ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 29, 2007

วีรบุรุษหลงสนาม



พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กลายเป็นที่รู้จัก และสนใจของผู้คนขึ้นมา ก็เมื่อหนังสือ พิมพ์ลงข่าวว่าเขาเรียกตัวเองว่า วีรบุรุษ

วีรบุรุษ ในความหมายของ พล.อ.สพรั่ง ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่หมายถึงตัวเขาเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตอบคำถามกับนักข่าวในเรื่องที่ ถูกโจมตีว่า เขาเบิกงบราชการไปสูงถึง 7.2 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการ นำบอร์ด 13 คน พร้อมลูกเมีย รวมถึงครอบครัวตัวเอง เดินทางไปดูงานด้าน การรักษาความปลอดภัย และการแบ่งการจราจรทางอากาศระหว่างท่าอากาศยานในประเทศ กับท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่เยอรมนี และอังกฤษ หลังจากที่เพิ่งจะเข้าไปเป็นประธานบอร์ดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เพียงไม่กี่เดือน

ในขณะที่ผู้บริหารสนามบินที่ถูกอ้างถึงไม่ได้อนุญาตให้พวกเขาเข้าไป เสาะแสวงหาข้อมูลตามที่ต้องการ หรือแม้แต่ในกรณีที่จะขอไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิมีการลอกเลียนแบบสนามบินจากประเทศเยอรมนีมาจริง หรือไม่

ความเป็นคนพูดจาโผงผาง และออกจะมีบุคลิกพิเศษของ พล.อ.สพรั่ง ดึงดูดให้ สื่อมวลชน และผู้คนทั่วไปต้องหันมาให้ความสนใจในตัวเขา และงานที่เขาทำมากขึ้น เมื่อเขาได้ แต่งตั้งผู้คนจำนวนมากเข้าไปเป็นคณะทำงาน และที่ปรึกษา ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด ทอท. หรือบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เขานั่งเป็นประธานอีกตำแหน่ง แต่ละบอร์ดล้วนแต่มีวาระต้องดำเนินการตามธงที่ได้ตั้งไว้หลายเรื่องด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดทั้งหมดจะดูกระตือรือร้นกับงานในภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ทำอย่าง ไร แต่ผลการดำเนินงานของ ทอท. และทีโอที กลับออกมาในทางตรงกันข้าม

เส้นกราฟที่น่าจะวิ่งฉิวขึ้นไปสร้างสถิติใหม่ กลับดิ่งลงตามลำดับจากต้นปีจนถึงปลายปี

ว่าแต่เป็นเพราะอะไร? ทีมเศรษฐกิจ ขออนุญาตประเมินภาพรวม และผลงานในแต่ละด้านเป็นอนุสนธิว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐวิสาหกิจต้องกลับไปอยู่ในมือทหาร หรือในมือของผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในกิจการนั้นๆ เหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน...ผลที่ได้จะเป็นเช่นไร

ขยันฟันเบี้ยประชุมแห่งปี

อย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้นว่า นอกจากจะแต่งตั้งบุคคลจำนวนมากเข้าไปเป็นคณะทำงานในบอร์ด ทอท. และบอร์ดทีโอที แล้ว พล.อ.สพรั่ง ยังแต่งตั้ง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม และประธานกรรมาธิการคมนาคม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) “เพื่อนรัก” เข้าไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาประธานบอร์ด มีอำนาจเรียกตรวจสอบ และสั่งการกำกับดูแลกิจการภายในของ ทอท.แทนประธานบอร์ดได้ด้วย

ที่ ทอท.นับแต่วันที่ พล.อ.สพรั่งเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 17 พ.ย. 2549 พบว่า บอร์ด 15 คน ประชุมกันจนถึงวันที่ 17 ธ.ค. 2550 รวมแล้วกว่า 43-45 ครั้ง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือเดือนละ 4 ครั้ง จากเดิมที่เคยมีการประชุมกันเดือนละครั้งเฉลี่ยทั้งปี 12-14 ครั้ง

ทั้งนี้ ทอท.จะต้องจ่ายค่าตอบแทนบอร์ดเป็นรายเดือน คนละ 20,000 บาท บวกค่าเบี้ยประชุมที่ขอปรับขึ้นอีกคนละ 15,000 บาทต่อครั้ง หากประชุมกันถี่ ทอท.ก็ต้องจ่ายถี่ จึงมีการทำข้อตกลงกันว่า ถ้าประชุมเกิน 2 ครั้งใน 1 เดือน ให้จ่ายค่าเบี้ยประชุมแค่เบี้ยประชุมเพียง 2 ครั้ง บอร์ดแต่ละคนจึงได้เงินเดือนรวมเบี้ยประชุมกันเดือนละ 50,000-60,000 บาท

15 คน ทอท.ต้องจ่ายเดือนละ 750,000-900,000 บาท

ยังไม่นับคณะทำงานด้านต่างๆที่แต่งตั้งกันเข้ามาอีกกว่า 5-6 คณะ และคณะอนุกรรมการทั้งจากคนในบอร์ด และคนนอกที่เข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องต่างๆให้อีก 10-20 ชุด คนเหล่านี้มีค่าเบี้ยประชุมเฉลี่ยคนละ 3,000-5,000 บาทต่อการประชุมแต่ละครั้ง แต่ละเดือนมีการประชุม 2 ครั้ง คนเหล่านี้ก็จะได้ค่าตอบแทนอีก เฉลี่ยเดือนละ 6,000-10,000 บาท

ล่าสุด บอร์ดยังได้มีมติให้จ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสแก่ตัวเองอีกคนละ 216,000 บาท เฉพาะประธานบอร์ดตั้งได้เพิ่มอีก 25% ก็จะตก 270,000 บาท ขณะ ที่รองประธานได้ 243,000 บาท ถ้านับรวมปี 2549 ที่เพิ่งเข้าไปนั่งเก้าอี้ได้ไม่นาน

ถ้าปี 2550 ทอท.มีรายได้ และกำไรดีเหมือนปี 2549 บอร์ดก็คงจะได้รับเงินรางวัลไปเต็มๆคนละ 1,200,000 บาท

เช่นเดียวกับบอร์ดทีโอทีที่ พล.อ.สพรั่งเรียกประชุมบอร์ดถี่ยิบไม่แพ้กันรวม 40 ครั้งใน 10 เดือน นับตั้งแต่เข้าไปรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2550 หรือเฉลี่ยเดือนละ 4 ครั้ง ครั้งละ 10,000 บาท ตกเดือนละ 40,000 บาท ยัง ไม่นับคณะกรรม- การย่อยที่บอร์ด แต่ละคนเข้าไปร่วมเป็นกรรมการด้วยอีก 5 ชุด แต่ละชุดได้เบี้ย ประชุมครั้งละ 10,000 บาท ประชุมกัน5 ครั้งใน 1 เดือน ก็ตก 50,000 บาท

ทีนี้ถ้ารวมกับการประชุมบอร์ดชุดใหญ่ด้วย บอร์ดแต่ละคนอาจ มีรายได้เหยียบเดือนละถึง100,000บาท

ชำเราสนามบินสุวรรณภูมิ

กลับมาที่ผลงานของบอร์ด ทอท.ที่ทำงานกันอย่างหัวปัก หัวปํา แต่สิ่งที่ได้รับนับแต่เริ่มภารกิจแรกของ พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดที่เขาแต่งตั้งเข้าไป ก็คือ มีมติให้สัญญาสัมปทานที่ทำกับคิงเพาเวอร์ทั้งในส่วนที่ให้บริหารพื้นที่ เชิงพาณิชย์ และร้านค้าปลอดภาษี เป็นโมฆะ!

หลังจากนั้นก็ปฏิเสธไม่ยอมมีนิติ สัมพันธ์ใดๆ นับตั้งแต่ ไม่ยอมต่ออายุบัตรเข้า-ออกให้แก่เจ้าหน้าที่สาขาธนาคารไทยพาณิชย์ และทหารไทยที่ได้พื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ รวม ถึงพนักงานร้านค้าทั้งหมด พร้อมปฏิเสธไม่ยอมรับรายได้ ค่าเช่ารายเดือนที่คิงเพาเวอร์จัดเก็บจากร้านค้าไปส่งมอบให้

ในขณะที่สัญญาสัมปทานซึ่งมีอายุ 10 ปีดังกล่าว ระบุผลตอบแทนขั้นต่ำที่จะ ได้รับจากร้านค้าปลอดภาษี รวมตลอดสัญญา 16,700 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งผลตอบแทนจากรายได้ในอัตรา 15-20% โดยคิงเพาเวอร์ได้ชำระค่าสัมปทานล่วงหน้าไปแล้ว 2 ปี เป็นเงิน 2,500 ล้านบาท

ส่วนสัญญาบริหารพื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์อายุ 10 ปี ระบุผลตอบแทนขั้นต่ำต่อปี เป็นเงิน 1,400 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งผลประโยชน์อีก 15% ของรายได้ โดยสัญญานี้ คิงเพาเวอร์ได้ชำระค่าสัมปทานล่วงหน้าไปแล้ว 2,000 ล้านบาทเช่นกัน ประเมินมูลค่าผลตอบแทนโดยรวมในระยะ 10 ปีไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท

ตามด้วยการฮาราคีรีตัวเองอีกครั้งด้วยการประกาศฉีกสัญญาสัมปทานที่ทอท. มอบให้แก่คิงเพาเวอร์ จนเป็นผลให้คิงเพาเวอร์ต้องนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องต่อศาลของความเป็นธรรมต่อ ศาลแพ่ง พร้อมเรียกค่าเสียหายกับ ทอท.เป็นมูลค่าสูงถึง 68,000 ล้านบาท

ผลจากการไม่ยอมรับรู้รายได้ ทำให้ฐานะการเงินของ ทอท.ประสบภาวะขาดสภาพคล่องกำไรสุทธิในปี 2550 ลดลงอย่างฮวบฮาบจากปี 2549 ที่มีกำไรกว่า 9,379 ล้านบาท เหลือ เพียง 1,094 ล้านบาท

ในขณะที่รายได้ซึ่งควรจะได้จากหลายทาง เช่น ค่าเช่าพื้นที่ภายในศูนย์ขนส่งสาธารณะเพื่อสร้างช็อปปิ้ง มอลล์ รวมตลอดถึงค่าเช่าอาคารสำนักงาน และคลังสินค้า และค่าเช่าโครงข่ายระบบโทรคมนาคม ที่ควรจะบริหารจัดการรายได้อย่างเต็มรูปแบบ และจัดเก็บจากผู้ประกอบการรายอื่นๆได้

ก็กลับไม่ได้มีการจัดเก็บ หรือติดตามให้มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ ทอท.อย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย แต่กลับปล่อยทิ้งค้างไว้ให้เป็นภาระในอนาคต แทนที่จะเปิดให้รายอื่นที่มีศักยภาพกว่าเข้าไปเช่าพื้นที่ทำธุรกิจต่างๆ เหล่านั้นแทน

แปลว่า รายได้หลักก็ไม่เอา รายได้รองก็ไม่มีปัญญาจัดเก็บ!

นี่ยังไม่นับความพยายามบอร์ดของ พล.อ.สพรั่ง บอร์ดและที่ปรึกษาร่วมมือกันก่อการร้าย และกระทำชำเราสนามบินสุวรรณภูมิด้วยกรรมวิธีต่างๆ

ตั้งแต่กล่าวหาว่า การก่อสร้างสนามบินมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล และกฎของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) มีการทุจริตกันอย่างมโหฬาร จนเป็นเหตุให้รันเวย์ร้าว แท็กซี่เวย์ทรุดตัว หลังคา รั่ว ร้านค้าเกะกะทางเดิน ตลอดจนถึงเครื่องตรวจระเบิดไม่ทำงาน และสายการบินโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ไม่ประสงค์จะลงจอด

ขณะที่ส้วมในอาคารยังสกปรก และมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอรองรับผู้คนที่แห่ไปเยี่ยมชมสนาม บินหลายหมื่นคนในช่วงเปิดสนามบินแรกๆได้ ไม่เท่านั้น ยังมีการตามไปข่มขู่จะยกเลิกสัญญาบริหารโรงแรมโนโวเทลในสนามบิน

กระทั่งถึงการข่มขู่ว่า จะเปลี่ยนบริษัทรักษาความปลอดภัยในสนามบิน แต่จนแล้วจนรอด ก็กลับต่อสัญญาให้บริษัทเดิมออกไปอีก 5 ปี แถมยังเพิ่มกะของ รปภ.ให้ได้รับเงินมากขึ้นด้วย เป็นต้น

ไม่ใช่แต่เท่านี้ บอร์ด รวมถึงที่ปรึกษาประธานบอร์ด ยังผลักดันให้ ครม.มีมติให้เปิดใช้สนามบินดอนเมือง เป็นสนามบินคู่แฝด เพื่อให้เครื่องบินที่มีเส้นทางบินในประเทศ และสายการบินต้นทุนต่ำสามารถลดต้นทุนการบินมาใช้สนามบินดอนเมืองได้ ก่อนจะเตรียมการผลักดันให้เปิดดอนเมืองเป็นสนามบินนานาชาติ แข่งกับสุวรรณภูมิอีกครั้งในเวลาต่อมา

ยึดคืนสัมปทานโทรคมนาคม

หันมาดูทีโอที ที่ พล.อ.สพรั่ง นั่งเป็นประธานบอร์ดอยู่ หลังจากที่เข้าไปรับตำแหน่ง ในวันที่ 6 ก.พ. 2550 พล.อ.สพรั่งได้นำเสนอยุทธศาสตร์การผนวกรวมโครงข่ายสื่อสารทุกระบบเข้าด้วย กัน เรียกชื่อสั้นๆว่า “เทเลคอมพูล” ครั้งนั้น พล.อ.สพรั่งมองว่าโครงข่าย โทรคมนาคมเป็นเรื่องของความมั่นคง ไม่ควรจะตกไปอยู่ในมือเอกชน หากแต่ควรเป็น ของรัฐ จึงคิดจะเอาโครงข่ายที่มีอยู่ทั้งหมดกลับมารวมไว้ในที่เดียวกันยังทีโอที ตามเดิม

ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้หมายความว่า สัมปทานมือถือของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เครือข่ายของบริษัท โทเทิ่ล แอ๊คเซส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะต้องถูกดึงกลับคืนมาเป็นของรัฐ

แม้สัญญาสัมปทานเหล่านี้จะยังไม่หมดอายุ แต่ พล.อ.สพรั่งก็คิดว่า อย่างไรเสียก็ต้องหมดสัญญาอยู่ดี จึงไม่ต่างตรงไหน ถ้าจะดึงกลับคืนมาก่อน

นี่ไม่เฉพาะแต่สัมปทานมือถือเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปจนถึงสัมปทาน โทรศัพท์พื้นฐานที่ให้แก่บริษัททรู และทีทีแอนด์ทีไปทำด้วย

ว่าแต่ยุทธศาสตร์นี้มีอันต้องคว้าน้ำเหลว เพราะไม่มีเอกชนรายใดเห็นด้วย ที่แน่ๆ พล.อ.สพรั่งและบอร์ด อาจถูกเอกชนเหล่านี้ยื่นฟ้องต่อศาลได้ เช่นเดียวกับที่ถูกคิงเพาเวอร์ฟ้องมาแล้ว

อีกผลงานก็คือ โครงการจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์ชุมสายเพื่อรองรับการให้บริการ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) มูลค่า 976 ล้านบาท ซึ่งเสนอให้มีการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และเป็นรายการที่ พล.อ.สพรั่งขอมา ภายใต้ข้ออ้างเพื่อความมั่นคง และความจำเป็นเร่งด่วนที่จะนำไปใช้ในภาคใต้ เช่นเดียวกับที่ขอเครื่องซีทีเอ็กซ์ จากสุวรรณภูมิไปใช้ตรวจระเบิดที่ภาคใต้นั่นแหละ!!

จริงๆเดิมทีหน่วยข่าวกรองทางทหารได้ขอบริจาคเงินจากทีโอทีเพื่อ จัดซื้อ อุปกรณ์ดังกล่าว ถูกโจมตีมากว่า ทีโอทีมีกำไรเพียงปีละ 1,000 ล้านบาท ไม่สมควรจะบริจาคเงินในวงเงินที่สูงขนาดนั้นแก่ทหารได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม บอร์ดก็ยังคงยืนกรานต้องการจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวให้ จึงมีมติให้ทีโอทีจัด

ซื้อโดยวิธีพิเศษโดยการเปิดเจรจากับเอกชนเป็นการด่วน และตกลงจ้างเหมาไปเป็นเงินทั้งสิ้น 860 ล้านบาท

ผลงานของ พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดทีโอที ยังไม่จบเท่านี้ หากแต่ในวันที่ 16 พ.ย. 2550 บอร์ดยังมีมติให้ทีโอทียื่นฟ้องร้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายกรณีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ดีแทค และทรูมูฟ ได้หยุดจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access charge) ในแบบเก่า ซึ่งเป็นการจ่ายในลักษณะที่ กสท และเอกชน เป็นผู้จ่ายอยู่ฝ่ายเดียว เพื่อจะไปจ่ายค่าเชื่อม โยงในแบบใหม่ (Interconnection charge) ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการทุกรายเปลี่ยนระบบมาใช้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายที่ให้ ทั้ง ทีโอที กสท และเอกชน ต่างคนต่างจ่ายเมื่อโทร.เข้าหากัน ทั้งยังจ่ายในราคาที่ต่ำกว่าเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคด้วย

แต่เนื่องจากการเปลี่ยนระบบการจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายดังกล่าว ทำให้ ทีโอทีสูญรายได้ในช่วงปี 2550 ไปเป็นจำนวนถึง 14,000 ล้านบาท

ขณะที่รายได้จากการให้บริการของทีโอที มีแนวโน้มจะลดลงตามลำดับด้วยเหตุที่คุณภาพการให้บริการต่ำ ไม่มีเลขหมายใหม่ๆเพิ่มแก่ลูกค้า อีกทั้งผู้บริโภคยังหันไปใช้บริการโทรศัพท์มือถือของเอกชนเพิ่มขึ้น ทำให้ทีโอทีต้องดิ้นทุกทางเพื่อให้รายได้ของตนกลับมา ขณะเดียวกันก็เพื่อจะรักษาสถานภาพของตนไว้ให้ได้ด้วย

หลังเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่เข้ามา เราต่างก็หวังว่า พล.อ.สพรั่ง และบอร์ดที่เขากอดคอเข้ามาด้วยกันในรัฐวิสาหกิจสำคัญข้างต้นนี้ จะเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปด้วยดี หลังจากที่ “หลงสนาม” มานานเต็มทนแล้ว.


จาก ไทยรัฐ 29/12/50

พปช.เมิน5ข้อเสนอร่วมรัฐบาล


'สมัคร' ติง'บรรหาร' กล่าวหาไม่จงรักภักดีเท่ากับดูถูกตนเอง

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) เปิดแถลงข่าวตำหนินายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย(ชท.) กรณีประกาศจุดยืนร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.)ในการเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อคืน นี้ ซึ่งเงื่อนไขข้อแรก คือจะต้องแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยระบุว่าถือเป็นการดูหมิ่นตนเอง ว่าไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

'ผมอยากบอกคุณบรรหารควรแหงนมาดูหน้าอกผมด้วยว่าผมได้ตราจุลจอมเกล้าฯสูงกว่า เพราะฉะนั้น คุณบรรหารไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผมเรื่องความจงรักภักดี'นายสมัคร กล่าว

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวถึงการยื่นเงื่อนไข 5 ข้อ ของพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยยืนยันว่า ทั้ง 5 ข้อนั้นเป็นไปตามการแสดงจุดยืนของพรรคฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล

จาก hi-thaksing.org 28/12/07



------------------------------------

ข้อมูลเพิ่มเติม www.thaiinsider.info

วันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 15.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อต่อพรรคพลังประชาชน เพื่อแลกกับการร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นการแถลงครั้งแรกของนายสมัครนับแต่ได้ออกมาขอบคุณประชาชนที่เลือก พรรคพลังประชาชน เมื่อเย็นวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา

โดยนายสมัครได้นำรูปถ่ายตนเองในชุดเต็มยศสวมเสื้อคลุมประดับเครื่องราชย์ อิสริยาภรณ์ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ขนาด 8 x 10 นิ้วมาวางประกอบการแถลงข่าว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลาว่า ตนชื่อ 'สมัคร สุนทรเวช' หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้ง 233 ที่นั่ง เมื่อคืนนี้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งมา 37 ที่นั่ง ได้มีเอกสารพาดพิงตน แต่ตนจะพูดถึงเฉพาะข้อที่ 1 เท่านั้น คืออยากบอกให้นายบรรหารรู้ว่า ที่นายบรรหารแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างนั้น ตนแปลความหมายได้ว่านายบรรหารดูหมิ่นตน ว่าเป็นคนไม่จงรักภักดีต่อเจ้าฟ้า-เจ้าแผ่นดิน

'ผมจะบอกให้คุณบรรหารรู้นะว่า แม้จะรู้จักกันมานาน แต่คุณบรรหารไม่ศึกษาว่าผมเป็นใครมาจากไหนอย่างไร ตระกูลผมรับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คุณตาผมมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) เป็นพระยาจังวาง เป็นจิตกรประจำพระราชสำนักรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 คุณลุงผม มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) เป็นแพทย์ประจำองค์รัชกาลที่ 6 คุณพ่อผมชื่อ พระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) เป็นข้าราชการในรัชกาลที่ 6 คุณลุงผมอีกคน 'จมื่นเทพดรุณาทร' นามสกุล 'กัลยาณมิตร' หรือ 'เปรื่อง กัลยาณมิตร' คุณอาผม 'จมื่นอมรดรุณรักษ์' (แจ่ม สุนทรเวช) ตระกูลผมรับสนองพระเดชพระคุณมา ผมนี่ล่ะไม่ได้รับราชการ แต่เป็นนักการเมืองก็มีโอกาสได้สนองพระเดชพระคุณ ผมเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 5 หน รองนายกฯอีก 2 หน เป็นรัฐบาลมาแล้ว 8 ครั้ง เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2545 ผมได้รับพระราชทานตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ. ว.) ที่พูดก็อยากจะบอกคุณบรรหาร ว่าควรจะแหงนขึ้นมาดูที่หน้าอกผมด้วย ว่าผมนั้นได้ตราจุลจอมเกล้าสูงกว่าคุณบรรหาร เพราะฉะนั้นคนอย่างคุณบรรหาร ไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผม ถึงเรื่องความจงรักภักดีในสถาบันพระมาหากษัตริย์'นายสมัครกล่าว

นายสมัคร กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ มันมีข่าวบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่ทราบ จะคิดบัญชี จะปรับบัญชี ใครลาออก อะไรกันนักหนา ตนไม่เคยพูดเลย คนของพรรคพลังประชาชนก็ไม่เคยพูด ตั้งแต่สิ้นปีมาพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งแล้ว 3-4 ครั้ง ถึงเรื่องความรักความสามัคคี ตนก็รับใส่เกล้าต้องการจะตั้งใจสนองพระเดชพระคุณ ครั้งนี้ก็เป็นโอกาสที่ตนจะได้ทำงานถวาย แต่อะไรกันนักหนาไปเที่ยวเอาไมโครโฟนจ่อปากถามผบ.ทบ.และรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้ ไปเที่ยวถามเองตอบเอง แล้วก็แสดงอาการกันเอง ตรงกันข้ามกับผบ.ทบ. ซึ่งตนได้ออกปากชมตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้บอกว่าการเมืองต้องแก้ด้วย การเมือง ไม่ใช่ด้วยการปฏิวัติ ตนก็ออกปากว่า 'พ่อคุณ...นานๆ จะเจอลูกผู้ชายพูดจาอย่างนี้เสียที' การพูดของผบ.ทบ.ทำให้บรรยากาศมันเย็นขึ้น ส่วน กกต.ตนก็ขอบคุณเขาตลอดมา ถ้าตนไม่ใช่คนประนีประนอมตนก็เป็นบ้าที่ไหนไปแล้ว ดูกรณีเอกสารลับ ตนนี่แหละเป็นคนประนีประนอมช่วยรักษากองทัพบก ไม่ให้กระทบกระเทือนกันต่อไปอีก ตนก็บอกแล้วให้เป็นเรื่องของ กกต.จะพิจารณา

(จาก hi-thaksin.org )

คำแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร



กรุณาคลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย

จาก hi-thaksin.org (28/12/07)


สมัครยืนยัน พปช. ตั้งรัฐบาลได้แน่นอน


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้นัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นครั้งแรกภายหลังชนะการเลือกตั้ง ซึ่งการประชุมได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. โดยสาระสำคัญคือการรายงานผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ การเตรียมการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 13 มกราคม 2551 และความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม นายสมัคร บอกกับคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ได้ตั้งรัฐบาลแน่นอน ไม่ต้องกังวล พร้อมกันนี้ จะขอให้ตรวจสอบคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะอาจจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร จึงขอตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิด ส่วนกรณีที่นายสมัคร ไม่ต้องการให้ความเห็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงนี้ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน อธิบายว่า เพราะนายสมัคร ต้องการให้เกิดความชัดเจน และได้ข้อยุติเสีย ด้านพล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวางตำแหน่งให้พล.อ.เรืองโรจน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเริ่มประชุม หรือวางตัวบุคคลใด แต่เรื่องของเศรษฐกิจและความมั่นคง ต้องอยู่กับพรรคพลังประชาชน เพราะเป็นนโยบายที่ทำให้ประเทศอยู่รอดและปลอดภัย ส่วนการฟอร์มทีมรัฐบาลจนถึงวันนี้ ยังยืนยันที่ 254 เสียง แต่เรายังเปิดโอกาส หากจะมีพรรคอื่นเข้ามาร่วม เพราะยังมีเวลา

เมื่อถามว่า ในกรณีของกลุ่ม ส.ส.บ้านริมน้ำบางส่วน จะเข้ามาร่วมรัฐบาล พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยหารือกัน

ส่วนที่ถามว่า มีการระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พล.อ.เรื่องโรจน์ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นว่า เป็นแค่ความฝัน





จาก hi-thaksin.org
ภาพการ์ตูนประกอบ ไทยรัฐ

จากเงื่อนไขของ บรรหาร ถึง สมัคร ที่ประชาชนรอฟังคำตอบ



ผม เชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะไม่ทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ต้องผิดหวัง

ผมเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองที่มีจุดยืนอันมั่นคง และมีความกล้าหาญที่จะเดินหน้าตามแนวทางและอุดมการณ์ของตนเอง เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และประชาธิปไตย ด้วยความแน่วแน่ ไม่โอนเอนไปตามกระแส และข้อเรียกร้อง ตลอดจนเงื่อนไขของทาสรับใช้เผด็จการ

ผมเชื่อว่านาย สมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เข้มแข็ง และ เป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งได้ด้วยมือของประชาชนที่สนับสนุน และปลอดภัยได้ด้วยพลังของประชาชนที่พร้อมจะเป็นผนังทองแดงกำ แพงเหล็ก และเกราะคุ้มครองป้องกันภัยให้ มิใช่แข็งแกร่งเพราะการเข้าร่วมรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา และมิใช่ปลอดภัยด้วยมือ 39 มือของพรรคชาติไทยที่ยกให้ในสภาผู้แทนราษฎร

ผมเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช รู้ดีว่าการที่รัฐบาลจะอยู่ได้ มิใช่เพราะจำนวนมือของส.ส. หากแต่เป็นมือของประชาชน ที่เพิ่งกากบาทลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ผมจึงเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะไม่ทำให้ประชาชนที่เลือกคุณสมัครเป็นนายกรัฐ มนตรี ต้องผิดหวัง

ผมไม่รู้ว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชนคิดเห็นอย่างไรกับเงื่อนไข 5 ข้อของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย

แต่ สำหรับผม ในฐานะกองเชียร์ของนายสมัคร และ พรรคพลังประชาชน มีความคิดเห็นที่จะบอกกับคุณสมัคร และ พรรคพลังประชาชน เพียงประการเดียว ก็คือ

“รับ ไม่ได้ และไม่คิดว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชน จะยอมรับนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล หลังจากได้รับฟังเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อ ”

ผมมีเหตุผลของผมที่จะอธิบายสนับสนุนว่า ทำไมผมจึงรับไม่ได้ และคิดว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ไม่ควรจะยอมรับนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล ดังนี้

1. ประชาชนทั่วประเทศ รับทราบอยู่แล้วว่า พรรคพลังประชาชน มีคำขวัญว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นหัวหน้พารรคการเมืองที่เข้าแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จึงย่อมทราบดีถึงคำขวัญนี้ของพรรคพลังประชาชน จึงไม่มีเหตุผลที่จะมายื่นเงื่อนไขให้พรรคพลังประชาชน รับปากว่า “จะต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะล่วงละเมิดมิได้ และจะต้องทำความกระจ่างให้ชัดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่สูงสุด”

ไม่มีคนไทยคนใดทั้งที่อยู่บนแผ่นดินไทย และแผ่นดินอื่น จะไม่จงรักภักดี และเทิดทูนพระมหากษัตริย์

หรือนายบรรหาร คิดว่ามี และ อยู่ในพรรคพลังประชาชน ก็ขอให้ชี้ตัวมาได้เลย

นาย บรรหาร ตั้งใจพูดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า พรรคพลังประชาชนอาจจะตั้งรัฐบาลที่ไม่จงรัก ภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หรือนำคนที่ไม่จงรักภักดีมาร่วมรัฐบาล ด้วย และหากไม่รับเงื่อนไขข้อนี้ ของพรรคชาติไทย ก็เท่ากับว่ารัฐบาลที่จะตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลที่ไม่จงรักภักดี

ในฐานะผู้ฟัง ต้องบอกตรงๆ ว่าเงื่อนไขของนายบรรหาร ข้อนี้ เป็นข้อเสนอที่เห็นแก่ตัวและติดเชื้อโรค “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น” มาจากพรรคประชาธิปัตย์ และใช้ วิธีการเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เพิ่งถูกศาลสั่งจำคุก และ ชี้ว่ามีพฤติกรรมแอบอ้างใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อทำร้ายคนอื่น นั่นเอง

ต้องถามว่า นายบรรหาร ตั้งเงื่อนไขข้อนี้ เพราะไม่ไว้ใจนายสมัคร สุนทรเวช ว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี หรืออย่างไร หรือ เห็นว่ามีใครในพรรคพลังประชาชนไม่จงรักภักดี

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากไม่ไว้ใจ ไม่วางใจ ไม่เชื่อใจ นายบรรหาร ก็ไม่ควรจะนำพรรคชาติไทยมาร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยไม่ต้องตั้งเงื่อนไขต่างๆ มากมายเช่นนี้ และไม่ใช่ไม่ควรร่วมรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ต้องทำลายรัฐบาลของนายสมัคร และดำเนินการเพื่อหาทางยุบพรรคพลังประชาชน เสียด้วย

นายบรรหาร เองก็รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำหลายคนในพรรคไทยรักไทย ที่มาอยู่ในพรรคพลังประชาชน เคยถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาไม่จงรักภักดี มีความคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้กล่าวหาก็ถูกศาลพิพากษาจำคุกไปแล้ว จากคดีที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย ฟ้อง และมีอีกหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

คณะรัฐประหาร ก็อ้างเหตุก่อการรัฐประหารยึดอำนาจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่จงรักภักดี แต่อัยการก็สั่งไม่ฟ้อง

ดังนั้นข้อกล่าวหาเรื่องนี้ เป็นข้อกล่าวหาที่ละเอียดอ่อน และอ่อนไหวอย่างมากในทางการเมือง และเป็นการจุดประเด็นขึ้นมา เพื่อเปิดทางให้มีการกล่าวหาให้ร้ายพรรคพลังประชาชน ว่าสืบทอดแนวคิดไม่จงรักภักดี ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาจากอดีตพรรคไทยรักไทย

นายบรรหาร ต้องการให้นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ทำอย่างไร ทำขนาดไหน จึงจะ “กระจ่างชัด” ว่าพรรคพลังประชาชน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุด ต้อง ทำแบบที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทำตราสัญญลักษณ์ของตัวเองเหมือนเหรียญกษาปน์ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ หรือ ต้องให้มีคนหมอบกราบ เมื่อเดินผ่านเช่นที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปฏิบัติอยู่เป็นประจำหรือไม่

การแสดงคำขวัญของพรรคพลังประชาชน ว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังไม่กระจ่างชัดเพียงพออีกหรือ ?

อันว่า ความจงรักภักดี นั้น มิใช่วัดกันด้วยคำพูด แต่ต้องพิจารณากันที่การกระทำ และพฤติกรรมที่แสดงออก ว่า ใครคือผู้จงรักภักดีแท้จริง ใครคือผู้จงรักภักดีจอมปลอม

ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช คนที่นายบรรหาร เรียกร้องให้แสดงความ “กระจ่างชัด” ว่าจงรักภักดี กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คนที่นายบรรหาร หลงเชื่อหัวปักหัวปำว่าจงรักภักดี นั้น ไม่ต้องวัดกันมากว่าใครจงรักภักดีกว่ากัน เพราะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยชี้ไว้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วว่า นายสมัคร คือ ของแท้ แต่ พล.อ.เปรม เป็นของปลอม

เพราะฉะนั้น หากนายบรรหาร ไม่ไว้วางใจพรรคพลังประชาชน ว่าเป็นพรรคที่จงรักภักดี ถึงขนาที่มาเรียกร้องให้แสดงให้ “กระจ่างชัด” ว่าจงรักภักดี ก็เลิกคิดที่จะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ไปเลียดีกว่า

ในขณะเดียวกัน หากนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ยอมรับเงื่อนไขนี้ของนายบรรหาร และ พยายามทำให้ “กระจ่างชัด” ว่าเป็นผู้จงรักภักดี ก็แสดงว่ายอม รับว่ามีพฤติกรรม และการกระทำที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นสงสัยและเคลือบแคลงได้ว่า ไม่จงรักภักดี จนต้องมาแสดงให้นายบรรหาร ดู เพราะต้องการให้นายบรรหาร นำพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล

ในฐานะประชาชน ผมอยากจะบอกว่า ประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชน ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ต่อพรรคพลังประชาชนเลย จึงไม่เหตุอันใดที่จะต้องนำนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อ เป็นการแสดงว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่มีนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่มีความจงรักภักดี แต่ถ้าไม่มีนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล แสดงว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่จงรักภักดี

การสร้างตรรกะเช่นนี้ของนายบรรหาร ไม่ได้แตกต่างจากที่นายสนธิ เคยทำด้วยการใส่เสื้อสีเหลืองมีข้อความว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มาขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และศาลชี้ว่าผิด เป็นการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

นายบรรหาร ทำในรูปแบบเดียวกับนายสนธิ คือ หากรับนายบรรหาร ร่วมรัฐบาล แสดงว่าจงรักภักดี หากไม่รับ แสดงว่าไม่จงรักภักดี เป็นวิธีการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มาอิงแอบแนบชิดกับพรรคชาติไทย เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคชาติไทย เป็นการดึงสถาบันพระ มหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง และใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเงื่อนไข การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทย

คำถามที่ผมมีต่อนายบรรหาร ก็คือว่า เหมาะควรแล้วหรือที่กระทำการเช่นนี้ ในเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือการเมือง

เหตุใด นายบรรหาร และพรรคชาติไทย จึงนำพระองค์ท่านมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อประ โยชน์ของตนเอง

พฤติกรรม ของนายบรรหาร และพรรคชาติไทย ต่างหากคือ พฤติกรรมของผู้ไม่จงรัก ภักดี ที่สมควรถูกประณามและกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างร้ายแรง ไม่สามารถละเว้นที่จะดำเนินคดีได้

ผมจะรอดูท่าทีของพรรคพลังประชาชน ผมจะรอฟังคำตอบของนายสมัคร สุนทรเวช ว่าจะรับพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ และมีเหตุผลใดจึงทำตามที่นายบรรหาร ตั้งเงื่อนไข

2. “พล. อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีถือเป็นรัฐบุรุษที่สูงสุดในบรรดาผู้คนทั้งหลายและเป็นที่ เคารพของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งตรงนี้เราต้องรักษาไว้ และเราจะต้องไม่ก้าวล่วง”

เงื่อนไขข้อนี้ ของนายบรรหาร ดูจะเป็นเงื่อนไขเฉพาะตัวของนายบรรหาร เพียงคนเดียว ไม่ใช่ของคนทั้งประเทศ

อย่าง น้อยก็มีผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่ยอมรับ และรับไม่ได้ อีกทั้งไม่เคารพ ไม่เทิดทูน ไม่คิดว่าพล.อ.เปรม เป็นรัฐบุรุษสูงสุด และเคยสัญญากับตัวเองว่า จะไม่หยุดตรวจสอบพฤติกรรมของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

แม้แต่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ก็ต้องขุดเบื้องหลังมาตรวจสอบกัน และต้องตรวจสอบให้หนักและลึกกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยขุดศพเตี่ยนายบรรหาร มาตรวจสอบสัญชาติ และวันเดินทางมาถึงแผ่นดินสยาม หลายเท่า

พล.อ.เปรม เป็นคนที่นายบรรหาร เคารพมา 30 ปี ก็เป็นเรื่องของนายบรรหาร ประชาชนไม่เกี่ยว ในฐานะประชาชนที่ร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ผม ยืนยันอีกครั้งว่าพล.อ.เปรม คือ ศัตรูตัวสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และ ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ที่จะต้องตายจากกันไปข้าง ไม่สามารถอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้

ประชาชน ที่ถูกรุมกระหน่ำตีหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ จากคำสั่งของจอมเผด็จการเลือดเย็น ไม่มีวันที่จะเคารพพล.อ.เปรม ได้ และนายบรรหาร ไม่มีสิทธิที่จะมาอ้างประชาชนทั่วประเทศ เคารพพล.อ.เปรม

ประธานองคมนตรี เป็นตำแหน่งที่ควรค่าแก่การเคารพ แต่หากบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งมีพฤติกรรมที่ไม่ควรค่าแก่การเคารพ จะบีบบังคับกันอย่างไร ก็ไม่มีวันได้รับการเคารพจากประชาชน และไม่เหตุอันใดที่จะต้องรักษาบุคคลนั้นไว้ อีกทั้งไม่มีเหตุอันใดที่จะก้าวล่วงไม่ได้

นายบรรหาร อาจจะเห็นพล.อ.เปรม เป็นมากกว่าประธานองคมนตรี เป็นเจ้าเหนือหัว เป็นเจ้าชีวิต ของตนเองและพรรคชาติไทย ก็เห็นไป แต่ประชาชนไม่ได้เห็นเช่นเดียวกับนายบรรหาร

ก็เหมือนกับที่นาย บรรหาร เห็นจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้มีพระคุณเหลือล้นท้นท่วมหัวของตนเองและตระกูลศิลปอาชา ในฐานะที่เป็นผู้ให้สัมปทานนายบรรหาร วางท่อประปาทั่วประเทศ และผูกขาดขายสารส้มให้แก่การประปาทั่วประเทศ

แต่ประชาชนกลับเห็นว่า จอมพลประภาส เป็น “ทรราชย์” เป็น “จอมเผด็จการ” เป็น “ทหารโกงชาติกินแผ่นดิน” นายบรรหาร จะมาบอกให้ประชาชนเคารพ และก้มกราบแทบเท้า จอมพลประภาส เหมือนกับที่ตัวเองทำ คงไม่ได้ และไม่มีวันที่ประชาชนจะก้มกราบ หรือแม้แต่เคารพ จอมพลประภาส ทรราชย์ ของแผ่นดิน เป็นผู้มีพระคุณเหมือนนายบรรหาร ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เฉกเช่นเดียวกัน นายบรรหาร จะบังคับให้คนอื่นเห็นพล.อ.เปรม เป็นรัฐบุรุษสูงสุดและเป็นผู้ที่ควรค่าแก่การเคารพ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะ ในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ที่ไปลงคะแนนเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล เลือกนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าหาได้น้อยคนที่จะเห็นพล.อ.เปรม เป็นอื่นไปได้ นอกจากจอมเผด็จการผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ทำร้ายประชาชน และขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากประเทศไทย อันเป็นต้นเหตุ ให้เกิดวิกฤติพินาศฉิบหายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในขณะนี้

ที่จะลืมไม่ได้ ก็คือ พล. อ.เปรม เป็นคนที่สั่งให้นายบรรหาร บอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน และบิดเบือนพระราชดำรัส แอบอ้างรับสั่งในหลวง ชี้นำศาลให้สั่งการเลือกตั้ง 2 เมษายน เป็นโฆะ และจำคุกกกต. 3 คน เพื่อล้มการเลือกตั้งให้ได้ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว

ในขณะที่ นายบรรหาร มองเห็นพล.อ.เปรม เป็นบุคคลผู้จงรักภักดี เป็นข้าในพระองค์ผู้ซื่อสัตย์ แต่ ประชาชนอย่างผมกลับมองเห็น พล.อ.เปรม เป็นก้อนกรวดในรองพระบาท ที่สร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทุกเช้าค่ำ

ผมไม่เชื่อว่า นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน จะยอมรับเงื่อนไขข้อนี้ของนายบรรหาร ได้ ไม่เช่นนั้นนายสมัคร คงต้องเดินสายเลียน้ำลาย และคำเรียกขาน “อีแอบผมขาว” ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ กลับคืนลงคออย่างน่าสงสาร

หากนายสมัคร และ พรรคพลังประชาชน ยอมรับและเคารพ เทิดทูน “อีแอบผมขาว” และสำนึกว่าได้ทำผิดต่อ “อีแอบผมขาว” จนไม่กล้าที่จะก้าวล่วง เพราะกลัวว่าพรรคชาติไทย จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลแล้วล่ะก็

ประดาบ กับ นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ก็จะต้องยืนกันคนละข้าง เพราะถือว่า จุดยืน อุดมการณ์ และเป้าหมายการสร้างประชาธิปไตยให้แก่ประเทศไทย และประชาชน ของเราแตกต่างกัน ทั้งนี้นับแต่วันที่พรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล

ในความคิดของผม และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ เท่านั้นที่อยู่ในพระราชฐานะที่จะก้าวล่วงฟ้องร้องไม่ได้

จึงได้แต่แปลกใจว่าเหตุใด นายบรรหาร จึงยกย่องให้พล.อ.เปรม อยู่ในฐานะที่ก้าวล่วงไม่ได้ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน

หรือว่า นายบรรหาร มองเห็นพล.อ.เปรม เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปเสียแล้ว

หรือว่า นายบรรหาร ไม่ได้อยู่ในราชวงศ์จักรี เช่นเดียวกับผม หากแต่อยู่ในราชวงศ์ติณสูลานนท์ จึงมีความจงรักภักดี และห่วงใยพล.อ.เปรม มากมายขนาดนี้ ?

คำกล่าวของนายบรรหาร ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า จะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพมา 30 ปี ต้องผิดหวัง ก็เห็นกันแล้วว่าผู้ใหญ่คนนั้นเป็นใคร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนายบรรหาร

Hi-thaksin เคยบอกไว้ว่าเลือก บรรหาร ศิลปอาชา จะได้ ป.สี่เสา หรือ เปรม ติณสูลานนท์ ก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่า “จริง”

ในฐานะประชาชนผู้ลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชาชน ผมอยากให้ นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ทบทวนเหตุการณ์ในอดีตก่อนจะมาถึงวันนี้ วันที่พรรคพลังประชาชนชนระการเลือกตั้ง ว่า มีความยากลำบากเพียงใด จากการบงการของพล.อ.เปรม โดยมีนายบรรหาร เป็นลูกมือ ตั้งแต่ ยุให้นายสนธิ ก่อม็อบ ยุพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ลงเลือกตั้ง ยุให้ทหารรัฐประหาร ยุให้ยุบพรรคไทยรักไทย หาเรื่องให้ยุบพรรคพลังประชาชน หาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

แต่มาถึงวันนี้ วันที่ประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเผด็จการ และพรรคการเมืองที่รับใช้เผด็จการ

หากพรรคพลังประชาชน จะรับพรรคชาติไทย ที่อิงแอบกับจอมเผด็จการอย่างพล.อ.เปรม มาร่วมรัฐบาล พร้อมกับเงื่อนไข ต้องเคารพ และเทิดทูน ห้ามก้าวล่วง พล.อ.เปรม ได้

ผมก็เห็นทีจะยอมรับพรรคพลังประชาชนไม่ได้ เพราะ จนวันตายผมก็ไม่เคารพ พล.อ.เปรม

ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนเทรเวช จะไม่ทำให้ผมและประชาชนทุกคนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนต้องผิดหวัง

ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช คงไม่ได้แกล้งเป็นศัตรูกับ “อีแอบผมขาว” เพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนให้มาลงคะแนนแก่พรรคพลังประชาชน

ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้หลอกลวงประชาชน หรือ เล่นลิเกให้ผมดู ว่ามีความแค้นกับ “อีแอบผมขาว” ต่อ เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ก็มาเฉลยว่าที่ผ่านมาทั้งหมดบนเวทีหาเสียงและหน้าจอโทรทัศน์ เป็นเพียงการแสดงทางการเมืองเพื่อหาคะแนนนิยม เท่านั้น

ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่คนเช่นนั้น

3. นายบรรหาร ตั้งเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ว่า “จะ ต้องไม่มีการล้างแค้นซึ่งกันและกันสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรจะลืมเพราะหากมีการล้างแค้นเกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดการล้างแค้น ไม่สิ้นสุดและไม่สามารถหาข้อยุติได้”

ผมตั้งข้อสงสัยกับนายบรรหาร กลัวว่าพรรคพลังประชาชนจะไปล้างแค้นใคร ที่เป็นผู้มีพระคุณกับนายบรรหาร อย่างนั้นหรือ

ที่ผ่านมาตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งจนถึงวันนี้ พรรคพลังประชาชนประกาศทุกเวทีหาเสียงว่า จะทำทุกอย่างเพื่อความปรองดอง และความสมานฉันท์ของคนในชาติ

คงมีแต่ คณะรัฐประหารเท่านั้น ที่แบ่งแยกประชาชนออกเป็นขั้ว เป็นข้าง แล้วก็ยุแหย่ให้ปะทะกันเอง จนเกิดความแตกแยกอย่างหนัก

ผมตั้งข้อสังสัยว่า นายบรรหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความแค้นขึ้นหรือไม่ จึงกลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วยหากว่ามีการล้างแค้นกัน

แต่สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้ก็คือว่าการดำเนินการเอาผิด และลงโทษคนกระทำความผิดตามกฎหมาย ย่อมจะไม่ใช่การล้างแค้น หากแต่เป็นการรักษาคสามศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และเป็นการสร้างบรรทัดฐานของบ้านเมือง ว่าผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษ

ผู้ที่ทุบตีทำร้ายประชาชนหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ย่อมต้องได้รับโทษ ไม่ใช่ได้รับรางวัล

ผู้ทุจริตคอรัปชั่นงบราชการลับ ในระหว่างการรัฐประหาร ผู้ทุจริตคอรัปชั่นงบประมาณแผ่นดินจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ผู้ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่น ผู้บริสุทธิ์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย

ไม่เช่นนั้น ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย และกระบวนการยุติธรรมไทย ว่า เมื่อเข้าสู่สถานการณ์พิเศษของบ้านเมือง กฎหมายจะถูกยกเว้น ผู้กระทำผิดกฎหมายไม่ต้องได้รับโทษ คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็กลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

หาก เป็นเช่นนี้ ประเทศชาติคงวุ่นวาย และเมื่อใครอยากทำอะไรตามใจชอบ ไม่อยากอยู่ใต้กฎหมาย ก็จะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์พิเศษที่ต้องยกเว้นการใช้กฎหมายอยู่ เรื่อยไป

ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช และ พรรคพลังประชาชน ที่ประกาศนโยบายฝันร้ายจะหาย ไป ความสุขจะกลับมาสู่ประชาชน จะไม่ละเลยและละเว้นที่จะนำความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและกระบวน การยุติธรรมกลับคืนมา เพราะความสุขของประชาชนที่หายไป ก็เนื่องจากการกระทำของผู้มีอำนาจที่ไม่เคารพกฎหมาย

แน่นอนว่า การนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง ย่อมจะทำให้ผู้มีอำนาจที่ละเมิดกฎหมาย เสียประโยชน์ แต่จำเป็นต้องทำ และจะเรียกว่าเป็นการแก้แค้น ล้างแค้นคงไม่ได้ หากแต่เป็นการทำให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการรัฐประหาร

หาก นายบรรหาร ขัดขวางเรื่องราวเหล่านี้ และพรรคพลังประชาชนเห็นชอบด้วย เพราะกลัวว่าพรรคชาติไทย จะไม่ร่วมรัฐบาล

ผม และ Hi-thaksin ขอปฏิญญาณ ว่าเราจะเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน อย่างเอาเป็นเอาตาย เอาจริงเอาจัง ยิ่งกว่าที่เคยตรวจสอบรัฐบาลเผด็จการ และ คมช.มาแล้ว

รับรองว่า เราได้เจอกันแน่ หากท่านโกหกประชาชน ในเรื่องฝันร้ายจะหายไป ความสุขจะกลับคืนมา ด้วยพลังประชาชน เพียงเพราะกลัวว่านายบรรหาร จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล

4.“พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยต้องไม่มีการแทรกแซงและก้าวก่าย”

นายบรรหาร มีความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจพ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้พรรคพลังประชาชน เป็นเครื่องมือแรกแซงและก้าวห่ายกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ทางคดีของตนเองอย่างนั้นหรือ

ก่อนอื่น นายบรรหาร ต้องทบทวนก่อนว่าคดีความต่างๆ ที่มีการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรม หรือไม่ หรือ เกิดขึ้นจากองค์กรพิเศษที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้ประชาชนหมดความศัทธา และไม่เชื่อถือ ใช่หรือไม่

คดีความที่มีการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเกิดจาก คตส. และคำสั่งของคมช. ไม่ได้เกิดขึ้นจากพนักงานสอบสวน ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ

นาย บรรหาร ยอมรับการแทรกแซง ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมของคมช. และการสั่งการ การนำกระบวนการยุติธรรม มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคมช. เพื่อทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นต้นทางของคดีความต่างๆ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าว โดยไม่เคยตั้งคำถาม ไม่เคยแสดงความเป็นห่วง

แต่ นายบรรหาร กลับเป็นห่วงว่าจะมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เมื่อพ.ต.ท.ทัก ษิณ กลับมาต่อสู้คดี เมื่อพรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาลมีอำนาจอันชอบธรรมในการบริหารประเทศ

การ ยื่นเงื่อนไขข้อนี้ของนายบรรหาร ไม่อาจทราบได้ว่านายบรรหารมีเจตนาเช่นไร แต่ในฐานะผู้รับฟัง และคนรักทักษิณ บอกได้ว่า ต้องมีเจตนาไม่ดีเป็นแน่

หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชนะคดี แปลว่า พรรคพลังประชาชนแทรกแซงใช่หรือไม่

หาก พ.ต.ท.ทักษิณ แพ้คดี แปลว่าพรรคพลังประชาชนไม่ได้แทรกแซงใช่หรือไม่

หากพรรคพลังประชาชน รับพรรคชาติไทยร่วมรัฐบาล แปลว่ารัฐบาลจะไม่แทรกแซงคดี ใช่หรือไม่

หากพรรคพลังประชาชน ไม่รับพรรคชาติไทยเป็นรัฐบาล แปลว่ารัฐบาลจะแทรกแซงคดีใช่หรือไม่

ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกชัดมานานแล้วว่า จะกลับมาสู้คดี หากว่ามีรัฐบาลเลือกตั้งแล้ว และประเทศไทยกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยแล้ว เป็นการพูดก่อนที่จะทราบผลการเลือกตั้ง โดยที่มีพรรคชาติไทย เป็นฝ่ายตรงข้ามในการเลือกตั้งด้วยซ้ำ

หาก นายบรรหาร ไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ต้องคิดเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน แต่ควรจะไปคิดหาทางตรวจสอบรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ว่าจะแทรกแซงคดีหรือไม่มากกว่า

ในฐานะผู้รับฟัง เงื่อนไขข้อนี้ ผมตั้งข้อสังเกตเหมือนกับพ.ต.ท.ทักษิณ คือ นายบรรหาร กำลังทำหน้าที่โฆษกคมช. และผู้แทนคมช. และ กำลังยื่นเงื่อนไขของเข้าร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ในฐานะตัวแทนของคมช.

หากนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ยอมรับข้อเสนอ ของนายบรรหาร ผมกับนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องเป็นศัตรูต่อกัน

เพราะผมเป็นศัตรูกับคมช. ตลอดไป และตลอดกาล จึงยอมรับไม่ได้ที่จะเป็นมิตรกับรัฐบาลที่มีตัวแทนของคมช. อยู่ร่วมด้วย

5. นายบรรหาร แสดงความห่วงใยไปถึงคตส. ว่า “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) จะต้องไม่ยุบไม่ยกเลิกและต้องไม่ไปแตะต้อง”

นาย บรรหาร พูดเหมือนกับคมช. ทุกถ้อยคำในเรื่องนี้ คือ จะดูแลรักษาคตส. ให้คงอยู่ตลอดไป จนกว่าจะพ้นวาระตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการย้ำให้เห็นกันชัดๆ ว่า บรรหาร กับ คมช. ก็คือ คนคนเดียวกัน

ไม่เช่นนั้น บรรหาร คงไม่ห่วงคตส. จนนำมาเป้นเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล ว่าจะต้องไม่ยุบ ไม่เลิก แม้แต่แตะต้อง ก็ทำไม่ได้

หากว่านายบรรหาร ชื่นชอบผลงานของคตส. และแสดงความรัก ความห่วงใย ต่อคตส.มากมายขนาดนี้ ก็ไม่ควรจะคิดเรื่องเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ที่ไม่เชื่อถือคตส. ไม่ยอมรับคตส.

นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศบนเวทีหาเสียงทุกเวที ว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะยุบคตส. เพราะ คตส.เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากคำสั่งของคณะรัฐประหาร ดำเนิน การด้วยอคติ ไม่เป็นกลาง และไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่น การอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจ และไม่ชอบธรรม แต่มุ่งที่จะกลั่นแกล้งกันมากกว่า

ผมเชื่อว่านายบรรหาร ก็ได้ยินเหมือนที่ผมได้ยิน

ผมเชื่อว่านายสมัคร ยังไม่ลืมสิ่งที่เคยพูดไว้บนเวทีหาเสียง ว่าจะยุบคตส. และโอนงานไปให้หน่วยงานปกติ ดำเนินการต่อ

ผมจึงเชื่อว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชน จะไม่รับเงื่อนไขข้อนี้ของนายบรรหาร และไม่รับพรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล

เว้นเสียแต่ว่าที่ผมได้ยิน และที่นายสมัคร พูดไว้ในการหาเสียง เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด

ผม ไม่เชื่อว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชนจะหากเสียงด้วยการโกหกประชาชนว่าจะยุบคตส. เพราะคตส.รังแก กลั่นแกล้งพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมื่อได้คะแนนสูงสุดแล้ว ก็ไม่ดำเนินการตามที่พูดไว้

ผมไม่เชื่อว่าเพียงเพราะต้องการให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล นายสมัคร จึงต้องกลืนน้ำลายตัวเอง และปล่อยให้คตส.รังแกพ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป รวมทั้งยอมให้คตส. ซึ่งเป็นเครื่องมือของคมช. มีอำนาจเหนือกฎหมาย รังแกกลั่นแกล้งอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการที่เคยทำงานให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทย อย่างมีอคติ ต่อไป

จากเหตุผล 5 ข้อที่ผมนำเสนอมานี้ ผมจึง “รับไม่ได้” กับเงื่อนไข 5 ข้อของนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เสนอต่อพรรคพลังประชาชน เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล

ผมอยากให้นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน มองดูชื่อพรรคของตนเอง เพื่อจะได้ไม่ลืมว่าการที่พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เพราะมือของประชาชน

ดังนั้นการ ที่พรรคพลังประชาชนจะยืนอยู่ได้ ก็เพราะมือของประชาชนที่สนับสนุน ไม่ใช่มือของนายบรรหาร และพรรคชาติไทย ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามมาตลอด 2 ปี และแสดงความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกันอยู่ตลอดเวลา

แม้แต่เรื่องความจงรักภักดี นายบรรหาร ก็ยังคลางแคลงใจ และนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ทางการเมือง

ผมไม่เชื่อว่า พรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่ได้หากขาดพรรคชาติไทย

ผมไม่เชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ หากนายบรรหาร ไม่ยกมือสนับสนุน

ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนจะอ่อนแอ หากว่าประชาชนยังให้การสนับสนุน

ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนจะเข้มแข็ง หากว่าพรรคชาติไทยเข้าร่วมด้วย แต่ประชาชนไม่สนับสนุน

ผมไม่เชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะเลือก 39 เสียงของพรรคชาติไทย แต่ทอดทิ้ง 10ล้านกว่าเสียงของประชาชนทั่วประเทศ

ผมเชื่อว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

ผมเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว นายบรรหาร และพรรคชาติไทย จะไม่ได้เป็นรัฐบาล

ผมเชื่อว่า ท้าย สุดแล้ว ผมและทีมงานเวปไซต์ Hi-thaksin ก็ยังต้องทำหน้าที่เป็นกองเชียร์นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ด้วยความเต็มใจและตั้งใจ ต่อไป

--------------------------------------------------------------------

โดย ประดาบ hi-thaksin.org (28/12/07)

คลื๊กอ่านข้อเปรียบเทียบ พล.อ.เปรม และ สมัคร สุนทรเวช จาก คอลัมน์ "ซอยสวนพลู" ปี 2530 โดยอาจารย์หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช


ความจงรักภักดี แบบ สนธิ ลิ้มทองกุล



ราวต้นปี 2549 ผมได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งใน เวปไซต์ pantip.com ที่เขียนโดย Mr.PaPa เรื่อง “ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล” ซึ่งเป็นบทความที่ดีที่สุดบทความหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาในห้วงเวลานับแต่ ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติ เพราะ พิษสง ของปากและเชื้อร้ายในน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แพร่เชื้อโรคทำลายความเข้มแข็งของประเทศไทย ให้กลายเป็นประเทศที่อ่อนแอ กลายเป็นขี้โรคแห่งเอเชีย อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ

บทความ เรื่อง ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เขียนโดย Mr.PaPa ถูกนำไปเผยแพร่ ถ่ายทอด กระจายออกไปในหลายเวปไซต์ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมไม่ทราบว่ามากหรือน้อย หูตาสว่างขึ้นเหมือนกับที่ผมเป็น (ผมเชื่ออย่างนั้น) แต่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่ หลงเชื่อหัวปักหัวปำกับทุกคำที่สนธิ ลิ้มทองกุล พูด ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ไม่ว่าจะอ่านกี่เที่ยวกี่หน เพราะคนที่เดินตามสนธิ ไม่ได้ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์และความเชื่อเป็นธงนำ

Mr.PaPa เขียนไว้เกือบ 2 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหลายเรื่องที่อยู่ในบทความดังกล่าว จะมีความใกล้เคียง คล้ายคลึง กับคำพิพากษาของศาล ที่ตัดสินจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเฉพาะประเด็น สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ และอาวุธ ทำร้ายนายกฯทักษิณ ชินวัตร และทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

Mr.PaPa เขียนไว้ด้วยว่าหากประชาชนหลงเชื่อและเดินตาม สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่ใช้พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก แผ่นดินไทยก็จะแตกแยกและลุกเป็นไฟได้ไม่ยากนัก ซึ่งคำพิพากษาของศาล ก็ชี้ให้เห็นว่าการก่อม็อบขับไล่ นายกฯทักษิณ คือ ต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่สงบเรียบร้อย และเกิดความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คำพิพากษาจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา น่าจะเป็นโทษสถานเบา เมื่อเทียบกับความพินาศฉิบหายของประเทศชาติ ที่ต้องประสบอยู่ในขณะนี้ อันมีเหตุมาจากการปลุกระดมประชาชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทำให้ประเทศแตกแยก และก่อให้เกิดวิกฤติที่สุดในโลก โดยการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินเคารพเทิดทูน เพื่อประ โยชน์ทางการเมืองของตนเองเพียงผู้เดียว

Mr.PaPa เขียนไว้เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งผ่านมาแล้ว เกือบ 2 ปี ว่าอย่างไร ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกครั้ง ว่า ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเช่นไร

………………………………………

อาวุธประการสำคัญที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้หมายประหัตประหาร ไล่ล่าทักษิณ ชินวัตร มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เกือบ 1 ปีเต็ม ก็คือ “ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่สนธิ อวดอ้างว่าเขามีมากกว่า ทักษิณ ชินวัตร

สนธิ ใช้ “ความจงรักภักดี” เป็นอาวุธ และ ประกาศจุดยืนแห่งชีวิตว่า จะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากการเมืองไทย และประเทศไทย ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีก เพื่อปกป้องในหลวง และสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ไม่จงรักภักดี และ ไม่เคารพพระมหากษัตริย์

แต่ทว่าพฤติกรรมที่สำแดงออกถึงความจงรักภักดีของสนธิ ลิ้มทองกุล ในห้วงเวลา 8-9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสนธิ ก่อให้เกิดวิกฤต และความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศไทย ปลุกระดมให้ประชาชนคนไทยแตกแยก ขัดแย้งกันเอง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงต้องระงับเหตุด้วยพระองค์เอง ก่อน ที่จะบานปลาย และประชาชนบางส่วนจะหลงผิด ไปมากกว่านี้ เป็นพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง แต่สมควรจะกระทำตามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทุกคนพึงใช้วิจารณญาณของตนเอง เพราะขึ้นอยู่กับมโนสำนึก และสำนึกใฝ่ดี ใฝ่ต่ำของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจาก....

1. ขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร ที่บังอาจถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. แหล่งข่าวจากโรงงานผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เปิดเผยว่าสนธิ สั่งผลิตเสื้อจากหลายโรงงาน แต่รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัว ราคาต้นทุนแขนสั้น 40 บาท แขนยาว 60 บาท ราคาขายแขนสั้น 150 บาท แขนยาว 200 บาท ประมาณการกันว่ารายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ไม่น่าจะน้อยกว่า 200 ล้านบาท

ขณะนี้เงินจำนวนนี้ ไปนอนอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่งในฮ่องกงแล้ว สนธิ ผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ออกมาขาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ การแตกความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรู้รักสามัคคี และไม่เผชิญหน้ากัน นี่เป็นการอ้างความจงรักภักดีที่น่าประหลาดใจ

แต่ที่น่าประหลาดกว่านี้ก็คือ รายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มีการทักท้วงกันมากว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลิตสินค้าออกจำหน่าย เข้าข่ายหลอกหลวงผู้ซื้อ ว่าเป็นการสมทบทุน “สู้เพื่อในหลวง” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการทำธุรกิจ หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ทั้งไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาต ทั้งไม่ได้นำเงินทูลเกล้าถวายฯ ทั้ง ไม่ได้ตอบคำถามประชาชนว่าเงินที่ได้มานำไปใช้จ่ายอย่างไร จากการแอบอ้างสถาบัน บางคนเปรียบกับเสื้อคุณทองแดง ที่มีการผลิตขึ้นมาขายโดยหน่วยงานบางหน่วยงาน ยังต้องขอพระบรมราชานุญาต และรายได้ที่เกิดขึ้น ก็นำขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่สนธิ กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อคำถาม คำทักท้วง และคำทวงถาม เรื่องเงินที่ได้จากการขายเสื้อ เหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพราะเงินอุดหู

2. เปิดประเด็นโจมตี ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการทำตัวเสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และหลงเชื่อว่า นายกฯทักษิณ บังอาจทำตัวเสมอพระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆที่เป็นการกล่าวหาใส่ร้าย โดยปราศจากข้อเท็จจริง และเป็นการกล่าวหาโดยที่ไม่รู้ระเบียบประเพณี หรือรู้แล้วแต่แสร้างทำเป็นไม่รู้ ปิดบังข้อมูลที่เป็นจริงไว้ นำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ เพื่อให้ประชาชนคนไทย เกลียดชังเข้าใจผิด ต่อนายกฯทักษิณ การแสร้งโง่และโกหกของสนธิ ในเรื่องนี้ ทำให้เดือดร้อนกันไปหมด และในที่สุดต้องเดือดร้อนไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักพระราชวัง จัดทำหนังสือชี้แจงแล้ว แต่สนธิ ก็ยังคงนำเสนอข้อมูลเท็จ ที่คิดขึ้นมาเอง จินตนาการเอง ไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงของสำนักพระราชวัง กระทั่งความเข้าใจผิดของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ลุกลามไปจนทั่วประเทศ

สุดท้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2548 ว่า “ไม่ผิด” จึงทำให้ประชาชนคลายความคลางแคลงใจต่อนายกฯทักษิณ ลงได้ แต่ สนธิ หาได้นำพาต่อพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ ทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่รู้ไม่ชี้กับพระราชดำรัส ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนกับ ข้อกล่าวหาของตัวเอง ที่ใส่ร้ายผู้อื่น จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ

ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำชี้แจงจากสนธิ แม้แต่คำเดียวว่าเอาข้อมูลจากไหนมากล่าวหาให้ร้ายนายกฯทักษิณ มีแต่การสร้าวงประเด็นใหม่ๆ เพื่อขยายความบาดหมางใจ ความไม่พอใจในหัวใจประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ให้เพิ่มขึ้นอีก

3. การชุมนุมใหญ่ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 และการอ่านคำถวายฎีกาให้ทรงใช้พระอำนาจแก้ไขปัญหา ซึ่งมีตอนจบของคำถวายฎีกา ว่า “ ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอกราบบังคมทูลถวายฎีกาต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อทรงพระกรุณาปัดเป่าทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ อันเกิดจากน้ำมือของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สุดแท้แต่พระองค์จะทรงพระกรุณาวินิจฉัย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอ น้อมถวายชีวิตด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ และขอปฏิญาณตนว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาสิทธิผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ เพื่อมิให้อธรรมอ้างความชอบธรรมแสวงหาผลประโยชน์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

สนธิ ทำให้ทุกคนที่ร่วมชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า และผู้ที่ชมการถ่ายทอดเหตุการณ์ทางโทรทัศน์ ต้องตกตะลึงกับลีลาการ อ่านคำถวายฎีกาด้วยท่าทางที่ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นมาก่อน กล่าวคือ มีทั้ง ชี้นิ้ว ชี้หน้า ชี้กราด เท้าเอว ตะโกน ซึ่งเป็นอาการที่คนไทยทั่วไปไม่ใช้ และรับไม่ได้กับการถวายฎีกา ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึง เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงความไม่เหมาะสมของสนธิ ที่กระทำต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาท้ายหนังสือถวายฎีกา กลับ ปรากฎว่ามีชื่อผู้ถวายฎีกา เพียง 2 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ แต่กลับประกาศว่าเป็นฎีกาของประชาชนคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินไม่พอใจและได้รับความเดือดร้อนจากการทำงานของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

หลังจากการถวายฎีกา ที่หน้าบ้านพักพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ หน้าประตูพระบรมมหาราช วัง เสร็จสิ้นลง นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมาก เสนอให้มีการสลายตัว และยุติการชุมนุมชั่วคราว เพื่อรอพระบรมราชวินิจฉัย แต่สนธิ กลับไม่สนใจที่จะรอพระบรมราชวินิจฉัย กำหนดวันชุมนุมขับไล่รัฐบาต่อทันที เพราะเห็นว่ากระแสกำลังขึ้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การถวายฎีกาของคนไทย ที่จะมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อกดดันให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ทางใดทางหนึ่ง

ไม่ว่าจะมีผู้คัดค้าน ทัดทานอย่างไร สนธิ ก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง และเดินหน้าต่อ จนทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าสนธิ ถวายฎีกาเพื่ออะไร ต้องการใช้การถวายเป็นฎีกา เป็นเครื่องมือสร้างข่าว และปลุกระดมมวลชน เพื่อให้เกิดสัญลักษณ์การเผชิญหน้าระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับ รัฐบาล แค่ นั้นใช่หรือไม่ แท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้สนใจผลของการถวายฎีกาเลยแม้แต่น้อย จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือไม่ สนธิ ก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ขอแค่เพียงได้ถวายเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดฉากต่อสู้ยกใหม่กับทักษิณ ชินวัตร ก็เพียงพอแล้ว

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ได้มีการถวายฎีกาไป สนธิ ก็ไม่เคยกล่าวอ้างถึงฎีกานั้นอีกเลย และไม่สนใจติดตามด้วยว่าทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร หรือไม่ ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน นึกอยากจะยื่นก็ยื่น นึก อยากจะเลิกก็เลิก ทำราวกับว่าการถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีค่าเสมอเพียงการส่งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันให้ผู้อ่านทั่วไป นึกอยากส่งก็ส่ง นึกอยากจะเลิกส่งก็เลิก นี่คือพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล

4. การสร้างกระแสเรียกร้องให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อเผด็จศึกทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ให้ได้ ทั้งๆ ที่การคัดค้าน ทัดทาน ทักท้วงจากนักวิชาการจำนวนมาก ว่าเป็นการไม่สมควรที่จะสร้างกระแส กดดัน เรียกร้องให้ใช้พระราชอำนาจ เพราะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เพิกเฉยกับเสียงคัดค้านทุกเสียง และเดินหน้าต่อ ปลุกระดมประชาชน ให้เข้าชื่อ ให้ร่วมส่งเสียง ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 เพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การ เรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ดังกระหึ่มไปทั่วฟ้าเมืองไทย เพราะสนธิ ชักนำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่ถูก และเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงทำอะไรก็ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ให้อำนาจมากมาย

กว่าประชาชนทั่วประเทศจะรู้ว่าการเดินตามสนธิ เป็นสิ่งที่ผิด ขัดรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำ ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อพระมหากษัตริย์อีกด้วย ก็ต่อเมื่อ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ว่าการเรียกร้องมาตรา 7 เป็นการทำให้พระองค์ท่านทรงเดือดร้อน และไม่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านจะไม่พระราชทานนายกรัฐมนตรี นั่นล่ะ ประชาชนจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเดินผิดทางมายาวไกลมาก

แต่สนธิ ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับพระราชดำรัส และความเดือดร้อนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ยังไม่ทันที่พระราชดำรัสจะถูกตีพิมพ์เป็นตัวหนังสือ เผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป สนธิ ให้สัมภาษณ์สวนทางพระราดำรัส ทันที ซึ่งคัดลอกมาจากเวปไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ดังนี้

“ผู้สื่อข่าวถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสว่า มาตรา 7 เรื่องการ ขอนายกฯ พระราชทานไม่สามารถใช้ได้ นายสนธิ กล่าวว่า “มาตรา 7 พระองค์ท่านก็บอกว่าพระองค์ท่านใช้ยาก เพราะพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ บอกว่าพระองค์ท่านจะไม่ใช้

เมื่อถามต่อว่า แต่กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านไม่ต้องการที่จะทำเกินหน้าที่ นายสนธิ กล่าวว่า ถูกต้อง แต่ว่า ต้องมีคนรับสนองพระบรมราชโองการ ก็แสดงว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการ พระองค์ก็พร้อมจะใช้

ต่อข้อถามถึงข้อเรียกร้องที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องนายกฯพระราชทาน จะเดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เรา ก็เดินเหมือนเดิม เพราะเราก็ ยังยืนยันว่าการต่อสู้ครั้งนี้เรายืนหยัดเพราะการเลือกตั้งไม่เป็น ประชาธิปไตย เราก็อยากรู้เหมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโมฆะหรือเปล่า”

เมื่อถามว่า จะทบทวนบทบาทการชูเรื่องมาตรา7 หรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เรายังรวมอยู่ในทุกบทบาท เพราะตนคิดว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการก็ชูได้ ทำไมจะชูไม่ได้”

ก่อนจะจบท้ายการสัมภาษณ์ว่า "มัน แข็งกร้าวตรงไหน และตนก็เห็นด้วยว่าที่จะให้ทุกอย่างอยู่ในระบอบรัฐสภา แต่ถ้า นายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ลาออกก็ใช้มาตรา 7 ได้ เพราะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ"

ก็อย่างนี้ล่ะ ถ้อยคำวาจา และการแสดงออกของผู้จงรักภักดีอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล

5. การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิดว่า นายกฯทักษิณ วางแผนการที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากประชาชน ลดบาทบาทและอำนาจของพระมหากษัตริย์ ด้วยการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ และเชื่อมโยงให้เป็นแผนการร้ายของนายกฯทักษิณ ชินวัตร และคณะผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง ที่ไปวางแผนการกันไกลถึงประเทศฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่ผูกโยงปะติดปะต่อกันขึ้นมานี้ เป็นการจินตนาการของสนธิ ลิ้มทองกุล ชัยอนันต์ สมุทวณิช ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่ง สองคนหลังเป็นลูกจ้าง เขียนบทความแลกเงินค่าคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง แล้วก็ยังมี โสภณ สุภาพงษ์ อีกคนหนึ่ง ที่ร่วมกันจินตนาการสร้างแผนร้ายนี้ขึ้นมา แล้วก็โยนว่าเป็นความคิดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่ต่างจากกระแสพรรคคอมมิวนิสต์ ในอดีต คือมีการกล่าวหานักการเมืองกลุ่มหนึ่งจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนนำไปสู่การต่อสู้ และการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างรุนแรง พฤติกรรมของสนธิ ในเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่แตกต่างจากเรื่องกรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระแก้ว แต่เพิ่มความเข้มข้น และระดับความเกลียดชังคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ในหัวใจของคนไทย ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว

แต่ น่าเสียดายที่พฤติกรรมของสนธิ และ พวกพ้อง ลูกน้องค่ายผู้จัดการ ทำกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน ถูกจับได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเป็นความเท็จ ไม่ใช่ความจริง กรณีปฏิญญาฟินแลนด์ จึงปลุกไม่ขึ้น เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ และผู้กล่าวหาก็ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันคำพูดของตัวเอง ว่าเป็นเรื่องจริง นี่ก็คือ พฤติกรรมของผู้จงรักภักดีของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จงรักภักดี ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเองมาโดยตลอด และ ใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทย เป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือในการจุดประเด็น โหมไฟไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร มาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จ การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมา ก็เป็นอีกครั้งของการจุดกระแสและโหมไฟไล่นายกฯทักษิณ

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่กุเรื่องไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เกินเลยไปถึงขั้น คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ กันเลยทีเดียว เมื่อประมวลการพัฒนาทางความคิดของสนธิ ลิ้มทองกุล จากวันเริ่มต้นต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร จนถึงวันนี้ จึงไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้ นอกจากว่า

“สนธิ กำลังใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง และเป็นอาวุธประหัตประหารศัตรูของตนเอง โดยหามีความจงรักภักดีอย่างแท้จริงไม่”

ความ จงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นความจงรักภักดีจอมปลอม ที่ต้องเร่งกำจัดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย ก่อนที่ประเทศไทยจะลุกเป็นไฟเพราะบุคคลผู้นี้

โดย ประดาบ hi-thaksin.org

ภาพประกอบจาก internet


คนไทยในสหรัฐโหวต สมัคร เป็นนายก

เว็ปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยทาวน์ยูเอสเอ นิวส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์เสนอข่าวสาร เรื่องราว และความเป็นอยู่ของกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา ได้จัดควิ๊กโหวต (Quick vote) เพื่อเปิดให้คนไทยในต่างแดนได้แสดงความเห็นว่า ต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยผลการโหวตสถานะล่าสุดวันนี้ (26 ธ.ค.) ปรากฎว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้รับคะแนนโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 65.35 ตามมาด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็นร้อยละ 32.46 เป็นอันดับสอง อันดับที่สามเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย คิดเป็นร้อยละ 0.88 ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินและนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีคะแนนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ0.44 อยู่ในอันดับที่สี่ สำหรับ พล.อ. เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กับนายประมวล รุจนเสรี พรรคประชามติ ยังไม่ได้เสียงโหวตสนับสนุนแต่อย่างใด

จาก hi-thaksin.net

ที่สุดแห่งปี 2550 ในมุมมองการเมือง

ที่สุดแห่งปี 2550 ในมุมมองการเมือง [29 ธ.ค. 50 - 01:14]

ตลอด 365 วัน ของปี 2550 ได้เกิดปรากฏการณ์สำคัญ ทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อชาติบ้านเมือง และประชาชนในหลายๆด้าน โดยทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ ได้สรุปเหตุการณ์ สำคัญๆที่น่าสนใจ ในรอบปีที่ผ่านมาไว้ 10 เหตุการณ์ ดังนี้

ถูกทาบทามให้มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยคณะรัฐประหาร หวังจะใช้ภาพความซื่อสัตย์สุจริตของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มา แก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ นำพาประเทศผ่านช่วงวิกฤติไปให้ได้ แต่กลับไม่สามารถทำได้อย่างที่คนทำปฏิวัติมุ่งหวัง สภาพสังคมยังแบ่งเป็น 2 ฝ่ายและการบริหารของรัฐบาลที่เชื่องช้า จนได้รับฉายา “ฤาษีเลี้ยงเต่า” ข้าราชการใส่เกียร์ว่าง รัฐมนตรีมีปัญหาทะเลาะกันเอง จน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ต้องลาออกจากรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตามด้วย นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วต้องปรับ ครม.ถึง 6 รอบ ส่วน นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกฯ และ รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็เดี้ยงกลางวง ครม. ต้องหิ้วปีกส่งโรงพยาบาลกันโกลาหล

หนำซ้ำพิษเศรษฐกิจยังรุมเร้า ถึงจะเอานักวิชาการอย่าง นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ มาคุมคลัง เศรษฐกิจก็ไม่ฟื้น ชาวรากหญ้ายังช้ำหนัก สุดท้ายมาเจอพิษน้ำมันแพง ค่าเงินบาทแข็ง รัฐบาลขิงแก่ ที่สังคมคาดหวังไว้สูง แต่ทำงานมา 1 ปี 3 เดือน กลับสร้างผลงานไม่สมราคา

กลายเป็นขิงแก่ที่ไม่มีความเผ็ดร้อนไปซะงั้น...

“ลับ ลวง พราง” คือกลยุทธ์ที่ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึด เป็นหลักขณะทำหน้าที่ ผบ.ทบ.และประธาน คมช. จึงถูกจับตามองว่าจะมีการต่อท่ออำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะหลังเกษียณอายุราชการ และทันทีที่พ้นจากตำแหน่งใน คมช. “บิ๊กบัง” ก็ กระโจนเข้านั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พร้อมกับถ่างขาเป็นประธาน คณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์ และแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) เพื่อควบคุมการเลือกตั้งด้วยมือตัวเอง แต่ต้องเสียฟอร์มเมื่อถูกขั้วอำนาจเก่านำเอกสารลับ คมช.มาแฉว่า มีการสั่งการให้กองทัพสกัดกลุ่มอำนาจเก่า ไม่ให้ฟื้นคืนสู่อำนาจได้ จึงถูกโจมตีว่าไม่มีความเป็นกลางในการทำหน้าที่จริง

บทบาทใหม่ใน ครส.ที่ “บิ๊กบัง” เขียนและกำกับบทเอง แล้วก็เล่นเอง แต่มักเล่นนอกบท จ้องสกัดกลุ่มอำนาจเก่าอย่างเดียว ทำให้ถูกมองว่าใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บางฝ่าย แต่ไปทำลายอีกฝ่าย

จึงเป็นที่มาของฉายา ลิเกหลงโรง!!

การเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจของ ครม.ขิงแก่ ทำให้ไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติต้องห้ามของ รัฐมนตรี ให้รอบคอบ จึงเกิดปัญหา พิษหุ้น เล่น งานเสถียรภาพรัฐบาลจนระส่ำ เป็นผลมาจากรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกินกว่าร้อยละ 5 โดยไม่แจ้งต่อคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนถูกสังคมตั้งคำถามถึง จริยธรรม และ ความโปร่งใส ที่ รมต.ขิงแก่ยึดเป็นหลักในการทำงาน โดยช่วงแรกมีเพียง นายสิทธิชัย โภไคยอุดม เท่านั้นที่แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง รมว.ไอซีที ขณะที่ รมต.คนอื่นขอรอดูกระแสสังคม แต่พอถูกกดดันอย่างหนักจึงทยอยลาออกตามกันไป

แต่ นายอารีย์ วงศ์อารยะ ก็ยังเกาะเก้าอี้ รมว.มหาดไทยแน่น แต่ในที่สุดก็ต้องยอมคายเก้าอี้ เพราะจำนนด้วยหลักฐานว่าไปถือหุ้นในบริษัทปลากระป๋อง ที่ทำสัญญาซื้อขายกับ กระทรวงมหาดไทย ที่ตัวเองนั่งอ้าซ่าอยู่ เรื่องนี้ทำเอา นายกฯสุรยุทธ์ ถึงกับหัวเสีย พาลข้องใจการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ไม่ยอมแจ้งเรื่องให้ ครม.ทราบล่วงหน้า แต่กลับชิงแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบก่อน

กลายเป็นปัญหาคาใจ ระหว่างนายกฯ กับ ป.ป.ช.มาจนทุกวันนี้...

โผโยกย้ายทหารปลายปีที่ผ่านมา เก้าอี้ร้อนๆในตำแหน่ง ผบ.ทบ. เป็นที่จับตามองมากที่สุดปีหนึ่งก็ว่าได้ ตัวเก็งที่ขับเคี่ยวกันมีอยู่ถึง 3 คน “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่า-จินดา และ “บิ๊กแดง” พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ 3 คนนี้กอดคอร่วมโค่นอำนาจระบอบทักษิณมาด้วยกัน แต่ละคนมีจุดเด่นต่างกัน “บิ๊กเปย” เป็นเต็งหนึ่งมาแต่ต้น ด้วยสไตล์บู๊ ล้างผลาญ มีแรงหนุนจากกลุ่มพันธมิตรฯ ขณะที่ “บิ๊กป๊อก” แม้จะเก็บเนื้อเก็บตัว แต่มีกำลังภายในหนุนจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี สายตรงบ้านสี่เสา ส่วน “บิ๊กแดง” เป็นตัวเลือกที่อยู่ในใจของ “บิ๊กบัง” เพราะเป็นรุ่นน้องที่ให้ความไว้วางใจสูง

แต่เวลานานวันไปชื่อ“บิ๊กเปย” กลับหลุดวงโคจรไปเฉยๆ เหลือคู่แคน-ดิเดตเพียง 2 ราย สุดท้ายก็เป็น “บิ๊กป๊อก” ที่คว้าเก้าอี้ไปครองสมใจ ปล่อยให้ “บิ๊กเปย” ต้องผิดหวังซ้ำซาก นอกจากจะวืดเก้าอี้ ผบ.ทบ.แล้ว ยังถูกเตะโด่งไปนั่งตบยุงที่กระทรวงกลาโหม ขณะที่ “บิ๊กแดง” ก็ไปเป็นรอง ผบ.ทหารสูงสุด จากที่กอดคอร่วมปฏิวัติกันมา สุดท้ายแทบมองหน้ากันไม่ติด

กลายเป็นศึก 3 เส้า...แห่งปี!!

อานิสงส์ที่ทำไว้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลให้ “บิ๊กบัน” พล.ร.อ. บรรณวิทย์ เก่งเรียน คว้าเก้าอี้ประธานกรรมาธิการการคมนาคม สนช. ส่วน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เพื่อนรัก ได้นั่งถ่างขาเป็นประธานบอร์ด ทอท.และ ทีโอที แรกเริ่มก็ตั้งใจเข้าไปกวาดล้างการทุจริต แต่ทำไปทำมา กลับเข้าไปจุ้นจนหน่วยงานต่างๆ อึดอัดปั่นป่วนไปตามๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปยกเลิกสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดอากร ของบริษัทคิงส์เพาเวอร์ ในสนามบินสุวรรณภูมิ การขอบริจาคจากทีโอที 800 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องดักฟัง เพื่อใช้ในงานความมั่นคง

ขณะที่เพื่อนเกลอก็ไม่น้อยหน้า เข้าไปรื้อสัญญาเช่าพื้นที่สามเหลี่ยมพหลโยธิน ของการรถไฟฯกับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาฯ ใช้อำนาจแทรกแซงสั่งระงับการก่อสร้าง ในโครงการสุวรรณภูมิ จน พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องทำหนังสือถึง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. เพื่อตักเตือนการเข้ามาแทรกแซง อำนาจฝ่ายบริหาร แต่ไม่ได้ทำให้ “บิ๊กบัน” สิ้นฤทธิ์ ยังออกมาฟาดงวงฟาดงาวิจารณ์โผทหาร เมื่อเพื่อนรักไม่ได้เป็น ผบ.ทบ. จนถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย สุดท้ายโดนเด้งไปนั่งบี้สิว เป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม

ปิดฉากความอหังการของคู่หูคู่ป่วน...

เป็นองค์กรเฉพาะกิจที่คณะปฏิวัติ ตั้งขึ้นมาเพื่อไล่เบี้ยเอาผิดการทุจริต 13 โครงการ ของรัฐบาลทักษิณ แต่ครบกำหนด 1 ปี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน จน สนช.ต้องชงกฎหมายต่ออายุออกไปอีก 9 เดือน ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 51

แต่ผ่านไปแล้ว 1 ปี 3 เดือน คตส.ส่งสำนวนให้อัยการฟ้องศาลได้เพียง 2 คดีเท่านั้น คือ คดีการซื้อขายที่ดินย่านรัชดา ของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร กับคดีหลีกเลี่ยง การเสียภาษีของการขายหุ้นชินคอร์ปของ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์

ส่วนคดีอื่น เช่น คดีแอร์พอร์ตลิ้งค์ คดีซีทีเอ็กซ์ ที่ตั้งแท่นมาเป็นลำดับแรกๆ กลับไม่มีอะไรในกอไผ่ ยิ่งนานวันยิ่งถูกสังคมตั้งข้อสงสัย ถึงการทำงานที่ส่อไปทำนอง 2 มาตรฐาน โดยเฉพาะคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง สอบแล้วสอบอีกก็ทำได้เพียงแจ้ง ข้อกล่าวหากับอดีตผู้บริหารในหน่วย-งานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลชุดที่แล้ว เท่านั้น แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่ ในฐานะเป็นผู้เปิดแอลซี ทำให้สัญญา ซื้อขายมีผลโดยสมบูรณ์

ถ้ามาตรฐานการทำงานยังเป็นอย่างนี้ ทำได้แค่โชว์ลีลาขู่รายวัน

แล้วจะฟันทุจริตได้ยังไง...

เมื่อใดมีการปฏิวัติก็มักจะต้องเอารัฐธรรมนูญขึ้นมาฉีกเพื่อหลีกเลี่ยง ความผิด ดังนั้น การปฏิวัติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า คมช. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ต้องทำตามประเพณีที่รุ่นพี่ปฏิบัติกันมา

ไม่นานนักกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เริ่มขึ้น เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือก 35 อรหันต์มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ

คณะอรหันต์ที่มี “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ข้าม ห้วยจาก สนช.มานั่งเป็นพระประธาน เพื่อบรรเลงรัฐธรรมนูญให้เกิดความกลมกล่อมด้วยการตั้งธงในการร่าง รัฐธรรมนูญเพื่อสกัด “ระบอบทักษิณ” เป็นหลัก จนทำให้รัฐธรรมนูญปี 2550 เกิดสภาพพิกลพิการ

เริ่ม จากการถอยหลังเปลี่ยนวิธีเลือกตั้งจากเขตเดียวเบอร์เดียวมาเป็นเขตใหญ่ เรียงเบอร์ เพิ่มระบบสัดส่วนคิดตามกลุ่มจังหวัดแทนระบบปาร์ตี้ลิสต์ กำหนดที่มาของ ส.ว. มาทั้งจากแต่งตั้งและเลือกตั้งจำนวนใกล้เคียงกัน รวมทั้งฟรีโหวตเลือกนายกฯ ชนิดไม่ต้องสนมติพรรค และอื่นๆอีกมากมาย

ผลจากสิ่งเหล่านี้ทำให้ผลการลงประชามติเขียวกับแดงแทบแบ่งกันไม่ออก จนเซียนการเมืองตั้งฉายาให้อย่างแสบสันว่าเป็น “รธน.ฉบับหน้าแหลมฟันดำ”

และเมื่อเหลือบไปมองบรรยากาศที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเหมือนกันก็ยังยุ่ง เหยิงไม่หยุดหย่อน นั่นคือ สนช.ที่พอใกล้วันจะหมดวาระก็เร่งเครื่องกันใหญ่ ยอดผ่านกฎหมายบางวันเบิกบานกว่า 30 ฉบับ โหวตกันอยู่ไม่ถึง 40 คน

จน “จอน อึ๊งภากรณ์” ส.ว.เก่า ต้องปลุกม็อบปีนรั้วสภาบุกเข้ามาสามัคคีชุมนุม ถึงหน้าห้องประชุม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สภาไทย

วุ่นวายที่สุดในโลก

เป็นผลผลิตที่ค้างท่อมาจากวุฒิสภาชุดอื้อฉาว แต่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คนในชุดปัจจุบัน ยังคงได้รับความไว้วางใจจากคณะปฏิวัติ ให้เข้ามาทำหน้าที่ต่อ เพราะมีที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งสังคมให้ความไว้วางใจสูง ซึ่งการทำงานในช่วงแรกก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แต่นานวันเข้าชักเริ่มแปร่งๆ เห็นได้ชัดเจนเมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ปี่กลองเริ่มรัว กกต. ก็แผลงฤทธิ์ ออกกฎระเบียบหยุมหยิม คุมเข้ม พรรคการเมือง นักการเมือง ไม่เว้นแม้กระทั่ง สื่อมวลชน ห้ามไปหมดตั้งแต่ การติดป้ายหาเสียงได้เฉพาะสถานที่ที่ทาง กกต.จัดไว้ให้ ห้ามผู้สมัครฯจัดตั้งเวทีหาเสียงเอง ขึ้นได้เฉพาะเวทีที่ กกต.จัดให้เท่านั้น ขึ้นรถแห่ก็ห้ามพูด ห้ามสื่อมวลชนเชิญหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัครฯมาแสดงวิสัยทัศน์ ทำเอาบรรยากาศการเลือกตั้งกร่อยไปสนิทใจ แต่ในที่สุดก็ต้องกลับลำ ยกเลิกกฎเหล็กทั้งหลายไป

บรรยากาศภายใน กกต.เองก็คุกรุ่น เมื่อ กกต.หญิงเหล็กหนึ่งเดียวอย่าง นางสดศรี สัตยธรรม มักแสดงความเห็นสวนทาง แหลมกว่าคนอื่นเสมอ เกือบจะขัดใจกันหลายครั้ง จน นางสดศรี ต้องขอลาพักร้อนไปตั้งหลัก 15 วัน ก่อนกลับมาทำงานใหม่ แต่พอ 5 เสือตั้งลำได้ ก็มุ่งหน้าสู่การจัดเลือกตั้งอย่างเข้มงวด

ใครที่โกงเลือกตั้ง เตรียมตัวนอนคุกสถานเดียว..!!

กลายเป็นบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย กับการตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 50 ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานสำหรับ วงการเมืองไปตราบนานเท่านาน จากพรรคที่เคยใหญ่ที่สุด ครองเสียงจัดตั้ง รัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรก ต้องถึงคราวล่มสลายไปพร้อมกับนักการเมือง แถวหน้าของประเทศ ในนาม กลุ่มบ้านเลขที่ 111

พวกที่ล้มล้างระบอบทักษิณมา ต่างก็คิดว่านักการเมืองเหล่านี้จะสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ผีที่กำลังจะถูกฝังลงหลุม ดิ้นรนหนีตายแตกกระจายไปตั้งกลุ่มก๊วนของตัวเอง เพื่อเลี่ยงการตกเป็นเป้าล่อของ คมช. ขณะที่คนในบ้านเลขที่ 111 ส่วนใหญ่ยังคงปักหลัก ในนามกลุ่มไทยรักไทย ก่อนจะแปลงร่างมาเป็นพรรคพลังประชาชน โดยไปขุดเอา “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช มาชูธงนำพลพรรคลุยสู้กับพลังอำนาจสีเขียวในสนามเลือกตั้ง โดยมีกำแพงพิงหลังชั้นดีคือ กลุ่มรากหญ้าทั้งภาคเหนือและอีสานหนุนเต็มที่

ผีที่กำลังจะลงหลุมกลับลุกขึ้นมาหลอกหลอน จนศัตรูขวัญผวากันไปหมด...

ฉากน้ำเน่าในละคร ยังไม่เหม็นเน่าเท่าวงการเมือง หลังระบอบทักษิณล่มสลาย ทำให้กลุ่มก้อนการเมืองแตกกระสานซ่านเซ็น แยกกันไปตั้งป้อมค่ายของตัวเอง บรรยากาศจึงเหมือนจับปูใส่กระด้ง อดีต ส.ส.วิ่งกันพล่าน จนเกิดกระแสข่าวการตั้งค่าตัว-ซื้อตัว ส.ส. สูงถึง 30-40 ล้านบาท

และที่ปั่นกระแสได้มากที่สุดคือ กลุ่มเพื่อแผ่นดิน โดยการประสานของ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” รวบรวมเอากลุ่มมัชฌิมาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” พรรคประชาราชของ “เสนาะ เทียนทอง” กลุ่มสมานฉันท์ของ “พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ” กลุ่มปากน้ำของ “วัฒนา อัศวเหม” แต่ชั่วข้ามคืนก็วงแตกเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว “สมศักดิ์” จึงแยกไปอยู่กับพรรคประชาราช “สุรเกียรติ์-พินิจปรีชา” ไปตั้งพรรค เพื่อแผ่นดิน ขณะที่กลุ่มชาติพัฒนาของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ยังปักหลักแน่น กับกลุ่มรวมใจไทยของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์-ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์”

แต่ ปาหี่การเมือง ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเกิดการหักดิบ “สมศักดิ์” ดึงนายทุนใหญ่ “เสี่ยประชัย เลี่ยวไพรัตน์” ออกจากอก “ป๋าเหนาะ” ไปตั้งพรรคมัชฌิมาธิปไตย จนท่านผู้เฒ่าฉุนขาดถึงกับลั่นวาจาว่า เสี่ยทีพีไอเป็นอนุบาลการเมือง แต่ ฉากที่เน่าสุดๆคงหนีไม่พ้นบทละครที่ “กร ทัพพะรังสี” เขียนขึ้นมา แล้วดึงเอา “ป๋าเหนาะ-สมศักดิ์-ประชัย” มารวมตัวกันที่บ้านราชครูอ้าง “ผีน้าชาติ” อยากให้รวมกันใหม่ พร้อมกับทำท่าขนลุกซู่ประกอบให้น่าเชื่อถือ แต่ไม่ทันข้ามคืน แผนปลุกผีน้าชาติก็พังครืน

ขณะที่บรรยากาศการเลือกตั้ง มาถึงวันนี้ไม่ต้องไปนั่งดูหมอที่ไหนแล้ว เพราะพรรคพลังประชาชนชนะอย่างท่วมท้น แต่คำถามสำคัญก็คือ

จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ต่างหาก!!!


จาก ไทยรัฐ 29 ธค 2550

Thursday, December 27, 2007

'หมอแว'กลับลำจับขั้ว'พปช.'อ้างปชช.แก้ปัญหาบ้านเมือง

'เพื่อแผ่นดิน'แตกพร้อมกระโดดจับขั้วพปช. ด้าน'หมอแว'กลับลำอ้าง เพราะเป็นความต้องการของปชช. แก้ภาวะทางตันทางการเมือง

ได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรคว่าที่ส.ส.และอดีตผู้สมัครของพรรค เพื่อหารือถึงแนวทางทางการ เมืองของพรรค โดยมีแกนนำของพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานคณะที่ปรึกษาพรรค ขาดเพียงนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคแผ่นดิน เพียงคนเดียว โดยก่อนการประชุมว่าที่ส.ส.ของพรรคล้วนแสดงความเห็น ไปในทิศทางเดียวกัน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 1 กล่าวว่า เท่าที่ได้คุยกับว่าที่ ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินและประชาชนเห็นว่าการจะทำให้นโยบายพรรคเดินหน้าได้จะต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น รวมทั้งการที่ จะทำให้เศรษฐกิจของเดินหน้าต่อไปได้ ก็จะต้องช่วยกันทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ เพื่อเรียกสร้าง ความเชื่อมั่น กลับคืนมา หากว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนโดนใบแดงไม่มากพรรคเพื่อแผ่นดินก็ควรที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน เพื่อช่วยกันทำงานให้บ้านเมือง

ด้านนายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พรรคควรต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ่ของคณะกรรมการบริหารพรรคและว่าที่ ส.ส.ทุกคน ซึ่งจากการรับฟังความเห็นของหลายฝ่ายต่างก็อยากเห็น รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และการบริหารประเทศเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งการตัดสินใจใดๆจะต้องยึดหลักการของพรรคที่จะไม่ทะเลาะกับใคร ที่สำคัญหลักประชาธิปไตย จะต้องให้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลพรรคอื่นไม่ควรจะมาจัดตั้งแข่ง

ขณะที่ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ รองหัวหน้าพรรค และว่าที่ ส.ส.นราธิวาส ซึ่งมีจุดยืนมาตลอดว่าไม่สามารถ ร่วมงานกับพรรคพลังประชาชนได้มาวันนี้ (27ธ.ค.)ให้สัมภาษณ์ว่า จะไปรวมกับใครต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงหลังประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ก็ไม่ค่อยประทับใจการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ และเท่าที่ได้รับฟังเสียงจากประชาชน 2-3 ครั้งหลังการเลือกตั้งพบว่าประชาชน อยากให้นำความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องสำคัญต้องการให้บ้านเมืองมีทางออก ไม่เจอทางตัน คนใต้มีเหตุผล เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไปวิธีการคิดก็เปลี่ยนไปด้วย ควรให้การเมืองเป็นเรื่องรอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าอยู่ข้างไหนแล้วจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นพ.แวมาฮาดี ตอบว่า หากพรรคเล็กไปรวมกับ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เสียงเกินครึ่งไม่ถึง 10 เสียง แต่ถ้าพรรคเล็กไปรวมกับพลังประชาชน ก็จะทำให้ได้เสียง เกินครึ่งมากกว่า ก็น่าจะมีความมั่นคงกว่ามีเสถียรภาพมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่าอะไรที่ทำให้เงื่อนไขของกลุ่มเปลี่ยนไป นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไป ตามคาด เมื่อผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ก็ต้องทบทวน เมื่อวานนี้ (26 ธ.ค.) ทางกลุ่มสัจจานุภาพได้จัดเวทีรับฟังความเห็นที่ จ.นราธิวาสพบว่าประชาชนก็มีเสียงแตกกันอยู่ จากเดิมที่ไม่ต้องการให้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน แต่เมื่อวานนี้เสียงเริ่มแตกแล้ว

ต่อข้อถามว่าทางกลุ่มมีเงื่อนไขอะไรในการเข้าร่วมรัฐบาล นพ.แวมาฮาดี ตอบว่า ไม่มีเงื่อนไข เพียงแต่ต้องการ ให้บ้านเมืองมีทางออก ต่อข้อถามว่าจำเป็นที่ทางกลุ่มต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ด้วยหรือไม่ นพ.แวมาฮาดี ตอบว่า เป็นนโยบายของเราอยู่แล้วว่าควรมีคนในพื้นที่เป็นรัฐมนตรี เพื่อที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา ของคนภาคใต้

นายรณฤทธิชัย คานเขต ว่าที่ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ได้มีสมาชิกจากพรรคพลังประชาชน ติดต่อมาชวนให้ไปอยู่พรรคเดียวกันจริง เพราะก็เคยร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยก่อนที่จะเป็นพรรคพลังประชาชนมาก่อน ดังนั้นการทำงานกับพรรคพลังประชาชนก็น่าจะง่ายกว่า และนโยบายก็คล้ายกันจึงน่าจะต่อยอดการทำงานได้ โดยเฉพาะนโยบายในเรื่องน้ำ พรรคเพื่อแผ่นดินมีนโยบายของระบบน้ำแบบชลประทานระบบท่อ พรรคพลังประชาชนก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

ด้านนายประนอม โพธิ์คำ ว่าที่ส.ส.จังหวัดนครราชสีมาเขต 2 กล่าวว่า การที่จะเข้าไปร่วมกับ พรรคการเมืองใด นั้นต้องคิดให้รอบคอบ และโดยส่วนตัวตนคิดว่าหากเราไปอยู่กับฝั่งเสียงข้างมากแต่ผู้บริหาร ทำงานร่วมกันไม่ได้ก็จะเกิด ปัญหา แต่ถ้าเราอยู่กับเสียงข้างน้อยเข้ากันได้ทำงานร่วมกันได้ก็อยู่ได้นาน เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่ที่ความเข้าใจ

ขณะที่นายโสภณ เพรชสว่าง อดีตผู้สมัครบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง แต่ก่อนเราจะบอกว่ามีคืนหมาหอน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วมีแต่คืนฝนตก การเลือกตั้งครั้งนี้มีการขนประชาชนไปรับเงิน ซึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์เราก็ทราบดีว่าเป็นพื้นที่ของใคร ไม่มีใครกล้าคัดค้านและกล้าเป็นพยาน โดยเฉพาะเมื่อทราบว่า กกต.จังหวัดจะแจกใบเหลืองใบแดงให้พรรคเขาก็จัดม๊อบกดดัน กกต.จังหวัดซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้น


‘สื่อเทศ'มองไทยหลังเลือกตั้ง คืนสู่วิถีประชาธิปไตย หรือ ถอยหลัง

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของการเมืองไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนแผนที่โลก รัฐบาล นักการทูต นักวิชาการ และสื่อมวลชนต่างประเทศต่างจับตามองพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่เกาะติดนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนข่าวที่มากถึงเกือบ 4,000 ชิ้นที่นำเสนอออกมาทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง
"ประชาชาติธุรกิจ" ได้รวบรวมมุมมอง และความคิดผ่านบทวิเคราะห์ และบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ อาทิ นิว สเตรทส์ ไทมส์ ของมาเลเซียและ อิเล็กทริก นิว เปเปอร์ ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นตัวแทนมองในแบบโซนตะวันออก ขณะที่วอลล์สตรีต เจอร์นัล ของสหรัฐ ดิ อินดิเพนเดนต์ และเดอะ การ์เดี้ยน ของอังกฤษ เป็นหนึ่งในกลุ่มสื่อตะวันตก ที่สะท้อนมุมมองมาถึงไทย
ในบทบรรณาธิการ "Return to democracy" นิว สเตรทส์ ไทมส์ มองการเลือกตั้งที่ผ่านมาในด้านบวกว่า กำลังนำประเทศไทยหวนคืนสู่กระบวนการสร้างประชาธิปไตยอีกครั้ง บรรดานายพล ซึ่งทำรัฐประหารโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ เพื่อโค่นรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากอำนาจเมื่อ 15 เดือนก่อน ได้ทำตามคำพูดที่จะฟื้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้กับประเทศไทย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นิว สเตรทส์ ไทมส์ ได้ชี้ไปที่ความล้มเหลว 2 ประการของคณะปฏิรูปการปกครอง โดยระบุว่า พวกเขาไม่สามารถทำได้ดีตามคำมั่นสัญญาที่จะผสานรอยร้าวในประเทศที่แตกแยกกันอย่างลึกซึ้ง และอีกประการหนึ่งคือ พวกเขาไม่สามารถขจัด "ทักษิณ" ออกไปพ้นระบบการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ พวกเขาเพียงทำได้แค่ ทำให้ทักษิณลี้ภัยตัวเองไปอยู่ต่างประเทศ อายัดทรัพย์สิน ตั้งข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่น ยุบพรรคการเมืองของเขา และห้ามคนใกล้ชิดและแกนนำของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้ลงเล่นการเมือง
"แรงสนับสนุนที่น่าประทับใจของพรรคพลังประชาชนเป็นสัญญาณหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังมีคนรักอยู่มากน้อยแค่ไหน ขณะที่ความแข็งแกร่งของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เป็นตัวบ่งชี้ว่า ยังมีคนเกลียดเขาอยู่มากน้อยแค่ไหนเช่นกัน" บทบรรณาธิการของสื่อมาเลเซีย ตั้งข้อสังเกตและทิ้งท้ายว่า แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะยังไม่จบ แต่หากพรรคใดหรือใครก็ตามที่มีคะแนนนำ จะได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ในฐานะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และนำพาประเทศไทยกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย
มุมมองข้างต้นสอดคล้องกับบทความใน "เดอะ อิเล็กทริก นิวส์เปเปอร์" ของสิงคโปร์ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนความนิยมที่ต่อ "นักการเมือง" ของพวกเขา ดังความเห็นที่สื่อฉบับนี้สอบถามจากผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์รายหนึ่ง หลังจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในวงล้อมของฝูงชนที่ชื่นชมและมอบดอกไม้ให้กำลังใจ โดยกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่ดูจริงใจและซื่อสัตย์คนหนึ่ง ซึ่งเขาจะโหวตให้พรรคการเมืองนี้ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลทักษิณเป็นที่นิยมในฐานเสียงภาคตะวันออก เฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนฯ ในพื้นที่นี้ถึง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ ดังนั้นหากผลการเลือกตั้ง ใครได้ครองพื้นที่นี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งสูง
อย่างไรก็ดี มุมมองจากตะวันออกกลาง อย่าง "เยรูซาเล็ม โพสต์" ซึ่งแสดงความแคลงใจผ่านบทวิเคราะห์ ของ ดร.อิสซัค คาฟีร์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากสถาบันอินเตอร์ดิสซิปีนารี เซ็นเตอร์ ในเฮอร์ซลิยาที่ตั้งข้อสังเกตว่า ไทยกำลังหวนคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยจริงๆ หรือเขาเริ่มต้นที่หากพรรคพลังประชาชน ซึ่งครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งไม่ถูกตั้งข้อหาซื้อเสียงหรือโกงการเลือกตั้งมากเกินไปก็จะมีโอกาสได้ฟอร์มรัฐบาล แต่พรรคพลังประชาชนก็จะบริหารประเทศ โดยที่กองทัพมีอำนาจมากมาย ภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะในประเด็นที่สามารถแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองได้โดยไม่ต้องปรึกษารัฐบาลพลเรือนก่อน
"ขณะนี้มีความกังวลบางประการว่า ทหารจะพยายามขัดขวางพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีเวลา 30 วันในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ให้สามารถทำเช่นนั้นได้ ซึ่งอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นการตัดสินว่า ไทยจะมุ่งหน้าไปสู่เสถียรภาพ หรือ ไร้ความมั่นคงต่อไป"
ในอีกฟากหนึ่งของโลก สื่อตะวันตก ให้น้ำหนักไปกับพัฒนาการที่จะตามมาหลังการเลือกตั้ง ดังบทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล ฉบับเช้าวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม ที่ตั้งข้อสังเกตว่า การชนะการเลือกตั้งโดยไม่ได้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชาชน ผลที่ตามมาอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและความปั่นป่วนในตลาดเงิน ตลาดทุนในประเทศไทยอีกครั้ง
สตีเฟน ไรต์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์สตรีตฯ อ้างคำกล่าวของนักวิเคราะห์ทางการเมือง ซึ่งระบุว่า ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนย่อมเป็นการปูทางให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กลับมาประเทศไทยหลังจากต้องลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พร้อมทั้งคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ว่า ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่กองทัพไทยจะเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองเพื่อป้องกันการเข้าสู่อำนาจการเมืองของพรรคพลังประชาชน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ความวุ่นวายปั่นป่วนย่อมเกิดขึ้นกับนักลงทุน
วอลล์สตรีตฯ ได้อ้างความเห็นของวาณิชธนกิจ CIMB ที่คาดการณ์ว่า ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ไทยน่าจะตกลงไปมากกว่า 10% หากกองทัพเข้ามาเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งการเป็นผู้นำรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน เนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้ นับตั้งแต่ 1 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติผ่านกฎหมายร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้อำนาจกับกองทัพเข้ามาจัดการแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ ในช่วงหลังการเลือกตั้ง
การเคลื่อนไหวของกองทัพ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สื่อนอกจับตามอง ดังที่สำนักข่าวรอยเตอร์ ตั้งข้อสังเกตหลังประกาศผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่า คำถามใหญ่สำหรับเวลานี้คือ กองทัพและเหล่ารอยัลลิสต์ที่ฝ่าย ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรอ้างว่าเป็นกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น จะยอมรับและปล่อยให้พรรคการเมืองจากฝ่ายผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่
เพราะทั้งทหารและชนชั้นนำเก่าในประเทศไทยยอมต้องเรียกร้องให้หยุดยั้งการกลับมามีอำนาจทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรผ่านตัวแทนทางการเมือง ซึ่งหนึ่งในหลายวิธีของการยับยั้ง พ.ต.ท.ทักษิณอาจรวมถึงการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบการทุจริตในการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน อีกทั้งกองทัพย่อมยินดีให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลมากกว่า แม้ว่านักวิเคราะห์หลายคนจะชี้ให้เห็นว่า การรวมกันเป็นพรรครัฐบาลผสมจากพรรคการเมืองถึง 5 พรรคจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ตาม ซึ่งตรงกับการรายงานของ โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ซึ่งระบุว่า หากเกิดรัฐบาลผสมหลายพรรคในครั้งนี้ รัฐบาลย่อมเกิดความอ่อนแอและมีอายุสั้นได้
ขณะที่ เดวิด โคเฮน จากแอ็กชั่น อีโคโนมิกส์ ในสิงคโปร์ระบุว่า มองในแง่ดี ผลการเลือกตั้งอาจดำเนินต่อไป แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่า กองทัพจะทำอย่างไรต่อไป และไม่มีใครจะแกล้งทำเป็นรู้ได้ว่าทหารจะทำอะไรต่อ ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลและหัวเสียขึ้นมาบ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม ในรายงานข่าวจากรอยเตอร์ที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้ระบุว่า ตลาดทุนเริ่มมีความหวังกลับมาอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ถึงจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาความผิดหวังจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในไทยแล้ว หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยตกลงไปต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี มาอยู่ที่ 4% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 5%
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นในเรื่องการจับขั้วตั้งรัฐบาล ที่ปรากฏในบทวิเคราะห์ของสื่อต่างประเทศ เช่นเดียวกับสื่อไทย เริ่มจากเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ฉบับวันอังคารที่ 25 ธันวาคม ระบุถึงความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในประเทศไทยในเรื่องการจับขั้วรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยระบุว่า ความผิดพลาดจากการได้รับเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำให้เกิดการต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลให้ลำบากมากขึ้น
"ไม่ว่าความเข้มแข็งของพรรคพลังประชาชนที่มี พ.ต.ท.ทักษิณและผู้สนับสนุนซึ่งมีอำนาจทางการเมืองอยู่มาก จะเป็นพลังพอจะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ แต่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจในประเทศไทยจะยังดำเนินต่อไป ซึ่งเหตุจากความแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย"
ขณะที่หนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนต์ ในอังกฤษระบุว่า ชัยชนะจากการเลือกตั้งคือชัยชนะของผู้ถูกขับไล่ ซึ่งหลังการเลือกตั้งไม่ว่าจะพรรค พลังประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ สมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังต้องเป็นผู้ที่ถูกจับจ้องอย่างแท้จริงอยู่ดี
โดย แคธี มาร์ก จาก ดิ อินดิเพนเดนต์ได้ตั้งคำถามไว้ในตอนท้ายบทความว่า หลังผลการเลือกตั้งปรากฏแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับไปรับคำพิพากษาตามที่ให้สัญญาหรือไม่ และหากเขากลับเมืองไทย เขาจะมีบทบาทใดในทางการเมือง และทหารจะปล่อยให้เขาจัดการอะไรได้มากแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้ดูเหมือนวิกฤตทางการเมืองในประเทศไทยยังคงอีกไกลกว่าจะสิ้นสุด
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี ระบุในรายงานข่าวของเว็บไซต์ www.nytimes.com ระบุว่า หวั่นจะเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย และหากกองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้ง อาจเป็นสาเหตุทำให้ประเทศไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะยิ่งสร้างความลำบากให้กับประเทศไทยและธุรกิจไทยที่ต้องการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ
"ถ้ามีความแตกแยกจากสถาบันอื่นๆ นอกรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นรัฐบาล อีกครั้งในประเทศไทย หรือเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในสังคมอีก ย่อมมี ผลร้ายทั้งต่อเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ซึ่งจะแย่ยิ่งกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา" เอสแอนด์พีระบุ
นายแม็กซิม เบอร์เนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของแคนาดา ระบุในแถลงการณ์ว่า แคนาดารู้สึกยินดีที่ไทยสามารถกลับเข้าสู่เส้นทางของประชาธิปไตยได้อีกครั้ง และเรากำลังรอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยเราจะติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป


ดึงเกมประคองสุดขั้ว [27 ธ.ค. 50 - 03:37]


ไม่แน่ใจว่า อาจเป็นเพราะหมอดูทัก “ปากจะเป็นภัย” ทำให้ชวดโอกาสทอง ในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่อยู่แค่เอื้อม

“ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงได้เก็บเนื้อเก็บตัว

สงบปากสงบคำเป็นพิเศษ

สังเกตว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศชัยชนะในสนามเลือกตั้ง แถลงเชิญชวนพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาล ระยะ 2-3 วันมานี้ “ลุงหมัก” ทำตัวเป็นนินจาล่องหน แวบออกจากบ้านตั้งแต่พระยังไม่ออกบิณฑบาตทุกวัน

นักข่าวตามดักสัมภาษณ์กันไม่ทัน

แต่อีกนัยหนึ่ง เขาก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจนแล้ว “ลุงหมัก” แค่แต่งตัวรอเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เดินหน้าในการเจรจาทาบทามพรรคร่วมรัฐบาล เป็นงานในภารกิจของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

คนที่ต่อสายตรงถึงฮ่องกงได้ตลอดเวลา

ก็อย่างที่เห็น “หมอเลี้ยบ” แถลงความคืบหน้ารายวัน หลังจากที่แพลมไต๋มีพรรคการเมืองตอบรับร่วมรัฐบาล รวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง

ล่าสุดประกาศตัวเลขรัฐบาล 254 เสียง

ดูจากจำนวนก็ลงตัวพอดี พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง และพรรคประชาราชอีก 5 บวกกับพรรคพลังประชาชน 233 ที่นั่ง

ล็อกแต้มประกันความปลอดภัย ได้จัดรัฐบาลชัวร์

แต่จะแน่นปึ๊ก มีเสถียรภาพแค่ไหน ดูแล้วอย่างไรเสียพรรคพลังประชาชนก็ต้องตามง้อตามงอน 61 เสียงของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่แท็กทีมกันแน่นกับทีมงานพรรคเพื่อแผ่นดิน จนหยดสุดท้าย

เพราะตัวเลข 254 เทียบกับ 315 ระดับความอุ่นใจมันต่างกัน

และสถานการณ์มาถึงตรงนี้ โดยท่าทีที่สะท้อนออกมาจาก “บิ๊กเติ้ง” และทีมงานพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังอยู่ที่ระดับ 50/50

มีลุ้นพลิกได้ทุกหน้า

โดยข้ออ้างที่ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ยังไม่รู้ตัวเลขสุดท้ายหลังการแจกใบเหลือง ใบแดง จะนิ่งอยู่ที่ตรงไหน

อ่านกันง่ายๆ ก็แค่ลีลาของเซียนเขี้ยวลากดิน ดึงราคาต่อรอง

แต่ลึกๆโดยเงื่อนไขความจำเป็นของพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่ต้องประกาศจับมือกันเป็นตัวแปรสำคัญ ดึงเกมร่วมรัฐบาล มันก็ใช่จะไม่มีเหตุอันควรเอาซะเลย

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยังสุดขั้วสุดโต่ง

ฝั่งชนะ ขุนศึกค่ายพลังประชาชนกำลังฮึกเหิมกับเสียงที่ถล่มทลาย ไม่ทันไรก็ตั้งท่าจะโละนั่นโละนี่ “นายใหญ่” กำหนดโปรแกรมจะกลับบ้านกันเดือนนั้นเดือนนี้

ออกลีลาเต๊ะจุ๊ย วางมาดแถลงเชิญชวนพรรคร่วมรัฐบาลออกอากาศ ประกาศกันลอยๆ เหมือนจะแสดงความหยิ่งไม่ง้อใคร

ไม่ต้องกระดิกนิ้ว เดี๋ยวก็วิ่งมาหาเอง

ขณะที่ฝ่ายแพ้ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ เครือข่ายพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ทหาร ทีมงานสกัดขั้วอำนาจเก่า กำลังตกอยู่ในอาการผิดหวังอย่างแรง

ระคนผวาจะโดนล้างแค้นเอาคืน

แผนสกัด “ทักษิณ” ล่มไม่เป็นท่า เกมเพาเวอร์เพลย์ กำลังอยู่ในขั้นหัวเลี้ยวหัวต่อ

หากพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินในฐานะตัวแปร รีบด่วนตัดสินใจกระโดดเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนตั้งแต่นาทีแรก แสดงตัวแสดงตนเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีได้ชั่วข้ามคืน

แรงหมั่นไส้จากฝ่ายตรงข้าม “ทักษิณ” คงจะพุ่งเข้าใส่

โดยเฉพาะคิวของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ล้วนแต่เป็นอดีตลูกน้องเก่าของอดีตนายกฯทักษิณ หากจะชิ่งไปแตะมือกับพรรคพลังประชาชน โดยภาพหนีไม่พ้นเครือข่ายไทยรักไทยเก่ากลับไปรวมหัวกันใหม่ ดีไม่ดีจะยั่วให้หน่วยสกัดอำนาจเก่าตามรวบอีกรอบ

ในทางกลับกัน หากพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินแสดงอาการดึงดันจะร่วมยื้อจัดรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ สวนกระแสที่เทให้พรรคพลังประชาชนได้เสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง

มีหวังโดนจิกโดนด่า ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่

ทำตาม “ใบสั่ง” อำนาจพิเศษ

เร้ากองเชียร์ “ทักษิณ” ให้ลุกฮือ ทวงความชอบธรรม.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

จาก http://www.thairath.co.th/#