ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 22, 2012

MEDIA INSIDE OUT: สินบนนำเที่ยว

ที่มา ประชาไท

 

เผยแพร่ครั้งแรกที่ MEDIA INSIDE OUT
กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ใช้งบประมาณ 7 ล้านบาทของสภาฯ พาสื่อมวลชน 39 คน ไปทัวร์ยุโรปในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม ช่วงปลายเดือนกันยายน 2555 กลายเป็นข่าวทอล์กออฟเดอะทาวน์ซึ่งน่าจะไม่จบง่ายๆ ไม่ใช่เพราะนักการเมือง หรือ หน่วยราชการไทย หรือ คนทำสื่อไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน

เรื่องจริงคือ คนทำสื่อในประเทศไทยส่วนใหญ่มักเดินทางฟรีด้วยเงินคนอื่นเป็นอาชีพหลักและ ไม่เป็นข่าว (เหมาะสมหรือผิดหลักจริยธรรมอัน “สูงส่ง” หรือไม่ เป็นอีกประเด็น) แต่ครั้งนี้ที่เป็นข่าวเพราะคนจ่ายเงินไม่ใช่บริษัทเอกชนซึ่งจัดทัวร์เพื่อ ผลประโยชน์ทางการขาย หรือเพื่อภาพลักษณ์องค์กรว่าช่วยเหลือสังคมบ้าง ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติบ้าง ช่วยอนุรักษ์/พัฒนาศิลปะ-วัฒนธรรมบ้าง ฯลฯ
ประเด็นคือ ผู้ที่จ่ายเงินงวดนี้คือ รัฐสภา หมายถึงเป็นงบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีอากรของประชาชน และสื่อมวลชนที่ร่วมทริปก็มีแต่ “ฝ่ายแดง” หรือฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทั้งหมด แม้บางคนมีชื่อว่าเป็นนักวิชาการ ก็ทำงานสื่อด้วย เช่น พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และวิโรจน์ อาลี ซึ่งจัดรายการให้วอยซ์ทีวีทั้งคู่ และแม้เจ้าตัวจะอ้างว่าไปในนามนักวิชาการ แต่ในงบประมาณของสภาฯ ก็ระบุว่าทั้งคู่ได้รับเชิญในฐานะสื่อมวลชน
               วิโรจน์ อาลี ไปในนามผู้จัดรายการวอยซ์ทีวี และ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ไปในนามคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ซึ่งมีข่าวว่าคม ชัด ลึก ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย
                ยิ่งกว่านั้น ในรายชื่อลูกทัวร์ ยังมีบรรดาคนใกล้ชิดทั้งที่นามสกุลเดียวกับประธานรัฐสภาและที่ไม่ใช่ร่วม เดินทางไปอีกต่างหาก
                มีการตรวจสอบข่าวนี้กันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากสื่อเครือผู้จัดการ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสื่อเลือกข้างแดง และผลจากการตรวจสอบก็คือ โปรแกรมทัวร์เจ็ดล้านครั้งนี้ เห็นๆ ว่าเป็นทัวร์เพื่อความบันเทิงมากกว่าเพื่อการศึกษาดูงาน แถมยังมีการพาไปดูฟุตบอลนัดสำคัญระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล เสียอีก เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทัวร์ คือ จักรพันธ์ ยมจินดา “มีเส้นสาย” กับสยามสปอร์ตซึ่งมีที่นั่งวีไอพีในสนาม
                เสียงก่นด่าคุณสมศักดิ์และคนทำสื่อสาย “แดง” ดังระงม ยิ่งกว่าเสียงกบและอึ่งอ่างในสายฝน โดยเฉพาะคนทำสื่อสายแดงที่ถูกด่าว่า ไหนล่ะ จริยธรรมสูงส่งกันดีนัก ไอ้พวกอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ที่แท้ก็มาแอบใช้งบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวกันหน้าด้านๆ
                ทัวร์นี้มีชื่อหรูว่า โครงการดูงานรัฐสภา สื่อ และวิชาการ โดยงบประมาณ 7 ล้านบาทที่ใช้ไปนั้น เป็นงบประมาณปี 2555 ซึ่งจะถึงกำหนดสิ้นปีงบประมาณ ในวันที่ 30 กันยายน
                ตามโปรแกรมทัวร์ซึ่งกำหนดโดยบริษัททัวร์ Skylight Elegance ระบุว่า ในวันที่ 20 กันยายน คณะทัวร์จะเข้าชมรัฐสภาอังกฤษ ระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบการทำงานของรัฐสภาอังกฤษ โดยในช่วงกลางวันไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารโฟร์ซีซั่นส์ ลอนดอน (Four Seasons London) จากนั้นในช่วงค่ำไปรับประทานอาหารที่บลูมเบอรี ลอนดอน (Bloomsbury London) และเข้าพักที่โรงแรมปาร์ก พลาซา เวสต์มินสเตอร์ (Park Plaza Westminster) จากนั้นในวันที่ 21 กันยายน จะไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (Oxford) ชมพิพิธภัณฑ์ ดิ อิมพีเรียล วอร์ มิวเซียม (The Imperial War Musem) วันที่ 22 กันยายน ชมสำนักงาน ดิ อีโคโนมิสต์ กรุ๊ป (The Economist Group) และพาไปซื้อของที่โบโรห์มาร์เกต (Borough Market)
จากนั้น ในวันที่ 23 กันยายน จะไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์บีบีซี กรุงลอนดอน ช่วงบ่ายไปชมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลคู่แดงเดือด ระหว่างสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล วันที่ 24 กันยายน เดินทางโดยรถไฟไปประเทศฝรั่งเศส วันที่ 25 กันยายน เยี่ยมชมรัฐสภาฝรั่งเศส ช่วงบ่ายพาชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ช่วงค่ำรับประทานอาหารแบบฝรั่งเศสบนเรือที่ล่องแม่น้ำเซนน์ วันที่ 26 กันยายน นั่งรถโค้ชไปกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเยี่ยมชมรัฐสภายุโรป และวันสุดท้ายที่ 27 กันยายน ไปเยี่ยมชมอะตอเมียม (Atomium) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ของประเทศเบลเยียม ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำ
ข้าราชการในรัฐสภา และสื่อมวลชนสายรัฐสภา หรือพูดง่ายๆ ว่านักข่าวที่เน้นทำข่าวต่างๆ ในบริบทรายรอบรัฐสภา แต่ไม่ยักได้รับเชิญร่วมทัวร์นี้ เห็นโปรแกรมทัวร์ก็รำพึงออกมาดังๆ ว่า นี่เป็นการดูงานในระหว่างเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปนะนั่น สงสัยว่าประธานรัฐสภาคงใช้สินบนนำเที่ยวล่อใจสื่อมวลชนพวกเดียวกันให้สนับ สนุนการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.....และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 แน่เลย
จริงๆ เราคงบอกไม่ได้ว่า สื่อสายแดงที่ได้รับเชิญไปเที่ยวยุโรปครั้งนี้ จะสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพียงเพราะได้ไปเที่ยวยุโรปสามประเทศ เพราะถ้าพวกเขาเป็นสื่อที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือเป็นสื่อไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่มีสติปัญญา เขาก็คงตั้งใจทำความเข้าใจสิ่งที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอและในที่สุดก็อาจเห็น ว่ามีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล สมควรหรือไม่ควรสนับสนุนอยู่เอง
ที่เราควรบอกได้ก็คือ ความจริงสื่อไม่ควรรับเชิญไปงานแบบนี้ เพราะเหตุว่านี่เป็นงบประมาณรัฐ และมันควรนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่เพื่อพาพวกพ้องไปเที่ยว แต่จะโทษคนทำสื่อที่รับเชิญก็ไม่เต็มปากอีก เพราะในการรับคำเชิญแต่ละครั้ง คนทำสื่อไม่รู้หรอกว่า ผู้ร่วมทริปเป็นใคร พวกพ้องเดียวกันไหม ฝักใฝ่การเมืองแบบไหน เชียร์พรรคไหน มัวแต่ดีใจเขาเชิญมาก็รีบตอบรับ กว่าจะรู้ว่าใครไปบ้าง ก็มักจะหลังจากส่งพาสปอร์ตให้บริษัททัวร์ไปแล้ว นอกจากนั้น การรับเชิญไปโน่นนี่นั่น ก็ยังกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวงการสื่อไทย ทุกวันนี้ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐต่างๆ ล้วนจัดงบประมาณเพื่อพาสื่อไปดูงานโน่นนี่นั่น และคนทำสื่อก็เดินทางไปดูงานโน่นนี่นั่นกันตลอดปี ซึ่งบางครั้งก็ “ดู” งานประมาณสองวัน เที่ยวและช็อปปิ้งอีกห้าวัน
ที่ว่ามานี้ ไม่ใช่เฉพาะคนทำสื่อ แต่หมายถึงข้าราชการและคนทำงานในหน่วยงานต่างๆ ด้วย บางงานที่มีการออกบูทของหน่วยราชการในต่างประเทศนั้น เอาเข้าจริงๆ คนที่มีรายชื่อมาทำงาน หนีไปเที่ยวเกือบหมด เหลือคนเฝ้าบูทคนเดียวซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเล็กมาก หรือไม่ก็โมเมจ้างคนไทยในพื้นที่มานั่งเฝ้าบูทด้วยข้ออ้างว่า จะได้ใช้ภาษาท้องถิ่นสื่อสารกับคนมาเที่ยวงาน
ในแวดวงคนทำสื่อ เรื่องรับเชิญไปต่างประเทศ เป็นเรื่องชวนอึดอัดอดสูใจเท่ากับลิงโลดใจ เพราะรายรับของคนทำสื่อที่ไม่ใช่เจ้าของสื่อนั้น เมื่อหักกลบลบหนี้กับรายจ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว พูดกันตามตรงว่าไม่พอจะขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในโซนยุโรปและอเมริกา คำเชิญร่วมทัวร์ร่วมทริปของแต่ละองค์กรที่ส่งมา จึงเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้คนทำสื่อ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยมีโอกาสสอบชิงทุนไปดูงานกับใครเขา ได้เห็นโลกภายนอกบ้าง
ความอยากเดินทางเห็นโลก บางครั้งก็ทำให้คนทำสื่อและเจ้าของสื่อซึ่งดีใจไม่ต้องควักกระเป๋าเอง ลืมความรู้สึกอึดอัดอดสูใจว่า เอ๊ะ เขาเชิญเราหรือคนทำงานของเราไปเที่ยวฟรีๆ นี่มันมีมูลค่านะ มันต่างอะไรกับการรับสินบนไหม ? และถึงนักข่าวจะกลับมารายงานข่าว แต่ เอ๊ะ ข่าวอย่างนี้หรือบทความอย่างนี้ มันจะถือว่าเขียนจากพื้นฐานความคิดแบบไหนกันล่ะ เป็นข่าวพีอาร์ บทความพีอาร์ไหม เชื่อถือได้หรือไม่ได้ หรือมันเป็นส่วนหนึ่งของการธุรกิจสื่อ แยกส่วนออกจากข่าวรายวัน แต่เอ๊ะ ข่าวรายวันของเรา แยกออกจากการครอบงำทางความคิดของกลุ่มการเมืองที่ให้เงินสนับสนุนการผลิต สื่อของเราหรือเปล่านะ?
มีคำถามมากมายถ้าอยากถาม และความจริงก็อาจไม่มีคำถาม ถ้าสื่อไม่อ้างจริยธรรมอัน “สูงส่ง” มากนัก ในเวลาที่พยายามเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ผู้เขียนเองก็ไม่ใช่คนดีเลิศ ยอมรับว่าเคยได้เที่ยวฟรีอยู่บ้างแต่ไม่บ่อยนัก และส่วนใหญ่เป็นทริปในประเทศ ทริปต่างประเทศมักขี้เกียจไปวุ่นวาย พูดแบบขำๆ ก็คือ ชีวิตนี้ได้รับเชิญไปสวิสเซอร์แลนด์ห้าครั้ง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยไปสักครั้ง
ย้อนกลับมาเรื่องทริปต่างประเทศว่าเคยเป็นชนวนทะเลาะเบาะแว้งในกอง บรรณาธิการหลายแห่ง เพราะคนทำข่าวที่กว้างขวาง มีแหล่งข่าวมาก หรือทำข่าวสายธุรกิจ สายท่องเที่ยว สายสังคม สายข่าวต่างประเทศ สายข่าวพลังงาน ก็มักจะได้รับเชิญบ่อยจากกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ที่มีงบประมาณบ้าง จากสายการบินบ้าง บริษัททัวร์บ้าง บริษัทผลิตเครื่องสำอางบ้าง ฯลฯ ต่างๆ นานา
                นักข่าวสายไกลปืนเที่ยงที่ไม่เคยได้รับเชิญ หรือนักข่าวสายเดียวกันที่กว้างขวางน้อยกว่า หรือไม่ใช่ระดับหัวหน้าจึงไม่ได้รับเชิญ ก็จะเกิดอาการน้อยอกน้อยใจว่า ทีไปทำข่าวต่างจังหวัดในแดนกันดารส่งเราไป ไปต่างประเทศไม่เห็นให้เราไปบ้างเลย เกิดเป็นอาการแย่งกันไปต่างประเทศ ไม่แย่งกันไปต่างจังหวัด และแย่งกันไปเที่ยว ไม่ได้แย่งกันไปทำงาน
                เพื่อแก้ปัญหานี้ หลายๆ องค์กรสื่อจึงหันมาใช้วิธี “เวียนคิว” หมายถึงแม้แหล่งข่าวเชิญระบุชื่อ กองบรรณาธิการก็ไม่ให้ระบุชื่อ แล้วจัดรายชื่อนักข่าวเข้าคิว ถึงคิวใครคนนั้นก็ไป เว้นเสียแต่การเชิญนั้นเกี่ยวข้องกับข่าวซึ่งเฉพาะทางจริงๆ และนักข่าวที่จะไป ไม่มีความรู้เรื่องนั้นเลย ก็ต้องสลับคิว เช่น ได้รับเชิญให้เดินทางตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไปรัสเซีย แม้คิวจะมาถึงนักข่าวสายการศึกษา ก็ต้องตัดคิวคืนนักข่าวสายต่างประเทศ
วิธีจัดคิวนี้นอกจากจะลดปัญหาน้อยอกน้อยใจลงได้ระดับหนึ่ง ก็ยังกลายเป็นคุณูปการให้บรรดานักข่าวเริ่มคิดว่า ฉันควรทำได้ทุกข่าว ไม่ใช่หมกหมุ่นทำอยู่แต่ข่าวประจำสาย จนจะกลายเป็นข้าราชการกระทรวงอยู่แล้ว เป็นต้น
                การรับเชิญแบบนี้ ถามว่า นักข่าวเขียนข่าวตามใจผู้เชิญไหม แม้แน่นอนว่าคำตอบคือ ไม่ มันก็ซ่อนนัยความพยายามแก้ตัวของนักข่าวและบรรณาธิการในแง่ของความเป็นอภิ สิทธิชน  นอกจากนั้น มันก็ยังซ่อนอคติซ้อนอคติเมื่อนักข่าวต้องพยายามคัดค้านข้อดีของสิ่งที่ แหล่งข่าวพยายามนำเสนอ (อย่างไม่เป็นธรรมชาติ) เพื่อให้ตัวเองสบายใจว่า ฉันไปเที่ยวฟรีก็จริงแต่ฉันไม่ได้ถูกซื้อตัวนะ ซึ่งหากมองไปยาวๆ เราก็คงปฏิเสธยากว่า สายสัมพันธ์ที่โยงใยกันอยู่ระหว่างคนทำสื่อกับแหล่งข่าวได้เกิดขึ้นแล้วจาก การร่วมทริปแบบนี้
ดังนั้น วันข้างหน้าหากองค์กรหรือบุคคลที่เป็นแหล่งข่าวเกิดปัญหา การนำเสนอข่าวในรูปแบบที่ผ่อนหนักเป็นเบาให้กับแหล่งข่าว จึงอาจเกิดขึ้นได้ และแม้โดยหลักการประชาสัมพันธ์จะบอกว่า การยืดอกรับความจริงดีกว่าการปกปิดแก้ตัว แต่สายสัมพันธ์ระหว่างแหล่งข่าวกับสื่อก็น่าจะช่วยให้การเปิดตัวรับความจริง เกิดขึ้นได้อย่างสวยงามกว่า
                หลายปีก่อน เมื่อผู้เขียนทำหน้าที่บรรณาธิการ Focus ในหนังสือพิมพ์ The Nation ที่ประชุมคณะบรรณาธิการ กำหนดให้ระบุท้ายบทความของผู้เขียนแต่ละคนที่เขียนเรื่องราวจากการได้รับ เชิญไปเที่ยวฟรีว่า เธอหรือเขาได้รับการสนับสนุนให้เดินทางจากหน่วยงานใด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าดี แต่ปัจจุบัน สื่อในเครือมีมากขึ้น การระบุอาจไม่ครบครัน นอกจากนั้น หลายปีผ่านไป รูปแบบการทำธุรกิจสื่อก็มีการเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวนี้ หลายองค์กรสื่อรวมทั้งเครือเนชั่น ต่างจัดนำเที่ยวเองในรูปแบบต่างๆ
                เรื่องคนทำสื่อเที่ยวฟรีนี้ คาดว่าเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป และประชาชนทั่วไปก็คงหมั่นไส้และเหยียดหยามคนทำสื่ออยู่ไม่น้อย เมื่อครั้งผู้เขียนและช่างภาพไปทริปตามรอยโกษาปานที่ฝรั่งเศสกับอาจารย์ สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาเพื่อถ่ายทำสารคดีของบริษัทเอ็นบีซี ก็มีผู้ร่วมทริปบางคนพูดจาถากถางว่าสื่อเที่ยวฟรี จึงต้องชี้แจงว่าเดินทางมาทำงานด้วยเงินบริษัท และเมื่อไปร่วมทริปต่างๆ ในอุษาคเนย์กับอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กว่าผู้ร่วมทริปจะเข้าใจกันว่า ผู้เขียนใช้เงินสะสมส่วนตัวเป็นค่าเดินทางเองเพราะอยากได้ความรู้เป็นข้อมูล เอาไปทำงานต่อ ก็ถูกซุบซิบนินทาหมั่นไส้ไปแล้วหลายทริป
                เพื่อนชาวต่างประเทศที่ทำงานในวงการสื่อบอกว่า พวกเขาไม่เคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วยเงินสนับสนุนจากบริษัทเอกชนที่ เป็นสปอนเซอร์โฆษณา หรือจากหน่วยงานรัฐ ความจริงสื่อไทยที่ชอบอ้างจริยธรรมก็น่าจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน  ไม่อย่างนั้น ก็ยอมรับความจริงแล้วไม่ต้องอ้างจริยธรรมให้ใครหมั่นไส้
                ทุกวันนี้เส้นแบ่งของคนทำเนื้อหาสื่อกับคนหาทุนหรือหาโฆษณา (รายได้) บางลงมากจนเกือบไม่เห็นเส้น ถ้าพิจารณาดีๆ จะพบว่าบางครั้งคนทำเนื้อหาหลายคนแทบไม่ได้ทำเนื้อหาอะไรนอกจากโฆษณาประชา สัมพันธ์แบบเนียนๆ ให้กับบริษัทโฆษณาที่เป็นผู้สนับสนุน หรือ บริษัทสื่อของตนที่มีกิจกรรมเสริมต่างๆ มากมายเพื่อความอยู่รอด หรืออีกนัยคือเพื่อความเจริญเติบโตทางธุรกิจขององค์กร  (ถ้าเก่งหน่อยหรือมือถึง ผู้ทำเนื้อหาก็อาจสามารถเสนอเนื้อหาแบบเนียนๆ ผ่านเนื้อหาประชาสัมพันธ์ และจะว่าไป นี่เป็นเรื่องของการประลองความสามารถกันเลยทีเดียว)
จริยธรรมอันเคร่งครัดของสื่อนั้น เอาเข้าจริงแล้วก็มาจากโลกตะวันตก โลกครึ่งๆ กลางๆ แบบไทย ก็อาจเป็นแบบไทยๆ คือมีหลักการเอาไว้ เพื่อให้ได้ใช้ปาก “พูด” ข่มคนอื่นว่าฉันมีหลักการดูดีแบบสากล แต่ปฏิบัติอย่างไรก็เรื่องของฉัน ทำให้คิดถึงหนังสือพิมพ์ภาษาจีนในประเทศไทยซึ่งคงรู้จริงมาหลายทศวรรษแล้ว ว่า สื่อคือธุรกิจชนิดหนึ่ง ดังนั้น แต่ไหนแต่ไรมา นักข่าวหนังสือพิมพ์จีนจึงหาข่าวด้วย ขายโฆษณาเข้าหนังสือพิมพ์ด้วย รับเที่ยวฟรีแลกโฆษณาด้วย เป็นที่เยาะเย้ยไยไพของนักข่าวชาวไทยที่ถือตัวว่ามีจริยธรรมสูงส่งมาเนิ่น นาน
เขียนทั้งหมดนี้ ไม่ได้สนับสนุนให้นักข่าววิ่งไปหาโฆษณาเพิ่มรายได้ หรือแสดงตัวเป็นอภิสิทธิชนเที่ยวฟรีกันเถิดจะเกิดผล เพียงแต่เปิดประเด็นไว้ให้ช่วยกันพิจารณา

31 ต.ค. นัดพิพากษา ‘สุรภักดิ์’ โปรแกรมเมอร์โดนข้อหาหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

 

สืบพยานโจทก์-จำเลยเสร็จสิ้น ศาลนัดพิพากษาวันที่ 31 ก.ค.55 เวลา 9.00 น. คดี ‘สุรภักดิ์’ โปรแกรมเมอร์วัย 41 ปีถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเฟซบุ๊คเราจะครองxxxx โพสต์ข้อความหมิ่น ผิด ม. 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ‘ประชาไท’ รวบรวมรายงานในประเด็นสำคัญ
20 ก.ย.55 ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญารัชดา มีการสืบพยานคดีที่นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์วัย 41 ปี เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของเพจเราจะครอง xxxx ในเฟซบุ๊คและโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิด 5 ข้อความ โดยวันนี้เป็นวันสืบพยานนัดสุดท้าย และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 ต.ค.นี้
ทั้งนี้ คำฟ้องระบุว่า จำเลยเป็นเจ้าของอีเมล์  dorkao@hotmail.com ซึ่งจัดทำเพจในเฟซบุ๊คชื่อว่า “เราจะครองxxxx” และกระทำการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดในวันที่ 4 พ.ค.54, 18 มิ.ย.54, 22 มิ.ย.54, 16 ส.ค.54  ในเฟซบุ๊ค และในวันที่ 2 ก.ย.54 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวจำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ถูกจับจนถึงปัจจุบัน รวม 1 ปี 22 วันโดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะเกรงจะหลบหนี

การสืบพยานแบ่งเป็นการสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 18, 19, 20 ส่วนวันนี้ (21 ก.ย.) เป็นการสืบพยานจำเลย 2 ปาก คือ ตัวจำเลยและพยานผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าศาลอนุญาตให้ทนายจำเลยนำคอมพิวเตอร์มาประกอบการเบิกความ โดยฉายแสดงผ่านโปรเจ็กเตอร์ จำเลยขึ้นเบิกความว่า มีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ และเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งรับทำระบบให้กับหลายหน่วยงานทั้ง ราชการและเอกชน เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวจำเลยในวันที่ 2 ก.ย.54 ที่ลานจอดรถอพาร์ตเม้นท์ โดยแสดงหมายค้น จำเลยจึงนำตรวจค้นห้อง อย่างไรก็ตาม จำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ส่วนในชั้นจับกุมในที่เกิดเหตุมีการเซ็นเอกสารยอมรับว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊ค เราจะครองxxxx เพราะคิดว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหมายค้น

จำเลยโต้หลักฐานตำรวจ เชื่อสร้างขึ้นใหม่-เครื่องต่อเน็ตหลังโดนจับ
จำเลย เบิกความต่อในประเด็นหลักฐานเอกสารที่พนักงานสอบสวนนำส่งในคดีนี้ ซึ่งเป็น internet temporary file ที่บ่งบอกว่าจำเลยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊คเราจะครองxxxx และเป็นเจ้าของอีเมล์ dorkao@hotmail.com  ซึ่ง ถูกระบุว่าเป็น user name ของบัญชีเฟซบุ๊คดังกล่าว อย่างละ 1 ไฟล์ ในประเด็นนี้จำเลยยืนยันว่า การใช้เฟซบุ๊คและฮอตเมล์นั้น จะไม่มีการเก็บ temporary file ในเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน เพราะเว็บทั้งสองมีนโยบายไม่ให้เก็บร่องรอยการเข้าใช้ไว้ใน temporary fileด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการป้องกันไวรัสต่างๆ และมีนโยบายเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
นอกจากนี้จำเลยยังอธิบายอีกว่า การเกิด cache หรือ temporary file ก็จะต้องเกิดใน partition ที่ตั้งของระบบปฏิบัติการ คือ ไดร์ฟ C แต่หลักฐานระบุว่าเกิดใน ไดร์ฟ E  ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ และยังปรากฏหลักฐานว่าเครื่องของกลางมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในวันที่ 2 ก.ย.54 เวลาประมาณ 20.00 น. และวันที่ 7 ก.ย.54 เวลาประมาณ 21.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยถูกควบคุมตัวแล้วด้วย
จำเลยสรุปว่าเอกสาร source code ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้จากการกู้ temporary file ในเครื่องนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ทำขึ้นมาภายหลัง โดยการเซฟเองจากหน้าเพจที่ต้องการ ทำการแก้ไขดัดแปลงตามต้องการแล้วนำกลับเข้าไปใส่เป็น temporary file ในเครื่อง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์สามารถทำได้โดยง่าย จากนั้นจำเลยได้ทดสอบให้ศาลเห็นตามกล่าวอ้าง และยังแก้ไข source code ให้แสดงผลเป็นวันเวลาย้อนหลังตามที่ต้องการได้ด้วย
ทนายถามถึงทัศนคติทางการเมือง จำเลยเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้มีความจงรักภักดี และตระหนักดีว่าสถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน พระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรมากมาย ส่วนข้อความที่ปรากฏตามฟ้องนั้นอ่านแล้วรู้สึกแย่มาก และเห็นว่าวิญญูชนย่อมไม่กระทำการดังกล่าว จำเลยยืนยันว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเหตุที่มีการดำเนินคดีอาจ เป็นเพราะกลุ่มล่าแม่มดมีความเข้าใจผิดแล้วแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ว่า ตนเองเป็นผู้กระทำ

ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจำเลยชี้กระบวนการตรวจไม่ได้มาตรฐาน
ต่อมาผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจำเลย (ไม่ประสงค์ออกชื่อกับผู้สื่อข่าว-ประชาไท) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและการเขียนโปรแกรมให้กับ โรงเรียนนายเรือ เบิกความว่าทั้งเฟซบุ๊คและฮอตเมล์มีระบบป้องกันเรื่องความเป็นส่วนตัวของของ ผู้ใช้ และข้อมูลการใช้งานทั้งหมดจะไปถูกเก็บอยู่ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊ค และฮอตเมล์ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญได้ใช้คอมพิวเตอร์แสดงให้ศาลเห็นว่าสามารถตรวจสอบพบคำ สั่งดังกล่าวได้ใน source code ส่วน header ของเฟซบุ๊คซึ่งผู้ใช้ทั่วไปมองไม่เห็น
นอกจากนี้ source code ที่ใช้เป็นหลักฐานยังมีลักษณะถูกตัดทอน เลือกแสดงผลบางส่วนเพราะมีลักษณะสั้นมากและพบการดัดแปลงโดยเฉพาะในส่วนที่ทำ ตัวหนา เพราะ source code จะแสดงผลเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันทั้งหมด ในส่วนเอกสารประวัติการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น พบว่ามีความพยามต่ออินเทอร์เน็ต 2 ครั้งในวันที่  2 ก.ย.54 และ 7 ก.ย.54โดยในครั้งที่สองนั้นล้มเหลว แสดงว่ามีการเปิดเครื่องเพื่อเชื่อมต่อ

พยาน ผู้เชี่ยวชาญขยายความว่า ตามหลักสากลและของไอซีทีเองจะต้องขั้นตอนการก็อปปี้ไฟล์จากฮาร์ดดิสก์ของ กลางที่เข้มงวดมาก แล้วเจ้าหน้าที่จะตรวจจากส่วนที่ก็อปปี้ทั้งหมดมาโดยไม่เปิดเครื่องของกลาง แต่อย่างใด เพื่อประกันว่าจะไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้นฉบับ แต่จากหลักฐานที่ตำรวจนำส่งไม่พบว่ามีกระบวนการดังกล่าวแต่อย่างใด

ตำรวจ ปอท.ระบุได้เบาะแสพร้อมจากประชาชนแจ้ง
ส่วน การสืบพยานโจทก์นั้น วันที่ 20 ก.ย.55 มี 2 ปาก ปากแรกคือ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (ปอท.) เบิกความว่า การกระทำนี้ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักรซึ่งอัยการสูงสุดได้มีหนังสือมอบ หมายให้ผู้รักษาราชการแทนเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ ก่อนจับกุมมีการสืบสวนมาตั้งแต่ปลายปี 2553 จนถึงต้นปี 2554 พบว่ามีบุคคลใช้นามแฝง เราจะครองxxxx โพสต์ข้อความหมิ่นฯ ในเฟซบุ๊ค โดยเบื้องต้นนั้นได้รับการแจ้งจากพลเมืองดี ผ่านทางเว็บบอร์ดแจ้งเบาะแสของ ปอท. โดยผู้แจ้งใช้ชื่อว่า มานะชัย แสงสวัสดิ์ แจ้งว่าผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าวนี้คือ นายสุรภักดิ์ พร้อมให้ที่อยู่ด้วย หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย นักศึกษาราชภัฏจันทเกษมจึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษระบุว่า ผู้ใช้นามแฝงเราจะครอง xxxx ในเฟซบุ๊คโพสต์หมิ่น และพิมพ์ข้อความต่างๆ ออกมาเป็นหลักฐาน จึงได้เฝ้าดูพฤติกรรมทางออนไลน์ กระทั่งเข้าตรวจค้นห้องจำเลยในวันที่ 2 ก.ย.54 ซึ่งในขณะจับกุมจำเลยก็ได้เซ็นเขียนลายมือยอมรับว่าเป็นเจ้าของชื่อบัญชีดัง กล่าวในเฟซบุ๊คจริง
พ.ต.อ.พิสิษฐ์กล่าวด้วยว่า เมื่อสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจ จำเลยรับว่า เชื่อว่าการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นั้นสถาบันอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้จำเลยโกรธแค้นและโพสต์ข้อความระบายความรู้สึก ซึ่งในเฟซบุ๊คแม้จะเป็นบัญชีส่วนตัวของจำเลยแต่ก็มีเพื่อนอยู่เป็นจำนวนมาก
ส่วนนายโกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เบิกความว่า เหตุที่เจ้าพนักงานกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบไม่เจอร่องรอยข้อความตามฟ้อง เพราะข้อความที่โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คแล้วจะไม่หลงเหลือในเครื่องผู้ใช้ จากข้อมูลที่กู้ได้และนำส่งสามารถตามเอกสารนั้น สามารถยืนยันได้ว่ามีการใช้อีเมล์ dorkao@hotmail.com ในเครื่องนี้ แต่ไม่ทราบว่าใช้งานอย่างไร มีเนื้อหาอะไร และยืนยันว่าการใช้ฮอตเมล์จะเกิด cache ใน temporary file ของเครื่องได้

กองพิสูจน์หลักฐานยันคอมของกลางเกี่ยวข้องการกระทำผิด
ส่วน วันที่ 19 ก.ย.55 ว่าที่พ.ต.ต.นิติ อิทุลักษณ์ จากงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เบิกความว่า ได้รับหนังสือจาก ปอท. ให้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของกลางที่ทำการยึดมาทั้งโน้ตบุ๊กและแบบตั้งโต๊ะ เพื่อให้ค้นหาว่า มีการใช้งานต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่, มีการใช้อีเมล์dorkao@hotmail.com หรือไม่, มีการใช้งานเฟซบุ๊คชื่อ เราจะครองxxxxหรือไม่, เข้าใช้งานบัญชีชื่อ เราจะครองxxxx ในฐานะเจ้าของหรือไม่ รวมถึงตรวจหาข้อความตามรายการที่ส่งมาซึ่งระบุวันที่และเวลามาด้วยว่ามีหรือ ไม่ในคอมพิวเตอร์ของกลาง
พนักงานจากกองพิสูจน์หลักฐานเบิกความต่อว่า ได้ตรวจทุกประเด็น โดยตรวจพบประเด็นที่1-4 แต่ตรวจไม่พบในประเด็นสุดท้ายในการค้นหาข้อความตามฟ้อง ซึ่งอาจเป็นเกิดจากตัวระบบของคอมพิวเตอร์เอง หรือการโพสต์ข้อความดังกล่าวไม่ได้กระทำโดยเครื่องของกลาง
พยานอธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าพนักงานได้ทำการกู้ข้อมูลที่ลบไปและตรวจพบ temporary file ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ของเฟซบุ๊คด้วยชื่อดังกล่าว ซึ่งโดยปกติระบบจะเก็บโดยอัตโนมัติ บ่งบอกการเข้าใช้งานจำนวน 1 ครั้ง และไฟล์ที่บ่งบอกว่าเข้าใช้งานฮอตเมล์ในชื่อเมล์ดังกล่าวอีก 1 ครั้งโดยเข้าใช้งานเพียง 3 วินาทีซึ่งถือว่าปกติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายจำเลยได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการเช่นเดียวกับเครื่อง ของกลางให้พยานทดลองเข้าเฟซบุ๊คเพื่อดูว่าจะเกิดการเก็บ temporary file โดยระบบได้จริงหรือไม่ ปรากฏผลว่าไม่เกิด temporary file ตามที่เบิกความมา พยานอธิบายว่าอาจเป็นเพราะเพิ่งเข้าใช้งานครั้งเดียว ระบบจึงยังไม่เก็บก็ได้ และการเกิดไฟล์ดังกล่าวสามารถเกิดจากการก็อปปี้มาใส่ไว้ในเครื่องก็ได้ แต่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่สามารถทำได้

อ่านรายละเอียดคดีสุรภักดิ์ เพิ่มเติมได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/th/case/176#detail

ไขความลับการตายของ “เสธ.แดง” หัวหน้ากองกำลังพระเจ้าตาก

ที่มา Thai E-News

 alt

 ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดคือยิงมาจากอาคารสีลมพลาซ่า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่ หลัง จากที่ ศอฉ. ได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปควบคุมสถานการณ์ พร้อมกับมีคำสั่งให้เข้าควบคุมพื้นที่สูงข่มรอบจุดวางกำลังและรอบแยกราช ประสงค์..ายทหาร ชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่ง เห็นว่าการเสียชีวิตของ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล มีความเป็นไปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการปิดล้อมและกระชับพื้นที่ ชุมนุม
หมายเหตุ-“การ เสียชีวิต พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” หรือ เสธ.แดง (อยู่ในหัวข้อ ๒.๓.๗) ส่วนหนึ่งของรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ เมื่อบ่ายวันที่ 17 กันยายน 2555
การ นำข้อเท็จจริงของรายงานส่วนนี้มานำเสนอแยกต่างหากเพื่อไขปริศนาถึงการเสีย ชีวิตของ เสธ.แดง ที่ถูกสอบยิงจากตึกสูงบริเวณสี่แยกศาลาแดงด้าน รพ.จุฬาลงกรณ์ ซึ่งปรากฏข้อมูลที่น่าสนใจอย่างมาก
       การเสียชีวิต พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
       ๒.๓.๗.๑ ใน วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ หลังจากที่ ศอฉ.ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ชุมนุม นปช.โดยการตัดน้ำไฟฟ้า งดการบริการขนส่งสาธารณะ และห้ามผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม เมื่อเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. ถูกยิงที่ศีรษะด้วยอาวุธปืนสงครามเสียชีวิต โดยถูกยิงที่สถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีสีลม ตรงลิฟท์คนพิการ ด้านทางเข้า-ออกสถานีฝั่งสวนลุมพินี ใกล้กับลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖ พล.ต.ขัตติยะ ถูกนำส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว ก่อนจะย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระและเสียชีวิตในอีก ๔ วันต่อมา โดยจากการตรวจสอบพบว่าในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พล.ต.ขัตติยะ ไม่ได้ใส่เสื้อเกราะ[1]
       ๒.๓.๗.๒ แม้ นปช.จะเคยประกาศว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ นปช. แต่ยังปรากฏว่าแกนนำ นปช.บางคนและการ์ด นปช.บางส่วนยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งยังคงมีบทบาทอย่างมากในการชุมนุมของ นปช. โดยเฉพาะบทบาทในกลุ่มการ์ด นปช. ทั้ง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ได้พูดต่อสาธารณะหลายครั้งเกี่ยวกับคนชุดดำหรือนักรบโรนิน รวมถึงการปราศรัยในการชุมนุมของ นปช. ๑ ครั้ง โดยมีการพูดถึงแก้วสามประการของการต่อสู้ คือ พรรคการเมือง มวลชน และกองกำลัง โดยได้มีการบรรยายและให้สัมภาษณ์หลายครั้งเกี่ยวกับกองกำลังไม่ทราบฝ่ายทั้ง ในสื่อหลักและสื่อซึ่งสนับสนุน นปช. ทั้งยังพบ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล สามารถเข้าออกและเคลื่อนไหวในพื้นที่ชุมนุมได้อย่างเสรี และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ยังเดินตรวจตราแนวเครื่องกีดขวางของ นปช.ที่ทำไว้รอบพื้นที่ชุมนุมทั้งที่สี่แยกราชประสงค์ บริเวณศาลาแดงและแยกเฉลิมเผ่า นอกจากนี้ ผู้ต้องหาบางคนได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าเป็นผู้ใช้อาวุธสงครามและ ตนมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อย่างไรก็ตาม ต่อมาผู้ต้องหาดังกล่าว ได้ให้การปฏิเสธในชั้นศาลว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด
       ๒.๓.๗.๓ พล.ต.ขัต ติยะ สวัสดิผล เป็นที่เคารพนับถือในหมู่การ์ด นปช. บางส่วนซึ่งเห็นว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งจะมาช่วยปกป้องผู้ชุมนุมและต่อสู้กับ เจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม โดย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ได้จัดตั้งและฝึกชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “นักรบพระเจ้าตาก” เพื่อให้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่การชุมนุม โดยดำเนินการจัดตั้งมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ที่ นปช.เรียกว่า เหตุการณ์ “เมษาเลือด” ซึ่ง นปช. กล่าวหาว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ชุมนุม นปช. ทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายเป็นจำนวนมาก
       จากเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เชื่อว่า นปช.จะต้องมีกองกำลังอาวุธ จึงจะสามารถเอาชนะรัฐบาลได้ และได้เสนอความคิดเห็นดังกล่าวต่อแกนนำ นปช.และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่แกนนำ นปช.ส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับบทบาทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิพล นอกจากนี้ ในช่วงที่มีข่าวรัฐบาลและแกนนำ นปช.กลุ่มของนายวีระ มุสิกพงษ์ สามารถตกลงกันได้ โดยจะให้เป็นไปตามแผนการปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลได้ออกมาคัดค้านและประกาศว่าได้จัดตั้งแกนนำ นปช.รุ่นที่ ๒ เตรียมไว้เพื่อนำการชุมนุมต่อไป หากแกนนำ นปช.ยอมรับแผนการปรองดองรัฐบาลยุติการชุมนุมและมอบตัวสู้คดี
       ๒.๓.๗.๔ จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านอาวุธและกระสุนปืนจากต่างประเทศ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามที่ใช้กระสุนความเร็วสูงและเป็นการยิงระยะไกลแต่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นกระสุนชนิดใด เนื่อง จากบาดแผลกระสุนนั้นสัมพันธ์กับระยะการยิง บาดแผลลักษณะดังกล่าวจึงอาจเกิดจากกระสุน ๕.๕๖ มม. Nato หรือ ๗.๖๒ มม. Soviet หรือ Nato หากยิงในระยะที่ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ม. แต่หากยิงในระยะใกล้กว่า ๒๐๐ ม. ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น ๕.๗ x ๒๘ มม. ปืน P90[2]
       ขณะที่ความเห็นของกองพิสูจน์หลักฐานกลางไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นกระสุน .๓๐๘ วินเชสเตอร์ หรือ ๕.๗ x ๒๘ มม. ปืน P90 โดย ถูกยิงขณะที่กำลังยืนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีสีลม ตรงหน้าลิฟท์ผู้พิการ ด้านทางเข้า-ออก ฝั่งลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖ โดยหันหน้าไปทางถนนพระรามที่ ๔ ซึ่งจาก การตรวจสอบของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เห็นว่ามีความเป็นไปได้ว่าทิศทางการยิง มาจากสถานที่ซึ่งมีความสูงไม่น้อยกว่า ๖๐ ม. เช่น อาคาร ภปร. ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[3] และผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศเห็นว่า มีความเป็นไปได้ว่าทิศทางการยิงมาจากอาคารสูงทางด้านทิศตะวันตกของจุดที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ยืนอยู่ เช่น อาคารสีลมเซ็นเตอร์ (อาคาร Robinson เดิม) อาคาร Crown Plaza อาคารซิลลิค และอาคาร ภปร. โรงพยาบาลจุฬาฯ[4]
       ผู้ เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดคือยิงมาจากอาคารสีลมพลา ซ่า ซึ่งอาคารต่างๆดังกล่าวทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่วัน ที่ ๑๘ เมษายน หลังจากที่ ศอฉ. ได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปควบคุมสถานการณ์บนถนนสีม ถนนพระรามที่ ๔ ด้านโรงแรมดุสิตธานี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และแยกอังรีดูนังต์ พร้อมกับมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่สูงข่มรอบจุดวางกำลังและ รอบแยกราชประสงค์
       นอก จากนี้ยังปรากฏว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่เข้าไปพักอาศัยและปฏิบัติ การอยู่บนอาคารสูงบางแห่งที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เช่น อาคารชาญอิสระ และอาคารซีพีทาว์เวอร์ เป็นต้น
       ภาพ ที่ ๗ ภาพจาก Google Earthโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านอาวุธและกระสุนปืนจากต่างประเทศแสดงสถานที่ เกิดเหตุและอาคารสูงทางด้านทิศตะวันตกของจุดที่ พล.ต.ขัตติยะ ถูกยิง ในบริเวณสีน้ำเงินจากการคำนวณทิศทางการหันศีรษะในระยะ ๓๐ องศา บริเวณเส้นสีแดงคือทิศทางกระสุนที่เป็นไปได้
กรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ หันหน้าตรงไปทางถนนพระรามที่ ๔[5]
       ภาพ ที่ ๘ ภาพแสดงวิถีกระสุนกรณีการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จำลองวิถีกระสุนโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตามตำแหน่งการยืนของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ตามภาพถ่ายที่มีบุคคลถ่ายไว้เมื่อเวลา ๑๘.๕๖ น. ในวันเกิดเหตุ[6]
       ๒.๓.๗.๕ ทันที หลังจาก พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผลถูกยิง มีผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศพบเห็นชาย ๓ คน คนหนึ่งถืออาวุธสงคราม อีก ๒ คนไปหยิบอาวุธปืนสงครามจากถุงดำซึ่งอยู่ในเต็นท์บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรี ย์รัชกาลที่ ๖ โดยคนหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนสงครามดังกล่าวยิงไปทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
       ต่อมาภายหลังมีผู้ต้องหารายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วให้การรับ สารภาพในชั้นสอบสวนว่าเป็นคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และเมื่อ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลถูกยิง ตนเป็นผู้ใช้อาวุธ ปลย. ชนิด ทราโว ยิงไปที่โรงแรมดุสิตธานี[7]
       ๒.๓.๗.๖ จาก การตรวจสอบพบว่า ศอฉ.ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่วางกำลังเพิ่มเติมเพื่อปิดล้อมพื้นที่ชุมนุม ของ นปช. ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ น. ของวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันที่มีการลอบสังหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และมีคำสั่งให้ตัดไฟ งดการบริการของรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้า บีทีเอส ตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ น. เป็นต้นไป และหลังจาก พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลถูกยิง เมื่อเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นายทหารที่รับผิดชอบกำลังพลในพื้นที่บริเวณแยกศาลาแดงได้รับทราบคำสั่งดัง กล่าวเมื่อเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.[8] โดยมีข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและด้านความมั่นคง[9] และนายทหารชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่ง[10] เห็นว่าการเสียชีวิตของ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล มีความเป็นไปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการปิดล้อมและกระชับพื้นที่ชุมนุม[11]
       ๒.๓.๗.๗ มี ข้อสังเกตว่าพฤติกรรมของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับนายพล ซึ่งยังอยู่ในประจำการที่ได้ออกมาต่อต้านรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาในกองทัพ อย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง ทั้งในด้านคำพูดและการกระทำนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลกับนายทหารพระธรรมนูญคนหนึ่งที่ร่วมสอบข้อเท็จจริงเพื่อ ดำเนินการทางวินัย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล พบว่า ไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจกองทัพใช้มาตรการลงโทษทางวินัยแก่นายทหารระดับนายพล ได้ เช่น การขัง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัยและทางอาญาทหารมีมติว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลได้กระทำผิดวินัยร้ายแรงจริง จึงให้กองทัพปลด พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ออกจากราชการและให้ถอดยศ และเนื่องจากพบว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีความผิดตามกฎหมายอาญาทหาร จึงได้ส่งเรื่องให้อัยการทหารดำเนินการฟ้องคดีอาญาทหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ต่อศาลทหารต่อไป แต่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ได้เสียชีวิตเสียก่อนคดีจึงระงับไป
[1] น.ส.ขัต ติยา สวัสดิผล ยืนยันว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ไม่ใส่เสื้อเกราะระหว่างอยู่ในการชุมนุม เพราะ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล บอกว่า “ขนาดประชาชนยังไม่ใส่เสื้อเกราะเลย คุณพ่อจะใส่ได้อย่างไร”, วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๔, และจากผลชันสูตรพบรูกระสุนที่ศีรษะเพียงรอยเดียว ไม่มีการยิงมาที่อกอย่างที่ นพ. ตุลย์ ซึ่งให้ข้อมูลเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ได้กล่าวอ้าง
[2] Fabiano RIVA and Matthieu GLARDON, FORENSIC FIREARMS & BALLISTICS EXAMINATION FOR THE TRCT, June 21st 2012, page 28
[3] รายงานเลขที่ ๑๔๙๘/๒๕๕๓ กลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สำนักตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
[4] ความ เห็นจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ และผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและกระสุนปืนจากต่างประเทศ
[5] Fabiano RIVA and Matthieu GLARDON, FORENSIC FIREARMS & BALLISTICS EXAMINATION FOR THE TRCT, June 21st 2012,page 28
[6] ภาพถ่ายประกอบรายงานเลขที่ ๑๔๙๘/๒๕๕๓ กลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สำนักตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
[7] ผู้ต้องหาชื่อ นายสุรชัย เทวรัตน์ (หรั่ง) ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา เลขที่ ๑๐๕๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓
[8] สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่บริเวณแยกศาลาแดงในคืนดังกล่าวและที่บ่อน ไก่ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕
[9] จาก การให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ และ การสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรอง เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๕
[10] สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕
[11] จาก การให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ และ การสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรอง เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๕

feedback ปฏิบัติการขอย้ำ “ท่านผู้ชม” เชื่อ-ไม่เชื่อ คำชี้แจง “สรยุทธ”

ที่มา Thai E-News



ที่มา สำนักข่าวอิศรา




ประมวล ความเห็นตามโลกออนไลน์ หลังจาก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ได้ชี้แจงผ่านรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เช้าวันนี้ (21 ก.ย.) ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา ในฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงานบริษัท อมสท จำกัด (มหาชน) ยักยอกเงินโฆษณาเกินเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา 138,790,000 บาท จากการจัดรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ระหว่างปี 2548-2549
     น่าสนใจว่า "ปฎิบัติการขอย้ำอีกครั้ง" จะทำให้ "ท่านผู้ชม" เชื่อข้อมูลใครมากกว่า ระหว่างองค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช.หรือสื่อมีบารมีอย่าง "เจ้าพ่อ บ.ไร่ส้ม" ไปติดตามอ่านกันเลย...
     -หมายเหตุ- มีการปรับบางถ้อยคำให้เหมาะสม
จากเว็บไซต์เอ็มไทย (MThai)
     “บริจาคอะไรก็ไม่เคยทำ ช่วยสังคมก็ไม่ช่วย มัวแต่นั่งด่าคนอื่นบนจอคอมพ์ สรยุทธเค้าช่วยคนมาไม่รู้จักเท่าไร เวลามีข่าวอย่างงี้ออกมา พวกคุณก็รุมทึ้งกันใหญ่ ไม่ดีอย่างงู้น ไม่ดียังงี้ แล้วตอนเค้าทำดีเพื่อสังคม ไม่เห็นมีแมวสักตัวออกมาชม พวกคุณทำอะไรแบบเค้าได้รึเปล่า? เห็นวันๆ นั่งกดไลค์เฟซบุ๊ก โพสท์รูปหล่อ-สวย (ตายล่ะ) ของตัวเอง จีบกันบนเฟซ แล้วก็อาชีพหลัก คือ ‘ด่าคนอื่นบนจอคอมพ์’ “
     “…คุณมันเอาเงินเขามา…พอเขาจับได้ คุณก็เอาเงินไปคืนเขา.. คุณทำผิดไปแล้ว....”
     “ถึงว่าสรยุทธ ถึงรวยเร็วนักหนา เพราะว่ามันทำอย่างงี้นี่เอง บริษัทไร่ส้มฯ คุณถือหุ้น 100% จะไม่รับรู้เป็นไปไม่ได้เพราะว่า คุณได้กำไรคนเดียว ถามหน่อยพนักงานระดับล่าง เขาจะไปเสี่ยงให้คุณได้ผลประโยชน์ทำไม เงินเดือน เขาก็ได้เท่าเดิม พอเกิดปัญหาก็โยนความผิดให้เขา อมสากมาพูด ผมก็ไม่เชื่อว่า คุณไม่ได้สั่งให้เขาทำ”
     “เฮียสอบอกว่า ตอนนี้ จ่ายให้ อสมท. แล้ว 138 ล้าน ลืมไปหรือเปล่าว่าความผิดกระทำเสร็จสิ้นไปแล้ว เพราะตามสัญญาแบ่งรายได้ 50 / 50 แล้วไร่ส้ม แค่เจ้าหน้าระดับ 5 คนเดียว มันทำความผิดไม่ได้ งานนี้ต้องระดับผู้บริหารเท่านั้น”
     “เชื่อคุณสรยุทธครับ เพราะ 1.ใครจะโง่จ่ายสินบนเป็นเช็ค พร้อมทั้งหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อเป็นหลักฐาน 2.อย่างที่บอก อสมท ปล่อยให้โฆษณาเกินมาได้อย่างไร เป็นปีๆ โดยที่ไม่มีใครทักท้วงหรือท้วงติง ทั้งๆ ที่ องค์กรใหญ่มีคนดูแลในส่วนต่างๆ เป็นอย่างดีและรายการก็ออกสื่อสาธารณะ ไมน่าจะตรวจสอบยาก”
     “ในเรื่องของค่าโฆษณา 50% อันนี้คงต้องให้ศาลตัดสิน เพราะน่าจะเป็นเรื่องของสัญญาทางธุรกิจ สู้ๆครับคุณ สรยุทธ คนเกลียดก็เยอะ คนรักก็แยะ เป็นธรรมดา”
จากเว็บไซต์กระปุก (Kapook)
     “ศาลยังไม่ตัดสินว่าผิดแสดงว่าเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นถ้าจะแสดงความคิดเห็นก็ให้จะให้ความเป็นธรรมกันบ้าง”
     “ลองไปสืบข่าวของชายคนนี้เรื่องการเปิดธุรกิจ จากสำนักข่าวอิศราดู เห็นว่ามีเงินเป็นพันล้านจากผลประโยชน์ที่ตัวเองเป็นสื่อมวลชน ย้ำนะครับว่าผลประโยชน์ที่ตัวเองเป็นสื่อมวลชน”
     “เอาเงินให้เจ้าพนักงาน นั่นละที่เขาเรียกกันว่า ให้สินบน คืน 138 ล้านพร้อมดอกเบี้ยไปแล้ว ถูกต้อง แต่มันเป็นคดีความทางแพ่ง จบแล้ว แต่มันยังผิดคดีอาญาฐานฉ้อโกงและให้สินบนเจ้าพนักงาน ติดคุกครับ สรยุทธรู้ดี แต่พูดครึ่งเดียว”
     “ทำไมคนไทยถึงได้รีบตัดสินคนได้เร็วขนาดนั้น รอให้ศาลตัดสินว่าผิดจริงก่อนดีไหม ค่อยด่าทอ หรือเกลียดชังกัน แค่ฟังข่าว จะถูกฟ้องก็บอกว่าเลวกันก่อนแล้ว ให้ศาลพิพากษาก่อนว่าผิด แล้วค่อยเกลียดกันก็ได้ ไม่ช้าไปหรอกน่ะ คนไทยจะได้เจริญทางความคิด”
จากเว็บไซต์สนุก (Sanook)
     “คนถ้าทำธุรกิจแล้วบริหารจัดการอย่างนี้ จ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้คนอื่นโกงบริษัทฯที่ตัวเองทำงานอยู่ เพราะผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าทำจริงอย่างที่ว่าถือว่าเป็นคนที่คบไม่ได้ ใครยังจ้างคนประเภทนี้ไว้ทำงานก็ถือว่าเสื่อมเสีย เพราะคนจ้างก็คงไม่ต่างอะไรกับลูกจ้าง มันก็เลยไม่เห็นเป็นความผิด ถ้าไม่ลงดาบกันนะ แล้วจะไปเสนอข่าวว่ามีการทำข่าวที่เป็นกลางได้อย่างไร”
     “เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนานแล้ว แต่ทำไมเพิ่งมาดัง สงสัยจะมีการดิสเครดิตกันแน่ เพราะช่วงน้ำท่วมปีที่แล้วมีแต่คนด่ารัฐบาลชื่นชมคุณ ส. ประจวบเหมาะช่วงนี้น้ำก็เริ่มท่วมหลายจังหวัดแล้ว เดี๋ยวก็คงจะมีการบริจาคกันอีก เลยมีการดิสเครดิตกัน เพราะคราวที่แล้วเขาไม่บริจาคให้รัฐ เพราะข่าวที่ออกมาก็คือรัฐบริหารจัดการของที่บริจาคไม่โปร่งใส ก็เลยหันไม่บริจาคให้ทางช่อง 3 กันซะส่วนมาก เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แล เอ๊ะ หรือเราคิดมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย”alt
จากเว็บไซต์พันทิป (Pantip)
     “ใครออกมารุมซ้ำสรยุทธ ทั้งๆ ที่แค่ป.ป.ช.ชี้มูล (ศาลยังไม่ได้ตัดสินอะไรเลย) ถึงเวลาก็ออกมาขอโทษด้วยละกัน”
     “ตรรกะประหลาด มาแล้วร่วมกันขโมยของกับยาม ถูกจับได้ เฉไฉ เอาเงินคืน พอเค้ามาเอาเรื่องย้อนหลัง ก็บอกว่า คืนเงินไปแล้วจะเอาไรอีก”
     “จำเลยเขาก็รับสารภาพแล้วว่าคุณไปให้สินบนเขา หลักฐานเป็นเช็คก็มีอยู่ ยังจะหน้าด้านแถอีก
     “ความเป็นมาประมาณว่า สมัยสรยุทธ ทำงานอยู่ข่อง 9 อสมท.รายการถึงลูกถึงคน บริษัทไร่ส้มของเค้ารับค่าโฆษณาเกินเวลา ไปโดยไม่แบ่งส่วนที่เกินให้ อสมท.แล้ว อสมท.มารู้ทีหลังเลยฟ้องเรียกค่าเสียหาย รู้สึกจะฟ้องศาลแพ่งมั๊งครับ เหมือนว่าศาลให้บริษัทไร่ส้มแพ้คดี ต้องใช้เงินคืน คือยอด138.79 ล้านบาท ตามข่าว แต่ที่ ปปช.ออกมาชี้มูลนี้ คือให้ฟ้องอาญา เพราะสีบแล้วมีการให้สินบนเจ้าพนักงาน โดยพนักงานสารภาพว่า ใช้ลิควิดลบรายการโฆษณาที่เกินออก แล้วได้ค่าจ้าง เป็นเช็คยอด 7 แสนกว่า (มั๊ง..จำไม่ได้แน่) ลายเซ็นเป็นของสรยุทธเอง คร่าวๆ ก็ประมาณนี้แหละ  แต่เรื่องนี้กว่าจะจบคงอีกนาน ต้องค่อยๆดูไป”
     “ผมเล่าให้ฟังกลางๆนะครับ ไม่มีผู้ผลิตรายการคนไหนโกงช่องเรื่องขายโฆษณาเกินเวลาได้หรอกครับ สมมุติว่าคุณไปทำรายการในช่อง 9 แล้วเรทติ้งมันเกิดดีขึ้นมาอย่างกรณีคุณสรยุทธคือคนจะซื้อโฆษณาเกินกว่าช่วง เวลาที่ช่องจะให้คนผลิตรายการจะต้องไปคุยกับช่องว่าขอเวลาโฆษณาเพิ่ม เช่น ถ้ารายการ 1 ชั่วโมง มีโฆษณาได้ 10-15 นาที ถ้ามากกว่านั้นช่องก็จะขอส่วนแบ่งในการขายโฆษณาด้วย โดยมีราคากลางที่จะขาย ราคากลางมีไว้เพื่อกันพวกผู้ผลิตรายการหัวหมอ ขายแพงบอกขายถูกทำบิลปลอมรู้กับลูกค้าเพื่อจะแบ่งให้ช่องน้อย พวกนี้ทำลำบากเพราะสมมุติราคากลางนาทีละ 400,000 บาท หารสองก็ 2 แสน ที่ช่องจะได้ แล้วที่ผมบอกว่าไม่มีทางโกงช่องเรื่องเวลาโฆษณาได้ก็เป็นอย่างที่สรยุทธบอก นั้นหล่ะเพราะคุณทำรายการเสร็จแล้วถึงแม้จะเป็นรายการสด คนตัดออกโฆษณาก็เป็นช่องอยู่ดี ก่อนจะตัดโฆษณาออกมันต้องรู้อยู่แล้วว่าโฆษณามันกี่นาที ถ้าจะมีคนรู้เห็นด้วยเรื่องนี้ไล่จริงๆมันต้องมีเป็นสิบคน ไม่ใช่ติดสินบนพนักงานบัญชีคนเดียวแล้วทำได้ ถึงแม้จะรู้กันเป็นสิบคนจริงก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำด้วยแน่นอน เพราะการโกงเรื่องเวลาโฆษณา มันจับง่ายมาก เพราะมาตรฐานรายการกี่ชั่วโมงได้เวลาโฆษณากี่นาทีมันมีอยู่แล้ว ถ้ารายการออกอยู่ปี 3 ปีแล้วผู้บริหารถึงรู้ ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบทั้งหมดนั้นหล่ะที่ซวยด้วย อีกอย่างรายการทีมีปัญหามันคือรายการที่มีเรตติ้งมากที่สุดใน อสมท. มันยังไงซะเรื่องมันแดงง่ายดายอยู่แล้ว ผมว่าแบบนี้มันปล่อยให้ออกอากาศแล้วค่อยเคลียร์กันมากกว่า เพราะยังไง อสมท.ก็มีแต่ได้กับได้ ให้ผมเดานะ อ่านดูทั้งหมดแล้ว มันมีปัญหาที่รายการถึงลูกถึงคนอยากได้เวลาเพิ่มมันปี 2548  แล้วเรื่องมันฟ้องร้องกันปี 2549 ช่วงนั้นทียังไม่จ่ายเงินกันต้องดูที่สัญญาหรือเปล่าว่าจะต้องชำระ กันแบบไหน แต่เรื่องมันมาแดงมีปัญหาแล้วเป็นข่าวใหญ่โตเพราะ ช่วงนั้นมันมีการปฎิวัติกันเกิดขึ้น หลังจากปฎิวัติ รายการของสรยุทธมันถอดทุกรายการออกจากช่อง 9 อสมท. แล้วมีการไล่เช็คบิลย้อนหลังว่ามีอะไรมีปัญหากับางอสมท.อยู่บ้าง ไอ้เรื่องเล่นสรยุทธมันก็คือให้มันกระทบกับพวกผู้บริหารเก่าทั้งหมด แต่สรยุทธมันก็ซวยเพราะ ไอ้คนที่มันคิดจะให้กระทบหนักๆที่สุดคือคุณมิ่งขวัญ แกชิงลาออกตั้งแต่วันแรกที่ปฎิวัติแล้ว
     “แต่เรื่องรับลูกเล่นสรยุทธต่อมันก็ต้องดูว่าถ้าสรยุทธผิดจริง มันไม่ใช่แค่สรยุทธกับพนักงานธุรการระดับล่างอย่างงั้นแน่นอน คนคุมผัง คนคุมการตลาด ผอ.ฝ่ายขายพวกนี้โดนหมด “
     “ปปช.ชี้มูลแล้วก็ใช่ว่าจะผิด ยังต้องผ่านอัยการอีก ถ้าจำไม่ผิดมีหลายคดีที่ปปช.ชี้มูลแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรืออัยการสั่งฟ้องแต่ศาลตัดสินว่าไม่ผิด ยังต้องสู้คดีกันอีกนาน และเฮียสอก็บอกเมื่อเช้าแล้วว่าขอต่อสู้ตามสิทธิ์ ก็ว่ากันไป”
     “ที่รู้ๆเช็ค 7 แสนที่เซ็นต์ให้ไป ได้บอกไหมว่าให้ทำไม? ถ้าตอบไม่ได้ก็มั่นใจได้เลยสรยุทธ มีส่วนในการฉ้อโกงครั้งนั้น”
     “ความผิดสำเร็จ .....แต่ไอ้เช็คจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่นี่แสบมาก  ยากจะหลุดได้ง่ายๆ สู้ถึงชั้นศาลฏีกา แน่นอน”
     “นี่คือคนที่มีสื่อในมือ กสามารถชี้แจงได้ แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถชี้แจงได้ อันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องไร่ส้มนะ ผมชี้ให้เห็นความแตกต่างของกระบวนการ เช่น คดีจับแพะ”
     “ประเด็น เรื่องมูลค่าความเสียหาย ทาง อสมท ก็ได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายจากสรยุทธ บ.ไร่ส้มแล้ว ยังคงเหลือเพียง ประเด็นที่ คนของ อสมท.กล่าวอ้างเรื่องเช็คจำนวนเจ็ดแสนที่ได้รับมา ซึ่งต้องไปต่อสู้ตามกระบวนการฯ ถ้าไม่ผิดหรือไม่มีมูล อัยการก็ไม่สั่งฟ้อง สรยุทธก็จะหลุดเพราะไม่มีอะไรติดค้างกับ อสมท อีก เนื่องจาก คดีแพ่งที่เรียกร้องให้ชดเชยนั้นได้จ่ายไปหมดแล้ว คงเหลือแต่คดีอาญา ที่ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ซึ่งอาจเป็นไปได้มากที่ สรยุทธ จะหลุดคดี”
     “คุณกล้านรงค์ (จันทิก กรรมการป.ป.ช.) แกน่ากลัวน่ะ  ขนาดคุณทักษิณก็เกือบตัวเอาไม่รอดกับแกมาแล้วอ่ะ ยังไงก็รักเฮียน่ะ เชื่อว่าเฮียผิด! เฮ้ยไม่ผิด!”
     “มันผิดตั้งแต่แรกแล้ว พอ อสมท.จะแจ้งความและฟ้องถึงได้เอาเงินมาคืน  ผมอยากให้มองเรื่องกฏหมายความถูกผิดมากกว่า ที่จะมองในความรู้สึก ถ้าคนเราไม่ยึดถือหลักเกณฑ์กฏหมาย ต่อไปจะสอนเด็กลูกหลานอย่างไร ก็ให้เขาไปสู้คดีกันเอง ถูกก็ว่าถูกผิดก็ว่าผิด แต่คุณสรยุทธจะได้เปรียบกว่าคนอื่น เพราะว่ามีสื่ออยู่ในมือจะพูดหรือแก้ตัวให้ตัวเองดูดีหรือถูกก็ได้ เพราะไม่มีคนมาคอยจี้ถามคำถาม เหมือนตอนที่แกเคยซักและจี้ถามกับคนอื่น นี่แหล่ะคือความแตกต่างจากคนทั่วไป”
     “ประเด็นเรื่อง อมตังค์ค่าโฆษณา ผิดเต็มๆ แน่นอน ไม่งั้นไม่รีบเอามาจ่ายหรอก แต่ทำไมรีบจ่ายตอนนี้ ก็เพราะปปช. เตรียมสั่งฟ้อง เท่ากับมีมูลชี้ความผิด ซึ่งในแง่ของคดีแพ่งถือว่าสิ้นสุดไปแล้ว เพราะถึงยังไง อสมท. เรียกมาเท่าใหร่ บ.ไร่ส้มก็ต้องจ่ายทั้งหมดอยู่ดี แต่ในคดีอาญา ในกรณีเรื่องการติดสินบนเจ้าพนักงานอสมท. นั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่ร้ายแรงกว่า เพราะจำเลยอ้างถึงนายสรยุทธ ดังนั้น คดีนี้ต้องไปว่ากันในศาล และผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องหาหลักฐานมาแก้ต่างให้ได้ แต่เชื่อว่า สรยุทธ คงไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังแน่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องนี้ ได้สร้างผลกระทบกับตัวของสรยุทธและรายการข่าวของช่อง3 ไปไม่มากก็น้อย ดังนั้น ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าสำหรับการทำหน้าที่พิธีกรข่าว ก็ขึ้นอยู่กับว่า กระแสสังคมจะขับเคลื่อนไปในแนวทางใด”
:::เรื่องที่เกี่ยวข้อง:::

เพื่อไทยชงรัฐตั้ง กก. หาความจริงสลายม็อบ

ที่มา uddred

 โพสท์ทูเดย์ 22 กันยายน 2555 >>>


รองโฆษกเพื่อไทย เตรียมเสนอรัฐบาลให้ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงอีกชุด เพื่อทำงานแบบคู่ขนานกับรายงานของ คอป. อ้างผู้ได้รับผลกระทบนับหมื่นรับไม่ได้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพ ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง การสรุปรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ หรือ คอป. ว่า มีประชาชนนับหมื่นคนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม รู้สึกรับไม่ได้กับรายงานดังกล่าว และบ้างส่วนได้แสดงความพร้อมจะรวมตัวกันเพื่อทวงถามความจริงจาก คอป. และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพราะเห็นว่าทั้ง 2 หน่วยงานยังไม่ได้ทำความจริงให้ปรากฎอย่างตรงไปตรงมา
นอกจากนี้ จะเสนอรัฐบาลให้ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อทำงานแบบคู่ขนานกับรายงานของ คอป. ในลักษณะประเด็นต่อประเด็น ซึ่งผู้มาเป็นคณะกรรมการจะต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งยังไม่ตั้งธงว่าจะให้ใครมาร่วมเป็นคณะกรรมการชุดนี้ด้วย
รองโฆษกพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หยุดอออกมาแสดงความเห็นเรื่องรายงานของ คอป. เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับรายงานชิ้นนี้

มอง “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” สู่ “รายงาน คอป.” ความคล้ายที่ลงตัว

ที่มา ประชาไท

 
<--break->
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป. ได้ออก “รายงานฉบับสมบูรณ์ พ.ศ. 2555” ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรง ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 โดยรายงานดังกล่าวได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าควบคุมฝูงชนที่มาชุมนุมและ แกนนำผู้ชุมนุมในเวลานั้น ประกอบด้วยเหตุการณ์ในช่วงเวลาต่างๆ กัน ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์เสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณถนนราชปรารภ - มักกะสัน - ดินแดง โดยแบ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนการปิดล้อมพื้นที่และเหตุการณ์ช่วงการปิดล้อม พื้นที่ ระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 พฤษภาคม 2553 และเหตุการณ์บริเวณวัดปทุมวนารามฯ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553
แม้ว่า คอป. ได้พยายามพรรณาหรือบรรยายถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การใช้ความ รุนแรงในการควบคุมฝูงชนในห้วงช่วงเวลานั้น แต่ข้อเท็จจริงในบางประเด็นก็ยังไม่ได้มีการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือให้ความ กระจ่างแก่สังคมอย่างแน่ชัด จนอาจเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงจากการควบคุมฝูงชนและการ สลายผู้ชุมนุม ที่อาศัยอำนาจรัฐของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในการกระทำการดังกล่าว เช่น กรณีกลุ่มชายชุดดำที่มิได้สรุปว่ากลุ่มชายชุดดำมีอยู่จริงหรือไม่และมีบทบาท ชัดเจนอย่างไรต่อเหตุการณ์ดังกล่าว อันอาจทำให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำหรือเกี่ยวข้องกับชายชุดดำมี ตราบาปและถูกสังคมประณามว่าเป็นผู้ใช้ความรุนแรง เป็นต้น

เหตุการณ์ ความคลุมเครือหรือน่าเคลือบแคลงสงสัยของรายงานที่จัดทำขึ้นด้วยภาครัฐหรือ คณะกรรมการอิสระที่ตั้งขึ้นมาโดยรัฐมิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก หลายประเทศในอดีตก็เคยเผชิญกับปัญหาความน่าเคลือบแคลงสงสัยในรายงานที่จัดทำ ขึ้นที่มีเนื้อหาและสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมฝูงชนในกรณีที่เกิด เหตุการณ์ความไม่สงบหรือเหตุการณ์ที่ต้องอาศัยกำลังของเจ้าหน้าที่ของรัฐใน การควบคุมเหตุการณ์เช่นว่านั้น ซึ่งรายงานของต่างประเทศที่น่าสนใจและน่าจะนำมาศึกษาเปรียบเทียบกับรายงาน คอป. พ.ศ. 2555 ได้แก่ “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” ค.ศ. 1990 (Taylor Report) ของประเทศอังกฤษ ที่ได้บรรยายถึงการไต่สวนข้อเท็จจริงและประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในโศกนาฏกร รมฮิลส์โบโร ค.ศ. 1989 (Hillsborough Disaster) ซึ่งรายงานนี้จัดทำขึ้นเมื่อ 23 ปีที่แล้ว โดยคณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเทย์เลอร์ (Lord Peter Taylor) เป็นประธาน
ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้กล่าวถึงข้อเท็จจริงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรว่ามีเหตุมา จากการแออัดยัดเยียดของฝูงชนเป็นจำนวนมากเกินไปกว่าที่สัดส่วนหรือจำนวน ปริมาณของผู้ชมการแข่งขันที่เป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลต่อความจุสนามในฝั่งตะวัน ตกของสนามสโมสรฟุตบอลเชฟฟิลล์เวนส์เดย์ที่เป็นเจ้าของสนามที่ใช้ในการแข่ง ขันฟุตบอลเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศระหว่างทีมสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลกับทีมน็อต ติงแฮม ฟอเรสต์ในปีนั้น ซึ่งการแออัดยัดเยียดของฝูงชนที่เป็นแฟนบอลสโมสรลิเวอร์พูลในขณะนั้นทำให้ อัฒจรรย์ในฝั่งตะวันตกได้พังทลายลงมาและมีจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 96 คน ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นแฟนสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล โดยการปล่อยให้ฝูงชนเข้าชมในขณะที่พื้นที่รองรับของสนามไม่เพียงพอต่อจำนวน ผู้ชมกีฬาฟุตบอลที่มาจากสโมสรลิเวร์พูลที่มหาศาลเช่นนั้น ย่อมเป็นปัญหาในเรื่องของการจัดการความปลอดภัยในสนามกีฬาฟุตบอล
นอกจาก “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการจัดการความปลอดภัยในสนามกีฬาฟุตบอล แล้ว คณะผู้จัดทำรายงานฉบับดังกล่าวยังได้สรุปประเด็นข้อเท็จจริงว่าปัญหาบางส่วน ของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงและประกอบ อาชญากรรมของแฟนสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลบางส่วน ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวได้แสวงหาข้อเท็จจริงโดยมีการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เซาธ์ยอร์กเชียร์ที่มีหน้าที่ควบคุมฝูงชนโดยตรงในขณะนั้นเข้ามาชี้แจ้งข้อ เท็จจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเซาธ์ยอร์กเชียร์ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ดังกล่าวไปในเชิงที่กล่าวร้ายต่อแฟนสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในขณะนั้นว่าเป็น ผู้ประกอบอาชญากรรมและใช้ความรุนแรงในระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยผลของการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเซาธ์ยอร์กเชียร์ชี้แจงหรือแถลงข้อเท็จจริง ที่มีลักษณะไปในเชิงกล่าวหาว่าแฟนบอลสโมสรลิเวอร์พูลได้ใช้ความรุนแรงใน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้คนในสังคมทั่วไปและผู้เกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลอังกฤษ มองแฟนบอลสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลว่าเป็นผู้ที่ชอบใช้ความรุนแรงและอาจก่อ อาชญากรรมได้
ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้มี “รายงานจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร” ค.ศ. 2012 (Hillsborough Independent Panel) เกี่ยวกับความจริงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรที่มีสาธุคุณ เจมส์ โจนส์ สังฆราชเมืองลิเวอร์พูล ประธานคณะกรรมการฯ ที่ได้ออกมาแถลงรายงานจากการไต่สวนและแสวงหาข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นมาจากการประกอบอาชญากรรมของแฟน สโมสรกีฬาฟุตบอลลิเวอร์พูลในขณะนั้น หากแต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากปัญหาการจัดการด้านความปลอดภัยในสนาม กีฬาฟุตบอลเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว
นอกจากนี้ “รายงานจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร” ยังได้กลับหรือแย้งความเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐในอดีตที่มีลักษณะไปในเชิง กล่าวหาว่าแฟนบอลสโมสรลิเวอร์พูลได้ใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจเซาธ์ยอร์กเชียร์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเมื่อ 23 ปีที่แล้ว

ผล แห่งการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือความจริงในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรขึ้นมา ใหม่นี้ ส่งผลให้แฟนสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น แฟนสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น และครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น “ได้รับการล้างมลทิน” จากข้อกล่าวหาต่างๆ  ที่เจ้าหน้าที่รัฐได้กล่าวหาในคำชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อ 23 ปีที่แล้วและการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดในอดีตของคณะกรรมการอิสระที่จัด ทำรายงาน “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต”

ข้อพิจารณาเปรียบเทียบ “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” ในอดีตเมื่อ 23 ปีที่แล้วกับ “รายงาน คอป.” ฉบับปัจจุบัน
รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” ค.. 1990 (.. 2533)
1. กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงใน “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” ใช้ระยะเวลาสั้นเกินไป โดยใช้ระยะเวลาเพียงไม่เกิน 1 ปีนับจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการดังกล่าวไม่อาจได้ข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงที่เกิดขึ้น
2. ข้อเท็จจริงใน “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” บางส่วน คณะกรรมการในขณะนั้นได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและตำรวจทางการยุติธรรม ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเซาธ์ยอร์กเชียร์ ที่ได้แถลงข้อเท็จจริงในเชิงลบและอาศัยอคติส่วนตน จนนำมาสู่การสรุปความจริงของคณะกรรมการในขณะนั้น อันทำให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นและแฟนบอลที่รอดจากเหตุการณ์นั้นและ ยังมีชีวิตอยู่ ตลอดจนถึงครอบครัวถูกตราหน้าจากสังคมว่าเป็นอาชญากรและใช้ความรุนแรงใน เหตุการณ์ดังกล่าว
3. ข้อเท็จจริงใน “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” ทำให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากโศกนาฏกรรมดังกล่าวได้รับการกล่าวหาว่าเป็น ผู้ใช้ความรุนแรงหรือประกอบอาชญากรรม มาเป็นเวลานาน 23 ปี ก่อนที่จะมี “รายงานจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร” ค.ศ. 2012 ออกมาในปัจจุบันล้างมลทินให้
4. ในปัจจุบันมี “รายงานจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร” ค.ศ. 2012 ออกมากลับคำแถลงข้อเท็จจริงของ “รายงานเทย์เลอร์ รีพอร์ต” นอกจากนี้ รายงานฉบับใหม่ยังให้ความกระจ่างมากขึ้นโดยอาศัยการแสวงหาข้อเท็จจริงจาก บุคคลหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายและปราศจากอคติในการให้ข้อเท็จจริง รวมไปถึงการอาศัยกลไกและวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง
รายงาน คอป.” .. 2555
1. กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงจนนำไปสู่การจัดทำ “รายงาน คอป.” ฉบับปัจจุบัน ใช้เวลา 2 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ซึ่งเวลาเพียง 2 ปี อาจเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป ทำให้คณะกรรมการไม่ได้รับข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงในทุกประเด็น
2. ข้อเท็จจริงใน “รายงาน คอป.” ฉบับปัจจุบันก็ได้รับมาจากการให้ปากคำหรือถ้อยคำแถลงของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเวลาที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมหรือเหตุการณ์ อื่นๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการชุมนุม
3. ข้อเท็จจริงในเอกสาร “รายงาน คอป.” หากไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจริง ย่อมส่งผลให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในรายงานฉบับนั้นบางส่วน ถูกสังคมประณามหรือได้รับตราบาปตามเนื้อหาของรายงานฉบับนี้
4. กรรมการและอนุกรรมการที่มาร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ใน “รายงาน คอป.” มีความเป็นกลางและปราศจากอคติหรือไม่? นอกจากนี้ มีกระบวนการสรรหากรรมการและอนุกรรมการที่ทำหน้าที่แสวงหาความจริงและกลไกที่ เป็นหลักประกันไม่ให้กรรมการและอนุกรรมการอาศัยอคติในการทำงานหรือไม่?
5. หากในภายภาคหน้ามีการอาศัยกลไกทางนิติวิทยาศาสตร์และวิทยาการตำรวจขั้นสูง จนเป็นเหตุให้พบความจริงหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ไม่ตรงกับเนื้อหาของ “รายงาน คอป.” คอป. ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการและอนุกรรมการต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากน้อยเพียง ใด?

หากในอนาคตรัฐบาลไทยในปัจจุบันหรืออนาคตได้ตั้ง “คณะกรรมการอิสระชุดใหม่” เฉกเช่นเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษได้ตั้ง “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร ค.ศ. 2012” เพื่อรื้อฟื้นหรือแสวงหาความจริงจากเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม 2553 ขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการที่ชัดเจนและแน่นอน รวมไปถึงกำหนดกลไกหรือวิธีการไม่ให้คณะกรรมการใช้อคติหรือขจัดปัญหาการบิด เบือนข้อเท็จจริงในลักษณะต่างๆ โดยปราศจากอคติในการแสวงหาข้อเท็จจริง ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นเช่นไรย่อมเป็นเรื่องที่น่าขบคิด …………. !

อดีตผู้ต้องขังคดี พ.ค.53 ร้อง “ยงยุทธ” เร่งเยียวยาประกาศสถานะ “บริสุทธิ์”

ที่มา ประชาไท

 

อดีตผู้ต้องขังคดีปล้น CTW และเผาสถานที่ราชการ อุดร-อุบล ที่ศาลยกฟ้อง ร้อง “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” ประกาศความเป็นผู้บริสุทธิ์ต่อสาธารณะ เร่งรัดเยียวยา พร้อมขออัยการไม่อุทธรณ์คดีต่อ
สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลอาญา กรุงเทพใต้ ยกฟ้องจำเลยคดีร่วมกันปล้น-ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืนในห้าง เซ็นทรัลเวิร์ล และศาลจังหวัดอุดรธานีและอุบลราชธานี ยกฟ้องจำเลยคดีเผาสถานที่ราชการ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53
วันนี้ (21 ก.ย.55) เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีและสูญเสียอิสรภาพ จากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 นำโดยนายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ พร้อมจำเลยคดีเผาศาลากลาง จ.อุดรธานีและ จ.อุบลราชธานี ที่ศาลได้ยกฟ้อง 15 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอคณะกรรมการ อิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)

นาย อาทิตย์ เบ้าสุวรรณ หนึ่งในจำเลยที่ศาลยกฟ้องในคดีร่วมกันปล้น-ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้ อาวุธปืนในห้างเซ็นทรัลเวิร์ล หลังถูกคุมขังเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน 12 วัน กล่าวถึงข้อเรียกร้องว่า อยากให้รัฐบาลออกข้อกำหนดว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุม เม.ย. – พ.ค.53 เป็นโมฆะ เพื่อให้ประชาชนที่ถูกจำคุกและดำเนินคดีตามประกาศนี้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์
นายอาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอให้เร่งรัดการเยียวยาไม่เฉพาะในส่วนของตัวเงินตามมติ ครม. แต่ต้องประกาศต่อสาธารณะว่าผู้ที่ถูกยกฟ้องเป็นผู้บริสุทธิ์เพื่อคืน ศักดิ์ศรีให้แก่พวกเขา รวมถึงขอให้ออกคำสั่งไม่ให้อัยการอุทธรณ์คดีที่ศาลได้ตัดสินยกฟ้องแล้ว เพื่อให้คดีสิ้นสุด และเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการเยียวยา
ทั้งนี้ นายอาทิตย์ กล่าวด้วยว่า จนบัดนี้ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีและสูญเสียอิสรภาพยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเลย และหลังจากศาลพิพากษาแล้วก็ไม่มีหน่วยงานไหนมารับผิดชอบ จึงมาร้องเรียน เมื่อเดือนที่แล้วได้เคยยื่นหนังสือถึงนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า
นายอาทิตย์ กล่าวว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้รับหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมรับว่าจะดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ทางกลุ่มมองว่าหากยังไม่มีความคืบหน้าภายใน 1 เดือน จะทำหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

"ธาริต" แถลงข่าวระบุเหตุรุนแรงปี 53 ต่างคนต่างผิดคนละบริบท

ที่มา ประชาไท

 

"ธาริต" แถลงข่าวชี้ความรุนแรงสลายชุมนุมปี 53 เหตุที่เกิดขึ้นมันต่างคนต่างผิดคนละบริบท พ้อถูกด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง แฉกลับ "มาร์ค" สั่งให้เคลียร์บิ๊กทหาร หลังผลสอบเสื้อแดงถูกทหารยิง
 
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 55 ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์แนวหน้ารายงาน ว่าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 13.00 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวตอบโต้กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯในฐานะผอ.ศอฉ. ระบุว่าดีเอสไอตั้งธงมุ่งเล่นงาน โดยนายธาริต จะแจ้งข้อหาความผิดฐานก่อให้บุคคลอื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลนั้น อยากบอกว่า ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอถูกโจมตีมากจนขวัญเสีย เพราะทำงานตรงไปตรงมา เลยถูกกลุ่มคนเกลียดชัง ทั้งฝ่ายเชียร์ นปช.และฝ่ายเชียร์ นายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ ตลอดจนสื่อมวลชนหลายฉบับ ซึ่งสาธารณชนอาจเข้าใจผิดว่า กระบวนยุติธรรมผิดเพี้ยนเชื่อถือไม่ได้
 
“ตอนนี้ นายธาริต เดินไปไหนก็ถูกคนเกลียดหมดไม่ว่าฝ่ายไหน วันนี้ต่างคนต่างผิดแล้วกองเชียร์จะเอายังไง จะให้ดีเอสไอบอกว่าเสื้อแดงผิดหมด ฝ่ายบริหารไม่ผิดเลย ส่วนกองเชียร์ ฝ่ายบริหารก็บอกว่า แดงผิดหมด ฝ่ายบริหารไม่ผิด ส่วนฝ่ายแดงบอกว่าฝ่ายบริหารที่มี นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ผิดหมด แดงไม่ผิด มันไม่ใช่ บ้านเมืองไม่ใช่อย่างนั้น เหตุที่เกิดขึ้นมันต่างคนต่างผิดคนละบริบท ซึ่งเวลา 2 ปี เมื่อทำให้ข้อเท็จจริงนิ่งก่อน ศาลไต่สวนกรณีนายพัน คำกอง เสียชีวิตออกมาแล้ว คดีนายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ กำลังจะเป็นคดีที่หนึ่ง” นายธาริต กล่าว
 
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวย้อนหลังเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรง เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 ทำให้สูญเสียอย่างมากทั้งชีวิตและร่างกาย ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งอาจเกิดจากต้นเหตุความผิดของทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่าย นปช.และฝ่ายรัฐ ได้ถูกยกระดับให้เป็นคดีพิเศษ ดังนั้น ดีเอสไอ มีหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคนและทุกฝ่าย ทั้งนี้ ดีเอสไอ ยืนยันว่า ทำงานตรงไปตรงมา ตั้งแต่ต้น และเข้าทำคดีโดยเสมอภาคทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย นปช. หรือ ศอฉ. ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ทางดีเอสไอ มีบทบาททำให้เหตุการณ์ยุติลงได้ด้วยการจับกุมผู้กระทำผิดกลุ่มฮาร์ดคอร์ของ นปช.จำนวนกว่า 259 คน ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 100 คน ถูกดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดและจริงจังในฐานความผิดก่อการร้าย ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ ฐานกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการทหารอย่างไม่มีละเว้น จนอัยการสั่งฟ้องคดีและศาลก็รับฟ้องคดีไว้พิจารณา
 
ส่วนคดีฝ่ายรัฐหรือผู้บริหารของศอฉ.นั้น ดีเอสไอก็ได้ทำสำนวนคดีว่ามีการตายของพลเรือนเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐมากน้อย เพียงใดและเพราะเหตุใด แต่เนื่องจากมีขั้นตอนที่เนิ่นนานกว่า เพราะต้องส่งศาลไต่สวนเหตุการตายก่อนว่าเกิดจากฝ่ายรัฐหรือไม่ จึงดูเหมือนว่าที่ผ่านมาดีเอสไอมุ่งเล่นงานแต่พวกฮาร์ดคอร์ของ นปช.
 
“ตอนนี้ฝ่าย ศอฉ.คนแรกกำลังจะโดนบ้าง ดีเอสไอก็ถูกด่าเสียหายว่า ตั้งธงในการทำคดี รับใบสั่งใครมา หลังจากสัปดาห์ที่แล้วศาลได้มีคำสั่งเป็นศพแรกว่า การตายของนายพัน คำกอง แท็กซี่เสื้อแดง เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการตามคำสั่ง ศอฉ.ก็เป็นผลที่ข้อเท็จจริงยุติแล้ว ดีเอสไอ ก็ต้องเดินหน้าต่อตามข้อกฎหมาย ต้นตอก็ต้องมุ่งไปที่ผู้รับผิดชอบออกคำสั่ง ศอฉ. นี่คือการดำเนินคดีแบบเสมอภาค ไม่มีใครอยากฆ่าใครหรอก เมื่อผู้รับผิดชอบฝ่ายรัฐในขณะนั้นคือ ฝ่ายบริหาร ศอฉ.ออกคำสั่งไม่รอบคอบจนอาจเข้าข่ายก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็น ผล ก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกันกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ของ นปช.ทำผิดกฎหมาย” นายธาริตกล่าว
 
นายธาริต กล่าวอีกว่า ตนขอเปิดเผยความลับว่า ในสมัยท่านอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ดีเอสไอได้ทำสำนวนคดีว่า มีการตายของพลเรือนเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐมากน้อยเพียงใด และเพราะเหตุใด โดยผมได้เข้าไปพบรายงานท่านเองว่า เบื้องต้นพบ 11 ศพแล้วที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐทำให้ตายจะต้องส่งศาลไต่สวน ท่านก็บอกเห็นด้วย และสั่งให้ผมชี้แจงกับฝ่ายทหารด้วย ผมก็ดำเนินการให้สอบสวนก็พบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนขณะนี้ 36 ศพแล้ว
 
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า รายงานของ คอป.หน้า193 และหน้า243 ก็ระบุว่า การออกคำสั่ง ศอฉ.บกพร่อง ไม่มีการทบทวนแผนปฎิบัติการ ซึ่งจะต้องมีผู้รับผิดทางอาญา พร้อมกันนี้ อยากถามว่า ทำไมไม่ดูย้อนหลังตั้งแต่ 2 ปี เรื่องมันเกิดขึ้นกลางบ้านกลางเมืองใหญ่โตขนาดนี้ มันโกหกไม่ได้ แต่วันนั้น เรายังชี้ว่าฝ่ายบริหารของ ศอฉ.ผิดไม่ได้ เพราะต้องรอให้ศาลตัดสินเสร็จก่อน ยืนยันตนไม่ได้เปลี่ยนสี ดีเอสไอ ตำรวจ อัยการ ไม่ได้เปลี่ยนสี เราเป็นสีเดียวอยู่แล้วเราคือสีราชการ ขอความเป็นธรรมให้คนของเราที่ทำงานด้วย ขอเน้นย้ำว่า จะแจ้งข้อหาใคร ฐานอะไร ต้องมีมติ 3 ฝ่ายร่วมกันทุกคดี ทั้ง นปช.ท่านอภิสิทธิ์ และท่านสุเทพ เสมอภาคกันแล้ว ทำไมมาผูกกับนายธาริต คนเดียว

คอป.ผิดพลาด-คิดไปเอง "ปรีดี" ไม่ขอกลับไทย

ที่มา thaifreenews



"ชาญวิทย์-สมศักดิ์ เจียม" จวก "คณิต คอป." 
ผิดพลาด-คิดไปเอง "ปรีดี" เสียสละไม่ขอกลับไทย


จากกรณีนายคณิต ณ นคร 
ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ 
และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. 
ทำข้อเสนอแนบท้ายรายงานผลสรุปเหตุไม่สงบ 
เม.ย.-พ.ค. 2553 เรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 
อดีตนายกรัฐมนตรี"เสียสละ"
ไม่เดินทางกลับประเทศ 
เหมือนกับนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร

สื่ออินเตอร์เน็ต แฉไส้ คอป. ให้การ์ด พธม.นั่งอนุกรรมการ

ที่มา thaifreenews

 ภายหลังจากที่ Social Media ได้แฉ นายคณิต หัวหน้า คอป.
ไปแล้วว่าที่แท้ก็เป็นก๊วนเดียวกันกับ นายเจิมศักดิ์ ซึ่งมีอติ และเป็นปฎิปักษ์กับ ทักษิณ มาโดยตลอดแล้ว




วันนี้ คอป. ยังโดนแฉไส้ได้อีกว่ามีการแต่งตั้ง "การ์ด พันธมิตรฯ" น้องรักของนายสุริยะใส แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งที่ที่รู้กันดีว่าเป็นตัวตั้งตัวตีในdkiสนับสนุนให้ทหารออกมาทำรัฐ ประหารเมื่อปี 2549 ขับไล่ อดีตนายกทักษิณ

โดย http://www.siamleaks.com ได้ออกมาสาวไส้แฉดังนี้
http://www.siamleaks.com/wp-content/uploads/2012/09/13.jpg






















ในที่สุด “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ” หรือ “คอป.” ที่ ดำเนินการมา 2 ปีกว่าๆ  (กรกฎาคม 2553-กรกฎาคม 2555)  เพื่อค้นหา “ความจริง” ของความขัดแย้งทางการเมือง ในเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553
ก็ได้ฤกษ์คลอด “รายงานฉบับสมบูรณ์” 200 กว่าหน้า  มูลค่า 65,261,586.80 บาท (หกสิบห้าล้านสองแสนหกหมื่น….)ให้ออกมาให้ “คนไทย” ได้ชื่นชม
ซึ่ง
บทสรุปของ “คอป.” นั้น นับได้ว่าเป็น “รายงานฉบับ (ป้ายสี) สมบูรณ์”  ให้กับ “กลุ่มผู้ชุมนุม”  และ “เหยื่อ” ที่ได้รับความสูญเสีย
โดยเฉพาะในรายของ “พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” หรือ “เสธแดง” ที่ถูกลอบยิง จาก“สไนเปอร์” จนต้องเสียชีวิต ซึ่งน่าจะเป็น “ผู้เสียหาย” แต่กลัต้องกลายเป็น “ผู้ต้องหา” ว่าอยู่เบื้องหลัง “คนชุดดำ”
ทั้งๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งโอกาส ที่จะได้ “ให้ข้อเท็จจริง” กับ “คอป.” !
ซ้ำร้าย  “รายงาน ของ คอป.” กลับดูเหมือนว่า ไป “รับรอง” คำสั่ง “ลั่นกระสุน” ให้กับ “ศอฉ.” (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หน้าตาเฉย
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่ “รายงานฉบับ (ป้ายสี) สมบูรณ์” ของ “คอป.” จะออกมารูปนี้
เนื่องจากภายใน “คอป.” ทราบกันดีว่า กรรมการที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อน ก็คือ “สมชาย หอมลออ”  แม้
“ประธาน คอป.” จะเป็น “คณิต ณ นคร” !!!
ซึ่ง เราๆ ท่านๆ ก็รู้กันอยู่ว่า “สมชาย หอมลออ” ก็คือ ทนายความสิทธิมนุษยชน ที่เคลื่อนไหวหนุนหลัง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มาตลอดอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 “สมชาย หอมลออ” ร่วมกับ “ไพโรจน์ พลเพชร” (นักเคลื่อนไหวผู้ประกาศถอนตัวจาก การเป็น กรรมการ คอป.ไปก่อน เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาไม่เป็นกลาง เนื่องจากเคยเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ) ออกแถลงการณ์ประณาม “รัฐบาลพรรคพลังประชาชน” ของ “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์” ที่ใช้ “แก๊สน้ำตา” สลายการชุมนุม “กลุ่มพันธมิตรฯ” ที่บุกปิดล้อมอาคารรัฐสภา
ก่อนหน้านั้น “สมชาย” ก็เป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ เชิงลบ ต่อ “รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”  นับครั้งไม่ถ้วนอยู่แล้ว  โดยเฉพาะในประเด็น “การแก้ไขปัญหาภาคใต้” และ “การแก้ไขปัญหายาเสพติด”
ยิ่งเมื่อลองไปหาข้อมูลดู ในโลกไซเบอร์ ก็จะพบ “ภาพ” … “สมชาย” ที่ใกล้ชิดกับ “แกนนำพันธมิตรฯ” อีกเพียบ !!!
แต่เพียงแค่ “สมชาย หอมลออ” คนเดียว คงไม่สามารถปั้น “รายงานฉบับ (ป้ายสี) สมบูรณ์” ออกมาเป็นแบบนี้ได้ แน่ๆ
ซึ่งถ้าเราย้อนไปมอง โครงสร้างคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ จะเห็นได้ว่า “คณะอนุกรรมการ” ที่มีอิทธิพลต่อภารกิจหลักของ “คอป.” ในการ “ค้นหาความจริง”
และเป็นชุดหลักในการ “ชง” ข้อมูล ที่นำมาสู่ การจัดทำ “รายงาน” คือ “คณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง” ที่ “คอป.” ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง อีก “5 คณะ”  ย่อย มากลุ่มๆ ที่จะลงมือดำเนินการตรวจสอบและค้นหาความจริงเป็นรายกรณี
โดยใน “คำสั่ง คอป.ที่ 7/2553 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตรวจสอบและค้นหาความจริงเฉพาะกรณี” (ที่ คอป.เผยแพร่ 200 กว่าหน้านั่นแหละ) ระบุชื่อ “คณะอนุกรรมการฯ” แต่ละชุดชัดเจน
ซึ่งถ้าไปลองไปไล่ ดูรายชื่อก็จะพบว่า บางคน ก็คือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เหลืองๆ นี่แหละ ที่ดอดเข้ามาร่วมเป็น “อนุกรรมการฯ” ในการ “ค้าหาความจริง” ให้กับ “คนเสื้อแดง” หน้าตาเฉย
แล้วอย่างนี้มีหรือที่จะ เราจะหวัง “ความเป็นธรรม” !!!
ยกตัวอย่างง่ายๆ “เมธา มาสขาว” ที่นั่งเป็น “คณะอนุฯ ตรวจสอบรายกรณี” ครบทั้ง “ 5 คณะ” ก็คือ นักเคลื่อนไหว ที่ป้วนเปี้ยนๆ อยู่กับ “สมชาย หอมลออ” และ “คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)” ที่  “สุริยะใส กตะศิลา” แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็น “เลขาธิการ ครป.” อยู่
ที่สำคัญ “เมธา มาสขาว” นี่เขาก็ว่ากันว่า “น้องรักของพี่ใส” เลยนะ !!!
เพราะ หลายครั้ง ก็ยังมีผู้พบเห็นเขา อยู่ใกล้ๆ เวทีพันธมิตรฯ  และอีกหลายๆ ครั้งก็ “ออกแถลงการณ์” โจมตี “รัฐบาลพรรคไทยรักไทย” ในทิศทางเดียวกับ “พี่ใส” ซะด้วย
แต่ที่สำคัญก็คือ ในรายของ “ชัยวัฒน์ ตรีวิทยา” ที่มีชื่อเป็น “อนุฯย่อย 2 คณะ” คือใน คณะที่ 1 และ คณะที่ 2 ที่ดูแล ประเด็นหลักๆ ที่  คอป. จะต้องศึกษา คือ ประเด็นความรุนแรงในภาพรวม และประเด็น การเสียชีวิต 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม เหตุการณ์ 10 เมษายน การปะทะที่อนุสรณ์สถาน ดอนเมืองและสถานีดาวเทียมไทยคม
หากมองแต่ชื่อก็อาจจะไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่แฟนนานุแฟนพันธมิตรฯ โดยเฉพาะผู้ติดตาม “เว็บไซด์ผู้จัดการ” อยู่เป็นประจำ ก็จะคุ้นๆกับชื่อ “ชัยวัฒน์ ตรีวิทยา” และข่าว “แทงคอการ์ดพันธมิตรฯ”  เมื่อปี 2551 ช่วงที่ “พันธมิตรฯ” ชุมนุมใหญ่ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ



เมื่อความจริงปรากฏเป็นดังนี้แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่า  คอป. ที่ประกอบไปด้วยคณะบุคคลที่มีอคติทางการเมืองต่อ อดีตนายกทักษิณ และฝ่ายประชาชนที่เป็นคู่กรณ๊กับรัฐบาลอภิสิทธิ์
จะมีรายงานที่มีความเป็นกลางได้อย่างไร???