ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 3, 2011

ส่งฎีกาแดงถึงมือ รมว.ยุติธรรม แล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยส่งฎีกาเสื้อแดง
ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว...

นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้ (3 ส.ค.)
ตนได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง
เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อนายธีรชัย วุฒิธรรม
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว
ภายหลังขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดบุคคลตามรายชื่อ
ที่มีการรวบรวมประมาณ 3 ล้านคน กรมราชทัณฑ์ ได้มีการตรวจสอบเสร็จแล้ว
และขณะนี้ได้ทำความเห็นเสนอไปยัง น.ส.กัญญานุช สอทิพย์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เพื่อไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตามขั้นตอน

ส่วนรายละเอียดของความเห็นที่ดำเนินการ ไม่สามารถเปิดเผยได้
ต้องรอ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณา
ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน
ซึ่งหากรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างไรก็จะทำความเห็นถึงสำนักราชเลขาธิการ


http://www.thairath.co.th/content/pol/199085

เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์" ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ ถ่ายเลือดขรก.ผิดฝาผิดตัว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์" ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ
ถ่ายเลือดขรก.ผิดฝาผิดตัว จับตาคิวต่อไป"มหาดไทย"




ทีใคร ทีมัน เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์"
ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ ถ่ายเลือด ขรก.ผิดฝาผิดตัวยกแผง


เกมการเมืองแบบทีใครทีมัน
เริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) "พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี"

ที่อาจเด้งไปประจำการเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

แล้วคืนความเป็นธรรมให้กับ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์"
พี่ชาย "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์" อดีตภรรยา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

ตำนานเมื่อครั้งที่ "พล.ต.อ.วิเชียร" เป็นรอง ผบ.ตร.
ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
ในการทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2550
มีส่วนจับทุจริต "ยงยุทธ ติยะไพรัช" กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน
จนถูกแจกใบแดง ถึงการยุบพรรค "พลังประชาชน"
ตกกระดานการเมือง เป็นหอกแทงคืน "พล.ต.อ.วิเชียร"

เปิดทางให้ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์" ได้กลับมานั่งตำแหน่งที่สูงสุดในกรมปทุมวัน
ในวันที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นผู้บังคับบัญชาสีกากี

อดีตสารวัตรกองปราบฯ "เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี
ได้กำหนดสเป็ก ผบ.ตร.คนใหม่ว่า
จะต้องเป็น "มือปราบ จับโจรผู้ร้าย จัดการกับยาเสพติด"
ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์

ไม่เพียงแค่เก้าอี้ ผบ.ตร.เท่านั้นที่สั่นคลอน
หากยังเขย่าไปทั้งวงการสีกากี หลัง "เฉลิม" ประกาศลั่น
ใน "รั้วปทุมวัน" ว่า จะย้ายแบบ "กราวรูด"

แนวโน้มโยกย้ายกราวรูด แตกผลจากยุครัฐบาลอภิสิทธิ์
ที่มี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นรองนายกฯดูแลความมั่นคง คุมอำนาจฝ่ายตำรวจ
แตะมือกับ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำ "ภูมิใจไทย" แท็กทีมโยกย้ายนายตำรวจ
ตั้งแต่ระดับบริหารสู่ระดับผู้บังคับการภาค ยัน ผู้บังคับการจังหวัด-ผู้กำกับการทั่วประเทศ

หลายครั้งบนอาคาร "สิริภิญโญ" ย่านศรีอยุธยา
ฐานบัญชาการใหญ่ของ "เนวิน" มีเมสเซนเจอร์วิ่งถือโพย "ขุนตำรวจ"
มาแลกเปลี่ยนต่อรองกับตำแหน่ง "นายอำเภอ" ที่ควบคุมโดย "ภูมิใจไทย"
เพื่อปูทางต่อยอดจัดทัพข้าราชการไปสู่การเลือกตั้ง
พร้อมกับสลาย "ตำรวจมะเขือเทศ"
โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน ที่เมินเฉยต่อคำสั่งกำจัดอำนาจเสื้อแดง

ห้วงขณะที่มีข่าว "พล.ต.อ.วิเชียร" ถูกเด้ง
ปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มนายตำรวจกลุ่มหนึ่ง
เดินทางไปหารือกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ถึงนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ถึงการโยกย้ายวางตัวนายตำรวจในระดับ "คุมกำลัง"

เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน ฤดูกาล แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการก็มาถึง
"ยิ่งลักษณ์" ที่สวมหมวกประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
จึงเรียกบัญชีนักบริหารระดับสูงที่มีกว่า 91 ราย
ที่ถึงคิวเกษียณอายุราชการ เตรียมจัดแถวข้าราชการครั้งใหม่

กระทรวงที่นับเป็นขุมกำลังฝ่ายพลเรือน ทำหน้าที่เคียงคู่ตำรวจ
"บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ให้แก่ประชาชน หนีไม่พ้น "กระทรวงมหาดไทย"

งวดนี้ต้องจับตาการโยกย้ายระนาบเดียวกันแบบ "บิ๊กลอต"
ที่คาดว่ามีกว่า 40-50 ตำแหน่ง เพื่อสลายขั้วอำนาจสีน้ำเงิน "ภูมิใจไทย"
ซึ่งวางขุมกำลังไว้ โดยเฉพาะตำแหน่ง อธิบดี-ผู้ว่าราชการ

โฟกัสเจาะจงไปยังจังหวัดอันเป็นฐานที่มั่นของ "เนวิน"
มีแนวโน้มจะสลับสับเปลี่ยนผู้ว่าฯเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น
ถิ่นอีสานใต้อย่าง บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา

เพราะตลอด 2 ปีที่ "เนวิน" ส่ง เครือข่ายลงไปบริหารกระทรวง
มีการจับวางข้าราชการแถบอีสานใต้แบบถี่ยิบ
บางจังหวัดเปลี่ยนผู้ว่าฯ 3 คนภายใน ปีเดียว

ล่าสุดความเคลื่อนไหวใน "กระทรวงคลองหลอด" ปรากฏชัดขึ้น
เมื่อผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หลายรายเริ่มเดินสายต่อรองกับผู้มีอำนาจใน "เพื่อไทย"
เพื่อขอย้ายไปอยู่ในจังหวัดที่ต้องการ

บางรายนัด ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่มากินข้าวดูใจกันบ่อยขึ้นกว่าปกติ
จึงทำให้โผโยกย้ายขณะนี้ยังไม่นิ่ง
มีเวลาให้บรรดา "นักวิ่ง" ได้ใช้ความสามารถไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

ขณะเดียวกันก็มี "โผ" เล็ดลอดออกมาจาก "เพื่อไทย" ว่า
จังหวัดที่จะต้องปรับเปลี่ยนเบื้องต้นมี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครพนม ร้อยเอ็ด

สำหรับเก้าอี้อธิบดีนั้นต้องจับตาข้าราชการฝ่าย "เพื่อไทย"
ที่จะกลับ มาผงาดอีกครั้ง
มีชื่อของ "สุกิจ เจริญรัตนกุล" พี่ชายของ "น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล" อดีต รมว.สาธารณสุข
ยุคไทยรักไทย กลับมานั่งเก้าอี้สำคัญในคลองหลอดอีกครั้ง

หลังยุครัฐบาลที่แล้วถูกเด้งจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมานั่งตบยุงในกรุ
เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว "สุกิจ" จึงมีโอกาสลุ้นคุมกรมใหญ่อย่าง
อธิบดีกรมการปกครอง จนถึงเก้าอี้ปลัดกระทรวง

ในไลน์ของอธิบดีสังกัดกระทรวงมหาดไทยอาจมีการปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง
โดยเฉพาะอธิบดีในรายที่ถูกตีตราว่าเป็นเด็กของ "ภูมิใจไทย"
และมีลักษณะโตขึ้นพรวดพราด เช่น
"สุรชัย ขันอาสา" อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ที่ครองเก้าอี้ผู้ว่าฯเพียง 1 ปี
อาจถูกลดชั้นกลับไปเป็นผู้ว่าฯตามเดิม
เช่นเดียวกับ "ขวัญชัย วงศ์นิติกร" อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
คุมงบฯแสนล้านบาท

แม้ "ขวัญชัย" มีความอาวุโสของ อายุราชการ
และยังเคยเกี่ยวดองกับ "ตระกูลชินวัตร" เพราะเติบโตในแถบภาคเหนือ
โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ครั้งเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด
แต่ครั้นเมื่อหันมารับใช้ "ภูมิใจไทย" ในยุคที่แล้ว
ก็อาจจะถึงคราวถูกโยก ลดชั้น ลดตำแหน่ง
แล้วดึงคนที่ไว้ใจได้มารับช่วงต่อ
เพื่อให้การกดปุ่มงบฯท้องถิ่นไหลลื่นลงไปสู่พื้นที่ของ "เพื่อไทย"

แต่ยุคนี้เป็นยุค "สิงห์ขาว" ซึ่งเป็นสิงห์สีเดียวกับ "ยิ่งลักษณ์"
จึงมีแนวโน้มว่า "อุดม พัวสกุล" อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
อาจขยับขยายย้ายกรมมาคุมกรมที่ใหญ่ขึ้น

ขณะที่เก้าอี้ปลัดกระทรวงของ "วิเชียร ชวลิต"
ยังไม่มีสัญญาณว่าได้รับผลอาฟเตอร์ช็อกจากแรงสั่นสะเทือนแต่ก็ประมาทไม่ได้
เพราะ "วิเชียร" ถูกแต่งตั้งในยุค "ภูมิใจไทย" ประกอบกับความอาวุโสยังน้อย
อาจเข้าไลน์ถูกย้ายเพราะเหตุผล อำนาจ "ทีใคร ทีมัน"

ที่กระทรวงกลาโหม ในยุคที่ฝ่ายรัฐบาลอยู่คนละขั้วกับฟากกองทัพ

แต่หากแต่งตั้งนายทหารตามอำเภอใจ-ไฟเขียว
อาจทำให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ซ้ำรอยรัฐบาล "ทักษิณ" ในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549

การแต่งตั้งนายทหารระดับ "คุมกำลัง" ในกองทัพ
จึงต้องจัดวางหาคนที่ไว้ใจได้ขึ้นมาสอดแทรกในโผของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.
ที่วางเพื่อน ตท.12 เต็มแผง

ความโชคดีของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ที่เข้ารับอำนาจช่วงเดียวกับการถ่ายเลือดข้าราชการ
อาจกลายเป็นความโชคร้าย หากเสียบ-ยัดตำแหน่งนายทหาร-ตำรวจ
และขุนพลกระทรวงเศรษฐกิจ ผิดฝา-ผิดตัว


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1315027553&grpid=02&catid=&subcatid=

มุกแป้ก!วัดพระแก้วโมเดลให้ร้ายปูทำตัวเป็นราชินี

ที่มา Thai E-News


เทียบชัดๆ-(ภาพบน)สังเกตเสื้อผ้าหน้าผม ทรงสูทการพับแขนของนายกฯยิ่งลักษณ์ในฟอร์เวิร์ดเมล์โจมตีอ้างทำตัวเป็น ราชินีให้ชาวบ้านกราบ กับ(ภาพกลาง)เสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนของนายกฯยิ่งลักษณ์ ในภาพชุดเต็มที่ไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วมสุโขทัย(ดูภาพชุดคลิ้กที่นี่)กำลังกราบพระในโบสถ์..

ใช่!ในโบสถ์ พอกราบพระเสร็จก็เดินไปที่โพเดี้ยมกราบไหว้ทักทายชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านก็ปรบมือต้อนรับบ้าง รับไหว้บ้าง เหตุที่ชาวบ้านต้องนั่งพื้นก็เพราะตรงนี้เป็นโบสถ์ ตามต่างจังหวัดเขาไม่ยอมให้นำเก้าอี้มาตั้งหรอก กลัวพื้นหินอ่อนจะโดนครูด...

(ภาพล่างสุด)เมื่อกล่าวปราศรัยเสร็จก็ออกมาเดินทักทายกราบไหว้ประชาชนด้วยท่วงทีมีสัมมาคารวะต่อประชาชน(ภาพจากASTVผู้จัดการ)

แต่หากยังอยากเอาเรื่อง นายอภิสิทธิ์ก็คงซวยไปด้วย เพราะมีภาพแบบเดียวกัน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2554


มาอีกแร๊ะวัดพระแก้วโมเดล-ฟอร์เวิร์ด เมล์ของเสื้อเหลือง-สลิ่มที่เคยเล่นงานทักษิณกรณีวัดพระแก้วหวนกลับมาอีก แล้ว ภาพและเนื้อหาตามข้างบนกล่าวหายิ่งลักษณ์เป็นราชินีให้ประชาชนมาไหว้ ภาพนี้เรื่องจริงคือนายกฯยิ่งลักษณ์ไปแจกของน้ำท่วม ขึ้นโพเดี้ยมแล้วไหว้ทักทายประชาชน ส่วนชาวบ้านนั่งกับพื้นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้หาเก้าอี้ให้(เนื่องจากเป็น พื้นโบสถ์หินอ่อน) และสังเกตดีๆชาวบ้านกำลังปรบมือต้อนรับ ไม่ใช่กราบไหว้



คนมันจ้องจะเล่นงานกัน- หากจะเล่นว่ายิ่งลักษณ์ให้ประชาชนกราบไหว้ อดีตนายกฯมาร์คก็คงหนีไม่พ้นเหมือนกันหละมัง...เพราะยืนพูดบนโพเดี้ยมเหมือน กัน ชาวบ้านก็นั่งพื้นปรบมือ-ยกมือกราบเหมือนกัน(เครดิต:เว็บบอร์ดประชาทอล์ก)

ช็อตต่อช็อต-มีผู้วิเคราะห์ภาพที่สลิ่มส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ในเว็บบอร์ดIF
ว่า ภาพนี้นายกฯยิ่งลักษณ์ ก้าวขึ้นโพเดียมพร้อมยกมือไหว้ประชาชนที่มาต้อนรับ(1)

เป้าประสงค์ของผู้นำภาพนี้มาเผยเพื่อให้เกิดอคติตามหัวข้อ "ราชินีประเทศไหน" ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในจังหวะของการถ่ายภาพว่าทำให้เขาเข้าใจว่าเป็นการพนม มือ (2)

ส่วนองค์ประกอบในภาพ(3-6) จะเห็นอัปกิริยาของผู้ร่วมในห้องประชุมว่ากำลังทำอะไร ปรบมือหรือกำลังไหว้

ที่มาของภาพในฟอร์เวิร์ดเมล์


น่า จะเป็นภาพตอนที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางตรวจเยื่ยมผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดสุโขทัย วันที่ 13 สิงหาคม 2554 ที่ตำบลบ้านกง หากสังเกตในภาพง่ายๆก็จะเห็นนายกฯยิ่งลักษณ์ใส่เสื้อสูทตัวเดียวกับที่ปราก ฎในฟอร์เวิร์ดเมล์ และพับแขนแบบเดียวกัน เมื่อทักทายข้าราชการ และผู้นำชาวบ้านแล้วก็ไปกราบพระพุทธรูป

เหตุที่ต้องกราบพระพุทธรูปก็เพราะพื้นที่จัดกิจกรรมคราวนี้เป็นโบสถ์วัดกงไกลาศในวัดตำบลกง สุโขทัย (ดูคลิปข่าวคลิ้กที่นี่)หาก สังเกตให้ละเอียดจะพบว่าภาพชุดนี้กับในฟอร์เวิร์ดเมล์มีพื้นโบสถ์สีเดียวกัน พรมก็สไตล์เดียวกัน แต่คงคนละทิศของโบสถ์ ทิศเหนือเป็นพระพุทธรูป(เสียดายภาพไม่เต็ม) ทิศใต้เป็นจุดตั้งโพเดี้ยมของโบสถ์ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ขึ้นกล่าวปราศรัยกับ ประชาชนที่มาต้อนรับ(เครดิต:บอร์ดIF)

ดูเทียบชัดๆอีกที

ภาพเสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนในฟอร์เวิร์ดเมล์โจมตี
ภาพเสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนในภาพชุดเต็มที่ไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วม(ดูภาพชุดคลิ้กที่นี่)
ดัง นั้น ย่อมแน่นอนว่า ไม่มีที่ไหนเขานำเก้าอี้มาตั้งในโบสถ์ บนพื้นหินอ่อนสีอิฐสวยงามให้ชาวบ้านนั่ง อันนี้เป็นธรรมเนียมปกติ ก็เหมือนอดีตนายกฯมาร์คไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วมนั่นแหละ ก็ครือๆกัน

(ภาพล่างสุด)แต่พอเมื่อกล่าวปราศรัยเสร็จก็ออกจากโพเดี้ยม มาเดินทักทายกราบไหว้ประชาชนด้วยท่วงทีมีสัมมาคารวะต่อประชาชน(ภาพจากASTVผู้จัดการ)ตามลิ้งค์ของผู้จัดการนี้มีคลิปข่าวให้ดูแบบเต็มๆด้วย

แต่อันนี้จะ"บังอาจ"ไหม?คงต้องให้คนในภาพไปคิดเพราะถึงขั้นก้มกราบตีนกันเลยทีเดียว

ช็อตเด็ดวันนั้น:เหลือแต่จะถอนสายบัวสัมภาษณ์

ที่มา Thai E-News

ด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้วมั้งหนะ...เวลาสัมภาษณ์เทพเทือกหนะ

คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว

และไปชมช็อตเด็ดด้านล่างนี้แล้ว ขอให้สมาคมสื่อตอบมาชัดๆว่านี่เป็น พฤติการณ์ที่"เป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดถือผลประโยชน์ประเทศประชาชน ขอให้กำลังใจ"ตามที่สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ให้ท้ายนักข่าวรายนี้หรือไม่...


ไหนว่าไม่มีอคติกับเสื้อแดง ไหนว่าเป็นกลางไง..?-มินตรา โสรส (ภาพที่2) ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดปี52 มีสีหน้าสลดหลังนักข่าวช่อง 7 สมจิตต์ นวเครือสุนทร (ภาพที่3-4) ตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล โดยแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง กลับมาทำตัวเป็นคู่กรณีพิทักษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ชาย คู่กรณี(ภาพแรก)ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ มาผิดที่แล้ว จะมาสภาแถลงข่าวทำไม ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

“ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”-ส.ส.สตรีเพื่อไทยบริภาษนักข่าวช่อง7ด้วยความเหลืออดจากรกณีข้างต้น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2554

สมาคมสื่อกร่างไม่รับหนังสือประท้วง ออกท่าไม่สบอารมณ์

เมื่อวานนี้เวลา 13.00 น. สมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้ไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเรียกร้องให้สื่อหยุดคุกคามประชาชน ภายหลังจาก 2 สมาคมออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการที่คนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือประท้วงต่อช่อง 7 เป็นการคุกคามสื่อ และให้ท้ายนักข่าวช่อง 7 ว่า่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน

ที่ไปที่มาเรื่องนี้ อ่านข่าวนี้ประกอบ ดูกับตาอย่าฟังแต่'เขาว่า'คนเสื้อแดงคุกคามนักข่าว อนาถใจ2สมาคมสื่อขวัญอ่อนออกแถลงการณ์อีกแร๊ะ



ตัวแทนสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ไปยื่นหนังสือให้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ทางสมาคมฯ บอกไม่ขอรับหนังสือ และแสดงท่าทางไม่พอใจกับการไปยื่นหนังสือในวันนี้ทั้ งๆ ที่มีตัวแทนสมัชชาฯ ไปแค่ 5 คนเท่านั้นเอง ไม่ได้มีท่าทางจะไปคุกคามใดๆ ทำให้มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ไปรอทำข่าวได้ท้วงติงว่าควรรับหนังสือจากตัว แทนสมัชชาฯ แต่ก็ยังทำท่าเมินเฉยกับตัวแทนสมัชชาฯ ทำให้ตัวแทนสมัชชาฯ จำต้องเปิดจดหมาย และอ่านข้อความข้างในเพื่อให้นักข่าวที่มาทำข่าวได้ยินในถ้อยแถลงนั้น

นี่หรือพฤติกรรมของ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย คุณเป็นกลางจริงเหรอ? คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ถามจริงๆ ประชาชนคือผู้บริโภครู้มั่งไหม หรือว่าคุณไม่ต้องอาศัยประชาชน

ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนผู้รักในความเป็นธรรม และรักในประชาธิปไตยบอยคอต สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพราะการกระทำแสดงให้เห็นว่าไม่มีประชาชนก็อยู่ได้

กลุ่มเสื้อแดงที่เคยบุกช่อง 7 ร้องนักข่าว เข้ายื่นหนังสือให้สมาคมนักข่าวฯ วางตัวเป็นกลาง กรณีออกแถลงการณ์ตอบโต้เสื้อแดงคุกคามสื่อ

เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ในนามเครือข่ายสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่ง ระบุว่า ตามที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปยื่นหนังสือที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เรียกร้องให้สถานีฯ ทบทวนจรรยาบรรณของนักข่าว ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และเป็นธรรม และจากนั้น สมาคมวิชาชีพได้ออกแถลงการณ์ประณามคนเสื้อแดงว่า เป็นการคุกคามสื่อนั้น ทางกลุ่มมองว่าแถลงการณ์ของสมาคมฯ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชนว่าคนเสื้อแดงคุกคามสื่อจริง

จึงขอชี้แจงว่า คนเสื้อแดงไม่ได้มองว่าสื่อละเมิด หรือแทรกแซงการทำงานของสื่อ แต่ทนไม่ได้ที่เห็นสื่อวางตัวไม่เป็นกลาง ขณะที่ประชาชนไม่มีเครื่องมือสื่อสารใด ๆ จึงขอเรียกร้องสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ให้ออกมาขอโทษประชาชนต่อแถลงการณ์ของสมาคมที่ออกไป ทั้งยังเรียกร้องให้สื่อวางตัวเป็นกลาง ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ หยุดรับใช้ฝ่ายการเมือง ทั้งขอให้หยุดใช้คำว่าคุกคามสื่อ เพื่อนำคำนี้มาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วย

กลุ่ม 40 สว.ลากตั้งช่วยนักข่าว7สี ปากดีโต้"เหลิม"เรื่อง"ปื๊ด"

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายสมชาย แสวงการ อด้ตสื่อ สว.ลากตั้งที่ทำตัวรับใช้เผด็จการ เป็นประธานได้ส่งหนังสือเชิญ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ ในวันที่ 8 กันยายน เวลา 14.00 น.ในหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า คณะกรรมาธิการตระหนักถึงความสำคัญในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามสิทธิและเสรีภาพการทำ หน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสาะแสวงหาและนำเสนอข้อเท็จจริง รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน จึงเชิญ น.ส.สมจิตต์ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อ กรรมาธิการฯตามวันและเวลาดังกล่าว

น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ได้รับหนังสือเชิญจากกรรมาธิการแล้วและพร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลตามวันและ เวลาดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 8 กันยายน เวลา 10.00 น.ตำรวจก็ได้ออกหมายเรียกให้ น.ส.พรทิพย์ เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ดุสิตด้วย แต่ตนคงไม่เดินทางไปที่ สน.ดุสิต เพราะได้รับคำแนะนำจากผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย ว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการ หาก น.ส.พรทิพย์ แจ้งความกลับตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ค่อยไปรับทราบข้อกล่าวหาจากทางตำรวจ อีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจไม่ไป สน.ดุสิต เป็นเพราะในขณะนี้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาว่า ตนมีเจตนายั่วยุ ดังนั้น หากเดินทางไปเผชิญหน้ากับ น.ส.พรทิพย์ ก็จะถูกนำไปขยายผลอีก ทั้งๆ ที่การแจ้งความของตนเป็นเพียงการรักษาสิทธิตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ น.ส.พรทิพย์ หากคิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายก็สามารถแจ้งความได้เช่นเดียวกัน ส่วนการถูกผิดเป็นหน้าที่ของศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งยังยืนยันว่าจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า คำว่าจัดให้ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ผิดหรือไม่ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน เช่นเดียวกับคำพูดของร.ต.อ.เฉลิม ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าท่านได้ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจต่อการดูแล ความปลอดภัยให้กับคนไทยหรือยังผ่านเหตุการณ์นี้ โดยเห็นว่า หากคำว่า “จัดให้” มีคำว่า “ปื๊ด” นำหน้า ร.ต.อ.เฉลิม อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้

เสื้อแดงนัดรวมพลังให้กำลังใจแกนนำแดงเพชรบุรีที่สน.ดุสิต8ก.ย.นี้

กลุ่มคนเสื้อแดงได้แจ้งข่าวนัดรวมตัวกัน โดยพบกันที่ สน.ดุสิต 10.00น เพื่อรวมพลังให้กำลังใจแกนนำคนเสื้อแดงเพชรบุรี (คุณพรทิพย์ เพชรบุรี ) กรณีโดนนักข่าวช่อง 7 แจ้งความดำเนินคดีกรณีส่งต่ออีเมล์ต่อต้านพฤติการณ์อคติลำเอียง โดยคนเสื้อแดงเห็นว่า ไม่ใช่เพียงเพื่อไปให้กำลังใจคุณพรทิพย์เท่านั้น แต่ไปเพื่อแสดงให้สื่อมวลชนเห็นว่า พวกคุณ ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มวลชนจะแตะต้องไม่ได้ จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ไปเพื่อบอกกับสังคมว่า การกระทำของสื่อในกรณีนี้ คือการคุกคามประชาชน และเพราะกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องระหว่าง คนสองคน แต่เป็นปรากฏการณ์สงครามตัวแทน ของการต่อสู้ระหว่าง กลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย กับ กลุ่มสื่อที่ชอบอ้างความเป็นวิชาชีพและทำตัวอยู่เหนือประชาชน เอนเอียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตยมาโดยตลอด

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

'อาย'-คำที่สมาคมสื่อสะกดไม่เป็น

-ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

ที่ปรึกษาบ้านพิษฯ-สมองกล"ปู"

ที่มา ข่าวสด


กระแสข่าวการตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก เป็นอีกประเด็นการเมืองที่ได้รับความสนใจในขณะนี้

ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีไปแล้ว 4 คน คือ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี นายโอฬาร ไชยประวัติ นายสุชน ชาลีเครือ และพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

แน่นนอนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นไปคนละทิศกับการตั้งกว่า 30 เสื้อแดง ขึ้นรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี และตำแหน่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เพราะการตั้งทีมที่ปรึกษาบ้าน พิษณุโลกแตกต่างกับการแต่งตั้งเสื้อแดง ตรงที่ไม่ใช่การปูนบำเหน็จ ตบรางวัล รวมทั้งเรื่องความเหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล

แต่ก็ยังมีเรื่องสถานะของบุคคลที่จะเข้ามาร่วมเป็นทีมทำงานในคณะนี้

ข่าวเบื้องต้นมีการวางตัว นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นประธาน กรรมการ ประกอบด้วย นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา นายภูมิธรรม เวชชยชัย นายวราเทพ รัตนากร นายชูศักดิ์ ศิรินิล โดยมี นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเลขานุการ

นับรวมทีมงานแล้วไม่ต่ำกว่า 10 คน ซึ่งล้วนมาจากสมาชิกบ้าน 111 และ 109 ที่ยังติดโทษแบน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

จึงมีข้อสังเกตเรื่องความเหมาะสม และเรื่องข้อกฎหมาย

อีกทั้งยังเป็นการเปิดประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นช่องทางที่จะนำไปขยายผล เปิดเกมปัดแข้งปัดขา

"นายบรรหาร ศิลปอาชา นายเนวิน ชิดชอบ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็เป็นที่ปรึกษาให้ทุกพรรค ตอนตั้งรัฐบาลชุดก่อนก็ไปร่วมประชุมด้วยซ้ำ แทนที่จะให้ 111 และ 109 อยู่ใต้ดิน ลับๆ ล่อๆ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้ทำอะไรในที่แจ้ง ตรวจสอบได้"

แม้นายนพดล ปัทมะ ที่มีชื่อเป็นเลขานุการของทีมที่ปรึกษาฯ จะโต้แย้งในข้อเท็จจริง

แต่ บทเรียนจากกรณีการยุบพรรคถูกตัดสิทธิ์ และอีกหลายคดีความ ทำให้ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในทีมที่ปรึกษาฯ แกนนำเพื่อไทย หรือแม้แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว หรือเลือกจะบอกกล่าวด้วยท่าทีที่ระแวดระวัง

แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าในอนาตจะไม่มีการ แต่งตั้ง

"ยัง ไม่ได้หารือกัน ต้องรอการฟอร์มทีมรัฐบาลกับครม. ให้เรียบร้อยก่อน ส่วนที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกในอนาคตก็ยินดีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้มาคุยกันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง" เป็นคำตอบของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถึงข่าวการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ

เช่นเดียวกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่ระบุ

"ตอนนี้ผมไม่อยู่ในจุดที่ควรพูดหรือให้ข่าว เพราะยังไม่มีความชัดเจน คงต้องรอในสัปดาห์หน้าจึงจะให้รายละเอียดได้"

ไม่บุ่มบ่ามออกมาพูด หรือให้สัมภาษณ์ เพื่อรอให้ได้ผลสรุปที่แน่นอนทั้งรายละเอียดเรื่องตัวบุคคล หน้าที่ รวมทั้งข้อกฎหมาย ทุกอย่างน่าจะชัดเจนขึ้นตามลำดับอย่างที่นายจาตุรนต์ ว่าไว้

แม้วันนี้จะยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่รับรู้กันในพรรคเพื่อไทยว่าในทางปฏิบัติมีการแต่งตั้งทีมที่ ปรึกษาบ้านพิษณุโลก หรือทีมงานบ้านพิษณุโลกขึ้นแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ

"คณะทำงานฯ ชุดนี้ ไม่มีรูปแบบ หรือคำสั่งอย่างเป็นทางการ จะขึ้นกับภารกิจเพื่อช่วยดูทิศทางการเมืองให้กับนายกฯ อาจรวมให้คำปรึกษาไปให้รัฐมนตรีที่ขอความเห็นมา ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นในเรื่องเร่งด่วน เช่น วิกฤตการเมือง เศรษฐกิจ ความปรองดอง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้าจะให้เห็นภาพของคณะทำงานชุด นี้ ต้องย้อนกลับไปก่อนช่วงที่มีการเลือกตั้ง คณะทำงานชุดนี้จะคอยให้คำปรึกษา เรียกได้ว่าอยู่ติดตัวนายกฯ ก็ว่าได้ และคงจะถาวรตราบเท่าที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ในตำแหน่ง" แหล่งข่าวใกล้ชิดทีมที่ปรึกษาฯ ระบุ

คณะทำงานชุดนี้ ยังเป็นกลุ่มคนเดียวกับที่ช่วยจัดทำยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ต้น

แนว คิดให้มีการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาฯ อย่างเป็นทางการ เริ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง เพื่อง่ายต่อการส่งผ่านแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ และผลักดัน "นโยบายด่วน 16 ข้อ" ของรัฐบาลให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

บทบาทหลักๆ ของทีมนี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเศรษฐกิจ หากแต่ยังต้องขับเคลื่อนคือแนวทางปรองดอง ที่ถือเป็น 2 วาระด่วนที่ต้องเร่งทำ

นอกจากนี้ ยังต้องให้คำปรึกษาและคำแนะนำในทุกๆ ด้าน และตามสถานการณ์ รวมทั้งการวางรูปแบบหัวข้อการเจรจาก่อนไปเยือนต่างประเทศ และโรดโชว์ในเวทีใหญ่ๆ

และหากมีความจำเป็นที่ต้องขอคำปรึกษาจากผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็จะขอคำปรึกษาจากคนนอก ที่จะเป็นทีมงานเสริมเฉพาะเรื่องไป

ทั้ง เสียงปรามาส และความวิตกกังวลที่ว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประสบความสำเร็จจากการบริหารบริษัทเอกชน รวมทั้งการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ ได้ก็ด้วยบารมีของคนชื่อ "ทักษิณ"

เมื่อขึ้นกุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ก็คงไม่ผิดกับหุ่นยนต์ที่รอคำสั่งการจากพี่ชาย

แต่การมีทีมงานที่ประกอบไปด้วยอดีตรัฐมนตรีที่มีความรู้ และประสบการณ์ น่าจะช่วยการันตีความเป็นมืออาชีพได้มาก

ที่สุดแล้วไม่ว่าจะมีการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก อย่างเป็นทางการหรือไม่ แต่ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีแล้ววันนี้คือ "สมองกล"

"ขบวนทัพ ยิ่งลักษณ์" ทัพหน้า ทัพหลวง ทัพหลัง ยุทธศาสตร์ 3 เดือน

ที่มา มติชน





ทั้งๆ ที่มิได้เรียนมาทางด้าน "การทหาร" แต่จังหวะก้าวการขับเคลื่อนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากด้วยกระบวนทัพ

ทั้งทัพหน้า ทัพหลัง และทัพหลวง

การเยาะเย้ย หยามหยัน ดูหมิ่น ดูแคลน จากฝ่ายตรงกันข้าม เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดำเนินไปให้เห็นตลอดเวลา

ตั้งแต่แรกประกาศตัวลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย

แม้กระทั่งกำชับเหนือพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม

แต่การเยาะเย้ย หยามหยัน ดูหมิ่น ดูแคลน ก็ยังมีอยู่

ไม่ว่าถ้อยสำนวนยั่วล้อทำนอง "ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ" ไม่ว่า "ยิ่งลักษณ์แถลง เฉลิมตอบ"

กระนั้นก็ไม่มีอะไรทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป๋หรือขาดความมุ่งมั่น

เป็น ความมุ่งมั่นในสถานะแห่งนายกรัฐมนตรี เป็นความมุ่งมั่นซึ่งยึดกุมการบริหารบ้านเมือง เดินหน้าแปรนามธรรมแห่งนโยบายไปสู่รูปธรรมทางการปฏิบัติอย่างแน่วแน่

เป็นความแน่วแน่ในห้วงแห่งการรวนเรของปรปักษ์ทางการเมือง



หลาย คนอาจมองบทบาทของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ในจุดอันเป็นทัพหน้า ในจุดอันสันทัดในการบริหารการเมืองเพื่อต่อตี สัประยุทธ์ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กับพรรคประชาธิปัตย์

กระนั้น ที่มิอาจมองข้าม คือ บทบาทของ "เสื้อแดง"

การ เลือก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานกรมประชาสัมพันธ์ เรียกว่าจัดได้อย่างเหมาะสม

ไม่ว่าเมื่อเผชิญกับการปรับบุคลากรในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ไม่ว่าเมื่อเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรสื่อโดยมีผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความขัดแย้งนี้มีคนเสื้อแดงเป็นตัวจุดชนวน

ขณะ ที่พรรคประชาธิปัตย์ประเมินว่า คนเสื้อแดงเป็นเหมือนสายล่อฟ้า แต่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเมินคนเสื้อแดงเหมือนกับเป็นพันธมิตรในแนวร่วมที่ใกล้ชิดและเป็นเนื้อ เดียวกัน

บทบาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อาจ แลกหมัดต่อหมัดกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่บทบาทของคนเสื้อแดงคือการเชื่อมสมานไปยังการเมืองภาคประชาชน

ขณะที่งานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือเร่งดำเนิน "นโยบาย" อย่างเร่งด่วน ทันที



ภาพที่ปรากฏในทางสาธารณะ คือ ภาพที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งไม่ปะทะ ขัดแย้ง หรือต่อปากต่อคำกับใคร

แม้จะถูกเร้ายั่วจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แทบจะเป็นรายวัน

แม้ถ้อยสบประมาทอันปรากฏผ่านสื่อ สามารถเห็นได้ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และได้ยินแม้กระทั่งผ่านสื่อโทรทัศน์บางช่อง

แต่ไม่เคยมีการแสดงอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เพราะ ว่าภาระหน้าที่ในการยืนซดปากคำและแลกหมัดเป็นของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นของขุนพลในกลุ่มคนเสื้อแดงอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ อย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

นี่คือบทบาทในพรมแดน "การเมือง" ของทัพหน้า

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะทัพหลวงก็ประสานกับทัพหลังตามกระทรวงต่างๆ ร่วมกับข้าราชการประจำเดินหน้านโยบาย ตั้งแต่การแก้ปัญหาน้ำท่วม การปรับลดราคาน้ำมัน การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ การปรับเงินเดือนปริญญาตรี ตลอดจนการรับจำนำข้าว

อันเท่ากับยืนยันว่า ให้คำมั่นระหว่างหาเสียงอย่างไรพร้อมลงมือทำ "ทันที" ไม่มีเบี้ยว

หาก ภายใน 3 เดือนจากวันที่ 25 สิงหา คม 2554 เป็นต้นไป รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามารถทำตามคำประกาศเอาไว้ได้อย่างใกล้เคียงหรือครบถ้วน

นั่นหมายถึงรากฐานอันแข็งแกร่ง นั่นหมายถึงรากฐานอันมั่นคงทางการเมือง



ระยะ 3 เดือนแรกของรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

ทรง ความหมาย 1 แสดงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีศักยภาพในเชิงการบริหาร ทรงความหมาย 1 ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีความสามารถในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง

อีกด้านหนึ่งจึงเท่ากับเป็นการตอกฝาโลงให้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างชนิดตีกลางแสกหน้า

(มติชนรายวัน ฉบับเสาร์ที่ 3 กันยายน 2554 หน้า 3)


"ร.ต.อ.เฉลิม" หารือ "จตุพร" กระแสข่าวอำนาจเก่าล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหลัง 5 ธ.ค.

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวล้มรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังวันที่ 5 ธันวาคมของกลุ่มการเมืองเก่า และอำนาจนอกระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะมีการหารือกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่บ้านพักของตนเองในวันอาทิตย์นี้ (4 ก.ย.54) พร้อมยืนยัน รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่มีนโยบายสร้างอำนาจในหน่วยงานของรัฐ และข้าราชการ หรือแทรกแซงสื่อมวลชนแน่นอน


ส่วนกรณีองค์กรปิโตรเลียมแห่งชาติของกัมพูชา ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการเจรจาลับระหว่างรัฐบาลชุดที่แล้วกับรัฐบาลกัมพูชา เป็นการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนตัวมองว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมีการเข้าไปเจรจาจริงจังกับรัฐบาลกัมพูชาหรือไม่ เชื่อว่า ไม่ใช่การลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งเรื่องนี้ตนเอง ไม่ขอแสดงความคิดเห็น เนื่องจากไม่ทราบรายละเอียด

( จากสำนักข่าวแห่งชาติ)


ปธ.สภาฯเผยแก้ รธน.ปีหน้า ชี้ ม.309 ขัด ปชต.

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 2 ก.ย. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าน่าจะเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2555 โดยเริ่มจากการแก้ไข มาตรา 291 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญก่อน และจัดให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 99 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดรวม 77 คน ส่วนที่เหลือจะมาจากการคัดเลือกในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิตามสาขาต่างๆ เช่นเดียวกับการตั้ง ส.ส.ร.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 และคาดว่า การแก้ไขมาตรา 291 จะเสร็จในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือเดือน เม.ย. 2555 จากนั้น เมื่อมี ส.ส.ร.แล้วก็จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับ สสร.จะมีความเห็นอย่างไร เพราะการแก้ไขตั้งแต่ในส่วนของ ส.ส.ร.จนประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาและรัฐบาล

เมื่อ ส.ส.ร. ยกร่างเสร็จก็จะไปทำประชามติถามความเห็นประชาชนทั้งประเทศว่าเห็นด้วยกับการ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ.2556 เมื่อขั้นตอนทำประชามติเสร็จสิ้น ตนก็จะมีหน้าที่นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ไม่เว้นแม้แต่โครงสร้างกติกาและรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย จนเกิดความขัดแย้งถึงทุกวันนี้ กลายเป็นว่าฝ่ายนั้นถูกอย่างเดียว แต่อีกฝ่ายผิดหมด คนติดคุกก็ต้องติดอยู่อย่างนั้น และหากมองตามเนื้อผ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวกับรัฐสภา แต่เป็นเรื่องของประชาชนล้วนๆเลย

เมื่อถามว่าจะนิรโทษกรรมผ่านการเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า เป็นการตัดสินของของประชาชน ถ้าส.ส.ร.จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จก็ให้ไปถามความเห็นประชาชน ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็ต้องว่าตามนั้น จะไปทำเพื่อคนๆ เดียวได้อย่างไร และถ้ายังปล่อยให้มีมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2550 ต่อไป บ้านเมืองจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยแน่ ความจริงอยากให้ทุกสี ทุกกลุ่มการเมืองมาพูดคุยกันในปมปัญหาต่างๆ ช่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะเมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว จะได้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ปัญหาทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทาง


เหตุผลที่แพ้

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



คนอื่นพูดเดี๋ยวจะหาว่าอคติ-เอนเอียง

แต่ที่น่าจะทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เถียงไม่ออกเลยก็คือข่าวที่ว่าคณะ วิจัยของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานส.ส.พรรคว่าจ้างบริษัทเอกชนทำวิจัยหาเหตุผลว่า

ทำไมประชาธิปัตย์ถึงแพ้เลือกตั้งซ้ำสองซ้ำสามให้กับ "พรรคทักษิณ"

รายงานข่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดชนิดลงลึก

แต่คร่าวๆ คือผู้วิจัยได้เปรียบเทียบทั้งตัวพรรค และตัวผู้นำระหว่าง "อภิสิทธิ์" กับ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์"

ผล ปรากฏประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สาเหตุที่ประชาธิปัตย์แพ้มีอยู่ 3 ข้อหลักคือ 1.เชื่องช้าไม่กล้าตัดสินใจ 2.บริหารงานไม่เป็น 3.ไม่ติดดิน ไม่ใกล้ชิดประชาชน

"อภิสิทธิ์" นั้นถึงจะมีจุดดีเรื่องความซื่อสัตย์ แต่ก็อยู่ในระดับไม่แตกต่างกับ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" อย่างมีนัยยะสำคัญ

ยังมีการเปรียบเทียบด้วยว่า ประชาธิปัตย์เหมือนรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ติดเครื่องอีแต๋น คือ ภาพลักษณ์ดีแต่ไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่ง จะว่าไปเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ตรงกับสิ่งที่ใครหลายคนเคยวิเคราะห์แยกแยะไว้แล้ว แต่ประชาธิปัตย์กลับมองว่าเป็นการวิจารณ์แบบมีอคติ มุ่งซ้ำเติมมากกว่าเป็นการติเพื่อก่อ

สำคัญคือประชาธิปัตย์ไม่เคยเชื่อมาแต่ไหนแต่ไรว่าตนเองแพ้เพราะเชื่องช้า เพราะบริหารงานไม่เป็นและไม่ ติดดิน

สิ่งที่ประชาธิปัตย์เชื่อมีอยู่อย่างเดียวคือแพ้เพราะ "เงินทักษิณ"

ถึง จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดที่ประชาธิปัตย์จะนำมาใช้แก้ตัวแบบเหมารวมทุกครั้งที่แพ้ เลือกตั้ง เพราะมันจะต้องมีปัจจัยอย่าง อื่นอีก

อย่างในผลวิจัยก็บอก เอาไว้ว่า เพื่อไทยเป็นพรรคกล้าคิดกล้าทำ ตอบสนองประชาชนได้ดีเหมือนรถเฟอร์รารี่รุ่นใหม่ แถมยังติดเครื่อง คูโบต้าอเนกประสงค์ คือจะดัดแปลงเป็นรถไถนาก็ได้ เป็นรถอีแต๋น เป็นเครื่องสูบน้ำก็ได้

สิ่งเหล่านี้คือข้อแตกต่างอันมีนัยยะสำคัญต่อผลแพ้-ชนะเลือกตั้ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ประชาธิปัตย์ไม่เคยยอมรับ

และถ้าหากครั้งนี้ยังไม่ยอมรับอีกทั้งที่เป็นผลวิจัยโดยบริษัทที่ตนเองว่าจ้างมา

นั่นก็แสดงว่าเหตุผลที่ประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง ไม่ได้มีแค่ 3 เหตุผลดังกล่าว แต่ยังต้องเติมข้อที่ 4 กับข้อที่ 5 เข้าไปด้วย

คือแพ้ซ้ำซากเพราะไม่ยอมรับความจริง และไม่รู้จักตัวเอง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/09/54 จงส่องกระจก..สะท้อนดูตัว

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน




ฟังคำพูด สารพัน มันดัดจริต
ไม่สนเรื่อง ถูกผิด คิดทับถม
โถ..นกน้อย ไร่ส้มเน่า เฝ้าอาจม
พวกโสมม จิตคับแค้น แสนอัปรีย์....


ทำสติ เลอะเลือน เหมือนแก๊งซ่า
เห่าแข่งหมา ลวดลาย ขายศักดิ์ศรี
เอาสันดาน ชั่วช้า พวกกาลี
เพื่อย่ำยี อีกฝั่ง สมดั่งใจ....


พวกเลือกข้าง จัญไร ใจสกปรก
เหมือนนรก ขีดเส้น จนเห็นใส้
แสร้งไม่รู้ ไม่เห็น ความเป็นไป
คนของใคร ของมัน แข่งกันเลว....


สมเป็นยุค ตกต่ำ ระยำนัก
จึงประจักษ์ พวกสิ้นคิด จิตแหลกเหลว
เอาอคติ รุกไล่ สุมไฟเปลว
จนดิ่งเหว ยกพวง จากบ่วงมาร....


ประชาชน ถูกละเมิด กลับเชิดใส่
มันจัญไร โสมม สมกล่าวขาน
อย่าต้องให้ เรียก"สื่อ" คืออันพาล
สืบสันดาน พวกเลือกข้าง ช่างน่าอาย....


๓ บลา / ๓ ก.ย.๕๔

เอเชีย: มหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21?

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ร่วมถกในวงสัมมนาวิชาการ “ศตวรรษที่ 21: ศตวรรษแห่งเอเชีย?” ว่าด้วยเรื่องความเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชียในเศรษฐกิจการเมืองโลก พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ ‘บูรพาศึกษา’ ในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 54 ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปีในหัวข้อ “รัฐ เอเชีย และโลกาภิวัฒน์” โดยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ร่วมอภิปรายถึงแนวโน้มการเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชีย ทางเศรษฐกิจการเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ทิศทางบูรพาศึกษาในศตวรรษที่ 21

ศ. ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงทิศทางของบูรพาศึกษาในปัจจุบันว่า เนื่องจากนักวิชาการ ผู้สังเกตการณ์ และผู้นำประเทศมหาอำนาจ ต่างตระหนักถึงความสำคัญของเอเชียในฐานะภูมิภาคที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการ ทหารสูง ทำให้เราจำเป็นต้องหันมาศึกษา และผลิตผู้เชี่ยวชาญของเราเกี่ยวกับภูมิภาคนี้มากขึ้น

ไชยวัฒน์อธิบายว่า ในขณะนี้ศูนย์กลางโลก กำลังจะเปลี่ยนมาทางตะวันออก เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ชาติตะวันตกได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และยังคงหาทางออกไม่ได้ ในขณะที่ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงสุดห้าประเทศในโลก มีสามประเทศตั้งอยู่ในเอเชีย คือ จีน อินเดีย และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังคาดแนวโน้มในอนาคตว่า เอเชียน่าจะขยายตัวเศรษฐกิจสูงและรวดเร็วมาก ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางประชากรและคุณภาพชีวิตอย่างเห็นได้ชัด มีการทำนายว่า หากอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียคงที่เท่าปัจจุบัน ภายในปี 2050 เอเชียจะมีสัดส่วนปริมาตรการค้าและการลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกรวมกัน และจำนวนชนชั้นกลางในเอเชีย จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เขามองว่า หากพูดว่าเป็นศตวรรษของเอเชีย อาจะไม่ถูกต้องมากนัก อาจกล่าวได้ว่าเป็นศตวรรษของโลกมากกว่า เนื่องจากในปัจจุบัน การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถคงความเป็นมหาอำนาจได้ ก็ต้องพึ่งพาอาศัยประเทศอื่นๆ เช่นในกรณีของจีน อินเดีย ที่สามารถมีอำนาจทางเศรษฐกิจได้ ก็เนื่องจากมีตลาดจากตะวันตกมารองรับ

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในฝั่งตะวันตก ทำให้เอเชียต้องหันมาสร้างตลาดและส่งออกในเอเชียด้วยกันเอง และเพิ่มการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น เขาเสริมว่า ในขณะนี้ ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย คืออาเซียน แต่เรายังมีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านน้อยมาก

ทั้งนี้ ไชยวัฒน์ ชี้ว่า เอเชียได้กลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และมีพลวัตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นจะต้องผลิตบุคลากรที่มีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับภูมิภาค เอเชีย และเรียนรู้ภาษาซึ่งจะทำให้เราเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคได้อย่าง “ไม่กินน้ำใต้ศอกใคร”

จีน: มหาอำนาจที่แท้จริง?

วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายเหตุผลที่จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในโลกปัจจุบันได้ เนื่องจากจีนมีบทเรียนในอดีตตั้งแต่สมัยอาณานิคมว่า ความเย่อหยิ่ง และการไม่ปรับตัวกับโลกภายนอก ทำให้จีนถูกคุกคาม จีนจึงมีนโยบาย “China can say no” คือยึดมั่นในมาตรฐานของตนเอง และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ

นอกจากนี้ การที่จีนถือนโยบายไม่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น และไม่ยอมให้ประเทศอื่นเข้าแทรกแซงเรื่องภายใน ยังทำให้จีนสามารถรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าไว้ได้ เช่น ในกรณีของพม่า ที่เป็นพันธมิตรกับจีนอย่างเหนียวแน่น ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ และยุโรปที่มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงประเทศอื่นมากกว่าโดยเฉพาะในการทำสงคราม

นอกจากนี้ เมื่อเวลาจีนถูกวิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่เป็นประชาธิปไตย จีนก็มีคำอธิบายเป็นของตัวเอง โดยจะอธิบายว่า ก่อนที่จะพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาอิสรภาพหรือเอกราชต้องมาก่อน ถ้ายังไม่มีอธิปไตย สิทธิมนุษยชนก็ยังมาไม่ถึง และจีนมองว่า การขาดเอกราช ก็เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยในแง่หนึ่ง

อย่างไรก็ตาม วรศักดิ์มองว่า จีนก็ยังมีข้อจำกัดในบางประการต่อการเป็นมหาอำนาจ เนื่องจากในทางเศรษฐกิจแล้ว จีนเป็นตลาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็จริง แต่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า จีนไม่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เขาชี้ว่า ถ้าจีนยังไม่ปรับปรุงเรื่องสิ่งแวดล้อม ในอนาคต สินค้าที่ส่งออกจากจีนจะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่หากจีนสามารถพัฒนาคุณภาพของประชากรให้ดีขึ้นพร้อมๆ กับปริมาณได้ จีนจะเป็นมหาอำนาจที่น่ากลัวมากทีเดียว

เขายังเสริมว่า อีกสาเหตุที่หนึ่งทำให้จีนเป็นมหาอำนาจ เป็นเพราะจีนสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ โดยปรกติแล้ว กระแสโลกาภิวัฒน์มักมาคู่กับการเมืองแบบเสรีนิยม ซึ่งมาพร้อมกับคุณค่าเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการค้าเสรี หากแต่จีนเลือกที่จะรับเอาแต่เรื่องการค้าเสรี และยังคงรักษาการปกครองแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ไว้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน และในขณะนี้ กระแสประชาธิปไตยในจีนก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

มหาอำนาจของเอเชีย: สันติภาพหรือความสั่นคลอน

ทางด้านดร. ธีวินทร์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่นศึกษา ตั้งคำถามว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จีนจะกลายเป็นประเทศที่มีส่วนสร้างสันติภาพ หรือจะเป็นภัยคุกคามในระเบียบโลก

ทั้งนี้ เขาเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว หมายถึงการที่มีมหาอำนาจในเอเชียที่มาแรง เช่น จีน และอินเดีย และหลักการ “Regionalism” หรือการสร้างสถาบันความร่วมมือในทางระหว่างประเทศ เช่น อาเซียน ที่เริ่มเข้ามาแทนที่อำนาจอธิปไตยของรัฐ ที่อยู่อย่างปัจเจก

ธีวินทร์อธิบายว่า การขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน ขึ้นอยู่กับทฤษฎีว่า จีนต้องการมีส่วนกำหนดในระเบียบโลกหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มเป็นไปได้มากกว่า จีนน่าจะอยากเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระเบียบโลก และทำให้ตนได้รับประโยชน์จากระบบอำนาจดังกล่าวได้มากกว่า

ทั้งนี้ การที่จะสามารถทำให้จีนเป็นสมาชิกที่รับผิดชอบในระเบียบโลก เป็นเรื่องของประเทศอื่นๆ รอบข้างด้วยว่า จะมีท่าทีต่อการขึ้นมาของจีนอย่างไร

อินเดีย มหาอำนาจทางอารยธรรม

โสรัตน์ โหราชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันอินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของอินเดียที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเปรียบพระพุทธเจ้า ในฐานะทูตที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อชี้ให้เห็นถึงรากฐานของอินเดีย ในการเป็นมหาอำนาจของโลกที่ยังคงมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน

เขาอธิบายว่า ในการเป็นมหาอำนาจ ต้องมีองค์ประกอบสี่ด้านที่ครบครัน ได้แก่ เทคโนโลยี ทหาร วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน อาจมองอินเดียได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม โสรัตน์ชี้ให้เห็นว่า อินเดียก็ยังมีปัญหาภายในอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน

โสรัตน์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มหาอำนาจในสมัยนี้ เน้นแต่การเหยียบคันเร่งด้านเศรษฐกิจและการทหาร เพื่อเน้นจีดีพีให้สูง จึงทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนถูกละเลย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้ว มหาอำนาจควรจะเป็นอย่างไร

“ประเทศต่างๆ ต้องคิดมากกว่าแค่เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหาร และหันมามองเรื่องในแง่อื่นด้วย เช่น เรื่องความมั่นคงของมนุษย์” โสรัตน์กล่าวทิ้งท้าย


เรื่องเล่าจาก “ไชยันต์ รัชชกูล” และของฝากอำมาตย์

ที่มา ประชาไท

ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการอภิปรายหัวข้อ เวที “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากงานวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งเป็นอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษย วิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, ดร.อรัญญา ศิริผล, นพพล อาชามาส และสืบสกุล กิจนุกร

และผู้วิจารณ์ ประกอบด้วย ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ มหาวิทยาลัยเกียวโต, รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

โดยในตอนหนึ่งของการวิจารณ์ อาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล ได้เสนอว่าการศึกษาทางสังคมศาสตร์ต้องศึกษาในระดับ “Bedrock” หรือ ข้อเท็จจริง นอกจากนี้ไชยันต์ยังมี “เรื่องเล่า” จากร้านอาหารที่เจ้าของเป็น “แม่ค้าเสื้อแดง” ระหว่างเส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย และเรื่องที่นักศึกษาเข้าไปกินอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง และสนทนากันเรื่องประเภท “Defined ไม่ได้” จนแม่ค้าต้องแถมข้าว

ในตอนท้ายไชยันต์เสนอว่า “สังคมไทยเปลี่ยนไปจริงๆ” คงไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว และว่าในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เสื้อแดงจะชนะหรือเปล่าเรื่องนี้เราต้องดูกันต่อไป เราไม่สามารถที่จะทำนายได้ “แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะฝากไปด้วย ฝากพวกอำมาตย์ และฝากพวกเราทุกคนด้วยคือ อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์”

สำหรับรายละเอียด ในการอภิปรายของไชยันต์ ช่วงหนึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้ ส่วนเนื้อหาจากการประชุมทั้งหมด “ประชาไท” จะทยอยนำเสนอต่อไป

(หมายเหตุ: เฉพาะข้อความในวงเล็บ เป็นการอธิบายเพิ่มเติมโดยประชาไท)

000





วิดีโอคลิป “ไชยันต์ รัชชกูล” อภิปรายที่ มช. เมื่อ 1 ก.ย. 54 ที่ผ่านมา เรื่องการศึกษาทางสังคมศาสตร์ระดับ “Bedrock” เรื่องเล่าจากร้านอาหารเสื้อแดง เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย สังคมที่ความขัดแย้ง “Pervasive” (แพร่ขยายไปทั่ว) และของฝากไปถึงอำมาตย์

ไชยันต์ รัชชกูล

"เสื้อ แดงจะชนะหรือเปล่าเรื่องนี้เราต้องดูกันต่อไป เราไม่สามารถที่จะทำนายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะฝากไปด้วย ฝากพวกอำมาตย์ และฝากพวกเราทุกคนด้วยคือ อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์"

000

เวลาเราศึกษาในทางสังคมศาสตร์ ถามว่าเราศึกษาอะไรในสังคมศาสตร์ จะต้องไปดูที่ Bedrock (ชั้น หินที่ถัดจากชั้นดิน - เป็นสำนวนหมายถึง ข้อเท็จจริง) ที่ใต้ที่สุดเลยของสังคมศาสตร์ สังคมศาสตร์ศึกษา “ความสัมพันธ์ทางสังคม” คือ “Social Relation”

อันนี้อยู่บทที่ 1 เวลาอาจารย์อธิบายเรื่อง Social Relation ก็ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่รู้หมายความว่าไง ก็เป็นคำธรรมดาเหมือนเป็น Common Sense แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมีทฤษฎีมากมายที่เอียงไปในทางนี้ เช่น ทั้ง Max Weber ที่เขาพูดบทสำคัญเลย เขียนไว้เป็นปึกเลย
Social Relation, Karl Marx ไม่ได้พูดตรงๆ เขาใช้คำว่า Class Relation หมายความว่าสิ่งที่เราเป็นมันอิงกับ Entity หนึ่งอยู่ตลอดเวลา คุณจะเป็นพ่อเฉยๆ ไม่ได้ถ้าไม่มีแม่ คุณจะเป็นพ่อไม่ได้ถ้าไม่มีลูก คุณจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีอย่างนั้น จะเป็นอาจารย์ไม่ได้ถ้าไม่มีนักศึกษา
ในทำนองเดียวกัน ในการอธิบายว่าเสื้อแดงเป็นอย่างนี้อย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มี Entity หนึ่ง ครับ เหลือง สลิ่ม อะไรก็ว่าไป ต้องดูว่ามันเป็น Interaction กันแบบนี้ เป็น Process ของ Interaction งานวิจัยนี้ ก็หมายความว่าเสื้อแดงเป็นอย่างไร เสื้อแดงคิดอย่างนี้ๆ 1, 2, 3, 4, 5 ... อ้าว แล้วไอ้นี่หายไปไหนล่ะ Bedrock ของสังคมศาสตร์หายไปไหน เราพูดเหมือนกับว่า ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า เราพูดถึงชนชั้นคนงาน อ้าว เมื่อพูดถึงชนชั้นคนงานแบบนี้ แล้วนายทุนว่าอย่างไรล่ะที่ทำให้ชนชั้นคนงานเป็นเช่นนั้น อันนี้ก็สำคัญมาก
แถมประเด็น มีสองตัวอย่างนะครับ ตัวอย่างหนึ่งคือ เหตุเกิดที่ทางไปเชียงราย เวลาไปเชียงราย คนที่เขาไปเชียงรายเขาจะแวะกิน เขาจะรู้ว่าร้านไหนเป็นเสื้อแดง ตลอดทางตั้งกะเชียงใหม่ถึงเชียงราย ร้านนี้ใช่ ร้านนี้ใช่ ร้านนี้ใช่ ก็ไปเรื่อย พอไปนั่งที่ร้านก็คุยกัน บางคนที่อยู่ในร้านก็ผัดก๋วยเตี๋ยวไปก็ใส่เสื้อแดง
แล้วเขาก็เล่าให้ฟัง เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ที่ร้านนี้เขาเล่า เขาเปิดวิทยุเสื้อแดง บังเอิญเสื้อเหลืองเข้ามากิน เขามาจากกรุงเทพฯ กลุ่มใหญ่ เขาบอกว่าเปลี่ยนได้ไหมไอ้โทรทัศน์นี้เขาไมอยากดูฮะ รำคาญ ร้านเขาบอกก็เปิดไว้อยากดูก็ดู ไม่อยากดูก็ไปกินร้านอื่น ไอ้นี่ลุกไปกินร้านอื่น ทั้งกลุ่มเลยนะ ก็ไม่ได้รายได้ส่วนนี้ไป อันนี้กรณีหนึ่ง
อีกกรณีหนึ่ง นี่เป็นระดับนักศึกษา ก็ไปกินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก็ไม่ได้รู้จักกับร้านอาหารแห่งนั้นหรอกครับ ก็คุยกันเอง ก็คุยกันก็มีคำผรุสวาทหลายคำ นะฮะ ถึงที่ชาวบ้านเขาบอกว่า Defined ไม่ได้ นะฮะ ยาวเลย ปรากฏว่าเวลาแม่ค้าเอาข้าวมาให้มันมากกว่าปกติเลย โอ เห็นด้วยมากที่พูด เลยแถมข้าว กับข้าวให้
ประเด็น 2 กรณีที่ผมยกขึ้นมา เพื่อจะบอกว่า เพื่อจะสนับสนุนประเด็นว่า ไอ้ความขัดแย้งนี้มัน Pervasive หมาย ความว่า มันเป็นอยู่ทั่วไป เราจะเจอที่ไหนๆ ก็ได้ คนกรุงเทพฯ มาเชียงราย เอ้า ไปเจออีกข้าง เอ้าไปกินข้าว อ้าว เจอข้างเดียวกัน คือมัน “Pervasive” คือมันแทรกไปทั่ว จนกระทั่งเราสามารถสรุปมาเป็นประเด็นทางวิชาการได้ว่าได้ ยังไม่มี Social Unit หน่วยทางสังคมหน่วยไหน ที่ไม่มีลักษณะของความขัดแย้งอยู่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะระดับทั้งมหัพภาค ระดับจุลภาค ในโรงเรียน ในห้องขนาดเด็กๆ มัธยม ก็ยังมีคนละสี หนังสือพิมพ์ที่ว่าเป็นฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นอย่างที่เราทราบ ทีนี้ Every Social Unit มันแทรกซึมไปได้ในลักษณะนี้
ทีนี้ผมก็ประทับใจอาจารย์ทามาดะ (ทามาดะ โยชิฟูมิ) ที่อวยพรอวยชัยให้เสื้อแดงชนะ แต่ผมไม่รู้ว่า พออาจารย์ทามาดะอวยชัยแบบนั้นมันจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า แต่ขอให้ความปรารถนานี้เป็นจริง
สิ่งที่อยากจะเป็นประเด็นสรุปก็คือ นี่ผมยืมคำของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่ผมเคารพ เอามาพูด ก็คือว่า เมื่อก่อนนี้ แต่ไหนแต่ไร บรรดานักวิชาการ นักอะไรต่อมิอะไร นักสื่อสาร นักอะไรทั้งหลายแหล่ บอกว่าชาวบ้านไม่เข้าใจ อย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อก่อนยังต้องพยายามอธิบายว่า "พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค" แล้วก็บอกว่า จะตั้งพรรคการเมือง คนไม่เข้าใจระบบพรรคนะ มีอยู่สมัยหนึ่งพูดอย่างนั้น เดี๋ยวนี้จะมีใครกล้าพูดอย่างนี้บ้าง
แล้วก็เวลามีข้อมูล เสริมไปด้วยเรื่องประเด็นสื่อที่สำคัญมาก ที่ อ.อรัญญา (อรัญญา ศิริผล ผู้นำเสนอผลการวิจัย) ยกขึ้นมา เป็นสื่อแนวระนาบ คือทุกคนออกความเห็นได้ในที่สาธารณะ เช่น Comment ได้ในเว็บไซต์ และสามารถที่จะเอาซีดีมาอัด แล้วก็แลกกัน ทั้งแจกฟรี ทั้งขาย ทั้งใช้ ทั้งอะไรแบบนี้ มันเป็น Social Media เป็นทั้ง Device (อุปกรณ์) ที่จะ Mobilize (ขับเคลื่อน) คนเสื้อแดง ข้อมูลอะไรต่างๆ ก็รับกันเพิ่มขึ้นๆ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากสรุปก็คือว่า สังคมไทยเปลี่ยนไปจริงๆ อย่างที่สืบสกุล (สืบสกุล กิจนุกร ผู้นำเสนอผลการวิจัย)ว่า คงไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว และก็อยากจะฝากไปให้คนที่เหมือนกบที่อยู่ในน้ำร้อนมันร้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว อยากฝากว่า ในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เสื้อแดงจะชนะหรือเปล่าเรื่องนี้เราต้องดูกันต่อไป เราไม่สามารถที่จะทำนายได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะฝากไปด้วย ฝากพวกอำมาตย์ และฝากพวกเราทุกคนด้วยคือ อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์ ขอบคุณครับ

มันจบแล้วครับตั้ว!

ที่มา Thai E-News

จบข่าว!-หนัง คนโขนเจอข่าวร้าย4วันแรกรายได้หวิว4ล้าน ไม่ผ่าน3วันอันตราย หากเรื่องไหนไม่ถึง 10 ล้าน โดนลดรอบหรือถอดจากโรง หวังลุ้นสัปดาห์ที่2แก้ตัวก็หมดสิทธิ์ บางโรงมีคนดูคนเดียว แถมคนดูหนังในห้องเฉลิมไทย เวบไซต์พันทิปรุมบอยคอตคว่ำบาตรอีก ข่าวร้ายกว่าคือรัฐบาลอภิสิทธิ์นำเงินกู้ต่างประเทศให้ทำทุนสร้างไป 8 ล้าน คนไทยน้ำใจดีก็ต้องช่วยกันใช้หนี้กันต่อไป

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กันยายน 2554


หลังจากที่เวบไซต์เอ็นเตอร์เทนวีกลี่ เปิดเผยอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์ที่ 25-28 ส.ค. 2554 ปรากฎว่าภาพยนตร์เข้าใหม่"คนโขน"ของศรัณยู วงศ์กระจ่าง เปิดตัวด้วยรายได้สุดแผ่ว 4 วันทำเงินไปเพียง 4 ล้านบาท จากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเงินกู้ไทยเข้มแข็ง 8.58 ล้านบาททำทุนสร้าง(ดูข่าวละเอียด:ข่าวร้ายหนังคนโขนของศรัณยูเจ๊งรายได้หวิว ข่าวร้ายกว่ามาร์คกู้เงินนอกให้ทำทุนคนไทยช่วยใช้หนี้) ก็เกิดกระแสร้อนแรงขึ้นในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิปขึ้น

โดยกระทู้ส่วนใหญ่นั้นบอกไปในทางที่ว่า เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของหนังก็คงหมดลุ้นจะทำเงิน หรือตีทุนคืนซะแล้ว เพราะโรงหนังส่วนใหญ่ถอดออกจากโรง หรือเหลือรอบฉายน้อยมาก เนื่องจากไม่มีกระแสดีขึ้น บางโรงมีคนดูแค่คนเดียว ขณะที่กองเชียร์สาวกของหนังเรื่องนี้ถึงกับออกมาตั้งกระทู้โวยวายว่า อุตส่าห์ทำหนังดีมีลุ้นรางวัลระดับโลกให้ดูก็ไม่ยอมดูกัน ไม่รักความเป็นไทยไม่รักชาจิกันเลย

แต่แทนที่จะจุดกระแสให้คนอยากไปดู ผู้ร่วมแจมกระทู้กลับพากันเดือดดาลใส่กลับแบบจัดหนัก ส่วนใหญ่บอกว่าเพราะต้องการบอยคอตคว่ำบาตรศรัณยู วงษ์กระจ่าง ที่เป็นแกนนำพันธมิตรยึดสนามบิน ยึดทำเนียบฯแต่กลับไม่ถูกลงโทษทางกฎหมาย แถมได้ทุนจากรัฐบาลอภิสิทธิ์มาทำหนัง จึงต้องลงโทษทางสังคมด้วยการบอยนคอต

บางโรงมีคนดูแค่คนเดียว

ล็อกอินชื่อ ปกตั้งหมายเลขเจ็ด เขียนกระทู้เรื่อง ขอบคุณโรงหนังที่ศรีราชาที่เปิดฉายให้ผมดูแบบ VIP โดยเล่าว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา มีเพียงเขาเป็นคนดูคนเดียวทั้งโรงที่มาชมหนังเรื่องคนโขนที่โรงหนัง EGV ที่ Pacific park ศรีราชา โดยเล่าว่า

ตั้งใจไปดูคนโขนที่ศรีราชารอบ 21.40 ไปถึงประมาณ 20.45 เดินไปซื้อตั๋วหนัง

โอ้ มาเป็นคนแรกเลย ถามพนักงาน "เอ่อ ถ้า ผมเข้าดูคนเดียวจะยกเลิกไหมครับ" เธอก็บอกว่า "คนเดียวก็ฉายค่ะ"

ไอ้ผม ก็คิดว่าคงไม่เลวร้ายถึงขั้นดูคนเดียวมั้ง นั่งอ่านหนังสือรอเวลาไปเรื่อยๆ จนพนักงานประกาศเรียกตามโปรแกรม
ชะเอิงเอิงเอย คนเดียวครับ คนเดียวจริงๆ

ประสบการณ์ครั้งแรกเลยครับโรงหนังวิเวก นั่งดูหนังเงียบๆคนเดียว

สงสัยทำไมเจ๊ง?-คำตอบส่วนใหญ่เพราะคนไทยอยากลงโทษศรัณยู

ล็อกอินชื่อ Destiny-Boy ตั้งกระทู้เรื่อง ทำไมรายได้ เรื่อง คนโขน สัปดาห์แรกน้อยจังเลยครับ เมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า โดยตั้งข้อสงสัยว่า ตอนแรกคิดว่าหนังน่าจะเปิดตัวในอาิทิตย์แรกไม่น่าต่ำกว่า 10 ล้านด้วยซ้ำ เพราะตัวหนังเองก็มีหลายสิ่งหลายอย่างน่าสนใจ แถมกระแสก็น่าจะดีซะด้วย แต่งงว่าทำไมรายได้เปิดตัวถึงน้อยน่าใจหายแค่ 4 ล้านเองอะครับ

โดยมีผู้ร่วมแสดงความเห็นในกระทู้น่าสนใจเช่น

-ก่อนหนังฉาย เสียงส่วนใหญ่ในพันทิปก่อนหนังฉายตั้งใจว่าจะไปดูเพราะหน้าหนังดีมาก (เสียงส่วนน้อยตั้งใจว่าจะไม่ดูเพราะรับผู้กำกับไม่ได้ โดยไม่เกี่ยวกับหนัง)

พอหนังฉาย เสียงส่วนหนึ่งที่ไปดูมาบ่นผิดหวังกับตัวบท ความไม่ปะติดปะต่อของเนื้อหา เสียงส่วนหนึ่ง ที่ไปดูมาบอกชอบมาก และตัดพ้อว่าทำไมคนไทยไม่สนับสนุนคนไทย คนไม่ไปดูคือคนไม่รักชาติ (ว่าไปนั่น)

สรุปคือ ถ้าหนังมีตัวบทที่ดีกว่านี้ เนื้อหาดีกว่านี้ ผมเชื่อว่าหนังขายได้แน่นอน ที่บอกว่าหนังแนวนี้ขายยาก โหมโรงยังทำได้เลยครับ

-โคตรเสียดายตังค์เลย แฟนชวนไปดูถ้าไม่ไปมีเคือง คือมันไม่ไหวจริงๆสำหรับเรา ไม่ใช่ไม่อุดหนุนน่ะ ในนั้นมีตังค์เรา เกือบ400

-ถ้าเอาคนอื่นมาเป็นผู้กำกับคงได้เยอะกว่านี้ค่ะ ก็เห็นๆอยู่คนเกินครึ่งประเทศไม่เอาคุณแล้วมันจะขายได้ยังงัยล่ะค่ะ ไม่เห็นต้องแปลกใจเลยว่าทำไมไม่มีคนดู ถามมาหลายคนแล้วที่ไม่ไปดูเพราะผู้กำกับ

-หนังของชนส่วนน้อยในประเทศ ลุ้นไม่ขึ้นหรอก กรรมมันตามทัน

-คนเสื้อเหลืองห่วย เลยไม่อุดหนุนหนังคนเสื้อเหลือง เพราะห่วยพอๆกัน

-ให้บัตรดูฟรี หรือล็อกคอแจก หรือจะเอาปืนจอหัว ให้ไปดู ไม่ต้องพูดมากระเบิดหัวผมทิ้งได้เลย ยังไงไม่ดู ไอ้คนทำชาติฉิหาย

-เพราะการเมืองแน่ๆ คิดดูนะว่าคะแนนที่ชนะเลือกตั้งมีเท่าไหร่ รายได้ก็หายไปประมาณนั้นแหละ นับหัวดูสิ ผมว่ามีส่วนนะ รายได้จริงที่ควรจะได้น่าจะหายไปประมานครึ่งนึงอ่ะ คหสต. (ความเห็นส่วนตัว)

-แปลกใจเหมือนกัน จริงๆเรื่องนี้ น่าจะได้เกินร้อยล้าน เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา มี่พวกโหวตโน(พวกเสื้อเหลือง) ถึงล้านกว่าคน เอาล้านกว่าคนมาคูณค่าตั๋วร้อยกว่าบาท ก็ต้องเกินร้อยล้านอยู่แล้ว แสดงว่า แม้แต่พวกเสื้อเหลืองด้วยกันยังไม่ค่อยจะอุดหนุนเลย....แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ ถือว่าเป็นการลงโทษจากสังคมก็แล้วกัน เพราะกฏหมายเอาผิดพวกนี้ไม่ได้ - พวกที่อ้างว่าทำเพื่อชาติ โดยเอาความเดือดร้อนของชาติมาเป็นเครื่องต่อรอง(การไปชุมนุมที่สนามบิน)

-เสื้อเหลืองไม่ได้ปิดแค่สนามบิน ที่ร้ายแรงที่สุดคือการยึดทำเนียบที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ คอมพิวเตอร์ถูกขโมยข้อมูลต่างๆหายไป เช่นรายชื่อสายลับต่างๆ ถ้าข้อมูลนี้หลุดไปอยู่ในมือโจรใต้คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แค่ข้อหานี้ข้อเดียวก็โดนโทษประหารได้ทั้งหมดแล้ว

เผาเมืองหรือที่ถูกคือเผาห้าง ตอนนี้มีหลักฐานใหม่อออกมาจากทางห้างเองว่าไม่ใช่เสื้อแดงที่เผา ขอยกไว้ยังไม่พูดถึง

หนังเจ๊ง ถ้าเป็นเพราะการเมืองจริงคุณพงษ์พัฒน์คุณสินจัยคงไม่ได้เล่นละคร สองท่านนี้ก็ยังอยู่ปกติดีนิ เราว่าเป็นเพราะหน้าหนังไม่น่าดูมากกว่า

-เสียดายเงินที่เอามาสร้าง เงินจากโครงการรัฐบาลก่อน โครงการไทยเข้มแข็งอะไรซักอย่าง เงินจากที่รัฐบาลก่อน ประเทศเรากู้เขามาทั้งนั้น 8 ล้านกว่าบาท

-เฮ้อ ชีวิตไม่เป็นสุขเพราะการเมืองแท้ๆ หนังดีๆก็ทำให้คนไม่อยากดูเพราะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยว ถ้าเราเลิกอคติ เอาใจดูเนื้อหาหนังมากกว่าสนใจว่าจะเป็นหนังของใครหนังเรื่องนี้คงไม่ได้ เป็นหนังเรื่องที่ "น่าเสียดาย" แบบนี้

-อ่านกระทู้นี้แล้ว ตกลงหนังไม่ดี หรือ เพราะไม่พอใจคนสร้าง ถ้าเพราะคนสร้างก็แอบเสียดายหนังดีๆเรื่องหนึง

-โอ๊ย เบื่อความแตกแยก คือตัวหนังมันดราม่าไปค่ะ แถมกระแสปากต่อปากมันไม่ดีอีก

คุณตั้วไม่ผิดหรอก ผิดที่เราเองที่ดันคาดหวังไว้ว่าตัวหนังจะสนุกคล้ายกับเรื่องโหมโรง คือเน้นเรื่อง "โขน" อ่ะ แต่ก็สมชื่อหนังเค้าแล้ว "คนโขน" คือให้ไปดูชีวิตดราม่าของคนโขนแทน - -"

กระทู้ร้อนเมื่อสาวกคนโขนด่ากราดไม่รู้จักอุดหนุนหนังอนุรักษ์ไทย-โดนสวนหน้าหงาย เตือนพงษ์พัฒน์คิวต่อไปต้องได้สำนึก
ขณะที่ล็อกอินชื่อ รทนทำ ตั้งกระทู้เรื่อง ไม่เข้าใจคนไทย ทำไมหนังอย่าง Black Swan ไปดูกันได้ แต่ไม่ยอมไปดูคนโขนกัน โดยตั้งคำถ่ามว่า
เห็นรายได้แล้วอดอนาถใจไม่ไหว ทำเงินไปได้แค่ 4 ล้านเอง ทั้งๆที่เป็นหนังไทยทำเพื่อคนไทยแท้ๆ แล้วตอนนี้ก็แทบไม่เหลือโรงแล้วด้วย

ที่หนังเอาเรื่องบัลเล่ต์มาเล่าเสื่อมๆ มีแต่ฉากอย่างว่าอย่าง Black Swan ละดันแห่ไปดูกัน ชื่นชมอย่างงั้นอย่างงี้ แต่พอเป็นหนังเกี่ยวกับโขนของไทยมีฉากรุนแรงนิดๆหน่อยๆก็หาว่าเล่าเรื่องแรง เกินไป ไม่เหมาะสม ไม่สนุก

เรื่องต่างชาติ ศิลปะต่างชาติละแห่ไปดูกันได้ แต่เรื่องที่เต็มไปด้วยความเป็นไทย อนุรักษ์ความเป็นไทย เพื่อประเทศไทยแบบนี้กลับไม่ไปดูกัน อีกหน่อยคงไม่มีใครทำออกมาอีกแล้วมั้ง

คงต้องรอให้หนังไปได้รางวัลจากเมืองนอกมาซะก่อนละมั้งถึงจะแห่ไปดูกัน ถึงตอนนั้นก็น่าจะฉายแบบจำกัดโรงด้วยนะ เพราะตอนมีโรงให้ดูเยอะๆป้อนถึงปากแล้วไม่อยากดูกัน โธ่! ก็ดูหนังผี หนังตลก หนังกะเทยต่อไปละกัน ราตรีสวัสดิ์ พี่น้องชาวไท

ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่จะด่าเจ้าของกระทู้แบบจัดหนักเป็นหลักเช่น

-อย่ามาว่า black swan ของชั้นนะ ชั้นต่ำ! เรามีสมองเพียงพอที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และเราก็พบว่า Black Swan คือสิ่งที่ดีกว่า เราเลือสิ่งที่ดีที่าสุดให้กับตัวเอง เราไม่ผิด

-ระงับอารมณ์บ้างนะครับ จขกท. หนังฟอร์มเล็ก ถ้าเนื้อหนังมันดี เดี๋ยวคนไปดูแล้วเขาก็บอกต่อจนเกิดกระแส ไปอุดหนุนเองแหละครับ
แล้วทีหน้าทีหลัง อย่าพยายามโยง เหตุผลอะไรแบบนี้ กับการเป็นคนไทยหรือไม่ใช่คนไทย อีก มันเข้าข่ายตรรกะวิบัติ ทั้งยังทำให้คนได้ยินได้ฟังไม่ชอบใจเอาง่ายๆ

-เราไปดูมาทั้ง 2 เรื่องแล้วนะ แต่การเล่าเรื่องของหนังทั้ง 2 เรื่องมีความแตกต่างกัน ด้วยคำว่า "กึ๋น" นี่แหละ หนังไทย "คนโขน" ของเราจึงยังพาใจคนไทยมาดูหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าหนังสนุกจริงดีจริง พูดปากต่อปากเองนะครับ

-ไม่ชอบแนวคิดทางการเมืองของผู้กำกับ + อ่านเรื่องย่อแล้วไม่โดน + นักแสดงไม่น่าสนใจ = ไม่ดูดีกว่า

-กระแสบอยคอตผู้กำกับ

-เกลียดขี้หน้าผู้กำกับเลยไม่ไปดู ชัดเจนไหมฮะ?

-ถามมาหลายคนแล้วที่ไม่ไปดูเพราะผู้กำกับค่ะแค่นี้หละจบ เงินภาษีตั้ง8ล้านเสียดายจริงๆๆๆๆๆๆๆๆ

-เอาแผ่นมาให้ดูฟรียังไม่ดูเลย เพราะผู้กำกับนั่นแหละ พอใจรึยัง คุณอยากให้ผมดู สงสัยคุณต้องบอกให้พรรคพวกคุณตั้ว ยุให้ทหารออกมาปฏิวัติ แล้วเอาปืนจี้ให้ผมไปดูแล้วหละ

ผลงานระดับแค่เนี้ย จะให้คนเราเลิกอคติเป็นไปไม่ได้หรอก คุณ
รอให้มีฝีมือระดับโลกก่อนนะ อาจจะโหลดมาดู

-เงินที่ทำน่ะ( 8 ล้าน) เงินขอมาจากรัฐบาลมาร์คกู้มาจากต่างประเทศนะ ทำหนังคนไม่ดู ก็อย่าไปว่าเขาเลย มันมีเหตุหลายอย่างที่คนไม่ดู (โหลดก็ไม่โหลดเปลืองไฟ) ฟังกระแสคนที่ไปดูก็พอแล้ว

-Black Swan ยังไม่ได้ดู กะว่าเดี๋ยวจะรอแผ่นลดราคา ส่วนคนโขน ยังไม่แน่ใจ แต่พอมาเจอกระทู้แบบนี้ เลยตัดสินใจได้แล้วว่า
ไม่ดูดีกว่า

-หนังก็คือหนัง มันมีไว้เพื่อความบันเทิง ไม่ได้บ่งบอกว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วเป็นคนดี รักชาติ หรือไม่รักชาติ

-จะว่าผมไม่รู้จักแยกแยะ ผมก็ยอม แต่คนทำผิด ก็สมควรได้รับการลงโทษจากสังคมใช่เหรอ? ผมเห็นด้วยกับความรักชาติของผู้กำกับ แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดทางการเมือง เรื่องการทำเพื่อชาติ โดยเอาความเดือดร้อนของชาติมาเป็นเครื่องต่อรอง(การไปชุมนุมที่สนามบิน,ถึง จะแถยังไงก็แล้วแต่ แต่ผลที่ออกมาก็คือเอาความเดือดร้อนของชาติมาเป็นเครื่องต่อรองอยู่ดี)ใน เมื่อกฏหมายทำอะไรพวกเค้าไม่ได้

ผมก็ถือว่านี่คือหนึ่งในมาตรการทางสังคมที่จะแสดงให้เห็นว่า เราไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนกับการกระทำที่เอาความเดือดร้อนของคนอื่นมา เป็นเครื่องต่อรองความต้องการของพวกคุณ ไม่ว่าจะสีไหนก็ตาม

-ถึงตอนนี้ ตั้วคงรู้แล้วสินะว่า คุ้มหรือไม่คุ้ม ที่เข้าไปเกลือกกลั้ว กับพันธมิตรซะขนาดนั้น ยังเหลืออีกคน คนที่ไล่คนไทย ออกจากประเทศไทย พูดโดยไม่คิด มาวันนี้แล้ว.........บทเรียนเรื่องนี้ จะทำให้คุณสำนืกรึเปล่าหนอออออ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข่าวร้ายหนังคนโขนของศรัณยูเจ๊งรายได้หวิว ข่าวร้ายกว่ามาร์คกู้เงินนอกให้ทำทุนคนไทยช่วยใช้หนี้


-เหตุผลที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ทุนทำหนังคนโขน 8,580,000 บาท เป็นอันดับ2รองจากตำนานพระนเรศวร

-ข้อสังเกตเงินกู้ไทยเข้มแข็งให้ทุนหนังไทย 200 ล้าน และตำนานนเรศวรเรื่องเดียวได้มากถึง 430 ล้าน

-ปีติแห่งโขน ใน"สมเด็จราชินี"

-มาร์คทุ่มเงินกู้ไทยเข้มแข็งสร้างหนังพระนเรศวร เฉลิมพระเกียรติราชินี-เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก รายงานว่า เมื่อเย็นวันที่ 8 สิงหาคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4 “สงครามยุทธหัตถี” โดยมีมจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม และดารานักแสดงร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีความหมายต่อประวัติศาสตร์และประชาชนชาวไทยภาพยนตร์เรื่องนี้มีวัต ถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาและเพื่อส่งเสริมความรู้ เทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรด้านความกล้าหาญ อดทน เสียสละ กตัญญูต่อแผ่นดินและอัฉริยภาพการรบที่ทำให้ไทยดำรงเอกราชตราบจนทุกวันนี้และ ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักชาติสมัครสมานสามัคคีและสร้างให้คนไทย รู้คุณและตอบแทนแผ่นดินไทย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยมอบให้กระทรวง วัฒนธรรมเข้าดำเนินการ ซึ่งหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและช่วยปลุก จิตสำนึกคนไทยให้เกิดความรักความสามัคคีความหวงแหนแผ่นดินและเทิดทูนสถาบัน พระมหากษัตริย์ที่ได้ประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์ของคนไทย

ด้านนายธีระ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่จะสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 และ4 ทางกระทรวงนำงบประมาณจากงบไทยเข้มแข็ง โครงการ 2 มาสนับสนุน ส่วนจำนวนเงินที่จะสนับสนุน ต้องหารือกับม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล อีกครั้ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบต่อไป
อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานพิธีบวงสรวงเปิดกล้อง ภาพยนตร์เรื่อง “นเรศวร” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547 ณ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมทอดพระเนตรการถ่ายทำฉากเปิดกล้องขบวนเสด็จของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช เพื่อเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ที่เมืองอโยธยา ยิ่งใหญ่สมจริง มีนักแสดงกว่า 1,000 คน ร่วมเข้าฉาก ละลานตากับฉากเมืองเก่าที่สร้างขึ้นใหม่อย่างอลังการบนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ด้วยทุนสร้างราว 500 ล้านบาท เผยภายหลังพานักแสดงเข้าเฝ้าตามกระแสรับสั่ง ทรงตรัสชื่นชมว่าสามารถสร้างภาพยนตร์ออกมาได้ดี

สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการสร้างภาพยนตร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ รวมวงเงิน 8 แสนล้านบาท หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการไทยเข้มแข็ง

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงกล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนเรศวร สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงความโดดเด่นในด้าน ความกล้าหาญ ความอดทน เสียสละ ตลอดจนพระปรีชาสามารถในยุทธศาสตร์การรบที่ทำให้ประเทศไทยดำรงเอกราชตราบจน ทุกวันนี้

นักสู้10เมษา'เสียสละ'สงบหลังณัฐวุฒิลบคราบน้ำตา

ที่มา Thai E=News

"หรั่ง"ได้"เสีย สละ"ลงแล้วในวันนี้โดยสงบ ภายหลังจากณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง และแกนนำเสื้อแดงหลายคนไปเยี่ยมเพื่อลบคราบน้ำตาให้เขา บางคนสัญญาว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของหรั่ง ให้เขาได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน สานต่อความฝันของเขาที่อยากร่วมฉลองชัยกับคนเสื้อแดงที่เขาใหญ่เป็นครั้งสุด ท้าย..แต่เขาได้จากไปยิ่งใหญ่ดุจขุนเขาแล้วเมื่อช่วงเย็นนี้.

งานสวดพระอภิธรรมศพของหรั่ง ซึ่งเสียชีวิตลงแล้วโดยสงบ เมื่อเวลา 16.30 น.วันนี้ ตั้งศพสวดพระอภิธรรมวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. เวลา 19.30 น. ที่บ้านพัก (รังสิต-นครนายก ซอย 30) วันที่ 3-4 ก.ย. เวลา 19.30 น. วัดเขียนเขต ประชุมเพลิง วันจันทร์ที่ 5 ก.ย. เวลา 17.00 น.ณ วัดเขียนเขต ติดถนนรังสิต-นครนายก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เชิญพี่น้องมิตรสหายร่วมตายแม้ไม่ได้ร่วมสายเลือดโดยทั่วกัน(สอบถามเพิ่ม เติมคุณเป็ดพี่สาววีรชนหรั่ง โทร.083-1792773)

ด้านล่างนี้เป็นรายงานที่ไทยอีนิวส์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 16 สิงหาคมที่่ผ่านมานี้

โดย ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
ที่มา เฟซบุ๊คป๋าจอมตั๊บฯ

วันดีๆของคนเสื้อแดงที่ชื่อ คุณ หรั่ง "พรหมมินทร์ เก็มกาแมน" นักสู้นิรนามที่ต้องเผชิญกับมะเร็งทางเดินหายใจระยะสุดท้ายจากอุบัติเหตุใน การสลายการชุมนุม วันที่ 10 เมษา 2553

ณ วันนี้ เขาได้รับกำลังใจต่อชีวิต จากผู้ชายที่ชื่อ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

-เข้าเยี่ยม
-มอบดอกไม้
-พูดคุยให้กำลังใจ
-มอบเสื้อที่เคยใส่ขึ้นเวที
-ร้องเพลงปลอบโยน
-ปลุกใจให้ยืนหยัดต่อสู้กับโรคร้าย

วันนี้ขอยกให้พี่เต้นเป็นพระเอกนะครับ

..และขอขอบคุณทุกๆคนที่ลงมาช่วยเหลือพี่หร​ั่งด้วยครับ ทั้งคุณทอง(ลุงทอง) ทีมคุณเพ็ญและคุณเก้(เจ้าของรูปภาพ) คุณวงษ์(เรือนไทยเรดิโอคลอง3) และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม และขอบคุณกำลังใจจากพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน​มา ณ ที่นี้

หากใครสนใจสามารถไปเยี่ยมคุณหรั่งได้ที่ 18/1001 หมู่ที่ 2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี

เร็วๆนี้คุยกันกับทางที่บ้านพี่หรั่งว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของพี่หรั่ง ให้พี่หรั่งได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน ก่อนจะต้องจากลากันไปด้วยโรคภัยร้ายแรงที่ต้องเผชิญอยู่

จากแนวหน้าสู่ชะตาอันโหดร้าย ขอสักนิดได้ไหม กำลังใจสุดท้ายก่อนจาก เพื่อต่อชีวิตให้นักสู้นิรนาม..."หรั่ง พรหมมินทร์ เก็มกาแมน"

คุณเรียมพี่สาวของเขาเล่าว่า ใน วันเกิดเหตุชุมนุม 10 เมษายน 53 หรั่งเขาไปชุมนุมอยู่ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตอนช่วงเย็น ช่วงพลบค่ำ เขาโดนแก๊สน้ำตาเข้าไปเต็มๆเลย แล้วก็ช่วงที่ชุลมุนปะทะกับทหารนั้น ตอนที่ดันกันไปมาเขวี้ยงของอะไรต่างๆสู้กัน หรั่งเขาโดนลูกหลงเป็นก้อนหินเข้าที่ใบหน้า ตรงใต้ตา

เบื้องต้นได้รับความช่วยเหลือจากเต๊นท์เยียวยาผู้บาดเจ็บ หน้าโรงพยาบาลรามาฯ จำนวน 20,000 บาท

แล้วก็มารักษาปฐมพยาบาลกันเบื้องต้น ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอะไรมาก

หรั่งย้ายไปอยู่กับเถ้าแก่ที่อุดรธานี เพราะกลัวว่าจะโดนทางการตามจับตัว เพราะไปปะทะกับทหารในวันที่ 10 นั้น ส่วนแผลก็อักเสบ เป็นๆหายๆ จนมันเป็นตุ่มคล้ายๆฝีขึ้นมา

เราก็บอกให้หรั่ง ไปรักษาจริงๆจังๆเถอะ เดี๋ยวมันจะเป็นหนักกว่านี้ หรั่งเขาก็ไม่ยอมไป เขาบอกว่าไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่อุดรฯ ปฏิบัติธรรมเยอะๆเดี๋ยวก็น่าจะหายได้เอง

จนในที่สุดฝีเล็กๆนั้นมันก็ลุกลาม ขยายใหญ่จนผิดปกติ พอไปตรวจอีกทีตอนหลังถึงรู้ว่ามันกลายเป็นมะเร็งไปแล้วเรื่องการรักษาพยาบาล เราก็ใช้สิทธิ์บัตรทอง ไปทำOPDฉายรังสี ที่โรงพยาบาลมา ทั้งหมดก็ 20 รอบแล้ว

เรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่ จะหนักก็พวกค่าเดินทาง ค่าน้ำเกลือล้างแผล ค่าเบ็ดเตล็ดแต่ละครั้ง เราก็คนหาเช้ากินค่ำน่ะนะ

ผมก็สอบถามถึงอาการและการรักษาล่าสุดที่ผ่านมา พร้อมทั้งสภาพความเป็นอยู่ คุณเรียมบอกกับเราว่าล่าสุดที่ไปทำคีโมมา หมอเขาบอกว่า ทำ ใจไว้นะ หรั่งเขาจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 2 เดือนนะ แต่หรั่งเขาสู้ไง เขายังอยากต่อสู้ อยากไปชุมนุม อยากไปกับเสื้อแดง อยากไปร่วมงานที่โบนันซ่า เพราะใจเขาสู้ กำลังใจเขาดี จากวันที่ทำคีโมนั้นเขาอยู่ต่อมาได้ 7 เดือนแล้ว
ข้าง ผนังกำแพงมีเสื้อยืด ทรู้ธ ทูเดย์ แขวนเอาไว้ และมีเสื้อแจ็คเก็ตสีแดงปักลายอักษรนปช.แขวนอยู่ บนหัวเตียงประดับด้วยดอกไม้สีแดง มีพัดรูปคุณทักษิณปักอยู่เหนือปฏิทิน เขียนว่า "เรารัก...ทักษิณ ยังอยู่ในใจเสมอ"

เวลามีพี่ๆน้องๆเสื้อแดงมาเยี่ยมเนี่ย เขาจะดีใจมาก ใจเขายังอยากไปชุมนุมตลอด นี่เมื่อวันก่อนดิ้นตะกายตกเตียงออกมาตรงเนี๊ยะ(พร้อมทั้งชี้ไปที่พื้น) เขาบอกเขาจะไปโบนันซ่า จะไปงานเสื้อแดง

ตอนวันที่เราไปเยี่ยม พี่หรั่งพยายามยิ้ม แล้วยกมือขึ้นไหว้ แล้วถามคุณเรียมว่า
"เขามารับแล้วหรอ เขามารับไปโบนันซ่าแล้วใช่มั๊ย" พี่เรียมตอบไปว่า "เนี่ยๆเดี๋ยวเขาก็จะพาไปโบนันซ่ากัน รอหน่อยนะ"

พี่เบียร์หัวหน้ากลุ่มสหายสีแดงก็บอกไปว่า "โอเค เดี๋ยวมีโอกาสเราจะพาไปแน่ๆ อดทนเอาไว้" แล้วพี่หรั่งก็สงบลง ด้วยความเหนื่อยจากการออกแรงพูดในแต่ละครั้ง

เร็วๆนี้คุยกันกับทางที่บ้านพี่หรั่งว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของพี่หรั่ง ให้พี่หรั่งได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน ก่อนจะต้องจากลากันไปด้วยโรคภัยร้ายแรงที่ต้องเผชิญอยู่

******
คลิปณัฐวุฒิลั่นเยียวยาเหยื่อสะสาง91ศพต้องทันทีคู่แก้ปากท้อง


การทำงานของรัฐบาลไม่ใช่ว่าต้องแก้ปัญหาเศรษฐกืจปากท้องก่อน แต่ทำไปพร้อมๆกับปัญหาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องหลักนิติธรรม การเยียวยาผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ห้างร้านที่เสียหาย ทำไปพร้อมๆกันได้เลย และต้องทำโดยเร็ว หากเราไม่ทำเรื่องนี้ให้คลี่คลายได้เร็วจะเป็นปัญหา

คลิปจตุพรพูดถึง"หรั่ง"และการเยียวยาผู้บาดเจ็บ และตายจากการชุนุม


อดีตส.ส.วิชิต ปลั่งศรีสกุล นำคณะบ้านเลขที่111 พรรคไทยรักไทยไปเยี่ยมหรั่งก่อนจะสิ้นลมอย่างสงบไม่นาน

สำหรับท่านที่อยากส่งกำลังใจเยียวยาให้หรั่ง ตามเบอร์บัญชีพี่สาวของเขา


********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กรณีคนเสื้อแดงที่ไม่ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุกรณี 10เมษา-19พฤษภาฯ เพื่อให้ได้พิจารณาช่วยเยียวยาด้วย...

3ปีเหยื่อรายแรกของระบบยุติธรรมจัญไรไฟไหม้

-น้องเจมส์เป็นเด็กดี รักชาติรักประชาธิปไตย

-เปิดปมชะตาสยองของ5ศพเสื้อแดง เหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง19พ.ค.

Friday, September 2, 2011

efore - After "อุ๊งอิ๊ง" เพื่อนเจ้าสาว "หุ่นเพรียว"คำนวณแคลอรี่อาหารทุกคำที่เข้าปาก

ที่มา มติชน





ปี 2549 หรือ 5 ปีที่แล้ว



ถอดแบบทักษิณ



รับปริญญา



ก่อนและหลังของแพทองธาร



ลุคใหม่ 3 พี่น้อง



เปลี่ยนจากคางกลมมาเป็นคางแหลม



บอบบางลง...อย่างเห็นได้ชัด


ในงานแถลงข่าว กิจกรรม This’s My Future Chiangmai 2011 ภายใต้ Theme " 10 อาชีพเทรนด์ของโลก" ที่ Voice TV เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา

สายตาของสื่อ จับจ้องไปที่ เอม "พินทองทา ชินวัตร" กรรมการมูลนิธิไทยคม ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว ในช่วงปลายปี กับชายหนุ่มผู้โชคดี

แต่ที่โดดเด่นไม่แพ้พี่สาว ก็คือ "อุ๊งอิ๊ง" น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่คาดว่าจะได้รับหน้าที่ เพื่อนเจ้าสาว ในวันสำคัญ

กล่าวกันว่า สองพี่น้องไปลองชุดกันมาหลายรอบแล้ว

"เอม" สวยวันสวยคืน วันนี้ เธอเข้ามาแทนที่ อาปู "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" แทบทุกตำแหน่งทางธุรกิจและบทบาททางสังคม ขณะที่ "อุ๊งอิ๊ง" จากสาวที่เคยอวบ ๆ (ระยะสุดท้าย) ก็เปลี่ยนมาเป็นสาวหุ่นเพรียว

"โฉมชบา"แห่งไทยรัฐ บอกว่า "อุ๊งอิ๊ง" ได้เปลี่ยนโฉมตัวเองใหม่จากสาวตัวกลมกลายเป็นสาวหุ่นเพรียว


เคล็ดลับความงาม คือ ใช้วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ แค่ลดปริมาณอาหารลงแต่ไม่หักดิบ

เธอเคร่งครัดในเรื่องการรับประทานอาหารเป็นอย่างมาก ถึงขนาด

คำนวณแคลอรี่อาหารที่จะกินทุกคำ

ส่ง ผลให้ในปัจจุบันนี้ "อุ๊งอิ๊ง" มีรูปร่างที่สมส่วน พร้อมกับสุขภาพที่ดีมากขึ้น โดยไม่ต้องกินยาลดน้ำหนัก เสียเงินแพงๆ ให้กับคลีนิกลดความอ้วนที่ไหน

เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลง โฉมของ "อุ๊งอิ๊ง" น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ลูกสาวสุดเลิฟของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะไม่ใช่ ฉลาดเหมือนพ่อ แต่ยังถอดออกมาจากพิมพ์ บล็อก เดียวกันอีกต่างหาก

มติชนออนไลน์ จัดเต็มให้เห็น Before - After ของ "อุ๊งอิ๊ง"

ก่อน

หลัง