ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 9, 2010

ภาพประวัติศาสตร์ของหลวงพ่อปราโมทย์!!!

ที่มา Dhammada.net

เนื่อง จากมีการกล่าวหาว่า หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แอบอ้างหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่าเป็นอาจารย์ของท่าน โดยปราศจากความเป็นจริง ในวันนี้ ที่ panitp.com ได้มีผู้นำภาพซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์ในสมัยที่เป็นฆราวาส ได้ถ่ายรูปกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ไว้ ทางเว็บ Dhammada.net จึงได้ทำการคัดลอก และเผยแพร่ต่อ และขอ Quote ข้อความมาเก็บไว้ด้วย

pantip.com: ภาพประวัติศาสตร์ของหลวงพ่อปราโมทย์!!! โดย คุณ รัก รัตนตรัย


หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กับ คุณ ปราโมทย์ สันตยากร (ในสมัยนั้น)

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กับ คุณ ปราโมทย์ สันตยากร (ในสมัยนั้น)

ภาพนี้ถ่ายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 26 – 27 ปี เป็นภาพคู่ระหว่างหลวงปู่ดูลย์และหลวงพ่อปราโมทย์
สมัยเป็นฆราวาส ซึ่งภาพนี้ถือเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญภาพ
หนึ่งของผู้ที่ศรัทธาหลวงปู่ดูลย์และหลวงพ่อปราโมทย์ครับ _/I\__/I\__/I\_

จึงขอนำมาให้ชมโดยทั่วกันครับ

จากคุณ : รัก รัตนตรัย


หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ส่วน ภาพนี้เป็นอีกภาพหนึ่งที่ผมชอบ ถ้าจำไม่ผิดรูปนี้น่าจะเป็นหลวงพ่อปราโมทย์ถ่ายหลวงปู่เอง หรือไม่ก็น่าจะเป็น น้องชายทางธรรมท่านนึงของหลวงพ่อถ่ายครับ เพราะทั้งสองท่านมักจะไป ภาวนาตามวัดป่าด้วยกัน

จากคุณ : รัก รัตนตรัย


หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล กับ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล กับ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

อัน นี้เป็นรูปของ หลวงตาผนึก ผู้เป็นศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ดูลย์ท่านนึง กับหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านอยู่วัดป่าเขวาสินรินทร์ ปัจจุบันท่านละสังขารไปแล้ว โดยภายหลังทาง วัดป่าเขวาสินรินทร์ จึงได้นิมนต์หลวงพ่อปราโมทย์ไปเทศน์ที่ วัดป่าเขวาสินรินทร์ เมื่อ วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 สามารถฟังได้ที่ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่วัดป่าเขวาสินรินทร์

จากคุณ : รัก รัตนตรัย


ภาพหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งเป็นภาพหน้าแรกของ wimutti.net ในตอนเริ่มแรก

ภาพหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งเป็นภาพหน้าแรกของ wimutti.net ในตอนเริ่มแรก

รูปแรก ถ้าสังเกต จะพบว่าเป็นรูปที่เว็บ wimutti.net นำมาไว้ที่หน้าแรกตั้งแต่สมัยแรกๆ มานานแล้ว

จากคุณ : อนาคต


หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

"นนทิกร" เลขาธิการ ก.พ.คนที่ 14...พรรคข้าราชการ (ตาย)ไปนานแล้ว

ที่มา มติชน



เหตุเพราะว่า "สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน" (ก.พ.) คือ "ตัวจักรสำคัญ" ของรัฐบาลในการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ

ขณะที่ "นนทิกร กาญจนะจิตรา" คือ "กุญแจหลัก" ของสำนักงาน ก.พ. ที่รับผิดชอบงานปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน จนสามารถสร้างผลงานอันลือลั่นว่าด้วยการ "ยกเลิกซี" เมื่อปี 2551

เหตุนี้ทำให้ "นนทิกร" ถึงฝั่งฝันในตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ. คนที่ 14

แม้เป็น "สิงห์ขาว" จบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เหมือน "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซ้ำยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับบิ๊กการเมืองหลายคน-หลายพรรคผ่าน "เซนต์คาเบรียล คอนเนคชั่น"

ทว่า "นนทิกร" เชื่อว่าเหตุที่ทำให้เขาขึ้นรั้งเก้าอี้ "เบอร์ 1 ของสำนักงาน ก.พ." หาได้มาจากสายใยกับฝ่ายการเมืองไม่ แต่ส่วนหนึ่งเกิดจาก "โชคช่วย" จากการแยกสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ออกจากสำนักงาน ก.พ. ในการปฏิรูปราชการปี 2545 เพราะทำให้คู่แข่งที่อยู่ในระนาบเดียวหายไปเกือบครึ่ง

ขณะที่อีก ส่วนหนึ่งเกิดจากการมี "คุณสมบัติ" ส่วนตัวต้องกับ "คุณลักษณะ" เลขาธิการ ก.พ. "การที่ข้าราชการคนหนึ่งจะขึ้นเป็นผู้บริหารได้ต้องมีอย่างน้อย 3 อย่างคือ

1. เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ

2. มีมนุษยสัมพันธ์ดี โดยเฉพาะ ก.พ. เป็นหน่วยงานกลางที่ต้องติดต่อกับบุคคลภายนอก นอกจากมีมนุษยสัมพันธ์ดีแล้ว ยังต้องมีทัศนคติในเชิงบวก เพราะคนที่มาหาเราส่วนใหญ่จะมาด้วยเหตุว่าอยากขอให้เราช่วยอะไรสักอย่าง อยากให้ปรับปรุงระบบ ซึ่งสมัยก่อน ก.พ.มักถูกตำหนิว่าทำงานแบบตัดเสื้อโหล ออกระเบียบฉบับหนึ่งบังคับใช้เป็นการทั่วไป แต่ระยะหลังๆ ส่วนราชการบอกว่าต้องการเสื้อตัดที่เหมาะกับเขา หากคนทำงานไม่มีทัศนคติในเชิงบวกก็ลำบาก

3. ต้องมีสัมพันธภาพอันดีกับรัฐบาล เพราะเราไม่ใช่หน่วยงานอิสระ แต่สังกัดฝ่ายบริหาร ถ้าเทียบแล้วก็คือเอชอาร์ (ฝ่ายบุคคล) ของบริษัท งานใดที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลแล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องคน เราต้องมีเซนส์ไว ต้องช่วยรัฐบาลให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงาน บุคคล

"ส่วนเรื่องคอน เนคชั่นทางการเมืองคงออกมาในอีกรูป แบบคือ เป็นการอำนวยความสะดวก หรือช่วยให้การบริหารของฝ่ายการเมืองคล่องตัวมากกว่า เพราะการอยู่ในตำแหน่งนี้จะมีคำหารือจากรัฐมนตรี หรือผู้ใหญ่ทางการเมืองมาถึงสำนักงานอยู่ตลอด"

สำหรับ "วาระร่วม" ที่สังคมคาดหวังจาก "ข้าราชการ" ในภาวะที่บ้านเมืองมีปัญหาคือการยืนเป็นหลักให้ประเทศ ทว่ากลับปรากฏภาพข้าราชการถูกแบ่งออกเป็น 2 ก๊ก

ก๊กหนึ่งใส่เกียร์ว่างรอลมการเมืองสงบ อีกก๊กประกาศตัว-เลือกขั้วการเมืองชัดเจน

"นนทิ กร" ยอมรับว่าก็อาจจะมีบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง แต่ขณะเดียวกันก็มีบางหน่วยไม่กล้าทำอะไร เพราะเห็นประสบการณ์ในอดีตที่ทำไปแล้วโดนฟ้อง ไม่มีใครคุ้มครองใคร มันเหมือนการเรียนรู้ เอาตัวรอด เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก มีผู้ใหญ่ที่เคารพหลายท่านพูดว่าความจริงไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรมากกว่า ขอให้ข้าราชการทำหน้าที่รับผิดชอบของตน คุณมีหน้าที่อะไร คุณก็ทำตามหน้าที่ในฐานะข้าราชการอาชีพ

ในขณะที่ "ฝ่ายประจำ" อ่อนกำลังลงทุกวันจากการถูก "ฝ่ายการเมือง" เข้าแทรกแซง รัฐธรรมนูญปี 2550 เปิดช่องให้ข้าราชการสามารถรวมกลุ่มจัดตั้ง "สหภาพข้าราชการ" ขึ้นมาคัดง้างการใช้อำนาจโดยมิชอบได้ ซึ่งขณะนี้แนวคิดดังกล่าวเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น จากการตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) จัดตั้งสหภาพข้าราชการ พ.ศ.... โดยอยู่ระหว่างการถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปที่ลงตัวของคณะอนุกรรมการข้าราชการ พลเรือน (อ.ก.พ.) ที่เกี่ยวข้อง

"โดยเจตจำนงเป็นการทำตามรัฐ ธรรมนูญที่ให้มีการรวมกลุ่มได้ แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ต้องการให้รวมกลุ่มเพื่อตั้งข้อต่อรอง หรือใช้วิธีการหยุดงาน แต่พอพูดถึงสหภาพทีไร ฝ่ายนายจ้างจะรู้สึกเป็นความกดดัน ใช้การหยุดงานบ้าง ใช้ฝูงชนบ้าง หากตัวข้าราชการ หรือสมาชิกสหภาพไม่เข้าใจเจตจำนงตามกฎหมาย ก็สามารถทำผิดกฎหมายได้ตลอดเวลา เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการหยุดงาน แต่พอรวมกลุ่มแล้วมีพลังก็อาจทำอะไรที่เกินเลย

นอกจากนี้ พอมีคนเยอะๆ โอกาสจะมีมือที่ 3 แทรกเข้ามาเบี่ยงเบนเจตนา หรือเอาคนกลุ่มนี้ไปทำอย่างอื่น มันเป็นไปได้ ยิ่งในสภาพเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างทุกวันนี้ ถ้าคนที่ทำหน้าที่รวมกลุ่มไม่มีเจตจำนงที่ดี ไม่มีความสามารถในการคุมคน อันตราย อาจถูกเบี่ยงเบนทำอะไรก็ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องดูให้รอบคอบ"

แม้ นาทีนี้การเกาะกลุ่ม-รวมตัวของข้าราชการจะยังไม่เกิดขึ้นเป็นทางการ แต่เชื่อว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวคงทำให้นักการเมืองหวั่นไหวไม่น้อย เพราะเท่ากับเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้ "พรรคข้าราชการ"

"พรรค ข้าราชการไม่มีมานานแล้ว ตั้งแต่ประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง มันเป็นกราฟที่ผกผันกันนะ ในอดีตอาจจะจริงที่พรรคข้าราชการเข้มแข็ง เนื่องจากรัฐบาลมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร คนที่มาเป็นรัฐมนตรีก็คือข้าราชการทั้งสิ้น เมื่อพื้นฐานเขามาจากข้าราชการ คนที่จะซัพพอร์ต (สนับสนุน) เขาก็คือราชการ พรรคข้าราชการก็เลยเข้มแข็ง แต่อย่าเรียกว่าพรรคข้าราชการเลย เพราะข้าราชการกับรัฐบาลคือเนื้อหนึ่งอันเดียวกัน

แต่ ต่อมาหลังจากประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งมากขึ้น สิ่งที่เรียกว่าพรรคข้าราชการก็เริ่มสลายตัว และอ่อนแอลงเรื่อยๆ ผมคิดว่ามันไม่ควรเป็นพรรคหรอก ข้าราชการควรเป็นอาชีพ ต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ต้องทำหน้าที่ของตัวตามที่กฎหมายบัญญัติ"

ท้ายที่สุดเมื่อยิงคำถามยอดฮิตของ พ.ศ. นี้ไปว่าเป็นข้าราชการสีอะไร?

"นนทิ กร" ระเบิดหัวเราะก่อนตอบว่า "สีธงชาติ เป็นคนไทยครับ เป็นข้าราชการ สีไหนที่เรพพรีเซ็นต์ (เป็นตัวแทน) ข้าราชการก็เป็นสีนั้น เราเป็นสีไหนไม่ได้หรอก ไอ้ความชอบส่วนตัวอาจจะมี แต่ในความเป็นข้าราชการต้องเป็นข้าราชการอาชีพ"

ทั้งหมดนี้คือความคิด-ชีวิต-ตัวตนของเลขาธิการ ก.พ. คนที่ 14 ผู้ประกาศตัวเป็น "ข้าราชการสีธงชาติ"!!!

(สัมภาษณ์พิเศษ โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ )

รัฐไทยใหม่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เหตุระเบิดแมนชั่นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต สร้างความหวาดผวาแก่ประชาชนอย่างมาก

เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากความผิดพลาดมือระเบิดเอง

นั่นคือ นายสมัย วงศ์สุวรรณ์ ชาว จ.เชียงใหม่ ก็เป็นศพเละคาที่

จากการสืบสวนทราบว่า นายสมัยเคยร่วมชุมนุมกับม็อบเสื้อแดง และมีคดีติดตัวอยู่หลายคดี

หลังสิ้นเสียงกัมปนาทของระเบิด เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

พบหลักฐานจำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์ประกอบระเบิด อาวุธปืน

รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายสมัยผู้ตายด้วย

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตัวเชื่อมที่จะนำไปสู่การคลี่คลายคดีแล้ว ซึ่งพบว่าเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดหลายแห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังได้พบแผ่นซีดี 1 แผ่นตกอยู่ หน้าแผ่นเขียนด้วยปากกาหมึกน้ำเงินว่า "รัฐไทยใหม่"

จนทำให้มีการโยงไปถึงแผนการเคลื่อนไหวของการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงก่อนหน้านี้

แต่จากการตรวจสอบ พบว่าซีดีแผ่นนี้ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้เป็นหลักฐานอะไรมาก และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดด้วยซ้ำ

คำว่า "รัฐไทยใหม่" เป็นคำที่น่ากลัว และถูกนำมาขยายผลทางการเมือง เพื่อดิสเครดิตแกนนำม็อบเสื้อแดงอย่างได้ผล

และใช้ทิ่มแทงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างชะงัด

มีการนำสติ๊กเกอร์ระบุว่าเป็นประมุขรัฐไทยใหม่ติดทั่วพื้นที่สีลม รอบราชประสงค์ ในช่วงก่อนจะใช้กำลังทหารเข้าสลาย

การขยายผลจากวาทกรรมรัฐไทยใหม่ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขออนุญาตฆ่าผู้ชุมนุมด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน ก็ยังมีพรรคการเมืองใช้วาทกรรมนี้นำไปขึ้นป้ายทั่วประเทศ

"เทิดทูนสถาบัน ต้านรัฐไทยใหม่ พรรคภูมิใจไทย"

ถ้าไม่ใช่มันสมองก้อนโตของนายเนวิน ชิดชอบ แล้วจะเป็นใครได้

จริงๆ แล้วคำว่า "รัฐไทยใหม่" ดูเหมือนว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช.เป็นคนเสนอขึ้นมา

เป็นการเสนอขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบกับ "การเมืองใหม่" ของกลุ่มพันธมิตร

นายณัฐวุฒิเคยให้สัมภาษณ์อธิบายข้อเสนอใหม่ดังกล่าวนี้ว่า

"พันธมิตร เสนอเรื่องการเมืองใหม่ สัดส่วน 70-30 ผมเสนอเรื่องรัฐไทยใหม่ คือประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีความเป็นธรรม ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยากถามว่าข้อเสนอของใครส่งผลเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยกว่ากัน"

ต่อมาคำๆ นี้ เป็นคำที่ถูกขยายความเพื่อหวังผลทางการเมือง

จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตและน่ากลัว

การ์ตูน เซีย 09/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_117275

การ์ตูน เซีย 09/10/53

พบงานลอยกาเทย ยี่เป็ง เผาเทียนเล่นไฟ ขับไล่อภิสิทธิ์ จังหวัดเชียงใหม่

ที่มา thaifreenews

โดย namome

ลุงยิ้ม ตาสว่าง
พบ งานลอยกาเทย ยี่เป็ง เผาเทียนเล่นไฟ ขับไล่อภิสิทธิ์ จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่ม 24 มิถุนายน ร่วมกับ แนวร่วมพลเมืองไทย กลุ่มแดงเชียงใหม่

ปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ไม่ได้ถ้าไม่ปฏิวัติเสรีภาพในการพูดความจริง

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

คุณ หมอประเวศวะสีเขียนและพูดเรื่อง"ปฏิวัติจิตสำนึก"และการแก้"ปัญหาเชิงโครง สร้าง"มานานกว่าทศวรรษแล้วล่าสุดเขียนเรื่องปฏิรูปจิตสำนึกลงมติชน (9 ต.ค. 53) อีกอ้างคำพูดของไอสไต น์ที่ว่า"ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง" คุณหมอประเวศ วะสี เขียนและพูดเรื่อง ปฏิวัติจิตสำนึกและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมานานกว่าทศวรรษแล้ว ล่าสุดเขียนเรื่องปฏิรูปจิตสำนึกลงมติชน (9 ต.ค.53) อีก อ้างคำพูดของไอสไตน์ที่ว่า ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ ต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง อ้างลาสโลโกรฟและรัสเซลล์ที่ว่า"มีทางเดียวเท่านั้นที่โลกจะหลุดพ้นจากวิกฤตคือปฏิวัติจิตสำนึก (การปฏิวัติจิตสำนึก)" อ้างลาสโล โกรฟ และรัสเซลล์ที่ว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่โลกจะหลุดพ้นจากวิกฤตคือปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution)”

และ คุณหมอก็พูดถึง"จิตเล็ก"แคบมองอะไรแบบแยกส่วนเป็นเขาเป็นเราทำให้เห็นแก่ตัว มีอคติไม่เห็นความจริงทั้งหมดจึงเป็นสาเหตุของวิกฤตในชีวิตและโลกทางแก้จึง ต้องปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ให้มี"จิต ใหญ่"ที่มองเห็นองค์รวมไม่แยกส่วนเห็นสัจธรรมตามธรรมชาติที่ว่าหนึ่งเดียว คือทั้งหมดทั้งหมดคือหนึ่งเดียวจะทำให้เราลดความเห็นแก่ตัวรักเพื่อนมนุษย์ รักธรรมชาติและแก้วิกฤตต่างๆได้ซึ่งเป็นการพูดซ้ำ ๆ กับที่ผ่าน ๆ มา และคุณหมอก็พูดถึง จิตเล็กแคบ มองอะไรแบบแยกส่วน เป็นเขา เป็นเรา ทำให้เห็นแก่ตัว มีอคติ ไม่เห็นความจริงทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุของวิกฤตในชีวิตและโลก ทางแก้จึงต้องปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ให้มีจิตใหญ่ที่ มองเห็นองค์รวม ไม่แยกส่วน เห็นสัจธรรมตามธรรมชาติที่ว่าหนึ่งเดียวคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว จะทำให้เราลดความเห็นแก่ตัว รักเพื่อนมนุษย์ รักธรรมชาติ และแก้วิกฤตต่างๆได้ ซึ่งเป็นการพูดซ้ำๆ กับที่ผ่านๆ มา

ผม เห็นว่าข้อเสนอของคุณหมอประเวศนั้นสวยงามและเมื่อนำมาโยงกับข้อเสนอเรื่อง การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยิ่งน่าสนใจ แต่ในเรื่องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผมติดใจอยู่ตรงที่ว่าในช่วงต่อสู้ให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับประชาชนคุณหมอสามารถผลักดันได้สำเร็จเนื่องจากตอนนั้นคุณหมออยู่ฝ่าย ประชาชนที่ปฏิเสธรัฐประหารและรับไม่ได้กับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผม เห็นว่าข้อเสนอของคุณหมอประเวศนั้นสวยงาม และเมื่อนำมาโยงกับข้อเสนอเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยิ่งน่าสนใจ แต่ในเรื่องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผมติดใจอยู่ตรงที่ว่า ในช่วงต่อสู้ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 คุณหมอสามารถผลักดันได้สำเร็จ เนื่องจากตอนนั้นคุณหมออยู่ฝ่ายประชาชนที่ปฏิเสธรัฐประหาร และรับไม่ได้กับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในนาม"ประเทศปฏิรูป"ในปีคุณนี้หมอพูดถึงเรื่องความเป็นธรรมว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทย แต่ภาพของคุณหมอกลับอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนผู้เสียเปรียบทั้งด้านอำนาจ ต่อรอง ทางการเมืองเศรษฐกิจและอื่น ๆ ฉะนั้นต้นทุนทางสังคมของคุณหมอที่มีอยู่บวกกับต้นทุนทางสังคมของคุณอานันท์ ปันยารชุนนิธิเอียวศรีวงศ์เสกสรรค์ประเสริฐกุลและปัญญาชนอื่น ๆ แล้วก็แทบจะไม่มีพลังโน้มน้าวมโนธรรม ของสังคมให้คล้อยตามแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนที่สู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ 2540 แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในนาม ปฏิรูปประเทศใน ปีนี้ คุณหมอพูดถึงเรื่องความเป็นธรรมว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทย แต่ภาพของคุณหมอกลับอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนผู้เสียเปรียบทั้งด้านอำนาจ ต่อรองทางการเมือง เศรษฐกิจ และอื่นๆ ฉะนั้น ต้นทุนทางสังคมของคุณหมอที่มีอยู่บวกกับต้นทุนทางสังคมของ คุณอานันท์ ปันยารชุน นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และปัญญาชนอื่นๆแล้วก็แทบจะไม่มีพลังโน้มน้าวมโนธรรมของสังคมให้คล้อยตาม แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนที่สู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ 2540

ส่วน ประเด็น"ปฏิวัติจิตสำนึกใหม่"มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับถ้าเราไม่" ปฏิวัติเสรีภาพในการพูดความจริง"ต่อให้คนมี"ใหญ่จิต"เห็นความจริงทั้งหมดแต่ ว่าพูดความจริงทั้งหมดไม่ได้แล้วมันจะมี ความหมายอะไรครับเช่นเราเห็นความจริงทั้งหมดว่าปัญหาวิกฤต 4-5 ปีมานี้มันเกิดจากอำนาจในระบบอำนาจนอกระบบ แต่เราก็พูดถึงอำนาจนอกระบบได้แค่เลียบ ๆ เคียง ๆ หรือพูดถึงได้แค่เพียงผิวเผินไม่ สามารถพูดได้ตรงไปตรงมาอย่างเต็มที่เหมือนที่พูดถึงอำนาจในระบบอย่างนี้ต่อ ให้ปัจเจกบุคคลมี"จิตใหญ่"กันทั้งประเทศมันจะแก้ปัญหาอย่างไรครับได้ ส่วนประเด็น ปฏิวัติจิตสำนึกใหม่มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับ ถ้าเราไม่ปฏิวัติเสรีภาพในการพูดความจริงต่อให้คนมีจิตใหญ่เห็น ความจริงทั้งหมด แต่ว่าพูดความจริงทั้งหมดไม่ได้แล้วมันจะมีความหมายอะไรครับ เช่น เราเห็นความจริงทั้งหมดว่าปัญหาวิกฤต 4-5 ปีมานี้มันเกิดจากอำนาจในระบบ อำนาจนอกระบบ แต่เราก็พูดถึงอำนาจนอกระบบได้แค่เลียบๆเคียงๆ หรือพูดถึงได้แค่เพียงผิวเผินไม่สามารถพูดได้ตรงไปตรงมาอย่างเต็มที่เหมือน ที่พูดถึงอำนาจในระบบ อย่างนี้ต่อให้ปัจเจกบุคคลมีจิตใหญ่กันทั้งประเทศมันจะแก้ปัญหาได้อย่างไรครับ

คือ ถ้าคุณหมอประเวศเสนอเรื่องปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ควบคู่ไปกับการเรียกร้อง เสรีภาพในการพูดความจริงเช่นเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ ให้ใครก็ได้เอามาใช้ทำลายกันทางการเมืองหรือที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็น ต้นผมว่า ข้อเสนอของคุณหมอจะมีน้ำหนักรับฟังน่า คือ ถ้าคุณหมอประเวศเสนอเรื่องปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ควบคู่ไปกับการเรียกร้อง เสรีภาพในการพูดความจริง เช่น เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ให้ใครก็ได้เอามาใช้ทำลายกัน ทางการเมือง หรือที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน เป็นต้น ผมว่าข้อเสนอของคุณหมอจะมีน้ำหนักน่ารับฟัง

ที่ผมแปลกใจมากอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องปฏิวัติจิตสำนึกหรือ"จิตใหญ่"ของคุณหมอนี่เห็นพูดถึง แต่เรื่องเห็นความจริงทั้งหมดแยกส่วนไม่แยกส่วนเป็นต้น แต่ไม่เห็นพูดถึง"จิตสำนึกรักเสรีภาพ"เรื่องเลยเวลาพูด เสรีภาพคุณหมอออกจะมองในเชิงลบด้วยซ้ำเช่นที่วิจารณ์บ่อยๆว่าปัจจุบันผู้คน บูชาลัทธิปัจเจกชนนิยมเสรีที่ชอบมีเสรีภาพแบบเห็นแก่ตัวตามอำเภอใจตามใจ กิเลสทำนองนั้นอะไร ที่ผมแปลกใจมากอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องปฏิวัติจิตสำนึกหรือ จิตใหญ่ของคุณหมอนี่ เห็นพูดถึงแต่เรื่องเห็นความจริงทั้งหมด แยกส่วน ไม่แยกส่วน เป็นต้น แต่ไม่เห็นพูดถึงจิตสำนึกรักเสรีภาพเลย เวลาพูดเรื่องเสรีภาพคุณหมอออกจะมองในเชิงลบด้วยซ้ำ เช่นที่วิจารณ์บ่อยๆว่า ปัจจุบันผู้คนบูชาลัทธิปัจเจกชนนิยมเสรี ที่ชอบมีเสรีภาพแบบเห็นแก่ตัว ตามอำเภอใจ ตามใจกิเลส อะไรทำนองนั้น

ซึ่งผมก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นคุณหมอชอบอ้างพุทธศาสนาอยู่เสมอ ๆ เลย แต่ให้คุณค่าน้อยกับ"จิตสำนึกรักเสรีภาพ"เพราะตามความเข้าใจของผมหลักกาลามสูตรคือสิ่งที่แสดงว่าพุทธศาสนาให้ ความสำคัญสูงสุดในจิตสำนึกรักเสรีภาพทั้งเสรีภาพในการแสวงหาความจริงและ เสรีภาพทางศีลธรรมคือให้เรามีเสรีภาพในเรื่องดังกล่าวนี้โดยไม่สยบยอมต่อใด ๆ อำนาจ ซึ่งผมก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นคุณหมอชอบอ้างพุทธศาสนาอยู่เสมอๆเลย แต่ให้คุณค่าน้อยกับ จิตสำนึกรักเสรีภาพเพราะ ตามความเข้าใจของผมหลักกาลามสูตรคือสิ่งที่แสดงว่าพุทธศาสนาให้ความสำคัญสูง สุดในจิตสำนึกรักเสรีภาพ ทั้งเสรีภาพในการแสวงหาความจริง และเสรีภาพทางศีลธรรม คือให้เรามีเสรีภาพในเรื่องดังกล่าวนี้โดยไม่สยบยอมต่ออำนาจใดๆ

แต่ วิธีคิดของปัญญาชนในปัจจุบันก็มีปัญหามากลองสังเกตข้อความต่อไปนี้นะครับ เป็นความเห็นของเสกสรรประเสริฐกุลที่ตอบคำถามว่าโลกทัศน์ เรื่อง"ประชาธิปไตย"ของคุณเป็นอย่างไรทักษิณ แต่วิธีคิดของปัญญาชนในปัจจุบันก็มีปัญหามาก ลองสังเกตข้อความต่อไปนี้นะครับ เป็นความเห็นของ เสกสรร ประเสริฐกุล ที่ตอบคำถามว่า โลกทัศน์เรื่อง "ประชาธิปไตย" ของคุณทักษิณเป็นอย่างไร

"ผม คิดว่าคงไม่ต่างจากนักการเมืองในระบบเลือกตั้งมากนักคือมองประชาธิปไตยเป็น แค่กระบวนการสรรหาผู้กุมอำนาจแล้วก็ถือว่าเรื่องจบลงแค่ตรงนั้นก็คือถ้ามี การเลือกตั้งแล้วมีการแพ้ชนะในการเลือกตั้งก็ถือว่า มีประชาธิปไตยตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่เพราะจริง ๆ แล้วระหว่างใน 4 ปี ที่ยังไม่มีการเลือกตั้งผู้คนในสังคมที่ซับซ้อนอย่างสังคมไทยย่อมมีเรื่อง ที่อยากจะแสดงความคิดความเห็นมีเรื่องที่จะต้องโต้แย้งกับรัฐบาลหรือแม้แต่ คนที่เลือกรัฐบาลเข้ามาก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาลในระหว่างนี้ ก็ได้ปี 4 มคิด ว่าคงไม่ต่างจากนักการเมืองในระบบเลือกตั้งมากนัก คือมองประชาธิปไตยเป็นแค่กระบวนการสรรหาผู้กุมอำนาจ แล้วก็ถือว่าเรื่องจบลงแค่ตรงนั้น ก็คือถ้ามีการเลือกตั้ง แล้วมีการแพ้ชนะในการเลือกตั้ง ก็ถือว่า มีประชาธิปไตย ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะจริง ๆ แล้วในระหว่าง 4 ปีที่ยังไม่มีการ เลือกตั้ง ผู้คนในสังคมที่ซับซ้อนอย่างสังคมไทยย่อมมีเรื่องที่อยากจะแสดงความคิด ความเห็น มีเรื่องที่จะต้องโต้แย้งกับรัฐบาล หรือแม้แต่คนที่เลือกรัฐบาลเข้ามาก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาลใน ระหว่าง 4 ปีนี้ก็ได้

แต่ ดังที่เรารู้ ๆ กันคุณทักษิณไม่ค่อยชอบให้ใครมาโต้เถียงแล้วก็ถือว่าตัวเองได้รับความชอบ ธรรมมาจากการเลือกตั้งจึงเที่ยวไปทะเลาะกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ รัฐบาลหรือวิจารณ์นายกรัฐมนตรีดังเราจะเห็นว่าในระยะ นั้นคุณทักษิณได้ออกมาโต้กับนักวิชาการแทบจะทุกคนไม่มีใครเหลือรอดกระทั่ง ถูกนายกฯ ว่ากล่าวเสีย ๆ หาย ๆ ตรงจุดนี้ผมคิดว่าคุณทักษิณพลาดและมันเท่ากับไปลดพื้นที่ทางการเมืองของคน อื่นให้เหลือน้อย เรื่อย ๆ ลง แต่ดังที่เรา รู้ ๆ กัน คุณทักษิณไม่ค่อยชอบให้ใครมาโต้เถียง แล้วก็ถือว่าตัวเองได้รับความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง จึงเที่ยวไปทะเลาะกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือวิจารณ์นายกรัฐมนตรี ดังเราจะเห็นว่าในระยะนั้นคุณทักษิณได้ออกมาโต้กับนักวิชาการแทบจะทุกคน ไม่มีใครเหลือรอด กระทั่งถูกนายกฯว่ากล่าวเสีย ๆ หาย ๆ ตรงจุดนี้ ผมคิดว่าคุณทักษิณพลาด และมันเท่ากับ ไปลดพื้นที่ทางการเมืองของคนอื่นให้ เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ

เพราะ ฉะนั้นแม้เราอาจจะยอมรับว่าคุณทักษิณเป็นนักการเมืองที่เก่งเป็นนักบริหาร ธุรกิจที่มีความสามารถ แต่ก็พบว่าคุณทักษิณไม่เข้าใจศาสตร์ของการปกครองศาสตร์ของการปกครองนั้นมัน ลึกซึ้งและต้องการความเข้าใจมนุษย์มากกว่าการใช้อำนาจตรง ๆ " เพราะ ฉะนั้น แม้เราอาจจะยอมรับว่า คุณทักษิณเป็นนักการเมืองที่เก่ง เป็นนักบริหารธุรกิจที่มีความสามารถ แต่ก็พบว่าคุณทักษิณไม่เข้าใจศาสตร์ของการปกครอง ศาสตร์ของการปกครองนั้นมันลึกซึ้ง และต้องการความเข้าใจมนุษย์มากกว่าการใช้อำนาจตรง ๆ (มติชนออนไลน์, 7 ต.ค. 53) (มติชนออนไลน์, 7 ต.ค.53)

ผมไม่ต้องการจะปกป้องคุณทักษิณจากข้อวิจารณ์นี้นะครับ แต่ ความจริงมันไม่น่าจะรุนแรงถึงขนาดว่าเลือกตั้งจบชนะเลือกตั้งก็ถือว่าเป็น ประชาธิปไตยแล้วมันยังมีการนำนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนมาปฏิบัติด้วยและ นั่นจึงทำให้มี คนรักทักษิณมาจนทุกวันนี้ส่วนที่ว่าคุณทักษิณไม่ชอบให้ใครมาโต้เถียงหรือด่า ใครต่อใครที่เห็นต่างนั้นมันก็ไม่ถึงกับจับใครต่อใครที่วิพากษ์วิจารณ์หรือ ด่าคุณทักษิณไปติดคุกไม่ปิดสื่อไม่คุกคามเสรีภาพ ประชาชนทุกรูปเหมือนทุกวันนี้แบบ ผมไม่ต้องการจะปกป้องคุณทักษิณจากข้อวิจารณ์นี้นะครับ แต่ความจริงมันไม่น่าจะ Extreme ถึง ขนาดว่าเลือกตั้งจบ ชนะเลือกตั้งก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว มันยังมีการนำนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนมาปฏิบัติด้วย และนั่นจึงทำให้มีคนรักทักษิณมาจนทุกวันนี้ ส่วนที่ว่าคุณทักษิณไม่ชอบให้ใครมาโต้เถียงหรือด่าใครต่อใครที่เห็นต่างนั้น มันก็ไม่ถึงกับจับใครต่อใครที่วิพากษ์วิจารณ์หรือด่าคุณทักษิณไปติดคุก ไม่ปิดสื่อ ไม่คุกคามเสรีภาพประชาชนทุกรูปแบบเหมือนทุกวันนี้

และที่บอกว่าคุณทักษิณไป"ลดพื้นที่ทางการเมืองของคนอื่นให้เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ " และที่บอกว่าคุณทักษิณไป ลดพื้นที่ทางการเมืองของคนอื่นให้เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ถ้าเทียบกับตอนนี้แล้วมันก็ต่างกันมากแล้วที่ว่า"ศาสตร์ของการปกครองนั้นมันลึกซึ้งและต้องการความเข้าใจมนุษย์มากกว่าการใช้อำนาจตรง ๆ " ถ้าเทียบกับตอนนี้แล้วมันก็ต่างกันมาก แล้วที่ว่า ศาสตร์ของการปกครองนั้นมันลึกซึ้ง และต้องการความเข้าใจมนุษย์มากกว่าการใช้อำนาจตรง ๆ นั้น มันก็ไม่มียุคไหนที่การปกครองมันไปทำลายความเป็นมนุษย์ (เสรีภาพ) และใช้อำนาจตรงๆกับมนุษย์มากเท่ากับยุคนี้ใช้อำนาจตรงๆถึงขนาดประชาชนตาย 91 ศพก็ยังไม่จริงจังกับการทำความจริงให้ปรากฏและแสดงความรับผิดชอบ ๆ ใด นั้น มันก็ไม่มียุคไหนที่การปกครองมันไปทำลายความเป็นมนุษย์ (เสรีภาพ) และใช้อำนาจตรงๆ กับมนุษย์มากเท่ากับยุคนี้ ใช้อำนาจตรงๆถึงขนาดประชาชนตาย 91 ศพ ก็ยังไม่จริงจังกับการทำความจริงให้ปรากฏและแสดงความรับผิดชอบใดๆ

จึง น่าแปลกใจว่าอาจารย์เสกสรรค์มองเห็นปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ของทักษิณ แต่ทำไมมองไม่เห็นการใช้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่าในยุคนี้แล้ว ทำไมเมื่อมองย้อนไปก่อนจึงมองเห็น 49 19 กันยา แต่"ทักษิณ"แต่ไม่มองเห็น"ประชาชน"เลยแม้จนบัดนี้ก็ดูจะไม่เชื่อในเรื่อง"การเลือกตั้ง" จึง น่าแปลกใจว่า อาจารย์เสกสรรค์มองเห็นปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของทักษิณ แต่ทำไมมองไม่เห็นการใช้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่าในยุคนี้ แล้วทำไมเมื่อมองย้อนไปก่อน 19 กันยา 49 จึงมองเห็นแต่ ทักษิณแต่ไม่มองเห็นประชาชนเลย แม้จนบัดนี้ก็ดูจะไม่เชื่อในเรื่องการเลือกตั้ง

คือ ถ้านักวิชาการอย่างคุณหมอประเวศสายปฏิรูปประเทศเสื้อเหลืองจะซื่อสัตย์ต่อ ตัวเองเขาควรจะยอมรับตรงๆว่าเขาไม่เชื่อถือการตัดสินใจของประชนไม่ยอมรับ เสรีภาพทางศีลธรรมของประชาชนฉะนั้นเขาจึงควรคิดแทนตัดสินถูก -- ผิดแทนและ ไม่แคร์กับอำนาจที่ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริงและผูกขาดการตัดสินถูก -- ผิดทางศีลธรรมเชิงบรรทัดฐานต่างๆของสังคมนี้ คือ ถ้านักวิชาการอย่างคุณหมอประเวศ สายปฏิรูปประเทศ เสื้อเหลือง จะซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เขาควรจะยอมรับตรงๆ ว่า เขาไม่เชื่อถือการตัดสินใจของประชน ไม่ยอมรับเสรีภาพทางศีลธรรมของประชาชน ฉะนั้น เขาจึงควรคิดแทน ตัดสินถูก-ผิด แทน และไม่แคร์กับอำนาจที่ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริงและผูกขาดการตัดสิน ถูก-ผิดทางศีลธรรมเชิงบรรทัดฐานต่างๆ ของสังคมนี้

แล้วอย่าง นี้จะปฏิวัติจิตสำนึกใหม่อย่างไรจะมีจิตใหญ่อย่างไรในเมื่อไม่ส่ง เสริม"จิตสำนึกรักเสรีภาพ"ซ้ำยังมี"สองมาตรฐาน"ในการตัดสินอำนาจรัฐที่ไม่ เป็นประชาธิปไตยอีกด้วย! แล้วอย่างนี้จะปฏิวัติจิตสำนึกใหม่อย่างไร จะมีจิตใหญ่อย่างไร ในเมื่อไม่ส่งเสริม จิตสำนึกรักเสรีภาพซ้ำยังมีสองมาตรฐานในการตัดสินอำนาจรัฐที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอีกด้วย!

RED คนอึดต้องกลับมาอึด

ที่มา Thai E-News



โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
9 ตุลาคม 2553

RED เป็นเรื่องของ แฟรงค์ โมเซส (บรูซ วิลลิส)อดีตสายลับซีไอเอ แน่นอนว่าพอตั้งชื่อภาษาไทย หนังทุกเรื่องที่บรูซ วิลลิสนำแสดง ก็ต้องใช้ชื่อ"คนอึด"ตามสูตรกินบุญเก่าจากDIE HARD

เรื่องนี้เลยชื่อ"คนอึดต้องกลับมาอึด"...ว่า ไปก็น่าแสลงใจระบอบทรราชอำมาตย์ไทยไม่น้อย เพราะพวกเสื้อแดง เอ๊ย!RED ทำไมมันกลับมาอึดเหลือเกิน นึกว่าฆ่าให้ตายตอน 10 เมษากับ19 พฤษภาแล้วซะอีก

แถมคนที่ไม่เคยเปิดตัว ก็หันมาร้องเพลงทูล ทองใจ ชื่อเพลง"ปรารถนา" โดยเฉพาะท่อนที่ว่า"อยากเกิดมาเป็นสีแดง"กันเป็นทิวเทือก ทำเอาอำมาตย์ต๊อแต๊

พระเอก ของเรา อดีตสายลับซีไอเอประจำหน่วยจู่โจมพิเศษ ที่ล้างมือจากวงการ และใช้ชีวิตหลังเกษียญอย่างสงบ จนกระทั่งวันหนึ่งหน่วยสังหารมืออาชีพบุกเข้ามา และพยายามตามเก็บเขา ด้วยความลับในตัวตนที่แท้จริงของ แฟรงค์ ถูกเปิดโปง และทำให้ชีวิตของ ซาร่าห์ (แมรี่-หลุยส์ ปาร์กเกอร์) ผู้หญิงที่เขารักต้องตกอยู่ในอันตราย

ก็ เป็นไปตามสูตรสำเร็จของหนังแอ๊คชั่นแนวนี้ แฟรงค์ จึงออกเดินทางรวบรวมอดีตสมาชิกหน่วยพิเศษ ประกอบไปด้วย โจ (มอร์แกน ฟรีแมน) มันสมองของทีม, มาร์วิน (จอห์น มัลโควิช) มือปืนสุดเพี้ยน และ วิคตอเรีย (เฮเลน มิเรน) นักแม่นปืนจากหน่วยสืบราชการลับอังกฤษ ที่ทั้งหมดต่างตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกเขาต้องร่วมกันสืบสวนเพื่อหาว่าทำไมถึงถูกตามเก็บ

RED กำกับโดย โรเบิร์ต ชเวนเก้ (The Time Traveler’s Wife, Flightplan)


RED ดัดแปลงจากการ์ตูนใน DC Comics โดยฝีมือการเขียนเรื่องของ วอร์เรน เอลลิส นักเขียนที่มีผลงานในการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดังอย่าง Iron Man, X-Man และ Thor โดยเป็นการรวมเอานักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือเก๋าอย่าง บรูซ วิลลิส, มอร์แกน ฟรีแมน, เฮเลน มิเรน, จอห์น มัลโควิช, แมรี่-หลุยส์ ปาร์กเกอร์, และ ริชาร์ด เดรย์ฟัส มาช่วยกันให้กำเนิดหนังแอ็คชั่นสุดมันส์

RED ซึ่งย่อมาจาก Retired Extremely Dangerous (ปลดระวางแล้วแต่ยังโคตรอันตราย)

ลอเรน โซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า ผู้อำนวยการสร้างจาก Transformers ทั้งสองภาค และ G.I. Joe พูดถึงการสร้างหนังแอ็คชั่นส่งท้ายปีเรื่องนี้ว่า

"ผม คิดว่า RED มีส่วนผสมระหว่าง Ocean's Eleven และ True Lies โดยเป็นเรื่องราวของทีมเก่าที่รวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อตามคิดบัญชีผู้อยู่ เบื้องหลังที่ทำให้พวกเขาไม่ได้อยู่อย่างสงบ

RED เป็นโปรเจ็คที่ทำให้ผู้ชมทุกกลุ่มพอใจ ไม่ว่าจะเป็นคอหนังคุณภาพที่ได้เห็นยอดฝีมือทางการการแสดงมารวมตัวกันแบบไม่ เคยปรากฏมาก่อน รวมถึงคอหนังแอ็คชั่นที่จะสนุกไปกับฉากฉากแอ็คชั่นสุดระห่ำตามสไตล์คนอึด บรูซ วิลลิส"


ชมตัวอย่างภาพยนตร์ คลิ้กที่นี่

RED คนอึดต้องกลับมาอึด กำหนดลงโรง 14 ตุลาคมนี้

ส่วน"เสื้อแดง ต้องกลับมาอึด"ฉาย ทุกวัน เขย่าขวัญระบอบอำมาตย์ตลอดเวลา ไม่เว้นวันหยุดราชการ ลงโรงครั้งใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และแยกคอกวัวในวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคมนี้ ในภาคพิเศษที่ชื่อว่า 10/10/10

RED คนอึดต้องกลับมาอึด-เตรียมพร้อมเขย่าขวัญอำมาตย์ให้ต๊อแต๊แล้ว วันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010 นี้ทั่วประเทศ และทุกมุมโลก

*****
รายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง:

-กำหนดการกิจกรรม 10/10/10 รำลึกวีรชน 10 เมษาฯ

-บันทึกผู้รอดชีวิต:เราไม่ลืมเพื่อนตาย10เมษา

-อย่าลืมเรา...ความจริง10เมษาฯ@สมรภูมิแยกคอกวัว

-กาลครั้งหนึ่ง 10 เมษาฯ..อย่าลืมเรา

Friday, October 8, 2010

วิปัสสนาบนหน้าข่าว - รบกับใคร ? โดย นสพ. คมชัดลึก

ที่มา Dhammada.net

อ้างอิง จาก นสพ. คมชัดลึก : http://www.komchadluek.net/detail/20101008/75632/วิปัสสนาบนหน้าข่าว-รบกับใคร.html

คมชัดลึก : เป็นเวลาเดือนกว่าๆ แล้วที่เรื่องราวของฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือ “เข็มทิศชีวิต” จนเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ออกมากล่าวหาความผิดพระปราโมทย์ ปาโมชโช เจ้าอาวาสสำนักปฏิบัติธรรมสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในหลายๆ ประเด็น แต่เรื่องหลักๆ มีอยู่สองสามเรื่องที่ทำให้เป็นข่าวมาได้ยาวนานก็คือเรื่องสีกา (อดีตภรรยาพระ) กับเรื่องเงินๆ ทองๆ (เงินทำบุญในบัญชีที่ตกหล่นไปไหน) และเรื่องอวดอุตริมนุสสธรรมซึ่งเธอรู้สึกคับแค้นใจมากที่รู้สึกว่าถูกพระ หลอก จึงได้ของทวงเงินทำบุญคืนเป็นจำนวนหลายล้านบาท

รวมทั้งคณะ กรรมการเก่าของสวนสันติธรรม ๕ คนก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่คาบเกี่ยวกัน ในเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็แจ้งความเป็นคดีอาญาไปยังดีเอสไอให้ช่วยตรวจสอบ ส่วนเรื่องอวดอุตริมนุสสธรรมก็จี้ให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ทำ การบ้านด้วย แล้วขบวนการเผยแพร่ผ่านสื่อก็ค่อยๆ ปล่อยข่าว เผยทีเด็ดคลิปเสียงเทศน์ที่หมิ่นเหม่ให้คนตีความได้หลากหลายเพื่อชูรสผู้เสพ ข่าวรายวันให้สนใจไปเรื่อยๆ แล้วยังมีเว็บไซต์ X!@#$%!?<&%#@ ที่แฉพระในกรณีต่างๆ ผ่านผู้ที่เคยไปปฏิบัติกับพระมาไม่น้อย

ขณะที่ฝ่ายพระปราโมทย์ ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่ก็มีการใช้เว็บไซต์ www.wimutti.net ของสวนสันติธรรมเป็นที่ประกาศชี้แจงแบบไม่ตอบโต้ และให้ทนายความออกมาพูดแทนพระโต้ข้อกล่าวหารายวันบ้างเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ฝั่งพระใช้วิธีการโต้ด้วยความเมตตา และพยายามไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งมาตลอด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคำสอนที่มักจะกล่าวอ้างหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เสมอ ซึ่งเมื่อถูกติงมา ทางเว็บไซต์ วิมุตติ ก็ถอดการเผยแพร่คำสอนของท่านไปเป็นอันดับแรก

จากนั้นสวนสันติธรรม เปิดให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าถ่ายรูปทุกจุดในสำนัก โชว์ตัวเลขในบัญชีทุกบัญชีที่มีอยู่ รวมทั้งยอมรับความจริงในบางเรื่อง เช่น เรื่องที่พระเขียนจดหมายถึงฐิตินาถจริง ที่อ้างถึงความเป็นพ่อลูกในอดีตชาติที่เคยฟังธรรมด้วยกัน และจะมาปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ในชาตินี้ แล้วท่านก็ให้ข้ออ้างนิดหน่อยว่า ที่เขียนเพราะเป็นกุศโลบายให้ฐิตินาถมีความเพียรในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น อีกทั้งฐิตินาถเคยขอให้รับเป็นลูกสาวบุญธรรม ซึ่งฝ่ายผู้ฟ้องร้องเองก็ไม่ยอมรับในประเด็นดังกล่าว ยังออกมาโต้พระว่าตนนั้นถูกหลอก กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปราว ๕ ปี แล้วเธอก็อ้างว่า ที่ออกมาเพราะถูกลูกศิษย์ทางฝั่งพระพูดกล่าวหาไปจนถึงหูของลูกในโรงเรียน จึงต้องออกมาขอความเป็นธรรมจากสังคมเพื่อปกป้องตนเองและลูก

โดย อาศัยสื่อประโคมข่าวอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งมีประเด็นเดียวคือทำให้พระเสียชื่อเสียง หากมองทางโลก ก็ทำให้พระเสียชื่อเสียงจริง แต่ถ้ามองทางธรรม บทเรียนนี้คือครูชั้นเลิศที่อาจจะทำให้พระเบื่อหน่าย และเห็นภัยในสังสารวัฏเร็วขึ้น โอกาสที่พระจะปลีกวิเวก และเร่งความเพียรปฏิบัติไปถึงสุดทางทุกข์จึงมีเร็วขึ้นตามไปด้วย ถ้าอาศัยปรากฏการณ์นี้เป็นบทเรียน แต่ โยมผู้กล่าวหาพระเล่า มองเห็นความทุกข์จากการออกมาตีฆ้องร้องป่าวไหม ขนาดคนเสพข่าวยังมองเห็นเลยว่า โลกนี้ช่างไร้สาระเสียจริง ขนาดผู้กล่าวหาบอกว่าตัวเองปฏิบัติธรรมมาก็มาก เขียนหนังสือธรรมะขายมาก็เยอะ รวยจากการขายหนังสือธรรมะไปไม่น้อย แต่ถึงเวลาไม่พอใจพระขึ้นมาก็มาทวงเงินทำบุญคืน

หาก ฝ่ายลูกศิษย์พระบางคนเกิดโมโหขึ้นมาบ้าง รวมตัวกันลุกขึ้นมาบอกว่า แล้วที่ซื้อหนังสือเข็มทิศชีวิตมาเล่า จะเอาไปคืนได้ที่ไหน ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านผู้ออกมาฟ้องร้องพระจะรู้สึกอย่างไร คงจะยิ่งโมโหหนักขึ้น รวมทั้งโมโหผู้เขียนคอลัมน์นี้ด้วย และคงจะทำให้เรื่องนี้บานปลาย เป้าหมายอาจไม่ใช่พระอย่างเดียวเสียแล้ว เพราะทำให้ทุกฝ่ายทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งด้วยเจตนาและไม่เจตนายิ่งคลุมเคลือ ทุกข์ และรู้สึกห่างไกลจากความสงบมากขึ้น

ความจริงนั้น ใครหลอกใคร ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นรู้ดีที่สุด แล้วการหลอกคนอื่นไม่เท่ากับการหลอกตัวเอง พระพุทธเจ้าจึงมุ่งให้เราเข้ามามองแต่ตนเอง ลึกเข้าไปในจิตใจตนเอง ค้นหาความผิดของตนเอง แล้วแก้ไขซักฟอกตัวเองให้ถึงที่สุด เพราะบ่อยครั้งที่เราไม่กล้ามองใบหน้าที่แท้จริงของเรา เมื่อตั้งใจปฏิบัติธรรม ขัดเกลาตนเอง ก็ต้องพยายามมองให้เต็มตา ซึ่งอาจจะอายมากในตอนแรก เพราะเห็นว่า ตัวเรานั้น จิตเรานั้น ความคิดเรานั้นช่างเจ้าเล่ห์เพทุบาย น่าเกลียดน่ากลัวได้ขนาดนี้เลยหรือ แล้วเราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการกระเทาะตัวตนของเราก็ต้องทำ แต่เมื่อเราค้นพบแล้ว แก้ไขตนเองได้แล้ว เราก็จะกลายเป็นคนใหม่ เป็นคนชนิดที่กล้าหาญเผชิญหน้ากับตนเองตามความเป็นจริง ภาษาธรรมเรียกว่า วิปัสสนา คือการรู้เห็นตามที่เป็นจริง เมื่อเรามองเห็นตนเองตามที่เป็นจริงแล้ว เราก็จะเข้าใจผู้อื่นตามความเป็นจริงด้วย เมื่อนั้น เราจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องเผชิญ หรือมากระทบด้วยสติ ปัญญา และความเมตตากันมากขึ้น เห็นความผิดของตนเองมากขึ้น กล่าวโทษผู้อื่นน้อยลง ทางออกของปัญหาทุกอย่าง จึงสามารถเปลี่ยนความเลวร้ายให้กลายเป็นดีได้

ไม่ มีคำว่าสายเกินไปกับการเรียนรู้ แม้ว่าหลายคนอาจจะทุกข์มากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับครูบาอาจารย์ที่ตนเคารพ ศรัทธา หลายคนอาจจะขอบคุณที่มีคนกล้าหาญออกมาเสี่ยงภัยโจมตีพระเช่นนี้ด้วยเห็นว่า จะต้องปกป้องพระธรรมคำสอนมิให้ผู้สอนเฉไฉพาออกนอกลู่นอกทาง เพื่อป้องกันคนที่จะหลงทางในอนาคต บทเรียนนี้จะว่าไปแล้วได้เรีนกันทุกคน เช่นเดียวกับบทเรียนของฟิล์ม กับแอนนี่ ที่ต่างก็เห็นทุกข์ ส่วนหนทางในการออกจากทุกข์นั้น แต่ละคนก็มีทางเลือกเองว่าจะใช้วิธีไหน ที่จะทำให้ปลดทุกข์ได้จริง หรือ กลบทุกข์ไปวันๆ ก็แล้วแต่จะเลือก

สำหรับ ตัวเราผู้ทำข่าว เสพข่าว ก็ต้องกลับมาถามใจ และกลับมาดูที่จิตตัวเองทุกครั้งที่เราเอาจิตเข้าไปเกี่ยวข้องกับตัวละครที่ ปรากฏ ว่าเรากำลังเลือกข้างอยู่หรือไม่ เรากำลังเล่นเกมแพ้ชนะอยู่หรือเปล่า และเรากำลังเป็นหนึ่งที่เห็นผู้อื่นที่ปรากฏบนข่าวเป็นเหยื่อไหม

ถาม ใจตัวเองเยอะๆ บางทีเราอาจจะได้คำตอบว่า แท้จริงแล้ว ผู้ที่เลวที่สุดมิใช่ผู้ที่เรากำลังด่าทอ หรือตัดสินเขาอยู่ แต่คือตัวเราเองต่างหาก? เมื่อนั้น เราจะเห็นว่าผู้ที่เราจะต้องเรียนด้วยตลอด ๒๔ ชั่วโมง มิใช่ใครอื่น หากแต่คือตัวเรา และใจเรานี้เอง

“มนสิกุล โอวาทเภสัชช์”

*** ข่าวที่เกี่ยวข้อง แนะนำให้อ่าน ***

1. Dhammada News: ตอบข้อสงสัยทุกท่าน…เรื่องเงินติดกัณฑ์เทศน์นอกสถานที่

2. Dhammada News : เจาะประเด็น “วิมุตติปฎิปทา” หลักฐานสำคัญของผู้กล่าวอ้าง

3. Dhammada News: อ.สุรวัฒน์ชี้แจง กรณีประธานบ้านอารีย์โต้แย้งเรื่องกรรมการที่ลาออกข่มขู่กรรมการที่เหลือ

4. Dhammada News: จดหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสวนสันติธรรม

5. Dhammada News: คือการให้กำลังใจในการภาวนา หรือ คือการหลอกลวง

6. Dhammada News: หลักฐานอวดว่าเป็นอรหันต์ แท้จริงคือการสอนศิษย์ให้ระมัดระวังการภาวนา ไม่ใช่อวดอ้างว่าตนเป็นอรหันต์แต่อย่างใด

7. Dhammada News: ประธานบ้านอารีย์อ้างลูกศิษย์หลวงพ่อฯลือว่าตนโดนปีศาจกิ้งก่าสมัยทวาราวดีเข้าสิง

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา

ที่มา มติชน


พรทิวา นาคาสัย

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ชัดเจนแล้วว่า บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด ได้รับการคัดเลือกให้ชนะการประกวดราคาเพื่อทำสัญญาซื้อข้าวสารในสต็อกของ รัฐบาลเกือบ 2 ล้านตัน มูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท แบ่งเป็นข้าวในโกดังขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อ.ต.ก.) จำนวน 1,024,403 ตัน ข้าวในโกดังขององค์การคลังสินค้า(อคส.)จำนวน 845,873 ตัน


ตัวเลขดังกล่าวมาจากการแถลงของนายจุ้งเชียง เฉิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553(ขณะที่คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร นางพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจต่างปกปิดข้อมูลตัวเลขกันสุดฤทธิ์โดยอ้างว่า จะกระทบกับราคาข้าวในตลาด) หลังจากที่ถูกเปิดโปงว่า น.ส.ภาวินี จารุมนต์ หนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท เอ็มที อินเตอร์เทรด มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับครอบครัว"เทพสุทิน"ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มวังน้ำยม พรรคภูมิใจไทย ต้นสังกัดของนางพรทิวา นาคาสัย


กล่าว คือ น.ส.ภาวินี และครอบครัว"จารุมนต์"เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทของครอบครัว"เทพสุ ทิน" อย่างน้อย 2 แห่ง คือ บริษัท ดี แลนด์ เพอร์เฟค และบริษัท เมก้า แลนด์


ดังนั้น บริษัท เอ็มที อินเตอร์เทรด ซึ่งเป็นบริษัทโนเนม จึงถูกมองจากวงการค้าข้าวว่า น่าจะเป็น"ร่างทรง"ของนักการเมือง ซึ่งเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน(conflict of interest)และอาจมีการใช้อิทธิพลทางการเมืองทำให้บริษัท เอ็มที อินเตอร์เทรดกวาดข้าวสารในสต็อกของรัฐไปถึง 35% (จากที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 5.6 ล้านตัน)

คาด กันว่า ถ้าปฏิบัติการปิดประตูตีแมวของกระทรวงพาณิชย์สำเร็จ บริษัท เอ็มที อินเตอร์เทรด(และเครือข่าย)จะฟาดกำไรไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท


ขณะ ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการส่งออกข้าว 3 บริษัทได้รับการคัดเลือกจากคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเพียง 4-5 แสนตันเท่านั้น


ความจริงเหตุการณ์ที่มีการปล่อยให้บริษัทเอกชนเพียงรายเดียวคือ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ผูกขาดการซื้อข้าวสารของรัฐเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนสร้างความปั่นป่วนให้แก่วงการค้าข้าวอย่างหนัก และยังมีการใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทดังกล่าวอย่างมากมาย


แต่ ในที่สุด บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯก็ถึงกาลอวสาน ต้องล้มละลาย และถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงธนาคารพาณิชย์กว่า 12,000 ล้านบาทและยังพัวพันการทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรอีกด้วย


คำถามคือ เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดซ้ำรอยกับกรณีบริษัท เอ็มที อินเตอร์เทรดหรือไม่


ตาม เงื่อนไขการขายข้าวสารในสต็อกของรัฐ บริษัท เอ็มที อินเตอร์เทรด ต้องวางเงินค้ำประกัน 5% หรือกว่า 1,000 ล้านบาท ขนข้าวออกจากโกดังและส่งไปจำหน่ายต่างประเทศภายใน 5 เดือน


แต่ เมื่อถึงเวล าทางบริษัทยังไม่ยอมวางเงินค้ำประกันในการทำสัญญาตามเงื่อนไขโดยอ้างว่า ข้าวสารที่ประมูลได้มีปริมาณมากไม่สามารถดำเนินการได้ทันและทำหนังสือขอขยาย ระเวลาออกไปเป็น 18 เดือน


การไม่ยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขการประมูลดังกล่าว ทั้งๆที่กำหนดไว้ก่อนการประมูลแล้ว ส่อพิรุธอย่างชัดเจน จึงต้องจับตาดูว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวที่มีนางพรทิวา นาคาสัย เป็นประธานและคณะกรรมการนโยบายข้าว(กขช.)ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะยอมตามข้อต่อรองอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท หรือไม่


เพราะ ถ้ายอมเท่ากับเป็นการเอาเปรียบบริษัทผู้ส่งออกรายอื่นที่เข้า ร่วมประมูลที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปอยู่แล้ว


แม้ จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนและข้อพิรุธในการประมูลข้าวสารครั้งนี้ อย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนว่า ทั้งกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลทำเป็นไขสือเหมือนต้องการปล่อยมีการทำหากินกัน อย่างเป็นล่ำเป็นสันต่อไป


อย่างไรก็ตามมีข่าวว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป. ช.)มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวและสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อเท็จจริง ขึ้นมาว่า มีการกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐหรือมีการใช้ อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่เพื่อนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนโดยด่วนแล้ว


ขณะเดียวกันในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมจิตสำนึกด้านจริยธรรม ของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาเห็นว่า เข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งขัดต่อจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการ เมือง ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงรับที่จะตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วเช่นกัน


จริงอยู่ บรรดานักการเมืองอาจไม่เห็นการตรวจสอบของทั้งสององค์กรอิสระอยู่ในสายตา


แต่อย่าลืมว่า นักการเมืองที่เคยคิดแบบเดียวกันนี้จำนวนมาก(ไม่ว่าหญิงหรือชาย) ต้องพบจุดจบที่น่าอเนจอนาถมาแล้ว

11 นักฆ่า

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน



นอกจากเหตุระเบิดที่บางบัวทอง ซึ่งเชื่อมโยงกับระเบิด หลายจุดก่อนหน้านี้ และยังเกี่ยวพันไปถึงกลุ่ม 'แดงฮาร์ดคอร์' แล้ว

คดีจับกุม 11 ชายฉกรรจ์ที่รีสอร์ตในจ.เชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งคดีที่ถูกจับตาอย่างมาก

เพราะฝ่ายรัฐบาลพยายามตีปี๊บว่าทั้ง 11 คน คือ 'กลุ่มนักฆ่า' ที่ฝึกปรือฝีมือเพื่อลอบสังหารบุคคลสำคัญในเมืองไทย

ไม่ ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ นาย สุเทพ เทือบสุบรรณ รองนายกฯ รวมไปถึง นายเนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมีตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย!!

ดีเอสไอขอรับช่วงทำคดีนี้ต่อเลยยิ่งสนุกใหญ่ กับข่าวที่ออกมาเป็นระลอกๆ

แต่ที่น่าสนใจก็คือทั้ง 11 คนยังไม่ถูกแจ้งข้อหาใดๆ มีแต่การออกข่าวจากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอาวุธที่กัมพูชา และมาปักหลักที่เชียงใหม่เพื่อรอลงมือ หรือจริงๆ แล้วกลุ่มนักฆ่ามีถึง 39 คน

จนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช. ฟันธงว่าต่อไปจะมีปั้นเรื่องออกมาให้ข่าวเชื่อมโยงเป็นทอดๆ

สุดท้ายก็จะไปถึงศัตรูทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

แถมแนวโน้มก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รรท.ผบช.ภาค 5 ออกมาเปรยๆ ว่าจะกันตัวทั้ง 11 คนเป็นพยาน!?

และนายเนวิน หนึ่งในบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นเป้าสังหาร ออกมาแถลงทั้งน้ำตาคลอเบ้าอ้างว่ารู้ข่าวลึกๆ เช่นกัน

โดยพาดพิงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย!?

ขณะ ที่เจ้าของรีสอร์ตซึ่งถูกระบุว่าเป็นแหล่งฝึกนักฆ่า ออกมาโต้ทันทีว่าพวกนี้เป็นเพียงคนงานก่อสร้างที่นายจ้างมาเปิดห้องให้พัก เท่านั้น

พร้อมเผยเบื้องหลังว่ามาจากตั้งวงก๊งเหล้าจนเมาแล้วมีเรื่องกัน แล้วมีคนหนึ่งไม่พอใจออกไปแจ้งความและพูดเป็นตุเป็นตะ

ซึ่งก็ตรงกับฝ่ายตำรวจเพราะการจับกุมครั้งนี้ เนื่องจากมี 1 ใน 11 ชายฉกรรจ์มาพบตำรวจอ้างว่าทนฝึกหนักไม่ไหว จึงมาขอความช่วยเหลือ!?

และเมื่อตำรวจไปจับกุมก็ไม่พบหลักฐาน โดยเฉพาะอาวุธที่น่าจะมีจำนวนมาก

กรณี เช่นนี้เป็นเหมือนดาบ 2 คม หากเป็นจริงก็ถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง ที่การเล่นเกมใต้ดินพัฒนาไปอีกขั้น แต่ไม่มีสืบสาวไปถึงต้นตอจริงๆ

มีแนวโน้มจะเป็นการจับเรื่องโน้นมาปะติดปะต่อกับเรื่องนี้ แล้วสรุปเอาเองเป็นคุ้งเป็นแคว เพื่อหวังเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

แล้วถ้าความจริงเปิดเผยออกมาในอนาคต ภาครัฐจะรับผิดชอบอย่างไร

จะตะแบงไปเรื่อยๆ เหมือนกรณีไม่มีสไนเปอร์ของทหารในการปราบผู้ชุมนุม หรือคดีฆ่า 6 ศพวัดปทุมวนาราม

ยังน่าสงสัยอยู่!?

'ทวี'แย้งคำให้การ'ธาริต'คดียุบปชป.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




หมาย เหตุ : พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือ 3 ฉบับ ส่งถึงรมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายทะเบียนพรรคการเมือง ชี้แจงกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ พยานฝ่ายผู้ถูกร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์) ให้ข้อมูลไม่ถูกต้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ตาม ที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นคำให้การในคดีไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะพยานผู้ถูกร้องคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์

พบว่ามีข้อความไม่เป็นความจริงและข้อมูลบางส่วนไม่ได้ถูกนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ

เนื่อง จากเป็นคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ร้อง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องส่งคำร้องของนายธาริต ให้นายทะเบียนมีความเห็น เพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงครบถ้วน เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

กรณีที่มีข้อมูลพาดพิงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าพเจ้าที่เกี่ยวข้องคดีนี้ ขอชี้แจงดังนี้

1.มี การกล่าวอ้างใส่ความว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกลุ่มหนึ่งสร้างเรื่อง และสร้างพยานหลักฐานเท็จเกี่ยวกับการเสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นข้อความที่เป็นเท็จ และมีการอ้างข้อเท็จจริงข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนกับแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1.1 ประเด็นกล่าวอ้างเกี่ยวกับอำนาจในการรับคำร้องทุกข์และดำเนินการได้กระทำโดย ไม่ชอบ ข้อเท็จจริงก่อนเกิดคดีไม่เคยรู้จัก ส.ต.อ. ทชภณ พรหมจันทร์ (ผู้ทำหนังสือร้องทุกข์ต่ออธิบดีดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีกับพรรคประชาธิปัตย์ กรณีรับเงินจากนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์) มาก่อน

เมื่อได้รับเรื่อง ร้องทุกข์ตามหนังสือร้องทุกข์ วันที่ 26 พ.ค.2551 มีประเด็นร้องทุกข์กล่าวโทษหลายฐานความผิด เช่น พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การหลบหนีภาษีสรรพากร อันเป็นความผิดที่อยู่ท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ และกำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอ อยู่แล้ว

ผู้ร้องยังกล่าวหาพรรค ประชาธิปัตย์กระทำการทุจริต รับและจ่ายเงินบริจาคโดยผิดกฎหมายด้วย ข้าฯ เห็นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ลักษณะความผิดมีหลายฐาน ไม่มีสำนักคดีใดรับผิดชอบครอบคลุมทุกลักษณะความผิด จำเป็นตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

จึงสั่ง การให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดี ดีเอสไอ ตามประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เรื่อง หลักทรัพย์และวิธีการร้องขอและเสนอ กคพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ข้อ 8 วรรค 2

ที่ มีการกล่าวอ้าง อธิบดีสั่งการเจาะจงให้พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศ (ผบ.สตท.) เป็นผู้รับเรื่องทั้งที่ไม่อยู่ในขอบเขตใดๆ ของสตท. นั้น

ในกรณีนี้ ถือว่าได้มอบหมายให้นายธาริต รองอธิบดีดีเอสไอ (รองสพ.1) ขณะนั้น เป็นผู้รับผิดชอบด้วย และการมอบหมายให้พนักงานสอบสวนผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นอำนาจของอธิบดีที่สามารถมอบหมายได้ตามกฎหมาย

โดยเฉพาะเรื่องคดี ยุ่งยากสลับซับซ้อน อธิบดีต้องพิจารณาผู้เหมาะสมก่อนมอบหมายผู้รับผิดชอบตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้เชิญนายธาริต หารือก่อน เพราะมีการกล่าวหาความผิดอาญาหลายฐานความผิด

และ เห็นว่า พ.ต.อ.สุชาติ มีความรู้ความสามารถเหมาะสม ข้าฯ จึงสั่งการต่อท้ายบันทึกร้องทุกข์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2551 ว่า "เรียนรองสพ.1 มอบ พ.ต.อ.สุชาติ ผบ.สตท. เป็นหัวหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริง" โดยมอบหมายให้นายธาริต และพ.ต.อ.สุชาติ พิจารณาข้าราชการดีเอสไอ ที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมจากหลายสำนัก หรือหน่วยงาน ร่วมเป็นคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง

หลังจากสั่งการประมาณ 10 วัน ในวันที่ 4 มิ.ย.2551 นายธาริต เสนอคำสั่งแต่งตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อท้ายบันทึกของพ.ต.อ. สุชาติ ที่ ยธ.(สตท.) 0802/26 ลงวันที่ 2 มิ.ย. 2551 ระบุว่า "เรียน อธิบดีเพื่อโปรดพิจารณาลงนาม"

บันทึกดังกล่าว แนบคำสั่งแต่งตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง รายละเอียดตามคำสั่งที่ 217/2551 ลงวันที่ 4 มิ.ย.2551 ให้นายธาริต เป็นผู้กำกับดูแล พ.ต.อ.สุชาติ เป็นหัวหน้าคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยมีคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ประมาณ 16 คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาจากสำนักต่างๆ ตามที่เสนอมา ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการดำเนินการที่ให้นายธาริต เข้าไปดูแล เพื่อให้ดำเนินการตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

กล่าวโดย สรุป การดำเนินการรับร้องทุกข์และสั่งการมอบผู้รับผิดชอบในคดีนี้ ปฏิบัติตามกฎหมายและอนุบัญญัติทุกประการ เพราะความผิดที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ดีเอสไอต้อง ดำเนินการ และเป็นความผิดท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547

ได้แก่ ลำดับ (22) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎกระทรวงว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ ลำดับ (1) คดีความผิดตามประมวลรัษฎากร เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีสรรพากรและการใช้ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่ ชอบด้วยกฎหมาย และยังเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทด้วย

อนึ่ง การที่สื่อมวลชนระบุว่าเรื่องนี้อธิบดีดีเอสไอ จะต้องไม่รับดำเนินการนั้น เห็นว่าไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่รับเรื่องถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะในกรณีการรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษ หรือได้รับคำร้องให้เป็นคดีพิเศษ จะต้องเป็นไปตามประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการร้องขอและเสนอ กคพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษ พ.ศ.2547

ซึ่งกคพ. มีมติเป็นแนวทางว่าจะต้องเสนอเข้ากคพ. ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่รับเป็นคดีพิเศษก่อน เนื่องจากเป็นอำนาจของกคพ. ไม่ใช่อำนาจของอธิบดีดีเอสไอ หรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคนหนึ่งคนใด

1.2 ประเด็นเสนอข่าวว่าหลอกให้กคพ. สำคัญผิดจนมีมติเห็นชอบให้เป็นคดีพิเศษนั้น ไม่เป็นความจริง ข้าฯ ได้มอบหมายให้นายธาริต เป็นผู้ช่วยเลขานุการ กคพ. และเป็นผู้รับผิดชอบงานเลขานุการ กคพ. ทั้งหมด

มีหน้าที่เกี่ยวกับ การจัดการประชุม จัดทำเอกสารทุกชนิดส่งให้กับผู้ร่วมการประชุม และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในการประชุมตรวจกลั่นกรองเอกสารจากอนุกรรมการ รวมทั้งเสนอพิจารณาวาระการประชุมเสนอและปรึกษาอธิบดีดีเอสไอ ทราบก่อนการประชุม

กคพ.มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 3 ชุด ทำหน้าที่พิจารณาทำความเห็นว่าสมควรที่ กคพ. จะมีมติให้คดีความผิดอาญาใดเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ กคพ. ว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการร้องขอให้เป็นคดีพิเศษ

และ เมื่อคณะอนุกรรมการ ทั้ง 3 ชุด พิจารณาเสร็จแล้วจะต้องเสนอเรื่องผ่านนายธาริต เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม กคพ.ต่อไปด้วย จึงไม่น่าเชื่อตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่าจะเสนอเรื่องหลอกลวง กคพ. เพราะเป็นงานในความรับผิดชอบของนายธาริต

คดีนี้นำเข้าที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ 3/2551 วันที่ 29 ส.ค.2551 จากการตรวจสอบคดีเกี่ยวกับบริษัท ทีพีไอ (โพลีน) จำกัด (มหาชน) พบว่าเป็นเรื่องที่เสนอผ่านอนุกรรมการคดีพิเศษ และอนุกรรมการฯ มีความเห็นว่าสมควรที่กคพ. จะมีมติให้เป็นคดีพิเศษ

และยังพบว่า พ.ต.อ.สุชาติ นำเสนอขออนุมัติเป็นคดีพิเศษเสนอไปยังนายธาริต รองสพ.1 เพื่อให้เสนอต่อไปยังอธิบดี ตามบันทึกที่ ยธ(สตท.) 0802/805 ลงวันที่ 20 ส.ค.2551

ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่นายธาริต ได้รับคำสั่งให้กำกับดูแลคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ 217/2551 มาแต่ต้น จึงต้องรู้รายละเอียดและพฤติการณ์ที่นำเสนอ

ในหนังสือดังกล่าวจะพบ ว่ามีรายละเอียดเกี่ยวกับความผิดโดยสรุป คือ (1) ความผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (2) ความผิดเกี่ยวกับภาษีสรรพากร การใช้ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

และ (3) ความผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ กรณีของพรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาคและรายงานถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเทคนิควิธีการสืบสวนสอบสวนรวมอยู่ด้วย

สรุป การที่อ้างว่าได้นำเสนอที่ประชุมกคพ. "...เป็นการบิดเบือนรูปคดีให้กลายเป็นเรื่องความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เป็นการลวงให้คณะกรรมการคดีพิเศษ สำคัญผิดจนที่ประชุมมีมติเห็นชอบ..." จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริง

ที่สำคัญคือนายธาริต ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงในการประชุม และเป็นผู้จัดทำเอกสารการประชุมทั้งหมดด้วย

1.3 ตามรายงานการประชุมกคพ. ครั้งที่ 3/2551 วันที่ 29 ส.ค.2551 ที่ปรากฏบันทึกในรายงานก่อนเข้าถึงวาระเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของ กรรมการ

เพราะก่อนเข้าถึงวาระในคดีนี้ว่าจะพิจารณาเป็นคดีพิเศษหรือ ไม่ นายสมัคร สุนทรเวช ประธาน กคพ. และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองประธาน กคพ. ได้ขอออกจากห้องประชุม มอบให้นายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานที่ประชุมแทน ประธานและรองประธานได้กลับเข้าห้องประชุมภายหลังจากการลงมติในกรณีเสร็จสิ้น แล้ว

ประเด็นที่นายธาริต กล่าวอ้างว่า ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมือง หรือพรรคประชาธิปัตย์ปรากฏในรายงานการประชุมครั้งที่ 3/2551 เนื่องจากกคพ. มีการพิจารณา ซักถามข้อเท็จจริงและรายละเอียดตามที่เสนอ

มีการขอให้ แก้ไขข้อความที่นำเสนอหลายถ้อยคำเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยากต่อการรักษาความลับ เช่น กคพ.ได้ขอให้เปลี่ยนคำที่ระบุว่า ..."พรรคประชาธิปัตย์" เป็นคำว่าบุคคลใกล้ชิดจำนวนหลายคนเพื่อประโยชน์ต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยมิ ชอบแทน

จนกระทั่งที่ประชุมมีมติให้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งนายธาริต เข้าร่วมประชุมโดยตลอด ต้องทราบบรรยากาศและข้อเท็จจริงเป็นอย่างดี ดังที่ได้ชี้แจงข้างต้น หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถประชุมกคพ.ได้

มติ การประชุมครั้งที่ 3/2551 วันที่ 29 ส.ค.2551 ได้นำเข้ารับรองการประชุมครั้งที่ 2/2552 ลงวันที่ 18 ก.พ.2552 หลังจากเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาลในสมัยรัฐบาล ปัจจุบัน มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน

1.4 กรณีกล่าวอ้างว่าหลังจากที่เป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2551 ข้าฯ ได้มอบหมายคดีมีพิรุธนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นการสั่งการตามอำนาจหน้าที่ เป็นช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้งนายธาริต เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อยู่ในระหว่างรอพระราชโองการโปรดเกล้าฯ

ได้เสนอเรื่องที่ มีมติเป็นคดีพิเศษว่าจะมอบเรื่องให้ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2551 คดีนี้เป็นเรื่องลำดับที่ 6 นายธาริต เสนอว่า "6.กรณีบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) มีพฤติการณ์กระทำผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2538 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง"

การที่นายธาริต ให้ดำเนินการสอบสวนความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ข้าฯ เห็นว่ามีอำนาจตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ม.21 วรรค 2 ข้าฯ ได้สั่งการให้รองสพ.1 (นายธาริต) มอบพ.ต.อ.สุชาติ เป็นผู้รับผิดชอบตามที่ได้สั่งการไว้เดิม

และต่อมาได้เสนอคำสั่ง แต่งตั้งพนักงานสอบสวน ตามคำสั่งที่ 371/2551 ลงวันที่ 3 ก.ย. 2551 มีพ.ต.อ.สุชาติ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพราะนายธาริต ได้ย้ายไปเป็นเลขาธิการป.ป.ท.

ขณะนั้นดีเอสไอ เป็นช่วงว่าง ไม่มีรองอธิบดีเหลืออยู่เพราะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น 2 คนคือ นายธาริต และนายภิญโญ ทองชัย เลื่อนขึ้นเป็นผู้ตรวจกระทรวงยุติธรรม นายพรชัย อัศววัฒนาพร ย้ายไปสำนักกิจการยุติธรรม เป็นการมอบหมายตามปกติที่พิจารณาจากผู้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วต้องเป็นผู้รับ ผิดชอบเป็นพนักงานสอบสวนต่อ

2.ต่อมา พ.ต.อ.สุชาติ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ จึงออกคำสั่งที่ 528/2551 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนและเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 27 ต.ค. 2551 ให้ยกเลิกคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ 371/2551 ลงวันที่ 3 ก.ย.2551

ในคำสั่งให้พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน และให้พ.ต.อ.สุชาติ เป็นผู้กำกับดูแล ตามความเห็นที่พ.ต.อ.สุชาติ เสนอมา ซึ่งเป็นการมอบหมายงานตามปกติ ที่มอบพ.ต.อ.สุชาติ เพราะได้ดำเนินการมาแต่ต้น เพียงแต่ถูกเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นรองอธิบดี

3.ประเด็นที่เสนอข่าวว่าพนักงานสอบสวนมุ่งทำแต่คดีพรรคการ เมือง ไม่ทำคดีพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นั้น ไม่เป็นความจริง

พนักงาน สอบสวนไม่ได้ทำสำนวนเกี่ยวกับพรรคการเมือง เพียงแต่ส่งเรื่องที่เป็นกรณีพรรคการเมืองฝ่าฝืนบทบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองประมาณเดือน มี.ค.2552 หลังจาก กคพ.ได้รับรองการประชุม (18 ก.พ.2552)

ส่วนคดีพ.ร.บ.หลัก ทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 จำได้ว่าประมาณปลายเดือน ก.ย. 2552 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่อเนื่องโดยตลอด แต่เป็นกรณีที่การกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงดูเสมือนว่ามุ่งทำคดีพรรคการเมือง

และขณะนั้น มติครม.มีคำสั่งย้ายข้าฯ จากอธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม พนักงานสอบสวนรายงานความคืบหน้าและระบุมูลความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ทั้งนิติบุคคลที่เป็นบริษัท พรรคประชาธิปัตย์ (ในฐานะนิติบุคคล) และอดีตผู้บริหารพรรคบางท่าน

แต่ข้าฯ เห็นว่าได้มีคำสั่งย้ายแล้วอยู่ระหว่างรอคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานในตำแหน่ง ใหม่ จึงรับทราบและบันทึกสั่งให้หารืออัยการที่ร่วมสอบสวนและอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ (นายธาริต) ก่อน

4.การสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานในคดีคณะพนักงานสอบสวนได้ทำตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ส่วนจะใช้เทคนิควิธีการค้นหาความจริงหรือรวบรวมพยานหลักฐานอย่างใด เป็นความรู้ความสามารถของพนักงานสอบสวน

ตั้งแต่ย้ายไปเป็นรองปลัด ประมาณ 1 ปี ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ในช่วงที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ข้าฯ ได้ย้ายจากการสอบสวนคดีพิเศษไปแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด โดยส่วนตัวถือว่าหมดหน้าที่ความรับผิดชอบ

5.การนำเสนอข่าวโดยอ้างคำให้การของนายธาริต ดูเสมือนข้าฯ และพ.ต.อ.สุชาติ กับพวก มีอคติกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง

ใน ความเป็นจริงโดยส่วนตัวข้าฯ มีความเคารพนับถือและศรัทธาในผู้บริหารสมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดในพรรค

การปฏิบัติหน้าที่จะยึดมั่น ในการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยึดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย อนุบัญญัติ และการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล แต่ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมจะต้องยึดข้อเท็จจริงและพยาน หลักฐาน คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพบนมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บังคับใช้กฎหมาย

และ การที่มีข้อความปรากฏในสื่อมวลชนที่หมิ่นประมาทข้าฯ และพ.ต.อ.สุชาติ กับพวก เป็นเรื่องการใส่ร้ายให้เกิดความเสียหายนั้น จะได้ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนและใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะส่วนตัวต่อไป

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า การไต่สวนของฝ่ายผู้ถูกร้องได้พยายามทำลายน้ำหนักพยานที่ไม่เกี่ยวข้องกับใน คดีที่กำลังไต่สวน ข้าฯ เข้าใจและเคารพในเทคนิคและแนวทางการต่อสู้คดี

ถึง แม้ว่าหลักกฎหมายจะบัญญัติเพียงว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใช้เงินที่ได้รับการสนับสนุน ไม่จ่ายตามวัตถุประสงค์ และจัดทำรายงานไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่ได้ยื่นต่อกกต. เป็นเหตุให้นายทะเบียนยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค

การ์ตูนเซีย 08/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_116972

การ์ตูนเซีย 08/10/53

เบื้องหลังกรรมการสิทธิ์ฯ คนหนึ่งชื่อ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์

ที่มา Thai E-News


ตบรางวัล-บรรดา พันธมิตรที่อ้างว่ามาจาก"ภาคประชาชน"เช่น นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ สุริยันต์ ทองหนูเอียด สุริยะใส กตศิลา เทิดภูมิ ใจดี ประสาน มฤคพิทักษ์ พิภพ ธงชัย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นอาทิ ได้รับรางวัลจากนายทุนม็อบพันธมิตรมีปรีดา เตียสุวรรณ เป็นโต้โผ พาไปทัวร์อียิปต์ภายหลังเหตุการณ์ยึดสนามบิน ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งประชาชนสำเร็จ ในช่วงเสื้อแดงชุมนุมเดือนเมษายนที่ผ่านมา สุริยันต์ถึงกับเขียนบทกวีเรียกร้องให้รัฐบาลปราบปรามผู้ชุมนุม(ดูท้ายบทความนี้)


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่าม กลางความอื้อฉาวของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่สนับสนุน “สิทธิ” ของอภิสิทธิ์ในคดีรองเท้าแตะ และสนับสนุนให้คนฟ้องเสื้อแดงในกรณีราชประสงค์ โดยไม่เคยคิดจะจับผิดกับทหารและรัฐบาลที่ฆ่าประชาชน ผมขอเสนอข้อมูลที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง

กลุ่มผู้ฉวยโอกาส ที่เข้ามา “หากิน” ในขบวนการภาคประชาชนและ เอ็นจีโอ สามารถเปลี่ยนจุดยืนเพื่อร่วมมือกับใครก็ได้ ถ้ามีเงินทุนเข้ามาสนับสนุนการทำงานของเขา มีตัวอย่างที่ดีคือ กลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) ที่มี ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และ นัสเซอร์ ยีหมะ เป็นเจ้าหน้าที่

กลุ่มเพื่อนประชาชน นี้ ในอดีตเคยได้ทุนจากองค์กรให้ทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อจัดการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน งาน “สภาประชาชน” และการเคลื่อนไหวโดยทั่วไปของ เอ็นจีโอ

กลุ่มเพื่อนประชาชน เคยสร้างภาพว่าเป็นกลุ่ม “สังคมนิยม” และเคยสร้างภาพว่าสนับสนุนการต่อสู้ในรูปแบบขบวนการ Zapatista ในเมคซิโกที่ต่อสู้กับรัฐอำมาตย์

แต่ต่อมา กลุ่มเพื่อนประชาชน ก็ไปทำงานกับพันธมิตรฯ และสนับสนุนรัฐประหารของอำมาตย์ที่ทำลายประชาธิปไตย ทั้ง นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และ นัสเซอร์ ยีหมะ มีส่วนในการบุกเข้าไปปิดสถานีโทรทัศน์ NBT ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยที่กลุ่มพันธมิตรฯนี้มีอาวุธปืนและมีด

กิจกรรมต่างๆ ของ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รุ่งเรืองมาเรื่อยๆ จนได้รับตำแหน่งอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐบาลอำมาตย์

เมื่อไม่นานมานี้ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ในฐานะกรรมการสิทธิ์ฯ ได้ไปเยี่ยมนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด แต่แทนที่จะวิจารณ์รัฐบาลอำมาตย์ที่ทำลายสิทธิเสรีภาพ นิติรัตน์ กลับด่าแกนนำเสื้อแดงว่า “ไม่ดูแล” หลังจากนั้นเจ้านายเหลืองหลายคนคงลูบหัวชม

กลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) ไม่ใช่ตัวอย่างของ เอ็นจีโอ แต่เป็นกลุ่ม “อันธพาล” ที่หากินกับ เอ็นจีโอ

ชาญ วิทย์ อร่ามฤทธิ์ เคยตั้งวงกินเหล้า แล้วโทรศัพท์เข้ามือถือของคนอื่นในยามดึก เพื่อข่มขู่ว่าจะทำร้ายตัว และ นัสเซอร์ ยีหมะ เคยโกหกต่อที่ประชุมเตรียมงานสมัชชาสังคมไทยว่า องค์กรชาวนาสากล Via Campesina “ไม่สนับสนุนขบวนการสมัชชาสังคมโลก” (World Social Forum) ทั้งนี้เพราะ นัสเซอร์ ยีหมะ และ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ไม่พอใจที่ กลุ่มเพื่อนประชาชน จะไม่ได้บทบาทหลักเป็นผู้ประสานงานสมัชชาสังคมไทย ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินทุนในการทำงาน

คนแบบนี้มีคุณสมบัติ “ยอดเยี่ยม” ที่จะเป็นกรรมการสิทธิ์ฯ ในขณะที่คนอย่าง อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ถูกปลดออก


--
อ่านบทกวี ใบอนุญาตฆ่า มหาภารตะ'ยุ'ของเลขาธิการ ครป.

รบเถิด ! อภิสิทธิ์


กี่วัน กี่คืนแล้ว ! อภิสิทธิ์
แผ่นดินต้องมืดมิดทั้งแปดด้าน
ระเบิดป่วนผสมม็อบอันธพาล
กฎมารอยู่เหนือกฎหมายน่าอายนัก


กี่คำ กี่ครั้งแล้ว ที่ประกาศ
คนในชาติรอช่วยด้วยใจรัก
แอบแบ่งใจแอบเชียร์กลัวเสียหลัก
แม้อกหักก็ยังเชียร์ไม่เสียใจ

แต่ตอนนี้ ไม่ไหวแล้ว พระเจ้า !!! ข้า
คนชั่วช้าก่อการร้ายเพื่อนายใหญ่
ยึดกรุงเทพฯ ขึงพืด ประเทศไทย
พร้อมใส่ร้ายหมายล้มองค์สยมภู

รบเถิด ! อภิสิทธิ์
ทุกชีวิตจักยืนเคียงเพียงหยัดสู้
ล้มอันธพาลป่วนเมืองที่เฟื่องฟู
นำบ้านเมืองคืนสู่เนื้อนาบุญ

รบเถิด ! อภิสิทธิ์
ก่อนมวลมิตรจะอิดหนาไม่มาหนุน
ก่อนสังคมไม่ช่วยเหลือมาเกื้อคุณ
ก่อนต้นทุนจะไม่พอขอทำงาน

รบเถิด ! อภิสิทธิ์
ไม่ต้องอิทธิฤทธิ์อภินิหาร
แค่ประสานรวมพลล้มหมู่มาร
โลกจะพร้อมอภิบาลช่วยท่านเอง

ภราดร-ภาพ

๗ เมษายน ๒๕๕๓

โดย มุสิกตะวัน (นามปากกาของสุริยันต์ ทองหนูเอียด เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.))

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:มหาภารตยุทธของเลขาฯ ครป.

นศ.จัดกิจกรรม 6 ตุลา 34 ปี ใครฆ่าพี่ "เราไม่ลืม" (คลิปวิดีโอ)

ที่มา ประชาไท

นัก ศึกษากลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน และกลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ จัดกิจกรรม 6 ตุลา 34 ปี ใครฆ่าพี่ "เราไม่ลืม" เพื่อรำลึกการจากไปครบ 34 ปีของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

วันที่ 6 ต.ค. 53 เวลาประมาณ 11.00น. ที่สนามฟุตบอล ฝั่งตึกโดม มธ. ท่าพระจันทร์ นักศึกษากลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน และกลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ จัดกิจกรรม 6 ตุลา 34 ปี ใครฆ่าพี่ "เราไม่ลืม" เพื่อรำลึกการจากไปครบ 34 ปีของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ การอ่านวรรณกรรม บทกวี ร้องเพลง โปรยดอกกุหลาบและยืนไว้อาลัย

๖ ตุลา ๒๕๑๙ อีกสาเหตุที่เราต้องกำจัดอำมาตย์ทั้งระบบ

ที่มา Thai E-News



โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ใน เช้าตรู่ของวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กองกำลังของรัฐไทย ซึ่งนำโดยตำรวจตระเวนชายแดนจากหัวหิน และสมทบด้วยตำรวจนครบาลจากกรุงเทพฯ ได้ใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มีการ ยิงปืนสกัดรถถังและปืนกล กราดใส่นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมภายในรั้วมหาวิทยาลัย มีการจงใจปิดประตูทุกด้านเพื่อไม่ให้ใครหนีออกไปได้ ใครที่กระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาจะโดนยิงกลางแม่น้ำ ในจำนวนคนที่ตายในแม่น้ำมีหญิงพยาบาลอาสาสมัครที่มาช่วยประชาชน

ภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกเสื้อชาวบ้าน” “กระทิงแดง” และ “นวพล” ได้ลากนักศึกษาออกมาทุบตี แขวนคอ และเผาทั้งเป็น ที่ท้องสนามหลวง พวกนี้ผูกผ้าพันคอพระราชทาน และอ้างว่าเขาปกป้อง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

หลังเหตุการณ์ มีการทำรัฐประหารโดยทหาร และมีการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการ ต่อมาในวันเดียวกัน เจ้าฟ้าชายได้ออกมาให้กำลังใจกับลูกเสือชาวบ้านที่ลานพระรูปทรงม้า และในเดือนธันวาคมปีนั้น นาย(เซ็นเซอร์)ก็ออกมาชมการทำรัฐประหารโดยใช้ข้ออ้างว่า “ประเทศไทยมีประชาธิปไตยมากเกินไป”

จำลอง ศรีเมือง ซึ่งตอนนี้เป็นพันธมิตรฯ เคยมีบทบาทเบื้องหลังในการฆ่านักศึกษา

นักศึกษาและประชาชนถูกฆ่าที่ธรรมศาสตร์ เพราะต้องการประชาธิปไตยและสังคมนิยม สำหรับเขา “สังคมนิยม”หมายถึงสังคมที่เท่าเทียมกันและทุกคนมีศักดิ์ศรี นักศึกษาและประชาชนชุมนุมที่ธรรมศาสตร์เพราะต่อต้านการกลับมาของทรราชเผด็จ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่เคยสั่งฆ่าประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลาคม สามปีก่อน

การนำ ถนอม กลับมาบวชที่วัดบวรนิเวศน์ เป็นแผนของอำมาตย์ที่จะ “สร้างสถานการณ์” หลังจากที่ถนอมถูกพากลับมาบวชที่วัดบวรฯ (เซ็นเซอร์)และ (เซ็นเซอร์)ก็ไปเยี่ยมถนอม ซึ่งเป็นการประทับตราสนับสนุนอำมาตย์และฆาตกรฝ่ายขวา

ในยุคนั้นมีการป้ายร้ายป้ายสีฝ่ายประชาธิปไตยและสังคมนิยมอย่างเป็นระบบ เหมือนกับที่สื่อผู้จัดการ และ ศอฉ.ทำทุกวันนี้ สื่อสมัยนั้นมีสถานีวิทยุยานเกราะ และหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ สมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่คอยโจมตีนักศึกษาและฝ่ายประชาธิปไตยตลอด มีการประโคมข่าวเท็จว่านักศึกษาธรรมศาสตร์เล่นละครแขวนคอเจ้าฟ้าชาย การประโคมข่าวโดยอำมาตย์ว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องการล้มเจ้า เป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนเสมอ

ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ดังนั้นเราไม่ควรเสียเวลาในการประกาศความจงรักภักดีต่ออำมาตย์

ฝ่ายอำมาตย์มีพวกนายพล มีพวกข้าราชการชั้นสูง มีพวกราชวงศ์ มีพวกนายทุนใหญ่ และมีนักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย โดยเฉพาะในพรรคชาติไทย (ภายใต้ ชาติชาย ชุณหวัน ซึ่งผูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านในวันที่ ๖ ตุลา) เขาทั้งหมดมือเปื้อนเลือดประชาชนจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา

ส่วนพรรคประชา ธิปัตย์สมัยนั้น ก็คัดค้านนักศึกษาและแนวสังคมนิยม และเป็นส่วนหนึ่งของอำมาตย์ด้วย แต่ฝ่ายอำมาตย์สุดขั้วมองว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อ่อนเกินไปที่ไม่ลงมือ ปราบนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมา จึงมีการทำรัฐประหารล้มรัฐบาล

34ปี ผ่านไป ประเทศไทยยังอยู่ใต้อำนาจทรราช ไม่เคยมีใครถูกลงโทษ สมัยนี้สมุนทรราชอย่างเนวินก็จะผลักดันให้อภัยโทษฆาตกรจากเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา ๒๕๕๓

ถ้าไม่ต้องการให้ไทยเป็นทาสต่อไป เราต้องรวมตัวกัน เคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อโค่นอำมาตย์ทั้งแก๊ง ทั้งนายพลชั้นสูง ทั้งนักการเมืองมือเปื้อนเลือด ทั้งข้าราชการศาล ทั้งนายทุนใหญ่ที่สนับสนุนอำมาตย์ และระบบ(เซ็นเซอร์)ที่คอยให้ความชอบธรรมกับความเลวทรามของอำมาตย์
************
ดู รายละเอียดได้ในหนังสือ “อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ (๒๕๔๔)

วีรชน 7 ตุลาฯ:จำกัด พลางกูร

ที่มา Thai E-News


เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ-จำกัด พลางกูร เสียสละชีวิตลงในว้นที่ 7 ตุลาคม 2486 ขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในต่างแดน โดยเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--" ในภายหลังม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้บันทึกถึงวีรชนผู้นี้ว่า "เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้"


เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
7 ตุลาคม 2553

จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยเช่นเดียวกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายที่พลีชีพคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว

ส่วน จำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อ ต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี

ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457

มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 96 ปี

กำเนิด-บุตร คนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์



ผู้สืบสานภารกิจเพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉล บชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา และยังคงผูกพันกับขบวนการนักศึกษา6ตุลาคมมาถึงปัจจุบัน (ในภาพ:[ฉลบชลัยย์ยืนกลาง]กับอดีตนักศึกษายุค6ตุลา19ในโอกาสทำบุญให้วีรชน 6ตุลาและทำบุญอุทิศในโอกาสวันเสียสละชีพของจำกัด ผู้สามี เมื่อ7ตุลาคม2552)



สมรส-กับ นางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 94 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่ เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ใน ขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน

การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ

-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดม ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)

การทำงาน-หลัง กลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูล สงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่าย ปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483

การปฏิบัติงานเสรีไทย


-8 ธันวาคม 2484 ไทย ถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอม สละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อ ประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ

1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้ แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น


-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"

-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่า แขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน

เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง


-19 มีนาคม 2486 เดิน ทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง

-7 เมษายน โทรเลขถึง เสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัวไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว

-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่อง ทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย

จีน ทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้วให้ ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่ หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ

-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้ง นี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา

-ปลายเดือนพฤษภาคม จีน ปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทาง มาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.

-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้

-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด

-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน

-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดี ส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ

-7 ตุลาคม 2486 ระหว่าง รอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับเสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ

สง วนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม

-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

หลังสิ้นสุด สงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี

อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ

เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า
"..เพราะ จำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."


-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า

"ขอ ให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"


ปัจจุบัน-อัฐิ ของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 94 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ สานต่อภารกิจอย่างยืนหยัดมั่นคง

0000000000000