกำหนดการเมืองใหม่เมื่อสามารถหาทางออกของปัญหาเร่งด่วนในปัจจุบันที่ทุกฝ่ายพึงแล้ว (ให้ใช้การสานเสวนากับประชาชนในแต่ละพื้นที่กระจายไปให้ทั่วถึงเพื่อพิจารณาการเมืองที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันอยากเห็น จะเรียกว่าการเมืองใหม่ หรือ การเมืองหรือประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนาหาทางออก แล้วกลับมาหาฉันทามติร่วมจากพื้นที่ต่างๆ

ซึ่งวิธีการนี้สถาบันพระปกเกล้าได้เคยดำเนินการในหลาย ๆ กรณี (และสามารถหาฉันทามติในประเด็นนั้นๆได้ผลดีมาแล้ว)

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอโดยสังเขปที่จะต้องมีการทำความเข้าใจในรายละเอียดอีกมาก อยากจะฝากไว้สุดท้าย จากหนังสือกล้าล้มเหลวที่ผมได้แปลไว้ ผู้เขียนคือ บิลลี่ ลิม บอกว่า “ถ้าคุณยังทำอะไรอย่างที่เคย ๆ ทำกันมา คุณก็จะได้สิ่งที่เคย ๆ ทำมาแล้วเท่านั้น”

ฉะนั้นเราจะหันมาร่วมกันหาสันติสุข สันติภาพที่มีความยุติธรรมร่วมกัน เราก็ต้องใช้กระบวนการวิธีการใหม่คือ การฟังอย่างตั้งใจ การสานเสวนา (หากมาสานเสวนากับประชาชนอาจเรียกว่า ประชาเสวนา)

การหาทางออกโดยมองจุดสนใจ ความห่วงกังวลไม่ใช่จุดยืน และหาทางออกโดยฉันทามติที่ไม่ใช่เสียงข้างมากจากการยกมือลงมติ

มาร์คยังไม่กล้าประกาศเคอร์ฟิว เสื้อแดงตรึงแน่น ทักษิณวอนห้างเปิดปกติ ม็อบพร้อมช่วยอุดหนุน

ที่มา Thai E-News



หงิกกิน-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอาการเคร่งเครียดหลังเสื้อแดงยกระดับชุมนุมที่ราชประสงค์ ย่านธุรกิจสำคัญ โดยยังไม่มีการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินเพื่อสั่งสลายการชุมนุม(ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2553


เทือกออกประกาศขู่จับกลางดึก

เวลาประมาณ 23.30 น.วันเสาร์ที่ 3เมษายน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้อ่านประกาศฉบับที่ 5 ซึ่งระบุห้ามเข้าพื้นที่ชุมนุม และขอให้บุคคลที่อยู่ในที่ชุมนุมไม่ว่าจะเป็นแกนนำ ผู้จัดการชุมนุม หรือผู้ร่วมชุมนุมออกจากพื้นที่ตั้งแต่บริเวณแยกราชประสงค์ถึงแยกประตูน้ำ , สถานีรถไฟฟ้าราชดำริ , แยกประทุมวัน, แยกชิดลม ผู้ใดฝ่าฝืนต้องจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ ประกาศดังกล่าวลงนามโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอ.รส.

ตร.เผยผลเจรจา แกนนำแดงยังไม่เปิดราชประสงค์ วันอาทิตย์เจรจาใหม่

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. พล.ต.อ.ภานุพงษ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และคณะได้เข้าหารือกับนายวีระ มุสิกพงษ์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) เพื่อขอเปิดพื้นที่การจราจรที่แยกราชประสงค์ เป็นเวลา 15 นาที

พล.ต.อ.ภานุพงษ์ กล่าวภายหลังการเจรจาว่า จุดยืนของ สตช.ต้องการให้เปิดพื้นผิวการจราจรแยกราชประสงค์ จากการพูดคุยแกนนำได้ตอบรับว่าจะเปิดการจราจรบางส่วน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมีผู้ชุมนุมจำนวนมาก เบื้องต้นพยายามประสานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ในวันอาทิตย์(4เม.ย.)จะเข้ามาเจรจาอีกครั้งหนึ่ง

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีชุมนุมเสื้อแดงชั่วคราวที่แยกราชประสงค์ ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาทันที โดยสาเหตุที่เลือกแยกราชประสงค์เนื่องจากเห็นว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสม จึงขอแจ้งรัฐบาลว่า กลุ่มคนเสื้อแดงยืนยันให้รัฐบาลรับทราบตามข้อเสนอ ดังนี้

1.แก้ปัญหาของประเทศด้วยการยุบสภาทันที
2.นปช. จะปักหลักชุมนุมที่แยกราชประสงค์โดยไม่มีกำหนด หรือจนกว่ารัฐบาลจะยุบสภา
3.นปช. ยืนยันแนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง และพร้อมรับฟังจุดยืนของรัฐบาลว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดยยืนยันว่า ถ้ารัฐบาลต้องการยุติปัญหาด้วยความสันติ นปช.ก็พร้อมทำตาม แต่ถ้าใช้ความรุนแรง นปช.ก็พร้อมจะจัดให้ และจะไม่ถอย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ได้ประกาศบนเวทีสี่แยกราชประสงค์ว่า ถ้ารัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้คนเสื้อแดงในต่างจังหวัดไปล้อมศาลากลาง และหากมีการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมให้ทำการเผาศาลากลางทันที

ทักษิณขอบคุณเสื้อแดงออกมาชุมนุมเต็มแยกราชประสงค์ ปลุกระดมชวนคนทุกสี-ชาวกรุงออกมาทวงประชาธิปไตย


เมื่อเวลา 21.40 น. วันที่ 3 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอลิงค์มายังเวทีปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ว่า ขอกราบคารวะผู้ที่มีหัวใจรักประชาธิปไตย และภูมิใจที่ทุกคนมาชุมนุม บางคนมาทุกนัด บางคนผลัดกันมาแต่ทั้งหมดยังคงมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเยาวชนในวันนี้ที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า สิ่งที่ทำในวันนี้จะสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย ถ้าประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศ สิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรมจะกลับคืนสู่ประเทศไทยเช่นกัน

"ในอดีตตอนผมเป็นนายกฯ ผมไม่ได้ทำอะไรมากมาย แต่ยังมีคนระลึกถึงผม ผมเอาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยกลับคืนมา อย่างที่ผมพูดว่าตอนเด็กๆ ผมไปดูคนไข้อนาถา แล้วคนเหล่านี้เป็นคนไทยหรือเปล่า ผมจึงได้เปลี่ยนการรักษาให้มีโครงการ "30 บาทรักษาทุกโรค" ทุกคนจะได้ใช้บริการได้อย่างเต็มที่" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องการศึกษา ค่าเล่าเรียนไม่พอ พ่อแม่ต้องอาศัยลูกเป็นแรงงานได้มองกองทุนเพื่อพ่อแม่และทุนการศึกษาเพื่อลูก เงินทุน 4,000-5,000 บาท สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตพี่น้องได้ มีนักธุรกิจหลายคนที่กู้เงินไปสร้างห้องน้ำห้องเดียว เท่ากับไปเปลี่ยนชีวิตคนในต่างจังหวัดได้ทั้งครอบครัว เราต้องการความเสมอภาค สมัยนี้อยู่ในยุคศตวรรษที่ 20 แม้รัฐบาลจะปิดหูปิดตาไม่มีการสื่อสารไปทั่วโลกแต่พี่น้องก็ยังถึงข่าวสารได้ จะปิดประตูตีแมวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้วันนี้ทั่วโลกตื่นตัวเยอะ

"พี่น้องเสื้อแดงเราลำบากกันมานาน ทิ้งอะไรสองสามวันได้ไหม มารวมตัวกันที่กทม. ออกไปที่แยกราชประสงค์ ที่ผ่านฟ้า มาขอให้นายอภิสิทธิ์ ยุบสภาเพื่อให้การเมืองมีความเป็นธรรมเพื่อให้พี่น้องมีโอกาส สมัยที่ผมทำหน้าที่ ผมพยายามบอกว่าคนจนเป็นปัญหาที่เราต้องช่วยเหลือมาตลอด อย่าเรียกว่าภาระเปลี่ยนมาเป็นพลัง ให้โอกาสทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การเข้าหาแหล่งทุนที่จะสร้างชีวิตครอบครัว ง่ายกว่าที่จะทำไม่ต้องไปกู้เงินมาทำ ผมอยากจะบอกชาวกทม. โดยเฉพาะห้างเซ็นทรัลเวิล์ด ห้างเกสรพลาซ่า ว่าให้เปิดร้านค้าปกติ เสื้อแดงที่มามีทั้งมีเงินเและไม่มีเงิน แต่มีหัวใจรักประชาธิปไตยเหมือนกัน คนเหล่านี้ไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำผิดกฎหมาย สิงห์แดงไม่มีนิสัยแบบนี้ ถ้าท่านเปิดร้านอาหาร สีแดงที่เขามาเจอกันคนที่มีเงินอาจจะพาคนไม่มีเงินไปกินได้" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขอร้องให้ออกมาช่วยกันให้รัฐบาลได้สำนึกว่าการได้ อำนาจมาโดยไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตยประชาชนไม่ยอมรับสังคมไทยเป็นสังคมที่เชื่อว่าตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด สังคมกดดันมานานแล้ว แต่ตอนนี้คนไทยได้เห็นเสรีภาพการพูด การทำมาหากิน วันนี้ถ้าการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม ไม่มีใครอยากนอนงอมืองอเท้า เพียงแต่เขาขอโอกาสได้หรือไม่

"ผมขนครอบครัวมาจากเชียงใหม่มาแสวงหาโอกาสทางการทำมาหากิน เมื่อผมเห็นโอกาสแล้วก็อยากหยิบยื่นให้พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพ ต้องยอมเสียสละออกมาชุมนุมไม่กี่วันเพื่อพี่น้องส่วนใหญ่ ทะเลาะกันทำไมในเมื่อมีหัวใจประชาธิปไตยเหมือนกันมารวมพลังกันที่นี่ ผมอยากเชิญชวนคนที่ไม่เข้าใจเสื้อแดง หรือคนเสื้อเหลืองในอดีต ทิ้งอคติ แล้วมาคุยกับคนเสื้อแดงท่านจะเข้าใจว่าทำไมเขามา ท้าให้มาคุยรายตัวอย่ากล่าวหาคนโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง " อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

"ผมเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกทำลาย กระบวนการยุติธรรมถูกทำลายความน่าเขื่อถือหมด องค์กรทหารถูกทำลาย ทุกยุคทุกสมัยเพราะผู้มีอำนาจต้องการรักษามันไว้ วันนี้ผมยังอยากเห็นความสามัคคีในชาติที่จะยึดนโยบาย อหิงสา ยึดมั่นสันติวิธีตลอด เพื่อชัยชนะของคนทั้งแผ่นดินไม่เฉพาะคนเสื้อแดง เพียงแต่เป็นความพ่ายแพ้ของคนกลุ่มหนึ่ง ละครช่อง 7 สี ที่มีการด่ากันว่าไพร่ก็ต้องดูดเสียงออก อยากจะเรียกน้องอำมาตย์ ทหาร ชาวกทม.หันมาเป็นหนึ่งเดียวกัน ระบบที่เราขอไม่ได้เป็นของใครเลย แต่เป็นการเสียสละของคนบางกลุ่มเพื่อคนทั้งประเทศ ประชาธิปไตยของบ้านเมืองสำคัญที่สุด บรรดาแกนนำทั้งหลายที่นานๆขึ้นเวที ผมขอร้องอย่าไปเล่นงานครอบครัวนายอภิสิทธิ์ เพราะผมเคยโดนมาแล้วผมเห็นใจนายอภิสิทธิ์ที่เข้ามาเล่นการเมืองแต่ครอบครัวเขาไม่ได้เล่น

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ทุกคนต้องมองภาพใหญ่หากทำงานให้สังคมประเทศ แต่ของจริงคือ ครอบครัว พี่น้องที่มาที่นี่คนส่วนใหญ่ต่อสู้เพื่อให้ลูกหลานของเรามีสังคมที่ดี เรามาเสียสละให้ลูกหลานของเรา ยอมเสียสละความเหนื่อย 10 วัน 7 วันเพื่อให้บ้านเมืองได้ดีกว่า ถ้าบ้านเมืองเสมอภาค รับรองว่าประเทศไทยไล่แซงประเทศอื่นได้สบาย วันนี้ประเทศไทยเสียโอกาสอำมาตย์ไม่ยอมเสียสละ ปล่อยให้ประชาชนไม่มีเสรีภาพ มัคคุเทศน์บอกว่าปัญหาการท่องเที่ยวไม่ได้เกิดจากคนเสื้อแดงแต่เกิดจากพันธมิตรยึดสนามบิน การที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินนักท่องเที่ยวก็หนีหมด

ปฏิรูปประเทศไทยต้องถามประชาชน ไม่ใช่เครือข่ายอำมาตย์NGO

ที่มา Thai E-News



นปช.เสื้อแดงทัพแรกไปปักหลักชุมนุมหน้าสถานีโทรทัศน์ช่อง11 NBT ขณะที่ทัพใหญ่ไปชุมนุมที่ย่านธุรกิจราชประสงค์ เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา(ภาพข่าว:AP)



เพื่ออนาคตที่ไม่มืดมนเหมือนวันนี้-คุณแม่เสื้อแดงอุ้มลูกน้อยที่หลับไม่รู้เรื่องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ผู้เป็นพ่อขับ พร้อมชูนิ้วเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ครอบครัวนี้เข้าร่วมขบวนนปช.ไปชุมนุมที่ราชประสงค์ ย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ วันเดียวกันนี้โทรทัศน์TPBSได้เบี่ยงเบนความสนใจไปที่การถ่ายทอดสดการประชุมปฏิรูปประเทศไทย(ภาพข่าว:AP)


โดยไกรก้อง กูนอรลัคขณ์
3 เมษายน 2553

แม้จะดูเหมือนว่า ขณะนี้ “ยุบสภา” จะเป็นจุดลงตัวในการแก้ไขวิกฤตการเมืองไทย เพียงแต่ต้องเจรจาเงื่อนไขเวลาให้ลงตัว แต่เมื่อวานนี้ (2 เมษษยน 53 ) กลุ่มคนสีชมพูที่อดีตสวมเสื้อเหลือง ออกมาเรียกร้องไม่ให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยุบสภา ขณะที่วันนี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่าจะยุบสภาก็เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

เท่ากับอำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ เดินเกมใหม่ไม่ให้ยุบสภา ก็เป็นไปได้

นอกจากนี้แล้ว กลุ่มเครือข่ายอำมาตย์ 40 สว. นักวิชาการ NGO องค์กรสิทธิฯบางส่วน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง สื่อนิยมอำมาตย์ TPBS NBT NATION คตส.บางคน ราษฎรอาวุโส สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ฯลฯ ก็ได้เสนอให้ปฎิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะ การจัดเวทีของTPBS เรื่องพลเมืองกับทางออกประเทศไทย วันนี้ซึ่งคนเข้าร่วมล้วนเป็น ภาคประชาชน เหลืองทั้งนั้น ผู้จัดคงตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น

ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่อเรื่อง การยุบสภาและการปฏิรูปประเทศไทย ดังนี้ คือ

1 การยุบสภา ในประวัติศาสตร์การเมือง ณ วันนี้ เป็นการยุบสภาเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแน่นอน ก็เพราะว่า ความขัดแย้งปัจจุบันลุกลามไปทั่วทุกหัวระแหง ทางออกอย่างสันติวิธีคือการยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเท่านั้น การเลือกตั้งประชาชนทุกคนมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากัน เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ใคร พรรคการเมืองใด ขึ้นมาบริหารประเทศ ทุกคนต้องยอมรับ

2 การยุบสภา เป็นการป้องกันการฉวยโอกาสรัฐประหาร และการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งการ รัฐประหาร และการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นั้นจะทำให้สังคมการเมืองไทยถอยหลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างเหลือคณาได้ เพราะอำนาจรัฐประหารและรัฐบาลแห่งชาติถ้าเกิดขึ้นในครั้งนี้ อำนาจจะควบคุมการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จมากที่สุด และสิทธิเสรีภาพก็จะถูกจองจำ เส้นทางการเมืองไทยจะไม่ต่างกับเผด็จการอำมาตย์ทหารพม่าแต่อย่างใด

3 ภายหลัง การยุบสภาในครั้งนี้ ทุกองค์กรทุกสถาบันการศึกษาต้องร่วมกันจัดกระบวนการศึกษาอย่างขนานใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกคนเท่ากัน และไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม เกลียดชัง แตกแยกภายในชาติรุนแรงอย่างที่เป็นห่วงกัน

4 การเรียกร้องเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่ดี ควรทำให้ตลอดต่อเนื่องมิใช่ฉวยโอกาสก่อกระแสท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องยุบสภา เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น เป็นแนวร่วมให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยตั้งใจและไม่รู้ตัวก็ตาม

5. เมื่อมีการสำรวจกลุ่มคน องค์กรต่างๆ อำมาตย์ NGO นักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย (อำมาตยาธิปไตยมากกว่า ) ทั้งสื่อต่างๆ หลายคนหลายส่วนโดยเฉพาะ TPBS ล้วนเกี่ยวข้องกับการได้ผลประโยชน์หลายด้านจากการมีรัฐบาลอภิสิทธิ์ เช่น บางคนเคยเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการลากตั้ง บางองค์กรได้งบประมาณโครงการต่างๆจากรัฐบาลเพิ่มขึ้น บางคนสังกัดองค์กรสิทธิมนุษยชนที่สองมาตรฐาน หนุนช่วยด้านสิทธิ์เฉพาะพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยฯลฯ นอกจากนี้แล้วบทบาทที่ผ่านมาเคยร่วมกับพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเปิดตัวและไม่เผยร่างก็ตาม

6. การปฏิรูปประเทศไทย การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยนั้น คำถามก็คือว่า ต้องถามใครหรือให้ใครเป็นผู้นำ ? นายประเวศ วะสี นายอานันท์ ปันยารชุน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นายโคทม อารียา นายอคิน รพีพัฒน์ นายสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ นายพลเดช ปิ่นประทีป สมพงษ์ พัดปุย จำนง จิตนิรัตน์ บรรเจิด สิงคะเนติ ปริญญา เทวณฤมิตรกุล และคนอื่นๆที่สร้างภาพลักษณ์กัน (ล้วนเป็นเครือข่ายอำมาตยาธิปไตยทั้งสิ้น) ?

คนเหล่านี้เป็นใครมาจากไหน เขาเป็นคนดีมีศีลธรรม ใครบอกละ? แม้อาจจะปรารถนาดีแต่ก็ แต่ละคนหาได้เชื่อมโยงผ่านการเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะคนจนที่พวกเขาอ้างถึงในการปฏิรูปประเทศไทยแต่อย่างใด

นอกจากเขาตั้งกันเองยกย่องกันเอง และพยายามใช้วิธีการต่างๆให้ประชาชนยกย่องพวกเขาด้วย

บางคนสมัยที่เคยมีอำนาจ นายไพบูลย์ฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและพลเดชฯ รัฐมนตรีสมัยรัฐบาลรัฐบาลสุรยุทธ์ ก็ไม่เคยผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความเท่าเทียม กันอย่างจริงจัง นอกจากนโยบายสังคมสงเคราะห์ และการจัดสรรงบประมาณให้เหล่าอำมาตย์ NGO ด้วยกัน ?

7. เครือข่ายเหล่านี้ ชอบสรุปรวบรัดว่า ภาคประชาชน เท่ากับ สมัชชาคนจน เครือข่ายที่ดินป่าไม้ และอีกหลายเครือข่าย ที่ผ่านการจัดตั้งอุถัมป์ค้ำชูโดย NGO ผ่านการครอบงำทั้งความคิดแบบอำมาตยาธิปไตยและเงินทุนของอำมาตย์ NGO

เครือข่ายเหล่านี้มักทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมมึนชา เข้าใจผิดว่าปัญหาตนเอง มีเฉพาะ ดิน น้ำ ป่า วิทยุชุมชนและอีกหลายประเด็น และเน้นแก้ปัญหาเป็นพื้นที่ เป็นจุดๆ แต่แท้จริงและประชาชนเขาคิดปัญหาครอบวงจรชีวิต คิดถึงปัญหาภาพรวมด้วย เขาจึงชอบนโยบาย รักษาพยาบาล โอกาสการศึกษาของบุตรหลานของพรรคไทยรักไทยในอดีต

8. อำมาตย์ NGO จงใจทำให้ประชาชนในเครือข่ายคิดว่าประชาธิปไตยเท่ากับปัญหาของเขาเองหรือ ประชาธิปไตยทางตรง จึงปฏิเสธประชาธิปไตยรัฐสภา ยกเว้นเมื่อเครือข่ายอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล

อำมาตย์ NGO มักทำให้ประชาชนที่ร่วมเคลื่อนไหวกับเขา นักวิชาการ รวมทั้งสื่อโดยเฉพาะ TPBS ให้เข้าใจว่า ภาคประชาชนของเขาเท่านั้นที่เป็นภาคประชาชน

TPBS ลองจ้างนักวิจัยสำรวจดูซิ ภาคประชาชนที่ว่าทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นอย่างไร

ทางปริมาณคนในประเทศทั้งหมด 60 กว่าล้านคน คนจน 40 ล้าน ภาคประชาชนของ อำมาตย์NGO มีสักเท่าไหร่

อำมาตย์NGO ชอบทำให้ประชาชนในเครือข่ายเขามึนชา ต่อเรื่องประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง มนุษย์เท่ากันไม่ว่าไพร่หรือผู้ดี

ประชาชนระดับฐานไม่ใช่ผู้นำที่ถูกอุปถัมป์ เคยร่วมเคลื่อนไหวกับอำมาตย์NGO ล้วนแต่เป็นประชาชนที่ชอบประชาธิปไตย และไม่เอาด้วยกับระบอบอำมาตยาธิปไตย

อำมาตย์ NGO เขาไม่ชอบระบบการเลือกตั้ง เขาไม่เชื่อว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เขาจึงชอบการแต่งตั้ง เขาไม่สนับสนุนให้ประชาชนในเครือข่ายเข้าสู่เทศบาล สภาตำบล เขาไม่ชี้แนะให้ผู้นำเครือข่าย ทำงานกับคนอื่นๆที่ไม่อยู่ในเครือข่าย แต่เขาชอบ สภาองค์กรชุมชน หรือแหล่งรวมคนอกหักสมัครนายกเทศบาลตำบลสอบตกทั้งหลาย

9. แท้จริงแล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย การปฏิรูประเทศไทยนั้น ย่อม เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทย ที่โยงใยกับปัญหาการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่? อย่างไร?ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งองค์กรในการเคลื่อนไหวแค่ไหน? ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีหรือไม่ ?

และมีแต่สังคมประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะนำเปิดทางให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มสร้างอำนาจอย่างเสรีต่อรอง กดดัน สร้างพลัง เพื่อให้ชนชั้นที่เอาเปรียบ ยอมกระจายการกระจุกตัวของที่ดินที่ตนเองครอบครองอยู่ ยอมที่จะจ่ายภาษีก้าวหน้า เพื่อกระจายความมั่งคั่งที่ตนเองเสพสุขอยู่บนความทุกข์ของคนจำนวนมาก ฯลฯ

10.และปัญหารากเหง้าในเงื่อนไขสภาพทางการเมืองที่สำคัญในช่วงประวัติศาสตร์ปัจจุบัน คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตย มีปรัชญาความเชื่อว่า คนยังโง่อยู่ ไม่มีความรู้ จึงต้องเป็นพลเมืองชั้นสอง จึงต้องมีคนที่เหนือกว่าปกครองดูแล จึงเป็นเพียงไพร่ ที่มูลนายต้องบังคับควบคุมดูแล เหมือนเฉกเช่นสมัยในอดีตสังคมศักดินา นั่นเอง

ดังนั้นที่อำมาตย์NGOพากันเสนอเรื่องปฏิรูปประเทศไทยผ่านTPBSในวันที่ประชาชนเสื้อแดงกำลังเร่งเอาประชาธิปไตยนั้น ความจริงก็ต้องถามประชาชน ไม่ใช่ถาม เครือข่ายอำมาตย์ ราษฎรอาวุโส นักวิชาการ TPBSและอำมาตย์ NGO