ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 7, 2009

มีกลุ่มเสื้อแดงมารอขับไล่นายกฯ แต่ไม่มีเหตุรุนแรง

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่
ลพบุรี 7 มี.ค. - มีความพยายามของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะขว้างปาขวดน้ำเข้าใส่ขบวนรถของนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด. -สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-03-07 10:25:45

แกนนำ นปช. อยากเห็นพรรคพันธมิตรฯ

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 6 มี.ค. - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุจะตั้งพรรคการเมืองว่า ตนดีใจที่จะเห็นพรรคนี้ อยากเห็นความเป็นรูปธรรม อยากรู้ว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นใคร นโยบายพรรคเป็นอย่างไร ต่อไปจะได้ไม่ต้องระวังตัวว่าจะมีใครมาปิดสนามบิน และเพื่อความกระจ่างชัด ขอให้พันธมิตรฯ ช่วยตอบด้วยว่าเงินบริจาคที่ได้มาเอาไปใช้อะไรบ้าง ช่วยชี้แจงก่อนตั้งพรรคด้วย เพราะประชาชนอยากรู้ .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-06 19:11:01

พท.ลังเลเลื่อนซักฟอก อ้างข้อมูลอื้อ ชงให้"กก.บห."ตัดสิน 10มี.ค. ปธ.วิปค้านดักคอ"เสนาะ"ไม่แปรพักตร์

ที่มา มติชนออนไลน์

วิปฝ่ายค้านยันไม่เลื่อนยื่นญัตติซักฟอก ทำใจรับสภาพพรรค"เสนาะ"ไม่ร่วมลงชื่อ พท.เหนือยื้อ อ้างมีข้อมูลใหม่อื้อ ต้องใช้ 1-2 เดือนรวบรวม โยน กก.บห.ชี้ขาดเลื่อนหรือไม่ 10 มี.ค. "อภิสิทธิ์"ย้ำแนวทาง กม.หมิ่นสถาบัน ต้องดูการบังคับใช้ก่อน หากจะแก้ ต้องไม่มีผลกระทบต่อคดีหมิ่นสถาบันที่เกิดขึ้นแล้ว ตร.บุกจับสาว ผอ.เว็บไซต์ประชาไท เจ้าตัวปฏิเสธ ข้อความหมิ่นฯเป็นของบุคคลอื่น


พท.เผยเสนาะให้รองับเหยื่อมิด


สำหรับการเตรียมการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ฝ่ายค้านยังมีความเห็นไม่ลงรอยกันนั้น นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย (พท.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ถึงการพบปะหารือกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวพรรคประชาราช เมื่อคืนวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของ พท.ยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้ว่านายเสนาะจะเสนอแนะให้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อแก้วิกฤตก็ตาม เพราะแนวทางการยื่นอภิปรายของ พท.เป็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและมีการยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้


"เท่าที่หารือกันท่านเสนาะอยากให้ตั้งกระทู้ยื่นญัตติขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตชาติเพราะบ้านเมืองไปไม่ไหวแล้ว และขณะนี้เหยื่อยังเข้าปากปลาไม่มิด ดังนั้น ควรรอให้ปลางับเหยื่อกินเบ็ดเสียก่อน ซึ่งเหยื่อในความหมายของท่านเสนาะก็คือการอนุมัติโครงการใหญ่ๆ ที่ขณะนี้เมื่อรัฐบาลทราบว่าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีการชะลอโครงการไว้แล้ว อย่างไรก็ตามการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นข้อมูลเฉพาะอยู่แล้ว" นายวิทยากล่าว


ดักคอปชร.คงไม่ไปร่วมรัฐบาล


ผู้สื่อข่าวถามนายเสนาะ ยังมีทีท่าทำงานร่วมกับ พท.ต่อไปหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า เข้าใจว่านายเสนาะคงให้ พท.ดำเนินการในส่วนที่พรรคมีความเห็นต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนหน้านี้ แต่ในส่วนของพรรคประชาราช ยังยืนยันต้องการให้เปิดอภิปรายทั่วไป ซึ่งถ้าเป็นในรูปแบบนี้ พรรคประชาราชจะขอร่วมอภิปรายด้วย เพราะนายเสนาะไม่เห็นด้วยกับที่มาของรัฐบาลตั้งแต่แรก ดังนั้น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้พรรคประชาราชคงไม่ลงชื่อร่วมเสนอญัตติจะขอเป็นคนฟังเท่านั้น
ประธานวิปฝ่ายค้านยังกล่าวกรณี ขณะนี้นายเสนาะยังเหนียวแน่นกับทางพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ว่า ไม่ได้ถามนายเสนาะ แต่คงไม่มีอะไร ซึ่งนายเสนาะว่ารัฐบาลอย่างนั้นและไม่ชอบรัฐบาลแล้วจะไปร่วมรัฐบาลได้อย่างไร ถ้าบอกไม่ชอบแล้วไปร่วม มันก็ผิดปกติ


เมื่อถาม การเสนอญัตติของ พท. จะให้ ส.ส.พรรคร่วมลงชื่อครบทั้ง 187 คน เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า จะอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงแค่ลงชื่อครบตามเกณฑ์ที่กำหนดก็ได้ ส่วนกรณีที่มี ส.ส.บางคนเสนอให้เลื่อนยื่นอภิปรายออกไปเป็นช่วงเดือนเมษายนนั้น คงไม่สามารถเลื่อนได้


"วรวัจน์" ชี้10มี.ค.รู้เลื่อนซักฟอกหรือไม่


รายงานข่าวจาก พท.แจ้งว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา มีการประชุมแกนนำของพรรค โดยแกนนำพรรคส่วนหนึ่งเสนอว่าควรเลื่อนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไปจากที่กำหนดไว้วันที่ 11 มีนาคม และไปยื่นใหม่ในช่วงเดือนพฤษภาคมหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าควรทอดระยะเวลาให้รัฐบาลบริหารงานไปอีก 2 เดือน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่สามารถบริหารงานและแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองได้ แต่แกนนำอีกฝ่ายก็เห็นว่าควรดำเนินการตามแผนการเดิม เพราะไม่ว่าอย่างไรฝ่ายค้านก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้อยู่แล้ว


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พท. ในฐานะคณะทำงานยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่กรรมการบริหารต้องตัดสิน ว่าต้องการให้การอภิปรายครอบคลุมทั้งหมดหรือไม่ เพราะวันนี้คณะทำงานได้รับข้อมูลจาก ส.ส.จำนวนมาก ถ้าในการอภิปรายไม่ได้ใช้ข้อมูลนี้ก็นับว่าน่าเสียดาย


"ข้อมูลที่เรามีอยู่เดิมตอนนี้ครบทุกอย่าง แต่ยังมีข้อมูลใหม่ๆ ที่ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ อาทิ ข้อมูลของกระทรวงคมนาคม พาณิชย์ ศึกษาธิการ สาธารณสุข และมหาดไทย ซึ่งทุกเรื่องก็มันๆ ทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าจะอภิปรายให้ครอบคลุมจริง คณะทำงานจะต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลประมาณ 1-2 เดือน เพราะหากคงตามกำหนดเดิมแต่เพิ่มเนื้อหานั้นเราคงทำไม่ทัน" นายวรวัจน์กล่าว และว่า ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความขัดแย้งเรื่องการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะเปิดอภิปรายแน่นอน แต่ยังพิจารณาในเรื่องของช่วงระยะเวลาอยู่ ซึ่งคณะกรรมการบริหารของพรรคคงจะได้ข้อสรุปในการประชุมวันที่ 10 มีนาคมนี้


"อภิสิทธิ์" ย้ำแนวทางกม.หมิ่น


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ถึงเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการบางส่วน ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" ว่า เบื้องต้นต้องไปดูการบังคับใช้ก่อน เคยให้แนวทางกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปบ้างแล้ว และหากจำเป็นต้องออกระเบียบหรือกฎอื่นๆ ออกมาเพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติทำไปในทางเดียว ซึ่งก็ต้องค่อยว่ากันอีกที เรื่องตัวกฎหมายที่บางคนคิดว่าเป็นกฎหมายพิเศษนั้น จริงๆ ไม่ใช่ เพราะกฎหมายมาตรานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาที่ว่าด้วยความมั่นคงเท่านั้น สาเหตุที่ต้องปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่เพราะกลัวต่างชาติมองไม่ดี แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น เพราะคดีหมิ่นฯที่ผ่านมาก็มีจำนวนไม่น้อยที่สุดท้ายแล้วไม่มีการฟ้องร้อง


"เรื่องนี้เรามีประเพณี ประวัติศาสตร์ มีโครงสร้างสถาบันชัดเจน คงไม่ได้ทำเพื่อต่างชาติ ซึ่งหากมีการแก้ไขก็ไม่ควรจะมีผลกระทบต่อคดีหมิ่นสถาบันที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เช่นนั้นคนที่จงใจทำผิดก็จะเอามาเป็นข้ออ้าง เพื่อไปละเมิดสิทธิคนอื่น หรือละเมิดสถาบัน อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีหมิ่นสถาบันของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้นไม่ได้มองว่าดำเนินการล่าช้า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับอัยการสูงสุด" นายกฯกล่าว


"สุเทพ"ไม่ยอมให้แก้เด็ดขาด


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ แต่ในฐานะคนไทยเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมของประชาชน เป็นหลักชัยประเทศ มีกฎหมายกำหนดไว้เคร่งครัดว่าใครจะไปหลบลู่ดูหมิ่นไม่ได้ "ดังนั้น ใครมาชวนผมแก้กฎหมายตรงนี้ ผมไม่ยอมเด็ดขาด ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีดูแลเรื่องนี้ จะไม่ยอมให้ใครละเมิดสถาบันและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขณะเดียวกัน จะดูแลไม่ให้ใครใช้สถาบันเป็นเครื่องมือรังแกใคร" นายสุเทพกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า อาจมีการยกร่างระเบียบเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายนั้น นายสุเทพกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว จะได้ป้องกันไม่ให้ใครอ้างสถาบันไปรังแกผู้อื่น ถ้าใครจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ละเมิดสถาบัน ก็ยอมไม่ได้ ทั้งนี้ ผู้ที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เป็นเพียงบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายวิชาการทั้งประเทศ


ส่วนความเคลื่อนไหวเรื่องนี้สอดรับกับสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการหรือไม่นั้น นายสุเทพกล่าวว่า "ได้รับรายงานไปในลักษณะเช่นนั้น ก็ต้องติดตามต่อไป"
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าคดีหมิ่นสถาบันของนายจักรภพล่าช้า นายสุเทพกล่าวว่า ต้องไปถามผู้รับผิดชอบ ซึ่งคงต้องสอบถามความคืบหน้าบ้าง แต่ต้องถามด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เป็นการแทรกแซง


นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า กฎหมายเรื่องนี้เป็นกฎหมายธรรมดาไม่ใช่กฎหมายพิเศษ คือประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งประเทศไทยมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 และที่มีการเสนอให้ปฏิรูปก็ไม่มีการบอกมาว่าจะปฏิรูปอย่างไร โดยส่วนตัวมองว่ากฎหมายที่มีดีอยู่แล้วและชัดเจนว่า อะไรคือการดูหมิ่น อะไรคือการอาฆาตมาดร้าย และศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยคดี


"สมชาย"ไม่หวังชนะ-เสียงไม่จำเป็น


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งนัดหมายพูดคุยกับนายเสนาะ เทียนทอง ไปก่อนหน้านี้ ให้สัมภาษณ์ที่ จ.พิจิตร กรณีพรรคประชาราช และ 12 ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันไม่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติไม่ไว้วางใจว่า ก็เป็นการพิจารณาของพรรคประชาราชและพรรคเพื่อแผ่นดิน เนื่องจากเขาอยู่ทางการเมืองอะไรเป็นผลดีผลเสียต่อเขา การไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติในรัฐธรรมนูญที่สามารถเปิดอภิปรายได้ตามกติกา ส่วนฝ่ายค้านจะมีเสียงมากน้อยขนาดไหนคงประเมินว่าฝ่ายค้านหวังอะไร หากหวังให้รัฐบาลพ่ายแพ้เสียงโหวตในสภาก็ต้องมีเสียงมาก


"ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายครั้งนี้อาจไม่ชนะรัฐบาล อันนี้ไม่จำเป็นต้องมีเสียงครบ ขอให้มีชื่อผู้เสนอญัตติอภิปรายให้ครบ ส่วนพรรคประชาราชหรือ พรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนไม่ยื่นอภิปรายก็เป็นสิทธิของเขา ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าผมจะเข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีในการอภิปราย ผมมองในแง่ประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น" นายสมชายกล่าว


"กรณ์"ไม่กลัวฝ่ายค้านซักฟอก


นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีชื่อถูกขึ้นบัญชีอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย กล่าวว่า ฝ่ายค้านยิ่งรีบอภิปรายเท่าไรก็ยิ่งดีกับรัฐบาล เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีการลักไก่กันด้วยประเด็นต่างๆ ซึ่งข้อมูลหรือข้อเท็จจริงของฝ่ายค้านมีมากแค่ไหนก็ไม่ทราบ


"ผมรอวันรอคืน ที่จะมีโอกาสได้ชี้แจงให้มีความชัดเจน เห็นฝ่ายค้านบอกว่ามีข้อมูลเด็ดมาหลายรอบแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีอะไรสักที เพราะฉะนั้น ถูกอภิปรายเมื่อไหร่ ก็จะมีโอกาสชี้แจงได้ในทุกประเด็น ไม่ได้หวั่นกลัวอะไรเลย" นายกรณ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจว่าตัวเองไม่มีแผลใช่หรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า มั่นใจว่าตัวเองไม่มีแผลที่จะถูกอภิปราย พร้อมกับกล่าวติดตลกด้วยว่า "ผมมีแผลอยู่ที่หลังมือของผมนิดเดียวเท่านั้นเอง"


"วิทยา" ก็ไม่กังวลอ้างไม่ใช่ปมใหญ่


นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเพ่งเล็งจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยา หรือโรคไข้ปวดข้อ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า สธ.ไม่เคยปิดบัง เพราะมีการรณรงค์ป้องกันโรคมาโดยตลอด แต่อาการของโรคไม่รุนแรงเหมือนโรคไข้เลือดออก และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคจะเน้นการกำจัดแหล่งเพราะพันธุ์ยุง แต่เนื่องจากยุงมักอาศัยในป่าพรุทำให้ควบคุมยาก


"เข้าใจว่าคนที่พูดคงอยู่ไกลจากพื้นที่ ไกลจนไม่รู้ว่าในระดับพื้นที่มีการรณรงค์ป้องกันไปถึงไหน อยากให้คนที่จะอภิปรายหาข้อมูลมากกว่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการพูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ไม่กังวลหากจะมีการอภิปรายเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่จะถึงขั้นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน เรื่องนี้ไม่มีการปกปิดข่าวเหมือนกับช่วงที่มีไข้หวัดนกระบาดในรัฐบาลชุดก่อนแน่นอน" นายวิทยากล่าว


"เทพไท"แขวะ"เฉลิม"เร่งสร้างบารมี


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณี ส.ส.พท. เสนอเลื่อนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไปเป็นหลังวันสงกรานต์ว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านขาดเอกภาพ พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นมีความเห็นแตกต่างกันไป ดังนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พท. ควรแสดงภาวะความเป็นผู้นำ ด้วยการสร้างบารมีให้กับตัวเองในฐานะเป็นหัวหน้าทีมอภิปราย ไม่อยากให้ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นเพียงแม่ทัพที่อุปโลกน์ขึ้นมา ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อีกทั้งยังต้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยล็อบบี้นายเสนาะ ในการเข้าร่วมยื่นญัตติซักฟอก ขาดเพียงนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่น่าจะเป็นผู้แนะนำเทคนิคการอภิปรายในสภาให้กับ ร.ต.อ.เฉลิม ถ้าเป็นเช่นนั้นจะถือว่า ร.ต.อ.เฉลิมใช้อดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน เป็นตัวช่วย จึงไม่แน่ใจว่าบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิม ว่าเป็นเพียงการออกแขกโหมโรง ปล่อยข่าวสร้างกระแสอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้นหรือไม่

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ กกต.ได้ให้ข้อมูลชัดเจนแล้ว ว่าไม่พบเงินบริจาค 250 ล้านบาท ของพรรคแต่อย่างใด ส่วนเงินที่ได้รับจากกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 23 ล้านบาท ก็ถูกต้องทั้งหมด จึงแสดงว่าการกล่าวหาของฝ่ายค้านทั้งหมดเป็นเพียงการจงใจใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์โดยปราศจากมูลความจริงทั้งสิ้น โดยพรรคจะมีการนำข้อมูลการใช้จ่ายเงินทั้งหมดลงในเว็บไซต์ของพรรค เพื่อยืนยันความพร้อมในการทำงานทางการเมืองอย่างโปร่งใสและมีคุณภาพต่อไป


มีหมายจับผอ.เว็บประชาไทหมิ่น


วันเดียวกัน พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พ.ต.อ.สาธิต ชยภพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) พร้อมกำลังตำรวจกองปราบปรามนำหมายค้นศาลอาญา เลขที่ 183/2552 ลงวันที่ 5 มีนาคม เข้าตรวจค้นภายในสำนักงานเว็บไซต์ประชาไท เลขที่ 409 ชั้น 1 อาคาร มอส. ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 14.00 น. หลังตำรวจได้รับการร้องเรียนจากทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ว่าเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์ (www.prachatai.com) โพสต์ข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง ระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2551-3 พฤศจิกายน 2551 ต่อเนื่องกัน เหตุเกิดในพื้นที่เขตพระราชวัง เขตปทุมวัน และเขตห้วยขวาง

จากหลักฐานที่กระทรวงไอซีทีมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่พบข้อความภายในเว็บไซต์เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูงมากกว่า 40 ข้อความ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นและหมายจับนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร อายุ 42 ปี ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท อยู่ที่ 48/282 ซอยรามคำแหง 104 แขวงและเขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ซึ่งทางศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา เลขที่ 551/2552 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (3) (5) เป็นผู้ให้บริการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำผิด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่จะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศ และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมฯตาม (1) (3) (5) และผิด พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 15


เจ้าตัวปัด-บอกข้อความผู้อื่น


ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของนางสาวจีรนุชมาตรวจสอบ พร้อมกับเชิญตัวนางสาวจีรนุชมาสอบปากคำที่กองปราบปราม ซึ่งผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าข้อความดังกล่าวที่อยู่ในเว็บไซต์ประชาไทเป็นข้อความของผู้ที่เข้ามาอ่านข่าวสารในเว็บและเขียนไว้ในเว็บบอร์ดสาธารณะของเว็บไซต์ดังกล่าว ภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ตรวจพบก็ได้ลบข้อความที่มีเนื้อหาเชิงหมิ่นเบื้องสูงทิ้งหมดแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีการตรวจค้นและจับกุม ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์ ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกต่อสื่อมวลชนได้ เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ และตำรวจอยู่ระหว่างสอบปากคำนางสาวจีรนุช


ต่อมา เวลา 19.30 น. รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เดินทางมาที่กองปราบปราม เพื่อพบพนักงานสอบสวน ติดต่อขอประกันตัวนางสาวจีรนุช โดยใช้ตำแหน่งประกันตัวนางสาวจีรนุช ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท

ถีบหัวส่ง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ถูกตีกลับตามคาดนโยบายช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำเสนอเข้าพิจารณาในครม.เศรษฐกิจ

หลักๆ ที่ค่ายรถยนต์ร้องขอความช่วยเหลือคือลดภาษี 3% นำเงินค่าดาวน์รถไปหักภาษีปลายปีจำนวน 50,000 บาท ข้ออื่นๆ เป็นเรื่องปลีกย่อย

แม้จะไม่ปิดทาง 100% เพราะครม.ให้ไปพิจารณามาใหม่ แต่ดูรูปการณ์แล้วคงยากที่ได้รับการช่วยเหลือ

เพราะท่าทีของคนในรัฐบาลส่วนหนึ่งมองเพียงว่าคนที่ได้ประโยชน์คือค่ายรถเท่านั้น

แม้ทางหนึ่งจักเข้าใจถึงสถานการณ์งบประมาณ ที่รัฐบาลกำลังเผชิญทำให้ต้องปัดความช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งเกรงว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ อาจจะเรียกร้องแบบนี้บ้าง

อันจะกระทบถึงรายได้ภาษีที่รัฐต้องสูญเสียไป

แต่อีกทางที่ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องตระหนักให้มากก็คือ อุตสาหกรรมนี้ใหญ่โตมากไม่ว่าจะเป็นในเมืองไทย หรือในระดับโลก

มีธุรกิจอื่นๆ เกี่ยวเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะเมืองไทยที่มีมาตรการให้ค่ายรถยนต์ใช้วัตถุดิบผลิตในเมืองไทยเป็นส่วนใหญ่

จึงไม่สามารถมองตัดตอนง่ายๆ ว่าหากช่วยเหลือแล้วค่ายรถจะได้ประโยชน์เพียงถ่ายเดียว

แม้ค่ายรถทั้งหมดจะเป็นของต่างชาติ แต่มีคนไทยไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ทั้งทางตรง และทางอ้อมจำนวนมาก

ค่ายรถนั้นกระทบแน่กับยอดขายที่ตกลง แต่ด้วยสายป่านที่ยาวกว่า ย่อมสามารถยืนระยะได้

แต่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนส่งป้อนโรงงาน ที่ส่วนใหญ่เป็นของคนไทย จะทนได้ขนาดไหนยังน่าสงสัยอยู่!??

เพราะแค่ช่วงแรกยังปรับลดคนงานแทบจะรายวัน ยิ่งเมื่อรัฐเมินให้ความช่วยเหลือ เชื่อว่าการปลดคนงานจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ประเมินว่าในช่วงแรกนี้น่าจะมีบุคลากรไม่ต่ำกว่า 50,000 คนตกงาน นี่ยังไม่นับพวกที่รายได้หดเพราะไม่มีการทำงานล่วงเวลา

ขอโทษ...นี่นับเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แล้วไหนจะกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่องหรือทางอ้อม อาทิ อุปกรณ์ตกแต่ง เครื่องเสียง ฟิล์มติดรถยนต์ ฯลฯ

บุคลากรในส่วนนี้ย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน

หากคิดตัวเลขรวมกันทั้งหมดแล้ว น่าจะระดับแสนคนขึ้นไปที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมยานยนต์ในเมืองไทยตกต่ำ

แม้รัฐจะไม่เห็นชอบกับข้อเสนอของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ก็น่าจะมีมาตรการอื่นๆ ประคับประคองเอาไว้บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมแบบนี้

เพราะในช่วงเฟื่องฟูกลุ่มยานยนต์ก็สร้างผลประโยชน์ให้เมืองไทยไม่น้อย ไม่ว่าจะในรูปภาษี การลงทุนระดับหมื่นๆ ล้าน การจ้างงาน และตัวเลขการส่งออก

ถึงขนาดที่รัฐบาลในอดีตเคยประกาศจะให้เมืองไทยเป็น "ดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย" วาดฝันว่าจะเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เพื่อการส่งออก

แต่เมื่อธุรกิจนี้ได้รับผลกระทบกลับถีบหัวส่งอย่างไม่ไยดี เพราะมองเพียงว่าค่ายรถเป็นของต่างชาติ

เป็นการมองที่แคบ และสั้นเกินไปหรือไม่!??

สิ่งที่ต้องฟัง

ที่มา เดลินิวส์

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ซีอีโอ “ซีพีออลล์” ผู้บริหารร้าน “เซเว่นอี เลฟเว่น” ที่กำลังจะมี 6,000 สาขา อีกไม่นานนี้ พูดไว้น่าสนมาก หากหัวหน้างานมาลาออกด้วยเหตุใดก็ตาม

มีโอกาสจะขอคุยด้วยทุกคน เพื่อให้คนนั้นได้เปิดใจ พูดถึงปัญหาต่าง ๆ ในองค์กร จะได้เอามาแก้ไข พัฒนาองค์กรให้ดี ยิ่งขึ้น ฉลาดคิดดีจัง !!!

กรณีที่ สุเมธ อุปนิสากร อำลาจากเก้าอี้ กกต. เพราะอายุครบ 70 ปี ได้ฝากข้อคิดไว้มากมาย โดยยอมรับว่า กกต.ชุดนี้เป็น ของปลอม เพราะไม่ได้มาตาม รธน.และไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ

ซึ่งก็จริง เพราะมาจาก คมช. ที่เป็นผู้ฉีก รธน.ทิ้ง อันถือเป็นการทำลายนิติรัฐรุนแรงสุด แต่ไม่เคยต้องถูกลงโทษซักครั้งเดียว เพราะสังคมไทยไม่นำพา

อะไรไม่น่าฟังเท่า การพูดถึงอนาคตของสิ่งที่เรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ ซึ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือย จนถูกวิจารณ์รุนแรงว่า เลือกปฏิบัติ ใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน

ท่านเห็นว่า หากบ้านเมืองเรียบร้อย อยากเห็น “ตุลาการ” กลับเข้ากรมกอง เพราะชีวิตการเป็นศาลกับอยู่ข้างนอกไม่เหมือนกัน หากออกมามาก ๆ กลัวจะเหลิง !!!

แต่การที่ศาลจะกลับได้ ต้องอยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญ

แต่ก็ยากเพราะกลุ่มเสื้อเหลือง ประกาศก้องใครเสนอแก้ รธน.ปิศาจคาบไปป์ คือ พวกทำเพื่อแม้ว ทั้งที่เป็น รธน.ที่มีจุดอ่อนมากมาย และมุ่งบอนไซระบอบประชาธิปไตยสุด ๆ

โดยเฉพาะ ม.237 เรื่องการยุบพรรค ท่านเห็นว่าเมื่อมาถึงตอนนี้ ต้องดูว่าสมควรหรือไม่ เช่น ผู้จัดการทำผิด จำเป็นต้องยุบบริษัทเลยหรือ การให้ ยาแรงอาจจำเป็นในเวลานั้น แต่ตอนนี้ไข้ยังไม่มาก

ให้ยาแรงมากไปเดี๋ยวจะตายกันหมด!!!

ซึ่งจริงอีกเพราะ ม.237 กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้กำจัดพรรคการเมือง ไม่ต้องการ แต่อ้างว่ามีไว้เพื่อให้นักการเมืองเข็ดหลาบ ไม่กล้าซื้อเสียง ทุจริตเลือกตั้ง

แต่จริงหรือไม่ สาธุชนก็เห็น ทำไม กก.บริหารพรรคเก่าแก่ทำผิด แจกตั๋วหนัง พร้อมลูกทีม ทั้งที่เป็นการทำผิดวาระเดียวกัน และกรรมเดียวกัน แต่การลงโทษตลกมาก

คนที่ได้ใบเหลืองเป็น ส.ส. ที่ลงเลือกตั้งใหม่ได้ คนที่ได้ใบขาว คือ กก.บริหารพรรค เพื่อพรรคจะได้ไม่ต้องถูกยุบตาม ม.237 แต่คนที่ได้ใบแดง คือ ส.ส.สอบตก ซึ่งไม่มีผลอะไรเลย

ที่สุดพรรคที่ถูกยุบ คือ พรรคในบันได 4 ขั้นของ “คมช.” ต้องการกำจัดทิ้ง ถูกยุบแล้วยุบอีก แต่พรรคที่ คมช.ตั้งเป้าให้เป็นรัฐบาล รอดราวปาฏิหาริย์

สิ่งที่นายสุเมธพูด จึงเชื่อได้ว่า ไม่ได้พูดเพื่อประโยชน์ใครทั้งสิ้น แต่เปิดใจอำลา เพื่อให้มีการแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จะได้นำสันติสุขคืนสู่บ้านเมือง อย่างที่ทุกคนต้องการ !!!

ที่เจ๊สด สดศรี สัตยธรรม สวนทันที จะไปก็ไปคนเดียว อย่าลาก กกต. ที่เหลือไปด้วย ทั้งที่จะว่าไป เจ๊สดก็เป็นผู้รักความเป็นธรรมน่าจะเอาคำพูดนี้ไปตรึกตรอง แล้วช่วยแก้ปัญหาที่ยังค้างคาดีกว่า

ไม่ใช่มาแว้ด ๆ ใส่ ต้องขอบคุณด้วยซ้ำ คนที่กล้าพูดความจริงยุคนี้ แม้ท่านจะมาช้าไปนิดก็ตาม !!!.

ดาวประกายพรึก

เตรียมปลาร้ารอรับ 'มาร์ค'

ที่มา เดลินิวส์

เสื้อแดงขน 100 ถุงไว้ต้อนรับที่'ลพบุรี' ป.จับหมิ่นเบื้องสูง

เสื้อแดงเตรียมปลาร้า 100 ถุงรอต้อนรับนายกฯ ลงพื้นที่เมืองลิงขณะที่ปากช่องระดมพลไล่"เสี่ยจิ้น"ตำรวจต้องผนึกกำลังนับพันป้องกันด้าน"เทพเทือก"สั่งตำรวจทุกจังหวัดเตรียมกล้องวิดีโอถ่ายพวกที่ตามราวีรัฐมนตรีลงพื้นที่ ลั่นใครทำผิดจับทันที พร้อมขู่ผู้ว่าฯ ทำบ้านเมืองให้สงบ ไม่ต้องกลัวเด้งถ้าไม่ได้รับใช้คนผิด ยันรัฐบาลนี้ไม่ย้ายใครแบบไร้เหตุผล ด้าน “มาร์ค” ไม่หวั่นพันธมิตรฯ แย่งมวลชนตั้งพรรคการเมือง เพราะ “ประชาธิปัตย์” ทำงานไม่เข้าเป้า ปัดข้อกล่าวหา “ใจไม่ถึง” ด้าน นปช.ตอกหน้า “บิ๊กป๊อก”ส่งทหารทำภารกิจสอดแนมการชุมนุมน่าละอาย เชื่อเป็นแผนสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วน ลั่นเจอ “มาร์ค” ที่ไหนไล่ที่นั่น กองปราบบุกจับเว็บประชาไทหมิ่นเบื้องสูง ขณะที่ ป.ป.ช.โพนทะนา “เอเอสทีวี” เสนอข่าวเท็จ

“มาร์ค”ไม่หวั่นลงพื้นที่ลพบุรี

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่โรงแรมเพนินซูลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร 1,500 นาย เพื่อรักษาความปลอดภัยในการลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ในวันที่ 7 มี.ค. ว่า ทราบว่าจะมีกิจกรรมของกลุ่มที่คัดค้านรัฐบาลอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่คงดูแลไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงหรือการปะทะกัน อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ตนไม่มีความกังวลเพราะไปทำงาน

เมื่อถามถึงการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลสถานการณ์ได้ จะถูกเปลี่ยนโดยนำคนที่มีประสิทธิภาพมาแทน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น อย่าเพิ่งไปสรุปว่าเป็นคำขู่ แต่เป็นธรรมดาของหน่วยงานและองค์กรที่การทำงานต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและต้อง บริหารจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

พธม.ตั้งพรรคไม่กลัวแย่งมวลชน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยโจมตีว่าการลงพื้นที่ของรัฐบาลเพื่อวางรากฐานในการหาเสียงล่วงหน้า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการทำงานให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะ 2 เดือนที่ผ่านมามีนโยบายและมาตรการออกมามาก ประชาชน ยังมีความสับสนไม่เข้าใจ การลงพื้นที่ก็ต้องการ ไปสัมผัสข้อเท็จจริงและเสียงสะท้อนเพื่อนำไปปรับปรุง

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมตั้งพรรคการเมืองว่า การมีพรรคการเมืองเข้ามาแข่งขันมากขึ้นในระบบเป็นสิ่งที่ดี จะเป็นทางเลือกให้กับ ประชาชน เมื่อถามว่า เป้าหมายของกลุ่มพันธ มิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการแย่งมวลชนกันเองหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ต้องไปถามผู้ที่จะก่อตั้งพรรคใหม่ เขาต้องวางตำแหน่งพรรคการเมืองของตัวเอง

ยันไม่มีเรื่องไหนไม่กล้า

เมื่อถามว่า นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ระบุว่าที่ต้องตั้งพรรคเพราะพรรคที่มีอยู่ไม่ทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นความเห็นของนายสุริยะใส แต่ตนก็มีแนวคิดว่าการปฏิรูปการเมือง ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดว่าตัวเองทำได้จะไม่มีทางสำเร็จ ยิ่งจะเป็นการสร้างความขัดแย้ง แต่ถ้าดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วม แต่ไม่ได้หมายถึงการประนีประนอม เพียงแต่เป็นเรื่องการตั้งหลักการว่าสามารถเอามารวมกันได้อย่างไร

เมื่อถามว่า แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่าผิดหวังกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงออกมาขู่ในการตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แต่ละกลุ่มการเมืองต่างก็มีเป้าหมาย ข้อเรียกร้องบางเรื่องก็อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับเราได้ ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่ามีปัญหาเรื่องความกล้าหาญของ นายกฯ นั้น ถ้าเรื่องใดที่คิดว่าตนยังไม่กล้า สามารถบอกได้ตนยินดีที่จะชี้แจง เพราะอาจจะมองไม่ตรงกันบางเรื่อง บางเรื่องอาจมีข้อจำกัดในข้อกฎหมาย หรือบางเรื่องอาจมีวิธีประเมินที่แตกต่างกันในการเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ที่ผ่านมาไม่มีเรื่องใดที่ตนลังเล ถ้ามีข้อมูลพร้อม มีข้อกฎหมายชัด และมีนโยบายเป้าหมายชัดเจน

“เทพเทือก” ขู่ปาไข่เจอจับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มเสื้อแดงประกาศระดมคนรอรับนายกฯ ที่จะลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ในวันที่ 7 มี.ค. ว่า ไม่หนักใจ การลงพื้นที่เป็นการทำหน้าที่ รัฐบาลบริหารบ้านเมืองมา 2 เดือน เราได้สร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติมาพอสมควร นายกฯ ทำให้ต่างประเทศเกิดความเชื่อมั่นประเทศไทยมากขึ้น และเราได้ผลักดันนโยบายสำคัญออกมาหลายอย่าง นายกฯ จึงได้สั่งการให้รัฐมนตรีทั้งหลาย ลงไปติดตามตรวจสอบว่าเรื่องที่ได้สั่งการไปดำเนินการได้ผลอย่างไร

“ผู้ที่จะมาต่อต้านพวกผมและรัฐมนตรีที่จะลงพื้นที่เราไม่กังวลใจ ที่พูดอย่างนี้อย่าคิดว่าเป็นการท้าทาย แต่เราต้องไปเพราะมีหน้าที่ คนที่จะมาต่อต้านก็ขอให้ทำด้วยความสงบ อย่าทำผิดกฎหมาย หากไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็เป็นสิทธิ ที่ทำได้ แต่ถ้าเอาไข่เอาก้อนหินมาขว้าง บุกรุก ที่ราชการหรือปิดถนนเราต้องดำเนินคดี” นาย สุเทพกล่าวและว่า ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกจังหวัดเตรียมกล้องวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าใครจงใจทำผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีโดยไม่ต้องรอคนแจ้งความ เพราะถือเป็นความผิดเฉพาะหน้า

ไม่รับใช้คนผิดรับรองปลอดภัย

นายสุเทพกล่าวอีกว่า ตนยังได้แจ้งไปยังผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดว่า ให้ดูแลบ้านเมืองให้สงบ เรียบร้อย เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำรอยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพกล่าวว่า ต้องดูกันต่อไป รัฐมนตรีแต่ละคนก็ต้องระมัดระวังตัวเองด้วย ตนเองก็ยังต้องระวังหลบได้ก็หลบ หลีกได้ก็หลีก ไม่ปะทะอยู่แล้ว ใช้วิชาตัวเบา

เมื่อถามว่า ขณะนี้ดูเหมือนผู้ว่าฯ บางจังหวัดจะเริ่มผวากลัวถูกเด้งกันแล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า เราจะไม่ไปเด้งหรือย้ายผู้ว่าฯ โดยไม่มีสาเหตุอย่างแน่นอน ผู้ว่าฯ ที่เป็นคนดีขอให้มีกำลังใจ เราจะดูแลท่านอย่างดี รัฐบาลนี้จะไม่ข่มเหงรังแกข้าราชการ แต่ขอให้ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตตรงไปตรงมา อย่าไปรับใช้คนผิด อย่างนี้ก็ปลอดภัย ไม่มีปัญหาอะไรรับรองได้

ปลาร้า 100 ถุงรอต้อนรับนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.พระนครศรี อยุธยาว่า แกนนำกลุ่มเสื้อแดงในเขตประตูน้ำพระอินทร์ นครนายก อ่างทอง สิงห์บุรี และสุพรรณบุรีไม่น้อยกว่า 3,000 คน จะเดินทางไปยัง จ.ลพบุรี เพื่อร่วมขับไล่นายอภิสิทธิ์และรัฐบาล นอกจากนี้ทางแกนนำกลุ่มจะได้เตรียมปลาร้าไว้ 100 ถุงเพื่อนำไปขายระหว่างการชุมนุม ส่วนใครจะซื้อไปเพื่อใช้ทำอะไร หรือเอาไปขว้างปานายกฯ ก็ไม่สามารถห้ามได้

ขณะที่ จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ได้มาเป็นประธานเปิดขบวนรถจ่ายน้ำแก้ปัญหาภัยแล้งที่ อ.ปากช่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1,000 นายมาคอยอารักขาและตั้งจุดสกัดกลุ่มเสื้อแดงที่เดินทางมาต่อต้าน พร้อมทั้งนำรถปิกอัพตราโล่มาจอดขวางถนนไม่ยอมให้กลุ่มเสื้อแดงผ่าน แต่ก็ถูกกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 50 คนได้ช่วยกันเข็นรถตำรวจออก ก่อนมุ่งหน้าไปบริเวณจัดงาน และไปตั้งขบวนขวางทางเข้า พร้อมปราศรัยโจมตีรัฐบาล จากนั้นได้บุกเข้าไปภายในงาน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อส.หลายร้อยคนช่วยกันสกัดกั้นไว้ จนกระทั่ง รมว.มหาด ไทยและคณะปฏิบัติหน้าที่เสร็จ

เชื่อ “ป๋าเหนาะ” ไม่แปรพักตร์

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการพบกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ว่า การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม แม้ว่านายเสนาะจะเสนอแนะให้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อแก้วิกฤติก็ตาม เท่าที่หารือกันนายเสนาะบอกว่าปลายังฮุบเหยื่อไม่มิด ควรรอให้ปลางับเหยื่อกินเบ็ดเสียก่อน ซึ่งเหยื่อในความหมายของนายเสนาะก็คือโครงการใหญ่ ๆ เพราะเมื่อรัฐบาลทราบว่าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีการชะลอโครงการไว้แล้ว

เมื่อถามว่า นายเสนาะยังมีทีท่าทำงานฝ่ายค้านกับพรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พรรคประชาราชคงไม่ลงชื่อร่วมเสนอญัตติแต่จะขอเป็นคนฟังเท่านั้น เมื่อถามอีกว่านายเสนาะยังเหนียวแน่นกับทางพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ตนไม่ได้ถามเรื่องนี้ แต่คงไม่มีอะไร เพราะนายเสนาะบอกว่าที่มารัฐบาลไม่ชอบ ถ้าบอกไม่ชอบแล้วไปร่วมกับเขามันก็ผิดปกติ ส่วนกรณีที่มี ส.ส.บางคนเสนอให้เลื่อนยื่นอภิปรายออกไปเป็นช่วงเดือน เม.ย. คงไม่สามารถเลื่อนได้

โวยเพื่อนเนวินแทรกแซงงบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ส.ส.หลายคนได้แสดงความไม่พอใจต่อการบริหาร งานของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมแทรกแซงการใช้งบฯ ในกรมทางหลวงและงบท้องถิ่น ซึ่งเป็นงบฯ ที่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ ส.ส. จะจัดสรรตกลงกันเป็นภายในทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่ปรากฏว่างบฯ ดังกล่าวถูกจัดสรรลงในพื้นที่ ส.ส.ซีกรัฐบาลหมดแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้พรรคเพื่อไทยพยายามที่จะให้มีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ การปฏิบัติหน้าที่ของนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน แต่ ฝ่ายกฎหมายทักท้วงว่าหาก ส.ส.เข้าไปยุ่งเกี่ยว กับเรื่องดังกล่าวโดยเปิดเผย อาจส่อขัดรัฐธรรม นูญ ม.266 ดังนั้นควรให้เป็นหน้าที่ของกรรมาธิ การติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนเป็นผู้ติดตาม

แหล่งข่าวจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย แจ้งว่า นายวิทยา ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้แจ้งเรื่องนี้ต่อนายอภิสิทธิ์ มาแล้วบ่อยครั้ง ซึ่งนาย อภิสิทธิ์ก็รับปากจะไปดำเนินการให้ และยังบอก ว่าไม่น่าทำกันเพราะไม่เคยมีอย่างนี้มาก่อน ขณะที่นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ และ ในฐานะอดีตรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 ได้พูดกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า เขาหักหลังพวกคุณ เขาก็จะหักหลังพวกคุณต่อไป ดีไม่ดีก็จะหักหลังประชาธิปัตย์ด้วย

เผยดึง “ป๋าเหนาะ” คานอำนาจ

“ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย ได้ใช้ความ สนิทสนมส่วนตัวไปสอบถามเรื่องดังกล่าวกับนายประจักษ์ โดยตรง เขาก็ตอบกลับมาว่าไม่ทราบจะทำอย่างไรเหมือนกัน ก็รู้อยู่อำนาจจริง ๆ อยู่ที่นายเนวิน เรื่องดึงงบประมาณ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็ไม่พอใจเพราะเขาต้องการให้เงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลุ่มเพื่อนเนวิน ต้องการใช้งบฯ ต่อรองและกดดัน ส.ส.ให้ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และทำให้ ส.ส.เพื่อไทยเสียเครดิต มันถึงมีเรื่อง 20 ส.ส. ที่จะเป็นงูเห่าออกมา” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวยังกล่าวด้วยว่า นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พยายามดึงนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และพรรคเพื่อแผ่นดินซีก พล.ต.อ.ประชา พรหม นอก ไปร่วมรัฐบาล เพื่อคานอำนาจแรงต่อรองของพรรคภูมิใจไทย

เสื้อแดงไม่เจรจาเจอเป็นไล่

ด้านนายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการความจริงวันนี้ ทางสถานีดีสเตชั่น พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่ม นปช.ได้ร่วมแถลงข่าวการชุมนุมใหญ่วันที่ 7 มี.ค. ที่ จ.ขอนแก่น โดยนายวีระกล่าวว่า จะเป็นการชุมนุมแบบสงบปราศจากอาวุธ ข้อมูลที่จะพูดจะดุเดือดเพราะรัฐบาลนี้ไม่มีสิทธิที่จะบริหารประเทศ อาจจะเรียกว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ตอนนี้หลายจังหวัดก็เรียกร้องให้เราไปจัดชุมนุมใหญ่แม้กระทั่ง ภาคใต้ยังขอให้เราไป สำหรับการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้จะพูดเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องและเรื่องสังคม

นายจตุพรกล่าวว่า การที่รัฐบาลส่งรัฐมนตรีลงพื้นที่อยากจะถามว่า ทำไมยังเหลืออีก 30 จังหวัด ที่ไม่มีใครลงพื้นที่ ทีมโฆษก ประจำตัวของนายอภิสิทธิ์กำลังหลงตัวเองถึงกับพูดว่า นายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่เหมือน “ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง” ไปที่ไหนจะมีแต่ความ เจริญรุ่งเรือง แต่ความจริงน่าจะเป็นความหายนะมากกว่า เพราะลงพื้นที่ไหนก็สร้างความหวั่นไหวให้กับข้าราชการในพื้นที่ ต่อไปนี้นายอภิสิทธิ์จะต้องเจอแดงทั้งเมืองทุกที่ ไม่มีการเจรจาเจอกันที่ไหนไล่ที่นั่น ส่วนการจะจับคนเสื้อแดง 6 คน ดูเหมือนจะเร็วมาก ซึ่งเราจะพาคนของเราไปมอบตัววันที่ 7 มี.ค. จะได้ถามตำรวจว่า คดีของพันธมิตรฯ ทั้งยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ขับรถชนตำรวจ ไปถึงไหนแล้ว ตำรวจทำอะไรกันอยู่

จับพิรุธทหารสร้างสถานการณ์

ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวว่า กรณีที่คนเสื้อแดงไปทำร้ายทหาร เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา แล้วถูกตั้งข้อหาว่าทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ อยากถามว่าตอนไปปฏิบัติหน้าที่เขาก็ไม่ได้ใส่ชุดทหาร จึงไม่มีใครทราบว่ามาทำงาน และเมื่อจับได้ก็วิ่งหนีมารู้ตอนหลังว่าคนที่วิ่งหนีไปคือทหาร หากตนเป็น ผบ.ทบ.คงอับอายที่ทำอย่างนี้ และไม่เข้าใจว่าทำไมตอนถูกจับจึงไม่แสดงตัว ออกมาว่าเป็นทหาร และที่สงสัยคือทหารมีหน้าที่ อะไรในการชุมนุม ตอนพันธมิตรฯ ชุมนุมไม่เห็นทหารออกมาคึกคักอย่างนี้ อยากถาม พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ว่าทหารออกมาสอดแนมอย่างนี้อยู่ในภารกิจของทหารหรือไม่ เพราะมันตรงกับข่าวที่ว่าทหารจะส่งคนมาสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วน

“รัฐบาลบอกให้คนเสื้อแดงรับผิดชอบการกระทำหากมีการบุกยึดสถานที่ต่าง ๆ เราขอตอบเลยว่าพร้อมรับผิดชอบการกระทำของเราทุกอย่าง แต่ขอถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า การที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ทางพรรคแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง ต่อไปนี้เราจะไม่ยอมให้นายอภิสิทธิ์ถูกพันธมิตรฯ ขี่คอ ทุกวันนี้รัฐบาลทำอะไรไม่เกรงใจประชาชนแต่เกรงใจพันธมิตรฯ และการที่รัฐบาลจะส่งรัฐมนตรีลงพื้นที่ ทั้งที่ไม่มีอะไรจะไปโชว์ อย่างนี้เขาเรียกว่าโชว์ก็จริงแต่เป็นโชว์ห่วย” นายณัฐวุฒิกล่าว

เย้ย พธม.ตั้งพรรคใช้ศาสนาไหน

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรฯจะตั้งพรรคการเมืองว่า ดีใจที่จะเห็นพรรคนี้อย่างเป็นรูปธรรม อยากรู้ว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นใคร นโยบายเป็นอย่างไร เพราะเขาจะชอบยกตนข่มท่านมาตลอด ด่าว่าการเมืองและนักการเมืองจนไม่มีชิ้นดี และอยากถามว่าหากพันธมิตรฯ ตั้งพรรคจะใช้ศาสนาไหน พุทธหรือสันติอโศก

ผู้สื่อข่าวถามว่า การตั้งพรรคของพันธมิตรฯ เพราะมีข่าวว่ามีความขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐวุฒิกล่าวว่าถูกต้อง เพราะตอนนี้เจ้านายทำไม่ถูกใจลูกน้องก็ต้องหาช่องทางใหม่ ตนเห็นใจนายอภิสิทธิ์ที่ถูกจับเป็นตัวประกันมาตลอด อยากจะฝากบอกพันธมิตรฯ ด้วยว่าที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ก็รับใช้พันธมิตรฯ อย่างสุดกำลังมาตลอด

ทำเอกสารแจงทูตทุกประเทศ

นายจักรภพกล่าวว่า เราได้จัดทีมงานขึ้นมาทำเอกสารเป็นภาษาอังกฤษชี้แจงเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ทูตประเทศต่าง ๆ ได้รับทราบข้อมูลว่าเกิดอะไรในประเทศไทยบ้าง การทำเช่นนี้ไม่ใช่ทำให้ประเทศเสียหน้า แต่ทำให้ประเทศได้หน้า ว่าเราไม่ยอมกับพวกเผด็จการ ต่อไปนี้การจะมา ปิดประตูตีแมวจะทำไม่ได้ เพราะเราจะเปิดประตูหน้าต่าง ส่องไฟให้เห็นให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น

“นอกจากนี้ทางนักวิชาการต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยบางคนทำหนังสือเสนอขอให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากตอนนี้มีบุคคลอื่นอาศัยช่องว่างตัวนี้มาทำให้สถาบันเสื่อมเสีย การปรับปรุงไม่ได้หมายความว่ายกเลิก แต่ต้องทำให้เหมาะสม คนไทยทุกคนรักและเทิดทูนสถาบันมาก เราคงยอมไม่ได้ที่จะให้ใครมาใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้” นายจักรภพกล่าว

ท้าให้แฉโรคชิคุนกุนยา

นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจฐานปกปิดข้อมูลการระบาดของโรคชิคุนกุนยาว่า ไม่กังวล เพราะเมื่อเกิดการระบาดกระทรวงก็เข้าไปรณรงค์และควบคุม ไม่ได้มีการปกปิดข้อมูลเหมือนกรณีไข้หวัดนก

“การระบาดที่เกิดขึ้นไม่ได้น่ากลัว เพราะเป็นโรคเฉพาะถิ่น กระทรวงไม่เคยปิดบังเรื่องนี้ คนที่จะอภิปรายคงจะอยู่ไกลจากเรื่องราวจนไม่ทราบว่าพื้นที่ที่มีการระบาดเขาทำงานกันไปถึงไหนแล้ว จึงอยากให้คนที่จะอภิปรายฯ เรื่องนี้ค้นข้อมูลให้มาก ๆ เพราะถ้านำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาอภิปรายฯ สุดท้ายก็จะไม่ได้พูด” รมว. สาธารณสุขกล่าว

“สมเกียรติ” กั๊กย้ายซบ พธม.

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวถึงการตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯว่า อยากให้รอฟังรายละเอียดจากนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ซึ่งจะมีการประชุมหารือกันระหว่างแกนนำพันธมิตรฯ ที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 7 มี.ค. คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้น รวมถึงความชัดเจนเรื่องแนวคิดการตั้งพรรค

“ผมยังไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไรตอนนี้ ผมยังอยู่ในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง จึงไม่เหมาะสมที่จะแสดงความคิดเห็นอะไร ยังไม่รู้ว่าเขาจะตั้งพรรคใหม่กันจริงไหม รายละเอียดเป็นอย่างไร รอให้ชัดเจนกว่านี้ผมจะออกมาแถลงข่าวให้ทุกคนได้รู้ทั่วกัน” นายสมเกียรติกล่าว

ไม่มีอำนาจทำอะไรไม่ได้

นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ที่ปรึกษา รมว. สาธารณสุข หนึ่งในบุคคลที่เคยขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า ไม่เคยคุยเรื่องการตั้งพรรคกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่พอจะได้ยินข่าวมาบ้าง ตนไม่คัดค้านและยินดีสนับสนุน ส่วนจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคฯ หรือไม่คงต้องดูอีกที ขณะนี้ตนยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่คนในพันธมิตรฯก็เป็นพรรคพวกกัน จึงต้องรอดูสถานการณ์ก่อน และยังไม่ได้คุยกับสมาชิกพรรคคนอื่นที่เคยร่วมงานกับพันธมิตรฯ จึงไม่ทราบว่าคนอื่นคิดอย่างไร

นายพิเชษฐ กล่าวต่อว่า การต่อสู้ของพันธมิตรฯ คือการต่อสู้ภาคประชาชน สู้กับอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม และไม่ถูกต้อง เมื่อมา ถึงวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะจัดตั้งพรรคการเมือง ไม่ใช่เพราะต้องการอำนาจแต่ถ้าพันธมิตรฯไม่มีอำนาจก็ทำอะไรไม่ได้

“มาร์ค” ลั่นขอเป็นตำนาน

ส่วนการเมืองอื่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงความคืบหน้าแนวทางการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า เบื้องต้นจะดูเรื่องการบังคับใช้ก่อน คิดว่าที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการบังคับใช้มากกว่า การแก้ครั้งนี้คงเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อถามว่า การแก้กฎหมายนี้เพื่อไม่ให้มีผลต่อมุมมองของต่างประเทศใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ แต่เพื่อความเป็นธรรม กฎหมายต้องมีเหตุผลในตัวเองชัดเจน เมื่อถามย้ำว่า จะมีผลต่อคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ควรจะมี

สำหรับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท. ทักษิณ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่ได้ให้ความสำคัญ ตนในฐานะนายกฯ จะขอทำงานเพื่อประเทศและส่วนรวม เพื่อให้ประชาชนจดจำตนเป็นตำนานภายหลังจากที่ตนพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว ว่าได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศ

“เทพ” ประกาศค้านสุดฤทธิ์

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไม่ใช่มาจากฝ่ายวิชาการทั้งหมด แต่เป็นบางกลุ่มเท่านั้น รัฐบาลยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ ตนเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ใครจะไปลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้ ถ้าวันนี้ใครมาชวนตนแก้กฎหมายนี้ ตนไม่ยอมเด็ดขาด จะไม่ให้ใครเอาสถาบันเป็นเครื่องมือไปข่มเหงรังแกใคร

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ดูเหมือนจะสอดรับกับสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการ นายสุเทพกล่าวว่า ตนก็ได้รับรายงานมาในลักษณะนั้นเหมือนกัน ก็จะติดตามต่อไป เมื่อถามว่า คดีหมิ่นสถาบันหลายคดีดูเหมือนไม่คืบหน้า นายสุเทพกล่าวว่า ต้องไปถามผู้รับผิดชอบ ตนคงจะต้องสอบถามความคืบหน้าบ้าง แต่ต้องระมัดระวัง ไม่ให้เป็นการแทรกแซง

กองปราบฯ บุกจับเว็บประชาไท

วันเดียวกัน พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.ก. พ.ต.อ.สาธิต ชยภพ รอง ผบก.ป. พร้อมกำลังนำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจสำนักงานเว็บไซต์ประชาไท เลขที่ 409 ชั้น 1 อาคาร มอส.ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 แขวงและ เขตห้วยขวาง หลังจากได้รับการร้องเรียนจาก กระทรวงเทคโนโลยีฯ ว่าเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์ (www.prachatai.com) โพสต์ข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

จากการตรวจค้นภายในสำนักงาน เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของ น.ส. จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท มาทำการตรวจสอบ พร้อมกับเชิญตัวมาสอบปากคำที่กองปราบฯ โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าข้อความที่อยู่ในเว็บ ไซต์ประชาไท เป็นข้อความของผู้ที่เข้ามาอ่านข่าวสารในเว็บ และเขียนไว้ในเว็บบอร์ดสาธารณะ ของเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ตรวจพบก็ได้ลบข้อความที่มีเนื้อหาเชิงหมิ่นเบื้องสูงทิ้งหมดแล้ว

ต่อมานางฉันทนา บรรพศิริโชติ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใช้ตำแหน่งหน้าที่ประกันตัว นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ออกไป

ปฏิรูปการเมืองยังไม่ชัดเจน

อีกด้านหนึ่งที่สำนักงานศาลปกครอง นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวถึงการปฏิรูปการเมืองว่า ที่พูดกันในตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ รู้หรือยังว่าปัญหาคืออะไร ก่อนที่จะมีการปฏิรูปอยากให้มีการศึกษาวิเคราะห์ให้ดีเสียก่อน ว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร จะแก้ไขโดยใครอย่างไร ใครจะเป็นคนกลางที่มีคนยอมรับในสังคมมาเป็นแกนนำในการปฏิรูป ตนก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครมาเป็นผู้นำในการปฏิรูป ขนาดนักวิชาการที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับยังหาได้ยาก

นายอักขราทร กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้ต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ แต่มองในฐานะคนติดตามดูว่าหากมีการปฏิรูปการเมืองแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ ส่วนที่มีการมองว่าอำนาจตุลาการภิวัตน์ ควรที่จะมีการแก้ไขให้ลดทอนลงนั้น ตนเห็นว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ที่จะต้องเปลี่ยนวิธี เนื่องจากอะไร วิธีอื่นสมเหตุสมผลสามารถนำมาแทนที่ตุลาการได้หรือไม่ ที่รัฐธรรมนูญปี 50 ต้องให้อำนาจตุลาการเข้ามา ก็เพื่อที่จะเป็นผู้มาคัดเลือกบุคคลที่พอจะน่าเชื่อถือได้ในช่วงเวลานั้น

มท.แชมป์ถูกร้องเรียนมากที่สุด

นายอักขราทร ยังกล่าวถึงการทำงานของศาลปกครองสูงสุดตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 44 จนถึงปัจจุบันว่า มีคดีที่ร้องเข้ามาทั้งสิ้น 48,290 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 37,458 คดี คิดเป็นร้อยละ 77.57 และยังมีคดีคงค้างอยู่ 10,832 คดี คิด เป็นร้อยละ 22.43 เรื่องที่มีการฟ้องศาลปกครองมากที่สุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เป็นคดีที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องผู้บังคับบัญชาของตนเองมากที่สุดถึง 8,446 คดี รองลงมาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเวนคืน 7,008 คดี และคดีที่เกี่ยวกับพัสดุ 5,357 คดี

หน่วยงานปกครองที่ถูกฟ้องคดีมากที่สุดได้แก่ กระทรวงมหาดไทย 12,091 คดี เป็นของกรมที่ดินจำนวน 4,502 คดี รองลงมา กรมการปกครอง 3,225 คดี ตามมาด้วยกระทรวง ศึกษาธิการ 4,740 คดี กระทรวงคมนาคม 4,056 คดี สำหรับหน่วยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกฟ้องมากที่สุด คือองค์การบริหารส่วนตำบล 2,726 คดี ตามมาด้วย กทม. 2,522 คดี และเทศบาล 2,121 คดี

ป.ป.ช.แจง เอเอสทีวีบิดเบือน

วันเดียวกันที่สำนักงาน ป.ป.ช.นาย กล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมว่า ตามที่หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์ ได้เสนอข่าวทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดพาดพิงถึง การปฏิบัติหน้าที่ของนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.ว่า งานในความรับผิดชอบของนายภักดีคดีทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิที่มีการร้องเรียนไว้ 2 ปีกว่าแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าแม้แต่เรื่องเดียวนั้น ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอข้อมูลข่าวสารดังกล่าว คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ทำให้นายภักดีและคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับความเสียหาย

“เรื่องกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการมีทั้งสิ้น 16 เรื่อง การดำเนินการในแต่ละเรื่อง กระจายอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงาน ไม่ใช่อยู่ในความรับผิดชอบของนายภักดี เพียงคนเดียว นายภักดีไต่สวนเพียง 3 เรื่องเท่านั้น และทั้ง 3 เรื่องมีความคืบหน้าไปมากแล้ว การที่นายสนธิกล่าวว่างานในความรับผิดชอบของนายภักดีไม่มีความคืบหน้าแม้แต่เรื่องเดียว จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง” นายกล้านรงค์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กกต.ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นยืนตามมติ กกต.ที่สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ของ น.ส. สรชา วีรชาติวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหลังจากนี้ กกต.จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 สมุทรปราการ ในวันที่ 29 มี.ค.

วุฒิฯ เลียนแบบ ส.ส.สภาล่ม

ทางด้านรัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาวาระการเลือกกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งโดยการลาออก และพ้นจากตำแหน่งโดยการจับสลาก 3 คน ซึ่งสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยมีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย ในที่สุดที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการเลือก กทช. ด้วยคะแนน 46 ต่อ 33 งดออกเสียง 1 และไม่ลงคะแนน 1 เสียง และมีมติให้เลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อจากบัญชีแทนตำแหน่งผู้ที่จับสลากออกโดยต้องเลือก 3 ใน 6 คน ขึ้นมาพิจารณาก่อน โดยการลงคะแนนลับ พร้อมสั่งพักการประชุม 15 นาที

ภายหลังเปิดการประชุมอีกครั้ง นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้ขอให้ตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ผลปรากฏว่ามีสมาชิกแสดงตนเพียง 66 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุมคือจำนวน 75 เสียง ทำให้ประธานต้องสั่งปิดการประชุมทันที เวลา 15.30 น. ภายหลังปิดประชุม นายประสพสุข บุญเดช ประธาน วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อองค์ประชุมไม่ครบต้องเลื่อนการประชุมไปในวันที่ 23 มี.ค. ส่วนคะแนนที่โหวตไปแล้วยังอยู่.

ตามรอยหมอด็อดด์ แกะรอยคิดไทยอัลไต

ที่มา ไทยรัฐ

รากความคิดที่ว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตนั้น หลงโทษกันว่ามาจากหมอด็อดด์ ซึ่งเป็นหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน แท้จริงเรื่องนี้...เป็นอย่างไร

หมอด็อดด์ ชื่อเต็มๆว่า สาธุคุณ วิลเลียม คลิฟตันด็อดด์ เข้ามาพำนักที่จังหวัดเชียงรายระหว่าง พ.ศ.2429 จนถึง พ.ศ. 2461 ต่อมาเดินทางไปเชียงรุ่ง แล้วไปเสียชีวิตที่เชียงรุ่งนั้นเอง

ตลอดชีวิตหมอด็อดด์ เดินทางไปเผยแผ่คริสต์ศาสนาในถิ่นต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นถิ่นที่มีคนพูดภาษาตระกูลไต ระหว่างการเดินทาง ท่านได้บันทึกไว้ทั้งวิถีการดำเนินชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีเอาไว้อย่างน่าศึกษา

ข้อมูลเกี่ยวกับคนพูดภาษาตระกูลไตนั้น หมอด็อดด์ได้เขียนออกมาเป็นรายงาน ต่อมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ “The Tai Race : Elder Brother of the Chinese”

แบ่งเนื้อหาเป็น 17 บท หนังสือเล่มนี้ แม้จะเล่าถึงคนพูดภาษาตระกูลไตเผ่าต่างๆ แต่ก็ไม่มีระบุว่า คนไทยย้ายถิ่นมาจากภูเขาอัลไตแต่อย่างใด

เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และอีกหลายหน่วยงาน ร่วมกันจัดวงเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ชนชาติไทย ของหมอด็อดด์ในความรับรู้ของคนไทย

นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ต้นฉบับ ผู้มีหนังสือหมอด็อดด์ฉบับแปลแล้วจัดพิมพ์แต่ละครั้ง รวมทั้งหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบอกว่า

หมอด็อดด์ท่านกล่าวรวมๆ ไว้เพียงว่า คนไทยมีเชื้อสายมาจากมองโกล อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวนเท่านั้น

ท่านไม่ได้ระบุว่า คนไทยตั้งถิ่นฐานอยู่จุดไหน

อาจด้วยความคิดนี้ ขุนวิจิตรมาตรา ได้นำเอาข้อมูลมาแต่งหนังสือประกวด ชื่อหนังสือว่า หลักไทย ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัล เนื้อหาพูดทำนองว่า คนไทยเป็นชาติเก่าแก่กว่า 4,000 ปี มีเชื้อสายมาจากมองโกล อาศัยอยู่แถบเทือกเขาอัลไต

เป็นการระบุไปเลยว่า อยู่ที่เทือกเขาอัลไต แต่ก็พูดเรื่องนี้ประมาณบรรทัดเศษๆเท่านั้น นอกจากนี้อีกประมาณ 400 ถึง 500 หน้า พูดถึงเรื่องอื่น

แต่ที่มาเป็นทฤษฎีนั้นเพราะว่า ต่อมา หลวงวิจิตวาทการซึ่งมีความเป็นชาตินิยม นำเอาข้อความนั้นมาแต่งเพลง ทำเป็นบทละคร และออกอากาศทำให้คนทั่วไปรู้กันอย่างแพร่หลาย และต่อมาก็บรรจุไว้ในตำราเรียนด้วย

นายธงชัยบอก

ปรากฏการณ์ที่หยิบเอาเนื้อหาบางบรรทัดของประวัติศาสตร์ออกมา แล้วบิดมุมเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในทางการเมืองนี้ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บอกว่า เป็นการมั่วของนักประวัติศาสตร์ไทย เพราะไม่อ่านเอกสาร ได้แต่ฟังเสียงเล่าต่อๆกันมา

และยังบอกว่า การที่หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “The Tai Race: Elder Brother of the Chinese” แปลว่า ชนชาติไทย พี่อ้ายของจีน มันดูยิ่งใหญ่ เข้ากับความเป็นอีโก้ มันจี้จุดอีโก้ของเราในเวลานั้นพอดี

อาจารย์ชาญวิทย์บอกว่า เผลอๆคนไทยไม่ได้สนใจคนไทกลุ่มอื่นๆ ด้วยซ้ำไป แต่เพราะการนำไปสร้างวาทกรรม คนส่วนใหญ่จึงสนใจ และเราก็มักโทษว่าหมอด็อดด์บอกว่า คนไทยมาจากภูเขาอัลไต ทั้งๆที่ท่านไม่ได้พูดไว้เลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น หมอด็อดด์จึงกลายเป็นจำเลยทางประวัติศาสตร์ไป ทั้งๆที่ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย กับทฤษฎีภูเขาอัลไต

ทรรศนะของอาจารย์ชาญวิทย์ สอดคล้องต้องกันกับนายทองแถม นาถจำนง หรือโชติช่วง นาดอน นักแปล นักเขียน และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์

ทองแถมปูพื้นก่อนว่า หมอด็อดด์มาอยู่เชียงรายเมื่ออายุ 29 ปี ต่อมาเดินทางไปอยู่เชียงรุ่ง แล้วก็เสียชีวิตที่นั่น ข้อมูลของหมอด็อดด์นอกจากได้รับด้วยตนเองแล้ว ยังนำเอาข้อมูลของคนอื่นๆมาประกอบด้วย

หมอด็อดด์สำรวจพบว่า มีคนใช้ภาษาตระกูลไตมาก ท่านจึงให้ศาสนจักรศึกษาวิจัย เพื่อเผยแผ่คริสต์ศาสนาให้กับคนพูดภาษาตระกูลไตในกลุ่มต่างๆ

การนำผลงานของท่านมาใช้ สมัยนั้น จอมพล ป. พิบูล-สงคราม กำลังสร้างกระแสนิยมเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อเห็นว่าสอดคล้องต้องกันกับนโยบายรัฐบาลไทย ความเชื่อจึงนำมาปลูกฝังลึกแน่น

ทั้งๆที่ งานในส่วนประวัติศาสตร์ชนชาติไทของหมอด็อดด์ เป็นเรื่องผิดพลาดเกือบจะทั้งหมด จำเป็นที่จะต้องรื้อและทำความเข้าใจใหม่

พลางวอนว่า เรื่องทฤษฎีทางประวัติศาสตร์อย่าไปโทษหมอด็อดด์ เลย หนังสือของท่านฝรั่งก็ไม่ได้ให้ค่าอะไร แต่คนไทยที่ให้ค่านั้นเพราะว่า ไปตรงกับความต้องการใหญ่ของเราพอดี เลยนำมาให้ค่า ให้ความสำคัญทองแถมบอก

สำหรับการเดินทางของหมอด็อดด์ ดร.บุญยงค์ เกศเทศ บอกว่า หมอด็อดด์จะไปตามเมืองต่างๆที่ไม่เจริญ เพราะเมืองที่เจริญแล้ว มักมีศาสนาของตนเองแล้ว ยากต่อการเผยแผ่ศาสนา หมอด็อดด์คิดว่าไม่ได้ผล

แต่การเดินทางเข้าไปยังหมู่คนไทย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ผล เพราะคนไทยมักนับถือพุทธศาสนาอยู่ก่อนแล้ว แต่ยกเว้นเมืองหย่า ซึ่งอยู่ที่คุนหมิง ประเทศจีน เรื่องนี้ อาจารย์ เลหล้า ตรีเอกานุกูล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย บอกว่าเธอเป็นหลานของลูกหาบหมอด็อดด์

เธอเล่าว่า คราวหมอด็อดด์ออกเดินทางไปเผยแผ่ศาสนา ท่านนำเอาคนเมืองไปด้วย เพราะคนเมืองจะพูดภาษาไทยได้ เมื่อไปประกาศพระธรรมที่เมืองหย่า ซึ่งอยู่ที่คุนหมิง ชาวไตหย่ากลุ่มนี้ก็รับคริสต์ศาสนา

คนที่นั่น เขาเรียกหมอสอนศาสนาว่าคนไล่ผี เพราะนับถือพระเจ้าแล้วก็จะไม่ถือผี

อาจารย์บอกว่า หมอด็อดด์ให้ชาวไตหย่าเป็นลูกหาบเมื่อกลับมาเชียงราย ต้องเดินเท้ากันมาทั้งหมดเลย เพื่อมาส่งท่านที่เชียงราย และช่วงที่ไปอยู่ที่เมืองไตหย่า คนเมือง (ลานนา) ก็เล่าให้ฟังว่า เมืองไทยน่าอยู่ ปลูกข้าวได้ผลดี เมื่อมาเห็นก็พบว่าน่าอยู่จริงๆ เมื่อกลับไปอีกรอบหนึ่ง ก็พากันเข้ามาอยู่อีก

ในช่วงนั้น จีนกำลังจะเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย มีลูกชายหลายคนของหมู่บ้านไม่อยากจะเป็นทหารก็หนีกันมา มากันหลายรุ่น และบางรุ่นไม่มาถึงไทย แวะอยู่ที่เมืองยอง เพราะฉะนั้นเราจึงมีญาติอยู่ที่เมืองยอง ในประเทศพม่าด้วย

หมอด็อดด์ มิได้เป็นต้นทฤษฎีที่บอกว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตอย่างสิ้นเชิง แต่ความรู้ของหมอด็อดด์เรื่องคนไทย นำไปสู่การตีความและ เติมความเพื่อบิดมุมมารับใช้การเมือง

ความรู้ผิดๆเหล่านั้น นำมาซึ่งความเชื่อผิดๆ เพี้ยนๆ ก่อนกลายเป็นประวัติศาสตร์อันบิดเบี้ยวไม่เข้าร่องรอย

ผศ.กาญจนี ละอองศรี สรุปเรื่องนี้ว่า เราอาจรีบสรุปเพื่อสนองความต้องการของเรามากเกินไป

ประเด็นบิดประวัติศาสตร์เพื่อรับใช้การเมืองนี้ กรณีเขาพระวิหารที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ก็ไม่ต่างกัน.

ควรแก่การรับฟัง

ที่มา ไทยรัฐ

ปัญหาวิกฤติ 3 จังหวัดภาคใต้ถ้าหลุดเข้าที่ประชุมสภาฯเมื่อไหร่ต้องอภิปรายกันไฟแลบทุกที

ล่าสุด ก็เป็นคิวของ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รายงานความคืบหน้าของการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้ต่อที่ประชุมสภาฯ โดยมี ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ส.รัฐบาล จองกฐินอภิปรายปัญหาไฟใต้หลากหลายมุมมอง

แต่ความน่าสนใจไม่ใช่รายงานผลการแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ ที่ รมว.กลาโหมเสนอให้สภาฯพิจารณา

เพราะมุมมองฝ่ายความมั่นคงต่อปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ยังเหมือนเดิม

คือประเมินว่าสถานการณ์ดีขึ้น จับกุมผู้กระทำความผิดได้มากขึ้น และเหตุการณ์ ไม่สงบมีแนวโน้มลดลง ฯลฯ

แต่ความจริงเป็นอย่างไร...คนในพื้นที่รู้ดี

แม่ลูกจันทร์ เห็นว่าปัญหาไฟใต้ยังมองไม่เห็นสัญญาณว่าสันติสุขจะกลับคืนสู่ 3 จังหวัดภาคใต้ได้โดยเร็ว

เพราะวิกฤติไฟใต้บานทะโร่มาแล้ว 5 ปี ฝ่ายความมั่นคงยังเจาะไม่ถึงขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดนว่าจัดโครงสร้างอย่างไร??

ใครคือหัวหน้าขบวนการใหญ่ตัวจริง เสียงจริง??

การเข้าไม่ถึงข้อมูลสำคัญ ทำให้การแก้ ปัญหาไฟใต้กลายเป็นหนังเรื่องยาว

แม่ลูกจันทร์ หวังว่ารัฐบาลใหม่ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ จะทำให้ยุทธ-ศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง

พัฒนาเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งเริ่มรับผิดชอบปัญหาวิกฤติไฟใต้แค่ 2 เดือน ต้องให้เวลา 1 ปี จึงจะประเมินผลการทำงานได้ว่าของแท้? หรือของปลอม?

ทีนี้กลับมาที่ประเด็นความเห็น ส.ส. ต่อปัญหาไฟใต้ ที่สภาฯโยนกลับไปให้ รัฐบาลแก้ไขปรับปรุง

แม่ลูกจันทร์ เห็นว่าข้อเสนอของ หมอแว หรือ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน มีมุมมองที่รัฐบาลควรเปิดหูรับฟัง

หมอแว เสนอว่า สำคัญที่สุดคืออย่ายกระดับสถานการณ์ให้เป็นสงครามระหว่างกองกำลังทหารกับกองกำลังโจรแบ่งแยกดินแดน

เพราะจะเข้าเงื่อนไขที่องค์การระหว่างประเทศที่รอฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงปัญหา ภายในของไทย

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ต่ออายุ ใช้บังคับอีก 3 เดือน ถ้าจะมีการต่ออายุไปอีก รัฐบาลต้องเปิดรับฟังความเห็นของประชาชน ในพื้นที่เสียก่อนเพื่อความเป็นธรรม

กรณีที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนปากคำ เมื่อตรวจสอบไม่พบ ว่าเกี่ยวข้องก็ปล่อยตัวกลับไป เจ้าหน้าที่ต้องลบชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้ต้องสงสัย (ออนไลน์) ทันที เพื่อให้คนเหล่านี้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติตามเดิม

อนึ่ง ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตไปถึง 60 คน โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเสียชีวิตจากการปะทะกัน

เพื่อความโปร่งใสรัฐบาลควรให้หน่วย งานอิสระเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง

และประเด็นสุดท้าย หมอแว เสนอว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณแก้ปัญหาไฟใต้กว่าหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท ใช้กำลังทหารจากนอกพื้นที่หลายหมื่นคน

การใช้กำลังทหารจากนอกพื้นที่ไม่ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย

ฉะนั้น ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องถอนกำลัง ทหารออกไป เปลี่ยนไปใช้ ชรบ.หมู่บ้านซึ่งเป็นคนในพื้นที่ เป็นผู้รับผิดชอบแทน

โดยให้ทุกหมู่บ้านมี ชรบ.เป็นหน่วยพิทักษ์ชุมชน 20 คน

สามพันหมู่บ้านก็จะมี ชรบ.หกหมื่นคน ใช้งบประมาณไม่เกินหกพันล้านบาทต่อปี (น้อยกว่าใช้กำลังทหาร 3 เท่าตัว)

การมอบให้คนในพื้นที่ดูแลกันเอง แนว โน้มที่จะเกิดความรุนแรงจะลดลง

ลองเชื่อ หมอแวซักครั้งจะไม่ผิด หวังด้วยประการทั้งปวง.

แม่ลูกจันทร์

น้ำพริกถ้วยเดียว

ที่มา ไทยรัฐ

ธรรมะใกล้มือลำดับที่ 2 ของหอจดหมายพุทธทาส มีตราประทับว่า ให้ผู้อื่นต่อไป แบ่งปันเป็นธรรมทาน ถูกตั้งชื่อเป็นปริศนาว่า น้ำพริกถ้วยเดียว...ครับ

ท่านอาจารย์บอกว่า ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าพลเมืองทุกคนเห็นแก่ตัว ก็จะเลือกได้ผู้แทนที่เห็นแก่ตัว ไปประกอบกันเป็นรัฐสภา ก็ได้สภาที่เห็นแก่ตัว

สภาจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้รัฐบาลที่เห็นแก่ตัว ทั้งประเทศก็อยู่ใต้อำนาจของความเห็นแก่ตัว

ประชาธิปไตยของผู้เห็นแก่ตัว เลวร้ายกว่าเผด็จการอย่างเลวร้าย เพราะเปิดโอกาสให้ใช้ความเห็นแก่ตัวไม่มีขอบเขต

ยิ่งฉลาดก็ยิ่งใช้ได้มากและลึกซึ้ง

ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นความมุ่งหมายของทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า

พุทธศาสนา มีหลักสอนความไม่มีตัว (อนัตตา) เป็นใจความสำคัญ

ในสวนโมกข์ มีวันกรรมกรให้พระเณรได้อาบเหงื่อ เพื่อเกิดนิสัยบูชาเหงื่อเป็นพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด พระเณรถูกสอนให้สันโดษ ตามคำขวัญประจำวัด

กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเท่าเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง

ตัวสมภารใหญ่...คือท่านอาจารย์พุทธทาสเอง ผ่านมหาวิทยาลัยเด็กวัด เด็กวัดทุกคนต้องตื่นทำงานก่อนไก่ลงจากเล้า ใครไม่ตื่นเพื่อนจะเอาน้ำเทรด

ตื่นแล้วไปเดินปิ˜นโต เอาอาหารจากหมู่บ้าน กลับมาจัดที่ทาง และรับใช้ตลอดเวลาที่พระฉัน อาหารเหลือจากพระฉัน เลี้ยงแมวแล้ว จึงได้รับประทานกันเอง

เก็บกวาดเรียบร้อย เริ่มเรียนหนังสือรอบเช้า เสร็จจากพระฉันเพล ก็ต้องเรียนหนังสือรอบบ่าย เย็นลงไปขุดดินทำสวนครัว ปลูกมัน พริก มะเขือ แล้วเก็บเอาไปแจก...ตอบแทนชาวบ้าน

สัตว์ประจำวัดนอกจากแมว ยังมีไก่ สุนัข และหมูอีกตัวหนึ่ง ที่ต้องเลี้ยงดูอย่างดี หมูตัวนี้เป็นหมูพิเศษ ยามค่ำคืนทำหน้าที่ป้องกันคนขโมยไก่ ปกติหมู มักชอบขุดมัน แต่หมูตัวนี้ ไม่เคยขุดมันวัดกิน

หมูนิสัยมีแต่ให้ ไม่เห็นแก่ (กิน) ตัว...ตัวนี้ อาจารย์ท่านโปรดอย่างกะหมูเทวดา

งานวัดนอกจากนี้ ยังมีการกวาดโบสถ์ ศาลา ถากหญ้าไถดิน บางทีก็หัดซ้อมมวยเพื่อรักษาประเพณี เพราะมีการทะเลาะกับเด็กวัดอื่นอยู่เสมอๆ

ที่เคร่งครัดมากอีกอย่าง คือต้องไหว้คนแก่ ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนบ้า คนสูบกัญชาไม่น่าไหว้ ก็ต้องไหว้ การไหว้คนสูบกัญชา มันช่างเจ็บปวด แต่ก็เป็นผลดีในการฝึกลดความเห็นแก่ตัว

มหาวิทยาลัยวัดให้บทเรียนอย่างนี้ จึงผลิตเด็กที่มีจิตวิญญาณอันวิเศษ ไม่เห็นแก่ตัว แตกต่างจากมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ บางโรงเรียนเด็กจะเห็นแก่ตัว และเป็นอันธพาลมากกว่า

เปรียบมหาวิทยาลัยวัดเหมือนน้ำพริกถ้วยเดียวของปู่ย่าตาทวด ที่ไม่เคยกินอาหารฝรั่งอาหารจีน ท่านเติบโตกันมาและอยู่ต่อไปจนตาย

น้ำพริกถ้วยเดียว ทำให้ไม่เห็นแก่ตัว รักผู้อื่น

มนุษย์สมัยนี้ ถือศีลเพียงข้อเดียว คือความไม่เห็นแก่ตัว ก็จะเป็นมนุษย์ที่มีศีลทั้งสิ้นโดยอัตโนมัติ ไม่มีปัญหาทางศีลธรรม ปัญหาการปกครอง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง

ท่านพุทธทาส ทิ้งท้ายให้คิด...นี้เรียกว่า น้ำพริกถ้วยเดียว แก้ปัญหาได้หมด ทุกปัญหาในโลก.

กิเลน ประลองเชิง

ข้อคิดรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมขอนำ ข้อคิดที่เข้ากับสถานการณ์ เศรษฐกิจในช่วงนี้มาฝากท่านผู้อ่านสักสองสามข้อครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่กำลังส่งผลกระทบการดำรงชีวิตประจำวันของเรารุนแรงขึ้นทุกวัน

เป็นข้อคิดที่ใช้ได้ทั้ง ประชาชนทั่วไป และ รัฐบาลนายกฯมาร์ค

สองวันก่อน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เพิ่งส่งสัญญาณเอสโอเอสเตือนภัยว่า คลื่นลูกที่สามจากวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะเข้าถล่มประเทศที่ยากจนแล้ว หลังจาก คลื่นลูกแรก ถล่มประเทศพัฒนาแล้ว คลื่นลูกที่สอง ถล่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

วันนี้ไทยก็เริ่มโดนแล้ว เมื่อ การว่างงาน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขยายไปในวงกว้างในแวดวงธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ

ข้อคิดนี้ ส่วนหนึ่งผมนำมาจากหนังสือ ศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อความสำเร็จอี้จิง ของ คุณมนตรี ภู่มี ลองอ่านกันดูครับ

ปัญหาใหญ่หลวงในชีวิตนั้น มักเกิดมาจากการที่เราทำตัวคล้ายกับปลา คือเอาแต่กระเสือกกระสนแหวกว่าย ไปข้างหน้าอยู่ถ่ายเดียว เมื่อเกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นครั้งคราวใด เราก็เอาแต่พยายาม ดันไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนทำให้ยิ่งเกิดผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหนักขึ้นไปอีก

ไม่ต่างอะไรกับการตกอยู่ในบ่อทรายดูด ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งจมลึก

สิ่งที่อี้จิงแนะนำเราคือ แค่เพียงรู้จัก ปล่อยวางปัญหา และหยุดกระเสือกกระสนดิ้นรน บางทีทุกอย่างอาจจบลงด้วยดี หรืออย่างน้อยเราก็ไม่ถูกดูดจนจมลึกยิ่งไปกว่าเดิม

ฟังครั้งแรก นี่อาจเหมือนการรามือท้อถอยไม่ยอมสู้ ทว่าสิ่งสำคัญก็คือใน สภาพจิต เยี่ยงนั้น ไม่มีทางเลยที่เราจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ในสภาพจิตดังว่า เราไม่มีทางหยั่งรู้ หรือประเมินผลของการต่อสู้นั้นๆเลยว่า มีคุณค่าควรหรือไม่...

อีกท่อนหนึ่งของศาสตร์อี้จิงบอกว่า

การมีความรับผิดชอบต่อตัวเองนั่นแหละ จึงจะเป็นวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด กล่าวคือให้รู้จักวกกลับมา มองข้างในหมายถึงว่า หากเราสามารถปรับเปลี่ยน ด้านในให้มีความคิดเห็นที่ถูกต้องแล้ว นั่นย่อมนำไปสู่ การตัดสินใจที่ถูกต้อง และ การกระทำที่ถูกต้อง ก็จะตามมาเองโดยธรรมชาติ

ในมุมกลับกัน การกระทำที่ถูกต้องนั้นๆ ย่อมส่งผลย้อนกลับมาที่ด้านในอีกครั้ง โดยทำให้มีความคิดเห็นและการตัดสินที่ถูกต้องยิ่งๆขึ้นในคราวต่อไป เพราะได้เห็นผลในแง่ปฏิบัติแล้วนั่นเอง

เป็นยังไงครับ ข้อคิดจากอี้จิงน่าสนใจปฏิบัติไหม

ผมก็ได้แต่หวังว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะรู้จักวกกลับไป มองข้างในคณะรัฐมนตรี ที่กำลังเริ่มมีเรื่องที่ไม่ค่อยชอบมาพากลขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ หัวไม่ส่ายแล้วจะสามารถ ควบคุมหางไม่ให้ส่ายด้วยได้หรือไม่ ถ้าควบคุมได้ ก็จะส่งผลต่อการบริหารประเทศ และแก้ปัญหาของชาติได้อย่างมหาศาล ไม่ใช่แก้ไปแทะไปบ้านเมืองก็ไม่รอด

ข้อคิดสำคัญอีกข้อที่ผมเคยเขียนไปแล้วในคอลัมน์นี้ก็คือ การรู้จักถอยซึ่ง วลาดิมีร์ เลนิน ปรมาจารย์มาร์กซิสก็เคยสอนพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียไว้ว่า

พรรคปฏิวัติต้องทำการเรียนรู้ให้ครบถ้วน พวกเขาเรียนรู้วิธีการรุกแล้วต้องรู้วิธีถอยด้วย พวกเขาต้องรู้ว่า ชัยชนะนั้นไม่อาจได้มาเลย ถ้าพวกเขาไม่ได้เรียนรู้ทั้งวิธีรุกและวิธีถอย

ข้อคิดเหล่านี้ ถ้ารู้จักนำไปประยุกต์ใช้ ผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง และประเทศชาติแน่นอน ขอให้ทุกท่านจงโชคดี ฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งครับ.

ลม เปลี่ยนทิศ