ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 27, 2010

คนไทยUKมอบกำลังใจแด่พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

ที่มา Thai E-News





คำแถลงการณ์มอบกำลังใจแด่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553


ในนามผู้บริหารเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอม กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และ สมาชิกเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอมทั่วโลก

อย่างที่เป็นข่าวคราวมาตลอดตั้งแต่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจคนไทยทั้งประเทศ เป็นผลมาจากเหตุ ที่ได้ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ท่านทำงานเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยการเพิ่มคุณภาพชีวิตอันเหมาะควรของหลัก ปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ได้เพิ่มโอกาสทางด้านอาชีพ ประชาชนคนไทยได้มีอาชีพกันถ้วนหน้า นั่นหมายถึงมีรายได้เป็นของตนเอง มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เพราะมีหมอมีโรงพยาบาลใกล้บ้านและราคาสามารถจะจ่ายได้ จึงมีเรี่ยวแรงที่จะทำมาหากิน มีอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีที่ทำกินต่อไปชั่วรุ่นลูกหลาน

ท่านสามารถนำพาประเทศชาติพ้นจากวิกฤตไอเอ็มเอฟ – การเป็นลูกหนี้ นั่นคือทุกข์ แต่เมื่อประเทศไทยได้ท่านมาทำงานให้ ภาระหนี้สินผ่านพ้นไปในเวลาอันสั้น ประหยัดดอกเบี้ยไปหลายหมื่นหลายพันล้าน และกลับกลายพลิกสถานการณ์ จากประเทศที่เป็นลูกหนี้ไปสู่การเป็นประเทศที่ได้เป็นเจ้าหนี้บ้าง อีกทั้งยังมีเงินสำรองคงคลังมากกว่ายุครัฐบาลก่อนๆในอดีตอย่างไม่เคยปรากฎ ประชาชนคนไทยมีโอกาสลืมตาอ้าปาก มีความภูมิใจเมื่อได้พูดจา บอกเล่าเรื่องราว แม้เพียงคำว่า “ดิฉันเป็นคนไทยค่ะ” หรือ “กระผมเป็นคนไทยครับ” มันก็เกิดปิติใจอย่างมากมายไม่อาจบรรยายต่อได้

ยังมีอีกหลายเรื่องหลายราวมากมายที่บรรยายในที่นี้คงจะต้องการพื้นที่เป็นพัน เป็นหมื่น หน้ากระดาษ ทั้งเรื่องโครงการและผลตอบรับที่ประชาชนคนไทยสัมผัสได้ พิสูจน์ได้ จากช่วงเวลาที่ ท่านพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำไว้ในสมัยที่ท่านมีโอกาสได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพียง 4 – 5 ปี แม้เป็นเวลาอันสั้นนัก แต่นั่นคือ คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ประชาชนคนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศและกระจายอยู่ทั่วโลกสามารถสัมผัสได้จริง อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย

และแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 (เมื่อวานนี้) เหตุการณ์สำคัญที่ประชาชนคนไทยทั่วโลกคงจะต้องจดจำ นั่นก็คือ คำพิพากษายึดทรัพย์จำนวน 46,373,687,454.74 บาท ( สี่หมื่นหกพันสามร้อยเจ็ดสิบสามล้านหกแสนแปดหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยห้าสิบสี่บาทเจ็ดสิบสี่สตางค์) เงินจำนวนนี้คงไม่ได้สลักสำคัญสำหรับ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ท่านนายกในดวงใจของเราสักเท่าใดนัก

เพราะที่ผ่านมา เงินทั้งหมดในจำนวน เจ็ดหมื่นหกพันล้านบาทเศษ ได้ถูกอายัดไว้ถึง 3 ปี ไม่มีการแตะต้องใดๆ ท่านทักษิณและครอบครัว ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย

อีกทั้งส่วนตัวท่านเองก็ยังคงแสวงหาความรู้ และความคิดก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการทำธุรกิจต่างๆหลายๆแขนงในหลายๆประเทศทั่วโลกตามที่เป็นข่าว นั่นก็เพราะท่านไม่ได้ยึดติดอยู่กับเงินจำนวนนี้แม้แต่น้อยนั่นเอง แต่ความสำคัญสำหรับ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ ก็คือบทเรียนที่มีความหมายแม้ยังไม่ถึงที่สุด อีกทั้งกำลังใจแม้ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ในทันทีทันใดหลังจากการได้รู้และได้ยิน ความหมายมันมากมาย แทรกซึม และทะลวงลึกลงไปในความรู้สึกยิ่งนัก ไม่ใช่เฉพาะท่านและครอบครัว มันคือความเป็นจริงที่แม้คาดคิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าจะสัมผัสได้จริงๆ คงต้องจดจำกันไปอีกนาน อีกหลายชั่วอายุคน

แต่ในช่วงห้วงเวลานี้ พวกเราเองก็ไม่อาจจะสละเวลาสำหรับการเสียใจ หรือ จิตตกกับเรื่องใดๆได้อีกต่อไป จึงขอแสดงพลังของกำลังใจทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลก มอบแด่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว แม้ว่าท่านจะถูกกระทำจาก วิกฤติของความอคติ และการกลั่นแกล้งรุนแรงมากมายเพียงใด พวกเราผู้บริหารเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอม อีกทั้งกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และ สมาชิกเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอมทั่วโลก ก็ขอยืนยันจะอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจอันเข้มแข็ง อีกทั้งจะขอชื่นชมการกระทำดีและความดีที่ท่านได้ทำไว้แล้ว กำลังกระทำ และจะได้กระทำต่อไปในอนาคตอีกด้วย

พวกเรายืนยันจะต่อสู้ยืนหยัดในการทวงคืนประชาธิปไตยและความยุติธรรมโดยการยึดหลัก สงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ จะเอาสติเป็นที่ตั้ง เอาปัญญาเป็นแนวทางการปฎิบัติ จะให้คนพาลมายั่วยุเป็นอย่างอื่นมิได้ แนวทางสันติเท่านั้นจะจรรโลงประเทศชาติต่อไป

ขออธิษฐานจิต ด้วยบารมีแห่งการทำความดีทั้งปวงที่พวกเราได้ทำมาดีแล้วทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ขอจงน้อมนำให้ ท่าน พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และ ครอบครัว ประสบแต่ความสุข มุ่งหวังสิ่งอันเป็นการไม่เบียดเบียนแล้ว ขอให้ได้สมดังปรารถนา มีความเจริญในคุณงามความดี เกียรติยศ ชื่อเสียง และมนุษยสมบัติ ตลอดกาลนาน อีกสิ่งชั่วร้ายแม้คนคิดกล้ำกราย ก็ขอให้แพ้ภัยตนเองไปในที่สุดโดยเร็ววันเทอญ

สาธุ

คณะผู้บริหารเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอม

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และ

สมาชิกเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอมทั่วโลก

โดย คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ หรือป้าอุ๊ Thai Tiger ประธานเวบไซด์คนไทยยูเค

คุณยายปิ่น

คุณชานามี่

คุณปุ้ยน่ารัก

คุณอั๋นเรดอาร์มี่

คุณโนคาร์โนเนชั่น

คุณเอ็กซอร์ซิส

คุณน้อยหน่า

คุณชีกกี้

คุณมายเรดวัน

คุณนาตาลี

คุณประชาชน

คุณเมษา

และสมาชิกทุกท่านที่ไม่อาจเอ่ยนามได้หมดในที่นี้

เมื่อรบกับโจร ต้องใช้วิธีเดียวกับโจร เส้นทางเข้าสู่ Dark Side

ที่มา thaifreenews


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

หลายคนไม่อาจทนยั่วยวนด้วยความโกรธแค้น หรือความชิงชังเช่นนี้ได้ เมื่อคิดว่าต้องจัดการกับ

คนเลวที่มีอำนาจ จะใช้วิธีการเลวๆ อย่างไรก็ได้ เพื่อกำจัดคนเลว

ผมเคยพูดหลายครั้งในกลุ่มย่อยหลายกลุ่มว่า

Means Justify Ends วิธีการจะนำไปสู่ข้อสรุป

วิธีการเลวๆ ไม่อาจนำไปสู่สิ่งที่ดีได้ เมื่อคิดว่าคนที่ตัวเองคิดว่าเลว ควรจะใช้วิธีการเลวๆ เพื่อกำจัดคนเลวได้ สุดท้ายเราเองก็จะกลายเป็นคนเลว

ปัญหาเรื่องความดี ความเลว ไม่ได้เป็นอะไรที่เป็น Absolute มันเป็นสิ่งสัมพัทธ์ คนที่เราคิดว่าเลว ชั่วร้าย อาจเป็นคนดี เป็นวีรบุรุษ เป็น "ศูนย์รวมทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้อื่นหรือคนจำนวนมากก็ได้"เขาเลว เพราะเราคิดว่าเลว เราก็เลยใช้วิธีการชั่วช้าอย่างไรก็ได้ เพื่อหาทางทำลาย กำจัดเขา

เขาเลวหรือไม่ นั่นยังเป็นปัญหา

แต่เรานั้นเลวแน่ เพราะเราใช้วิธีการเลวๆ อย่างน้อยเราเองก็ยอมรับว่ามันเป็นวิธีการที่เลว ชั่วร้าย ดังนั้นเราจึงกลายเป็นเลว ไปในที่สุด แม้ว่าเราคิดว่าเราตั้งใจดีก็ตาม

คนบางคนคิดว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนเลว โกงชาติ เป็นทุนสามานย์ เมื่อปลุกปั่นกันจนถึงที่สุด ก็เลยคิดว่า เมื่อมันเป็นคนเลว ขอใช้วิธีการเลวๆ ทำลายมันไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ

บางคนทำดีมาชั่วชีวิต หลงผิดชั่ววูบ คิดว่า "ขอทำเลยสักครั้งเพื่อทำลายทักษิณ" แล้วก็จะทำดีต่อไป วันนี้ ขอใช้วิธีการชั่วร้ายสักครั้ง

ก็เลยเกิดรัฐประหารเพื่อกำจัดทักษิณขึ้น คิดว่าหลังรัฐประหารกำจัดทักษิณได้แล้ว บ้านเมืองก็จะราบคาบ สงบ เหมือนที่เคยเป็นมา

แต่เมื่อรัฐประหารแล้วทักษิณ ยังไม่ตาย ยังเป็นที่นิยมของคนจำนวนมากอยู่ ก็เลยต้อง "ทำเลว" อีกสักครั้ง เพื่อกำจัดให้สิ้นซาก ทำลายล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ก็เลยทำเลว ยึดทรัพย์ ยุบพรรคมันอีก

ก็กำจัดไม่ได้อีก จนถึงวันนี้ พวกเขา "ทำเลวร้ายชั่วช้า" บิดเบือน "ศีลธรรมของบ้านเมืองจนเหลวแหลกไปหมดแล้ว" ก็ยังไม่อาจกำจัดทักษิณได้

ก็เดินเข้าสู่เส้นทางที่เรียกว่า Darkside ด้านมืดของพลังเข้าไปเรือยๆ

สุดท้ายก็ถูกด้านมืดของพลังเข้าครอบงำ กลายเป็นกลุ่มคนที่ชั่วร้ายไป ลองได้เดินเข้าสู่ด้านมืดแล้ว ยากที่จะกลับออกมาได้ โทสะ โมหะ ความโกรธแค้น อคติจะเข้าครอบงำจิตใจไปเรื่อยๆ สุดท้าย จากที่เราคิดว่าเราเป็นคนดี มีเมตตา ดุจเทวดา ก็กลายเป็นมารร้าย เป็นปีศาจไป ยากที่จะกลับออกมาสู่ด้านสว่างได้อีก

ส่วนท่านนายกฯ ทักษิณก็ยังเป็นขวัญใจ คนที่คนจำนวนมากเคารพบูชาอยู่ กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจและจิตวิญญาณของหมู่คนรากหญ้า หมู่คนที่รักประชาธิปไตยมากขึ้น หมู่คนที่ไม่อาจทนดูความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นซึ่งหน้า และมันกัดกร่อน จิตสำนึกฝายดีแห่งความเป็นมนุษย์ ที่อย่างน้อยประชาชนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์โดยตรง ก็คงหลงมัวเมาไปได้ชั่วขณะเท่านั้น แต่เห็นความอยุติธรรมที่ไม่อาจบรรยาย หรือตอบมโนธรรมของเขาได้ ตอบคนรอบข้างไม่ได้ ไม่อาจยืนหยัดว่าเป็นฝ่ายคุณธรรมได้ พวกเขาก็ต้องเปลี่ยนใจ

กลุ่มคนที่คิดว่าพวกเขายิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องสนใจ ธรรมะใดๆ ในโลกนี้ อำนาจคือธรรม นั้น ในที่สุดพวกเขาก็จะไปไม่รอด เพราะในวันนี้ พวกเขาเป็นสิ่งที่เลวร้ายในแผ่นดินไปเสียแล้ว ประชาชนที่เคยรัก เคยสนับสนุนคนกลุ่มนี้มาก่อนจะคิดอย่างไร จะยืดอกสนับสนุนอยู่ได้หรือ นอกจากคนตาบอดและแกล้งโง่ ใบ้ เป็นบ้าเท่านั้น แต่คงแกล้งได้ไม่นาน

เมื่อเดินเข้าสู่ Dark Side แล้ว อย่าหวังว่าจะได้ออกมาอย่างสว่างอีกเลย

และผมขอเตือนสติคนเสื้อแดงจำนวนมากที่เลือกร้อนนะครับ

อย่าคิดว่าเรากำลังสู้กับโจร หากไม่ใช่วิธีการแบบโจรแล้วเราจะเอาชนะโจรได้อย่างไร

อย่าเดินเข้าสู่ ด้านมืดโดยเด็ดขาด ตัวอย่างฝ่ายอำมาตย์ก็มีให้เห็นตำตาแล้ว

การทำเลวๆ ไม่มีทางที่จะนำไปสู่สิ่งดีๆ ได้ ไม่มีใคร “คาดการณ์” ผลลัพท์ของการกระทำเลวๆ ได้ เพราะมันมีเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้มากมาย

สุดท้ายด้านมืดจะเข้าครอบงำ

อำมาตย์ในวันนี้พวกเขา ดำมืดแล้ว พวกเขาคงต้องหาวิธีที่ “เลวร้าย ชั่วช้ากว่าเดิมมาอีก” เพราะพวกเขาคิดว่า “กำจัดทักษิณไม่ได้” ขอทำเลวๆ ใหญ่ๆ อีกสักครั้งก็คงกำจัดได้

ปลายทางของคนเลว ไม่เคยบรรลุสิ่งดีๆ ได้

พระพุทธองค์ สอนว่า “คนไม่เกรงกลัวต่อบาป เพราะบาปนั่นยังมาไม่ถึง ก็เลยคิดว่า บาปนั้นไม่มีจริง กรรมนั้นไม่มี จึงไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป แต่เมื่อบาปหรือกรรมส่งผล ก็จะดิ้นทุรนทุรายเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก

***************
" ธรณี...นี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคือสนอง "
**
ทักษิณ ชินวัตร
26 ก.พ. 2552

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(27ก.พ.):งาช้างไม่งอกจากปากหมา

ที่มา Thai E-News



This land bears witness.

We are student of great guru.

We do wrong, we deserve punishment.

We did not, but punished, may this sword be returned


โดย นักข่้าวชาวรากหญ้า
27 กุมภาพันธ์ 2553

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 อัดแน่นแต่เบาสบายๆด้วยข่าวภาพกิจกรรมของแวดวงคนเสื้อแดง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งในไทยและทั่วทุกมุมโลกเช่นเคย ท่านใดอยากฝากข่าวคราวเชิญส่งมาที่thaienews99@googlegroups.com ***

***งาช้างไม่งอกจากปากหมา ฉันใด, ความยุติธรรมก็ไม่งอกจากมดลูกเผด็จการ ฉันนั้น ดังนั้นคนเสื้อแดงก็เลยไม่เคยต้องลุ้น และก็ไม่ผิดไปจากความคาดหมายแต่อย่างใดว่า ผลลัพธ์ก็ต้องออกมายังงี้อยู่แล้ว ถือว่าเป็นไปตาม"หวยล็อก"ครับว่าจะออกมาในสูตร"ยึดบางส่วนและคืนเงิืนให้ทักษิณบางส่วน" นัยว่าเพื่อหวังให้เกิดการประนีประนอมกันขึ้น.. ที่จะเสียหายที่สุึดก็คือ"ความน่าเชื่อถือ"ของกระบวนการยุติธรรมไทยนั่นแหละ***

***และต่อไปนี้ที่ฝ่ายมารเคยปรามาสว่า เสื้อแดงสู้ด้วยน้ำเลี้ยงจากเงินทักษิณ หรือสู้เพราะทักษิณจ้างมา ก็จะได้หมดปัญหาไปซะที ในเมื่อทักษิณโดนยึดเงินไปซะ46,373ล้านบาท และคืนมาให้ทักษิณ30,247ล้านบาทซะแล้ว เสื้อแดงจะฝ่อลงไป ประเทศไทยจะสงบเหมือนที่พวกฝ่ายเผด็จการอำมาตย์มารกับสมุนบริวารคิืดหรือไม่ หรือยิ่งจะทำให้คนไทย"หูตาสว่าง"เป็นไฟไหม้ลามทุ่ง ต่อสู้้เพื่อเพรียกหาึความยุติธรรม และจัดตั้ง"ศาลประชาชน"ขึ้นในวันที่ประชาชนชนะ ชำระล้างปฏิกูลโสมมในสังคมไทย***


***สำนักข่าวบลูมเบิร์กเปรียบเปรยได้ดีครับว่า จะหาว่าทักษิณรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่สมัยเป็นนายกฯทำให้หุ้นขึ้นร่ำรวยเลยต้องยึดทรัพย์นี่ลองดูตัวเลขต่อนี้ไปหน่อย

Shin shares gained 121 percent from when Thaksin took office on Feb. 9, 2001, to when his family sold the company on Jan. 23, 2006, compared with a 128 percent gain in the benchmark SET index, according to data compiled by Bloomberg. Siam Cement Pcl, Thailand’s fourth-biggest company, which is controlled by the monarchy’s investment arm, gained 717 percent in that time.


แปลสั้นๆแบบสรุป ตั้งแต่ทักษิณเป็นนายกฯถึงวันขายหุ้นออก หุ้นSHINขึ้นมา 121% เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมช่วงเดียวกันขึ้น128% ส่วนหุ้นSCC หรือปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ขึ้นมา 717%ในช่วงเวลาเดียวกัน...!?***

***ระหว่างรอชุมนุมใหญ่กับ3เกลอ14มีนาคม ช่วงนี้แดงสยาม ที่เพิ่งตั้งให้จักรภพ เพ็ญแข เป็นประธาน ดำเนินงานโดยสุรชัย แซ่ด่าน จัดชุมนุมปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่25 ต่อเนื่อง 26 ไปถึง 27 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้่นไปที่ท้องสนามหลวง ก็เรียนเชิญทุกท่านพบกันครับ มาแค่ตัวเปล่าๆกับร่มกันฝนก็พอนะครับ อย่่าหยิบจับอะไรอย่างอื่นมาด้วย เดี๋ยวมันจะยุ่ง***

***รัฐบาลอภิชนไม่สนใจความทุกข์ของกรรมกร ดังนั้นเราก็ต้องดูแลกันเอง 27 กุมภาพันธ์นี้ เชิญร่วมกิจกรรม “8 เดือนการต่อสู้สู่ก้าวต่อไปของคนงานหญิงไทรอัมพ์ฯและขบวนการแรงงาน” ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน ดินแดง กรุงเทพฯ เวลา 12.00 – 22.00 น.ในโอกาสครบรอบ 8 เดือนเต็ม ที่คนงานบริษัทบอดี้แฟชั่น(ประเทศไทย) จำกัด ถูกเลิกจ้าง1,959 คน สอบถามรายละเอียดได้ที่ 089-2583641***


***กลุ่มสื่อประชาธืปไตย ขอเรียนเชิญพี่น้องที่สนใจทำกิจกรรมด้านสื่อประชาธิปไตย ร่วมระดมความคิดกับสื่อประชาธิปไตย
บ่ายโมง-สี่โมงเย็น วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ตามรายละเอียดข้างบนจ้า***

***กลุ่มนักเขียนเพื่อชีวิตและสังคม ขอเชิญร่วมงาน "ปลุกชีวิต บุญสนอง บุณโยทยาน ตื่นตระหง่านเดินสู่สังคมนิยม" พบกับ

-จรัล ดิษฐาภิชัย
-วัฒน์ วรรลยางกูร
-ทองธัช เทพารักษ์

และร่วมหาคำตอบว่า

"บุญสนอง บุณโยทยาน อยู่ตรงไหนในใจนักคิดนักเขียนไทยร่วมสมัย" กับ

-ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
-วาด รวี
-และคำ ผกา

พร้อมทั้งการแสดงภาคศิลปวัฒนธรรม (ดนตรี บทกวี) วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00-17.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

ดร.บุญสนองเกิดปี 2479 เดือนธันวา เป็นคนเหนือ จบมงฟอร์ต เรียนรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และสังคมวิทยาที่คอร์แนล กลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะสังคมวิทยา มธ. ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็น 1 ใน 100 คนที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ..ดร.บุญสนองเสียชีวิตเพราะถูกยิงที่หน้าบ้าน วันที่ 28 ก.พ.2519 สิริรวมอายุเพียง 40 ปี ขณะเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เตรียมการเลือกตั้งหลังจาก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชยุบสภาในปี 2518 กรรมการพรรคสังคมนิยมฯได้แก่ สมคิด ศรีสังคม อินสอน บัวเขียว ชัยวัฒน์ สุรวิชัย โดยการก่อตั้งพรรคได้รับการชักชวนจากธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลาในเวลานั้น***


***นปช.สุรินทร์ แดงทั้งแผ่นดิน (เราคือภาคประชาชน) แจ้งช่าวมา จะทำการขอรับบริจาค เงิน และอาหารเพื่อเป็นเสบียง ใช้ในการร่วมชุมนุมใหญ่ขับไล่อมาตยา สนับสนุน นปช.ส่วนกลาง ในวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 16.00 -20.00 น. โดยประมาณ ณ ร้านอาหาร ส.ปลาเผา ปั๊ม ปตท. หน้าเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อสร้างความสัมพันธ์กำลังใจอันดีแก่ผู้นำมวลชนทุกอำเภอที่จะนำทัพร่วมชุมนุม และเป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนผู้มีกำลังทรัพย์ได้แสดงความจริงใจสนับสนุนกิจกรรมของ นปช.แห่งชาติ

นปช.สุรินทร์คณะผู้ดำเนินงานยังขาดทุนทรัพย์ และ อาหาร จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ ผู้มีอุปการคุณที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของนโยบายนปช. แห่งชาติ(แดงทั้งแผ่นดิน) ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ สิ่งของตามกำลังสมควร พร้อมกันนี้ขอเชิญร่วมรับประทานอาหารค่ำ ทำบัตรสมาชิก นปช. แดงทั้งแผ่นดิน พบปะคนมีอุดมการณ์เดียวกันในวันและเวลาดังกล่าว***

***คุณหลุยส์ เรดอินเจแปนแจ้งข่าวจากญี่ปุ่น กลุ่มเรดอินเจแปน จะได้มีการจัดงานในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เริ่มเวลา9.30น.(เวลาท้องถิ่น)ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านในญี่ปุ่นและทั่วทุกมุมโลกร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อขยายฐานข้อมูลข่าวสาร และประเมินสถานการณ์ในประเทศไทยกับเราชาวเรดอินเจแปน งานนี้นายกฯทักษิณ ชินวัตร และจักรภพ เพ็ญแข โฟนอินมาร่วมงาน พบกันที่ร้านอาหารไทยดาวอุดร อำเภอโชชิ จังหวัดชิบะ

วิทยากรร่วมโฟนอินวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน

ช่วงเช้า10.00น.-11.00น. อ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน
11.15น.-12.00น. อ.สุรชัย แซ่ด่าน
12.00น.-13.00น. ผู้มาร่วมชุมมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.15น.-14.15น. ดร.จักรภพ เพ็ญแข
15.00น.- นายกฯทักษิณ ชินวัตรโพนอิน
หลังจากนายกทักษิณโฟนอินจบ คุณขวัญชัย ไพรพนา คุณอริสมัน พงษ์เรืองรอง ร่วมให้เกียรติโฟนอินให้กำลังใจชาวเรดอินเจแปน
" ประชาธิปไตยจะต้องเป็นของปวงชนชาวไทยตลอดไป "

ปล.มีการถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านทางเวบไซต์นปช.USA และเครือข่าย ต่างๆ(ผังรายการเป็นเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่นซึ่งจะเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2ชั่วโมง


ติดต่อสอบถามคุณพิทักษ์ 090 6143 7059 คุณดาว 090 2436 6491 คุณอำนวย 080 6649 5102 คุณเป็ด 0479 25 7608 คุณอมร 090 7719 5949 คุณหลุยส์ 090 7416 4123***

******

***ขอเชิญเข้าร่วมอบรม โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หลักสูตรระยะสั้น ฉะเชิงเทรา ในวัน
พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553 ณ สมาคมสงเคราะห์การกุศลฉะเชิงเทรา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 087-781-0471 หรือ 087-694-3174 หรือ เต้นส์ลานประชาธิปไตย นปช.ฉะเชิงเทรา ข้างสวนสมเด็จฯ***

***พณฯท่านป๊อก ผบ.ทบ. จะเดินทางไปราชการที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 2 มี.ค.53 มีกำหนดการดังนี้ (คร่าว ๆ)

0800 ถึงท่าอากาศยานทหาร บน.41
0810 ไปพื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีห้วยตึงเฒ่า
0840 ฟังบรรยายสรุป
1130 รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมกรีนเลครีสอร์ท
1300 เดินทางไป บน.41 กลับ กทม.

ขอเชิญพี่น้องทางเชียงใหม่ให้การต้อนรับขับสู้อย่างถึงใจด้วย***

***ขอเชิญชาวเสื้อแดงไทยในเยอรมันรอบ ๆ แคว้น NRW (Nordrhein-Westfalen)และพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงานวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม คศ.2010


เสื้อแดงไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เขตเมือง Dortmund จัดชุมนุม (อาหารฟรี เครื่องดื่มจ่ายเอง)เวลา 12.00 น.-19.00 น. ณ ร้าน BAKUDA,Weisenburger str.8, 44137 Dortmund สนทนาเรื่องประชาธิปไตยกับ อาจารย์ ไจ อึ๊งภากรณ์ มีวิดิโอฉายเรื่องราวการต่อสู้ -เอกสารความรู้ประชาธิปไตยในงาน

มิตรเสื้อแดงต่างถิ่น ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด คุณอำนวย Dockweiler มือถือ 0176 3818 74 07 ทุกวัน***


***ปิดท้ายสาวเสื้อแดงวันนี้ หวนไปนึกถึงสีหน้าของน้องอุ๊งอิ๊งตอนรู้คำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ ที่เขาว่า1ภาพมีค่ากว่าพันคำ เป็นยังไงก็ดูกันเอาเอง***

ทักษิณ:This land bears witness...

ที่มา Thai E-News



This land bears witness.

We are student of great guru.

We do wrong, we deserve punishment.

We did not, but punished, may this sword be returned


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้มีแถลงภายหลังทราบผลตัดสินคดียึดทรัพย์เมื่อค่ำวานนี้ โดยมีเอกสารแถลงฉบับภาษาอังกฤษด้วย เนื่องจากสื่อมวลชนต่างประเทศสนใจกรณีนี้มาก ส่วนคำแปลภาคภาษาไทยอยู่ในส่วนท้ายของข่าวนี้


An Address of Prime Minister Thaksin Shinawatra
Upon Hearing The Asset Case’s Result
Friday, February 26, 2010



Today has marked a history of Thailand’s justice system. The seized asset of more than 40,000 millions was done on a claim that I benefited from higher stock prices due to my being Prime Minister. The surplus was interpreted as wrongdoings, and was entirely seized. This must be a joke to the world. Stock rising as a result of my being Prime Minister? When stocks rise, the entire market does.

Does this resembles the dissolution of Thai Rak Thai Party? Court was used as a tool. Government was well-aware of the coming verdict. The flag pointer and the protector of this government are one same person. I foresaw this bashing. Only how. My conclusion at this point is: when the country’s economy improves, I receive no share. But when assets of my family increase, I am accused of cheating and my assets were seized. Fairly good that they return what was mine before the political years by using the price of stock even though it comes from the same amount of stock.

The whole stock market rises when it does. It is the country and global economic forces, not a result of my premiership. Other enterprises also benefit. Bangkok Bank. TPI. True. PTT. This is most political. I put on a black suit today to mourn. I mourn my own stubbornness when I refused to listen to my wife and my children advising me not to enter politics. I want to serve my country. I feel the need to pay back my fellow citizens. Let me apologize to my family. Political life is real tough. Let me be the very last victim of Thai politics. With true democracy, there will be no more victim.

Power rests with aristocrats, who constantly push the button. Law enforcement runs real fast with the opposite side. Serious lack of international standard. One person can yank the country backward. I wrote a dissertation on the Observation of the Rule of Law for my Ph.D. in Criminal Justice. But I receive no justice. I apologize to good judges who wish to uphold their institution, fearing it may all be destroyed. Because they want to get me, your institution was used for the purpose. I hope things start to get better after they did all they would to me.

I am a sensible person. If you don’t want me in politics, I will back down. I told His Majesty at one time I would not accept premiership. I announced most publicly in April 2006. Then the election was nullified, citing a laughable reason of voters having their backs outwardly. New election was set so far apart: December. They couldn’t wait so the coup it was. Prior to the coup, there were several attempts to assassinate me, which didn’t succeed. After the coup, this committee, comprised of my political enemies, was set up to make outrageous accusations of corruption. Now you can come to conclude that General Sondhi, the coup leader, was only a nominal leader. People’s Power Party won the election, to the aristocrats’ great disappointment. Prime Minister Samak was then gotten rid of. The party was also dissolved to get rid of another Prime Minister (Somchai Wongsawat).

Let me thank all of our supporters who adhere to my request not to show up during the case. You don’t want to be accused of doing all that for me. Let me face it alone. You can be angry, but with no violence. We must be patient and peace-oriented and continue to fight for democracy for future generations. For business people, do not enter politics.

I am the only Prime Minister who had been elected twice, consecutively. Let me say that all their accusations result from me performing my duties, systematically. I have no notion of cheating. Never thought of it. Never had a need to do so. And no need to be so greedy either. I put on one wrist watch at a time, not several. Why greedy? All charges of corruption were and are politically-motivated. My wife is a good teacher to our children. Never living in luxury. We no longer have to struggle. I just want to serve my country. I became the very first one whose personal assets were seized. If I had cheated, let me face death in 7-10 days. If I had not...let me cite this poem to you...

“This land bears witness.

We are student of great guru.

We do wrong, we deserve punishment.

We did not, but punished, may this sword be returned”.


I will continue to seek justice, wherever I am, in or out of the country. Today I receive no justice. Justice is to be sought. May the people judge. Look back at my years of service, not as one scene of a feature film. Look closely and you will see injustice lurking around. I will fight on peacefully. Future generations must be born to and in democracy, justice, and equality.

What has happened to me should be regarded as lessons for Thailand’s democratization. I appreciate all support and genuine concern. Again, I am sorry for my wife and my children.

Thank you very much.

******ฉบับภาษาไทย******

เอกสารข่าวคำแถลงของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ภายหลังคำพิพากษาคดีทรัพย์สินฯ วันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น.

วันศุกร์ ๒๖ ก.พ. ๕๓ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๙ ได้แถลงผ่านรายการ “ทอล์ค อราวด์ เดอะ เวิร์ลด์” ทางเว็ปไซต์ทักษิณไลฟ์ ภายหลังจากฟังคำพิพากษาในคดีทรัพย์สินส่วนตัวของตนเองและครอบครัว โดยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยชี้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ตนเองและครอบครัวถูกยึดทรัพย์กว่าสี่หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของครอบครัว ถือเป็นเหยื่อการเมืองรายแรกที่ถูกกระทำเช่นนี้

เหตุผลที่นำมาอ้างในเรื่องผลประโยชน์จากราคาหุ้นก็เช่นกัน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจบังคับให้ตลาดหุ้นโลกขึ้นลงได้ นอกจากนั้นบริษัททั้งหลายต่างได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกรุงเทพ ทีพีไอ เครือซีเมนต์ไทย ทรู หรืออื่นๆ ตนจึงหวังว่าตนจะเป็นเหยื่อการเมืองรายสุดท้าย

ดร.ทักษิณฯ ยังย้ำด้วยว่า ตนเข้าสู่การเมืองด้วยความรักและปรารถนาที่จะรับใช้บ้านเมือง เมื่อลาออกจากราชการมาประกอบธุรกิจ ก็อยากตอบแทนบ้านเมืองด้วยความรู้ความสามารถ ขณะนี้อยากขอโทษต่อคุณหญิงและลูกๆ ทุกคนที่ต้องมาลำบากกับตนด้วย ครอบครัวเคยขอร้องไม่ให้ตนเข้าสู่การเมือง วันนี้จึงแต่งชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ให้กับความดื้อรั้นของตนเอง ขอเตือนนักธุรกิจทั้งหลายว่าอย่าเข้าการเมือง เพราะนักการเมืองชอบทำงานให้สำเร็จลุล่วง อาจประสบชะตากรรมอย่างเดียวกับตนได้ หากจะเข้าการเมืองจริงๆ ก็ขอให้ขายทรัพย์สินทั้งหมดเสียก่อน

ในแง่การเมืองนั้น ดร.ทักษิณฯ เล่าว่าตนเองต้องลำบากเพราะได้รับความนิยมสูง เมืองไทยนั้นคนโกงอยู่ได้ แต่คนที่ได้รับความนิยมจากประชาชนอยู่ไม่ได้ ตนเองต้องผ่านปัญหาการเมืองต่างๆ มามาก เคยยืนประกาศหน้าทำเนียบรัฐบาลว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง แล้วการเลือกตั้งนั้นก็เป็นโมฆะไปเพียงเพราะผู้ใช้สิทธิ์หันหลังให้กับทางเข้า การเลือกตั้งครั้งต่อไปถูกกำหนดไกลถึงเดือนธันวาคม แต่แล้วก็ทนรอไม่ไหว เขาก็รัฐประหารเสียก่อน เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคพลังประชาชนชนะอีก อำมาตย์ก็ผิดหวังมาก เล่นงานจนรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ต้องสิ้นสภาพไป ความจริงแล้วตนเป็นคนพูดง่าย เพียงบอกว่าไม่ต้องการก็จะไปแล้ว

ดร.ทักษิณฯ กล่าวในช่วงสุดท้ายว่า ตนทำปริญญานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง “การพิจารณาใช้หลักกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม” แต่ตนเองกลับไม่ได้รับความยุติธรรมเลย จากนี้ไปจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไปอย่างเต็มที่ด้วยวิถีทางสันติ เพื่อลูกหลานรุ่นต่อไปจะได้มีชีวิตอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเสมอภาค ขอขอบคุณที่พี่น้องประชาชนเข้าใจและไม่เคลื่อนไหวใดๆ ระหว่างคดี ขอให้พี่น้องเสื้อแดงเดินในเส้นทางของการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบสันติเช่นเดียวกัน จนกว่าเราจะบรรลุเป้าหมาย

สุดท้ายได้กล่าวขอโทษต่อคุณหญิงและลูกๆ อีกครั้งหนึ่ง.

ตะแลงแกงตระลาการ

ที่มา Thai E-News




๏ ขโมยมาเขมือบหม่ำ
ขยุ้มกำขย้ำกิน
ขยาดแดงแขยงดิน
โขยกปลิ้นขยิบปลง

กระจายข่าวประจานไข
กระทบไสกระแทกส่ง
กระลาโหมกระเกรียมองค์
กระโชกทรัพย์กระลับโกง

สุภาพชนแต่ฉากหน้า
ก็ควานหาข้อเฉงโฉง
ออกฮึดจะยึดโยง
อย่างยอแยตอแหลลวง

ดูราประดาไทย
ตลกไหม....ตลอดห้วง
ตระหนักทราบตระการปวง
ตะแลงแกงตระลาการ!

ดูราประดาไทย
จะมีไหมทิชาชาญ
เที่ยงตรงโดยสันดาน
มิรอฟังคำสั่งผี

ตาชั่งที่เอนเอียง
ก็เป็นเพียงฝุ่นธุลี
ไร้ค่ากว่าราคี
ที่ติดต่ำอยู่ใต้ตม

เทพีที่ปิดตา
ก็ใช่ว่าจะโง่งม
แสงขรรค์อันแสนคม
จะกำซาบโลหิตใด?

มาตรฐานมีหนึ่งเดียว
จะแน่นเหนียวในจิตใจ
ทุรชนจะปล้นไป
ก็ติดเต้นในวิญญาณ

ผิดฆ่าก็สมควร
ประกาศถ้วนถึงโองการ
มิผิดคิดประหาร
คมดาบนั้นคืนสนอง!

ดูราประดาไทย
อันของใครของไทยครอง
อำนาจอาจจับจอง
เพียงชั่วคราวไม่นานคืน

สังขารที่แตกดับ
ประดาทรัพย์ก็กลายกลืน
สัตย์ซื่อสิยงยืน
สถิตเทียมทวยเทวา๚ะ๛


บทกวีโดย โกฎิดารา
ที่มา เวบThai Poet Society

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

สื่อนอกตีข่าว"แม้ว"โดนยึดทรัพย์ "บีบีซี-ซีเอ็นเอ็น"รายงานทันทีขึ้นข่าวใหญ่

"แดง"รับไม่ได้ดิ้นกับพื้นตะโกนพร้อมพลีชีพ ชวนแต่งดำลั่นประเทศแตก5เสี่ยง "เหลือง"เฮจุดประทัดฉลอง

ไทยพาณิชย์แจงขั้นตอนโอนเงิน "ชินวัตร"3.9หมื่นล้าน เข้าหลวง รอหมายบังคับคดีจากศาลฎีกาฯ

สงครามกลางเมือง

มิคสัญญี-กลียุค

ล่มอีกแล้ว

ประเทศหลัง 26 ก.พ.

มาฆบูชา

ผู้สื่อข่าวต่างชาติเชื่อ ยึดทรัพย์ทักษิณบางส่วนกร่อนเซาะรบ.อภิสิทธิ์และไม่แก้ปัญหาประเทศ

แม้วทวิตยันไม่ผิด แก้สัมปทาน รัฐได้เงินเท่าเดิม

พท.ยอมรับคำตัดสิน แต่รู้สึกแม้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ซัดรัฐประหาร49ต้นเหตุ ชี้เป็นแผนบันได4ขั้นคมช.

เมืองกาลี...กาลีเต็มเมือง!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อเช้าวันที่ 23 ก.พ.2553 ก่อนเข้าข่าว 7 โมงเช้า ฟังรายการวิทยุ Fm. 96.5 ของ อ.ส.ม.ท. เขาเปิดเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” เพลงที่ประพันธ์โดยจิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2503-2505 ขณะถูกขังอยู่ในคุก เมื่อได้รับการปลดปล่อยแล้ว เขาก็เข้าร่วมกับกองกำลัง ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเสียชีวิตในการสู้รบกับฝ่ายปราบปราม
การที่สถานีของรัฐ เปิดเพลงที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายที่เคยเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลนั้น จะเป็นการส่งสัญญาณ ที่มีนัยยะแอบแฝงหรือไม่ว่า...
แท้ที่จริงแล้ว ความคิดของคนใน อ.ส.ม.ท. นั้น ยังมีความเชื่อ และมี “แสงดาวแห่งศรัทธา” ที่เป็นของตนเอง แตกต่างไปจากสิ่งที่พวกเขาต้องถูกบังคับ ให้แสดงออกต่อสาธารณะ คือจะต้องสนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น หากพนักงานคนใดแสดงท่าทีแข็งขืนหรือเห็นต่างจากรัฐบาล ก็จะต้องมีอันเป็นไป!

ดังนั้น เราจึงได้เห็นผู้ดำเนินรายการต่างๆ ของอ.ส.ม.ท. เกือบทั้งหมดดำเนินรายการลักษณะ“รุมกระทืบ” ทักษิณและพรรคพวกอย่างต่อเนื่อง (แต่เวลาพนักงาน อ.ส.ม.ท. อย่างคุณอรวรรณ กริ่มวิรัตน์กุล ถูกกระทำปู้ยี่ปู้ยำจากพันธมาร ลามไปถึงครอบครัว จนเธอน้ำตาทะลักทะลาย แต่เพื่อนๆปากดีในองค์กร ต่างหัวหดตดแตก หุบปากเงียบกริบ ไม่กล้าออกมาปกป้อง...ทุเรศ!)
เท่านั้นยังไม่พอ...
เมื่อเห็นว่าพวก อ.ส.ม.ท. มีแต่พวกไร้ฝีมือ จึงต้องลงทุนไปจ้าง ‘ไอ้หนก’ กับ ‘ยัยจอมขวาน’ จากช่องเนซั่ว มาช่วยกันสับในรายการข่าวที่เป็นไพรมไทม์ทางโทรทัศน์ ให้สะใจโก๋ไปอีกระดับหนึ่ง
แต่...ใน อ.ส.ม.ท. นั้น คงมีพวกที่ไม่เห็นด้วย กับจุดยืนขององค์กรที่ตนมีส่วนร่วม ไร้ซึ่งความเป็นอิสระ เพราะต้องหันมารับใช้รัฐบาล ก้มหน้าเลียตูดนักการเมืองอย่างน่าสมเพช ขาดทั้งศักดิ์ศรีของความเป็นสื่อ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ ที่ก้มทั้งหัวลดทั้งตัว มาปฏิบัติตามนโยบายกดขี่ข่าวสาร อันไม่ชอบธรรมของรัฐบาลพรรคดักดาน เลยทำให้ อ.ส.ม.ท. จำต้องรับภาระหนักเพราะต้องเป็นตัวการ ก้มหน้าก้มตาตอกลิ่มความแตกแยกให้กับผู้คนในสังคมบ้านเราต่อไป
อนาถนัก!
บุคลากรที่อยู่ในองค์กร และยังยึดมั่นในจรรยาตามวิชาชีพบางส่วนทนไม่ได้ เลยเอาเพลง“แสงดาวแห่งศรัทธา” ซึ่งเป็นเพลงเอกของบรรดาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาเปิด เหมือนดังกับเขาอยากจะระบายความในใจ และเป็นการเยาะเย้ยถากถางรัฐบาลนายอภิแสบฯ ว่า
“พวกกู ‘ไม่เห็นด้วย’ กันพวกมึงนะโว้ย!!!”
ผมคิดอย่างนี้ ถูกหรือผิดก็ไม่รู้ เพราะเป็นความคิดส่วนตัวเท่านั้น แต่ถ้าใครเดือดร้อน อยากออกมาโต้กันให้สนุกสนาน คนเขียนก็ไม่ขัด ในการเข้าร่วมวงแบบ‘หงส์ทองคะนองปาก’ ด้วย ก็เชิญ!

ม่นานมานี้อีกเหมือนกัน ผมได้ยินคุณบุญระดม จิตรดอน ได้คุยกับเพื่อนร่วมรายการคุณอนัญญา ตั้งใจตรง ในรายการ ‘ซุบซิบการเมือง’ ทางคลื่น Fm.101 ว่า
แทบจะไม่ได้ฟังนายมาร์ค มุกควาย พูดคุยในรายการวันอาทิตย์ของเขา ซึ่งคุณอนัญญาฯก็เห็นด้วย เพราะนอกจากผู้ดำเนินรายการของสองคุณป้าแล้ว สื่อมวลชนอื่นๆก็มีความเห็นคล้ายๆกัน
ผมเคยเล่าว่า ในรายการ 101 ตอนเช้าๆ ที่คุณบุญระดม จิตรดอน ยังได้ร่วมกันจัดกับ รัชชพล เหล่าวนิชย์ สามีของสาวดั้งตั้ง ‘สโรชา’ แห่ง ASTV และ มหาวันชัย สอนศิริ ที่สึกหาลาเพศมาเป็นทนายความ
ทั้งๆที่สามคนนี้ เคยเชียร์นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม และพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด และไล่กระทืบนายกทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคอย่างเมามันมิได้ขาด แต่วันนั้นเกิดกินยาผิดหรืออะไรไม่ทราบได้ ดันไปวิพากษ์วิจารณ์คนที่เคยเชียร์อย่าง นายอภิแสบฯ เข้าอย่างจัง ในทำนองว่า
เรื่องเล็กๆไม่สำคัญ อย่างการสัมมนาของ ‘นักขายตรง’ คนระดับนายก จะเป็นนกไปเกาะโพเดียม พูดจาทำไมกัน เพราะตัวนายอภิแสบฯเกิดมาไม่เคยค้าขาย ไม่เคยประสบการณ์ทางการขายตรง มีแต่โดนกล่าวหาว่า
“ขายชาติ”
เหตุเพราะฝ่ายที่กล่าวหาเขาบอกว่า นายมาร์ค มุกควายได้ปล่อยให้คนเขมร เข้าครอบครองพื้นที่ทับซ้อนบน ‘เปรี๊ยะวิเหียะ’ สุขสำราญบานใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพราะนโยบายแบบไม่มีนโยบายของ ‘รัฐบาลโลซก’ ที่นายอภิแสบฯเป็นหัวหน้านั่นเอง
ดังนั้น ไอ้เรื่องที่ควรทำกลับไม่ทำ แล้วเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอย่างออกไปพูดจาอบรมนักขายตรงอย่างนี้ มันไม่ได้เป็นประโยชน์โภคผลแต่อย่างใด มหาวันชัยถึงกับวิจารณ์แรงๆว่า
“ว่างมากหรือไง (วะ)!?”
แสดงว่าคุณมหาฯแกคงสังเวช ที่เห็นนายอภิแสบฯไปยืนเกาะโพเดียม พูดจาไม่เป็นประโยชน์กับกิจการงานแผ่นดิน ผู้คนไม่ได้สนใจที่นายมาร์คพูดเลย เพราะเขารู้ดีว่าไม่ได้มาจากสติปัญญาตัวเอง เพียงแต่เจ้าหน้าที่เขาตระเตรียมข้อมูลให้ ถึงเวลาก็กะโดดเกาะคอนโพเดียมแบบนก แล้วเจื้อยแจ้วไป ไม่เข้าหูผู้ฟัง จนชาวบ้านเขาบอกว่า ไอ้นี่มันไม่ใช่นายกแล้ว แต่กลายเป็น
P.M. คือ Podium Man ไปซะนี่!!

ดูๆ แล้วก็น่าแปลก เพราะคุณบุญระดมเองถึงกับพูดว่า หากเป็นรายการของคุณสมัคร สุนทรเวช หรือคุณทักษิณนั้น ทั้งประชาชนและสื่อ ไม่ยอมพลาดกันเลยพอเช้าวันอาทิตย์มาถึง ชาวบ้านต้องนั่งตัวตรงแหนวหน้าจอทีวี คอยฟังว่านายกทั้งสอง จะพูดจากับพวกเขาเรื่องอะไรบ้าง?
การที่ชาวบ้านร้านตลาดและสื่อมวลชนเอง ตั้งใจฟังนายกฯสมัครและทักษิณ พูดคุยในรายการวันอาทิตย์นั้น เพราะพวกเขาฟังแล้วรู้เรื่อง และได้รับประโยชน์จากการฟังจริงๆ
ดังนั้น ฝายจัดรายการให้นายอภิแสบ ได้เห็นถึงความไม่มีเสน่ห์ในการพูดจาปราศรัยของมิสเตอร์มุกควาย ผู้เป็นเจ้านายตน ก็พยายามพลิกแพลงรูปแบบของการจัดรายการ แต่ถึงกระนั้น ผู้คนในบ้านในเมืองยังไม่ให้ความสนใจอยู่ดี จึงจำเป็นต้องระดมสื่อช่วยกันกระทอกคำพูดของเขา ซ้ำเข้าไปในสื่อต่างๆ อีกทีหนึ่ง โดยสื่อเหล่านั้นก็จะได้รับการลงโฆษณา เป็นการตอบแทน แบบหมูไปไก่มา
แต่ก็ด้วยเงิน ‘งบประมาณ’ ของชาติทั้งนั้น!

เมื่อต้นเดือนกุมภาฯนี้เอง ได้มีการระดมผู้สื่อข่าวถึง 35 คน ไปนั่งสัมภาษณ์นายอภิแสบฯที่ทำเนียบ เพียงเพื่อทำให้ตัวมิสเตอร์โลซก ดูเด่นในหมู่ผู้สื่อข่าว จน“แจ๋ว ริมจอ” นักข่าว เก่าแก่ของไทยรัฐถึงกับหัวเสีย อดรนทนทนไม่ได้ ถึงกับออกมาเขียนคอลัมน์ (15 กุมภาพันธ์ 2553 ) ด่าเช็ดเม็ดว่า เป็น
“ไอเดียพิการ”
แจ๋ว ริมจอ โพล่งออกมาตรงๆอย่างนั้นเพราะว่า การกระทำของรัฐบาลเป็นการบังคับ และแทรกแซงสื่ออย่างชัดเจน ทำให้เกียรติภูมิของสื่อมวลชน และศักดิ์ศรีของผู้สื่อข่าว ตกต่ำลงอย่างน่าเศร้า เพราะกลายเป็นเครื่องมือของ...
นักการเมือง ‘ไอเดียวิปริต’ ไป!

การที่ทั้งนักข่าวและประชาชนคนไทย ทั้งในและต่างประเทศ ต่างคอยรายการคุยกันวันอาทิตย์ ของทั้งนายกทักษิณฯและนายกฯสมัคร อย่างไม่ต้องมีการ ‘จัดฉาก’
ไม่ต้องบังคับสื่อให้แห่กันมาช่วยสร้างภาพ ก็เพราะผู้นำทั้งสองคนนั้น ต่างเข้าใจชีวิตคนไทย รู้จักนิสัยใจคอคนพื้นบ้าน และทั้งสองต่างก็เป็นพวกประเภท ‘ตีนติดดิน’ ด้วยกัน
เมื่อก่อนนี้เวลาวันเสาร์อาทิตย์ เราเห็นสมัครและทักษิณก็เข้าตลาด ซื้อเข้าซื้อของคุยกับพ่อค้าแม่ขาย แล้วนำกลับมาเล่าให้ผู้คนฟัง พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งถูกใจ และได้ใจชาวบ้าน
ส่วนนายอภิแสบฯนั้น พอโผล่หน้าออกมาวันอาทิตย์ ชาวบ้านก็กดรีโมทไปดูช่องอื่น หากบ้านไหนไม่มีรีโมทและขี้เกียจลุก ก็เอาตีนแหย่ปุ่ม เปลี่ยนช่อง ทันทีทันใดเหมือนกัน
มีคำถามว่า...ทำไมคนไม่สนใจโครงการของรัฐบาลดักดาน?
ตรงนี้ตอบได้ว่า

เหตุที่คนในบ้านนี้เมืองนี้เขาไม่สนใจ ก็เพราะโครงการของประชาธิปัตย์และรัฐบาลนี้ ชาวบ้านเขารู้ดีว่า ลอกทักษิณมาทั้งนั้น หรือไม่ก็เอามาตรการของคุณสมัครมาทำต่อ เช่นเรื่อง 6 มาตรการ เป็นต้น หรืออย่างเก่งก็แต่งเติมเสริมต่อนิดๆหน่อยๆ แล้วเอายี่ห้อดักดานของพรรคตัวเอง ปะเข้าไป ก็เท่านั้นเอง แต่ชาวบ้านเขาก็รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วมันก็คือ
โครงการทักษิณ หรือสมัครสร้างเอาไว้ทั้งนั้น!
ไอ้เรื่องขาดสติปัญญา ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แล้วลอกเขามา นั่นยังไม่น่าเกลียดน่าชังเท่าใดนัก แต่หากเป็นเรื่องทุจริตนั้น ผู้คนเขายอมไม่ได้ และตั้งข้อรังเกียจเอามากๆ
เรื่องทุจริตของประชาธิปัตย์นั้น โฉ่งฉ่างเปิดผางออกมาแทบจะในทันทีทันใด ที่พรรคดักดานวิ่งราวอำนาจ เข้าบริหารบ้านเมืองได้
ผมได้เขียนไว้ในบทความ เป็นหลักเป็นฐาน ถึงความไม่ซื่อสัตย์ของคนในพรรคนี้ ซึ่งท่านผู้อ่านเปิดย้อนดูได้ เฉพาะชื่อคอลัมน์ ก็สำแดงฤทธิ์แดก ของพรรคดักดานได้เป็นอย่างดี เช่น
- “พรรคประชา (แดก) ปลาเน่า” ...เน่าทั้งข้อง-ทั้ง’ป๋อง!!!?
- DNA ในสันดานประชาธิปัตย์ ยังไม่เปลี่ยนแปลง!!!
- ยุคประชาธิปัตย์...ฤา “ห่า”มันลงแดกเมือง!!!?

- “อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”
- ไอ้รัฐบาล...สุดโสโครก!
- ประชาธิปัตย์...“ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย!!!
- รัฐบาล... “จังไรไม่พอเพียง!”
- เศรษฐกิจ “เชิงทุจริต” ของประชาธิปัตย์!!!
- ถูกทั้งหวย ‘ชุมชนพอเพียง’- หวย ‘ไทยเข้มแข็ง’ แล้วนี่!!!
- ความประหยัดของในหลวง-ความสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาลโลซก!
พอประชาธิปัตย์บริหารมาครบ 12 เดือน ผมก็เขียนบทความขึ้นมารวบรวมพฤติโกงชื่อ
ครบ 1 ปี รัฐบาลโลซก...ต้องยก ‘หรีด’ มาให้!!!
เห็นเฉพาะแค่ชื่อคอลัมน์เท่านั้น ยังไม่ต้องลงไปอ่านรายละเอียด ผู้คนก็คงจะทราบได้ทันทีว่า ผมต้องพูดถึงเรื่องการทุจริต ไม่โปร่งใส ในการบริหารราชการงานแผ่นดินของพรรคดักดานเป็นแน่แท้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า
เป็น ‘กรรม’ ของประเทศไทยเราจริงๆ!
ผมจะรวมรวมคอลัมน์ที่บอกข้างต้น เป็นภาคต่อของ “นินทาประชาธิปัตย์” (ฝ่ายค้านดักดาน)แจกแจงสันดานของพรรคดักดานออกมาอีกเล่ม เพื่อขยายความรู้ของท่านผู้อ่าน
อาจให้ชื่อหนังสือว่า
ประชาธิปัตย์- “ดักดาน-แดกดุ!!!”
คอยติดตาม อ่านกันให้สนุกนะครับ!!

นั่นเป็นเรื่องของประชาธิปัตย์ แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ใช่ย่อย เพราะอย่างกระทรวงมหาดไถนั้น เรื่องความเละเทะเฟะฟอน ร่ายร่อนออกมาสู่สายตาประชาชนอย่างล้นหลาม ทั้งข่าวไถและรีดเงินข้าราชการ จนต้องตั้งชมรมต่อต้านกันขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โกงข้อสอบ เก็บหัวคิวฯลฯ ซึ่งคนในกระทรวงทั้งข้าราชการเก่าและปัจจุบัน พูดกันว่า “เกิดมาไม่เคยพบเห็นการคดโกง และบีบคั้น รีดไถข้าราชการ...ถึงเพียงนี้! ” ซึ่งผมจะต้องแยกแยะชำแหละ รายละเอียดพฤติกรรมทรามเหล่านี้นี้ ออกไปอีกเป็นคอลัมน์ต่างหาก แต่อยากบอก กับท่านผู้อ่านในตอนนี้ว่า
ไอ้นักการเมืองชุดนี้นั้น ตอนมันจัดโชว์ออฟ ไถนา-ทำนาเพื่อเรียกคะแนนเสียงตอนเลือกตั้งซ่อม แล้วไอ้เฒ่าหัวหน้าพรรคอุปโลกน์ ลงไปก้มๆเงยๆอยู่ในนา ถึงกับบ่นว่าปวดบั้นเด้าบั้นเอา ผู้คนเขาหัวเราะกันกลิ้ง ถึงกับอุทานออกมาว่า
“ไอ้พวกนี้ ไม่เคยทำนาจริงๆ...มันเคยแต่ทำนาบนหลังคน!”
แถมไอ้หัวหน้าตัวจริง มันแสดงความจงรักภักดีใหญ่โต แต่ตำรวจพวกเสรี เขาบอกว่า...
“จงรักภักดีจริงๆ เวลาหาเสียงมันถึงต้องแจกแบ๊งค์ร้อย แบ๊งค์ยี่สิบ ที่มีในหลวง...ให้ชาวบ้านเอาไปบูชากัน!”...555
เขายังกระทุ้งต่อ ให้ชวนคิดกันอีกว่า
“เชื่อหรือว่า...คนที่เอาแต่ได้อย่างมันน่ะหรือ...จะจงรักภักดี”
...ฟังแล้วก็หัวร่อครื้นเครง สนุกสนานกันไป!!!

ใช่แต่เรื่องการทุจริตของรัฐบาลและนักการเมืองเท่านั้น แต่ฝ่ายทหารก็โดนเข้าเต็มๆ เรื่อง“ไม้ล้างป่าช้า” ซึ่งอื้อฉาวไปทั้งประเทศ
เรื่องการทุจริตของทหารนั้น ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีการทุจริตเกี่ยวกับเรื่องวิทยุและโทรทัศน์ของทหาร ที่อดีตเจ้ากรมสื่อสารยศ พล.อ.ถึง 3 นาย ถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.ว่า กระทำความผิดฐานคอรัปชั่น ตายไปแล้ว 1 นาย เหลืออีก 2 หน่อ ที่ต้องเผชิญกรรมกันต่อไป
กรณี GT 200 ไม้ล้างป่าช้าที่อื้อฉาวนั้น ฝ่ายทหารเกิดร้อนตัวอย่างไรไม่ทราบ นายพลอนุพงศ์ ผบ.ทบ.ต้องออกมานั่งแถลงแบบยกพวกมาเต็มจอ ทำให้ในห้องส่งดูบรรยากาศ คล้ายวันแถลงข่าวปฏิวัติไม่มีผิด
ได้มาแถลงการณ์อะไรหรอกครับ เพียงแต่ออกมาแก้ตัวว่าไอ้ไม้ล้างป่าช้า “มันใช้การได้” ก็เท่านั้นเอง!
นักข่าวเขาบอกว่า ไม่ใช่อะไรหรอก นายเถิกแกกลัวจะต้องถลอก เพราะต้องโดนสอบสวนในข้อหาทุจริต หลังจากที่เกษียณอายุราชการ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้วต่างหาก
ส่วนนายมุกควายได้ท่า..ถีบหัวเถิกส่งทันทีเหมือนกัน!!!

วาสนา นาน่วม “เหี่ยวข่าว” สายทหาร เจ้าของผลงาน ลับ-ลวง-พลาง ออกรายการชื่อเดียวกับหนังสือ ทาง Fm 96.5 เมื่อเสาร์ที่ 20 ก.พ.นี้เองว่า
การแสดงออกของนายพลหัวถลอกครั้งนี้ ดูช่างไม่สมกับเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร ที่มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องเอาลูกน้องมาเป็นโล่ปกป้องตัวเอง เพียงเพื่อจะเอาตัวรอดเท่านั้น!
“เหี่ยวข่าว” อย่างวาสนา ถึงกับโพล่งออกมาโต้งๆว่า
“ดูแล้วไม่ smart หรือไม่สง่างาม...ไม่ได้ ‘ใจ’ ทหารเลย!”

เครื่อง GT 200 นั้นโกงกันบรรลัยวายวอด เขาว่ายุคทักษิณเคยซื้อมาสองเครื่อง เครื่องละ 2 หมื่นบาทเท่านั้น แต่เห็นว่าใช้ไม่ได้ ก็ไม่สั่งซื้อเพิ่มอีก
แต่เครื่องอัปรีย์นี่ กลายเป็นราคาเหยียบล้าน และล้านกว่า ซื้อมากที่สุดในยุคอนุพงศ์เป็น ผบ.ทบ. และประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพราะนักการเมืองสายประชาธิปัตย์ มีชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทผู้แทนเจ้าของเครื่อง แถมยังมีไอ้นายพลทหารอากาศ ที่ผมขนานนามให้ว่า เป็น “กากตด ร.ส.ช.”เข้ามาพัวพันอีกแน่ะ!

ดูๆบ้านเมืองของเราแล้ว มันโกงกันทุกเม็ดทุกดอก แต่ที่น่ากลัวก็คือ การโกงโดยทหารเป็นผู้กระทำ ด้วยการใช้เครื่องมือไม้ล้างป่าช้า เพราะนอกจากต้องโดนข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังอาจมีความผิดอาญาติดตูดมาอีกนั้น ถ้าหากพูดกันเปิดอก แบบผู้ชายลูกทุ่ง
คงพูดได้ว่า
มึงไม่ได้ทุจริตอย่างเดียว แต่เสือกเอาชีวิตของทหารผู้น้อยเป็นเดิมพันด้วย...เลวอะไรอย่างนั้นวะ!”
นี่แหละครับ... ที่ผู้คนเขาพูดกันถึงอย่างนี้แล้ว และเขาพูดใส่หูผมด้วย จึงนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน และขอบอกตรงๆกับทหารตัวนายว่า
...สังวรกันไว้บ้างนะ!

content/picdata/206/data/20AAA.jpg

"เจ้าแม่กาลี"

เห็นการทุจริต คอรัปชั่น ที่แผ่ขยายไพศาลไปในบ้านเมืองที่เคยดีๆของเรา จนแทบจะกลายเป็น ‘เมืองกาลี’ เพราะไอ้พันธ์กาลีมันลงมาสิงสถิตกัน...ถึงขั้นล้นเมืองแล้ว!
ผมจึงมีความรู้สึก อยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่ม โดยนำเอาข้อมูลอัปรีย์เหล่านี้ มาผูกเป็นนิยายประเภท... ‘ตลกร้าย’

จะให้ชื่อหนังสือว่า เมืองกาลี...กาลีเต็มเมือง!!! ใครอยากอ่าน...คงต้องติดตามกันไปนะครับ!!!

...............

ศาลฯ ยึดทรัพย์ ‘ทักษิณ’ 4.6 หมื่นล้านบาท ไม่แตะเงินก่อนเป็นนายกฯ

ที่มา ประชาไท


องค์คณะฯ จึงมีมติเสียงข้างมากว่า ทรัพย์สินที่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน มีเฉพาะเงินปันผลค่าหุ้นจำนวน 6,890 กว่าล้านบาท และเงินที่ขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 39,400 กว่าล้านบาท รวม 46,373 กว่าล้านบาท พร้อมดอกผลของเงินจำนวนดังกล่าว

วันนี้ (26 ก.พ.) ที่ศาลฎีกา หลังจากองค์คณะผู้พิพากษาได้อ่านคำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนครบถ้วนแล้วนั้น ได้มีการสรุปประเด็นสุดท้ายว่า เงินที่ได้มานั้นได้มาโดยสมควรและจะต้องตกเป็นของแผ่นดินตามที่ผู้ร้องได้ร้องหรือไม่ โดยศาลระบุว่า เมื่อการดำเนินการทั้งหมดเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปและบริษัทในเครือ ย่อมทำให้ได้รับผลกำไร และมีปันผลกำไรตามจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงปรากฏแก่บุคคลทั่วไปถึงความมั่นคงของกิจการก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เงินปันผลค่าหุ้นและเงินค่าขายหุ้นให้เทมาเส็กจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจหน้าที่ในระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ตามปะกาศ คปค.ฉบับที่ 30 และกฎหมาย ป.ป.ช. แต่โดยผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 (คุณหญิงพจมาน ณ ป้องเพ็ชร) ได้รับเงินดังกล่าวมาตามการสมรส ศาลจะสั่งให้เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่

ศาลเห็นว่า การรับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินไม่ว่ากรรมสิทธิ์เดี่ยวหรือร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากทำมาหาได้ร่วมกันหรือสินสมรส คดีนี้ได้ความจากการไต่สวนว่า ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมก่อตั้งบริษัทชินคอร์ป หุ้นที่ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ถือรวมกันนั้นเป็นจำนวนมาก และดำเนินกิจการมีผลประโยชน์ร่วมกันตลอดมา ดังที่มีผู้ให้การว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักบริหาร ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ดูแลจัดการด้านการเงินและทรัพย์สินทั้งหมด ตอนจัดตั้งแอมเพิลริช และขายหุ้นชินคอร์ปนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้ออกเงินซื้อหุ้นแทนผู้ถูกกล่าวหาไปก่อน แล้วผู้ถูกกล่าวหาจึงค่อยคืนเงินในภายหลัง นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 1 ยังมีส่วนร่วมละเมิดข้อห้ามการเป็นผู้ถือหุ้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นให้ผู้คัดค้านที่ 2, 3, 5 อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาในการแสวงหาประโยชน์ร่วมกันตลอดมา เมื่อฟังว่าเงินปันผลค่าหุ้น และการขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กได้มาโดยไม่สมควรเสียแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมไม่อาจอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์ร่วมเพื่อรับการคุ้มครองสิทธิได้

ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดินได้ด้วย ส่วนเงินดังกล่าวต้องตกเป็นของแผ่นดินเพียงใด เห็นว่า

กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 4 ให้ความหมายของคำร้องขอให้เงินเป็นของแผ่นดินมี 2 กรณี คือ “ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ” หมายถึงทรัพย์สินที่มีการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองและหลังออกจากตำแหน่งมีการเพิ่มผิดปกติ หรือมีหนี้ลดลงผิดปกติ ส่วน “ร่ำรวยผิดปกติ” หมายถึงการมีทรัพสินมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง พิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า มูลคดีของการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนี้แยกได้เป็น 2 กรณี เมื่อเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นก่อนเข้าดำรงตำแหน่งและยื่นเมื่อพ้นจากตำแหน่งพบว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินเพิ่มมากผิดปกติ หรือหนี้ลดลงผิดปกติ หรือไม่ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรหรือไม่ ที่ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ค้านว่า ก่อนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีวาระแรก ทั้งสองมีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. รวม 1.51 หมื่นกว่าล้านบาท จึงไม่อาจให้ทรัพย์สินในส่วนนี้ตกเป็นของแผ่นดินได้

เห็นว่า คตส.ดำเนินการไต่สวน ผู้ร้องได้กล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียในบริษัทชินคอร์ปแล้วใช้อำนาจในตำแหน่งกระทำการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปและบริษัทในเครือ จึงเป็นคดีที่มีมูลคดีอยู่ในกรณีหลัง อีกทั้งทางไต่สวนของ คตส.และคำร้องของผู้ร้องก็ไม่ได้มีคำขอบังคับไปยังทรัพย์สินอื่น ศาลจึงไม่ต้องพิจารณาตามคำคัดค้านดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ยังต้องพิจารณาต่อว่า เงินปันผลและเงินที่ได้จากการขายหุ้นโดยไม่สมควรทั้งจำนวนหรือไม่ หากพิจาณาความหมายของคำว่า ทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติ ร่ำรวยผิดปกติ ไม่ว่ามูลคดีจะเป็นกรณีใด ทรัพย์สินอันจะนำมาพิจารณาย่อมต้องเป็นทรัพย์สินนอกเหนือจากผู้ดำรงตำแหน่งมีอยู่แล้ว อันอยู่ในความหมายธรรมดาของการร่ำรวยผิดปกติ

สำหรับเงินปันผล เป็นส่วนของกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของชินคอร์ปบางส่วน และได้จากเงินปันผลจากบริษัทเอไอเอส บริษัทไทยคมบางส่ยวน ถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มานอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว และต้องตกเป็นของแผ่นดินทั้งจำนวน ส่วนเงินที่ได้จากการขายหุ้นเป็นเงินที่มีมูลค่าเดิมของหุ้นอยู่ด้วย ทรัพย์สินที่นอกเหนือคือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ถ้าตกเป็นแผ่นดินทั้งหมดย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 และเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายห้ามนักการเมืองถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ผู้ถูกล่าวหา และผู้คัดค้านที่1 หาทางหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยให้ผู้คัดค้านที่ 2-5 ถือหุ้นชินคอร์ปไว้แทน รวมทั้งผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจในฐานะนายกฯ เอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปและบริษัทในเครือ ย่อมไม่เป็นการสมควรที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะได้รับประโยชน์ที่เป็นผลมาจากการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนั้น จึงถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นชินคอร์ปส่วนที่เพิ่ม นับตั้งแต่วันก่อนผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวาระแรก 7 ก.พ.44 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจให้ตำแหน่งหน้าที่ เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ศ.7 ปรากฏว่า การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในปี 44 นั้น ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของหุ้น 1,419 ล้านหุ้นคิดเป็นเงิน 30,247 กว่าล้านบาท อันถือเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองมีอยู่แต่เดิมและไม่อาจให้ตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้องได้

องค์คณะฯ จึงมีมติเสียงข้างมากว่า ทรัพย์สินที่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน มีเฉพาะเงินปันผลค่าหุ้นจำนวน 6,890 กว่าล้านบาท และเงินที่ขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 39,400 กว่าล้านบาท รวม 46,373 กว่าล้านบาท พร้อมดอกผลของเงินจำนวนดังกล่าว

ปัญหาประการสุดท้ายคือ มีเหตุที่ศาลต้องเพิกถอนคำสั่งอายัดของ คตส.ตามคำคัดค้านหรือไม่ คตส.มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดบางส่วนแล้ว ศาลไม่ต้องพิจารณา ส่วนผู้คัดค้านอื่นอีกนั้น เงินปันผลและเงินได้จากการขายหุ้น 4.6 หมื่นล้านนั้นพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อพิจารณารายการทรัพย์สินที่ คตส.อายัดของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2-5 ผู้ที่ถือหุ้นแทนแล้ว ปรากฏว่า มีจำนวนเพียงพอกับที่ศาลให้ตกเป็นของแผ่นดิน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยคำคัดค้านอื่นให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์ของ คตส.อีกต่อไป

ศาลพิพากษาว่า ให้เงินที่ได้จากการขายหุ้น และเงินปันผลจำนวน 46,373 กว่าล้านบาทพร้อมดอกผล เฉพาะดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันฝากเงินตกเป็นของแผ่นดิน โดยบังคับเอาบัญชีธนาคารบางส่วนตามที่กรรมการตรวจสอบได้อายัดไว้ หากไม่พอให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นที่อายัดไว้ได้อีก หากได้เงินครบแล้ว ให้ถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินอื่น

สรุปผลคำพิพากษาในประเด็นต่างๆ คดียึดทรัพย์ ‘ทักษิณ’

ที่มา ประชาไท


องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนที่ขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ฯ ในวันที่ 26 ก.พ.53 ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ในฐานะเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา, นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา, นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา, นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา, ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา, นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา, นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา

โดยอัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.51 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน

ประเด็นพิจารณา
ผลการตัดสิน
-ศาลฏีกาฯมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีนี้หรือไม่
-คตส. มีอำนาจในการดำเนินการไต่สวนหรือไม่
- การแต่งตั้ง ปปช.เป็นไปโดยชอบ และมีอำนาจดำเนินการต่อจากคตส.หรือไม่
มีมติเอกฉันท์
ศาลฎีกาฯ มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดี และมีประกาศ คปค.ฉบับ 30 รองรับการทำงานของ คตส. ซึ่งถือว่าไม่มีผู้เป็นปฏิปักษ์เป็นผู้ตรวจสอบ อีกทั้งประกาศ คปค.ได้กำหนดขั้นตอนการส่งต่อการทำงานไปยัง ปปช. จนกระทั่งถึงอัยการสูงสุด โดยการดำเนินการทั้งหมดไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด
- กรณีการปกปิดการถือหุ้นระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ ปี 2544 - 2548 โดยผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสใช้ชื่อบุตร ธิดา และญาติถืหุ้น บมจ.ชิน คอร์ปฯ แทน เป็นการฝ่าผืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 40, พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.2542 หรือไม่
มีมติเอกฉันท์
ผู้ถูกกล่าวหาและภริยาเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริงในระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย
-กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต โดยมีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม โดยรายเก่าให้นำค่าสัมปทานมาหักกับภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการของผู้ถูกกล่าวหา กีดกันผู้ประกอบการรายใหม่หรือไม่
มีมติด้วยเสียงข้างมาก
การออกพระราชกำหนด แปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นค่าภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ มีผลในการกีดกันการแข่งขัน
-กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการมือถือแบบพรีเพดให้กับเอไอเอส ส่งผลให้ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศท ฯ ในอัตรา 20% คงที่ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน จากเดิมที่ต้องจ่ายแบบก้าวหน้า 25% - 30% เอื้อประโยชน์ต่อชินคอร์ปและเอไอเอสหรือไม่
มีมติด้วยเสียงข้างมาก
ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้อง ในการแก้ไขสัญญาดังกล่าว และผู้ถูกกล่าวหามีหุ้นในชินคอร์ป จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปและเอไอเอส
-กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ กรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและเอไอเอส การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินให้ ทศท.และ กสท เป็นผลประโยชน์ที่เกิดกับบริษัทที่ผู้ถูกกล่าวหาถือในระหว่างดำรงตำแหน่ง เป็นเหตุให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น จนกระทั่งขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็ก สิงคโปร์
มีมติด้วยเสียงข้างมาก
ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ผลประโยชน์ในการลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วมตกอยู่กับเทมาเส็ก เนื่องจากมีการขายหุ้นให้แก่เทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549
-กรณีละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียไอพีสตาร์, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ในบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทยคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ เป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัท ชินแซทฯ หรือไม่
มีมติด้วยเสียงข้างมาก
เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ป และบริษัทไทยคม
-กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทฯ โดยสั่งการเห็นชอบเพิ่มวงเงินกู้จาก 3,000 ล้านเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพพม่า ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี เพื่อประโยชน์ของบริษัท ชินแซทฯ จะได้รับงานจ้างพัฒนาระบบโทรคมนาคมจากรัฐบาลสหภาพพม่า
มีมติด้วยเสียงข้างมาก
เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ป และบริษัทไทยคม
-คำฟ้องทั้ง 5 กรณี เป็นการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่
มีมติด้วยเสียงข้างมาก
ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ผู้ถูกกล่าวหา
สรุปผลคำพิพากษา

-ศาลมีอำนาจสั่งให้เงินของของผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดินได้
-ไม่เป็นธรรมหากยึดทรัพย์เงินที่มีก่อนดำรงตำแหน่ง
-ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท