ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 5, 2010

ก่อการร้าย 2 สี

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าจัดการกับเสื้อแดงในข้อหาก่อการร้ายอย่างเอาจริงเอาจัง จับขัง-จับขังเป็นว่าเล่น แต่ถ้ายังเล่นบทเตะถ่วงคดีก่อการร้ายสากลซึ่งมีเสื้อเหลืองตกเป็นผู้ต้องหาอยู่เช่นนี้

จะกลายเป็นปัญหา 2 มาตรฐาน ให้ประชาชนวงกว้างได้มองเห็น

ทะเลาะกับเสื้อแดงก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

ถ้ายังทำให้คนกลางๆ มองเห็นความไม่เที่ยงธรรมอย่างชัดเจน จะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น อย่าเพลิดเพลินอยู่กับการไล่บดขยี้ฝ่ายนปช. จนเกิดผลเสียต่อรัฐบาลเอง

ยิ่งรังแกเขาฝ่ายเดียว ยิ่งจะทำให้มีผู้เห็นใจ หันไปสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

ใครก็ตามที่ยื้อคดีพันธมิตรยึดสนามบินอยู่ คนนั้นแหละคือผู้ทำลายรัฐบาลโดยไม่รู้ตัว!

ความจริงคดีนี้ ตำรวจที่รับผิดชอบสำนวนคดีนำโดยพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ก็รู้กันดีว่า ไม่ใช่ตำรวจมะเขือเทศ

เดินหน้าไปตามพยานหลักฐาน ละเอียดรอบคอบ จนกระทั่งต้นเดือนมี.ค. ได้สรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้น หอบขึ้นรถขนไปถึงศาลอาญาเพื่อเสนอออกหมายจับเหล่าแกนนำพันธมิตร

ดันมีโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ ให้ระงับเอาไว้ก่อน

อ้างว่าขอให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนกว่านี้

พนักงานสอบสวนก็กลับไปทำตามคำสั่ง จนกระทั่งต้นเดือนพ.ค.ก็สรุปเสนออีกว่าเสร็จสิ้นแล้ว ยังโดนดองอีก!

โดยล่าสุดมีการสั่งตรวจสำนวนอีกรอบ บอกว่าน่าจะใช้เวลาอีกสักเดือน

หารู้ไม่ว่า ช้าไปแค่วันเดียว ก็คือการเร่งวันเสื่อมถอยของรัฐบาลที่อาจจะมากกว่า 1 วัน

ช้าไปเป็นเดือน จะเสื่อมทรุดขนาดไหน

ที่เขาพูดกันว่ายุติธรรมไม่มี สามัคคีก็ไม่เกิด มันเป็นเช่นนี้เอง!!

ต้องขอย้ำว่า ประชาชนคนเป็นกลาง เขาเฝ้ามองอยู่ ถ้าปราบแต่เสื้อแดง ไม่แตะเสื้อเหลือง จะยิ่งทำให้เสื้อแดงมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เสื้อแดงยึดย่านธุรกิจ แยกราชประสงค์ ก็ต้องชดใช้ความผิด ตอนนี้ก็นอนอยู่ในคุกเป็นทิวแถว

แต่เสื้อเหลืองปิดสนามบิน 2 แห่ง เข้าขั้นก่อการร้ายสากล กลับยังลอยนวล!?

แล้วใครสร้างผลกระทบประเทศชาติหนักหนาสาหัสกว่ากัน ไม่ต้องอธิบายความ

ถ้าปราบแต่ก่อการร้าย ละเว้นก่อการร้ายสากล

นั่นคือการบอมบ์ตัวเองของรัฐบาล!

ไพ่

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




นับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ได้กำไรติดมือกลับมาบ้าง

เมื่อกลายเป็นจุดแตกหักของพรรคร่วม 2 พรรค ภูมิใจไทยกับเพื่อแผ่นดิน

ซึ่งผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ในพื้นที่จ.นครราชสีมา

หักเหลี่ยมเฉือนคม คุกรุ่นกันมานาน

แต่มาปะทุกันกลางสภา ผ่านการ "โหวตสวน"

เป็นรอยร้าวรุนแรง จนส่อเค้าต้องมีการปรับครม.

ส.ส.ซีกรัฐบาลบางส่วน ต้องย้ายขั้วไปร่วมฝ่ายค้าน

ถือเป็นกำไรที่พรรคเพื่อไทยเอง ไม่รู้คาดฝันถึงเกมนี้ไว้ก่อนหรือเปล่า?

ปกติที่ผ่านมา การปรับครม.ในบางคราว กลายเป็นจุดเริ่มต้นนับถอยหลังของรัฐบาล

ปรับทีนึง ก็เสียพวกทีนึง

บางทีปรับไปแล้ว มีคนไม่พอใจ ก็กลายเป็นปมขัดแย้งฝังลึกแถมมาอีก

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับอายุรัฐบาล ที่เหลือแค่ไม่ถึง 2 ปี

การปรับครม.จนเหลือ "มือ" ในสภาน้อยลง

อาจไม่ทันส่งผลกระทบร้ายแรงอะไร ก็ถึงเวลารัฐบาลหมดอายุเสียก่อน

ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญชาตินักการเมืองนั้น

ย่อมมีพวกที่พร้อมจะเข้า "เสียบ" แทน พวกที่ถูกปรับออกไป

ไม่ว่าใคร มาเล่นการเมือง ก็เพื่อหวังจะเป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น

จากนี้จึงดูเหมือนว่า พรรคเพื่อไทย หรือพูดตรงๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

น่าจะ "หมดไพ่" เล่น แทบจะสิ้นเชิง

เพราะม็อบเสื้อแดงแตกญญ่าย แกนนำโดนเช็กบิลแบบไม่ยั้งไมตรี

โอกาสกลับมาแก้มือ ก่อม็อบรอบที่สามในปีหน้า แทบเป็นไปไม่ได้

กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ก็หนีการไล่ล่าของรัฐบาล ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

ส่วนการใช้เวทีสภาขับไล่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็ให้ผลลัพธ์เท่าที่เห็น

หน้าที่การลำเลียงมวลชนจากต่างจังหวัดมาชุมนุม ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า?

คงไม่ได้เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บกันไกลไป

หากจะบอกว่าความเพลี่ยงพล้ำทั้งหลายทั้งปวง ก็เพราะมัวแต่อ่าน "ไพ่" ของฝ่ายรัฐบาลกันอยู่นั่น

ไม่อ่านเงียบๆ ยังเอามาพูดเยาะเย้ยเสียดสีบนเวทีออกสื่ออีกต่างหาก "นายอภิสิทธิ์หมดไพ่เล่น"

ทั้งที่ม็อบเป็นฝ่ายชนะไปแล้วเห็นๆ นับจากนายกรัฐ มนตรีประกาศวันเลือกตั้งออกมา

ไม่ใช่แค่ชนะธรรมดา แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ที่ยอมอ่อนข้อกับม็อบ

ยังโดนกำแพงพิงหลังของตัว ถล่มใส่หัว

แพ้ให้เสื้อแดงไม่พอ ยังโดนแฟนคลับตัวเอง ก่นประณามหยามเหยียดแทบหมดสภาพ

พอแพ้พลิกล็อก เพราะนายกฯ ดันจั่วได้ไพ่ใหญ่ กินเรียบ

พลังประสานการเคลื่อนไหว ก็เลยกราฟตก

คงได้แต่รอเวลาเลือกตั้งใหม่ เมื่อรัฐบาลอยู่ครบเทอม

ปรับครม.-กว่าจะเป็น"มาร์ค5"

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ รายงานพิเศษ




แนวคิดปรับครม. หนนี้

ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังพรรคเพื่อแผ่นดิน ยกมือ "งด ออกเสียง-สวนโหวต" 2 รัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย

แต่เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์รับรู้กันดีว่า จะมีการปรับหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้สัมภาษณ์ย้ำหลายครั้งหลายหน ว่าพรรคร่วมจะหารือกันหลังการอภิปรายฯ เสร็จสิ้น

เพียงแต่พฤติกรรมที่พรรคเพื่อแผ่นดินแสดงออกโต้งๆ จนถูกโจมตี "ผิดมารยาทการ เมือง"

เป็นตัวเร่งให้การปรับครม. กลายเป็นเรื่องด่วนสุดของรัฐบาล

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ บริหารงานมาได้ปีครึ่ง มีการปรับครม.มาแล้วก่อนหน้านี้ 3 ครั้ง

ครั้งแรก เหตุจาก นายวิฑูรย์ นามบุตร ลาออกจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เมื่อ 3 ก.พ.2552

หลังภาคใต้เกิดปัญหาอุทกภัย กระทรวงพม. และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นำถุงยังชีพออกแจกจ่าย

กระทั่งมีชาวพัทลุง ร้องเรียนว่า ปลากระป๋องชาวดอย ในถุงยังชีพที่นำมาแจกเน่าเสีย เพราะหมดอายุ

ฝ่ายค้านนำประเด็นนี้มาอภิปรายในสภา จนที่สุดนายวิฑูรย์ ต้องลาออก ตามคำขอของนายกฯ และคำเกลี้ยกล่อมของนายสุเทพ

พรรคประชาธิปัตย์ยังคงให้เป็นโควตาอีสาน จึงให้ นายอิสสระ สมชัย เข้ามารับหน้าที่แทน

ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2552

ครั้งที่สอง เป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการปรับนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีในโควตาของกลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม

เนื่องจากช่วงหลัง นายสรอรรถ ไม่ค่อยมีบทบาท และมีส.ส.ในสังกัดอยู่เพียง 2 คน

กลุ่มเพื่อนเนวิน จึงกดดันให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ เข้ารับหน้าที่แทน

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2552

ครั้งที่สาม เป็นการขยับ และปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง

เนื่องจากเกิดการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง ที่อยู่ในความดูแลของ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ

นายกอร์ปศักดิ์ เพียงประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานโครงการสำนักงานยกระดับชุมชนพอเพียง (สพช.)

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่มี น.พ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน แถลงผลสอบ ระบุ

นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข บกพร่องที่เปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์

ส่วน นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ก้าว ก่าย ล้วงลูก กดดันให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ตัวเอง และน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาล

วันรุ่งขึ้น นายวิทยา แถลงลาออก ในขณะที่นายมานิต ถูกกดดันอย่างหนักจากนายกฯ

กรณีดังกล่าวทำให้เกิดกรณี "งัดข้อ" กันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ที่เรียกร้องหากจะให้นายมานิต ลาออก นาย กอร์ปศักดิ์ ก็ต้องลาออกด้วย

ที่สุด นายมานิต เป็นฝ่ายไขก๊อกตามรมว.สาธารณสุข

ท่ามกลางความยุ่งเหยิงเรื่องทุจริต นำมาสู่ความกินแหนงแคลงใจในรัฐบาล

ปัญหาการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ยืดเยื้อเรื้อรัง ทำให้ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อึดอัดกับการทำหน้าที่เลขาธิการนายกฯ

พรรคประชาธิปัตย์ จึงถือโอกาสเคลียร์ทุกเรื่องไปในคราวเดียวกัน

ด้วยการให้นายกอร์ปศักดิ์ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ มารับหน้าที่เลขาธิการนายกฯ แทนนายนิพนธ์

แล้วแต่งตั้ง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี มานั่งรองนายกฯ แทน

โยก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากรมว.ศึกษาธิการ ไปนั่งรมว.สาธารณสุข

โดยให้ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขึ้นเป็นรมว. ศึกษาธิการ

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ดัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขึ้นเป็นรมช.สาธารณสุข

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ยังปรับนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม ออกจากตำแหน่ง

ให้ นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร เสียบแทน

ได้รับการโปรดเกล้าฯ พร้อมกันเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2553

ครั้งล่าสุด ที่จะมีขึ้นเป็นการปรับครม. ครั้งที่ 4 ของรัฐบาลมาร์ค หรือที่เรียกว่า "มาร์ค 5"

พรรคภูมิใจไทยจุดชนวน ให้พรรคประชาธิปัตย์เลือกข้าง แต่ไฮไลต์จริงๆ อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์

หลังเกิดเหตุสวนโหวต พรรคประชาธิปัตย์ยึดโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สาร (ไอซีที) รมว.อุตสาหกรรม และรมช.คลัง กลับมาทั้งหมด

ยกเว้นเก้าอี้รมช.ศึกษาธิการของ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์

เนื่องจากเป็นโควตาของ นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ประกาศตัวและไปทำงานร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย มานานแล้ว

จึงเป็นการปรับ 7-8 ตำแหน่ง ตามที่นายอภิสิทธิ์ ระบุ

บทสรุปจากการประชุมกก.บห.และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มิ.ย.

ยังให้โควตา รมช. กับ มั่น พัธโนทัย แกนนำกลุ่มมาตุภูมิ ที่พาส.ส.มาแสดงตัวว่าจะอยู่ร่วมรัฐบาล

และ ไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรฯ พรรค เพื่อแผ่นดินที่พาส.ส.มารายงานตัวเช่นกัน

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีที่ต้องถูกปรับออกแน่นอนแล้ว ประกอบด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว. วัฒนธรรม และ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว. แรงงาน

กรณีของนายไพฑูรย์ มีทั้งกก.บห. และ ส.ส.ภาคเหนือ และอีสาน คัดค้าน เพราะที่ผ่านมาให้การดูแลส.ส. และพื้นที่อย่างดี และยังเป็นผลดีในการหาเสียงได้

บรรยากาศการประชุมส.ส. หาข้อยุติไม่ได้ จน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ต้องเสนอให้หัวหน้ากับเลขาฯ ไปตัดสิน กล่อมจนไพฑูรย์ ต้องยอมเสียสละ

ส่วนว่าที่รัฐมนตรีที่จะได้รับการแต่งตั้ง เปิดโผออกมาล้วนเป็นคน "อกหัก" ที่เคยออกมาเคลื่อน ไหวทั้งสิ้น

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรมว.แรงงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรมว.วัฒนธรรม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นรมว.วิทยาศาสตร์ฯ และ นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ

ร่วมด้วย นายวีรชัย วีระเมธีกุล นายทุนพรรค เป็นรมว.อุตสาหกรรม และ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สายนายกฯ ขยับจากรมช.ศึกษาธิการ เป็นรมว.ไอซีที

เก้าอี้ที่เหลือที่ยึดจากโควตาเพื่อแผ่นดิน ยกให้ นายไชยยศ นั่งรมช.ศึกษาธิการ นายมั่น เป็นรมช.คลัง

ส่วนโผจะพลิกอีกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อ

องค์กรโลก ร่วมสอบสลายม็อบ

ที่มา ข่าวสด


ฮิวแมนไรต์วอตช์บี้คดี "88ศพ-คนหาย-ปิดสื่อ" กก.สิทธิ์ขอ4เดือนรู้ผล




สองเกลอ - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ มาขึ้นศาลอาญา ในฐานะจำเลยคดีดักฟังโทรศัพท์ หลังเสร็จการเบิกความศาลให้นำตัวนายณัฐวุฒิกลับไปขังที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี ตามเดิม เมื่อ 4 มิ.ย.

กมส.ขอเวลา 4 เดือนสอบคดีสลายม็อบแดง ตั้งอนุกก. 10 ชุดสอบใน 10 ประเด็นทั้งสลายม็อบจนมีคนตาย-เจ็บ คดี 6 ศพวัดปทุมฯ คดีเผากรุง การขังผู้ต้องหา รวมทั้งปิดกั้นสื่อ "ฮิวแมนไรต์วอตช์"ส่งตัวแทนจากมะกันร่วมสอบสวนคู่ขนานไปด้วย ชี้เป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดที่ใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าใจกลางเมืองหลวง "ณัฐวุฒิ-จตุพร"ขึ้นศาลไต่สวนเบิกความคดีดักฟังโทรศัพท์ ผบช.น.ยันใกล้ออกหมายจับ 5-6 ไอ้โม่งชุดดำวันปะทะที่แยกคอกวัว เผยรู้ตัวแล้วเป็นใคร นครบาลโต้ยังไม่ได้จับกุมไอ้ยักษ์ที่ปรากฏในคลิปซีเอ็นเอ็น แต่สันติบาลยืนยันจับแล้วข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เตรียมส่งให้ดีเอสไอ ศอฉ.ถกอีกรอบยังไม่เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเฉพาะกทม. ชี้ช่วง พ.ร.ก.ทำให้อาชญากรรมลดฮวบ

-"เต้น"ขึ้นศาลคดีดักฟังโทรศัพท์

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเครื่องเฮลิคอปเตอร์จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นำตัวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ผู้ต้องหาตามหมายจับพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร บินมาจอดลงที่สนามฟุตบอลของกองปราบปราม เมื่อเดินทางมาถึงก็มีกำลังตำรวจคอมมานโด เข้ามาควบคุมตัวนายณัฐวุฒิ เดินทางต่อไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อเข้าร่วมฟังการสืบพยานโจทก์ ในคดีที่นายณัฐวุฒิตกเป็นจำเลยร่วมกับนายจักรภพ เพ็ญแข และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ในความผิดฐานร่วมกันดัก รับไว้ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร ร่วมกันดักรับฟังใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความที่มีการติดต่อทางโทรศัพท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ได้เคร่งเครียด หรือมีอาการที่หวาดวิตกกังวล ซึ่งระหว่างการเดินทางไปยังศาลอาญา ตลอดเส้นทางก็มีกำลังคอมมานโด คอยดูแลความเรียบร้อยตลอดเส้นทาง รวมทั้งความปลอดภัยที่บริเวณศาลอาญาอีกด้วย

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2550 นายณัฐวุฒิ นายจักรภพ เพ็ญแข และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันนำข้อความ ถ้อยคำสนทนาที่มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ อันเป็นการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งพล.ต.ต. พีระพันธุ์ เปรมภูติ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ติดต่อสนทนากับนายวิรัช ชินวินิชกุล อดีตเลขานุการศาลฎีกา นายไพโรจน์ นวานุช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ไปเปิดบนเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

วิชามารขั้นเทพ

ที่มา ไทยรัฐ


ข้อสงสัยที่ผิดปกติสำหรับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เริ่มจะโผล่ ทีละขั้นตอน กรณีไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์โดยไม่มีรถดับเพลิงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้เพลิงลุกไหม้ข้ามวันข้ามคืน ทั้งที่รถดับเพลิงอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝั่งตรง กันข้ามที่เกิดเหตุแค่มีถนนกั้นก็น่าคิด

มีชายฉกรรจ์แต่งตัวคล้ายทหารถืออาวุธ เดินเพ่นพ่าน บนสถานี รถไฟฟ้าทั้งๆที่เป็นพื้นที่ควบคุม มีกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากโอบล้อมเอาไว้แล้วก็น่าคิด ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจวิ่งตามคนร้ายที่สงสัยว่าจะยิงเอ็ม 79 เข้าไปในแนวทหารแล้วถูกข่มขู่ก็น่าคิด

แต่ที่ไม่ต้องคิดคือ บรรดาของกลาง ที่นำมาแสดงดูจะเยอะและใหม่ผิดปกติ แต่ของกลางบางอย่างได้อันตรธานไปจากที่เกิดเหตุ เช่น พัดลมและเต็นท์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งขาตั้งกล้องของผู้สื่อข่าวที่มีราคาเป็นแสน ไปตกหล่นอยู่ที่ไหนช่วยคืนด้วยเถอะนักข่าวเขาเดือดร้อน

ศอฉ.อ้างเหตุว่าที่ยัง ไม่ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เพราะเป็นห่วงว่าอาวุธที่ นปช.ยึดไปยังได้คืนไม่ครบ เกรงว่าจะนำไปก่อเหตุร้ายขึ้นมาอีก ก็เลยไม่รู้ว่ารัฐบาลจะบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแทนรัฐธรรมนูญไปอีกนานเท่าไหร่ หรือใช้บังคับไปจนตลอดอายุรัฐบาลชุดนี้

ว้าเหว่

ที่โดนหางเลขไปด้วยไม่พ้น แดน ริเวอร์ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ประจำประเทศไทยถูกขุดคุ้ยไปจนถึงลูกเมียครอบครัวว่าเป็นคนที่ไหน เพื่อที่จะโยงให้ได้ว่า มีซัมธิงรองกับคนเสื้อแดง ที่ก่อนหน้านี้แม้แต่พระสงฆ์องคเจ้าในวัดปทุมวนารามก็โดนมาแล้ว ถึงขนาดที่ แดน ริเวอร์ ออกปากว่า สื่อมวลชนไทยเชื่อถือไม่ได้

ถือว่าเป็นสุดยอดวิชามารขนานแท้

ฝรั่งยังงงกลับบ้านไม่ถูก ส่วนคนไทยสับสนไปหมดเพราะขบวนการ ลับ ลวง พราง ที่ซ้ำซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะมาเจอเอานักการเมืองมืออาชีพที่วิชามารขั้นเทพด้วยแล้ว ยากที่มนุษย์ธรรมดาจะตามทัน

กรณีเสียงเอะอะโวยวายระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอันเนื่องมาจากคะแนนโหวตไม่ไว้วางใจ รมต.ภูมิใจไทยที่ถูก ส.ส.เพื่อแผ่นดินย้อนเกล็ดโหวตไม่ไว้วางใจคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยและคุณโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ขนาดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งให้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปสอบสวนหาสาเหตุและขู่ว่าจะมีการปรับ ครม. หรือดีไม่ดีอาจจะปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออกจากรัฐบาล สันนิษฐานได้สองกรณี เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และคุณพินิจ จารุสมบัติ กับคุณเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ก็สร้างข่าวบิดเบือนกลบกระแสการอภิปรายในประเด็นใครสั่งฆ่าประชาชนที่กำลังฮอตอยู่ในขณะนี้

ถ้าจริง ต้องถือว่าเป็นการแหกตาระดับชาติ.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 05/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 05/06/53

คบยากแต่เสร็จ 'เนวิน'

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_87431

อภิสิทธิ์ - สุเทพ - เนวิน

ต้องทำใจรับสภาพกันไป

ถึงนาทีนี้คงไม่มีอะไรจะเป็นรางวัลปลอบใจค่ายเพื่อแผ่นดินในปีกของกลุ่มวังพญานาค กลุ่มโคราช และกลุ่มสุรินทร์ ถือว่าเล่นบทของตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว

เอาเป็นว่า ถ้ายึดกันตามความชอบธรรม

ก็เป็นคนนอกพรรคที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ช่วยการันตี พรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้ผิดมารยาท ถ้าเอาออกจากพรรคร่วมรัฐบาลก็ประหลาด คนที่ถูกไม่ไว้วางใจกลับได้อยู่ต่อแล้วจะตอบสังคมได้อย่างไร ต้องถามหาบรรทัดฐานจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เพราะมันมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยงดออกเสียงให้ ร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ รัฐมนตรีในโควตาของพรรคกิจสังคม จนต้องหลุดจากตำแหน่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังได้อยู่ร่วมรัฐบาลต่อไป

แต่พูดไปก็เท่านั้น

บังเอิญการเมืองไทยวัดกันด้วยเสียง ไม่ได้ตัดสินจากความชอบธรรม

เอาเป็นว่า อย่างน้อยก็ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ส.ส.เพื่อแผ่นดินในสายของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ได้ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร รักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน

เป็นใบรับประกันมาตรฐาน เพื่อโอกาสดีๆทางการเมืองในอนาคตอันใกล้

ตามสถานการณ์ที่เซียนการเมืองทุกสำนักฟันธงตรงกัน โดยสภาพ "รัฐบาลปะผุบุโรทั่ง" น่าจะลากถูลู่ถูกังต่อไปได้อีกไม่นาน

เดี๋ยวก็จอดป้าย

และโดยปัจจัยนี้แหละ น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้ "ลุยถั่ว" ภายใต้เงื่อนไข "คงไม่มี

โอกาสอีกแล้ว" สำหรับคนชื่อ "อภิสิทธิ์" ที่สำรวจเส้นทางในการหวนกลับมาเบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มองทางไหนก็ประตูล็อกตาย

มันก็ไม่มีอะไรดีกว่า ต่อลมหายใจ ยื้อเวลาอยู่บนอำนาจให้นานสุดเท่าที่จะนานได้

ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องมาตรฐานทางการเมือง

เรื่องของเรื่องจับอารมณ์จาก "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ที่ยอมรับแบบหน้าชื่นตาบาน ลักษณะของการจัดรัฐบาลร่วมมันมีการพิจารณาเป็นส่วนๆมาตั้งแต่ต้นแล้ว ตอนที่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลก็ได้คำนึงถึงว่าแต่ละพรรคมีกลุ่มต่างๆกี่กลุ่ม ดังนั้นรัฐบาลวันนี้ ถ้าเป็นชื่อก็อาจจะใช่ว่ายังมีพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ แต่ถ้าเป็นกลุ่มก็อาจจะไม่ใช่

เปิดทาง "มั่ว" ลูกพรรคคนอื่นแบบนิ่มๆ

พรรคเพื่อแผ่นดินถูกกระทำย่ำยีไม่เหลือชิ้นดี สังเวยเกมของเซียนเขี้ยวลากดินยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ได้ทีฉวยโอกาสยึดโควตารัฐมนตรีของกลุ่มวังพญานาค กับกลุ่มโคราช กลับมาเป็นกองกลาง

จัดสรรปันส่วนซื้อใจพวกอกหัก ก่อนถึงไฟต์บังคับลงสนามเลือกตั้ง

ถึงตรงนี้มันชักน่าเอะใจ ข้ออ้างเรื่องมารยาททางการเมือง หรือโบ้ยเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลขัดกัน มันก็แค่จังหวะลูกไหลเข้าทางบาทา

จริงๆแล้วประชาธิปัตย์จ้องฮุบโควตารัฐมนตรีคืนอยู่แล้ว

"อภิสิทธิ์" เหี้ยมลึก "เทพเทือก" โหดสมราคา

บทพิสูจน์ยี่ห้อ "ประชาธิปัตย์" คบยาก เห็นจะจะกันแล้วกับวิบากกรรมของพรรคเพื่อแผ่นดิน และน่าจะเป็นสัญญาณให้

นักเลือกตั้งอาชีพที่คบหากันด้วยใจ ทั้งยี่ห้อ "บรรหาร ศิลปอาชา-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-สุวิทย์ คุณกิตติ-สมศักดิ์ เทพสุทิน"

ต้องคุมเชิง รักษาระยะห่างให้ดี

อนาคตถ้าจะจับมือร่วมงานการเมืองกัน ต้องนั่งคิดหลายตลบ

สรุปแล้วมีคนเดียวที่เหนือกว่าทั้ง "อภิสิทธิ์" บวกกับ "เทพเทือก" ก็คือยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่ยังกระตุกขวัญคนประชาธิปัตย์ได้ แค่คำราม ทุกอย่างก็เป็นไปตามบัญชา

"เทพเทือก" บวกกับ "อภิสิทธิ์" ยังหือไม่ได้

นี่แหละ "ผู้ถือดุลรัฐบาล" ตัวจริง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

Friday, June 4, 2010

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนทำ จม.จี้ สตช.เปิดเผยชื่อ-สถานที่คุมขังผู้ต้องหานับร้อยในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา มติชน

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ถึงรักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้เปิดเผยรายชื่อ และสถานที่ควบคุม ของผู้ถูกจับตามหมายจับและควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีใจความว่า ภายหลังจากรัฐบาลได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.)ด้วยการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยได้รับการประณามและแสดงความห่วงใยจากประชาสังคมโล อันเป็นที่ทราบกันทั่วไปนั้น


ต่อมารัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับและควบคุมบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจากการเวปไซด์ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีรายงานว่า มีหมายจับและควบคุมดังกล่าว ภายในเขตกรุงเทพมหานครและในเขตสำนักงานตำรวจภาค 1 จำนวน 99 หมาย แต่ไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ถูกจับและไม่ระบุสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ตลอดจนไม่มีรายงานของสำนักงานตำรวจภาคอื่นๆ ที่อยู่ในเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า มีจำนวนผู้ถูกจับตามหมายและถูกควบคุมอยู่ที่ใด เช่นกัน ซึ่งการไม่ทราบรายชื่อผู้ถูกจับและการไม่แจ้งสถานที่ควบคุมผู้ถูกจับ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ถูกจับและญาติมิตร ที่ไม่อาจทราบได้ว่าผู้ถูกจับ จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ และไม่ทราบสภาพความเป็นอยู่ด้วย


กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความและบุคคลที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีชื่อท้ายจดหมายนี้ขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ถูกจับกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมในลักษณะที่อาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ประเทศไทยมีพันธกรณี โดยเฉพาะมีสิทธิได้รับหลักประกันขั้นต่ำดังต่อไปนี้


ข้อ 7 ห้ามการซ้อม ทรมาน หรือปฏิบัติใดๆอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม


ข้อ 9 ข้อ 2 ย่อย ต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม ในขณะถูกจับกุม และจะต้องได้รับแจ้งถึงข้อหาที่ถูกจับกุมโดยพลัน


ข้อ 3 ย่อย มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัวไป มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี


ข้อ 14 มีสิทธิมีทนายความที่เลือกเอง หากไม่มี รัฐต้องจัดหาให้ ต้องได้รับการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิด และมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจ ต้องได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย รวดเร็ว โดยสื่อมวลชนสามารถเข้าสังเกตการณ์ได้


สิทธิมนุษยชนตามหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกาศรายชื่อผู้ถูกจับกุมต่อสาธารณะ และประกาศสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้ญาติและทนายความสามารถติดต่อได้ทันที เพื่อป้องกันข้อครหาว่า รัฐบาลซ้อมทรมานผู้ถูกจับ และหากผู้ถูกจับเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการรักษา พยาบาลอย่างเหมาะสม


ลงชื่อ น.ส.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ นายพิทักษ์ เกิดหอม นักกฎหมาย นายศราวุฒิ ประทุมราช ทนายความ น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ น.ส.ปรานม สมวงศ์ นักกฎหมาย นายนรินทร์ พรหมมา นักกฎหมาย

ภท.ซัดพผ.ไร้มารยาทให้"มาร์ค"ปลด"ชวรัตน์-โสภณ"จี้นายกฯต้องไม่มีเพื่อแผ่นดินไม่เกี่ยงปชป.ยึดเก้าอี้หมด

ที่มา มติชน


"สุชาติ-ภท."จวกพผ."หน้าด้าน" เอาอะไรมาต่อรอง จี้นายกฯต้องไม่มีพผ.


นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ พรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.) จี้ให้นายกรัฐมนตรี ปลดนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกะรทรวงคมนาคม ออกจากตำแหน่งว่า ไม่ทราบว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะเอาอะไรมาต่อรอง ใช้อำนาจอะไรไม่ทราบ ที่ผ่านมาพรรคเพื่อแผนดินมีมติที่จะไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ยังไม่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วด้วยซ้ำ เพราะในการอภิปรายงานประมาณ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ต่อร้องเพื่อของบประมาณในส่วนของตัวเอง และก็เขาพบนายกฯ จากนั้นก็มีปฏิกิริยาตั้งแต่ตอนนั้น และก็ประกาศออกมาก่อนที่จะมีการอภิปราย ว่าจะไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เพื่อที่จะต่อรองอีก แต่ไม่มีใครสนใจ คิดว่าจะทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหน้า แต่ไม่สำเร็จ


"พรรคเพื่อแผนดิน เล่นเกมการเมืองมากเกินไป ไม่มีมารยาท หน้าด้าน ไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วก็มาพาลคนอื่น เพราะหากคิดที่จะยกมือไม่ไว้วางใจพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ถ้าไม่สำเร็จก็ต้องถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อแสดงความรับผิดชอบในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลที่คิดจะกบฏแต่ไม่สำเร็จ แล้วยังจะมาไล่คนอื่น ดังนั้นอย่าเอาขี้มาป้ายกันดีกว่า เพราะตอนนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าส.ส.เพื่อแผ่นดินกลุ่มนี้ต้องการจะทำอะไร แล้วจะเอาอะไรมาต่อรอง ไม่ดูพวกตัวเองว่ามีกันอยู่กี่คน อีกทั้งพรรคตัวเองก็แตกออกเป็น 4-5 ก๊ก ดังนั้นตอนนี้ไม่ต้องมาพูดกับเรื่องการเจรจา ถ้าส่งคนมาเจรจาก็ไม่จำเป็น เพราะบอกได้เลยว่า ถ้านายกฯเลือกเพื่อแผ่นดิน ก็ไม่มีภูมิใจไทย ถ้าเลือกภูมิใจไทยก็ต้องไม่มีเพื่อแผ่นดิน และถ้าเอาออกไปได้ ก็จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีคืนอีก 3 ตำแหน่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็เอาไปให้หมดเลย พรรคภูมิใจไทยจะไม่มีการต่อรอขอเก้าอี้ในส่วนนี้เพิ่มแน่นอน เพราะเราไม่สน" นายสุชาติ กล่าว


"สุเทพ"โยนเผือกร้อนให้ที่ประชุมส.ส.ปชป.ตัดสินปมเกาเหลาพรรคร่วม

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าหารือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นาน 30 นาที ถึงกรณีความขัดแย้งง2พรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่า จะนำปัญหานี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และที่ประชุมส.ส.ของพรรคในวันพรุ่งนี้(4 มิ.ย.) ซึ่งภายใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ จะทราบถึงการตัดสินใจในการเข้าร่วมรัฐบาลของสองพรรคการเมือง

เพื่อแผ่นดินกร้าว!! จี้นายกฯ ปลด "ชวรัตน์-โสภณ"พ้นเก้าอี้รมต.

นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงรอยร้าวระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคภูมิใจไทยว่า แกนนำ รวมถึง ส.ส.ของพรรคทุกคนเสียใจอย่างมาก ต่อการแสดงออกของส.ส.รวมถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่หาว่าพรรคหักหลังเพื่อนหรือแทงข้างหลังเพื่อน ยืนยันว่าพรรคเพื่อแผ่นดินมีมารยาททางการเมือง เพราะก่อนการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 1 วัน แกนนำพรรคได้บอกกล่าวไปทางนายกรัฐมนตรีว่าจะโหวตสวนรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 2 คน ซึ่งการแสดงออกดังกล่าว เป็นการแสดงถึงการไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่สังคมทั่วไปเคลือบแคลงสงสัยในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบ และพรรคยินดีสนับสนุนรัฐมนตรีคนใดก็ตามที่สามารถทำงานให้กับพี่น้องประชาชนโดยไม่มีการทุจริต แต่หากมีการบริหารงานที่เกิดความผิดพลาด ท่ามกลางข้อครหาว่าทุจริต พรรคคงไม่สามารถสนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ และส.ส.ทุกคน ก็ย่อมมีเอกสิทธิ์ที่สามารถยกมือสวนได้


นพ.อลงกต กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีทั้งสองคนของพรรคภูมิใจไทยควรต้องมีการเปลี่ยนแปลง และขึ้นอยู่กับนายกฯ ว่าจะคิดเห็นไปในแนวทางไหน ทั้งนี้การจะนำบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีแทนโควตาของพรรคภูมิใจไทยทั้งสองคนไม่จำเป็นต้องเป็นคนในพรรคใดพรรคหนึ่ง อาจนำคนนอกหรือคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานและดำรงตำแหน่งแทนได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการบริหารแผ่นดินท่ามกลางความขัดแย้งของสังคม


"หากนายกฯ ไม่ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีทั้งสองคนของพรรคภูมิใจไทย ผมในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล รวมทั้งวิปรัฐบาลของพรรคคนอื่นๆ ขอลาออกไม่ร่วมทำงานกับรัฐบาล เพราะไม่รู้จะทำงานอยู่ไปทำไม เพราะหากทั้งสองรัฐมนตรียังทำงานอยู่ก็เหมือนไม่มีความผิด โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น" นพ.อลงกต กล่าวและว่า ส่วนรัฐมนตรีในโควตาของพรรคจะแสดงออกอย่างไร หากรัฐมนตรีทั้งสองคนไม่ถูกปรับออกนั้น ขณะนี้ทราบมาว่ารัฐมนตรีของพรรคกำลังหารือเพื่อหามาตรการกันอยู่ โดยเบื้องต้นให้ตนและสมาชิกพรรคที่อยู่กับวิปรัฐบาลลาออกก่อน

"สุเทพ"รุดพบ"มาร์ค"คาดถกปรับคณะรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังได้รับมอบหมายให้ทำความเข้าใจกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน กรณี ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินลงมติไม่ไว้วางใจ 2 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ คาดว่าการเข้าพบดังกล่าวเป็นการนัดหมายพูดคุยถึงแนวทางการปรับคณะรัฐมนตรี รวมถึงความคืบหน้าการทาบทามบุคคลเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ที่ผ่านมาด้วย

ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ กล่าวถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ว่า เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบ ต้องค่อยๆศึกษาประเมินสถานการณ์พบปะพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่มีสิทธิมีเสียงในพรรคการเมืองต่างๆ บรรยากาศการเมืองหลังการอภิปรายน่าจะแจ่มใสขึ้นหลังจากที่ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงในเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีปัญหาเราก็ต้องแก้ปัญหา ตนต้องไปดำเนินการจัดการแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นวันนี้พรุ่งนี้ แต่ต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพในเวลาที่ไม่มากนัก ปัญหานั้นแก้ได้ แต่แก้แล้วต้องให้มีเสถียรภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงเวลาที่ต้องเลือกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนต้องคิดทุกทางว่าจะเลือกหรือไม่เลือก และแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหา เราต้องแก้ทั้งปัญหาการเมืองและปัญหาประเทศคู่กัน ส่วนแนวทางจะเป็นอย่างไรการเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้น อะไรที่ดีที่สุดก็จะให้เป็นอย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้พรรคภูมิใจไทยเข้าใจมากขึ้นไหม นายสุเทพ กล่าวว่า การคุยกันเมื่อวานนี้ (2 มิ.ย.) เป็นเหตุบังเอิญที่ไปทานอาหารโรงแรมเดียวกัน ตนได้นัดส.ส.ไปทานอาหาร แต่เมื่อเจอกับพรรคภูมิใจไทยก็ยังตกใจว่าเอาอีกแล้ว และที่พบกันก็ไม่ได้คุยเรื่องงานมีแต่การกระเซ้ากัน จนถึงในขณะนี้ยังไม่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยคนไหนมาพูดจากับตนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ไปเรียนต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง และนายกฯก็ได้สั่งการขณะที่ไปประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้ตนไปประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาล และตั้งแต่วันนี้คงต้องเดินสายพูดคุย กันให้รู้เรื่อง และให้ทำตามกติกามารยาท


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน กรณีลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า จะหารือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงบ่ายนี้


นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ผ่าน เนชั่นชาแนล ในช่วงเช้าว่า ถึงกรณีที่พรรคเพื่อแผ่นดินโหวตสวนไม่ไว้วางใจ 2 รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยว่า พรรคเพื่อแผ่นดินทำแบบนี้ เป็นการไร้วินัยทางการเมือง พรรคภูมิใจไทยก็มีมติไปแล้ว อยู่ที่การตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าจะทำอย่างไร เพราะแนวโน้มในการทำงานร่วมกันยาก การกระทำของพรรคเพื่อแผ่นดิน ถือว่า เป็นการขาดวินัยทางการเมือง ปล่อยไปแบบนี้จะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

นริศรา ไล่ “พญานาค-โคราช” พ้น คณะรัฐมนตรี ข้อหา“กบฎ”

น.ส.นริศรา ชวาลตันติพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ กลุ่มบ้านริมน้ำ พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนเนวิน จากพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงความขัดแย้งในการลงมติอภิปรายไม่วางใจรัฐมนตรีระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อแผ่นดินว่า เป็นที่รู้กันว่าภายในพรรคเพื่อแผ่นดินมี ส.ส. 4 กลุ่มได้แก่ 1.กลุ่มบ้านริมน้ำ 2.กลุ่มโคราชของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี 3.กลุ่มพญานาค ของนายพินิจ จารุสมบัติ 4.กลุ่มปากน้ำของ นายมั่น พัธโนทัย หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะมีการปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออกจาก ครม. ก็ควรปรับเฉพาะกลุ่มที่เป็นปัญหาออกไป เพราะกลุ่มบ้านริมน้ำยังสนับสนุนรัฐบาล และสามารถทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยได้เป็นอย่างดี โดยทั้ง 32 เสียงของพรรคเพื่อแผ่นดิน มี 15 เสียง ที่โหวตไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทย และมีถึง 30 เสียง ที่โหวตไว้วางใจนายกฯ ยืนยันว่า เราพร้อมทำงานร่วมกับนายกฯอยู่แล้ว


เมื่อถามว่า หากจะมีการปรับครม.ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ควรปรับเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ใช่หรือไม่ นางนริศรากล่าวว่า อยู่ที่นายกฯ แต่สำหรับตนแล้ว ยังรักและถนัดการทำงานในกระทรวงศึกษาธิการอยู่



ก่อนหน้านี้วันที่ 2 มิ.ย. 53 นายบุญจง กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินเสียมารยาทมาก ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง พรรคภูมิใจไทย จึงมีมติให้นายพิจารณาในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะนายกฯเป็นผู้มีวิจารณญาณว่า ควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป


เมื่อถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีการแย่งชิงพื้นที่ในจ.นครราชสีมาหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เพราะตอนนี้ไม่ใช้กำลังจะเลือกตั้ง ไม่จำเป็นที่จะต้องแย่งชิงพื้นที่กัน อีกทั้งในพื้นที่จ.นครราชสีมา ก็เป็นพื้นที่ของหลายพรรคการเมือง ทุกคนก็ทราบดี และยื่นยันว่าเร่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว


นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย มีมติให้นายกฯเลือกว่าจะเลือกพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะตอนนี้ ถือว่าเราไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้แล้ว ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ให้เวลานายกฯตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้


เมื่อถามว่า หากนายกฯ เลือกไม่ได้จะทำอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องดูตอนต่อไป เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร นายสุชาติ กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น



เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 มิถุนายน รัฐมนตรี และส.ส.ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ทั้งหมด ได้มาร่วมรับประทานอาหาร ที่ห้องอาหารจีนลินฟ้า โรงแรมสยามซิตี้ ด้านข้างอาคารสิริภิญโญ ปรากฏว่า ภายในห้องอาหาร พบว่ามี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายเชน เทือกสุบรรณ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นั่งรับประทานอาหารอยู่ในห้องอาหารก่อนแล้ว จากนั้นนายสุเทพ ได้เดินมาทักทายนายชวรัตน์ และขอคุณรัฐมนตรี และส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยทุกคน ที่ร่วมงานกับรัฐบาลด้วยดีเรื่อยมา


จากนั้นเวลา 13.00 น. นายชวรัตน์ ได้ออกมาจากห้องอาหาร พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ว่า ยอมรับว่า รู้สึกน้อยใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน เสียมารยาททางการเมืองอย่างรุนแรง ไม่ให้เกียรติกัน ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้เขาหารือกับนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมครม.วันนี้ (2 มิ.ย.) ทันที เพราะที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลควรที่จะมีแนวทางไปในทิศทางเดียวกันเมื่อถามว่า ควรที่จะปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออกจากการร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนายกฯ



นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย มีมติให้นายกฯเลือกว่าจะเลือกพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะตอนนี้ ถือว่าเราไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้แล้ว ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ให้เวลานายกฯตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้


เมื่อถามว่า หากนายกฯ เลือกไม่ได้จะทำอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องดูตอนต่อไป เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร นายสุชาติ กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น


โฆษกปชป.รับต้องสะสาง พผ.โหวตสวน - "สุเทพ"ยังนิ่ง


ขณะที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย ว่า ไม่ทราบ ยังไม่ได้มีการหารือในเรื่องนี้ พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคสามารถมีความคิดที่แตกต่างกันได้ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นไม่น่าจะมีอะไรมาก เมื่อถามว่าจะปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออกหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินยังคงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องมีการสะสาง


เมื่อถามย้ำว่าโดยมารยาทจะต้องมีการปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออกหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า จะต้องฟังเสียงสะท้อนของประชาชน เพราะตอนนี้ เราจะต้องเร่งสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น และพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะรับฟัง และได้ยินเสียงทุกเสียง และมติไม่ไว้วางใจ เป็นคะแนนสะท้อนตัวบุคคล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ ไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด โดยนายสุชาติ กล่าวว่า การมารับประทานอาหารในครั้งนี้ เป็นเพียงการบังเอิญครั้งที่ 2 เท่านั้น ไม่ได้นัดกันมา ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า พรรคภูมิใจไทย จองห้องอาหารไว้ 40 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ จองห้องอาหารไว้ 15 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการจองแยกห้องกัน

"ชวรัตน์" อัด พผ.เสียมารยาททางการเมือง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูร รมว. มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) หลัง ส.ส.พผ. งดออกเสียง และลงมติไม่ไว้วางใจ 2 รัฐมนตรีจาก ภท. ว่า หลังจากนี้ขึ้นกับ พผ.ว่าจะอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่ แต่ ภท. คงไม่เสนอให้มีการปรับ พผ. ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการเสียมารยาททางการเมือง เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ถ้าอยู่ต่อก็ต้องทำงานร่วมกัน แต่ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องทำ ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างการมีกับไม่มี พผ. ร่วมรัฐบาล อะไรจะทำให้รัฐบาลมีเอกภาพมากกว่ากัน นายชวรัตน์ กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเรื่องจำนวนเสียง มันก็ต้องมีเสียงข้างมากถึงจะเข้มแข็งกว่า แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะวันนี้ถือว่ารัฐบาลสอบผ่านไปแล้ว โดยที่ พผ. ก็ไม่ได้โหวตให้เรา

"อภิสิทธิ์"ให้"สุเทพ"เคลียร์"ส.ส.พรรคร่วมหักหลัง แย้มโยงปรับ ครม.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการลงคะแนนเสียงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ไม่โหวตให้รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า จะตรวจสอบการลงมติของส.ส.พรรคต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะนัดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราต้องไล่ดูว่า ส.ส.แต่ละคนลงมติอย่างไร


เมื่อถามว่า คะแนนที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังไม่มีเสถียรภาพหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "เดี๋ยวจะให้นายสุเทพ เชิญพรรคร่วมเพื่อมาสอบถามเรื่องความคิด"

เมื่อถามว่า หากมีพรรคที่แตกแถวออกไปจะพิจารณาอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ให้นายสุเทพได้คุยแล้วจะมีข้อสรุปอีกที แล้วจะโยงไปถึงเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ด้วย"

เมื่อถามว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "จะทำให้เร็วจะได้มีเวลาทำงาน"

"โสภณ"แค้นถูกดิสเครดิต-มองหน้ากับ พผ.ไม่ติด

ขณะที่ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจากพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 234 เสียง ซึ่งน้อยที่สุดในกลุ่มรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการดิสเครดิตกัน เชื่อเป็นเกมการเมืองระหว่างพรรคภูมิใจไทยและเพื่อแผ่นดิน(พผ.) อย่างไรก็ตาม ต่อไปยังมองหน้ากันได้แต่อาจต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน

ด้านพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การที่รัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนไว้วางใจน้อยนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการลงมติ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการที่จะปรับครม.หลังการอภิปราย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทำงานมากว่า 1 ปีแล้ว จะต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้าง

"สุเทพ"ขู่เลือกตัด"เพื่อแผ่นดิน"พ้น ครม. หลังเสียงแตกโหวตสวน


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนไม่โหวตให้รัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยว่า ต้องยอมรับความจริงว่าเป็นปัญหา ซึ่งตนต้องตรวจสอบดูให้ชัดเจนว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรแล้วแก้ไขปัญหา เพราะเป็นหน้าที่ของตน มีเป้าหมายให้รัฐบาลอยู่และทำงานให้บ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเห็นว่าปัญหานั้นจะทำให้ชาติบ้านเมืองกระทบกระเทือนไปด้วย เพราะรัฐบาลไม่แข็งแรง ตนก็ต้องหาวิธีการแก้ไข


เมื่อถามว่า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ก็ออกปากว่าต่อไป คงต้องทนใส่หน้ากากทำงานร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดินใน ครม. นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่อยากพูดถึงใครเป็นส่วนตัว แต่ในหลักการนั้นรัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลชาติบ้านเมือง ดังนั้นก็ต้องแข็งแรง


เมื่อถามว่า จะสามารถปรับความเข้าใจกับพรรคเพื่อแผ่นดินได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนต้องตรวจดูอะไรให้เรียบร้อยก่อน เมื่อถามว่าการจะทำให้รัฐบาลมีเอกภาพ จำเป็นต้องมีพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า "ผมยังไม่พูดอะไรเร็วไปถึงขนาดนั้น แต่เป็นหน้าที่ผม ท่านนายกฯ จะมอบให้ผมในฐานะผู้จัดการรัฐบาลให้จัดการต่อไป"


เมื่อถามว่า ถึงเวลาที่ต้องเลือกระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินหรือยัง นายสุเทพ กล่าวว่า "วันนี้ยังไม่ถึงตรงนั้น แต่พรุ่งนี้มะรืนนี้อาจนจะถึงก็ได้ และเมื่อผมตัดสินใจอย่างใดแล้วก็จะเรียนให้ทราบ แต่ยังไม่ต้องรีบอะไร เมื่อตนตัดสินใจได้แล้วจะเรียนให้ทราบอีกครั้ง"


มื่อถามว่าผลการลงมติที่ออกมากระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล เมื่อถามว่าจะไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกเมื่อไร นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่รีบ เพราะตนต้องการเวลา เมื่อถามว่า เสียงจากการลงมตินายชวรัตน์ ชายวีรกูล รมว.มหาดไทย กับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ชนะฝ่ายค้านแต่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ ส.ส.ที่มีอยู่จะมีปัญหาทางการเมืองหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันและยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ได้

"สุเทพ"ยัน รบ.ยังแน่นปึ้ก บอกเอา มท.ให้ ปชป.ดูแลต้องหารือก่อน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว ว่า ขณะนี้ยังคุยกันอยู่ ซึ่งโดยหลักการพรรคร่วมรัฐบาล ควรลงคะแนนเสียงให้กับรัฐมนตรีพรรคร่วมด้วยกัน ตน ยืนยันว่าเสถียรภาพของรัฐบาลยังดีอยู่ มีปัญหาเฉพาะบางพรรคเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังแน่นหนาอยู่


เมื่อถามว่า สาเหตุที่มีปัญหา เป็นเพราะเรื่องงบประมาณหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบ มนุษย์อยู่ด้วยกันมีปัญหากันบ้างธรรมดา


เมื่อถามว่า นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคพผ. ระบุว่าให้พรรคปชป.เอากระทรวงมหาดไทยกลับมาดูแล นายสุเทพ กล่าวว่า "เป็นเรื่องของพรรคปชป.ในฐานะพรรคแกนนำที่ต้องตัดสินใจ"


เพื่อแผ่นดินเสี้ยมตำแหน่ง"มท.1"ควรให้"ปชป."ดูแล

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ถึงกรณีที่จะมีการโหวตลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลใจ ว่า ทางพรรคไม่มีมติว่าจะให้ ส.ส.โหวตอย่างไร แต่ให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ซึ่งเชื่อว่า ส.ส.จะคำนึงถึง จริยธรรม คุณธรรม และประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก


เมื่อถามถึงการโหวตให้รัฐมนตรีของทางพรรคภูมิใจไทย นายชาญชัย กล่าวว่า ต้องดูการบริหาร แต่โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ตำรงตำแหน่งอยู่นั้น น่าจะให้ทางพรรคประชาธิปัตย์ดูแลดีกว่า

ส.ส.กลุ่ม"ประชา พรหมนอก"เตือน รบ.อย่าเหลิง เสียงโหวตหนุนเป็นแค่มารยาท

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอกกล่าวว่า แม้รัฐบาลจะได้รับเสียงสนับสนุนให้อยู่บริหารประเทศต่อ แต่อยากให้ตระหนักว่า เป็นมารยาท ซึ่งตนเชื่อว่า ส.ส.ในสภา ที่ยกมือสนับสนุนยังต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลและรัฐสภาไม่นำพาในจุดนี้ จะส่งผลให้กระบวนการทางรัฐสภาเสื่อมลง และจะกลายเป็นกระบวนการแสดงละครเท่านั้น


นายสมเกียรติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญให้อิสระ ส.ส.ตัดสินใจ ดังนั้น ส.ส.ควรใช้สติปัญญาที่เหมาะสมในการยกมือ และเห็นว่าประเด็นที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับการสลายการชุมนุม เป็นเรื่องใหญ่กว่าประเด็นการทุจริต ซึ่งให้น้ำหนักในการนำประเด็นนี้มาตัดสินใจมากกว่า ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินไป และยังทำให้สังคมร้าวลึก

"เฉลิม"คุยลั่น รบ.อยู่ลำบากหลังจบซักฟอก ชี้"มาร์ค"ไม่สบายใจแต่ถอยไม่ได้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ถึงภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยว่า ข้อมูลที่ฝ่านค้านนำเสนอมีความชัดเจน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงนั้น มีการทุจริต ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นคนนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ก็มีความชัดเจน งบประมาณ 36,055 ล้านบาทมี 4 โครงการแต่กลับนำไปทำในโครงการเดียว และภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไม่ได้ใช้ก็ต้องคืนให้หลวง ไม่ใช่โยกงบไปใช้กันเองโดยไม่เพิ่มวงเงินให้ ครม.อนุมัติ


"สำหรับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปแสดงความคิดเห็นระหว่างการบรรยายก็ไม่เหมาะสมในฐานะรัฐมนตรีและสังคมไทย ส่วนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีสมรรถภาพในการบริหารบ้านเมืองแล้ว แม้จะยังไม่เห็นว่าหลักฐานการทุจริตชัดเจน แต่พฤติกรรมมันปฏิเสธไม่ได้" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว


ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน เป็นการนำพฤติกรรมต่างๆ มาให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะในสภาฯ แต่ที่คาดหวังคือการทำให้สังคมหูตาสว่างมากขึ้น ซึ่งตนกำลังรวบรวมหลักฐานบางเรื่องอีก สำหรับการโหวตนั้น เราไม่ได้คาดหวัง เพราะพวกนี้ตั้งจิตมาแต่ไกล ตั้งใจมาตั้งแต่บ้านเพื่อมาโกง ดังนั้น ยังไม่ใช่เวลาของพวกเราและเราสามารถรอได้ แต่อะไรที่ทำให้ประเทศเสียหายเราก็ต้องดำเนินการต่อไป


เมื่อถามว่า พรรคฝ่ายค้านจะลงพื้นที่พบประชาชนในช่วงปิดสมัยประชุมเลยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือปิดกั้นสื่อมวลชน ไปจนถึงการดำเนินคดีที่ยังสองมาตรฐานและไล่ล่าอีกฝ่ายหนึ่ง คงจะปรองดองไม่ได้ และจะทำให้คนที่อยู่กลางๆ ปฏิเสธรัฐบาลมากขึ้นๆ เพราะการออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นไม่ได้คำนึงถึงประเทศชาติ แต่คำนึงเฉพาะตำแหน่งของตัวเอง ทำให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจ การต่างประเทศและการท่องเที่ยว หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะประชุมกันเพื่อสรุปผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และรวบรวมทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดทิศทางของพรรคต่อไป


"การลงพื้นที่พบปะประชาชนกับการชุมนุมทางการเมืองนั้น เจตนาของกฎหมายจะไม่เหมือนกัน หากรัฐบาลยังคง พรก.ไว้ก็แสดงว่ากลัวพรรคฝ่ายค้านที่จะพบปะประชาชน ขอให้เขียนใส่ซองไว้เลยว่ายังไงๆ รัฐบาลชุดนี้ก็อยู่ลำบาก เหนื่อย จะไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายหรอก และจากนี้เราก็รอลุ้นเรื่องยุบพรรค" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว


เมื่อถามถึง กรณีที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เปิดเผยภาพคนชุดดำที่ปะปะอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า
เห็นว่ามีคนชุดดำ และมีเยอะด้วย แต่ไม่อยากตอกย้ำให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนจะต้องชิงชังกันมากกว่านี้ เรื่องทั้งหมดนั้นอยู่ที่นายอภิสิทธิ์ เพียงคนเดียว คือถ้ามองว่าประชาชนมาเรียกร้องก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งกันใหม่ เรื่องก็จะไม่เกิด นายอภิสิทธิ์ ก็ผลักภาระให้เจ้าหน้าที่ เรื่องมันถึงบานปลาย ซึ่งวันนี้นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่สบายใจ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว

ความน่าเชื่อถือ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ไม่รู้ว่าเป็นไอเดียใคร ที่ปล่อยให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปนั่งแถลงเป็นโฆษกศอฉ.ในช่วงสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านมา เพราะนั่นคือการทำลายความน่าเชื่อของอธิบดีดีเอสไอไปพร้อมๆ กัน

เพราะทำหน้าที่เป็นเหมือนโฆษกแถลงข้อมูลด้านเดียว หรือที่เขาเรียกกันว่าเป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อ!

เมื่อต้องการใช้นายธาริต ในการทำคดีความต่างๆ มากมาย อันเกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์จลาจล ก็ควรจะเก็บตัวเอาไว้อยู่เบื้องหลัง

เพราะต่อไปนี้ คดีความสารพัดจะเป็นหน้าที่ของนายธาริต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีใหญ่ๆ อย่าง ผู้ก่อการร้าย จะร้ายจริงหรือเป็นแค่การให้ร้าย

คราวนี้ก็ทำคดีไป พร้อมๆ กับการหมดสิ้นความเป็นพนักงานสอบสวนมืออาชีพไปแล้ว!

ไม่ใช่แค่นายธาริตเท่านั้น

บรรดาผู้ที่ออกหน้าจอ แถลงเป็นคุ้งเป็นแคว แต่เป็นข้อมูลฝ่ายเดียว ล้วนตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

นายทหาร นายตำรวจ และหมอ

ต่อไปนี้ จะมาให้ข้อมูลอะไร ที่ต้องแสดงความน่าเชื่อถือ ก็หมดสิ้นซึ่งความเชื่อถือนั้นไปแล้ว

อย่างกรณี การตรวจพิสูจน์เบื้องหลังการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาทำหน้าที่

เพื่อคลายความสงสัยของสังคม!

จะต้องมีประเด็นผลการตรวจพิสูจน์ศพ ผลการตรวจวิถีกระสุน ผลการตรวจที่เกิดเหตุ

เหล่านี้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชำนาญจริง เป็นมืออาชีพจริง

สำคัญที่สุดต้องเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือจริง

นั่นจึงจะทำให้การสอบสวนได้รับการยอมรับ อันจะส่งผลในทางที่ดีต่อรัฐบาลเอง!

ถ้าปล่อยให้มีคนที่ไปนั่งเป็นกระบอกเสียงให้ศอฉ. เข้ามาร่วมเป็นกรรมการชุดนี้

รับรองได้ว่า ต้องร้องยี้กันทั้งเมือง

ไปจนถึงบุคคลอื่นใด ที่แสดงบทบาทเป็นกองเชียร์รัฐบาลอย่างสุดจิตสุดใจในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ต้องละเว้นด้วย

ไม่งั้นก็จะทำลายรัฐบาลเองในที่สุด

นับจากนี้ไป การค้นหาความจริงในความตายของประชาชน อย่างตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ

จะเป็นเครื่องมือคลี่คลายวิกฤตสังคม เป็นหนทางการปรองดองที่ดีที่สุด!

แค่บังเอิญ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




หลังผ่านมาราวครึ่งเดือนคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

มากขึ้นพร้อมกับพยานหลักฐานต่างๆ ที่โผล่ออกมาเรื่อยๆ

น่าสนใจอย่างมากว่าพยานระบุชัดเจนว่าฆาตกรอยู่บนรางรถไฟฟ„าบีทีเอสหน้าวัด

น่าสนใจอย่างมากว่าผลการชันสูตรศพของสถาบันนิติเวช ผู้ตายถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาดขนาด 5.56 ม.ม. ที่ใช้กับปืนเอ็ม 16 หรือทาโวร์

ปืนเอ็ม 16 หรือทาโวร์ เป็นอาวุธหลักของทหารชุดสลายม็อบในวันที่ 19 พฤษภาคม!??

น่าสนใจอย่างมากว่าคลิปล่าสุดที่เปิดเผยโดยฝ่ายค้าน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจับภาพทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ ในวันที่ 19 พฤษภาคม

แต่ที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นการออกมาแก้ต่างของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ

นายสุเทพ เป็นหัวหอกในการตอบโต้เรื่องฆ่าหมู่ 6 ศพมาโดยตลอด

พลิกแฟ้มข่าวกลับไปช่วงเกิดเหตุฆ่าหมู่ใหม่ๆ จากพยานหลักฐานชี้ชัดว่าทั้งหมดถูกฆ่าตายหน้าวัดปทุมฯ ในช่วงเย็นถึงค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม

หลังเกิดเหตุมีคลิปบางส่วนเผยแพร่ออกมา แต่เห็นภาพไม่ชัดนัก

นายสุเทพ อ้างว่าคนบนบีทีเอสคือ "ชุดดำ" ผู้ก่อการร้ายที่ฆ่าผู้ชุมนุมตายเป็นเบือ

ทว่าหลังจากมีคลิปอีกชุดเผยแพร่ออกมา จับภาพชัดเจนว่าคนบนบีทีเอสหน้าวัดเป็นทหารในชุดพราง

นายสุเทพ เปลี่ยนคำอธิบายใหม่ว่าเป็นคลิปที่ถ่ายในวันที่ 20 พฤษภาคม ช่วงทหาร-ตำรวจเข้าเคลียร์ในวัดปทุมฯ ช่วงเช้า

กระทั่งล่าสุดกับคลิปที่ฝ่ายค้านเผยแพร่ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ จับภาพทหารบนบีทีเอสหน้าวัด และเลื่อนภาพไปยังจุดเพลิงไหม้ย่านสยาม และอื่นๆ ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดในวันที่ 19 พฤษภาคมอย่างไม่ต้องสงสัย

รองนายกฯ ออกมาชี้แจงเรื่องเดิมแต่มุมใหม่ว่า ทหารขึ้นไปบนบีทีเอสหน้าวัดจริง แต่เพื่อยิงสู้กับคนชุดดำที่อยู่ข้างวัด

กระทั่งช่วง 18.30 น. ทหารก็ถอนกำลังกลับ และขึ้นมาบนจุดเดิมอีกครั้งในช่วงเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม

น่าสนใจ...น่าสนใจอย่างยิ่งกับคำอธิบายนี้

เพราะจากคำให้การของพยานระบุว่าการฆ่าหมู่เริ่มขึ้นในช่วงเวลาราวๆ 18.30 น. จนถึงช่วงดึก

หรือจริงๆ แล้วเป็นเพียงเหตุบังเอิญ

บังเอิญที่ทหารขึ้นมายึดพื้นที่บนบีทีเอสหน้าวัด แล้วผละจากมาก่อนเกิดเหตุฆ่าหมู่ และกลับขึ้นไปอีกครั้งหลังฆาตกรลงมือเสร็จสิ้นและหลบหนีไปแล้ว

บังเอิญที่ฆาตกรใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 หรือทาโวร์ แบบเดียวกับทหารใช้

บังเอิญว่านายสุเทพ ได้รับข้อมูลผิดพลาดจึงอธิบายเรื่องฆาตกรบนบีทีเอสแบบกลับไปกลับมา

ทั้งหมดเป็นแค่เหตุบังเอิญ!??

คดี 6 ศพในวัด จึงไม่เกี่ยวกับทหาร รวมทั้งประชาชนกว่า 70 ศพที่ตายๆ ไป ล้วนแต่ถูกผู้ก่อการร้ายฆ่า

เพราะทหารนับหมื่นที่ใช้ปืนเอ็ม 16 หรือทาโวร์ มาสลายม็อบ ทุกคนยิงระดับต่ำกว่าหัวเข่าเท่านั้น!??

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ "ผมเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่แกนนำนปช."

ที่มา ข่าวสด


สัมภาษณ์พิเศษ




ตกเป็น 1 ในผู้ต้องหาตามพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ "อาจารย์ยิ้ม" ของวงวิชาการ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ามอบตัว ก่อนตกเป็นข่าวดังเมื่อประกาศอดข้าวประท้วง เพราะรับไม่ได้ที่ถูกละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ

เปิดใจหลังได้รับอิสรภาพ ไม่ได้เป็นแกนนำคนเสื้อแดงอย่างที่ถูกกล่าวหา และเชื่อมั่นว่าหากนายกฯ ไม่ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงก็จะไม่มีวันสมบูรณ์

ศอฉ.ควบคุมตัวดำเนินคดีข้อหาอะไร


คดีที่ผมโดนตอนนี้ คือเรื่องการชุมนุมในที่สาธารณะเกิน 5 คน ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนคดีเก่าที่ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำนปช.รุ่น 2 ที่ชุมนุมทางการเมืองทำให้เกิดความวุ่นวาย ถือว่าจบไปแล้ว

ช่วงที่ถูกคุมตัวอยู่ในค่ายอดิศร ทั่วไปถือว่าดี เจ้าหน้าที่ทหารพยายามดูแลดี จัดแพทย์มาตรวจสุขภาพอยู่เสมอทั้งเช้าเย็น เพียงแต่เรารู้สึกไม่สบายใจเวลาถูกควบคุมตัว เพราะเราขาดอิสรภาพ

ที่สำคัญ ตามระเบียบตรงนี้ห้ามการสื่อสาร เราโดนเก็บโทรศัพท์มือถือ การสื่อสารกับคนภายนอกต้องผ่านเจ้าหน้าที่ นาฬิกาถูกยึด เราไม่รู้เวลา อาศัยสังเกตพระอาทิตย์

มีข่าวว่าถูกห้ามอ่านตำราด้วย

วันที่ผมถูกจับวันแรก ผมเอาหนังสือไปด้วย พออ่านไปได้หนึ่งวัน ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าศอฉ.ขอตรวจหนังสือว่าผมมีหนังสืออะไรอ่านบ้าง แล้วเอาหนังสือผมไป จากนั้นผ่านไป 24 ชั่วโมง เช้าวันรุ่งขึ้นผมยังไม่ได้หนังสือคืน ผมเลยตัดสินใจว่าถ้าเป็นเช่นนี้ จึงบอกเจ้าหน้าที่ว่าผมจะขอไม่ทานข้าว จนกว่าจะได้หนังสือคืน

หลังจากผมขออนุญาตไม่ทานข้าว 8 ชั่วโมง ผมก็ได้หนังสือคืน ผมก็เลิก

เป็นหนังสือต้องห้ามหรือไม่

ไม่เลย เป็นตำราที่ผมจะใช้อ่านเพื่อเตรียมการเรียนการสอน อาทิ หนังสือปรัชญาประวัติศาสตร์ ที่เป็นหนังสือทางการเมืองก็มีหนังสือประวัติศาสตร์ "แผนชิงชาติไทย" ที่ผมเขียนเอง ไม่มีหนังสือที่เป็นภัย เพียงแต่ศอฉ.ต้องการเท่านั้น โดยรวมทุกอย่างไม่มีอะไร ยกเว้นเรื่องควบคุมตัว ตัดการติดต่อสื่อสาร ซึ่งผมถูกควบคุมตัวอยู่ 8 วัน

เรื่องคดีถือว่าจบ

คดีนี้หมดแล้ว มีเรื่องชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนอย่างเดียว ตำรวจได้แจ้งข้อหาแล้ว ก็ต้องมีการสอบสวนอีกที ทางเรามีสิทธิ์ตั้งทนายขึ้นมาต่อสู้คดีตามปกติ หากตำรวจเห็นว่าคดีมีมูลควรฟ้อง เสนอให้อัยการยื่นฟ้องต่อไป

ถูกสอบสวนอย่างไร

ศอฉ.ส่งตำรวจมา ก็ไม่เชิงสอบสวน แต่เขาบอกว่าเป็นการพูดคุยมากกว่า ตำรวจถามบางเรื่อง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคุณดา ตอร์ปิโด อีกเรื่องคือความเกี่ยวพันกับนปช. ความเกี่ยวข้องกับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ผมชี้แจงไปแล้วว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องนปช. ไม่ได้เป็นแกนนำ ที่กล่าวหาผมเป็นแกนนำรุ่น 2 เป็นไปไม่ได้เลย ผมไม่มีศักยภาพที่จะจัดการชุมนุมสร้างความวุ่นวายได้เลย

ยิ่งกว่านั้นถ้าผมจะสู้ ผมจะสู้ในกรอบสันติวิธี แต่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปสู้ ผมคิดว่าเขาจับผิดตัว ผมไม่ใช่แกนนำ ผมให้การไปว่าไม่ใช่ผม คงจับผิดตัวแน่

บทบาทที่เกี่ยวข้องเสื้อแดง

ไม่มี ผมไม่เคยเป็นบ.ก.หนังสือ ผมเขียนบทความลงผมก็ได้เงิน ถือเป็นงานอาชีพ ถ้าไม่ได้เงินผมก็ไม่เขียน เพราะไม่มีเวลาไปร่วมจัดทำอะไร งานที่มหาวิทยาลัยก็มาก ลูกผมยังเด็กมาก ตอนนี้ 7 ขวบ ผมกับภรรยาต้องผลัดกันดูแล จึงไม่อยู่ในฐานะหรือมีเวลาไปทำอย่างอื่น

ประเมินวันนี้เสื้อแดงถือว่าแพ้หรือยัง

วันนี้ไม่ถือว่าแพ้ อย่างมากก็เพลี่ยงพล้ำชั่วคราว เพราะกระบวนการของเสื้อแดงคือประชาธิปไตย ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย คนเสื้อแดงไม่ตาย ยังอยู่ เป้าหมายยังไม่บรรลุก็คงไม่ไปไหน

แต่การจะกลับมา ผมคิดว่าต้องคอยอีกระยะหนึ่ง ผมไม่เห็นด้วยที่จะมาทำอะไรตอนนี้ เพราะมันเสียหาย ซึ่งเป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมันไม่ปิด บ้านเมืองไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผมยืนยันว่าไม่ยุติ แต่การต่อสู้ต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่านี้

มองวิถีการต่อสู้ของเสื้อแดงอย่างไร

การต่อสู้เท่าที่ผ่านมา ถ้าเป็นผม ผมจะหยุดตั้งแต่นายกฯ เสนอแผนปรองดอง แล้วพี่วีระ(มุสิกพงศ์) ก็รับไว้แล้ว ถ้าเป็นผม อยากหยุดหรือหาทางลงตรงนั้น คงไม่ปล่อยให้เกิดการชุมนุมยืดเยื้อต่อมา

แต่ผมไปกำหนดไม่ได้ เป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งว่าผมไม่ได้เป็นแกนนำ ถ้าผมกำหนดได้ ผมจะเลิกพร้อมพี่วีระ

จุดเพลี่ยงพล้ำเสื้อแดง เพราะแกนนำฮาร์ดคอร์ไม่ยอมลงใช่หรือไม่

เท่าที่ทราบ คล้ายอย่างนั้น แต่ผมไม่ยืนยันเพราะไม่มีเวลาเช็กข้อมูลแล้วผมมาโดนเองอีก แต่มีกระแสข่าวคล้ายอย่างนั้น ผมไม่รู้ว่าเป็นจุดพลิกผันของสถานการณ์หรือไม่ ผมถูกคุมตัว ไม่รู้อะไรเลย ขนาดบอกจะปล่อยตัว ผมยังไม่แน่ใจว่าปล่อยจริงหรือจะเอาไปขังที่อื่น ตอนนั้นมันเบลอ

มองอย่างไรที่แกนนำต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

ผมคิดว่ากระบวนการทั้งหมด เป็นกระบวนการทางการเมืองมากกว่ากระบวนการยุติธรรม แกนนำนปช.ส่วนหนึ่งโดนจับกุม ถ้ามองการปฏิบัติการฟื้นเสื้อแดง ทำได้ไม่ง่ายนัก ไม่ว่าจะฟื้นง่ายหรือฟื้นยาก เร็วหรือช้า ผมคิดว่ากระบวนการประชาธิปไตยต้องคงอยู่ ประเทศนี้ต้องก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน แต่ผมขอรัฐบาลอย่างเดียว ขอให้เลิกใช้นโยบายความรุนแรงกับประชาชนอย่างที่ผ่านมา มันไม่ถูกต้องที่จะต้องเสียชีวิตไม่ว่าทหารหรือประชาชน ผมไม่เห็นด้วยเพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ผมคิดว่าทหาร กองทัพ รัฐบาล เป็นด้านหลักที่ต้องเลิกใช้วิธีแบบนี้ ต้องแก้ปัญหากับประชาชนโดยสันติวิธีจะดีกว่าเยอะ และบาดแผลจะไม่ลึกด้วย การใช้วิธีที่ผ่านมา บาดแผลมันลึก

ในฐานะเคยอยู่ในเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 มองสถาน การณ์เม.ย.-พ.ค.2553 อย่างไร

ผมอยู่ในขบวนการนักศึกษา วันที่นักศึกษาถูกปราบปราม ผมหนีเข้าป่า มองเหตุการณ์วันนี้คล้ายกับการปราบปรามช่วง 6 ต.ค.2519 มาก หรือจะต่างก็ไม่ต่างกันมาก แต่สิ่งที่ผมไม่ยอมรับเหมือนกันเลย คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น การกวาดล้าง การเข่นฆ่า สังหารประชาชนตายเป็นร้อยคน ซึ่งต้องอาศัยเวลาอีกสักพักในการฟื้นตัว ผมไม่ต้องการโต้แย้ง แต่ไม่อยากให้มีใครตาย อยากให้แก้ปัญหาโดยสันติวิธี

มองอนาคตการเมืองไทยจากนี้เป็นอย่างไร

เสื้อแดงต้องใช้เวลาสรุปบทเรียน ใช้เวลาฟื้นตัวอีกระยะ จริงๆ สิ่งที่ผมอยากเสนอกับฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายชนชั้นนำมากกว่า คือ รีบแปรเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตยโดยเร็วดีกว่า เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จะแก้ปัญหาได้สารพัด เป็นยาแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ปัญหาก็ไม่จบ

การกลับไปเป็นประชาธิปไตยต้องทำอย่างไร

ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่คืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เสียหาย และทำได้ในระบอบประชาธิป ไตย นอกจากเราจะไม่ใช้ระบอบประชาธิปไตย เราจะใช้ระบอบอื่น เมื่อใช้ระบอบประชาธิปไตย การยุบสภาถือเป็นเรื่องธรรมดา

หากยุบสภาเลือกตั้งใหม่ คนเสื้อแดงก็หมดหน้าที่

หากมีเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยคงชนะ บทบาทเสื้อแดงคงไม่มีอะไร เพราะรัฐบาลคงเข้ามาปฏิรูปประเทศ มีมาตรการให้เป็นประชาธิปไตย หรือหากมีมาตรการอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มาว่ากันอีกที แต่ผมคิดว่าน่าเป็นประชาธิปไตย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร) มีบทเรียน

บทบาทอาจารย์กับเสื้อแดงจากนี้ไป

ผมไม่ได้มีบทบาทอะไรกับเสื้อแดง ที่ผ่านมาผมเป็นนักวิชาการ ทำงานด้านวิชาการ ผมไม่ใช่นักเคลื่อนไหว ผมยืน ยันเสมอว่าผมเป็นแกนนำไม่ได้ และไม่เคยเป็นแกนนำนปช. เพราะไฮด์ปาร์กไม่เป็น งานเยอะมาก ทั้งงานมหา วิทยาลัย งานส่วนตัว แกนนำต้องอุทิศตัวอยู่กับมวลชน ผมทำไม่ได้ แต่ถ้าให้ผมช่วยเหลือ ให้กำลังใจพอไหว เพราะนักวิชาการต้องทำงานวิชาการ

ยุคนี้มีการคุกคามนักวิชาการมาก

ผมมองว่าเป็นการคุกคาม เพราะก่อนหน้าผม ไม่มีนักวิชาการโดนข้อหาทางการเมืองเลย ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา มีอาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ โดนเป็นคนสุดท้าย

นักวิชาการถูกกระทบไปด้วยในสถานการณ์อย่างนี้ น่าจะมีระบบไม่ให้มีการคุกคามนักวิชาการ ถ้าทำได้ผมก็อนุโมทนา

มีชื่ออยู่ในผังล้มเจ้าของศอฉ.

มีสื่อฉบับหนึ่ง พยายามโจมตีใส่ร้ายผมมาตลอดแล้วศอฉ.ไปเชื่อข้อมูลนั้น ตอนที่ตำรวจมาคุยกับผม ผมเสนอไปแล้วว่ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่ยุแยงตะแคงรั่ว ชอบหาเรื่องว่าคนโน้นล้มเจ้าคนนี้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ฉะนั้น ถ้าต้องการสมานฉันท์ ปรองดอง สันติ ต้องปิดสื่อที่ว่านี้ ถึงจะปรองดองสมานฉันท์ สันติภาพได้

จับพิรุธ (พูดเท็จ)

ที่มา ไทยรัฐ


คะแนนการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะออกมาอย่างไร ไม่นอกเหนือความคาดหมาย แม้จะดูว่าฉิวเฉียดก็ตามทีเถอะ ขนาดรัฐบาลชุดนี้สั่งสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก ยังไม่สะกิดผิว ไม่สะเทือนความรู้สึก การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน

ก็แค่สิวๆ

ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การที่พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคแกนนำรัฐบาลเห็นดีเห็นงามกับการกระทำในการสั่งสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา หาก มีผลพิสูจน์ความผิดในอนาคต

ฝักถั่วจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ถ้าพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น จึงขอบันทึกเหตุการณ์ทางการเมืองไว้ในหมายเหตุการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าด้วยเรื่องวิกฤติการเมืองระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-1 มิ.ย. ซึ่งรัฐบาลประกอบด้วยพรรคร่วมรัฐบาล ประชาธิปัตย์มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค พรรคชาติไทยพัฒนามีคุณชุมพล ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรค พรรครวมชาติพัฒนามี นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นหัวหน้าพรรค พรรคภูมิใจไทยมีคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็น หัวหน้าพรรค พรรคเพื่อแผ่นดินมีคุณชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นหัวหน้าพรรค พรรคกิจสังคมมีคุณสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นหัวหน้าพรรค จากมีจำนวน ส.ส.สนับสนุนจำนวน 275 เสียง ไว้วางใจคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยคะแนน 246 เสียง

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาของการอภิปราย นานาจิตตัง เพราะอย่างไรเสียคนไทยก็แบ่งข้างกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องยอมรับตรงกันก็คือ มีการสั่งใช้กำลังทหาร มีการใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ประชาชน และมีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เวลานี้ใครฆ่าประชาชนคงมีคำเฉลยอยู่ในใจของคนไทยทั้งประเทศ ภาวะผู้นำก็สำคัญ วัดกันที่ความรับผิดชอบและคำพูด ถ้าจะบิดเบือนต่อไปภาวะผู้นำก็จะเสื่อม ยก กรณีวัดปทุมวนาราม เป็นกรณีศึกษา เมื่อเห็นแต่ภาพนิ่งก็อ้างว่าเป็นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าจริง แต่ไม่ใช่หน้าวัดปทุมวนาราม เป็นที่ศาลาแดงกับสีลม แต่เมื่อมีวีดิโอคลิปแสดงให้เห็นว่าทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนาราม และทหารประทับปืนยิงเข้าไปในวัดก็แก้ตัวว่าผู้เสียชีวิตถูกยิงในแนวราบไม่ได้ถูกยิงจากที่สูง แต่ถ้าคนที่ถูกยิงนอนหลบกระสุนอยู่แล้วถูกยิงเข้าลำตัวก็ไม่ต่างจากวิถีกระสุนในแนวราบ และผลพิสูจน์ทางการแพทย์ผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยอาวุธสงครามแน่นอน

อาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนทั่วไปได้ แต่โกหกชาวบ้านที่อยู่ในวัดปทุมวนารามหลายร้อยชีวิตไม่ได้ และโกหกตัวเองไม่ได้ ปากว่าไม่เห็นฝ่ายตรงกันข้ามเป็นศัตรู แต่ตามล่าไม่เลิก พับผ่าเถอะ.

หมัดเหล็ก

ท่องเที่ยวไม่มีน้ำยา

ที่มา ไทยรัฐ


มีหลักฐานยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำงานไม่เป็น เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา คุณเจริญ วังอนานนท์ โฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทยหรือเฟสต้า ระบุว่าความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะภาพการจลาจล

ในขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ของ คุณชุมพล ศิลปอาชาและ คุณสุรพล เศวตเศรณี ผู้ว่าการการท่องเที่ยว ไม่มีนโยบายเด่นชัดอะไรออกมา จะเยียวยาช่วยเหลืออย่างไรก็ไม่เห็นเป็นรูปธรรม

มีแต่ตั้งเรื่องของบประมาณโดยไม่เคยหารือกับภาคเอกชนว่ามีความต้องการอะไร เร่งด่วนและสำคัญแค่ไหน ดังนั้น ถ้าจะมีการปรับโครงสร้างระบบราชการครั้งใหม่ หากทำได้ เสนอให้ยุบกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แล้วให้เป็นหน่วยงานขึ้นกับสำนักนายกฯ หรือเป็นหน่วยงานอิสระจะดีกว่า

สถานการณ์อย่างนี้แทนที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะเป็นตัวช่วย กลับเป็นตัวถ่วง วาระการท่องเที่ยวแห่งชาติก็ไม่มีความคืบหน้า

งานทุกอย่างไม่มีความเคลื่อนไหว

คาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เป้าหมายนักท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 5 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวจะสูญเสียไปไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท
สถานการณ์อึมครึมอย่างนี้ต่อให้ ลดแลกแจกแถม อย่างไรก็ไม่มีนักท่องเที่ยวที่ไหนจะกล้าเข้ามาเสี่ยงเพราะไม่มั่นใจว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ที่ผ่านมาเคยเห็น รมว.การท่องเที่ยวฯ ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบางช่วงบางตอน แต่เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็น ฉาบฉวยทางการเมือง ธรรมดา ไม่มีแนวคิดรูปแบบด้านการท่องเที่ยวในอนาคต

อาจจะมีข้อแก้ตัวว่า การวางตัวคนที่จะมาเป็น รมต.ในกระทรวงต่างๆ ไม่สามารถเลือกคนให้เหมาะสมกับงานได้ แต่ความสำนึกและความตั้งใจในการทำหน้าที่จะต้องมีติดตัวมาบ้าง

ไม่ใช่คิดแต่ว่าจะมานั่งเก้าอี้ รมต.เพื่ออำนาจและผลประโยชน์

วันนี้ยังไม่รู้ว่าวิกฤติการเมืองจะลุกลามไปอีกไกลแค่ไหน แต่ ที่สามารถพิสูจน์ในปัจจุบันได้ก็คือ ความล่มจมของประเทศ และความเดือดร้อนของประชาชน

สงครามยังไม่สงบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร

แนวทางในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ ผิดหรือถูกอย่างไร เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่พิสูจน์สำเร็จเรียบร้อยแล้วก็คือความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจนับตั้งแต่มีขบวนการการยึดอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจและ การเมืองน่าจะนำไปพัฒนาความเจริญของประเทศไทยให้รุดหน้าได้ไม่น้อยกว่าสิบปี.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 03/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน เซีย 04/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 04/06/53

ถึงเวลา‘หักดิบ’

ที่มา บางกอกทูเดย์


การเมืองคือเรื่องของ “อำนาจ” ใครบ้างเมื่อมีอำนาจทางการเมืองที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วยังต้องการ “ยืมจมูก” บุคคลอื่นเพื่อหายใจ ภาพความแตกแยก “ระส่ำระสาย” ภายในรัฐบาลหลังการ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” โดยมีตัวประกอบคือ “พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” กับ “พรรคร่วมรัฐบาล” สุดท้ายคงไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากการ “ขัดแข้งขัดขา” กันเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง...ซึ่งต่างฝ่ายต่างพยายาม “ขี่คอ” ฝั่งตรงข้าม

เมื่อสบโอกาส มิเช่นนั้น กระทรวง ทบวง กรม จะถูกจับให้กลายเป็น “สินค้า” เพื่อไว้ต่อรองและแลกเป็น “ตัวเงิน” ที่ถูกใจอย่างนั้นหรือ? ถามว่า...วันนี้ “พรรคประชาธิปัตย์” กับ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นแกนหลักในรัฐบาล...พวกเขาจะยังคง “เชื่อมั่น” ซึ่งกันและกันต่อไปหรือไม่? ถามว่า...วันนี้ “พรรคประชาธิปัตย์”

กับ “พรรคภูมิใจไทย” พร้อมหรือยังที่จะแยกจากกัน...ต่างคนต่างหาพื้นที่กันเองเพื่อยืดคอ “สูดอากาศหายใจ” มันจะเป็นการเร็วไปหรือไม่ที่ต้องมีการ “หักดิบ” ทางการเมือง...เพื่อให้พรรคการเมืองทั้งสองสามารถเดินต่อไปได้ โดยเฉพาะการเยียวยาในเรื่อง “วิกฤติศรัทธา” ของประชาชน และการบริหารประเทศ

ที่ไม่ได้เรื่อง เพราะผลกำไรทางการเมืองไม่ได้ตกอยู่ที่ประชาชน สำหรับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” วันนี้เขาเดินมาไกลกว่าเมื่อปีที่แล้วที่ยังเป็น “เด็กในโอวาท” และ “เชื่อฟังคำสั่ง” นักการเมืองรุ่นพี่เพื่อก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางทางการเมือง และสำหรับ “เนวิน ชิดชอบ” วันนี้เขายังคงเดินบนเส้นทางแห่งอำนาจ

อย่าง “เสมอต้นเสมอปลาย” โอนอ่อนผ่อนตามไปตามทิศทางลม...และเขารู้ว่า “การเมือง” ควรเดินหน้าหรือถอยหลังไปทางใด เมื่อผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ทางการเมืองทั้งสองคน “ใหญ่โต” เกินกว่าที่จะอยู่ร่วมถ้ำเดียวกัน...เพราะต่างคนต่างเชื่อว่าตัวเองมี “ศักยภาพ” และ “ปีกกล้าขาแข็ง” พร้อมบินเดี่ยว คงต้องมีสักคน

ที่เป็น “ฝ่ายไป” และจะเกิดการผลักมิตรเป็นศัตรู...กระทั่งกลายเป็นนักการเมือง “ฝ่ายตรงข้าม” สองขั้วจะเกิดการ “สู้รบปรบมือ” ด้วยอำนาจล้นในมือที่ขุดขึ้นมาเพื่อทำลายล้างกันอย่างที่พวกเขาเคย “ร่วมมือ-ลงขัน” ทำกันวันนี้ เรื่องของเขา...แต่เราต้องสนใจ เพราะยังมีอีกพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง!