ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 11, 2008

'บิ๊กจิ๋ว' เฉลยหมดเลย

จากคิวยื่นใบลาออกจากรองนายกรัฐมนตรี สละเรือโดดหนีในห้วงนาทีหัวเลี้ยว หัวต่อ โดยอ้างความรับผิดชอบกรณีตำรวจทุบม็อบ ทั้งๆที่เพิ่งได้รับมอบหมายจากมติ ครม.ก่อนหน้านั้นแค่คืนเดียว ให้คุมเกมรับมือม็อบพันธมิตรฯยึดสภาฯ

และเพิ่งประชุมร่วมกับบิ๊กตำรวจในช่วงเช้ามืดก่อนเกิดเหตุสลายผู้ชุมนุม

แค่นี้คนในรัฐบาลก็เอะใจเกม “เจาะยาง” ของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แล้ว

ล่าสุด มีการเปิดบทสัมภาษณ์ของ “บิ๊กจิ๋ว” ให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม เรียกร้องให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล้าตัดสินใจเข้าคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง

ด้วยการยึดอำนาจจากรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี

จากนั้นให้งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อให้สามารถนำคนนอกมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราวได้ โดยนำคนนอกรวมทั้งการนำพรรคการเมืองจากพรรคต่างๆ เข้ามาร่วมบริหารประเทศ

โดย “บิ๊กจิ๋ว” เชื่อว่า การเข้าแทรกแซงของฝ่ายทหาร เป็นหนทางเดียวจะแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมือง รวมทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ไม่ควรกังวล หากตัดสินใจเข้ายึดอำนาจ แต่ต้องถอนตัว และคืนอำนาจให้ประชาชนหลังการยึดอำนาจ

“หากปล่อยให้มีการยุบสภาเกิดขึ้น ก็ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาทางการเมือง เพราะปัญหาที่เป็นอยู่สามารถแก้ไขได้ ผ่าน 3 สถาบันหลักของชาติ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง ในขณะที่รัฐบาลลอยตัวเหนือปัญหา

จึงเหลือเพียงทหาร ที่ได้ประกาศว่า จะไม่เข้าแทรกแซงทางการเมือง แต่เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.อนุพงษ์ต้องกล้าตัดสินใจเข้าคลี่คลายปัญหา”

เฉลยตัวตนกันชัดเจนเลย

ก็ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมนาทีแรกที่รู้ข่าว นายกฯสมชายถึงไม่รู้สึกตื่นตระหนกตกใจกับการชิงยื่นใบลาออกของ “บิ๊กจิ๋ว” ตอบคำถามนักข่าวแบบนิ่มๆ ไม่มีผลกระทบอะไร

เพราะยังไม่มีการแบ่งงานสำคัญให้

โดยรูปการณ์ที่สะท้อนเชิงกันออกมา เหมือนกับจะระแวงแคลงใจกันอยู่แล้ว

เอาเป็นว่า แกะรอยกันตั้งแต่ “บิ๊กจิ๋ว” ต่อสายเจรจาส่งภาษากับน้องรักในฐานะ “ลูกรักป๋า” ก่อนส่งลูกน้องคนสนิทไปคุยกับ “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯถึงกลางวงม็อบในทำเนียบรัฐบาล

ก่อนที่ “มหาจำลอง” จะออกจากถ้ำมาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ล่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมแต่โดยดี โดยไม่ดิ้นรนขอประกันตัว และก็เป็น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนรักร่วมรุ่น จปร.7 ที่ออกมาแฉไต๋ เป็นแผนระดมคนร่วมม็อบ

ถึงนาทีนี้ต่อจิ๊กซอว์ได้เป็นฉากๆเลย

แท็กทีม “เจาะยาง” กันยังไง

แต่คนที่กระอักกระอ่วนสุดยามนี้ ก็คือ “บิ๊กป๊อก” คนที่หมอดูทำนายทายทักว่า โหงวเฮ้งดี มีวาสนาเป็นใหญ่ได้ ถ้าอยากจะเป็น

เป็นแล้วก็เหมือนทุกขลาภต้องแบกภาระหนักและเหนื่อย

และที่เห็นๆเปลืองตัวตั้งแต่ยังไม่ทันขยับอะไรเลยด้วยซ้ำ

จากที่โดนด่าแบบไม่เผาผีจากเวทีม็อบพันธมิตรฯ กราดเกรี้ยวฐานที่ “อนุพงษ์” ไม่ยอมขับรถถังออกมาอยู่ข้างม็อบประชาชน แต่เลือกไปยืนอยู่ข้างหลังนายกฯสมชาย

ไม่หือไม่อือกับเกมยั่วปฏิวัติ

ล่าสุดเจอเขี่ยปมใหม่ แกนนำม็อบพันธมิตรฯพลิกมุกแฉเป็นแผนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการให้ทหารออกมาปฏิวัติ และจะเข้ามาสอดแทรก ทำให้เกิดความสมานฉันท์ในบ้านเมือง

เพื่อจะนำไปสู่การยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมด

พร้อมขู่ขึงขัง การที่ทหารออกมาปฏิวัติ หากทำเพื่ออดีตนายกฯทักษิณ ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน วันนั้นก็เป็นวันนองเลือด

สรุปโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

ต่อให้เสี่ยง “ปฏิวัติ” แล้ว “อนุพงษ์” ก็ยังต้องเหนื่อยเคลียร์ ให้ชัดเจนอีกช็อตว่า เป็นการทำรัฐประหารเพื่อม็อบพันธมิตรฯ หรือซ้อนแผนช่วย “ทักษิณ” กันแน่

แค่คิดยังเหนื่อยเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กลุ่มคนไทยให้กำลังใจตำรวจที่ \"กล้า\" ปฏิบัติหน้าที่

วิเคราะห์ข่าวจากหนังสือพิมพ์


17:16 น.

เวลา 15.00 น. ตัวแทนกลุ่มพลังชาวไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มชาวไทยในสหภาพยุโรป กลุ่มนักรบไซเบอร์ กลุ่มกรรมกรปฏิรูป ประมาณ 50 คนนำโดยนายธาดล สุนทรจินดา นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ และนางบังอร แสงงาม มอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทุกหน่วยในการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยพื้นที่อย่างเต็มที่และออกแถลงการณ์ให้ตำรวจไทยรักษากฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิจนถึงที่สุด

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวภายหลังรับมอบดอกไม้จากผู้มาให้กำลังใจถึงการเคลื่อนไหวผู้ชุมนุมพันธมิตรฯที่จะเดินทางไปกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 13 ต.ค.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งตรงกับวันครบรอบสถาปนาตำรวจว่า เป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่เป็นห่วงว่า หากเดินทางกันมาเป็นจำนวนมากเกรงว่าจะมีมือที่ 3 เข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ทำให้ไม่ปลอดภัยได้ซึ่งต้องหารือมาตรการดูแลความปลอดภัยให้เข้มข้นมากขึ้น ส่วนการชุมนุมใหญ่ของ นปช.วันที่ 14 ต.ค.ภายในบริเวณท้องสนามหลวงนั้น จะป้องกันอย่างเต็มที่ไม่ให้สองฝ่ายปะทะกัน ตำรวจจะอยู่ตรงกลางเป็นโล่มนุษย์ผลักดันไม่ให้มีการเผชิญหน้ากันเพื่อความปลอดภัยทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกันได้ประสานกำลังทหารเข้ามาเสริมการปฏิบัติ เนื่องจากที่ผ่านมากำลังตำรวจทั้งเหนื่อยและล้ามานานแล้วประกอบกับมีหลายภารกิจที่ต้องทำไม่ใช่ดูแลผู้ชุมนุมอย่างเดียวยังมีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมด้วย

พล.ต.ท.สุชาติกล่าวถึงกรณีที่สังคมประณามว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุจากภาพที่ปรากฏในสื่อฯต่างๆพบเห็นตำรวจกำลังเล็งกระบอกปืนไปยังรถยนต์กระบะขณะที่คนร้ายกำลังขับรถ 4 ประตูพุ่งชน ร.ต.ท.เกรียงไกร กิ่งสามี รอง สวป.สน.เตาปูน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณสี่แยกพิชัยว่า จากการสอบสวนข้อเท็จจริงพบว่าตำรวจคนดังกล่าวกำลังเล็งอาวุธปืนเพื่อหวังยิงยางรถสกัดไม่ให้รถวิ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นจริง แต่ยังไม่มีการยิงออกไปแต่อย่างใด หากมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้ตำรวจก็พร้อมนำพยานหลักฐานชี้แจงได้แน่นอน

นอกจากนี้พล.ต.ท.สุชาติ ยังกล่าวถึงการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่า เป็นการปฏิบัติตามหลักสากลทั่วโลกที่เขาทำกันในการเข้าสลายการชุมนุมซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะก่อนหน้านี้เราดำเนินการในทุกขึ้นตอนตามลำดับมาโดยตลอดตั้งแต่การประกาศแจ้งเตือนขอร้องให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่แต่ก็ไม่เป็นผล

ขั้นตอนที่สองการใช้รถน้ำฉีดสลายซึ่งขณะนั้นรถน้ำดับเพลิงไม่ได้อยู่ในความควบคุมดูแลของตำรวจเรามีการประสานขอไปแล้วแต่ กทม.บอกว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่จะต้องสลายการชุมนุม จนเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 การใช้โล่ดัน ตรงนี้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วว่าหากใช้โล่ดันในขณะนั้นซึ่งสถานการณ์กำลังอยู่ในภาวะรุนแรงก็เป็นการเสี่ยงต่อการปะทะกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมจะส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่านี้ จึงตัดสินใจดำเนินการในขั้นตอนสุดท้ายคือ การยิงแก๊สน้ำตา

“ การยิงแก๊สน้ำตานั้นก็มีหลายวิธีทั้งวิถีแนวราบและวิถีแนวโค้ง ซึ่งต้องตรวจสอบกันอีกทีว่า เหตุใดจึงยิงแนวราบ ซึ่งต้องมีคนกลางทำการสอบสวนในเรื่องนี้ ตำรวจพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่าง แต่หากให้ตำรวจมาสอบสวนกันเองสังคมก็จะมองว่าไม่มีความเชื่อถืออีก จึงจำเป็นต้องมีคนกลางเพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามยังตอบไม่ได้ว่า จากนี้ไปตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตาอีกหรือไม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมยืนยันตรงนี้ได้เลยว่าตำรวจจะใช้วิธียิงแก๊สน้ำตาเป็นวิธีการสุดท้ายเท่านั้น “ ผบช.น.กล่าวในที่สุด

จาก thaifreenews

พบกับรายการ 'ความจริงวันนี้' (นอกรอบ) เสาร์ 11 ตค.51 ที่เมืองทองธานี

วันนี้รวมพลคนเสื้อแดง วันแดงเดือด

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2551 เวลา 12.00 -18.00 น.

พบกับ คุณวีระ มุสิกพงศ์
คุณจตุพร พรหมพันธ์
คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
คุณก่อแก้ว พิกุลทอง

พร้อมแขกรับเชิญ อาทิ
คุณจักรภพ เพ็ญแข, คุณอดิศร เพียงเกษ และอีกหลายท่าน

ในรายการ “ความจริงวันนี้” (นอกรอบ)

ณ อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี


ถ่ายทอดสดทาง http://www.todayfact.com/

จาก Thai E-News

จอมปลวก >> ประดาบ

นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เขียนหนังสือ แต่ก็ได้ยินว่ามี ประดาบ มาแวะเวียนอยู่บ้าง ประปราย ครั้งสองครั้ง ใน ประชาไท และ พันทิพย์ แล้วก็จากหายไปเฉยๆ

ที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องราวมากมายที่อยากเขียน แต่ก็ไม่ได้เขียน เพราะเห็นว่ามีเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก เพื่อนร่วมอุดมการณ์จำนวนไม่น้อย นำเสนอความคิดเห็นได้ตรงกับใจ ตรงกับที่ผมอยากจะเขียน อยู่แล้ว ผมก็เลยขันอาสาเป็นผู้อ่าน เป็นผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความคิดเห็น และนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อให้แง่มุมความคิด มุมมองความเห็นของพวกเราขยายตัวกว้างไกลออกไปให้มากที่สุด

ที่น่าชื่นใจอีกประการหนึ่งก็คือ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกไซเบอร์ ขยายจำนวนเป็นทบเท่าทวีคูณ ในเวลาอันรวดเร็ว มีผู้เสียสละเงินทอง ทรัพย์สินส่วนตัว มาสร้างเวปไซต์เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย มากมายหลายเวปไซต์ ซึ่งผมขอแสดงความคารวะด้วยหัวใจมา ณ ที่นี้

อันที่จริง เรื่องที่ผมจะเขียนวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่พวกเราหลายคนได้แสดงความห่วงใยกันแล้ว แต่แม้จะมีหลายเสียงทักท้วงแล้ว ผมก็ยังคงอยากจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมออกแรงทักท้วงด้วย

นั่นก็คือ เรื่อง การหวังดีประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวขบวนใหญ่ของพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ที่กำลังเหิมเกริมอย่างหนักอยู่ในเวลานี้

การหวังดีประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพันธกิจทางใจที่ยังคงดำเนินไปข้างหน้าโดย ไม่มีหยุดพัก และไม่มีลังเลแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล

สถาบันพระมหากษัตริย์ ตกเป็นเครื่องมือของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และถูกใช้เป็นอุบายเพื่อทำลายล้างผู้อื่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับแต่วันแรกเคลื่อนไหวจนถึงวันนี้ และจะดำเนินเช่นนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากผู้คนรอบข้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนหนึ่ง รู้เห็นเป็นใจและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกทั้งยังยุยงแนะนำให้นายสนธิ แอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แบ่งแยกคนในชาติออกเป็นสองฝ่าย ใช้ความจงรักภักดีต่อในหลวง เป็นลิ่มตอกแผ่นดินไทยให้แตกแยกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

มิพักต้องสืบสาวราวเรื่องหาเหตุว่า ทำไมวันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยจึงมีคำถามและข้อสงสัยอันมิบังควรอยู่ในหัวใจ แต่มิกล้าเอ่ยปากถามใคร เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

คำตอบก็คือ เพราะคำกล่าวอ้างและการแอบอ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งโดยวาจา พฤติกรรม การแต่งกาย สิ่งของสื่อสัญญลักษณ์หลายสิ่งหลายประการ ประกอบกับพฤติกรรมของคนแวดล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ออกมายืนเคียงข้างนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่อยมา

4 ปีที่ผ่านมา สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ในสถานะที่ถูกทำให้เข้าใจไปต่างๆ นานา นับแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล โดยที่มิอาจจะชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อแก้ไขข้อครหา ความเข้าใจผิดที่บังเกิดขึ้นในหัวใจของประชาชน ได้
แม้ศาลจะเคยวินิจฉัยว่าการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมือง และทำให้ประชาชนแตกแยก ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติ แต่ก็เป็นเพียงคำวินิจฉัยของศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่การสื่อสารทางตรงจากสถาบันพระมหากษัตริย์

จะมีก็แต่ครั้งหนึ่งที่ สำนักราชเลขาธิการ เคยทำหนังสือทักท้วงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่ากล่าวหาให้ร้าย นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ด้วยความเท็จ มีเจตนาที่จะทำให้สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย โดยไม่สนใจค้นหาและตรวจสอบความจริง

คำตอบของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อหนังสือของสำนักราชการเลขาธิการ ที่ถูกส่งไปถึงนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ในครั้งนั้นก็คือ “อย่าคิดว่าผมจะกลัวคุณ” หรือ “กูไม่กลัวมึง” นั่นเอง

แม้หนังสือของสำนักราชเลขาธิการ จะอ้างสถานะของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คำตอบของนายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความยำเกรง ความตระหนัก หรือ สำนึกผิดต่อพฤติกรรมของตนเองที่กล่าวหาให้ร้ายราชเลขาธิการ แม้แต่น้อย
แม้แต่ ราชเลขาธิการ ยังถูกกระทำจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมิได้นำพาว่า ราชเลขาธิการ เป็นผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนับประสาอะไรกับข้าราชการตำรวจ ทหาร ทุกระดับชั้นยศ ที่จะถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล ชี้หน้าด่ากราด เป็นคนไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ข้อกล่าวหาไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดที่ข้าราชการตำรวจ ทหาร ซึ่งถวายชีวิตเป็นราชพลี ไม่อาจจะพึงรับได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรวจอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะทหารเสือราชินี เป็นที่รับรู้กันในแวดวงตำรวจทหาร ว่า ตระกูลวงษ์สุวรรณ คือตระกูลที่ถวายชีวิตเป็นข้าในพระ องค์มาช้านาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทหารอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ทหารเสือราชินี ที่ถวายชีวิตเป็นราชพลี และปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี นาถ ด้วยความจงรักภักดี มาตลอดชีวิตการรับราชการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน อย่าง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และ ตำรวจตระเวณชายแดน ที่ทำหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จย่า ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และ ถวายงานโรงเรียนตำรวจตระเวณชาย แดน มาตั้งแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการอาชญากรเศรษฐกิจ ด้วยซ้ำไป

ตำรวจตระเวณชายแดน พี่น้องของ ผู้กองแดน และ ผู้หมวดตี้ ที่ถวายอารักขาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จแปรพระราชฐาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องเสียชีวิตจากการลอบสังหารของผู้ก่อการร้าย ต้องถูกชี้หน้าด่ากราดก่นประณามว่า เข่นฆ่าทำร้ายประชาชน เป็นทรราช ทั้งๆ ที่พวกเขาทำหน้าที่คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รักษาเอกราชของชาติ ปกป้องอธิปไตยของประเทศ มาโดยตลอด

แต่เมื่อพวกเขาต้องปฏิบัติหน้าที่นำความสงบกลับคืนสู่บ้านเมือง ด้วยการเผชิญหน้ากับพันธ มิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล พวกเขาก็ถูกสร้างภาพว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่พวกเขาเพิ่งได้รับคำชื่นชมจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ว่าเป็นผู้เสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อชาติ


แม้จะเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่อาจจะพึงรับได้ แต่ทั้งตำรวจ ทหาร เหล่านี้ก็จำต้องก้มหน้า เก็บความขมขื่นไว้ในใจ ไม่ปริปากพูด หรือ โต้ตอบ เพียงเพราะต้องการให้ประเทศชาติสงบเรียบร้อย
ข้อกล่าวหา ไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่พุ่งเป้าไปยัง พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ หากออกจากปากบุคคลอื่น ที่มิใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็อาจจะทำให้ต้องหยุดคิดว่า ทำไม 2 ท่านนี้จึงถูกกล่าวหา และ คนที่กล่าวหาเคยแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีมากกว่า 2 ท่านนี้ มากน้อยเพียงใด หรือไม่

แต่เมื่อคนกล่าวหาเป็นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกศาลชี้ว่าเป็นผู้ที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำลายผู้อื่น และ เป็นผู้ที่ใช้ความจงรักภักดีแบ่งแยกประชาชนของพระองค์ท่าน เป็นสองฝ่าย ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อีกทั้งยังมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ติดตัวอยู่ด้วย จึงมิพักต้องหยุดคิด หรือใช้วิจารณญาณเลยว่า คำกล่าวหาของนายสนธิ จะเป็นจริงหรือเป็นเท็จ หรือ มีเนื้อหาสาระที่ชวนให้ต้องคิดตามหรือไม่
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ คนผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยแม้แต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้า สักครั้งในชีวิต จะบังอาจ และกล้าหาญถึงขีดสุด กระทั่งชี้หน้าด่าว่า คนผู้หนึ่งซึ่งได้รับพระราช ทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นข้าในพระองค์ ถวายงาน ถวายอารักขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ มาเป็นเวลาต่อเนื่องยาว นานเกือบ 40 ปี ว่า เป็นผู้ไม่จงรักภักดี

แต่เรื่องน่าประหลาดนี้ กลับบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาว่า พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญสูงสุด และต้องเป็นบุคคลที่ได้ รับการพิจารณาคัดสรรเป็นอย่างดีที่สุดว่ามีความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ ว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี

เพื่อให้ข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดูดีมีน้ำหนัก สามารถหลอกประชาชนให้หลงเชื่อได้ จึงมีผู้คนบางคนที่กระทำการโดยแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำเนินการบางประการให้ประชาชนเห็นและหลงเชื่อว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล และการกระทำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นที่ทรงโปรด และทรงให้การสนับสนุน อาทิ...

การให้ข่าวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงิน 1 แสนบาทให้แก่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำไปบิดเบือน ว่าเป็นเงินพระราชทานช่วยเหลือพันธมิตรฯ และทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมิได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง ถูกแทง ถูกรถชนโดยการกระทำของกลุ่มพันธมิตร แม้แต่น้อย

การให้ข่าวดังกล่าวนี้ ผู้ให้ข่าวมีความตั้งใจที่จะแสดงให้ประชาชนได้พึงรับทราบประหนึ่งว่าทรงเลือกข้างแล้ว ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น ทรงมีพระเมตตาแก่ประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเท่าเทียมกัน ทรงพระราชทานเงินให้แก่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างทั่วถึง ไม่มีการแบ่งแยกว่าประชาชนคนใดเป็นฝ่ายใด หากแต่ประชาชนทุกคนเป็นประชาชนของพระองค์ท่านเสมอมา มิเคยเปลี่ยนแปลง จะมีก็แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ให้ข่าว และผู้บังอาจบิดเบือนพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านเท่านั้น ที่มีเจตนาจะแบ่ง แยกประชาชน และทำให้คนในชาติแตกแยก โดยใช้ความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อพระองค์ท่าน เป็นอุบาย

ข่าวดังกล่าวนี้ แม้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของประชาชนผู้จงรักภักดีอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มากเท่ากับที่ส่งผลกระทบต่อตำรวจ และ ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยถวายชีวิตเป็นราชพลี เพื่อปกป้องรักษาราชบัลลังก์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ จนเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะหัวใจสลาย และบอบช้ำทางจิตใจยิ่งนัก ทั้งยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมจากผู้คนในสังคมที่หลงเชื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาสร้างความสำคัญให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีเหนือกว่าตำรวจ และ ทหารทั้งแผ่นดิน
ความจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับกันก็คือว่า ตำรวจและทหาร เป็นเสาหลักในการปกปักรักษาและค้ำราชบัลลังก์ เป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มานับแต่มีราชอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และ รัตนโกสินทร์ จวบจนถึงทุกวันนี้ สถาบันตำรวจ ทหาร มิเคยอยู่ห่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ และมิเคยตกอยู่ในสภาพที่ถูกทำร้าย ทำลาย กัดกร่อน อย่างหนัก ด้วยข้อหาร้ายแรงเช่นที่ประสบพบเจออยู่ในขณะนี้ ด้วยปากของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

ความจริงประการหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เสาหลักที่ค้ำราชบัลลังก์ กำลังถูกฝูงปลวก รุมกัดกินจนแทบจะซวนเซและทรุดลง โดยที่ไม่มีผู้ใดสนใจดูแลสภาพของเสาว่ายังคงแข็งแรงอยู่หรือไม่ หากแต่ไปสนใจว่าฝูงปลวกที่มารุมกัดกินเสา ยังมีความสุขดีอยู่หรือ ขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่ จะได้นำไปช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ฝูงปลวก ให้อุดมสมบูรณ์

ปลวกฝูงนี้ นำโดย พญาปลวกที่ชื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งสถาปนาตนขึ้นเป็นพญาปลวก หลังจากที่ใช้ลีลาวาจาโวหารนำเสนอความเท็จ จนประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ เดินเข้ามาอยู่ในรังปลวก และพร้อมที่ปฏิบัติตามที่พญาปลวก สั่งให้กัดกิน ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า และไม่เป็นที่พึงพอใจ ขัดความต้องการของพญาปลวก

จากปลวกธรรมดาตัวหนึ่งที่กัดกินนักการเมืองเป็นเหยื่ออาหาร ก็กลายเป็นพญาปลวกขึ้นมาในเวลาไม่นานนัก เมื่อมีผู้หลงเชื่อนำผ้าแพรหลากสีมาผูกไว้ที่รังปลวก พร้อมกับนำธูปมากราบไหว้ทุกวันๆ ส่งผลให้รังปลวกธรรมดารังหนึ่ง ย่านถนนพระอาทิตย์กลายเป็นจอมปลวก ขนาดใหญ่ และมีการขยายอาณาจักรปลวก กัดกินทำลายเรื่อยไปทุกสถาบัน ทุกองค์กร ทุกคนที่ไม่ทำตามความต้องการของพญาปลวก จนในที่สุดก็มาถึงวันที่พญาปลวก นำฝูงปลวกที่หลงเชื่อมากัดกินเสาหลักค้ำราชบัลลังก์ ด้วยข้อหาไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่พญาปลวกตัวนั้นต่างหากที่มีเจตนาแอบแฝงอยู่ในใจ โดยที่สามารถคาดหมายได้อยู่แล้วว่า หากวันใดที่เสาค้ำราชบัลลังก์ ถูกกัดกินจนหมดสิ้นไป และหักโค่นลงมา ราชบัลลังก์จะอยู่ในสถานะใด

พญาปลวก กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะนำจอมปลวกหรืออาณาจักรของตัวเอง ไปทำหน้าที่แทนเสาค้ำราชบัลลังก์ อย่าง ทหาร และ ตำรวจ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแสดงให้ประชาชนหลงเชื่อว่าม็อบพันธมิตร มีความสามารถและเหมาะสมที่จะเข้าไปทำหน้าที่รักษาราชบัลลังก์ แทนกองทัพ และ ตำรวจ ได้ เนื่องจากมีความจงรักภักดีมากกว่า

หากวันใดที่ เสาค้ำราชบัลลังก์ถูกกัดกินจนหักโค่น ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป พญาปลวกที่ผลักดันตัวเองมาทำหน้าที่แทนเสา จะทำหน้าที่ค้ำราชบัลลังก์ดังปากว่า หรือ กัดกินราชบัลลังก์ดังใจหมาย คงไม่ยากเกินไปที่จะทำนายหรือคาดเดา

เพราะพญาปลวก อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นที่เลื่องลือและรับรู้กันทั่วทุกวงการว่า กัดกิน หากินไม่เลือก และไม่รู้จักอิ่ม อยู่แล้ว

ขณะเขียนบทความเรื่อง จอมปลวก มีข่าวชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงความหวังดีประสงค์ร้าย ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาพอดิบพอดี ข่าวชิ้นนี้มาจากสำนักข่าวเอพี ตีข่าวมาเป็นภาษาอังกฤษ แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับผู้ประท้วงขับไล่รัฐบาลในประเทศไทยว่า “ไม่คิดว่าคนเหล่านี้ทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่แอบอ้าง คนพวกนั้นทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเขาเอง”

พระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานแก่สื่อมวลชนต่างประเทศ เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เห็นได้ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนเช่นไร เป็นบุคคลที่อันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และราชบัลลังก์ มากเพียงใด

ความมุ่งหมายที่จะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นอุบายแสวงหาอำนาจทางการเมืองแก่ตนเองและพวกพ้อง ยังคงเดินหน้าไม่หยุดยั้ง ไม่รั้งรอ และไม่ลังเลที่จะดำเนิน การเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเร็วที่สุด โดยมิได้คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ ประเทศชาติ ประชาชน แต่มุ่งหมายที่จะแสวงหาประโยชน์แก่ตนเป็นสำคัญที่สุด

เป็นที่ทราบกันดีว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ จะไม่ทรงยุ่งเกี่ยว หรือแสดงความเห็นทางการเมือง หรือเหตุการณ์ที่มีผลกระทบทางการเมือง เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงอยู่เหนือการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอความเห็นต่อสาธารณะหรือสื่อมวลชน เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เว้นแต่จะเป็นภาวะวิกฤตของบ้านเมืองที่ไม่สามารถหาทางออกได้แล้ว พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานคำแนะนำให้ผู้มีหน้าที่นำไปปฏิบัติ ซึ่งทุกครั้งก็สามารถยุติเหตุการณ์ได้ในเร็ววันและทันที และภาวะวิกฤตของบ้านเมืองก็จะมลายหายสิ้นไปโดยพลัน ความสมานฉันท์กลับคืนสู่ประชาชนคนไทยโดยถ้วนทั่ว
พระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่มีต่อสื่อมวลชนต่างประเทศในคราครั้งนี้ จึงเป็นพระดำรัสที่ประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดี พึงรับรู้และพิจารณา เพื่อที่ผู้ยังไม่หลงผิดจะได้ไม่หลงผิด และผู้ที่หลงผิดไปแล้ว จะถือโอกาสกลับตัวกลับใจ ไม่มัวเมาอยู่ในอุบาย “จงรักภักดีเหนือผู้อื่น” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกต่อไป

บัดนี้ ประชาชนผู้จงรักภักดี พึงจะได้ประจักษ์ความจริงแก่ใจแล้วว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้จงรักภักดีเหนือกว่าผู้อื่นจริงหรือไม่ เป็นผู้ที่จะทำหน้าที่เสาค้ำราชบัลลังก์แทนกองทัพ และตำรวจได้จริงหรือไม่

ระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แอบอ้างว่าทำเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระดำรัสว่า เขามิได้ทำเพื่อพระมหา กษัตริย์ เขาทำเพื่อตัวเขาเอง

คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน จะเชื่อผู้ใด

คำถามนี้ คงไม่ยากเกินไปที่จะตอบ สำหรับผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาชนผู้งจงรักภักดี

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยทั้งประเทศ จะช่วยกันทำลายจอมปลวก ที่ถูกขบวนการแอบอ้าง

สถาบันพระมหากษัตริย์ หลอกลวงต้มตุ๋นประชาชน ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กำลังกัดกินทุกสถาบัน ทุกองค์กร ทุกคน ไม้เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ได้รับความเสียหาย และเสื่อมเสีย

มีข่าวมาถึงหูผมว่า เหตุที่ข่าวของสำนักข่าวเอพี ชิ้นนี้ไม่ถูกนำเสนอทางสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ และ สื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย ในขณะที่สื่อทั่วโลก นำเสนอกันอย่างกว้างขวาง เป็นเพราะว่ามีโทรศัพท์จากขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อยู่ในสำนักพระราชวัง ไปยังสำนักข่าวทุกแห่งในประเทศไทย มิให้นำเสนอพระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่พระราช ทานสัมภาษณ์แก่สำนักข่าวเอพี

ไม่น่าเชื่อว่ากระทั่ง พระดำรัสของเจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักเคารพเทิดทูนของคนไทยทั้งชาติ ยังถูกปิดกั้น ทั้งๆ ที่พระราชทานแก่สำนักข่าวต่างประเทศ และเผยแพร่ข่าวนี้ไปทั่วโลก แต่คนไทยกลับมีโอกาสได้รับทราบน้อยมาก นี่ย่อมจะแสดงให้เห็นว่าขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหา กษัตริย์ สร้างความสำคัญให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย เป็นขบวนการใหญ่เพียงใด และเป็นขบวนการที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้ คนไทยผู้จงรักภักดีย่อมจะตระหนักได้ถึงอันตรายร้ายแรงของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และภัยของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งมีเครือข่ายแทรกซึมอยู่ทั่วทุกวงการ ทุกอาชีพ ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้สถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างน่าหวาดกลัว
เภทภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เสาหลักที่ค้ำราชบัลลังก์มาช้านานกว่า 700 ปี ก่อตัวขึ้นมาแล้วและกำลังจะพัดโ*****่างรุนแรง เพื่อทำลายล้างให้สิ้นซาก หากว่าพวกเรานิ่งเฉย ประเทศไทยหลังพายุร้ายพันธมิตรพัดผ่าน จะเป็นเช่นไร สถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา จะดำรงอยู่อย่างไร ในวันที่กองทัพถูกกัดกร่อน
เพื่อป้องกันเภทภัยที่จะกรายกล้ำเข้าใกล้สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยผู้จงรักภักดีจักต้องร่วมมือร่วมใจกันทำลาย กลุ่มพันธมิตรและเครือข่ายให้สิ้นซาก ซึ่งต้องใช้ความไม่กลัวเป็นที่ตั้ง ใช้ความกล้าเป็นธงนำ และต้องลงมือทันที โดยมิรอช้าให้เวลาผ่านเลยไปอีกแล้ว

การทำลายกลุ่มพันธมิตรและเครือข่าย ไม่ต่างจากการทำลายจอมปลวกที่มีผ้าแพรหลากสีผูกล้อม และมีธูปปักไว้เหนือกองดิน หากเราเห็นเภทภัยของปลวก มากกว่าอวิชชาที่บดบังปัญญาของเรา ก็เพียงทุบทำลาย และพ่นยาฆ่าปลวก ก็เป็นอันเสร็จสรรพ

แต่หากเราหลงเชื่อว่าจอมปลวกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถูกอวิชชาครอบงำว่ากองดินเป็นสิ่งวิเศษมีพลังลี้ลับ จะทำลายล้างเราได้ด้วยวิชาอาคม บ้านของเราทั้งหลัง ก็คงไม่พ้นจะต้องถูกทำลาย เพราะปลวกกัดกินจนถล่มทลายลงมาเป็นกองดิน และเป็นอาหารของฝูงปลวก เป็นแน่แท้
คนไทยผู้จงรักภักดีทุกคน โดยเฉพาะ ตำรวจ ทหาร คงไม่มีใครอยากเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องตกเป็นอาการหรือเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือ ของฝูงปลวกที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่ายพันธมิตร

ภารกิจนี้เป็นของคนไทยทุกคน และต้องเร่งรัดกระทำโดยเร็ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


จาก www.prachatai.com

Friday, October 10, 2008

สลายฝูงชนตามหลักสากล

กรุงเทพฯ 10 ต.ค.-ปฏิบัติการที่ตำรวจใช้ในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม จนทนายความกลุ่มพันธมิตรฯ นำเรื่องไปยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและผบ.ตร.ต่อศาลปกครองกลาง กระทั่งศาลมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทำการใด ๆ ต่อผู้ชุมนุมเท่าที่จำเป็น คำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน นำมาซึ่งคำถามที่ว่าวิธีการของตำรวจรุนแรงหรือเกินกว่าเหตุหรือไม่ และขั้นตอนสลายการชุมนุมตามหลักสากลเป็นอย่างไร.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-10 19:48:32

จับได้แล้วมือที่3 ปาระเบิดใส่ตำวจ2


จับได้แล้วมือที่3 ปาระเบิดใส่ตำวจ2 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

จับได้แล้วมือที่3 ปาระเบิดใส่ตำวจ


จับได้แล้วมือที่3 ปาระเบิดใส่ตำวจ - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

กอ.รมน.ตั้งวอร์รูมคุม‘ม็อบถ่อย’


กอ.รมน.ตั้ง “วอร์รูม” ประเมินสถานการณ์ม็อบถ่อย พธม. ปัดไม่มีส่วนร่วมในการควบคุม “พื้นที่สีแดง” ชี้เป็นกลไกของตำรวจ ย้ำมีหน้าที่คนละส่วนงาน

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์การชุมนุมว่า กอ.รมน.มีการตั้งวอร์รูม เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุม ซึ่งในทุกวันจะมีการรายงานสถานการณ์เข้ามายังห้องติดตามสถานการณ์ โดยจะมีการนำเรียนผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กอ.รมน.ยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ เพราะยังไม่มีการประกาศพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย จึงถือว่ายังเป็นกลไกของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดำเนินการ ส่วนเรื่องด้านการข่าว ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพบก กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) และหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในกองทัพ ซึ่งขณะนี้เราทำงานได้เพียงประสานเพื่อให้ข้อมูล แต่ยังไม่มีการปฏิบัติการ

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยอมรับว่ามีหน่วยข่าวแจ้งว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะมีการก่อเหตุในช่วง 1-2 วันนี้ พ.อ.ธนาธิป ชี้แจงว่า กอ.รมน.ไม่มีการนำข่าวมาแปลงเป็นข่าวกรอง เพียงแต่ติดตามข้อมูลเท่านั้น หน้าที่หลักคงเป็นหน้าที่ของ ผบ.ทบ. เพราะถือเป็นประธานดูแลเรื่องนี้อยู่ ทั้งนี้สิ่งที่ กอ.รมน.ดำเนินการมีเพียงรับทราบข้อมูล และรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ต่างๆ เพราะการชุมนุมครั้งที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรได้ขยับเข้ามาถึงบริเวณหน้า กอ.รมน.


นายกฯสมชายอุดรูรั่วโครงการ'ฝนหลวง'


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการทำฝนหลวง ในโครงการตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงมีปัญหาเรื่องบุคลากรและเครื่องบินไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องนำของเอกชนมาใช้ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 1 แสนบาท เป็น 3 แสนบาทต่อวัน

นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยยูเรียที่ใช้ในกระบวนการทำฝนหลวง เพราะปุ๋ยมีราคาเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีก 1-2 เท่าตัว ดังนั้นรัฐบาลจึงอนุมัติให้เพิ่มจำนวนเครื่องบินฝนหลวง 2 ลำ พร้อมทั้งตั้งงบประมาณสำรองเพิ่มในแต่ละปี และยังมีแนวโน้มที่จะสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยยูเรียในประเทศไทย โดยจะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สานต่อโครงการนี้กับเอกชนต่อไป

พระเทพฯสัมภาษณ์ AP“พันธมิตรไม่ได้ทำเพื่อสถาบัน”


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพี. ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวท้องถิ่นแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดยมีพระราชดำริว่า ไม่คิดว่าม็อบพันธมิตรฯทำเพื่อสถาบัน เป็นการทำเพื่อตัวเอง ในเหตุการณ์ควบคุมฝูงชนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา

สำนักข่าวท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่ง (
http://www.courant.com/news/local/statewire/hc-09192950.apds.m0355.bc-ct--thaioct09,0,6157926.story) อ้างรายงานข่าวของสำนักข่าวเอพี (9 ต.ค.)ถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์ขณะที่กำลังเดินทางเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในขณะนี้ ไม่เชื่อว่าการประท้วงที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทย ถูกจัดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อสถาบันกษัตริย์

ในการประทานสัมภาษณ์แก่นักข่าว ที่ โรงเรียนชอทช์ โรสแมรี่ ฮอลล์ (Choate Rosemary Hall prep school) ในเมือง เวลลิงฟอร์ด (WallingfordX เมื่อวานนี้ พระองค์ทรงตรัสตอบคำถามนักข่าวที่ถามว่า พระองค์ทรงเห็นด้วยหรือไม่กับผู้ประท้วงที่กล่าวว่าเขาเหล่านั้นได้ประท้วงเพื่อสถาบันพระมหากษัตย์ ซึ่งพระองค์ทรงตอบปฏิเสธ และทรงตรัสว่าเขาเหล่านั้นทำไปเพื่อตัวเขาเอง

นักข่าวยังได้ถามต่ออีกว่า เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ออกมาตรัส พระองค์จึงตอบว่า ไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้สอบถามพระองค์ท่าน

(บทนำเสนอข่าวเป็นภาษาอังกฤษ....)
Princess Maha Chakri Sirindhorn talked about the importance of public service Thursday at the Choate Rosemary Hall prep school in Wallingford. She later headed to the University of Pennsylvania for a U.S.-Thailand education discussion

Her visit came amid the worst political violence in Thailand in more than a decade. Thousands of protesters have camped at the main government office complex to demand electoral changes and an end to corruption in Thai politics.

In violent clashes on Tuesday, 423 protesters and 20 police were injured, Thai medical authorities said. One woman was killed, and a man died in what appeared to be a related incident.
The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters
who say they are acting on behalf of the monarchy.

"I don't think so," she replied. "They do things for themselves."

Asked why the king has not spoken out, she said, "I don't know because I haven't asked him."
Protest leaders have called for the prosecution of people who insult the monarchy. One leader wants to abandon Thailand's popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.

Some academics have said the plan would enhance the power of the country's military and monarchy at the expense of the poor.

"There are a lot of political problems," the princess said. "I told my friends, colleagues just to do what is their duty."

'หมอพรทิพย์'เก็บหลักฐานชี้ตัวคนผิดเหตุม็อบถ่อยดับเครื่องชนตร.

พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้นำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ลงพื้นที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างม็อบพันธมิตรฯ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่บริเวณแยกพิชัย บริเวณรัฐสภาตรงข้ามสวนสัตว์ดุสิต และหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล

ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ต้องหาหลักฐานใน 3 ประเด็น คือ แรงอัดแก๊สน้ำตา ทำให้แขนและขาขาดได้หรือไม่ สาเหตุที่อวัยวะขาดเกิดจากอะไร และใครเป็นผู้ใช้อาวุธสงคราม ซึ่งสารระเบิดดังกล่าวเมื่อใช้แล้วยังคงติดอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเวลาถึง 2 ปี จึงมั่นใจว่าสามารถตรวจพิสูจน์ได้


ปชป.ล่าตัว‘หม่อมปลื้ม’คืนเงิน2แสนชี้เหตุถูกประจาน‘ขายชาติ’


“พรรคฝ่ายแค้น ปชป.” ล่าตัว “หม่อมปลื้ม” คืนเงินบริจาค 2 แสนบาท หลังถูกเปิดโปงพฤติกรรมล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย เหตุทายาทหม่อมอุ๋ยปูด ปชป.ฉวยจังหวะ!ประจานประเทศไทยกรณีสลายผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา

นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และคณะส.ส.กทม. ประกอบด้วย นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ,นายชนินทร์ รุ่งแสง ,นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้เดินทางติดตามหาตัว ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล หรือคุณปลื้ม เพื่อนำเช็คเงินสด 2 แสนบาทที่เคยได้รับบริจาคสนับสนุนพรรคไปคืนให้กับเจ้าตัว

ทั้งนี้ การติดตามหาตัว ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เพื่อคืนเงินครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ ม.ล.ณัฎฐกรณ์ ได้พูดถึงเรื่องเงินบริจาค 2 แสนบาทที่ได้เคยให้การสนับสนุนกับพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2550 โดยกล่าวผ่านรายการวิทยุ “The News Show” เมื่อวานนี้ (9 ต.ค.) ว่ารู้สึกเสียดายเงินและยังได้บิดเบือนการทำจดหมายไปยังทูตประเทศต่างๆ ของพรรคฯ ว่าเป็นการประจานประเทศไทย และต้องการล้มล้างนายกรัฐมนตรี

ต่อเรื่องดังกล่าว นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ กล่าวว่า การทำจดหมายไปยังทูตนั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงกรณีการสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา ซึ่งเป็นการวิพาสกษ์วิจารณ์รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยมิได้เป็นประจานประเทศไทยแต่อย่างใด

“ทางพรรคได้ติดตามหาตัว ม.ล.ณัฎฐกรณ์ แต่ไม่เจอตัว จึงขอประกาศผ่านสื่อมวลชนไปยัง ม.ล.ณัฎฐกรณ์ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ประสงค์ที่จะรับเงินจากคนที่ไม่มีอุดมการณ์ตรงกับพรรค และได้พยายามพูดจาใส่ร้ายป้ายสีพรรคโดยไม่เป็นความจริง และอยากจะบอกอีกว่า พวกเราไม่ต้องการเงินจากคนอย่างคุณ ....” นายองอาจ กล่าวตอบโต้

ด้าน นายกรณ์ จาติกวนิช กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์รู้สึกสำนึกในบุญคุณของทุกบาททุกสตางค์จากทุกคนที่บริจาคให้กับพรรค แต่ก็ต้องตรวจสอบอุดมการณ์และความคิดของผู้บริจาคด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อขณะนี้ปรากฎชัดเจนว่า อุดมการณ์ของ “คุณปลื้ม” มีความขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างมาก ทางพรรคฯ จึงไม่ลังเลใจที่จะคืนเงิน 2 แสนบาท มาคืนให้กับเจ้าตัวทันทีและทางพรรคประชาธิปัตย์จะทำการนัดหมายกับ ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล เพื่อนำเงินไปคืนในโอกาสต่อไป


‘สุริยะใส’ปั้นน้ำเป็นตัว!อ้างผู้ชุมนุมสูญหายนับสิบ เหตุสลายม็อบคลั่งชาติ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยหลังการเข้ามอบตัวและให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ว่า ภายหลังแกนนำพันธมิตร ได้รับอิสรภาพก็จะเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รวมถึงกรณีมีผู้สูญหายในเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวกว่า10 รายด้วย โดยจะดำเนินการในชั้นศาล ทั้งในและต่างประเทศ และร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อหาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ขณะที่การเคลื่อนไหวต่างๆ นั้น จากนี้จะต้องมีการประชุมหารือกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายสุริยะใส ยังกล่าวถึงข้อหาที่ถูกแจ้งขณะนี้ คือ ชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และปลุกปั่นยั่วยุ ให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องกับรัฐนั้น เป็นข้อหาที่แกนนำพันธมิตรพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์

มติครม.ตั้ง‘วงศ์ศักดิ์’เป็นอธิบดีกรมการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว. มหาดไทย เสนอชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ย้ายนายวิชัย ศรีขวัญ อธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผจวราชบุรี เป็นอธิบดีกรมการปกครอง นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลย์วุฒิ ผู้ว่าราชการสมุทรปราการ เป็นอธิบดีกรมที่ดิน

นายอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการอุทัยธานี เข้ามาเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสุกิจ เจริญรัตนกุล รองปลัดกระทรวง ไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายปรีชา บุตรศรี จากอธิบดีกรมพัฒนาชุมชนไปเป็น ผจว.ปทุมธานี

ความกลัว ทำให้เสื่อม


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551 พรุ่งนี้ วันที่ 11 ตุลาคม เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่หนังสือประชาทรรศน์ รายวัน ได้ฤกษ์วางจำหน่ายวันแรก ได้รับใช้ผู้มีอุปการคุณ หลังจากที่ได้ทดลองพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์ ในวันที่ 1 ตุลาคม เพื่อแจกให้กับสมาชิกนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ผู้พี่ที่เกิดนำร่องไปก่อนหนึ่งปี และเกิดในภาวะไม่ปกติ ในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีใครกล้าที่จะทำหนังสือพิมพ์การเมือง ในห้วงเวลาเผด็จการครองอำนาจ มีแต่น้องชายผม นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ กัปตันนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ซึ่งไม่ได้กินเลือดเสือที่ไหน แต่เมื่อหัวใจโหยหาประชาธิปไตยที่ถูก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ยึดไปโดยไม่มีเหตุผล จึงใช้ นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ เป็นกระบอกเสียง ต้านเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย

00 “ความกลัว ทำให้เสื่อม” ที่ใครต่อใครมักหยิบยกขึ้นมาพูดปลอบใจและปลุกขวัญให้กับตัวเองนั้น ทีมงานนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ จึงรวบรวมความกล้าเพื่อสู้กับเผด็จการ ทำให้คนร่วมวงการที่ทำตัวลู่ตามลมตามสถานการณ์เพื่อความปลอดภัย และพวกที่เข้าไปสยบรับใช้เผด็จการ ที่มีบำเหน็จรางวัลตอบแทนกันถ้วนหน้า กลุ่มคนเหล่านี้ จึงมอง นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ เป็น “สื่อเทียม” เกิดขึ้นมาเฉพาะกิจ เพื่อรับใช้นักการเมือง

00 แต่บรรดา “สื่อแท้” ไม่ได้มองตัวเองเลยว่า พฤติกรรมที่ทำกันอยู่ในห้วงเวลานั้น ได้รับใช้เผด็จการทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ โดยพวกที่ตั้งใจรับใช้เผด็จการ ซึ่งมีประโยชน์ตอบแทนกันนั้น จะพยายามปิดบังอำพรางพฤติกรรม และ สร้างภาพให้ดูประหนึ่งว่าจิตและวิญญาณอัดแน่นไปด้วยอุดมการณ์ กล่าวหาคนที่ไม่ใช่พวกตัวเองเป็น “สื่อเทียม” เหมือนกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ยกคำว่า “หกสิบกว่าปีอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” จึงมองฝ่ายตรงข้ามเป็นนักการเมืองน้ำเน่า พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เป็นพวกซื้อสิทธิขายเสียง

00นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ประกาศตัว ต้านเผด็จการ โหยหาประชาธิปไตย อย่างชัดเจน ทำให้ได้รับการต้อนรับจากผู้รักประชาธิปไตยอย่าง อบอุ่น และ อึดอัด ของผู้มีอุปการคุณ อึดอัดเพราะ 7 วัน จะได้อ่านได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จึงเกิดขึ้นมาตามเสียงเรียกร้องของผู้รักและโหยหาประชาธิปไตย วันพรุ่งนี้ก็จะครบขวบปีของการวางจำหน่ายหนังสือพิมพ์รายวัน ที่ประกาศตัวเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ และ ตีแผ่ขบวนการพันธมิตรพันธมารที่รวมตัวกันสร้างเงื่อนไข ก่อวิกฤติให้กับประเทศชาติเดินไปสู่ทางตัน เพื่อเรียกร้องให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ เพ้อฝันจะนำลัทธิการเมืองใหม่มาใช้ปกครองประเทศ โดยเรียกชื่อให้สวยหรูเป็นการเมืองใหม่ เพื่อให้คนในการเมืองปัจจุบันต้องสูญพันธุ์ หากไม่สร้างการเมืองใหม่ ปัญหาต่างๆ ในประเทศไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งไม่มีใครเถียง เพราะกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการเลือกพรรคพลังประชาชนให้ชนะการเลือกตั้ง หาก นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยุบสภา ตามข้อเสนอแนะจาก สมาชิกพรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาสายพันธมิตรพันธมาร ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะประชาชนยังมั่นใจในนโยบายของพรรคพลังประชาชน ซึ่งแปรเปลี่ยนมาจากพรรคไทยรักไทย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วางรากฐานไว้ให้รากแก้วมั่นใจ

00 หนึ่งปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ได้ตามรอย นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ซึ่งนำร่องไว้ดี ทำให้ประชาทรรศน์ รายวัน เป็นหนังสือพิมม์รายวันน้องใหม่ ที่มีอายุแค่หนึ่งปี ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตั้งไข่ ทั้งยอดพิมพ์สูงเกินกว่าที่คาดหมายไว้หลายเท่า และยังเป็นหนังสือพิมพ์ที่ยอดจำหน่ายสูง หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มว่าจะต้องเพิ่มยอดขึ้นอีกตามเสียงเรียกร้องของท่านผู้มีอุปการคุณ ที่มักจะพูดแซวกันว่า ใครเป็นแฟนประชาทรรศน์ ไปซื้อช้าหมดอดอ่าน

๐๐ กว่าจะเดินทางมาถึงวันครบรอบหนึ่งปี หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ต้องฝ่าฟันกับสารพัดปัญหา แม้จะเกิดขึ้นมาในห้วงเวลาที่ เผด็จการเริ่มแผ่วปลาย แต่ผลพวงและกากเดน รวมทั้งเชื้อชั่วยังทิ้งไว้เป็นปัญหาให้กับประเทศ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ คือตัวการสร้างปัญหาให้กับประเทศไม่สิ้นสุด ทำให้อายุครบขวบปีจึงไม่มีงานสังสรรค์ เหมือนกับที่บรรดาหนังสือพิมพ์พวกพี่ๆ ทำกันเป็นประจำ ด้วยเหตุผลสถานการณ์ของประเทศยังไม่ปกติ แต่ไม่ทำอะไรเลย ผ่านแล้วผ่านเลย ก็ดูกระไรอยู่ จะตกเป็นเหยื่อขี้ปากของผู้หวังดีประสงค์ร้าย กระพือข่าว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ เสร็จสิ้นภารกิจ อย่างที่เคยสบประมาทไว้เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจ ได้ปิดตัวเองไปแล้ว

00 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบปีของการวางจำหน่าย ในวันที่ 11 ตุลาคม สำนักข่าวประชาทรรศน์ จะคลอดนิตยสารประชาทรรศน์ รายปักษ์ หรือ ราย 15 วัน โดยใช้ชื่อ นิตยสารประชาทรรศน์ ฉบับ “ความจริงวันนี้” นำเนื้อหาสาระตอนสำคัญๆ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีทีไปแล้ว มาให้ท่านได้อ่านกันใหม่ สำหรับคนที่ถ่างตารอดูรายการความจริงวันนี้ในแต่ละคืน แต่จะเป็นเรื่องใหม่ของคนที่พลาดโอกาสไม่ได้ดู จะได้อ่านกันอย่างละเอียด ได้รับรู้เป็นความจริงที่ถูกนำมาตีแผ่จนสะเทือน ทำให้หลายต่อหลายคนเสียวสันหลังไปตามๆ กัน จึงทำกันทุกวิถีทางที่จะถอดรายการ “ความจริงวันนี้” ให้พ้นไปจากจอทีวี เพื่อจะได้เข้านอนหลับสบายในคฤหาสน์หลังใหญ่ราคาถูก ไม่ต้องพะวงว่าคืนนี้ ใครหนอจะถึงคิวถูกนำไปตีแผ่กลางอากาศ

๐๐ ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญ หรือสวรรค์สรรค์สร้างให้สำนักข่าวประชาทรรศน์ กับ บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ ผู้ดำเนินรายการ ความจริงวันนี้ มีอุดมการณ์เหมือนกัน ต่อต้านเผด็จการ รักษาประชาธิปไตย ทำให้การกำหนดจัดงานครอบครัว “ความจริงวันนี้” เพื่อพบปะแฟนคลับ จะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม นี้ โดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ตรงกับวันที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน มีอายุครบหนึ่งปีที่วางจำหน่าย นิตยสารประชาทรรศน์ ฉบับความจริงวันนี้ จึงขอใช้ฤกษ์ดีวันที่ 11 ตุลาคม เป็นฉบับปฐมฤกษ์ และจะไปวิ่งให้เพ่นพ่านให้ท่านได้เรียกใช้ ในงานวันครอบครัว “ความจริงวันนี้” ที่เมืองทองธานี ตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป เอกฉัตร จึงขออนุญาตใช้เนื้อที่ตรงนี้ บอกกล่าวท่านมีผู้อุปการคุณทุกท่าน ขอคุยเรื่องของสำนักข่าวประชาทรรศน์ ของดเขียนถึงเหตุการณ์ที่คนไทยที่รักชาติด้วยใจไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคนที่รักชาติด้วยปากพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้น ตามเป้าหมายสร้างความวุ่นวายให้ประเทศเข้าสู่วิกฤติ หวังจะนำลัทธิการเมืองใหม่มาใช้ ตามที่เพ้อฝันไว้

เอกฉัตร


ความรู้สึกอันแท้จริงของคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศ!!.....โดย : ป้าพลอย

ความรู้สึกอันแท้จริงของคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศ!!

โดย : ป้าพลอย

วันศุกร์ที่ 10 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ขอเผยความรู้สึกอันแท้จริงของตนเองในกรณีที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศนานกว่าครึ่งชีวิต ความรู้สึกนี้คิดว่ายังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่อาศัยยังต่างประเทศคิดตรงกับป้า การที่เราได้มาอยู่ในประเทศที่เขาเจริญและพัฒนาแล้วทำให้เรามีความใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างทัดเทียมเยี่ยงประเทศเขา อยากเห็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน รักใคร่ปองดองกันเหมือนประเทศเขา อยากเห็นประชาชนเห็นความสำคัญของชาติบ้านเมืองเหมือนประเทศเขา

ประเทศที่เราอาศัยประชาชนของเขาต่างเคารพกฎหมาย ผู้ที่ปฏิบัติดูแลความทุกข์สุขของประชาชนเขาต่างเห็นความสำคัญชีวิตของประชาชนมากกว่าตนเอง ไม่ว่ากรณีใดๆเขาจะดูแลคนของเขาอย่างใกล้ชิด แม้แต่ประชาชนของเขาไปท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ ถูกโจรจับตัวเรียกค่าไถ่ หรือเกิดอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่นตอนที่เกิดคลื่นสึนามิ จะเห็นต่างประเทศแต่ละชาตินำเครื่องบินมารับคนของเขากลับประเทศ เห็นแล้วน่าชื่นชม หรือหากพี่น้องร่วมโลกประเทศอื่นเกิดถูกภัยธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหวที่บ้านเรือนถล่มเสียหาย หน่วยกาชาดประเทศเขาจะยื่นมือมาช่วยเหลือและจะทำการแพร่กระจายข่าวเรียกร้องออกทางโทรทัศน์ให้บริจาคเงินช่วยเหลือ ไปยังประเทศที่ประสพภัยนั้นๆ ประชาชนของเขาต่างยินดีบริจาคให้

ป้าจึงซาบซึ้งในน้ำใจของประชาชนของเขาที่เขาเห็นชีวิตของเพื่อนมนุษย์สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ตัวอย่างเช่นหากมีคนต่างชาติเกิดอุบัติเหตุในประเทศของเขาเอ็กซิเด็นอาการหนักมาก เขาจะเอาเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มารับคนบาดเจ็บทันทีโดยไม่ต้องรอว่าผู้บาดเจ็บสาหัสคนนั้นจะมีเงินจ่ายหรือไม่ เขาเห็นชีวิตมนุษย์สำคัญกว่าเงินทั้งที่คนบาดเจ็บนั้นๆไม่ใช่คนของประเทศเขา เพราะว่าเขามีจิตสำนึกการเป็นมนุษย์ที่ไม่ลำเอียงไงละ

ประเทศชาติบ้านเมืองของเขาจึงเจริญ ทำอะไรไม่มีใครขัดขวาง ประชาชนต่างร่วมมือและเคร่งคัดกฎระเบียบเคารพในกฎหมาย ความศักดิ์สิทธ์แห่งกฎหมายที่เขานำมาใช้แก่ประชาชน ประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามไม่มีข้อยกเว้นหรือเรียกร้องใดๆ จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญของเขายุติธรรมและตัดสินทุกเรื่องอย่างยุติธรรมไม่เอนเอียงไปข้างหนึ่งข้างใด ไม่มีการสอดใต้โต๊ะให้กัน ทำงานกันอย่างโปร่งใสไม่มีใครสั่งได้ คดีทุกคดีศาลพิจารณาแล้วว่ากระทำความผิดจริง คนกระทำความผิดต้องถูกรับโทษ

ทุกสิ่งทุกอย่างในต่างประเทศเป็นกฎระเบียบต้องทำตามและเคารพ ในต่างประเทศผู้รักษากฎหมาย เช่น ตำรวจ ประชาชนต่างกลัวเกรง เพราะปัญหาอะไรๆทั้งหมดตกอยู่กับตำรวจ ไม่ว่าเรื่องร้อยแปดพันเรื่อง เขาถือว่าตำรวจคือที่พึ่งของเขา ฉะนั้น ตำรวจในต่างประเทศต่างเคร่งคัดในหน้าที่ ทำตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นภายในประเทศเขาจะมีหน่วยคอมมานโด ตำรวจหน่วยนี้อันตรายที่ใส่เสื้อผ้าชุดดำ พวกนี้รวดเร็วอย่างสายฟ้าแลบ เพราะฝึกมาโดยเฉพาะ มีอาวุธติดตัวทุกคนไม่ว่า มีด ไม้ ปืนที่ทันสมัย และปืนแก็สน้ำตา ถ้าเป็นเรื่องปราบผู้ร้าย หน่วยคอมมานโดจะใช้หมวกไหมพรมปิดหน้า เหลือแค่ตาปากและจมูก ไม่ให้ผู้ร้ายจำหน้าได้ หากปราบผู้ก่อการจลาจล จะมีตำรวจธรรมดาและตำรวจหน่วยคอมมานโด ซึ่งอยู่ห่างๆรอดูเหตุการณ์ หากตำรวจธรรมดาไม่สามารถต่อต้านได้ หน่วยคอมมานโดจะลงมือทันที

การทำงานของเขาจะสอดคล้องกัน หน่วยพยาบาลมารออยู่แล้ว หากมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายไหนเขาจะช่วยเหลือทันที นี่คือจิตสำนึกของคนที่เจริญแล้วไม่ลำเอียง ไม่เว้นแม้แต่คนที่ก่อการจารจล เพราะเขาถือว่าชีวิตมนุษย์สำคัญ ป้าไม่อยากที่จะเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย มันแตกต่างกันมาก ดังนั้นความรู้สึกของคนที่อยู่ต่างประเทศจึงเปลี่ยนไป

จริงอยู่แม้ประเทศบ้านเกิดจะมีอะไรอย่างสมบูรณ์ แต่ยังขาดหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนในต่างประเทศ เช่น ขาดความยุติธรรม ขาดกฎระเบียบ ประชาชนไม่เคารพกฎหมายเท่าที่ควร ความเคยชินกับการให้สินบน เล่นพรรคเล่นพวก ฉ้อโกงสารพัดอย่างที่มีอยู่ในประเทศบ้านเกิด บางครั้งความรู้สึกเบื่อไม่อยากจะกลับมา ยิ่งเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่คิดว่าจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศตัวเอง ยิ่งมองไม่เห็น เพราะประเทศเราอะไรๆ มันไม่ดีขึ้นเลยกลับแย่ลง

สังคมไทยเวลานี้ใครตอแหลเก่งเป็นคนดี ใครตอแหลไม่เก่งถูกโค่น ล้วนแต่หลอกลวงจอมปลอม ใส่หน้ากากเข้าหากัน ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ทุกคนดิ้นรนเพื่อพรรคพวกเพื่อความสะใจ บ้านเมืองจะฉิบหายวายวอดไม่ใช่เรื่องของข้า ขอให้ข้าได้อำนาจมาครอง จะด้วยวิธีใดข้าก็จะทำพวกเองถอยไป นี่คือความคิดของคนไทยบางส่วนที่เห็นแก่ตัว แล้วอย่างนี้ประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไรที่ไม่ยอมเสียสละ ผู้คนในประเทศไทยล้วนหวานอมขมกลืนมาโดยตลอด แต่เราไม่สามารถเรียกร้องอะไรๆจากใครได้ เพราะเขาทำเพื่อตัวเอง

คนไทยต่างมองหน้ากันเองแล้วปลงอนิจจังว่า เกิดมาผิดประเทศเราก็ได้แต่หวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเป็นวันของเรา ที่เมื่อไหร่หมดยุคของคนที่ขี่คอคนไทยมาช้านานจะจบสิ้นไปจากโลกนี้ แล้ววันนั้นประเทศคงจะเป็นดังเช่น Paradise ประชาชนคงมีความสุขกันถ้วนหน้า ไม่ต้องอยู่อย่างทาสใต้เท้าของใคร ไม่ต้องอยู่ในระบบอันแคบๆ อึดอัดหายใจไม่ออก เราก็จะได้ยืดอกว่าไอนี่แหละคนไทยแท้ ตะโกนไปทั่วโลกว่า ไอมีอิสรภาพเหมือนพวกยูแล้ว อย่ามาดูถูกไออีกนะ ไอจะพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมเช่นประเทศยู ความเป็นคนไทยได้กลับคืนมาพร้อมทั้งความภูมิใจ


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

พม่าเสียเมืองก็เพราะกษัตริย์อ่อนแอและมเหสีเหี้ยมโหด

บทความ โดย Bugbunny


พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยลัต คือผู้ครองแผ่นดินพม่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์สุดท้าย ก่อนตกเป็นจังหวัดหนึ่งของอินเดียในจักรวรรดิอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

พระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติทั้งที่เป็นเจ้าฟ้าลำดับสิบกว่าๆ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะเป็นรัชทายาทและถูกขอร้องแกมบังคับให้บวช เจ้าจอมมารดาซึ่งเป็นธิดาเมืองไทยใหญ่ (เมืองสีป่อตามพระนาม) ก็ต้องโทษอยู่ แต่ก็ขึ้นครองราชย์ได้เพราะ พระเจ้ามินดง กษัตริย์องก่อนมีพระนางอเลนันดอเป็นพระมเหสีองค์ที่โปรดปรานมีอำนาจมาก แต่ไม่มีพระราชบุตร คงมีแต่พระนางศุภยาลัตพระราชธิดาที่ทะเยอทะยานพอๆกัน ด้วยความกระหายอยากรักษาอำนาจจึงได้ร่วมมือกับ แตงดาวุ่นกี้และกินหวุ่นมุนกี้ สองขุนนางใหญ่วางแผนให้พระนางศุภยาลัตได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าพระองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งเลือกเอาพระเจ้าธีบอซึ่งตอนนั้นก็ยังทรงผนวชอยู่

ตอนนั้นจริงๆแล้ว พระเจ้ามินดงมีเจ้าฟ้านยองยานกับเจ้าฟ้านยองโอ๊กที่พอจะมีความสามารถขึ้นครองราชย์ เพราะทั้งสองพระองค์เรียนจบโรงเรียนฝรั่ง มีความฉลาดและเข้มแข็งพอสมควร แต่พระนางอเลนันดอและขุนนางเห็นว่าจะคุมได้ยาก จึงเลือกพระเจ้าธีบอที่อ่อนแอกว่า และรอเวลาจะฮุบอำนาจนั้น เพราะพระเจ้ามินดงก็เกรงพระทัยมเหสี จึงไม่ได้ตั้งเจ้าฟ้าพระองค์ใดเป็นรัชทายาทโดยเด็ดขาด

พระนางศุภยาลัตก็ได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าธีบอ (ซึ่งจริงๆก็คือพี่น้องแต่คนละแม่กัน) จนเมื่อพระเจ้ามินดงป่วยหนัก พระนางอเลนันดอจึงเรียกพวกเสนาบดีประชุมในที่รโหฐานและประกาศตั้งเจ้าฟ้าธีบอเป็นรัชทายาท ไล่จับกุมบรรดาเจ้าฟ้าและขุนนางในฝ่ายอื่นๆที่ไม่ใช่ของตัวเองใส่คุกไปมากมาย เมื่อพระเจ้ามินดงสวรรคตแล้ว ก็ให้เจ้าฟ้าธีบอขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงพม่า

พอขึ้นครองราชย์ได้พระมเหสีและมารดากับแก๊งค์ขุนนางก็จัดการสังหารบรรดาพี่น้องตัวเองและบริวารรวมกันถึงราว 500 กว่าคน เจ้าชายองค์ใดถูกปลงพระชนม์ เจ้าจอมมารดาและบรรดาลูกๆ รวมทั้งเจ้าน้ององค์หญิงเจ้าชายองค์นั้นก็โดนฆ่าทิ้งด้วย ขุนนางที่เคยรับใช้หรือญาติทางฝ่ายจอมมารดาก็จับฆ่าเสียสิ้นเหมือนกัน ใช้เวลาอยู่สามวันจึงสังหารได้หมดเพราะต้องฆ่าที่วังแต่เวลากลางคืน เพราะจะไม่ให้พวกชาวเมืองรู้ ที่เลือดเย็นกว่านั้นคือ พระนางศุภยาลัตทรงให้จัดงานปอยตลอดสามวันนั้น ให้ชาวเมืองเที่ยวงานให้สนุก พระเจ้าธีบอก็จัดให้ดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามายเพื่อไม่ให้สนใจการสังหารครั้งนั้น จะเห็นว่าการขึ้นอำนาจของพระเจ้าธีบอ เต็มไปด้วยการจัดการจากกลุ่มคนที่กระหายอำนาจและโลภโมโทสันทั้งสิ้น

เมื่อพระเจ้าธีบอได้เป็นกษัตริย์ ก็เกรงพระราชหฤทัยพระมเหสีที่สุด พระองค์ไม่กล้าแม้จะมีสนม และไม่กล้าขัดหรือค้านนโยบายต่างๆที่ออกมาจากความคิดของพระนางศุภยาลัตและพวกพ้อง การคล้อยตามเมียและบริวารจนไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง มีผลทำให้ราชวงศ์สุดท้ายของพม่าถึงแก่ล่มสลายลงไป

สาเหตุคือ พระนางศุภยาลัตและแตงดาวุ่นกี้ไม่พอใจที่อังกฤษให้ค่าสัมปทานป่าไม้น้อย และฝรั่งเศสทำท่าจะเข้ามาเสนอให้มากกว่าประกอบกับมีการกล่าวหาว่าอังกฤษลอบตัดไม้เกินกว่าที่ได้รับสัมปทาน พม่าเลยสั่งปรับอย่างหนักถึง 1 ล้านรูปี อังกฤษก็ไม่พอใจยื่นประท้วง แต่พม่าไม่ยอม ตอนนั้นพระนางศุภยาลัตคิดว่าตัวเองมีฝรั่งเศสหนุนหลัง แต่ต่อมาเกิดเรื่องเข้าจริงๆ ฝรั่งเศสก็วางตัวเป็นกลาง

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2428 อังกฤษก็เริ่มส่งข้อเรียกร้องขั้นเด็ดขาด และพม่ายอมไม่ได้ เช่น ให้อังกฤษเป็นคนควบคุมนโยบายการค้าการเดินเรือของพม่าทั้งหมด ฯลฯ มิฉะนั้นจะรบกับพม่า ซึ่งพึงเข้าใจว่าอังกฤษเข้าครอบครองพม่าใต้ไว้แล้วก่อนหน้านั้น

พระนางศุภยาลัตประกาศรบอังกฤษด้วยความหยิ่งยะโสโอหังว่าพม่านั้นเป็นชาติมหาอำนาจในเอเชียอาคเนย์ เคยชนะมาแล้วแม้แต่จีน หลงละเมอเพ้อพกอยู่กับอดีตอันยิ่งใหญ่ของพม่า โดยไม่เคยสนใจความก้าวหน้าของโลก โดยเฉพาะประเทศอภิมหาอำนาจแห่งยุคนั้อย่างอังกฤษที่มีอาณานิคมทั่วโลกและเข้มแข็งทางการทหารอย่างยิ่ง พระเจ้าธีบอตามพระทัยมเหสีจึงสั่งให้เตรียมพลไปรบ อังกฤษก็ให้นายพลแฮร์รี เพนเดอร์กาส นำทหารทั้งฝรั่งและอินเดียเคลื่อนพลเข้ารบ จากย่างกุ้งบุกไปตามลำน้ำอิรวะดีถึงมัณฑะเลย์อย่างสบาย ใช้เวลาแค่ 14 วันก็ยึดเมืองหลวงได้ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า นอกเหนือจากอาวุธที่ดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือราษฎรไม่คิดจะต่อสู้เพราะไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร เนื่องจากรัฐบาลของพระเจ้าธีบอโดยพระนางศุภยาลัต กดขี่พวกเขามาตลอด บ้านเมืองจึงขาดความสามัคคีขนาดหนัก เนื่องจากกษัตริย์และมเหสีไม่ทำตนให้เป็นที่รักของประชาชนพม่าของพระองค์เอง

พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยลัตถูกเนรเทศให้ไปอยู่อินเดียเป็นจุดสิ้นสุดของเอกราชของประเทศพม่าร่วมร้อยปี กว่าจะกลับเป็นประเทศเอกราชอีกครั้งก็หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติศาสตร์ย่อมดำเนินต่อไป ปัจจุบันในวันนี้ อนาคตข้างหน้าก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ คนมีการศึกษาจะศึกษาจากประวัติศาสตร์และระวังไม่ให้มันซ้ำรอยในทางที่เลว แต่คนด้อยการศึกษาจะเอาความรู้สึกและอารมณ์ชั่วแล่นนำส่วนที่เลวร้ายในประวัติศาสตร์มาทำซ้ำเพื่ออำนาจของตนเองโดยไม่มองผลที่จะตามมาภายหลัง

จาก thaifreenews

อย่าท้อใจไปเลยครับ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราฝ่ายเดียวครับ

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


หลังจากได้ยินคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกเลิกข้อหกกบฏของ 9 แกนนำพันธมิตรแล้ว ผมคิดว่าหลายคนคงท้อใจคิดว่า บ้านเมืองนี้มันเกิดอะไรขึ้น ขื่อแปของบ้านนี้เมืองนี้หายไปไหน บางคนถึงกับคิดไปว่า แค่ไปออกรายการทำอาหาร คณะตุลาการของบ้านเมืองนี้ถึงกับเล่นงานผู้นำประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาออกจากตำแหน่ง แต่การก่อจลาจล บุกยึดสถานที่ราชการเป็นแรมเดือน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมทั้งทำลายความสามัคคีของคนในชาติไปจนหมดสิ้น กลับได้รับการปกป้อง

หรือแม้แต่บางคนก็เปรียบเทียบไปว่า กรณีม็อบ นปก.ที่ไปประท้วงหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และตำรวจได้สลายม็อบด้วยแก๊สน้ำตาเช่นกัน แต่สื่อมวลชน และนักวิชาการทั้งหลายกลับไม่สนใจที่จะประณามว่าตำรวจใช้ความรุนแรง แถมยังมีการนำดอกไม้ไปให้กำลังใจตำรวจที่สลายม็อบในวันนั้นด้วย

แต่กรณีม็อบพันธมิตร ที่จงใจสร้างสถานการณ์ ปิดล้อมรัฐสภาแห่งชาติ ไม่ให้ผู้แทนของปวงชนเข้าไปทำหน้าที่ได้ เมื่อตำรวจใช้แก๊สน้ำตา และโล่ โดยไม่มีอาวุธอื่น เข้าสลายม็อบเพื่อเปิดทางเข้าอาคารรัฐสภาแห่งชาติ ให้ผู้แทนปวงชนแห่งชาติเข้าไปทำหน้าที่ได้ และม็อบก็มีการพกอาวุธ ทั้งปืน ระเบิด และขับรถเข้าชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำต่างๆ มากมายเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง แต่สื่อเสี้ยมทั้งหลาย นักวิชาการสายอำมาตย์ องค์กรสิทธิมนุษยชนที่เป็นพวกอำมาตย์ แพทย์พยาบาลที่เป็นทาสอำมาตยาธิปไตย กลับออกมาประณามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประสานเสียงกับพันธมิตรที่สร้างสถานการณ์ขึ้น รวมทั้งมีการบริจาคอย่างออกนอกหน้า เป็นกำลังใจให้พันธมิตร

เมื่อสังคมมีสองมาตรฐานเช่นนี้ สังคมที่ “ไม่ยอมพูดความจริง” แต่พยายามพูดแต่ในสิ่งที่ทำให้พวกตน คนที่ตนสนับสนุนได้เปรียบทางการเมือง ได้ประโยชน์ทางการเมือง สังคมหน้าไหว้หลังหลอกเช่นนี้ ความแตกแยกจึงกระจายไปทุกหย่อมหญ้า สถาบันต่างๆ ก็เสื่อมโทรมไปจนหมดสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งหลาย ที่เลือกข้างชัดเจนศรัทธาก็เสื่อมสลายไปแทบหมดสิ้น

ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมว่าปลงเสียเถอะครับ

ตามกฎแห่งกรรมแล้ว สังคมวิปริตเช่นนี้ ไม่มีทางดำรงอยู่ได้นาน สังคมแห่งการหลอกลวง วิญญูชนจอมปลอม ผู้ดีจอมปลอม คุณธรรมจอมปลอม เช่นนี้ไม่มีทางอยู่ได้หรือเจริญก้าวหน้าไปได้ เพราะแรงยึดเหนี่ยวของสังคมหายไป คุณธรรมหายไป ระเบียบกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ เสื่อมสลายไป

เมื่อสิ่งเหล่านี้หายไป ศรัทธาต่อสถาบันต่างๆ มันก็ย่อมเสื่อมสลายไปสิ้น

มีบางคนบอกผมว่า หากพวกเราคนไทย รักชาติให้น้อยลง รักตัวเองกับครอบครัวให้มากขึ้น บ้านเมืองก็จะสงบเอง

ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในขณะนี้ เกิดจากต่างฝ่ายต่างคิดถึงชาติบ้านเมือง รักชาติบ้านเมืองมากเกินไป ก็เลยคิดว่าตัวเองรักชาติมากบ้านเมืองมากกว่าคนอื่น ใครก็ไม่รักชาติบ้านเมืองเท่าตน และคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นทำเพื่อชาติบ้านเมือง ใครไม่ทำ หรือคิดอย่างที่ตัวเองคิด คือการทำลายชาติบ้านเมือง และเป็นคนขายชาติ เมื่อเกิดอคติเช่นนี้ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ต้องกำจัดคนขายชาติออกไปให้หมดสิ้น

เมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประเทศชาติ อยากให้ประเทศชาติดีขึ้น แต่มีความเห็นที่แตกต่างกัน เรื่องทำให้ประเทศชาติดีขึ้น และแต่ละฝ่ายก็คิดว่า วิธีของตนเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น วิธีของคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิด และทำลายชาติ และหนักขึ้นเมื่อบางคนคิดว่า ใครที่คิดแตกต่างจากตนเอง เป็นการทำลายชาติบ้านเมือง ต้องกำจัดมันทิ้งไปเสีย

ผมคิดว่าโลกวุ่นวายอยู่ ทุกวันนี้ ก็เพราะความเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประเทศชาตินี่แหละครับ แต่ละคนก็มีอุดมการณ์แตกต่างกัน เพื่อทำให้ประเทศชาติและสังคมดีขึ้น สุดท้ายก็ฆ่ากันเอง

ความรักชาติ นำมาซึ่งสงครามการฆ่าฟันล้างผลาญกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เพราะต่างคนต่างรักชาติของตน แต่ไม่รักชาติของคนอื่น สุดท้ายก็ต้องรบกันเพื่อให้ชาติของตนเองยิ่งใหญ่


ผมว่าสังคมมนุษย์ อาจดีขึ้น หากเราเห็นแก่ตัวเองบ้าง เห็นแก่ครอบครัวบ้าง เพราะมันทำให้เรามองจากจุดใหญ่ลงมายังจุดย่อย ซึ่งเมื่อตัวเราดีขึ้น ครอบครัวเราดีขึ้น ประเทศชาติอันเป็นที่รวมของคน และครอบครัวก็จะดีขึ้นเอง ไม่ต้องไปพยายามบีบบังคับให้คนอื่นเห็นว่า วิธีการของเราเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาดีขึ้น

หาก พธม. และฝ่ายต่างๆ อ้างชาติกันน้อยลง ผมว่าความขัดแย้งของสังคมนี้มันจะลดลง

ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยที่นับวันยิ่งขยายตัวมากยิ่งขึ้นนี้ ก็เพราะความรักชาติมากเกินไปนี่แหละครับ

รักชาติ รักสถาบันต่างๆ ให้น้อยลง บ้านเมืองจะเย็นขึ้น สังคมจะสงบขึ้น

จาก thaifreenews

บัดซบ ! อย่าทำอย่างนี้อีก.....โดย : Albatross

บัดซบ ! อย่าทำอย่างนี้อีก

โดย.....Albatross

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เป็นแม่ทัพกำลังทำการรบอยู่กลางสมรภูมิกลับแสดงอาการท้อแท้สิ้นหวังออกมาให้ไพร่พลเห็น “บัดซบที่สุด” แสดงออกมาได้ยังไง ไม่รู้หรือว่ามันเสียหาย ไพร่พลจะเอาความรุกรบมาจากไหนในเมื่อแม่ทัพแหกปากออกปาวๆ ว่าหมดใจ สิ้นคิดจริงๆ

รายการความจริงวันนี้ ของคืนวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม ทำให้ผมผิดหวังอย่างรุนแรง พูดออกมาได้ว่า “ไม่มีกระจิตกระใจจะพูด” แสดงออกถึงความท้อแท้สิ้นหวังทั้งๆที่ตัวเองล้วนเป็นแม่ทัพ แล้วประชาชนฝ่ายรัฐบาลที่เขานั่งฟังจะรู้สึกอย่างไร แม่ทัพซังกระบวยอะไร ทำไมหาความหนักแน่นไม่ได้เลย

จะเรียกคะแนนสงสารมันก็ผิดทั้งเวลาและวิธี เวลานี้คือเวลาที่ต้องพูดบอกให้แนวร่วมได้รับรู้และเข้าใจว่า ฝ่ายเราไม่ได้เสียหาย ไม่ใช่เวลามาแสดงออกแบบซังกะตาย อย่างนี้บ้านเมืองก็ฉิบหายไม่ต้องได้กู้กัน

เป็นแม่ทัพจะทำอะไรให้รอบคอบ ไม่ใช่ปากเบาเห่าไปเรื่อยเหมือนหมาบ้าน ทุกกริยาและถ้อยคำล้วนชี้นำทิศทางของแนวร่วม ถ้าโง่บื้อชั่วคราว คิดอะไรไม่ออก ก็หยุดพูดและนอนนิ่งๆเสียยังดีกว่าที่จะแสดงออกมาให้เสียหายอย่างไม่น่าให้อภัยอย่างเมื่อคืน

แม่ทัพฝ่ายเขาเข้าคุก ไพร่พลร้องไห้กันระงม บนเวทีของเขายิ่งโหมหนัก ถามว่าพิธีกรของเขาไม่เสียขวัญหรือ ก็เหมือนกันนั่นแหละ ความรู้สึกเดียวกันเป๊ะ แต่เขาก็กัดฟันไม่แสดงความท้อแท้ ทั้งๆที่เขามีเวลาพูดได้ 24 ชั่วโมง เขากลับเร่งชี้แจงให้ไพร่พลได้เข้าใจว่าเสียหายหรือไม่อย่างไร จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรให้ได้เปรียบ ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ชั้นเลิศไร้ที่ติ แต่พวกคุณละเป็นไง ทั้งๆที่มีเวลาแค่วันละไม่ถึงชั่วโมงกลับอ้าปากพูดเรื่องไร้สาระที่บั่นทอนกำลังใจฝ่ายเดียวกันอย่างเจ็บปวด

ใครๆเขาก็รู้ว่าพวกคุณทั้งสามขาดการสนับสนุน ไม่เหมือนช่วงที่นายกฯสมัครฯ ยังอยู่ แล้ว thaifreenews หล่ะ พวกเรามีใครหนุนหลังอยู่หรือ มันยิ่งน่าท้อกว่าพวกคุณอีก แต่ทำไมพวกเรายังคงสู้ยิบตา ยังคงประกาศกร้าวตลอดเวลาว่า จะยืนหยัดต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะ พวกคุณมีคนคุ้มกันแต่พวกเราต้องวิ่งหนีหาที่ซ่อนกันเอาเอง ยังไม่เคยแหกปากออกไปว่าท้อแท้ พวกเรามันบ้ากระมังจึงไม่มีคำว่าท้อแท้อยู่ในหัว จะมีก็แต่คำว่า “สู้ยิบตา” อย่างล้นเหลือจนไหลทะลักออกมานอกกะโหลก

คุณว่าพวกเราอยู่แต่หน้าจอหรือ “ถุย” ทุกครั้งที่คุณขึ้นเวทีพวกเราก็อยู่หลังเวทีคุณนั่นแหละ

เป็นแม่ทัพอย่าแสดงออกแบบโง่ๆอย่างนี้อีก ถ้าไม่รู้จะทำยังไงก็แหกตาดูฝ่ายตรงข้ามเป็นตัวอย่างบ้าง เห็นไหมว่าพวกเขาไม่เคยท้อ ทั้งๆที่มีคนน้อยกว่าอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ กำลังสู้กันอยู่กลับหันหลังให้ศัตรู แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ หน้าที่ของคุณคือนำทัพไปรบให้ชนะไม่ใช่ให้ไปนั่งเอาหัวเข่าท่วมหูร้องไห้กระซิกๆ ดัดจริตน่าถีบเหมือนกระเทยอกหัก เคยเห็นฝ่ายตรงข้ามเขาหยุดไฮปาร์คไหม ทั้งๆที่พวกเขาก็เสียน้ำตามาหลายครั้ง

เขารู้กันทั้งนั้นว่ากำลังสู้อยู่กับใคร ไม่ได้รู้แต่พวกคุณ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยืนยันว่าจะสู้ แล้วมันจะไม่ชนะได้อย่างไร จะมาตีโพยตีพายว่า เพราะเหตุนี้จึงทำให้ตัวเองท้อแท้ ทำไมไม่มองการต่อสู้ในอดีตของประเทศอื่นเขาบ้างว่า มีประเทศไหนในโลกบ้างที่ประชาชนพ่ายแพ้ “มันไม่มีโว๊ย” ลุกขึ้นซะอย่ามัวจมปรักอยู่กับอารมณ์มันไร้สาระและเสียเวลาเปล่า แม่ทัพที่ดีต้องดูเหมือนเฉยชาไร้อารมณ์และแข็งแกร่ง แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยบาดแผลแห่งความเจ็บปวด จงทำ 45 นาที ของคุณให้มีค่า คนส่วนใหญ่เขายังคงอยู่ข้างคุณ รู้ทั้งรู้ว่าเขาต้องตัดสินออกมาอย่างนั้น แล้วจะท้อแท้หาห่าอะไร “กูไม่เข้าใจ

จาก thaifreenews

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้.....โดย : Albatross

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้

โดย.....Albatross

9 ตุลาคม 51

ทายกันแม่นจริงๆ ครับ ชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย นี่คือตัวอย่างการตกผลึกทางความคิดแล้วโดยสมบูรณ์ ใช่ครับ!!! นักวิเคราะห์ชั้นยอดรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าคำตัดสินคดีกบฏต้องยกฟ้องอย่างแน่นอน ในเมื่อรู้อยู่แล้วจะท้อทำไมให้เสียอารมณ์

เพื่อนพ้องน้องพี่หลายท่านเคยให้เกียรติถามผมว่า การคาดเดาอนาคตให้แม่นยำนั้น มีหลักหรือวิธีการอย่างไร ผมก็ตอบตามหลักการยุทธ์ที่เคยได้เล่าเรียนมาว่า การคาดเดาอนาคตให้ได้แม่นยำนั้นต้องรู้ประวัติศาสตร์อย่างแตกฉาน เข้าใจปัจจุบันอย่างถ่องแท้ ก็จะสามารถคาดเดาอนาคตได้แม่นยำเหมือนตาเห็น

เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงชีวิตของพวกเราคือประวัติศาสตร์ เมื่อประกอบกันเข้ากับการให้ความสนใจเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทำให้นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยเริ่มคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ความเป็นนักยุทธศาสตร์

การเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างมีสติ ไร้ความลำเอียง แล้วสังเคราะห์ด้วยวิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อมูล คือ กุญแจการหลุดพ้นจากกลอุบายและเข้าใจฝ่ายตรงข้ามได้อย่างทะลุปุโปร่ง การตีโพยตีพายไปตามอารมณ์เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็จะหมดไปด้วย

สถานการณ์วันนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยล้วนคาดหมายได้ถูกต้อง ซึ่งไม่ได้มีนัยยะสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะฝ่ายเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่ ในขณะที่ 9 แกนนำก็ต้องเข้าไปนั่งจับเจ่าอยู่หน้าทำเนียบเหมือนเดิม เพราะไม่ได้ถูกยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา การต่อสู้จึงคงดำเนินต่อไป ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไรก็ยังคงมีมากกว่า ไฉนเลยจะแพ้ได้

เขาผู้นั้นอยากครอบงำอำนาจรัฐบาลของพวกเรา แต่เราไม่ให้เพราะเลือกตั้งเมื่อไร พวกเราก็ไม่เลือกพวกมัน แล้วมันจะทำอะไรได้

เขาสั่งให้ยกฟ้องปล่อยกบฏกลับไปทำเนียบ แล้วเป็นไง รัฐบาลของเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่

สื่อรุมด่าบิดเบือนความจริงใส่ร้ายรัฐบาลให้มัวหมอง แต่พวกเรามองเห็นอยู่แล้วว่าขาวใส แล้วมันจะทำอะไรได้อีก

นักวิชาการ หมอ และอื่นๆ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายพันธมิตรฯ พวกเราซึ่งมากกว่าก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเราอยู่ฝ่ายรัฐบาล จึงไม่เห็นว่าจะเสียเปรียบตรงไหน

พวกเราเจ็บและตายไม่มีใครเหลียวแล พวกเราก็ดูแลกันเองได้ไม่เห็นต้องง้อใครให้ช่วยเหลือ

"แล้วไงต่อ ไม่เห็นว่าเราจะเสียเปรียบที่ตรงไหน"

กลยุทธ์ต่อไปของฝ่ายเราก็แค่ทำต่อไปให้เหมือนเดิมอย่างที่เคยทำ เพราะฝ่ายตรงข้ามเขาก็ยังคงทำเหมือนเดิมอย่างที่เขาเคยทำเช่นเดียวกัน ความได้เปรียบอยู่ที่ใครจะอึดและมีกำลังใจสู้มากกว่ากัน

ขณะนี้พวกท่านล้วนกลายเป็นแม่ทัพของฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว เพราะกลอุบายใดๆ ท่านได้รู้ทันเขาไปเสียหมดแล้ว จึงทำให้ท่านอึดอย่างเหลือเชื่อ ความรู้สึกท้อแท้จึงไม่มี แต่อย่าลืมเพื่อนร่วมรบส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ตกผลึกทางความคิด เขาจะเหนื่อยและท้อถอย ฉะนั้นอย่าคิดว่าเขาจะเข้าใจเหมือนท่าน การรักษากำลังฝ่ายเราให้คงเดิมเป็นสิ่งสำคัญ การนิ่งเฉยของท่านเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่หวังจึงเป็นการทำลายกองทัพของเราเอง เร่งให้กำลังใจเพื่อนๆเสียโดยไว อย่าอมไว้ให้รู้อยู่คนเดียว

สิ่งที่ประชาธิป่วนและพันธมิตรฯ ต้องการคือไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก่อนโดนยุบพรรค จึงเป็นภารกิจหลักของพวกเราชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตย เมื่อรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จเมื่อใด ชัยชนะเด็ดขาดก็ใกล้มาเข้ามาแค่เอื้อมถึง

“ประชาธิปไตยของลูกหลานท่านเท่านั้นที่เป็นคนให้ ไม่ใช่ลูกหลาน”


จาก thaifreenews