ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 7, 2011

[3] อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์: สิทธิเสรีภาพหลัง ‘ทักษิณ’ ภาพรวมสภาวะดิ่งเหวของไทย

ที่มา ประชาไท

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

ในงานชุมนุมปาฐกถา 70 ปีชาญวิทย์ เกษตรศิริ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน แบ่งการนำเสนอสภาพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน เป็น 3 ส่วนคือ ในมุมมองขององค์กรต่างประเทศ, การศึกษาของนักวิชาการไทย, วิกฤตการณ์การเมืองและความถดถอยของเสรีภาพ

ในหัวข้อมุมมองขององค์กรต่างประเทศ มีการหยิบยกรายงาน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.รายงานขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน Reporters without Borders (RSF) ที่จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อใน 167 ประเทศทั่วโลก โดยส่งคำถามให้องค์กรสมาชิกจำนวน 14 องค์กรทั่วโลก และเครือข่ายผู้สื่อข่าว 130 คน นอจกากนี้ยังมีคำตอบของนัก นสพ. นักวิจัย ผู้เชียวชาญด้านกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน แบ่งคำถามเป็นเรื่อง การสูญเสียเสรีภาพชัดแจ้ง ทางกาย การถูกขัง ทำร้าย, การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร, การถูกเซ็นเซอร์ หรือเซ็นเซอร์ตัวเอง, การผูกขาดระบบวิทยุโทรทัศน์, แรงกดดันทางเศรษฐกิจ รัฐบาลม, ถัดมาคือความเข้มข้นของความรุนแรง จำนวนผู้สื่อข่าวที่ถูกสังหาร ทำร้าย บทบาทของรัฐในการคุ้มครอง

สำหรับข้อมูลประเทศไทย พบว่าก่อนรัฐประหาร ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 107 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่เคยไดรับ จากนั้นก็ตกมาที่ 122, 135, 124, 130 และปีล่าสุดอยู่ในอันดับเกือบรั้งท้าย สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มการเมือง ส่งผลกระทบด้านลบต่อการทำงานของสื่อ และสื่อถูกแบ่งขั้วในการทำงาน

รายงานระบุด้วยว่า ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในการตรวจสอบ ส่วนหนึ่งของความตกต่ำมากจาก การปิดกั้นทางอินเตอร์เน็ต และการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้มีการเซ็นเซอร์ กลุ่มการเมืองใช้ข้อหาหมิ่นฯ ทำลายฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยังเซ็นเซอร์สื่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับรัฐ โดยเฉพาะสื่อเสื้อแดง

งานศึกษาวิจัยของ iLaw และอาจารย์สาวตรี สุขศรี จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ระบุว่า มี URL ที่ถูกบล็อกโดยคำสั่งศาลระหว่างปี 2550-53 จำนวน 74,686 urls ต่อมาสำรวจใหม่อีกครั้งเมื่อต้นปี พบว่า มี 80,000-400,000 urls กลุ่มนี้ได้ส่งหนังสือขอกับกระทรวงไอซีทีเพื่อดูรายละเอียดแต่ได้รับการปฏิเสธ มีการยื่นหนังสือร้องเรียนที่คณะกรรมการสิทธิฯ สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเชิญไปพูดคุย แต่ ยังไม่ทราบว่าจะได้ความกระจ่างและการคุ้มครองสิทธิอย่างไร

รายงานระบุว่า เดือนมิถุนายน 2553 หลังเหตุการณ์ปราบปรามเสื้อแดง มีการตั้งสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมคอมฯ เพื่อปกป้องสถาบันสถาบันกษัตริย์ มีการขอทรัพยากรเพิ่มเติมแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจอย่างเต็มกำลัง ส่วนกฎหมายที่เป็นปัญหาในช่วงที่ผ่านมา คือ ม.112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีผู้ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานาภพนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กฎหมายที่ถูกนำมาใช้คู่กันในการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความเห็นทางอินเตอร์เน็ต คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ผ่านสภานิติบัญญัติ (สนช.) ซึ่งตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร มีการดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน 31 คดี เป็นคดีที่ใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 11 คดี โดยมี 4 คดีถูกลงโทษจำคุกแล้ว จะเห็นได้ว่า การใช้กฎหมายเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ พร้อมกับมีการเสนอแนะให้เร่งแก้ไขกฎหมายโดยเร่งด่วน

2. รายงานเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต ปี 2011 จัดทำโดย Freedom House รายงานนี้อยู่บนพื้นฐานของหลักการเสรีภาพสากล ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 19 จัดทำใน 37 ประเทศ ในเรื่องอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญมากในปัจจุบันและมีผลต่อการพัฒนาเรื่องเสรีภาพปชต.

มีกลุ่มคำถาม 21 กลุ่ม เน้นเรื่องสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมเสรีภาพเน็ต มีคำถาม 100 ข้อ เน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อุปสรรคที่ปิดกั้นการเข้าถึง, มีการจำกัดเนื้อหา กรอง เซ็นเซอร์, ห้ามการใช้สื่อออนไลน์เพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองไหม, ละเมิดสิทธิผู้ใช้สื่อหรือไม่, ปกป้องสิทธิผู้ใช้สื่อในทางกฎหมายไหม, แทรกแซงความเป็นส่วนตัวไหม, มีการลงโทษจำคุก ทำร้าย ข่มขู่ไหม

การให้คะแนน น้อยแปลว่าดี มากแปลว่าไม่ดี ไล่ตั้งแต่ 0-100 ในกลุ่ม 0-30 คะแนน หมายถึง มีเสรีภาพ 31-60 คะแนน หมายถึงมีเสรีภาพบางส่วน 61-100 คะแนน หมายถึงไม่มีเสรีภาพ

สำหรับประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “ไม่มีเสรีภาพ” เป็นการสำรวจปี 2552-53 โดยมีสภาพใกล้เคียงกับ พม่า จีน คิวบา ซาอุดิอาระเบีย โดยไทยเราอยู่ลำดับที่ 61 เป็นประเทศแรกในกลุ่มที่ 3 หรือกลุ่มไม่มีเสรีภาพพอดี และไทยยังอยู่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอยู่ในอันดับต่ำกว่าอียิปต์ ซิมบับเว ปากีสถาน น่าสนใจว่าเรามถึงจุดนี้ได้อย่างไร

บทอธิบายประกอบในรายงานระบุว่า ผู้ใช้เน็ตที่ถูกควบคุม ปิดกั้น เพราะไปท้าทายชนชั้นนำทางการเมืองและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย นับแต่หลังรัฐประหารทำให้หน่วยงานความมั่นคงพยายามปิดกั้น การปิดกั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปริมาณและเนื้อหา

“สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แนวโน้มสิทธิเสรีภาพจะถดถอยลงอีก เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่มีการตัดสินให้ผู้ใช้เว็บไซต์ถูกจำคุกเป็นเวลา 13 ปี” รายงานระบุ

3. Asian Media Baronmeter จัดทำโดย ฟรีดิช อีแบร์ท เป็นการทำดัชนีชี้วัดสื่อเอเชีย ซึ่งเพิ่งมาทำการศึกษาในไทย โดยประเมินสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความหลากหลาย ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน สำรวจว่ามีการปฏิรูปสื่อเป็นสื่อสารธณะหรือไม่ สื่อเป็นมืออาชีพแค่ไหน ในสถานการณ์ที่สื่อถูกทำให้เป็นสื่อการเมืองมากขึ้น

วิธีการประเมิน คือ เชิญตัวแทนนักวิชาชีพสื่อ, เอ็นจีโอด้านสิทธิม.,สิทธิเสรีภาพ 12 คนไปประชุมและร่วมประเมิน 4 เรื่อง คือ สิทธิเสรีภาพสื่อ , ความหลากหลายของสื่อ ความเป็นอิสระของสื่อ, การปฏิรูปการสื่อสารสาธารณะ, ความเป็นวิชาชีพของสื่อ ซึ่งหากคะแนนออกมาน้อยแปลว่าไม่ได้มาตรฐาน

เรื่องสิทธิเสรีภาพได้ 2.6 ,เรื่องความหลากหลาย อิสระ 2.4 , การปฏิรูปสื่อสาธารณะ 3.6 , ความเป็นวิชาชีพ 2.3 รวม 2.72

อุบลรัตน์ หยิบยกความคิดเห็นของผู้ประเมินเฉพาะในส่วนที่1 เรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อมานำเสนอว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับหลังรัฐประหารจะมีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกไว้ แต่กฎหมายอื่นกลับคัดง้างสิทธิดังกล่าว ไม่ว่ากฎหมายความมั่นคง กฎหมายอาญา พลเมืองและนักหนังสือพิมพ์กลัวว่าแสดงความคิดเห็นถึง ศาล สถาบันกษัตริย์ เป็นความผิดจึงสยบยอมต่ออำนาจ พลเมืองหวาดกลัวการล่าแม่มดในอินเตอร์เน็ต ท่ามกลางความหวาดกลัว นสพ.หันมาเซ็นเซอร์ตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ หลังรัฐประหาร รัฐเร่งออกกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แต่มีกฎหมายจัดตั้งกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ ซึ่งจะว่าไปแล้วคือยึดสถานีไอทีวีของทักษิณมาเป็นของรัฐ แล้วเปลี่ยนมาเป็นสื่อสาธารณะ มีการออก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างด่วนที่สุด เพื่อริดลอนสิทธิในการแสดงความเห็น ปรากฏผลให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนคดี

ที่สำคัญที่ประเทศไทยไม่ได้นำมาใช้มากนัก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 การเข้าถึงข้อมูลราชการยุ่งยากและล่าช้า ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าไม่ถึงเลย มีบทบัญญัติว่าห้ามเปิดเผยและห้ามสื่อรายงาน รวมทั้งไม่มีกฎหมายคุ้มครองแหล่งข่าว องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิมีไม่มาก มีการแบ่งขั้วทางการเมือง บางองค์กรสนับสนุนให้ปราบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเสียด้วย

สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดสาธารณชนที่หิวกระหายข้อมูลข่าวสารที่มีอิสระ, มีวิทยุชุมชนที่มีชีวิตชีวา มีสื่อสาธารณะเกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม การแบ่งขั้วทางการเมืองทำให้การปฏิรูปสื่อต้องชะงัก สิทธิเสรีภาพของสื่อถูกแทนที่ด้วยการเซ็นเซอร์ตนเอง

อุบลรัตน์ กล่าวถึงหัวข้อที่สองเรื่องเสรีภาพจากการศึกษาของนักวิชาการไทย โดยหยิบยกรายงานการศึกษา สถานการณ์ ควบคุม ปิดกั้น สื่อออนไลน์ด้วยการอ้างกฎหมาย และแนวนโยบายแห่งรัฐไทย โดย iLaw และอาจารย์สาวตรี สุขศรี ที่นำเสนอเมื่อธันวาคม 2553 ซึ่งมีข้อมูลเชิงสถิติ บทวิเคราะห์และข้อสังเกตต่อจำนวนคดีความผิดเกี่ยวกับเนื้อหาในสื่อออนไลน์ และมีตัวอย่างจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีอีกชิ้นหนึ่งผลงานของสาวตรี สุขศรี เรื่องกฎหมายไทยกับเสรีภาพสื่อสารมวลชน ตีพิมพ์ในวารสารวันรพี 2553 กล่าวถึงกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็น ในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ ซึ่งทั้งหมดหาอ่านได้ในเว็บไซต์นิติราษฎร์ (www. Enlightened-Jurists.com)

อุบลรัตน์กล่าวถึงประเด็นสุดท้ายเรื่องวิกฤตการณ์การเมืองและความถดถอยของเสรีภาพว่า หลังรัฐประหาร การใช้กฎหมายทั้งหมดกลายเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน เกิด ศอ.รส., ศอฉ. มีการทีวีรวมการณ์เฉพาะกิจอยู่เป็นประจำ มีโฆษกที่ทุกท่านรู้จักกันดี มีการเซ็นเซอร์สื่อท้องถิ่น ในภาวะที่ชาวบ้านบอกว่าพวกเขา ‘ตาสว่าง’ แล้วนั้น สื่อสำคัญคือ วิทยุชุมชน เคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม แต่ทั้งหมดก็ถูกสั่งปิด เว็บไซต์ก็เช่นกัน ดัชนีทั้งในและนอกประเทศถดถอย

“ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การสั่งปิดกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐไปแล้ว” อุบลรัตน์กล่าวและว่า ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเปิดเผย จึงถูกติดตาม ตรวจสอบ คุกคามมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้มาตรา 112 ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว

“เราเคยพูดถึงบรรายากาศแห่งความกลัวในสมัยทักษิณ ช่วงนั้นการข่มขู่คุกคามคือการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงๆ ขณะนี้ทุกวันนี้ใช้วิธีฟ้องร้องประชาชนรายบุคคล แล้วส่งเข้าคุกหลายๆ ปี” อุบลรัตน์กล่าวและว่า การเซ็นเซอร์ตนเองเพิ่มทวีคูณจนรัฐคิดว่าเป็นเรื่องยอมรับได้ของสังคม แต่แรงกดดันนี้อาจนำมาซึ่งการแสวงหาการแสดงออกในหนทางใหม่ๆ เพื่อธำรงสิทธิเสรีภาพตามหลักสากลและเป็นสิ่งที่พวกเราพึงมี

*เรียบเรียงจากงานแสดงมุทิตาจิต “ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ณ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พ.ค.54

ติดตามคลิปวีดิโอช่วง ‘อุบลรัตน์’ ได้เร็วๆ นี้

เหี้ยเดือดร้อนจู่ๆโดนประณามทั่วโลกให้เลิก112

ที่มา Thai E-News

(บน)การชูป้ายประท้วงให้ยกเลิกม.112ในปารีส ฝรั่งเศส (ล่าง)บางถ้อยคำที่หน้าห้องประชุมสมัชชาคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา ที่ลอสแองเจลีส

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤษภาคม 2554

คนไทยในต่างประเทศทุกมุมโลก จากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส สวีเดน ยุโรป และอเมริกาได้ตื่นตัวร่วมรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 ปลดปล่อยนักโทษคดีทางความคิดที่ตกเป็นเหยื่อกฎหมายนี้ ส่วนในสหรัฐฯคนไทยรวมตัวตั้งสมัชชาประชาชนเสื้อแดงไทยในอเมริกา ประกาศเจตนารมณ์ 7 ประการ และข้อเรียกร้อง 5 ข้อถึงรากถึงโคน

ฝรั่งเศสชูป้ายต้าน112ในนครปารีส
คนเสื้อแดงในปารีส ประเทศฝรั่งเศส ใช้โอกาสในการเข้าร่วมเดินขบวนในวันกรรมกรสากล จาก Republic to Nation.เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเรียกร้องประชาธิปไตย และเสนอให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ในการจับกุมคุมขังปรปักษ์ทางการเมืองอย่างไร้ความยุติธรรม



ญี่ปุ่นจัดงานตาสว่างให้ยกเลิก112 ชูพงษ์โฟนอิน
RED IN JAPAN กลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศญี่ปุ่น ได้จัดกิจกรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ภายหลังจากที่ผ่านมาต้องเลื่อนจัดงาน เนื่องจากเกิดซึนามิ และพิบัติภัยขึ้นในญี่ปุ่นกลุ่ม

โดยกิจกรรมหนนี้ชื่องาน"ตาสว่างกลางญี่ปุ่น" เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประเด็นหลักคือการเรียกร้องให้ห้ยกเลิก
กฎหมายม .112 โดยอาจารย์ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ได้ให้เกียรติโฟนอินร่วมงาน เพื่อสร้างความรู้ความกระจ่างแก่ชาวไทยในต่างแดน

กิจกรรมครั้งนี้ มีพี่น้องแดงญี่ปุ่นเดินทางมาร่วมงานจากหลายจังหวัด ทั่วประเทศ
ภาพบรรยากาศในงาน

สมาชิกใหม่ตาสว่างร่วมแสดงความคิดเห็น

เจ้าภาพงานกับ คนญี่ปุ่นที่มาร่วมให้กำลังใจ

Thai Red Sweden: กิจกรรมต่อต้านกฎหมายระบอบ "ราชาธิปไตย"112


เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา Thai Red Sweden: ได้จัดกิจกรรมต่อต้านระบอบกฎหมายที่เป็นไปในทางสนับสนุน "ราชาธิปไตย" อย่างมาตรา112 โดยมีอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ เดินทางจากอังกฤษไปเป็นวิทยากรในงาน (ชมภาพชุด)



Thai Red Australia เรียกร้องประชาธิปไตยไทย ชูป้ายไม่เอา112ในซิดนีย์

ห้ามคิด ห้ามพูด ห้ามเขียน กฎหมายเผด็จการ มาตรา 112

โดย Thai Red Australia

1 พฤษภาคม 2554


พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย หรือ THAI RED AUSTRALIA ได้เข้าร่วมเดินขบวนเนื่องในวันแรงงานสากล ที่จัดขึ้นโดยการร่วมมือขององค์กรต่างๆ โดยมีSocialist Alliance เป็นองค์กรกลาง

โดยในขบวนมีทั้งกลุ่มแรงงาน และกลุ่มผู้เรียกร้อง สิทธิเสรีภาพ รวมถึงชาติต่างๆที่ต่อสู้เพื่ออิสระภาพในประเทศต่างๆ อย่างเช่นลิเบีย ตูนีเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศซีเรีย ซึ่งกำลังมีข่าวการกวาดล้างประชาชนผู้เรียกร้องให้เปลี่ยนผู้นำ

โดยทางพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย ก็ได้ร่วมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย และเรียกร้องสิทธิต่างๆ อย่างเช่น NO MORE DICTATORSHIP IN THAILAND, MAKE PEACE NOT WAR(กรณี เขมรและไทย) STOP DOUBLE STANDARD, THAILAND NEEDS DEMOCRACY, BRING 91 THAI PP MURDERER TO JUSTICE NOW, FREE SPEECH IS A CRIME IN THAILAND และสุดท้ายคือป้ายการรณรงค์ การยกเลิกม.112ในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นกฏหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนว่าด้วยเสรีทางการแสดงออกทางการ พูด



โดยงานเริ่มจากการเดินขบวนจากHyde Park ไป รอบถนนใจกลางกรุงชิดนีย์ พร้อมกับตะโกน เรียกร้องประชาธิไตย และยกเลิก ม.112ซึ่งงานเดินขบวนนี้ เป็นการรำลึกถึงการต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน และการรวมกันของแรงงานเพื่อการต่อรอง กับนายทุน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานไม่ถูกเอาเปรียบจากระบบนายทุนต่างๆ ในงานนี้มีผู้่ร่วมเดินขบวนทั้งสิ้น หลายร้อยคน จากหลายองค์กร










ปฏิญญาสมัชชาประชาชนเสื้อแดงในอเมริกา:เจตนารมณ์และข้อเรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง เร่งยกเลิก#112


สมัชชาประชาชนเสื้อแดงไทยในอเมริกา แถลงว่า คนเสื้อแดงในอเมริกาทุกกลุ่มผนึกพลังร่วมประชุมในลักษณะสมัชชาประชาชนเมื่้อวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา (ตามเวลาเช้าวันจันทร์ของประเทศไทย) ณ โรงแรม Double Tree Hotel เมือง Commerce ในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชุมมีมติให้ประกาศเจตนารมณ์ 7 ประการ และข้อเรียกร้อง 5 ข้อ

การประชุมมีคนเสื้แปแดงจากหลายรัฐส่งตัวแทนเข้าร่วม ส่วนรัฐที่เดินทางมาไม่ได้ด้วยตัวเอง ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านอินเตอร์เนตด้วยการ skype
บรรยากาศที่ประชุมสมัชชาฯ

เสรีภาพในการแสดงออก

บรรยากาศการอภิปราย

ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร

อาจารย์จรัล ดิษฐาภิชัย

ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

การประชุมเริ่มต้นด้วยตัวแทนสมาชิกในที่ประชุมกว่า 150 ท่านร่วมกันเปล่งเสียงอย่างกึกก้องส่งกำลังใจข้ามขอบฟ้ามายัง อาจารย์ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า "อาจารย์สมศักดิ์ สู้ สู้ - อาจารย์สมศักดิ์ สู้ สู้ - อาจารย์สมศักดิ์ สู้ สู้"

จากนั้นประธานในที่ประชุมได้แจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบว่า การผนึกพลังของคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกาทุกกลุ่มที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ สัมผัสได้จากสัญญาณต่างๆ ที่ส่งออกมาข่มขู่คุกคาม ประชาชนและคนเสื้อแดงในหลายรูปแบบ

การประชุมใช้เวลา 6 ชั่วโมงตั้งแต่เวลา 14.00 น.ถึง 20.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นในมหานครลอสแองเจลีส จึงมีมติร่วมกันดังที่บันทึกไว้ ณ ที่นี้คือ

ก.เจตนารมณ์พลังมวลชนคนเสื้อแดงทุกกลุ่มในสหรัฐอเมริกา

1. ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน นั่นคือการปกครองเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

2. ประชาชนคือเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการขับเคลื่อนประเทศผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

ประชาชนเป็นผู้คัดเลือกตัวแทนไปเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ด้วยขบวนการและวิธีการของการเลือกตั้ง

ผู้ที่ประชาชนคัดเลือกเป็นตัวแทนไปเป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือตุลาการจะต้องให้สัตย์ปฎิญาณต่อประชาชนก่อนเข้ารับตำแหน่งว่า จะทำงานรับใช้ประชาชนสุดความสามารถตามหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรมโดยปราศจากการทุจริตและคดโกงใดๆ

ประชาชนมีอำนาจในการปลด ถอดถอน ไล่ออก ตัวแทนที่เลือกเข้าไปทำงานขับเคลื่อนประเทศตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หากปฎิบัติตนไม่เป็นไปตามที่ให้สัตย์ปฎิญาณไว้กับประชาชน

3.รัฐธรรมนูญคือกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศต้องร่างขึ้น และบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกหมู่เหล่าอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อเสียงข้างมากในสภา (หรือรัฐสภา) ผู้แทนราษฏรเห็นด้วยกับสาระและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้น ให้ประกาศและนำมาใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศได้เลย

รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ต้องไม่มีบทบัญญัติที่ว่าด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550และมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา

หากต้องนำเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ใหม่ บทบัญญัติที่ว่าด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ไม่ว่าจะอยู่ในมาตราใดต้องลบล้างและยกเลิกไปเช่นเดียวกัน

4. รัฐบาลคือตัวแทนเสียงข้างมากที่ประชาชนเลือกให้เป็นผู้บริหารประเทศ จึงได้รับมอบฉันทานุมัติในการนำอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปบริหารขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนา ทำให้ประชาชนเป็นสุข

นายกรัฐมนตรีคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ทั้งนี้ผู้ที่สิทธิในการดำรงตำแหน่งสูงสุดในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องเป็นคนไทยและมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดเท่านั้น

การแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบ หรือรอการอนุมัติจากผู้อื่นใดอีก เนื่องจากไม่มีอำนาจใดที่สูงกว่าอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศ

ทั้งนี้รวมถึงการปรับเปลี่ยนโยกย้ายบุคคลในคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจสิทธ์ขาดของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยไม่ต้องเสนอหรือรอความเห็นชอบจากผู้อิ่นใดเฉกเช่นเดียวกัน

ผู้ใดบังอาจล้มล้างรัฐบาลที่ประชาชนเลือก เท่ากับล้มล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชน มีโทษสถานเดียวให้ประหารชีวิต

การสิ้นสุดวาระของรัฐบาลให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

5. สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (และสมาชิกวุฒิสภาหากจำเป็นต้องมี)ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น

การเปิดประชุมสภา (รัฐสภา) ผู้แทนราษฏรเพื่อให้รัฐบาลแถลงนโยบายในการบริหารประเทศ ตลอดจนโครงการและแผนปฎิบัติงานของรัฐบาล ก่อนนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อความเจริญของประเทศ และความผาสุขของประชาชนไทย เป็นอำนาจของประธานสภา (รัฐสภา)ผู้แทนราษฏรตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนอื่นใดอีก

เช่นเดียวกันกับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฏรทั้งสมัยสามัญ และสมัยวิสามัญ ให้อยู่ในอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฏร โดยไม่ต้องรอหรือผ่านขั้นตอนอื่นใด

6. ทหาร ทหารเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งในระบบการบริหารประเทศ มีหน้าที่ปกป้องประเทศและปฎิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล เฉกเช่นหน่วยงานอื่นๆ ทหารมิได้มีอำนาจเหนือรัฐบาลหรือหน่วยงานใด

การตัดสินว่าอะไรคือความมั่นคงของประเทศ หรืออะไรคือความไม่มั่นคง เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร หน้าที่ของทหารคือปฎิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล รัฐบาลมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการแต่งตั้งโยกย้าย ปลด ถอดถอน หรือไล่ออกทหารทุกระดับชั้น ที่ไม่ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง โดยไม่ต้องรอหรือขอความเห็นชอบจากผู้ใด

7. ลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือผู้ที่อาสาเข้าไปทำงานกับรัฐบาลของประชาชน การเรียก ลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐด้วยถ้อยคำอื่น คือการบ่งชี้ว่าประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

เพราะในระบอบประชาธิปไตยผู้ที่อาสาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรของรัฐ คือผู้อาสาเข้าไปรับใช้ประชาชน มิใช่รับใช้ผู้อื่น

ประชาชนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสและสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน ในการเสนอตัวเข้าแข่งขันและคัดเลือกเพื่อทำงานเป็น
ลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ

การโยกย้าย ถอดถอน ไล่ออก หรือปรับเปลี่ยนสถานะของเจ้าที่รัฐชั้นผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวงลงมาถึงระดับอธิบดีเป็นอำนาจสิทธิขาดของฝ่ายบริหาร

ส่วนการปรับย้าย ถอดถอน ไล่ออก ปรับเปลี่ยนหรือเลื่อนตำแหน่งของลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับอธิบดีลงมา ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายลูก หรือตามข้อกำหนดของกฎกระทรวง แล้วแต่กรณี

ให้ยกเลิกกฎระเบียบว่าด้วยการปกครองส่วนภูมิภาค และให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยจัดให้มีการเลือกตั้ง
เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกผู้มีความรู้ความสามารถด้วยตนเอง มาบริหารงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในทุกระดับชั้น

ข.เจตจำนงแห่งข้อเรียกร้อง

อนึ่งในขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันยังปกครองด้วยระบอบเผด็จการซ่อนรูป โดยใช้คำว่าประชาธิปไตยบังหน้า เราขอเรียกร้องผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศไทย และขอป่าวประกาศให้นานาประเทศได้รับรู้ถึงข้อเรียกร้องของเราดังนี้คือ

1. ให้ยกเลิก

กฎหมายมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 และมาตรา 112 ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
ที่ทุกรัฐบาลนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปิดปาก จับกุม คุมขังประชาชน และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมด้วยเจตนาบริสุทธิ์

2. ให้ปลดปล่อย นักโทษการเมืองทุกคน โดยปราศจากเงื่อนไข และยุติการไล่ล่า ยัดเยียดข้อหานานาประการกับประชาชนและนักการเมือง ผู้มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากรัฐบาลและอำมาตย์

3. ให้ยุติ การกระทำอันเป็นสองมาตรฐานที่ฝ่ายรัฐบาลและอำมาตย์ ร่วมมือกันเป็นขบวนการโดยใช้ฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือและกลไกในการปราบปราม เข่นฆ่า และทำลายล้างประชาชนและนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ตนได้คงอยู่ในอำนาจ เพื่อกอบโกย พล่าผลาญทรัพยากรของประเทศต่อไป

4.ให้มีการเลือกตั้ง อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อให้ได้ตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนมาบริหารประเทศ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดและการพังพินาศของประเทศไทย เพราะความอดทนของประชาชนที่ถูกกลั่นแกล้งคดโกงมาโดยตลอดได้เดินทางมาถึงจุดแตกหักแล้ว สงครามประชาชนคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอำนาจอธิปไตยของประชาชน
ในการเลือกตัวแทนของตนต้องถูกบดขยี่ คดโกงโดยฝ่ายปกครองและอำมาตย์อีกครั้ง

ในกรณีการเลือกตั้งล่วงหน้าต้องนับคะแนนทันที ณ หน่วยเลือกตั้ง หลังจากเวลาที่กำหนดให้ลงคะแนนได้สิ้นสุดลง

ในกรณีการเลือกตั้งนอกประเทศต้องนับคะแนนทันที ณ หน่วยเลือกตั้ง ณ สถานกงสุล ณ สถานฑูตหรือ ณ สถานเอกอัครราชฑูตแล้วแต่กรณี หลังจากได้รับบัตรลงคะแนนแล้ว และให้ประกาศผลการนับคะแนนให้คนไทยที่พำนักอยู่นอกประเทศ
ให้รับรู้โดยทั่วกันก่อนส่งผลการลงคะแนนเลือกตั้งนอกประเทศกลับสู่ประเทศไทย

5. ให้ลงโทษ ผู้บงการ ผู้สั่งการ ผู้ปฎิบัติการ ตลอดจน ผู้ร่วมขบวนการทุกระดับชั้น ในการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนอย่างเหี้ยมโหด ระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตกว่า 90 ศพและบาดเจ็บกว่า 2,000 คน

ผู้เกี่ยวข้องในการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนมือเปล่า ที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมต้องถูกนำตัวมาพิจารณาลงทัณฑ์ให้สาสมกับความผิด โดยไม่มีการยกเว้นไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องในการสังหารประชาชนจะยิ่งใหญ่เพียงใด

และขอเรียกร้องให้รื้อฟื้นเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนในอดีต ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดในปี 2552 มาพิจารณาไต่สวน และลงโทษทัณฑ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเฉกเช่นกัน

ทั้งนี้ความผิดที่รัฐเป็นต้นเหตุให้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ ที่เรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ว่าในกรณีใดๆ ให้ถือเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน นักศึกษาและประชาชน ได้ถูกปราบปรามเข๋นฆ่า เสียชีวิต บาดเจ็บและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก
แต่ผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการในการพล่าผลาญชีวิตประชาชนยังคงลอยหน้าเสวยสุข เหยียบย่ำ ประชาชนตลอดมา


********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สนทนาสถานการณ์การเมืองไทยในชิคาโก

เมื่อวันศุกร์ที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ชาวเสื้อเเดงชิคคาโก ไ้ด้ร่วมกันจัดงานประชุมหารือเเนวทางทางการเมืองของเมืองไทย โดยมีนักการเมือง เเละนักวิชาการร่วมพูดคุย คือ ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.เพื่อไทย ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เเละ อาจารย์จรัล ดิษฐาภิชัย อดีตกรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

มีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายจำนวนมากจนล้นฮอล์ของร้านอาหารมณีไทย นครชิคคาโกเลยทีเดียว ในงานนี้ได้ร่วมรณรงค์ยกเลิกม.112ร่วมกับผู้รักประชาธิปไตยทั่วโลกด้วย









พท.ตั้งศูนย์เฝ้าระวังเลือกตั้ง ตามติด"ตร.-ทหาร-ฝ่ายปกครอง"ป้องกันเอนเอียง

ที่มา มติชน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงที่พรรค พท.วันที่ 7 พฤษภาคม ว่า พรรคได้เตรียมการเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการบริหารพรรคและคณะที่ปรึกษาได้หารือกันและจัดศูนย์เฝ้าระวังและทีมเงา ขึ้นมาจับตาความผิดปกติในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม. )นัดส่งท้าย ที่เรียกว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์ มิดไนท์เซลส์” อนุมัติงบประมาณวินาทีละ 19 ล้านบาท

“ โดยพรรคเพื่อไทยจะส่งคนไปประกบ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมไปถึงเจ้าหน้าที่เขตของ กทม. แบบรายตัวทุกฝีก้าว โดยเฉพาะคนที่อาจไม่เป็นกลางทางการเมือง รวมทั้งประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ ให้ส่งข้อมูลมาให้ทีมเงาของพรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการต่อไป”

พท.โวคนตอบรับดีนโยบายถมทะเล สร้างเมืองใหม่ ป้องกันอุทกภัย

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงที่พรรค พท.วันที่ 7 พฤษภาคม ว่า หลังจากมีความชัดเจนของการยุบสภา พรรคขอประกาศเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวเลือกของประชาชน สั่งการไปยังว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและเขต ให้นำนโยบายพรรคไปชี้แจงกับพี่น้องประชาชนฟังในทุกหัวข้อ เน้นประสบการณ์ที่เคยทำได้จริงในอดีต โดยเฉพาะปากท้องของประชาชน ด้วยการมองข้ามความขัดแย้งแล้วนำพาประเทศไทยให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จากการสำรวจเบื้องต้นประชาชนตอบรับในนโยบายของพรรคเพื่อไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะนโยบายการถมทะเล สร้างเมืองใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยให้คนไทย

ยิ่งกว่า "บิน ลาเดน"

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

ขนาด บิน ลาเดน ที่ถือได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายตัวพ่อ เชื่อมโยงกับปฏิบัติการจี้เครื่องบินชนตึกในสหรัฐอเมริกาจนผู้คนล้มตายหลายพันศพ เรียกว่ามีหนี้ชีวิตต้องชดใช้มากมาย เป็นบุคคลอันตรายที่ทั่วโลกหวาดผวา


แต่เมื่อรัฐบาลสหรัฐส่งหน่วยรบเข้าสังหารโหดบิน ลาเดน กับผู้คนใกล้ชิด กลับมีเสียงวิจารณ์อื้ออึง


ในท่ามกลางความภาคภูมิใจของโอบามาและความยินดีปรีดาของชาวอเมริกัน


กลับมีเสียงจากอีกหลายๆ ฝ่าย ในทางตรงกันข้าม


ทั้งการส่งกองกำลังของตนเองบุกเข้าไปในดินแดนของปากีสถานโดยไม่ได้ขออนุญาต แล้วเข้าไปยิงถล่มฆ่าหมู่อย่างนั้น ถือว่าละเมิดกันอย่างร้ายแรง


ทั้งการจับตายทั้งที่บิน ลาเดน กับพรรคพวกที่ไม่มีอาวุธต่อสู้ เป็นความยุติธรรมจริงหรือ


อีกประการ ต่อไปนี้การตอบโต้จากผู้ก่อการร้ายในทุกเครือข่ายจะต้องเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อความสงบสุขของคนทั่วโลกแน่นอน


เพราะที่ตั้งของตัวแทนรัฐบาลสหรัฐ กิจการร้านค้าของอเมริกัน มีอยู่ในทุกประเทศ


ในไทยเราเองก็เถอะ คงต้องระมัดระวังตัวกันด้วย


เสียงท้วงติงพฤติกรรมนักเลงโตแห่งโลกดังกล่าว กระหึ่มไปทั่ว


ถ้าใช้ทฤษฎีมาร์คบวกเทพเทือก (ซึ่งบางคนอาจจะเรียกว่าเมือก) ก็อาจมีข้อสงสัยว่า คนที่ออกมาต้านการจับตายผู้นำอัลเคด้า แปลว่าพวกนี้รับตังค์บิน ลาเดน หรือเปล่า


หรือพวกนี้ศรัทธาลัทธิก่อการร้าย


คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนับสนุนการก่อการร้ายหรอก เพราะระเบิดพลีชีพกันที ก็มีผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์มากมาย แต่วิธีจัดการกับผู้ก่อการร้ายแบบอันธพาลโลก มีแต่จะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับโลกใบนี้


อีกทั้งต้องย้อนดูรากเหง้าปัญหา มือที่จุดชนวนให้เกิดสงครามก่อการร้าย คือ นโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจ ที่แทรกแซงกิจการภายในของชาติเล็กไปทั่ว เข้าไปสร้างความอยุติธรรม ก่อกรรมทำเข็ญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนหลายชาติ


จนเกิดการดิ้นรนต่อสู้ของชาติที่เล็กกว่า กลายเป็นวิธีก่อการร้ายที่ได้ผลที่สุด


ยกเรื่องวิธีจัดการบิน ลาเดน ที่ผิดๆ มาพูด เพื่อจะบอกกล่าวถึงมาร์ค-เทือก หรือเมือก ว่าขนาดผู้ก่อการร้ายตัวพ่อ หากไปจัดการอย่างไม่ถูกต้อง มีแต่จะถูกประณามและต้องเตรียมรับผลความรุนแรงยิ่งกว่าที่จะตามมา


แล้วที่ไปปักใจเชื่อหรือโฆษณาป่าวร้องว่า ผู้ชุมนุมในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 มีผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่


ลงเอยส่งหลายกองพลเข้าปราบม็อบ เสมือนปราบผู้ก่อการร้ายนั้น ผิดยิ่งกว่าฆ่าบิน ลาเดน เสียอีก


ล่าสุดตอกย้ำโดยฮิวแมน ไรท์ วอทช์ เล่นเอาดิ้นพล่านถึงขั้นขุดผีเจเอฟเค ขึ้นมาตอบโต้ เป็นที่ตลกขบขันข้ามชาติ


ยังดีที่สังคมไทยยังมีทางออก คือ การยุบสภา เลือกตั้ง


มีช่องทางให้แสดงออกทางการเมือง ตอบโต้ความไม่ถูกต้องด้วยหนทางประชาธิปไตย


เมื่อจุดชนวน 91 ศพ เอาไว้ ย่อมต้องเตรียมรับผลที่จะติดตามมา


ทั้งผลการเลือกตั้งและคดีอายุความ 20 ปี

สั่งให้รักพ่อ

ที่มา มติชน



โดย เกษียร เตชะพีระ



ด้วยภาษาอังกฤษที่ถูกบ้างผิดบ้างแต่พออ่านเข้าใจ หนูกลอยรีบเขียนอี-เมล เล่าข่าวคราวสู่พ่อแม่ทันทีที่ไปถึงโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในเมืองปูซาน เกาหลีใต้ ตามโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนกับโรงเรียนในเมืองไทยระหว่างปิดเทอมใหญ่

นับเป็นหนแรกที่หนูกลอยไปต่างประเทศโดยไม่มีพ่อแม่ไปด้วย ถึงจะร่วมคณะกับครู และเพื่อนนักเรียนร่วมสิบคน แต่หัวอกพ่อแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อได้ อี-เมล มาไวทันใจ ก็ช่วยให้โล่งอก

ตอนไปญี่ปุ่นด้วยกันครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน หนูกลอยเพิ่งอายุ 5 ขวบ จำได้ว่าเธอเที่ยวจ้อภาษาไทยกับผู้โดยสารบนรถไฟฟ้าในเกียวโตหน้าตาเฉย เพราะคิดตามประสาเด็กเล็กว่า ที่ไหนในโลกก็น่าจะเหมือนบ้านเรา คนที่ไหนก็ควรจะพูด/ฟังภาษาไทยรู้เรื่องกันทั้งนั้น

เมื่อพบว่าไม่เป็นดังคาดและใครต่อใครล้วนพูดภาษาต่างด้าวอะไรไม่รู้เร็วๆ สั้นๆ กระชั้น กระชับที่เธอฟังไม่เข้าใจ หนูกลอยก็อึดอัดใจพอควร ถึงขนาดที่ช่วงแรกของการเข้าเรียนอนุบาลคริสเตียนที่นั่น เวลาพ่อแม่พาไปส่งโรงเรียน หนูกลอยจะตาแดงๆ ยุดพ่อแม่ไว้ไม่ยอมให้กลับทุกเช้า

จนกระทั่งครูใหญ่พาไปปีนต้นไม้หน้าโรงเรียนเล่นร่วมกับเด็กญี่ปุ่นคนอื่นๆ และครูประจำชั้นมอบหมายให้เพื่อนนักเรียนหญิงชื่อยูมิโกะจัง คอยเป็น "บั๊ดดี้" (เพื่อนเกลอ) ประกบดูแลนั่นแหละ หนูกลอยจึงค่อยๆ ปรับตัวได้และสนุกสนานรื่นเริงขึ้น

หนึ่งเดือนผ่านไป หนูกลอยเริ่มฮัมเพลงญี่ปุ่นสั้นๆ ซึ่งหัดจากโรงเรียนที่บ้าน, เอา "สิ่งประดิษฐ์" ซึ่งทำที่โรงเรียนมาโชว์ (เช่น กระดาษตัดเป็นรูปแมวตัวเล็กๆ หนีบด้วยตัวหนีบตากผ้า แทนขาตั้ง), และพอพ่อแม่พาไปส่งถึงโรงเรียนปุ๊บ เธอก็ไล่พ่อแม่กลับปั๊บเลยทีเดียว!

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเข้าใจเอาเองว่าธรรมเนียมการแสดงความรักระหว่างพ่อกับลูกของคนจีนนั้นไม่นิยมการสัมผัสโอบกอด

เท่าที่จำได้ตั้งแต่เล็กจนโต เตี่ยไม่เคยกอดผมเลย การแสดงความเคารพรักท่านทำโดยเอ่ยขาน เรียกหาเวลากินข้าว, เข้าออกบ้านหรือไปไหนต่อไหนว่า: "เตีย อั้วไหล่ขื่อนา", "เตีย อั้วตึ้งไหล่เหลี่ยว นา", "เตีย เจี๊ยะอ้า" ฯลฯ

ผมไปได้เรียนรู้การแสดงความรักเคารพด้วยการกอดอย่างอบอุ่นที่อเมริกา โดยเฉพาะครูเบ็นของผมซึ่งตัวแกท้วมใหญ่ดี เจอแกทีไร เป็นต้องเข้าไปสวมกอดตบหลังตบไหล่กันอย่างอุ่นกายอุ่นใจ

กับลูก นอกจากเรียกหากันแล้ว ผมจึงโอบกอดหอมแก้มหอมหัวตั้งแต่เล็ก มันอบอุ่นดีออก

เรื่องวุ่นมาเกิดตอนกลอยเรียนประถมปลาย จู่ๆ วันหนึ่งครูประจำชั้นก็สั่งให้นักเรียนทั้งชั้นกลับไปแสดงความรักพ่อด้วยการกราบเท้าพ่อที่บ้าน

กลอยไม่เคยทำมาก่อนเพราะไม่ใช่ธรรมเนียมบ้านเรา จึงมาปรึกษาแม่ว่าจะทำอย่างไรดี

เมื่อภรรยาบอก ผมรู้สึกอึกอักและเขินพิกล ไม่ถึงกับรับไม่ได้ แต่ไม่คุ้นชิน หากลูกจะกราบ เพราะความรู้สึกจากใจจริง ผมก็คงไม่ขัด แต่พอซักไซ้ไล่เลียงละเอียดเข้า ผมก็เปลี่ยนใจ

ผมพบว่าครูถือว่าการให้นักเรียนไปกราบเท้าพ่อที่บ้านเป็น "การบ้าน" ที่ครูสั่งและคิดคะแนนด้วย

ใครกราบเท้าพ่อได้คะแนน ใครไม่กราบเท้าพ่อเสียคะแนน!

และเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กได้กราบพ่อจริง ผู้เป็นพ่อต้องเซ็นใบกำกับรับรองยืนยันการกราบของลูกฝากกลับมาส่งครูด้วย!

ผมฟังเท่านี้ก็บอกกลอยว่า เลิกเถอะลูก ไม่ต้องไปก่งไปกราบแล้ว

เพราะมาตรการแบบนี้ (ยังไม่ต้องพูดถึงความไม่อ่อนไหวต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย) มันทำลายเป้าหมายแต่ต้นลงหมด

ถ้าคุณคิดคะแนนการกราบพ่อ คุณจะรู้แน่ได้ไงว่าเด็กกราบพ่อเพราะรักเคารพพ่อจริงๆ หรือเพราะกลัวไม่ได้คะแนน?

และถ้าเด็กกราบพ่อเพราะอยากได้คะแนนแล้ว มันจะสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์แต่ต้นได้อย่างไร?

ความรักที่กำกับบงการบังคับขับไสด้วยการให้คุณให้โทษนั้น มันกัดกร่อนบ่อนทำลายสารัตถะของความรัก - ซึ่งก็คือความจริงใจและสมัครใจอย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีผลประโยชน์ได้เสียมาเกี่ยวข้อง - จนบูดเปรี้ยวเน่าเสียไปหมด

การสั่งให้รักพ่อแบบนี้อาจสร้างภาพลักษณ์ของความรักระหว่างพ่อกับลูกขึ้นมาเกลื่อนกลาดเต็มโรงเรียน (เป็นไปได้ว่าต่อไปครูอาจกำชับให้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปตอนกราบพ่อเอาขึ้นเว็บบอร์ดโชว์เป็นหลักฐานด้วย...) แต่มันจะเป็นแค่เปลือกปลอกกลวงเปล่าที่ไม่มีความหมายแก่นแท้อะไรเลย

มันจะไม่เพิ่มความรักพ่อในใจเด็กขึ้นมาแม้สักน้อย และไม่เพิ่มเด็กนักเรียนที่รักพ่อขึ้นมาแม้สักคน

นี่หรือสิ่งที่คุณครู, โรงเรียน, และสังคมไทยพอใจและต้องการ?

ผมอธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง กลอยเองซึ่งก็ไม่ค่อยสบายใจกับมาตรการสั่งให้รักพ่อแต่ต้นอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเลือกยอมเสียคะแนน ดีกว่าทำสิ่งที่เธอไม่เชื่อและคิดว่าไม่ถูกต้อง

มองย้อนกลับไปแล้ว ผมคิดว่าการที่พ่อลูกร่วมกันขัดคำสั่งให้รักพ่อครั้งนั้น ช่วยให้กลอยได้เข้าใจพ่อมากขึ้น และผมก็รักลูกมากขึ้นพร้อมกันไปด้วย

สิ่งที่กลอยต้องเสียก็คือคะแนน แต่คิดๆ ดูแล้วก็ช่างมันเถอะ เพราะอะไรที่ได้มามันสำคัญกว่ากันมาก

ท่านว่าจริงไหมล่ะครับ?

ตัวเลขปริศนา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น

ถ้าฟังจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่อ้างผลสำรวจโพล กอ.รมน. จะพบว่าพรรคเพื่อไทยได้ถึง 280 ที่นั่ง

ขณะที่โพลของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้กว่า 200 ที่นั่ง

หากยึดตามโพลของ นายเนวิน ชิดชอบ ก็เชื่อมั่นเช่นกันว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ถึง 74 ที่นั่งเฉพาะในระบบเขต ไม่รวมระบบบัญชีรายชื่อ

ถ้ารวมตัวเลขของ 3 พรรคนี้ก็เกิน 550 ที่นั่งแล้ว

ไหนจะยังมีพรรคชาติไทยพัฒนาที่หมายมั่นปั้นมือไว้ 40 ที่นั่ง ไหนจะพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินที่ตั้งเป้าไว้ 20 ที่นั่ง

เบ็ดเสร็จรวมกัน 5 พรรคหลักตัวเลขส.ส.ก็ทะลุเกินกว่า 600 ที่นั่ง

โดยยังไม่รวมในส่วนของพรรคเล็กอย่างกิจสังคม ประชาราช ตลอดจนพรรคเกิดใหม่อย่างมาตุภูมิ และรักษ์สันติ

ขณะที่ในโลกแห่งความเป็นจริงตัวเลขถูกกำหนดไว้ 500 ที่นั่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตามไม่ว่าตัวเลข 280 ของพรรคเพื่อไทย ตัวเลขกว่า 200 ของพรรคประชาธิปัตย์ หลายคนมองว่าถึงจะเว่อร์ไปหน่อย

แต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกกำหนดเป็นสนามเดิม พัน ชี้เป็นชี้ตายของ 2 พรรคใหญ่ซึ่งต้องทุ่มเทกันเต็มที่

ขณะเดียวกันตัวเลข 40 ของพรรคชาติไทยพัฒนา และตัวเลข 20 ของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ก็เป็นการประเมินที่อยู่บนพื้นฐานความจริงมากกว่าความฝัน

จะมีก็แต่ตัวเลข 74 ของพรรคภูมิใจไทยที่น่าสงสัยถึงที่มาที่ไป

ยิ่งถ้าดูจากอีสานโพลของมหา"ลัยขอนแก่น ที่ระบุถึงผลการหยั่งเสียงเลือกตั้งในภาคอีสาน

พรรคภูมิใจไทยได้แค่ร้อยละ 9.1 ขณะที่พรรคเพื่อไทยร้อยละ 63.9 พรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 20.7

หรือหากเจาะลึกลงไปใน 5 จังหวัดใหญ่ ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา

ผลที่ได้คือพรรคภูมิใจไทยชนะแค่จังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น โดยที่เหลือ 4 จังหวัดเป็นของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด

ก็ยิ่งน่าสงสัยในตัวเลข 74 ของพรรคภูมิใจไทย

สงสัยไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายอำเภอ 300 กว่าตำแหน่งในช่วงใกล้เลือกตั้ง

สงสัยไปถึงข้อมูลกกต.ที่พบบางจังหวัดภาคอีสานและภาคตะวันออก เริ่มมีพฤติกรรมการขนเงินลง พื้นที่ รวมทั้งการเรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและนายอำเภอ

สงสัยว่าทั้ง 3 เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวโยงกันหรือไม่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 07/05/54 เส้นใหญ่ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน


เพราะเส้นใหญ่ ทำอะไร ไม่น่าเกลียด
เหมือนหยามเหยียด ชาวประชา ว่าหน้าโง่
งบประมาณ หว่านแจก แดก..คำโต
กินพุงโย้ ทั่วถึง โคตร..ซึ้งใจ....

อนุมัติ ทิ้งทวน รัญจวญปาก
สาสมอยาก พวกมัน จัดสรรไว้
งบกองทัพ จัดมา เตรียม..ฆ่าใคร
แอบสอดใส้ เตรียมฉลอง งบกองโต....

ส่วนพรรคร่วม รัฐบาล สันดานถ่อย
อ้าปากคอย ฉลองชัย ได้อักโข
กู้มาแดก แจกชุ่ย ทำคุยโว
แถมอวดโอ้ พวกตนเด่น เห็นผลงาน....

มันทำสิ่ง เลวทราม เหมือนหยามราษฎร์
แผนอุบาทว์ เตรียมไว้ ได้สืบสาน
หนี้ที่ก่อ เกินตน คนสามานย์
กลับสำราญ เถลิงถลุง จนพุงกาง....

ยุคคนเลว ครองเมือง เรืองอำนาจ
มันเติมวาด เรื่องชั่ว หัวถึงหาง
เมื่อพวกเปรต สร้างระยำ หวังอำพราง
เกือบสิ้นทาง แต่พวกโง่ ยังโอ๋มัน....

เพราะเส้นใหญ่ ทำอะไร ก็ไม่ผิด
แถมช่วยปิด สิ่งเลวร้าย มุ่งหมายมั่น
ชาวประชา เตรียมชิบหาย ตายพร้อมกัน
สมใจมัน แต่พวกเรา โคตร..เศร้าเลย...

๓ บลา / ๗ พ.ค.๕๔

บิน ลาเดน ...ถึงทหารไทย!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ถึงแม้สหรัฐอเมริกา จะส่งหน่วยรบพิเศษ บุกเข้าไปสังหาร โอซามา บิน ลาเดน (Osama Bin Laden) ผู้ก่อการร้ายบันลือโลกได้สำเร็จเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยังมีการถามไถ่กันมากว่า
“ทำไมสหรัฐอเมริกา จึงใช้เวลานานนัก?”
ครับ...ใช้เวลาถึง 10 ปี!
คำตอบที่ได้รับ อาจมีเหตุผลต่างๆมากมาย แต่จะให้คำอธิบาย เป็นที่ถูกใจหรือพอใจ ของผู้ถามหรือไม่นั้น คงจะต้องตกเป็นดุลยพินิจของผู้ถามเอง
อย่างไรก็ตาม ที่เราเห็นกันชัดเจน คือ “ความมุ่งมั่น” ของชนชาติสหรัฐอเมริกา นั่นคือ
เมื่อใดใครก็ตาม ที่ทำให้อเมริกันเจ็บ เสียหาย หรืออับอาย พวกเขาไม่ยอมเด็ดขาด และพร้อมจะกระโจนลงสู่สนามของการตามไล่ล่า อย่างไม่ท้อถอย จนกว่าพวกเขาจะชนะ หรือพอใจแล้วเท่านั้น!

ตรงนี้ จะเรียกว่าเป็นสันดานของคาวบอย หรือเลือดนักสู้ของอเมริกันชน เพราะบรรพบุรุษของพวกเขา ตั้งประเทศมาได้ ก็ด้วยการต่อสู้ ฝ่าฟันโดยแท้
บรรพบุรุษอเมริกันนั้น มุ่งมั่นบุกไปข้างหน้า ด้วยนโยบายที่รู้จักกันว่า Frontier คือ เมื่อผู้อพยพขึ้นดินแดนจากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติคได้แล้ว บางส่วนก็มุ่งหน้าไปยังฝั่งปาซิฟิก อย่างที่เคยมีภาพยนตร์ ที่รู้จักกันในชื่อ How the West Was Won ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ปู่ ย่า ตา ทวดของพวกเขา จะต้องผ่านความยากลำบาก ของเส้นทางที่ทุรกันดาร อุดมไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และการต่อต้านเจ้าของถิ่น อย่างอินเดียนแดง แต่ในที่สุด
อเมริกันชนก็สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง และตั้งประเทศได้อย่างมั่นคง และพัฒนาประเทศ จนเจริญก้าวหน้า ขึ้นมาเป็น...
ผู้นำของโลก!

การใช้เวลาในการไล่ล่า เพื่อเอาคืน หรือล้างแค้น ซึ่งจบลงด้วยการสังหาร โอซามา บิน ลาเดน บิน หรือจะเรียกโดยใช้วาทกรรมงดงามว่า เป็น การทวงคืนความยุติธรรม ที่ประธานาธิบดีโอบามา ใช้คำว่า
Justice has been done.

content/picdata/295/data/photo1.jpg

แต่ไม่ว่าจะใช้ วลีใดก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า การสิ้นชีพของ โอซามา บิน ลาเดน จะเป็นที่สะใจของอเมริกันชน และในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ผู้นำอีกหลายชาติ ต่างแอบถอนใจลึกๆ ด้วยความโล่งใจ ที่ผู้ก่อการร้ายสนั่นโลกคนนี้ จบชีวิตลงเสียได้
อย่างไรก็ตาม การไล่ล่าที่ใช้เวลายาวนานอย่างนี้ ไม่ได้เกิดกับสหรัฐอเมริกา แต่เพียงชาติเดียวเท่านั้น เพราะปฏิบัติการของชนชาติอิสราเอล ในการตามล่าผู้ก่อการร้ายกลุ่ม ‘Black September’ ก็ห้าวหาญ และใช้เวลานาน ไม่แพ้กันเท่าใดนัก
วันนี้ เลยอยากนำปฏิบัติการไล่ล่า ที่ผ่านมาผ่านมา เกือบ
40 ปี แล้ว ฉายย้อนให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกันอีกครั้ง

มื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1972 ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี กลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ ที่ชื่อว่า ‘Black September’ ได้แฝงตัวเข้าไปในหมู่บ้านนักกีฬา พวกวายร้ายได้จับนักกีฬาอิสราเอล 11 คนเป็นตัวประกัน ท่ามกลางสายตาสื่อมวลชนจากทั่วโลก
ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษ 250 คนเพื่อแลกกับชีวิตนักกีฬา หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ตำรวจเยอรมนีตัดสินใจลงมือช่วยเหลือตัวประกัน แต่เกิดความผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ กลุ่ม Black September รู้ทัน เลยหันไปถล่มตัวประกัน นักกีฬาอิสราเอลถูกฆ่าตายเกลี้ยง
เรื่องนี้...ช็อคโลก!

ความโศกเศร้าเสียใจ ครอบคลุมชาวอิสราเอลไม่นาน พวกเขาได้แปรเปลี่ยนมัน ให้เป็นความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง และเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีหญิง โกลด้า แมร์ (Golda Meir) ตอบโต้แบบฉับพลันทันที ด้วยการโจมตีทางอากาศ ถล่มค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์แหลกลาญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน
ยิ่งไปกว่านั้น คุณย่าโกลด้า แมร์ ยังสั่งการตรงไปหน่วยปฏิบัติการลับของอิสราเอล ที่รู้จักกันในชื่อ มอสสาด (MOSSAD) จัดส่งมือสังหารไปทั่วยุโรป และตะวันออกกลาง โดยมีภารกิจในการสืบค้นและจัดการกับกลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่พัวพันกับการสังหารหมู่ที่มิวนิก
ภารกิจมรณะนั้น รู้จักกันในนาม Operation Wrath Of God (ปฏิบัติการพระเจ้าพิโรธ) ครั้งนี้ ผู้บริหารระดับสูงของมอสสาด
เอง ก็ไม่เคยปริปาก หรือแพร่งพรายให้สาธารณชน ได้รับรู้เรื่องปฏิบัติการนี้แต่อย่างใดเลย
(บ้านเราน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง เพราะนักการเมืองและข้าราชการ ล้วนแล้วแต่คุยโตโอ้อวดเกินเหตุ ทั้งๆที่ปฏิบัติงานยังไม่สำเร็จ แต่คุยจนฝ่ายตรงข้ามเขารู้ และตั้งรับได้ทัน!)

สายลับ มอสสาด รู้จัก Black September ดีว่าเป็นกลุ่มลับ ที่แยกตัวออกมาจาก องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ) และบรรดาสมาชิกในองค์การแห่งนี้ ก็ต่อสู้กับอิสราเอลมานานหลายทศวรรษ
มอสสาดใช้ความพากเพียร ในการสืบค้นรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการสังหารหมู่ที่มิวนิก และในที่สุดก็ได้รายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึง 26 คน
หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล ได้ตามล่าคนเหล่านี้ ไปยังดินแดนต่างๆ ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง อย่างทรหดอดทน และในที่สุดก็ตามสังหารคนเหล่านี้ได้หมด เหลือหัวหน้าคนสำคัญชื่อ
Ali Hassan Salameh (อาลี ฮัสซัน ซาลาเมห์)

เมื่อ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1974 สองปีหลังจากการสังหารหมู่ที่มิวนิก นายยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำปาเลสไตน์ และทีมงานของเขา ที่ได้รับเชิญไปยังสหประชาชาติ และสิ่งทำให้หน่วยสืบราชการลับมอสสาด ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด เพราะบุคคลที่ยืนอยู่เคียงข้างกับนายอาราฟัตนั้น ก็คือ
อาลี ฮัสซัน ซาลาเมห์!
การปรากฏกายของฆาตกรอย่าง ‘ซาลาเมห์’ เสมือนเป็นการตบหน้าเจ้าหน้าที่มอสสาด ซึ่งกำลังเฝ้าดูทางโทรทัศน์...
ฉาดใหญ่!!
มอสสาด ออกปฏิบัติการจองเวร ด้วยการตามไล่ล่า อาลี ฮัสซัน ซาลาเมห์ อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ไม่ปรากฏวี่แววของคนที่ฝ่ายอิสราเอล ต้องการตัวอย่างยิ่ง
เขาเงียบหายไป...นานถึงห้าปี

แต่แล้ว...พระเจ้าก็เข้าข้างฝ่ายผู้ไล่ล่า เพราะในเดือนมกราคม ค.ศ. 1979 สายลับของอิสราเอล ก็พบว่า…
ซาลาเมห์ อยู่ในเมืองเบรุต
และแล้ว...วันตายของผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ตัวกลั่น ก็มาถึงจนได้ เพราะเมื่อ 22 มกราคม ค.ศ. 1979 รถของซาลาเมห์และองครักษ์ ถูกระเบิด ขณะกำลังแล่นผ่านจุดสังหาร ทำให้หน่วยสืบราชการลับอิสราเอล สามารถปิดตำนาน ‘การสังหารหมู่ ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก’ ลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พวกเขาล้างแค้น ได้สำเร็จแล้ว!!!

ปฏิบัติการของชาติใหญ่อย่างสหรัฐ ที่รู้สึกเจ็บปวด จากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย อัลกออิดะห์ (Al- Qaeda) ในเหตุการณ์ 9/11 หรือชาติที่ไม่ใหญ่ไม่โต แต่มีหัวใจแห่งการต่อสู้อย่างอิสราเอล ในกรณีการสังหารหมู่ในกีฬาโอลิมปิก สิ่งที่ทั้งสองชาติมีสิ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ
ความมุ่งมั่น...ที่จะจัดการ กับผู้ก่อการร้าย!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ

ทราบกันบ้างไหมครับว่า ประเทศไทยเรานั้น เคยได้รับคำชมเชยจากชาวโลก เมื่อคนร้ายปาเลสไตน์กลุ่ม Black September ได้เข้ายึดสถานทูตอิสราเอล เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2515 (ปีเดียวกัน กับเหตุการณ์ที่มิวนิก)
รัฐบาลไทยในขณะนั้น สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเรียบร้อย โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ซึ่งชาวโลกได้ยกย่อง และได้แนะนำ ชาติที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน คือ
เมื่อชาติใดมีสถานการณ์ตัวประกัน ให้ดูการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ไว้เป็นตัวอย่าง ที่รู้จักกันในชื่อ
Bangkok Solution!
หมายถึงการไม่เสียเลือดเนื้อ ในกรณีที่มีการจับกุมตัวประกัน โดยนำผลสำเร็จแบบ “กรุงเทพ” เป็นเป้าหมายสำคัญ!!

มาถึงยุคนี้ ผมอยากให้พวกเรา หันมาดูการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราบ้าง ซึ่งเราได้มีปฏิบัติการปราบปราม ติดต่อมายาวนานหลายปี แต่ผมเองกลับมีความรู้สึก ว่า
ความมุ่งมั่นของพวกเรา...มีน้อยไป!
ปฏิบัติการของ “ผู้ก่อการร้าย” แท้ๆ พวกเรายังบิดเบือน เรียกให้ฟังนุ่มนิ่ม เป็นเพียง...
“ผู้ก่อความไม่สงบ!”
พวกเรา ‘ขี้ขลาด’ ไปหรือเปล่า!?

การปราบปรามผู้ก่อการร้าย ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ดำเนินการมาจนกระทั่งบัดนี้ ทางการของเรายังไม่รู้ว่า
หัวหน้าผู้ก่อการร้ายนั้น...คือใคร?
อยู่ที่ไหนกันแน่?
นอกจากนั้น ปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรายังไม่รู้ว่า มันเป็นการก่อการร้าย โดยมีวัตถุประสงค์...
เพื่อการ “แยกดินแดน” จริงหรือไม่?

เวลานี้ ปฏิบัติการที่ภาคใต้ ซึ่งกระทำมานานหลายปีแล้ว และได้ผลาญงบประมาณของชาติไปแล้ว นับแสนล้านบาท แต่กลับดูเหมือนว่า
ปฏิบัติการก่อการร้าย ของกลุ่มหัวรุนแรง ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วงชิงความริเริ่มในปฏิบัติการ ทำให้รัฐต้องเป็นฝ่ายคอยตามแก้ และที่สำคัญ นั้น...
เวลานี้ ภาพชักจะชัดเจนขึ้นมาทุกทีแล้วว่า เรื่องของ
“การแยกดินแดน” น้ำหนักชักจะน้อยลงไปทุกที แต่การค้ายาเสพติด และการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต จากการดำเนิน “ธุรกิจมืด” ต่างหาก คือ
ต้นตอ...ปัญหาที่แท้จริง!

นการเข้าต่อตีกับผู้ก่อการร้าย อิสราเอลได้คิดยุทธวิธี และเทคนิคใหม่ๆ รวมทั้งการลอบสังหาร ขึ้นมาใช้ ใน Operation Wrath Of God หรือปฏิบัติการพระจ้าพิโรธ แต่บ้านเรายังคงใช้ยุทธวิธีเดิมๆ ในการแก้ไขปัญหา จนมีผู้คนพูดกันว่า
ฝ่ายทหารที่ควบคุมปฏิบัติการ มุ่งที่จะ “เลี้ยงไข้” การก่อการร้าย เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางงบประมาณ
ใช่หรือเปล่า?
หรือทางฝ่ายทหาร ที่ได้รับมอบอำนาจ ให้จัดการเรื่องนี้ ขาดความสามารถจริงๆ?
อะไรกันแน่?

หันไปดู การสู้รบทางด้านเขมรกันบ้าง ตอนนี้ผู้คนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ไทยเราไม่มี “ความมุ่งมั่น” ที่จะเอาชนะศึก ยิงกันไปก็ยิงกันมา และดูเหมือนว่า จะเป็นรองเขมรในเวทีระหว่างประเทศในทุกๆด้าน
ที่ย่ำแย่มาก ก็คือ
การอพยพผู้คน จากถิ่นฐานบ้านช่องเพื่อหนีตายจากภัยสงคราม อย่างที่ผมเล่าให้ฟังในคอลัมน์ก่อนหน้านี้ สร้างความเดือดร้อนลำบากให้กับราษฎรเป็นอย่างยิ่ง
ในการรบติดพัน ที่ผ่านมาร่วมครึ่งเดือนนั้น ผู้คนที่เดือดร้อนมาก กลายเป็นพี่น้องประชาชนคนไทยนับแสน บริเวณชายแดน!
เป็นเรื่องที่น่าแปลก ที่ผู้นำทหารของเรา กลับไม่ไปปรากฏกาย ให้ผู้คนบริเวณชายแดนได้เห็น แม้เพียงเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารในบังคับบัญชา ผู้คนก็นินทาว่า
“อย่ามัวแต่คุยฟุ้งว่าไม่กลัวเขมร แล้วทำตาเหล่ตาเหลือก พูดจาข่มขู่ผู้คน อยู่แต่ในกรุงเทพฯเลยวะ ไม่มีใครเขากลัวเอ็งหรอก โน่น...ออกไปหน้าแนว ให้ผู้คนเขาเห็น บ้างซิโว้ยยยยยย!”
คนไทยใจร้อน ก็ ‘ปากไว’ อย่างนี้แหละ!!

น่าสังเกตว่า
ผู้คนที่อยู่แนวหลัง ก็ไม่สนใจกับการสู้รบชายแดน ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทหารได้ก่อกรรมทำเข็ญ ด้วยการฆ่าคนไทยด้วยกันเป็นจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้ เพียงเพื่อช่วยให้รัฐบาลโลซกของนายมาร์ค มุกควาย อยู่ในอำนาจต่อไปได้เท่านั้น
ดังนั้น นอกจากเรายังไม่สามารถ เอาชนะประเทศเล็กๆ และยากจน อย่างเขมรได้แล้ว ยังมีเรื่องน่าอายอีกก็คือ
เขมรชิงประกาศ “ชัยชนะ” ไทย ล่วงหน้าไปแล้ว!

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บังคับบัญชาทหาร ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียหาย เพราะทหารในแนวหน้าเขาส่งเสียงเรียกร้อง ถึงความขาดแคลนในด้านต่างๆ เช่น อาหาร และยา ซึ่งผมได้ยินคุณวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร บอกว่า
ทหารในแนวหน้าต้องการ ยาแก้คัน ผ้าผวยห่มนอน เพราะอากาศหนาว และต้องการอาหารสำเร็จรูป เนื่องจากทหารสองฝ่าย เผชิญหน้ากันในระยะใกล้ ไม่สามารถก่อไฟ หุงหาอาหารตามปกติได้ เพราะจะเป็นการเปิดเผยตำแหน่ง ให้ทหารเขมรรู้ที่ตั้ง และโดนบุกเข้าโจมตีได้ง่าย
มันเป็นไปได้ อย่างไรกัน!

เรื่องความขาดแคลนของทหาร ผมไม่อยากได้ยินเลย เพราะเป็นเรื่องทำลายขวัญกำลังใจ ของผู้อยู่หน้าแนวรบ และฝ่ายทหารเองก็มีงบประมาณมากมาย เพียงพอที่จะจัดแจงเสบียงกรัง เพื่อทหารแนวหน้าได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องให้ผู้สื่อข่าว อย่างคุณวาสนาฯ ออกมาร้องขอความอนุเคราะห์จากชาวบ้าน (ซึ่งพวกเขาก็ไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าทหารอยู่แล้ว) ให้ช่วยส่งสิ่งของที่ขาดแคลน ให้กับทหารแนวหน้า
ผู้บังคับบัญชาทหาร ควรใส่ใจลูกน้องของตัว มากกว่านี้!
หวังว่า จะปรับปรุงเรื่องที่บกพร่องให้ดีขึ้น จะได้ไม่ต้องถูกนินทากล่าวหาว่า กองทัพของเรา เป็น
“กองทัพขอทาน”

มีเรื่องที่อยากจะขอร้องอย่างจริงจัง ไปยังทหารตัวนายว่า ระหว่างที่บ้านเรา ยังมีการศึกติดพัน ขอให้ท่านทั้งหลาย จงงดการเล่นกอล์ฟเอาไว้สักพัก เอาไว้หมดศึกเสือเหนือใต้แล้ว ค่อยเล่นกันใหม่ เพราะมันดูไม่ดีเลย
ลูกน้องไปรบ...ตัวนายเพลิดเพลินอยู่ในสนามกอล์ฟ!
ทุเรศว่ะ!!

นอกจากนั้น เรื่องความฟุ่มเฟือยต่างๆในกองทัพ เช่นการจัดงานราตรีหรูหรา แต่งทักซีโดฉุยฉาย อวดเหรียญตรากัน ในขณะที่ประชาชนกำลังลำบาก ในเรื่องค่าครองชีพ และมีสงครามติดพัน
ก็ไม่เป็นสิ่งที่ควรทำ!
ฉลองกันพอสมควรแก่เหตุ นิดๆหน่อยพอเป็นพิธีก็ดีแล้ว พอเห็นภาพความฟุ้งเฟ้ออย่างนี้ หลุดออกมาทางสื่อ เลยมีการแซวกันเจ็บๆว่า

content/picdata/295/data/photo3.jpg

“แต่งทักซีโด กินเลี้ยงกันหรูหรา ฉลอง F16 หลบ ป.ต.อ.เขมร แล้วชนกันตก ทีเดียว 2 ลำ หรือไงวะ!?”
นอกจากนั้น สถานการณ์ศึกใต้ยังพันตูกันอยู่ ทางด้านชายแดนตะวันออก ทหารไทยก็ยังจัดการกับเขมรไม่สำเร็จ เหตุการณ์ก็ลุกลามบานปลาย ชาวบ้าน ก็ยังหวาดผวา วิ่งหลบกระสุน หลบระเบิด นอนในหลุม กินในท่อ เพราะฝ่ายเขมรมันถล่มเอาไม่ขาดสาย อีกทั้งการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูโดยรวมแล้ว ก็ยังขาดประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น การที่พวกท่านยังมาแสดงความฟู่แฟ่ฟุ่มเฟือย ให้ผู้คนที่เขากำลังเดือดร้อนได้เห็น มันทำลายความรู้สึกของชาวบ้าน เพราะเหมือนกับการเยาะเย้ยกัน...

...พี่น้องประชาชน...เขาจะสาปแช่งเอานะโว้ย!!

........................

ท้ายบท รบกันมาจะครึ่งเดือน ทหารไทยตายไปนับสิบ เจ็บอีกร้อย กับอีกหลายสิบ พี่น้องประชาชนกินนอนกัน อยู่ในท่ออย่างที่เห็น

content/picdata/295/data/photo2.jpg

ลองเปรียบเทียบกับ ภาพงานเลี้ยงหรูข้างบน ได้อารมณ์ดีชะมัดเลย

ยังมีกะใจ ฟุ่มเฟือยฟู่ฟ่ากันอีก ให้มันรู้ไป!!!

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน บิน ลาเดน ...ถึงทหารไทย! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 7 พฤษภาคม 2554)

รัฐบาล ‘หมาบ้า’ แห่งสุวรรณภูมิ!!!?

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมส่งต้นฉบับไปให้เจ้าหน้าที่เขาดำเนินการขึ้นเว็ป แต่ทันทีที่ส่งไปเสร็จเรียบร้อย ก็ได้ข่าวว่า ทหารไทยปะทะเขมรที่ชายแดน ผลก็คือ
ตายและเจ็บอื้อ!
หนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” พาดหัวขาวน่าตกใจว่า
“รบหนัก-ชาวบ้านโซ ขุดมันกิน ซุกหลุมหลบภัย”

content/picdata/294/data/photo1.jpg

ทั้งยังได้แสดงภาพ ที่สะเทือนใจผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ เพราะชาวบ้านพี่น้องเรา ต้องหลบภัยสงคราม กินข้าวประทังความหิวในท่อน้ำหลบภัย
ชนวนเหตุสำคัญ ของความขัดแย้งนั้น แท้ที่จริงก็คือ การแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งผมเขียนเอาไว้ ในบทความชื่อ ไอ้คนหนีทหาร มันลากชาติไทยเรา เข้าสู่…สงคราม!!! อย่างนี้ครับ...

...การแต่งตั้งนายกษิตฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ได้แสดงถึงความอ่อนด้อยทางการต่างประเทศของนายมาร์ค มุกควาย ซึ่งดันเสือกไปเลือกเอาบุคคล ที่แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ชัดเจนกับ ‘สมเด็จฮุนเซน’ นายกรัฐมนตรีเพื่อนบ้าน ที่มีแนวชายแดนติดต่อกันยาวนับพันกิโลเมตร มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ต้องขอตอกย้ำอีกทีว่า
นายมาร์ค มุกควาย นั้น...สิ้นคิด!
โง่เสียจนกระทั่ง มองเหตุการณ์ภายหน้าไม่ออกว่า...
ถ้าตั้งไอ้ตัวนี้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ บ้านเมืองจะต้องเดือดร้อน...
...โง่ฉิบหายเลยจริงๆ!!
แล้วก็เป็นไปตามคาด พออีตากษิต ภิรมย์ เข้ามาดำรงตำแหน่ง ความสุขสงบระหว่างสองประเทศ ที่เคยดีมาในยุคนายกฯทักษิณ กลับ ‘ร้อนฉ่า’ ขึ้นมาทันที จนผมต้องเขียนวิพากษ์วิจารณ์ไว้ด้วยบทความ ที่ค่อนข้างรุนแรงหนักหน่วง เอาไว้ก่อนล่วงหน้าเป็นปี ถึง 3 บทความด้วยกันคือ...
(รายละเอียดและบทความต่อเนื่อง ดูได้ใน ไอ้คนหนีทหาร มันลากชาติไทยเรา เข้าสู่…สงคราม!!!
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=279)

ผมรู้สึกแปลกใจ ที่เห็นทหารสนับสนุนรัฐบาลโลซกชุดนี้ โดยให้พรรคประชาธิเปรตเป็นแกนนำ เข้ามาบริหารชาติบ้านเมือง ทั้งๆที่รู้ดีว่า
ความไม่สงบชายแดน จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
การที่ฝ่ายทหารเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่คัดค้านการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ ทั้งนี้ อาจเพราะพวกเขาคิดเพียงแต่ว่า
นอกจากการไม่คัดค้านรัฐบาล และแสดงท่าทีสนับสนุนพรรคประชาธิเปรตอย่างเต็มที่ด้วยแล้ว จะเป็นประโยชน์กับฝ่ายทหารเอง อีกทั้งการตั้งตนเป็น “บอดี้การ์ด” รัฐบาลโลซก ยังจะเป็นช่องทางที่พวกเขา จะได้รับงบประมาณจากรัฐบาล เป็นการตอบแทนมาปรนเปรอทหารตัวนาย และถลุงกันสนุกสนานอีกด้วย
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจ ที่มีข่าวการซื้อสิ่งอุปกรณ์ทางทหาร ที่ไม่มีคุณภาพ และภาพการทุจริตของฝ่ายทหารเอง ก็ถูกฉายควบคู่กันมา กับการโกงบ้านกินเมือง ของรัฐบาลประชาธิเปรต!
จนประชาชน ก่นด่ากันทั้งเมือง!!

อย่างไรก็ตาม ผลกรรมที่ทหารได้ทำลงไป ด้วยการให้ความร่วมมือกับพรรคโลซก ตลอดจนการสังหารหมู่ประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย อีกทั้งการที่ทั้งรัฐบาลและทหาร ได้แสดงความหวาดกลัวอย่างชัดเจน ต่อแก๊งพันธมาร ที่ยึดสะพานมัฆวาน และโจมตีผู้นำเขมรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลไปกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความไม่สงบสุข ก็คืบคลานเยือนชายแดนไทย- เขมร ซึ่งก็ต้องสังเวยด้วย
ทั้งชีวิดทหารเอง และชีวิตของคนไทย ชายขอบประเทศ!
ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลย ที่ปัจจุบันนี้ พี่น้องประชาชนก็มองทหาร ด้วยความรู้สึกเป็นศัตรู เพราะชาวบ้านเขารังเกียจเดียดฉันท์ในพฤติกรรมที่ทหาร ที่ดันไปร่วมมือกับรัฐบาลโลซก จนชาวบ้านไม่อยากสมาคม และไม่สนับสนุนกิจการของทหาร เพราะพวกเขาเชื่อแล้วโดยปราศจากข้อสงสัย ว่า
ทหารและรัฐบาลกาลี นำความเดือดร้อน มาสู่ประชาชน!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
เมื่อคุณทักษิณฯได้ขึ้นเป็นนายกฯครั้งแรก ผมก็ดีใจด้วย แต่ต่อมาผมขัดเคือง และไม่เห็นด้วย กับการที่ทักษิณฯพยายามตั้งกรมสอบสวนพิเศษ (DSI) ขึ้นมาในประทศ เพราะผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ ทำให้เกิด “ตำรวจสองระบบ” และที่ร้ายกาจก็คือ
จะทำให้บ้านเรา กลายเป็น “รัฐตำรวจ” เช่นเดียวกับเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการตั้งหน่วย เกสตาโป (Geheime Staats Polizei) ขึ้นมา
ดังนั้น ผมจึงเขียนโจมตี นโยบายเรื่องกรมสอบสวนพิเศษ ในเว็บไซด์ผู้จัดการอย่างรุนแรง ทั้งๆที่ในระยะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณฯ กับค่ายผู้จัดการนั้นดีมาก
ผมเขียนระบุเอาไว้ อย่างชัดเจนว่า
หากนายกทักษิณฯ หล่นจากอำนาจเมื่อไหร่ รัฐบาลใหม่ก็จะใช้ DSI เป็นเครื่องมือไล่ล่าทักษิณฯ แต่เหมือนเป็นคราวเคราะห์ เพราะ
ทักษิณไม่ฟังผม!
เขาผลักดันตั้งกรมนี้ขึ้นมาจนได้ และก็เป็นหน่วยราชการ ที่คอยตามล้างตามเช็ดทักษิณ เหมือนที่ผมบอกเอาไว้ อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่
(ดูบทความ คำเตือน...D.S.I. ต้องทำงานอย่าง ‘มืออาชีพ’
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=230)

อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณฯหนักหน่วงในตอนนั้น แต่พอมีเรื่องที่ทักษิณฯทำถูกต้อง ผมก็ชม เช่น
กรณีที่เขมร “เผาสถานทูต” ในพนมเปญ ผมก็เขียนชื่นชมในการตัดสินใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศของเขา โดยเขียนบทความเอาไว้ ในคอลัมน์ประจำ ตอนที่ 68 ลงในเว็บผู้จัดการเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2546
ผมเขียนเอาไว้ อย่างนี้ครับ...

....จากเหตุการณ์เขมรนี้ ผมขอให้เครดิตกับบุคคลหนึ่งท่านคือ นายกรัฐมนตรี !
ที่ต้องชมนายกฯ เพราะจังหวะจะโคนของนายกฯ กับการเข้า ‘เผชิญเหตุ’ เที่ยวนี้ดี พอเหมาะพอสม ไม่เหมือนหลายๆครั้งที่สื่อต่าง ๆ เคยกล่าวหานายกฯว่า
ดูเลิ่กลั่ก ร้อนรนเกินเหตุ!

การตัดสินใจของนายกฯครั้งนี้ดีมาก ใช้ได้ ไม่ก้าวหน้าหรือ ล่าช้าไปกว่าสถานการณ์ ทำให้ข้อบกพร่อง เรื่องการข่าวกรองเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวกับสถานการณ์ภายในเขมรลดลง ทำให้การถูกตำหนิ จากประชาชนและสื่อพลอยน้อยลงไปด้วย

การที่นายกฯออกมาแถลง เรื่องการใช้กำลังคอมมานโดเข้าแก้ไขปัญหา มีผู้คนที่ไม่ชอบขี้หน้านายกฯเป็นทุนเดิม ออกมาพูดกระแนะกระแหนว่า
อวดเก่ง อวดศักดา เอาคอมมานโดเข้าไปเดี๋ยวก็ถูกฆ่าเรียบเท่านั้นอะไรทำนองนี้
ผมว่าท่านเหล่านั้นคิดผิด!
เพราะ...

การที่ประชาชนคนไทยของเรา เดือดร้อนสาหัสในต่างแดน การช่วยเหลือในรูปแบบใด ถ้า “ทำได้ต้องทำ” (ตรงนี้ขีดเส้นใต้คำว่า “ต้องทำ” ไว้ได้เลย) และตำรวจทหารที่เป็นหน่วยรบ ที่จัดไว้โดยเฉพาะอย่างหน่วย “อรินทราช” ของตำรวจพลร่ม ก็แสดงความพร้อมรบ ภายในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หลังจากที่นายกฯสั่งการ นับว่าเป็นเรื่องน่าชมเชย รวมทั้งหน่วยทหารที่มีการเตรียมการอย่างดีเช่นกัน
ตรงนี้นายกฯได้แสดงความเป็นผู้นำ ออกมาให้เห็น และเป็นการ Show of force คือการ แสดงกำลัง ประกาศความพร้อมหน่วยรบของประเทศ ว่า
หน่วยรบของเรามีศักยภาพ และไม่กลัวที่จะเข้าไปแก้ปัญหาแม้ในดินแดนต่างชาติ หากเขมรไม่สามารถพิทักษ์ชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย ในดินแดนของเขาเอง
เราจำเป็นต้องเข้าไป!

คนไทยจะต้องเข้าไปในแดนเขมร เพื่อช่วยเหลือคนของเรา ไม่ว่ามันจะต้องแลกด้วยเลือด ด้วยเนื้อ ของตำรวจพลร่ม หรือทหารหน่วยรบพิเศษก็ตาม
นายกทักษิณฯไม่ได้เพียงแค่แสดงให้ กัมพูชา เท่านั้นที่เห็นว่าเราพร้อมเผชิญเหตุร้าย เหตุวิกฤติ แต่นายกฯแสดงให้ผู้นำต่างชาติทั่วโลกได้เห็นทั่วกันว่า เมื่อคนไทยตกอยู่ในสถานการณ์ ร้ายแล้วนั้น
รัฐบาลไทย คนไทย ..ไม่มีวันที่จะทอดทิ้งคนไทยด้วยกัน !

หัวใจมันอยู่...ตรงนี้ต่างหาก... !!

จึงอยากให้คนไทยทราบว่า การป้องกันชีวิต ทรัพย์สิน คนไทย เพื่อนร่วมชาติของเรา เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และเป็นหน้าที่ของพวกตำรวจ ทหาร
เพราะเขา ‘อาสา’ พวกเรามาทำหน้าที่!

อยากให้เราระลึกถีงเหตุการณ์เมื่อกำลัง หน่วยปฏิบัติการแม่น้ำโขง (น.ป.ข.) ของเรา เกิดปะทะกับกำลังต่างชาติ ทหารไทยตายบนเกาะกลางน้ำโขง ศพทหารไทยยังคาอยู่บนเกาะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สมัยนั้นคือ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เมื่อท่าน ได้รับรายงานว่า การรบยัง ติดพันเรายังชิงศพคืนไม่ได้ ท่านประกาศว่า
“เอาศพทหารไทยคืนมาไม่ได้ .....
......ก็เอาศพทหารไทยถมทับเข้าไปอีก !”

และแล้วเราก็ชิงศพทหารไทย กลับมาได้
คนเป็นผู้นำคนที่จะรักษาชาติบ้านเมือง ต้องคิดอย่างนี้!

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน นายกทักษิณฯบอกชัดเจนตรงไปตรงมาว่า หากคนไทยไม่ปลอดภัย เราพร้อมแลกด้วยชีวิตของตำรวจทหาร และผลตอบรับจากฝ่ายเขมรก็ดี อย่างที่เราเห็นกัน !
ผมเองไม่ได้เป็นคนที่ “ปลื้ม” กับนายก แต่การดำเนินการเรื่องเขมร คราวนี้ถ้า เป็นข้อสอบคะแนนเต็มสิบ

ผมให้นายกทักษิณฯ...สิบเอ็ดครับ !

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ
เสียดายหรือเปล่าครับว่า หากพรรคเพื่อไทยได้บริหารประเทศต่อไป คนไทยกับเขมรจะก้าวเดินไปด้วยกัน ไทยเราที่ก้าวหน้ากว่า อาจประคับประคอง ช่วยเหลือเขมร เพื่อนบ้านที่ยังไม่แข็งแรงทางเศรษฐกิจ ให้เจริญเติบโต เหมือนอย่างที่นายกทักษิณฯ เคยทำไว้
ความผูกพันส่วนตัวระหว่างนายกฯทักษิณ กับสมเด็จฮุนเซ็น ทำให้ประเทศเราทั้งสอง อยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบและสันติ
มาบัดนี้ ไอ้รัฐบาลโลซก ทำให้ความหวังพังภินท์ลงโดยสิ้นเชิง แทบจะหารูเลี้ยวทางออกของสันติภาพมิได้ เพราะ
นโยบายการทูต...ที่เลวร้าย!
อยากจะขอยืมสำนวน ท่านอาจารย์ วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิลปินและนักเขียนที่ผมชื่นชอบ มาใช้วิจารณ์นโยบายต่างประเทศ ของรัฐบาลโลซก ว่าเป็นนโยบายแบบ...

“....หมาบ้าประจำสุวรรณภูมิ!...
...เที่ยวพาลรีพาลขวาง หันไปโกรธเขมร เขม่นพม่า ด่าญวน กวนส้นตีนลาว ชวนทะเลาะกับเขารอบโลก จนไม่มีใครอยากคบ!!...”

ก็เพราะนโยบาย ‘อัปรีย์’ อย่างนี้นี่เอง ชายแดนไทย-เขมร คงต้องเสริมกำลังทหาร ยันกันไป อีกนานนับปีหรือหลายปี

content/picdata/294/data/photo2.jpg

ยิ่งในตอนนี้ มีข่าวสารแพร่ออกมาว่า การเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่ของเขมร ที่ได้ผลมากกว่าครั้งแรก เพราะได้ทหาร ‘เวียตนาม’ ที่ชำนาญศึก เข้าไปคุมฐานปืนใหญ่ เพื่อช่วยปรับการยิงของเขมร ให้มีความแม่นยำดีขึ้น
ทหารและชาวบ้านไทย คงจะต้องตาย มากขึ้นไปอีก!

การที่ประเทศไทยเรา ตกอยู่ในสถานการณ์ ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างสูง ต้องพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่น หรือฆ่ากันได้ทุกเมื่อกับฝ่ายเขมรนั้น ทำให้พี่น้องประชาชน ต้องเดือดร้อนหนักขึ้นไปอีก...
ขวัญและกำลังใจ ของคนไทยชายแดน...ตกต่ำลง!
ทั้งทหารและรัฐบาลโลซก ต้องรับผิดชอบ!!

ดังนั้น ก่อนจบบทความในวันนี้ คงต้องฝากถ้อยคำไปถึงรัฐบาลโลซก และทหารที่ชอบเฝ้าแต่ข้างเขียงว่า

พวกเอ็ง ทำบ้านเมือง...เสียหายมากนะ!!!

......................

ท้ายบท เมื่อไทย-เขมร เปิดศึกเดือนกุมภาพันธ์ ผมเขียนเตือนรัฐบาลโลซก ว่า เขมรจะจัดฉลอง “วันรบชนะไทย” (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=280)
รบกับครั้งใหม่เดือนเมษายน เขมรยิงจรวด BM-21 ถล่มไทย ชาวบ้านตายบ้านเรือนเสียหาย ทหารก็ตายและบาดเจ็บ
ฝ่ายเขมรออกข่าว ชัยชนะของฝ่ายตน พร้อมกับข่าว พล.อ.ประวิตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเดินทางไปพนมเปญ เพื่อขอ...
“ยอมแพ้”
แม้ฝ่ายไทยจะปฏิเสธ ว่า “ยังไม่แพ้” แต่ทางการทูต สงครามข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อ นั้น

ไทย “แพ้ย่อยยับ” ไปแล้ว!

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน รัฐบาล ‘หมาบ้า’ แห่งสุวรรณภูมิ!!!? ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน 2554)

คำถามถึงคนเสื้อแดงต่อยุทธศาสตร์สองขาของ นปช.

ที่มา ประชาไท

เมื่อวานชมรายการ ”เรื่องเด่นเย็นนี้” ที่สรยุทธ สุทัศนจินดาสัมภาษณ์ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลเกี่ยวกับการเมืองไทยและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น มีอยู่หลายครั้งที่ทั้งพิธีกรและวิทยากรพูดถึงอำนาจนอกระบบที่เข้ามาแทรกแซง ระบอบการเมืองไทย พูดถึงความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีอยู่ตอนหนึ่งที่วิทยากรพูดบอกว่า

“ถ้าหากว่าเรามีความสามารถในการแข่งขันฟุตบอลกันตามกติกา ไม่ตีกัน แข่งบอลกันไปได้ กรรมการตัดสินก็ยอมรับ รปภ.จะมายุ่งได้ยังไง รปภ.ของสนามจะมายุติการแข่งขันได้ยังไง ที่ผ่านมารปภ.มายุ่งได้เพราะแข่งบอลกันไม่เป็น แข่งบอลกันไม่ได้ ทำนองเดียวกันรปภ.ก็อย่ามายุ่ง ให้เขาแข่งกันไปตามวิถีทางในประชาธิปไตย”

หมายถึงว่าถ้านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเอง ตามกติกาที่มีอยู่ได้ ก็จะเปิดโอกาสให้ “รปภ.” หรืออำนาจนอกระบบนั้นเข้ามาแทรกแซงได้ อย่างการทำรัฐประหาร หรือการแทรกแซงผ่านระบบศาลก็ดี

เลยสะกิดใจทำให้นึกถึงการสนทนาที่มีกับเจ้าหน้าที่สถานทูตจากประชาคมยุโรป สามประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในการพูดคุยฝ่ายเราประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่ม นปช.หลายคน รวมทั้งนักวิชาการและนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวในแนวทางของคนเสื้อแดง แกนนำ นปช.และผมพูดระหว่างการสนทนาหลายครั้งถึงการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ทูตถามว่าถ้าในการเลือกตั้งครั้งนี้ผลออกมาเป็น อย่างไร กลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.จะยอมรับผลนั้นหรือไม่ และถ้าพรรคของคนเสื้อแดงหรือพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียง ส่วนใหญ่ พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

คำตอบของแกนนำ นปช. ก็คล้ายกับที่ผมคิดในใจ จากประสบการณ์การเมืองที่ผ่านมา มันช่างหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ มีการแทรกแซงจากสิ่งที่เราเรียกว่า “อำนาจนอกระบบ” ก็ดีหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ระบอบอำมาตย์” จนทำให้กระบวนการที่เราคิดว่าเป็นประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลง ตัวอย่างที่เราอ้างถึงในวันนั้นก็คือการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันนั้นมาจากการกด ดันของฝ่ายอำนาจเก่าและทหาร หรือที่เรามักล้อกันว่าเป็นรัฐบาลที่จัดตั้งกันในค่ายทหารนั่นแหละ

หลังจากที่ฟังความเห็นเช่นนี้หลายครั้ง ตัวแทนการทูตจากประชาคมยุโรปในวันนั้นบอกว่าตนเองติดตามสถานการณ์เมืองไทย และเห็นการแทรกแซงเช่นนี้มาตลอด แต่คำถามก็คือว่า “ทำไมนักการเมืองของพรรคเพื่อไทย และนักการเมืองพรรคอื่น ๆ ปล่อยให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงได้แบบนี้” เขายังตั้งคำถามต่อไปว่า “จริง ๆ แล้วทหารเอาปืนมาจี้หัวให้นักการเมืองทำตามคำสั่งพวกเขาหรือ จริง ๆ แล้วทหารขู่ที่จะฆ่าครอบครัวนักการเมืองหรือ ทำไมนักการเมืองหรือสส.เหล่านั้นจึงไม่ขัดขืนคำสั่งของอำนาจนอกระบบเหล่า นี้”

เมื่อฟังครั้งแรกผมรู้สึกเป็นคำถามที่ไร้เดียงสามาก เพราะเราก็รู้อยู่ว่าอำนาจนอกระบบนั้นมีอิทธิพลมากเพียงใด แต่เมื่อมาฟังที่อาจารย์ปริญญาให้สัมภาษณ์สรยุทธเมื่อวาน และพูดถึงบทบาทของ “รปภ.” ก็อดนึกย้อนหลังไปไม่ได้ว่าสิ่งที่นักการทูตถามและท้าทายก็ดูจะมีความจริง อยู่มาก

คำถามของเขาเป็นการท้าทายว่า "แล้วที่ผ่านมานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ทำหน้าที่อะไรบ้างเพื่อต่อต้าน “อำนาจนอกระบบ” หรือ “ระบอบอำมาตย์” ที่ว่า พวกเขาได้ใช้อำนาจของตนในฐานะเป็นผู้แทนปวงชนเพื่อออกมาคัดค้านหรือถ่วงดุล การแทรกแซงอำนาจเหล่านี้อย่างไรบ้าง"

เมื่อมองย้อนกลับไป กลับรู้สึกไม่ได้ว่า สิ่งที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย หรือพรรคใหญ่อื่น ๆ คาดหวังออกจะเป็นการผลักดันให้กลุ่มคนทั่วไป หรือกลุ่มคนเสื้อแดงหรือนปช.ออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนน เพื่อต่อต้าน “อำนาจนอกระบบ” เช่นนั้นมากกว่า และนำไปสู่การสูญเสียต่างกรรมต่างวาระกัน นำไปสู่การสูญสิ้นซึ่งอิสรภาพ ดังจะเห็นได้จากการจองจำผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยข้อหาที่ไม่เป็นสัดส่วนเหมาะสม

น่าสนใจว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเองเคยตั้งคำถามหรือไม่ว่า “ยุทธศาสตร์สองขา” ที่อ้างว่าแยกการเคลื่อนไหวระหว่างพรรคการเมืองออกจากขบวนการคนเสื้อแดงนั้น อันที่จริงอาจเป็นแค่การตีฝีปาก หมายถึงว่าถ้ามีเรื่องอะไรร้าย ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของชีวิต ของทรัพย์สิน และที่สำคัญคือที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นอิสรภาพ นักการเมืองก็จะให้ประชาชนคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหว ส่วนตนเองรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเลือกตั้งทุกสี่ปี โดยการแสดงบทบาทในฐานะที่เป็นนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็แทบจะไม่เป็นชิ้นเป็นอันเอาเลย กลุ่มคนเสื้อแดงเคยตั้งคำถามเหล่านี้หรือไม่

คำถามอีกข้อที่สะกิดใจจากนักการทูตที่มาจากภาคพื้นที่มีระบอบประชาธิปไตยแบบ เลือกตั้งเข้มแข็งกว่าคือ เขาถามว่าในเมื่อแกนนำเสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง ในเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงก็มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองอย่างเช่น พรรคเพื่อไทยค่อนข้างชัดเจน ทำไมแกนนำเสื้อแดง อย่างเช่นแกนนำในระดับจังหวัดที่คุยด้วยในวันนั้น จึงไม่ลงเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้แทนทั้งในระดับท้องถิ่นหรือในระดับชาติ เพื่อพยายามผลักดันและพัฒนาให้ระบอบการเมืองแบบตัวแทนเข้มแข็งยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมการต่อสู้กันในระบบ

เช่นกัน ในวันนั้นผมรู้สึกเป็นคำถามที่ธรรมดาสามัญมาก แต่ในวันนี้อดรู้สึกไม่ได้ว่ามีความจริงอยู่มาก ถ้าคนเสื้อแดงต้องการต่อสู้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งอย่าง จริงจัง ทางเลือกของการเคลื่อนไหวที่สำคัญก็คงรวมถึงการขับเคลื่อนให้ระบบตัวแทนที่ เป็นอยู่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าพวกเขาไม่ลงมาเป็นตัวแทนปวงชนเองเสียแล้ว ก็คงจะต้องไปกดดันตัวแทนที่พวกเขาเลือกเข้ามาเพื่อให้แสดงบทบาทต่อสู้ขับ เคลื่อนอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน คงไม่ใช่ปล่อยให้เกิดลักษณะการขับเคลื่อนแบบ “สองขา” ที่ฝ่ายหนึ่งได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเสียเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน

ตั้งคำถามแบบนี้ คนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยจะโกรธหรือไม่

7 พฤษภาคม 2554

จากบทความเดิมชื่อ: ถ้านักฟุตบอลในสนามเล่นห่วย รปภ.ก็จะเข้ามาควบคุมเอง

เกษียร เตชะพีระ: ธรรมาภิบาล VS ประชาธิปไตย สังคมไทยต้องเลือก ?

ที่มา ประชาไท

ในงานชุมนุมปาฐกถา ‘ชาญวิทย์ เกษตรศิริ’ ในวาระอายุ 70 ปี ‘เกษียร’ ปาฐกถา เรื่อง “ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา”

เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นกล่าวถึงชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่า เป็น 1 ในครู 4 คนที่เปลี่ยนวิธีมองโลกของตน พร้อมระบุว่าหลังรัฐประหาร ชาญวิทย์ถือเป็นหลัก เป็นที่พึ่ง เป็นแบบอย่างของนักวิชาการรุ่นลูกหลาน เพราะยึดมั่นในหลักบางอย่าง ซึ่งตนวิคราะห์ได้ว่าคือ 1.ชาญวิทย์เข้าใจว่าเป้าหมายทางการเมืองที่สุดโต่งจะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ ต่อให้เป็นเป้าหมายที่ดี 2.ยึดหลักวิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย ในระยะที่ผ่านมา ในนามของเป้าหมายที่ดี สังคมไทยไม่เลือกวิธีการ รัฐประหารก็ทำ ความรุนแรงก็ใช้ โกหก ใส่ร้าย ป้ายสี ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การรัฐประหารของ ‘คะป๊ก’ (คปค.) อยากต่อต้านคอร์รัปชั่น ฟื้นฟูความสามัคคี ปกป้องสถาบัน จนปัจจุบันถามว่าทั้งหมดเกิดขึ้นหรือไม่ด้วยวิธีการรัฐประหาร 3.ชาญวิทย์พิสูจน์ให้เห็นว่าคำโกหกป้ายสีผู้อื่นไม่ยั่งยืน

“บทเรียนสำคัญจากอาจารย์ชาญวิทย์คือ พลังการเมืองใดละทิ้งหลักการเหล่านี้ ถึงชนะใหญ่โตก็ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ยั่งยืน รังแต่พ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ เสื่อมถอย แตกแยก หดเล็กในระยะยาว เราพอเห็นกันอยู่ว่าตอนนี้ใช้วิธีการเลวร้ายทำลายพวกพ้องตัวเองแล้วตอนนี้ สุดท้ายวิธีการเลวร้ายดังกล่าวจะทำลายตัวผู้ใช้เองในที่สุด”

เกษียรได้เข้าสู่การบรรยายในหัวข้อ “ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา”โดยระบุว่าอยากวิจารณ์การนำเข้ามาเรื่องธรรมาภิบาลในสังคมไทย จากมุมมองทางการเมืองวัฒนธรรมไทย รวมทั้งการนำไปใช้ และการเคลื่อนเวลาใช้จริง ซึ่งแนวคิดบางส่วนนำมาจากบทความ Words in Motion โดยเริ่มต้นแนะนำลัทธิช็อกแห่งเสรีนิยมใหม่ อ้างจากแนวคิด ‘มิลตัน ฟรีดแมน’ ซึ่งนาโอมิ ไคลน์ นักวิชาการฝ่ายซ้ายตีความว่าเป็นลัทธิช็อกซึ่งมีหลักการในการทำการตลาดแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับนักการเมือง โดยฉวยใช้วิกฤตไปผลักดันนโยบายที่เอื้อกับเอกชน ขณะที่ฟรีดแมนพูดถึงลัทธินี้ว่า มีแต่วิฤตเท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ มันจะเกิดจากความคิดที่เรียงรายล้อมรอบ เราต้องพัฒนาทางเลือกต่างๆ จากนโยบายเดิม ประคับประคองเผื่อไว้ จนกว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในทางการเมือง

สำหรับเมืองไทยและเอเชียตะวันออกนั้นมีภาวะช็อกตอนมีวิกฤตต้มยำกุ้ง ทางเลือกถูกยัดเยียดมาจากภายนอก โดยไอเอ็มเอฟ ทำให้แนวนโยบายของรัฐต้องเปลี่ยนไปเพราะเงื่อนไขการกู้เงินไอเอ็มเอฟ ต้องเปิดเสรี ถามว่าอะไรคือกระบวนท่าตั้งรับกับการช็อค สิ่งเราใช้มาตั้งแต่ ร.5 คือ รับรูปแบบไว้ก่อน เช่น มีระบบราชการ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่ แต่เนื้อหาเราเลือกบางอย่าง แล้วโยนทิ้งบางอย่าง โดยใช้เกณฑ์ “การรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างอำนาจเดิม” ในการคัดเลือก

จากนั้นเกษียรเสอนให้เห็นถึงความสำคัญในการแปลศัพท์ใหม่ๆ ที่สังคมไทยรับจากภายนอกให้เป็นภาษาไทย โดยชนชั้นนำยึดหลัก คุมคำ > คุมความหมาย > คุมความคิด >คุมคน โดยยกตัวอย่างคำเช่น ประชาธิปไตย ซึ่งปัจจุบันเรียกติดปากว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ความหมายเดิมที่ ร.6 แปลเป็น ประชาธิปตัย ซึ่งหมายถึง รีพลับริก อันหมายถึง ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน มีแต่ราษฎร แต่คำว่าประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นมาได้เพราะการประนีประนอมกับคณะราษฎร ทำให้เปิดช่องความเป็นไปได้ให้ใช้คำอย่างปัจจุบัน 6

เกษียรยกตัวอย่างต่อว่า ในยุคหลังก็มีหลายคนที่เป็กันชนรับแรงช็อคแบบไทยๆ โดยยกตัวอย่างคำว่า “ธรรมรัฐ” ซึ่งชัยวัฒน์ สถาอานันท์นิยามให้ธรรมะมีอำนาจกำกับรัฐ ธีรยุทธ บุญมี นิยามอีกแบบหนึ่งว่าเป็นการหาฉันทามติร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน ประชาสังคม ขณะที่อานันท์ ปันยารชุน นิยามว่าเป็นการเน้นเรื่องการจัดการ ประสิทธิภาพ ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ประเวศ วะสี หมายความไปถึงชุมชนนิยม ถักทอสายใยสังคมเพื่อเพิ่มพลังของประชาสังคม

“ไอเอ็มเอฟคงงง ส่งคำนี้มาแล้วแตกเป็น 5 เจ้า” เกษียรกล่าว

เกษียร กล่าวต่อว่า 14 ปีต่อมา ผลของการผลิตคำพวกนี้สู้ไอเอ็มเอฟได้แค่ไหนนั้น เขาเห็นว่าพอต้านทานไว้ได้บางส่วน แม้มีแรงต้านจากภาคประชาสังคมแต่ทุกอย่างก็ดำเนินไป เมื่อมาถึงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เดินนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ แต่บริหารจัดการเอง ไม่ใช่เอาแต่ทำตามคำสั่ง แต่ก็เอาโอกาสใหม่ๆ ให้พวกพ้อง จึงถูกโค่นโดย คปค. จากนั้นรัฐบาล พล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในทางปฏิบัติแปลว่า เศรษฐกิจโลกภิวัตน์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้ปิดตลาด แต่ความเสี่ยงต้องอยู่ใต้บริหารจัดการโดยรัฐไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ด้านเอ็นจีโอ แรงงาน ปัญญาชน ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกนิติบัญญัติ (สนช.) จำนวนมาก พลังเหล่านี้แยกกันปฏิรูป มีความพยายามยกเลิกร่างกฎหมายการแปรรูป แม้ไม่สำเร็จทั้งหมด แต่หลังจากนั้นดูเหมือนการแปรรูปดูเหมือนจะหยุดไป ส่วนคำว่าธรรมรัฐถูกทำให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน แปลใหม่เป็นธรรมาภิบาล และไปอยู่ในกลไกราชการด้วย

เกษียรกล่าวว่า การทำให้ธรรมรัฐเป็นเรื่องการเมือง ใน 4-5 ปีนี้ ตกอยู่ใต้อำนาจนำของพลังภาคประชาชน-ราชาชาตินิยม ธรรมรัฐ ถูกใช้เป็นคำขวัญต่อต้านคอร์รัปชั่นโดยทั่วไป และถูกใช้ต่อต้านทักษิณเป็นการเฉพาะ ทำให้คำนี้พลิกผันไปตามสถานการณ์การเมือง สุดท้าย พลังการเมืองบางกลุ่มได้นำคำนี้ไปใช้ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังแอนตี้ประชาธิปไตย

จากนั้น เกษียร ยกตัวอย่างการกล่าวถึงและให้ความหมายของ “ธรรมรัฐ” โดยบุคคลต่างๆ เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวเมื่อ 2547 อธิบายว่า ธรรมรัฐแบบไทยเกิดก่อนตะวันตกหลายสิบปี ดังปรากฏในปฐมบรมราชโอการในพระราชพิธีบรมราชาภิเสกที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นี่คือกุศโลบายแบบฉบับของอนุรักษนิยมในการรับมือกับวาทกรรมต่างชาติว่า “ไม่มีอะไรใหม่”
ขณะที่สมุดปกขาว คมช. (2549) ก็มีการอ้างว่าถึงเหตุผลในการทำรัฐประหารว่าการบริหารประเทศด้วยเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตย คลายเคลื่อนไปจากหลักการที่แท้จริงโดยขาดธรรมาภิบาล ทำให้คำว่าธรรมรัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมว่าทำไมต้องโค่นประชาธิปไตย

“พูดราวกับธรรมาภิบาลกับประชาธิไตยเป็นคนละเรื่อง” เกษียรกล่าว และยังยกตัวอย่างการอ้างธรรมรัฐของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และอดีต ส.ว.รสนา โตสิตระกูล ที่มีบทบาทในการใช้คำนี้ในการโค่นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

เกษียรกล่าวปิดท้ายปาฐกถาว่า จากที่กล่าวมาอาจสรุปเรื่องประชาธิปไตยกับธรรมรัฐว่า อย่างเบา คือ เป็นคนละเรื่อง แต่อย่างหนัก คือ ไปกันไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เรียบเรียงจากงานมุทิตาจิต “ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ที่หอประชุมบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พ.ค.54