ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 21, 2009

"แม้ว"โฟนอินเสื้อแดงศรีสะเกษ ขอให้รอกลับไปแก้ศก.

ที่มา มติชนออนไลน์

วันที่ 20 มีนาคม ที่ จ.ศรีสะเกษ กลุ่มลำดวนแดง หรือกลุ่มเสื้อแดงศรีสะเกษ ประมาณ 2,000 คน จัดงานชุมนุมเลี้ยงโต๊ะจีน และฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่วัดโนนสำนัก ต.หญ้าปล้อง อ.เมืองศรีสะเกษ และเวลา 20.35 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์เข้ามายังโทรศัพท์มือถือของแกนนำของกลุ่มลำดวนแดง โดยกล่าวว่า คิดถึงชาวศรีสะเกษและชาวไทยทั่วประเทศทุกคน และจากการที่ได้เดินทางไปรอบโลก พบว่าทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนัก หากไม่ถูกทหารขับไล่ออกจากการเป็นรัฐบาลแล้ว ป่านนี้คนไทยทุกคนทั่วประเทศจะต้องหายจนหมดแล้ว ขอให้ประชาชนชาวศรีสะเกษทุกคนรอตน เพื่อที่จะกลับมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และขอให้ประชาชนชาวศรีสะเกษได้ใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะว่าเงินทองจะหายากขึ้นทุกวัน อีกไม่นานตนจะกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน สัญญาณโทรศัพท์ของตนอาจจะไม่ชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากว่าตนกำลังเดินทาง ตนขอฝากความรัก ความห่วงใยถึงประชาชนชาวศรีสะเกษทุกคนด้วย อีกไม่นานตนจะกลับมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติให้คนไทยหายจนทุกคนอย่างแน่นอน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเสร็จแล้ว กลุ่มพลังคนเสื้อแดงศรีสะเกษต่างพากันโห่ร้องด้วยความดีใจที่ได้ยินเสียงโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ พ.ต.อ.ประจวบ จันทร์ประวิตร ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 60 นาย มารักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ ซึ่งหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเสร็จแล้ว กลุ่มพลังคนเสื้อแดงศรีสะเกษก็ได้พากันแยกย้ายกลับบ้าน โดยที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด

"เสื้อแดง"ซัด"ฝ่ายมั่นคง"เขียนแผน "ตากสิน"เองหวังฟันงบฯ รบ.เล็งสกัดม็อบปิดทำเนียบอยู่แค่สนามหลวง

ที่มา มติชนออนไลน์

รัฐบาลเล็งสกัดม็อบปิดทำเนียบ ห้ามเคลื่อนพ้นสนามหลวง อ้างช่วงปลายเดือน มี.ค.มีงานกาชาด เชื่อเจตนาสร้างสถานการณ์รุนแรง "เสื้อแดง"โอ่มองข้ามไล่"มาร์ค" ประกาศล้างอำนาจคนชักใยรัฐบาล ตำรวจเตรียมจับ 20 แกนนำพันธมิตร คดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ชี้โทษสูงถึงขั้นประหารชีวิต


เล็งสกัดเสื้อแดงไว้ที่"สนามหลวง"


รัฐบาลเตรียมสกัดกลุ่มเสื้อแดงที่ประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 26 มีนาคมนี้ โดยให้ชุมนุมอยู่บริเวณท้องสนามหลวง ไม่ให้เคลื่อนมาปิดทำเนียบรัฐบาล โดยอ้างว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการจัดงานกาชาด บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อชำระล้างอำนาจคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล


ทั้งนี้ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของไอเดียจัดพื้นที่ควบคุม (โซนนิ่ง) ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ว่า ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ จะมีการจัดงานกาชาดบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า จึงหวังว่าผู้นำม็อบจะมีวุฒิภาวะ และไม่ทำให้ประชาชนลำบาก เพราะนี่คืองานการกุศล ซ้ำที่ผ่านมาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ได้ใช้สิทธิตรวจสอบรัฐบาลในรัฐสภาอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ กลุ่มคนเสื้อแดงควรชุมนุมอยู่ที่ท้องสนามหลวง ไม่ควรเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพราะทำให้ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่เหนื่อยเปล่าๆ การชุมนุมอยู่ที่สนามหลวงก็ยื่นข้อเรียกร้องได้เหมือนกัน


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนมาทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสกัดได้หรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า ต้องไม่ให้เลยสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ้ามีการเคลื่อนขบวนจริงคงคุมลำบาก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช้กำลัง หรือความรุนแรง


รัฐบาลประเมินสถานการณ์รุนแรง


ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 26 มีนาคม และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอิน ว่าตอนนี้ทุกคนก็ทราบว่าปัญหาเศรษฐกิจก็รุนแรงอยู่แล้ว คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการที่จะเดินหน้า ก็อยากจะให้ทุกคนได้คิดถึงตรงนี้


เมื่อถามว่า เห็นอย่างไรกับกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาเรียกร้องพลังเงียบให้ออกมาแสดงพลังอยากเห็นบ้านเมืองสงบ


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมคิดว่าจริงๆ แล้วความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ก็ต้องการให้บ้านเมืองสงบ เดินไปข้างหน้า ก็ขอให้แสดงออกกันได้ แต่ว่าต้องเป็นการแสดงออกอย่างสงบ สันติ"


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันจุดยืนเดิมว่า หากชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ แต่ถ้าชุมนุมทำให้เกิดความเสียหาย เช่น บุกรุกสถานที่ราชการ รัฐบาลคงยอมไม่ได้ ทั้งนี้เท่าที่ฟังเจตนาของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งใจจะยกระดับการชุมนุม และทำให้สถานการณ์เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องดูแลต่อไป โดยรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์การชุมนุมเป็นระยะๆ


"จตุพร"เล็งล้มอำนาจคนชักใย


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ จะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อที่จะขับไล่รัฐบาล และจะมีการปฏิบัติยุทธการดาวกระจายไปตามจุดต่างๆ โดยการชุมนุมครั้งนี้จะไม่เหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา ในครั้งนั้นเห็นแก่หน้าตาของประเทศ เพราะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม


"ประเทศนี้เป็นอำมาตยาธิปไตย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะไม่สามารถบริหารประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ และการขับไล่รัฐบาลในครั้งนี้ เรามองข้ามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯไปแล้ว เพราะต้องการที่จะชำระล้างอำนาจคนที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งในขณะที่การบริหารภายใต้รัฐบาลเดิมที่ดื้อดึง ไม่ยอมทำตามก็ถูกปฏิวัติ แต่รัฐบาลใหม่ยอมอยู่ภายใต้การชักใย อยู่ภายใต้การกดขี่ทุกรูปแบบ สามารถที่จะอยู่บริหารประเทศได้ ซึ่งการชำระล้างประเทศนั้นจะดำเนินการทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานมากกว่าที่เป็นในปัจจุบัน" นายจตุพรกล่าว


นายจตุพรกล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สนามกีฬา 700 ปี จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ จะมีการฉายวิดีโอเทป พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อปราศรัยต่อประชาชน ไม่ใช่รูปแบบของการสนทนาเหมือนที่ผ่านมา และจะพูดถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ส่วนการโฟนอินนั้นไม่มี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะชมทางอินเตอร์เน็ต


ซัดฝ่ายมั่นคงรัฐบาล เขียนแผนตากสินของบฯ


"พ.ต.ท.ทักษิณ จะวิดีโอลิงก์มาที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรก และจะใช้วิดีโอลิงก์แบบนี้ในทุกที่ เพราะผู้ชุมนุมจะได้เห็นท่านและท่านก็จะได้เห็นเรา โดยจะเป็นการพูดในลักษณะการปราศรัยมากกว่าการสนทนา" นายจตุพรกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามถึง "แผนตากสินไ ที่จะล้มรัฐบาล นายจตุพรกล่าวว่า "ไม่มี เป็นพวกฝ่ายความมั่นคงเขียนเองเออเองเพื่อนำไปสู่การตั้งงบประมาณ การที่บอกว่าเราไปประชุมที่นั่นที่นี่นั้น ขอให้บอกมาเลยว่าเป็นที่ไหนจะได้ฟ้องได้ถูกตัว ที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็แค่ให้ตื่นเต้นเท่านั้น


ส่วนกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เรียกร้องให้พลังเงียบออกมาจัดการกับกลุ่มเสื้อแดงนั้น นายจตุพรกล่าวว่า ถ้าพลังเงียบออกมาก็น่าจะออกมาเพื่อจัดการกับ พล.อ.อนุพงษ์มากกว่า เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ สนุกกับการใช้งบฯเพียงอย่างเดียว แต่หน้าที่รักษาความสงบของประเทศกลับไม่ยอมทำ


นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจบการอภิปราย เชื่อว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะการเมืองจะเกิดสุญญากาศ แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จะมีการนำเรื่องเก่ามาพูด แต่เป็นการเชื่อมโยงให้ประชาชนได้เห็นภาพ และเชื่อว่าในการชุมนุมในวันที่ 26 มีนาคมนี้ คนเสื้อแดงจะมาร่วมชุมนุมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา


เสื้อแดงเชียงรายไม่ปิดสนามบิน


น.ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กล่าวถึงงานความจริงวันนี้สัญจร ซึ่งจะจัดที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในวันที่ 21 มีนาคม ว่าการชุมนุมจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 17.00 น. โดยมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และมีแกนนำเข้าร่วมหลายคน เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คาดว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าร่วมงานจำนวนมาก


"สำหรับวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะไปปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงรายนั้น คงจะไปต้อนรับกันที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยไม่ไปปิดปากทางสนามบิน เพราะมีการขอร้องกันเอาไว้แล้ว นอกจากนี้จะตามไปที่ศาลากลางจังหวัดด้วย โดยจะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ แต่ใช้ตีนตบไปต้อนรับ"


"เชียงใหม่51"เก้อปาไข่ใส่"สุเทพ"


นายมหวรรณ กะวัง หรือ ดีเจนก คลื่น 105.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ประธานกลุ่มคนรักทักษิณแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคม ว่าแกนนำผู้จัดรายการความจริงวันนี้เป็นผู้จัดงาน แต่ประสานกลุ่มเสื้อแดง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมาร่วมงาน โดยคาดมีผู้มาร่วมงาน 10,000 คน และ พ.ต.ท.ทักษิณจะมีวิดีโอลิงค์ ในช่วงเวลา 19.00-20.00 น. ส่วนปัญหาความแตกแยกกับกลุ่มรักษ์เชียงใหม่ 51 ได้จบลงแล้ว หลัง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ญาติสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ เจรจาไกล่เกลี่ย


วันเดียวกัน กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กว่า 80 คน รวมตัวหน้าทางเข้าสนามบินเชียงใหม่ หลังได้รับแจ้งข่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมงานแต่งงานคนในตระกูลนิมมานเหมินท์ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล แมนดาริน ดาราเทวี โดยเตรียมนำไข่ไก่กว่า 10 แผง มารอต้อนรับ แต่ต้องรอเก้อ เนื่องจากนายสุเทพไม่ได้เดินทางมาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด


ส่วนที่ จ.ชลบุรี กลุ่มเสื้อแดงประมาณ 50 คน นำรูปวาดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลักษณะปากห้อยและมีรองเท้าฟองน้ำ 1 ข้างติดอยู่ พร้อมข้อความว่า ระบอบอภิสิทธิ์Ž รวมทั้งนำไข่ต้มในขันโตกขนาดเล็ก มามอบให้นายพิสิษฐ บุญช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เพื่อฝากให้นายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีกำหนดเดินทางมาทำพิธียกช่อฟ้าศาลารวมใจภักดีแผ่นดิน ที่วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี วันที่ 21 มีนาคม


เล็งจับ20พธม.ยึดสุวรรณภูมิ


ด้านความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้สอบพยานต่างๆ เสร็จแล้ว รวมทั้งอธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน อีก 2-3 สัปดาห์คาดว่าจะรู้ว่าใครทำผิดอะไรบ้าง เบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกว่า 20 คน ซึ่งตำรวจมีภาพที่แกนนำขึ้นปราศรัยบนเวทีก็ดูว่าใครผิดอะไรบ้าง และจากหลักฐานที่มีเชื่อว่าสามารถดำเนินคดีได้ ในฐานความผิดบางประการเกี่ยวกับการเดินอากาศยาน มีโทษสูงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


เมื่อถามว่า ในจำนวนผู้ที่ทำผิดมีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมอยู่ด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.ฉลองกล่าวว่า ก็รวมๆ ทั้งหมด ไม่เฉพาะเจาะจงว่าใคร ก็เป็นไปตามภาพที่มีการขึ้นไปพูดปราศรัยบนเวที ใครเข้าไปเกี่ยวข้องมีหลักฐานไปถึงก็ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ต้องหารือกับพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ด้วย เพราะมีความเชื่อมโยงในคดีบุกยึดสนามบินดอนเมือง โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเสนอ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนดูแล บช.น.และ บช.ภ.1 ว่าหลักฐานต่างๆ เพียงพอหรือไม่อย่างไร และจะได้หารือร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ไม่จบที่อภิปราย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลอีก 5 ราย มีแนวโน้มจะจบลงอย่างที่ฝ่ายค้านระบุไว้แต่แรกว่า ถึงที่สุดรัฐบาลก็จะสามารถเอาชนะไปได้ด้วยคะแนนเสียงในสภาที่มากกว่า

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลหลักฐานหลายประการที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ที่แม้รัฐบาลจะชี้แจงไปแล้วก็ยังคงมีบางประเด็นที่ติดค้างอยู่ในความรู้สึกของคนทั่วไป

อาทิ ข้อมูลของนายสุนัย จุลพงศธร ที่ชี้ปัญหาเรื่อง การจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนในกระทรวงศึกษาธิการ

แต่ที่สำคัญที่สุดก็ยังเป็นกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ระบุถึงช่องทางยักย้ายถ่ายเทเงิน



ไม่ว่าจะเป็นกรณีเงินจำนวน 263 ล้านบาทของบริษัท ทีพีไอ โพลีนฯ ที่ผ่านบริษัท เมซไซอะ และมีคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

หรือจะเป็นความถูกต้องของเงินอุดหนุนพรรค การเมืองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 23 ล้านบาท

ทั้งสองกรณีนี้ ในเรื่องแรกกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบข้อมูลที่ดำเนินการสืบสวนมาเบื้องต้นให้กับกกต.ไปแล้ว ขณะที่ในเรื่องหลังกกต.อาจจะต้องรื้อ ฟื้นขึ้นมาตรวจสอบใหม่ให้ข้อครหาและความแคลง ใจหมดหรือลดลงไป

ไม่แต่เพียงเท่านั้น หน่วยงานที่ถูกระบุว่ามีส่วนเชื่อมโยงอื่นๆ อาทิ กรมสรรพากร หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

จะต้องเข้ามาร่วมดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส



เมื่อยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างหนักแน่นมั่นคง พรรคประชาธิปัตย์ย่อมไม่น่าจะมีปัญหาหรือเกรงกลัวการตรวจสอบ

ในทางตรงกันข้ามกลับยิ่งจะต้องเป็นผู้เชื้อเชิญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เร่งเข้ามาพิสูจน์ความจริง เพื่อขับความเป็นทองแท้ของตนให้กาววาวยิ่งขึ้น

ผลของการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตามที มีแต่จะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคม

เพราะเป็นการให้หลักประกันกับประชาชนว่า จะมีการบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนทุกกลุ่มในสังคมไทยอย่างเสมอหน้า

ประโยชน์สูงสุดของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มิใช่อยู่ที่ฝ่ายค้านจะสามารถล้มล้างรัฐบาลได้หรือไม่

แต่อยู่ที่ประชาชนได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

สมราคาคุย

ที่มา เดลินิวส์

ต้องยอมรับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย หัวหมู่ทะลวงค่าย ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรี เที่ยวนี้ ไม่ทำให้คนดูผิดหวัง

เนื้อที่น้อย วันนี้ขอพุ่งเป้าไปที่เฉลิมคนเดียว เลย กรณีเงินปริศนา 258 ล้าน จากชาร์ตที่โชว์ถึง เส้นทางเงิน นี่ก็อีก เฉลิม น่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่เอา “ชาร์ต-กราฟิก” มาใช้ในการอภิปราย

ทำให้เรื่องที่ซับซ้อนดูง่ายและเข้าใจมากขึ้นกลายเป็นแบบอย่างนัดสำคัญ ๆ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะเป็นผู้เซ็นรับรองงบดุล ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ในฐานะเป็นเลขาธิการพรรค และมีลูกผู้น้องเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ ประจวบ สังข์ขาว เจ้าของ เมซไซอะฯ คือตัวละครสำคัญ

เรื่องเกิดปี 2547-48 ซึ่งมีการเลือกตั้งใหญ่ มีข่าวลงขันกำจัดรัฐบาลแม้ว !!!

ข้อมูลเฉลิมมีมาก เขียนไม่หมด แต่สรุปว่ามีทุนจดทะเบียนล้านเดียว แต่รับงานใหญ่เกือบ 300 ล้าน ไม่มีโรงพิมพ์ ไม่มีโรงงาน มี 4 คน ทาวน์เฮาส์โทรม ๆ ที่เป็นออฟฟิศ ก็อาศัยเค้าอยู่

เช็คที่เอาโชว์ น่าเสียดาย ดูไม่ชัด เพราะช่อง 11 ที่ถ่ายทอดสด มือไม่ถึง นอกจากไม่ขยายให้ใหญ่แล้ว ยังเจาะภาพครูที่ใช้มือแปลให้คนหูหนวกฟัง มาบังเพิ่มเข้าไปอีก ดีที่ตอนหลังย้ายข้างไป

เงิน 258 ล้าน ที่จ่ายผ่าน เมซไซอะฯ ถูกผ่องถ่ายให้ 4 กลุ่ม ซึ่งล้วนเป็นเครือญาติกับ ประดิษฐ์ เลขาธิการพรรคตอนนั้น นิพนธ์ บุญญามณี และ ประพร เอกอุรุ ส.ส.ปชป. ทั้งนั้น

เชื่อว่าทั้งหมด คงฟ้องแน่ แต่ก็มีคำถาม หากไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง จะโอนเงินให้ทำไม หรือพูดง่าย ๆ เมซไซอะฯ เป็นบริษัทกระดาษ หรือทางผ่านของเงินเท่านั้นหรือไม่

เพราะเช็คบางฉบับจ่ายผ่านแม่บ้าน ขณะที่หลายคน ทำแพปลา ห้องเย็น ไม่เกี่ยวกับงานโฆษณาเลย แต่ได้รับเงินด้วย โดยจ่ายผ่าน 4 ธนาคาร รวม 78 ครั้ง ใน 84 วัน

มีเบอร์แฟกซ์ที่อยู่ของปชป.ออกจากธนาคารว่า “โอนแล้ว” เฉลิมแฉว่า ที่เป็นเรื่อง เพราะ ประจวบ ถูกหักหลัง เป็นหนี้กรมสรรพากรถึง 14 ล้าน (มีรายได้แล้วไม่เสียภาษี) เลยไปร้อง ดีเอสไอ จนเป็นเรื่อง

ตอนนี้ ดีเอสไอ ก็ยื่น กกต.ให้สั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ฐานทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง

ปัญหาคือ เงิน 258 ล้าน ไม่ใช่เงินส่วนตัวของ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เจ้าของทีพีไอ แต่เป็นเงินของผู้ถือหุ้น เพราะทีพีไอเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ใช้จ่ายต้องโปร่งใส ซี้ซั้วไม่ได้

ประชัยเอง เคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า จ่ายค่าโฆษณาจริง แต่ตอนนั้น รธน.ไม่ได้กำหนดเพดานเงินบริจาคพรรคการเมือง อย่างนี้ จะถือเป็น “ใบเสร็จ”หรือไม่

ขณะที่อภิสิทธิ์ แก้ข้อกล่าวหาว่า เมื่อ กกต.และผู้ตรวจบัญชีรับรองแล้ว จึงเซ็นชื่อ ไม่ได้แก้ข้อสงสัยเรื่องเส้นทางเงิน ที่เข้าข่าย การ “ไซฟ่อน” เงิน ที่อาจโยงไปสู่การยุบพรรคได้ !!!

เป็นอย่างนี้ คะแนนยกแรกขอให้ เฉลิม สอบผ่าน ใครว่าเฉลิมโหลย โท่ย ต้องเปลี่ยนใจใหม่ เป็นสมราคาคุย แต่สำหรับ อภิสิทธิ์ เรื่องเงินปริศนา 258 ล้าน ถือว่าสอบตก ???

ภาพลักษณ์ประชาธิปัตย์ที่บอกว่า ตัวเองสะอาดหมดจด หมองไป ไม่มากก็น้อย จากกรณีนี้

ส่วนผู้ถือหุ้นทีพีไอ ถ้าคิดว่าเสียหายด้วย ก็ต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นคดีต่อไปอย่างที่เฉลิมบอก

ต้องปิดต้นฉบับก่อน เลยไม่รู้ ประดิษฐ์ จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ รู้แต่ งานนี้เจ็บหนักแน่ !!!.

ดาวประกายพรึก

เหลิมนำทัพขยํ้าปชป.ไซฟอนเงิน

ที่มา เดลินิวส์

ชูใบเสร็จเช็ค27ฉบับ แปรธาตุงบอุดหนุน'มาร์ค'ยันทำถูกต้องส.ส.แจกของลับว่อน

“เพื่อไทย” ซัดเต็มเหนี่ยว สับปชป.ไซฟอนเงิน “เฉลิม” ดี๊ด๊าภูมิใจกระซวกรัฐบาลลากไส้เงินทีพีไอ 263 ล.ไหลลึกลับเข้าปชป. แฉเส้นทางเช็ค 27 ฉบับโอนผ่านแบงก์ โยงคนเครือญาติอดีตเลขาพรรคตัวละครสำคัญ แฉงบกกต. 29 ล้านบาทถูกยักย้าย ไม่มีธุรกรรมแท้จริง ลั่นโทษหนักมีแววยุบพรรคได้ รอดีเอสไอพิสูจน์หลักฐานลายเซ็นได้ ท้า “กรณ์” แน่จริงขึ้นภาษีแอลกอฮอล์รวมเครื่องดื่มชูกำลัง-เก็บภาษีมรดก-ที่ดิน ส่วนนายกฯยังเงียบไม่แจงเงินฉาว ปัดไม่มีส่วนรู้เห็น “จตุพร” ขุดปมหนีทหารถล่มนายกฯ ก่อนเปิดฉากดวลคำต่อคำ “สุรพงษ์” งัดเอสเอ็มเอสกระซวกนายกฯ-กรณ์ ได้ประโยชน์ ถล่มรัฐบาลบีบเอกชนเอื้อประโยชน์ นายกฯโต้สร้างวิธีสื่อสารแบบใหม่ถึงตัว “กรณ์” แจงทำอย่างเปิดเผย ส่วน “สุนัย” เปิดทุจริตอาชีวะ ซัดตั้งงบแบบตระกร้าเยี่ยมไข้ 2 รมต.ศึกษาฯต้องชี้แจง สภาวุ่นฯ ประท้วงนัว ถึงขั้นสาด “ของลับ” ใส่กัน “รณฤทธิชัย” ฉุนหวิดฟาดปาก ส.ส.เพื่อไทย

ตีระฆังซักฟอกนายกฯ

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่รัฐสภา เวลา 09.30 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไป นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 5 คน ได้แก่ นายกษิต ภิรมย์ รมว. การต่างประเทศ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นาย บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ท่ามกลาง ครม. ที่มานั่งรับฟังการประชุมกันอย่างคึกคัก

จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ได้เริ่มอภิปรายเป็นคนแรก โดยระบุว่า การยื่นญัตติอภิปรายนายอภิสิทธิ์ ถือว่าตนติดลบศูนย์ตั้งแต่ออกมาจากบ้านแล้ว ตนทุกข์ใจที่ต้อง อภิปรายคนที่รัก คนที่ชอบ แต่มีความจำเป็นถือว่าเป็นการทำหน้าที่ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ มีพฤติกรรมและการกระทำที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

กางหลักฐานบี้เงินทีพีไอ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า โดยนายอภิสิทธิ์มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ปกปิด ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งไม่จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้และรับรองงบดุล งบการเงินของพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นเท็จ ยื่นต่อกกต. ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง

พร้อมกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังได้นำแผ่น ชาร์ตมาแสดงถึงที่มาที่ไปของเส้นทางเงินที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด นำเงินจากตลาดหลักทรัพย์ 263 ล้านบาท จ่ายให้กับกลุ่มคนในพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับทำธุรกิจโฆษณาที่ไม่มีโรงพิมพ์ โรงงาน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 108/12 หมู่ 11 กิโลเมตร 7 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาทเศษ รวมทั้งนำสำเนาเช็คการจ่ายเงินให้กับบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และบุคคลในพรรคประชาธิปัตย์มาแสดงอย่างละเอียด

แฉจ่ายเช็ค27ฉบับเข้าบัญชี

ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า หากสิ่งที่ตนอภิ ปรายไปไม่มีอะไรตนก็พร้อมที่จะลาออก โดยขอกล่าวหานายกฯว่า 1.นายกฯได้แจ้งบัญชีงบดุลประจำปี ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2547 และ 31 ธ.ค. 2548 อันเป็นเท็จ มีการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระถึง 2 ครั้ง โดยในปี 2547 บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้จ่ายเงินสนับสนุนให้กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการฯ เซ็นชื่อลงนามจ่ายเช็คเพียงคนเดียวโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากกรรมการบริษัทฯ 9 คน ถือเป็นการนำเงินของประชาชนผู้ถือหุ้นมาจ่ายให้กับพรรคและกลุ่มคนของพรรคประชาธิปัตย์ มิใช่เอาเงินของบริษัท ทีพีไอโพลีน มาจ่าย

ร.ต.อ.เฉลิม ระบุต่อว่า จากหลักฐานพบว่ามีการจ่ายเช็ค 27 ฉบับ ผ่านเข้าธนาคารต่าง ๆ รวม 75 ครั้ง ภายใน 84 วัน โอนเข้าบัญชีบริษัท เมซไซอะ จากนั้นก็แยกย่อยกระจายเช็คไปยังบุคคลต่าง ๆ 4 กลุ่ม คือ 1.เข้าบัญชีนายประจวบ สังขาว กรรมการบริษัทเมซไซอะ 21,269,300 บาท ซึ่งเคยมีกรรมการบริษัทชื่อน.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายไทกร พลสุวรรณ รวมอยู่ด้วย 2.เข้าบัญชีกลุ่มคนใกล้ชิดนายประดิษฐ์ในขณะนั้นรวม 33,728,000 บาท 3.เข้าบัญชีกลุ่มของนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น 13,600,000 บาท และ 4.เข้าบัญชีนายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้รวม 43,409,740 บาท ส่วนที่เหลือไม่สามารถหาหลักฐานได้เนื่องจากมีคน ในรัฐบาลไปสั่งให้เจ้าหน้าที่ระงับการให้เอกสารเหล่านั้น

ซัดปชป.เข้าข่ายไซฟอนเงิน

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า การโอนเงินดังกล่าวจากนายประชัย เป็นช่วงเวลาเดียวกับช่วงใกล้เลือกตั้งพอดี ที่สำคัญเมื่อคืนวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา มีฝ่ายรัฐบาลไปบังคับข้าราชการเพื่อไปขอคำให้การในคดีดังกล่าว จึงอยากถามว่าหากแน่จริงจะกลัวอะไร โดยทุกอย่างเกี่ยวโยงกับนายธงชัย ดลศรีชัย ซึ่งเป็นน้องชาย เป็นลูกพี่ลูกน้องของนายประดิษฐ์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.พิจิตร และนายธงชัยก็เป็นคนพาไปเจอกับนายประจวบ ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัท เมซไซอะ จนทำให้เกิดการ “ไซฟอน” (ฟอกเงิน) ขึ้น

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำการไซฟอนเงินที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก กกต. จำนวน 29 ล้านบาท ไปว่าจ้างบริษัท เมซไซอะจำนวน 23,314,200 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าจ้างจัดทำป้ายโฆษณา แต่ไม่มีการทำธุรกรรมอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่มีการวางบิล เก็บเงิน แบ่งงวดงานตามที่ น่าจะเป็นจริงเพราะมีการเรียกเก็บเงินเพียงครั้งเดียว ทั้งที่บริษัท เมซไซอะ ไม่น่าจะมีเงินสำรองขนาดนั้นได้ โดยพบว่าก้อนแรกของเงินจำนวนนี้โอนต่อเพื่อจ้างทำป้าย ตามหลักฐานการยื่นภาษี ภ.ง.ด.53 ของพรรคประชาธิปัตย์แสดงต่อสรรพากร พบว่ามีการส่งบิลผ่านไปยังบุคคลอื่น ก่อนไปถึง 2 บริษัทที่รับงานไปทำจำนวน 2 ล้านบาท เศษ และ 8 หมื่นบาท

ลั่นเอาผิดถึงขั้นยุบพรรคได้

กรณีดังกล่าว จึงขอกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์และผู้บริหารบางส่วนได้กระทำผิดฐานรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองโดยไม่เปิดเผย และไม่จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจาก กกต. ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่นำเงินบางส่วนมาฟอกในบริษัท เมซไซอะ เพื่อนำไปใช้โดยไม่รายงานต่อ กกต. ซึ่งจะมีโทษรุนแรงถึงขั้นยุบพรรคได้ ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้บรรจุเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษไปแล้ว เพราะนายประจวบได้ไปให้การกับตำรวจไว้แล้ว หากสามารถ พิสูจน์ลายน้ำหมึกได้ว่าเพิ่งมีการเซ็นชื่อเมื่อปลายปี 2551 ไม่ใช่ปี 2547 นายอภิสิทธิ์ก็ต้องเข้าคุก เพราะไม่ได้แจ้งเรื่องการบริจาคเงินและพรรค ประชาธิปัตย์ก็ต้องถูกยุบเพราะแจ้งงบดุลเท็จ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนยืนยันว่านายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวเพราะคนที่รับรองงบดุลทั้ง 2 ปีคือนายอภิสิทธิ์ เบื้องต้นตนแนะนำให้ปลดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ในฐานะที่เป็นเหรัญญิกในขณะนั้นแต่ไม่ยอมตรวจสอบไม่รู้จักดับเบิลเช็ค ก่อนที่จะให้นายเซ็น

“เหลิม”ท้า“กรณ์”ขึ้นภาษี

จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้อภิปรายถึงความไม่ชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล โดยตั้งคำถามนายกฯถึงเรื่องการไม่ใช้ยศทหารนำหน้าชื่อ พร้อมอภิปรายความไม่เหมาะสมการตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.การต่างประเทศ ที่มีการแจ้งความเรื่องการร่วมกับพันธมิตรฯยึดสนามบิน รวมทั้งท้านายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้ออกกฎหมายการเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และให้กล้าขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มชูกำลัง แทนที่จะไปขึ้นภาษีชา กาแฟ

สำหรับนายชวรัตน์ รมว.มหาดไทย นั้น ร.ต.อ.เฉลิม ปฏิเสธข่าวที่ระบุว่า มีใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้เพิ่มรายชื่ออภิปรายเข้ามานั้น ไม่เป็นความจริง และเมื่อนายชวรัตน์มาเป็น มท.1 ก็ทำตัวเป็น “เจ้าพระยา” ทั้ง ๆ ที่เป็น “พ่อค้า” เขาให้ไปบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ไม่ใช่ไปบำบัดสุข บำรุงทุกข์ ส่วนนายบุญจง รมช.มหาดไทย นั้นเจอข้อหาน่าหมั่นไส้ในการทำงาน เพราะบริหารราชการแบบไฮเปอร์ ไปบอกข้าราชการในกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ว่าการจัดสรรงบประมาณถ้าจัดเสร็จแล้วก็จัดไป แต่ถ้ายังเหลือก็ให้เอามาจัดสรรใหม่ ตรงนี้ถือว่าทำงานไม่สอดคล้องกับกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่นายกฯได้วางไว้

นายกฯแจงไม่ใช้ยศนำหน้า

หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม อภิปรายเสร็จ นายอภิสิทธิ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงทันที เริ่มด้วยการชี้แจงข้อกล่าวหากรณีการไม่ใช้ยศทหารนำหน้าชื่อ โดยนายกฯ ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2517 พล.อ.ครวญ สุทธานินทร์ รมว.กลาโหม ในขณะนั้นได้ออกประกาศคำชี้แจงเรื่องการใช้ยศทหารนำหน้าชื่อบุคคล โดยในการปฏิบัติราชการฝ่ายพลเรือน ผู้มียศทหารสามารถใช้ยศหรือไม่ใช้ยศนำหน้าชื่อก็ได้ สำหรับตนเมื่อมาทำงานการเมือง จึงไม่ใช้ยศทหารนำหน้าชื่อ เพราะหากมีการโจมตี ความเป็นทหารต้องไม่ถูกโจมตีไปด้วย

นายกฯ ชี้แจงอีกว่า ส่วนเรื่องที่บอกว่าตนดีใจที่ได้กู้เงินหลังจากเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นนั้น ความจริงตนไม่ได้ดีใจอะไร แต่เมื่อทางญี่ปุ่นตอบรับให้เรากู้สร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง จึงได้มาแจ้งให้ประชาชนทราบเท่านั้น ซึ่งการกู้เงินก็ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว ส่วนที่ท้าทายตนให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ตนได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงการคลังไปแล้วว่า หากมีความจำเป็น ภาษีที่จะจัดเก็บเพิ่มตัวแรกคือภาษีเหล้า เบียร์ รวมทั้งได้ชี้แจงถึงการตั้งนาย กษิต ภิรมย์ เป็น รมว.การต่างประเทศ ทั้งที่เป็น ผู้ต้องหาคดีปิดสนามบินว่า ช่วงเกิดเหตุปิดสนามบิน มีการแจ้งความร้องทุกข์ 2-3 คดี แต่ไม่มีชื่อนายกษิตเลย เมื่อมีการตั้งนายกษิตเป็น รมว.การต่างประเทศจึงมีการแจ้งความนายกษิต เพิ่มเติม จึงถือเป็นเรื่องการเมือง

ยันไม่เกี่ยวเรื่องงบการเงิน

“สำหรับข้อกล่าวหาว่าผมสมรู้ร่วมคิด มีความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองนั้น เป็นเหตุการณ์ในช่วงปลายปี 2547 ถึงวันเลือกตั้ง 6 ก.พ. 2548 ซึ่งช่วงนั้นผมเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ มีนายบัญญัติ เป็นหัวหน้าพรรค และนายประดิษฐ์ เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งนาย บัญญัติยืนยันว่าไม่ได้มอบหมายให้ผมรับผิดชอบเรื่องการเงิน ขอยืนยันว่าผมไม่ได้สมรู้ร่วมคิดไปพบปะกันที่โรงแรมกับบริษัททีพีไอฯ เลย แต่ถ้าคิดว่าผมเกี่ยวข้องก็ขอให้แสดงเอกสารหลักฐาน ให้ชัดเจน” นายกฯ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังชี้แจงว่า อย่างไรก็ตามเมื่อตนมาเป็นนายกฯ ก็ไม่เคยเข้าแทรกแซง กระบวนการสอบสวนขององค์กรใด ๆ เลย โดยเฉพาะการสอบสวนคดีพิเศษของบริษัทดังกล่าวก็ดำเนินการต่อไป และที่ว่าเมื่อคืนวันที่ 18 มี.ค. ตนไปทำอะไรเหมือนกับเกรงกลัวอะไรนั้น ยืนยันว่าไม่มี ตนนอนหลับสบายอยู่ที่บ้าน

เผยลงนามรับรองถูกต้อง

นายอภิสิทธิ์ ยังชี้แจงถึงการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2548 ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวกับตน 2 ส่วนคือ 1.เงินบริจาคเข้าพรรคที่ต้องแจ้งกับ กกต. แทบทุกเดือน ตนก็ได้ทำอย่างสมบูรณ์และรายงานต่อ กกต. ครบถ้วน 2.การรับรองงบดุลบัญชีปี 2547 ที่ตนต้องรับรองในช่วงปี 2548 โดยเรื่องนี้ได้ผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน

นายกฯ กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวได้ให้ผู้สอบบัญชีเข้ามาตรวจสอบ โดยได้รับการรับ รองแล้ว จึงมีการส่งให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เหรัญญิกในขณะนั้นลงนาม จากนั้นจึงเสนอให้ ตนลงนาม ซึ่งเมื่อตนเห็นว่าได้มีการตรวจสอบแล้วจึงได้ลงนามรับรอง ส่วนการรับรองงบดุลปี 2548 ที่ต้องรับรองในปี 2549 ซึ่งเป็นการใช้เงินในช่วงเลือกตั้ง ทางพรรคก็ได้รายงานให้ กกต. ตรวจสอบ ซึ่ง กกต. ก็ได้ซักถามกลับมาในหลายประเด็น แต่ไม่มีประเด็นที่ได้มีการอภิปรายในสภาในครั้งนี้ จึงยืนยันว่าตนได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคในการรับรองงบดุลอย่างถูกต้อง

อ้างกกต.ตรวจสอบถูกต้อง

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ลุกขึ้นชี้แจงในฐานะเหรัญญิกในขณะนั้นว่า ก่อนที่จะมีการรับรองงบดุลในช่วงนั้น ได้มีการผ่าน กระบวนการตรวจสอบหลายขั้นตอนก่อนที่จะส่งให้ตนและหัวหน้าพรรคเซ็นรับรอง โดยในปี 2548 เป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์มีกรรมการบริหารพรรค 2 ชุด ซึ่งในวันที่ 21 เม.ย. 2548 ได้ส่งเอกสารให้ กกต. ตรวจสอบทุกรายการ โดย กกต. ก็มีหนังสือสอบถามมาเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2548 โดยไม่ได้มีเรื่องที่เกี่ยวกับการอภิปรายครั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสอบของ กกต. แล้ว จึงกล้าลงนามในงบดุลของพรรคและส่งให้หัวหน้าพรรคเซ็นรับรองต่อไป

นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ใช้สิทธิพาดพิง โดยชี้แจงว่า น.ส. ประภาพร เอกอุรุ น้องสาวของตน ปัจจุบันอายุ 43 ปี โดยช่วงที่เกิดเหตุปี 47-48 มีอายุ 37-38 ปี ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว การกระทำธุรกรรม ใด ๆ จึงไม่ต้องมาปรึกษาตน ถือเป็นการทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับตน ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือการบริหารราชการของรัฐบาลแต่อย่างใด

“เหลิม”ตีปีกอภิปรายปึ้ก

จากนั้นเวลา 12.30 น. ร.ต.อ.เฉลิม ได้แถลงข่าวทันทีหลังอภิปรายแล้วเสร็จ ที่ห้องวิปฝ่ายค้าน โดยนำแผ่นชาร์ตข้อมูลมาแสดงและแจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง พร้อมระบุว่ารู้สึกพอใจการนำเสนอข้อมูลของตนเองมากที่สุด เพราะไม่เคยคิดว่าจะนำเสนอข้อมูลได้ดีขนาดนี้ และยืนยันว่าข้อมูลที่นำเสนอเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ในส่วนสำเนาเช็คสั่งจ่ายเงินก็ต้องอาศัยฤทธิ์เดชสมัยเป็นสารวัตรกองปราบ ที่พอรู้จักคนทำงานในธนาคาร ตนก็ไปขอร้องและให้เห็นแก่บ้านเมือง ตัวละครบางรายตนถึงกับแอบส่งคนไปติดตามดูว่าความจริงมีอาชีพอะไร

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า หากนายอภิสิทธิ์ชี้แจงไม่ได้และพรรคเพื่อไทยหมดคนอภิปราย ตนจะอภิปรายซ้ำอีกครั้ง แต่มันจบแล้วนายอภิสิทธิ์ไม่ชี้แจงเรื่องที่ตนอภิปราย แต่ไปชี้แจงเรื่องไม่ใช้ยศทหาร คนฟังก็จะก่ง ก๊ง ตนยังมีหลักฐานอีก จะรอให้เขาฟ้องให้ศาลเรียก อย่างไรก็ตามไม่มั่นใจว่าหลักฐานของตนเป็นหลักฐานเดียวกับของ ดีเอสไอหรือไม่ และยืนยันว่าตนไม่เคยพบกับนายประจวบ ไม่รู้จักและไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ทราบมาว่านายประจวบโกรธมากที่มีนักการเมืองคนหนึ่งเอากระดาษเปล่า 40 แผ่นมาให้เซ็นชื่อเพื่อหวังจะเอาไปทำใบเสร็จ

วิปรัฐบาลเซ็งพท.อภิปราย

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯโดย ร.ต.อ. เฉลิมว่า เท่าที่ประเมินเบื้องต้น เห็นว่าการ อภิปรายของฝ่ายค้านไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย และไม่มีน้ำหนักอะไรโดยตรง ไม่สามารถที่จะโยงเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินได้ และเท่าที่วิปรัฐบาลได้ประเมินว่าเหมือนกับการจัดงานแล้วแขกไม่มาเลยต้องมาเตรียมเก็บถ้วยชามรอ อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามประเด็นในการสรุปอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศหรือไม่ เพราะไม่มีความโปร่งใสจากเรื่องเงินบริจาคที่เข้าพรรค นายชินวรณ์ กล่าวว่า ไม่มีบทพิสูจน์ว่าไม่มีความโปร่งใส ทั้งนี้ กระบวนการที่ถูกอ้างมาก็ชี้ไม่ชัดว่ามีการไซฟอนเงิน แต่ เป็นกระบวนการธรรมดาในการทำธุรกิจเพียงแต่ ร.ต.อ.เฉลิม จับแพะชนแกะ ถ้าประชาชนที่ไม่ ได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น อาจเข้าใจผิดว่า นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง มาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่นายประดิษฐ์ ไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้ว เรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง รมช.คลัง อย่างไรก็ตาม ในแง่ของตัวบุคคล นายประดิษฐ์ก็ต้องชี้แจงเรื่องนี้เอง ไม่เกี่ยวกับนายอภิสิทธิ์

“ตู่” ขึ้นสับตั้ง “กษิต” ได้ดี

ต่อมาเวลา 13.15 น. นายจตุพร พรหม พันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ประชาชนรู้ดีว่า เป็นเพราะทหารเรียกนักการเมืองเข้าไปบ้านพัก ร.1รอ. เพื่อบีบบังคับเป็นการสมคบกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯและกองทัพ ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตยและแต่งตั้ง ส.ส. ที่ไปสมคบกับพันธมิตรฯที่ยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ อย่างนายกษิต ภิรมย์ มาเป็น รมว.การต่างประเทศแต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ความคืบหน้าในการดำเนินคดีใด ๆ ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนาย กษิตให้สัมภาษณ์และอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดที่แล้วอย่างรุนแรงว่า เป็นตัวการที่จะทำให้ประเทศ เสียดินแดน เสียอธิปไตย แต่วันนี้มาเป็นรัฐบาลกลับปล่อยให้ทหารกัมพูชาบุกรุกเข้าในเขตประเทศไทย 250 เมตร เพื่อสร้างถนนขึ้นเขาพระวิหาร

นายจตุพร กล่าวว่า เรื่องนี้กองกำลัง สุรนารีได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลให้ประท้วงการบุกรุกของทหารกัมพูชา ถึง 9 ครั้งแต่ไม่มีการตอบสนอง และนายกษิตแทงเรื่องนี้เป็นเรื่องลับทำให้ไม่มีใครรู้ การที่นาย กษิตเคยบอกก่อนหน้านี้ว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของไทยโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ วันนี้ทำไมถึงไม่ทำเรื่องอุทธรณ์ไปยังศาลโลกเพื่อขอรักษาสิทธิตรงนี้ไว้ วันนี้จึงพิสูจน์ ได้ว่าคนที่ทำให้เสียดินแดนจริง ๆ คือพวกท่าน ซึ่งใบเสร็จที่ชัดที่สุดคือ สิ่งที่รัฐบาลจะออก พ.ร.บ. ลดโทษให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรประเทศที่บุกยึดสนามบินให้เหลือโทษปรับเพียง 500 บาท ถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงมีการยึดกันได้อีก 5 รอบ ชี้ให้เห็นว่า นายกฯไม่ได้ยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐแล้ว

ขุดปมหนีทหารยำนายกฯ

นายจตุพร ได้อภิปรายต่อถึงปัญหาการสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของนายกฯ หลังได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยข้อมูลระบุว่านายอภิสิทธิ์สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์วันที่ 15 มิ.ย. 2535 แต่การเลือกตั้งเกิดขึ้นเดือน มี.ค. 2535 เป็นข้อน่าสังเกตว่าหลังจากได้รับเลือกตั้งแล้ว 3 เดือนจึงมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ทั้งที่ช่วงนั้นใช้รัฐธรรมนูญปี 2534 ที่ระบุว่าผู้สมัครจะต้องสังกัดพรรคการเมือง

นอกจากนี้ เรื่องการเกณฑ์ทหารปรากฏ ว่าตั้งแต่ปี 2524 มีอายุครบ 17 ปี ย่าง 18 ปี ไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนทหารกองเกินแต่ไปขึ้นตอนอายุ 22 ปี ในวันที่ 4 ก.ค. 2529 ถือว่าเลยเกณฑ์ไปแล้ว 1 ปี แต่สัสดีพระโขนงกลับแจ้งลงบัญชีเป็นทหารกองเกินโดยไม่มีการปรับและตามหลักแล้วปีต่อไปนายอภิสิทธิ์จะต้องไปเลือกตามหมายเรียก จึงอยู่ในฐานะหนีทหารและเอกสารของทางราช การในปี 2535 ก็ยังอยู่ในบัญชีของคนขาด ทั้งที่ช่วงนั้นเป็น ส.ส. แล้ว และต่อมาเมื่อนายอภิสิทธิ์ไปสมัครรับราชการที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ต้องแสดงหลักฐานทางทหารคือ สด.9 หากไม่มีต้องมีหลักฐานผ่อนผัน แต่มีการไปขอใบแทนเพื่อนำมาประกอบกับใบ สด.43 จนมีการสร้างหลักฐาน ซึ่งกระทรวงกลาโหมไม่มีสิทธิ บรรจุเข้ารับราชการ และมีการประท้วงจนมีการลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

“มาร์ค”โต้ทุกปมกล่าวหา

นายอภิสิทธิ์ ได้นำเอกสารหลักฐานมาแสดงพร้อมชี้แจงว่า โดยปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่ได้ออกกฎหมายลดโทษเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการยึดสนามบินมาก่อนหน้านี้ เพียงแต่เห็นว่ามีการปกป้องและเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยของสนามบินมากขึ้น ส่วนกรณีที่ระบุว่าตนแสดงเอกสารเท็จในการเข้ารับราชการทหารในการเป็นอาจารย์นักเรียนนายร้อยนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะหากไม่เข้าหลักเกณฑ์ทางโรงเรียน จปร. จะรับไปได้อย่างไร การรับราชการถ้าไม่ผ่านการเกณฑ์ทหารก็ยังมีอีกหลายรูปแบบที่ได้รับการยกเว้นคือการเป็น ร.ด. การเป็นครู รวม ทั้งระเบียบข้าราชการทหารปี 2511

นายกฯ กล่าวว่า ยอมรับว่าตนเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเกณฑ์ทหารล่าช้าเนื่องจากไปศึกษาที่ต่างประเทศ ขณะนั้นอายุ 23 ปี แต่อยู่ในการดูแลของ ก.พ. ซึ่งได้ทำเรื่องผ่อนผันทหารในปี 2530-2531 ในการเข้าเป็นข้าราชการทหารในช่วงแรกปี 2530 ก็เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือน หลังจากนั้นตนได้ฝึกหลักสูตรตามระเบียบทหารทุกอย่าง และฝึกเสร็จเมื่อปี 2531 ก็เป็นขั้นตอนขอพระราชทานยศ ซึ่งเอกสาร สด.9 หายไปจึงได้ไปขอใบแทน ซึ่งก็ไม่ได้มีผลต่อการรับราชการทหารและรับพระราชทานยศแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเมื่อมหาวิทยาลัยที่ตนจะไปศึกษาต่อได้ประสานมา จึงได้ทำเรื่องขอลาเพราะยังต้องการสอนอยู่ และทำสองอย่างพร้อมกัน แต่ในที่สุดก็ได้ขอลาออก ตนเข้ารับราชการเกิน 1 ปี ตามระเบียบที่กำหนดให้รับราชการ อย่างน้อย 1 ปี

ตอก “จตุพร” สับสนข้อมูล

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกล่าวหาว่าตนทำเอกสารเท็จในปี 2531 แต่ตนไปสมัครเข้ารับราชการในปี 2530 มันจะเป็นไปได้ อย่างไรท่านคงเกิดความสับสนบางอย่าง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรบ่งบอกว่าตนขาดคุณลักษณะ ขาดจริยธรรมและคุณธรรมสร้างมาตรฐานใหม่ ซึ่งยืนยันว่าไม่มีสองมาตรฐาน ส่วนกรณีที่ระบุว่าการออกเอกสารเป็นเท็จจนทำให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 2 คนต้องถูกลงโทษ ตนได้ติดตามสอบถามข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุคคลทั้งสองไม่เคยได้รับโทษตามที่กล่าวไว้แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงเสร็จ นายจตุพรได้ลุกขึ้นอภิปรายอีกหลายครั้งโดยยังย้ำถามถึงประเด็นการยื่นเอกสารเท็จในการเข้าสมัครราชการทหาร ขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงตอบโต้ทันทีว่า เอกสารหายในช่วงขั้นตอนของการขอพระราชทานยศ ซึ่งยืนยันว่าได้ใช้ใบสด.9 ในการสมัครเมื่อปี 2530 โดยมีต้นขั้วสามารถตรวจสอบได้ ส่วนที่ยังคงติดชื่ออยู่ในบัญชีที่ขาดการเกณฑ์ทหารอาจจะเป็นปัญหาภายในเกี่ยวกับการแก้ไขเอกสารของเจ้าหน้าที่ก็ได้ ทั้งนี้ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรค ประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวชี้แจงให้กับนายกฯทุกข้อกล่าวหาของนายจตุพรโดยทำเอกสารพร้อม ชี้แจงอย่างละเอียด

ถล่ม“กรณ์”เอื้อเอสเอ็มเอส

ต่อมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายนายอภิสิทธิ์ในข้อหาการมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ ในเรื่องการส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอสไปยังประชาชนหลังจากที่ได้รับตำแหน่งนายกฯได้เรียกผู้บริหารของบริษัทโทรศัพท์มือถือ 3 แห่ง มาหารือที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ เพื่อขอให้ส่งข้อความสั้นในนามของนายอภิสิทธิ์

นายสุรพงษ์ อภิปรายอีกว่า การส่งเอสเอ็มเอสนั้น นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้จ่ายค่าบริการดังกล่าวให้แก่บริษัทให้บริการ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากอัตราภาษีสรรพสามิต จึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ นอกจากนี้หากคิดค่าบริการก็ต้องเป็นเงินจำนวนมากกว่า 3 พันบาทแน่นอน การที่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้จ่ายในส่วนนี้ก็เท่ากับได้รับประโยชน์เกินมูลค่า 3 พันบาท ยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างรุนแรง ส่วนนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า สิ่งที่นายกรณ์พยายามทำในเรื่องเอสเอ็มเอสนี้ส่งผลให้นายกรณ์ได้รับตำแหน่ง รมว. คลัง ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของนายกรณ์ที่เร่งผลักดันเรื่องนี้

แจงสร้างวิธีสื่อสารใหม่

นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่มีแนวคิดการส่งเอสเอ็มเอสเพราะบ้านเมืองขณะนั้นอยู่ในภาวะความแตกแยกสูง จึงหาวิธีที่จะสื่อสารกับประชาชนโดยตรง โดยให้หลักการว่าจะต้อง อยู่ภายใต้กฎหมาย และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเรื่องสำคัญกำชับว่าหากจะขอความร่วมมือจะต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์เรื่องการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้น เราไม่ได้คิดขนาดนั้น เพราะเมื่อเวลาไปงานที่ไหน ก็มีเอสเอ็มเอสต้อนรับ ถ้าพูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องถามกลุ่มคนที่เอาเบอร์โทรศัพท์ตนไปประกาศตามสถานีวิทยุเพื่อให้ส่งข้อความหยาบคายเข้ามา ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่าอีก

นายกรณ์ กล่าวว่า นายจิรายุ ตุลยา นนท์ นักวิชาการคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน เป็นคนใกล้ชิดของตนและนายกฯเพราะช่วยทำงานมาหลายปี และมีการหารือที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์จริง แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้อภิปรายจึงพยายามทำให้เป็นความลับ ทั้ง ๆ ที่การพูดคุยก็ทำโดยเปิดเผย และตนก็ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ไปบีบบังคับใด ๆ เพราะอย่างบริษัทฮัชชิสันที่ กสท ถือหุ้นใหญ่และประธาน กสท คือรองปลัดกระทรวงการคลังก็ไม่ร่วมโครงการซึ่งก็ไม่มีปัญหา อะไร นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างการส่งเอสเอ็มเอสในต่างประเทศมาอธิบายในสภาอีกด้วย แต่ฝ่ายค้านก็ตอบโต้ว่าต่างประเทศต้องจ่ายเงินทั้งนั้นไม่มีรายการฟรี

ท้าฝ่ายค้านส่ง ป.ป.ช.ตัดสิน

นายกรณ์ กล่าวว่า การส่งเอสเอ็มเอสไปจำนวน 17 ล้านเลขหมาย แต่มีประชาชนตอบกลับมา 3.4 แสนเลขหมาย ซึ่งรายได้ที่ คิดค่าบริการครั้งละ 3 บาทนั้นก็เป็นเรื่องของบริษัทที่จะได้รับและทำรายการการเสียภาษี ส่วนค่าใช้จ่ายในการส่งข้อความของนายกฯนั้น รัฐบาล ไม่ได้จ่ายค่าบริการ เพราะเป็นการขอความร่วมมือกับบริษัทเอกชน ซึ่งยินดีร่วมสร้างความสมาน ฉันท์ ส่วนเรื่องภาษีนั้น กระทรวงการคลังก็ไม่ได้ละเว้น และตนก็ไม่เคยมีส่วนร่วมทำทุจริตด้วยการแก้สัมปทานเอื้อประโยชน์ให้เจ้าของบริษัทมือถือแต่อย่างใด ตนยินดีที่ฝ่ายค้านส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช. ตัดสิน เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปราย นายสุรพงษ์และนายสุชาติ ได้ระบุว่าสัญญาณถ่ายทอดสดของเอ็นบีทีในจังหวัดสุรินทร์ และอุบลราชธานี ไม่ชัดเจน จนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลุกขึ้นชี้แจงว่า ได้มอบนโยบายไปแล้วให้ถ่ายทอดการอภิปรายตลอด เว้นเฉพาะในช่วงข่าวในพระราชสำนักเท่านั้น และเท่าที่ตรวจสอบสัญญาณการรับชมทั่วประเทศชัดเจน เพียงแต่บางพื้นที่อาจรับชมผ่านดาวเทียม หรือเคเบิลทีวีท้องถิ่น ซึ่งอาจจะมีปัญหาเพราะสภาพอากาศได้

“สุนัย”สวดงบว.อาชีวะฉาว

จากนั้นในช่วงเย็นเป็นการอภิปรายของนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่ลุกขึ้นมาอภิปรายสำทับในประเด็นเรื่องการส่งเอสเอ็มเอส โดยมีการอภิปรายด้วยคำพูดและท่าทางที่สร้างสีสันและเหน็บแนมเป็นระยะ ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนต้องลุกขึ้นประท้วง โดยช่วงหนึ่งนายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงและระบุให้นายสุนัยระบุถึงการอภิปรายว่านายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคตัวปลอม และให้นายสุนัยระบุว่าใครเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง จนมีการตอบโต้ไปมา ในที่สุดนายชัยจึงระบุเองว่านายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกฯลุกขึ้นมายืนยันด้วยตัวเองและปฏิเสธด้วยอารมณ์ขันว่า ไม่ได้หน้าซีดเพราะกลัวอภิปราย แต่กลัวว่านายอภิชาติจะไปทำอะไร

ซึ่งต่อมา นายสุนัย ได้เริ่มอภิปรายในประเด็นข้อสังเกตการตั้งงบประมาณของสำนักงานอาชีวศึกษา ที่เชื่อว่าจะมีการทุจริตในวงเงิน 750 ล้านบาท โดยมีการตั้งงบประมาณแบบตัวเลขกลม ๆ และมีการตั้งงบเท่ากันหมด รวมทั้งได้แสดงหลักฐานเป็นหนังสือราชการที่สั่งการให้วิทยาลัยอาชีวะเร่งเสนอการใช้งบอย่างเร่งด่วน รวมไปถึงการเสนอราคาจากเอกชนที่พบพิรุธ นอกจากนี้ นายสุนัยยังเปิดเผยว่ามี ส.ส. ของ รัฐบาลคนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการใช้งบประมาณ ของสำนักงานอาชีวะ โดยได้แสดงหนังสือราช การเพื่อประกอบการอภิปรายอย่างต่อเนื่อง และระบุว่ามีการออกหนังสือเร่งใช้งบประมาณไปยังอาชีวะภาคซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการตั้งหน่วยงานนี้ แต่มีหนังสือแต่งตั้งในภายหลัง โดยนายสุนัยโยงกรณีนี้ไปถึงนายกฯที่มีความบกพร่องในการบริหารราชการ

แฉเบื้องหลังบงการตั้งงบ

นายสุนัย กล่าวว่า ที่มาของนายกฯแบบนี้ทำให้เป็นเบี้ยล่างของพรรคร่วมรัฐบาลมี รมว. รมช. และมี รมต. สั่งการ เดี๋ยวนี้คอร์รัปชั่นกันง่าย รมว. และ รมช. นั่งตาใสว่าไม่ทุจริต แต่คนข้างหลังจะสั่งการให้มีพฤติกรรมเป็นไอ้เสือบุกปล้นหรือไม่ ไม่ทราบ โดยในงบประมาณจัดซื้อคุรุภัณฑ์ของสำนักการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดไว้ 3 ราคาวงเงินเท่า ๆ กันคือไม่ถึง 2 ล้านบาทเพื่อเลี่ยงการประมูล โดยให้กับ 404 วิทยาลัย รวมประมาณ 750 ล้านบาท เป็นการจัดงบแบบตะกร้าของขวัญซื้อไปเยี่ยมคนไข้ งบนี้ผิด พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย เพราะมีการจัดงบกันใหม่หลังจากผ่านการพิจารณาของสภา

“นอกจากนี้ยังมีหนังสือส่งไปยังวิทยาลัย ต่าง ๆ ให้ส่งเรื่องการจัดซื้อมาภายในวันที่ 19 ก.พ. และยังมีเอกสารแนบท้ายเป็นรายการคุรุภัณฑ์ ซึ่งสอบถามไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับคำตอบว่า ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารอะไร แต่คงเป็นเอกสารของพ่อค้า ซึ่งผิดสังเกตเพราะกำหนดราคาได้ตรงกับราคาที่สำนักงบประมาณกำหนดไว้ ส่อเป็นการร่วมมือกับพ่อค้า พฤติกรรมนี้ชี้ว่านายกฯกำลังถูกพรรคร่วมรัฐบาลขี่คอ และโครง การนี้ส่อผิดกฎหมายฮั้ว” นายสุนัย กล่าวทั้งนี้ นายกฯได้มอบหมายให้ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาฯชี้แจง ยืนยันว่าดำเนินการถูกต้อง ต่อมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว. ศึกษาฯ ได้ขออธิบายเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง

ท้า“สุนัย”ไปยื่น ป.ป.ช.สอบ

น.ส.นริศรา ซึ่งดูแลสำนักงานอาชีว ศึกษา ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบนี้ตั้งมาตอนที่นายศรีเมือง เจริญศิริ เป็น รมว.ศึกษาธิการ ทำให้นาย สุนัย รู้รายละเอียดในโครงการนี้ดี ทั้งนี้หากมี หลักฐานใดของให้นายสุนัย ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพราะงบนี้ทำโดยนายศรีเมือง ตนมีคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี มีการศึกษาพอที่จะรู้ว่ารัฐบาลนี้เข้ามาต้องแก้เรื่องที่รัฐบาลที่แล้วทำให้ตรงกับระเบียบ และความถูกต้อง ส่วนนางนาถยา เบญจศิริวรรณ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ใช้สิทธิพาดพิง โดยชี้แจงว่า ในครอบครัวของตนไม่มีคนชื่อปัญญา และตนไม่ทำอย่างที่นายสุนัย อภิปรายแน่นอน

สภาฯป่วนสาดของลับใส่กัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุนัย ยังคงอภิปราย โดยระบุว่า การที่ น.ส.นริศรา ระบุว่าไม่ได้เป็นคนของใคร อยากถามว่าแล้วเป็นรัฐมนตรีจากไหน ทำให้นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร กลุ่มบ้านริมน้ำ พรรคเพื่อแผ่นดิน ลุกขึ้นประท้วงทันที โดยระบุว่าขอให้นายสุนัย อภิปรายรวบรัด พูดตรงไปตรงมา อย่าเสียดสี

ขณะที่นายรณฤทธิชัย ยังพูดไม่ทันจบ นายสุรเชษฐ์ ไชยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นพูดสวนถามไปยังนาย รณฤทธิชัยว่า อภิปรายในฐานะอะไร ถ้าอยาก อภิปรายในฐานะรัฐมนตรี ก็ให้รอปรับครม. รอบหน้า ทำให้นายรณฤทธิชัยพูดสวนขึ้นทันทีว่า “ผมจะเอาตอนนี้แหละ” นายสุรเชษฐ์จึงตะโกนให้ของลับ พร้อมกับชูนิ้วกลางใส่

ทำให้นายรณฤทธิชัย ถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่ โดยตะโกนสวนให้ของลับตอบโต้ไปมา และมีการท้ากันไปเจอกันหลังห้องประชุม เป็นเหตุให้นายรณฤทธิชัย ถึงกับเดินไปยังประตูทางออกด้านหลังห้องประชุม พร้อมกับเตรียมถอดสูท เดินออกไปนอกห้องประชุม โดยมีเพื่อน ส.ส. เข้าไปดึงกลับมาให้นั่งที่นั่งบริเวณพรรคเพื่อแผ่นดิน ขณะที่นายสุรเชษฐ์ ยังคงนั่งอยู่ในห้องประชุมโดยมีเพื่อน ส.ส. กดบ่าอยู่ ในที่สุดเพื่อน ส.ส. ต่างปรี่เข้ามาห้ามและแยกออกจากกัน ส่วนนายสุนัยยังโยกโย้ไม่ยอมตอบว่าใครเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงตามที่มีผู้ประท้วง เพียงแต่ใช้มือลูบศีรษะที่มีผมสีขาว พร้อมกับบอกว่าให้รอฟังการโฟนอินวันที่ 22 มี.ค. จนนายชัย ต้องปรามทั้งสองฝ่ายด้วยน้ำ เสียงดุดันให้พูดเฉพาะเรื่องอภิปราย ไม่พูดเรื่องไร้สาระ

ทีพีไอลั่นฟ้องถูกพาดพิง

ขณะที่นายศิลปิน บูรณศิลปิน รองผจก.ใหญ่ ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯยืนยันจะดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา กับบุคคลที่อภิปรายพาดพิง กรณีเงินจำนวน 258 ล้านบาท อย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้ได้ให้ทีมกฎหมายติดตามและรวบรวมข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และพบว่ามีช่องทางที่จะดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่กล่าวพาดพิงบริษัทฯให้เกิดความเสียหายแล้ว ทั้งนี้ บริษัทฯยืนยันว่าไม่เคยบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างที่ถูกกล่าวหาโดยมิชอบ แต่เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายสินค้าของบริษัทฯเท่านั้น ถือว่าเป็นการค้าทางปกติ

“เรืองไกร”ร้องสอบ“ปู่ชัย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นคำร้องเป็นจดหมายผ่านทางไปรษณีย์ เพื่อให้กกต.ตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ที่ถูกยุบไปว่า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมีการส่งหลักฐานเป็นผังแสดงความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ถูกยุบมาด้วย ทั้งนี้คำร้องระบุว่า การ ที่นายชัย ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบไป และทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบเลือกนายอภิสิทธิ์

จึงมีความเห็นและประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยกรณีดังกล่าวว่า การที่พรรคพลังประชาชนถูกตัดสินยุบพรรคไป และนายชัยยังไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นตามสิทธิตามกฎหมาย จึงถือเป็นการเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยังเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนอยู่นั้น จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (8) และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 20 หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ว่า หากการกระทำของนายชัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี จะถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นปช.เลื่อนชุมนุมใหญ่26มี.ค.

วันเดียวกัน ที่บริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว เวลา 11.00 น. แกนนำกลุ่ม นปช. ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงษ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ร่วมกันแถลงข่าวประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 29 มี.ค. มาเป็นวันที่ 26 มี.ค.ว่า เนื่องจากสถาน การณ์การเมืองผันแปร ทำให้การชุมนุมประกาศเจตนารมณ์ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ต้องเลื่อนเร็วขึ้นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม และเรียกร้องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

ดังนั้นในเช้าวันที่ 26 มี.ค.คนเสื้อแดงจากทั่วประเทศจะมารวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง และเดินขบวนกันเต็มสองฝากถนนราชดำเนินไปปิดล้อมขับไล่รัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนการชุมนุมจะยืดเยื้อนานกี่วันนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง ว่ารัฐบาลจะตอบสนองข้อเรียกร้องหรือไม่ ส่วนที่มีผู้อ้างว่า คนเสื้อแดงมีแผนตากสิน โค่นล้มรัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.มาให้เอาข้อมูลหลักฐานแสดงต่อสาธารณะชน ว่าคนเสื้อแดงไปเกี่ยวข้องกับแผนดังกล่าวได้อย่างไร ไม่มีมูลความจริง

“อนุพงษ์”วอน“แม้ว”ปิดวิก

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินถึงแผนตากสินที่จะล้มรัฐบาล กองทัพ และกระทบสถาบันว่า ตนยังไม่ได้ศึกษาละเอียดมากกับข้อมูลที่ได้รับ แต่จะเป็นข้อมูลถูกต้องมากน้อยเพียงใดก็กำลังศึกษาอยู่ ซึ่งตนอยากบอกสังคมว่า การที่จะคิดอะไรกับสังคมไทยในขณะนี้ และไปกระทบกระเทือนกับสถาบันหลัก ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เป็นสิ่งดีกับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเราเป็นคนไทยต้องเข้าใจ และช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองให้ผ่านไปได้ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง

เมื่อถามว่า ความแตกร้าวของคนไทยได้แคบลงมาแล้วหรือยัง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูจากคนส่วนใหญ่ที่เป็นพลังเงียบ ทุกคนเบื่อหน่ายสถานการณ์ที่ไม่ได้ช่วยกันฝ่าฟันเศรษฐกิจ หรือจะทำให้ชีวิตดีขึ้น เมื่อเขาเบื่อหน่ายในการปลุกปั่นอะไรก็ไม่ได้ผลมากนัก ตนคิดว่าถ้าคนพวกนี้ออกมาช่วยสังคมก็น่าจะดีขึ้น เมื่อถามว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังควรจะยุติบทบาทเช่นกันใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า น่าจะยุติบทบาทตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ เพราะเป็นการทำร้ายประเทศชาติและคนไทยด้วยกัน

แดงเหนือนัดรวมพลัง

ที่ จ.พิษณุโลก เมื่อเวลา 14.00 น. นายบุญเลิศ เรืองทิม ประธานเครือข่ายประชาชนปกป้องประชาธิปไตยแห่งชาติ กลุ่มพิษณุโลก 49 พร้อมกับพวก 10 คน เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสุรินทร์ ฐิติปุญญา นายก อบจ.พิษณุโลก เพื่อขอใช้สนามกีฬาจังหวัด เปิดเวทีปราศรัยรายการความจริงวันนี้ในวันที่ 24 มี.ค. เวลา 14.00-24.00 น. โดยจะมีแกนนำ นปช.มาร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ส่วนที่ จ.เชียงใหม่ เวลาเดียวกัน นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มคนรัก เชียงใหม่ 51 เปิดเผยว่าในวันอาทิตย์ที่ 22 มี.ค.นี้ จะมีการจัดรายการความจริงสัญจร ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ตั้งแต่เวลา 12.00-21.00 น. โดยจะมีแกนนำคนสำคัญมาร่วมพร้อมกับการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่าจะมีผู้มาร่วมงานถึง 5 หมื่นคน

ป.ป.ช.มีมติยื่นฟ้องหล่อเล็ก

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ป.ป.ช. ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องการกล่าวหานายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,200 ล้านบาท ให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวกลับมาให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะทำงานร่วมกับอัยการสูงสุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้เพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่ง ป.ป.ช. ได้รวบรวมพยานเอกสาร และพยานบุคคลครบถ้วนตามที่สำนักงานอัยการ สูงสุดต้องการแล้ว จึงให้ส่งเรื่องต่ออัยการสูงสุดในสัปดาห์หน้า เพื่อดำเนินการฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาในสำนวนความผิดที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด นอกจากนายอภิรักษ์แล้วยังประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาด ไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม.

คะแนนนิยมรัฐบาลยังดี

สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลเอแบคเรียลไทม์โพล เรื่อง ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 76.7 ไม่ได้ติดตามชม/ฟังการอภิปราย ร้อยละ 17 ติดตามบ้าง ส่วนความน่าเชื่อถือของข้อมูล ร้อยละ 34.4 ระบุข้อมูลของ ร.ต.อ.เฉลิม มีความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 19.4 เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ร้อยละ 46.2 ไม่เชื่อถือ เมื่อถามถึงความนิยมศรัทธาต่อพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 27.6 ลดลง ร้อยละ 72.4 ไม่ลดลง ส่วนความศรัทธาต่อนายกฯ ร้อยละ 29.4 ลดลง และร้อยละ 70.6 ไม่ลดลง

ส่วนสวนดุสิตโพล รายงานการสำรวจในหัวข้อการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในสายตาผู้ติดตามชมการถ่ายทอดสดถึงเวลา 18.00 น. ภาพรวมการอภิปราย ร้อยละ 46.15 ระบุว่ามีแต่เรื่องเดิม ร้อยละ 30.78 ยังไม่ชัดเจน ร้อยละ 23.07 มีแต่การตอบโต้ ส่วน 4 ผู้อภิปรายที่ประชาชนชื่นชอบ ร้อยละ 31.2 เป็นนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 29.32 ร.ต.อ.เฉลิม ร้อยละ 22.45 นายจตุพร และร้อยละ 17.03 นายสุนัย ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบ ร้อยละ 57.14 ระบุว่า การขุดคุ้ยเรื่องเก่า ร้อยละ 28.57 เนื้อหาไม่ชัดเจน ร้อยละ 14.29 ประท้วงกันบ่อย ส่วนสิ่งที่คาดหวังต่อผลที่จะได้รับ ร้อยละ 53.33 รัฐบาลควรรอบคอบให้มากขึ้น ร้อยละ 26.67 ข้อมูลควรชัดเจน ร้อยละ 20 ต้องปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย.

ส.ส.เดือดหวิดวางมวย ให้ 'ของลับ' ดังลั่นสภา

ที่มา ไทยรัฐ

เฉลิมโชว์ชำแหละ อภิสิทธิ์

วันที่ 19 มี.ค.เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ท่ามกลางคณะรัฐมนตรีที่มานั่งรับฟังการประชุมกันอย่างคึกคัก ซึ่งการประชุมเริ่มขึ้นเมื่อนายชัยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมทั้งทางวิทยุกระสายเสียงและทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีตลอดการประชุม จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ได้เริ่มอภิปรายเป็นคนแรกโดยได้แสดงชาร์ตที่มาที่ไปของเส้นทางเงินที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการบริษัททีพีไอโพลีน จำกัด นำเงินจากตลาดหลักทรัพย์จำนวน 263 ล้านบาท จ่ายให้กับกลุ่มคนในพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านบริษัทเมซไซอะ ซึ่งเป็นบริษัทรับทำธุรกิจโฆษณาที่ไม่มีโรงพิมพ์ โรงงาน ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 108/12 หมู่ 11 กิโลเมตร 7 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาทเศษ รวมทั้งนำสำเนาเช็คการจ่ายเงินให้กับบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และบุคคลในพรรคประชาธิปัตย์มาแสดงอย่างละเอียด

แจงยิบเส้นทางโอนเงินทีพีไอถึง ปชป.

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ตนติดลบมาตั้งแต่ต้น แต่ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความเท็จขอให้ตนฉิบหาย ในทางตรงข้ามถ้าข้อมูลที่ตนพูดเป็นความจริงขอให้คนที่กระทำการเท็จฉิบหายด้วยเช่นกัน โดยขอกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่า 1. นายกรัฐมนตรีได้แจ้งบัญชีงบดุล ประจำปี ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2547 และ 31 ธ.ค. 2548 อันเป็นเท็จ มีการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระถึงสองครั้ง โดยในปี 2547 บริษัททีพีไอโพลีน จำกัดซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้จ่ายเงินสนับสนุนให้กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการฯ เซ็นชื่อลงนามจ่ายเช็คเพียงคนเดียว โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากกรรมการบริษัท ถือเป็นการนำเงินของประชาชนผู้ถือหุ้นมาจ่ายให้กับพรรคและกลุ่มคนของพรรคประชาธิปัตย์ มิใช่เอาเงินของบริษัททีพีไอโพลีน มาจ่าย จากหลักฐานที่พบว่ามีการจ่ายเช็คจำนวน 27 ฉบับ ผ่านเข้าธนาคารต่างๆรวม 75 ครั้ง ภายในเวลา 84 วันโอนเข้าบัญชีบริษัทเมซไซอะจากนั้นก็แยกย่อยกระจายเช็คไปยังบุคคลต่างๆ 4 กลุ่มด้วยกันคือ 1. เข้าบัญชีนายประจวบ สังข์ขาว กรรมการบริษัทเมซไซอะซึ่งเป็นบริษัทรับใช้คนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีกรรมการบริษัทชื่อ น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายไทกร พลสุวรรณ รวม 21,269,300 บาท 2. เข้าบัญชีกลุ่มคนใกล้ชิดนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น จำนวนรวม 33,728,000 บาท 3. เข้าบัญชีกลุ่มของนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น 13,600,000 บาท และ 4. เข้าบัญชีนายประพร เอกอุรุ ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ รวม 43,409,740 บาท ส่วนเส้นทางของเงินที่เหลือตนไม่สามารถหาหลักฐานได้ เนื่องจากมีคนในรัฐบาลไปสั่งให้เจ้าหน้าที่ระงับการให้เอกสารเหล่านั้น

นิติกรรมอำพรางใช้คนใกล้ชิดรับเงิน

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า การโอนเงินดังกล่าวจากนายประชัย เป็นช่วงเวลาเดียวกับช่วงใกล้เลือกตั้งพอดี ที่สำคัญเมื่อคืนวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา มีฝ่ายรัฐบาลไปบังคับข้าราชการเพื่อไปขอคำให้การในคดีดังกล่าว จึงอยากถามว่า หากแน่จริงจะกลัวอะไร ไหนว่าไม่เคยโกงแล้วเมื่อคืนไปบีบเอาเอกสารจากข้าราชการทำไม ถือว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางผ่านบริษัทเมซไซอะ เพื่อส่งเงินต่อไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่บางคนมีอาชีพทำแพปลา บางคนมีอาชีพเป็นแม่บ้านของบริษัท โดยทุกอย่างเกี่ยวโยงกับนายธงชัย ดลศรีชัย ซึ่งเป็นน้องชาย ลูกพี่ลูกน้องของนายประดิษฐ์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.พิจิตร ซึ่งเป็นคนที่เกี่ยวโยงกับนายประจวบโดยตรง และเป็นคนที่นำนายประจวบให้เข้ามารู้จักกับพรรคประชาธิปัตย์ และเกิดการไซฟ่อนขึ้น จึงขอกล่าวหาว่านายกฯได้ทำความผิดฐานฉ้อราษฎร์เอาเงินประชาชนจากตลาดหลักทรัพย์และบังหลวงไม่แสดงบัญชีรายรับของพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา ปกปิดรายรับกรณีได้รับเงินจากบริษัททีพีไอโพลีน กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 137 ฐานแจ้งความเท็จ และอยากให้ประชาชนที่ซื้อเสียประโยชน์จากเรื่องนี้ในปี 2547-2549 ฟ้องบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ใช้โอกาสทางธุรกิจ ทำการทุจริตแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง ขณะที่บริษัทเมซไซอะ โดยนายประจวบ สังข์ขาว มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน คอยช่วยเหลือและทำใบกำกับภาษีปลอมให้กับพรรคประชาธิปัตย์จนบริษัทของตัวเองถูกฟ้องล้มละลายเพราะติดหนี้กรมสรรพากรถึง 14 ล้านบาท

ย้ำชัดไซฟ่อนเงินจาก กกต.

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำการไซฟ่อนเงินที่ได้รับเงินสนับสนุน จาก กกต. จำนวน 29 ล้านบาท โดยก้อนแรกให้นายธงชัย ดลศรีชัย น้องชายนายประดิษฐ์ได้ว่าจ้าง น.ส.วาศินี ทองเจือ ไปทำป้ายโฆษณาให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง น.ส. วาศินีก็ได้ว่าจ้างบริษัทเกิดเมฆแอทเวอร์ไทซิ่งและบริษัทแมกเน็ตไซอีกต่อหนึ่ง ขณะนี้มีความพยายามตัดตอนว่านายธงชัยไม่เกี่ยวข้องกับพรรค แต่หากไปดูหลักฐานการยื่นภาษี ภงด.53 ของพรรคประชาธิปัตย์ต่อกรมสรรพากร จะพบว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งบิลโดยผ่านนายธงชัยไปยัง น.ส.วาศินี ก่อนโอนต่อไปให้บริษัทเกิดเมฆจำนวน 2 ล้านเศษ และให้บริษัทแมกเน็ตไซ 8 หมื่นกว่าบาท

อภิสิทธิ์ต้องรับผิดเซ็นชื่อรับรอง

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า นอกจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ยังนำเงินที่ได้รับจาก กกต. ไปว่าจ้างบริษัทเมซไซอะ จำนวน 23,314,200 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าจ้างจัดทำป้ายโฆษณา แต่ไม่มีการทำธุรกรรมอย่างแท้จริง กระทำการเพียงแค่สร้างเรื่องเพื่อต้องการเอาเงินของ กกต.มาใช้ เห็นชัดเจนเนื่องจากภายหลังที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินจาก กกต.มาก็ได้โอนให้กับนายประจวบ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทเมซไซอะ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 และเพียงแค่วันเดียวคือวันที่ 11 ม.ค. 48 บริษัทแห่งนี้ก็โอนเงินกระจายแยกย่อยไปให้กลุ่มบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์และคนของบริษัททันที 11 คน ซึ่งเหตุที่ตนกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์กระทำผิดในเรื่องนี้ด้วย เพราะนายอภิสิทธิ์ได้เซ็นรับรองงบดุลประจำปีของพรรคประชาธิปัตย์ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2548 ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ชี้โทษหนักถึงขั้นยุบพรรค ปชป.

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ดังนั้นพฤติกรรมทุกอย่างนายอภิสิทธิ์ล้วนต้องรับรู้รับทราบ จึงขอกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้บริหารพรรคบางส่วนได้กระทำผิดฐานรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองโดยไม่เปิดเผย และไม่จ่ายเงินที่ได้รับจาก กกต.ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่นำเงินส่วนหนึ่งมาฟอกในบริษัทเมซไซอะเพื่อนำไปใช้ ซึ่งความผิดฐานที่ไม่แจ้งรายรับต่อ กกต.มีโทษถึงขั้นยุบพรรค ตนจึงอยากพิสูจน์คำว่านิติธรรม นิติรัฐ ที่นายกรัฐมนตรีพร่ำบอกอยู่เสมอนั้นว่าจะเป็นจริงหรือไม่ หรือพอเหตุเกิดกับคนกลุ่มหนึ่งต้องผิดทุกเรื่อง แต่พอเกิดกับอีกกลุ่มหนึ่งไม่มีความผิด จึงอยากรู้ว่าบ้านเมืองนี้มีความยุติธรรมอยู่จริงหรือไม่

อภิสิทธิ์โต้ข้อหาไม่ยอมใช้ยศ

ต่อมาเวลา 12.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงกรณีไม่ใช้ยศทหารนำหน้าชื่อว่า ในประกาศกระทรวงกลาโหมข้อหนึ่งระบุว่า การปฏิบัติราชการฝ่ายพลเรือน ผู้มียศทหารสามารถใช้ยศหรือไม่ใช้ยศนำหน้าชื่อก็ได้ เมื่อมาทำงานการเมืองจึงไม่ใช้ยศทหารนำหน้าชื่อ เพราะหากมีการโจมตีความเป็นทหารต้องไม่ถูกโจมตีไปด้วย เหมือนกับใครทำอะไรชั่ว สมมติว่าใช้ยศตำรวจก็ทำให้ตำรวจเสื่อมเสียได้ ส่วนเรื่องที่บอกว่าตื่นเต้นดีใจที่ทางญี่ปุ่นจะให้กู้เงินนั้น เป็นเพียงการแจ้งให้ ประชาชนรู้เท่านั้น รัฐบาลที่ผ่านมาก็ตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ต่อเนื่อง เรื่องการกู้เงินก็ต่อเนื่องมาด้วย สาเหตุที่เลือกวิธีกู้เงิน เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว 30% ทำให้รายได้หายไป มีทางแก้ 3 ทาง คือ 1. ขึ้นภาษี 2. กู้เงิน และ 3. ขายสมบัติชาติ จึงเห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุดคือกู้เงิน เพื่อทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนที่ท้าทายให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ได้มอบนโยบายให้กระทรวงการคลังไปแล้ว ว่าหากมีความจำเป็น ภาษีที่จะจัดเก็บตัวแรกคือ เบียร์ เหล้า

ออกตัวแทน กษิตโดนการเมืองเล่น

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ ที่ถูกแจ้งความร้องทุกข์ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่ร่วมกับพันธมิตรฯ ปิดสนามบิน ช่วงเกิดเหตุมีการแจ้งความไว้ 2-3 คดี โดยไม่มีชื่อนายกษิตเลย แต่พอได้เป็น รมว.ต่างประเทศ จึงมีการแจ้งความนายกษิตเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องการเมือง เพราะถ้านายกษิตทำร้ายประเทศจริงก็ต้องแจ้งความแต่แรกแล้ว ส่วนข้อหาว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่มาตามระบบนั้น ยืนยันว่ามาตามระบบ แม้เราจะเป็นพรรคที่มีเสียงน้อยกว่าพรรคพลังประชาชน แต่รวมคะแนนทั่วประเทศแล้วก็ได้น้อยกว่าแค่แสนกว่าคะแนน เมื่อรวมกับคะแนนของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วมากกว่า ส.ส.ส่วนใหญ่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจึงสนับสนุนตน ซึ่งตรงกับประชาชนส่วนใหญ่ ดูได้จากการเลือกตั้งซ่อมที่รัฐบาลของตนชนะถึง 21 เขต จาก 27 เขต

ปัด กก.บห.ชุด บัญญัติรับผิดชอบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนข้อกล่าวหาว่าตนไปสมรู้ร่วมคิดกระทำผิดกฎหมายพรรคการเมืองนั้น กรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ช่วงปลายปี 2547 ถึงวันเลือกตั้ง 6 ก.พ. 2548 ช่วงนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งนายบัญญัติยืนยันว่าไม่ได้มอบหมายให้ตนรับผิดชอบเรื่องการเงิน ยืนยันว่าไม่ได้สมรู้ร่วมคิดไปพบปะกับใครที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ หรือที่บริษัททีพีไอฯ เลย และเมื่อเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสอบสวนขององค์กรใดเลย โดยเฉพาะการสอบสวนคดีพิเศษต่อบริษัทดังกล่าวก็ยังดำเนินการต่อไป ที่ตั้งข้อสงสัยว่าตนไปทำอะไรเมื่อคืนนั้น ไม่มี ยืนยันว่านอนหลับสบายอยู่ที่บ้าน

ยอมรับเซ็นชื่อตามขั้นตอนคิดว่าถูก

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2548 มีเรื่องที่เกี่ยวข้อง 2 ส่วนคือ 1. เงินบริจาคเข้าพรรคที่ต้องแจ้งต่อ กกต. แทบทุกเดือน ได้ทำอย่างสมบูรณ์และรายงานต่อ กกต.ครบถ้วน 2. การรับรองงบดุลบัญชีปี 2547 ผ่านมาตามขั้นตอน มีการเสนองบดุลเข้าที่ประชุมใหญ่พรรค ให้ผู้สอบบัญชีเข้ามาตรวจสอบ จากนั้นนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เหรัญญิกพรรคขณะนั้นลงนาม เมื่อเสนอมาถึงตนก็เห็นว่าผ่านการ ตรวจสอบมาแล้ว จึงได้ลงนามรับรองไป ส่วนการรับรองงบดุลปี 2548 ที่ต้องรับรองในปี 2549 ซึ่งเป็นการใช้เงินในช่วงเลือกตั้ง ทางพรรคก็ได้รายงานให้ กกต.ตรวจสอบ กกต.ก็ได้ซักถามกลับมาในหลายประเด็น แต่ไม่มีประเด็นที่ได้มีการนำมาอภิปรายในสภาครั้งนี้

กอร์ปศักดิ์ย้ำทำตามขั้นตอน

จากนั้นนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า ในฐานะเหรัญญิกพรรคช่วงนั้น ก่อนจะมีการรับรองงบดุลได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบหลายขั้นตอน ก่อนจะส่งมาให้ตนและหัวหน้าพรรคเซ็นรับรอง โดยในปี 2548 เป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์มีกรรมการบริหารพรรค 2 ชุด ดังนั้น จึงมีงบดุลในช่วงที่ตนไม่สามารถเข้าไปดูในรายละเอียดได้ แต่พยายามดูเรื่องที่เกี่ยวกับเงินเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ไม่ได้ให้เงินสนับสนุนทุกปี แต่ถ้ามีการเลือกตั้งก็จะให้เงินสนับสนุน ที่ต้องมีการจัดทำบัญชีเลือกตั้งของพรรคเป็นพิเศษ และได้ส่งเอกสารให้ กกต.ตรวจสอบเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2548 และ กกต.มีหนังสือสอบถามมาเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2548 โดยไม่ได้มีเรื่องที่เกี่ยวกับการอภิปรายครั้งนี้ เมื่อไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบงบดุลในช่วงวันที่ 1 ม.ค.-14 มี.ค.2548 ได้ เพราะเข้ามารับตำแหน่งเหรัญญิกพรรคในวันที่ 15 มี.ค.2548 แต่เมื่อผ่านการตรวจสอบของ กกต.แล้ว จึงกล้าลงนามในงบดุลของพรรค และส่งให้หัวหน้าพรรคเซ็นรับรองต่อไป

ส.ส.ร้อนโบ้ยเรื่องส่วนตัวน้องสาว

ด้านนายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า น.ส.ประภาพร เอกอุรุ เป็นน้องสาวของตน ปัจจุบันอายุ 43 ปี โดยช่วงที่เกิดเหตุมีอายุ 37-38 ปี ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว การกระทำธุรกรรมใด จึงไม่ต้องมาปรึกษาตน ถือเป็นการทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับตน ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือการบริหารราชการของรัฐบาล ถือว่าผู้อภิปรายไม่รู้จริง เอาเอกสารที่ไม่ถูกต้องมาพูด ทั้งนี้ น.ส.ประภาพร และนายสมศักดิ์ เอกอุรุ ได้เข้าให้ปากคำกับดีเอสไอในฐานะพยานในเรื่องดังกล่าวแล้ว

ส.ส.เพื่อไทยชู เฉลิมพูดเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิมอภิปราย เสร็จสิ้น ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนต่างทยอยกันเดินเข้ามาจับมือกับ ร.ต.อ.เฉลิมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ว่าจะเป็นนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ประธานวิปฝ่ายค้าน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน โดยนางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ กล่าวชมว่า อาสุดยอดมากนอกจากนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ยังระบุตรงกันว่า ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายได้ดี

ย้ำแผลแจกหนังสือ-ขึ้นเว็บไซต์

เมื่อเวลา 12.40 น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายเสร็จสิ้น โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยนำชาร์ตต่างๆมาแสดงประกอบ รวมทั้งนำหนังสือเนื้อหาคำอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิมมาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยได้นำข้อมูลที่ ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายขึ้นเว็บไซต์ ของพรรค www.ptp.or.th ด้วย ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิมได้พูดย้ำอีกครั้งถึงสิ่งที่ได้อภิปรายไปในสภา โดยเฉพาะเรื่องเงินสนับสนุนจากก กกต.ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และกรณีเงิน 263 ล้านบาทที่บริษัททีพีไอ โพลีน ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเมซไซอะ ให้จัดทำประชาสัมพันธ์และโฆษณาสินค้าผลิตภัณฑ์ของบริษัททีพีไอ แต่กลับพบว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปให้คนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ หรือโฆษณาแต่อย่างใด

โวมีหลักฐานอีกท้าให้ฟ้องจะแฉเพิ่ม

ยอมรับว่าการอภิปรายครั้งนี้ค่อนข้างยาก แต่รู้สึกพอใจมากกว่าการอภิปรายทุกครั้งที่ผ่านมา โดยใช้เวลาทั้งอาทิตย์ไปจี้เอาเอกสารต่างๆมาใช้ประกอบการอภิปราย ใช้เวลาเตรียมข้อมูลมา 2 เดือนเต็ม ผมมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้อภิปรายไป เรื่องของเงินที่ได้รับการสนับสนุนจาก กกต. และนำไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์นั้นมีความชัดเจนถึงขั้นยุบพรรค เชื่อว่าข้อมูลหลักฐานต่างๆมีน้ำหนักเหนือกว่าสมัยที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ถูกใบแดงจนนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน ถึง 500 ล้านเปอร์เซ็นต์ และเท่าที่ได้ฟังนายกฯชี้แจงจะเห็นว่าไปพูดเรื่องอื่น ไปพูดเรื่องหนีทหารเป็นนิสัยของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเลือกตอบเฉพาะประเด็นที่ตอบได้เท่านั้น ในช่วงของการสรุปการอภิปรายถ้ายังตอบไม่ได้หรือไม่มีคำชี้แจงจากนายอภิสิทธิ์ ผมจะขึ้นซ้ำอีกทีผมยังมีหลักฐานอีก ขอท้าให้บริษัททีพีไอรีบฟ้องร้อง เวลาศาลเรียกจะได้นำหลักฐานมาเปิดเผยอีก ผมได้เขียนวิเคราะห์ไว้ 15 ข้อว่า ทำไมต้องเจาะจงเป็นบริษัทเมซ ไซอะ ซึ่งเขาโกรธมากที่ไปให้เซ็นกระดาษ 40 แผ่น วันนี้เชื่อว่านายกฯอยู่ต่อไม่ได้แล้วร.ต.อ.เฉลิมกล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลที่อภิปรายเหมือนกับข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่มั่นใจว่าเหมือนหรือไม่ แต่หลักฐานได้มาจากฝีมืออธิบดีกรม...ตำรวจคนที่ 3ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ปธ.วิปเย้ย เฉลิมไร้น้ำหนัก

ขณะเดียวกันเมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย ว่า เบื้องต้นการอภิปรายของฝ่ายค้านไม่ได้ อยู่เหนือความคาดหมาย ไม่มีน้ำหนักอะไร และไม่สามารถที่จะโยงเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินได้ ซึ่งเท่าที่วิปรัฐบาลได้ประเมินว่าเหมือนกับการจัดงานแล้วแขกไม่มาเลยต้องมาเตรียมเก็บถ้วยชามรอ อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามประเด็นในการสรุปอีกครั้ง เมื่อถามว่า คิดว่าฝ่ายค้านใช้ข้อมูลมาตีพรรคประชาธิปัตย์ให้อ่วมมากที่สุดใช่หรือไม่ นายชินวรณ์ตอบว่า ส่วนตัวต้องให้เครดิตแก่ ร.ต.อ.เฉลิมที่พยายามอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เนื่องจากข้อมูลไม่ถึงตัวนายกรัฐมนตรี และไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้การอภิปรายฯแม้มีความตั้งใจสูงแต่น้ำหนักเบา อย่างไรก็ตาม วิปรัฐบาลจะไม่มีการปรับรับมือการอภิปรายฯ แต่จะแถลงข่าวชี้แจงโดยให้ คณะทำงานรวบรวมประเด็นความรู้สึกของประชาชนหลังจากการอภิปรายฯไปแล้วว่ามีความรู้สึกอย่างไร

เงินบริจาคให้ ประดิษฐ์แจงเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศหรือไม่ เพราะไม่มีความโปร่งใสจากเรื่องเงินบริจาคที่เข้าพรรค นายชินวรณ์ตอบว่า ไม่มีบทพิสูจน์ว่า ไม่มีความโปร่งใส ทั้งนี้กระบวนการที่ถูกอ้างมาก็ชี้ไม่ชัดว่า มีการไซฟ่อนเงินแต่เป็นกระบวนการธรรมดาในการทำธุรกิจ เพียงแต่ ร.ต.อ. เฉลิมจับกระบวนการทั้งหมดมาจับแพะชนแกะ และเอาเรื่องของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และเรื่องของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มาโยงกันเพื่อหวังให้นำไปสู่ การทำให้เห็นว่ามีการบริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ทั้งนี้ ถ้าประชาชนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น อาจเข้าใจผิดว่านายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง มาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้อาจมีน้ำหนัก แต่บังเอิญว่านายประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้วในตอนนี้ และแม้นายประดิษฐ์จะมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ แต่เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง รมช.คลัง อย่างไรก็ตาม ในแง่ ของตัวบุคคล นายประดิษฐ์ก็ต้องชี้แจงเรื่องนี้เอง ไม่เกี่ยวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เหน็บ เฉลิมปืนใหญ่ยิงกระสุนด้าน

เมื่อถามว่า แสดงว่ารัฐบาลยังเป็นต่อในการอภิปรายฯครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายชินวรณ์ตอบว่า ความรู้สึกของคณะทำงานและประชาชนเห็นได้ชัดว่าฝ่ายค้าน ไม่สามารถทะลวงเข้าสู่เป้าหมายที่แท้จริงตามเจตนารมณ์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือตัวนายกรัฐมนตรี เมื่อถามต่อว่า เกรงว่าจะมีการนำข้อมูลในการอภิปรายฯไปขยายผลเพื่อเอาผิดให้มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายชินวรณ์ตอบว่า ไฮไลต์อยู่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม ถ้าปืนใหญ่ยิงด้านแล้ว และถ้าปืนเล็กจะยิงเพิ่มขึ้นมาอีก ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไปบริหารจัดการข้อมูลและตอบโต้เพื่อเป็นเกราะกำบังตัวเอง

ซัดรัฐบาลให้เขมรฮุบดินแดน

ต่อมานายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ประชาชนรู้ดีว่าเป็นเพราะทหารเรียกนักการเมืองเข้าไปบีบบังคับ ที่บ้านพัก ร.1 รอ. จากนั้นก็ส่งคนของตัวมาเป็น รมว.กลาโหม เป็นการได้อำนาจมาด้วยวิธีพิเศษ ที่สมคบกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ และกองทัพ แต่งตั้ง ส.ส.ที่ไปสมคบกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ อย่างนายกษิต มาเป็น รมว.ต่างประเทศ ทั้งที่กระทำต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการการเดินอากาศ มาตรา 6 มีโทษจำคุกตลอดชีวิต ถึงขั้นประหารชีวิต แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี การตอบแทนกันภายใต้การสมคบคิด ไม่มีปัญหาแต่การแต่งตั้งเอาคนที่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ต้องแลกกับความเจ็บปวดที่ส่อว่าจะเสียดินแดนให้กับกัมพูชา ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกษิตให้สัมภาษณ์ และอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดที่แล้วอย่างรุนแรงว่า เป็นตัวการที่จะทำให้ประเทศเสียดินแดน เสียอธิปไตย แต่วันนี้มาเป็นรัฐบาลกลับปล่อยให้ทหารกัมพูชาบุกรุกเข้ามากว่า 250 เมตร สร้างถนนขึ้นเขาพระวิหาร

ชี้ทหารดีๆเหลือทนกับรัฐบาลอภิสิทธิ์

นายจตุพรกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ทางกองกำลังสุรนารีได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลให้ยื่นประท้วงต่อการบุกรุกของทหารกัมพูชาถึง 9 ครั้ง แต่ไม่มีการตอบสนองจากรัฐบาล แต่นายกษิตกลับทำให้เป็นเรื่องลับจึงไม่มีใครรู้ แต่ที่ตนรู้เพราะทหารดีๆในกองกำลังสุรนารีส่งเอกสารมาให้ ที่นายกษิตเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของไทยโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ แต่วันนี้ทำไมถึงไม่ยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลโลก เพื่อขอรักษาสิทธิตรงนี้ไว้ วันนี้นายกฯ และรมว.กลาโหมยังนั่งอยู่ในตำแหน่งได้อย่างไร เพราะทหารดีๆเขารู้สึกกับความเจ็บปวดกับการทำงานของรัฐบาล ที่ไม่เคยหยุดยั้งการละเมิดอธิปไตยจากกัมพูชาได้เลย วันนี้จึงพิสูจน์ได้ว่าคนที่ทำให้เสียดินแดนจริงๆคือพวกท่าน ทั้งนี้ใบเสร็จที่ชัดที่สุดคือ รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายลดโทษให้กับผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อการร้ายบุกยึดสนามบิน ให้เหลือโทษปรับเพียง 500 บาท ถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงมีการยึดกันได้อีก 5 รอบ ชี้ให้เห็นว่านอกจากนายกฯไม่ได้ยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐแล้ว ยังออกกฎหมายมาช่วยพวกพันธมิตรฯที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั้งประเทศ

แสดงตัวมาตรฐานสูงแต่ทำไม่ได้

นายจตุพรกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ชอบแสดงว่าเป็นคนมีมาตรฐานสูง ออกกฎบังคับให้รัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม 9 ข้อ โดยเฉพาะเรื่องรัฐมนตรีทุกคนต้องไม่มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนทั่วไป แต่ที่ผ่านมาไม่แค่หนีการ เกณฑ์ทหารเท่านั้น ประวัติการเมืองก็ยังสับสน โดยเฉพาะการสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำหลังได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แล้ว 3 เดือน ทั้งที่ช่วงนั้นยังใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2534 ที่ระบุว่าผู้สมัครจะต้องสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งการเกณฑ์ทหารถือเป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคน แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2524 ตอนอายุครบ 17 ปี ย่าง 18 ปี ไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนทหารกองเกิน แต่ไปขึ้นตอนอายุ 22 ปี ในวันที่ 4 ก.ค.2529 ถือว่าเลยเกณฑ์ไปแล้ว 1 ปี ภายหลังสัสดีพระโขนงได้แจ้งลงบัญชีเป็นทหารกองเกิน โดยไม่มีการสั่งปรับ และตามหลักในปีต่อไปนายอภิสิทธิ์จะต้องไปคัดเลือกตามหมายเรียก นายอภิสิทธิ์จึงอยู่ในฐานะหนีทหาร และเอกสารทางราชการในปี 2535 ก็ยังอยู่ในบัญชีของคนขาด ทั้งที่ช่วงนั้นได้เป็น ส.ส.แล้ว

จวกใช้หลักฐานเท็จสมัครอาจารย์ จปร.

นายจตุพรกล่าวว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แนะนำ อาจเป็นคนที่ท่านเคารพที่มีความสนิมกับ รสช.คนหนึ่งจึงได้เข้าไปสมัครรับราชการที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) แต่ในการสมัครต้องแสดงหลักฐานสำคัญทางทหารคือ สด.9 หากไม่มีก็ต้องมีหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร หรือใบ สด.43 แต่ใบสำคัญตรงนี้ก็ไม่มีไม่ทราบมีใครให้คำแนะนำท่านจึงได้กลับไปหาสัสดีเขตพระโขนงเพื่อขอใบแทน เพื่อนำมาประกอบกับใบ สด.43 เพื่อใช้สมัครเป็นอาจารย์สอนใน จปร. ดังนั้นกระทรวงกลาโหมจึงไม่มีสิทธิ์บรรจุเข้ารับราชการ เพราะไม่แสดงใบ สด.9 แต่กลับมีการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นเป็นทหารกองเกินเมื่อวันที่ 8 เม.ย.2531 อยากถามว่าท่านไม่รู้สึกอะไรเลยหรือที่กว่าจะได้รับพระราชทานยศต้องรอถึง 9 เดือน ในขณะที่คนอื่นไม่ถึง 6 เดือน ก็ได้ยศแล้ว จึงถูกอดีต ส.ส.พรรคความหวังใหม่ 2 คน ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ

ชี้กองทัพกดหัวรัฐบาลถลุงงบซื้ออาวุธ

นายจตุพรกล่าวอีกว่า ผลการตรวจสอบของกรมสารบรรณทหารบก ที่ทำถึงกรมกำลังพลทหารบก เพื่อส่งให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทบ.สมัยนั้น โดยแจ้งผลการสอบสวนว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ เพราะขาดเอกสารสำคัญทางทหาร และการสั่งบรรจุเข้ารับราชการของโรงเรียน จปร. ก็ไม่มีหลักฐานทางทหารมาบรรจุได้ มีการออกใบแทนให้โดยไม่มีการดำเนินคดีฐานหนีทหาร ถือว่าเจ้าหน้าที่บกพร่องต่อหน้าที่ จึงได้สั่งลงโทษทางวินัยแก่ พ.อ.หญิง สายไสว มาสมบูรณ์ ประจำ กพ.ทบ. และสั่งให้ดำเนินคดีอาญาต่อ พ.ต.ทองคำ เดชเร สัสดีเขตพระโขนง คนอื่นหนีทหารโดนดำเนินคดีหมดไม่มีการยกเว้น อย่าง ชาตรี ศรีชล อดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดังก็โดนสัสดีบุกจับกลางเวที แต่ท่านคงเป็นคนเดียวที่หนีทหารแล้ว ทหารยังจับมาเป็นนายกฯอีก แล้วอย่างนี้ ผบ.ทบ.จะมีหน้าออกมารณรงค์ให้ชายไทยทุกคนเข้ารับการเกณฑ์ทหารได้อย่างไร และที่เขาเอาท่านมาเป็นนายกฯ เพราะเขาสามารถดำเนินการและสั่งให้ท่านคืนเบี้ยหวัดเมื่อไรก็ได้ ทำให้กองทัพสามารถจะกดดันเพื่อของบซื้ออาวุธเท่าไหร่ก็ได้นายจตุพรกล่าว

นายกฯแจงยิบหนีเกณฑ์ทหาร

ต่อมาเวลา 14.25 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้ลุกขึ้นชี้แจงถึงกรณีที่ถูกระบุว่าเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลังการเป็น ส.ส. ว่า มีหลักฐานการเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2535 ไม่ใช่เป็นสมาชิกในช่วงเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน ตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนกรณีที่ระบุว่าได้แสดงเอกสารเท็จในการเข้ารับราชการทหารในการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.นั้น ก็ไม่เป็นความจริง หากไม่เข้าหลักเกณฑ์โรงเรียนนายร้อย จปร.จะรับได้อย่างไร เพราะถ้าไม่ผ่านการเกณฑ์ทหารก็ยังมีหลายรูปแบบที่ได้รับการยกเว้น คือ การเป็น รด. เป็นครู แม้การเป็นทหารล่าช้าก็เกิดขึ้นกับหลายคน อาจจะเสียค่าปรับบ้าง โดยเข้ารับการตรวจเลือกเกณฑ์ทหารล่าช้าเพราะไปศึกษาที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กจนจบปริญญาตรีในปี 2529 ขณะนั้นอายุ 23 ปี อยู่ในการดูแลของ ก.พ.ที่ได้ทำเรื่องการผ่อนผันในปี 2530-2531 ในช่วงเป็นข้าราชการทหารในปี 2530 เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนคือ สอนนักเรียนนายร้อย และได้รับการฝึกหลักสูตรทหารทุกอย่าง เมื่อปี 2531 ฝึกเสร็จก็เป็นขั้นตอนขอพระราชทานยศโดยเอกสาร สด.9 หายไป จึงได้ไปขอใบแทน ทั้งนี้ เมื่อมหาวิทยาลัยที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้ประสานมา จึงได้ทำเรื่องขอลาเพราะยังอยากสอนและเรียนต่อ ทำสองอย่างคู่ขนานกัน ในที่สุดได้ขอลาออก และได้รับการอนุมัติตามขั้นตอนทุกอย่าง จึงขอยืนยันว่าเข้ารับราชการเกิน 1 ปี ตามระเบียบที่กำหนดให้รับราชการอย่างน้อย 1 ปี

ทำผิดจริงถูกรัฐบาลเก่าเด็ดหัวแล้ว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าทำเอกสารเท็จในปี 2531 แต่ตนไปสมัครเข้ารับราชการในปี 2530 นั้น มันจะเป็นไปได้อย่างไร ท่านคงเกิดความสับสนบางอย่าง ดังนั้น จึงไม่มีอะไรบ่งบอกว่าขาดคุณลักษณะ ขาดจริยธรรม และคุณธรรม สร้างมาตรฐานใหม่ไม่มีสองมาตรฐาน ความจริงประวัติของตน ถ้าไม่มีอคติต่อกันก็คงมาสอบถามข้อเท็จจริงกันได้ หรือจะใช้สามัญสำนึกก็ได้ ส่วนกรณีที่ระบุว่าการออกเอกสารเป็นเท็จจนทำให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 2 คนที่ถูกลงโทษนั้น ถ้าเป็นเอกสารเท็จจริงในช่วงที่ท่านมีอำนาจ คงถูกดำเนินคดีไปแล้ว อีกทั้งตนรู้สึกเป็นห่วงจึงได้ติดตามสอบถามข้อเท็จจริง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองไม่เคยได้รับโทษตามที่กล่าวไว้ ส่วนที่ระบุว่าตนหวาดกลัวกองทัพเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ตนไม่ได้หวาดกลัวอะไร เช่นเหตุการณ์ที่ได้ลงพื้นที่ภาคใต้ยังได้กำชับ ผบ.ทบ.ให้จัดการทหารที่ใช้อำนาจละเมิดสิทธิประชาชนขั้นเด็ดขาด ซึ่งไม่เคยมีใครกล้าพูดมาก่อน

โชว์หลักฐานใบผ่อนผันและ สด.9

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายอภิสิทธิ์ชี้แจงเสร็จ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายอีกหลายครั้ง โดยยังย้ำถึงประเด็นการยื่นเอกสารเท็จในการเข้าสมัครราชการทหาร โดยระบุว่า นายอภิสิทธิ์ได้ใช้ สด.9 หรือไม่ และที่ขอใบแทน สด.9 เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2531 เหตุใดจึงไม่ระบุวันที่บรรจุการเป็นทหารกองเกินคือ วันที่ 4 ก.ค. 2529 ตามใบ สด.9 ใบเดิม ขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงตอบโต้ทันทีว่า เอกสารหายในช่วงที่กำลังขอพระราชทานยศ และได้ทำเรื่องขอใบแทน ดังนั้น ขอยืนยันว่าตอนสมัครในปี 2530 มีเอกสารใบ สด.9 เพราะมีต้นขั้วสามารถตรวจสอบได้ ส่วนที่ยังคงติดชื่ออยู่ในบัญชีที่ขาดการเกณฑ์ทหารนั้น อาจจะเป็นปัญหาภายในของการแก้ไขเอกสารของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดไม่มีอะไรที่ลึกลับซับซ้อน ทั้งนี้ ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์อภิปรายได้โชว์รูปถ่ายสมัยได้รับการฝึกทหาร และยังโชว์สำเนาใบแทน สด.9 ที่ระบุวันที่บรรจุเป็นทหารกองเกินในวันที่ 4 ก.ค. 2529 ตามใบ สด.9 ใบเดิมนั้น

สุรพงษ์เฉ่ง กรณ์บีบเอกชน

จากนั้นนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่าเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2551 ในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งนายกฯ นายจิรายุ ตุลลานนท์ นักวิชาการคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านในช่วงนั้น และนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ในช่วงนั้น ได้ไปร่วมประชุมกับตัวแทน 3 บริษัทโทรศัพท์มือถือที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ประกอบด้วยดีแทค เอไอเอส และทรูมูฟ เพื่อขอให้ส่งเอสเอ็มเอสถึงประชาชน โดยนายกรณ์รู้ว่าการกระทำดังกล่าวจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล มีค่าใช้จ่ายครั้ง 1 บาท จนในวันที่ 18 ธ.ค. ทุกบริษัทได้เริ่มส่งเอสเอ็มเอส รวม 5 ล้านหมายเลข แต่ปรากฏว่าในวันที่ 19 ธ.ค. คนที่ไม่ชอบนายกฯ ที่ได้รับข้อความเอสเอ็มเอสจากนายกฯ ได้ร้องเรียน 3 บริษัทว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนต้องยกเลิกการส่ง ทั้งหมดชี้ ให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และทำผิด ทุจริตต่อหน้าที่ ที่ใช้อำนาจขอให้ 3 บริษัทกระทำเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และนายกรณ์ทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ได้ผลประโยชน์จากการส่งเอสเอ็มเอสมีมูลค่าเกิน 3 พันบาท

เอื้อ บ. มือถือไม่ต้องจ่ายภาษีเข้ารัฐ

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าการที่ ส่งวอยเมล์ (ข้อความเสียง) ของค่ายเอไอเอส และดีแทค ผ่านค่ายทรูมูฟ เพราะเป็นบริษัทเดียวที่ส่งวอยเมล์ได้ ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับบริการให้ทรูมูฟ อีกทั้งยังสงสัยที่มีการส่งรหัสไปรษณีย์ 5 หลักของผู้รับบริการโทรศัพท์มือถือเข้ามาด้วย อดสงสัยไม่ได้ว่าต้องการสำรวจความนิยมของรัฐบาลหรือไม่ ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่านายกฯและนายกรณ์ใช้ตำแหน่งหลอกให้ 3 บริษัทหลงเชื่อส่งเอสเอ็มเอสให้ เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 279 และยังพบว่า การส่งเอสเอ็มเอส 5 ล้านหมายเลข นายกฯยังไม่จ่ายค่าจ้าง ทำให้ไม่มีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีสรรพสามิต 2% และนายกรณ์ไม่เรียกเก็บภาษี 5 ล้านข้อความดังกล่าว เข้าข่ายมีความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

นายกฯยันคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ลุกขึ้นชี้แจงว่า วันที่ได้รับเลือกจากสภาฯให้เป็นนายกฯ สถานการณ์ บ้านเมืองอยู่ในความแตกแยกสูง ใครเข้ามาเป็นรัฐบาลต้อง หาช่องทางสมานฉันท์ จึงปรึกษากับนายกรณ์และทีมงานว่าควรทำอย่างไรภายใต้กฎหมายและสิทธิเสรีภาพ โดยไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการส่งเอสเอ็มเอส เพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นการบริหารสาธารณะสร้างความสมานฉันท์ ที่ต่อไปอาจจะต้องมีการเตือนภัยสาธารณะผ่านช่องทางนี้ด้วย จึงไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ไปยุ่งเรื่องของข้อมูล ใครสมัครใจก็ส่งเอสเอ็มเอสกลับ แต่ถ้าไม่พอใจก็ไม่ต้องส่งกลับ มีประชาชนบางคนส่งตอบกลับผ่านอีเมล์มาต่อว่า ก็ได้ตอบขอโทษไป ขอยืนยันว่าเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและสิทธิมนุษยชน แต่กรณีที่มีบางคนที่นำเบอร์โทรศัพท์ของตนไปประกาศออกอากาศแล้วมีคนส่งข้อความมาต่อว่า ด้วยถ้อยคำหยาบ แบบนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิชัดเจน

กรณ์ปัดรวบรัดส่งเอสเอ็มเอส

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่าทั้งหมดไม่ใช่เรื่องลับ โดยยอมรับว่าไปหารือที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์จริง และ 3 บริษัทดังกล่าวได้ทำโดยความสมัครใจ ทั้งที่ได้ หารือกับ 4 บริษัท คือ บริษัทอิลิคสันที่ กสท. ถือหุ้นใหญ่ มีรองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ตรงนี้ยืนยันได้ ว่าถ้ามีการบังคับจริงบริษัทอิลิคสันต้องเข้าร่วมด้วย ส่วนกรณีที่ระบุว่าทรูมูฟส่งวอยเมล์ได้ค่ายเดียวนั้น ข้อเท็จจริงทุกค่ายส่งวอยเมล์ได้หมด แต่ทรูมูฟมีประสิทธิภาพสูงกว่า และทรูมูฟไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ และ 3 บริษัทเห็นเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสมานฉันท์ให้ความร่วมมือ ส่วนกรณีที่ระบุว่า 2 บริษัทให้ข้อมูลผู้ใช้บริการแก่ทรูมูฟผ่านการส่งวอยเมล์นั้น ความจริงส่งให้เฉพาะเบอร์โทรศัพท์ ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ ของใคร ส่วนกรณีที่ระบุว่าส่งเอสเอ็มเอสครั้งนี้ทั้งหมด 5 ล้านหมายเลขนั้น ความจริงส่งไปทั้งหมด 17 ล้านหมายเลข แต่ส่งตอบกลับมา 3.4 แสนหมายเลข ส่วนที่ระบุว่าใช้ อำนาจเอื้อภาษีให้แก่บริษัทมือถือนั้น มีการดำเนินการเรียบร้อย ไม่มีละเว้น ส่วนกรณีที่มีการยื่นเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบนั้น รู้สึกดีใจที่เรื่องจะได้ชัดเจน

สุนัยร่ายยาวพาดพิงคนภายนอก

จากนั้นเวลา 16.30 น. นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายเป็นคนถัดมาว่า การตอบคำถามที่ผ่านมาของนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ไม่ได้ตอบตรงประเด็น พอถึงจุดตายก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบ ลักษณะเหมือนวัวพันหลัก ไม่มีใครที่จะให้เงินสนับสนุนฟรีๆโดยไม่หวังผล โดยเฉพาะบริษัทสื่อสารที่ต้องหวังผลจากการอนุญาตให้นายกรัฐมนตรีส่งเอสเอ็มเอสอยู่แล้ว เนื่องจาก รมว.คลังเป็นผู้เจรจากับ 3 บริษัทบันดาลประโยชน์ให้กับพวกเขาได้ รวมทั้งการที่บริษัททีพีไอโพลีนแก่พรรคประชาธิปัตย์มีจุดประสงค์ชัดเจน เพื่อต้องการโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้ ที่มาของนายกรัฐมนตรีก็มาโดยไม่ชอบอยู่แล้ว เพราะต้องล้มช้างพลาย ต้องล้มรัฐบาลประชาธิปไตยไปถึง 3 รัฐบาล ด้วยการจับมือกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโค่นล้มรัฐบาล โดยมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงกำกับอยู่ข้างนอก เป็นหัวหน้าพรรคกิตติมศักดิ์ตลอดกาล ฉะนั้นนายกฯจึงได้อำนาจมาจากการฆาตกรรมทางการเมือง เสมือนบุคคลที่เป็นอาชญากรทางประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของพันธมิตรฯและนายอภิสิทธิ์ล้วนแยกกันไม่ออก พันธมิตรฯเคลื่อนไหวข้างนอกอย่างไร นายอภิสิทธิ์ก็เคลื่อนไหวในสภาฯเช่นนั้น

ประธานต้องรีบห้ามกลัว ส.ส.ปะทะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงช่วงนี้บรรดา ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นประท้วงกันวุ่นวาย โดยนายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า สภาฯไม่ใช่สถานที่หลอกด่านายกฯ หากมีข้อกล่าวหาอะไรควรว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประท้วงนายสุนัยที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ไม่ใช่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริง ว่านายสุนัยควรพูดให้ชัดว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงชื่ออะไรกันแน่ ไม่ใช่กล่าวหากันแบบเลื่อนลอยแบบนี้ ทำให้นายชัย ชิดชอบ ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมต้องขอร้องให้สมาชิกสงบสติอารมณ์ โดยให้เหตุผลว่าไม่อย่างนั้นอาจเกิดเหตุการณ์เกือกร่อนเหมือนสภาฯเกาหลีได้ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงคือ ฯพณฯประสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายชัยกล่าวจบ ที่ประชุม ต่างเฮลั่น จนนายอภิสิทธิ์ต้องลุกขึ้นมาชี้แจงว่า ที่ผมหน้าซีดไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะกลัวว่านายอภิชาติจะทำอะไรมากกว่า และผมชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แฉเร่งหากินงบคุรุภัณฑ์อาชีวะ

จากนั้นนายสุนัยได้ลุกขึ้นอภิปรายต่อว่า มีการพูด คุยกันภายในพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะเกิดการยุบสภาในเร็วๆนี้ จะทำอะไรให้รีบทำ จึงเห็นปรากฏการณ์กินปลากระป๋อง และโครงการอื่นๆตามมา ครม.ชุดนี้มีรัฐมนตรีและ รมช.เป็นผู้บริหารกระทรวง แต่ยังมีรัฐมนตรีสั่งการนั่งอยู่เบื้องหลัง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสามีหรือคนนอก มีการจัดซื้อคุรุภัณฑ์ของสำนักงานการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเลี่ยงการประมูลไม่ถึง 2 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินเท่ากันถึง 404 แห่งรวม 750 ล้านบาท แต่จะมีคนคอยบงการว่าต้องซื้ออะไรบ้าง โดยมีหนังสือส่งไปถึงอาชีวศึกษาจังหวัดทุกจังหวัดให้ตอบกลับด่วนภายในวันเดียวว่าจะเลือกชุดคุรุภัณฑ์ประกอบวิชาชีพแบบใดจาก 3 แบบที่มีให้เลือก มีราคา 1.9 ล้าน 1.8 ล้าน และ 1.5 ล้านบาท ทั้งที่แต่ละอาชีวศึกษามีจำนวนนักศึกษาไม่เท่ากัน แต่กลับได้รับจัดสรรในตัวเลขเดียวกัน หากอาชีวะใดไม่เลือกก็จะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ ถือเป็นความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการฮั้วมาตรา 4, 12 และ 13 และเข้าข่ายผิดกฎหมายแข่งขันทางการค้ามาตรา 27 อีกด้วย เพราะเอกสารที่พ่อค้าแนบไปกับทางราชการมีราคาเท่ากับที่สำนักงานอาชีวะเสนอไปให้อาชีวศึกษาจังหวัดทั้งหมดเหมือนการกำหนดราคาซื้อและราคาขายเดียวกัน โดยไม่มีราคากลาง กระทำการเร่งรีบเสนอซื้อ

ขู่เตรียมยื่นร้องเรียน ป.ป.ช.

นายสุนัยกล่าวด้วยว่า จึงส่อให้เห็นว่ามีการร่วมมือกับพ่อค้าชื่อ ปัญญาหากอยากทราบว่านายปัญญาเป็นใครต้องถามนางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์รู้จักนายปัญญาคนนี้ดี นายกรัฐมนตรีย่อมรู้เรื่องเหล่านี้ดีว่ามีการทำอะไรกัน แต่ต้องพึ่งคนเหล่านี้ นายกฯกำลังถูกพรรคร่วมรัฐบาลขี่คอ แต่น้ำท่วมปากพูดไม่ได้ ทั้งนี้ นายปัญญามีบิดาเป็นพ่อค้าไม้อยู่แถวภาคตะวันออก ซึ่งสนิทกับพ่อค้าไม้ใหญ่ที่มีลูกเป็นคนดังอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา หากถาม น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์รมช.ศึกษาธิการ ก็จะทราบดี จึงขอให้เจ้าหน้าที่รีบเอาหลักฐานออกมาบอกว่ารัฐมนตรีรู้เห็นด้วย มิเช่นนั้นข้าราชการเองก็จะต้องมีความผิดตามกฎหมายที่กล่าวอย่างแน่นอน เพราะตนได้เตรียมเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช.แล้ว

รมช.ศึกษาฯย้อนงานเดิมรัฐบาลเก่า

ด้าน น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ ลุกขึ้นชี้แจงทันทีว่า งบประมาณที่นายสุนัยระบุนั้นเป็นงบที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2551 สมัยที่นายศรีเมือง เจริญศิริ เป็น รมว.ศึกษาธิการ จึงไม่สงสัยว่าทำไมนายสุนัยจึงรู้ข้อมูลอย่างละเอียด ขอชี้แจงว่างบประมาณจัดซื้อคุรุภัณฑ์ ของอาชีวศึกษาทั่วประเทศนั้น เดิมมีการตั้งไว้ที่ 1.9 ล้านบาท 1.8 ล้านบาท และ 1.5 ล้านบาท อยู่แล้ว โดยไม่มีรายละเอียดของคุรุภัณฑ์ สำนักงานอาชีวศึกษาจึงทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงบประมาณถึงรายละเอียด และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าควรทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือ ตอบกลับมา จึงได้ทำหนังสือไปถึงผู้บริหารอาชีวศึกษาทั่วประเทศให้แต่ละที่ตอบกลับมาว่าต้องการอะไร ยืนยันว่าได้ทำตามกฎเกณฑ์ของสำนักงบประมาณทุกประการ หากมีหลักฐานตนยินดีให้ฝ่ายค้านนำไปยื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้เลย เนื่องจากเป็นงบประมาณที่ทำกันมาในสมัยของนายศรีเมือง ตนไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นรัฐมนตรี มีการศึกษาพอที่จะรู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องเข้ามาแก้ไขในสิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้อย่างไร

ขณะที่นางนาถยาได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนไม่รู้จักนายปัญญาที่นายสุนัยกล่าวถึง และสามีของตนก็ไม่ได้ชื่อปัญญา แต่ชื่อศิรินทร์ ขอยืนยันว่าครอบครัวดิฉันไม่ทำอย่างที่คุณสุนัยพูดแน่ เพราะกลัวลูกดิฉันโง่ รู้ดีว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องให้ความจริงใจ

ส.ส.กลุ่มบ้านริมน้ำโดดป้อง นริศรา

จากนั้นนายสุนัยได้ลุกขึ้นขอให้นางนาถยายืนยันชื่อของสามีกลางที่ประชุมอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าตนมีเอกสารการจดทะเบียนบริษัทและพร้อมมอบให้กับประธาน ส่วน น.ส.นริศราที่บอกว่าไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร ตนอยากถามว่า ที่ได้เป็นรัฐมนตรีมาได้เป็นตัวแทนจากพรรคไหน ทำให้นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร กลุ่มบ้านริมน้ำ พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า รู้จักนายสุนัยดี รู้เห็นกันพอสมควร ขอให้อภิปรายตรงไปตรงมา อย่าเสียดสี ออกนอกลู่นอกทางเพราะไม่เกิดประโยชน์

2 ส.ส.ปะทะคารมหวุดหวิดวางมวย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรณฤทธิชัยยังพูดไม่จบประโยค นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวสวนทันทีว่านายรณฤทธิชัยลุกขึ้นมาประท้วงหรืออภิปราย หากอยากเป็นรัฐมนตรีให้รอปรับ ครม.รอบหน้าก่อน ทำให้นายรณฤทธิชัยกล่าวตอบโต้เช่นกันว่า สมัยนี้แหละอย่างไรก็ตาม เมื่อนายรณฤทธิชัยกล่าวจบ นายสุรเชษฐ์ก็ตะโกนด่า “_วยลั่นห้องประชุม พร้อมชูนิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์การให้ของลับทำให้นายรณฤทธิชัยซึ่งยืนอยู่คนละฟากของห้องประชุมไม่พอใจ ลุกขึ้นเดินปรี่เข้าไปหานายสุรเชษฐ์ ทันที ขณะที่นายสุรเชษฐ์ก็เดินปรี่เข้าหานายรณฤทธิชัย เช่นกัน ท่ามกลางเพื่อน ส.ส.แต่ละฝ่ายที่รีบวิ่งเข้าไปจับทั้ง 2 คนให้สงบสติอารมณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรยากาศในห้องประชุมยังเป็นไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อนายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส. เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นทวงคำตอบจากนายสุนัยว่า ใครคือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงที่อยู่นอกสภา แต่นายสุนัยยังคงโยกโย้และเอามือลูบหัวของตัวเองที่มีผมสีขาว พร้อมกับบอกว่าให้รอฟังโฟนอินวันที่ 22 มี.ค. จนนายชัยต้องปรามทั้งสองฝ่ายด้วยน้ำเสียงดุดันว่าให้พูดเฉพาะเรื่องอภิปราย ไม่ใช่พูดเรื่องไร้สาระ.