ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 16, 2008

"นพดล"แย้ม20ก.พ.เปิดชื่อเลขา-ที่ปรึกษารมต.

วันที่ 16 ก.พ.51 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่าโผรายชื่อที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีจะมีความชัดเจนวันที่ 20 ก.พ.นี้ ส่วนปัญหาที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยตำหนิเรื่องหน้าตาและความเหมาะสมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวนั้น นายนพดล มั่นใจว่าจะไม่เป็นปัญหามาแล้ว เฉพาะในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะถูกใจตนแล้วยังได้รับการยืนยันจากนายกรัฐมนตรี ว่ามีความเหมาะสม

นายนพดล กล่าวอีกว่า สำหรับเสียงวิจารณ์ว่านายกฯไม่กระจายงานด้านกฎหมายและด้านความมั่นคงให้รองนายกฯนั้นจะไม่เป็นปัญหาและไม่เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะนายกฯก็เป็นคนที่มีความสามารถ



พปช.ซ้อมรับมือแถลงนโยบายรัฐบาลพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.51 นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยถึง การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส. )ของพรรค วันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ.นี้ซึ่งจะมี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า เป็นการประชุมซักซ้อมและกำหนดตัวบุคคลที่จะทำการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 18-20 ก.พ. ที่จะถึงนี้ เนื่องจากมี ส.ส. แจ้งความจำนงขออภิปรายค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้กำหนดให้ ส.ส.แต่ละคน สามารถอภิปรายได้ไม่เกินคนละ 10 นาที เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้าน มีระยะเวลาได้อภิปรายมากกว่า จึงมีเหตุผลให้แถลงนโยบายนานถึง 3 วัน สำหรับหนังสือคำแถลง ซึ่งมีความยาว 44 หน้า ส่งถึงมือส.ส.ทุกคนแล้วในวันนี้ โดยนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่อ่านคำแถลงจำนวนทั้งสิ้น 28 หน้า






ประธาน สนช.ย้ำอภิปรายนโยบายรัฐบาลด้วยความเป็นกลาง

กรุงเทพฯ 16 ก.พ.-นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานการสัมมนารายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยกล่าวถึงการกำหนดแนวทางการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลของสมาชิก สนช. ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ ว่า ได้ขอให้สมาชิกอภิปรายอย่างเป็นกลาง มุ่งให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด ส่วนการรวบรวมประเด็นการภิปรายจะเป็นการนำผลศึกษาเรื่องต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ โดยจะเป็นจัดหมวดหมู่มาอภิปราย เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และสะดวกต่อการกำหนดเวลาอภิปราย เพราะเมื่อมีข้อมูลอยู่ในมือก็จะทำให้พูดได้ตรงประเด็นมากขึ้น นอกจากนี้ สนช.จะนำประเด็นต่าง ๆ ที่รวบรวมและมีการอภิปรายในสภาจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเสนอต่อรัฐบาลด้วย


“การอภิปรายจะออกแนวเป็นกลางและให้ข้อเสนอแนะ สนช.จะไม่สนับสนุนหรือคัดค้านนโยบายของรัฐบาล แต่จะบอกเรื่องที่เป็นประโยชน์และศึกษามาแล้ว ส่วนที่จะมีสมาชิก สนช.วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลนั้น เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่ตกลงกันไว้คือขอให้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางให้มากที่สุด คือไม่เป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สำหรับการกำหนดจำนวนผู้อภิปราย หลังจาก สนช.สัมมนาเสร็จแล้วจะถามความสมัครใจของสมาชิก คาดว่าจะเป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ การให้เวลา สนช.อภิปราย 9 ชั่วโมง น่าจะสะดวกต่อการบริหารเวลา” ประธาน สนช. กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-16 13:30:20

10กำนันพยานสำคัญคดี"ยงยุทธ"โต้มติอนุกกต.มั่วนิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.แม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 9 คน ที่เคยให้ปากคำในสำนวนคดีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ได้เดินทางมาชี้แจงกับ ผู้สื่อข่าวกรณีที่มีข่าวออกมาระบุว่ากำนันทั้ง 10 คน ได้ให้การยอมรับว่า ได้รับเงินจากนายยงยุทธ 20,000 บาท โดยยืนยันว่าเราทั้ง 10 คนไม่เคยรับเงินจากนายยงยุทธ และไม่เคยให้ปากคำกับคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดใด ๆ ของ กกต. ทั้งสิ้นว่าได้รับเงิน ข่าวที่ออกมาทำให้พวกตนไม่สบายใจ และอยากขอโทษนายยงยุทธด้วยที่มีข่าวเช่นนี้ออกมาทำให้ต้องเสื่อมเสีย







มีชัยตีกรอบ'เป็นกลาง' อภิปรายนโยบายรบ. [16 ก.พ. 51 - 12:09]

วันนี้ (16 ก.พ.) นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการกำหนดแนวทางการอภิปรายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 18 ก.พ.นี้ว่า ขอให้ สนช.อภิปรายอย่างเหมาะสมและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด เพราะ สนช.ไม่ใช่ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล

นอกจากนี้ ประธาน สนช.ยังขอใหัคณะกรรมาธิการทุกคณะนำผลการศึกษามาอภิปราย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนกรอบเวลาการอภิปรายนั้น สนช.จะได้เวลา 9 ชั่วโมง ซึ่ง สนช.แต่ละคนจะได้เวลาอภิปรายประมาณ 5-6 นาที

นายมีชัย กล่าวด้วยว่า วันที่ 16 ก.พ.นี้ จะมีการนำผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการทุกคณะ มาจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้เหมาะกับการอภิปรายด้วย โดยการอภิปรายจะมีการกำหนดเวลา ดังนั้น หาก สนช.มีข้อมูลในเรื่องที่จะอภิปรายอยู่ในมือแล้ว ก็จะสามารถอภิปรายได้ตรงประเด็นมากขึ้น

แนะธปท.เลิกกัน 30% ต้องจับตานักเก็งกำไรระยะสั้น [16 ก.พ. 51 - 09:43]

วันนี้ (16 ก.พ.) นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงแนวโน้มการยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตัดสินใจถึงความเหมาะสม แต่หากยกเลิกจริงไม่น่ากระทบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระยะยาว มีความมั่นคงอยู่แล้ว แต่ต้องเฝ้าระวังนักเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนระยะสั่น โดย ธปท.ต้องหาวิธีป้องกันการเก็งกำไรระยะสั้นแทนมาตรการเดิมที่มีแนวโน้มจะยกเลิกด้วย

ด้านนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 นั้น เชื่อว่าต้องมีการยกเลิกแน่นอน ซึ่งทาง ธปท.คงรอดูช่วงเวลาที่เหมาะสม คาดว่า ธปท.คงไม่แจ้งล่วงหน้า เนื่องจากจะเกิดการเก็งกำไรค่าเงินอย่างมาก ซึ่งกระทบต่อตลาดเงินในประเทศ

พปช.แถลงจวกข่าวใบแดง 'ยงยุทธ' จัดฉาก

วันนี้ (15 ก.พ.) พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว หัวหน้าคณะทำงานชี้แจงคดีทุจริตเลือกตั้ง จ.เชียงราย ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ในการอ่านแถลงการณ์ของนายยงยุทธ หลังมีกระแสข่าวว่า อนุกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าวของ กกต. มีมติให้ใบแดงกับนายยงยุทธ ว่า

นายยงยุทธ ไม่ต้องการออกมาตอบโต้เรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง เพราะเกรงจะทำให้สังคมเกิดความสับสน โดยมีการชี้แจงข้อเท็จจริงมา 5 ประเด็น ซึ่งยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการจัดฉาก และยืนยันว่าตนมีพยานหลักฐาน ที่สามารถจะชี้แจงได้ รวมถึงเห็นว่าการกล่าวอ้างแหล่งข่าวนั้นเป็นเรื่องเท็จจริง ซึ่งมุ่งหวังกดดันให้ กกต.ตัดสินไปตาม ที่ต้องการ และนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวที่เป็นทางการ มีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ พ.ต.ท.กานต์ ยืนยันด้วยว่า นายยงยุทธ ไม่รู้สึกกังวลในเรื่องดังกล่าว เพราะเชื่อมั่นในความยุติธรรมของ กกต.

นายกฯบันทึกเทปรายการชิมไปบ่นไป-ยกโขยง6โมงเช้า

บรรยากาศการเคลื่อนไหวที่บ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายในหมู่บ้านโอฬารพัฒนา 2 ซอยนวมินทร์ 81 ในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในบ้านพักบันทึกเทปโทรทัศน์รายการชิมไปบ่นไป และรายการยกโขยง 6 โมงเช้า โดยมีรายงานแจ้งว่า นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการจะใช้เวลาบันทึกเทปรายการดังกล่าวรวมหลาย ๆ ตอนในวันนี้ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว ที่มาดูแลความเรียบร้อยรอบ ๆ บริเวณหน้าบ้านอย่างเข้มงวด ขณะที่ กองทัพสื่อมวลชนจากทุกสำนัก ยังคงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด


จาก hi-thaksin

นายกฯสมัครคาดใช้เวลา2เดือนชี้ขาดกันสำรอง30%

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเห็นกรณีการพิจารณายกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร วอนอย่าเพิ่งวิจารณ์ในช่วงนี้



นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพิจารณายกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังกำหนดท่าทีอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน และการดำเนินการต่างๆได้กำหนดไว้แล้ว ดังนั้นขออย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงนี้และอย่าถามเรื่องนี้อีก เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการอยู่แล้ว
“เขาบอกว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เขาไม่พูดกัน เขากำลังดำเนินการนุ่มนวลแล้ว เอาเป็นว่าเรื่องนี้นายสมัครตอบว่า ปล่อยให้สถานการณ์ค่อยๆเป็นไปตามสถานการณ์ที่ควรจะเป็นก็แล้วกัน”นายสมัครกล่าว

สมัครอัดเทปแรกชิมไปบ่นไปหลังเป็นนายกฯ

นายกฯ ถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไปนัดแรก หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ ที่บ้านพัก ซ.นวมินทร์ 81 โดยไม่ให้สื่อเข้าสังเกตการณ์ ขณะต้องติดตามจะได้ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ช่องใด

ความเคลื่อนไหว บริเวณบ้านพักของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซ.นวมินทร์ 81 บรรยากาศคึกคักคับคั่งด้วยเจ้าหน้าที่
จากกองถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไป กว่า 30 คน เพื่อถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไป ครั้งนี้เป็นการถ่ายทำครั้งแรก หลังจากที่ นายสมัคร
ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 อย่างไรก็ตาม นายสมัคร ได้เป็นผู้ดำเนิน
รายการโทรทัศน์ 3 รายการ คือ ยกโขยง 6 โมงเช้า รายการชิมไปบ่นไป และรายการอร่อยไม่ปรึกษาใคร

สำหรับ การถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไปครั้งนี้ ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปร่วมสังเกตการณ์แต่อย่างใด และรายการชิมไปบ่นไปนายสมัคร ได้ดำเนินรายการมาแล้วก่อนหน้านี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี แต่ขณะนี้เมื่อสถานีโทรทัศน์ ถูกยุบไปก็ต้องติดตามว่า รายการดังกล่าว จะได้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องใด


เปิดนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 18 ก.พ.นี้

นโยบายที่นายกรัฐมนตรีจะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ มีการกำหนดนโยบายสำคัญ 8 ด้าน ที่สำคัญได้แบ่งการทำงานเป็นระยะเร่งด่วน และแผนการบริหารราชการ 4 ปี ไปติดตามรายละเอียด

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะแถลงต่อรัฐสภา ดำเนินการบนพื้นฐานที่ประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลก ที่มีความรุนแรง คือปัญหาซับไพร์ม ที่อาจส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงปัญหาราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงกำหนดกรอบการแก้ปัญหา เป็น 2 ระยะ คือระยะเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการในปีแรก และ ระยะการบริหารราชการแผ่นดิน โดยได้แบ่งนโยบายเป็น 8 ด้าน นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตย การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะน้อมนำแนวพระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินการบนพื้นฐานความเป็นธรรม และยุติธรรม แก้ไขปัญหายาเสพติด ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการดูแลค่าเงินบาท เพิ่มศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน พร้อมๆไปกับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้รัฐบาลยังให้คำมั่น จะเร่งรัดการลงทุนที่สำคัญ เช่นการพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 9 สาย รวมไปถึงรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟชานเมือง ลดผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยการเสริมสร้างการใช้พลังงานทดแทน ทั้งยังประกาศจะฟื้นความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยประกาศให้ปี 2551- 2552 เป็นปีแห่งการลงทุน และปีแห่งการท่องเที่ยวไทย

สำหรับนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะให้ความสำคัญในการยกคุณภาพการศึกษา โดยให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพิ่มคุณภาพระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พร้อมๆ ไปกับสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ด้านนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลยืนยันจะรักษาวินัยการคลัง ดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินบาท ให้สอดคล้องสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่จะมีการปรับโครงสร้างด้วยการส่งเสริมการทำงาน ส่งเสริมภาคเกษตร ตามแนวทฤษฎีใหม่ ในระดับชุมชนตามแนวพระราชดำริ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน อนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ โดยใช้โครงการตามแนวพระราชดำริ เช่น โครงการปลูกหญ้าแฝก การฟื้นฟูป่า

ส่วนนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวัฒนธรรม เน้นจะนำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิต นโยบายการต่างประเทศ และเศรฐกิจระหว่างประเทศ มีการพูดชัดจะสานต่อนโยบายทีมไทยแลนด์ พร้อมๆ ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอาเซี่ยน และมีบทบาทในเวทีสหประชาชาติ

นโยบายความมั่นคงของรัฐ จะเตรียมความพร้อมในการเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

นโยบายสุดท้ายคือการบริหารจัดการที่ดี เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความเป็นธรรม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีบทบาท

แน่นอนว่าในท่อนสุดท้ายของแถลงนโยบายดังกล่าว ได้กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยยอมรับว่าเป็นฉบับแรกที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบ แต่ยังมีความเห็นที่แตกต่าง จึงจะสนับสนุนให้มีการทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และแก้ไขให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย โดยจะดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-15 20:37:06

เสือเฒ่าเหมากินรวบ [16 ก.พ. 51 - 03:01]

เข้ากับสถานการณ์พอดี ล่าสุดมีภาพข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังเดินชมนิทรรศการธุรกิจการบินอยู่ที่สนามบินเชค แลพ ก็อก เกาะฮ่องกง

ซึ่งตามข่าวบอกว่า อดีตนายกฯให้ความสนใจเครื่องบินส่วนตัวเป็นพิเศษ

“ทักษิณ” จะบินกลับไทยเร็วๆนี้

“สิงห์หนุ่ม” ส่งสัญญาณหวนคืนถ้ำ แต่ที่นับวันก็ยิ่งโชว์ความเป็น “เสือเฒ่าลายคราม” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ไอ้ที่มองว่า “นายกฯนอมินี” เป็นแค่ “หุ่นเชิด”

ต้องคิดกันใหม่

โดยจังหวะลีลาไม่ธรรมดามาตั้งแต่การชิงตำหนิ “ครม.ขี้เหร่” โดยเจาะจงโยนกลองไปที่คิวของ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง โควตาพรรคเพื่อแผ่นดิน

ถีบคนของพรรคร่วมรัฐบาลออกมาเป็นตัวล่อเป้า

กลบเกลื่อนตุ๊กตาเสียกบาลเซ่นผีไอ้ห้อยไอ้โหน ที่พาเหรดยึดโควตารัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน ยั้วเยี้ยไปหมด

เหยียบบ่าพรรคเพื่อแผ่นดิน ตีกรรเชียงหนี “ครม.ขี้เหร่” ได้เนียนเลย

ตามด้วยช็อตดึงเกมแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี “สมัคร” แตะดิสก์เบรกชื่อกุนซือประเภท “ผีจับยัด” ตำหนิคนจัดโผออกอากาศเสียงดังๆ การตั้งที่ปรึกษาขอให้คำนึงถึงหน้าตารัฐมนตรี และหน้าตาของคนเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

ชิงเล่นบทพระเอกเด่นอยู่คนเดียว

ชิ่งหนีข้อหา “หุ่นเชิด” ออกแอ็กชั่นให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ “นายกฯนอมินี”

พร้อมๆกับออกลีลาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก โบ๊ยให้กินยา “ทัมใจ” กับชื่อของนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ลูกชายของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน

ชี้เป้าให้ปาขี้ใส่พรรคร่วมรัฐบาล

แต่ทีกับคิวของพรรคพลังประชาชน ที่มีชื่อนายวัน อยู่บำรุง ลูกชายของ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย “ลุงหมัก” กลับเชียร์หน้าตาเฉย

“ไอ้เลขาฯเนี่ยเจ๋ง”

ลูกล่อลูกชนระดับเซียนเรียกพี่ “ลุงหมัก” ใช้ลีลาเก๋าๆของ “สิงห์เฒ่า” ประคองแรงเสียดทาน เล่นเอาล่อเอาเถิดกับกระแสสังคมภายนอก

ไม่จนมุมให้โดนถลุงง่ายๆ

ไหนจะเกมแห่งอำนาจภายในพรรคร่วมรัฐบาล โฟกัสลงไปในพรรคพลังประชาชน

“สมัคร” กินรวบเรียบร้อย

โฟกัสคำสั่งแบ่งงาน 6 รองนายกรัฐมนตรีที่ออกมาแบบ “เหมายกเข่ง”

โดยที่นายสมัครดึงหน่วยงานหัวใจของประเทศอย่างสำนักงบประมาณ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านกฎหมายของรัฐบาลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ล็อกไว้ในกำกับดูแลเองทั้งหมด

ขณะที่นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี สายตรงของ “ลุงหมัก” ก็ได้กำกับงานในส่วนของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และโดยเฉพาะเจาะจงกระทรวงคมนาคม

ถือเป็นการพลิกเกม

หลังก่อนหน้าตามที่มีข่าววงในระหว่างจัดโผรัฐมนตรี นายสมัครต้องการผลักดันให้นายสหัสนั่งในตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพื่อคุมงานที่นายสมัครเชี่ยวชาญโดยตรง แต่ไม่สามารถเบียด “ของจริง” สายตรงฮ่องกงอย่างนายสันติ พร้อมพัฒน์ ได้

ทำให้นายสหัสต้องขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อผลการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีออกมา นายสหัสได้กำกับงานในส่วนของกระทรวงคมนาคม คุมเกมนายสันติอีกที

แสดงให้เห็นเลยว่า อำนาจนายกรัฐมนตรีอยู่ในมือแล้ว

“สมัคร” คุมเกมเล่นได้

แล้วไหนจะรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ที่ได้คิวจัดทุกวันอาทิตย์ เป็นเวทีให้ “ลุงหมัก” หาเสียงตีกินได้ตามสบาย

ดูๆแล้วก็เห็นมีกันอยู่แค่ 3 คนในรัฐบาล คือนายสมัคร นายสหัส และ “เสี่ยโป๋” นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

แต่กินรวบเหมาเข่งได้คิดดู.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์

สมัครไม่รับคำเชิญ กกต. พรีเซ็นเตอร์เลือกตั้ง ส.ว. [16 ก.พ. 51 - 03:14]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววานนี้ (15 ก.พ.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญเป็นพรีเซ็นเตอร์ โฆษณาเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า เขาเชิญตามมาตรฐาน ไม่ได้มาขอโดยตรง กกต.มาบอกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ตนเป็นนักการเมืองก็ยั่วกลับไปว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลือกตั้ง ส.ว. เพราะมองว่ากรุงเทพฯมีคนตั้งมาก แต่ทำไมมี ส.ว.ได้คนเดียว ไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ จึงบอกเพียงว่า จะสนับสนุนเรื่องงบประมาณเต็มที่ แต่จะมาเชิญตนก็ขอความกรุณาไม่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถ้าอย่างอื่นจะเป็นให้

ขณะที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. เป็นประธานจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงรณรงค์ ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ว. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 มี.ค. โดยมีดารานักร้องจากบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมร้องเพลงในสปอตโฆษณามาร่วมงาน อาทิ ปาน ธนพร, ฟลุค วงไอน้ำ, ตอง ภัครมัย และวงโปงลางสะออน


นายอภิชาต กล่าวว่า กกต.ได้ร่วมกับศิลปินจัดทำเพลงประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งขึ้น หวังว่า บทเพลงจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ไม่น้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สำนักงาน กกต.ได้เปิดเพลงประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ว. 2 เพลงคือ เพลงประชาธิปไตยเต็มใบขับร้อง และเพลงรวมพลังเลือกตั้ง ส.ว.


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วานนี้ คณะกรรมการสรรหา สว. ได้ประชุมกันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งที่ 6 เพื่อมีมติเลือกผู้ที่สมควรได้รับการสรรหาเป็น สว. โดยได้เลือกจากกลุ่มวิชาการ กลุ่มวิชาชีพ และภาครัฐ กลุ่มละ 15 คน ยกเว้นในกลุ่มภาครัฐที่จะเลือกเพียง 14 คน


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการสรรหา กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติที่จะไม่เปิดเผยรายชื่อทั้งหมด โดยจะให้ กกต.เป็นผู้เปิดเผยชื่อ หลังรับมอบรายชื่อ สว.ทั้ง 74 คน ในวันที่ 19 ก.พ.นี้


ชั่ว

“มันไม่ยุติธรรมกับสังคม”
แค่ 5 คำเท่านั้น..ของ นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี..ความศรัทธาในตัวนายกรัฐมนตรี
คนใหม่ ก็เพิ่มขึ้นมาอักโข
ความเป็น สมัคร สุนทรเวช นั้น..แน่นอน
เด่นชัดมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มนมไม่แตกพาน...
และยิ่งเมื่อเนิ่นนานผ่านร้อนผ่านหนาว มาจนถึง
อีก 7 ปีอายุครบ 80 ด้วยแล้ว
ยิ่งจะต้องแจ่มแจ้งชัดเจน
รัฐบาลนี้..เป็นรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์
ของประเทศไทย..ที่รัฐบาลที่ถูกปฏิวัติสามารถ
กลับมาเป็นรัฐบาลได้ในทันทีที่การปฏิวัติสิ้นสุดลง
ดังนั้น..สิ่งที่ต้องเคารพก็คือสปิริตของ
กองทัพ ที่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน
ส่วนใหญ่..และไม่ใช้วิธีการลึกลับเข้ามาบีบบังคับ
เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ให้เบี่ยงเบนไปจาก
เจตนาของประชาชนส่วนใหญ่
ดังนั้น..สิ่งที่ต้องเคารพก็คือความรู้สึก
ของประชาชน ที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน
ขึ้นมา..และรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนจะ
ต้อง..ไม่กระทำการใดๆ ที่ทำให้..เป็นปัญหากับ
การต่อสู้ทางคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ
ชินวัตร และ พจมาน ชินวัตร กับครอบครัว
ของเขา ในอนาคตอันใกล้
รัฐบาลพลังประชาชนเสื่อมความนิยม
ลงรวดเร็วเท่าไหร่..ปัญหาในการเผชิญคดีของ
อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว ก็ยิ่งผกผัน
มากขึ้นเท่านั้น
รัฐบาลพลังประชาชน..ยิ่งใหญ่ขึ้นมาจาก
ฐานรากหญ้า..แต่ศรัทธาในหมู่มวลชนที่สูงขึ้น
มาในแทบจะทุกสถาบันยังมีปัญหา..รัฐบาล
พลังประชาชนถูกหวังจะให้เป็นผู้แก้ปัญหา
เศรษฐกิจของชาติ
วันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการ
แก้ไข..แต่รัฐบาลพลังประชาชนกลับทำในสิ่งที่..
นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช..ให้คำจำกัดความ
ไว้..แจ่มแจ้งว่า..
“มันไม่ยุติธรรมกับสังคม”
รัฐบาลพลังประชาชนยอมรับโดยผู้นำ
รัฐบาลว่า..ขี้ริ้ว..และเกือบจะไม่มีใครผู้ใดปฏิเสธ
ว่า..นั่นไม่ใช่...“ความจริง”
แต่...“ขี้ริ้ว” นั้น..ยังห่างกันใกล้กับคำว่า
“ชั่ว”
ประเทศที่มีรัฐบาลขี้ริ้วนั้น..มันก็ยากลำบาก
อยู่แล้วที่จะอยู่ให้ครบสมัย..แต่...ใครจะให้
“รัฐบาลชั่ว”...อยู่ได้ครบปี..
ไม่รักชาติ สงสารประชาชน..ก็ไม่ว่า...แต่
อย่าเนรคุณกับ “ทักษิณ-พจมาน” ที่ทำให้พวก
ท่านมีวันนี้ก็แล้ว
พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เร่ง ‘สมัคร’ ใส่เกียร์ 5 รถไฟฟ้า

โครงการรถไฟฟ้า 9 สาย
1. บางใหญ่-ไทรน้อย-ดาวคะนอง 35 กม.
2. สำโรง-เมืองโบราณ 17 กม.
3. หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา-ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 36.6 กม.
4. ตากสิน-มหาชัย 20 กม.
5. บางซื่อ-คลองเตย 29 กม.
6. มีนบุรี-ศาลายา 51 กม.
7. ตากสิน-พุทธมณฑล สาย 421.7 กม.
8. วัดใหญ่-ป้อมพระจุล 6 กม.
9. บางกะปิ 95 กม

หนุนรัฐบาลเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า 9 สาย อดีตนายกฯสมาคมอสังหาฯ เร่งเดินหน้าเกียร์ 5 ฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ให้ความสำคัญแค่ภาคส่งออก ระบุ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวดีแล้วจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าพลังงาน แนะให้ภาคส่งออกปรับตัวส่งสินค้าพรีเมียมแข่งขันกับตลาดโลก ย้อนอดีตนำบทเรียนยุคสหรัฐฯ ฟองสบู่แตก “บิล คลินตัน” ชูโยบายสร้างบ้าน 1 ล้านหลัง ฟื้นเศรษฐกิจกว่า 2 ปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต้องเผชิญกับหลายปัจจัยลบที่มาฉุดกำลังซื้อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มาตรการกันเงินสำรอง 30% แต่หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แม้ว่าหน้าตารัฐบาลจะยังไม่เป็นที่ถูกใจ แต่การได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งมีผลในแง่จิตวิทยา สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคตลอดจนนักลงทุนคืนมารศ.ดร.มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาเคหะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “บางกอกทูเดย์” ถึงทิศทางของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า“การเลือกตั้งที่ผ่านมา ภาคอสังหาฯ รู้สึกน้อยใจว่า ไม่มีวาระของธุรกิจนี้ชูประเด็นในการหาเสียงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจเลย ทั้งที่รัฐบาลชุดเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่น้องกับ

รัฐบาลชุดนี้ เคยใช้นโยบายภาคอสังหาฯ หาเสียง แต่ก็ขอบคุณโครงการเมกะโปรเจกต์ ทั้งรถไฟฟ้ารางคู่และโครงการรถไฟฟ้า 9 สาย ที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จะนำมาเป็นโครงการเบิกฤกษ์ ย่อมเป็นแนวโน้มที่ดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ”รศ.ดร.มานพ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรใช้นโยบายภาคอสังหาฯ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังพร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า การสร้างบ้าน 1 หลัง สามารถสร้างงานได้ 2.5 เท่า ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งตัวที่ดิน วัสดุก่อสร้าง อาทิ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็กเฟอร์นิเจอร์ สี เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาสมัยเศรษฐกิจตกต่ำ ในยุคที่มี นายบิล คลินตันเป็นประธานาธิบดี ได้ใช้นโยบายสร้างบ้าน 1 ล้านหลังภายใน 1 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศซึ่งก็ได้ผล ขณะที่สิงคโปร์สร้างชาติให้รุ่งเรือง ด้วยการผุดโครงการก่อสร้างแฟลตทั่วประเทศ เช่นเดียวกับเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนต่างก็ยอมรับแนวคิดนี้“รัฐบาลมีหน้าที่หาเงินให้ประชาชน ไม่ใช่มีหน้าที่ใช้ภาษีของประชาชน นโยบายประชานิยมไม่ใช่ของฟรี ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะเสียหาย”

สำหรับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมี 2 แนวทาง คือ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจนอกประเทศด้วยการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งมีการแข่งขันสูง และ 2. กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ คือ สร้างกำลังซื้อให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เช่น มาตรการลดภาษี เรียนฟรี อย่างที่สหรัฐเมริกาหรือเกาหลีใต้ใช้วิธีปล่อยให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยนำรายได้ในอนาคตมาใช้ ซึ่งวิธีนี้ไม่ยั่งยืน“ดังนั้น วิธีที่ยั่งยืนที่สุด คือ การก่อสร้างสาธารณูปโภค สร้างบ้าน สร้างถนนหนทาง โดยเฉพาะโครงการขนส่งมวลชน หรือ Mass Transit เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้

ประชาชน รวมทั้ง ไฟฟ้า ประปา ต้องใช้เม็ดเงินทุ่มลงไป จะสะท้อนกลับถึงภาคเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน”รศ.ดร.มานพ ชี้ว่า นักการเงินหลายคนเข้าใจผิด ถึงการลงทุนสร้างบ้าน สร้างถนน แล้วจะต้องมีจุดคุ้มทุนเหมือนการค้าขาย แต่ที่จริงแล้วมันมีผลประโยชน์ตอบแทนข้างเคียง เป็น Economic Valueซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น ไม่ใช่ Financial Valueดังนั้น รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับภาคอสังหาฯ อย่าหวังเพียงแค่การส่งออกแล้วมีนโยบายทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง มองว่ารัฐบาลกำลังหลงทาง ค่าเงินบาทต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เงินบาทที่แข็งค่าทุกวันนี้ดีแล้ว เพราะเราต้องใช้จ่ายเป็นค่าเชื้อเพลิงพลังงานถึง 30%

ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ในทางกลับกัน รัฐบาลต้องให้ผู้ส่งออกเร่งปรับตัว ส่งสินค้าพรีเมียมที่มีราคาไปแข่งในตลาดโลก ยกตัวอย่าง เช่น ข้าวหอมมะลิ ไม่ใช่ข้าวเกรดต่ำที่แตกหัก ต้องเป็นสินค้าเกรดเอซึ่งคนไทยทำได้ดีอยู่แล้วรศ.ดร.มานพ กล่าวถึงโครงการขนส่งมวลชน หรือ Mass Transit ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า เดินมาถูกทางแล้ว แต่จุดอ่อน คือ จะระดมทุนจำนวนมากมาจากไหน แล้วต้องรีบแก้ไข“ที่จริงแล้วเงินมีเยอะมาก แต่ถูกบล็อกที่แบงก์ชาติ กระทรวงการคลังต้องดูเรื่องการเงินว่าเป็นเรื่องของ Financial วิธีคิดต้องต่อยอดแบบบูรณาการ ไม่ใช่คิดแบบ Sector สิ่งที่รัฐบาลทำดีอยู่แล้วก็ขอให้เร่งใส่เกียร์ 5 ต้องลุยเรื่องสาธารณูปโภค โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 9 สายต้องรีบทำแต่ต้องแบ่งกันทำ อย่าทำรวบกินคนเดียว จะมีศัตรูเยอะ และต้องแบ่งงานให้ชัดเจน”


Friday, February 15, 2008

ครป.ชี้ถอดรายการ เจิมศักดิ์ ส่งสัญญาณรัฐแทรกแซงสื่อฯ

กรุงเทพฯ 15 ก.พ. - เลขาธิการ ครป. ชี้รัฐถอดรายการของ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ระบุเป็นการส่งสัญญาณเข้าไปแทรกแซงสื่อฯ แนะสมาคมนักข่าวฯ-กลุ่มธุรกิจด้านสื่อรวมพลังป้องกัน

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงการถอดรายการของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จากคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 105.0 เมกะเฮิร์ตซ์ ว่าน่าจะเป็นการกดดันจากฝ่ายการเมือง แม้จะไม่มีใบสั่งที่เป็นรูปธรรม แต่การประกาศจัดระเบียบสื่อของรัฐบาลทันทีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าสื่อแขนงใดวิพากษ์วิจารณ์ หรือตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา อาจโดนแบล็กลิสต์

ส่วนกรณีบริษัท ฟาติมา ผู้ได้รับสัมปทานคลื่นวิทยุดังกล่าวไฟเขียวให้ปลดรายการของนายเจิมศักดิ์ นายสุริยะใส กล่าวว่า ชี้ให้เห็นถึงยุคแห่งการเซฟและเซ็นเซอร์ตัวเอง ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพราะหากจัดการกับรายการของนายเจิมศักดิ์ได้ รายการอื่นๆ ยิ่งจะง่ายขึ้น การที่นายจักรภพ และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จี้ให้บริษัทพูดความจริงนั้น เป็นไปได้ที่เจ้าของบริษัทจะสารภาพว่า ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรี เพราะเป็นการทุบหม้อข้าวตนเอง

“บรรยากาศแบบนี้กำลังย้อนยุคกลับไปสู่ยุคระบอบทักษิณที่มีการแทรกแซงและแทรกซึมสื่อสารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการสั่งถอดรายการทิ้ง สั่งคุมเนื้อหา หรือใช้งบโฆษณาของหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ กระทั่งกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองในเครือรัฐบาลต่อรองบรรดาสื่อเพื่อตัดงบ หรือไม่สนับสนุน หากสื่อเหล่านั้นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา จนทำให้สังคมไทยตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าพูดความจริง และสังคมต้องยอมจำนนกับความจริงด้านเดียว จนทำให้ระบอบทักษิณแข็งแกร่งและรวบอำนาจเบ็ดเสร็จได้ในขณะนั้น” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นการส่งสัญญาณรุกอย่างชัดเจนของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการเข้ามาจัดระเบียบสื่อ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง จึงจำเป็นที่สมาคมนักข่าวฯ และสื่อจะต้องระดมความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อหามาตรการป้องกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจที่ได้สัมปทานคลื่นหรือรายการจากสื่อวิทยุโทรทัศน์ ควรจัดตั้งองค์กรเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมือง และมีมาตรการกำกับควบคุมจริยธรรมกันเอง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-15 17:59:40

'ยงยุทธ'มีคำสั่งนัดประชุมสภา18-19 กพ.

นายยงยุทธ ติยะไพรัชมีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันที่ 18-19 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา เพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันที่ 18-19 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา เพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ที่บัญญัติให้ ครม.ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจงการดำเนินการตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามมาตรา 75 โดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ

สำหรับนโยบายของรัฐบาลมีทั้งหมด 8 ข้อ ความยาว 44 หน้า ประกอบด้วย 1. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก 2. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต 2. นโยบายเศรษฐกิจ 3. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 6. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 7. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ และ 8. นโยบายการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนี้ ยังมีภาคผนวก ก เรื่อง การดำเนินการตราหรือปรับปรุงกฎหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และภาคผนวก 2 เรื่อง บัญชีหัวข้อนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี เปรียบเทียบกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา จะมีสมาชิกทั้งสิ้น 690 คน แยกเป็น ส.ส. 480 คน และ สนช.เหลืออยู่ 210 คน

'สมัคร'ชี้รัฐประหาร19 กันยาฯ ล้มเหลว เอาผิดใครไม่ได้

นายกรัฐมนตรี แจงต่อพระภิกษุ ระบุรัฐประหารรสช.ปี2534 ทำให้พัฒนาการทิศทางการเมืองไทยดีขึ้น โจมตีรัฐประหาร 19กันยาฯ49 ล้มเหลว และไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาในช่วงเช้าปาฐกถาในการเปิดฝึกอบรมสอบความรู้ ู้พระอุปัชฌาย์รุ่นที่ 43 ประจำปี โดยเป็นการบรรยายความรู้แก่พระสังฆาธิการ จำนวน 279 รูป ที่จะสอบความรู้เป็น พระอุปัชฌาย์ ในหัวข้อ 'สถานการ์บ้านเมืองปัจจุบัน' ที่วัดสามพระยา เขตพระนคร

เนื้อหาส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้เล่าถึงพัฒนาการของการเมืองไทย ย้อนหลังไปหลายสิบปี และได้พูดถึงการปฏิวัติสมัย รสช.เมื่อปี 2534 ว่า มีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลง ของการเมือง ในทิศทาง ที่ดีขึ้น แต่การปฏิวัติครั้งล่าสุดที่อ้างสาเหตุของความแตกแยกในสังคม มีการกล่าวหาในหลายเรื่อง แต่ก็ล้มเหลว เพราะไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเลือกตั้งทำให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ไข ปัญหาต่างๆ หลายเรื่อง ที่สำคัญขอให้คนในชาติยึดหลักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นเสาหลักสำคัญ ในการยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้บอกกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า จะให้สัมภาษณ์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคาร และวันศุกร์

โดยวันศุกร์นี้ ได้นัดหมายเวลา 11.30 น.และคาดว่าในการพบปะสื่อมวลชนกับนายกรัฐมนตรี นายสมัคร น่าจะมีการสอบถามถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รวมถึงกรณีที่อนุกรรมการตรวจสอบการทุจริต เลือกตั้งที่เชียงราย ได้มีการสอบสำนวนเอาผิดกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วย

นายสมัคร กล่าวว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งของบ้านเมืองที่ต้องคิดย้อนหลัง พร้อมได้เล่าถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเชิงชื่นชม

นายสมัคร กล่าวยอมรับการที่เขาได้มาเป็นนายกฯว่าเป็นผลพลอยได้จากการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ที่มีการใส่ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งขอย้ำว่าจะใช้การเมืองเป็นข้อพิสูจน์ ในตอนนี้ถือว่าสถานการณ์กลับสู่ ู่สถานะเดิม แม้จะยังไม่เต็ม100% โดยเกิดจากพื้นฐานความผูกพันในความเป็นชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์

นายสมัคร ระบุว่าเรื่องนอมินี ที่ถูกถามตั้งแต่วันแรกที่รับอาสามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เขาได้ย้อนถามนักข่าวว่า นอมินีมันเลวร้ายตรงไหน และก็ไม่ได้พูดว่าเป็นนอมินีของใคร

'บ้านเมืองมาถึงขณะนี้ ถือว่าดีแล้ว ส่วนกฎเกณฑ์บ้านเมืองเป็นตัวกำหนดชะตา ส่วนจะทำให้เกิดกลียุคหรือไม่ ก็ขึ้นกับอนาคต ไม่มีอะไรแน่นอน ขนาด ส.ส.ได้เลือกมาแล้ว ยังถูกถอดถอนได้'นายสมัคร กล่าว

"ยงยุทธ" ตอบโต้มือดีปล่อยข่าวโดนใบแดงกดดัน กกต.

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ออกแถลงการณ์โต้มือดีฉวยโอกาสปล่อยข่าวสร้างแรงกระเพื่อมกดดันกกต.ตัดสินอีกด้านจะตกเป็นจําเลยสังคม

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) อ่านแถลงการณ์ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังมีกระแสข่าวว่าจะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้ใบแดง โดยระบุว่ามีกลุ่มผู้บงการหวังออกมากดดันการทำงานของ กกต. เพื่อให้ผลการตัดสินออกมาตามทิศทางที่ต้องการ อันจะนำไปสู่การยุบพรรค พปช. ซึ่งคดีดังกล่าวมีการวางแผนจัดฉากมาตั้งแต่แรก
"มีผู้บงการ หวังจะกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะต้องการให้สังคมเห็นว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนฯ มีมติให้ใบแดงแล้ว หาก กกต.พิจารณาในทางที่เป็นคุณ(ต่อนายยงยุทธ) กกต.ชุดนี้ก็จะต้องเป็นจำเลยต่อสังคม" พ.ต.ท.กานต์ กล่าว
พ.ต.ท.กานต์ ยังชี้แจงเหตุที่นายยงยุทธออกแถลงการณ์แทนการแถลงข่าวด้วยตัวเองว่า นายยงยุทธไม่ต้องการให้สังคมเข้าใจผิดว่าออกมากดดันการทำงานของ กกต. แต่ยืนยันว่านายยงยุทธยังให้ความมั่นใจว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรม
พร้อมเรียกร้องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคำร้องทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธได้พิจารณาหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนของวีซีดีที่ถูกอ้างว่าได้บันทึกภาพการกระทำที่ทุจริตเลือกตั้ง ตลอดจนพิจารณาถึงความเป็นกลางของพนักงานสอบสวนชุด พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล
ก่อนหน้านี้ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ระบุว่า กรณีมีการปล่อยข่าวว่าคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ สรุปผลสอบออกมาแล้วว่าจะให้ใบแดงแก่นายยงยุทธหลังจากมีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงการกระทำทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกดดันการทำงานของ กกต. ซึ่ง กกต.เตรียมจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของข่าวดังกล่าว

รัฐมนตรี มีสิทธิ์ไหมครับ

ลำพังสถานการณ์ภายนอกที่ต้องเจออยู่กับสภาพการเมืองยุคหลังรัฐประหาร ก็ยากเข็นเต็มทีอยู่แล้วกับการจะนำพารัฐนาวาที่ถูกดูดจมดิ่งในทะเลเผด็จการ กลับขึ้นมาสู่สังคมโลกประชาธิปไตย แต่กลับมามีความปั่นป่วนจากภายใน ที่เกิดขึ้นเพราะกิเลสและความไม่รู้จักพอของคนภายในด้วยแล้ว ผมได้แต่เห็นใจนายกฯ สมัคร สุนทรเวช

ไม่ว่าจะเป็นเซียนการเมืองระดับใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่ำชองกลการเมืองขนาดไหน หากมาเจอความโลภของมนุษย์ ก็มีอันต้องปวดหัวทุกคนไป

เพียงแค่สัปดาห์เดียวของการเป็นนายกรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ต้องเรียกหายา ทัมใจ มากิน เมื่อได้เห็นชื่อที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขารัฐมนตรี ที่ส่งมาถึงมือ พร้อมกับคำวิพากษ์ของสื่อมวลชนและผู้คนทั่วไปในสังคมว่า "รับไม่ได้" กับรายชื่อที่ปรากฏออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์

จะจริงจะเท็จ ยังไม่อาจทราบได้ว่าชื่อคนเหล่านั้นจะได้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือไม่ แต่ที่จริงแน่ๆ ไม่มีเท็จก็คือ หลายรายชื่อหรือเกินกว่าครึ่ง เป็นรายชื่อที่ประชาชนร้อง "ยี้" ทั้งยี้เพราะรับพฤติกรรมในอดีตไม่ได้ และยี้เพราะไม่เชื่อว่าจะทำประโยชน์อะไรให้แก่ประชาชนได้ นอกจากทำประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง

ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี กลายเป็นเครื่องฟอกตัวของลูกนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเป็นคนเลวในสายตาของประชาชนให้เป็นคนดีขึ้นมาแบบเฉียบพลัน ตามติดด้วยการขอโอกาสให้เห็นใจกันบ้าง โดยยกองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง

แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาประชาชน ลูกนักการเมืองจำพวกนั้น เป็นมารโดยกำเนิดและชาติพันธุ์ จึงไม่รู้จักองคุลิมาล และไม่มีวันที่จะเป็นองคุลิมาลได้ การทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้อำนาจของพ่อแม่รังแกประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และจบลงด้วยการขอโอกาสจากประชาชน ด้วยอาการตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ว่าสำนึกผิดแล้วไม่รู้กี่หนกี่ครั้ง เป็นการยืนยันได้ดีว่าลูกนักการเมืองบางคนไม่อาจจะเป็นองคุลิมาลได้ เป็นได้เพียงแค่มาร

คนไทยมีภาษิตที่สอนมาดี และเห็นภาพชัด คือ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี กลายเป็นรางวัลปลอบใจ ส.ส. สอบตก เพราะประชาชนไม่ลงคะแนนให้ เป็นการปูนบำเหน็จเกียรติยศ หน้าที่การงาน และเงินเดือน ตลอดจนช่องทางทำมาหากินให้แก่พวกพ้อง โดยไม่พิจารณาว่าแต่ละคน แต่ละชื่อที่เสนอกันเข้ามา มีคุณงามความดี คุณสมบัติ และความสามารถมากน้อยเพียงใด เหมาะสมหรือไม่กับการทำหน้าที่ตามที่อยากได้อยากมีตำแหน่ง

ไม่อยากจะเอ่ยชื่อให้เป็นเสนียดหน้ากระดาษสำหรับลูกนักการเมืองบางคน และเป็นขยะรกหน้ากระดาษสำหรับชื่อ ส.ส. สอบตกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง ว่าเหมาะสมหรือไม่กับตำแหน่งที่อยากนำมาต่อท้ายชื่อ และเห็นว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่เครื่องสนองความต้องการ บำบัดความใคร่ทางอำนาจของตนเองเท่านั้น

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่มีความหมาย มีความสำคัญอย่างมาก ต่อการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารงานราชการแผ่นดินระดับสูงสุดของประเทศ ที่จะต้องรับฟังความคิด ความเห็นที่เป็นประโยชน์แก่การบริหารและการตัดสินใจ จากที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา และจำเป็นต้องได้รับการจัดลำดับความสำคัญการทำงาน ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจ และการประสานงานที่ดีจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จากเลขานุการรัฐมนตรี ที่ทำงานเข้ามือเข้าคู่กันได้เป็นอย่างดี
ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นที่ปรึกษา เป็นเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่ปรึกษา และเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะปฏิเสธบุคคลบางคนบางกลุ่ม ที่จะเข้ามาเป็นที่ปรึกษา และเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ยังคาดเดาไม่ได้ มองภาพไม่ออกว่าการทำงานของตนกับที่ปรึกษา กับเลขานุการจะออกมาในรูปแบบใด เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งที่ปรึกษาและเลขานุการ

แต่ขณะนี้ เท่าที่ได้ยินได้ฟังจากรัฐมนตรีหลายคนหลายท่าน ต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน คือ รอดูว่าจะมี
"มือที่มองไม่เห็น" จับใคร ชื่ออะไร ยัดเยียดมาให้ตัวเองบ้าง

เท่านั้นไม่พอ รัฐมนตรีหลายคนกำลังคิดหาทางออกให้กับตนเอง ว่าจะหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาและเลขานุการที่ไม่อยากได้กันอย่างไร หรือจะทำงานอย่างให้ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมน้อยที่สุด

รัฐมนตรีหลายคนอึดอัดเต็มทีกับอาการ "ผีจับยัด" โดยที่ไม่มีสิทธิ์เลือกคนมาทำงานด้วยตนเอง

เพียงเพราะเหตุผลทางการเมืองภายในพรรค ว่าจะต้องตอบแทนและจัดสรรปันตำแหน่งที่ได้มาจากการต่อสู้ของประชาชน ให้แก่นักการเมืองทุกคนของพรรคอย่างถ้วนหน้า โดยไม่ได้สนใจว่าคนที่ได้ตำแหน่งไปจะไปทำงานให้แก่ประชาชนได้หรือไม่ จะเข้าไปขัดหรือแย้ง หรือทำตามนโยบายรัฐมนตรี หรือไปตั้งกลุ่ม ตั้งก๊ก แบ่งกันหาแบ่งกันกิน โดยไม่สนใจสายตาประชาชนกันอีกแล้ว

ผมติดตามการทำงานการเมืองของ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่เคยได้ยินสักครั้งที่จะเห็นนักการเมืองอาวุโสที่เชี่ยวชาญเกมการเมืองท่านนี้ จะต้องร้องหายาทัมใจเช่นในวันนี้ แม้กระทั่งวันที่โดน นายชวน หลีกภัย ปล้นลูกพรรคประชากรไทย ก็ยังไม่ปวดหัวขนาดนี้ แสดงว่ารายชื่อที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี ที่ส่งไปถึงมือนายกรัฐมนตรี จะต้องมียี้มากกว่าเยี่ยม อยู่มากมายหลายชื่อ

จึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ นายสมัคร สุนทรเวช ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ไม่นำรายชื่อทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณารับรอง และนำกลับไปพิจารณาทบทวนเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่

ผมเชื่อว่าถึงนาทีนี้ กระแสสังคมได้ตอบแล้ว ชื่อไหนรับได้ ชื่อไหนรับไม่ได้ หากรัฐบาลยังดันทุรังไม่ฟังประชาชน จะทำตามใจตัวเอง ไม่ฟังเสียงประชาชน ก็นับวันเวลาถอยหลังได้เลย

รัฐบาลนี้มีจุดแข็งเพียงจุดเดียว คือ ประชาชนเอา หากวันใดประชาชนไม่เอา ก็ไม่มีใครเอาอีกแล้ว

ไม่ต้องคิดหันหน้าไปหาสื่อที่รอขย้ำ ทหารที่รอเชือด และระบบราชการที่สวามิภักดิ์กับอำมาตยาธิปไตย ไม่มีวันถอนตัว

หนทางที่ นายสมัคร สุนทรเวช ควรจะทำต่อกรณีที่ปรึกษา และรัฐมนตรี ก็คือ เปิดให้เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ที่จะเลือกคนมาทำงานด้วย เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีมีโอกาสและมีสิทธิ์เลือกคนมาทำงาน ในฐานะเลขานุการนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง

อกเราเป็นฉันใด อกเขาก็เป็นฉันนั้น

"รัฐมนตรีมีสิทธิ์ไหมครับ"

‘นายกอ'

/////////////////////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์...

ฉบับประจำวันที่ 15/02/2551

จาก hi-thaksin

อย่าแยกแผ่นดิน

"ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้"
ยังไม่เคยมีสักรัฐธรรมนูญของประเทศไทย...ที่ความในมาตรา 1 ดังว่าไม่ถูกบัญญัติไว้
และก็จะไม่มีรัฐสภาใดๆ กล้าคิดกล้าทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากบทบัญญัตินี้
รัฐบาลนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน ใช้ชื่อพรรคว่าพลังประชาชน
แต่พรรคไม่มีสิทธิ์ที่จะแยกประชาชนคนไทยออกจากกัน
ด้วยคำว่า...เขตปกครองพิ เศษ
พรรคพลังประชาชน...เป็นพรรคที่กลายร่างมาจากพรรคไทยรักไทย...
ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้า...
และเมื่อรัฐบาลถูกปฏิวัติ...1 ในคำกล่าวหาสำคัญนั้น...พาดพิงไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในคำกล่าวหาดังกล่าว...
แต่หาก...พรรคพลังประชาชน จะแบ่งแยกประชาชนออกเป็นเขตปกครองที่แตกต่างกันพรรคจะทำให้คำกล่าวหานั้น
เป็นความจริง
อีกไม่นาน...เราจะมีเขตปกครองพิเศษ9 จังหวัดภาคอีสาน...เขตปกครองพิเศษอีสานตอนล่าง
เขตปกครองพิเศษประเทศไทยกับชนส่วนน้อยภาคตะวันตก ฯลฯ
เราเชื่อว่า....เจตนาที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐบาลนั้น...
เป็นเจตนาดี...แต่การมุ่งมองหวังแก้ปัญหาในจุดเดียว แต่ไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น
จะก่อให้เกิดปัญหา มหึมาในวันข้างหน้า...
เพราะว่า...เขตปกครองพิเศษ....ก็คือ มีผู้ปกครองพิเศษ...มีประชาชนพิเศษ...
เป็นความพิเศษของประชาชนที่จับอาวุธขึ้นมา ต่อต้านและทำสงครามกับรัฐ
เราเชื่อว่า...หากความพยายามในเรื่องนี้ยังปรากฏต่อไป จนกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีเป็นกฎหมายเข้าไปสู่สภา
รัฐบาลนี้...และรัฐสภาแห่งนี้...จะถูกหยุดยั้งด้วยการรัฐประหาร....เพราะจะไม่มีคนรักชาติ รักแผ่นดินคนใด...
ยอมให้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้...
เขตปกครองพิเศษ...ในประเทศต่างๆนั้น....เขาพิเศษกันเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจไม่ใช่การปกครอง
คอมมิวนิสต์มีเขตปกครองพิเศษเพื่อติดต่อกับโลกเสรี...
เมื่ออังกฤษคืนฮ่องกงให้กับจีน..จีนให้ฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษ...
เพราะมันพิเศษมาก่อนหน้า
ด้วยความเคารพต่อเจตนาดี ของ...ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง


● พญาไม้ ●

//////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์ ...จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ประจำวันที่ 14/02/2551

จาก hi-thaksin

ยงยุทธร้องขอกกต.เป็นกลาง จี้ตรวจสอบ 'ชัยยะ-วีซีดี' [15 ก.พ. 51 - 15:30]

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงวันนี้ (15 ก.พ.) ที่รัฐสภา ในคดีที่ นายยงยุทธ อดีต ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง โดยอ่านแถลงการณ์ของ นายยงยุทธ ระบุว่า มีความพยายามปล่อยข่าวผ่านสื่อมวลชน อ้างแหล่งข่าวคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เป็นประธาน เห็นว่าเป็นความตั้งใจกดดันการทำงานของ กกต.กลาง หากในที่สุด กกต.กลาง มีคำวินิจฉัยตรงกันข้ามกับอนุกรรมการ กกต. ที่ออกมา ก็จะถูกกดดัน

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า การร้องเรียนคดีทุจริตที่ จ.เชียงราย เป็นการจัดฉาก พรรคพลังประชาชน ยังไม่ได้มีการพิจารณาหาทางออก หากเรื่องดังกล่าวมีข้อสรุปจาก กกต. และเสนอไปยังศาลฎีกาที่อาจมีผลต้องระงับการทำหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ของ นายยงยุทธ เพราะยังเชื่อในคุณธรรมของ กกต. ขณะเดียวกันเรียกร้องให้อนุกรรมการ กกต. และ กกต. พิจารณา 2 ประเด็น ตามที่ นายยงยุทธ เคยเรียกร้องก่อนหน้านี้ คือ ความเป็นกลางของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีต รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้ทำสำนวนคดีดังกล่าว รวมถึงวีซีดี ที่อ้างเป็นหลักฐานการทุจริต


ด้าน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ยอมรับว่า การที่ กกต.เตรียมให้ใบแดง นายยงยุทธ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคพลังประชาชน


ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เห็นว่ายังเหลืออีกหลายขั้นตอน กว่าจะตัดสินยุบพรรค จึงไม่หวั่นไหวว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบในการยุบพรรคพลังประชาชน


"ผมเห็นว่าคนที่ออกมาให้ความเห็นไม่เข้าใจกระบวนการ เพราะการยุบพรรคไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินได้โดยง่าย แต่หากยุบจริง ผมจะให้ตั้งพรรคใหม่ ชื่อพรรคทักษิณ" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว


นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวเรื่องเดียวกันว่า คณะอนุกรรมการ กกต. จะส่งสำนวนดังกล่าวมายัง กกต.ได้ภายในวันจันทร์ที่ 18 ก.พ. และจำนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กกต. เป็นวาระเร่งด่วน คาดว่าได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า โดยจะพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนนำไปสู่ประเด็นการยุบพรรค อย่างไรก็ตาม กกต.ไม่จำเป็นต้องเรียกบุคคลใดมาชี้แจงเพิ่มเติม ส่วนประเด็นสำนวนการสอบสวนรั่ว ไม่ถือเป็นการกดดันการทำงานของ กกต. เพราะ กกต.ต้องพิจารณาไปตามสำนวนที่มีอยู่


เพื่อนรักจอมไถ

ถ้าเป็นประเทศอังกฤษ คงมีการเปิดโต๊ะรับแทงแล้วว่า “ความรัก” ที่ “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” มีต่อ “เสนาะ เทียนทอง” กับความรักที่ คมช.ทั้งคณะมีให้ “บิ๊กจิ๋ว” ความรักของฝ่ายไหนจะมากกว่ากันถ้าประชัยฟังคำเตือนของเสนาะ ถ้าคมช.ฟังคำเตือนของพี่จิ๋วก็คงไม่เจ็บในวันที่ประชัย สลัดรัก”ป๋าเหนาะ” ถลาเข้าสู่อ้อมกอดของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นั้น ป๋าได้พูดกับนักข่าวฝากไปถึงประชัยว่า คืออนุบาลการเมือง และขอให้จำคำของป๋าเอาไว้ “จะเสียใจที่สุด”“พี่จิ๋ว”พูดเตือนน้องคมช.ว่าอย่าส่งนายทหารใหญ่เข้าไปกินรัฐวิสาหกิจ หรืออย่าส่งเข้าไปเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เหมือนคณะปฏิวัติในอดีต เพราะทหารไม่รู้เรื่องการบริหาร

วันนี้คำเตือนของพี่และป๋าเป็นจริงแล้ว“ประชัย เลี่ยวไพรัตน์”ยอมรับต่อนห้านักข่าวแล้วว่าตัวเองคืออนุบาลการเมือง แต่ประเด็น จะเจ็บที่สุด ประชัยยังไม่ได้พูด จึงยังไม่รู้ว่าเจ็บที่สุดหรือไม่ส่วนนายทหารใหญ่แห่งคมช.ผู้มีชื่อว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ลั่นคำออกมาแล้วเมื่อตอนเช้าวันที่ 14ก.พ.51 วันวาเลนไทน์ และเป็นวันที่ใบลาออกจากการตำแหน่งประธานบอร์ด ทอท.มีผล

“ผมอาจจะลาออกจากการเป็นประธานบอร์ด ทีโอที ซึ่งอาจจะเป็นเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากยังมีภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่อง การลาออกต้องเป็นการลงอย่างสง่างาม และที่ผ่านมามีผู้แอบอ้างชื่อของผมไปเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ เช่น กรณีกลุ่มคิงพาวเวอร์ และในโครงการโทรศัพท์มือถือสามจี โดยเฉพาะผู้ที่ทำก็คือ เพื่อนสนิทของผม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียใจมากที่สุด แต่ผมก็ยังไม่ถอดใจเนื่องจากการปกป้องประเทศชาติเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ขอให้สื่อมวลชนติดตามข่าวอย่างละเอียดและลึกซึ้งให้มากขึ้น ก็จะทราบความจริงเรื่องต่างๆ”คือ คำกล่าวของพล.อ.สพรั่ง เมื่อตอนเช้าวันวาเลนไทน์

ในการแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งประธาน พร้อมกับการลาออกของบอร์ดคนอื่นๆยกชุด ต่อหน้าสื่อมวลชนที่สำนักงานใหญ่ ทอท.ดอนเมือง เมื่อบ่ายวันที่ 13กพ พล.อ.สะพร่งกล่าวว่า“ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นประธาน ทอท. แล้ว จะมีผลทันทีในวันที่ 14 ก.พ. ผมส่วนกรรมการคนอื่นๆก็แล้วแต่ละคน ผมลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลคนอื่นเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน และเพื่อให้การทำงานของบริษัทขับเคลื่อนไปได้ ส่วนที่ไม่ประกาศลาออกก่อนหน้านี้เป็นเพราะ ต้องการสะสางงานบางอย่างและรอจังหวะที่เหมาะสม หากทำอะไรรีบร้อนเหมือนจะ

ลนลาน เหมือนกับขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ผมไม่ทำ การจะลาออกต้องเป็นจังหวะที่เหมาะ แล้วก็ทำให้องค์กรนั้นเดินไปได้ด้วย แต่สำหรับบอร์ดอื่นๆนั้นแม้จะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ไม่ได้เป็นปัญหาทางการเมืองรุนแรงเหมือนกับ 2 บอร์ดที่ผมเป็น ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และพอใจในผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”ต่อมาในเย็นวันเดียวกัน บอร์ด ทอท.ได้ลาออกยกชุด ประกอบด้วยพล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย

จำกัด (มหาชน) นายคัมภีร์ แก้วเจริญ อัยการอาวุโส นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยศักดิ์ อังคสุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ เสนาธิการทหารอากาศฝ่ายยุทธการ กองบัญชาการกอง

ทัพอากาศ นายนนทพล นิ่มสมบุญ ประธานกรรมการ บริษัท เอเอ็มซี อินเตอร์เนชั่นแนล คอนซัลติ้ง จำกัด นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานกรรมการ บริษัท วิศวกรที่ปรึกษาต่อตระกูล ยมนาค และคณะ จำกัด นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ กรรมการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล โพรเจคแอดมินิสเตรชั่น จำกัด

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นางดนุชา ยินดีพิธ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง และ พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ส่วน นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล อดีตอธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ได้ลา

ออกไปก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. 51)ก็เป็นอันว่า พล.อ.สพรั่ง จบชีวิตการเป็นประธานบอร์ด ทอท.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ประธานบอร์ด ทีโอที ยังไม่ออก ซึ่งตามข่าวบอกว่าจะออกเช้าวันที่ 14 ก.พ. แต่ยังไม่ออก และยังมีมือดีขอให้พล.อ.สพรั่งประชุมนัดส่งท้าย โดยเตรียมโครงการให้อนุมัติ 2 แฟ้มใหญ่ แต่พล.อ.สพรั่ง ไม่ยอมทำตาม สั่งเลื่อนประชุม

บอร์ดไม่มีกำหนด และยังไม่รู้แน่ว่าจะลาออกจากประธานบอร์ด ทีโอที วันไหน
คนไทยชอบเบื้องหลังเมื่อ พล.อ.สพรั่ง หลุดออกมาแล้วว่าเสียใจที่สุดที่เพื่อนสนิทไปรีดไถกิจการที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ ทั้งกรณี คิงเพาเวอร์ ที่ประกอบกิจการดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ และกิจการใน ทีโอทีด้วยเสียงลือเสียงเล่าขาน กรณีเพื่อนรักของพล.อ.สพรั่ง ไปไถที่นั่นที่กระหึ่มมานาน

แล้ว เพราะตัวบุคคลที่ประกอบกันนั้นมีประวัติและผลงานการไถที่โด่งดังมาก โดยเฉพาะ “นักข่าวผู้มีรายชื่อบนหนังหมา” แห่งวงการหนังสือพิมพ์รายวัน ทุกคนรู้ดีว่าในอดีตทำอะไรไว้บ้างเราไปเจาะมาไถตรงๆกับคิงเพาเวอร์ก็มีโดยมีคนคณะหนึ่งที่เป็นเพื่อนรักของพล.อ.สพรั่ง นัดพบผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มคิงเพาเวอร์ พูดจาเป็นทำนองว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ในกรณีที่บอร์ด ทอท.มีมติ

ให้ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยหาว่าได้สัญญามาโดยมิชอบนั้น จะเคลียร์ให้ทางฝ่ายผู้บริหารระดับสูงของคิงเพาเวอร์ก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมจะต้องไปเคลียร์เคลียร์ ในภาษาทางการเมืองการค้าหมายความว่า จ่ายเงินมา แล้วจะจบเรื่องแต่คิงเพาเวอร์ไม่จ่าย เรื่องก็เลยมีการเย่อกันหลายยกมาก กระทั่งมีการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ขบวนการเพื่อนสนิท ของพล.อ.สพรั่ง ยังไปรับเงินจากพวกผู้ค้าของนำเข้าย่านสนามบินดอนเมือง เพื่อเดิมเกมจะเปิดสนามบินดอนเมือง รับสายการบินนานาชาติตามเดิม เพื่อที่จะได้ขายของได้และมีกรณีปั้นข่าว รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิร้าว เพื่อให้เกิดรายการเข้าไปซ่อมอย่างฉุกละหุกจะได้โมเมตัวเลขได้สะดวกสำหรับภาพของพล.อ.สพรั่ง ที่นำมาลงประกอบในวันนี้ เป็นรูปที่ขณะกำลังรุ่งเรืองสูงสุด ยามไปไหนมาไหนจะมีทหารในชุดพร้อมรบติดอาวุธเต็มอัตราศึกของ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษคมช.” ที่พล.อ.สพรั่ง บังคับบัญชาอยู่แต่ผู้เดียว12,000 นาย ให้การคุ้มกัน เหลียวซ้ายแลขวาอย่างที่เห็น เราเลือกรูปนี้เพื่อสื่อความหมายว่า พล.อ.สพรั่ง มีอดีตที่ยิ่งใหญ่และงดงามจริงๆ แต่ก็ต้องมาหมดสิ้นเพราะเพื่อนที่ตัวเองสนิทมาก“เพื่อนรักจอมไถ” คือใคร พล.อ.สพรั่ง ไม่ได้บอกชื่อแซ่ให้คนไทยรู้แต่ก็ยังดีอยู่หน่อย ที่กล้ารับสารภาพว่า…เสียใจมากที่สุด เพราะคนไถคือเพื่อนสนิทของตัวเอง


นายกฯแจงยกเครื่องช่อง11ชี้'เจิมศักดิ์'กล่าวหามั่วถูกถอดรายการ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่จะมีการปรับปรุงการทำงานครั้งใหญ่ในสถานีโทรทัศน์ช่อง11ให้มีความทันสมัยเป็น'โมเดิร์น อีเลฟเว่น ' พร้อมทั้งโต้กลับนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองที่กล่าวหามั่วกรณีถูกถอดรายการออกไป

(15 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ว่า ไม่ได้ต้องการให้สถานีโทรทัศน์มาสนับสนุนรัฐบาลเพราะอยู่มาได้เลือกตั้งผ่านมาไม่ต้องมีโทรทัศน์สักช่อง แค่อยากได้ข่าวตรงไปตรงมาเท่านั้น ความตั้งใจมีแค่นั้น ใครที่กระแนะกระแหนว่าต้องการจะมีทีวีเอาไว้สู้ไม่ใช่เลย เจตนาของตนตั้งใจว่า เมื่อช่องที่เขาเสนอข่าว ตรงไปตรงมา ถูกยึดเอาไปทำอย่างอื่น ตนไม่คิดจะไปตามรังควาญ คุณทำกันได้ตามสบาย และช่อง 11 เป็นช่องสาธารณะ มาตั้งแต่ต้น แต่ถูกเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นจนกลายเป็นสถานีรัฐบาลไป ไม่เป็นสาธารณะ
“ผมนี่แหละจะทำให้ ช่อง 11 ไม่เรียก สาธารณะ แข่งกับเขาจะให้เป็นสถานีโทรทัศน์ซึ่งเสนอข่าว ตรงไปตรงมา เสนอข่าวไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาล ไม่ต้องมาเชลียร์รัฐบาล ไม่ต้องการเลย พูดง่ายๆว่า จะปรับปรุงช่อง 11 ให้ทันสมัยโดยเอาคนที่มีฝีมือมาทำ และวิธีการคือว่า ช่อง 11 เขาใช้งบประมาณแต่เราไม่ต้องการใช้งบประมาณมากกว่าที่เขาเคยมี แต่เราจะมีวิธีการ และทำ ทำนองเดียวกับที่เขาจะทำทีวีสาธารณะ เราจะใช้ช่อง 11 ทำให้ทันสมัย แบบโมเดิร์นอีเลฟเว่น ไม่ต้องอิงหรือประจบประแจงรัฐบาล ตรงไปตรงมายิ่งชอบ ฉะนั้นขอให้เลิกวิจารณ์ เวลานี้กำลังดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย” นายสมัคร กล่าว
นายสมัคร ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่อยากจะทำความเข้าใจคือ ตั้งใจดีจริงๆที่จะพูดจาและทำความเข้าใจรักษาเวลานี้ตลอดไปฉะนั้นเรื่องที่ใครตั้งโปรแกรมอะไรไว้ให้มันเกินเหตุ กรุณายกเลิกโปรแกรมนั้นไปแต่ไม่ขอพูดรายละเอียด
ผู้สื่อข่าวถามว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เข้ามาแทรกแซงสื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสมัครกล่าวว่า โปรดสบายใจได้ไม่มีการแทรกแซงด้วยประการทั้งปวงและขอท้าทายให้พิสูจน์ด้วย ไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิด และไม่ต้องการแทรกแซงขอให้พิสูจน์ด้วยว่าแทรกแซงอย่างไร ช่วยบอกด้วย ถ้าไม่สบายใจขอให้สบายใจได้
เมื่อถามว่า การประพฤติปฏิบัติควบคุมสื่อของรัฐ รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายสมัครกล่าวว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกแล้วว่าต้องการให้สื่อตรงไปตรงมา แต่ก่อนก็ตะแคง ตะแคงใครก็ไม่ว่า ตะแคงเข้ารัฐบาลเราก็ไม่ชอบ ให้ตรงไปตรงมาเสนอข่าวทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะของรัฐคนอื่นก็ไม่เข้าไปยุ่งกับเขาด้วย
เมื่อถามว่า ทีวีช่องใหม่ที่จะเกิดขึ้นที่บอกว่า จะไม่เชียร์รัฐบาลเสนอข่าวตรงไปตรงมา แต่สังกัดอยู่กรมประชาสัมพันธ์ จะบอกได้อย่างไรว่าไม่ถูกควบคุมโดยรัฐ นายสมัครกล่าวว่า ขอให้รอดูต่อไป ไม่เห็นเป็นปัญหาผิดกฎหมายหรอถ้าให้อิงรัฐบาล ถามจริงๆไม่ได้ถามเล่นๆ ผิดกฎหมายหรอ
เมื่อถามว่า ทำไมใช้ช่องที่สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ที่ควบคุมโดยรัฐบาล นายสมัครกล่าวว่า รัฐบาลจะทำให้ทันสมัยไม่ได้เหรอ ห้ามเหรอ หรือไง ถ้าเป็นรัฐบาลต้องหลับหูหลับตาเชียร์รัฐบาลตะบี้ตะบัน เมื่อถามว่า สิ่งที่กังวลต่อไปในอนาคตคือ เมื่อเป็นทีวีสังกัดในหน่วยงานรัฐจะหนีไม่พ้นภาพความเป็นการประชาสัมพันธ์รัฐบาล นายสมัครกล่าวว่า แล้วถ้าไม่พีอาร์รัฐบาลจะเป็นอย่างไรมั๊ย เสนอข่าวกลางๆ เราอยากอย่างนั้น เป็นไงมั๊ย ผิดรัฐธรรมนูญมั๊ย
เมื่อถามว่า หากรัฐบาลทำภาพลบช่อง 11 ก็สามารถที่จะนำเสนอได้ไหม นายสมัครกล่าวว่า แน่นอนก็ต้องการอย่างนั้น เมื่อถามว่า จะเอางบประมาณที่ไหน นายสมัครกล่าวว่า เวลาที่เขาสปอนเซอร์กันแบบไม่มีโฆษณามีไหมที่เขาทำกันอยู่ทุกวันนี้ และที่ช่อง 11 ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็ทำอย่างเดียวกัน สนับสนุนใส่โลโก้อย่างเดียว เป็นไงมั๊ย ก็เลียนแบบอย่างนั้นเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า ทำไมไม่เลือกปรับใช้ทีวีสาธารณะที่เพิ่งจะเกิดนายสมัคร กล่าวว่า “โอ๊ย ตนไม่กล้าหรอก ทีวีสาธารณะเขาสร้างองคาพยพไว้น่ากลัวจะตาย โอ้โห เปิดดูยังไม่กล้าเลย กลัว” เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐบาลสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการในสิ่งที่ดีได้ไม่ใช่หรือ นายสมัครกล่าวว่า เข้าไปปรับปรุงก็โดนด่าสิ เขาจะไปอย่างนั้นก็ให้เขาไป ก็ท้ากัน มาอวดกัน คุณก็ทำไปสิเราจะดู ไม่ได้ห้าม
เมื่อถามว่า เวลาในการปรับช่อง 11 ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ นายสมัครกล่าวว่า ไม่นานเร็วๆนี้ เมื่อถามว่า การที่จะนำช่อง 11 มาทำให้ทันสมัยอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หูย ไปพูดอย่างนี้ก็เสียหาย ไม่ใช่มืออาชีพมือเก่ง ส่วนจะมีใครบ้างจะบอกตรงนี้ได้อย่างไร ไปว่ากล่าวเขาหมด ให้เขาทำให้ดูก่อน
เมื่อถามว่า จะดึงอีดตพนักงานทีไอทีวีที่เจ๋งมาทำงานในช่อง 11 หรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ตนไม่ดึงเข้ามาหรอก แค่ให้นโยบายไป เมื่อถามว่า ที่มีข่าวว่าจะเปลี่ยนตัวอธิบดีและบุคลากรบางคนรวมทั้งการตัดรายการบางรายการที่อยู่ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ นายสมัครกล่าวว่า พูดอย่างนี้ขึ้นต้นก็เสียหายแล้ว ให้เขาทำอะไรอย่างไรเสียก่อนค่อยมาถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น
เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มาจัดระเบียบสื่อและแทรกแซงการทำงานสื่อให้ตรวจสอบการทำงานรัฐบาลอย่างเป็นอิสระ นายสมัครย้อนถามว่า สื่อไหน ลองบอกสิ ผู้สื่อข่าวตอบว่าสื่อทุกแขนง นายสมัครกล่าวว่า ทุกแขนงจะไปยุ่งกับเขาได้อย่างไร สื่อของรัฐบอกแล้วว่าจะให้เป็นกลางๆ เท่านี้ก็พอเพียงแล้ว เมื่อถามว่าชัดเจนใช่ไหมว่าจะไม่เข้าไปจัดระเบียบ นายสมัคร กล่าวว่า จะให้ทำสัญญามั๊ย ความเป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี มันพูดกันตอนนี้กันสมควรแก่เหตุ ตั้งใจจะทำดี แล้วก็บอกว่าเขียนมาก่อนก็ดียังไง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงรายการของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรณีถูกถอดออกจากผังรายการวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ว่า คุณยืนยันว่า ใช้คำว่า ถูกถอดออกเหรอ ผู้สื่อข่าวตอบว่า นายเจิมศักดิ์ ออกมายืนยันเช่นนั้น นายสมัครกล่าวว่า แล้วเจ้าของบริษัท เขาบอกว่าอย่างไร ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า นายเจิมศักดิ์บอกบริษัทแจ้งว่า ทางผู้ใหญ่ขอให้ปรับปรุงรายการในแบบสมานฉันท์ นายสมัครกล่าวว่า บริษัทฟาติมาบอกอย่างนี้หรอ ตนฟังเปล่าเลย ตนฟังมาเหมือนกัน ฟาติมาเขาบอกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่เขาพิจารณากันเอง
นายสมัครกล่าวท้าทายว่า คุณเอาหลักฐานมาสิว่ารัฐบาลคนไหน หน้าตาอย่างที่ยืนข้างหลังนี้หรือเปล่า (นายจักรภพ เพ็ญแข ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังนายกรัฐมนตรีขณะที่กล่าวถึงเรื่องนี้) คนไหนที่ไปสั่ง ตนจะถาม เราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกันอย่างนี้เลยและก็มีข่าวออกมาก็เลยบอกนี่ บริษัทแถลงหน่อยสิ อธิบดีแถลงหน่อย แต่อธิบดีก็ยังไม่แถลง อธิบดีต้องแถลงว่าไปสั่งเขาหรือเปล่า มีโทรศัพท์มาหรือเปล่า ไอ้เบอร์อะไรที่ว่ามา อธิบดีต้องตอบคำถามนี้ เพื่อให้คนของเรา ได้รู้ว่าเราไม่ไปยุ่งแล้วกัน คือทำอย่างนี้ ผมว่าไม่ยุติธรรม เลิกรายการเสร็จแล้ว มาบอกว่าถูกถอดออก ปัดโธ่ ยุคนี้มันยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรหมแดน
“ผมถามว่าใคร ออกข่าว เอาตัวมาสิ เป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็เหมือนกัน บอกรู้เบอร์โทรศัพท์ไปเอาเบอร์มาสิ เป็นยังไง พิสูจน์มาสิ ผมบอกให้ไปถอดที่องค์การโทรศัพท์มาด้วย” นายสมัคร กล่าว เมื่อถามว่าถึงเวลานี้อธิบดียังไม่ชี้แจง นายสมัครกล่าวว่า ทำไมอธิบดีไม่ออกมาลองไปถามดูสิ รู้จักมั๊ยอธิบดี ไปถามท่านหน่อยแล้วมาถามตน

'ประชัย'พร้อมลูกทีม12คนยื่นลาออกสมาชิกมฌ.

นายณรงค์ พิริยะเอนก โฆษกพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เปิดเผยสมาชิกพรรค รวมนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งหมด 12 คน จะเดินทางไปกกต.เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

นายณรงค์ พิริยะเอนก โฆษกพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ตัวเขาพร้อมด้วยสมาชิกพรรค และนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งหมด 12 คน จะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพราะเห็นว่าไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้

โฆษกพรรคมัชฌิมาฯ ยังกล่าวถึงกลุ่มของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการพรรค ว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีการเชิญประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อลงมติในเรื่องต่างฯ เช่น การเข้าร่วมกับรัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามมติพรรค มักจะดำเนินการไปตามลำพัง เหมือนกับไม่ให้ความสำคัญ

"การลาออกของเราไม่ได้มองว่าแพ้หรือชนะหรือไม่ เรามองว่าเราไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กับเขาได้ เพราะมีอุดมการณ์แตกต่างกันจนไม่สามารถเดินด้วยกันได้" นายณรงค์กล่าว

นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่ได้คุยกับนายประชัย ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่านายประชัย จะยังสู้ต่อไปในทางการเมือง เพราะยังห่วงบ้านเมืองอยู่

"นายประชัย เป็นคนซื่อและพูดตรงกับใจคิด ไม่มีเล่ห์อุบายใดๆ รวมทั้งไม่ใช่วิธีการสกปรก ย่อมรู้สึกเจ็บปวดธรรมดา แต่เป็นแปลกที่ยังสามารถทำอะไรได้ ส่วนจะออกมาในรูปแบบใดนั้นยังไม่ได้หารือกัน" โฆษกพรรคมัชฌิมาฯ กล่าว

มท.1ฟังกระแสสังคมยุติเขตปกครองพิเศษเร่งดับไฟใต้

มท.1 ยอมฟังกระแสสังคม ยุติแนวคิดเขตปกครองพิเศษ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมเร่งหาวิธีดับไฟใต้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีฯมหาดไทย กล่าวว่า ตนขอหยุดแนวคิดเขตปกครองพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยขอให้เป็นเขตปกครองธรรมดา เนื่องจากมีหลายฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และจะมีการผลักดันให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในภาคใต้มีสิทธิพิเศษในเรื่องของสวัสดิการ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯมหาดไทย ยังกล่าวอีกว่า การยุบพรรคพลังประชาชน เป็นสิ่งที่เกินเป้าหมาย จึงไม่อยากให้ใครมองในลักษณะนั้น โดยส่วนตัวยังต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับประเทศไทยโดยเร็ว โดยหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นตนจะเดินทางไปภาคเหนือ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและผู้อพยพหนีเข้าประเทศเป็นอันดับแรก

กกต.จะนำคดียงยุทธเข้าที่ประชุมใหญ่19ก.พ.

ประธานกกต. เตรียมนำสำนวนการสอบสวนคดีทุจริตเลือกตั้ง "ยงยุทธ" เข้าที่ประชุมใหญ่ 19 ก.พ. ขณะประพันธ์ นัยโกวิท ยัน ตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ส่งผลต่อการทำคดี

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า กล่าวถึงสำนวนการพิจาณาความผิดของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า กกต.จะนำเข้าสู่การพิจารณาได้ในวันอังคารที่ 19 ก.พ. ทั้งนี้คงไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนกรณีที่ นายยงยุทธ ยืนยันว่าเป็นการจัดฉากนั้น ประธานกกต.กล่าวว่า เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น และหากนายยงยุทธ จะนำกรณีที่ กกต. ไม่ส่งวีซีดีลับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิสูจน์มาเป็นข้ออ้าง กกต.ก็จะดูความจำเป็นว่าเป็นการประวงเวลาหรือไม่

ขณะที่ นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ยืนยันว่า ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯของนายยงยุทธ จะไม่ส่งผลกระทบกับการพิจารณา สำนวนของกกต. ส่วนความผิดของนายยงยุทธ จะโยงไปถึงพรรคพลังประชาชน จนเป็นเหตุให้ยุบพรรคหรือไม่นั้น เบื้องต้นเห็นว่าเป็นความผิดส่วนตัว ซึ่งจะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ว่าจะพิจารณาให้ใบแดงหรือไม่