ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 4, 2010

เบื้องหลังคดีสินบนผู้พิพากษาอุทธรณ์

ที่มา มติชน



โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ติดตามข่าว"ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์"รายหนึ่งเรียกสิบบนในการพิจารณาพิพากษาคดีต่างๆหลายคดีใน"มติชนออนไลน์"ที่ นำเสนอย่างต่อเนื่องมาเกือบ10 ตอนแล้ว เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การกระทำผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมของผู้พิพากษารายหนึ่ง ธรรมดาเท่านั้น


แต่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และมีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวพันในขบวนการนี้มากพอสมควร


จาก การร้องเรียนต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.)และแต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงจนกระทั่งนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนทางวินัยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายนี้พบว่า มีพฤติการณ์ฉันท์ชู้สาวกับหญิงที่มีสามีแล้ว และยังอาศัยหญิงรายนี้เป็นตัวกลางในการเรียกร้องสินบนใในคดีต่างๆหลายคดี เป็นเงินเกือบ 100 ล้านบาท อาทิ


1. มีการเรียกสินบนเป็นเงิน 70 ล้านบาทใน การพิจารณาคดีบริษัทจดทะเบียนในตฃาดหฃักมรัพย์แห่งหนึ่งที่กลุ่มผู้บริหาร บริษัท ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในการยักยอกทรัพย์หรือไซ่ฟ่อนเงินของ บริษัทและเกี่ยวพันกับตระกูลอดีตรัฐมนตรี ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้อง


ใน คดีนี้ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายดังกล่าวให้ใช้หญิงคนสนิทไปติดต่อเรียกรับเงินสิบบน 70 ล้านบาทจากคนในตระกูลอดีตรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัท เพื่อจะได้ตัดสินให้ยกฟ้องคดีนี้ ตามศาลชั้นต้น


ในเบื้องต้นมีการจ่ายเงินสด 20 ล้านบาท ที่เหลือโอนหุ้นบริษัทผลิตอาหารกระป๋องให้มีมูลค่าอีก 50 ล้านบาท


2.คดีการประกันตัว เจ้าของบริษัทที่เปิดขึ้นบังหน้าเป็นจำเลยในคดี"แชร์ข้าวสาร"ซึ่ง เป็นความตาม พ.ร.บ. การกู้เงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มีการเรียกเงินสินบน 2 ล้านบาท หลังจากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วจำเลยได้ซื้อรถยนต์ Benz รุ่น S 280 ปี 2002 ในราคา2.1 ล้านบาท ที่เหลืออีก 1.5 ล้านบาทบาท จัดไฟแนนซ์ให้อีกด้วย


3.เรียกสินบน 3.5 ล้านบาทในการสั่งอนุญาตการปล่อยชั่วคราวชาวต่างประเทศรายหนึ่ง โดย ทนายความหญิงของจำเลยได้ยื่นคำร้องประกอบการขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลอาญาและ ศาลอุทธรณ์มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่ได้รับการอนุญาต ทนายความจึงติดต่อผ่านหญิงคนสนิท ตกลงเรื่องเงินสินบน 3.5 ล้านบาท


มี การทำเป็นสัญญาว่าจ้างว่าจะดำเนินการให้มีการประกันตัวระหว่างญาติ ของหญิงคนสนิทกับทนายความของจำเลยชาวต่างประเทศ โดยทนายความหญิงกับญาติของหญิงคนสนิทของผู้พิพากษา นำเงินตามข้อตกลงดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา เซ็นทรัล ลาดพร้าว ร่วมกัน หมายเลขบัญชี 157-217895-3 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 เป็นเงินจำนวน 3.5 ล้านบาท


ต่อมา ยังทำสัญญาว่าในการในการจัดหาทนายเป็นเงิน 9.2 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2552 และชำระเงินให้หญิงคนสนิท ไปแล้ว 4 ล้านบาท คงเหลืออีก 5.2 ล้านบาท


4. เรียกรับเงินวิ่งเต้นให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 7 ล้านบาท โดยใช้หลักฐานใบรับรองแพทย์ปลอมจากโรงพยาบาลราชฑัณฑ์ว่าผู้ต้องหามีอาการ ป่วยหนักจนถึงขั้นจะต้องได้รับการรักษาผ่าตัดดวงตา นำไปอ้างต่อชั้นศาลฎีกาจนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว


จากคำร้อง เรียนยังมีอีกหลายคดีที่มีการวิ่งเต้นจนได้รับการประกันตัว รวมถึงมีการใช้อิทธิพลจนผู้พิพากษารายหนึ่งในศาลจังหวัดตลิ่งชันพลิกคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราวชั่วข้ามคืน


จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ก.ต.จึงไม่ควรแค่สอบวินัยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายนี้เท่านั้น แต่ ควรดำเนินคดีอาญาควบคู่กันไปด้วย(อาจส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปรราบปราม การทุจริตแห่งชาติหรือตำรวจแล้วแต่กรณี)เพราะจากหลักฐานเบื้องต้นแล้ว บางคดีมีมูลเพียงพออยู่แล้ว เช่น คดีการให้ประกันตัวชาวต่างประเทศมีการทำสัญญาประหลาดๆและบัญชีธนาคารซึ่ง เป็นหลักฐานอย่างดี รวมทั้งการปลอมแปลงใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ที่ยื่นต่อศาลฎีกา อันเป็นความผิดหลายกระทง


นอกจากนั้นแล้ว ทาาง ก.ต.ควรตรวจสอบย้อนหลังว่า มีคดีใดบ้างที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายนี้เป็นผู้ตัดสินหรือมีคำสั่ง เพื่อดูว่า การพิจารณาคดีเป็นไปโดยชอบหรือไม่ ตั้งแต่กระบวนการจ่ายคดีให้พิจารณา กระบวนการพิจารณา จนกระทั่งคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรือดุลพินิจโดยชอบหรือ ไม่


การตรวจสอบคดีย้อนหลังมีวัตถุประสงค์2 ประการสำคัญคือ


หนึ่ง เพื่อดูว่า มีคนในกระบวนการยุติธรรมรายใด มีส่วนพัวพันในการกระทำผิดหรือไม่


สอง เพื่อเยียวยาผู้ที่อาจได้รับความเสียหายจากการตัดสินคดีที่ไม่เป็นไปโดยชอบและไม่เป็นธรรม


ที่ สำคัญคือ หลังจากกระบวนการสอบสวนเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ต้องเปิดเผยผลสอบสวนดังกล่าวเหมือนการเปิดเผยคำพิพากษาเพื่อให้สาธารณะเห็น ว่า การสอบสวนเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาซึ่งเป็นการดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของ ระบบศาลยุติธรรม

มะเร็งราชการ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

การ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในส่วนงานที่จะต้องลงไปสัมผัสประชาชนมากกว่าส่วน อื่นๆ อย่างกระทรวงมหาดไทยและข้าราชการตำรวจ มิได้มีอะไรผิดแผกแตกต่างไปจากรัฐบาลก่อนๆ

นั่นคือเป็นการโยกย้ายแต่งตั้งเพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจทางการเมือง มากกว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไป

แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมโดยทั่วไประบุว่า ระดับของการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้ายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รุนแรงยิ่งกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาหลายเท่า

แม้ในหลายตำแหน่งจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ควรเป็น แต่อีกหลายตำแหน่งนั้นยากที่จะอธิบายได้ด้วยเหตุผลปกติ

อันเป็นที่มาของคำถามและข้อสงสัย

ยิ่งผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด ประสิทธิภาพ คุณภาพ และคุณธรรมของระบบราชการก็จะยิ่งอ่อนด้อยลงเพียงนั้น

เพราะเมื่อประจักษ์ชัดแล้วว่าหนทางในการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานคือการ ประจบเอาใจ หรือตอบสนองต่อผลประโยชน์ของนักการเมือง และไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาก็ไม่มีความแตกต่างกัน

ข้าราชการรายใดจะยังก้มหน้าปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตที่มีโอกาสในการเติบโตน้อยกว่า ในเมื่อมีทางลัดสำหรับความก้าวหน้า

ความอ่อนด้อยลงของคุณภาพและคุณธรรมในระบบราชการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง

จึงไม่ใช่สิ่งที่จะปล่อยปละละเลยได้

แต่ ที่จะหวังให้นักการเมืองหรือข้าราชการซึ่งเป็นผู้สมประโยชน์จากสิ่งที่เป็น อยู่ เป็นผู้นำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นนั้น ย่อมเป็นความหวังที่เลือนลางเต็มที

ประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จะต้องเข้ามามีบทบาทในการแสดงความเห็น หรือทักท้วงทัดทานในสิ่งที่ไม่ถูกต้องมากขึ้น

ขณะเดียวกัน องค์กรข้าราชการทั้งที่อยู่ในระบบและที่เกิดจากการรวมตัวกันเอง ก็จะต้องออกมาแสดงจุดยืนท่าที รวมทั้งชี้ปัญหาและทางออกของเรื่องดังกล่าว

ปล่อยปัญหาทิ้งไว้ ก็เหมือนปล่อยให้มะเร็งกัดกินสังคมให้ตายช้าๆอย่างทรมาน

แค่เงียบๆก็ได้กำไร

ที่มา ไทยรัฐ


ทักษิณ

ขนาดหายไปค่อนยุ้ง ก็ยังเหลืออีกกว่า 12,480 ล้านบาท

ตาม มูลค่าทรัพย์สินอย่างเป็นทางการผ่านการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 23 ของมหาเศรษฐีไทย

ยังไม่นับขุมทรัพย์ "ตกสำรวจ" จากการเดินสายลงทุน หยอดเงินไว้ประเทศนั้นทวีปนี้ ว่ากันว่า มากมายกว่าที่เห็นอีกหลายเท่า

เอาเป็นว่า "ทักษิณ" ยังอยู่ในสถานะ "อภิมหาเศรษฐีติดปีกบิน"

"น้ำเลี้ยงยังอู้ฟู่" แต่อยู่ที่ว่าจะเปิดหัวจ่ายแรงระดับไหนแค่นั้น

ตาม อาการที่สะท้อนผ่านเสียงสดๆที่ให้สัมภาษณ์ผ่าน "ไทยรัฐออนไลน์" ล่าสุด ทั้งประโยคที่ว่า "ขอเวลาทำเพื่อตัวเองบ้าง" หรือ "ผมเป็นคนไม่มีอนาคตทางการเมือง ขอเป็นคนของประชาชนต่อไปแค่นั้น"

ลดโทน "มุ่งมั่น" ลงไปถนัดใจ

ที่ สำคัญเลย โดยช็อตที่อดีตนายกฯทักษิณ เลือกเดินทางไปพบกับอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา แห่งแอฟริกาใต้ ผู้โด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความปรองดอง

เหมือนต้องการสื่อความหมายเป็นนัยๆ

และ ล่าสุดตามจังหวะการขยับของพรรคเพื่อไทย โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ยื่นโรดแม็ป 5 ข้อ เสนอเจรจารัฐบาล

เพื่อยุติความขัดแย้งในบ้านเมือง

เรื่องของเรื่อง โดยภาพของความต่อเนื่อง พอจะจับอารมณ์กันได้ ฝ่ายนายใหญ่ เริ่มออกอาการล้า "ถอนคันเร่ง" เบาเครื่อง

เดินกระแสเป็นฝ่ายทอดไมตรี

แต่ในอารมณ์ตรงกันข้ามกับฝ่ายถืออำนาจ ที่ตั้งป้อมขึงขัง พร้อมลุยรบหนัก

ตาม คิวแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารไม่มีรายการพลิกโผ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผงาดขึ้นแท่นจ่าฝูงกองทัพบก ขนาบด้วยเพื่อนรัก "บิ๊กหนุ่ย" พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รั้งเก้าอี้เสธ.ทบ. ท่ามกลางขุนทัพ "บูรพาพยัคฆ์" รายล้อม

"กระชับพื้นที่" กองทัพอยู่ในกำมือแน่นปึ้ก

สานตำนานรอง ผบ.ทบ.คนที่ 2 ที่แหวกอาถรรพณ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต่อจากคิวของ "บิ๊กสุ" พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี

ตามจังหวะขี่หลังเสือยาว "บิ๊กตู่" จะเกษียณอายุราชการในปี 2557

ขณะ ที่คิวโยกย้ายนายตำรวจใหญ่ ก็มีจุดโฟกัสไปที่ชื่อของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธุ์กุล นายตำรวจคนสนิทของ "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ที่ได้ขึ้นชั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 คุมจังหวัดภาคเหนือตอนบน เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา ฯลฯ

ลุยบู๊พื้นที่โซนแดงจัด

บ่งบอกเป้าหมายของยี่ห้อประชาธิปัตย์และฝ่ายคุมเกมอำนาจชัดเจน

รัฐบาล ทหาร ตำรวจ ยังอยู่ในโหมด "กระชับพื้นที่" คนเสื้อแดง

ตาม จังหวะ "เสี้ยม" แรงๆ เร้าฉากหนังบู๊ ในคิว "ปล่อยของ" ออกมาจากแกนนำขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ชี้เป้า "เนวิน ชิดชอบ-อนุทิน ชาญวีรกูล-วิชัย รักศรีอักษร" เครือข่ายหุ้นใหญ่ยี่ห้อภูมิใจไทย กำลังตกอยู่ในอันตราย

โดนหมายหัว "ลอบสังหาร"

โทษฐานทรยศนายใหญ่ แล้วยังตามดูดลูกพรรคเพื่อไทยไม่เว้นวัน

ฝ่ายถืออำนาจเดินฉากบู๊ล้างผลาญ สวนทางกับอดีตนายกฯทักษิณที่เล่นบทยอมอ่อนเข้าหา เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง

ในอารมณ์ที่สังคมไทยกำลังเรียกหาความสงบ

ทั้ง นี้ทั้งนั้น ในจังหวะเดียวกับที่ "ทักษิณ" หลบกระแส ไม่ร่วมวงเกมชิงพื้นที่ข่าว เป้าโฟกัสก็จับจ้องไปที่ฝ่ายถืออำนาจ หุ้นส่วนใหญ่รัฐบาลทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ศอฉ. ไปยันม็อบพันธมิตรฯ

หลงเหลี่ยมกระแส เข้าเนื้อไปตามๆกัน

ต้อง พลิกจังหวะแก้เกมด้วยการปั่นกระแส "ดูด" ส.ส.พรรคเพื่อไทย หรืออย่างที่เห็นแค่ "ทักษิณ" โชว์รูปพบ "เนลสัน แมนเดลา" ยืนยันว่า ยังไม่ตายตามข่าวลือ ฝ่ายตรงข้ามก็รุมทึ้ง ตีปี๊บประเด็นภาพ "ตัดต่อ" เล่นข่าวกันอึกทึกครึกโครม

ตามจังหวะกลบข่าว "ศิริโชค โสภา" ย่องเข้าคุกพบ "วิคเตอร์ บูท" หลบปมวุ่นๆโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่การ "กินไข่" ของพรรคการเมืองใหม่ ที่พ่ายแพ้สนามเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข.แบบไม่ได้แม้แต่เก้าอี้เดียว

ตีกิน "ทักษิณ" ไม่ได้ ก็ขาดทุนกันถ้วนหน้า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไม่กล้าหือ

ที่มา ไทยรัฐ

โผ ตำรวจเรียบร้อยไปตามคาด ตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผบช.น. คงจะต้องมีการตั้งคำถามกันหลายตลบหรือนายตำรวจบางคนที่ได้รับการทั้งผลัก ทั้งดัน ไปไม่ถึงดวงดาว บางตำแหน่งมีการร้องเรียนไปจนถึงศาลปกครองอันเนื่องมาจากข้ามหัวข้ามหูข้าม รุ่นกันอย่างไม่เกรงใจ หัวโขนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกรุมทึ้งจนแทบจะไม่เหลือศักดิ์ศรี

ชุลมุนวุ่นวาย

การ แต่งตั้งโยกย้ายไม่ว่าจะในกองทัพหรือในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระยะหลังเริ่มจะออกระเบียบป้องกันไม่ให้มีการก้าวก่ายจากภายนอกมากนัก โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง กองทัพ ชักจะเข้าระบบวางทายาทกันไว้เป็นลำดับเลยไม่ค่อยยุ่งยาก

ลำพัง ก.ตร.หรือ กตช.คงจะทานอำนาจการแทรกแซงจากภายนอกคงลำบาก นอกเสียจากว่า สำนักงานตำรวจจะพร้อมใจกันต่อต้าน เรื่องการวิ่งเต้นเด็กเส้นเด็กฝากเป็นเรื่องธรรมดาในแวดวงสีกากี เป็นธรรมดาสำหรับสังคมอุปถัมภ์

แต่ต้องไม่น่าเกลียดจนเกินไป

ไม่ อย่างนั้น มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ อย่างกับเหตุเกิดที่กระทรวงมหาดไทยยุค พ.ศ.นี้ ที่การโยกย้ายข้าราชการฉาวโฉ่ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดีกรม ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปยันระดับนายอำเภอตัวเล็กๆ มีปัญหาให้นินทากันอึกทึกครึกโครม

นักวิ่งกระโดดข้ามค้ำถ่อ ข้ามหัวกันเป็นที่สนุกสนาน

ไม่ ต้องพูดถึงระบบคุณธรรม ไม่เน้นเรื่องความรู้ความสามารถ วัดกันที่ว่าใครท่องคาถา "ได้ครับพี่ ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน" พร้อมสนองใบสั่ง

แต่งตั้งกันง่ายๆเลย

โดย ปรากฏการณ์ถึงขนาดที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติสั่งให้กระทรวงมหาดไทย ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายอำเภอ 41 คน รวมถึงปัญหาการแต่งตั้งนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนล่าสุด ตามคิวที่สมาชิกวุฒิสภา อดีตปลัดกระทรวง เครือข่ายข้าราชการเก่ามหาดไทย ออกมาปลุกกระแสต่อต้าน

พูดกันถึงขนาดจะทำให้ระบบข้าราชการพัง

มี การเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงมาดูแลปัญหาการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย ด้วยตัวเอง แต่ก็อย่างที่เห็นลีลาของ "นักลอยตัวมืออาชีพ" ในจังหวะขึงขังกันพอเป็นพิธี นายกฯอภิสิทธิ์พูดลอยๆออกอากาศผ่านสื่อไปถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ให้ดูแลดีๆ โดยยึดหลักคุณธรรม

พูดให้ดูหรูๆเข้าไว้

สุดท้ายคิวโยกย้ายบิ๊กข้าราชการมหาดไทยก็ผ่าน ครม. โดยไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่แอะเดียว

จะหืออะไรได้ ในเมื่อนายกฯก็ต้องพึ่งผู้อุปถัมภ์เหมือนกัน.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 04/09/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 04/09/53

นายทหารราบ 7 เผยความขัดแย้งเหลือง-แดงแม่ฮ่องสอนยุติแล้ว หลังทำกิจกรรมปรองดอง

ที่มา ประชาไท

พ.ต.ประสิทธิ์ แก้วกำเนิด” ชี้สาเหตุขัดแย้งการเมืองเหลือง-แดง ในแม่ฮ่องสอนเพราะรับค่านิยมจากนักท่องเที่ยว แต่ตอนนี้ขัดแย้งยุติแล้วโดยยึดแนวทางพระเจ้าอยู่หัวฯ และมีการจัดกิจกรรมสร้างความปรองดองปกป้องสถาบันโดยกรมทหารราบที่ 7 เชิญคนสองกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันทั้งปลูกป่า พัฒนาวัด ร้องเพลงชาติ-สดุดีมหาราชา-สรรเสริญพระบารมี เล็งขยายผลไปจังหวัดอื่นเพื่อความปรองดองทุกพื้นที่


ที่หอประชุม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อ 3 มิ.ย. ในภาพ พ.ต.ประสิทธิ์ แก้ว กำเนิด นายทหารกิจการพลเรือน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ร่วมเป็นสักขีพยานการจับมือประกาศยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคน เสื้อแดงและกลุ่มคนเสื้อเหลืองใน อ.ปาย (แฟ้มภาพของ: อสมท.)

วันนี้ (3 ก.ย.) เว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี รายงานโดยอ้างอิงคำสัมภาษณ์ พ.ต.ประสิทธิ์ แก้วกำเนิด นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 ที่กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแล้ว แม้ประชาชนจะได้รับความคิดหรือค่านิยมทางการเมืองจากนักท่องเที่ยวที่เดิน ทางมาในพื้นที่ก็ตาม เนื่องจากประชาชนแม่ฮ่องสอนมีพื้นฐานการอยู่ร่วมกันแบบแตกต่างแต่ไม่แตกแยก อยู่แล้ว ประกอบกับการจัดกิจกรรมนำร่องสร้างความปรองดองและปกป้องสถาบัน โดยทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7

สำหรับ กิจกรรมที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 จัดขึ้น คือการเชิญชวนคนทั้งสองกลุ่ม มาทำกิจกรรมร่วมกัน อาทิ การพัฒนาวัดในชุมชน การร้องเพลงชาติ เพลงสดุดีมหาราชาและเพลงสรรเสริญพระบารมี การปลูกป่า รวมถึงการเสวนาเพื่อหาแนวทางแก้ไขความตกต่ำทางเศรษฐกิจแม่ฮ่องสอนจาก สถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งหลังการจัดกิจกรรมได้ทำให้ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อเหลืองและ เสื้อแดงยุติลง และอยู่ร่วมกันได้โดยยึดแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พัน ตรีประสิทธิ์ กล่าวว่า จากความสำเร็จของแนวทางปรองดองในจังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 ได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในทุกพื้นที่

บทกวีถึง “มหาตุลาการ”

ที่มา ประชาไท

" ตุลาการ คือลูกจ้าง ประชาชน

ใช่ยกตน เป็นเจ้านาย หมายกดขี่

ต้องรักษา เท่าชีวิต สิทธิเสรี

ใช่ย่ำยี เหยียดหยาม ความเป็นคน

ตุลาการ ต้องยกมือ ไหว้ชาวบ้าน

...ใช่ดักดาน เป็นเทวดา ห่า-เหว-หน

สวมครุย กรุยกราย ออกร่ายมนต์

แบ่งชน แบ่งชั้น บัญชาชี้

ตุลาการ ต้องคิด อย่างอิสระ

คือภาระ ที่หนักหนา คือหน้าที่

หากรับใช้ ใบสั่ง ดังกาลี

ตุลาการ แบบนี้ อย่ามีเลย ! "

หมายเหตุ

ผู้ เขียนเป็นทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งลงพื้นที่รับฟังและว่าความให้กับผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมเนื่องจากเข้า ร่วมการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงเป็นทนายความให้กับนายสุวิชา ท่าค้อ ให้คดีละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

สื่อหลักบาง สำนักเรียกเขาว่า "ทนายความวันอาทิตย์สีแดง" เนื่องจากเขาเป็นทนายให้กับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งถูกเรียกตัวตามหมายของ ศอฉ.

ใบตองชวนหัว: มองโลกแง่ดีเข้าไว้

ที่มา ประชาไท

“เราชนะแล้วแม่ (ยก) จ๋า” ยะตาใส
การเมืองใหม่ได้คะแนนร่วมแสนกว่า
ไม่ใช้เงินแต่ป้ายบานตระการตา
บางเขตมาไม่คาดหวังตั้งเกือบพัน!

“เราชนะแล้ว” พระวิหารต้านเขมร
ป๊อดฮุนเซนถีบทักษิณเพราะเสียขวัญ
เผ่นไปหาแมนเดลา...อย่าเชื่อมัน
มือเนลสัน “สีตก” ตลกมั้ย
อีกไม่นานฮุนเซนคงจิ้มก้อง
ต้นไม้เงินต้นไม้ทองมากราบไหว้
แมนเดลาต้องขอโทษประเทศไทย
แล้วจะยกโทษให้ได้ทัณฑ์บน

รัฐมนตรีญี่ปุ่นจุ้นไม่ออก
ยืนกิ๊กก๊อกจุดธูปข้างถนน
เที่ยววุ่นวายนักข่าวตายแค่หนึ่งคน
ใครจะสนเขา “ปรองดอง” กันจบแล้ว
รัฐบาลทั่นเชี่ยวชาญปราบการร้าย
“วิคเตอร์ บูท” เรื่องง่ายง่ายหัวใสแจ๋ว
อินทรีฮั่มหมีขาวฮึ่มครึมสองแนว
“วอลเปเปอร์” จับโยง “แม้ว” หน้าตาเฉย
ลดเหลื่อมล้ำทำเพื่อคนแร้นแค้น
ถูกสั่งปรับสองแสนเศร้าเหลือเอ่ย
รมต.ซับน้ำตาไม่ละเลย
เพิ่งเปิดเผย “สิบห้าล้าน” งานแต่งเมีย
เหรียญกล้าหาญต้องยกให้กรี๊ดด... “ไก่อู”
เห็นไทยรัฐเท่าหมูขู่ได้เสีย
ขอให้แน่ซักรายหมายช่วยเชียร์
อย่าเกี้ยเซี้ยทำเก่งแค่ “ประชาไท”
ร่วมยินดี “สมคิด” ไม่ผิดคาด
อธิการธรรมศาสตร์สู่ยุคใหม่
“เรารักธรรมศาสตร์สุดจิตใจ
เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักรัฐประหาร
นับแต่นี้บ้านเมืองจะเรืองรุ่ง
ตั้งเข็มมุ่ง “ปฏิลูบ” ช่วยชาวบ้าน
“สิ่งชำรุด” ก็ยังขุดมาช่วยงาน
...น่าสงสารต้องดิ้นรนบ่นแก้ตัว
ใบตองชวนหัว
3 ก.ย.53
.................................

การ์ตูน:ขบวนการมดสีแดง ตอน 1 ควบตอน 2

ที่มา Thai E-News



โดย Atk รักคนเท่ากัน
ที่มา เฟซบุ๊ค

สื่อสารเรื่องราว เมื่อเหล่าจอมมาร โอโล่(OlO)ครองเมือง

ถึงเวลาแล้ว ที่พี่น้องทั้งหลาย จะออกมาปกป้องเพื่อนพ้อง และประกาศสิทธิความเป็นมดสีแดงงงงงง





















สหพันธ์นิสิตนักศึกษาชุดใหม่ลั่นเชิดชูการต่อสู้คนเสื้อแดง ประณามมาร์ค/ไม่สังฆกรรมอานันท์-ประเวศ

ที่มา Thai E-News


พวก เรายืนยันว่าพลังนักศึกษาไม่ได้หายไปไหน ความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้น นักศึกษาสัมผัสได้ เราเจ็บแค้น และเศร้าโศกเสียใจเช่นกัน..พวกเรายืนยันแนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดง เราจะเชิดชูการต่อสู้ของประชาชนผู้ถูกกดขี่เจตน์จำนงของประชาชนจะต้องได้รับ การตอบสนอง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2553

สหพันธ์ นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ชุดใหม่ที่เข้าบริหารงานชุดปี 2553 ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัว ณ อนุสาวรีย์ 6 ตุลาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และได้ออกแถลงการณ์สมัชชาใหญ่ โดยมีเนื้อหาประณามรัฐบาล คัดค้านไม่ให้ความร่วมมือกรรมการปฏิรูปชุดอานันท์-ประเวศ และสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จนกว่าเจตน์จำนงของประชาชนผู้ถูกกดขี่จะได้รับการตอบสนอง ดังมีเนื้อหารายละเอียดดังต่อไปนี้ ( ชมคลิปข่าวคลิ้กที่นี่ )




เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่รัฐบาลได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมเรียกร้องข้อเสนอที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนคนเสื้อแดง

เป็น เวลากว่าสามเดือนแล้วที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกประหัตประหารด้วยกำลังจากน้ำ มือของทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มาจากภาษีของพวกเขาเอง

ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรม

ยัง คงไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ แม้แต่รัฐบาล ในฐานะที่ควรจะต้องรับผิดชอบมากที่สุด เมื่อมีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากใจกลางกรุงเทพมหานครก็ตาม

รัฐบาล ไม่เพียงนิ่งเฉย หากแต่กลับป้ายความผิดให้กับผู้เสียชีวิตอย่างหน้าด้านๆ ให้พวกเขากลายเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้สร้างความเดือดร้อน และ เป็นผู้ทำร้ายประเทศไทย ทั้งๆที่เศรษฐกิจที่ล้มเหลว การเมืองที่เป็นเผด็จการ การทุจริตฉ้อฉลในทุกวงการ ที่เป็นตัวการทำร้ายประเทศไทยอย่างแท้จริงและหนักหน่วงที่สุด ล้วนแต่เป็นฝีมือของรัฐบาลทั้งสิ้น

อีกทั้งในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา เลือดที่ผ่านมา หลักฐานมากมายระบุชัดว่า กองกำลังฝ่ายรัฐบาลคือผู้ยิงฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์มากกว่า 90 ชีวิต

ไม่ เพียงเท่านั้นรัฐบาลยังคงใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนข่าวสาร สร้างวาทกรรม ตีฝีปากเพื่อเอาภาพลักษณ์บดบังปัญหา ไม่ได้มีความจริงใจที่จะแก้ไขความขัดแย้งใดๆ หยิบยกเอาตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจปลอมๆที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของ ชีวิตประชาชนตามท้องนาและท้องตลาดที่ลำบากยากแค้นแสนเข็ญ มากลบเกลื่อนปัญหาที่ต้องรับผิดชอบ

ก็เหมือนใช้ใบบัวมาปิดซากศพของ ประชาชนเอาไว้ ตอนนี้ครอบครัวญาติพี่น้องของผู้สูญหายและเสียชีวิตยังคงร่ำไห้ได้แต่เก็บ ความเคียดแค้นไว้ในใจรอวันชำระ

และเป็นเวลาสามเดือนกว่า อีกเช่นกันที่ประชาธิปไตยในประเทศไทยดิ่งลงถึงจุดที่ต่ำที่สุดในนประวัติ ศาสตร์ แน่นอนว่าตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ที่มีจำนวนสูงเกินกว่าในการปราบปรามประชาชนของรัฐบาลเผด็จการในอดีตเสียอีก

การเห็นต่างมีอานุภาพร้ายแรงจนสามารถสั่งเป็นสั่งตายคนได้ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องจดจำไว้ว่าเรามีรัฐบาลเผด็จการทรราชย์ครอง เมือง ที่ใช้อำนาจผ่านกฎหมายพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อทำ ร้ายประชาชนอย่างชอบธรรม

นั่นคือรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ได้มองประชาชนผู้เรียกร้องการยุบสภา เป็นเพียงศัตรูที่จะต้องปราบปราม
แม้ จะดูเหมือนว่ารัฐบาลได้พยายามแสดงความตั้งใจที่จะคลี่คลายปัญหา และเร่งสร้างภาวะปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นโดยตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ

แต่สิ่งที่เรามองเห็นคือการโกหกปลิ้นปล้อน และการผลาญงบประมาณโดยใช่เหตุ เราจะปฏิรูปประเทศได้อย่างไร ในเมื่อญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และเสียงของพวกเขายังถูกทำให้แผ่วหายไปในสายลม

ด้วยเหตุผลดังกล่าว นี้ พวกเรา ในนามของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ จึงขอประกาศจุดยืนต่อจากนี้ที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่อเผด็จการ และขอประณามการกระทำของรัฐบาลทรราชย์จอมสร้างภาพ ดังนี้:

1. พวกเราจะไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับคณะกรรมการปฎิรูปฯ คนที่เป็นคู่กรณีย่อมไม่อาจเป็นตัวกลางผู้ไกล่เกลี่ยได้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าคณะกรรมการปฏิรูปฯ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยรัฐบาล ผ่านการทาบทามนายประเวศ วะสี และนายอานันท์ ปันยารชุน นั้น เป็นเพียงคณะเล่นละครปาหี่ตบตาประชาชนเท่านั้น

และถึงที่ สุดคณะกรรมการที่ว่านี้ ก็ไม่ได้ประกอบขึ้นมาจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง การปรองดองบนกองเลือดของผู้เสียชีวิตจะทำไม่ได้ การปรองดองบนความเกลียดชังย่อมไม่นำไปสู่สันติภาพ การที่รัฐบาลเข่นฆ่าประชาชนกลุ่มหนึ่ง แล้วยัดเยียดพวกเขาให้เป็นฝ่ายผิด จากนั้นก็มัดมือชกขอให้ลืมเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ลืมความแค้น แล้วมาเริ่มต้นความสุขกันใหม่ ผู้ที่มีสามัญสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี ย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้

2. พวกเราขอประณามการใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล แม้ปากจะบอกให้ปรองดอง แต่รัฐก็ยังกุมอำนาจทุกอย่างไว้ในมือ กระทำการสองมาตรฐานได้อย่างหน้าไม่อาย

ใช้กฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเสรีภาพของประชาชนอย่างไม่สะทกสะท้าน เพื่อสั่งปิดสื่อของฝ่ายตรงข้าม และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการตีความและจับกุมคนที่เห็นต่างได้อย่าง เต็มที่ ทั้งกรณีของนักเรียนนักศึกษาจังหวัดเชียงรายที่ถูกจับเพราะมาชูป้าย “เราเห็นคนตายที่ราชประสงค์” กรณี บ.ก.ลายจุด ที่ถูกจับเนื่องจากมาผูกผ้าแดงที่แยกราชประสงค์ หรือคุณนที สรวารี ที่ถูกจับเพียงเพราะตะโกนคำว่า “ผมเห็นคนตายที่นี่”

ไม่ใช่แต่เพียง เท่านี้ ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ถูกจับกุมด้วยเหตุผลอันไม่เป็นธรรม หากแต่ในขณะช่วงเวลาเดียวกันกับกรณีข้างต้น ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรมาปักหลักชุมนุมหน้าสำนักงานยูเนสโก (UNESCO) หรือพยายามจะบุกทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งก็ตาม รัฐบาลนี้กลับบอกว่าไม่ถือเป็นการสร้างความเดือดร้อน แม้จะอยู่ใต้การบังคับใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์เอง ก็ยังไปร่วมขึ้นเวทีทวงคืนเขาพระวิหารของกลุ่มพันธมิตรอีกด้วย

3. พวกเรายืนยันแนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรายังคงขอยึดแนวทางประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างไม่มี เงื่อนไขใดๆเป็นที่ตั้ง เราจะเชิดชูการต่อสู้ของประชาชนผู้ถูกกดขี่เจตน์จำนงของประชาชนจะต้องได้รับ การตอบสนอง

เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศ ไม่ใช่แค่ฟันเฟืองตัวเล็กตัวน้อยที่ตรากตรำทำงานหนักแล้วยังต้องจ่ายภาษีไป ให้กลุ่มอำมาตย์ และรัฐบาลสันดานโจรสูบกินเสวยสุขกันอย่างไร้ประโยชน์ เราจะขอต่อสู้เคียงข้างเจ้าของประเทศตัวจริง นั่นคือ ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ จนกว่าความเท่าเทียมเสมอภาคจะมาถึง

4. พวกเรายืนยันว่าพลังนักศึกษาไม่ได้หายไปไหน ความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้น นักศึกษาสัมผัสได้ เราเจ็บแค้น และเศร้าโศกเสียใจเช่นกัน แม้ว่าครั้งนี้พวกเราจะรู้ตัวช้า และปล่อยให้พ่อแม่พี่น้องต้องออกแรงก่อน แต่เมื่อพวกเราตื่นขึ้นแล้ว

เรา จะไม่หลับอีกต่อไป เราขอร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อแม่พี่น้อง เป็นกำลังใจ เป็นแนวร่วม เป็นความหวัง และเป็นเพื่อนร่วมรบกับปีศาจเผด็จการที่ชั่วร้ายในสมรภูมิแห่งนี้ที่ชื่อว่า ประเทศไทยต่อไปจนได้รับชัยชนะ

และท้ายที่สุดแม้ว่าพวกเราจะไม่ใช่ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาทั้งประเทศ แต่พวกเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นตัวแทนของความถูกต้อง

พวก เราเชื่อว่า หัวใจอันยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ของประชาชนผู้รักความเป็นธรรม จิตวิญญาณแห่งเสรีชนที่รักความก้าวหน้า และไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจบาตรใหญ่ใดๆ พวกเขาคือประชาชนผู้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และพวกเขาคือคนที่จะหลอมรวมกันเป็นพลังเพื่อจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ บังเกิดประโยชน์สุขต่อประชาชนอย่างแท้จริง

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่ง ประเทศไทย (สนนท.) ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยไปสู่สังคมที่ยึด มั่นในหลักการแห่งเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพในท้ายที่สุด

จงร่วมกันเร่งสภาวะประชาธิปไตยเสรีสมบูรณ์!

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

สหพันธ์ นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยชุดใหม่แจ้งด้วยว่า เตรียมเดินสายภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสานสัมพันธ์และชี้แจงยุทธศาสตร์ของสนนท.

4ปี19กันยากับมวยคู่เอกรีแม็ทช์เทือกVSไทยรัฐ

ที่มา Thai E-News


อ่านข่าวเกี่ยวเนื่องท้ายบทสัมภาษณ์นี้และรายงานข่าว:ไก่อูขู่ปิดไทยรัฐโทษฐานเสนอข่าวคนมีสีตั้งหน่วยล่าสังหารเสื้อแดง เทือก20ปีแก้แค้นไม่สาย


ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

จาก 19 กันยายน 2549 ถึง19 กันยายน 2553 รวมระยะเวลาเกือบ 4 ปี ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่รอนแรมอยู่ในต่างประเทศอันเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติ เรามาฟังคำต่อคำของอดีตนายกรัฐมนตรี ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันดีกว่า...

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับไทยรัฐออนไลน์ ตอบคำถามถึงพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทย หลังการปฏิวัติ 19 กันยายนที่ผ่านมาเกือบ4 ปีว่า

การเมืองไทย ยังคงวนเวียนอยู่กับระบบเผด็จการที่ฝังรากลึก จนยากเกินหยั่งถึงโดยตนเองเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่า เมื่อเผด็จการมายุ่งเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตย แล้วโอกาสที่จะถอนตัวออกไปเป็นไปได้ยาก

เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่อง แปลกอะไรที่ 4 ปี มาแล้วระบบเผด็จการ จึงยังคงอยู่คู่กับระบบประชาธิปไตยไทย ซ้ำร้ายนักการเมืองไทยบางจำพวก ยังดูถูกประชาชนด้วยการขายตัวให้กับเผด็จการ เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด และอยู่ในอำนาจต่อไป รวมทั้งยังมีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร จนแทบจะกลายวัฒนธรรมของสังคมไทยในปัจจุบันไปแล้ว และที่มักจะดูถูกประชาชนว่าซื้อได้นั้น ในปัจจุบันก็เห็นกันแล้วว่านักการเมืองบางคนซื้อได้ง่ายเสียยิ่งกว่าอีก

ส่วนจะมีโอกาสที่ประเทศไทย จะสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ จากสภาวการณ์ในปัจจุบัน

ผม คิดว่ามีโอกาสแน่ แต่คงต้องใช้เวลานิดนึงในช่วงนี้ เพราะเนื่องจากว่า มีนักการเมืองได้ขายวิญญาณประชาธิปไตยไปให้กับเผด็จการและหวังจะที่ให้เผด็จ การช่วยให้ตนเองสามารถมีอำนาจได้ต่อไปนาน ๆ ซึ่งอันนี้น่ากลัว

อย่าง ไรก็ดีสิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความร่วมมือกันสองฝ่ายคือประชาชน ต้องใช้พลังของตัวเองในการลงคะแนนเลือกตั้งให้เลือกประชาธิปไตยจริง และนักการเมืองจะต้องเลิกขายจิตวิญญาณของตัวเองและให้อยู่กับประชาชนอย่าง แท้จริง

การเลือกตั้งหากเกิดขึ้นในปัจจุบัน จะใช่คำตอบของประชาธิปไตยไทยหลัง 19 ก.ย.หรือไม่

ผม คิดว่า แม้จะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่มันก็เป็นการให้โอกาสประชาชนในการชี้ชะตาอนาคตของเค้า เท่าที่เค้าพึงจะสามารถกระทำได้ เพราะกติกาที่รองรับในปัจจุบันมันไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย เพราะกติกา มันต้องแก้ไข

แต่ทีนี้ต้องให้ประชาชนเริ่มต้นด้วยการเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองที่เน้นเรื่องของประชาธิปไตยมาแก้ไขกติกาใหม่ เพื่อในอนาคตระบบประชาธิปไตยไทยจะได้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น

เพราะ วันนี้เปรียบไปก็เหมือนลิงไต่เสาน้ำมัน ตามความรู้สึกตอนที่เราเรียนคณิตศาสตร์ ไต่ขึ้นไป 3 รูดลงมา 2 มันยังเหลืออีก 1 แต่ในเที่ยวนี้ เราไต่ขึ้นไปถึง 5 ถึง 7 แล้ว แต่มันรูดลงที่ 8 หรือ 9 มันติดลบ

เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นอะไรที่จะต้องช่วยกันทั้งภาคประชาชนและนักการเมือง เพราะ จะไปอาศัยคนอื่นก็คงจะไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนซึ่งแต่เดิมเคยเรียกร้องประชาธิปไตยเคยพูดถึง เรื่องปิดหูปิดตาปิดปาก มาสมัยก่อน แต่วันนี้สื่อมวลชนหลายพวกเป็นสื่อมวลชนที่กระโดดเข้าหาผลประโยชน์มากกว่า อุดมการณ์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย มาวันนี้ได้ทำประชาธิปไตยเพื่อตัวเองมากกว่าเพื่อสังคมไปเยอะ โดยแม้ส่วนใหญ่ยังดีอยู่แต่ที่เสียไปก็เสียไปเยอะมาก

มองว่านักการการเมืองไทยในระบบปัจจุบันพัฒนาขึ้นหรือเลวร้ายลงหลังการปฏิวัติ 19 กันยายนหรือไม่

ผมว่าไม่ดีขึ้น ไม่ดีขึ้นจริง

เพราะ ส่วนหนึ่งได้ขายจิตวิญญาณไปให้ผลประโยชน์และอำนาจและก็มีความอยากเอาตัวรอด มากกว่าที่จะรักอุดมการณ์ ซึ่งเราต้องเรียกร้องว่า นักการเมืองควรจะเห็นแก่อุดมการณ์มากกว่าอำนาจ เพราะปัจจุบันแม้กระทั่งนักการเมืองฝ่ายค้านบางคนก็ยังขายจิตวิญญาณ หวังแต่งบประมาณ หวังอะไรต่ออะไร

จนอันนี้เป็นเรื่องที่บางคนยอมหน้าด้านกับกติกา โดยไม่คำนึงถึงสังคมโดยไม่คำนึงถึงจะต้องกลับไปอายใคร เอาเงินไว้ก่อนอย่างนี้ก็มี

ขณะที่พรรคเพื่อไทย จะสามารถลงสู้ศึกเลือกตั้งที่อาจจะมาถึงในเร็วๆ นี้ ได้หรือไม่

ผม ว่ามันไหวไม่ไหว มันไม่ได้อยู่ที่พรรคเพื่อไทย แต่มันอยู่ที่ประชาชนยังอยากจะสู้ต่อหรือเปล่า หรือยังอยากที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ ยังอยากจะได้พรรคการเมืองที่ทุ่มเทเพื่อประชาชนอยู่หรือเปล่า

มองว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทย จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง จะมีมากน้อยเพียงใด

ผม ว่า หากเป็นในเร็วๆ นี้ ผมไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะกล้ายุบสภาหรือเปล่า เพราะเค้ารู้ดีว่ายุบก็แพ้ โดยตนเองมั่นใจว่าประชาชนยังอยากเห็นรัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชน รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ยังอยากเห็นกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ยังไม่อยากเห็นนักการเมืองที่คอยที่จะไปซุกปีกทหารเพื่อจะให้ตัวเองอยู่หรือ ไปตั้งรัฐบาลผสมในค่ายทหาร เค้าคงไม่อยากเห็นแบบนั้น เรายังอยากให้การเมืองเป็นเรื่องของการเมือง


ขณะที่หากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ยังเป็นห่วงเรื่องการปฏิวัติอยู่หรือไม่

ก็ คง..ในเมื่อกติกาเป็นอย่างนี้ แล้วสังคมก็รู้แล้วว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นการกระทำสองมาตรฐานโดยไม่มี ยางอาย ถ้าจะทำอีกเราก็ต้องถือว่าประชาชนเค้าก็จะยืนยันของเค้าอีก จะทำอีกก็ไม่เป็นไรก็ให้ประชาชนยืนยันออกมาเรื่อย ๆ

ผลสุดท้ายระบบ ความยุติธรรม ระบบขององค์กรอิสระก็จะเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนเอง หากขืนยังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะสำคัญระบบทุกอย่างต้องรองรับเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ระบบเพื่อใบสั่ง

ส่วนหากพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะ จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่

ผม.. ผมไม่ได้สนใจเรื่องเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ ตราบใดที่ประเทศไทยมีความยุติธรรม ตราบใดประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ผมคิดว่าก็เป็นประเทศที่น่าอยู่ และผมเองก็เป็นคนที่รักชาติรักบ้านเมืองก็อยากกลับไปอยู่

แต่เมื่อ กลับไปแล้วก็ไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องเป็นอะไรอีก อย่างไรก็ดีต้องยอมรับก่อนว่า วันนี้ผมเองเป็นหนี้บุญคุณประชาชนเยอะ ผมต้องคิดว่าจะทำอะไรจึงจะรับใช้เค้าได้ เพราะว่าเค้ามีน้ำใจต่อผม มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องถือว่าผมเป็นหนี้บุญคุณเค้าเยอะ ก็แล้วแต่ว่า... มันคงให้เป็นเรื่องของประชาชนฝ่ายสนับสนุนที่จะทำให้ผมได้รับใช้ประชาชนหรือ ไม่ อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่นอกเหนือจากอำนาจของประชาชน อันนี้ผมก็สุดแล้วแต่ คือ... ถามว่าผมอยากเป็นอะไรไหม เวลานี้ผมก็มีความสุขดี ไม่อยากเป็นอะไร ถ้าหากว่า เป็นสิ่งที่ผมต้องตอบแทนบุญคุณประชาชน หรือว่าได้รับอนุญาตให้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยหรือประชาชนผมก็ทำ ได้ แต่หากไม่จำเป็นก็ขออนุญาตอยู่อย่างนี้ดีกว่า

ส่วนจะมีข้อเสนอแนะอย่างไรเพื่อนำมาปรับปรุงให้กติกาของระบบประชาธิปไตย กลับมาสู่ความถูกต้อง

คือ วันนี้ ต้องสร้างความปรองดองแห่งชาตินั่นแหล่ะคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และที่สำคัญวันนี้คนไทยต้องหันหน้าเข้าหากันและเลิกชี้นิ้วใส่กันและมองไป ข้างหน้าด้วยกันดีกว่า

เพราะถ้าหากเรายังชี้นิ้วใส่กันมันไม่จบหรอก และไม่มีใครยอมใคร มันต้องหันหน้าเข้าหากัน กอดคอกันไปข้างหน้าเพื่ออนาคตของประเทศไทยและลูกหลานเราดีกว่า แล้วก็ ...

มา ตกลงกันว่ากติกาอะไรที่มันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพราะว่าคนที่อยู่ในวงการการเมือง ไม่มีใครอยู่จีรังยั่งยืนหรอก ไม่กี่วันก็ต้องล่วงลับลากันไป เปลี่ยนลูกเปลี่ยนหลานกันไปแต่กติกาที่มันจะต้องอยู่

ถามว่า ทำไมฟุตบอลอังกฤษมันถึงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะกติกามันไม่เปลี่ยนเค้ารักษากติกาที่เป็นกลาง กรรมการก็เป็นกลางเวลาแข่งคนดูก็ไม่ต้องตีกัน หากกรรมการไม่เป็นกลาง ก็เท่ากับยั่วยุให้คนดูมาตีกัน

ส่วนคณะกรรมการสมานฉันท์ที่รัฐบาลตั้งขึ้น จะนำไปสู่สิ่งที่พูดถึงข้างต้นได้หรือไม่

ผมว่าทุกอย่างมีความเป็นไปได้ อยู่ที่ว่าคนที่วันนี้อยากเห็นอย่างไร ถ้ายังมองว่าผมไม่จงรักภักดีอยู่มันก็เห็นไม่ได้ มันยาก แต่ถ้ามองว่าที่ผ่านมาผมทำงาน ผมไม่มีอะไรที่แสดงว่าไม่จงรักภักดีเลย มีแต่ใส่ความข้างเดียวและเสียเวลากับการกล่าวหาผมว่าไม่จงรักภักดี จนบ้านเมืองเละเทะหมดเนี่ย ถามว่ามันคุ้มไหม จับหนูตัวเดียวเผาบ้านทั้งหลังเนี่ย เวลานี้ หนูไม่อยู่ในบ้านแล้วยังไม่เลิกเผาบ้าน

หากมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดการเจรจากับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลคิดว่าจะเจรจากับผู้ใดจึงจะสามารถคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้

อึ ม...ผมพูดกับคนได้ทุกคนยกเว้น เสือ สิงห์ กระทิง แรด เพราะผมพูดภาษาเสือ สิงห์ กระทิง แรด ไม่เป็น พูดแต่ภาษามนุษย์ธรรมดา และผมเองก็ไม่ได้ต้องการอะไรเลย นอกจากเห็นบ้านเมืองมีสันติสุข และความปรองดอง

หากเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้เปิดเจรจาเอง จะมีความเป็นไปได้หรือไม่

ก็ เรียนไง ผมคุยได้กับทุกคน ถ้าทุกคนคิดว่าผมเป็นคนไทย และเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน เคยทำงานให้บ้านเมืองมา ก็ต้องย่อมมีความรักชาติ รักประชาชน และสถาบัน ซึ่งหากคิดมองผมในมุมนี้ คุยกับผมได้ทุกคน

มุมมองที่มีต่อบทบาทของทหารหลังเหตุการณ์ 19 กันยายนต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน

(เซ็นเซอร์)

ทหารต้องเป็นทหารอาชีพ

มองว่าปัญหาการเมืองจะทำให้ประเทศชาติต้องสะดุดการพัฒนาไปอีกนานเพียงใด

ผม ว่าวันนี้ เราต้องเลิกคิด ... วันนี้ หลายคนไม่ได้มองรอบตัวเอง เพราะมองแต่ตัวเองมากไป คืออย่าไปคิดว่าประเทศไทยเราจะอยู่คนเดียว วันนี้เราเชื่อมโยงกับโลกไปมาก หลายประเทศเค้าก็หวังจะติดต่อกับประเทศไทย เราต้องเลิกระแวงซึ่งกันและกันได้แล้ว เราต้องหันกลับไปดูกติกาที่มันเป็นธรรม กรรมการต้องถูกควบคุมด้วยระบบไม่ใช่ถูกสั่งด้วยคน

เปิดใจ เบื้องหลังการถูกปฏิวัติ 19 ก.ย.:ในช่วงก่อนหน้าวันที่ 19 ก.ย. เคยทราบว่าก่อนหรือไม่ว่าทหารจะมีการปฏิวัติ ในช่วงเวลาดังกล่าว

ผม....ก็ ทราบว่ามีความไม่พอใจ มีความพยายาม แต่ไม่ทราบละเอียดก่อนหน้านั้น เพราะว่าหน่วยข่าวกรองของผมมันแย่ ทำงานด้านการข่าวแย่มาก อีกทั้งผมอยู่เมืองนอกนานไปหน่อย เพราะหากผมอยู่ที่เมืองไทย ในช่วงนั้น ก็คงไม่มีการปฏิวัติ แต่ผมมั่นใจว่าการลอบฆ่า ผมก็ยังจะคงเกิดขึ้นต่อไป

ส่วน หากย้อนเวลาได้ จะแต่งตั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. เป็น ผบ.ทบ หรือ แต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นแม่ทัพภาค 1 หรือไม่

คือประเทศไทยนะครับ ผมเคยพูดตลอดเวลาว่า (เซ็นเซอร์)

ขณะที่ผิดหวังกับบทบาทของทั้งคู่หรือไม่ ภายหลังร่วมกันปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย.

ผม .... มัน ...ผมเฉย ๆ ครับ เพราะว่ามนุษย์ เนี่ย ยากแท้หยั่งถึง เพราะแม้กระทั่งคนในพรรคของผมเอง บางคน ไม่มีอะไรเลย ผมให้โอกาสเค้าจนเติบโตขึ้นมา เค้ายังหักผมได้เลย บางทีคนเราบางทีก็มีสิทธิหลงได้ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

ด้าน รู้สึกผิดหวังกับบุคคลใดที่เคยทำงานอยู่ร่วมกัน แต่สุดท้ายแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามมากที่สุด หลัง 19 ก.ย. โดยเฉพาะในรายกรณีของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ในอดีตถือเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดมากคนหนึ่ง

ผม.. เฉย ๆ ครับ ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร ก็มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องของ ...แต่ละบุคคลทุกคนมีสิทธิเลือกครับ ทุกคนสามารถเลือกชีวิตของตัวเองได้ ไม่มีปัญหา

ผมเองก็คงไม่สามารถ รับผิดชอบชีวิตใครได้ ใครอยากจะอยู่ก็อยู่ ใครอยากจะไปก็ไป แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่าวันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เรากำลังอาสาประชาชนมาทำงาน เราก็คิดว่าเราต้องให้ประชาชนทำให้บ้านเมือง แต่ว่าจะทำแบบไหน แล้วก็ทุกคนก็ต้องมีวัฒนธรรม อริยธรรม จริยธรรม ที่จะต้องคำนึงว่า จะทำอะไรแล้วจะเกิดความละอายหรือไม่ละอาย หิริโอตัปปะ ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

จะร่วมงานกับ นายเนวิน ชิดชอบ อีกครั้งได้หรือไม่

ผม.... ไม่พูด ครับ เพราะผมไม่ได้เป็นนักการเมืองแล้ว ตอนนี้ เพราะผมเป็นคนตกงาน กำลังหางานให้ตัวเองทำอยู่

เคยวิตกกังวลกับบุคคลฝ่ายตรงข้าม ที่สุดท้ายกลับมาร่วมกันต่อสู้ในนามกลุ่มเสื้อแดงว่าจะเป็นไส้ศึกทางการเมืองหรือไม่

อัน นี้..ก็เป็นเรื่องของแกนนำเสื้อแดง ผมไม่รู้เค้า ผมไม่เคยไปยุ่งกับเค้าในเรื่องรายละเอียดใด ๆ เลย มีอะไรก็จะคุยกันเฉพาะอุดมการณ์ทางการเมืองมากกว่าในรายละเอียดไม่เคยไปยุ่ง ปล่อยเค้า...

สามารถรับฟังเสียงสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้ง 2 ตอนเต็มๆ ได้ที่ โทร *7172113 ค่าบริการนาทีละ 3 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) สำหรับลูกค้าเครือข่ายดีแทค

***************
มวยคู่เอก "ไทยรัฐ" VS "ศอฉ"

ที่มา www.go6tv.com

พลันที่คลิปเสียงสัมภาษณ์พิเศษ "อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร" จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ได้ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กันยายน มีคำถามมากมายจากผู้อ่านข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น?

เพราะ สามปีที่ผ่านมา หลังจากท่านนายกฯทักษิณ ออกนอกประเทศและไม่กลับมาอีกเลยตั้งแต่ช่วงก่อนโอลิมปิค แทบไม่มีสื่อใดได้เคยไปพบหรือเสนอข่าวของท่านอีกเลย ยกเว้น จอม เพชรประดับ ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่เคยขอสัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์ และคุณจอมต้อง "ตกงาน" ทันทีจากช่อง11

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสื่อยักษ์ใหญ่ ที่อยู่ดีๆกล้าลองของกับ "ศอฉ" ?

ไล่ เรียงกันสักนิดพอประติดประต่อ เริ่มต้นเมื่อวันอังคารที่ 31 ส.ค. พันเอกไก่อู สรรเสริญ แก้วกำเนิดได้กล่าวเปรยๆ ถึงเรื่องมีสื่อบางฉบับลงข่าวในทำนองยุยงปลุกปั่น โดยเอ่ยชื่อลอยๆมาสองชื่อย่อคือ ไทย-เรด จะด้วยพูดไม่จบหรือพูดค้างประการใดไม่ทราบจริงๆ

สำนักข่าว INN นำไปแปลความหมายและลงทันทีทางทวิตเตอร์ว่า ศอฉ หมายถึงจะปิด "ไทยเรดนิวส์"
สำนักASTVผู้จัดการออนไลน์ และ โพสต์ทูเดย์ จึงออกข่าวตามว่า เขาจะปิด "ไทยเรดนิวส์"


ไทยเรดนิวส์ ทราบข่าวและตรวจสอบ กลับกลายเป็นว่า ชื่อที่เขาพูดคงหมายถึง ไทยรัฐ และ เรดพาวเวอร์ (ของ คุณสมยศ) จึงได้ชี้แจงไปยังASTVผู้จัดการออนไลน์และโพสต์ทูเดย์ว่า ชื่อ "ไทย-เรด" ไม่น่าจะใช่ เพราะไทยเรดนิวส์ ปิดไปตามคำสั่ง ศอฉ.ตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงปัจจุบันแล้ว

ต้นเหตุที่มีชื่อ "ไทยรัฐ" และ "เรดพาวเวอร์" มาโผล่ว่าสมควรโดนปิด สำหรับ เรดพาวเวอร์แล้วไม่มีข้อกังขาเพราะเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐฯ แต่ "ไทยรัฐ" นี่สิ ทำผิดอะไร?

"ไทยรัฐ" ลงข่าวชิ้นหนึ่งเมื่อวันจันทร์กรอบบ่ายหรืออังคารกรอบเช้าที่ผ่านมาว่า "รัว เอ็ม16 ถล่มแดงเชียงใหม่ปางตาย" โดยกล่าว อ้างว่าหมายถึงกลุ่มทหารสีเขียว เปิดยุทธการไล่ล่าเสื้อแดงตามต่างจังหวัดไม่ให้โงหัวขึ้น ทันทีที่ข่าวนี้แพร่บนแผง เลยน่าจะกลายเป็นที่มาข่าวจะปิดนสพ.ไทยรัฐ พอสื่อฯ ไปถามท่านสุเทพ รองนายกฯ กลับลำบอกแค่ จะตรวจสอบว่าข่าวไม่รุนแรงหรือบิดเบือน แต่อีกฉบับคงปิดเพราะยั่วยุ

ไทยรัฐ ไม่ทราบว่าไปกินยาดีอ่ะไร เริ่มตั้งป้อมถล่ม "ศอฉ." โดยเริ่มแฉว่า มีกลุ่มไล่ล่าจริง

ตาม ด้วยการลงข่าว ญาติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตได้ประชุมหารือต่อสู้ฟ้องร้องจากเหตุการณ์ พฤษภาอำมหิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไทยรัฐ "จงใจ" ใช้คำว่า "เหตุการณ์ พฤษภาอำมหิต" ทั้งที่แต่ก่อนจะเลี่ยงใช้คำว่า "เหตุการณ์ไม่สงบ"

ตามมาด้วยวันนี้ เปิดเทปคำสัมภาษณ์ ทักษิณ ชินวัตร ชนิด"ด่ากระจาย" ออกมาตบหน้า ศอฉ. ฉาดใหญ่ ตามประสา สื่อฯไม่กลัวน้ำร้อน

เราเห็นว่านี่แค่ศึกยกแรกเท่านั้น...

สมยศเปิดเผยเอกสารลับในRed Power

ที่มา Voice TV



บก.เรดพาวเวอร์ เผยเป็นเพราะเรดพาวเวอร์นำเสนอความจริง และกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐรวมทั้งมีเอกสารลับแฉจึงถูก ศอฉ.สั่งปิด

Friday, September 3, 2010

เอกสารลับถึงประธานศาลฎีกา ผู้ร้องคดีสินบนผู้พิพากษาผวาตาย เล่าเบื้องหลังละเอียดยิบถูกข่มขู่หนัก

ที่มา มติชน


หนังสือ ร้องเรียนที่ผู้ร้องเรียนส่งถึงประธานศาลฎีกาและอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 1 มิใช่ร้องเรียนพฤติกรรมการเรียกรับสินบนของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายหนึ่ง คนใกล้ชิด และบริวารเท่านั้น หากยังระบุว่าถูกข่มขู่คุกคามจากผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายนี้และผู้หญิงคน ใกล้ชิดอีกด้วย

"มติชนออนไลน์"เรียบเรียงมานำเสนอดังนี้

หนังสือร้องเรียนดังกล่าวระบุว่า หลังจากผู้ร้อง และ นาย พ. สามีของนางสาว น. ได้ติดตามพฤติกรรมของ นางสาว น. จนทราบว่า ภรรยาเป็นชู้กับผู้พิพากษาจริง ซึ่งนางสาว น.ภรรยาก็ยอมรับ และยังร่วมกันเรียกและรับสินบน คนทั้งสองได้ร่วมกันข่มขู่ว่าจะเอาชีวิต ผู้ร้อง นาย พ. และ ลูกน้องที่ทราบเรื่อง เป้าหมายเพื่อต้องการที่ให้ นาย พ.ซึ่งเป็นเจ้าของอู่รถยนต์ หย่าขาดจากภรรยา รวมทั้งไม่ให้ผู้ร้องเป็นพยานให้ นาย พ.สามี และไม่กล้าร้องเรียน เอาผิดกับผู้พิพากษาจน เป็นเหตุให้ นาย พ.เจ้าของอู่และลูกน้องต้องหลบหนี ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ต่อมา นางสาว น.ทราบว่าผู้ร้องมีเอกสารการเรียกและรับสินบนในคดีต่างๆ ของนางสาว น.และผู้พิพากษา ทำให้ผู้พิพากษารายนี้และนางสาว น.โกรธแค้นอย่างหนัก ได้แสดงอิทธิพลข่มขู่จะเอาชีวิต นาย พ. และผู้ร้อง และข่มขู่ผ่านแม่ของลูกน้อง จน เป็นเหตุบีบคั้นให้เกิดการตัดสินใจร้องเรียนต่อประธานศาลฎีกา จนทำให้ ผู้พิพากษารายนี้ใช้วิธีข่มขู่บีบคั้นด้วยวิธีต่างๆ เมื่อไม่ได้ผลก็ใช้วิธีประกาศปิดกิจการอู่รถยนต์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของผู้ร้อง และ นาย พ.และนาย ธ.ซึ่ง เป็นหุ้นส่วนกับนาย พ.เพื่อบีบให้นาย พ.ออกมาเจรจา ทำให้นาย พ.และผู้ร้องได้ยื่นฟ้อง นางสาว น. กับพวก รวม 9 คน ซึ่งเป็นคดีแพ่งของศาลจังหวัดตลิ่งชัน พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉิน

และศาลจังหวัดตลิ่งชันได้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลนำหมายคุ้มครองชั่วคราวไปส่ง นางสาว น.หญิงคนสนิทผู้พิพากษา ปรากฎว่านางสาว น. ไม่ยอมให้ผู้ร้อง และนาย ธ.เข้าไปในร้าน และอาละวาด เจ้าหน้าที่ศาลพยายามบอกว่าเป็นคำสั่งศาลแต่ นางสาว น.ไม่ยอมฟัง ผู้ร้องได้โทรศัพท์ไปหาผู้พิพากษารายนี้ แต่ผู้พิพากษารายนี้กลับบอกว่า นางสาว น.ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพราะวันจันทร์ศาลก็จะเพิกถอนคำสั่ง และขอให้ นายพ.รีบมาเจรจากับผู้พิพากษารายนี้และให้ไปถอนคำร้องเรียนโดยเร็ว


หนังสือร้องเรียนระบุด้วยว่า ผู้ร้องเชื่อว่าแม้ผู้พิพากษารายนี้มีอิทธิพลมากเพียงใด แต่กำลังถูกตั้งกรรมการสอบในเรื่องความประพฤติ ไม่น่าจะติดต่อผู้พิพากษาคนใดได้ แต่ปราก ฎว่าวัน จันทร์ที่ 5 เมษายน 2553 นางสาว น. ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อเวลา 14.30 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์พิจารณาเวลา 15.30 น. ผู้ร้องนำคำร้องขอเลื่อนคดีเพื่อใช้สิทธิคัดค้านไปยื่นในห้องพิจารณาเวลา 15.45 น. ศาลบอกว่ามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว หลังจากนั้นจึงลงเวลาในคำร้องดังกล่าวว่า 16.15 น.


หนังสือร้องเรียนระบุว่า ผู้ร้องไม่รู้กฎหมาย ได้แต่ไตร่ตรองและสอบถามทนายความหลายคน ได้รับคำตอบว่ากระบวนการเรื่้องเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวครั้งนี้ผิด ปกติ?

หนังสือร้องเรียนได้ระบุในตอนท้ายว่า

1.ได้ ยื่นคำฟ้องพร้อมคำร้องตั้งแต่เช้า ผู้ พิพากษาเรียกเข้าห้องพิจารณารายละเอียดประมาณเที่ยงวันและไต่สวนพยานตอนบ่าย แล้วนัดคำสั่งวันรุ่งขึ้นเวลา 10.00 น.โดยบอกว่ามีเอกสารจำนวนมากจำเป็นต้องพิจารณาโดยละเอียด แต่การที่ศาลจะสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลได้มีคำสั่งไว้แล้ว น่าจะพิจารณาโดยทั้งเอกสารของผู้ร้องและผู้ถูก

ร้องเช่นกันใช่หรือไม่ และเหตุใดจึงใช้เวลาพิจารณาไม่ถึง 20 นาที

2. การที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายคัดค้านและยังไม่ ให้พยานเบิกความ หรือแสดงพยานหลักฐาน เพื่อจะได้มีความรับผิดในทางอาญา เพียงแต่สอบถามให้จำเลยที่ 1 ยืนยันตามคำร้องเท่านั้น ไม่สอบถามด้วยว่า จำเลยที่ 1 ได้รู้จักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั้น ถูกร้องเรียนเรื่องชู้สาวกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับ

การเรียกรับสินบน เพื่อประกันตัวผู้ต้องหาชาวต่างประเทศ ตามโจทก์ที่ 2 เบิกความจริงหรือไม่ โดยไม่ให้พยานเบิกความ เป็นกระบวนการพิจารณาที่ศาลทั่วไปกระทำโดยปกติ หรือไม่


3. การที่ศาล ไม่เรียกเจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมาย ห้ามชั่วคราวให้จำเลยทั้ง 9 มาสอบถาม ซึ่งจะทำให้ทราบว่า จำเลยทั้งเก้าไม่ย่อมปฎิบัติตามหมายศาลเลย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งเก้าจะเสียหายจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จนศาลต้องรีบมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยด่วน เป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลทั่วไปกระทำโดยปกติ หรือไม่

ถือปืนมารับคณะสันติ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



คณะ เดินเพื่อสันติภาพปัตตานี ซึ่งมีอาจารย์โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล นำเดินด้วยตัวเอง บนระยะทาง 1,100 กิโลเมตร รวมเวลา 53 วัน

ออกจากมหิดล ศาลายา ตั้งแต่ 11 ก.ค. ถึงจุดหมายคือมัสยิดกลางปัตตานีแล้ว เมื่อ 1 ก.ย.

อาจารย์โคทมอธิบายว่า การเดินเป็นการใช้ความเพียร ความอุตสาหะ แสดงความตั้งใจจริง ไม่ใช่เพียงแต่พูดเรียกร้องสันติวิธีอย่างเดียว ขณะเดียวกันการเดินทำให้มีโอกาสพบปะชาวบ้านตลอดเส้นทาง มีโอกาสชักชวนให้ร่วมกันคิดถึงปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

นี่คือความตั้งใจของนักเคลื่อนไหวทางสังคมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ลงมาทำงานด้านสันติวิธีในพื้นที่มายาวนาน

ในความขัดแย้งการเมืองในกรุงเทพฯ คณะนี้ก็ร่วมผลักดันการเจรจา ไปจนถึงการจัดพื้นที่ปลอดภัยขึ้นที่วัดปทุมฯ ซึ่งน่าเสียดายที่ผู้ใช้อาวุธก่อเหตุละเมิดในกลางดึกวันที่ 19 พ.ค.

บัดนี้คณะเดินเพื่อสันติภาพถึงที่หมายแล้ว แต่คงไม่ทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ทันที!

เพียงแต่จะช่วยจุดประกายครั้งใหญ่

ให้คนในพื้นที่ร่วมกันพูดถึงหนทางดับไฟใต้ด้วยสันติอย่างจริงจัง และพูดดังขึ้นเรื่อยๆ

จนรัฐบาลและฝ่ายก่อการร้ายต้องทบทวนตัวเอง!

แต่ผู้เริ่มต้นต้องเป็นรัฐบาล ในฐานะผู้รับผิดชอบการแก้ไขความไม่สงบ

สันติวิธีก็ต้องเริ่มต้นจากรัฐบาล ในการยื่นมือไปขอพูดคุยกับฝ่ายตรงข้าม

ไปจนถึงการปรับการปกครอง ยอมรับความต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา มากขึ้น

ต้องแก้ด้วยการเมือง เพราะการทหารยิ่งทำให้ไฟลุกโชน

เหมือนกับที่รัฐบาลใช้การทหารแก้ม็อบในกทม. จนป่านนี้ยังรุนแรงไม่จบสิ้น!?

ในการเดินนับพันก.ม.ครั้งนี้ ได้ผ่านความเหน็ดเหนื่อยนานัปการ แต่ก็ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับผู้ร่วมขบวน

ที่สร้างความไม่สบายใจคือเมื่อเข้าสู่ปัตตานี แล้วมีข้าราชการมาต้อนรับ ตำรวจ ทหารมากมาย

คงหวังให้อบอุ่น

แต่ขัดกับเป้าหมายของการเดินสันติ!!

นิคม พุทธา นักอนุรักษ์ที่ร่วมในขบวน บอกว่า การเดินครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์สันติภาพ ปราศจากอาวุธ

เมื่อมีทหารพกปืนไปมา ทำให้รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ นำไปสู่การมองเพื่อนมนุษย์อย่างไม่วางใจ

นี่คือประเด็นละเอียดอ่อนที่ทุกฝ่ายต้องเข้าใจให้ถ่องแท้!

รอยร้าวในอุดไม่อยู่ !

ที่มา ไทยรัฐ


ขอเวลาทำเพื่อตัวเองบ้าง

ตามสัญญาณเสียงสดๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ข้ามประเทศกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ยืนยันว่า กำลังทำธุรกิจเหมืองเพชรอยู่ที่แอฟริกาใต้ ไม่ได้หายไปเพราะป่วยหนักใกล้ตาย ตามข่าวลือ

เป็นอันชัดเจนว่า "ทักษิณ" ยังมีตัวตนอยู่

แต่ ที่ต้องจับทางกันให้ดี และน่าจะมีผลต่อความเคลื่อนไหวการเมืองไทย ณ ห้วงนี้ กับประโยคที่อดีตนายกฯทักษิณเปิดใจตอบคำถาม อนาคตจะกลับสู่อำนาจ

"ผมเป็นคนไม่มีอนาคตทางการเมือง ขอเป็นคนของประชาชนต่อไปแค่นั้น"

เรื่อง ของเรื่อง มันเข้ากับกระแส ส.ส.ย้ายหนีพรรคเพื่อไทย ล่าสุดแม้แต่คิวของนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใกล้ชิด เคยบินไปพบนายใหญ่ที่ดูไบหรือที่ฮ่องกงเกือบทุกทริป

ก็พูดชัดๆอยู่ต่อไปไม่ได้ และมีการต่อสายบอกลากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เรียบร้อย

ตาม เหตุที่อ้างกันว่า ทนไม่ได้ที่พรรคเพื่อไทยด่าไล่หลังอดีตพระเอก "กรุง ศรีวิไล" หรือ นายนที สุทินเผือก และนายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ 2 ส.ส.สมุทรปราการ ที่ย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย

เหมือนหมูเหมือนหมา

เอาเป็นว่า แนวโน้มพรรคเพื่อไทยจะสูญเสีย ส.ส.ปากน้ำแบบเหมาเข่ง ยกแผง

ยิ่ง เป็นอะไรที่เข้าเค้ากับข่าววงในที่นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวตลอดว่าจะย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย ออกมาบอกกันดังๆเลยว่า เท่าที่ทราบยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ พบว่าไปเจาะภาคอีสานไม่ได้ เพราะกระแสไม่เอาพรรคภูมิใจไทยแรงมาก และยิ่งแรงกว่าเดิม จึงได้เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯแทน เช่นจังหวัดปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี เพราะพื้นที่เหล่านี้ไม่หนักมาก จึงมีโอกาสที่จะได้ ส.ส.

โดยข่าววงในกับความเคลื่อนไหวภายนอก มันก็ตรงกันพอดี

ทั้ง นี้ทั้งนั้น ลำพังคงไม่ใช่แค่แรงดูด "ไดโว่" พลังสูงยี่ห้อภูมิใจไทย อาการเลือดไหลของพรรคเพื่อไทย ปัจจัยมันอยู่ที่อาการ "ร้าวใน" ด้วย

ตาม ร่องรอยที่เห็นได้จากภายนอก จากคิวที่อดีตนายกฯทักษิณสั่งเครือญาติตระกูลชินวัตรให้ถอยห่างออกจากการ บริหารงานการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย ภายหลังปมวุ่นๆที่ ส.ส.อีสานเคลื่อนไหวให้เขี่ยนายพายัพ ชินวัตร น้องชายนายใหญ่ พ้นจากประธานภาคอีสาน

การกดดันให้ปรับ "หัว" เอาตัวจริงมาทำหน้าที่คุมทัพแทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค "มวยแทน" ที่ไม่มีทั้งบารมีและกระแสทางการเมือง อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่องมีทั้งการชงชื่อคนในอย่าง "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย หรือ "เฮียมิ่ง" นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน ให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค

ที่ สำคัญเลย กับความไม่พอใจลึกๆของกลุ่มนักเลือกตั้งอาชีพกับบรรยากาศการบริหารจัดการของ พรรคเพื่อไทยที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแกนนำม็อบแดง นปช. ตามจังหวะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน ชี้นิ้วสั่งการได้

ในอารมณ์แค้นเคือง "เจ๊หน่อย" คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. ก็เล็งช่องทางหนีทีไล่ อพยพลูกทีมไปตั้งค่ายใหม่

ถือโอกาสชิ่ง หลบกระแสต้านม็อบแดงในกรุงเทพฯ

ยัง ไม่นับคิวของ ส.ส.อีสานกลุ่มใหญ่ อีกกว่า 20 คน ที่ต่อสายรอจังหวะซุกปีก 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี–พินิจ จารุสมบัติปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" ตามโพยที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงแพลมไต๋

"เปิดแต้มมัดจำล่วงหน้า" เบิกทางกลับเข้าร่วมรัฐบาล

ตามสถานการณ์เผื่อเกมลากยาว ไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ต้องเกาะขบวนฝ่ายถืออำนาจไว้ก่อน

อีกทั้งในอนาคต โดยยี่ห้อพรรคเพื่อแผ่นดินในภาคอีสาน ก็ยังมีแรงเสียดทานน้อยกว่า ถ้าเทียบกับยี่ห้อภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์

ทั้ง หมดทั้งปวงสรุปกันได้ว่า ในสถานการณ์ลักลั่น "นายใหญ่" ปลีกวิเวก หายไปจากเกมชิงกระแส ไม่รู้จะเอายังไงแน่กับอนาคตทางการเมืองของลูกข่าย

ไหนจะคดียุบพรรคจากการร่วมเวทีม็อบแดง จ่อโดน "ล้างน้ำสาม" ตามคิวของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย ที่ต้องตัดตอนลูกข่ายนายใหญ่ทุกวิถีทาง

กระแสดี แต่ต้องเหนื่อย คนเพื่อไทยลุ้นกับอนาคตที่รู้กันอยู่ว่าต้องเจอสหบาทา

อารมณ์เริ่มสะดุด ไม่รู้จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อใคร.

แนวคิดพิชิตความยากจน

ที่มา ไทยรัฐ

ใน ทางตันของวิกฤติบ้านเมืองก็ยังมีความพยายาม ที่จะหาทางออก ไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูป ส่วนหนึ่งก็คือต้องให้ความรู้การศึกษาและพัฒนาแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขในระยะยาวและยั่งยืน

ไม่ กี่วันที่ผ่านมา คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลังพูดถึงเรื่องการยกเครื่องเศรษฐกิจและการคลัง ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม เสนอแนวคิด 3 ด้าน ที่จะพิชิตความยากจนของคนไทย

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เกือบจะทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ มักจะบรรจุ นโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน ไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน มีโครงการดีๆก็เยอะ แต่ยังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามปัญหาความยากจนไปได้ มีบางอย่างจะต้องทำให้ดีขึ้นและเพียงพอที่จะแก้ปัญหาต่อไป

รัฐบาลที่ จะแก้ปัญหาโดยลำพังไม่ได้ แต่ต้องอาศัย 3 แนวทางที่จะกระจายรายได้ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นคือการสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ มีความร่วมมือกันอย่างจริงจังของทุกฝ่ายทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน ตลอดจนจะต้องสนับสนุนให้มีการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในรูปแบบ PPP

โครงการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP ที่ว่า จะช่วยให้สามารถระดมเงินทุนได้อย่างมหาศาล ช่วยให้ก้าวผ่าน ข้อจำกัดของกรอบวงเงินงบประมาณ ด้านการลงทุนของประเทศ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของจำนวนหนี้ที่สูงเกินไป การลงทุนแบบ PPP จึงเป็นเครื่องมือสำคัญและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศไปสู่อนาคตที่มั่น คง

จุดมุ่งหมายของรัฐบาลที่จะทำให้ คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายใน 10 ปี แปลว่า จีดีพี ต่อหัวของคนไทย จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ ประเทศสิงคโปร์เพิ่มรายได้ให้กับพลเมืองเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายใน 5 ปีเท่านั้น

การพัฒนาแก้ปัญหาความยากจน ประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาที่เร็วกว่าประเทศไทยมาก นอกจากสิงคโปร์แล้ว รายได้ ต่อหัวของประชาชน ประเทศมาเลเซีย เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 55 มากกว่าบ้านเราถึง 8 เท่า อินโดนีเซีย มีอัตราเพิ่มขึ้นของจีดีพี เร็วกว่าบ้านเรา ร้อยละ 50

เชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า มีการรวมตลาดอาเซียนกันแล้ว ทั้งแรงงาน เงินทุน สินค้า จะสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี นั่นหมายถึงประเทศไทยเราจะต้องเผชิญภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

และแน่ นอนว่า ความเจริญเติบโต และความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับสถานะของประชาชนในประเทศด้วย ถ้าชาวบ้านยังเดือดร้อนเรื่องของปากท้อง มีปัญหาความยากจน ต่อให้ จีดีพีของประเทศจะโตไปแค่ไหนก็ตาม แต่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศก็ยังตกต่ำในสายตาของชาวโลกอยู่ดี

เป็นประเทศด้อยพัฒนา.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 03/09/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 03/09/53

ทักษิณ สัมภาษณ์เปิดใจ

ที่มา ไทยรัฐ


ฟังเสียงสัมภาษณ์พิเศษจาก ไทยรัฐ

ภายหลังจากนายนพดล ปัทมะที่ปรึกษากฎหมายตระกูลชินวัตร นำรูปถ่ายล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถ่ายรูปคู่กับ นายเนลสัน แมนเดลามาเปิดเผยกับสื่อมวลชนแต่กลับโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะเป็นรูปถ่ายที่ถูกปรับแต่งหรือไม่นั้น รวมทั้งกระแสข่าวเรื่องปัญหาสุขภาพ ล่าสุดไทยรัฐออนไลน์ ได้พยายามค้นหาคำตอบ จนสามารถติดต่อสัมภาษณ์ EXCLUSIVE กับ อดีตนายกรัฐมนตรีได้ เรามาลองฟังแบบคำต่อคำกันเลยดีกว่า

อยากขอเรียนถามถึงความคืบหน้า ว่า ขณะนี้ท่านอาศัยอยู่ในประเทศอะไร

ผม ... เดินทางตลอดเวลา ครับ ขณะนี้อยู่ที่ทวีปแอฟริกา มาทำเหมืองเพชร อยู่

ด้านกระแสข่าวเรื่องสุขภาพ ที่มีการพูดถึงในวงกว้างว่าอาจจะกำลังป่วยหนักอยู่

คน ที่สร้างเรื่องก็โกหกมาตลอดอยู่แล้วนี่ครับ หากคนยังเชื่อการโกหกอยู่ คน ๆ นั้น ก็ควรพิจารณาตัวเองว่า ทำไมจึงยังเชื่อคนที่โกหกเราตลอดทั้ง ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริงก็ยังเชื่ออยู่ ก็ต้องถามตัวเองแล้วว่า ตัวเองผิดปกติหรือเปล่า หรือชอบฟังนิยายโกหก คนเราใครจะพูดอะไรก็ได้ มันอยู่ที่คนฟัง พูดได้หมดครับ จะพูดไง จะโกหกยังไงก็ได้ แต่อยู่ที่คนฟัง คุณฟังเสียงผมแล้วคิดว่าผมป่วยไหม

ส่วนเรื่องที่หยุดการสนทนาผ่านทวิตเตอร์ ในระยะนี้ มีปัญหาติดขัดในเรื่องอะไรนั้น

ผม ก็อยากให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง ทุกคนก็ยังจะ .... จริง ๆ แล้ว หากไม่ใช่ไทยรัฐ ผมก็คงไม่พูดนะ

ด้านเหตุผลที่ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฮุนเซน

คือ ผม... รำคาญ ครับ เพราะมักจะมีการกล่าวหาผม อย่างโน้นอย่างนี้ อยู่บ่อย ๆ ผมก็เลยปรึกษาท่านฮุนเซน ว่า ผมออกดีกว่าไหม มันจะได้ขี้เกียจรำคาญ ผมจะได้สบาย ๆ อีกทั้งผมเอง ก็ไม่มีเวลาให้เค้าจริง ๆ ผมไม่มีเวลาเลย เหมือนไปเอาชื่อเป็นตำแหน่งเค้า แต่ว่าไม่มีเวลา เพราะว่าผมไม่ค่อยได้ไปกัมพูชา เพราะผมเดินทางมาทำเหมือง ทำอะไรเลยไม่มีเวลา ก็เลยลาออกดีกว่า

หากนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เชิญให้กลับมาเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจอีกครั้งจะกลับมารับตำแหน่งหรือไม่

ไม่ ครับ ... อย่าเลย ขอทำเรื่องของตัวเองมั่ง อายุก็เยอะแล้วไม่ค่อยมีเวลา ทำงานให้ตัวเองดีกว่า ทรัพย์สินหามา ก็ถูกปล้นไปเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ก็ต้องหาใหม่เพื่อสร้างหลักสร้างฐานให้ลูกต่อไป

ด้านการที่ นายกษิต ภิรมย์ เดินทางไปเจรจากับรัฐบาลมอนเตเนโกร ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความพยายามเจรจาเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนและยกเลิก สัญชาติมอนเตเนโกร

ผมว่าคนคนนี้ เดินทางไปที่ไหนเค้าก็คงต้อนรับแต่เพียงในนาม เพราะพอคุยได้เพียงสองคำคนเค้าก็วิ่งหนีหมด และผมเองก็ไม่เคยคิดที่จะให้ความสำคัญกับคน ๆ นี้เลย

ด้านอนาคตทางการเมือง ยังปรารถนาที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่

ผมเป็นคนไม่มีอนาคตทางการเมือง อนาคตทางการเมืองของผม ผมขอเป็นคนของประชาชนต่อไปแค่นั้น ก็พอไม่มีอย่างอื่น

หากสามารถเดินทางกลับประเทศไทย ได้ จะเดินทางกลับมาเมื่อใด

ผม อยากกลับบ้านเกิด ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่จริง ๆ แล้ว เฉย ๆ ครับ จะกลับก็ได้ ไม่กลับก็ได้ ขอให้บ้านเมืองมีความปรองดอง เลิกกลั่นแกล้งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลั่นแกล้งกับคนที่ไม่มีกำลัง มันไม่ดีเลย เพราะมันจะสร้างความโกรธแค้นในใจให้เข้าไปลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผมอยากขอให้เลิกเห็นคนที่เค้าไม่มีกำลังเหมือนไม่ใช่คนไทยได้แล้ว อันนี้มันเป็นนิสัยเก่า ที่เคยไปใช้สมัยโบราณแล้ว มันไม่ดี ซึ่งเมื่อยามใดที่เผด็จการครอบงำประเทศก็มักจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทุก ครั้ง ซึ่งมันอันตรายต่อประเทศโดยรวม

ด้านเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ตว่ารูปภาพล่าสุด ที่ถ่ายร่วมกับอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา อาจเป็นภาพที่ถูกปรับแต่งขึ้น

ผม ขอยืนยันว่า รูปดังกล่าวเป็นการถ่ายเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ส.ค.2553 เวลาประมาณ 14.00 น. ของทวีปแอฟาริกา โดย ผมถ่ายกับนายเนลสัน แมนเดลา ที่มูลนิธิของอดีตผู้นำแอฟริกาใต้ จากนั้น ในเวลาประมาณ 16.00 น. ไปถ่ายรูปกับ วินนี่ แมนเดลา ที่บ้านพักที่ใช้ในการต้อนรับนายเนลสัน หลังติดคุกอยู่นานถึง 27 ปี

สำหรับในตอนที่ 2 มาฟังความในใจของอดีตนายกรัฐมนตรี ต่อเบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 ก.ย. ต่อในวันพรุ่งนี้ ...

ไปดูกรณี กรุง - จุมพจน์ ซบภูมิใจไทย

ที่มา 19-may.com

โดย SpeedHorse



๑ จุมพด



๑ อนุดิษฐ์















เชิญร่วมกิจกรรม “19 กันยา ตาสว่างทั้งแผ่นดิน”

ที่มา thaifreenews

โดย namome

รายงาน: นักโทษ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ความผิด? ความจน? และการถูกลืม?

ที่มา ประชาไท

เป็นเวลาเกือบ 4 เดือนแล้วหลังการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นอกเหนือจากผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ยังมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก บางส่วนถูกปล่อยตัวแล้ว บางส่วนได้รับการประกันตัว แต่มีคนอีกไม่น้อยที่ยังอยู่ในเรือนจำจนทุกวันนี้ แม้ หลาย หน่วยงานจะพยายามเรียกร้องให้มีการเปิดเผยจำนวนและรายชื่อของผู้ถูกคุมขัง ทั้งหมด แต่ข้อมูลมากที่สุดเท่าที่มีตอนนี้คงเป็นดังที่ พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า ปัจจุบันยังมีผู้ที่อยู่ในเรือนจำทั้งสิ้น 209 คน

โดยกรมราชทัณฑ์แบ่งผู้ถูกคุมขังเป็น 4 ประเภท คือ 1)อยู่ระหว่าง

สอบสวน ศาลยังไม่ตัดสินในเรือนจำทั่วประเทศ 169 คน 2)คดีตัดสินเด็ดขาด 12 คน 3) กักขังแทนค่าปรับ 2 คน 4)อยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา 26 คน

สำหรับสถานที่กักขังนั้น

แยกเป็น เรือนจำพิเศษธนบุรี 1 คน เรือนจำกลางคลองเปรม 17 คน เรือนจำพิเศษพัทยา 1 คน เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครที่ควบ คุมแกนนำ นปช.รวม 53 คน ทัณฑสถานหญิงกลาง 4 คน เรือนจำกลางเชียงราย 6 คน เรือนจำจังหวัดนนทบุรี 6 คน เรือนจำกลางขอนแก่น 9 คน เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร 22 คน เรือนจำอำเภอธัญบุรี 2 คน เรือนจำกลางนครปฐม 2 คน เรือนจำกลางเชียงใหม่ 7 คน เรือนจำกลางสมุทรปราการ 2 คน เรือนจำกลางอุดรธานี 25 คน เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม 11 คน เรือนจำกลางอุบลราชธานี 35 คน

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกแจ้งข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมอีก นอกเหนือจากข้อหาพื้นๆ อย่างการชุมนุมเกิน

5 คน ทั้งข้อหาวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ การมีอาวุธสงครามในครอบครอง ฯลฯ ขณะเดียวกันเมื่อสำรวจตามเรือนจำต่างๆ จะพบว่ามีคนจำนวนมากทั้งที่ยอมรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธยังคงไม่มีทนาย เพื่อต่อสู้คดี แม้พรรคเพื่อไทยได้ให้การช่วยเหลือด้านทนายความให้บางส่วนแล้วก็ตาม


วิภาณี ชุมศรี ทนายความสิทธิมนุษยชน เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง 10 คน ที่เรือนจำคลองเปรม เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือ ซึ่งพบว่าทั้งหมดรับสารภาพในชั้นศาลและถูกพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ในจำนวนนี้มีส่วนที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ 3 คน โดยในจำนวนนั้น 2 คน เป็นนักศึกษาในกลุ่มเสรีปัญญาชน ถูกจับวันที่ 16 และ 17 พ.ค. ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี และไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะเกรงว่าจะหลบหนี

ที่ เหลือเป็นคนต่างจังหวัดและไม่มีทนายความสู้คดี คาดว่าคดีคงถึงที่สุดแล้วเนื่องจากพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์มานาน พวกเขาได้รับโทษตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี เช่น กรณีของนายแสวง คนโคราช ถูกจับวันที่ 18 พ.ค. บริเวณแยกมักกะสัน เดินทางมาจากแยกราชประสงค์กำลังจะข้ามไปสามเหลี่ยมดินแดง เขาเข้ามาทำงานก่อสร้างที่ กทม.นานแล้ว ไปร่วมชุมนุมคนเดียว เมื่อถูกจับก็ถูกส่งตัวมาที่ สน.พญาไท ต่อมาวันที่ 19 พ.ค.53 ไปขึ้นศาลแต่ให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ 20 มิ.ย.53 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ไม่มีทนายความสู้คดี ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่เนื่องจากเพิ่งพ้นโทษจากคดีเก่าไม่เกิน 5 ปี ศาลจึงเพิ่มโทษอีก 6 เดือน เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน ส่วนญาติพี่น้องนั้นอยู่ที่ต่างจังหวัด พ่อก็แก่มากแล้ว ทางบ้านทราบว่าถูกขังแต่ไม่สะดวกมาเยี่ยม เขาพยายามเขียนจดหมายไปที่บ้าน แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครตอบ

กรณี ของนายอภิวัฒน์ เป็นคนขอนแก่น ถูกจับเมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 รับสารภาพและศาลตัดสินในวันรุ่งขึ้น พิพากษาจำคุก 1 ปี เคยมีส.ส.จากเพื่อไทยมาเยี่ยมคนหนึ่งและให้ความช่วยเหลือแต่งทนายให้ แต่ไม่เคยได้พบทนาย เขาเดินทางเข้ามากทม.กับเพื่อน 3-4 คน และยอมรับตรงไปตรงมาว่าถูกจับบริเวณซอยรางน้ำ ขณะกำลังจะเข้าไปที่ชุมนุมที่ราชประสงค์

ปัจจุบัน คณะทนายความ หนุ่มสาวอาสากลุ่มหนึ่งกำลังหาทางช่วยเหลือด้านคดีกับคนเหล่านี้ซึ่งมีฐานะ ยากจน ด้วยเหตุผลว่า อย่างน้อยที่สุด เขาก็ควรได้รับสิทธิพื้นฐานในการต่อสู้คดี


นอก จากนี้ยังมีอีกบางกรณีที่ไม่มีญาติเยี่ยม ไม่มีทนาย ไม่รู้ว่าคดีของตัวเองไปถึงไหน ไม่รู้ชะตากรรมใดๆ ข้างหน้า อย่างกรณีของสมพล อายุ
43 ปี ถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มา 3 เดือนกว่า โดนจับตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.บริเวณด่านทหารแถวจุฬาฯ การสอบถามข้อมูลเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะยังมีความกลัว หวาดระแวงค่อนข้างสูง เขาเล่าเพียงว่าชีวิตในเรือนจำค่อนข้างขัดสน เพราะไม่มีญาติมาเยี่ยม ไม่มีเงินในบัญชีในการใช้จ่ายส่วนตัว เคยได้รับแจกสบู่ 3 ก้อนตอนเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ปัจจุบันต้องเก็บเศษสบู่ของคนอื่นใช้ นอกจากนี้เขายังเรียกร้องขอผงซักฟอกเป็นสิ่งจำเป็นมากในเรือนจำ

“เคย มีมาเยี่ยม พวกนี้เอาแต่ฟ้อน เบื่อมาก (หัวเราะ) ถ่ายรูปแล้วก็กลับ บอกเขาแล้วว่าไม่มีสบู่ ยาสีฟัน แฟ้บก็กำลังจะหมด เขารับปากแต่ไม่เห็นได้” สมพลกล่าวถึงข้อเรียกร้องอันไร้ผลที่มีต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเคยเข้าไปเยี่ยมผู้ต้องขังข้อหาฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินในเรือนจำแล้วครั้งหนี่ง

เขา กล่าวด้วยว่าที่ ผ่านมาเดินทางไปศาลแขวงปทุมวันหลายครั้ง และเคยเซ็นกระดาษเปล่าครั้งหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าทางพรรคเพื่อไทยจะตั้งทนายให้ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยได้พบทนาย ปัจจุบันสมพลทำงานในเรือนจำในหน่วยผลิตแก้วกระดาษ ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา เขาได้เงินปันผลไปแล้ว 78 บาท

อีกกรณีหนึ่งคือ ประสงค์ ซึ่งทนายของพรรคเพื่อไทยได้เข้าไปสอบคำให้การแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประสงค์เป็นเด็กหนุ่มอายุ 26 ปี ใส่ตาปลอมข้างซ้ายเนื่องจากตาเสียจากอุบัติเหตุตอนวัยรุ่น เขาบอกว่ามีอาชีพเก็บของเก่าอยู่ย่านดินแดง ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อาศัยใต้ทางด่วนเป็นที่หลับนอนมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้เขาทำงานอยู่โครงการศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ในแผนกช่างปั้น แต่ด้วยความเกเรจึงถูกส่งตัวกลับบ้านที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วก็หนีมาอยู่กทม.อีก

ประสงค์เล่าให้ฟังว่า เขาถูกทหารจับบริเวณใต้ทางด่วนดินแดงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ซึ่งยังคงเป็นช่วงเวลาประกาศเคอร์ฟิว และทหารกำลังเคลียร์พื้นที่บริเวณนั้น เวลาประมาณบ่ายสองเขารู้สึกหิวจึงเดินออกมาหาข้าวกินแถววัดสะพานแล้วจึงถูก ทหารจับ พร้อมกับคนอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันอีก 5 คน จากนั้นถูกมัดมือไขว้หลัง แล้วให้คุกเข่าตรงกองอาวุธไม่ว่าจะเป็นระเบิด ปืน ขวดน้ำมัน เพื่อให้นักข่าวถ่ายภาพ เขายืนยันว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอาวุธเหล่านั้น ก่อนหน้านั้นเขาไปร่วมชุมนุมบ้างเหมือนกันโดยไปช่วยแจกน้ำตามเต๊นท์และได้ ข้าวกินฟรี

ประสงค์ บอกด้วยว่า ขณะถูกทหารควบคุมตัวนั้นเขาพยายามดิ้นและถูกซ้อม ก่อนจะถูกจับส่งตำรวจในพื้นที่ เขาถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน และมีอาวุธไว้ในครอบครอง เขาให้การปฏิเสธทุกข้อหาและจะขึ้นศาลนัด แรกในวันที่ 27 ก.ย.นี้

ข้อสังเกตบางประการจากละครอิงประวัติศาสตร์เกาหลี 'ซอนต๊อก'

ที่มา ประชาไท

ใน ช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางโทรทัศน์ช่อง 3 ได้นำเอาละครอิงประวัติศาสตร์จากประเทศเกาหลีหลายต่อหลายเรื่องมาให้เราได้ รับชม ละครเหล่านี้มีเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลายกันไปเช่น เรื่องของการทำอาหารและหมอผู้หญิงในละครเรื่อง 'แดจังกึม' ที่นับว่าเป็นการเปิดศักราชให้กับละครที่มาจากประเทศนี้ ตามติดมาด้วยอีกหลายเรื่องที่สามารถยึดครองเวลาช่วงหัวค่ำของหลายๆ ครอบครัวไปได้ ละครอิงประวัติศาสตร์เหล่านี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับการเมืองในราชวงศ์ เกาหลีในหลายยุคหลายสมัยที่แก่งแย่งชิงดีและเล่ห์เหลี่ยมที่สลับซับซ้อนและ ละครที่กำลังฉายในขณะนี้ก็เช่นกัน เรื่องของ 'ซอนต๊อก' มหาราชินีที่ทำให้แคว้นชิลลาสามารถรวมเอาแคว้นอื่นๆ เข้ามาไว้ในอำนาจได้ แต่กว่าที่จะสำเร็จลงก็ต้องผ่านอุปสรรคและเกมการเมืองต่างๆ มาอย่างมากมาย บทความชิ้นนี้เป็นเพียงข้อสังเกตบางส่วนระหว่างที่ได้รับชมละครเรื่องนี้และ นำมาโยงเข้ากับความรู้ทางประวัติศาสตร์และสังคมที่ผู้เขียนพอจะมีอยู่บ้าง เท่านั้น


ปฏิทิน ความรู้ และอำนาจ

ช่วง ประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะปรากฏ ขึ้นทำให้ผู้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับสิ่งแวดล้อมรายรอบตัวหรือแม้แต่กับตัว มนุษย์เอง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าอำนาจที่มาจากการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือ ธรรมชาติเป็นอำนาจสำคัญที่ทำให้การสถาปนาอำนาจของผู้นำในสังคมเกิดขึ้นได้ และยิ่งการสามารถติดต่อสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้แสดงอิทธิฤทธิ์ ขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ผู้นำคนนั้นมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเกมการเมืองในอดีตจึงมักจะพุ่งเป้าไปที่การทำตัวเป็นผู้มีความสามารถ พิเศษเหนือผู้อื่น ผู้ปกครองจำเป็นต้องแสดงตัวให้ประชาชนใต้อาณัติของตนเห็นว่าตนเองนั้นได้รับ อำนาจจากสวรรค์หรืออะไรก็ตามที่จะปกครองพวกเขาเหล่านั้นได้

สนามแรก ของการต่อสู้ระหว่างซอนต๊อกกับอดีตพระสนมมีซิลจึงเกิดขึ้นจากความ คิดดังกล่าวเช่นกัน มีซิลไม่เพียงแต่กุมอำนาจในทางการเมืองเอาไว้เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นธิดาเทพผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับสวรรค์และทำนายโชคชะตาของบ้าน เมืองได้อีกด้วย การมีอยู่ของอำนาจที่มองไม่เห็นเหนือมวลชนที่ศรัทธาต่อสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับมีซิลเสมอมาโดยที่ทุกคนก็ยังคงเชื่อว่าอำนาจ ของนางมาจากการติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติจริงๆ

แต่ในความเป็นจริง แล้วนางก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ค้นพบประโยชน์ของ ปฏิทินร้อยปีในการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้าและนำมันมาใช้ประโยชน์เท่านั้นเอง จนเมื่อต๊อกมานค้นพบความลับดังกล่าวจึงได้นำมันมาใช้บ้างโดยอ้างว่าตนเอง เป็นผู้ที่สวรรค์ส่งมาให้กับแคว้นชิลลาแทนพระขนิษฏาที่ถูกมีซิลลอบสังหารไป ต๊อกมานได้นำก้อนหินไปฝังเอาไว้กลางเมืองและใส่เมล็ดถั่วที่ชุ่มน้ำรองเอา ไว้ข้างใต้ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเมล็ดถั่วก็เริ่มงอกและดันให้ก้อนหินที่สลักคำ พยากรณ์เกี่ยวกับต๊อกมานโผล่ขึ้นมาปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ประชาชนทุกคนยก เว้นมีซิลที่รู้เท่าทันแผนการดังกล่าว ในเวลาประจวบเหมาะกับที่ปฏิทินกล่าวว่าจะมีสุริคลาสต๊อกมานก็ได้ปรากฏกาย ขึ้นเพื่ออ้างถึงความชอบธรรมที่สวรรค์บันดาลให้นาง นั่นนับเป็นการเปิดตัวต๊อกมานครั้งแรกเพื่อลงสู่สนามการเมืองกับมีซิลอย่าง สง่างาม

การครอบงำในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัยได้ นำมาใช้และคง จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังคงมีพลังอย่างยิ่งสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเพียง แต่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการและปรับปรุงบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสังคมที่มี กรอบคิดแบบวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น การอ้างเพียงแค่ความเป็น "ผู้รู้" ที่มีมากกว่าบุคคลอื่นๆอาจเป็นไปไม่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้หลากหลาย แบบ ไม่มีใครที่จะสามารถประกาศตัวเองได้อีกแล้วว่าเป็นผู้ที่สามารถหยั่งรู้และ ติดต่อกับเทพเจ้าได้ แต่ทุกสิ่งย่อมจะมีการพัฒนา เราจึงมักจะเห็นความคิดที่เคารพผู้อาวุโส ความคิดที่ว่าคนดีย่อมจะเป็นคนที่เหมาะสมต่อสังคม ความคิดที่คนกลุ่มหนึ่งแสดงตัวว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าคนกลุ่ม อื่นๆ และสมควรจะได้รับอำนาจในการปกครอง สิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาครอบงำเราอยู่เสมอและทำให้เราข้ามไปไม่พ้นความเชื่อ ดังกล่าว จนในที่สุดมันได้ขยายตัวกลายมาเป็นจารีตหรือกฎเกณฑ์หรืออะไรก็ตามที่ส่งผล ต่อการจัดระเบียบทางสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่คนที่เอ่ยอ้างตนเองเหล่านี้ ต้องการ

นอกจากการใช้ความรู้มาสถาปนาตนเองให้มีอำนาจในสังคมแล้ว สงครามข่าวลือก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่หลายต่อหลายครั้งในละครเรื่อง นี้ ข่าวลือเป็นอาวุธที่ทรงพลังและพื้นฐานที่สุดในการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของ อีกฝ่ายไปได้ ใบปลิว ข้อความที่ปิดอยู่ทั่วเมืองหรือแม้แต่การกระซิบปากต่อปากสามารถทำให้ เหตุการณ์เป็นไปตามที่ผู้สร้างสถานการณ์ได้คาดเดาเอาไว้ การใช้ใบปลิวของต๊อกมานหลังจากที่มีซิลก่อการกบฏได้ทำให้ชาวบ้านเริ่มตั้งคำ ถามต่อการกระทำของรัฐบาลที่ใช้อำนาจทหารในการควบคุมเสรีภาพในการพูดหรือแม้ แต่การชุมนุม หรือการใช้สงครามข่าวลือว่าองค์หญิงต๊อกมานจะวางยาพิษในแม่น้ำที่ไหลผ่าน เมืองที่มีซิลตั้งมั่นต่อสู้ในฐานกบฏก่อได้ทำให้กำลังของนางลดดน้อยลงไปและ ต้องพ่ายแพ้ในที่สุดโดยที่ไม่ต้องมีการสู้รบเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่ใน ขณะเดียวกันคุณความดีที่มีของข่าวลือก็ยังทำให้บัลลังก์ของราชินี ซอนต๊อกต้องสั่นคลอนอีกครั้งหลังจากที่ฝ่ายศัตรูต้องการจะโค่นล้มพระนางโดย การใช้ข้อความที่ลอยมากับเรือศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่าจะมีพระราชาองค์ใหม่ เราจึงอาจจะกล่าวได้ว่ากลการเมืองประเภทนี้มีทั้งข้อดีและข้อด้อยสำหรับผู้ กุมอำนาจในมือ มันอาจเป็นทั้งสิ่งที่จะทำให้อิทธิพลของเขาเหล่านี้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันมันก็อาจเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนได้หาก มันอยู่ในมือของฝ่ายศัตรู

ในโลกปัจจุบันที่ข่าวสารเป็นไปอย่างรวด เร็วและแพร่หลายในวงกว้างจึงไม่ เพียงแต่ทำให้ผู้มีอำนาจสามารถใช้มันเป็นช่องทางในการทำให้ประชาชนเป็นไปใน ทิศทางที่ต้องการ แต่เขาเหล่านี้ก็ต้องพยายามอย่างหนักเช่นกันที่จะควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไป ตามที่คาดหวังเอาไว้ การใช้ข่าวลือจึงเป็นอีกเกมหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมักใช้ต่อประชาชนเพื่อให้เป้า หมายของตนเองไปตามที่ปรารถนา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามที่จะจำกัดไม่ให้มีคนกลุ่มอื่นเข้าถึงการใช้ ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐเผด็จการจำนวนมากมีท่าทีที่แข็งกร้าวอย่างยิ่งต่อการ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อสารมวลชนในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ตน ขณะที่การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐก็ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้นเพื่อให้สังคมได้ ตระหนักแบบผิดๆ ว่าพวกเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความสุขและจงเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐบาลต่อไป

เผ่าคายา : คนชายขอบกับสังคม

ชน เผ่าคายาเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแคว้นชิลลามาก่อนแต่กลับถูก ทำให้มีสถานภาพเหมือนกับพลเมืองชั้นสองของแคว้นชิลลาที่ถูกผลักออกจากสังคม ตลอดมา ตอนที่มีซิลยังเรืองอำนาจในฐานะของพระสนมและธิดาเทพ นางได้ใช้อำนาจที่สามารถติดต่อกับสวรรค์ในการบอกคำพยากรณ์ที่ว่าจะต้องขับ ไล่ชนเผ่านี้ออกไปอยู่นอกเขตเมืองหลวง ชนเผ่าคายาจึงเป็นคนกลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่เสมอมาและต้องมีชีวิต อย่างยากลำบากหลายสิบปี จนทำให้ต้องมีการตั้งกลุ่มกู้ชาติขึ้นมา หัวหน้ากลุ่มที่นำโดยแวยาที่เป็นเจ้าชายของชนเผ่าได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่ จะช่วยองค์หญิงต๊อกมานและผลักดันให้คิมยูซินที่เป็นคนเชื้อสายคายาเหมือนกัน และยังเป็นทหารคนสนิทขององค์หญิงได้ขึ้นเป็นพระราชาเพื่อทำให้เผ่าคายาได้มี อำนาจ ในท้ายที่สุดเขาไม่ประสบผลสำเร็จแต่ได้รับการเจรจาจากองค์หญิงต๊อกมานซึ่งใน ขณะนั้นได้มีสถานะเป็นพระราชินีซอนต๊อกแล้ว เนื้อหาการเจรจามีอยู่ว่าเขาจะต้องสลายตัวกลุ่มกู้ชาติคายานี้และเข้าร่วมใน กองทัพของพระนาง โดยข้อแลกเปลี่ยนคือพระราชินีซอนต๊อกจะช่วยให้ชาวคายาได้มีสถานภาพที่ดีขึ้น ในที่สุดแวยายอมตกลงและมอบรายชื่อของกลุ่มกู้ชาติทั้งหมดให้กับทางการ แต่พระราชินีซอนต๊อกได้เผารายชื่อนั้นจนหมดและกล่าวว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่มี เผ่าคายา เพราะทุกคนจะเป็นลูกหลานชิลลาของพระองค์ทั้งหมด

บางคนอาจจะ มองว่านี่เป็นการทำให้เผ่าคายาต้องสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง แต่ตัวผู้เขียนกลับคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ท่ามกลางปัญหาของการแบ่งแยกระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่มีสถานภาพไม่เท่าเทียมกัน ความพยายามที่จะแบ่งแยกของรัฐจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายขึ้นไปอีก การจะระบุสัญชาติหรือเชื้อสายของแต่ละคนว่าใครเป็นกลุ่มไหนไม่ใช่เรื่องที่ จะสามารถจัดการได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการยักย้ายถ่ายเทและผสมปนเปกันระหว่างเชื้อชาติไป หมด ทางออกที่เราจะทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันโดยที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวคือการ ก้าวข้ามไปให้พ้นกับอคติของเชื้อชาติและตระหนักว่าเรากำลังอยู่บนผืนดิน เดียวกัน

ภายใต้ความเป็นไทยที่เรากำลังชื่นชมนั้น มีหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าความเป็นไทยแท้จริงแล้วคืออะไร มันคือเรื่องของเชื้อชาติ อัตลักษณ์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่หรือแม้แต่อาหารประจำชาติหรือไม่ เราไม่อาจจะระบุลงไปได้แน่ชัดว่าอะไรคือไทย แต่ตอนนี้เรากลับกำลังใช้คำนี้ในการแบ่งแยกคนแต่ละกลุ่มออกไปจากสังคม เรากำลังเบียดขับและผลักดันให้คนที่ไม่ใช่คนไทยหรือไม่มีความเป็นไทยไปอยู่ ในที่อื่น คำถามคือถ้าเช่นนั้นใครควรจะเป็นคนไทยบ้าง? ชาวกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บนดอยสูงในเขตภาคเหนือ โสเภณีชาวอีสานที่กำลังขายบริการแลกเงินจากนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่เด็กสาวที่สังคมประณามว่าเป็นเด็กใจแตกที่กำลังตั้งครรภ์ ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าเป็นคนไทยและเรียกว่าเป็นความภูมิใจของไทยได้หรือไม่ ความเป็นไทยไม่เพียงแต่เป็นการเสนอด้านที่ดีให้กับคนอื่นได้รับรู้ แต่มันหมายถึงการที่เราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ร่วมกับใครและเพื่ออะไร หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่แค่การกล่าวประณามด่าทอคนที่ไม่ใช่คนไทยและไม่ทำตัว เป็นไทย แต่หน้าที่ของเราคือการที่ยอมรับและช่วยกันหาทางออก

ปัญหา ของการที่คนกลุ่มหนึ่งถูกทำให้เป็นคนชายขอบจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ เรื่องของเชื้อชาติเท่านั้น แต่มันยังขยายไปสู่กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาจากสังคมอีกด้วย ขณะนี้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกอีกฝ่ายปักป้ายเป็นความไม่เป็นไทยที่ควรจะถูก ขับไล่ออกไปนอกประเทศ ทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายว่าความเป็นไทยคืออะไร มันคือห้างสรรพสินค้าที่ถูกเผา? คือความสงบเรียบร้อยที่ถูกโบกทับอยู่บนความขัดแย้ง? หรือการที่เขาเหล่านั้นชูป้ายของอดีตนายกที่ถูกประณามว่าโกงกินมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์ของประเทศ?

เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงและทำเป็นไม่รู้ไม่ เห็นกับปัญหาดังกล่าวที่กำลัง เกิดขึ้นเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกคัดสรรเอาแต่กลุ่มบุคคลที่น่าพอใจมา ร่วมความเป็นสังคมไทย แต่เราควรจะตระหนักเสียทีถึงแก่นแท้ความเป็นไทยว่าจริงๆแล้วมันคืออะไรและ มันมีอยู่หรือไม่ บางสิ่งอาจจะถูกสร้างขึ้นมาได้ดังที่ได้กล่าวในข้างต้นเพื่อผลประโยชน์ของคน กลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นจริงและสามารถจับต้องได้คือสังคมที่เรากำลังอยู่ร่วมกัน