ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 19, 2008

เรื่องจริง ที่หนังสือพิมพ์ไม่ (ได้) ลง

นี่เป็นเรื่องจริงของพลทหาร และชีวิตเพื่อชาติ
ครั้งหนึ่งผมก็เหมือนคุณๆ นี่แหละ เข้าร้านเน็ตเล่นวินนิ่ง ดื่ม
เบียร์ นอน แต่ผมสมัครไปเป็นทหารและมีคำสั่งลงใต้ ความคิด
ผมเลยเปลี่ยนไปตลอดกาล อยากให้ทุกท่านที่อ่านรับรู้ถึงส่วน
หนึ่งที่ผมไปมาแล้ว
เริ่มแรกจะถูกส่งไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ก่อน
ครับ ไม่ว่ามาจากไหน เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ผมเป็น 1 ใน
จำนวนนั้นที่ถูกส่งไปเมื่อถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
เขาจะพาคนที่ลงจากรถบัสทั้งหมดไปรวมที่ศาลาแดง แล้ว
เขาจะแบ่งเป็นอีก 3 กลุ่มทันที กลุ่มที่ 1 อยู่ จ.ปัตตานี ที่
ค่ายอิงคยุทธบริหาร กลุ่ม 2 อยู่ จ.ยะลา ที่ค่ายสิรินธร กลุ่ม
3 อยู่ จ.นราธิวาส ที่ค่ายพันพัฒนาที่ 4 (ค่ายปล้นปืนที่เป็น
ข่าว) ซึ่งผมก็ถูกส่งไปอยู่ค่ายพันพัฒนาที่ 4 ต.มะรือโบออก
อ.เจาะไอร้อง นี่เอง
วันแรกผมทั้งกล้าทั้งกังวลปนกันไปหมด อย่างที่ผมบอก ชาย
วัยรุ่นคนหนึ่งจากเคยเล่นวินนิ่ง ค่ำมาก็เมา ด่าแม่เพื่อนขำๆ วันนี้
มาอยู่ในที่ที่พร้อมจะอยู่หรือตาย
ในส่วนของค่ายพันพัฒนาที่ 4 ที่นี่เขาจะทำให้พลเรือน
ซึ่งสมัครเข้าเป็นทหารยิงปืนให้ได้ภายใน 13 วัน โดยฝึก
HK33 และ M16 A-1
วันที่ปล้นปืน คนในหมู่บ้านก็มาร่วมปล้น ท่านรู้หรือไม่ วัน
ปล้นปืนพวกนั้นได้ไปกว่า 300 กระบอก M16 A-1 โจรที่มันมา
ปล้นมีประมาณ 300 คน ทั้งเด็กวัยรุ่นยันคนแก่
1 ม.ค.47 ทหารใหม่แยกย้ายกลับบ้าน ทว่า 3 วันต่อมาก็เกิด
เหตุการณ์ปล้นปืน สงสัยไหมครับ?
เพราะชาวบ้านที่มาฝึกทหารใหม่ทั้งหมดเป็นแขก มาฝึกใช้ปืน
ให้เป็น เสร็จแล้วก็กลับบ้าน
จากนั้น ก็หวนมาปล้นค่ายพันพัฒนาที่ 4 กลับมาปล้นชาติ
ตัวเอง
มันจับทหารบนกองร้อย เอาลวดราวตากผ้าที่หลังกองร้อยมัด
มือเท้าไว้แล้วรวมกันหน้าคลัง รุ่นพี่เล่าว่ามีทหารคนนึงเป็นไทย
พุทธถูกมัดข้างๆ แล้วพระที่แขวนไว้ออกมานอกเสื้อ 1 ในโจรที่
คลุมหน้าเดินเข้ามาเอาพระนั่นจุกเข้าไปในเสื้อใหม่พร้อมกับพูด
ว่า “ถ้าหัวหน้ากูถามบอกว่าเป็นอิสลาม”
เพราะโจรที่เดินบอก ก็คือเพื่อนตอนเกณฑ์ทหารนั่นเอง
“มึงก้มหน้าไว้พอ อย่าเอาพระออกมา เดี๋ยวกูจะช่วยมึง
ไม่ได้” เขาพูดไทยไม่ชัดเท่าไหร่
แล้วเขาก็เดินไปคุยกับหัวหน้ามันเป็นภาษายาวีแนวๆ ว่า อย่า
สนใจพวกนี้ เสียเวลาเปล่าๆ อย่างน้อยๆ มันทำเพื่อช่วยรุ่นพี่ผม
หากหัวหน้ามันเห็นก็จะโดนสปาร์ตาปาดเข้าที่คอ (โดนมัดอยู่)
จะสู้ได้ไง (วะ) พวกนั้นมันอยู่บนกองร้อยหมดแล้ว กองร้อยนึง
มันอยู่กันประมาณ 40 คน จ่า 7 คน ที่มีอาวุธพร้อมสู้ ลงไปก็
ถูกยิงพรุน
ท่านรู้ไหมว่า...ตอนนั้น อ.เจาะไอร้อง สัญญาณโทรศัพท์มือถือ
ไม่มี มันเอาอาวุธปืนสงครามยิงสายไฟดับทั้งค่าย
วีรบุรุษวันนั้น เป็นพลทหารที่เฝ้าหน้ากองรักษาการณ์ โดน
ยิงจนขาลากแต่ยังถ่อสังขารไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทั้งวิ่ง
ทั้งคลาน ทั้งแอบฝูงโจรโทรไปที่แม่ทัพภาค 4 ตอนที่
โทรศัพท์ไปถึงที่บ้านแม่ทัพภาค 4 คุณนายภรรยาท่านรับแล้ว
ท่านก็รีบวิ่งไปปลุกท่านแม่ทัพที่ชั้น 2 ของบ้าน
ท่านรีบสั่งการกลางดึกจัดชุดไปช่วย แต่ชุดที่มาจากค่าย
จ.ปัตตานี กว่าจะมาถึงก็ตี 5 ครับมันปล้นตอนตี 2 มันเชือดคอ
เอาปืนไปหมดแล้ว หน่วยเขาก็มาเร็วที่สุดแล้ว ชุดที่มาช่วยมี
ทหาร 1 รถบัส รถฮัมวี่ 1 คัน
จริงๆ หน่วยอาจมาถึงใน 1 ชม. ครับ แต่เข้าไปไม่ได้เพราะมี
การขวางถนน โรยตะปูเรือใบ และเผายาง มันก็เฝ้ารออยู่แล้ว
ครับ ประมาณ 100 กว่าคนวงนอกเป็นชุดตัดกำลัง ถ้าไม่สว่าง
เข้าไปก็ตาย
สุดท้ายนี้ ผมอยากบอกว่าหากญาติหรือคนที่คุณรัก ถูกส่ง
ไปอยู่หน่วยเฉพาะกิจหรือหน่วยฐานปฏิบัติการ 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ตอนที่เขาอยู่บ้าน คุณเคยบอกว่ารักเขาคนนั้น
ไหม...บอกและรักเขาให้เต็มหัวใจทุกวินาที ดีกว่าที่ว่า...มีโทร
ศัพท์มาที่บ้านพร้อมกับเสียงชายแปลกหน้า ถามว่า “บ้าน
ของพลทหาร...ใช่ไหมครับ กระผม...เป็นผู้บังคับบัญชา เรา
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่...”
ตอนที่เขาอยู่บ้านก็จงรักและแสดงออกมาให้เต็มหัวใจ
เพราะถ้ามีสายนี้โทรมา ต่อให้คุณร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด
เขาก็จะกลับบ้านพร้อมธงชาติคลุมกาย
อ่านแล้วก็พิจารณากันเองละกัน

● เพลิงพิโรธ ●



ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด



เถยจิต(ยากันสี...ทำให้สีดำ สีเทา กลายเป็นสีขาว...)

เป็นครั้งแรกที่...ได้ยินคำว่า “เถยจิต”
หลุดออกมาจากปาก...ของผู้มีอำนาจในคณะ
กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่รัฐ
โอกาสไหน ที่คำว่า “เถยจิต” จะประกาศกัน
ออกมา
ก็เมื่อความผิดนั้นปรากฏชัดออกมาแล้ว
อย่างชัดเจน ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงแปรรูป
เป็นอย่างอื่นไปได้...แต่ฝ่ายผู้ตรวจสอบได้
พบว่า...การกระทำผิดนั้นๆ เป็นไปโดยความหวังดี
มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง แต่ผู้กระทำมิได้รับ
ผลประโยชน์...ตอบแทน
หรือ...รัฐได้รับความเสียหาย...แต่รู้ทำให้เกิด
ความเสียหาย...ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน
จึงไม่น่าที่จะเอาโทษผิดกับเขาผู้นั้น อยากจะยกโทษให้
อยากจะช่วยให้พ้นโทษ
ตรงนี้แหละ ที่คำว่า... “เถยจิต” จะปรากฏ
ออกมา
ดังนั้น...เถยจิตจึงเป็นประโยชน์กับจำเลย. . .
โดยตรง...กล่าวคือ...มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่ผู้ก่อ
ให้เกิดความเสียหายไม่มีเถยจิตเป็นโจร...จึงให้ถอน
ฟ้องไม่ต้องโทษพ้นจากคดีความ
คำว่าเถยจิตปรากฏออกมาในครั้งนี้ ในคดี
ที่เกี่ยวข้องกับการ...จัดซื้อจัดหารถดับเพลิงให้กับ
กรุงเทพมหานคร ที่ต่อเนื่องกันมาใน 2 คณะผู้
บริหารกรุงเทพมหานคร...
ยุคของ สมัคร สุนทรเวช...และ อภิรักษ์
โกษะโยธิน
เรื่องการซื้อนั้นยุติลงแล้วโดยสิ้นเชิง...ไม่มี
การเปิดแอลซี...ไปยังบริษัทผู้ขาย...เมื่อไม่มีการ
ซื้อขายก็ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น...ไม่ว่าในส่วน
ของผู้จัดทำงบประมาณ คือ กระทรวงมหาดไทย
หรือผู้ใช้อย่างกรุงเทพมหานคร
แต่เพราะ...มีการย้อนไปเปิดแอลซีใหม่...ทำให้
เกิดการซื้อขายเกิดขึ้น...ข้อกล่าวหาว่าขบวนการจัด
ซื้อจัดหาไม่ถูกต้อง...จึงปรากฏออกมาใหม่...และผู้
ทำให้...การซื้อขายสำเร็จ...กลายเป็น...
อภิรักษ์ โกษะโยธิน...ซึ่งเชื่อกันว่า...เนื้อไม่
ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกแขวนคอ
และจนถึงวันนี้...รถดับเพลิงที่จ่ายเงินซื้อมาแล้วนั้น
ก็จอดทิ้งรอการผุพังและสร้างค่าใช้จ่ายอยู่ตาม
โกดังท่าเรือ
เพราะ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ไม่กล้านำออกมาใช้
คดีจึงกลายเป็นบูมเมอแรงที่แกว่งเข้ามา
หาผู้ขว้าง...คำว่าเถยจิตจึงปรากฏขึ้นมา...เพื่อ
เป็น “วีซ่า” ให้ผู้ถูกกล่าวหา...เดินเข้ามาสู่แผ่นดิน
แห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง...เถยจิตจึงจะเป็น
ยากันสี...ทำให้สีดำ สีเทา กลายเป็นสีขาว...
อำนาจเป็นของท่าน ใช้กันตามสบายเถิดครับ

● พญาไม้ ●


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์


อภิสิทธิ์ ยืนยันยังไม่มีสมาชิกพรรคให้พิจารณาตัวเองลาออก

อุดรธานี 19 ม.ค. - “อภิสิทธิ์” ระบุอาจมีการปรับปรุงการทำงานของพรรค หลังพบความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง 23 ธ.ค. ขณะที่เลือกตั้งใหม่เขต 3 มีใบปลิวโจมตีคุณสมบัติผู้สมัคร ซึ่งทั้งสองพรรคร่วมรัฐบาลหวังเบียด ส.ส.พรรคพลังประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี 3 เขต คือ เขต 1, 2 และ 3 บรรยากาศก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน ผู้สมัครในแต่ละพรรคตระเวนหาเสียงกันอย่างคึกคัก แต่พื้นที่ที่มีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงและมีการกล่าวหาโจมตีแจกใบปลิว ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เขต 3 ใน 5 อำเภอ คือ ทุ่งฝน บ้านดุง เพ็ญ สร้างคอม และพิบูลย์รักษ์ โดยนายไชยยศ จิรเมธากร ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดินในเขตนี้ ได้คะแนน 37,235 คะแนน ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคชาติไทย นายหรั่ง ธุรพล ได้คะแนน 40,564 คะแนน โดยทั้งสองคนตั้งความหวังไว้ค่อนข้างมากที่จะเบียดเข้ามาเป็น ส.ส.ในพี้นที่เขต 3 หลังจากที่นายประสพ บุษราคัม ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน ได้รับใบแดง จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ส่วนนายจักรพรรดิ์ ไชยสาสน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่โดนใบเหลือง ถึงแม้จะมีคะแนนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 44,422 คะแนน ก็ยังประมาทคู่แข่งจาก 2 พรรค คือ พรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดินไม่ได้ หลังจากพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งอาจเทคะแนนให้กับพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน

นายไชยยศ กล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง มีการโจมตีกันทุกรูปแบบ โดยถูกใบปลิวโจมตีว่าเป็นผู้ติดคดี มีหมายศาลในพื้นที่ ซึ่งทำให้ตนต้องไปแจ้งความกับผู้ใส่ร้ายในทุกสถานีตำรวจทั้ง 5 อำเภอ

ขณะที่นายหรั่ง กล่าวว่า การโจมตีในพื้นที่มีทั้งการปล่อยข่าวใส่ร้ายผู้สมัครฝั่งตรงข้าม โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง มีการสร้างพยานและหลักฐานเท็จขึ้นมา อย่างไรก็ตาม พรรคชาติไทยเชื่อมั่นว่าจะได้รับเลือกตั้งในเขตนี้ เพราะตนมีคะแนนมาเป็นอันดับ 3 ซึ่งในพื้นเขต 3 มี ส.ส.ได้ 3 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงในเขต 1 และเขต 2 การแข่งขันไม่ค่อยรุนแรง แต่มีสีสัน เพราะผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน 6 คนยังขังตัวเองอยู่ในกรงบนรถบรรทุก 6 ล้อ ตระเวนหาเสียงไปทั่วเมือง โดยเฉพาะวันนี้ (19 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคตระเวนหาเสียงโดยรอบเขต 1

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถึงแม้ผู้สมัครของพรรคจะมีโอกาสค่อนข้างน้อยในการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ แต่การที่ตนลงพื้นที่ช่วยหาเสียง ถือเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรค และในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 แม้ว่าพรรคจะไม่ได้ ส.ส.เขตในพื้นที่ภาคอีสาน แต่คะแนนระบบสัดส่วนถือว่าได้มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ และในบางพื้นที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จึงมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถทำงานให้กับชาวอีสานได้ในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า พรรคยังไม่ประเมินถึงการทำงานของพรรคในช่วงนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งที่พรรคได้ ส.ส.ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ โดยหลังจากเลือกตั้งซ่อมเสร็จสิ้น เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว จะมีการประเมินส่วนต่าง ๆ ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจะพิจารณาในส่วนของผู้รับผิดชอบในส่วนต่าง ๆ และอาจปรับปรุงการทำงานของพรรคในอนาคต ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ยังปฏิเสธว่าไม่มีสมาชิกพรรคคนใดเรียกร้องให้ตนแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพรรคที่ไม่สามารถนำ ส.ส.เข้าสู่สภาฯ ได้ตามเป้าหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กกต.จังหวัดอุดรธานีได้จัดให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง รับหีบบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. โดยในส่วนของเขต 1 ได้แจกจ่ายอุปกรณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองอุดรธานี ขณะที่เขต 2 และ 3 ทำการแจกหีบบัตรและอุปกรณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอของแต่ละแห่ง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีกรรมการทยอยเดินทางมาอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ ยังจัดให้อบรมและให้ความรู้กับกรรมการประจำหน่วย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) สำหรับการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้มีขึ้นทั้งหมด 15 อำเภอ ใน 3 เขตเลือกตั้ง 1,652 หน่วย ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง 759,300 คน.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-19 13:16:48

อภิสิทธิ์ จี้ 6 พรรคสร้างความชัดเจนตัวบุคคลที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชน

ดอนเมือง 19 ม.ค. – “อภิสิทธิ์” จี้ 6 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลสร้างความชัดเจนเรื่องตัวบุคคลและนโยบายที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและประเทศชาติ เตือนหลีกเลี่ยงการต่อรองผลประโยชน์และสร้างกระแสความขัดแย้งทางการเมือง ยันพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านพรรคเดียว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฝากถึง 6 พรรคที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลว่า ขอให้เร่งสร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจนให้กลับมาโดยเร็ว เพราะขณะนี้ปัญหาต่าง ๆ ยังรออยู่อีกมาก จึงต้องการให้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลในลักษณะที่มีความชัดเจนในเรื่องของบุคลากรและนโยบายที่จะเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ หลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดภาพลบ การต่อรองผลประโยชน์ และการสร้างกระแสความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งจะเป็นทางออกให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี

ส่วนโผการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่จะออกมาในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่เชื่อว่าขณะนี้คงยังไม่มีความชัดเจน เพราะในวันนี้ (19 ม.ค.) ทั้ง 6 พรรคคงจะแถลงขั้นตอนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว

“เชื่อว่าทำงานไม่ยาก เนื่องจากมีเสียง 160 เสียง ค่อนข้างเข้มแข็ง ที่สำคัญอยู่ที่คุณภาพและความเป็นเอกภาพในการทำหน้าที่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่มีข่าวว่ากองทัพเข้ามาแทรกแซงการสรรหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวเพียงว่า คนที่เป็นผู้นำรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า 5 พรรคที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคพลังประชาชนมองเรื่องของความสมานฉันท์ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะทำงานร่วมกันใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาที่จะทำงานร่วมกันในสภาฯ ความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้จากการที่ทุกคนเคารพและยึดมั่นในกฎหมาย รู้จักหน้าที่ ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ ทุกอย่างอยู่ภายในกรอบ เชื่อว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ขณะนี้รอให้พรรคลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อยก่อน เพราะระบบการเมืองของไทยไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี ดังนั้นจะต้องมีขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาฯ และพรรคประชาธิปัตย์ก็จะทำหน้าที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการแถลงเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอดูความชัดเจนจากกระบวนการต่าง ๆ ก่อน ทั้งการเลือกประธานสภาฯ และเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่มีปัญหาจะประกาศเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ไม่สำคัญ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว สำคัญที่ต้องทำหน้าที่ให้อยู่ในกรอบ อย่าทำให้ปัญหาเก่า ๆ กลับมาอีก โดยเฉพาะการใช้เสียงข้างมากในทางที่ผิด

ต่อข้อถามว่าได้นัดคุยกับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายบรรหารบอกว่าจะเป็นผู้นัด ในช่วงแรกตนจะไปสอบถามความชัดเจน แต่นายบรรหารได้แถลงความชัดเจนแล้วที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้นก็ไม่เป็นปัญหา และพร้อมจะหารือหากนายบรรหารได้ติดต่อมา.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-19 10:47:46

อภิสิทธิ์ ติงตั้ง ยงยุทธ เป็นประธานสภาฯ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กรุงเทพฯ 19 ม.ค. - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ครบ 460 คน โดยหนึ่งในนั้น คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีสำนวนการตรวจสอบของ กกต.ในเรื่องการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่ จ.เชียงราย จะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังหรือไม่ ว่า เป็นอำนาจของ กกต.ที่จะวินิจฉัย ส่วนตัวเห็นว่า หากประกาศรับรองผลคนที่ไม่มีปัญหาไปก่อน การทำอะไรก็จะง่ายขึ้น แต่หากรับรองไปแล้ว เรื่องที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบในชั้นสอบสวนที่ยังไม่เสร็จ ก็ต้องสอบสวนต่อไป เพียงแต่หลังจากนี้กระบวนการต่าง ๆ จะไปอยู่ที่ศาล


ส่วนกรณีที่นายยงยุทธ มีรายชื่ออยู่ในผู้ที่จะมาทำหน้าที่ประธานสภาฯ จะเป็นปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเสนอบุคคลใดเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาฯ โดยขอให้คำนึงถึงประเด็นที่ต้องตัดสินใจเรียกความเชื่อมั่นกลับมา และอะไรที่เป็นปัญหาในภายหลัง ควรที่จะหลีกเลี่ยง. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-19 10:43:11

ความเป็นธรรมอยู่ไหน [19 ม.ค. 51 - 17:15]

สรุปว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราว แต่รับคำร้องของพนักงานทีไอทีวีไว้พิจารณาต่อไป

โดยพนักงานทีไอทีวีให้ร้องว่า กรมประชาสัมพันธ์ไม่มีอำนาจปิดสื่อ ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

ทำให้ “ทีวีสาธารณะ” ยังเปิดต่อไปได้ จนกว่าจะมีคำสั่งศาลปกครองในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจ ไม่สมควรจะมาก่อปัญหาเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง

ทีไอทีวีหรือไอทีวีเดิม เป็นสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟที่เกิดขึ้นจากการประมูลสัมปทานไปจากรัฐ

จุดประสงค์ขณะนั้นก็เพื่อให้เกิดสถานีโทรทัศน์ที่เป็น “ทีวีเสรี” จริงๆ โดยเน้นเนื้อหาสาระมากกว่าความบันเทิง

แต่กลุ่มผู้ประมูลครั้งแรกกลับยื่นเงื่อนไขการประมูลชนิดเว่อร์เกินจริง ด้วยตัวเลขเฉลี่ยค่าสัมปทานถึงปีละหนึ่งพันล้านบาทเป็นเวลา 25 ปี

สุดท้ายก็ไปไม่รอด จนตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนชินคอร์ป มีการแก้ไขสัญญาทีโออาร์ไปสู่การลดหย่อนค่าสัมปทานรายปี และการปรับผังใหม่ไปสู่ภาคบันเทิงมากขึ้น

ปัญหาคือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ สปน. เจ้าของสัมปทาน กลับไม่ทำข้อขัดแย้งดังกล่าวให้ถูกต้องเป็นธรรม

มีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งไอทีวียึดถือภาระสิ้นสุดของอนุญาโตตุลาการ แต่ สปน.กลับนำข้อพิพาท ขึ้นสู่ศาลเรียกค่าปรับฐานผิดสัญญาถึงวันละ 100 ล้านบาท เป็นเงินร่วมหนึ่งแสนล้านบาท

และแทนที่จะนำเข้าสู่ระบบ คือเปิดให้แข่งขันประมูลใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

รัฐบาลขัดตาทัพกลับเลือกทางเดินแตกหัก ปฏิบัติการ “ยึดไอทีวี” ด้วยการออก พ.ร.บ.ทีวีสาธารณะแปลงสภาพทีไอทีวี โดยห้ามมีโฆษณาอย่างเด็ดขาด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ที่เข้ามาฉกฉวยยึดทีวีเสรีก็คือกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีบางคนนั่นเอง

ทุกอย่างถูกวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนจนถึงนาทีนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่พนักงานทีไอทีวีและผู้จัดรายการรู้ลึกถึงความเคลื่อนไหวตลอด

เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องสู้ไม่ถอย เพราะรัฐบาลที่พยายาม เน้นเรื่องจริยธรรมแต่กลับขาดธรรมาภิบาลเสียเอง!!

"แจ๋วริมจอ"

คอลัมน์ ทีวีบันเทิง


นำเงินหวยมาส่งเสริมเด็กเรียน VS รีดเงินบาปจากเหล้า บุหรี ให้เนชั่นทำทีวี : ใครเลว ????

โดย คุณ kajokkub
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
19 มกราคม 2551

นำเงินหวยมาส่งเสริมให้เด็กไทยได้เรียนสูง ๆ ติดอาวุธทางปัญญา

แต่ถูกกฏหมู่ กล่าวหาว่าเลว ชั่ว ต้องผิดกฏหมายเผด็จการ สั่งให้หยุดทำซ่ะ

จงเอาลงไปทำใต้ดิน เพื่อต่อชีวิต เจ้าพ่อเจ้าแม่ หวยใต้ดินเดือนละ 50,000ล้านบาท คือความชอบธรรม และถูกกฏหมาย

เผด็จการทำให้เด็กไทย ต้องหยุดเรียน อนาคตที่วาดไว้ ก็จบสิ้น เพียงเพราะพวกนรก!!พวกนี้

.........................

แล้ว ตอนนี้รัฐบาลคุณธรรม

รีดภาษีบาปเหล้า บุหรี่ มาทำทีวีสาธารณะ

เพื่อจ้างคนเนชั่น คือสิ่งที่ดีงาม ใช่ไหม

*********************************

คุณอิสานพัน %
....กรรม ..ไม่น่าจะใช้ชื่อคนไทยเลย...หวยบนดินหากำไรจากคนจน..หายังไงไม่ทราบ ..มีใครไปเชิญชวนให้คนมาซื้อหวยบนดินมั่ง..

การนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน เพราะทุกคนก็รู้ว่า นิสัยมนุษย์ชอบการแข่งขัน ชอบเล่นการพนัน..เมื่อมันห้ามกันไม่ได้ ก็เอามาให้เล่นซะให้มันถูกต้องไปเลย แล้วเอากำไรที่ได้นั้นไปสร้างประโยชน์อย่างอื่นให้กับสังคม ดีกว่าที่จะปล่อยให้มันอยู่ใต้ดิน แล้วส่วนที่เป็นกำไร ก็ไปกระจุกอยู่กับ ศักดินา ผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อเจ้าแม่

ในกรณีของ itv..ที่รัฐบาลจะเอาเงินภาษีเหล้าบุหรี่ มาให้เอกชน เผาผลาญเล่นปีละ 2 พันล้าน ถามว่าได้ประโยชน์อะไรหรือ...

บอกได้เลยว่าไม่ได้อะไร อาคารก็ฟรี อุxกรณ์ต่าง ๆ ก็ฟรี แถมได้เงินเดือน มีความมั่นคง

ประชาชนจะได้อะไร.... ก็แค่ได้ดูรายการปัญญาอ่อนของคนปัญญาอ่อน การประชาสัมพันธ์หน่วยงานของทางราชการของประเทศไทยเท่านั้น ในขณะที่ ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ ก็เป็นกระบอกเสียงของรัฐอยู่แล้ว....

ถ้าวุฒิภาวะของ ครม. คนบริหารประเทศมีแค่นี้ ...ฝากเอาเชือกไปผูกคอตายซะ...คิดโง่ ๆ


จาก Thai E-News

ไว้อาลัย นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ : ผู้ปิดทองหลังพระโครงการ '30 บาทรักษาทุกโรค'

โดย คุณชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา เวบไซต์
ประชาไท
19 มกราคม 2551

คุณรู้จัก ‘หมอหงวน’ ไหมครับ

ไม่แปลกหรอกหากคนทั่วไปจะไม่รู้จักนายแพทย์ผู้นี้ แต่อย่างน้อยคุณต้องรู้ถึงคุณูปการของโครงการ ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ หรือชื่อเป็นทางการว่า ‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ที่แทรกซึมอยู่ในทุกปริมณฑลของชีวิต หากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่ชีวิตนั้นหนีไม่พ้น

และถ้าคุณรู้จัก ผลงานนั้น นั่นแหละคือ ‘นาม’ อันไพเราะและก้องกังวานของ ‘หมอหงวน’ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์

คงไม่ผิดไปนัก ถ้าจะบอกว่า ‘หมอหงวน’ ใช้เกือบทั้งชีวิตของท่าน ต่อสู้เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ตั้งแต่ว่ายวนอยู่ในวงการกิจกรรมนักศึกษา เพียงแต่บังเอิญว่าท่านจบมาเป็นหมอ จึงต่อสู้ในสนามของหมอ และการต่อสู้ของท่านก็ส่งผลสะเทือนปฏิรูประบบสุขภาพไทยอย่างที่เราเห็นอยู่นี้

แต่ใครว่า ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ นั้นเป็นแค่เรื่องสุขภาพ ใครว่าเป็นแค่เรื่องการลดรายจ่ายของประชาชน

สำหรับผมแล้ว นี่คือเรื่องการเมือง เป็นการเมืองที่กินได้ การเมืองเพื่อการยกระดับชีวิตให้มีศักดิ์และสิทธิในฐานะเจ้าของประเทศ

อย่าลืมว่า ก่อนปี 2545 คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้นั้นเลือดตาแทบกระเด็น หากไม่ขายที่ขายนา หรือยอมทนเห็นลูกสาวขายตัวเอาเงินมารักษา ก็ต้องต่อสู้เพื่อให้เป็นคนไข้ ‘อนาถา’ ซึ่งแค่นั้นก็ยากเย็นเหลือเกินแล้ว และนั่นคือสิ่งที่รัฐไทยปฏิบัติกับเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตย

‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ที่หมอหงวนปิดทองหลังพระผลักดันอยู่ข้างหลังก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะนำมาใช้ในภาษาทางการตลาดว่า ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ทำให้ความหมายของเจ้าของประเทศเป็นผลในทางปฏิบัติ รัฐต้องรักษาอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน เพราะ
มันเปลี่ยนจาก ‘ความเมตตา’ ของโรงพยาบาลมาเป็น ‘สิทธิ’ ของคนป่วย ที่รัฐต้องรับใช้หรือบริการ

กระนั้นเมื่อการประกันสุขภาพถ้วนหน้าลงหลักปักฐานเป็นที่เรียบร้อยในสังคมไทย หากเราได้มีโอกาสติดตาม เราก็จะเห็นว่า ปัญหาอุปสรรคเพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพก็ยังมีอยู่เต็มไปหมด และในทางเดินนั้นก็มีรอยเท้าของหมอหงวนอยู่ในทุกๆ ที่

ผมได้สัมผัสความพยายามในการลดความหนาแน่นของโรงพยาบาล ด้วยสารพัดโครงการ ผมเห็นความพยายามส่งเสริมนวัตกรรมของโรงพยาบาล เพื่อลดความหนาแน่นของผู้ป่วยในการเข้ารักษาในโรงพยาบาล เห็นความพยายามสร้างพยาบาลของชุมชน เพื่อให้ชุมชนนั่นเองรับผิดชอบดูดซับผู้ป่วยขั้นต้น ซึ่งมีจำนวนมาก และอาจจะไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล ทั้งนี้ก็เพื่อกลั่นกรอง และส่งต่อผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลศูนย์ฯ ให้หมอผู้เชี่ยวชาญได้มีเวลา มีพลัง ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักจริง ๆ ผมเห็นความพยายามเพิ่มเงินรายหัวของผู้ป่วย และการต่อสู้ต่อรองเพื่อให้โรคที่มีค่ารักษาราคาแพง อยู่ในการรับประกันถ้วนหน้าของรัฐ ฯลฯ

ในชีวิตสั้น ๆ ของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องอยู่ในโลกแห่งสงครามและการเมืองที่ต้องต่อสู้ หากจะมีเรื่องน่าภูมิใจอยู่บ้าง ก็คือเรื่องที่เราพอจะคุยได้ว่า เราได้อยู่ร่วมสมัยกับคนจำนวนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ยั้งด้วยผลงานเพื่อคนอื่น ๆ และมีชื่ออยู่นานด้วยการกระทำแม้กระทั่งในลมหายใจสุดท้าย

และหนึ่งในคนจำนวนนั้น คือ ‘นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์’

ด้วยความภาคภูมิใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง

************************************

อ่าน อาลัย ‘นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์’ : เส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพ ก้อนหินที่ขวางหน้า คือบันไดสู่ทางออก ได้เพิ่มเติม ที่
ลิงก์ประชาไท

จาก Thai E-News

ศาลฎีกายกคำร้อง ทุกข้อหา ไม่ยุบพลังประชาชน [19 ม.ค. 51 - 04:29]

หลังจากที่หลายฝ่ายจับตาดูว่าศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง จะตัดสินอย่างไรกรณีที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ร้องให้การเพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า รวมทั้งระบุว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยนั้น ล่าสุดศาลฎีกาได้วินิจฉัยยกคำร้องทุกประเด็น

ศาลฎีกายกคำร้อง พปช.เป็นนอมินี

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. เวลา 16.00 น. ที่ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลได้ออกบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง กกต. พรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคพลังประชาชน ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใน 4 ประเด็น ทั้งนี้ ศาลได้ว่าคำพิพากษาว่านายไชยวัฒน์ ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการส่งผู้สมัครในนามพรรคพลังประชาชนเป็นโมฆะ เพราะพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ที่ผู้ฟ้องเห็นว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ดังนั้น การลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายสมัครจึงเป็นโมฆะ ไม่มีสิทธิส่ง ส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชน ทั้งระบบสัดส่วนและระบบเขตนั้น ศาลเห็นว่าเรื่องนอมินีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นคดีพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จึงให้ยกคำร้อง

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ


ปัจจัยจัดตั้งรัฐบาลหนุน ดัชนีตลาดหุ้นสัปดาห์หน้า [19 ม.ค. 51 - 09:28]

วันนี้ (19 ม.ค.) มีรายงานจาก บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ว่า แนวโน้มเงินบาทในประเทศสัปดาห์หน้า หรือระหว่าง 21-25 ม.ค.2551 อาจมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยที่ควรจับตาได้แก่ แรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ของผู้ส่งออก การเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติ สัญญาณการเข้าแทรกแซงตลาดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และความคืบหน้าทางการเมือง ตลอดจนทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญคือ ยอดขายบ้านมือสองเดือน ธ.ค.

รายงานระบุต่อว่า แนวโน้มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในสัปดาห์หน้า การเคลื่อนไหวของดัชนีจะยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยในประเทศเป็นสำคัญ อาทิ การหารือเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวน่าจะช่วยหนุนการปรับตัวของดัชนีในสัปดาห์หน้าได้ ขณะที่นักลงทุนจะจับตามองความชัดเจนเรื่องการเก็บค่าเช่าท่อส่งก๊าซของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารหน้า สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การประกาศมาตรการทางการคลังชั่วคราวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา และรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา จะกระทบต่อทิศทางตลาดหุ้นในต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยคาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 778 และ 760 จุด และแนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 796 และ 820 จุด ตามลำดับ


บทความ: ตุลาการวิวัฒน์ กลายเป็น ตุลาการศาลเตี้ย

โดย ฤทธิ์ วิษณุ
ที่มา
เว็บบอร์ดคนวันเสาร์
19 มกราคม 2550

ยังจำกันได้หรือไม่ กับบางส่วนของพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ที่พระราชทานให้แก่ศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกา “ต้องขอร้องให้ศาลคิด เดี๋ยวนี้ประชาชนประชาธิปไตยเขาหวังในศาล โดยเฉพาะศาลฎีกา ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีเหตุมีผล ท่านมีความรู้ ท่านได้เรียนรู้กฎหมายมาก และพิจารณากฎหมายที่จะต้องศึกษาดีๆ ประเทศชาติจะรอดพ้นได้ ถ้าไม่ทำตามหลักกฎหมาย หลักการปกครอง ประเทศชาติไปไม่รอด....ที่จะทำให้บ้านเมืองล่มจม บ้านเมืองไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง”

วันนี้ กว่าหนึ่งปีครึ่งผ่านไป ปรากฏการณ์ที่มีคนพยายามให้คำอธิบายว่าเป็น ตุลาการณ์วิวัฒน์ เพื่อ “ขยายพื้นที่แห่งความยุติธรรมให้กว้างขวางขึ้น” ได้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นจากการที่ตัวแทนของคนจากสถาบันตุลาการ ได้กระจายกันเข้าสู่วังวนของการเกลือกกลั้วกับอำนาจทางการเมืองในหลายองค์กร คนเหล่านั้นได้พิสูจน์ให้เห็นจากการกระทำชัดเจนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า นอกจากไม่ได้นำความรู้และปัญญามาทำให้ประเทศชาติสามารถผดุงความยุติธรรมพ้นจากความล่มจม หรือรอดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง เพื่อกลับคืนสู่ความสมานฉันท์ หากยังแสดงโมหาคติที่ทำให้ความหวังซึ่งประชาชนเคยมีให้กับสถาบันตุลาการถูกบั่นทอนลงไปอย่างรุนแรง

โมหาคติดังกล่าว ส่วนหนึ่ง เกิดจากการยึดถือรากฐานจารีตที่คร่ำครึของปรัชญากฎหมายของตะวันตกที่ล้าหลังกว่า 200 ปีที่ไม่มีใครใช้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งถือว่า กฎหมายคือความยุติธรรม เพราะเป็นการใช้อำนาจนของผู้มีอำนาจรัฐ ไม่ได้ใส่ใจว่า ผู้มีอำนาจรัฐนั้นจะได้อำนาจมาด้วยวิธีการใดๆ และหน้าที่ของพลเมืองมีอย่างเดียวคือ ยอมรับและปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่งขัดแย้งกับปรัชญาประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของพลเมือง และถือว่าความยุติธรรมกินความกว้างกว่ากฎหมาย

อีกส่วนหนึ่ง เกิดจากวิธีคิดส่วนตนอันคับแคบที่ผนึกตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และลุแก่อำนาจเสียเอง เพื่อสนองตอบผู้มีอำนาจรัฐที่ต้องการบั่นทอนสาระของประชาธิปไตย

การกระทำในลักษณะ “ศาลเตี้ย” ที่ตัวแทนของตุลาการได้แสดงออกมาในรอบ 1 ปีมานี้ เริ่มต้นเห็นชัดเจนนับแต่การตัดสินของคณะตุลาการ(ศาล?)รัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมกับลงโทษย้อนหลังนักการเมือง 111 คนด้วยข้ออ้างที่ไร้เหตุผล ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวแทนของสถาบันตุลาการที่เข้าไปนั่งอยู่ในองค์กรอิสระเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ยังแสดงพฤติกรรมต่อเนื่องให้เห็นชัดเจนว่า มีอคติและเลือกปฏิบัติต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองบางกลุ่ม เพื่อให้พรรคการเมืองบางพรรคได้เป็นรัฐบาล ในขณะที่บางพรรคจะถูกสกัดกั้นทุกวิถีทาง เสมือนสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มผู้มีอำนาจบางคน

พวกเข้า ทำหูหนวกตาบอด หรือหาเหตุผลปัดสวะ มองไม่เห็นว่า วีซีดี.ของนายพลจากกองทัพที่สั่ง
กำลังพลใต้บังคับบัญชาไปลงคะแนนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือเอกสารลับ คมช.เป็นความผิด ในขณะที่ตั้งหน้าเอาเป็นเอาตายกับการกระทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ของนักการเมืองจากพรรคพลังประชาชน

จนท้ายที่สุด เมื่อพรรคดังกล่าว ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ตามหลักประชาธิปไตยของปวงชน พวกเขาก็แสดงท่าทีร่วมสมคบคิดกับกลุ่มผู้ที่ไม่ต้องการให้พรรคดังกล่าวเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถึงขั้นหาสาเหตุยุบพรรคกันไปเลย

ตัวแทนของฝ่ายตุลาการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ละเมิดหลักการเรื่อง จิตวิญญาณของกฎหมาย (spirit of law) เพื่อทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาดความถูกต้องเพื่อนำสังคมกลับมาสู่นิติรัฐ(rule of law) จะไม่เข้าไปเล่นการเมือง หรือเป็นส่วนหนึ่งของการแย่งชิงอำนาจเท่านั้น หากกำลังลากจูงสังคมไทยไปสู่กติกาอันป่าเถื่อนโดยกฎหมายเพื่อรองรับผู้มีอำนาจ(letter of the law)ที่เลวร้าย

เมื่อตุลาการวิวัฒน์ กำลังกลายเป็นตุลาการศาลเตี้ยขึ้นไปทุกขณะ แสงสว่างที่เคยคาดว่าจะส่องชี้ทางรอดให้สังคม จึงกลายเป็นเครื่องมือของผู้คนหยิบมือเดียวที่เหยียดหยามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยของปวงชนอย่างรุนแรง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับที่มองเตสกิเออ เจ้าของหลักปรัชญากฎหมายโด่งดังของฝรั่งเศส ที่เคยกล่าวเตือนเอาไว้เมื่อกว่า 200 ปีมาแล้วว่า “เมื่อใดก็ตามที่หลักการของรัฐผิดเพี้ยน กฎหมายก็กลายเป็นสิ่งเลวร้าย และเป็นปฏิปักษ์กับรัฐนั้นเสียเอง...นำไปสู่การสูญเสียเสรีภาพและความไร้ประสิทธิภาพ เพราะพฤติกรรมแหกคอก”

ตัวแทนสถาบันตุลาการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่กำลังทำลายแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของประชาธิปไตยซึ่งประชาชนไทยรอคอย โดยหวังจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ทางการเมืองรอบใหม่เท่านั้น และทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันตุลาการ พวกเขายังกระทำการละเมิดพระราชดำรัสที่พระราชทานมาเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2549 อย่างไม่มีชิ้นดี

เราจะเฉยเมยกัน ยอมให้ตัวแทนที่หลงผิดจากสถาบันตุลาการเหล่านี้ ดื้อรั้นและละเมิดพระราชดำรัส ตั้งตัวเป็นตุลาการศาลเตี้ยไปไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อนำบ้านเมืองไปสู่ความล่มจมอย่างนั้นหรือ?


จาก Thai E-News

คุณไชยวัฒน์ คุณเจิมศักดิ์ และคณะ กรุณาเคารพเสียงของประชาชนบ้าง

โดย คุณก้อนหินสีชมพู
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
19 มกราคม 2551

ทำไมพวกคุณถึงดื้อด้านกันนัก..

ความจริงแค่ผลการเลือกตั้งออกมาคุณก็ควรสำนึกอาย และ ยอมรับ เคารพสียงของประชาชน ว่าเขาชอบทางเดินของเขาอย่างนี้.. ตัวเลขก็ออกมาแล้วว่าไม่ใช่แก๊งหรือกลุ่มเพียงไม่กี่คน

นี่ศาลตัดสินไปแล้ว ประชาชนก็เลือกเขามาท่วมท้น..ทิ้งห่างพวกคุณ

มากมายขนาดพวกคุณป้ายคี่เขาทุกวัน ออกทางสื่อทุกประเภท

ผลยังได้มากขนาดนี้คุณยังเล่นไม่เลิก เตรียมฟ้องต่ออีก..

บอกว่า ศาลไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด บอกแค่ฟ้องผิดศาล

คุณคงไม่ใช่ผิดแค่ศาล คงมีอย่างอื่นผิดอีก ที่เราไม่รู้

แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือ พวกคุณผิด ที่ไม่เคารพเสียงประชาชน...

********************

คุณมุมแดง(มุมแดง)
คนที่ จขกท.พูดถึงนะ ดื้อด้านเสียไม่มี ไม่ยอมรับความเห็นของคนอื่นหรอก ต้องความคิดเห็นของเขา พวกเขาเท่านั้นที่ถูกต้อง คนอื่นไม่ถูกต้อง
คุณเจิมสาก ฯ แกเป็น สสร. ที่รับฟังความคิดเห็น แต่เวลาไปเอาพวกไปช่วยเชียร์สิ่งที่ตนต้องการ ถามนำ หากคนไม่เห็นพ้องด้วยแก่ไล่บี้จนชาวบ้านต้องถอย อย่าไปสนใจกับพวกปากประชาธิปไตยหัวใจเผด็จการให้มาก พวกเดียวกับธิ ลิ้ม ทั้งนั้น

คุณ come together
อย่าไป"สีซอ"ให้พวกมันฟังเลยครับ... พวกนี้มันไม่รู้เรื่อง ผิดปกติทางจิตใจ เห็นด้วย 1000% ครอบครัวเค้าน่าจะอายนะ ถ้ามีสำนึกความเป็นมนุษย์ที่เจริญแล้วค่ะ !!!

*************************

จาก Thai E-News

***ปฏิกิริยาจากสื่อนานาชาติต่อการยกฟ้อง..คดียุบพรรคพลังประชาชน****

โดย คุณขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
19 มกราคม 2551

กระทู้นี้ ขอนำเสนอข่าวที่สื่อต่างชาตินำเสนอกรณีศาลฎีกายกฟ้องคดีที่คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ฟ้องพรรคพลังประชาชนนะครับ

เริ่มจาก The Wall Street Journal เขาก็พูดถึงเรื่องนี้ และบอกว่า การตัดสินของศาลในครั้งนี้ อาจจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจที่กำลังซบเซาอย่างมากในไทย เพราะจะได้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียที

นอกจากนั้นเขายังได้ลงคำให้สัมภาษณ์ของคุณใจ อึ้งภากรณ์ว่า "พรรคพลังประชาชนมีสิทธิ์ที่จะจัดตั้งรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าใครอาจจะไม่ชอบก็ตาม"

เขายังได้บอกว่า คุณทักษิณนั้นยังคงความนิยมอย่างเหนียวแน่นจากประชาชน

หันไปดูทางสำนักข่าวซินหัว ของจีน ก็เสนอข่าวว่า

หมอเลี๊ยบแจ้งว่า วันพุธหน้าจะมีการเลือกประธานสภา และวันศุกร์หน้าก็จะเลือกนายก ฯ

ทางด้าน Voice of America ได้รายงานข่าว โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ

บอกว่า "...การยื่นฟ้อง (ให้ยุบพรรค พปช.) ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า กลุ่มต่อต้านคุณทักษิณเพื่อไม่ให้เขาได้กลับมาสู่การเมือง..ได้แพ้อีกคำรบหนึ่ง..

"เขาบอกว่า"..ถึงแม้พวกศัตรูของคุณทักษิณจะพยายามเหยียบคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการก่อรัฐประหาร, ยุบพรรคไทยรักไทย, กล่าวหาทักษิณและภริยาว่าคอรัปชั่น, และพยายามกันให้ทักษิณเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากประชาชนที่แข็งแกร่ง ที่มอบให้เมื่อการเลือกตั้งเดือนธันวาคม และการที่ศาลฎีกายกคำร้องในครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายว่าทักษิณจะกลับคืนอีกครั้ง.."

สุดท้าย ก็คือ Financial Times ของอังกฤษ ได้วิเคราะห์ว่า

การที่ศาลได้ยกคำร้องนี้ จะเป็นการส่งสัญญานที่ดีหลาย ๆ เรื่อง เพราะมีความเคลื่อนไหวในแง่บวก ไม่ว่าจะเป็น การตกลงกันระหว่างทหารกับกลุ่มของพลังประชาชน, การกลับมาของคุณหญิงพจมาน, การที่เพื่อนร่วมรุ่นคุณทักษิณกลับมารับตำแหน่งตามเดิม (กรณี คุณจุมพล มั่นหมาย)ก็เป็นสัญญานที่ดีทั้งนั้น

ในส่วนตัวผม ผมมองทั้งกรณี พล.ต.อ.จุมพล ได้กลับสังเวียนปทุมวัน ซึ่งก็น่ายินดี เพราะคุณจุมพลนั้น ถือว่าเป็นมือข่าวชั้นยอดคนหนึ่งของไทย วันนี้ก็เห็นว่า ท่านอดีตแม่ทัพภาค 3 พล.อ.อุดมชัย องคสิงห์ ซึ่งตอนนี้ท่านอยู่พรรคพลังประชาชน ก็ได้ไปยื่นหนังสือกับทหารว่า ให้เบา ๆ หน่อย

ความจริงพวกท่านก็รุ่นพี่รุ่นน้องกัน อะไรที่ทำเพื่อบ้านเมืองได้ ก็น่าจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ฝ่ายคุณทักษิณเขาก็ยื่นมือมาให้จับแล้ว พวกคุณที่ทำอะไรผิด ๆ ไว้ก็น่าจะสำนึกได้บ้างว่าทำอะไรลงไป

ส่วนคน ๆ นั้นน่ะ..ผมเคยบอกแล้วว่า "อย่าหูเบา" เรื่องระเบิดหน้าบ้านน่ะ..ไม่ลองไปถาม หรือ ไปสืบดูว่า ใครเป็นคนทำ


จาก Thai E-News

ว่าแต่เขา [19 ม.ค. 51 - 19:23]

เสียดายที่ว่า ข้อมูลบางอย่างยังไม่สมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นผมคงจะต่อจิ๊กซอว์อะไรบางอย่างได้ ้ชัดเจนกว่านี้ และเรื่องราวที่ผมแสดงความวิตกกังวลต่อไปนี้ จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ เป็นกับดักแห่งความหายนะที่ผมเคยเกริ่นเอาไว้หรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

บ้านเรากำลังจะมีปรากฏการณ์แปลกๆเกิดขึ้นอีกมากมาย โดยที่กฎเกณฑ์กติกาอาจถูกบิดเบือน ไปหมด น่าเสียดายว่า นักกฎหมายระดับเซียน เป็นมือกฎหมายอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ใช้ความสามารถที่มีอยู่ไปในทางที่ไม่ชอบ ใช้กฎหมายอย่างทุจริต ที่ภาษาชาวบ้านเขา เรียกว่า ศรีธนญชัย รับใช้เผด็จการ

ขัดรัฐธรรมนูญและจริยธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งที่ยกเป็นข้ออ้างในการล้มล้างอำนาจประชาธิปไตย และเข้ามายึด อำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

วันนี้ก็ไม่แตกต่าง

การเข้าแทรกแซงสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระ คอรัปชันเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน เล่นพรรคเล่นพวก ทำอย่างไม่เคอะเขิน ดูออกหน้าออกตากว่ารัฐบาลที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

กรณีตั้งคณะกรรมการชั่วคราวและ ผอ.บริหารชั่วคราว เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในทีวีสาธารณะ ทีพีบีเอส กับประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน อย่าไปแก้ตัวสร้างภาพกันเสียให้ยาก กำพืดนั้นปิดบัง กันไม่ได้

ผลประโยชน์ของตายหลายพันล้าน

ยึดอำนาจสื่อเป็นเครื่องมือต่อรอง

หรือกรณีอนุกรรมการ คตส. มีมติเป็นเอกฉันท์ โครงการรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ผู้ว่าฯอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไม่ผิด อ้างเปิดแอลซีเพราะความจำเป็น

สะเทือนความรู้สึกเด็กอมมือ

โครงการนี้มาสำเร็จก็ตรงเปิดแอลซีนี่แหละ

ผมคงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้เป็นใครอยู่ที่ไหน จุดยืนเป็น อย่างไร แต่บอกใบ้ได้ว่า เป็นคนกลุ่มเดียวกัน และคงจะได้คำตอบที่ชัดแล้วชัดอีกว่ายึดอำนาจ เพื่อใคร

ถึงตอนนี้ยังเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าจะต้องมีการยุบพรรค การเมือง ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่พรรคเดียว มาอึ้งกิมกี่ก็ตอนที่ประธาน สนช. มีชัย ฤชุพันธุ์ ให้ความเห็นถึงแม้จะเปิดสภาไม่ได้ภายใน 30 วันตามรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความผิด เพราะไม่ได้ ้ระบุโทษเอาไว้ ว้าเหว่

ถ้ารัฐบาล ถ้า สนช. และถ้า คมช. จะต้องปฏิบัติหน้าที่ ต่อท่อไปอีก 3-6 เดือน หรือดีไม่ดีอาจ จะเป็นปี และถ้าการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีการพลิกล็อก

ผมไม่แน่ใจว่าจะมีคนออกมาเดินบนท้องถนน ประท้วงกันเต็มท้องสนามหลวงหรือไม่ เพราะ ข่าวร้ายที่ผมได้ยินมาล่าสุด ฝ่ายนั้น ค่อนข้างจะมั่นอกมั่นใจว่าจะเป็นไปตามแผน

ถึงขั้นเลี้ยงฉลองกันไปแล้ว.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


รัฐจนแต้มยื้อเงินบาทแข็งค่า [19 ม.ค. 51 - 06:30]

ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (17 ม.ค.) ว่า ค่าเงินบาทในช่วงบ่ายได้แข็งค่าขึ้นมาอีกรอบมาแตะที่ระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแข็งที่สุดในรอบปีอีกครั้ง โดยที่นักวิเคราะห์ค่าเงินยังคงประเมินว่าในสัปดาห์หน้าค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นไปทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้ส่งออกพากันเทขายเงินดอลลาร์ ตามมาอีกระลอก

นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์ อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ค่าเงินทั้งภูมิภาคเอเชียรวมทั้งค่าเงินบาทมีแนวโน้มปรับแข็งค่าขึ้นอีกจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลงจากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือซับไพร์ม และเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยทำให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าไปแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ “ครึ่งหลังปีนี้หากปัญหาซับไพร์มในสหรัฐฯจบลง จะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าอย่างรุนแรง และการคาดการณ์ที่ว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้จะลดลง จากการส่งออกที่เติบโต ช้าลง เพราะภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่การนำเข้ามีโอกาสขยายตัวมากขึ้นทำให้ค่าเงินบาทในครึ่งปีหลัง มีโอกาสกลับไปอ่อนค่าที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ”

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัว 4.0% จาก 4.7% เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูงและภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย และเผชิญกับปัญหาซับไพร์ม

ทั้งนี้ หากภาครัฐต้องการให้จีดีพีเติบโตตามเป้าไม่ต่ำกว่า 5% ก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังและการเงินควบคู่กันไป แต่ขณะนี้การใช้นโยบายการคลังอาจจะยังไม่คล่องตัวนัก เนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศทางการเมือง ขณะที่หากจะใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมองว่ามีโอกาสที่ ธปท.จะลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.50% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ควรกังวล

นางสาวอุสรากล่าวว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงครึ่งปีหลัง มีโอกาสลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสลดดอกเบี้ย จาก 4.25% มาที่ 3.00% เพราะฉะนั้นทางการควรให้ความสำคัญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากปัญหาซับไพร์มในสหรัฐฯต่อไทยคงจะมีไม่มากนัก เพราะขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯได้ ประกาศชัดเจนที่จะมีมาตรการออกมารองรับปัญหาดังกล่าวทั้งการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้นโยบายการเงิน ซึ่งชัดเจนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในปีนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในสหรัฐฯและประเทศอื่นๆลดลง

“ผมเชื่อว่ามาตรการที่สหรัฐฯจะนำมาใช้ นั้นจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯสามารถฟื้นตัวขึ้นได้ระดับหนึ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ในปีนี้ สำหรับผลกระทบที่มีต่อไทยนั้นเชื่อว่าไม่น่าจะรุนแรงแต่จะรุนแรงก็ต่อเมื่อมาตรการที่สหรัฐฯ นำออกมาใช้แล้วไม่ได้ผล”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้เตรียม พร้อมที่จะสร้างฉนวนเพื่อรับกับปัญหาไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยฉนวนสำคัญในระยะสั้นคือ การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งขณะนี้ถือว่ายังมีช่องว่างในการดำเนินการได้โดยที่ไม่เป็นแรงกดดันในการกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ สศค.ได้เตรียมมาตรการต่างๆไว้รองรับ โดยจะเสนอต่อรัฐบาลใหม่เพื่อพิจารณาอนุมัติในลำดับต่อไป ทั้งนี้ปัญหาซับไพร์มและปัญหาราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาแก้ไขและติดตามอย่างใกล้ชิด

ส่วนภาคการส่งออกในปีนี้นั้นต้องยอมรับว่ามูลค่าการส่งออกในปีนี้จะไม่ดีเท่าปีก่อน เพราะเจอกับปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เชื่อว่าจะไม่ทำให้ภาคการส่งออกถึงขั้นติดลบเพราะขีดความสามารถในการแข่งขันยังไปได้แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ บริษัทส่งออก ขนาดใหญ่ก็ยังคงได้ประโยชน์จากการส่งออก ซึ่งบริษัทส่งออกขนาดใหญ่ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ.


สุวิทย์นั่งรองนายกฯ 'หนูนา'อึดอัดร่วมรบ. [19 ม.ค. 51 - 03:44]

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเขต 3 จ.อุดรธานี ช่วยผู้สมัครในการเลือกตั้งซ่อม วานนี้ (18 ม.ค.) โดยยอมรับว่าจะเข้าไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 6 ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ส่วนจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน รวมไปถึงโควตารัฐมนตรีในกระทรวงพลังงาน และอุตสาหกรรม คงจะตจ้องมีการหารือก่อนการแถลงจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการในวันนี้ (19 ม.ค.)

นอกจากนี้ นายสุวิทย์ ยังยอมรับว่าหากพรรคพลังประชาชน จะเสนอชื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรค เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคที่ได้เสียงข้างมาก แต่เชื่อว่าคงจะมีการปรึกษาหารือใน 6 พรรคร่วมรัฐบาลก่อน


วันเดียวกัน น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการวิพากษ์วิจารณ์นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยด้วยถ้อยคำรุนแรงของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตสมาชิกพรรคชาติไทย เพราะไม่เคยใส่ใจกับคำพูดของนายชูวิทย์ อยู่แล้ว การที่ระบุว่านายบรรหาร เคยเป็นเพียงช่างตัดเสื้อนั้น ก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องน่าเสียหายเพราะเป็นอาชีพที่สุจริต ส่วนตัวไม่เคยดูถูกอาชีพของใคร ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่สังคมรังเกียจก็ตาม ขอให้นายชูวิทย์ ระวังเรื่องการพูด หรือกระทำเรื่องใดที่เข้าเข้าข่ายผิดกฎหมายในข้อหาหมิ่นประมาท


รองหัวหน้าพรรคชาติไทยชี้แจงว่า การตัดสินใจเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนเป็นไปตามสภาวะแวดล้อม เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ แม้การตัดสินใจอาจไม่ถูกใจคนทั้งประเทศก็ตาม แต่พรรคต้องการยุติความแตกแยกสร้างความสมานฉันท์ให้ประเทศ


นอกจากนี้ น.ส.กัญจนา ยังระบุว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งใดในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องว่าเป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองใด ส่วนการเลือกบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็น นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนหรือไม่นั้น ตนจะเคารพกติกาทางการเมืองและมติของพรรคในทางปฏิบัติอยู่แล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตสมาชิกพรรคชาติไทย ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคชาติไทย พร้อมตั้งโต๊ะแถลงข่าว โดยพูดกับภาพนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแถลงข่าวร่วมจัดตั้งรัฐบาลของพรรคชาติไทย โดยระบุว่าสโลแกนของพรรคที่ว่า สัจจะนิยมสร้างสังคมที่สมดุล ไม่เหมาะสมกับพรรค พร้อมเปรียบนายบรรหารเป็นเหมือนหลงจู้ ที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่สามารถพาชาติพัฒนาไปได้


โดยนายชูวิทย์ ยืนยันจะเป็นฝ่ายค้านนอกสภา เดินหน้าชี้แจงข้อมูลของพรรคชาติไทย ให้นำไปปรับปรุงตัว นอกจากนี้นายชูวิทย์จะขึ้นป้ายคัทเอาต์ขนาดใหญ่ ในพื้นที่ กทม. ที่แสดงถ้อยคำตำหนินายบรรหารในหลายจุด อาทิ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณถนนบางนา


เทพเทือกตะเพิด'ไชยวัฒน์'พ้นพรรค [19 ม.ค. 51 - 05:06]

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้แจ้งให้ตนถอนฟ้องเฉพาะข้อหาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต่อมาได้แจ้งให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เนื่องจากไม่ยอมถอนฟ้อง ดังนั้น วันที่ 18 ม.ค. จึงได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเป็นที่เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ได้พยายามประคองภารกิจนี้ให้มาถึงวันนี้ให้ได้ ดังนั้น เมื่อภารกิจเสร็จแล้วก็ต้องสนองตอบต่อนายสุเทพ เลขาธิการพรรค ที่ขอให้ถอนฟ้องหรือลาออก จึงตัดสินใจที่จะลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนี้จะขอไปทำงานเกี่ยวกับด้านสุขภาพ ส่วนจะหวนกลับมาทางด้านการเมืองอีกหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เป็นเรื่องของอนาคต


ด้านนายสุเทพกล่าวว่า ได้ยื่นข้อเสนอให้นาย ไชยวัฒน์ถอนฟ้องเฉพาะข้อหาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือถ้าไม่ถอนฟ้อง ทางพรรคก็มีมติให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค โดยนายไชยวัฒน์ยืนยันที่จะไม่ถอนฟ้อง และเลือกที่จะลาออก มีผลในวันที่ 18 ม.ค.นี้ ทั้งนี้ กรณีที่นายไชยวัฒน์ฟ้องศาลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้นไม่ใช่จุดยืนของพรรค ถ้าจะฟ้องก็ควรฟ้องก่อนการเลือกตั้ง เมื่อถามว่า การที่นายไชยวัฒน์ระบุว่า ขอให้การลาออกดังกล่าวมีผลภายหลังจากศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีฟ้อง คิดว่าจะเป็นการทำเพื่อให้พรรคยื้อให้อยู่กับพรรคต่อไปหรือไม่ นายสุเทพตอบว่าใครจะยื้อก็ยื้อไป ยังไงก็ไม่สน คนไม่มีวินัยอยู่ร่วมกับเพื่อนกับพรรคไม่ได้


นายกฯบอก 'หมัก' จะควบ กห.ให้ถามทหาร [19 ม.ค. 51 - 05:06]

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ว่า ยังไม่เห็นว่ามีใครที่จะมาเป็นคณะรัฐมนตรีบ้าง ในขณะนี้เป็นเพียงข่าวลือ ขอให้ถึงเวลานั้นก่อน และขอให้ท่านเหล่านั้นได้มีเวลาทำงานพิสูจน์ตัวเอง คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดี เมื่อถามว่า รัฐบาลใหม่จะทำให้เกิดความสมานฉันท์แก่ประเทศชาติได้หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ ตอบว่า อยู่ที่ท่านทั้งหลายที่จะมาทำหน้าที่กันต่อไป ตนมีความหวัง ไม่เคยหมดความหวัง บ้านเมืองเราน่าจะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าต่อไป


เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะนั่งควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รับได้หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ ตอบว่า ก็ต้องถามทหาร เมื่อถามต่อว่า แต่ทางทหารก็เรียกร้องขอให้เอาทหารมาเป็น รมว.กลาโหม พล.อ.สุรยุทธ์ ตอบว่า ตนพ้นมาแล้ว ถ้าจะถามต้องถามทหาร เพราะขณะนี้ตนก็เป็นพลเรือนแล้ว เมื่อถามว่า ส่วนตัวเชื่อหรือไม่ที่นายสมัครระบุว่ามีมือสกปรกคอยขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนในครั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เป็นคุณสมัคร ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าอะไรเป็นมือสะอาด หรือมือสกปรก

“บุญสร้าง” หนุนพจมานคุย “ป๋า”

ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวว่า ไม่รู้สึกเป็นห่วงรัฐบาลชุดใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย เพราะได้รับบทเรียนกันไปมากแล้ว ทุกฝ่ายต้องแก้ไขกันอย่างจริงจัง บ้านเมืองจะได้ไปรอด ทัดเทียมกับนานาประเทศ ถ้าเราทำงานแบบไม่ซื่อตรง ความเจริญ หรือความเสื่อมมันจะรวดเร็วมาก ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์พูดคุยกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถือเป็นหนทางนำไปสู่ความสมานฉันท์ พล.อ.บุญสร้าง ตอบว่า เรื่องนี้ไม่ขอพูด เพราะไม่ทราบอะไรทั้งสิ้น แต่แนวทางทั่วไป ถือเป็นสิ่งดีที่มีการพูดคุยกัน เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เมื่อถามว่า ตำแหน่ง รมว.กลาโหมจำเป็นหรือไม่ว่าจะต้องมาจากทหาร พล.อ.บุญสร้างตอบว่า อยู่ที่รัฐบาลจะต้องมีความเข้าใจว่าควรทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม ตำแหน่ง รมว.กลาโหม น่าจะเป็นจุดที่ละเอียดอ่อนพอสมควร ดังนั้น รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ


อัยการสูงสุดชี้สำนวนคดีหวยมีปัญหา [19 ม.ค. 51 - 05:08]

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนคดีหวยบนดินของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่า ตนพิจารณาความเห็นที่คณะทำงานเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการ กับ คตส. โดยตนเห็นชอบด้วย เนื่องจากเห็นว่าสำนวนการสอบสวนยังขาดความสมบูรณ์ 4-5 ประเด็น และเสนอรายชื่ออัยการ 5 คน แจ้งให้ คตส. ทราบเมื่อวันที่ 17 ม.ค. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกัน แต่ในชั้นนี้ตนยังไม่มีความเห็นสรุปในสำนวนแจ้ง คตส. ว่าให้สั่งฟ้อง หรือไม่สั่งฟ้อง ทั้งนี้ การเสนอแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันนั้น คตส.อาจไม่เห็นด้วยก็ได้ ซึ่งกฎหมายให้สิทธิ คตส.ยื่นฟ้องคดีเองได้หากยังยืนยันที่จะฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 47 คน

ชูเงื่อนไขสุดกู่ไปเลย [19 ม.ค. 51 - 03:02]

ลำพังเก้าอี้นายกรัฐมนตรียังลูกผีลูกคน

ล่าสุดมีรายงานข่าวที่ฟังแล้วเสียวสันหลังวาบกันไปใหญ่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะสานต่อประวัติศาสตร์เป็นพลเรือนคนที่ 3 ที่นั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม ต่อจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยเงื่อนไข มองความเป็นไปได้แทบจะไม่มี

ถ้าไม่บังเอิญว่า เช็กที่มาที่ไปของแหล่งข่าว แทบจะเป็น “ลุงหมัก” พูดเองเลยด้วยซ้ำ

นี่แหละที่หูผึ่ง

แถมรายการนี้ยังมีเหตุผลแนบท้าย ในฐานะอดีตผู้แทนราษฎรผูกขาดเขต 1 ดุสิต กรุงเทพมหานคร ผูกปีเข้าวินในพื้นที่สีเขียว เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนสายสัมพันธ์ชื่อของ “สมัคร” กับทหาร

ไม่ใช่ใคร คนกันเอง

และตามรายงาน ได้มีการเคลียร์ทางไปยัง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้รับคำตอบว่า ยอมรับได้

อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น

เอาเป็นว่า ณ นาทีนี้ยังเป็นแค่ความต้องการฝ่ายเดียวที่พรรคพลังประชาชนโยนหินถามทางออกมา

แต่โดยเกมเพาเวอร์เพลย์ การประลองยุทธ์ศึกชิงอำนาจยังร้อนแรง

มันต้องมีนัยแฝงอยู่

ในกรณีที่เป็นการวางเกมจากฮ่องกง ก็เป็นไปได้ที่ชื่อของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ที่มีข่าวว่าอยู่ในโผคุณขอมา

ทูตสมานฉันท์จากทหาร

แต่ติดตรงเรื่องค้างคาใจ เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประวิตรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงท้ายๆรัฐบาลไทยรักไทย และมีการคาดหมายว่าจะได้รับการผลักดันให้เป็นประธาน ป.ป.ช. แต่มีการลาออกในนาทีสุดท้าย ทำให้ติดล็อกเงื่อนไขทางกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินการเลือก ป.ป.ช.ได้

“นายใหญ่” กับ “นายหญิง” ยังเคืองมาถึงวันนี้

โดยเงื่อนไขของการวัดใจ ชื่อของ พล.อ.ประวิตรย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของการหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจในความปลอดภัย

เลยต้องส่งชื่อ “สมัคร” มายันไว้

หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเป็นเกมของ “ฮาร์ดคอร์” การปล่อยมุกนายสมัครนั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม ก็เพื่อเบิ้ลกลับมือที่มองไม่เห็น

บลัฟกระแสต้านชื่อ “สมัคร” เป็นนายกรัฐมนตรี

ยื่นเงื่อนไขให้สุดกู่ไปเลย

เป็นยุทธศาสตร์เบี่ยงแรงเสียดทาน ล่อให้ไปพะวงกับชื่อ “สมัคร” บนเก้าอี้ รมว.กลาโหม กลบกระแสต้านในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในสถานการณ์แรงเสียดทานยังมีอยู่ประปราย

แม้จะมีเสียงยืนยันจากขุนศึกสายตรงลอนดอน การันตีไม่มีนายกฯสำรองเผื่อไว้ ถ้าพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีต้องชื่อ “สมัคร” เท่านั้น

และฟันธงได้เมื่ออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ส่งเสียงเชียร์ข้ามฟ้ามาจากอังกฤษ นายสมัครมีคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี

“เป็นกติกาสากลว่า หัวหน้าพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง ก็ควรจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสมัครเคยเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นรองนายกฯ และยังเคยเป็นผู้ว่าฯ กทม. มีประสบการณ์ในการทำงานมากมาย”

เคาะโต๊ะกันแล้ว

แต่อย่างที่เห็น “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กอดคอนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงข่าวตอบรับเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล

แต่ยังกั๊กหนุนชื่อ “สมัคร” เป็นนายกฯ

เหมือนยังแหยงๆมือที่มองไม่เห็น.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)


หมอเลี๊ยบขอบคุณศาล เดินหน้าตั้งรบ.เต็มสตีม

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (18 ม.ค.) หลังรับทราบคำตัดสิน ของศาลฎีกาว่า พรรคต้องกราบขอบคุณศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ที่ให้ความยุติธรรมแก่พรรค ที่ผ่านมาเราเชื่อว่า จะได้รับความเป็นธรรม หลังเกิดกรณีร้องเรียนในข้อกล่าวหาดังกล่าว ต่อจากนี้ไปจะเดินหน้าเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล วันพรุ่งนี้ (19 ม.ค.) เวลา 14.00 น. จะมีการประกาศร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของทั้ง 6 พรรค ที่โรงแรมสุโขทัย

'เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทย และสังคมโลกได้ด้วยว่า ประเทศไทยกำลังหวนคืนสู่ เส้นทาง ประชาธิปไตย ประชาชนจะมีโอกาสมีชีวิตที่ดีขึ้น' เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าว และว่า การแถลงวันพรุ่งนี้ เป็นการแถลงร่วมกันของหัวหน้าพรรค และตัวแทนพรรคก่อน เป็นการประกาศให้เห็นภาพชัดเจน กระบวนการ หลังจากนั้น จะมีการเชิญตัวแทนของพรรคการเมืองมาร่วมทำนโยบาย เตรียมนำเสนอต่อรัฐสภาต่อไป จากนั้นจะพูดคุยถึงเรื่องตัวบุคคล ที่จะเข้ามาร่วมเป็นทีมงานในการบริหารประเทศ เชื่อว่าใช้เวลา 3-4 วัน หลังจากร่วมกันประกาศในวันพรุ่งนี้


'อนุพงษ์' ปลุกทหารพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

วันที่ 18 มกราคม ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวให้โอวาทต่อกำลังพล ระหว่างเป็นประธานในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลของหน่วย ทหาร ในเขตจังหวัดทหารบกกรุงเทพมหานคร ตอนหนึ่งว่า วันกองทัพไทยถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย เนื่องจากบรรพบุรุษได้กระทำวีรกรรมอันกล้าหาญ ได้เสียสละทั้งเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อรักษาแผ่นดินอันที่รัก และหวงแหนไว้ให้เป็นมรดกตกทอดมาถึงพวกเราจวบจนทุกวันนี้ ขอให้ยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณ ต่อธงชัยเฉลิมพลอย่างมั่นคง และจงภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นทหารที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ ในการพิทักษ์รักษาชาติ และราชบัลลังก์ไว้สืบไป

'นอกจากการปฏิบัติภารกิจตามบทบาทหน้าที่ รับผิดชอบแล้วทหารยังต้องให้การสนับสนุนหน่วยงานอื่นๆ ในการดำเนินการเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชาติ สร้างเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนสนับสนุน การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แม้ว่ายังไม่ปรากฏภัยคุกคามจากภายนอก แต่สถานการณ์ในประเทศยังมีการเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ฉะนั้นทหารทุกคนต้องมีความพร้อม และเผชิญสถานการณ์ ทุกรูปแบบ' พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

ประจาน 'เติ้ง'

'ชูวิทย์' มาอีกแล้ว! บุกที่ทำการพรรคชาติไทย ตั้งรูป 'ป๋าเติ้ง' จวกประจานไร้สัจจะ-ไม่มีจุดยืน แถลงร่วม พปช.ตั้งรัฐบาล อัดทำเป็น 'ปากสั่น-ลิ้นคับ-น้ำตาคลอ' เตือนให้ระวังจะจบชีวิตทางการเมือง ขู่ป่วนแถลงร่วม 6 พรรคพรุ่งนี้อีก

ที่พรรคชาติไทย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวบริเวณหน้าที่ ทำการพรรค โดยนำรูปนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยขนาดวางไว้บนเก้าอี้ พร้อมนำโปสเตอร์ ์์ข้อความโจมตีต่างๆหลายอัน อาทิ 'ไร้สัจจะ ยึดถือประโยชน์ส่วนตัว ยกข้ออ้างบังหน้า ไม่มีจุดยืน ยอมโดนด่า เพื่อร่วมรัฐบาล' ทั้งนี้นายชูวิทย์ กล่าวว่าจะนำข้อความไปขึ้นคัดเอาท์ขนาดใหญ่ติดไว้ที่บริเวณทางขึ้นทางด่วน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มักกะสัน และบางนา

นายชูวิทย์ กล่าวโดยหันหน้าไปทางรูปของนายบรรหารว่า ตนรู้สึกอึดอัดใจไม่อยากจะมา แต่ที่ต้องมาเพราะสังคมเรียกร้อง ท่านสอนอยู่เสมอว่าเป็นนักการเมืองต้องพูดอะไรให้ออกได้ 2 ทางอยู่เสมอ ถ้าออกทางเดียวจะไม่มีทางไป ซึ่งตรงข้ามกับสโลแกนของพรรคที่ตั้งไว้ แต่ท่านทำตรงข้ามมาตลอด และการแถลงข่าวเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชาชนปากสั่น ลิ้นคับ น้ำตาคลอ ถ้าชาติไทยไม่เข้าร่วมบ้านเมือง ก็จะไปไม่ได้ วันนี้ท่านวัยใกล้ 80 ปีแล้วยังต้องการอะไรอีก นายกรัฐมนตรีก็เคยเป็นมาแล้ว คนที่ตั้งฉายาให้เป็นหลงจู ู๊เขามองเห็นว่าแตกต่างกับคำว่าเถ้าแก่อย่างไร เพราะคุณสมบัติของหลงจู๊คือเอาประโยชน์ต่อหน้าเฉพาะตน ไม่มีวิสัยทัศน์ คับแคบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

'เป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นมาแล้ว วันนี้ท่านยังต้องการอะไรในชีวิตอีก วัยอย่างท่านถือว่าเป็นอาวุโส ที่จะต้องยกย่อง บูชาเพราะฉะนั้น ให้ระวัง ที่ไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน ท่านจะจบชีวิตทางการเมือง ผมรู้สึกเสียดาย ผมจึงไม่แปลกใจว่าคนที่ ไม่มีสัจจะ หรือจุดยืนอย่างท่าน วันนี้ท่านจึงไม่สามารถ วางทายาททางการเมือง ให้กับพรรคชาติไทยได้เพราะไม่พัฒนาคน และคนในพรรคก็ไม่สามารถไปอยู่พรรคอื่นได้เพราะเรียนแบบหลงจู๊ ดังนั้นตลอด 30 กว่าปีทางการเมือง จึงไม่มีใครเจริญรอยตามท่านได้ วันนี้ที่บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย'นายชูวิทย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า ในการแถลงข่าวร่วมจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง 6 พรรค ที่โรงแรมสุโขทัย เวลา 14.00น.ในวันพรุ่งนี้ (19 ม.ค.) ตนจะเดินทางไปป่วน โดยอาจนำอาหารที่ทำจากปลาไหล ไปประท้วงในงานแถลงข่าวด้วย.


ศาลฏีกายกคำร้องทุกกรณี‘ไชยวัฒน์'ฟ้อง‘กกต.-พปช.-สมัคร'

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งยกคำร้องของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จัดเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 15-16 ธ.ค.50 เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาตรา 95 ในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550
ส่วนประเด็นที่นายไชยวัฒน์ ได้กล่าวหาว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหนาพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น รวมทั้งกรณีการแจกซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับประชาชนในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่า ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชนไม่อยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของศาล
"กรณีดังกล่าวเป็นอำนาจของ กกต.โดยเฉพาะ ไม่ได้ให้สิทธิผู้ร้องมายื่นคัดค้านการเลือกตั้งต่อศาลโดยตรง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องส่วนนี้"คำวินิจฉัยของศาลฯ ระบุ--จบ--


จาก hi-thaksin

กกต.ประกาศรับรองสส.เพิ่มเติม29 คน-รวม‘ยงยุทธ'

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. แถลงภายหลังการประชุมวันนี้ว่า กกต.มีมติรับรองรายชื่อ สส. เพิ่มเติม 29 คน โดยแบ่งเป็น สส.จากการเลือกตั้งใหม่ 5 คน ส่วนอีก 24 คนเป็นจำนวน สส. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาแต่ กกต.มีมติเอกฉันท์ ให้รับรองไปก่อน ทำให้จำนวน สส. ที่กกต.ประกาศรับรองขณะนี้มีทั้งสิ้น 460 คน ซึ่งเกินร้อยละ 95 และสามารถเปิดสภาผู้แทนราษฏรได้ในวันที่ 21 มกราคมนี้ ในการนี้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วนจากพรรคพลังประชาชนก็ได้รับการรับรองจาก กกต. ด้วย สำหรับ สส.อีก 20 รายที่จะต้องผ่านการเลือกตั้งใหม่ถึงจะครบจำนวน สส.ทั้งสิ้น 480 รายนั้น นายสุทธิพลกล่าวว่าจะประกาศผลรับรองให้เร็วที่สุด
นายสุทธิพลยังกล่าวอีกว่า สำหรับกรณีนายยงยุทธนั้น หากผลการสอบสวนระบุข้อเท็จจริงออกมาว่า เข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้ง ก็สามารถดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไปได้


จาก hi-thaksin

Friday, January 18, 2008

พปช.ได้หายใจทั่วท้อง ศาลยกคำร้องทุกประเด็น [18 ม.ค. 51 - 18:30]

วันนี้ (18 ม.ค.) ศาลฎีกาได้อ่านคำตัดสิน กรณีที่ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง กกต. ทั้งคณะ พรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคพลังประชาชน เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัย 4 ข้อ

1. พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชนทั้งระบบสัดส่วนและระบบเขต โดยให้ศาลมีคำสั่งว่าการส่งผู้สมัครในนามพรรคพลังประชาชนดังกล่าว เป็นโมฆะหรือไม่เป็นผลทางกฎหมาย และ 2. นายสมัครที่เป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิ์ลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ นั้น ศาลเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของศาล จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง


ส่วน ข้อ 3. ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า ตลอดจนการเอาบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าไปรวมนับคะแนนเสียงโดยให้เพิกถอนการนับคะแนนเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมาทั้งหมด แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ นั้น ศาลระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนการเลือกตั้ง รวมถึงขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ นายไชวัฒน์ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในส่วนนี้ ศาลจึงให้ยกคำร้อง และศาลระบุว่า กกต.มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญฯ เนื่องจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2550 ที่ผ่านมา จึงมีผลบังคับใช้


เช่นเดียวกับ ข้อ 4.ที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการแจกซีดีให้กับประชาชนเป็นการผิดกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม และห้ามไม่ให้ กกต.ประกาศรับรองผลทั่วประเทศ หรือเพิกถอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน นั้น ศาลได้ให้ยกคำร้อง เนื่องจากไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของศาล


ไชยวัฒน์ ยอมรับศาลตัดสินยกคำร้องกรณีนอมินี

ประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งยกคำร้องที่กล่าวหานายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิลงนามอนุมัติให้ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ขอให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ และกรณีที่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนแจกวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ยอมรับการตัดสินของศาลที่ต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ เกิดความสมานฉันท์ ปรองดอง ทั้งนี้ ไม่รู้สึกว่าเสียหน้า แต่จะเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป

อย่างไรก็ตาม จะปรึกษาทีมทนายความอีกครั้งว่าจะไปยื่นคำร้องกรณีนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน เป็นนอมินีอีกหรือไม่ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตนได้ยื่นใบลาออกแล้ว และหนังสือลาออกเขียนชัดเจนว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ให้ตนเป็นผู้ตัดสินใจ หากถอนคำร้องจะได้เป็นสมาชิกต่อ แต่หากเดินหน้าก็ขอลาออกจากพรรค โดยให้มีผลหลังศาลพิจารณาคดี.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-18 18:50:22

นพ.สุรพงษ์ เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล หลังศาลฎีกายกคำร้อง ไชยวัฒน์

นพ.สุรพงษ์ สบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยยกคำร้องของ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคไทยรักไทย ว่า ตนมั่นใจในความยุติธรรมของศาลที่มีต่อพรรคการเมืองที่ถูกจับตามอง ในขั้นตอนต่อไปพรรคจะเดินหน้าตามกระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะคิดว่าคงไม่มีผลกระทบอะไร

ส่วนกรณีที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเป็นผู้ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีนี้ต้องรอความชัดเจนในวันที่ 21 มกราคม 2551 ซึ่งพรรคจะมีการปฐมนิเทศ ส.ส.ใหม่ และจะมีการลงมติเลือกประธานสภาฯ ซึ่งชื่อที่ปรากฏในสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นายยงยุทธ ติยะไพรัช หรือ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ถือเป็นผู้ที่เข้าข่ายว่าจะเป็นตัวเก็งที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานสภาฯ.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-01-18 18:41:22

สุวิทย์ แย้มร่วมรัฐบาลได้เป็นรองนายกฯ

จ.อุดรธานี 18 ม.ค.- “สุวิทย์” เผยเตรียมนั่งรองนายกรัฐมนตรี แต่รอความชัดเจนว่าจะควบ รมต.กระทรวงใดหรือไม่ ขณะเดียวกัน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของการโหวตตำแหน่งนายกฯ ในที่ประชุมสภาฯ เชื่อพรรคพลังประชาชนจะเสนอบุคคลที่มีความเหมาะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เดินทางมาที่ อำเภอทุ่งฝน ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดอุดรธานี เพื่อช่วย นายไชยยศ จิรเมธากร ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคหาเสียง โดยได้ยืนยันต่อประชาชนที่มาฟังการปราศรัยว่า พรรคเพื่อแผ่นดินได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนแล้ว ซึ่งตนจะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และถ้าประชาชนเลือกนายไชยยศ เข้าไปเป็นส.ส. ก็จะมีสิทธิที่จะได้เป็นรัฐมนตรี

จากนั้น นายสุวิทย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนว่า การที่ตนบอกกับประชาชนที่มาฟังการปราศรัยว่าจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพราะว่าธรรมเนียมในการปฏิบัติ หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลจะได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และตนเคยรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมาแล้ว 5 ครั้ง ส่วนจะนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดหรือไม่นั้น คงจะมีการพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (19 ม.ค.) ซึ่งโควตารัฐมนตรีที่แต่ละพรรคจะได้รับต้องดูจากจำนวน ส.ส.แต่ละพรรค ถือเป็นไปตามกฎกติกา แต่ตนบอกชัดไม่ได้ว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง เพราะยังไม่ได้คุยกัน รอคุยกันและแถลงอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

ส่วนที่มีข่าวระบุว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะได้ดูแลกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น นายสุวิทย์ กล่าวว่า ยังตอบชัดเจนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นโยบายของพรรคเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวงและเชื่อว่าบุคลากรของพรรคจะทำงานได้ในทุกกระทรวงเช่นกัน พร้อมที่จะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติและประชาชนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดพรรคก็ยินดี เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินมีความพร้อมในทุกเรื่อง ยืนยันว่าพรรคไม่มีความขัดแย้งภายในจากการร่วมรัฐบาลครั้งนี้ เพราะแกนนำโดยเฉพาะนายวัฒนา อัศวเหม ที่ปรึกษาพรรค ได้ปรึกษาเรื่องนี้มาโดยตลอด ส่วนใครจะรับตำแหน่งใดภายในพรรค คงจะมาคุยกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เราทราบแน่ชัดแล้วว่าเราจะได้รับโควตาที่ชัดเจนเท่าใด

ต่อข้อถามว่า ในวันที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มี ส.ส.หลายคนไม่ตอบรับสนับสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้คุยกันในประเด็นนี้ ตนก็ทราบจากการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ในส่วนของ ส.ส.พรรค เท่าที่ยังพูดคุยกันอยู่ ก็ยังมองว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะเสนอชื่อบุคคลใด และหากมีการเสนอชื่อบุคคลใดมาเป็นนายกรัฐมนตรี 6 พรรคร่วมรัฐบาลจะหารือกัน เมื่อหารือแล้วมีความเห็นออกมาอย่างไรก็ว่าไปตามข้อสรุป แต่คิดว่าประเด็นนี้ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น

“ตอนนี้อย่าเพิ่งไปพูดถึงชื่อว่า นายสมัครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือนายยงยุทธ ติยะไพรัช จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตอนนี้อาจจะมองว่ายังไม่มีความชัดเจน หากไปพูดชื่อในขณะนี้ ผมเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินจะยอมรับนายสมัครขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชาชน จะเสนอชื่อใครมา และคงต้องมีการพิจารณาร่วมกันกับพรรคพลังประชาชน เพราะเมื่อถึงเวลาในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อตกลงอะไรกันแล้ว และจะร่วมกันทำงานก็คงต้องให้การสนับสนุนพรรคแกนนำที่จัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล โดยคิดว่าพรรคพลังประชาชนคงจะเสนอชื่อคนที่มีความเหมาะสม ถ้าพรรคพลังประชาชนเห็นว่าใครเหมาะสมคงไม่มีปัญหาอะไร” นายสุวิทย์ กล่าว .- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-18 18:25:27