ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 16, 2011

'มานิตย์'งัดกฎหมายแจง ปัดนปช.จาบจ้วง-หมิ่นสถาบัน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"มานิตย์ จิตจันทร์กลับ" งัดกฎหมายแจงความหมาย "จาบจ้วง" กับ "หมิ่นฯ"
ถามแกนนำแดงปราศรัยมีคำไหนหมิ่นฯ ไล่ "ประยุทธ์-สรรเสริญ" กลับกรมกอง อย่าผูกขาดจงรักภักดี...

ที่พรรคเพื่อไทย วันที่ 16 เม.ย. นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
ขณะนี้มีการให้สัมภาษณ์สร้างความสับสนโดยเฉพาะการกล่าวถึง
คำว่า "จาบจ้วง", "สถาบัน" และเรื่อง "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
จึงขออธิบายความตามกฎหมาย
โดยคำว่าจาบจ้วง หมายถึง อาจเอื้อมล่วงเกินผู้อื่นด้วยวาจา
การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมายถึง การกระทำเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ซึ่งต้องตีความวิเคราะห์ถ้อยคำ ว่าหมายถึง
การแสดงกิริยาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือรัชทายาท
โดยความรวมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ
การกล่าววาจาว่าร้ายพระมหากษัตริย์ ดังนั้น
คำกล่าวในการปราศรัยของ
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายวิเชียร ขาวขำ และ
นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.
ตนอยากรู้ว่ามีคำไหนที่ที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
การเอาคำพูดมาแปลความ ต้องใช้ดุลพินิจทั้งหมด จะจำเอาคำใดคำหนึ่งมาเล่นไม่ได้

"ผมอยากรู้ว่าหน้าที่ของทหารคืออะไร มีหน้าที่อะไรมาให้สัมภาษณ์เรื่องนี้
การดูแลเรื่องนี้มีเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งดูแลอยู่โดยตรงและศึกษามามากกว่า
ทหาร จริงอยู่ที่อาจมีคนเห็นว่าเป็นการหมิ่นสถาบันต้องการไปแจ้งความสามารถทำได้
แต่ที่สุดแล้วเป็นดุลพินิจของตำรวจที่จะพิจารณาดำเนินคดี" นายมานิตย์ กล่าว

นายมานิตย์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากข้อความไปถึง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ว่า
"น้องเอ๊ยกลับกรมกองเถิด หน้าที่ของท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน
หน้าที่ของคนอื่นมีคนทำแล้ว อย่าผูกขาดความจงรักภักดีไว้คนเดียวเลย
คนของพรรคเพื่อไทยมีคนไหนที่ไปก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบัน ไม่มีเลย".


http://www.thairath.co.th/content/pol/164425

แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐ เซง 6คนลากตั้ง 75คน จี้ต่อมสำนึกเลิกวิ่งเต้นนั่ง“ประธาน ส.ว."

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

เสร็จเค้าตามเคย


จันทร์นี้(18 เม.ย.)หลังหยุดยาวสงกรานต์ผ่านไป ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ 73 คน ก็จะเข้าปฏิญาณตนเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยสมบูรณ์

จากนั้น วันศุกร์หน้า (22 เม.ย.) ก็จะถึงวาระสำคัญคือ  การเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ แทนประธานวุฒิสภาคนเดิม

“แม่ลูกจันทร์” อยากรู้เหมือนกันว่าประธานวุฒิสภาคนใหม่จะเป็นใคร??

ส.ว.เลือกตั้ง? หรือ ส.ว.ลากตั้ง? ใครจะเข้าวิน??

ว่ากันตามหลักการ ประธานวุฒิสภาคนใหม่ควรมาจาก “ส.ว.เลือกตั้ง” ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง

เพราะนี่คือหัวใจสูงสุดของระบอบประชาธิปไตย

ส่วน “ส.ว.ลากตั้ง” ซึ่งไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง แต่มาจากคน 6 คน ตัดสินใจแทนประชาชนว่าจะให้ใครเป็นส.ว.??

ทั้งๆที่ประชาชน 60 ล้านคน ก็ไม่ได้เต็มใจมอบอำนาจให้คนทั้ง 6 คนเป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา

ส.ว.ลากตั้งทั้ง 73 คน จึงไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

“แม่ลูกจันทร์” จึงขอสรุปว่า เมื่อประชาชนไม่ได้เลือกตั้งพวกคุณมาโดยตรง “ส.ว.ลากตั้ง” จึงไม่สมควรนั่งเก้าอี้ประมุขสูงสุดของวุฒิสภา

ถึงรัฐธรรมนูญฉบับมดลูก คมช.จะเขียนเปิดช่องให้ ส.ว.ลากตั้งเป็นประธานวุฒิสภาได้ก็จริง

แต่ก็ไม่เหมาะสม ไม่ชอบธรรม และไม่สง่างาม

อนึ่ง ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ “ประสพสุข บุญเดช” ซึ่งเป็น ส.ว.ลากตั้ง ก็ได้เป็นประธานวุฒิสภามาแล้ว 3 ปี

เมื่อ “ท่านประสพสุข” พ้นตำแหน่งไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ “ส.ว.เลือกตั้ง” เป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

เพราะ ส.ว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันเหลือวีซ่าอีกเพียง 3 ปี ก็จะครบเทอม ในขณะที่ ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ยังถ่างขาอยู่ไปได้อีกตั้ง 6 ปี

ด้วยเหตุฉะนี้ “แม่ลูกจันทร์” จึงขอสนับสนุน ส.ว.เลือกตั้งให้เป็นประธานวุฒิสภาคนต่อไป

และขอคัดค้าน ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ ที่กำลังเตรียมผลักดัน “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ส.ว.ลากตั้งน้องใหม่เปิดซิง ให้ชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภา

ความจริง “แม่ลูกจันทร์” ชื่นชอบ “พล.อ.ธีรเดช” เป็นส่วนตัว

เพราะเป็นทหารอาชีพ มือสะอาดพูดจาสุภาพนุ่มนวล

แต่โดยหลักการ “แม่ลูกจันทร์” ไม่เห็นด้วยที่ ส.ว.ลากตั้งจะผูกขาดเก้าอี้ประธานวุฒิสภาเอาไว้ฝ่ายเดียว!!

อย่างไรก็ตาม “แม่ลูกจันทร์” สังหรณ์ใจว่า ในที่สุด “พล.อ.ธีรเดช” ตัวแทนกลุ่ม ส.ว.ลากตั้ง จะได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่อย่างสะดวกโยธิน

เพราะ ส.ว.เลือกตั้ง ซึ่งมีอยู่ 76 คน แตกแยกกันเอง

แตกกันเป็น  3  กลุ่ม  เพราะมี  ส.ว. เลือกตั้งเสนอตัวชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาพร้อมกันถึง 3 คน

1, นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิฯคนปัจจุบัน ส.ว.เลือกตั้ง จังหวัดฉะเชิงเทรา

2, ดิเรก ถึงฝั่ง ประธานกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญวุฒิสภา ส.ว.เลือกตั้ง จังหวัดนนทบุรี

3, กฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวขอเป็นทางเลือกที่ 3 อีกคน

ทีนี้เมื่อต้องโหวตตัดสินในสภาฯ คะแนนเสียงของกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้งทั้ง 3 คน ก็ต้องตัดคะแนนกันเอง

พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ผู้ท้าชิงฝ่ายลากตั้ง ก็จะแซงเข้าป้ายอย่างสบายแฮ

สรุปว่า “เลือกตั้ง” เสร็จ “ลากตั้ง” อีกตามเคย.


"แม่ลูกจันทร์"


(ที่มา ไทยรัฐ , 16 เมษายน 2554)

บทความมติชน(สุด) : 73 ส.ว.ลากตั้ง – ขั้วอำมาตย์ผงาด ยึดสภาสูง-สกัด"ทักษิณ"

ที่มา มติชน

โดย lovethai

73 ส.ว.สรรหา - ขั้วอำมาตย์ผงาด กลุ่ม 40 ส.ว."คึก" ลูกข่าย คมช."คัก" ยึดวุฒิสภา - สกัด "เพื่อนแม้ว"



ในประเทศ


ในที่สุดรายชื่อ 73 ส.ว.สรรหา โดยการเลือกเฟ้นเป็นอย่างดีของของคณะกรรมการสรรหา 6 อรหันต์ทองคำ ก็ประกาศผลการสรรหาอย่างเป็นทางการแล้ว

กระแสสังคมไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ตอบรับเท่าที่ควร กับชื่อที่ประกาศออกมา เพราะกริ่งเกรงว่าสภาสูงจะขาดความสง่างาม และกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของอำนาจที่มองไม่เห็น เนื่องเพราะ "ตัวบุคคล" ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา มีจำนวนไม่น้อยที่ "แบ๊กกราวด์" สามารถโยงใยไปถึงกลุ่มบุคคลที่เรืองอำนาจในอดีต

โดยเฉพาะฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รู้กันดีว่าเป็นเจ้าของ "ตัวจริง-เสียงจริง" ของพรรคเพื่อไทย

จนทำให้คาดการณ์ว่าการเมืองในระบอบคือ เวทีรัฐสภา หากเกิดปรากฏการณ์พรรคฝ่ายค้านพลิกบทบาทกลับมาเป็นฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหารในปัจจุบันต้องกลับไปทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบแล้ว ฟันธงล่วงหน้าได้ว่า การเมืองในซีก "สภานิติบัญญัติ" ระอุถึงขั้นปรอทแตกได้ง่าย

เพราะจะเห็นการรับ-ส่ง ลูก ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร กับ วุฒิสภา ในการ "เกาะติด" ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างกระชั้นชิดแน่นอน

ในทางกลับกัน ฝ่ายบริหารยังมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำอยู่เช่นเดิม ก็เชื่อแน่ว่าบรรยากาศอวยกันไปมาระหว่าง 2 สภาแน่นอน



โดยหลักการของการมีวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดองค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภาไว้ 2 ส่วน โดยส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เป็น ส.ว.ประจำจังหวัด และอีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 สาขา ได้แก่ ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่นๆ

ฉะนั้น โดยองค์ประกอบของบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาสูงนั้น จึงสามารถทำหน้าที่ได้เป็นเหมือนกับ "เซพทีคัต" ทางการเมือง คอยเบรกหรือบรรเทาปัญหาก่อนที่จะบานปลายลุกลามใหญ่โต

แต่หากบังเอิญว่าในองค์กรที่ต้องทำหน้าที่สร้างสมดุลให้กับการเมืององค์รวม เพราะความเสียศูนย์ในตัวขององค์ประกอบสภา แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?

ส่องกล้องดูรายชื่อ 73 ส.ว.สรรหา ใหม่ ก็พบว่ากลายเป็น ส.ว.สรรหา เก่า เสีย 31 คน ได้แก่ นางกอบกุล พันธุ์เจริญวรกุล นายคำนูณ สิทธิสมาน น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ นางตรึงใจ บูรณสมภพ นายถาวร ลีนุตพงษ์ นายพิเชต สุนทรพิพิธ นายวิทวัส บุญญสถิตย์ นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ นายอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล นายธวัช บวรวนิชยกูร นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน นายบุญชัย โชควัฒนา นางยุวดี นิ่มสมบูรณ์ พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นางกีรณา สุมาวงศ์ นายตวง อันทะไชย น.ส.ทัศนา บุญทอง นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ น.พ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ นายสมชาย แสวงการ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายอนุรักษ์ นิยมเวช พล.อ.เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ นายประสงค์ นุรักษ์ นายมณเฑียร บุญตัน พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี นายสมัคร เชาวภานันท์ และ นายอโนทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในจำนวน ส.ว.สรรหา ชุดเก่า ที่ได้รับสรรหากลับเข้ามาทำงานต่ออีกครั้งนั้น อยู่ในกลุ่ม 40 ส.ว. ถึง 21 คน

คงยังไม่ลืมกันว่า บทบาทการทำหน้าที่สภาพี่เลี้ยงของกลุ่ม 40 ส.ว. นี้ มีความใกล้ชิดและสอดคล้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่ม ที่อยู่ตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยอยู่ จนมีหลายคนแอบเรียก ส.ว. กลุ่มนี้ลับหลังว่า "ส.ว.เสื้อเหลือง"



ขณะที่ ส.ว.สรรหาหน้าใหม่ ที่แจ้งเกิดเข้ามาได้อีก 51 คน เมื่อดูความเป็นไปในอดีตที่ผ่านมา เชื่อว่าคงทำให้ "คนรักแม้ว" ขนหัวลุกไปตามๆ กัน เพราะส่งตรงมาจากกลุ่มก้อนของขั้วอำนาจที่เคยยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ชื่อของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บรรดาสมาชิกพรรคไทยรักไทย คงคุนเคยกันดี

พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมทหาร (ตท.6) รุ่นเดียวกับแกนนำ คมช. พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ผอ.ททบ.5 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปัจจุบัน

หรือแม้กระทั่ง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีตที่ปรึกษา รมว.กลาโหม น้องชาย พล.อ.ประวิตร

ถามว่า นี่คือปรากฏการณ์แห่งการรุกคืบเข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ใช่หรือไม่ ?

และหากนำมาประกบกับ ส.ว.สรรหาหน้าใหม่ ที่เป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มาก่อนเก่า นักคิดนักวิชาการ นักกฎหมาย และเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ อีกกว่า 10 คน ก็เท่ากับว่า น้ำหนักของ ส.ว. ซีกที่ "ไม่เอาทักษิณ-ไม่เอาเสื้อแดง" ก้ำกึ่งเกินครึ่งค่อนสภาสูงไปแล้ว

นายวันชัย สอนศิริ ทนายความ และผู้จัดรายการ "คลายปม" ทางช่อง 11 ซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาล ขณะที่ นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ ก็ใกล้ชิดกับพรรคสีฟ้า เมื่อครั้งหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ก็เคยรับหน้าที่เป็นหนึ่งในกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกพ้องในข้อหาทุจริตมาแล้ว

ส่วน นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง "นามสกุล" คงจะพอคุ้นหูใครหลายคน หรือ นายปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ว.สรรหาจากภาคอื่นๆ ก็เป็นพี่ชายของสามี นางนาตยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกันกับ นายสุธรรม พันธุศักดิ์ เจ้าของทิฟฟานี่ บิดา น.ส.อริสา พันธุศักดิ์ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์

ทำให้เมื่อประกาศรายชื่อ ส.ว.สรรหาชุดใหม่ออกมา พรรคเพื่อไทยถึงกับเต้นผาง รีบตั้งโต๊ะแถลงข่าว เตรียมร้องเรียนกระบวนการสรรหาว่าไม่ชอบธรรม ...เหมือนรู้ชะตากรรมล่วงหน้าว่าสภาสูงไม่ใช่มหามิตรอีกต่อไป



(ที่มา มติชน สุดสัปดาห์ ,ฉบับประจำวันที่ 15-21 เมษายน 2554)

ผมเชียร์ให้มีการรัฐประหารยึดอำนาจ ..โดยทหารของทรราชคนไหนก็ได้

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira

ถามว่าประเทศไทยมีปืนกี่กระบอก ?
ที่อยู่ในครอบครองของพลเรือน



นักนิติวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์บอกว่าน่าจะ
เกิน 10 ล้านกระบอก
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าคนไทยมีปืนพอๆ กับโทรศัพท์มือถือเลย

ที่ใดมีสงคราม ที่นั่นมีคนได้ผลประโยชน์จากสงคราม

ปัจจุบันประเทศไทยมีอาวุธปืนถูกกฎหมายอยู่ในความครอบครองของพลเรือน
มากกว่า 6,000,000 กระบอก


.........ส่วนใหญ่เป็นปืนพกสั้น และมีปืนเถื่อนอยู่ไม่เกิน 2-3% ของจำนวนปืนทั้งหมด
แต่ในกรณีของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบนั้นเขาไม่สามารถระบุได้ เพราะมีข่าวว่า ปืนจำนวน
หนึ่งที่ถูกนำมาก่อเหตุ เป็นปืนที่นำเข้ามาจากชายแดนฝั่งตะวันออกของประเทศไทยและ
ยังมีอาวุธปืนที่ผ่องถ่ายระหว่างกันกับเครือข่ายผู้ก่อการร้ายในประเทศ ที่มีปัญหาความไม่
สงบ ซึ่งไม่มีข้อมูลหลักฐานว่าจริงเท็จอย่างไร


ฐานข้อมูลของกรมศุลกากร การนำเข้าอาวุธปืนมาในประเทศไทย รวมปืนทุกชนิด
ตั้งแต่ขนาด .357, 5.5 มม., 6.35 มม., 7.65 มม., 9.00 มม., 11 มม. ปืนพกสั้นอื่นๆ
รวมทั้งปืนลูกซองและ ไรเฟิล ยังไม่นับอาวุธสงครามหลากหลายชนิด ที่ยังมีซุกซ่อนไว้
ในเขตงาน ของอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ.คลังอาวุธปิดลับ จำนวนหนึ่ง

ปัจจุบันอาวุธปืนที่อนุญาตให้บุคคลครอบครองทั่วประเทศ มี ๒ ประเภท คือ

.........อาวุธปืนสั้น จำนวน ๓,๖๗๕,๓๒๐ กระบอก
.........อาวุธปืนยาว จำนวน ๒,๔๕๐,๒๑๔ กระบอก
.........รวมจำนวนทั้งสิ้น ๖,๑๒๕,๕๓๔ กระบอก

การอนุมัติให้นำเข้าอาวุธปืนจาก พ.ศ.๒๕๔๙ ถึงปัจจุบัน จำนวน ๒ ชนิด คืออาวุธปืนสั้น
และอาวุธปืนยาว จำนวนทั้งสิ้นแยกเป็นรายปีดังนี้


ทหารไทย หากจะคิดรบกับประชาชน วิเคราะห์ใหม่

ซึ่งหากมีการจัดตั้ง กองกำลังต่อต้านระบอบอัปลักษณ์ นี้ และ มีเหตุประทุ ปะทะ เริ่ม
มีการเข่นฆ่าประชาชนเกิดขึ้นอีก ศักราชนี้คนไทยทุกสีคงได้เห็น ประชาชนที่ทนต่อไปไม่ไหว
นำเอาอาวุธปืนที่มีในครอบครอง ออกมาทำการต่อสู้กับกองทหารของทรราช และยิ่งกว่านั้นอาวุธ
สงครามนานาชนิด คงทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฝั่งตะวันออก และทางเหนือ อีก
มหาศาล จากมิตรประเทศที่รัก พันธมิตรของอดีตนายกฯ

.........


ฝันไปเถิด หากจะฆ่า จะยิง แล้วขนศพไปอำพรางทำลายทิ้ง อีกครั้ง
ประชาชน รุ่นใหม่นี้ เขามีบทเรียนมาแล้ว ใครจะโง่เอาตัวมาตายฝ่ายเดียว


ข้อมูลล่าสุด ทหารกองประจำการ ลูกหลานรากหญ้าทั้งหลายทุกหมู่เหล่านั้น เขาได้เริ่ม
มีการปลูกฝังความคิดจากครอบครัวพ่อแม่ ให้ต่อต้านหากมีคำสั่งที่มิชอบให้เข่นฆ่าประชาชน
ด้วยการ ร่วมกลุ่มเพื่อนทหารในหน่วยนั้น ให้ปลิดหัวผู้บังคับบัญชา ริบ ลัก อาวุธ ออกมา
สนับสนุนประชาชนในพื้นที่


กลัวครับ กลัวใจ รากหญ้า ปี 2554 ยุคอินเตอร์เน็ต นี้จริงๆ

.....ไหนจะกล้อง มือถือเก็บภาพหลักฐาน อีกเป็นล้านๆกล้อง

.....................
.......

งานนี้ ผมเชียร์ให้มีการ รัฐประหารยึดอำนาจ โดยเร็วครับ
ชักเบื่อการชุมนุมแบบยืดเยื้อเพื่อการเลือกตั้งเต็มทน บอกตามตรง





**ปล. บทความเก่ามา รีรันใหม่ อัพเดทยังทันสมัยครับ




บันทึกการเข้า

...........................
................................รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ

"ณัฐวุฒิ-จตุพร"พบตร.รับทราบข้อหาหมิ่นเจ้า17เม.ย.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยแกนนำ
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์
เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งว่า
ว่าปราศรัยหมิ่นสถาบันเบื้องสูงในวันที่ 17 เม.ย.นี้


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10382

"พท."เปิดตัว"วัน อยู่บำรุง-บุตรีอดีตรองผบ.ตร."ชิงชัยส.ส.กทม."ลูกเฉลิม"ชัวร์คะแนนเสียงสนับสนุน

ที่มา มติชน





ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวนายวัน อยู่บำรุง ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขตบางบอน ซึ่งเป็นบุตรของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย และดร.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ บุตรสาว ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขตห้วยขวาง ซึ่งบุตรสาว พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


ดร.อนุตมา กล่าวว่า ตนมีประสบการณ์การทำงานในกรมส่งเสริมการส่งออก ต่อมาผันตัวเองมาทำงานด้านวิชาการ สอนด้านการตลาดระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากความรู้ประสบการณ์และความสามารถเท่าที่มี มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะมารับใช้คนไทย


ด้านนายวัน กล่าวว่า การเลือกมาเป็นผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เพราะเห็นว่าพรรคมีกระแสความนิยมดี และส่วนตัวมีความศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะลงสมัคร ส.ส.ในเขตบางบอน หนองแขม ซึ่งตนมั่นใจคะแนนเสียงสนับสนุนจากการที่ได้ทำพื้นที่มาเป็นเวลานาน มีญาติเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และมีคะแนนเสียงสนับสนุนจากบิดาและความนิยมของคนในพื้นที่ที่มีต่อพรรค

อย่างไรก็ตาม นายจิรายุ กล่าวว่า พรรคได้พิจารณาทั้งหมดแล้ว ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนทั้ง 33 เขต เป็นเพราะอยู่ระหว่างการแบ่งเขต ที่จะกำหนดชัดเจนหลังวันที่ 23 เมษายน หากประกาศก่อนจะขัดกับการแบ่งเขต ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ประชาธิปัตย์กังวลเสื้อแดง เตรียมแปลวิกิลีกส์แจกเครือข่าย รุมฟ้องหมิ่น"ป๋าเปรม"

ที่มา มติชน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กำลังแปลเอกสารลับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการายงานกลับประเทศและถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิกิลีกส์เป็นภาษาไทย เพื่อจะแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศนำไปดำเนินคดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นสถาบันว่า ได้ติดตามข่าวเหล่านี้ ยอมรับว่า ปชป.มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้ ต้องขอบคุณสื่อที่ไม่นำเสนอข้อความที่กระทบและพาดพิงสถาบันของชาติ ที่แกนนำเสื้อแดงปราศรัยบนเวทีวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

"ปัญหาเรื่องนี้ ขอให้สื่อใช้วิจารณญาณในการงดการเสนอข่าว โดยเฉพาะที่นายขวัญชัยเตรียมถ้อยคำที่ไม่มียืนยันว่าเป็นความจริง ที่ลงในเว็บไซต์วิกิลีกส์เผยแพร่ทั่วโลก เพียงเพื่อเจตนาสร้างความเข้าใจผิดต่อสถาบันสูงสุดของประเทศและต่อบุคคลที่ทำงานรับใช้สถาบัน ตรงนี้ขอประณามนางธิดา โตจิราการ แกนนำเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทย โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังออกมายืนยันว่าจะส่งบุคคลเหล่านี้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย" นพ.บุรณัชย์กล่าว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 16/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย lablabla



เพราะมันคือ พวกอุบาทว์ ทายาทอสูร
จึงเกื้อกูล วาดฝัน โดยสรรหา
มันลากตั้ง จงใจ จนได้มา
ด้วยต่ำช้า สามานย์ สันดานเลว....

ยุคมืดมน ป่นปี้ อัปรีย์แฝง
จึงโจ่งแจ้ง เย้ยประชา พาลงเหว
เผยทาสแท้ โสมม สมพวกเลว
ดั่งไฟเปลว สุมประเทศ ทุกเขตคาม....


คุณภาพ คับแก้ว ส่อแววไว้
แถมเส้นใหญ่ มาก ล้น เกินคนถาม
ประชาธิปไตย ย้อนยุค เริ่มลุกลาม
จึงทำตาม ธงตั้ง สมดั่งใจ....

คมช. พากชั่วช้า เลวสารพัด
ยังเล่นลิ้น ตระบัดสัตย์ แล้วจัดให้
พธม. สีขี้ อัปรีย์ไง
จับยัดใส่ ทันที ไม่รีรอ....

พวกพรรคเปรต เดนนรก นักฉกฉวย
มันเอออวย ลากไป เพราะใครหนอ
สมพวกเฮี่ย ใส่สูท โก่งตูดรอ
สัตว์สอพลอ มุ่งร้าย ทำลายเมือง....


ขออภัยวันนี้มาช้า เพิ่งเดินทางถึงกรุงเทพฯ ครับ

๓ บลา / ๑๖ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

“ป๋าเปรม” เมิน นปช. ฟ้องหมิ่นสถาบัน ขอเรื่องจบหยุดพูดถึงสถาบัน "มาร์ค" หนุน ผบ.ทบ.ฟ้อง นปช.

ที่มา ประชาไท

“ป๋าเปรม” เมิน นปช. ฟ้องหมิ่นสถาบัน ขอเรื่องจบหยุดพูดถึงสถาบัน ด้าน มทภ. 1 ชี้ไม่สมควรฟ้องป๋าหมิ่น ยันภักดีสถาบันสูงสุดแล้ว แนะแยกเรื่องการเมืองกับสถาบัน ขณะที่โฆษก ทบ.เตือนผู้ใหญ่เพื่อไทยต้องปรามแดงจาบจ้วง วอนคนไทยอย่าเชื่อลมปาก นปช."มาร์ค" หนุน ผบ.ทบ.ฟ้องคดีหมิ่นสถาบัน นัดคุยกกต.เตือน กม.หาเสียงระวังหมิ่น

16 เม.ย. 54 - พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กำลังแปลเอกสารลับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการายงานกลับประเทศ และถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิกิลีกส์เป็นภาษาไทย เพื่อจะแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศนำไปดำเนินคดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นสถาบันว่า เป็นเรื่องเก่าที่เขาพูดกันมานานแล้ว ซึ่งไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง เป็นแค่เพียงเอกสารแผ่นหนึ่งเท่านั้น และเท่าที่ทราบ พล.อ.เปรม ท่านไม่ได้ว่าอะไรในเรื่องนี้ เพราะไม่มีผลลบอะไรกับท่าน อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้เรื่องนี้จบลงตรงนี้ ไม่อยากให้เอาไปพูดต่อๆ กัน เพราะจะกลายเป็นว่าคนที่พูดเข้าข่ายหมิ่นสถาบันไปด้วย

พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า ในฐานะที่ พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพรักของทหารทุกคน เราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว คนไทยทุกคนก็ทราบดีว่า พล.อ.เปรม มีความจงรักภักดีสูงสุด ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ดังนั้นผู้ที่จะดำเนินการฟ้องร้องท่าน ถือว่าไม่สมควร และไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งที่ไปกล่าวหาว่าท่านหมิ่นสถาบัน ตนไม่เข้าใจว่า เขาเอาเนื้อหาในเอกสารฉบับนั้นไปตีความกันอย่างไร ถึงออกมาในลักษณะเช่นนี้ เพราะ พล.อ.เปรม เป็นบุคคลที่มีความจงรักภัดดีต่อราชวงศ์จักรี ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ท่านจะถูกฟ้องร้องด้วยข้อหาหมิ่นสถาบัน

เมื่อถามว่า คนเสื้อแดงตั้งใจทำลายองค์กรหลักๆ ที่ดูแลปกป้องสถาบัน เช่น กองทัพ สถาบันองคมนตรี หรือไม่ พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า เป็นเรื่องของคนบางคน บางกลุ่มเท่านั้น ความนิยมชมชอบทางการเมืองก็ว่ากันไป แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่ม ที่มีความคิดแอบแฝง อาศัยการชุมนุมเข้าไปหมิ่นหรือโจมตีสถาบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ควรกระทำ การแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมืองสามารถพูดได้ และต้องไม่บิดเบือนความจริง แต่เราต้องแยกให้ออกระหว่างเรื่องการเมือง กับสถาบัน การที่จะมีใครคนใดหรือกลุ่มใดออกมาจาบจ้างสถาบัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าการประโคมข่าวการหมิ่นสถาบัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลในการเลือกตั้ง พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า คงจะไม่ใช่ ทหารไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ดำเนินการฟ้องร้องแกนนำ นปช.นั้น เป็นเรื่องของส่วนบุคคล ไม่ได้ฟ้องร้องคนอื่นที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น และการดำเนินการเช่นนี้ เพราะผู้บัญชาการทหารบก ยอมรับไม่ได้ที่จะมีใคร คนใดคนหนึ่งออกมาพูดจาบจ้วงสถาบัน

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทั้ง พล.อ.เปรม ผู้บัญชาการทหารบก และกองทัพ มีจุดยืนเดียวกัน คือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และทางกองทัพเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง พล.อ.เปรม ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาตลอดชีวิตของท่าน ใครจะแปลเจตนาอย่างไรเราไม่สน เรากังวลเพียงแต่ว่าในกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง ถ้ามีใครคนใดที่หมิ่นสถาบัน ผู้ใหญ่ในพรรคจะต้องออกมาดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องใครพูดก็รับผิดชอบเอง ส่วนตนก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน อยู่เฉยๆ ผู้ใหญ่เหล่านั้นต้องออกมาปราม

เมื่อถามว่า เป็นการเอาคืนกองทัพหรือไม่ ที่ไปฟ้องร้องแกนนำ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ก็แล้วแต่เขา เจตนาของเราคือรับใช้ ปกป้องสถาบัน ซึ่งคนว่าสังคมไทยรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ผู้บัญชาการทหารบก ก็ขอวิงวอน ประชาชนให้พิจารณาเรื่องราวต่างๆ โดยยึดข้อเท็จจริง อย่าไปเชื่อลมปากของคนอื่น และช่วยกันปกป้องสถาบันอันเป็นที่รัก นอกจากนี้ ท่านได้เน้นย้ำให้กำลังพลในกองทัพ และครอบครัวช่วยกันดูแลและใส่ใจในเรื่องนี้

"มาร์ค" หนุน ผบ.ทบ.ฟ้องคดีหมิ่นสถาบัน นัดคุยกกต.เตือน กม.หาเสียงระวังหมิ่น

เมื่อเวลา 16.15 น.วันที่ 16 เม.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนักการเมืองมองว่าการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เดินหน้าฟ้องคดีหมิ่นสถาบัน เป็นสัญญาณหนึ่งที่อาจทำให้ไม่มีการเลือกตั้งว่า เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องนั้นเป็นการรักษากฎหมาย ซึ่งกองทัพ ตำรวจและทุกคนมีหน้าที่ช่วยกันดูแล เมื่อสัปดาห์ที่แล้วตนขอให้กกต.เข้ามาช่วย โดยให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ทำหนังสือถึงกกต. อยากให้กกต.มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่นำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมืองในทุกแง่ทุกมุม ซึ่งไม่ควรจะมี เพราะพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง

นายกฯ กล่าวว่า การที่ให้สลค.ทำเช่นนั้นเพื่อให้กกต.ออกเป็นข้อกำหนดที่ชัดเจน พรรคการเมืองและนักการเมืองจะได้ทราบและหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา การมีพรรคหรือนักการเมืองคนใดนำไปปราศรัย กกต.จะได้เข้ามาดูแลอีกทางหนึ่ง เช่นเดียวกับวันที่ 10 เม.ย. ที่คนเสื้อแดงนำไปปราศรัยบนเวที ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ รัฐบาลจะไม่มีการยื่นเรื่องให้กกต.ยุบพรรค แต่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ และตนไม่คิดว่าจะนำเรื่องของพล.อ.ประยุทธ์ มาโยงการเมือง เป็นเพียงสะท้อนความคิดเห็นและความเข้มแข็งของตัวผบ.ทบ.

ที่มาข่าว: คม ชัด ลึก [1] [2]

*อัพเดทข่าว 21.00 น.

“มานิตย์” งัดพจนานุกรมโต้ทหาร ชี้อย่าผูกขาดความจงรักภักดี

ที่มา ประชาไท

“มานิตย์” งัดพจนานุกรมโต้ทหารกล่าวหา 3 แกนนำนปช.จาบจ้วง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ย้อนให้กลับไปดูความหมายให้ดี อย่าตีความเพื่อใส่ร้าย ประชาธิปัตย์กังวลเสื้อแดง เตรียมแปลวิกิลีกส์แจกเครือข่าย รุมฟ้องหมิ่น "ป๋าเปรม"

16 เม.ย. 54 - ที่พรรคเพื่อไทย นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำ นปช.และคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค แถลงถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ากลุ่ม นปช.ปราศรัยจาบจ้วงหมิ่นสถาบัน ในการชุมนุมใหญ่วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า คำว่าจาบจ้วง ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า ล่วงเกินผู้อื่นด้วยวาจา ขณะที่การกระทำอันเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งความผิดฐานหมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แปลว่าใส่ความหรือกล่าวหาเรื่องร้ายพระมหากษัตริย์ จึงถามว่าคำปราศรัยของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช. ถามว่าคำไหนที่เป็นการกล่าวร้ายให้พระมหากษัตริย์เสียหาย การปราศรัยหรืออภิปรายต้องฟังตั้งแต่ต้นจนจบไม่ใช่จับเอาคำหนึ่งคำใดมาเล่นเพื่อใส่ร้าย

นายมานิตย์ กล่าวว่า ส่วนทางด้านทหาร ถามว่ามีหน้าที่อะไรไปให้สัมภาษณ์และไปแจ้งความคนนั้นคนนี้ เพราะหน้าที่ของทหารคือปกป้องรักษาอธิปไตย แต่การดำเนินคดีเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ของตำรวจ ส่วนใครที่ไปแปลความหมายว่าจาบจ้วง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ให้ไปแจ้งความกับตำรวจซึ่งจะพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ตนขอฝากไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ว่าน้องเอ๋ยให้กลับเข้ากรมกอง ไปทำหน้าที่ของท่าน อย่าผูกขาดความจงรักภักดีไว้คนเดียว และยืนยันว่าคนของพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครพูดจาบจ้วงหรือหมิ่นประมาทจะมีแต่การกล่าวหาในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 เท่านั้น

"เสธ.หนั่น"เชื่อมีเลือกตั้ง ทหารไม่ปฏิวัติ "วีระ"ดอดร่วมอวยพรสงกรานต์

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เปิดบ้านพักย่านสนามบินน้ำ ให้ประชาชน ข้าราชการและนักการเมืองเข้ารดน้ำอวยพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ โดยมีประชาชนเดินทางร่วมงานกันอย่างคับคั่ง รวมไปถึงนักการเมือง อาทิ นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ฐานะโฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา นายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์

พล.ต.สนั่นกล่าวว่า ในทางการเมือง ตนยังยืนอยู่ในจุดเดิม คือ อยากให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ คนไทยมีความรักมีความปรองดองรักใคร่กันเหมือน 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตนจะเดินหน้าทำเรื่องความปรองดองต่อไป เพื่อให้คนไทยหันหน้ามาทำความเข้าใจกันให้ได้ เมื่อถามถึงการประเมินเส้นทางสายปรองดอง พล.ต.สนั่นกล่าวว่า ตนพอใจในระดับหนึ่ง เพราะได้ทำความเข้าใจหลายฝ่าย งานทั้งหลาย เมื่อสถานการณ์วันนี้ หากจะให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว คงไม่สามารถทำได้ ต้องคอยทำความเข้าใจ

เมื่อถามว่า ความปรองดองแม้ว่าการชุมนุมจะทำให้เกิดขึ้นได้ แต่ในทางการเมืองยังพบว่าสวนทาง พล.ต.สนั่นกล่าวว่า ตนอยากเห็นสองพรรคใหญ่รวมกันแล้วจัดตั้งรัฐบาล และให้พรรคเล็ก รวมถึงพรรคของตนเป็นฝ่ายค้าน แต่ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องพยายามทำ

เมื่อถามว่า ประเมินว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามตารางที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ระบุหรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่า มั่นใจว่าเกิดขึ้นแน่นอน เพราะไม่มีอะไรที่หยุดการเลือกตั้งได้ ส่วนทิศทางการเมือง พรรคการเมืองหาเสียง ส่วนก่อนการเลือกตั้งขณะนี้เห็นชัดว่าและพรรคมีการใส่ไฟกันเยอะ ดังนั้น ต้องเห็นใจ

"ผมขออย่างเดียว ระหว่างเลือกตั้ง อย่าให้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดง หากชุมนุมได้แต่อย่าให้มีเหตุที่ร้ายแรงเกิดขึ้น สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่ดุเดือดถึงเลือดตกยางออก แต่การปราศรัย ก็อาจมีการโยนไฟใส่กัน ทั้งนี้ มีทางเดียวเลือกตั้ง ขออย่างเดียวใครแพ้ใครชนะ ก็ยอมรับผลเลือกตั้ง และเป็นการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์" พล.ต.สนั่นกล่าว เมื่อถามถึงกระแสการปฏิวัติ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มี เพราะทหารคุยกันแล้ว ดังนั้น ก็เชื่อถือกัน ไม่มีปฏิวัติแต่เราอย่าปฏิวัติกันเอง

เมื่อถามถึงการประเมินการเลือกตั้งในอนาคต พล.ต.สนั่นกล่าวว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดที่ได้รับเสียงชนะเด็ดขาด สำหรับพรรคที่จับขั้วกันขณะนี้ ไม่ทราบว่าทิศางอนาคตจะเป็นเช่นไร เพราะยังไม่ทราบผลคะแนนว่าจะแพ้หรือชนะกันมากแค่ไหน และใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ประชาธิปัตย์กังวลเสื้อแดง เตรียมแปลวิกิลีกส์แจกเครือข่าย รุมฟ้องหมิ่น "ป๋าเปรม"

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กำลังแปลเอกสารลับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการายงานกลับประเทศและถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิกิลีกส์เป็นภาษาไทย เพื่อจะแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศนำไปดำเนินคดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นสถาบันว่า ได้ติดตามข่าวเหล่านี้ ยอมรับว่า ปชป.มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้ ต้องขอบคุณสื่อที่ไม่นำเสนอข้อความที่กระทบและพาดพิงสถาบันของชาติ ที่แกนนำเสื้อแดงปราศรัยบนเวทีวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

"ปัญหาเรื่องนี้ ขอให้สื่อใช้วิจารณญาณในการงดการเสนอข่าว โดยเฉพาะที่นายขวัญชัยเตรียมถ้อยคำที่ไม่มียืนยันว่าเป็นความจริง ที่ลงในเว็บไซต์วิกิลีกส์เผยแพร่ทั่วโลก เพียงเพื่อเจตนาสร้างความเข้าใจผิดต่อสถาบันสูงสุดของประเทศและต่อบุคคลที่ทำงานรับใช้สถาบัน ตรงนี้ขอประณามนางธิดา โตจิราการ แกนนำเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทย โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังออกมายืนยันว่าจะส่งบุคคลเหล่านี้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย" นพ.บุรณัชย์กล่าว

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เดลินิวส์, มติชนออนไลน์ [1], มติชนออนไลน์ [2]

ความลับใต้ปีกงาม ชายแดนใต้

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
16 เมษายน 2554

ผมขอนำข้อมูลจากเว็ปมติชน มาเปรียบเทียบกันระหว่าง โครงการมหาดไทยอาสาปกป้องสถาบันฯ กับ โครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 ชายแดนใต้ ว่า โครงการไหนจะ คอรับชั่น โกง กิน เก่งกว่าใคร

ตลอดกว่า 7 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโครงการของรัฐโครงการหนึ่งที่โด่งดังพอสมควร และประชาชนในพื้นที่ล้วนรู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ "โครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาท"

โครงการที่ว่านี้เกิดขึ้นจาก "โจทย์" ที่รัฐตั้งเอาไว้ว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชายแดนใต้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาคนในพื้นที่ไม่มีงานทำ จึงง่ายต่อการถูกชักจูงให้ไปเป็นแนวร่วมของขบวนการที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ด้วยเหตุนี้รัฐจึงจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อ "จ้างงานระยะสั้น" กับประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

ด้านหนึ่งก็เพื่อตัดวงจรการขยายตัวของแนวร่วมก่อความไม่สงบ ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ซึ่งซบเซาต่อเนื่องนับ ตั้งแต่เกิดความรุนแรงรายวันเป็นต้นมา

โครงการนี้ตามหลักการแล้วฟังดูดี และใช้งบประมาณปีหนึ่งๆ จำนวนไม่น้อย เนื่องจากมีการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง...

ทว่านับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548 ซึ่งเริ่มโครงการนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก กลับมีข้อครหาตามมามากมาย โดยเฉพาะความโปร่งใสและปัญหาการรั่วไหลของเม็ดเงิน เนื่องจากมีเสียงติฉินนินทาว่า บางส่วนกลายเป็นงบที่ฝ่ายความมั่นคงนำไปใช้สร้างเครือข่ายและแจกจ่ายให้กับ พรรคพวกของตนเอง โดยไม่ได้เป็นการ "จ้างงาน" เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้จริงๆ

ขณะเดียวกันบุคคลที่รับเงินจากโครงการฯ ซึ่งเรียกกันในพื้นที่ว่า "ลูกจ้าง 4,500" ก็มีสถานะกลายเป็น "คนของรัฐ" จึงตกเป็นเป้าสังหารของบรรดากลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมามี "ลูกจ้าง 4,500" ต้องสังเวยชีวิตไปจำนวนไม่น้อย

“ทีมข่าวอิศรา" นำเสนอสกู๊ปพิเศษความยาว 3 ตอน เพื่อล้วงลึกโครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาทว่ามีปัญหาอย่างไร สัมฤทธิ์ผลตรงตามเป้าหมาย "จ้างงาน" หรือว่าเป็นการ "ผลาญงบ" ก้อนโต

ขณะเดียวกันประชาชนในพื้นที่มองโครงการนี้ว่าเป็น "ความหวังสุดท้าย" เพื่อต่อลมหายใจในการดำรงชีพของพวกเขา หรือกลับต้องเผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตกเป็นเป้าของการก่อเหตุรุนแรง

รู้จักโครงการ 4,500

"โครงการจ้างงาน 4,500" มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาท" เดิมรับผิดชอบโดยกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กอ.สสส.จชต. ริเริ่มมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานและสร้างรายให้กับประชาชนในพื้นที่ ต่อมาภายหลังอยู่ในความดูแลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.)

ลักษณะของโครงการจะเป็นการจ้างงานแบบจ้างเหมาไม่จำกัดวุฒิการศึกษา โดยมีอัตราค่าจ้างรายละ 4,500 บาทต่อเดือน กรณีที่ทำงานไม่ครบตามกำหนด ให้จ้างวันละ 150 บาทต่อวันต่อคน

สำหรับจำนวนลูกจ้างโครงการฯ ขึ้นอยู่กับนโยบายและงบประมาณในปีนั้นๆ โดยในปีงบประมาณแรกๆ เคยจ้างสูงถึง 44,000 อัตรา ขณะที่ปีงบประมาณล่าสุดเท่าที่ตรวจสอบได้คือปี 2552 ถึง 2553 อยู่ที่ 24,710 อัตรา

ใช้งบประมาณเพื่อการนี้ทั้งสิ้นเดือนละ 111,195,000 บาท ตลอดทั้งปี 1,334,340,000 บาท

ทั้งนี้ ตำแหน่งงานจะถูกจัดสรรไปตามหน่วยงานรัฐที่ทำงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง ยกตัวอย่างในปี 2551 ถึง 2552 ตัวเลขลูกจ้างโครงการจ้างงานเร่งด่วนเฉพาะในโควต้าที่พิจารณาโดย "ฝ่ายทหาร" มีทั้งสิ้น 8,285 คน แยกเป็น จ.ยะลา 1,869 คน ปัตตานี 2,475 คน นราธิวาส 2,904 คน และ จ.สงขลา 1,037 คน เป็นต้น

"บิ๊ก ขรก.-ท้องถิ่น"สบช่องแจกพวกพ้อง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา "โครงการจ้างงาน 4,500" แม้จะช่วย สร้างรายได้ให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนได้จำนวนหนึ่ง แต่ขณะะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบและสร้างปัญหาในพื้นที่ไม่น้อย เหมือนกัน

จากการลงพื้นที่ของ "ทีมข่าวอิศรา" เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย พบสภาพปัญหาพอสรุปได้ดังนี้

1.ประชาชนบางส่วนมองว่าโครงการนี้เป็นการสร้างผลประโยชน์ให้กับเครือข่ายและ พรรคพวกของข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และผู้นำชุมชน มีการจัดสรรโควต้าตำแหน่งงานให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของฝ่ายความมั่นคง ไล่ลงไปจนถึงผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจเลข 2 ตัวที่รับผิดชอบระดับอำเภอ, นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นบางคน บางกลุ่ม รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นคนของฝ่ายปกครอง

ข้อมูลจากการตรวจสอบพบว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ เช่น แม่ทัพ จะได้รับการจัดสรรอัตราการจ้างงานในโครงการจ้างงาน 4,500ฯ ปีละ 200 อัตรา ขณะที่ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจเลขตัวเดียว (รับผิดชอบพื้นที่ระดับจังหวัด) ได้รับการจัดสรรตำแหน่งงาน 80 อัตรา หรือบรรดาผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่สนับสนุนงานของภาครัฐ ก็จะได้รับการจัดสรรตำแหน่งงานคนละ 5-10 อัตรา เป็นต้น

ทั้งนี้ ตำแหน่งงานที่ได้รับการจัดสรรดังกล่าวนี้ เมื่อติดตามตรวจสอบลึกลงไปจะพบว่า มีตำแหน่งงานจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ตกถึงประชาชนผู้เดือดร้อนหรือครอบครัวของเหยื่อสถานการณ์รุนแรงจริงๆ ที่ควรได้รับการเยียวยา แต่กลับมีการบรรจุสายข่าวของรัฐ, ลูกหลานของนักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านบางรายเข้าเป็นลูกจ้างของโครงการฯ โดยที่ลูกจ้างบางคนก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำงานอะไร หรือบางส่วนที่เป็นสมัครพรรคพวกของผู้มีอำนาจในท้องถิ่นก็ได้รับการบรรจุ เข้าเป็นลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยใช้งบจากโครงการจ้างงานเร่งด่วนฯ จ้างแทน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ตำแหน่งงานจำเป็น

นายกเทศมนตรีรายหนึ่งในพื้นที่ จ.ยะลา ให้ข้อมูลว่า แต่ละปีจะได้รับการจัดสรรตำแหน่งงานมาจำนวนหนึ่ง เมื่อมีตำแหน่งงานในมือก็จะมีเจ้าหน้าที่หรือนักการเมืองท้องถิ่นติดต่อมา เพื่อฝากฝังให้ลูกหลานหรือพรรคพวกของตนเองเข้าทำงาน ลูกจ้างหลายคนเข้าใจว่าเป็นการจ้างฟรี ไม่ต้องทำงานอะไร เหมือนเป็นเงินแจกของภาครัฐเดือนละ 4,500 บาท

"บัญชีผี" เบิกเงินแต่ไร้งาน

2.มีการจัดสรรตำแหน่งงานให้กับองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) บางองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อ "รับงาน" หรือ "โครงการ" จากหน่วยงานของรัฐ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นผู้ประสานงานเพื่อดึงตำแหน่งงานมา จากนั้นก็จะมีการจ้างงานจริงๆ จำนวนหนึ่ง กับอีกจำนวนหนึ่งจะจัดทำ "บัญชีผี" ขึ้นเป็นรายชื่อลูกจ้างที่ไม่มีอยู่จริง

อีกรูปแบบหนึ่งที่ปรากฏในพื้นที่ก็คือ เอ็นจีโอกำมะลอบางแห่งจะไปชักชวนนักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่มีงานทำ ให้มาช่วย งาน โดยนำลายมือชื่อคนเหล่านั้นไปเบิกเงินจากโครงการจ้างงานเร่งด่วนฯ แต่เมื่อถึงคราวจ่ายเงิน บางคนก็ไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่บางคนก็ได้ต่ำกว่า 4,500 บาท เพราะถูกหักหัวคิว ซึ่งนักศึกษาจบใหม่เหล่านี้ บางรายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกนำชื่อไปเบิกเงินในฐานะที่เป็น "ลูกจ้าง 4,500"

ทั้งนี้ ผลกระทบจากขบวนการ "กินหัวคิว" งบจ้างงาน 4,500 บาท กับการจัดสรรตำแหน่งงานอย่างไม่โปร่งใสและมีการรั่วไหลของงบประมาณดังกล่าว ทำให้ "เงินและงาน" ไม่ได้ตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยเฉพาะครอบครัวของผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เกิดเงื่อนไขความไม่พอใจหน่วยงานภาครัฐเพิ่มขึ้นด้วย

ทหารยอมรับมีรั่วไหลแต่แก้ไขแล้ว

พ.อ.ฐกร เนียมรินทร์ นายทหารฝ่ายอำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงปัญหาของโครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาทว่า ช่วงปีแรกๆ ของโครงการได้เน้นไปยังกลุ่มด้อยคุณภาพ (ว่างงานเพราะไม่มีวุฒิการศึกษา) และกลุ่มที่ต้องการพัฒนาอาชีพ แต่เมื่อได้ประเมินผลหลังจากทำไปได้ 2 ปีพบว่ามีการจ้างงานในอัตราที่มากเกินไป (ปีแรก 44,000 อัตรา) ทำให้บางส่วนไม่ได้ผลในเชิงประสิทธิภาพ เช่น จ้างแล้วไม่ได้ไปทำงาน อยู่บ้านเฉยๆ แต่กลับได้รับเงิน เป็นต้น

"ยอมรับว่าช่วงแรกๆ เราดูแลได้ไม่ทั่วถึง และมองแต่มิติของชาวบ้าน ไม่ได้มองถึงผู้ประกอบการ ปีถัดมาทางหน่วยงานที่รับผิดชอบคือสภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.)และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงได้วิเคราะห์ร่วมกันและสรุปว่าน่าจะเปลี่ยนแปลง จึงมีการปรับรูปแบบของโครงการมาตั้งแต่ปี 2550"พ.อ.ฐกร กล่าวต่อว่า โครงการที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ มุ่งจ้างงานไปที่กลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ โดยมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเยียวยา ให้จ้างงาน 1 อัตราต่อ 1 ครอบครัว

2.กลุ่มภารกิจเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน

3.กลุ่มการฝึกทักษะอาชีพตามความต้องการของประชาชน โดยส่งเสริมให้เยาวชนทำงานในสถานประกอบการต่างๆ ในพื้นที่

"การจ้างงานในกลุ่มที่ได้รับเยียวยา คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ จะได้สิทธิครอบครัวละหนึ่งอัตรา ให้ทำงานใกล้บ้านซึ่งไม่กระทบกับการดำรงชีวิตและการเดินทาง ถ้าอยู่ใกล้โรงเรียนก็ให้ดูแลเด็ก อยู่ใกล้มัสยิดก็ดูแลมัสยิด สำหรับคนที่สะดวกเรื่องการเดินทางอาจไปทำงานที่อำเภอก็ได้ ครอบครัวไหนไม่ต้องการก็ไม่บังคับ"

"ยอมรับว่าเมื่อก่อนเราไม่มีกฎเข้มงวด บางคนโดนสะเก็ดระเบิดนิดเดียวก็ได้เข้ามาทำงาน ฉะนั้นต้องดูแลใหม่ไม่ให้มีการทุจริต และจ้างงานตามสถานการณ์ที่เกิดจริง ยืนยันว่าตั้งแต่ปรับปรุงโครงการใหม่มีการรั่วไหลน้อยมาก เพราะจัดระบบการควบคุมได้ดีพอสมควร โดยกำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนว่าสำหรับกลุ่มเยียวยาต้องบาดเจ็บสาหัสหรือ เสียชีวิตเท่านั้น ทายาทจึงจะได้รับสิทธิ์จ้างงาน ถ้าผู้ประสบเหตุเป็นเด็ก ก็ให้ญาติมาทำงานแทน อย่างเหตุเกิดเดือนนี้ เดือนถัดไปต้องได้รับการจ้าง"

พ.อ.ฐกร กล่าวอีกว่า ระยะหลังมีการเก็บสำรองตำแหน่งงานสำหรับกลุ่มที่ต้องได้รับการเยียวยาเป็น การเฉพาะด้วย เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบจะเพิ่มขึ้นตลอดและเป็น กลุ่มใหญ่ ตอนนี้เข้าระบบแล้ว และเพิ่มการฝึกอาชีพเข้าไป โดยมี "โครงการทำดีมีอาชีพ" ของกองทัพบกรองรับ

ซื้อความสงบหมู่บ้านละ 9 หมื่น

นายทหารจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวต่อว่า ตำแหน่งงานยังจัดสรรไปยังกลุ่มภารกิจเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน โดยมอบหมายให้หน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) และหน่วยทหารในแต่ละจังหวัดเป็นผู้คัดเลือกคนเข้าเป็นลูกจ้างของโครงการฯภาย ใต้นโยบาย "รางวัลของหมู่บ้านแห่งความดี" หมู่บ้านไหนที่ มีการดูแลชุมชนได้ดี จะมีการจ้างงานทีมละ 20 คนคอยดูแลความปลอดภัย รัฐจ่ายให้เดือนละ 90,000 บาทต่อชุมชน แต่ต้องมีการฝึกอบรมก่อนทำงาน และมีการฝึกทบทวน มีประชุมเดือนละครั้ง

หลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้สำหรับ "รางวัลหมู่บ้านแห่งความดี" มีอยู่ 3 ข้อคือ ห้ามมีเผา ซุ่มโจมตี และวางระเบิดในชุมชน หากดูแลไม่ได้ก็จะจ้างงานชุมชนอื่นที่ดูแลชุมชนได้ดีกว่าแทน

"โครงการนี้ทำให้ชุมชนตื่นตัวกันมาก มีการจ้างงานชุมชนละ 10-20 คน ในกว่า 900 หมู่บ้านทั่วสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" พ.อ.ฐกร ระบุ

ลูกจ้างหน่วยงานรัฐล้มเหลวสุด

อีกกลุ่มหนึ่งคือฝึกทักษะอาชีพตามความต้องการของประชาชน พ.อ.ฐกร อธิบายว่า กลุ่มนี้มีสองรูปแบบ คือ ให้ประชาชนหรือกลุ่มเยาวชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพ แล้วภาครัฐสร้างงานให้ โดยทำงานแบบบูรณาการกันทั้งจังหวัด แต่ปัญหาที่พบคือเมื่อได้เงินเดือนจากการจ้างงาน 4,500 บาทแล้ว บางคนก็คิดว่าเพียงพอ ไม่ขวนขวายที่จะทำอะไรต่อ ทำให้พึ่งพาตัวเองได้ช้า ซึ่งขัดกับเป้าหมายของโครงการที่ต้องการให้ประชาชนพึ่งตนเองได้

อีกรูปแบบหนึ่งคือร่วมมือกับสถานประกอบการ โดยรัฐจะจ่ายเงินให้ลูกจ้างได้ที่รับเลือกเข้าไปทำงานเดือนละ 4,500 บาท แล้วให้สถานประกอบการออกเงินเพิ่มให้อีก 500 บาทขึ้นไป บวกกับเงินประกันสังคม

"ภายหลังเราเพิ่มหลักเกณฑ์ว่า หากลูกจ้างในโครงการทำงานแล้วมีประสิทธิภาพ สถานประกอบการนั้นๆ ต้องรับเข้าทำงานอย่างน้อย 60% กลุ่มนี้ได้ผลค่อนข้างน่าพอใจ สถานประกอบการก็พอใจ ส่วนกลุ่มที่ยังเป็นปัญหาคือไปทำงานกับหน่วยราชการ กลุ่มนี้จะมียอดสมัครเต็มตลอด เพราะเยาวชนชอบความสบาย แต่ไม่ได้พัฒนาทักษะอะไร ที่ผ่านมาได้เป็นพนักงานของรัฐไม่เกิน 10 คน พอหมดโครงการก็ต้องเริ่มต้นหางานใหม่"

ย้ำมุ่งสร้างงานไม่ผลาญงบ

ข้อมูลจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังระบุว่า จำนวนลูกจ้างในโครงการจ้างงานเร่งด่วนปี 2552 ถึง 2553 มีทั้งสิ้นจำนวน 24,710 คน แยกเป็น

-กลุ่มโครงการตามพระราชเสาวนีย์ (โครงการพระราชดำริและฟาร์มตัวอย่างใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) จำนวน 9,500 คน กลุ่มเยียวยาจำนวน 1,870 คน (แยกเป็น จ.นราธิวาส 850 คน จ.ยะลา 400 คน จ.ปัตตานี 500 คน และ จ.สงขลา 120 คน)

-กลุ่มเสริมสร้างสันติสุขชุมชนจำนวน 11,860 คน

-กลุ่มฝึกทักษะอาชีพ 1,200 คน

-และกลุ่มสำรองจำนวน 280 คน

"โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานมวลชนและกิจการพิเศษของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คือพยายามให้ทุกพื้นที่มีความยั่งยืน งานทุกงานมีความสัมพันธ์กันอย่างบูรณาการ ขอย้ำว่าทหารลงพื้นที่มาเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ให้อยู่ดีมีสุข ดำรงชีวิตได้ตามปกติ ฉะนั้นเราไม่ทำแบบทิ้งขว้าง ต้องให้มีความยั่งยืนและบูรณาการ ไม่ใช่ผลาญงบประมาณให้สูญเปล่า เนื้องานที่ออกมาถือว่าจับต้องได้" นายทหารฝ่ายอำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุ

พ.อ.ฐกร กล่าวด้วยว่า โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาซึ่งสอดคล้องกับแนวทางแก้ไขปัญหาความ ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ และมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

"ลึกๆ แล้วคือเป็นช่องทางในการเข้าถึงประชาชน เราต้องมีประชาชนสนับสนุน เพราะต่อให้มีกองกำลังทหารและยุทโธปกรณ์มากขนาดไหน ปัญหาภาคใต้ก็ต้องอาศัยพลังจากประชาชนทุกภาคส่วนในการคลี่คลาย ทหารไม่ได้เป็นพระเอก ต้องให้ชาวบ้านเป็นพระเอก ผู้ช่วยพระเอกคือเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ทหารช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง ถ้าทุกคนมองแบบนี้ เชิดชูพลังชุมชน มีสภาสันติสุขตำบลและภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง พื้นที่นี้จะสงบสุขเร็วขึ้น"

พ.อ.ฐกร กล่าวด้วยว่า ถึงที่สุดแล้วโครงการนี้จะปรับลดการจ้างงานลง เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้จริง และปิดโครงการไปในที่สุด ส่วนที่ยังเหลือก็อาจปรับเป็นการจ้างงานแบบปีต่อปี มีห้วงเวลาในการรับคัดเลือก ไม่ใช่จ้างงานถาวร มิฉะนั้นจะทำให้เกิดความเฉื่อยชา

นักวิชาการสับ "หากิน-ก่อปมขัดแย้ง"

ด้าน ผศ.นุกูล รัตนดากุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า โครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาท เป็นปัญหาทางความรู้สึก เพราะทำให้คนในพื้นที่กลายเป็นเครื่องมือของรัฐ เกิดความแตกแยกในหมู่ชาวบ้าน เพราะงานในโครงการเป็นงานที่สบาย ทุกคนอยากเข้าไปทำ จึงเกิดการใช้เส้นสายกัน อีกทั้งยังถูกแปรเจตนากลายเป็นเครื่องมือหากินมากกว่าจะทำให้เกิดความ สมานฉันท์ในพื้นที่

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ผศ.นุกูล เห็นว่า ที่ผ่านมาคนในพื้นที่สามจังหวัดอยู่อย่างพึ่งพากัน รัฐจึงควรเข้าไปส่งเสริมให้มีการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ทำโครงการให้เกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มุ่งประโยชน์ด้านความมั่นคงเท่านั้น

"ยังมีงานพัฒนาในพื้นที่อีกมากที่ควรทำ ไม่ใช่จ้างคนไปเฝ้ายามตามหน่วยราชการต่างๆ อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในตอนนี้ ผมอยากให้รัฐมองในมิติวัฒนธรรมและชุมชนให้มากๆ เพื่อชาวบ้านจะได้สร้างอาชีพจากพื้นฐานของพวกเขาอย่างแท้จริง จะได้ไม่ต้องพึ่งพาโครงการต่างๆ ของรัฐไปเรื่อยๆ และสามารถยืนได้ด้วยตนเองอย่างภาคภูมิในที่สุด" ผศ.นุกูล ระบุ

อ่านเปรียบเทียบกันดูทั้งสองโครงการแล้ว ได้แต่นั่งรำพึงว่า สวัสดีความเศร้าประเทศไทย

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เสื่อม!เสียชื่อข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอภ.ต่อยม็อบ-อมเงินอาสาปกป้องสถาบันฯ

อาหาร "ตามสั่ง"

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 เมษายน 2554)

รายชื่อ ส.ว.สรรหา 73 คน ที่ผ่านการรับรองจาก กกต. เห็นชื่อแซ่หลายรายแล้ว บรรดาคนที่อยากให้วิกฤตบ้านเมืองคลี่คลายก็ได้แต่ส่ายหน้า เพราะส่อแสดงเจตนารมณ์ว่า คงจะรบกันต่อไม่เลิก

แทนที่จะเน้นตัวแทนจากสาขาอาชีพต่างๆ กลับเน้นไปที่เครือข่ายกลุ่มอำนาจ

เป็นการตั้งป้อมปราการพร้อมปืนใหญ่เตรียมจะใส่กับอีกฝ่ายอย่างเต็มอัตราศึก

ไม่ได้หมายถึงทั้ง 73 คน เป็นเช่นนั้นเสียทั้งหมด จำนวนไม่น้อยก็คนดีมีความรู้มีความเหมาะสมจริง

แต่รวมๆ ทั้งหมดแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีภาพเป็นคณะ ส.ว.ที่มาเพื่อพิทักษ์รักษาอำนาจของขั้วหนึ่งเป็นสำคัญ

นักวิชาการชี้ว่า สภาสูงชุดนี้กำลังจะกลายเป็นสภาของชนชั้นกลาง ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ มากกว่าจะมาจากสาขาอาชีพในหมู่ประชาชน

ระยะนี้ยังอยู่ในเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนสาดน้ำกันสนุกสนาน

ในวงการเมืองเรื่องอำนาจ ไม่เลิกราที่จะสาดโคลนสาดไฟใส่ฟืนกันอย่างเมามันต่อไป

หลังการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง รำลึก 1 ปี เหตุการณ์ 10 เมษาฯ

นายทหารน้อยใหญ่ตบเท้ากันออกมาชนกับแกนนำเสื้อแดงอย่างดุดัน

พร้อมกับการปรากฏตัวบนโรงพักของนายทหารพระธรรมนูญตามคำสั่งของผู้นำกองทัพ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบัน กับ 3 แกนนำ นปช.ที่ปราศรัยบนเวทีรำลึก 10 เมษาฯ

ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็ตอบโต้ทันควัน ด้วยการเตรียมแจ้งความกลับฝ่ายทหารในข้อหาแจ้งความเท็จ

ไม่มีใครกลัวใคร

คำปราศรัยของแกนนำเสื้อแดงเข้าข่ายหมิ่นสถาบันหรือไม่ หรือการแจ้งความของฝ่ายทหารเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่

ต้องพิสูจน์กันไปตามกระบวนการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของตำรวจ

แต่อันที่จริงการปราศรัยที่ว่านั้นเปิดเผยในวงกว้าง เพราะมีผู้คนไปฟังกันล้นถนนราชดำเนิน ไม่ใช่แค่พวกเสื้อแดง แต่คนทั่วไปก็มีสนใจฟังไม่น้อย

ฟังและดูผ่านทีวีดาวเทียม ผ่านอินเตอร์เน็ตก็มาก

หมิ่นฯจริงหรือไม่ ประชาชนวงกว้างที่ได้ยินได้เห็นคงวินิจฉัยได้

หลาย นยังสงสัยว่า ปัญหาที่ต้องสั่งการให้ดำเนินคดีกับผู้ปราศรัยเสื้อแดง อาจจะมาจากการขึ้นเวทีของนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ซึ่งใช้วิธีเปรียบเทียบกลโกงฟุตบอล กับกระบวนการพิจารณาคดีที่พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นคดียุบพรรค

แต่พสิษฐ์ก็แค่อ้อมๆ จนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ขึ้นมาสรุปตบท้ายแบบเน้นๆ เนื้อๆ

นี่หรือเปล่าที่เป็นชนวนเหตุ

แต่ในท่ามกลางการพันตูอย่างชุลมุน ระหว่างผู้นำกองทัพที่เน้นปกป้องสถาบันกับฝ่ายแกนนำเสื้อแดงนั้นเอง

ทันใดนั้น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอก็ปรากฏตัวขึ้น

พร้อมกับประกาศจะยื่นคำร้องต่ออัยการเพื่อให้ถอนประกันแกนนำ นปช.แบบกราวรูดในสัปดาห์หน้า

เป็นงานถนัดงานหลักที่นายธาริตทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไม่เคยท้อถอยเบื่อหน่าย

น่าสงสัยไม่น้อยว่า ปกติอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนนี้มีวิถีชีวิตเช่นไร

เช่น การกินข้าวกินปลา

ต้องนั่งประจำร้านอาหาร "ตามสั่ง" เท่านั้นหรือเปล่า!?!

เปิดค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการ ค่าแต่งตัวสูงสุด 6 หมื่น ค่าที่พักหมื่นบาท เบี้ยเลี้ยง 3,100

ที่มา มติชน

ก่อนเทศกาลสงกรานต์ เพียงไม่กี่วัน ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 2 )พ.ศ. 2554 มีผลบังคับใช้ ความน่าสนใจคือแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ การเบิกจ่ายในการเดินทางไปราชการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน

ระเบียบใหม่ที่ใช้แทนระเบียบเดิมปี 2550 มีการแก้ไข 6 ประการสำคัญ ดังนี้

1. กรณีผู้เดินทางไปราชการถึงแก่ความตายระหว่างไปราชการโดยเหตุแห่งความตายมิได้เกิดจากการประทุษร้ายด้วยเหตุส่วนตัวหรือการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตน ให้บุคคล ในครอบครัวของผู้ถึงแก่ความตายหรือผู้จัดการศพมีสิทธิเบิกค่าพาหนะในการเดินทางเพื่อไปปลงศพ หรือค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับการส่งศพกลับภายในวงเงินและเงื่อนไข ดังนี้

กรณีเดินทางเพื่อไปปลงศพ ให้บุคคลในครอบครัวเบิกค่าพาหนะได้ไม่เกินสามคน และให้เบิกได้เฉพาะค่าพาหนะไปกลับเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินอัตราตามเส้นทางจากท้องที่ที่ผู้ถึงแก่ความตายรับราชการไปยังท้องที่ที่ถึงแก่ความตายตามสิทธิของผู้ถึงแก่ความตาย เว้นแต่บุคคลในครอบครัวของผู้ถึงแก่ความตายมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการสูงกว่าสิทธิของผู้ถึงแก่ความตาย ให้เบิกค่าพาหนะไปกลับตามสิทธิของผู้นั้น แต่ถ้าผู้ถึงแก่ความตายไม่มีบุคคลในครอบครัว หรือมีแต่บุคคลในครอบครัวมอบอำนาจให้บุคคลอื่นเป็นผู้จัดการศพ ให้ผู้จัดการศพเบิกค่าพาหนะได้เพียงคนเดียว

กรณีการส่งศพกลับ ให้เบิกค่าพาหนะในการส่งศพกลับได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราค่าพาหนะในเส้นทางจากท้องที่ที่ถึงแก่ความตายไปยังท้องที่ที่ผู้ถึงแก่ความตายรับราชการ และให้เบิกค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นที่เกี่ยวกับการส่งศพกลับได้เท่าที่จ่ายจริง”

2.ค่าเช่าที่พัก ให้เบิกตามบัญชีหมายเลข 3 โดยจะเบิกค่าเช่าที่พักในลักษณะจ่ายจริง หรือในลักษณะเหมาจ่ายก็ได้ แต่ถ้าเป็นการเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะต้องเลือกเบิกค่าเช่าที่พักในลักษณะเดียวกันทั้งคณะ


3.การเดินทางโดยรถไฟ ให้เบิกค่าพาหนะเดินทางได้เท่าที่จ่ายจริง สำหรับการเดินทางโดยรถด่วนหรือรถด่วนพิเศษ ชั้นที่ 1 นั่งนอนปรับอากาศ (บนอ.ป.) ให้เบิกได้เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับชำนาญงาน ขึ้นไป ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ ขึ้นไป ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ตำแหน่งประเภทบริหาร หรือตำแหน่งระดับ 6 ขึ้นไป หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า หรือข้าราชการตุลาการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 1 ขึ้นไป หรือข้าราชการอัยการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 2 ขึ้นไปหรือข้าราชการทหารซึ่งมียศพันโท นาวาโท นาวาอากาศโท ขึ้นไป หรือข้าราชการตำรวจซึ่งมียศพันตำรวจโท ขึ้นไป

4.การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับหัวหน้าคณะผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ขึ้นไป ตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง ตำแหน่ง ประเภทบริหาร หรือตำแหน่งระดับ 9 ขึ้นไป หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า หรือข้าราชการตุลาการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 3 ขั้นต่ำ ขึ้นไป หรือข้าราชการอัยการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 4 ขึ้นไป หรือข้าราชการทหารซึ่งมียศพันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก อัตราเงินเดือนพันเอกพิเศษ นาวาเอกพิเศษ นาวาอากาศเอกพิเศษ ขึ้นไป หรือข้าราชการตำรวจซึ่งมียศพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอกพิเศษ ขึ้นไป ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิทธิของหัวหน้าคณะนั้น


5.ผู้ซึ่งเคยได้รับค่าเครื่องแต่งตัวในการเดินทางไปราชการต่างประเทศตามระเบียบนี้มาแล้วหรือเคยได้รับค่าเครื่องแต่งตัวจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามกฎหมายหรือระเบียบอื่นใด ไม่ว่าจะเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ หรือเคยได้รับความช่วยเหลือค่าเครื่องแต่งตัวจากหน่วยงานใด ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีสิทธิเบิกค่าเครื่องแต่งตัวได้ เมื่อการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวครั้งใหม่มีระยะห่างจากการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวครั้งสุดท้ายที่ได้รับค่าเครื่องแต่งตัวเกินกว่าสองปีนับแต่วันที่เดินทางออกจากประเทศไทย หรือเมื่อการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวครั้งใหม่มีระยะเวลาเกินกว่าสองปีนับแต่วันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยสำหรับผู้ที่รับราชการประจำในต่างประเทศ

6.ให้ยกเลิกความในบัญชีหมายเลข 2 บัญชีหมายเลข 3 บัญชีหมายเลข 6 บัญชี หมายเลข 7 บัญชีหมายเลข 8 และบัญชีหมายเลข 10 ท้ายระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิก ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความตามบัญชีหมายเลข 2 บัญชีหมายเลข 3 บัญชีหมายเลข 6 บัญชีหมายเลข 7 บัญชีหมายเลข 8 และบัญชีหมายเลข 10 ท้ายระเบียบใหม่แทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นใหม่ที่น่าสนใจคือ อัตราเบี้ยเลี้ยงไปราชการทั้งในราชอาณาจักรและต่างประเทศ อัตราค่าเช่าที่พักในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรและต่างประเทศ ค่าเช่าที่พักในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ค่าแต่งตัวสำหรับผู้เดินทางไปราชการต่างประเทศ

ทั้งนี้ อัตราสูงสุดที่น่าสนใจคือ เช่น

อัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการต่างประเทศ กรณีเลือกเบิกในลักษณะเหมาจ่าย กรณี ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ขึ้นไป ตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง ตำแหน่งประเภทบริหาร หรือตำ แหน่งระดับ 9 ขึ้นไป หรือตำ แหน่งที่เทียบเท่า หรือข้าราชการตุลาการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 3 ขั้นต่ำ ขึ้นไป หรือข้าราชการอัยการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 4 ขึ้นไป หรือข้าราชการทหารซึ่งมียศพันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก อัตราเงินเดือนพันเอกพิเศษนาวาเอกพิเศษ นาวาอากาศเอกพิเศษ ขึ้นไป หรือข้าราชการตำรวจ ซึ่งมียศพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอกพิเศษ ขึ้นไป อัตรา ไม่เกิน 3,100 บาท/วัน/คน

ผู้ดำรงตำแหน่งกลุ่มนี้ หากเบิกค่าเช่าที่พักในการเดินทางไปราชการต่างประเทศแบบชั่วคราว จะเบิกได้ไม่เกิน 10,000 บาท

สำหรับค่าแต่งตัวของกลุ่มนี้ในกรณีไปราชการต่างประเทศชั่วคราว จะได้รับ 9,000 บาท / คน แต่หากผู้เดินทางไปไปราชการประจำในต่างประเทศ จะได้รับแบบเหมาจ่าย 45,000 บาท /คน คู่สมรส ได้ 30,000 บาท บุตร ได้ 15,000 บาท

สำหรับ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง หรือตำแหน่งระดับ 10 ขึ้นไป หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า หรือข้าราชการ ตุลาการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 3 ขั้นสูง ขึ้นไป หรือข้าราชการ อัยการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 5 ขึ้นไป หรือข้าราชการทหาร ซึ่งมียศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี ขึ้นไป หรือข้าราชการ ตำรวจซึ่งมียศพลตำรวจตรีขึ้นไป จะได้รับค่าแต่งตัวในกรณีเดินทางไปราชการประจำต่างประเทศ 60,000 บาท คู่สมรส 40,000 บาท บุตร 18,000 บาท

(เปิด ดูระเบียบใหม่ และบัญชีท้ายระเบียบ ได้ที่ www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/E/042/1.PDF )

แนวทางมวลชนของ อ.ธิดา ขุขระทุรกันดาร ลาดชัน เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม!

ที่มา thaifreenews

โดย redlamp



อ.ธิดากล่าวย้ำหลายหน การต่อสู้ของคนเสื้อแดงใช้แนวทางมวลชน เราต้องทำให้คนเห็นใจ เข้าใจ และหันมาเข้าข้างพวกเราให้มากๆ ให้คนสามสี่สิบล้านคนมาอยู่ข้างเรา เราจึงชนะ

คนครึ่งประเทศอยู่ข้างเสื้อแดงมันมากพอแล้ว ประวัติศาสาตร์ไทยไม่เคยมีครั้งใดที่ประชาชนจะตื่นตัวทางการเมืองแสดงพลังได้มากเท่านี้มาก่อน อ.ธิดาไปขอพระสยามเทวธิราชว่าอยากจะได้คนเสื้อแดงเกินครึ่ง ผมขออนุญาตตอบแทนพระสยามฯว่า ครึ่งหนึ่งของประเทศที่มีอยู่ได้สรรสร้าง จัดการ ไปได้ถึงไหนแล้ววววว. ถ้ายัง แล้วจะมาขออีก จะเอาไปทำอารายยยย...

ด้วยพลังหลักฐาน ข้อเท็จจริง ความถูกผิด ที่มีอยู่ มันย่อมมีขีดขั้นที่จะไปได้ไกลเท่าที่เป็นอยู่ หากจะไปให้ไกลกว่านี้มันจะเข้าสู่กฏของการลดน้อยถอยลง หนทางมันไม่พุ่งพรวดเหมือนตอนแรกๆ การเลือกสีมันไม่ได้ขึนอยู่กับข้อเท็จจริงอย่างเดียว มนุษย์มีอินทรีย์ด้านที่เป็นเหตุผล และอารมณ์ความรู้สึกประกอบกัน เป็นทั้งด้านที่มีเหตุผล และไม่ใช่เหตุผล การบอกกล่าวให้คนสีอื่นให้เขาเปลี่ยน หนทางมันขุขระ ลาดชัน เปรียบกับบอกคนเสื้อแดงด้วยกันเอง หนทางนี้สะดวก ราบเรียบกว่ากันมาก ใช้พลังงาน และทรัพยากรคุ้มค่ากว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า

คนเสื้อแดงจะไม่ได้อะไรเลยแม้จะชนะการเลือกตั้ง หากภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้อย่างแท้จริง./

บทสัมภาษณ์ ก่อแก้ว บางเสี้ยวบางตอน ตรงใจ สะใจ ไม่มีอ้อม...

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut

ไขรหัส:ใครคนที่เคยรัก ตอนนี้'ไม่รักคนนั้นแล้ว' เราเป็นพลเมืองชั้นสอง หวั่นเป็น'ไอเวอรี่โคสต์'



ก่อแก้ว พิกุลทอง
กลายเป็นเรื่อง “ร้อนแรง” รับเทศกาลสงกรานต์ขึ้นมาฉับพลัน เมื่อ “แกนนำคนเสื้อแดง” นัดชุมนุมรำลึกครบรอบปี 10 เม.ย. แล้วมีการปราศรัยพาดพิงในสิ่งที่มิบังควร

จนนำมาสู่การดาหน้าออกมาของ “บิ๊กทหาร” ตั้งแต่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผบ.ทบ. / พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. / พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 ฯลฯ ที่ออกมา “ปะ-ฉะ-ดะ” แกนนำหลายคน...ถึงขนาด “กองทัพบก” ส่งนายทหารพระธรรมนูญ ไปแจ้งความดำเนินคดีเอาผิด “จตุพร พรหมพันธุ์-วิเชียร ขาวขำ-สุพร อัตถาวงศ์” ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง

และมีแนวโน้มว่า “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) จะเดินหน้าในเรื่องการถอนประกัน “แกนนำแดง” ทั้งหลาย...ที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว...


เพื่อให้ได้ “ความจริงอีกด้าน” ในการนำเสนอข้อมูล... ขอนำเสนอไปพูดคุยกับ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” แกนนำนปช. ที่ “วันนั้น” ก็อยู่ในเหตุการณ์ และอยู่บนเวทีปราศรัย...ด้วย

Q : กระแสข่าวตอนนี้มีการพุ่งเป้าโจมตีมาที่แกนนำเสื้อแดงเกี่ยวกับการล้มสถาบัน หลังการขึ้นเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. จนกระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ผบ.ทบ. ส่งทหารรัฐธรรมนูญไปแจ้งความดำเนินคดีกับ 3 แกนนำเสื้อแดง ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

A : จริงๆ แล้วเป็นความเจ็บปวดของประชาชนอยู่เหมือนกันนะ ทหารที่เข่นฆ่าประชาชนก็อ้างว่า “ปกป้องสถาบัน” ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงไม่มีใครที่จะทำอะไร “สถาบัน” เลย แล้วมีการดึง “สถาบัน” มาเป็นเครื่องมือ แล้วมันมีความเจ็บปวดที่มากกว่านั้น ในกรณีของวิกิลีกส์ที่เผยแพร่ข่าวบอกว่ามีผู้ใหญ่ 3 ท่าน พูดจาในทำนองที่มุ่งร้ายต่อองค์รัชทายาท และผู้ใหญ่ที่เป็นหนึ่งในนั้นคือ พล.อ.เปรม(ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) ท่านพล.อ.ประยุทธ์บอกเสมอมาว่า พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องสถาบัน แล้วกรณีพล.อ.เปรมท่านไม่ทำอะไร นอกจากไม่ทำอะไรแล้ว เวลาปีใหม่ เวลาสงกรานต์ เวลาวันเกิด ท่านก็ไปอวยพรพล.อ.เปรมอีก อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ตกลงท่านจะปกป้องสถาบันหรือมีส่วนร่วมในการประทุษร้ายต่อสถาบัน ท่านต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ ไม่ใช่มาตอบแต่ในทางที่ข่มขู่ประชาชนคนธรรมดา ท่านต้องทำตัวให้เที่ยงตรงและถ้าใครมีปัญหาในการประทุษร้ายต่อสถาบัน หรือหมิ่นสถาบัน ท่านก็จัดการอย่างตรงไปตรงมาอย่างเต็มที่ ท่านมาพูดอย่างนี้มันสร้างความเจ็บปวดให้คนไทยทั้งประเทศที่ติดตามฟังท่านอยู่

“ผมเองมองว่า ท่านประยุทธ์ใช้คำว่า ‘สถาบัน’ มาทำร้ายประชาชน ก่อนที่จะมีการสลายการชุมนุม พล.อ.ประยุทธ์ท่านเองก็อยู่ในกระบวนการกับนายทหารคนอื่นในการมาพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าพี่น้องเสื้อแดงที่จะมาชุมนุมเป็น ‘พวกล้มสถาบัน’ ได้ข่าวว่ามีการฉายหนังในเชิงอย่างนี้ให้กับทหารที่จะปฏิบัติการได้ฟังได้ดูก่อนในหลายๆวัน ปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง เพื่อทำให้ทหารที่จะมาปราบสลายการชุมนุม กล้าทำอะไรกับคนเสื้อแดงเพราะคิดว่า ‘จะล้มสถาบัน’ อย่างกรณีน้องเกด (น.ส.กมลเกตุ อัคฮาด 1 ใน 6 เสื้อแดงที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม) ลองคิดดู ปกติทหารคนไหนก็แล้วแต่ เขาจะไม่ฆ่าคนมือเปล่า ทหารเขาถูกสอนว่าไม่ให้ฆ่าคนมือเปล่า ไม่ฆ่าคนไทยด้วยกัน ไม่ฆ่าคนในวัด และไม่ฆ่าผู้หญิง อย่างน้องเกดเป็นคนมือเปล่า เป็นผู้หญิงถูกยิงในวัด แถมมีปลอกกาชาด ถูกยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ การยิงแบบนี้มันไม่ได้ยิงเพื่อฆ่า แต่ยิงเพื่อระบายความโกรธแค้น คิดดูผู้หญิงคนเดียวถูกยิง 11 นัด อย่าว่าแต่ 11 นัดเลย แค่นัดเดียว ต่อให้เป็นผู้ชายโดนยิงด้วยเอ็ม 16 นัดเดียวก็ไม่รอดแล้ว เพราะฉะนั้นกรณีอย่างนี้เป็นการบ่งชี้ว่า เอ๊ะ...มีการปลูกฝังสร้างความเกลียดชัง คนเวลายิงยิงด้วยความเกลียดชัง ก็ยิงแบบไม่ยั้งคิด แล้วถามว่าทหารอยู่ๆทำไมเขาเกลียดชังพวกผมล่ะ ผมก็คนไทยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอยู่ๆเกลียดชังขึ้นมาแปลว่ามีการปลูกฝังให้เกลียดชัง และการปลูกฝังเรื่องที่ได้ผลที่สุดในประเทศไทยคือปลูกฝังว่าเราจะล้มสถาบัน นั่นคือการปลูกฝังง่ายๆ ปลูกฝังได้...ชั่วช้าจริงๆ”

Q : การชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.การพูดของแกนนำแต่ละคนบนเวทีจะเป็นไปในโทนหรือทิศทางเดียวกันหรือไม่

A : ไม่ๆ...ไม่เป็นไปในลักษณะเดียวกันหรอก ค่อนข้างหลากหลาย แต่ผมมองว่าคนที่ขึ้นเวทีวันนั้นแสดงออกถึงความสิ้นหวังในประเทศนี้ เรามีเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.มา 1 ปีแล้ว เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์เศร้าที่ไม่ควรเกิดขึ้น 1 ปีผ่านมาไม่มีอะไรที่ไปคลี่คลายข้อเท็จจริง ว่าทำไมเกิดเหตุอย่างนั้น ความผิดพลาดเกิดจากอะไร ใครเป็นคนผิด ความผิดอยู่ที่คนสั่งการ หรืออยู่ที่คนปฏิบัติการ ใครเป็นผู้ฆ่าประชาชน ใครเป็นผู้ฆ่าทหาร ปีหนึ่งแล้วมันไม่มีความชัดเจนเลย ซึ่งตรงนี้มันสร้างความรู้สึกที่เจ็บปวดต่อคนไทยทั้งประเทศ ลองคิดดูว่ากลไกทางกฎหมายมีตั้งหลายหน่วยงาน แต่มันไม่มีอะไรขยับเลย ที่ผ่านมาเราเป็นเมืองพุทธ เรารักกัน เราต้องช่วยกันผลักดันคนดีให้เข้ามาบริหารบ้านเมือง ถามว่าวันนี้มันสวนทางกันหมด แล้วไม่มีใครทำอะไรเลย มันก็ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ผมมองในแง่นี้ เปรียบเทียบในกรณีคุณสมัคร (สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี) ถูกขับออกจากตำแหน่งในข้อหาทำกับข้าว สอนทำกับข้าว แต่รัฐบาลนี้มีเหตุคนตายตั้งเกือบ 100 คน ถ้าเทียบกรณีคุณสมัครลองคิดดูมันต่างกันลิบลับ แล้วทำไมไม่มีใครมาขยับ มาต่อว่า มาทำอะไรเขาเลยเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ผมไม่ได้บอกว่าต้องเอาคนใดคนหนึ่งเข้าคุกนะ ผมบอกว่าต้องมีคนที่รับผิดชอบในเหตุการณ์ ผมไม่แน่ใจความผิดพลาดอยู่ตรงไหน แต่ผมว่าอย่างน้อยมันต้องมีคนรับผิดชอบ

ตอบได้ตรง แทนคำตอบจากใจคนเสื้อแดงและผู้รักความยุติธรรมนับล้านๆคน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ ทำไมจึงเกิดเหตุการ์ณสั่งฆ่าปชช.โดยเฉพาะน้องเกด..ในเขตอภัยทาน..ตอนนี้ที่ณัฐวุฒิตะโกนป่าวร้องร่วม 10 นาที ได้ทรงพลัง และโดนใจมวลชน ร่วมยืนและปรบมือโห่ร้องดังกึกก้องถนนราชดำเนิน...



มือที่มองเห็น!พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ที่มา โลกวันนี้



“เชื่อเถอะครับ คำพูดของกองทัพ ของทหารเชื่อถือได้ เชื่อเถอะ
ไม่มีใครหรอกที่จะก้าวล่วงเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
ไม่ว่าจะกดดัน ผลักดัน ไปแอบอิง หรือให้อิงแอบ
เพื่อทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของประชาชน เชื่อเถอะ
เสียงของท่านแต่ละเสียงมีคุณค่าต่อประเทศไทยในอนาคต
ผมยืนยันอีกครั้ง ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผู้แทน ผบ.ตร. ว่าไม่ยุ่งเกี่ยว”

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)
สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งประเทศ เมื่อนำ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)
พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ
พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10
ในฐานะตัวแทน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
แถลงยืนยันว่าทหารไม่ปฏิวัติ ไม่มีรัฐบาลภายใต้มาตรา 7
และหลังการเลือกตั้งก็ไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

พล.อ.ทรงกิตติยังให้หยุดเอากองทัพมาอ้าง หยุดเอากองทัพมาแนบ
และหยุดผลักกองทัพออกจากประชาชน ให้การเมืองดำเนินไปบนแนวทางการเมือง
กองทัพจะรักษาเกียรติ และเป็นที่มั่นใจของประชาชน
เพราะเป็นคนของประชาชน “เราคือประชาชน เรารู้หน้าที่ของเราว่าต้องทำอะไร
ควรจะเว้นจากทำอะไร หากมีหน่วยใดเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่ได้รับคำสั่งคือ
กบฏ ถ้ามีทหารกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไปเกี่ยวข้องทางการเมืองหรือไปกดดันก็ร้องเรียนมา
หากมีมูลจะทำการสอบสวน”

ปฏิวัติเงียบ!

อย่างไรก็ตาม การออกมาแถลงข่าวดังกล่าวทำ ให้หลายฝ่ายยิ่งเชื่อว่า
มีคนบางกลุ่มต้องการทำการปฏิวัติรัฐประหารจริง ทั้งที่ก่อนหน้านี้
ผบ.ทบ. และ ผบ.ทอ. จะยืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอนก็ตาม
แต่ไม่มีใครเชื่อ
เพราะแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมมานานถึง 3 เดือน
ได้เรียกร้องชัดเจนว่าขอให้ใช้วิธีใดก็ได้เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้ง
และปิดประเทศชั่วคราว 3-5 ปี
เพื่อปฏิรูปการเมืองและล้างนักการเมืองที่มีพฤติกรรมชั่วออกไปให้หมด

โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า มีกลุ่มที่พยายามทำการปฏิวัติรัฐประหารจริง
แต่เป็นปฏิวัติเงียบ ขนาดวางตัวผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไว้แล้ว

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
แดงทั้งแผ่นดิน ก็ยืนยันว่ามีกลุ่มนายทหารที่ต้องการปฏิวัติเงียบจริง
ซึ่งรู้ความเคลื่อนไหวตั้งแต่ยังอยู่ในเรือนจำ โดยคนหน้าแหลมฟันดำคนเดิมอยู่เบื้องหลัง
แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากหลายภาคส่วน เนื่องจากไม่มั่นใจว่า
หากมีการยึดอำนาจแล้วจะสำเร็จหรือไม่
จึงคิดจะปฏิวัติเงียบตามที่นางสดศรีออกมาเปิดเผย
โดยอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี

เกียรติยศที่อัปยศ

เช่นเดียวกับที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.
ตั้งข้อสังเกตที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมาแถลงข่าวยืนยันไม่ปฏิวัติว่า
ทุกครั้งก่อนการปฏิวัติมักมีการออกมาแถลงข่าวในลักษณะดังกล่าว เช่น
รัฐประหารปี 2549 ยืนยันว่ามีความพยายามเดินเกมปฏิวัติเงียบและปฏิวัติจริง
เพราะมีผลการสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ระบุว่า
พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้พรรคเพื่อไทยทั้งหมด ยกเว้นพื้นที่ภาคใต้
จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแนวคิดทำการปฏิวัติขึ้นมา

นายจตุพรเห็นว่า ถ้าทำตามที่แถลงจริงก็ขอให้ทหารทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก่อน
แต่หากใครต้องการเล่นการเมืองก็ขอให้ลาออกจากตำแหน่งมาลงการเมือง
ทหารต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด อย่ามาเกาะติดพื้นที่
หรือบล็อกแกนนำ หรือเป็นกรรมการนับคะแนน รวมไปถึงไม่ให้ทหารมาติดตามนักการเมือง
ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดชุดลงไปในแต่ละหมู่บ้าน
หากพบทหารลงพื้นที่ปลุกระดมและใส่ร้ายให้เกิดความเกลียดชังเพื่อไม่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย
ก็จะจับส่งหรือร้องเรียนไปยัง กกต.

คำแถลงของผู้นำเหล่าทัพจึงเป็นสัญญาณที่ดีของการเมือง แม้หลายฝ่ายยังไม่เชื่อ
แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็รับรู้แล้ว
แต่ประชาชนจะเชื่อข่าวลือหรือการปล่อยข่าวหรือไม่อยู่ที่ผู้นำกองทัพ
ซึ่งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมระบุชัดเจนว่า ทหารต้องไม่ดำเนินการใดๆทางการเมือง
แต่กองทัพก็ไม่อาจปฏิเสธว่าการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่าน มาเกือบทุกครั้ง
หัวหน้าคณะที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารออกมายืนยันเช่นนี้
แม้แต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งไม่ใช่แค่การโกหกตอแหลประชาชน
แต่ยังทำลายเกียรติยศของกองทัพและสร้างความอัปยศให้กับประเทศชาติอีกด้วย

ประชาชนคือผู้ตัดสิน

การแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของผู้นำกองทัพครั้งนี้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ
ที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน แม้หลายฝ่ายยังเชื่อว่า
มี “อำนาจนอกระบบ” เข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม แต่อย่างน้อย
ก็เป็นการต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
ไม่ว่าประชาชนจะสีอะไรหรือเลือกข้างใด

แม้การเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าจะยุติความขัดแย้งทางการเมือง
แต่ปัญหาการเมืองจะไม่มีการเข่นฆ่าประชาชนอย่างที่ผ่านมา
เพราะไม่ว่าพรรคการเมืองใดได้เป็นรัฐบาลก็เป็นเรื่องของการเมือง
ไม่ใช่รัฐบาลที่จัดตั้งกันในค่ายทหาร เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากฉันทามติของประชาชน
และเป็นรัฐบาลที่กล้าเข่นฆ่าประชาชนเพื่อให้มีอำนาจอยู่ต่อไป
อย่างที่นายณัฐวุฒิแถลงเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2554 หลังจากได้รับประกันตัวว่า

“เราร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่หลังปี 2549 สิ่งที่เราอยากเห็นมากที่สุดคือ
ให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่เราอยากเดินไปถึงที่สุดคือ
ผืนแผ่นดินนี้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง...
ต้องการแค่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เท่านั้น ผู้มีอำนาจให้สิ่งนั้นไม่ได้
แต่กลับหยิบยื่นความตายให้เราเพียงเพราะต้องการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ
ผู้ต้องรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนี้คือ ผู้ลงมือ ผู้สั่งการ
และผู้อยู่เบื้องหลัง เราไม่คาดคิดว่าผู้มีอำนาจจะอำมหิตถึงเพียงนั้น
ไม่คาดคิดไม่ใช่เพราะรู้ไม่ทัน แต่ไม่คาดคิดเพราะที่ผ่านมา
เรารักเขามากเกินไป ความรักทำให้คนตาบอด
แต่ความตายทำให้คนตาสว่าง แล้วจะไม่มีวันหลงลืมความตายของประชาชน
ไม่มีวันลืมความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์ ตรงกันข้าม เราจะลืมตามองไปทุกมุมมืด
เพื่อดูใครก็ตามที่ซ่อนตัวอยู่ ให้เขารู้ว่าเรารู้แล้ว ตาสว่างแล้วทั้งแผ่นดิน”

คำพูดของนายณัฐวุฒิสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงแนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดงว่า
ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เสียงข้างมากหรือประชาธิปไตยแค่ 4 วินาที
แต่ต้องให้ประเทศชาติก้าวพ้นจากการครอบงำของอำนาจนอกระบบหรือกลุ่มอำมาตย์
ที่อ้างประชาธิปไตยแบบไทย เพื่อกลบเกลื่อนประชาธิปไตยอย่างอารยประเทศที่ยึดมั่น
ในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยในคราบเผด็จการ

ประชาธิปไตยคือพื้นที่อิสระ

“ตราบใดที่เราไม่มีประชาธิปไตย เราก็ไม่สามารถลงมือถกเถียง
และลองผิดลองถูกอย่างเป็นรูปธรรมในการใช้พื้นที่อิสรเสรีของประชาธิปไตยได้”

แม้แต่นายใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสัญชาติไทยอังกฤษ
อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในสหราชอาณาจักร
เพราะถูกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็เรียกร้องให้คนเสื้อแดงสู้ตามระบอบประชาธิปไตย
แม้จะมีจุดร่วมแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ต่อต้านการเลือกตั้ง
ซึ่งมีแต่จะทำให้การเมืองไทยกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนรัฐประหาร 19 กันยาฯ

นายใจยังชี้ว่า
สังคมไทยผ่านวิกฤตการเมืองมาหลายปี ผ่านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง
ผ่านการสูญเสียทั้งสิทธิและเลือดเนื้อจากนักการเมืองและทหารที่มือเปื้อนเลือด
ตอนนี้ประชาชนไทยจำนวนมากต้องการแก้ปัญหาใหญ่ๆในสังคมไทย เช่น
ปัญหานักโทษการเมือง
ปัญหากฎหมายเผด็จการ
ปัญหากระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เรื้อรัง
และไม่ให้มีการทำรัฐประหารขึ้นอีก

“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ๆที่ท้าทายอำนาจอำมาตย์
ขบวนการเสื้อแดงต้องชูประเด็นเหล่านี้และตั้งคำถามยากๆกับนักการเมืองทุกพรรค
รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย
เราต้องมีส่วนสำคัญในการกำหนดวาระทาง การเมืองของการเลือกตั้ง
และข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องของเรา
ต้องแหลมคมพอที่จะทนทานต่อการแพ้การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย
คือต้องเป็นข้อเรียกร้องที่เราใช้เคลื่อนไหวต่อไปได้ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง”

ระบอบคณาธิปไตย

แต่ประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างที่คนเสื้อแดงต่อสู้
ก็คงไม่ได้มาง่ายๆอย่างที่ศาสตราจารย์เบเนดิก แอนเดอร์สัน
นักวิชาการประวัติศาสตร์ที่ศึกษาสังคมและการเมืองไทยได้ปาฐกถา
“มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก”
ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และสาขาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เมื่อไม่นานมานี้ว่า
การเมืองไทยเหมือนกับระบบการเมืองในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
ที่ยังมีลักษณะ “กึ่งประชาธิปไตย” หรือ “คณาธิปไตย”
ซึ่งระบอบคณาธิปไตยจะตั้งมั่นอยู่ได้
ต้องมีความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบการเลือกตั้ง
แต่ต้องไม่มีฝ่ายค้านเป็นกลุ่มก้อน
ให้ ส.ส. ย้ายพรรคกันง่ายและรวดเร็วเวลามีการจัดตั้งรัฐบาลผสม
อย่างการจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณและระบอบทักษิณ

ที่สำคัญกลุ่มคณาธิปไตย
มักเป็นกลุ่มเครือญาติ ลูกหลานที่ไปโรงเรียนเดียวกัน มีธุรกิจเกี่ยวโยงกัน
แต่งงานเกี่ยวดองกัน รวมทั้งมีค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แข่งขันกันเอง ชิงดีชิงเด่นกัน
แม้บางครั้งจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพวกนี้จะตัดขาดจากคนกลุ่มอื่นๆอย่างสิ้นเชิง
พวกเขามีความยืดหยุ่นพอที่จะดูดคนอื่นที่เป็นกึ่งคนนอกกลุ่มเข้ามา
แต่ต้องวางอยู่บนเงื่อนไขที่พวกเขาตั้งขึ้นเท่านั้น

ศาสตราจารย์แอนเดอร์สันจึงมองการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกับอนาคตการเมืองไทยว่า
เหมือนคำพูดอมตะของ “กรัมชี” มาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนผู้ยิ่งใหญ่ ที่ว่า “
เมื่อสิ่งที่เก่าแก่ไม่ยอมตาย และสิ่งใหม่ดิ้นรนที่จะเกิด ย่อมเกิดอสุรกายขึ้น”

แต่อนาคตการเมืองไทยจะคาดหวังจากชนชั้นกลางหรือกระฎุมพีในกรุงเทพฯไม่ได้
เหมือนการชุมนุม 14 ตุลาคม 2516 อย่างกล้าๆกลัวๆ
แต่แล้วก็หันหลังให้ขบวนการนักศึกษาเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
คนชั้นกลางเหล่านี้เคยสนับสนุนนโยบายประชานิยมยุคต้นๆของรัฐบาลทักษิณ
แต่ไม่นานก็หันหลังให้แล้วมาสนับสนุนกลุ่มเสื้อเหลืองกันอย่างมากมาย

“กระฎุมพีชาวกรุงเทพฯก็ไม่ต่างจากกระฎุมพีชาวมะนิลา กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์
และจาการ์ตาสักเท่าไร ขี้ขลาด เห็นแก่ตัว ไร้วัฒนธรรม คลั่งบริโภค
และไม่เคยมีภาพอนาคตของประเทศอยู่ในหัว”

เลือกตั้งชี้ชะตา “อภิสิทธิ์-ทักษิณ”

แม้สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้จะปฏิเสธอำนาจของกลุ่มอำมาตย์และกองทัพไม่ได้
แต่การออกมาแถลงของผู้นำเหล่าทัพก็คงไม่มีใครกล้าหรือบ้าพอ
ที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหารในขณะนี้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็รู้ดี
และต้องปรับตัวเพื่อใช้การเลือกตั้งมาต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯที่พยายาม
เรียกร้องให้มีการใช้ “อำนาจพิเศษ” หรืออำนาจนอกระบบ

โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
ต่างก็ต้องต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
แต่ต้องไม่ให้ถูกดำเนินคดีในฐานะ “ฆาตกร” ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
เช่นเดียวกับผู้นำกองทัพที่รับผิดชอบในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

อย่างที่นายสุเทพจัดพิมพ์หนังสือ
“ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” ออกมาแจกจ่ายขณะนี้
เพื่อต้องการยืนยันว่า
การใช้กำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงครามสลายคนเสื้อแดงนั้น
เป็นการปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่าง
แต่ผู้ชุมนุมแย่งอาวุธและนำมาต่อสู้กับทหาร
รวมทั้งยิงพวกเดียวกันเอง

ในหนังสือที่ส่วนใหญ่เป็นคำที่เคยอภิปรายในสภายังชี้ว่า
เจ้าหน้าที่แม้มีอาวุธในมือ แต่ไม่กล้ายิง “ไอ้โม่งชุดดำ”
เพราะกลัวประชาชนจะถูกลูกหลง ทั้งยังระบุว่า
คนเสื้อแดงวางแผนเผาสถานที่สำคัญทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
เพื่อสร้างความวุ่นวาย
ชิงอำนาจทางการเมือง หาทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นนักโทษ
หนีคดีไม่ต้องรับโทษ
เมื่อมีผู้เสียชีวิตและเผาบ้านเผาเมืองแล้วกลับโยนความผิด
ให้กับกองทัพและรัฐบาล
และยังทิ้งท้ายให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาติดคุก และ พรรคเพื่อไทย
นำไปรณรงค์ต่อสู้ในการเลือกตั้งแทน

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมากกับทุกฝ่าย
โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มอำนาจ
ที่สนับสนุนที่จะต้องรักษาอำนาจไว้ให้ได้

ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องการขึ้นมาเป็นรัฐบาล ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ก็ต้องการกลับประเทศ ด้านคนเสื้อแดงต้องการให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง
รวมทั้งเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บพิการ
ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”

“ทักษิณ” กับพรรคเพื่อไทย

เช่นเดียวกับที่การประชุมของพรรคเพื่อไทยขาดไม่ได้
ที่จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งการกำหนดผู้ที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรี”
หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล
ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้เตือนสมาชิกพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ว่า

“วันนี้ผมเลยต้องพูดให้ชัดๆ อย่างที่พูดไว้ในทวิตเตอร์ 9 ข้อ
จงอย่าบิดเบือนคนไม่มีความสามารถให้ประชาชน เพราะเราโตมาได้ด้วยประชาชน
แม้จะถูกย่ำยีแค่ไหน ถูกยุบพรรคมากี่ครั้ง ประชาชนก็ยังให้การสนับสนุน
ก็ยังรู้ว่าเป็นพรรคผม คนที่จะเป็นนายกฯต้องยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ไม่ใช่ตัวเอง ไม่ใช่พูดเก่งอย่างเดียว
วันนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะ พูดเก่งอย่างเดียวทำอะไรไม่ได้
คุณสมบัติสำคัญที่สุดของคนที่จะเป็นนายกฯคือต้องรักประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ไม่ต้องห่วง ผมดูเองเมื่อถึงเวลา
แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ ผมต้องคิดหน้าคิดหลังให้มากๆ
และผมเป็นนักสู้ ประชาชนให้โอกาสขนาดนี้ผมต้องกลับไปตอบแทนแน่นอน”

คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ออกมาจากพรรคเพื่อไทยเป็นการแสดงให้เห็นว่า
ยังมีบทบาทอย่างมากกับการเมืองไทย
แม้แต่การกำหนดคนที่จะขึ้นมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” คนต่อไป ดังนั้น
การเลือกตั้งเร็วๆนี้จึงจะเป็นการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
และไม่ใช่ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
แต่ยังเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับกลุ่มอำ-มาตย์
ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551
ที่ทุกฝ่ายต่างก็มีเดิมพันถึงชีวิต

“ทักษิณ” คัมแบ็ก!

อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่า
พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาได้ทันที
ต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญและกองทัพ
ซึ่งถ้ากลับมาได้จริงอาจเป็นปลายปี 2554
และต้องต่อสู้คดีในฐานะผู้ต้องหาตามกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

อย่างไรก็ดี บรรดาโหรมีการพยากรณ์ดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย
อย่างนายวิโรจน์ กรดนิยมชัย นักโหราศาสตร์ยูเรเนียน พยากรณ์ว่า
ดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากบิดา จึงต้องดูดวงบิดา
ซึ่งในหนังสือ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” นั้น พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงบิดาตัวเองว่า
“สิบกว่าปีที่ผ่านมาพ่อไม่เหลืออะไรเลย ในวาระสุดท้ายในชีวิตของพ่อ
ทักษิณต้องพาพ่อไปอยู่ที่ จ.นนทบุรี แล้วพ่อก็ตาย
โดยที่ไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานไว้สืบทอดเลย”

ขณะที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังแห่งสำนักสุขิโต จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่า
พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่หมดวิบากกรรม และไม่มีทางได้กลับมามีอำนาจอีก
ทั้งยังยืนยันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” อักษรย่อคือ “ป.ปลา”
ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะเข้ามาทำให้ประเทศกลับสู่ความสงบ
ซึ่งอาจจะหมายถึง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ที่เพิ่งเปิดตัวเล่นการเมืองขณะนี้
หรือนายทหารอักษร ป.ปลา ซึ่งมี 2 คนคือ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ด้าน “หมอนิด” นายกิจจา ทวีกุลกิจ ที่เคยชี้ว่า
นายอภิสิทธิ์มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ดวงดีไม่นานจึงเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ไม่ครบเทอม
รวมทั้งดวงพรรคประชาธิปัตย์ว่าตกต่ำจนอาจถึงขั้นปิดปรับปรุงรื้อพรรคใหม่
เพราะดวงชะตาถึงจุดฆาตนั้น พยากรณ์ว่า
ดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณหลังจากปี 2554 ถึงปี 2556 จะมีรัศมีแห่งบารมียิ่งใหญ่
และจะกลับมาครองประเทศอีกแน่นอน

การเมืองหลังสงกรานต์จึงทั้งดุเดือดและร้อนระอุเหมือนนางสงกรานต์ปีนี้
ที่นางกิริณีเทวี ทรงพาหุรัตน์ ทัดดอกมณฑา แก้วมรกตเป็นอาภรณ์ ภักษาหารถั่ว งา
พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาบนหลังช้าง
ซึ่งไม่ใช่แค่ชี้ชะตา “อภิสิทธิ์” และ “ทักษิณ”

แต่ยังเป็นการต่อสู้ระหว่าง “อำนาจนอกระบบ” ของ “มือที่มองไม่เห็น”
กับ “มือที่มองเห็น” ที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 306 วันที่ 9-22 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

แผนยุบพรรค

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ไม่ต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง แค่สังเกตจากอาการพรรคประชาธิปัตย์ที่มาแนว "มวยวัด" ออกหมัดสะเปะสะปะในช่วงปลาย ยกสุดท้ายของการเป็นรัฐบาล

ก็พอจะมองออกว่าสิ่งที่นักวิเคราะห์การเมือง รวมทั้งโพลหลายสำนักฟันธงไว้ ใกล้เคียงความจริงขนาดไหนที่ว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง

พรรคแกนนำรัฐบาลขณะนี้ดูเหมือนจะอับจนอยู่มากกับการหาทางกอบกู้คะแนนนิยม ที่ตกต่ำลงต่อ เนื่องมาตั้งแต่วิกฤตสวาปาล์มและสินค้าราคาแพง

ต่อด้วยเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคใต้ ที่ทำเอารัฐมนตรีบางคนถึงกับสติแตก กล่าวหาสื่อ มวลชนแย่งซีนรัฐบาล ทำงานเอาหน้าเพื่อโปรโมต บริษัทตัวเอง

ขณะที่มหกรรมการเลือกตั้งขยับใกล้เข้ามาทุกที

การจะให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยอมกลืนน้ำลายตัวเองเลื่อนวันยุบสภาออกไป เพื่อถ่วงเวลารอรัฐบาลฟื้นฟูกระแสของตัวเองให้ได้ก่อน ก็คงโดนคนด่าทั้งบ้านทั้งเมือง

รัฐบาลจึงเหลืออยู่วิธีเดียวคือการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" หาทางทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ เช่น ข้อหาจาบจ้วงหมิ่นเบื้องสูง หรือข้อกล่าวหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน

อย่างกรณีนายทหารพระธรรมนูญ กองทัพบกเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ให้ดำเนินคดี 3 แกนนำเสื้อแดงข้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ อันมีเหตุสืบเนื่องจากการปราศรัยบนเวทีชุมนุมคนเสื้อแดงวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่แกนนำเสื้อแดงออกมาแถลงเตรียมแจ้งความกลับ เอาผิดนายทหารพระธรรมนูญข้อหาแจ้งความเท็จ เป็นการตอบโต้ทันทีทันใด

สุดท้ายแล้วใครถูกใครผิดต้องไปต่อสู้พิสูจน์ตัวเองกันตามกระบวนการกฎหมาย ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง "มาตรฐาน" ของกระบวนการดังกล่าวอยู่มากก็ตาม

แต่ข้อสังเกตกรณีนี้คือมีความพยายามโยงพฤติ กรรมเฉพาะตัวของแกนนำเสื้อแดง 2-3 คนที่ถูกกล่าวหา ไปยังพรรคการเมืองซีกตรงข้ามรัฐบาล ที่มีแนวโน้มเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อคาดการณ์ก่อนหน้าของกรรม การการเลือกตั้ง หรือกกต.บางคนที่ว่า จะมีการ "ยุบพรรค" เกิดขึ้นอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง

จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้ออีกต่อไป

แม้วยิ่งมั่นใจ มาร์คยิ่งพล่าน

ที่มา บางกอกทูเดย์



เลือกตั้งเดิมพันสูงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ปชป.เบรกภูมิใจไทยทุกเรื่อง!!

ถ้าหากไม่มีการยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ย้ำนักย้ำหนาแล้ว... เชื่อได้เลยว่า ความน่าเชื่อถือของนายอภิสิทธิ์ จะต้องลดวูบลงติดดินอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะสรรหาข้ออ้างใดๆมาแก้ตัวก็ตาม... ในสถานการณ์ที่ความไม่เชื่อมั่นต่อการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของมือที่มองไม่เห็น การแก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น
ส่วนหลังจากที่มีการยุบสภาแล้ว เรื่องของการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปตามกลไกประชาธิปไตยที่แท้จริง จะถูกแทรกแซงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ตองรอการพิสูจน์ เพราะขนาดที่บรรดาผู้บัญชาการกองทัพดาหน้าออกมายืนยัน แต่ก็ยังสยบกระแสความไม่เชื่อไม่ได้

ฉะนั้นทำได้อย่างมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการต้องรอพิสูจน์ เพราะไม่ว่าอย่างไรระยะเวลาในการพิสูจน์ก็ไม่นานเกินรอ
แต่ไม่ว่าอย่างไร หากว่า มือที่ทองไม่เห็น ขั้วอำนาจพิเศษใดๆก็ตาม คิดจะทำอะไรแล้วล่ะก็ ขอให้นึกถึงความน่าเชื่อถือของบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 คนเอาไว้ด้วย
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีครั้งใดที่ทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการทหารเรือ ต้องออกมายืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติเพื่อหยุดระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง เหมือนในครั้งนี้เลย
ดังนั้นจะทำอะไรก็นึกถึงหน้ากันเอาไว้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย

แต่หากจับรหัสทางการเมือง ดูเหมือนว่า นักการเมืองล้วนต่างมีการเตรียมพร้อมกันเอาไว้เต็มที่ เพื่อรับมือกับการเลือกตั้งกันแล้ว
อย่างน้อยที่สุด พรรครวมชาติพัฒนาก็ผนึกกำลังรวมกับพรรคเพื่อแผ่นดินโดยเปิดเผยแล้ว ทำให้น้ำหนักของนาย​สุวัจน์ ลิปต​พัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณ​ฉวี นายปรีชาเลา​ห​พง​ศ์​ชนะ ซึ่งที่ผ่านมาก็ระดับเบิ้มกันอยู่แล้ว
ยิ่งบิ๊กเบิ้มกันมากขึ้น และทำให้น้ำหนักของพรรคชาติ​พัฒนา​เพื่อ​แผ่นดิน ยิ่งเรืองรองมากขึ้น ในฐานะของพรรคที่เต็งจ๋า มีสิทธิ์เป็นขั้วรัฐบาลสบายๆ

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา เจ้าของฉายาปลาไหลต้นฉบับ หลังจากที่เสียรังวัดไปมากทั้งจาการเข้ามาร่วมอุ้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปจนกระทั่งการจองกฐินจองผ้าป่าสามัคคีล่วงหน้ากับพรรคภูมิใจไทย หวังเป็นขั้วที่หากใครต้องการจะเป็นรัฐบาล ก็ต้องเลือกใช้บริการ
แต่เพราะนายบรรหาร ศิลปอาชา อี๋อ๋อ กับนายเนวิน ชิดชอบ เร็วไปหน่อย สังคมก็เลยเกิดอาการยี้เหวี่ยงแหไปหมด ทำให้กระแสของชาติไทยพัฒนาวูบลงไปไม่น้อย ในสนามการเมือง
นายบรรหาร ถึงขั้นต้องลงทุนป่าวร้อง ว่าหลังสงกรานต์จะมีทีเด็ด จะมีบิ๊กเซอร์ไพร์ส โดยจะมีคนเด่นคนดังเข้ามาซบรังชาติไทยพัฒนา
หลายคนก็ได้แต่เป็นห่วง และหวังว่า เปิดหน้าไพ่ออกมาแล้วขอให้เด่นให้ดังจริงๆด้วยเถอะ

ไม่งั้นคะแนนนิยมของพรรคมีหวังเตี้ยลงไปอีกแน่!!!
แต่ที่เปิดไพ่ออกมาแล้วฮือฮาเป็นอย่างมาก คือ กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โฟนอิน อ้อนชาวลำปาง ช่วยให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง
โดยเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่สนามกีฬากลางหนองกระทิง อ.เมือง จ.ลำปาง กลุ่มเสื้อแดงจากภาคเหนือ ประมาณ 3,000 คน ส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังสนั่นสนามกีฬา เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับพี่น้องชาวลำปางและกลุ่มเสื้อแดงตามสัญญา โดยใช้เวลาในการโฟนอินประมาณ 5 นาที
งานนี้มี นายพินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต ส.ส.จังหวัดลำปาง นายนาธร โล่ห์สุนทร นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ นายสมโภช สายเทพ สส.ลำปางพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมภายในงานด้วย

อดีตนายกฯทักษิณ ได้อ้อนกับพี่น้องคนลำปาง และกลุ่มคนเสื้อแดงว่าคิดถึงเมืองไทย และพี่น้องคนเสื้อแดงมาก และอยากกลับเมืองไทย
“หากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีก 3 เดือนให้หลัง ผมจะกลับมาเมืองไทย เพื่อต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เพื่อบ้านเมืองของเราจะได้ไม่ถดถอยเหมือนอย่างทุกวันนี้”
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอให้คนลำปางช่วยนำตนเองกลับเข้ามาเมืองไทยด้วย เพราะคิดถึงคนไทยทุกคน
รวมทั้งได้มีการพูดถึงการบริหารของรัฐบาลในปัจจุบันด้วยว่า เป็นรัฐบาลทำงานไม่เป็น จนนำประเทศไปสู่การล้าหลัง ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

การพูดชัดถึงแนวทางว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ก็จะกลับมาเมืองไทยนั้น เล่นเอาอุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาไม่น้อย
เพราะพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีว่า จนถึงขณะนี้ จุดขายของพรรคเพื่อไทยในเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นจุดขายที่แข็งแกร่ง ยังเป็นสิ่งที่สามารถเรียกคะแนนนิยม คะแนนศรัทธาได้ไม่ยาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเอาการทำงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมา กับผลงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในช่วง 2 ปีนี้ มาเทียบกัน ภาพของพรรคประชาธิปัตย์ยิ่งหมดราคามากขึ้น

เพราะแม้แต่กระทั่งการลงพื้นที่เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของคนใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์เองด้วยซ้ำ นายอภิสิทธิ์ยังดำเนินการล่าช้า จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งประเทศ ว่าทำงานสู้นักเล่าข่าวทางโทรทัศน์ อย่างนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยังไม่ได้เลย
ยิ่งก่อนหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ มีการให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล โดยระบุว่า หนทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประการหนึ่งก็คือ จะปรับลดภาษีนิติบุคคลของไทย
ยิ่งทำให้เห็นถึงการทำงานที่เป็นมวย และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงมากขึ้นไปอีก
งานนี้ถือเป็นศึกหนักไม่น้อยสำหรับประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์

เพราะวันนี้สิ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ทำ ไม่ใช่การมองข้ามชอต เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ แต่ยังวนอยู่กับการเล่นเกมการเมือง เพื่อเอาเปรียบหรือฉกฉวยโอกาสเพื่อสร้างภาพไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง
ไม่เว้นแม้แต่การฉกฉวยเล่นเกมกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
อย่างเช่นกรณีของน้ำมันพืช ที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง เจอพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง เล่นเกมหนักที่สุด

น้ำมันปาล์มขาดแคลน ทั้งๆที่นายสุเทพเองเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ อยู่แท้ๆ พอน้ำมันปาล์มขาดแคลน มีการกักตุน กลับโยนผิดไปให้กระทรวงพาณิชย์เต็มๆ
แถมเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าอาจจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันปาล์มลงได้ ลิตรละประมาณ5 บาท หรือจากราคาบรรจุขวดขนาด 1 ลิตรที่ 47 บาทเหลือขวดละ 42 บาท
เท่านั้นแหละได้เรื่องทันที เพราะเล่นเอานายสุเทพฉุนกึก และสั่งเบรกแนวคิดที่จะให้มีการลดราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในทันที ทั้งๆที่เรื่องนี้ประชาชนผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์เต็มๆ หากกระทรวงพาณิชย์ทำให้มีการลดราคาขึ้นมาจริงๆ
เหตุผลที่นายสุเทพ ต้องเบรกก็เพราะต้องการที่จะพยุงราคาในการรับซื้อผลปาล์มให้ยังอยู่ในระดับที่สูง กิโลกรัมละ 6 บาท เท่านั้นเอง
ส่วนว่าจะเป็นการหาเสียงล่วงหน้าจากผู้ปลูกปาล์มหรือไม่ คิดดูกันเอาเอง
เพราะในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 4 เม.ย. นายสุเทพนอกจากจะออกโรงทวงเงินค่าชดเชยที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องจ่ายให้กับทางโรงกลั่นน้ำมันปาล์มแล้ว

ยังแสดงความไม่พอใจกับเรื่องข่าวที่ว่าจะลดราคาน้ำมันให้เหลือขวดละ 42 บาท ว่าการพูดเช่นนี้ก็ทำให้ขัดกันเอง อย่างนี้ก็ตายเลย
แบไต๋ว่า ยังต้องการให้ราคาผลปาล์ม กิโลกรัมละ 6 บาทเท่าเดิม
โดยเฉพาะขณะนี้ใกล้เลือกตั้งแล้ว ก็ควรจะลากราคา 6 บาทให้ยาวไปถึง 30 มิ.ย.
ทำให้มีรัฐมนตรีบางคน ได้ถามว่าถ้าหลัง 30 มิ.ย.แล้วจะทำอย่างไรต่อ???
เพราะการที่จะรับซื้อปาล์มจากเกษตรกรตามที่บังคับไว้ที่กก.ละ 6 บาท และขายน้ำมันปาล์มราคา 47 บาท นั่นก็คือจะต้องชดเชยอีกเดือนละ 30 ล้านบาท

แม้แต่ทางสำนักงบประมาณ ยังอดสอบถามนายสุเทพ ไม่ได้เลยว่าจะใช้เงินเท่าไหร่
แต่นายสุเทพ กลับตอบว่า เท่าไหร่ก็เท่านั้น
ซึ่งเป็นเรื่องตลกมาก เพราะสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์ม ขณะนี้ราคารับซื้อผลปาล์ม (17%) ลงมาอยู่ที่ กก.ละ 5.00 - 5.10 บาท เป็นการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจาก กก.ละ 8.49 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 54
ในขณะที่น้ำมันปาล์มดิบ ราคาก็ลงมาอยู่ที่ กก.ละ32.50-33 บาทแล้ว เนื่องจากโรงงานผลิตไบโอดีเซลมีน้ำมันปาล์มดิบเพียงพอสำหรับการผลิตไบโอ ดีเซลบี 2 จึงชะลอการซื้อ

ซึ่งหากลดราคาขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดลงมาเหลือ 42 บาทอย่างที่กระทรวงพาณิชย์คิด ก็ยังมีส่วนต่างจากราคาน้ำมันดิบเกือบ 10 บาท ทำไมนายสุเทพจึงไม่ทำ???
สุดท้ายเมื่อไม่รู้จะหาเหตุผลใดๆมาชี้แจงให้เป็นที่กระจ่างได้ ก็ต้องใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ตัดบทดื้อๆว่า คงต้องตรึงราคา ไปจนถึง 30 มิถุนายน
ซึ่งแน่นอนว่า งานนี้ประชาธิปัตย์เสียหน้า ก็เลยมีรายการตามเอาคืนกลับทั้งเรื่องของราคาน้ำมันถั่วเหลืองที่กรมการค้าภายในได้อนุมัติให้ขึ้นราคาได้ขวดละ 9 บาท
แถมยังมีเรื่องของราคาปุ๋ยเข้ามาเล่นเกมสั่งสอนกันอีกรอบ โดยหลังจากที่​คณะ​อนุกรรมการ​พิจารณา​ราคา​ปุ๋ย​เคมี​ มี​มติ​ให้​ปรับ​ราคา​ขาย​ปุ๋ย​ยูเ​รี​ย​ขึ้น 10–35 เปอร์เซ็นต์ ตาม​ต้นทุน​วัตถุดิบ โดย​จะ​เริ่ม​ราคา​ใหม่​ตั้งแต่​วัน​ที่ 8 เมษายน​เป็นต้น​ไป
สุดท้ายภายในวันเดียวกัน กลับ​มีการเบรกการ​ขึ้น​ราคา​ปุ๋ย​ ออกไปอย่าง​ไม่​มี​กำหนด

นายอภิสิทธิ์ อ้าง​ว่าหากจะ​อนุมัติ​ให้​ขึ้น​ราคา​ปุ๋ย​จริงๆ จะต้อง​มี​นโยบาย​ช่วยเหลือ​ประชาชน​ที่​ชัดเจนออกมาก่อน
งานนี้เป็นอีกเกมหนึ่งที่จะเป็นการหาคะแนนล่วงหน้าจากภาคเกษตรกรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันเอาเอง???
แต่เล่นเกมเบิ้ลพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองขนาดนี้ ยังมองไม่ออกว่าระยะยาวแล้วใครจะคบกับประชาธิปัตยได้บ้าง
บทเรียนที่เกิดกับภูมิใจไทยซ้ำซาก จากฝีมือนายอภิสิทธิ์เช่นนี้ น่าจะทำให้พรรคต่างๆ ฉุกใจคิดทบทวนกันบ้างนะ
ว่าหลังเลือกตั้งที่จะมาถึง ควรเลือกคบกับใครดี???

หมากตัวสุุดท้ายเดินแล้ว..ตอนที่3 ยุทธการชนช้างท้ารบ

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

หมากตัวสุดท้าย....เดินแล้ว..ตอนที่3......

ยุทธการชนช้างท้ารบ ของจตุพร

ที่ถูกแล้วเนี่ยมันเป็นเรื่องบริหารทางการเมือง...แต่ทหารมันดันเสือกมาเล่นการเมืองด้วยนี่ซิ
โดยถือใบแดงหมิ่นแจกทุกคนที่ไม่เห็นด้วยมาแต่ไกล.......มันแซบจริงๆ

ขณะนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่า....สนามทางสภาฝ่ายอำมาตยา ได้จัดการเตรียมต้อนรับพรรคเพื่อไทยไว้เรียบร้อย

…จตุพร พรหมพันธุ์ มีของดีดูที่ข้อมือซิลูกปะคำเพียบเลย เฮ้ยไม่ใช่....
...มวลชนคนเสื้อแดง เท่าที่เห็นจากการชุมนุมที่ผ่านมามากขึ้นจริงๆ
โดยเฉพาะกลุ่มหน้าใหม่และพลังเงียบที่เชียร์เสื้อแดงอยู่ในที่ตั้ง..ปัจจุบันนี้ได้ออกมาแล้ว
…ตามที่ประยุทธ ประกาศจะใช้กฏหมายฉบับของกูเพื่อพวกกู แจกข้อหมิ่นเปอะไปทั่ว
จับจตุพรและอีก10 กว่าคน ยัดข้อหาหมิ่น มันรีบทำให้เสร็จก่อน19 พ.ค.นี้
ก็เชื่อว่า จตุพรกับพวก คงไม่รอดจากดาบของตุลาการ ที่คอยฟันคอ ณ เวลานี้...…
สั่งได้หรือไม่ก็รู้ๆกันอยู่...แต่ก็ไม่ได้หมายถึงทางตันที่จะออกมาต่อสู้ตามเส้นทางเดิมอีกไม่ได้
ด้วยแรงหนุนขับเคลื่อนของมวลชนคนเสื้อแดง แต่จะวิธีไหน...ข่าวไม่ได้แจ้ง

….ประยุทธ จันโอชา เป็นข้าราชการทหาร....มีอายุราชการ มีการโยกย้าย
การที่จตุพร กล้ายื่นฟ้องประยุทธในระบบตุลาการของอำมาตยา
ทั้งๆที่รู้ ตุลาการนั้นคนของใคร ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้าย ที่ใหญ่ทรงอำนาจมากที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด
ยากที่จะผ่านไปได้
..ยังไงประยุทธก็รอดสบายๆ..เราได้แต่ การประจานออกหน้าสื่อสาธารณะ เรื่องตาเปรมกับพวกหมิ่นเท่านั้น
ทำให้ทั่วประเทศได้เห็นการมี สองมาตราฐานชัดเจนยิ่งขึ้น

…..จากการที่ประยุทธ....ยื่นฟ้องต่อตุลาการเพื่อต้องการจับกุมคุมขัง แกนนำทั้งหมดนั้น
เพื่อยั่วยุ ให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมตามต้องการใช่มั๊ย...แล้วคุณจะอ้างเพื่อกระทำอะไรหรือ....กระซิบหน่อยซิ
แสดงว่าประยุทธเขาพร้อมที่จะรับสถานะการณ์ที่จะเกิดขึ้น...แล้วใช่มั๊ย
เป็นตัวเร่งให้เกิด ลิเบีย ตูนีเซีย อียิปต์ คนเสื้อแดงอาจจะมารวมตัวกันครั้งใหม่อย่าง
อหิงสายิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่จะมีอะไรติดมือมาฝากประยุทธบ้างไม่รู้...

...ประยุทธ คุณทำตัวเป็นนักเลงโต นักเลงใหญ่คุมประเทศไทยในเวลานี้
คุณพร้อมแล้วหรือ ที่จะฆ่าประชาชนรอบใหม่....
คิดว่าคุณพร้อมนะ.........จากการที่เข้าเที่ยวกรมทหารมา
ถ้าดูจากการเตรียมกำลังทหารแต่ละหน่วยพร้อมอาวุธ...และยุทโธปกรณ์ในเวลานี้
รวมทั้งการล้างสมอง ว่าเสื้อแดงล้มเจ้า ของผู้บังคับบัญชาเวลาเคารพธงชาติ
ในแต่ละกรมกองที่บรรยายให้ทหารฟัง..ขณะนี้มันก็ประโยคเดิมๆเหมือนปี 53…….

ความพร้อมของประยุทธ มี2ลักษณะ
.พร้อมลุยให้แหลกลาน...ทุกรูปแบบและถือโอกาสกำจัดให้สิ้นซาก
.ผนวกด้วยกองกำลังฝ่ายพลเรือน สังกัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการโดยเนวินให้สังเกตุ อปพร.ที่ศาลากลางให้ดี
.พร้อมล้มกระดานการเมือง ถ้าเกมการเมืองแพ้เสียงเพื่อไทย ขาดลอย
….ข้อนี้น่ากังวล..ชายชุดดำออกมาก่ออะไร...มาจากไหน เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงมาชุมนุมรอบใหม่ ก็ต้องจับตาดูกัน

ดังนั้นชี้ได้เป็น2ประเด็น
….ตุลาการจะมีคำสั่งออกมาในแบบใดกรณีจตุพร พรหมพันธ์ุ....ก็ต้องเดาใจอำมาตยากันละ
….ผลการเลือกตั้งหรือก่อนการเลือกตั้ง มีแนวโน้มที่ชัดเจน...ก็ต้องถามใจคนเสื้อแดงจะเทคะแนนให้เพื่อไทยมั๊ย
มีคำสั่งขังจตุพร.....การรวมตัวต่อต้านจะเกิดขึ้นทันที และอาจจะเบรคมวลชนไม่ได้ บานปลายแน่อาจจะเข้าทางคุณ
ผลการเลือกตั้งเพื่อไทย...เป็นพรรคเดียวตั้งรัฐบาลได้.....โดนหนักโดนเต็มๆๆ

….ประยุทธ เมื่อรู้ว่าเสียท่าจตุพรแล้ว..กลับหลังหันคงไม่ได้
จึงต้องแก้เกมโดยสั่งทหารลุยอย่างเข้มข้น และหนักหน่วงทั้งพื้นที่หาเสียงของ สส.เพื่อไทย
และพื้นที่เสื้อแดงอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ต้องแอบๆแล้ว รวมทั้งตามประกบแกนนำทุกคนเพื่อกุมชีวิต...
ช่างเหมือนสมัยอัศวินแหวนเพชร...อันธพาลครองเมือง2499 จริงๆๆเลยยย
รวมทั้งปิดช่องทางการสื่อสารหรือสถานที่กระจายข่าวสารเช่น สถานีวิทยุชุมชน...เวบไซด์
อาจมี Asia Update ถูกยิงเป็นช่วงๆเพราะเป็นสถานีกระจายข่าวสารหลักของคนเสื้อแดง

สรุป
จากการเปิดเกมรุกของจตุพร...หวังผลรู้แนวทางชัดเจน
การต่อสู้จะได้ไม่ยืดเยื้อ....
ได้เรียกแขกมากขึ้นอักโข..
ได้พื้นที่เล่นข่าวจากสื่อสาธารณะมากขึ้น
ได้กระชากคอตัวสั่งการ (แต่ไม่ใช่คนบงการ )ระดับหัวแถวมาชนกัน

มีทางให้ ประยุทธเลือกได้ สองทางเท่านั้น
ทางแรก...ชนกันทางกฏหมาย
ทางที่สอง...ลุย
แต่พฤติกรรมของประยุทธ บ่งบอกว่ายั่วยุแล้วลุยนะ ก็ไม่ยากสำหรับผู้มีประสบการณ์ถูกไล่ฆ่าอย่างคนเสื้อแดง
เราอาจจะเสียจตุพรไป แต่เราได้รุกฆาตกลางกระดาน เพราะซ่องทหารอาจถูกยึด

(ข้อนี้เดาเป็นพิเศษ จตุพรอาจจะเบื่อการต่อสู้ข้างนอกก็ได้ ไม่รู้แพ้ชนะสักทีเข้าคุกดีกว่าชนะแน่
จริงมั๊ยครับคนเสื้อแดง555)

ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ที่ทหารไทยทำอะไรไม่ได้
…………………………………………………………………………
คนเสื้อแดง....ก็คือมนุษย์มีอวัยะ มีจิตใจเหมือนคุณ มีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนคุณ แต่เขาต้องได้รับโทษถึงตาย
เพียงแค่มีความคิดเห็นแตกต่างกันและไม่ยอมถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพหรือ.....เพราะเขาเป็นมนุษย์มีความคิดไง

ลมเปลี่ยนทิศ ไทยรัฐ เซง“กองทัพ”ผลาญเงินชาติ ซื้อ“เรือดำน้ำเชียงกง”

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

เรือดำน้ำเชียงกง


ในฐานะที่เคยเขียนสนับสนุนให้ กองทัพไทย ซื้ออาวุธทันสมัยเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพไทย เพื่อความมั่นคงของชาติ และสนับสนุนให้ กองทัพเรือ ซื้อ เรือดำน้ำ เพื่อปกป้องทรัพยากรของชาติทางทะเล เพราะเห็นเพื่อนบ้าน เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ มีเรือดำน้ำกันแล้ว

แต่เมื่อเห็น สเปกเรือดำน้ำ ที่ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิิรัญ แม่ทัพเรือเสนอซื้อแล้วก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง นึกไม่ถึงว่าทหารเรือไทยจะมองความมั่นคงน่านน้ำไทยแค่ “เรือดำน้ำเชียงกง” ที่ปลดระวางราคาถูกอย่างนี้

เรือดำน้ำ 6 ลำ ราคา 7,700 ล้านบาท ที่ พล.ร.อ.กำธรแม่ทัพเรือเสนอซื้ออย่างเร่งด่วน ทั้งที่รัฐบาลมีอายุเหลือไม่ถึงเดือน

โดยอ้างว่า ถ้าไม่รีบซื้อจะมีคนอื่นแย่งซื้อ เป็นเรือดำน้ำที่มีอายุกว่า 30 ปี ซึ่ง กองทัพเรือเยอรมัน กำลังจะปลดระวางเพราะเก่าและล้าสมัย จึงขายในราคาถูกแค่ลำละไม่ถึง  1,000 ล้านบาท จากราคาเรือใหม่ลำละกว่า 10,000 ล้านบาท

แม้จะยกเครื่องใหม่หมด ก็ใช้ต่อได้อีกแค่ 10 ปีเท่านั้น

เห็นเรื่องนี้แล้วผมก็นึกถึง เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร ตอนที่ตัดสินใจซื้อ สเปนเสนอเป็นแพ็กเก็จรวม เครื่องบินแฮริเออร์มือ 2 ขึ้นลงทางดิ่ง 9 ลำ ให้ด้วย เป็นเครื่องบินรบเก่าที่ไม่มีอะไหล่ เครื่องเสียต้องไปแกะเอาของอีกเครื่องมาเปลี่ยนแทน จนไม่มีใครกล้าบิน สุดท้ายต้องปลดประจำการขายทิ้งเป็นเศษเหล็กไปหมด

การที่ พล.ร.อ.กำธร ต้องการซื้อเรือดำน้ำมือ 2 อายุกว่า 30 ปี จากเยอรมนีีทีเดียว 6 ลำก็คงไม่ต่างไปจาก เครื่องแฮริเออร์    คือ  ซื้อมาเป็น “อะไหล่”ไปในตัว  โดยอ้างเรื่องราคาถูกเป็นหลัก ผมคิดว่าบริษัทที่สร้างเรือดำน้ำรุ่นนี้เมื่อ 30–40 ปีก่อน คงไม่เก็บอะไหล่ไว้แล้วหรือผลิตอะไหล่เรือดำน้ำรุ่นนี้ต่อไปอีก เหมือนเครื่องบินแฮริเออร์ที่หมดสมัยไปแล้ว

แล้ว กองทัพเรือ จะซื้อ เรือดำน้ำเชียงกง อย่างนี้มาทำไม อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ในเมืองไทย ไม่อายคนไทยด้วยกัน ก็น่าจะ อายกองทัพเรือเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เขาบ้าง

ล่าสุดมีข่าวเปิดโปงตามสื่ออีกว่า กองทัพเรือ ของบจากรัฐบาลมาร์คอีก 7,500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุง เรือฟรีเกต 2 ลำ คือ ร.ล.ตากสิน และ ร.ล.นเรศวร เพื่อติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบสื่อสาร ระบบต่อสู้เรือพื้นน้ำ ระบบปล่อยอาวุธนำวิถี และระบบปราบเรือดำน้ำ ฯลฯ

แต่ที่มันไม่ชอบมาพากลก็คือ เงิน 7,500 ล้านบาท ที่กองทัพเรือเสนอขอจากรัฐบาล กลับไม่มีระบบเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Data Link เพื่อปฏิบัติการร่วมรบกับ เครื่องบินขับไล่ “กริพเพ่น” ที่กองทัพอากาศซื้อจากสวีเดนหลายหมื่นล้านบาทและเพิ่งเข้าประจำการเมื่อเร็วๆนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการของบ 6,800 ล้านบาท แต่มีระบบดาต้าลิงก์ด้วย จ่ายแพงขึ้นแต่ได้ของน้อยลง

ถ้าจะให้มี ระบบดาต้าลิงก์ ด้วย จะต้องจ่ายเพิ่มอีก หลายร้อยล้านบาท

นี่เราจะซื้ออาวุธมาป้องกันชาติ หรือซื้ออะไรกันแน่ จึงมีออปชั่นเต็มไปหมด

ยิ่งเห็นรายงานข่าวก็ยิ่งเศร้าใจ ถ้าจะซื้อระบบดาต้าลิงก์์ จากบริษัทที่ประมูลได้ เพื่อให้เรือรบ 2 ลำสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลการรบ กับ เครื่องบินขับไล่กริพเพ่น ก็จะติดต่อได้เฉพาะเครื่องบินขับไล่

กริพเพ่นเท่านั้น ไม่สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องบินรบรุ่นอื่น เช่น เอฟ–16 ได้ แม้แต่ การสื่อสารระหว่างเรือรบของกองทัพเรือด้วยกันก็ไม่ได้ เพราะเป็น “ระบบปิด”  แล้วมันจะมีประโยชน์ต่อการรบของกองทัพไทยได้อย่างไร ท่านแม่ทัพคิดกันบ้างไหม

เราจะทำให้ กองทัพไทย ง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างนี้หรือ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ แม่ทัพเรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ช่วยตอบประชาชนเจ้าของเงินภาษีให้กระจ่างหน่อยเถอะ

กองทัพที่อ่อนแออย่างนี้ เราจะไปรบกับใครที่ไหนได้ นี่ยังไม่นับอาวุธใน กองทัพบก ที่รอซ่อมอีกเป็นพะเรอเกวียน เพราะใช้งานไม่ได้ รู้สึกว้าเหว่บ้างไหม ประเทศไทย อันเป็นที่รักของเราเจ้าขา.



“ลม เปลี่ยนทิศ”



(ที่มา ไทยรัฐ , 7 เมษายน 2554)