ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 3, 2011

แถลงข่าว: ตอบคลิปข่าวของรายการ "เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก" ตอน "แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ"

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

โดย Junya Lek Yimprasert เมื่อ 3 ธันวาคม 2011 เวลา 13:21 น.

ACT4DEM
3 ธันวาคม2554

สืบ เนื่องจากคลิปข่าว "แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ" ที่ลง YouTube เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่นำเสนอเรื่อง "การรณรงค์เรียกร้องรัฐบาลให้ ยกเลิกมาตรา 112 ปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ" และมีการให้ข่าวที่บิดเบือน ทำนองยั่วยุว่า อาจจะส่งผลให้เกิดการปะทะระหว่าง "กลุ่มหนุน" การเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 กับกลุ่มต้าน(กลุ่มรักสถาบันฯ) และจะทำให้ "แผ่นดินลุกเป็นไฟ"

ACT4DEM เป็นกลุ่มคนรักประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน และนับถือในความเท่าเทียมของทุกคนในสังคม เราปฏิบัติงานตาม "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" ของสหประชาชาติ" ที่ประเทศไทยได้ร่วมจัดทำและร่วมให้สัตยาบันในปี พ.ศ. 2491) ซึ่งปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ฉบับนี้ เกิดขึ้นเพราะทุกประเทศทั่วโลก "ต้องการยุติสงคราม" จึงลงมติร่วมกันเพื่อวางกรอบ กติกาแห่งสันติภาพ

การ จัดทำข้อเรียกร้องนี้ ซึ่งขณะนี้กำลังแปลเป็นภาษาต่างๆ รวมแล้ว 6 ภาษาคือ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สวีเดน และฟินแลนด์ ไม่ได้จัดทำจากกลุ่มคนที่มีแนวคิดหัวรุนแรง หรือต้องการให้เกิดการปะทะกันในสังคม แต่ตรงกันข้าม เกิดจากกลุ่มคนที่ต้องการ “ให้เกิดสันติภาพ” ในสังคม ที่สามารถทำได้ด้วย “สันติวิธี เป็นประชาธิปไตย และเป็นอารยชน”

นั่นคือการที่คนทั้งประเทศยอมรับ “สิทธิและเสรีภาพ” ที่เคารพ “ความเท่าเทียม” ของทุกคนในสังคม

ซึ่ง การร่วมลงชื่อคือวิธีการหนึ่งในการแสดง ความคิดเห็น เจตจำนงค์ ที่ทุกประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกก็ทำกัน และเป็นการกระทำที่กกฎหมาย และสมควรจัดทำเป็นอย่างยิ่ง ร่วมกัน “แสดงความคิดเห็น” และแสดง “การมีส่วนร่วม” ตามครรลองวิถีประชาธิปไตย ที่มุ่งให้เกิด “ความยุติธรรม” “ความเป็นธรรม” และ “สันติสุข” ในประเทศ

การยกเลิกมาตรา 112 ปล่อยนักโทษการเมือง และนักโทษคดีหมิ่นฯ จึงเป็นหนึ่งในวิถีทางที่จะนำประเทศสู่สันติสุข “ไม่ใช่ลุกเป็นไฟ” ดังเช่นที่ผู้นำเสนอข่าวนี้กำลังบอกผ่านสื่อของตัวเอง”

ผู้ลงชื่อ ต้องการเห็นความยุติธรรมและสันติภาพ

ใน โลกศตวรรษที่ 21 ที่ผู้คนเห็นความรุนแรง โหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือสังหารหมู่ เพราะความคิด ความเชื่อทางการเมือง ศาสนา หรือ "ความรัก" ต่างกัน มามากมายเกินพอแล้ว . .

แม้ไม่อาจพูดในนามทุกคนที่ร่วมลง ชื่อได้ แต่ขอพูดว่า “เราเชื่อว่าทุกคนที่ร่วมลงชื่อ ต่างก็เพราะรักในแผ่นดินเกิด รักประเทศ และรักเพื่อนมนุษย์ และต้องการเห็นประเทศพัฒนาไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนเป็นประชาธิปไตย ที่เคารพเสียงและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ACT4DEM
3 ธันวาคม 2554


อ่านข้อเรียกร้องของ ACT4DEM ได้ที่http://hirvikatu10.net/timeupthailand/?page_id=2007&lang=th

คลิปข่าว "แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ"http://www.youtube.com/watch?v=Dzm9ChilUPI&feature=share

รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน 03-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR



รายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน"

ประจำวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2554

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์




http://www.thaivoice.org/board/index.php?

เปลือยอกแรงก็จริงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะปลดปล่อยอากง สมศักดิ์ เจียมฯเสนอนิรโทษกรรมคือทางออก

ที่มา Thai E-News

ที่มา:facebook Bimbim Cosmicgirl

No More "อากง"-จากเฟซบุ๊คของ Jesiga NoMo
แรง!แต่ไร้ผล-คำ ผกา(ภาพล่าง)กับสาวนิรนาม(ภาพบน)เปลือยอกเขียนข้อความให้ปลดปล่อยอากง ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มองแรงกระตุกสังคมให้หันมาตระหนัก แต่มันเพียงพอที่จะมีผลให้ปลดปล่อยอากงกับนักโทษการเมืองแน่หรือ?
เอาด้วย-ภาพจากเฟซบุ๊คโหดสัส



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 ธันวาคม 2554

ดร.สม ศักดิ์เขียนในเฟซบุ๊คของเขาว่า ผมเห็นด้วยในแง่ที่ว่า การรณรงค์ทาง facebook การชุมนุม "เชิงสัญลักษณ์" (ที่เรียกกันว่า "จัดอีเว้นต์" อะไรแบบนั้น) เขียนชื่ออากง ฯลฯมีข้อจำกัด

คืออาจจะ "ฮือฮา" กันอยู่สักระยะ (อาจจะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน)

แต่ถ้าลำพังการเคลื่อนไหวแบบนี้ โดยตัวเอง ยากจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ที่เป็นจริงได้

ผมเน้นคำว่า "ลำพัง..." เพราะผมมองว่า จะว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ "ไม่ได้ประโยชน์อะไร" ล้วนๆ ผมว่า ไม่ใช่นะ มันมีประโยชน์อยู่จริง ในแง่ของการทำให้คนที่ไม่มาสนใจ มาสนใจ หรือทำให้เป็นการแสดงความเห็น ความรู้สึกของคนจำนวนมาก ให้สื่อ ให้บรรดาคนในระดับการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ผลักดัน (เช่น พวก นปช อย่างนี้แหละ) อะไรแบบนี้ มองเห็น ...

ครับใช่ แต่ถ้าลำพังแค่นี้ เท่านั้น โอกาสที่มัน จะ frizzle out (แตกกระสานกันไป) หลังจากระยะหนึ่ง โดยไม่เกิดอะไรขึนตามมา (ยกเว้นทีบรรยายในย่อหน้าที่แล้่ว ที่อาจจะเรียกว่าทำให้ เกิด awareness ในระดับหนึ่ง)

อย่างกรณี อากง ผมจึงเสนอว่า ต้อง "พ่วง" หรือพูดให้ถูก คือ เสนอ มาตราการอะไรที่จะมีผลในเชิง realistic ด้วย

ซึง สำหรับโทษทีตัดสินแล้ว อย่าง อากง หรือ เผาจวน นั้น มีทางทำให้หลุดได้เพียง 2 ทางเท่าน้น ในทางกฎหมาย คือ อภัยโทษ (ซึ่ง ต้อง "ยอมรับสารภาพ" และขออภัยโทษ และต้องมีประวัติ มีความผิดตัดตัว ซึง โดยรวมแล้ว ไม่ดี) กับ นิรโทษกรรม

ผมจึงเสนอว่า บรรดาท่านผุ้ร่วมรณรงค์ครั้งนี้ ควรต้อง ช่วยกันผลักดันเสนอ รบ. สส. ให้ออก นิรโทษกรรม กรณีอากง กรณีเผาจวน และอื่นๆ

ผมว่านะ เรื่องนี้ ถ้าจะทำจริงๆ ใช้เวลาไม่นานหรอก ร่างกฎหมาย เสนอสภา ผ่านสภา ทำได้ ภายในไม่กี่สัปดาห์

อยากย้ำประเด็นเรื่อง เอาระดับล่างออกให้หมด คือ ในเมื่อเสื้อแดงเอง ก็ยังต้องการดำเนินคดีอภิสิทธิ์ สุเทพ และอาจจะผู้นำทหารด้วย ฝ่ายพันธมิตร เองก็ต้องยืนยัน ดำเนินคดีแกนนำเสื้อแดงด้วย ยิ่งกรณีคุณทักษิณ ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าคิดจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม คงต้อง สู้กันหลายยก ดังนั้น จะรอให้ชะตาของคนระดับล่างๆ ไปผูกอยู่กับคนระดับนำ ทั้งสองฝ่ายแบบนี้ โอกาสจะไปถึงไหน จะยาก และแต่ละวัน คนระดับล่างเหล่านี้ ก็ลำบาก (ระดับ ส่วนใหญ่ ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้อยู่ในคุกอยู่แล้ว)

ไม่รู่้นะ ผมมองไม่เห็นทางอื่นที่ realistic (เป็นจริงได้) มากกว่านี้ ไม่วา กรณีอากง หรือกรณี สมยศ สุรชัย หรือ พวกเผาจวน ฯลฯ

ผมนึกวิธีที่ realistic กว่านี้ไม่ออก - ยินดีรับฟังความเห็น หรือข้อเสนอ ว่า ท่านอื่นมีข้อเสนออะไรไหม แต่จุดสำคัญที่อยากย้ำ คือ เรื่อง realistic ที่ จะทำให้ปล่อย อากง และคนอื่นๆ ออกมาได้จริงๆ

ทั้งนี้มีทนายความจำเลยคดี112อยู่2รายที่แสดงความเห็นด้วยกับดร.สมศักดิ์คือทนายอานนท์ นำภา และทนายประเวศ ประภานุกูล

โดยทนายอานนท์ ทนายความของอากงแสดงความเห็นว่า หากการใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้จะพอคลีคลาย สถานการณ์บ้าง ก็น่าจะชอบธรรมในฐานแห่งการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายตุลาการ เพราะเราเล็งเห็นถึงความไม่เสถียรของระบบแล้ว เราควรใช้อำนาจที่มีฐานมาจากปวงชนชาวไทย ในการจัดการกับอำนาจที่มีฐานจากระบอบราชการแบบเก่า ๆ ผมเห็นดังนี้จริงๆ

ทนายประเวศ ทนายความของดา ตอร์ปิโด แสดงความเห็นว่า เห็นด้วยกับ อ.สมศักดิ์ นะครับว่า ควรต้องมีการรณรงค์ แบบ เอาจริงเอาจัง กันเสียที กับข้อเสนอของอาจารย์ต่อการเรียกร้องให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม นักโทษการเมือง(ที่ไม่ใช่แกนนำของทั้ง 2 ฝ่าย) ผมไม่มีอะไรคัดค้านครับ

อย่างไรก็ตามมีผู้แสดงความเห็นว่า การเรียกร้องให้มีพรบ.นิรโทษกรรมอาจกลายเป็นประเด็นการเมือง และจะไม่มีผลปฏิบัติจริง ควรเคลื่อนไหวเรียกร้องตามข้อเสนอของคอป.ที่เสนอต่อรัฐบาล จนมีการแต่งตั้ง ปคอป.มาดำเนิืนการตาม และมีมติครม.ออกมาแล้วเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ต่อมาได้มีการทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่นยวข้องคือปลัด กระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผบ.ตร. อธิบดีดีเอสไอ กล่าวโดยสรุปคือเห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นหลังรัฐปนระหาร 19 กันยายน เป็นคดีการเมืองทั้งหมด รวมทั้งคดี112 ศาลต้องตัดสินคดีด้วยบริบทนี้ไม่ใช่มองเป็นอาชญากรรมปกติ อัยการอย่าเพิ่งสั่งฟ้อง ให้ชลอคดีออกไปก่อน(คือเว้นวรรคไว้ก่อน)จนกว่าจะหาสูตรความยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนยผ่านได้ ส่วนกรณีศาลได้ตัดตัดสินคดีในชั้นต้นไปแล้ว ก็ควรต้องไปต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาตัดสินโดยอิงตามข้อเสนอของคอป.นี้ คือให้เว้นวรรคชลอคดี ปล่อยตัวออกมาก่อน

"นี่เป็นมติคอป. ปคอป. มติครม. และหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ http://issuu.com/thai_e-news/docs/trc_comments?mode=window&backgroundColor=%23222222 ดังนั้นก็ควรติดตามเร่งรัดรัฐบาล และหน่วนยงานที่เกี่ยวข้องคือ ปคอป. กระทรวงยุติธรรม ศาล อัยการ ดีเอสไอ ให้ทำตามก็พอแล้ว ทำไมจะไปเริ่มต้นใหม่ขอให้ออกพรบ.นิรโทษกรรมแบบเว้นวรรคไม่ให้นิรโทษกรรม แม้ว หรือแกนนำ มันจะกลายเป็นประเด็นปัญหาใหม่ทางการเมืองมากกว่ามังครับ"

ดร.สมศักดิ์ได้โต้แย้งว่าข้อเสนอ คอป ตามเอกสารที่ ครม.นำมาสรุปนี้ ไม่สามารถใช้ในการครอบคลุมประเด็นทีผมเสนอเลย

- จะสังเกตว่า ข้อแรกสุดเรื่อง ให้ทบทวนว่า มีการตั้งข้อหาเกินจริงหรือไม่ ผมว่า อันนี้ ไม่ได้รวมถึงคดีทีขึ้นศาล ดำเนินไปจนจบ (ตัดสินแล้ว) เลยครับ เพราะรวมไม่ได้ เพราะพอถึงจุดนั้นแล้ว ไมได้อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร หรือแม้แต่ อัยการแล้ว (คือ ถ้ายังดำเนินอยู่ อาจจะบอกว่า ให้อัยการถอนฟ้อง หรือยุติการดำเนินคดีได้) ดังน้ัน คดีอย่าง อากง หรือ คดี เผาจวน และคดีอื่นๆที่ตัดสินไปแล้ว ตามข้อเสนอนี้ ไม่ครอบคลุมแล้วครับ (เช่น ต่อให้กรรมการของรัฐบาล สรุปว่า คดีเผาจวน เป็นการต้งข้อหาเกินไป จะให้ทำยังไงครับ ถ้ารบ. คิดจะแก้? ก็ต้องออกเป็น พรบ.นิรโทษกรรมอยู่ดี)

- การพูดถึง 112 ของเอกสารรัฐบาลนี้ อันที่จริง เป็นการพูดแบบรวมๆครับ ในข้อเสนอขอ คอป (ซึงไม่ได้อยู่ในเอกสารตาม link นี้ มีการพูดถึง 112 จริง แต่ก็พูดไว้น้อยมาก จริงว่า คดีอย่างสมยศ หรือ สุรชัย อาจจะสามารถทำเป็นข้อสรุป ตามนี้ว่า "ตั้งมากเกินจริง" และอาจจะหาทางทำให้ อัยการ ถอนฟ้อง หรือยุติคดีได้ แต่คดี ดา หนุ่ม และครับ คดี อากง ก็ไม่รวมอยู่นั่นเอง ตามที่กล่าวมาในย่อหน้าที่แล้ว

ดังนั้น ไม่มีทางอื่นครับ ทีจะทำให้คนที่ถูกตัดสินไปแล้ว อย่าง อากง เผาจวน ฯลฯ สามารถหลุดออกมาได้

ความจริง เรืองนี้เป็น "เบสิค" อยู่แล้วครับ มันก็เหมือนกรณีคดีทักษิณนั่นแหละ ที่วิธี "หลุด" มี 2 วิธี เท่านั้น คือ อภัยโทษ หรือ นิรโทษกรรม ซึงแน่นอนวิธีแรกอยู่ในอำนาจ ครม.ระดับหนึง เช่นออกเป็น พรฎ (อย่างที่เพิ่งคิดจะทำ) แต่ก็มีข้อเสียตรงทีต้องยอมรับว่า มีโทษติดตัวอยู่ และ พรฎ น้ันเป็นกรณีพิเศษด้วย ถ้าเป็นอภัยโทษปกติ ก็ต้อง "สารภาพ" ซึง อากง หรือ คุณหนุ่ม หรือ ดา จนถึงตอนนี้ ไม่ได้คิดจะรับ

หรืออีกทางคือ นิรโทษกรรม ซึ่งดีกว่าแน่ๆ เพราะคดีหลุดเลย ถือว่าเสมือนไม่มีคดี

สรุปแล้ว ถ้าต้องการช่วยคนเหล่านี้จริงๆ โดยเฉพาะกรณีอากง ไม่มีทางอื่นครับ อย่งน้อย ไม่มีทางอื่นที่ผมคิดอออก

ตามระบบกฎหมาย มี 2 ทางเท่านั้นจริงๆ สำหรับคดีที่ตัดสินแล้ว คือ อภัยโทษ (จากการสารภาพ) หรือ นิรโทษกรรม ครับ

ส่วนที่เสนอให้พูดถึงคดีที่ตัดสินศาลชันต้นไปแล้ว ให้ใช้ข้อเสนอ คอป ไปอ้างต่อศาลอุทธรณ์ ให้ "ชะลอคดี" นั้น ก็ยังไมใช่การปล่อยครับ ถ้า ไม่มีการประกันในระหว่างอุทธรณ์ จะยิ่งแย่ แต่ต่อให้มีการประกัน คดีก็ยังอยู่ครับ ซึง ดังที่ผมบอกว่า คดียังติดตัวอยู่ สำหรับคนธรรมดาๆ มันไมใช่เรื่องสบาย ... สรุปอีกทีว่า คดีทีตัดสินแล้ว อย่างอากง หรือ เผาจวน มี 2 ทาง คือ ไม่ "อภัยโทษ" ก็ "นิรโทษกรรม" ซึงถ้าไม่เอาอภัยโทษ (ต้องสารภาพ ต้องมีประวัติติด) ก็ต้อง นิรโทษ อย่างเดียวเท่านั้นครับ

เนวินก็เคยเสนอให้นิรโทษกรรมมวลชนยกเว้นแกนนำแต่ไม่สำเร็จ ขนาดไม่รวม112และกรณีผิดชัดเผาห้าง-ศาลากลาง

อย่างไรก็ตามข้อเสนอให้นิรโทษกรรมให้แก่แนวร่วมหรือมวลชน โดยไม่รวมแกนนำหรือตัวการสำคัญนั้น นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเคยเคลื่อนไหวเมื่อปีที่แล้ว แต่เผชิญแรงต้าน จนเขากล่าวในเวทีสัมมนาหนหนึ่ง ว่า่
การ นิรโทษกรรมเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยสไตล์ คือ อโหสิแก่กัน วันนี้มีคนตกเป็นผู้ต้องหามากมาย ต่างฝ่ายก็ไม่ลดราวาศอก หากไม่เอาฟืนออกจากไฟ เอาคนบริสุทธิ์ออกมาก่อน ปัญหาก็จะลุกลาม แต่พอมีแนวคิดนี้ก็มีเสียงคัดค้านผมก็ประหลาดใจว่าในขณะที่มีความพยายาม นิรโทษกรรมให้คนที่เคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจกลับถูกคัดค้าน แต่การเรียกร้องให้อภัยโทษคนคนเดียวกับมีความสนับสนุน

ดูข้อเสนอของเนวินในรายงานข่าว "เนวิน"เดินหน้าล่ารายชื่อ "นิรโทษกรรม"ผู้บริสุทธิ์ ย้ำให้รู้จัก "อโหสิกรรม"
ขอ เน้นย้ำว่า เฉพาะผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ ไม่ได้สร้างปัญหาความรุนแรง หรือก่อการร้าย หรือเป็นแกนนำของการชุมนุม และ/หรือคนที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากการถูกยุบพรรค

เนวิน กล่าวย้ำว่า การเดินหน้านิรโทษกรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะเรายอมรับหรือไม่ว่าคนที่ไปยืนหน้าศาลากลางที่ถูกเผา ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ตกเป็นผู้ต้องหา วันนี้เรายอมรับหรือไม่ มีหลายคนไม่ได้เป็นผู้ก่อการ แต่มาด้วยจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เขา ก็ตกเป็นผู้ต้องหา ทำไมเราไม่กันคนเหล่านั้นออกมาจากความแตกแยก ส่วนใครที่เป็นแกนนำ ใครเป็นผู้ก่อการ ผู้ต้องหาคดีอาญา ก็ดำเนินคดีไป คนที่มีหลักฐานมีคดีชัดเจนก็ดำเนินคดีอาญาไป แต่คนที่ไม่มีหลักฐาน แต่กลับต้องติดบ่วงก็นิรโทษกรรมให้เขาไป

เนวินย้ำชัดว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 เพราะประเด็นของตน คือการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ควรจะได้รับการเยียวยา โดยตนอยากให้แยกพี่น้องประชาชนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ออกไปเสียจากวงนี้ ที่ทำให้เขาเป็นผู้ต้องหา เป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าเป็นข้าราชการหรือประชาชน ไม่ว่าราชประสงค์หรือสุวรรณภูมิที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการมาชุมนุมและการทำ หน้าที่ ส่วนเรื่องจาบจ้วงสถาบันต้องดำเนินการอยู่แล้วจะนิรโทษกรรมไม่ได้

หมอเหวงเผยกระทรวงยุติธรรมจะนำคดีพิจารณาใหม่กรณีตั้งข้อหาแรงไป

นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ กรณีวานนี้ (2 ธ.ค.) นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่ม นปช. ได้เข้าเยี่ยมกลุ่มนปช.ที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เพื่อหารือเรื่องการเตรียมขอประกันตัว และสอบถามความเป็นอยู่ว่า นางธิดาได้เดินทางเข้าไปแล้ว ดังนั้น จะเร่งทำเรื่องขอประกันตัวได้ในเร็วๆ นี้ เพราะนางธิดาได้มีการหารือกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐบาลมีความยินดีจะดำเนินการเป็นเจ้าภาพในการเดินเรื่องขอประกันตัวจาก ศาล โดยจะจัดหาหลักทรัพย์ในการประกันตัวให้ผู้ที่ขาด แคลนทุนทรัพย์ รวมทั้งกระทรวงยุติธรรมพร้อมจะนำคดีความมาพิจารณาใหม่ คดีใดที่มีการตั้งข้อหารุนแรงเกินไป หรือมีหลักฐานไม่สมบูรณ์ จะได้พิจารณาใหม่ ซึ่งพล.ต.อ.ประชา ได้ตอบรับแล้วเช่นกัน
เมื่อ เช้าวานนี้ อ.ธิดา, คุณหมอหวง และทีมทนายความมีนัดกับผู้ต้องขังเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก่อนเข้าไปภายในเรือนจำ อาจารย์ได้พบกับภรรยาของคุณอำพล(อากง) ที่มาดักรอพบและ เธอได้เข้ามาแนะนำตัวและฝากให้ช่วยอากงด้วย ซึ่งอาจารย์รับปากว่าจะช่วยอย่างเต็มกำลังเท่าที่สามารถทำได้ จึงได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน และหลังจากได้เข้าไปพบกับอากงแล้ว เห็นว่าอากงเป็นผู้สูงอายุธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ไม่รู้การใช้เทคโนโลยีเท่าไร ไม่ได้อยู่้ในขบวนของคนเสื้อแดง ไม่ได้ถูกจับกุมในการชุมนุม แต่การที่ได้รับการตัดสินคดีอย่างนี้ก็ คงต้องมีการอุทธรณ์กันต่อไปเพราะคดีของอากงนั้นมีบทบาทสูงมาก(ที่มา:facebook อ.ธิดา)

หลัง จากพบปะพูดคุยกับพี่น้องในเรือนจำแล้ว ออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว DNN และ Spring News ที่มารอทำข่าวอยู่ โดยในวันนี้ได้ข้อสรุปว่าพี่น้องในเรือนจำดีใจที่จะได้ย้ายไปที่ใหม่ที่มี ศักดิ์ศรี ไม่ต้องอยู่ปะปนกับอาชญากรในคดีต่าง ๆ มีผู้ที่คาดว่าจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษจำนวน 11 คน อีก 5 คนกำลังรอลุ้นอยู่เนื่องจากโทษที่ได้รับยังเหลืออีกมากกว่า 1 ปี ผู้ที่ขอให้ทางรัฐบาลประกันตัวมี 17 คน และอีก 6 คนนั้นคดีเด็ดขาดไปแล้ว ไม่สามารถประกันตัวได้ แต่ก็ได้ย้ายไปอยู่ในที่แห่งใหม่แน่นอน

ขณะที่ให้สัมภาษณ์อยู่นั้น ได้มีคุณอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ และคุณพรชัย โลหิตดี สองคนนี้ได้รับการปล่อยตัวเมื่อค่ำวันที่ 1-12-54 มาคอยพบอาจารย์ ทักทายและพูดคุยกันอยู่พอสมควร ซึ่งทั้งสองคนบอกว่าจะขอกลับบ้านที่ต่างจังหวัดก่อน หลังจากนั้นจะเข้ามาเดินเรื่องปรึกษาทนายและนปช.ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป


วานนี้นางธิดา ไปเยี่ยมนักโทษการเมืองและให้สัมภาษณ์สื่อว่า นปช. เราดำเนินการผลักดันและพยายามให้การช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในเรือนจำ ตลอดมาโดยตลอด และในวันนี้ก็ไปเยี่ยมและหารือกับผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มา เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการย้ายไปควบคุมตัวไปที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน เพื่อแยกจากคดีทั่วไป โดยคาดว่าจะสามารถย้ายได้ไม่เกินกลางเดือน ธ.ค.นี้ รวมทั้งการเซ็นชื่อในการขอประกันตัวเพิ่มเติมอีก 18 รายด้วย

อย่างไรก็ตามในเรื่องการย้ายที่ควบคุมตัวบางคนอาจจะว่าตนหน่อมแน้ม แต่ก็ต้องขอทำความเข้าใจว่าบางเรื่องที่เกี่ยวกับศาลเราไม่สามารถก้าวล่วง ได้ ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการแต่ยืนยันว่าหลังจากย้ายที่คุมขังแล้ว เรื่องการประกันตัวก็ยังดำเนินการต่อไปรวมทั้งประเด็นอากงที่ส่งเอสเอ็มเอส ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากซึ่งอยู่จำนวน 102 คน ที่เรากำลังดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้วย

“นอกจากนั้นเบื้องต้นทราบมาว่า จะมีนักโทษการเมืองที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ โดยเป็นคนเสื้อแดงที่อยู่ในเรือนจำพิเศษ 10 กว่าราย ต่างจังหวัดอีก 20-30 ราย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ส่วนผู้ต้องขังที่ยังไม่สามารถประกันตัวได้ ในส่วนกลาง นปช. จะเป็นฝ่ายดำเนินการ และในต่างจังหวัด ส.ส. แต่ละพื้นที่ก็กำลังเร่งดำเนินการอยู่เช่นกัน ทั้งนี้ในเรื่องความล่าช้าของการช่วยเหลือคนที่เสื้อนั้นต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้ล่าช้า แต่ความล่าช้าและติดขัดก็เกิดจากรัฐบาลที่แล้วเช่นกัน เพราะเราดำเนินการในเรื่องขอย้ายจากนักโทษอาญามาเป็นนักโทษการเมืองแล้วแต่ เขาก็ไม่ยอม ขอให้ลองมาติดคุกบ้างแล้วจะได้รู้ แล้ววันนั้นอย่ามาขออยู่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนที่พวกเราพยายามเคลี่อนไหวให้ ย้ายมาก็แล้วกัน ”นางธิดา กล่าว

เมื่อถามว่าเวลานี้มีนักวิชาการที่เคยเป็นแนวร่วมของนปช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช.ว่ามัวแต่แก้ปัญหา ทางการเมืองของตัวเอง โดยไม่สนใจคนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีเช่น กรณีเอสเอ็มเอสอากงและคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในคุกจำนวนมากนั้น จะทำให้เสียแนวร่วมหรือไม่ นางธิดา กล่าวว่า ในเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนั้นก็แล้วแต่จะคิด แต่ตนก็ยอมรับว่ารัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้ล่าช้าจริง

นายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ บุตรชายนางธิดา กล่าวทางเฟซบุ๊คว่า คุณแม่ไปประชุมในเรือนจำ เจอทั้ง อากง คุณสุรชัย คุณธันย์ฐวุฒิ และคนอื่นๆทั้งหมด รวมถึงเมียอากงด้วย เมียอากงมาฝากฝังอากงกับคุณแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า ซึ่งคุณแม่รับปากว่าจะช่วยเหลือให้ถึงที่สุดทั้งเรื่องการดูแลสภาพที่คุมขัง การประกันตัวและการสู้คดี และก็พูดคุยกันถึงเรีื่องย้ายเรือนจำ คุณแม่ก็เลยเล่าว่ามีบางคนบอกว่าการย้ายเรือนจำเป็นเรื่องหน่อมแน้ม หลายคนในนั้นเลยฝากมาบอกว่า "ให้ลองมาติดคุกดูเองดูครับ" เดี๋ยวคุณแม่คงจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมครับ

ดร.สมศักดิ์ได้วิจารณ์ด้วยการขึ้นภาพนี้ในเฟซบุ๊คของเขา

รายการ รู้เขา รู้เรา 02-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR


ดร.สุทิน คลังแสง & ดร.สุนัย จุลพงศธร
รายการ รู้เขา รู้เรา ทาง Asia Update

ประจำวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554

mp3

http://www.mediafire.com/?mniob26mseeekco

http://www.4shared.com/audio/XXag7IoG/__02-12-2011.html




http://www.thaivoice.org/board/index.php?

ใกล้ความจริงใครฆ่า 16 ศพเสื้อแดง

ที่มา Voice TV









นวันที่ 17 ธันวาคมนี้ จะครบกรอบเวลาการสอบสวนการชันสูตรพลิกศพ 16 ศพเเนวร่วม นปช.ที่เสียชีวิตในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 เเต่การเลื่อนเข้าให้ ข้อมูลของอดีตนายกฯและอดีต ผู้อำนวยการ ศอฉ.ในวันนี้ จะทำให้การสรุปสำนวนดังกล่าวล่าช้าออกไป โดยเฉพาะการชันสูตรพลิกศพของนักข่าวญี่ปุ่น ที่เหลือเพียงการให้ปากคำของทั้ง 2 คนนี้เท่านั้นก็จะสมบูรณ์และสามารถส่งไปยังอัยการได้

Quote of the year (วาทะแห่งปี)

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ลังการปราชัยในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม แบบ ‘หมดทางสู้’ ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลของ ‘นายกฯปู’ ซึ่งประกอบด้วยพรรคฝ่ายค้านปัจจุบัน และสื่อฝ่ายตรงข้าม ได้เปิดฉากการเคลื่อนไหว ต่อต้านรัฐบาลใหม่ทันที
น่าเห็นใจที่คนพวกนี้ จำต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อสู้กันไป เพราะไม่มีทางเลือก เนื่องจากอำนาจรัฐเปลี่ยนมือจากพวกตน กลับไปสู่พรรคเพื่อไทยดังเดิม
หากฝ่ายที่เป็นปรปักษ์อยู่เฉยๆ โดยไร้กิจกรรมทางการเมือง ปล่อยให้รัฐบาลปัจจุบัน ทยอยขุดแผลเก่า ทั้งเรื่องคอรัปชั่น การบริหารที่ไม่โปร่งใส ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯลฯ ระหว่างที่พวกตนอยู่ในอำนาจตำแหน่ง กว่า 2 ปี รังแต่จะต้องเดือดร้อน และตกเป็นรองทางการเมืองไปอีกนาน อีกทั้งยังจะส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยการปราชัยต่อกลุ่มของ พ.ต.ท.ทักษิณฯซ้ำๆซากๆ

ดังนั้น อุทกภัยครั้งนี้ จึงกลายเป็นโอกาสทอง ที่ทำให้พวกฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ได้กระดี๊กระด๊าร่าเริงกันอีกครั้ง จึงตั้งหน้าระดมโจมตีรัฐบาลนายกฯปู ด้วยสื่อของพวกตน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำไปถึงดึกดื่นยันอุษาสาง
การโจมตีดังกล่าว ไม่ได้ทำอย่างสะดวกดายนัก เพราะพวกเขาถูกโต้ตอบแบบฉับพลันทันที จากกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และผู้รักชาติและประชาธิปไตย และกลายเป็นประเด็นร้อน จนมีการลากเข้าไปถกกันในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้นักการเมืองได้ตีฝีปากกัน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล ที่เพิ่งจบและมีการลงคะแนนกันไปเรียบร้อย ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพราะฝ่ายที่ยื่นอภิปรายพ่ายแพ้แบบหลุดลุ่ย
ผลการอภิปรายของฝ่ายค้าน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายเหลือเกินว่า
ชาวบ้านที่เขาตามฟัง ต่างคิดว่าการที่ฝ่ายค้านอุตส่าห์ยื่นอภิปรายครั้งนี้ น่าจะมีพยานหลักฐานใหม่ที่หนักแน่นพอ สามารถจวกรัฐมนตรียุติธรรมได้อย่างชัดเจน แต่กลับกลายเป็นการนำเสนอหลักฐานเดิมซ้ำๆซากๆ โดยปราศจาก ‘หมัดเด็ด’ ที่จะคว่ำรัฐบาลได้
น่าประหลาดใจนัก ที่หลักฐานต่างๆ ซึ่ง ส.ส.ฝ่ายค้านนำเสนอในสภาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ไม่ได้แสดงถึงการค้นคว้า หรือทำการบ้านของพวกเขาแต่ประการใด หากแต่ฝ่ายค้านนั้น ‘มักง่าย’ ไปหยิบหลักฐานที่อ่อนด้อย จากสื่อออนไลน์ เว็บไซด์ต่างๆ และสำคัญคือ สถานีโทรทัศน์ TPBS ซึ่งแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลนายกฯปูอย่างชัดเจน เอามาเป็นหลักฐานในการปรักปรำรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย และฟาดหางเอารัฐบาลเข้าด้วย
สถานีโทรทัศน์ TPBS นั้น โดนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถือกำเนิดเกิดจาก ‘รัดทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ’ ซึ่งเห็นทีที่ผู้เขียน จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ สถานีอัปรีย์กาลีแห่งนี้ แบบ ‘ไล่ตีกบาล’ อย่างไม่ลดละ
คอยดูกันไป!

นอกจากฝ่ายค้าน ไม่สามารถชิงความได้เปรียบ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แล้ว ยังโดน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรียุติธรรม ผู้ถูกยื่นอภิปราย ตีโต้ตอบแบบ ‘ศอกกลับ’ เข้าตรงปากครึ่งจมูกครึ่ง ทำเอาผู้อภิปรายจากพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงขั้นฟันหัก หน้าแหก เลือดสาด เสียผู้เสียคนไปตามๆกัน
ยิ่งไปกว่านั้น
คนโดนอภิปรายอย่างคุณประชาฯ ยังเสนอหลักฐานใหม่ ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน คือ คลิป นายมาร์ค มุกควาย ที่ดันเอา ‘ถุงยังชีพ’ ของกระทรวงพลังงานรัฐบาลปัจจุบัน ไปแจกแบบหน้าเฉยตาเฉย ที่จังหวัดพิษณุโลก แทนที่จะเป็นถุงของพรรคประชาธิปัตย์เอง เรียกเสียงโห่ฮา จากผู้คนที่ติดตามฟังการอภิปรายได้พอสมควร และมีบางคนตะโกนออกมาว่า
“ไม่ยอมลงทุนเลยนะ...ไอ้พวกมึง!”

ตรงนี้เอง ทำให้นึกถึงเรื่องที่ผมเคยเล่า ให้ท่านผู้อ่านฟังว่า เมื่อคราวน้ำท่วมยุคนายมาร์คฯ ยังเป็นหัวหน้ารัฐบาล ถุงของ อ.ส.ม.ท.ที่เตรียมให้ผู้ประสบภัย ยังโดนรัฐบาลโลซกของ นายมาร์ค มุกควาย ตีกินด้วยการนำถุงของสำนักนายยกฯ ไปสวมทับ ทำให้ราษฎรหลงผิดคิดว่า ถุงดังกล่าวทางสำนักนายกฯเป็นผู้จัดหามา
สันดาน...ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ!
นึกว่าเรื่องจะจบแค่นั้น แต่ไม่ใช่ วันถัดมาปรากฏข่าวสารว่า

นาย ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้ทำหนังสือประทับตราด่วนที่สุด ที่พล 0016.2/26141 ลงวันที่ 28 พ.ย.2554 ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องขอชี้แจงกรณีการอภิปรายประเด็นที่พาดพิง ถึงการแจกจ่ายถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย เนื้อหาว่า
เมื่อ ประมาณกลางเดือนพ.ค.2554 ข้าพเจ้าได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จาก น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ประสงค์ขอรับการสนับสนุนถุงยังชีพจากผู้ว่าฯ จำนวน 500 ถุง
จึงได้เรียนไปว่าขณะนี้ถุงยังชีพของจังหวัดหมดแล้ว ไม่มีสนับสนุน ซึ่งน.พ.วรงค์ได้แจ้งยืนยันให้ทราบว่า ยังมีถุงยังชีพอยู่ที่สำนักงานพลังงาน จ.พิษณุโลก อีกจำนวน 500 ถุง ซึ่ง ขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า ยังมีถุงยังชีพเหลืออยู่และมาจากแหล่งใด แต่เมื่อตรวจสอบกับพลังงาน จ.พิษณุโลก จึงได้ทราบว่ามีอยู่จริง และขณะที่ตรวจสอบนั้นยังไม่ทราบจำนวนที่เหลืออยู่ ซึ่งในสถานการณ์ขณะนั้น ข้าพเจ้ามีความรู้สึกอึดอัดและกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง หากจะปฏิเสธการสนับสนุนดังกล่าวก็เห็นว่า ผู้ที่ขอร้องมาคือสมาชิกสภาผู้แทนฯ ต้องการที่จะนำไปช่วยเหลือราษฎรและอาจถูกตำหนิได้ว่า ไม่ให้ความสนใจดูแลประชาชน เป็นเสมือนสถานการณ์บังคับให้ข้าพเจ้าต้องอนุญาตให้ไปตามจำนวนเท่าที่สำนัก งานพลังงาน จ.พิษณุโลก มีอยู่
ทางสื่อต่างๆก็ลงสรุปคำแถลงของ นายพิชัย นะริพทะพันธ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เจ้าของถุง ที่ระบุว่า
นี่ คือหลักฐานฟ้องว่า น.พ.วรงค์ มีพฤติการณ์เข้าข่ายแทรกแซง บีบบังคับการทำงานของส่วนราชการ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266
ทางพรรคเพื่อไทยก็เคลื่อนไหว ที่จะถอดถอนนายมาร์ค มุกควาย และหมอวรงค์ฯทันที
สำหรับ น.พ.วรงค์ฯ คนที่เป็นเจ้ากี้เจ้าการ จัดฉากให้นายมาร์ค มุกควาย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การกระทำครั้งนี้
“ไม่ได้เสียหมอ แต่เสียหมาด้วย!”
ดังนั้น ขอแนะนำคุณหมอว่า อย่าทำอย่างนี้อีกเป็นอันขาด เพราะขืนทำซ้ำ คนเมืองอกแตกอย่างพิษณุโลก อาจให้ฉายาท่านว่า
“หมอวรงค์...ไอ้หมอ-จอมขา”
ใครจะไปรู้!

ารอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณประชาฯ ในทัศนะของผมแล้ว เห็นว่าไม่สนุก เท่ากับการอภิปรายทั่วไปเรื่องน้ำท่วม เมื่อวันที่ซึ่ง
จำง่ายมาก และน่าจะจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย ว่า
เป็นวันที่มีคุณค่าสำหรับความทรงจำ คือวันที่ 11 พฤศจิกายน คริสต์ศักราช 2011 หรือจำง่ายๆคือ
11-11-11

ในวันนั้น ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ตีฝีปากได้ไม่ดีเท่าที่ควร (แล้วยังเอามาฉายซ้ำซาก ในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อ 28 พ.ย.2554 อีกด้วย) คงเป็นด้วยพวกตัวเอง มีแผลเหวอะหวะติดหลัง จากการบริหารที่ห่วยแตก ครั้งของพวกตน แย่งอำนาจบริหารประเทศไปเป็นรัฐบาล
มิหนำซ้ำสมัยที่พวกตนเป็นรัฐบาล เมื่อคราวโคราชประสบอุทกภัยครั้งหนักหน่วง เมื่อปี พ.ศ.2553 นายมาร์ค มุกควาย หัวหน้าแก๊งรัฐบาลโลซก ดันไปพูดให้ชาวบ้านยอมรับสภาพเสียอีก
เลยถูกสวนกลับ หน้าแหกไป!

ารอภิปราย เรื่องน้ำท่วมในสภาวันที่ 11-11-11 นั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ลุกขึ้นอภิปราย และได้สร้างความประทับใจให้กับผู้คนเอามากๆ เห็นจะเป็น
ส.ส.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ผู้แทนหนุ่มคนนี้ อภิปรายได้ดีเหลือเกิน ภาษากายของเขามีท่าทีที่แสดงถึงความสุภาพเรียบร้อย ภาษาปากก็เฉียบคม ไม่ก้าวร้าวรุนแรง เชือดกันนิ่มๆ แต่ถึงเลือดสาดกระจายเลยทีเดียว

content/picdata/336/data/photo1.jpg

ยิ่ง ไปกว่านั้น คำพูดที่ใช้ในการอภิปราย แทงใจผู้คนจำนวนมาก จนมีผู้นำมาเผยแพร่ในเว็บไซด์ และผมขออนุญาตนำมาฝากท่านผู้อ่าน โดยยกตั้งเป็นประเด็น แล้วตามด้วยคำอภิปรายของ ส.ส.ณัฐวุฒิฯ ต่อประเด็นที่ตั้งไว้ ดังต่อไปนี้

ประเด็น: ความรู้สึกของการช่วยเหลือประชาชนกับการนำปืนมายิงประชาชน

ส.ส.ณัฐวุฒิฯ : “ลองไปถามทหารที่เหงื่อไหลไคลย้อยดูสิครับ ว่า
ระหว่างการขนดินขนทราย ขับรถรับส่งประชาชน
แบกถุงกระสอบทรายมากันน้ำให้กับประชาชน
กับการแบกสไนเปอร์ไปปิดถนนกับการประกาศเป็นเขตกระสุนจริงนี่
เขาภูมิใจกับภารกิจไหนมากกว่ากัน "

ประเด็น: น้ำตาของนายกยิ่งลักษณ์

ส.ส.ณัฐวุฒิฯ “น้ำตาของนายกยิ่งลักษณ์ คือน้ำตาของผู้นำ
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ล้วนแต่หลั่งน้ำตา และสะเทือนใจกับความทุกข์ยากของประชาชน
มีแต่เผด็จการและทรราชเท่านั้น ที่เพิกเฉยกับการเจ็บปวดและล้มตายของราษฎร”

ประเด็น: นายกยิ่งลักษณ์ กับภาวะผู้นำ

ส.ส.ณัฐวุฒิฯ “คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้มหน้าก้มตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ
ไม่มีสักคำที่จะโต้ตอบโจมตีใครๆ ที่กระแนะ กระแหน แดกดัน เสียดสีสารพัด
หนักเข้าถึงขนาดโพสต์ข้อความในโลกไซเบอร์
เทียบเคียง อธิบายถึงหญิงบริการอย่างนั้น อย่างนี้
ไม่มีครับ ได้แต่ นิ่ง อดทน อดกลั้น ทำแต่ งาน งาน งาน และงาน
มุ่งเดินหน้าช่วยเหลือประชาชน
นี่ไม่ใช่ภาวะผู้นำหรือครับ นี่ไม่ใช่วุฒิภาวะผู้นำของประเทศในยามวิกฤติหรอกหรือครับ!?”

ประเด็น: น้ำทำลายได้ทุกอย่างแต่ไม่สามารถทำลายความขัดแย้งในสังคมได้

ส.ส.ณัฐวุฒิฯ “น้ำทำลายได้ทุกอย่าง
น้ำทำลายคันกั้นน้ำ
น้ำทำลายเรือกสวนไร่นา
น้ำทำลายได้อย่างมหาศาลอย่างนี้
ยังไม่สามารถทำลายความขัดแย้ง ในสังคมได้เลย”

ประเด็น: ความขัดแย้งเกิดขึ้นจากฝ่ายผู้แพ้ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้ง และรัฐบาลที่มาจากประชาชนและระบบประชาธิปไตย

ส.ส.ณัฐวุฒิฯ “ความขัดแย้งหลักที่สู้กันมา 5 ปียังอยู่
ไปดูในโลกไซเบอร์สิครับ
คนสองกลุ่มยังคงฟาดฟันกันอยู่ในเวลานี้
กลุ่มหนึ่งสนับสนุนให้กำลังใจรัฐบาล
อีกกลุ่มหนึ่งก็โจมตีทุกวิถีทางเช่นเดียวกัน
ตราบใดทีเราแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้
ทุกเรื่องที่คิดจะพัฒนาประเทศก็จะถูกลากเข้าไปสู่ความขัดแย้งทั้งสิ้น
วิธีเดียวที่จะแก้ไขได้คือ ประเทศเราต้องเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เสียที
เราต้องเคารพและยอมรับในผลการเลือกตั้ง
และรู้ว่ารัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
ตามวิถีทางของระบบประชาธิปไตย มีศักดิ์และสิทธิโดยชอบธรรม
ที่จะแก้ไขปัญหา และบริหารประเทศ”

คำพูดของ ส.ส.ณัฐวุฒิฯ ที่ผมยกมาให้ดูนั้น ปรากฏว่า ได้รับการยกย่องอย่างมากทั้งในสื่อออนไลน์ และสื่อวิทยุหนังสือพิมพ์ เพราะถือว่า...
เป็น ‘ชุด’ คำอภิปรายตอบโต้ ที่สามารถสวนกลับคำกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม ได้ครบถ้วนทุกเม็ดทุกดอก มีทั้งเหตุและผล สมบูรณ์อยู่ในตัวของมัน สามารถใช้อ้างอิงได้เลยทีเดียว

หากเปรียบเทียบคำพูดชุดนี้ กับสื่อสากลแล้ว ผมเห็นว่าคำตอบโต้ของคุณณัฐวุฒิฯนั้น ไม่เพียงแต่แค่เป็น Quote of the day (วาทะแห่งวัน) เหมือนอย่างที่หนังสือพิมพ์ New York Time เขาโค้ดมาให้อ่านกันทุกวันเท่านั้น แต่ในทัศนะส่วนตัวของผม และอีกหลายท่าน เห็นสอดคล้องกันว่า
ดี เกินกว่าที่จะเป็น Quote of the month (วาทะแห่งเดือน) ของคำพูดต่างๆ ที่เราได้เคยได้ยินกันสำหรับปี พ.ศ.2554 แต่น่าจะติดอันดับ...
Quote of the year!!! (วาทะแห่งปี) ด้วยซ้ำไป!!

นจังหวัดนครศรีธรรมราช น่าจะภาคภูมิใจ ที่ ส.ส.จากเมืองของท่าน
มีคุณภาพ ‘คับแก้ว’ อย่างนี้!
จึงขอแนะนำให้เยาวชน นิสิต นักศึกษาเมืองนครฯ ดูและจดจำคำพูด ลีลาท่าทางของ ส.ส.ณัฐวุฒิฯ ผู้แทนสายเลือด
เมืองคอน เพื่อประโยชน์ของตัวพวกท่านเองในอนาคต และ...
ขอยืนยันได้เลยว่า ตั้งแต่เมืองนครฯมีผู้แทนราษฎรมา
คนนี้แหละ...พูดเก่งที่สุด!
ไม่ได้พูดเก่งอย่างเดียว แต่ส.ส.ณัฐวุฒิฯ ยังพูดได้ดี มีเหตุมีผล และที่สำคัญก็คือ กว่าจะฟันฝ่ามายืนปราศรัยอย่างนี้ได้ เขาได้พิสูจน์ถึงความมีจิตใจกล้าหาญ ในต่อการสู้เพื่อความถูกต้อง เป็นธรรม ตามระบอบประชาธิปไตย
ไม่เคยคิดย่อท้อ!!
แม้จะถูกจับกุมคุมขังในบางครั้ง ก็ไม่ได้แสดงความหวั่นหวาด ในที่สุดโอกาสก็เปิดให้ ผู้แทนสายเลือดเมืองนครฯคนนี้ ได้เข้ามานั่งในสภา ในฐานะผู้แทนราษฎร
อย่างสมศักดิ์ศรี!

ลูกหลานเมืองนครศรีฯ มีตัวอย่างดีๆอย่างนี้แล้ว ต้องศึกษาแล้วจดจำไว้ให้ดี โตขึ้นจะได้ไม่แห่ตามคนเก่าๆ ไปเข้า ‘พรรคกะโหลกกะลา-อหิวาต์ลาก’ นั่น...

มันรังแต่จะทำให้ ประเทศไทยที่รักเรา...เสียหาย!

ใครอยากเป็นนักการเมือง จงพากันไปฝึกการพูดกับ ส.ส.ณัฐวุฒิ ‘นายหัวเต้น’ ใสยเกื้อ ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั่นแหละ...

...ไปครั่บ...ไปกันเล้ย...นุ้ย!!!

(555)

....................................

(คอลัมน์ประจำสัปดาห์ Quote of the year (วาทะแห่งปี) ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม 2554

จดหมายเปิดผนึก Blognone ถึงรัฐบาลต่อคดีนายอำพล(คดีอากง SMS)

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

จดหมายเปิดผนึก Blognone ถึงรัฐบาลต่อคดีนายอำพล(คดีอากง SMS)

คลิ๊กเข้าไปแล้วกด Read more ด้านซ้ายข้างล่างของบทความ

ที่มา http://www.blognone.com/


ถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, และนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

จาก เหตุการณ์ซึ่งมีผู้ส่ง SMS ไปที่โทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข แล้วมีการบุกจับนายอำพล [สงวนนามสกุล] ดำเนินคดี จนกระทั่งศาลอาญามีคำพิพากษาในสัปดาห์ที่ผ่านมา

คดีนี้อาศัยหลักฐาน สำคัญคือ บันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) จากผู้ให้บริการคือ DTAC และ Truemove เพื่อลงโทษนายอำพล ทีมงาน Blognone เห็นว่า คดีนี้ มีปัญหาว่า พยานหลักฐานดังกล่าว เพียงพอในการพิสูจน์ว่า นายอำพลเป็นผู้ส่ง SMS 4 ข้อความที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ เนื่องจากหมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) นั้น น่าจะไม่ใช่หลักฐานที่แน่ชัดในการระบุถึงเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการ กระทำความผิดหรือระบุถึงตัวผู้กระทำความผิด เพราะ หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) สามารถปลอมแปลงได้โดยง่าย

การ ปลอมแปลงตัวบุคคลเพื่อทำความผิดเป็นเรื่องปกติในวงการอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ตัวอาชญากรมักปลอมแปลงตัวเองเพื่อใช้งานเครือข่ายของเหยื่อ ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อปกปิดตัวเองก่อนการเข้ากระทำความผิดจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการแอบเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ผู้อื่นเพื่อโจมตีเครือข่าย หรือคอมพิวเตอร์ปลายทาง การแฮกจำนวนมากก็อาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการรักษาความปลอดภัยหละหลวม บางครั้งอาจจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หลายๆ เครื่องเพื่อนัดโจมตีพร้อมกันเพื่อสร้างความเสียหายให้มากขึ้น โดยที่เครื่องของผู้กระทำผิดไม่ได้ส่งข้อมูลโดยตรงไปยังเครื่องที่ถูกโจมตี เลย

แม้บันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) จากผู้ให้บริการจะเป็นหลักฐานสำคัญในการนำสืบเพื่อหาตัวคนร้าย แต่ในทางวิชาการคอมพิวเตอร์ หลักฐานนี้ไม่แน่ชัดและไม่เพียงพอในการระบุตัวผู้กระทำความผิดได้จริง เจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ระบุตัวคนร้ายได้อย่างแน่ชัด แต่จากคดีของนายอำพล เจ้าหน้าที่กลับอาศัยหลักฐานเพียง บันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) ของผู้ให้บริการ เพื่อจับกุมและดำเนินคดี

หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) นั้น ไม่อาจป้องกันการปลอมแปลง และมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อยืนยันตัวบุคคล เราสามารถหาหมายเลข IMEI จากข้างกล่องโทรศัพท์มือถือที่วางขายตามร้านค้า สามารถหาได้จากสติกเกอร์ที่แปะอยู่บนกล่องเครื่องโทรศัพท์มือถือ สามารถตรวจสอบจากหมายเลขพิเศษที่ใช้ขอดูหมายเลข IMEI โทรศัพท์จำนวนมากมีหมายเลข IMEI แปะเป็นสติกเกอร์ไว้ในช่องแบตเตอรี่ ผู้ร้ายสามารถหาหมายเลข IMEI ของผู้อื่นในแบบที่เจาะจงหรือไม่เจาะจงเพื่อเปลี่ยนหมายเลขให้ตรงกับเครื่อง ที่มีการใช้งานจริงได้โดยง่าย หรือแม้กระทั่งเคยมีรายงานว่า ผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานบางรายผลิตเครื่องโทรศัพท์มือถือโดยใส่หมายเลข IMEI ซ้ำซ้อนกัน

เพราะความน่าสงสัยมากมายเช่นนี้ เฉพาะหมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ จึงไม่น่าจะเป็นหลักฐานที่แน่ชัดเพียงพอในการพิสูจน์ความผิดผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยได้ ทีมงาน Blognone มองว่าเจ้าพนักงานสอบสวนไม่ควรใช้แค่ข้อมูลหมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์ มือถือเป็นหลักฐานในการจับกุม, ฟ้องร้อง, ตลอดจนคัดค้านการประกันตัวจนกระทั่งผู้ต้องหาถูกกุมขัง ไม่เช่นนั้นแล้วมาตรฐานเช่นนี้อาจทำให้เกิดการใส่ความไปมาได้เป็นวงกว้าง ทั้งอาจทำให้มีผู้ถูกกุมขังระหว่างการสอบสวนโดยเป็นเหยื่อของผู้ร้ายอีกที หนึ่ง

เราไม่ทราบว่า มีคดีอีกกี่คดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ด้วยหลักฐานที่ไม่แน่ชัดไม่เพียงพอในระดับเดียวกัน และมีผู้ต้องหาและผู้ถูกคุมขังจากคดีดังกล่าวกี่คน ทีมงาน Blognone เสนอให้รัฐบาลเยียวยาผู้ต้องหาและผู้ถูกกุมขังดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ด้วยมาตรการต่อไปนี้

1.คดีที่ยังไม่ฟ้องร้อง ให้หยุดกระบวนการฟ้องร้องจนกว่าเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอ ที่จะระบุผู้กระทำความผิดได้อย่างชัดเจน
2.คดีที่ฟ้องร้องแล้ว ให้หยุดการคัดค้านประกันตัว พร้อมกับดำเนินการหาหลักฐานเพิ่มเติม หากหาไม่ได้ให้ถอนฟ้อง
3.คดีที่ตัดสินแล้ว ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ โดยการให้ผู้ต้องหามีโอกาสต่อสู้คดี และเจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม
4.สร้าง มาตรฐานการรวบรวมหลักฐานในคดีความผิดทางคอมพิวเตอร์ขึ้นมาให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจได้ว่า จะไม่มีใครถูกจับกุมหรือฟ้องร้องด้วยพยานหลักฐานที่ไม่แน่ชัดเช่นนี้อีก
5.ดำเนิน การแก้ไข พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ อย่างเร่งด่วน นำความผิดที่ซ้ำซ้อนกับความผิดในกฏหมายอื่นๆ ออกไป, ให้ใช้โทษเท่ากันสำหรับความผิดตามกฏหมายปกติ กับความผิดที่ทำทางคอมพิวเตอร์, เพิ่มการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของประชาชน, และเพิ่มการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดี พร้อมทั้งให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอตามความจำเป็นในการสอบสวน
การ ใช้อินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต รัฐบาลต้องดูแลไม่ให้เกิดความหวาดกลัวในการใช้งาน คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้งาน ทั้งจากการถูกโจมตี และจากการตกเป็นจำเลยเสียเองโดยไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด

วสันต์ ลิ่วลมไพศาล

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

ทีมงานผู้ดูแลเว็บไซต์ Blognone.com

ที่มา http://www.blognone.com/

ขอคุยกับนายหน่อย นายศิริโชค...อีกกระทู้หนึ่ง..จากคุณทวดเอง.พันทิป

ที่มา thaifreenews

โดย younglady

ขอคุยกับนายหน่อย นายศิริโชค

พอดีไปอ่านเจอที่นายเฟซไว้ “"ศาลพิพากษาจำคุก 6 นปช.เผา ปล้น เซ็นทรัลเวิล์ดคนละ 6 เดือน หัวโจก 3 ปี 6 เดือน ไหนแกนนำแดง บอกว่าไม่เคยจับคนเผาได้ บอกทหารเป็นคนเผา คำตัดสินออกมาอย่างนี้จะว่างัยครับ"

ผมจะไปว่าอะไรได้ ในเมื่อนายพยายามจะบิดเบือนในเรื่องคดีความ เพราะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่คนมีความรู้อย่างนายจะอ่านคำพิพากษาไม่เข้า ใจ เอาล่ะ นายลองมาดูคำพิพากษาหน่อยสิว่า เขาพิพากษากันยังไง

วันนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้ตัดสินยกฟ้อง 6 จำเลยคดีปล้นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) แต่ได้ตัดสินลงโทษ 1 ใน 7 จำเลยข้อหาลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี 6 เดือน ที่เหลืออีก 6 รายยกฟ้อง แต่ลงโทษคดีชุมนุมขัดพรก.ฉุกเฉินให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษเหลือ 6 เดือน และเนื่องจากถูกจำคุกไปแล้ว 1 ปีครึ่ง ให้ปล่อยตัว

นายศิริโชค นายลองแหกตาดูสิว่า มีข้อความไหนบ้างที่ศาลตัดสินจำเลยมีความผิดฐานเผาหรือปล้นบ้าง อย่างนี้แล้วแกนนำเขาบอกว่าไม่เคยจับคนเผาได้ มันผิดซะทีไหนกันเหอ นี่ขนาดเป็นภาษาอ่านแล้วน่าจะเข้าใจง่ายแล้วนะ นายยังกล้าบิดเบือนได้ขนาดนี้ แล้วเรื่องอื่นๆที่นายพูดมาตลอด จะไม่บิดเบือนได้อย่างไร จริงไหมนายศิริโชค

ผมอยากบอกนายให้รับรู้ ไว้บ้าง นายเป็นถึง ส.ส. เป็นตัวแทนของประชาชนส่วนหนึ่ง ก็ส่วนที่เลือกนายนั่นแหละ แต่ถึงเป็นอย่างนั้น นายก็ได้เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวแทนของประชาชนที่เลือกนายมา นายเข้าใจตามนี้ก่อนนะนายศิริโชค ดังนั้นสิ่งที่นายควรทำที่สุดก็คือ ประชาชนส่วนนี้มีความผิดแค่ขัด พรก.ฉุกเฉิน ถูกลงโทษแค่ 6 เดือน แต่คนเหล่านี้กลับถูกจำคุกไปแล้วปีครึ่ง เรื่องเหล่านี้นอกจากนายต้องแสดงความเห็นใจแล้ว นายควรจะหาทางเยียวยาเขาเหล่านั้นด้วยซ้ำไป เพราะโจรผู้ร้ายยังไม่มีการติดคุกฟรีเลย แล้วพวกเขาเป็นแค่นักโทษทางการเมือง สมควรแล้วหรือที่จะติดคุกฟรีโดยไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรอย่างนั้นหรือ นี่จึงเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลนายโดยตรง ที่จะละทิ้งความรับผิดชอบไม่ได้ การใช้อำนาจแบบเผด็จการ ทำให้ประชาชนต้องติดคุกฟรีแบบนี้ นอกจากนายไม่แสดงความรับผิดชอบแล้ว ยังมีหน้ามาซ้ำเติมพวกเขาอีกอย่างนั้นหรือ หัวใจของนายทำด้วยอะไรกันเหอ นายศิริโชค

แต่ถ้านายศิริโชคคนนี้เป็นคนเดียวกับนายศิริโชคที่ดอด เข้าไปหามิสเตอร์บูทในเรือนจำ โดยไม่มีหน้าที่อะไรเกี่ยวข้อง และสังคมก็ไม่มีวันรู้ว่าไปคุยอะไรกับผู้ต้องหา จึงต้องทำตัวลึกลับแบบนั้น ผมคิดว่า ประชาชนอย่างผมจะไปหวังพึ่งอะไรนายคงไม่ได้ เพราะเท่าที่ติดตามผลงานนายมาตลอด นายไม่เคยทำอะไรเพื่อประชาชนสักนิด มีแต่คำโกหกพกลมมาตลอด

ไม่ว่าจะเป็นการพูดว่า คุณพร้อมพงษ์เคยเล่นหนังโป๊ แต่ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงให้เห็น

ไม่ว่าจะเป็นการพูดเรื่องคุณอภิสิทธิ์อยู่กับครอบครัว ไม่ได้ไปเกาะมัลดิฟส์

ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจนักข่าวที่พูดจาไม่เหมาะสม

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ
ที่พูดถึง ส.ส.ศิริโชค ไม่มีใครรู้จัก
ถามว่าศิริโชคเป็น ส.ส.จังหวัดไหนก็ไม่มีใครรู้
ศิริโชคเคยทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมบ้าง ไม่มีใครตอบได้
แต่ ถ้าพูดถึงวอลเปเปอร์ น้อยคนนักจะไม่รู้จัก นั่นแสดงให้เห็นว่า คนอย่างนายจึงเป็นได้แค่กระดาษติดฝาผนัง ที่มีประโยชน์แค่ดูสวยงามเท่านั้นเอง หาประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้

สุด ท้ายที่อยากบอกนายว่า ภูมิหลังของนายไม่ใช่เรื่องที่ผมสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจล้มละลายหรือคุณแม่ถูกจับฐานตีเช็คเด้ง หรือที่นายจะมีหนี้มากมายก็ตาม แต่ปัจจุบันต่างหากที่ผมสนใจ ดังนั้นสิ่งที่นายกำลังกระทำอยู่นั้น มันเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่รับผิดชอบ สมควรแล้วหรือที่จะเป็นการกระทำของ ส.ส.ผู้มีเกียรติ นายตอบผมได้หรือเปล่าครับ นายศิริโชค อย่าลืมนะสิ่งที่นายเหลืออยู่คือการเป็นนักการเมือง ดังนั้นนายอย่าได้ล้มละลายทางการเมืองอีกเลย ไม่งั้นจะไม่เหลือที่ยืนให้นายอีกเลยในสังคมไทย นายจำไว้ให้ดีด้วยล่ะ นายศิริโชค

จากคุณ : ทวดเอง [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 3 ธ.ค. 54 10:34:29 A:171.7.68.9 X

ความต่างของโทนสีหัวนมภายใต้อำนาจของวงการศิลปะไทยร่วมสมัยแบบราชการ

ที่มา ประชาไท


ภาพโดย: สมภพ บุตราช, นางสงกรานต์หมายเลข2,2553, สีน้ำมันบนผ้าใบ, 80 x 60 ซม.

ในวงการศิลปะไทยร่วมสมัยแบบราชการ ถ้าหากเป็นภาพวาด "หญิงสาวเปลือยอก" มีใบหน้างดงามแบบอุดมคติ รูปร่างสมส่วนเกินจริง แต่งตัวด้วยชุดไทย(แม้จะแค่ท่อนล่าง) ใส่เครื่องประดับตระการตา และถูกใส่กรอบรูปประดับประดาอยู่ในหอศิลป์ร่วมสมัย ด้วยอารมณ์ที่พริ้วไหวจากรอยแปรงพู่กัน สานุศิษย์แห่งวงการศิลปะไทยร่วมสมัยแบบราชการย่อมต้องร้องโอดครวญซี้ดซาดว่า ช่างงดงามเหนือคำบรรยายเมื่อได้พบเห็น โดยแทบจะไม่ต้องอ้างถึงบริบทอื่น หรือหลักการ และปรัชญาใด ๆ มากไปกว่าหลักความงามทางกายวิภาคในแบบยุคคลาสิคของกรีกโบราณ ฯลฯ เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ภาพเขียนคนเหมือนที่แสดงลักษณะทางกายวิภาคของร่างกายที่ประกอบขึ้นจากสี น้ำมันบนผ้าใบ ด้วยทักษะฝีมือของคนธรรมดาที่ไม่ได้รับการฝึกฝนย่อมทำไม่ได้อย่างแน่นอน ศิลปินที่เคี่ยวกร่ำฝีมือในแง่ "เทคนิค" มาอย่างดี แทบจะไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าการลงมือวาดเขียน และหมั่นซ้อมในการจัดท่าทาง การวางองค์ประกอบ และความชำนาญในเรื่องสีน้ำมัน (รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือศิลปะจำพวก "เกรตอาร์ตติสท์") ย่อมถูกยกให้อยู่สูงราวกับศาสดาผู้ปราดเปรื่อง ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งการเขียนภาพ "หัวนมชมพู" ก็ไม่ใช่การแสดงออกถึงรสนิยมทางกามของศิลปินแม้แต่น้อย ทว่าเป็นภาพเปลือยอันสูงส่งล้ำค่าเกินกว่าผู้ที่ไม่เรียนศิลปะจะเข้าใจ(และ วิจารณ์ได้) บางครั้ง ในบางคน(ศิลปิน)ยังพูดอธิบายผลงานให้ดูดิบดีเกินจริง ราวกับจอร์จ และซาร่าที่โอ้อวดผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักในทีวี (ทั้งที่ในความเป็นจริงภาพเขียนดังกล่าวอาจจะเป็นแค่สิ่งที่บ่งบอกถึงรสนิยม ทางเพศที่ศิลปินถวิลหาก็ตาม-"ตอนถ่ายรูปนางแบบเพื่อทำสเก็ตช่างซู่ซ่าดี เหลือเกิน")

หากแต่เมื่อภาพ "หญิงสาวเปลือยอก" นั้นไม่ได้แสดง "ความงาม" ตามอุดมคติของวงการศิลปะไทยร่วมสมัยแบบราชการ ขาดใบหน้าที่แสนจะหมดจด ดูไร้ซึ่งอารยะแห่งความเป็นไทยแบบราชการ แถมยังถูกสร้างขึ้นมาอย่างดิบ ๆ เถื่อน ๆ ด้วยทักษะฝีมือที่แปร่งแปลงตรงกันข้ามกับศิลปินกลุ่มข้างต้นแล้วล่ะก็(โดย ไม่ต้องดูเลยว่ามีแนวความคิด หรือจุดประสงค์อย่างไร) ย่อมถูกวิภาควิจารณ์ในทางเสียหายเป็นแน่แท้ ทั้งจากหมู่มวลนักศิลปะไทยร่วมสมัยแบบราชการ และเหล่าสานุศิษย์ ที่มักจะตีฆ้องร้องป่าวด่าทอว่าผลงานจำพวกนี้มันช่างน่าละอาย เลวทราม และไร้รสนิยมอย่างแน่นอน ด้วยการหยิบ "องค์ประกอบ" ที่มองเห็นบางส่วนจากในภาพมาแฉในทางเสียหายมากกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทาง ศิลปะ ด้วยการอ้างจริยธรรม ความดีงาม หรือยกเหล่าเยาวชนที่ใสซื่อบริสุทธิ์บังหน้า เช่น หัวนมดำ = เลว/บาป/ตกนรก, ทักษะฝีมือดิบ ๆ เถื่อน ๆ = ทำลายวัฒนธรรมทางศิลปะที่ดีงาม, หรือการเปลือยกาย = เยาวชนไม่ควรดู เพราะจะนำไปลอกเลียนแบบ เป็นตัน อีกทั้งยังยก "อคติ" ที่ตนมีต่อเรื่อง "ดีกรี" ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน เอามาปั้นแต่งให้กลายเป็น "ศิลปะวิจารณ์" ในแบบ "ตรรกะล่ม" อาทิ ผู้สร้างสรรค์ไม่ได้เรียนศิลปะ จึงไม่มีความรู้ทางศิลปะ ฉะนั้นไม่มีวันเป็นศิลปิน ผลงานที่สร้างมาเลยมีค่าเท่ากับขยะ ไม่ใช่ศิลปะ เป็นต้น กล่าวคือไม่เรียนศิลปะ ทำศิลปะไม่ได้ (!?) อะไรทำนองนั้น

ถึงแม้ว่าผมจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโทในค่าย "ศิลปะไทยร่วมสมัยแบบราชการ" ก็ตาม แต่ในฐานะที่ผมเรียนศิลปะ และรับรู้ถึงการมีอยู่ของ "รูปแบบ" และ "เนื้อหา" ของศิลปะอันหลากหลาย และ(กำลัง)เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่สิ้นสุดในนาวา "ศิลปะร่วมสมัย" นี้ ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องเชื่อหัวชนฝ่า หรืองมงายอย่างถาวรไปกับหลักการแบบใดแบบหนึ่ง เช่น ต้องมีทักษะวาดเส้นแบบยุดเรเนอซองแปลว่าเก่ง ชื่นชมหลักการสอนสายนครฟรอเรนซ์เท่านั้นว่าดีเด่ที่หนึ่ง หรือพร่ำบ่นถึงความงามทางกายวิภาคของศิลปะยุคคลาสิคคือที่สุดแล้วเสมอไป โดยที่ไม่ดูบริบทอื่น ๆ และเปิดรับแนวทางที่แตกต่างของผลงานศิลปะร่วมสมัยเลย ในที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ซึ่งผมจะกำหนด หรือตัดสินว่า "หัวนมชมพู" หรือ "หัวนมดำ" นั้นดี/เลว, สวย/น่าเกลียด หรือสูงส่ง/ต่ำต้อยกว่ากัน หากแต่อยากจะเปิดมุมมองให้เห็นว่า เราไม่สามารถกำหนดกรอบความคิดของสังคมที่มีต่อผลงานศิลปะได้โดยการอ้างแค่ ว่า ต้องเรียนรู้ศิลปะมาก่อนเท่านั้นจึงจะทำศิลปะ หรือวิจารณ์ศิลปะได้ ฉะนั้นจงฟังแต่เราผู้ที่ผ่านการฝึกฝนทางศิลปะมาก่อนเท่านั้น หรือทำเพียงแค่ยกจริยธรรมความดีงามบังหน้าเพื่อสนับสนุนตนเอง และทำหน้าที่กำหนดท่าทีของ "ความงาม" ให้หยุดนิ่งประหนึ่งว่าตนเป็นตุลาการทางศิลปะก็ไม่ปาน

เพราะไม่ว่าคุณ หรือผม หรือใครจะเป็นสานุศิษย์ของค่ายศิลปะไหน/หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งในวงการศิลปะระดับไหน/หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเคยเรียนศิลปะ และ/หรือเป็นศิลปินหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะต่างชนชั้นทางทักษะศิลปะเท่าใดก็ตาม ย่อมมีสิทธิที่จะกำหนด "สุนทรียศาสตร์" ของตนเองได้บนหลักการที่ต่างกันไป แม้จะแปลกประหลาด หรือผิดแผกไปจากขนบเดิม ๆ ตราบใดที่ความหลากหลายยังแตกหน่อออกผล ย่อมดีกว่าการผูกขาดทางความคิดแค่ว่า "หัวนม" โทนสีไหน "ดี" ที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา ทั้งนี้จะคุณ หรือผม หรือใครยังสามารสร้างสรรค์อะไรออกมาก็ได้ แม้จะไม่ได้ลงทะเบียนเรียนวิชา "วาดเส้น" หรือ "กายวิภาค" ก็สามารถสร้างภาพของ "หัวนม" ที่ออกมาจากความคิด และฝีมือที่คุณมีในแบบของคุณ แม้ "หัวนม" นั้นจะมีสีโทนไหนก็สามารถถูกมองอย่างศิลปะ และ/หรือมีค่าในเชิงศิลปะได้อย่างทัดเทียมกันทั้งนั้น ถ้าหากจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์ไม่เลวทรามถึงขั้นสร้างขึ้นเพื่อเอาไปตีหัว พ่อแม่ หรือยัดก้นใครโดยที่เขาไม่ยินยอม มันย่อมสามารถ "เป็น" ศิลปะได้ทั้งสิ้น

แม้การต่อสู้ระหว่าง "หัวนมชมพู" กับ "หัวนมดำ" ในทางศิลปะก็จะยังคงดำเนินต่อไปในสังคมไทยอีกนาน และแม้คุณอาจจะเลือกข้างยืนอยู่ "จุก" ไหน จะสร้างความงามแบบ "หัวนมฟ้า" หรือ "หัวนมเหลือง" ขึ้นมาเองนั้นถือว่าไม่ผิด ทว่าจงตระหนักไว้เสียว่ามันจะไร้ค่าหรือมีค่าต่อสังคมก็ขึ้นอยู่กับการตี ความ และขับเคลื่อนของคนในสังคมเอง ไม่ใช่เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่อ้างตนว่าเป็นปรมาจารย์ศิลปะ ผู้กร้านวิชาวาดเส้น หรือศิลปินเหรียญทองเหรียญเพชร ที่จะเป็นผู้ขีดเส้นกำหนดทิศทางศิลปะแต่เพียงผู้เดียว และโอ้อวดว่า "หัวนมสีขมพู" ของฉัน(หรือของพรรคพวก)จะมีจริยธรรม ถูกต้อง และดีงามกว่าของคนอื่น แม้ว่ามันจะสีชมพูผุดผ่อง และเขียนขึ้นด้วยสีน้ำมันราคาแพงเท่าใดก็มิอาจอวดอ้างได้ว่าเป็นแนวทางที่ สูงสุดแล้วในโทนสีของหัวนมที่มีอยู่มากมายในโลกนี้

เพราะความ "คับแคบ" ทางจิตใจต่อ "โทนสีของหัวนม" ต่างหากที่น่าอายเสียยิ่งกว่า "หัวนมดำ" อย่างเปรียบมิได้

ทำไม ? ภายหลังการเลือกตั้ง กลุ่มชาติพันธุ์สหภาพพม่าจึงยังคงจับอาวุธต่อสู้รัฐบาล (ทหาร) พม่า

ที่มา ประชาไท

ทำไม ? ภายหลังการเลือกตั้ง กลุ่มชาติพันธุ์สหภาพพม่าจึงยังคงจับอาวุธต่อสู้รัฐบาล (ทหาร) พม่า

คำตอบก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้น จำเป็นต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพ อันประชาชนชนชาติหนึ่งพึงมีพึงได้ เช่น สิทธิในความเสมอภาคตามกฎหมาย สิทธิเสมอภาคในการรับการศึกษา สิทธิเสมอภาคในการรับบริการสาธารณะ สิทธิในชีวิตและทรัพย์สิน สิทธิได้รับข่าวสารข้อมูล สิทธิทางการเมือง และสิทธิอื่น ๆ

ในส่วนของเสรีภาพนั้นพวกเขาอยากจะมีเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เสรีภาพในเคหสถาน เสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของตนเองเสรีภาพในการ สื่อสารถึงกัน เสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ เสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพอันชอบด้วยกฎหมาย

สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ กลุ่มชาติพันธุ์ในสหภาพพม่า ไม่เคยมีไม่เคยได้รับเหมือนกับประชาชนชนชาติอื่นเพราะว่าถูกทางการพม่ารีด รอน จำกัดและห้าม ไม่ให้มีไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพเหล่านั้น มาเป็นเวลานานแล้วโดยความเป็นจริงนั้น กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ เขามีภาษาพูด ภาษาเขียนและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีบ้านเมืองมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งบ้านเมือง และการปกครองบ้านเมือง มาช้านานเป็นเวลานับร้อยนับพันปีและพวกเขาไม่ใช่ชนชาติพม่า เขามีความแตกต่างจากพม่า ทางด้านภาษาและวัฒนธรรมอยากชัดเจนโดยเหตุนี้ พวกเขาจึงอยากจะมีสิทธิและเสรีภาพในการปกครองตนเอง ไม่อยากอยู่ใต้อำนาจการปกครองของชนชาติอื่น(เช่นพม่า) กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ก็คือ ชาวไทยใหญ่ ชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ ชาวระไข่ ชาวคะยา ชาวคะฉี่นและชาวชิน พวกเขาเหล่านี้ต่างก็เป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพพม่า ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่าอย่างที่หลาย ๆท่านเข้าใจ

ในนามของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (R.C.S.S.) ต่อไปนี้ จะกล่าวถึงหรือโฟกัส เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐฉานเท่านั้นชาวฉานและรัฐฉานนั้นเป็นชื่อที่พม่า เรียกชาวไทยใหญ่และรัฐไทยใหญ่ (ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่าสยาม) แต่ชาวไทยใหญ่เรียกตัวเองว่า “ไต” (ไท) เรียกประเทศตัวเองว่า “เมืองไต” (เมืองไท) ชนชาติไทยใหญ่มีประวัติศาสตร์การสถาปนาบ้านเมืองและรูปแบบการปกครองบ้าน เมือง มาเป็นเวลานานนับพันปี อาณาจักรไทยใหญ่ในอดีต เช่น อาณาจักรเมืองซู่ หรือเมืองเสอ (เสือ) (T’SU, T’SO) อาณาจักรน่านเจ้า (Nan Chao) อาณาจักรเมืองมาว อาณาจักรแสนหวี อาณาจักรอังวะ ตลอดจนเป็นรูปแบบนครรัฐ หรือหัวเมือง เช่น เมืองนาย เมืองมีด เมืองหนอง เมืองปาย เมืองเชียงตุง (สมัยอังกฤษมีสามสิบสี่หัวเมือง) พม่าเริ่มมีสัมพันธ์ไมตรีกับไทยใหญ่ในสมัยพุกาม คือกษัตริย์อโนรธา ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมอนหล้า ราชธิดาของเจ้าฟ้าเมืองมาว

ปี ค.ศ.1885 อังกฤษยึดครองประเทศพม่าได้ทั่วหมด โดยไม่รวมกับรัฐฉาน ต่อมาในปี ค.ศ.1887 อังกฤษได้เข้ามายึดครองภาคเหนือและภาคใต้ของรัฐฉาน ในปี ค.ศ.1890อังกฤษยึดได้ภาคตะวันออกของรัฐฉานและเป็นการยึดครองรัฐฉานได้ทั้ง หมด สถานภาพรัฐพม่านั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ (Colony) สถานภาพของรัฐฉานเป็นรัฐใต้อารักขา (Protectorate)

รัฐพม่าและรัฐฉานต่างก็อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ.1941ระหว่าง สงครามโลกนั้น ได้มีการประกาศกฎบัตรแอตแลนติค (Atlantic Charter) โดยผู้นำชาติมหาอำนาจ คืออเมริกาและ อังกฤษ โดยประกาศว่า ภายหลังสิ้นสุดสงครามแล้ว จะให้รัฐภายใต้อาณานิคมเป็นอิสระพม่าถือโอกาสนี้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ อังกฤษตกลงจะให้เอกราชคืนกับพม่าโดยมีเงื่อนไขว่า พม่าจะต้องจัดการเลือกตั้งภายในประเทศพม่าเสียก่อน

เมื่อพรรค AFPFL (Anti-Fascist People’s Freedom League) ของอูอ่องซานชนะการเลือกตั้ง ดังนั้น อูอ่องซานจะเป็นตัวแทนไปเจรจาเรื่องเอกราชของพม่ากับอังกฤษ ปลายปี ค.ศ. 1946 ก่อนอูอ่องซานจะไปเจรจากับอังกฤษในปี ค.ศ.1947นั้น อูอ่องซานได้มาเชิญชวนเจ้าฟ้าไทยใหญ่ให้รวมกับพม่าเอาเอกราชโดยให้เจ้าฟ้าลง นามแล้ว อูอ่องซานจะเป็นตัวแทนไปเจรจาเรื่องเอกราชกับอังกฤษให้เองเนื่องจากทางเจ้า ฟ้าไทยใหญ่เองก็มีการเตรียมการจะเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษเช่นกัน แต่ไม่มีแผนจะรวมรัฐไทยใหญ่เข้ากับรัฐพม่า ดังนั้นเจ้าฟ้าไทยใหญ่จึงปฏิเสธที่จะลงนามให้กับอูอ่องซานเป็นตัวแทนไปเจรจา กับอังกฤษ โดยโทรเลขถึงรัฐบาลอังกฤษว่า อูอ่องซานไม่ใช่ตัวแทนของรัฐฉาน อูอ่องซานเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าฟ้า ก็หันไปชักชวนนักศึกษาไทยใหญ่ที่เคยศึกษาอยู่ในพม่าคือกลุ่ม SPFL (Shan People’s Freedom League) ให้สนับสนุนอูอ่องซาน

12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 รัฐพม่ากับรัฐฉานรวมทั้งคะฉี่นและชิน ได้ตกลงทำสนธิสัญญากันที่ปางโหลงโดยมีเงื่อนไขว่าจะรวมกันเป็นสหภาพแค่สิบปี เมื่อครบสิบปีแล้วรัฐใดมีความประสงค์จะแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระก็ย่อมได้ปี ค.ศ. 1948 พม่า ฉาน คะฉี่น ชีน กะเหรี่ยง มอญ ระไข่ และคะยา ได้เอกราชพร้อมกันทั้งหมดภายหลังรวมตัวกันเป็นสหภาพครบสิบปีแล้ว (ค.ศ.1958) ปรากฏว่าไม่มีรัฐใดสามารถแยกตัวออกจากสหภาพพม่าได้ เพราะว่าพม่าเอาทหารของตนเองไปยึดครองดินแดนรัฐเหล่านั้นไว้ กรณีรัฐฉาน พม่าอ้างว่าจะเอาทหารพม่ามาขับไล่กองทัพจีนคณะชาติ (ก๊กหมินตั๋ง) ที่รุกล้ำเข้ามาในรัฐฉาน

เมื่อแต่ละรัฐไม่สามารถแยกตัวออกจากสหภาพพม่า มาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง ประชาชนพลเมือง

รัฐเหล่านั้น ก็จำเป็นต้องจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้กับพม่า เพื่อทวงสิทธิของตนเอง เมื่อแต่ละรัฐต่างก็ลุกขึ้นจับอาวุธทวงเอาสิทธิที่จะแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระ มากขึ้น พม่าก็ทำรัฐประหารตนเอง ในปี ค.ศ. 1958 โดยมอบอำนาจให้กับคณะ ทหาร จนกระทั่งปี ค.ศ.1960 พม่าได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และอูนุได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และพยายามที่จะให้มีความปรองดองกันขึ้นในสหภาพแต่ก็ถูกนายพลเนวิน ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี ค.ศ.1962 รวมทั้งจับกุมเจ้าฟ้าไทยใหญ่และแกนนำในการเคลื่อนไหวหลายท่าน

เพื่อที่จะปราบปรามรัฐที่จะแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระได้ง่ายขึ้นพม่าได้ เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยมแบบพม่า โดยมีพรรคการเมืองพรรคเดียว เรียกว่า พรรคโครงการสังคมนิยมพม่าหรือ BSPP (Burma Socialist Programme Party) ต่อมาได้ถ่ายโอนอำนาจให้กับคณะกร รมการฟื้อฟูความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐหรือ SLORC (State Law and Order Restoration Council) เมื่อปี ค.ศ. 1988ในปี ค.ศ.1990 พม่าได้จัดการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง โดยพรรค NLD (National League for Democracy) ของนางอ่องซานซูจี ชนะอย่างท่วมท้น แต่รัฐบาลทหารพม่าไม่ยอมถ่ายโอนอำนาจให้กับพรรค NLD หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1997 รัฐบาลพม่าได้เปลี่ยนชื่อ SLORC เป็นสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council) หรือ SPDC

SPDC ได้เสนอ โรดแม็พเจ็ดขั้นตอนสู่ประชาธิปไตย (The Seven–Step Roadmap to Democracy) โรดแม็พเจ็ดขั้นตอนสู่ประชาธิปไตยนั้น ได้ถูกปฏิเสธโดยประชาชนชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นสมาชิกสหภาพพม่ามา โดยตลอด ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง คือประชุมสภาแห่งชาติ (National Conference) และขั้นที่สามเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น ยีงกว่านั้นในขั้นที่สี่ ยังบังคับประชาชนให้ลงประชามติรับเอาร่างรัฐธรรมนูญ ในขั้นที่ห้า ก่อนการเลือกตั้งได้มีพรรคการเมืองขอจดทะเบียน 47 พรรคแต่คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งอนุญาต 42 พรรค หลังจากนั้นได้ถอนอีก 5 พรรค คงเหลือ 37 พรรค

วันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2510 พม่าได้จัดการเลือกตั้งทั่วไป ในรอบยี่สิบปี โดยผลการเลือกตั้งมี 23พรรคการเมืองได้ผู้แทนเข้าสู่สภารัฐธรรมนูญพม่ากำหนดให้มีสภาสี่สภา คือ สภาแห่งสหภาพ (Union Parliament) สภาประชาชนหรือสภาราษฎร (People’s Parliament) สภาแห่งชาติ (National Parliament) สภาแห่งภูมิภาคและแห่งรัฐ (Regional and State Parliament) สภานี้เป็นสภาท้องถิ่น โดยให้รัฐที่เป็นสมาชิกสหภาพทั้ง 7 รัฐ มีอำนาจเทียบเท่ากับมณฑลหนึ่งของพม่าเท่านั้นเอง จากผลการเลือกตั้ง สภาแห่งสหภาพหรือ ปยีตองซุ ลุตต่อ (Pyidaungsu Hluttaw) มีผู้แทนหรือสมาชิกสภาได้ทั้งหมด 659 ที่นั่ง แต่งตั้งจากนายทหารในกองทัพพม่า 166 นาย พรรคพัฒนาและเอกภาพแห่งสหภาพ (USDP)รือ รู้จักกันในนามพรรคเจี้ยงไข่เยได้ไป388 ที่นั่ง และพรรคอื่นๆ รวมกันได้ 105 ที่นั่ง สภาประชาชนหรือ ปยีตุ ลุตต่อ (PyithuHluttaw) มีสมาชิกสภาได้ทั้งหมด 435 ที่นั่ง แต่งตั้งจากนายทหารในกองทัพพม่า 110 ที่นั่ง พรรคพัฒนาและเอกภาพแห่งสภาพ (USDP) ได้ไป 259 ที่นั่ง พรรคที่เหลือได้ 66 ที่นั่ง สภาแห่งชาติหรือ อเมียวตา ลุตต่อ (AmyothaHluttaw) สภานี้กำหนดให้เป็นวุฒิสภา มีสมาชิกสภาได้ทั้งหมด 224 ที่นั่ง แต่งตั้งจากนายทหารในกองทัพพม่า 56 ที่นั่ง พรรคพรรคพัฒนาและเอกภาพแห่งสภาพ (USDP) ได้ไป129 ที่นั่งอีก39 ที่นั่งเป็นของพรรคที่เหลือ สภาแห่งภูมิภาคและแห่งรัฐหรือ ปยีแหน่ ลุตต่อ (PyineHluttaw) มีสมาชิกสภาได้ทั้งหมด 883 ที่นั่ง แต่งตั้งจากนายทหารในกองทัพพม่า 222 ที่นั่งพรรคพัฒนาและเอกภาพแห่งสภาพ (USDP) ได้ไป 494 ที่นั่งพรรคอื่น ๆ รวมกันได้ 167 ที่นั่ง

จะสังเกตเห็นได้ว่าแต่ละสภานั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้แทนจากกองทัพพม่า และพรรคพัฒนาและเอกภาพแห่งสหภาพ (USDP) ซึ่ง ทั้งสองรวมกันแล้วมากกว่า 80% ของสมาชิกสภาทั้งหมด ส่วนพรรคที่มาจากรัฐที่เป็นสมาชิกสหภาพทั้ง 7 รัฐ คือ รัฐฉาน รัฐกะหยิ่น (กะเหรี่ยง) รัฐมอญ รัฐยะไข่ (อาระกัน) รัฐชิน รัฐคะยาห์ และรัฐคะฉี่น รวมกันกับพรรคการเมืองของพม่าอีกหลายพรรค ได้ไม่ถึง 19% ของสมาชิกสภาทั้งหมดเกี่ยวกับพรรคพัฒนาและเอกภาพแห่งสหภาพ (USDP) หรือพรรคเจี้ยงไข่เยนี้ เป็นพรรคที่สนับสนุนโดยผู้อาวุโสตานส่วย พรรคการเมืองพรรคนี้ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1993 ภายใต้ชื่อสมาคมหรือสันนิบาตพัฒนาและเอกภาพแห่งสภาพ (Union Solidarity and Development Association - USDA) กิจกรรมและการดำเนินการของพรรคสันนิบาตนี้ คือเปิดรับสมาชิกทุกชาติพันธุ์ตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปีขึ้นไป ส่วนใหญ่พรรคจะเข้าไปจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนทั่วประเทศ โดยไม่เลือกพื้นที่และชนเผ่า

แม้ว่า พม่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป แบบประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญของพม่านั้น ไม่เป็นแบบประชาธิปไตย คือกำหนดให้แต่งตั้งบุคคลในกองทัพ 25%เป็นสมาชิกสภาของทุกสภา ยิ่งกว่านั้นยังกีดกันไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น ในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นดังนี้ การที่เพื่อนบ้านของพม่าหรือชุมชนโลก อยากจะเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในพม่านั้นคงจะเป็นเรื่องยาก โดยเหตุนี้สถานการณ์ในประเทศพม่าภายหลังการเลือกตั้งจึงยังคงมีการจับอาวุธ ลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลพม่าอยู่ทุกวัน เช่นเดียวกันกับสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (R.C.S.S.) และกองทัพรัฐฉาน (S.S.A.) รวมทั้งประชาชนในรัฐฉานทั้งหมดก็ยังยืนยันที่จะเรียกร้องเอาสิทธิและเสรีภาพ ของตนเองจนถึงที่สุด ไม่ว่าจะโดยวิธีการใด ๆ รัฐฉานเป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพพม่า โดยสนธิสัญญาปางโหลง รัฐฉานไม่ใช่อาณาเขตหรือดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศพม่ามาก่อน รัฐฉานมีภาษา วัฒนธรรมและดินแดนเป็นของตนเอง และพร้อมที่จะปกครองตนเองเช่นในอดีตที่ผ่านมา การเจรจาใด ๆ ที่ทำให้ประชาชนในรัฐฉานได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพและสันติภาพนั้น สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉานและกองทัพรัฐฉาน ร่วมกับประชาชนรัฐฉานทั้งหมดยินดีที่จะเจรจากับทุกฝ่ายและทุกเมื่อ

Blognone ออกแถลงการณ์คดี 'อากง' เสนอปฏิวัติมาตรฐานคดีไอที

ที่มา ประชาไท

Blognone เว็บข่าวไอทีชื่อดัง ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล แสดงความเห็นต่อกรณีคดีนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ระบุแค่หมายเลขประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือ (อีมี่) ใช้ระบุมือถือที่ใช้ทำผิดไม่ได้

(2 ธ.ค.54) เว็บไซต์ Blognone เว็บข่าวไอทีชื่อดัง เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล แสดง ความเห็นต่อกรณีคดีนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) โดยระบุว่า หมายเลขประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) ไม่เพียงพอต่อการระบุมือถือที่ใช้กระทำความผิด

"แม้บันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) จากผู้ให้บริการจะเป็นหลักฐานสำคัญในการนำสืบเพื่อหาตัวคนร้าย แต่ในทางวิชาการคอมพิวเตอร์ หลักฐานนี้ไม่แน่ชัดและไม่เพียงพอในการระบุตัวผู้กระทำความผิดได้จริง เจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ระบุตัวคนร้ายได้อย่างแน่ชัด แต่จากคดีของนายอำพล เจ้าหน้าที่กลับอาศัยหลักฐานเพียง บันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) ของผู้ให้บริการ เพื่อจับกุมและดำเนินคดี" แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ยังระบุถึงข้อเรียกร้อง คือ 1.คดีที่ยังไม่ฟ้องร้อง ให้หยุดกระบวนการฟ้องร้องจนกว่าเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอ ที่จะระบุผู้กระทำความผิดได้อย่างชัดเจน 2.คดีที่ฟ้องร้องแล้ว ให้หยุดการคัดค้านประกันตัว พร้อมกับดำเนินการหาหลักฐานเพิ่มเติม หากหาไม่ได้ให้ถอนฟ้อง 3.คดีที่ตัดสินแล้ว ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ โดยการให้ผู้ต้องหามีโอกาสต่อสู้คดี และเจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม 4.สร้างมาตรฐานการรวบรวมหลักฐานในคดีความผิดทางคอมพิวเตอร์ขึ้นมาให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจได้ว่า จะไม่มีใครถูกจับกุมหรือฟ้องร้องด้วยพยานหลักฐานที่ไม่แน่ชัดเช่นนี้อีก 5.เร่งแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างเร่งด่วน

00000


จดหมายเปิดผนึก Blognone ถึงรัฐบาลต่อคดีนายอำพล (คดีอากง SMS)

ถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, และนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

จากเหตุการณ์ซึ่งมีผู้ส่ง SMS ไปที่โทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข แล้วมีการบุกจับนายอำพล [สงวนนามสกุล] ดำเนินคดี จนกระทั่งศาลอาญามีคำพิพากษาในสัปดาห์ที่ผ่านมา

คดีนี้อาศัยหลักฐานสำคัญคือ บันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) จากผู้ให้บริการคือ DTAC และ Truemove เพื่อลงโทษนายอำพล ทีมงาน Blognone เห็นว่า คดีนี้ มีปัญหาว่า พยานหลักฐานดังกล่าว เพียงพอในการพิสูจน์ว่า นายอำพลเป็นผู้ส่ง SMS 4 ข้อความที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ เนื่องจากหมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) นั้น น่าจะไม่ใช่หลักฐานที่แน่ชัดในการระบุถึงเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการ กระทำความผิดหรือระบุถึงตัวผู้กระทำความผิด เพราะหมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) สามารถปลอมแปลงได้โดยง่าย

การปลอมแปลงตัวบุคคลเพื่อทำความผิดเป็นเรื่องปกติในวงการอาชญากรรม คอมพิวเตอร์ ตัวอาชญากรมักปลอมแปลงตัวเองเพื่อใช้งานเครือข่ายของเหยื่อ ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อปกปิดตัวเองก่อนการเข้ากระทำความผิดจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการแอบเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ผู้อื่นเพื่อโจมตีเครือข่าย หรือคอมพิวเตอร์ปลายทาง การแฮกจำนวนมากก็อาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการรักษาความปลอดภัยหละหลวม บางครั้งอาจจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หลายๆ เครื่องเพื่อนัดโจมตีพร้อมกันเพื่อสร้างความเสียหายให้มากขึ้น โดยที่เครื่องของผู้กระทำผิดไม่ได้ส่งข้อมูลโดยตรงไปยังเครื่องที่ถูกโจมตี เลย

แม้บันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) จากผู้ให้บริการจะเป็นหลักฐานสำคัญในการนำสืบเพื่อหาตัวคนร้าย แต่ในทางวิชาการคอมพิวเตอร์ หลักฐานนี้ไม่แน่ชัดและไม่เพียงพอในการระบุตัวผู้กระทำความผิดได้จริง เจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ระบุตัวคนร้ายได้อย่างแน่ชัด แต่จากคดีของนายอำพล เจ้าหน้าที่กลับอาศัยหลักฐานเพียงบันทึกการใช้งาน (log) หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) ของผู้ให้บริการ เพื่อจับกุมและดำเนินคดี

หมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (IMEI) นั้น ไม่อาจป้องกันการปลอมแปลง และมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อยืนยันตัวบุคคล เราสามารถหาหมายเลข IMEI จากข้างกล่องโทรศัพท์มือถือที่วางขายตามร้านค้า สามารถหาได้จากสติกเกอร์ที่แปะอยู่บนกล่องเครื่องโทรศัพท์มือถือ สามารถตรวจสอบจากหมายเลขพิเศษที่ใช้ขอดูหมายเลข IMEI โทรศัพท์จำนวนมากมีหมายเลข IMEI แปะเป็นสติกเกอร์ไว้ในช่องแบตเตอรี่ ผู้ร้ายสามารถหาหมายเลข IMEI ของผู้อื่นในแบบที่เจาะจงหรือไม่เจาะจงเพื่อเปลี่ยนหมายเลขให้ตรงกับเครื่อง ที่มีการใช้งานจริงได้โดยง่าย หรือแม้กระทั่งเคยมีรายงานว่า ผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานบางรายผลิตเครื่องโทรศัพท์มือถือโดยใส่หมายเลข IMEI ซ้ำซ้อนกัน

เพราะความน่าสงสัยมากมายเช่นนี้ เฉพาะหมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ จึงไม่น่าจะเป็นหลักฐานที่แน่ชัดเพียงพอในการพิสูจน์ความผิดผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยได้ ทีมงาน Blognone มองว่าเจ้าพนักงานสอบสวนไม่ควรใช้แค่ข้อมูลหมายเลขประจำตัวเครื่องโทรศัพท์ มือถือเป็นหลักฐานในการจับกุม, ฟ้องร้อง, ตลอดจนคัดค้านการประกันตัวจนกระทั่งผู้ต้องหาถูกกุมขัง ไม่เช่นนั้นแล้วมาตรฐานเช่นนี้อาจทำให้เกิดการใส่ความไปมาได้เป็นวงกว้าง ทั้งอาจทำให้มีผู้ถูกกุมขังระหว่างการสอบสวนโดยเป็นเหยื่อของผู้ร้ายอีกที หนึ่ง

เราไม่ทราบว่า มีคดีอีกกี่คดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ด้วยหลักฐานที่ไม่แน่ชัดไม่เพียงพอในระดับเดียวกัน และมีผู้ต้องหาและผู้ถูกคุมขังจากคดีดังกล่าวกี่คน ทีมงาน Blognone เสนอให้รัฐบาลเยียวยาผู้ต้องหาและผู้ถูกกุมขังดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ด้วยมาตรการต่อไปนี้

  1. คดีที่ยังไม่ฟ้องร้อง ให้หยุดกระบวนการฟ้องร้องจนกว่าเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอ ที่จะระบุผู้กระทำความผิดได้อย่างชัดเจน
  2. คดีที่ฟ้องร้องแล้ว ให้หยุดการคัดค้านประกันตัว พร้อมกับดำเนินการหาหลักฐานเพิ่มเติม หากหาไม่ได้ให้ถอนฟ้อง
  3. คดีที่ตัดสินแล้ว ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ โดยการให้ผู้ต้องหามีโอกาสต่อสู้คดี และเจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม
  4. สร้างมาตรฐานการรวบรวมหลักฐานในคดีความผิดทางคอมพิวเตอร์ขึ้นมาให้ ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจได้ว่า จะไม่มีใครถูกจับกุมหรือฟ้องร้องด้วยพยานหลักฐานที่ไม่แน่ชัดเช่นนี้อีก
  5. ดำเนินการแก้ไข พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อย่างเร่งด่วน นำความผิดที่ซ้ำซ้อนกับความผิดในกฎหมายอื่นๆ ออกไป, ให้ใช้โทษเท่ากันสำหรับความผิดตามกฎหมายปกติ กับความผิดที่ทำทางคอมพิวเตอร์, เพิ่มการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของประชาชน, และเพิ่มการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดี พร้อมทั้งให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอตามความจำเป็นในการสอบสวน

การใช้อินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต รัฐบาลต้องดูแลไม่ให้เกิดความหวาดกลัวในการใช้งาน คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้งาน ทั้งจากการถูกโจมตี และจากการตกเป็นจำเลยเสียเองโดยไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด

วสันต์ ลิ่วลมไพศาล
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

ทีมงานผู้ดูแลเว็บไซต์ Blognone.com

คุยกับ ‘อาร์ติเคิล 19’: ทำไมจึงเรียกร้องให้โมฆะ-ปล่อยตัวคดีอากง?

ที่มา ประชาไท

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) จำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรายล่าสุดถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากการถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ 4 ข้อความที่มีข้อความหมิ่นเบื้องสูงไปยังเลขาฯ ของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘คดีอากง’ ทำให้มีปฏิกิริยาแสดงความกังวลจากกลุ่มและองค์กรในไทยและระหว่างประเทศหลาย แห่ง เช่น กลุ่มสันติประชาธรรม, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย, องค์กร ‘Article 19’, แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย

คุยกับ ‘อาร์ติเคิล 19’: ทำไมจึงเรียกร้องให้โมฆะ-ปล่อยตัวคดีอากง?

องค์กร ‘Article 19’ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินดังกล่าว ได้เรียกร้องให้ทางการไทยโมฆะคดีและปล่อยตัวนายอำพล เหตุใดองค์กรสากลนี้มีข้อเสนอเช่นนี้ และเขามองอย่างไรต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ของไทย

0000

ประชาไท: ในแถลงการณ์ของ ‘อาร์ติเคิล 19’ ได้เรียกร้องให้การตัดสินคดีของนายอำพลเป็นโมฆะ เหตุใดคุณจึงเรียกร้องเช่นนั้น และคิดว่าทางการไทยจะสามารถทำเช่นนั้นได้หรือ เพราะปรกติแล้วคำตัดสินไม่สามารถทำให้เป็นโมฆะได้ง่ายๆ ?

Article 19: อย่างแรกเลย เราเชื่อว่า การตัดสินคดีของอำพลต้องถูกทำให้เป็นโมฆะโดยการอุทธรณ์ เนื่องจากมันละเมิดหลักกฎหมายสากลซึ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการมีเสรีภาพ ทางความคิด และเสรีภาพในการแสดงออก ยกเว้นไว้แต่เพียงในสถานการณ์พิเศษเท่านั้น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นการจำกัดเสรีภาพทางการแสดงออกที่ไร้ซึ่งความ ชอบธรรม ซึ่งในความเป็นจริงมันสิทธิดังกล่าวถูกคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยผู้มีอำนาจเพื่อปิดปากผู้ที่เห็นต่าง ซึ่งปัญหานี้รัฐบาลไทยก็ได้ยอมรับเองเมื่อเดือนที่ผ่านมา

รัฐบาลไทยได้ลงสัตยาบันในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมืองซึ่งมีพันธะผูกพันที่จะต้องเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในการเข้าถึงการไต่สวนคดีที่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิดังกล่าวถือว่าผิดตามกฎหมาย และการตัดสินคดีที่เป็นการละเมิดเช่นนั้ ก็สมควรต้องถูกทำให้เป็นโมฆะ

ประชาไท: ช่วยอธิบายหน่อยว่าเหตุใดนายอำพลจึงสมควรได้รับการปล่อยตัว

Article 19: อำพลสมควรที่จะได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากในมุมมองของหลักสิทธิมนุษยชนสากลแล้ว เขาใช้สิทธิตามกฎหมายด้านเสรีภาพในการแสดงออก เขามีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะผ่านทางข้อความในโทรศัพท์มือถือหรือสื่อชนิดอื่นๆ และไม่ควรได้รับการถูกลงโทษจากการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าว

นอกจากนี้ การตัดสินของคดีอำพลยังขาดซึ่งน้ำหนักที่น่าเชื่อถือ อย่างที่ผู้พิพากษาก็ได้ยอมรับเอง มันไม่มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเอสเอ็มเอสดังกล่าวเชื่อมโยงกับนายอำ พลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางการไทยมีความสามารถและพันธะผูกพันภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยที่จะโมฆะคำ ตัดสินคดีดังกล่าวในฐานะที่มันเป็นการละเมิดสิทธิของนายอำพลในการเข้าถึงการ พิจารณาคดีที่ยุติธรรม โดยเฉพาะการขาดหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด ทางการไม่อาจอ้างได้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ในเมื่อคนบริสุทธิ์ต้องถูกจำคุก โดยไม่มีเหตุผล

อาร์ติเคิล 19 กังวลเป็นอย่างมากถึงการขาดซึ่งหลักฐานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ความผิดใน คดีนี้ ถึงแม้ว่าผู้พิพากษาจะยอมรับว่าการประเมินในหลักเทคนิคไม่สามารเอาผิดกับอำ พลได้อย่างชัดเจน แต่ศาลก็ยังตัดสินให้เขาผิดจริง มันน่าเหลือเชื่อมากว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศที่ตั้งอยู่บนหลัก นิติรัฐ

ประชาไท: เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีของไทยได้กล่าวว่า การคลิกไลค์เนื้อหาที่หมิ่นเบื้องสูงในเฟซบุ๊กเข้าข่ายการทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากเป็นการทำซ้ำเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย คุณมองอย่างไรบ้าง?

Article 19: องค์กรอาร์ติเคิล 19 ยังจะคงเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการปฏิรูป พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ข้อกำหนดใน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์นั้นคลุมเครือเกินไป ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการตีความโดยวินิจฉัยส่วนตัวจากเจ้าหน้าที่รัฐตามที่เรา ได้เห็นมาแล้วหลายครั้ง การใช้ พ.ร.บ. คอมพ์ฯ ควรถูกจำกัดเฉพาะต่ออาชญากรรมที่ส่งผลต่อระบบหรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยผิดกฎหมาย หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภัยต่อเครือข่าย เช่น การปล่อยไวรัส การโจมตีการให้บริการ หรือใช้เพื่อป้องกันการจารกรรมข้อมูล และมาตรา 14 ถึง 16 ใน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ที่กำหนดโทษของการนำเข้าข้อมูลในคอมพิวเตอร์สาธารณะควรถูกยกเลิก

ประชาไท: แถลงการณ์ของ ‘อาร์ติเคิล 19’ ยังเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ด้วย เหตุใดคุณจึงเรียกร้องเช่นนั้น เนื่องจากบางส่วนก็โต้แย้งว่ากฎหมายดังกล่าวควรมีไว้เพื่อปกป้องสถาบันพระ มหากษัตริย์ และอธิบายหน่อยว่าควรทำอย่างไรให้กฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสิทธิสากล?

Article 19: ในท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพควรถูกยกเลิก เพราะการดำรงอยู่ของตัวกฎหมายเป็นภัยต่อเสรีภาพในการแสดงออกและหลักสิทธิ มนุษยชนขั้นพื้นฐาน กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่า กฎหมายที่ใช้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของปัจเจกไม่ควรเลือกปฏิบัติเฉพาะบุคคล และไม่ควรมีบทลงโทษที่สูงกว่าคนทั่วไปโดยอ้างจากเอกลักษณ์ของบุคคลที่ ถูกกล่าวหา

การให้การปกป้องที่พิเศษสำหรับราชวงศ์ (ซึ่งทางปฏิบัติแล้วก็คือบุคคลที่มีอำนาจคนหนึ่ง) โดยการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นการละเมิดการรับประกันสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้ บุคคลสาธารณะควรต้องอดกลั้นมากกว่าบุคคลทั่วไปต่อการวิพากษ์วิจารณ์ และต้องไม่มีการใช้กฎหมายเพื่อการปิดกั้นการวิจารณ์หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ สาธารณะด้วย

ประชาไท: เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเรียกร้องจากพรรคประชาธิปัตย์ให้รัฐบาลบล็อกยูทูบว์และเฟซบุ๊กเพื่อ กำจัดเนื้อหาที่มีข้อความหมิ่นเบื้องสูง คุณคิดว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นอย่างไร และคิดว่าจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทยอย่างไรบ้าง?

การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในอินเตอร์เน็ตและรูปแบบการสื่อสารเครือข่าย อื่นๆ ในประเทศไทยเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก รัฐบาลควรยุติการเซ็นเซอร์ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะด้วยการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

การบล็อกเว็บไซต์ในประเทศไทยเป็นไปอย่างกว้างขวางและแพร่หลายมาก เว็บไซต์จำนวนมากถูกบล็อกโดยไม่ได้ขออำนาจศาล และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกระทำการในที่ลับ เพจจำนวนหลายล้านแห่งถูกปิดกั้นอย่างไร้เหตุผล

ขอย้ำอีกครั้ง อาร์ติเคิล 19 มองว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์นั้นคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และอนุญาตให้มีการตีความแบบปัจเจกจากเจ้าหน้าที่รัฐ อาร์ติเคิล 19 จะยังคงเรียกร้องรัฐบาลไทยให้แก้ไข พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ให้จำกัดการใช้ต่ออาชญากรรมที่จะส่งผลกระทบต่อระบบและเครือข่าย เช่น การโจมตีระบบ หรือการป้องกันการจารกรรมเพียงเท่านั้น

เปลือยอกแรงก็จริงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะปลดปล่อยอากง สมศักดิ์ เจียมฯเสนอนิรโทษกรรมคือทางออก

ที่มา Thai E-News

No More "อากง"-จากเฟซบุ๊คของ Jesiga NoMo
แรง!แต่ไร้ผล-คำ ผกา(ภาพล่าง)กับสาวนิรนาม(ภาพบน)เปลือยอกเขียนข้อความให้ปลดปล่อยอากง ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มองแรงกระตุกสังคมให้หันมาตระหนัก แต่มันเพียงพอที่จะมีผลให้ปลดปล่อยอากงกับนักโทษการเมืองแน่หรือ?
เอาด้วย-ภาพจากเฟซบุ๊คโหดสัส


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 ธันวาคม 2554

ดร.สม ศักดิ์เขียนในเฟซบุ๊คของเขาว่า ผมเห็นด้วยในแง่ที่ว่า การรณรงค์ทาง facebook การชุมนุม "เชิงสัญลักษณ์" (ที่เรียกกันว่า "จัดอีเว้นต์" อะไรแบบนั้น) เขียนชื่ออากง ฯลฯมีข้อจำกัด

คืออาจจะ "ฮือฮา" กันอยู่สักระยะ (อาจจะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน)

แต่ถ้าลำพังการเคลื่อนไหวแบบนี้ โดยตัวเอง ยากจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ที่เป็นจริงได้

ผมเน้นคำว่า "ลำพัง..." เพราะผมมองว่า จะว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ "ไม่ได้ประโยชน์อะไร" ล้วนๆ ผมว่า ไม่ใช่นะ มันมีประโยชน์อยู่จริง ในแง่ของการทำให้คนที่ไม่มาสนใจ มาสนใจ หรือทำให้เป็นการแสดงความเห็น ความรู้สึกของคนจำนวนมาก ให้สื่อ ให้บรรดาคนในระดับการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ผลักดัน (เช่น พวก นปช อย่างนี้แหละ) อะไรแบบนี้ มองเห็น ...

ครับใช่ แต่ถ้าลำพังแค่นี้ เท่านั้น โอกาสที่มัน จะ frizzle out (แตกกระสานกันไป) หลังจากระยะหนึ่ง โดยไม่เกิดอะไรขึนตามมา (ยกเว้นทีบรรยายในย่อหน้าที่แล้่ว ที่อาจจะเรียกว่าทำให้ เกิด awareness ในระดับหนึ่ง)

อย่างกรณี อากง ผมจึงเสนอว่า ต้อง "พ่วง" หรือพูดให้ถูก คือ เสนอ มาตราการอะไรที่จะมีผลในเชิง realistic ด้วย

ซึง สำหรับโทษทีตัดสินแล้ว อย่าง อากง หรือ เผาจวน นั้น มีทางทำให้หลุดได้เพียง 2 ทางเท่าน้น ในทางกฎหมาย คือ อภัยโทษ (ซึ่ง ต้อง "ยอมรับสารภาพ" และขออภัยโทษ และต้องมีประวัติ มีความผิดตัดตัว ซึง โดยรวมแล้ว ไม่ดี) กับ นิรโทษกรรม

ผมจึงเสนอว่า บรรดาท่านผุ้ร่วมรณรงค์ครั้งนี้ ควรต้อง ช่วยกันผลักดันเสนอ รบ. สส. ให้ออก นิรโทษกรรม กรณีอากง กรณีเผาจวน และอื่นๆ

ผมว่านะ เรื่องนี้ ถ้าจะทำจริงๆ ใช้เวลาไม่นานหรอก ร่างกฎหมาย เสนอสภา ผ่านสภา ทำได้ ภายในไม่กี่สัปดาห์

อยากย้ำประเด็นเรื่อง เอาระดับล่างออกให้หมด คือ ในเมื่อเสื้อแดงเอง ก็ยังต้องการดำเนินคดีอภิสิทธิ์ สุเทพ และอาจจะผู้นำทหารด้วย ฝ่ายพันธมิตร เองก็ต้องยืนยัน ดำเนินคดีแกนนำเสื้อแดงด้วย ยิ่งกรณีคุณทักษิณ ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าคิดจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม คงต้อง สู้กันหลายยก ดังนั้น จะรอให้ชะตาของคนระดับล่างๆ ไปผูกอยู่กับคนระดับนำ ทั้งสองฝ่ายแบบนี้ โอกาสจะไปถึงไหน จะยาก และแต่ละวัน คนระดับล่างเหล่านี้ ก็ลำบาก (ระดับ ส่วนใหญ่ ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้อยู่ในคุกอยู่แล้ว)

ไม่รู่้นะ ผมมองไม่เห็นทางอื่นที่ realistic (เป็นจริงได้) มากกว่านี้ ไม่วา กรณีอากง หรือกรณี สมยศ สุรชัย หรือ พวกเผาจวน ฯลฯ

ผมนึกวิธีที่ realistic กว่านี้ไม่ออก - ยินดีรับฟังความเห็น หรือข้อเสนอ ว่า ท่านอื่นมีข้อเสนออะไรไหม แต่จุดสำคัญที่อยากย้ำ คือ เรื่อง realistic ที่ จะทำให้ปล่อย อากง และคนอื่นๆ ออกมาได้จริงๆ

ทั้งนี้มีทนายความจำเลยคดี112อยู่2รายที่แสดงความเห็นด้วยกับดร.สมศักดิ์คือทนายอานนท์ นำภา และทนายประเวศ ประภานุกูล

โดยทนายอานนท์ ทนายความของอากงแสดงความเห็นว่า หากการใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้จะพอคลีคลาย สถานการณ์บ้าง ก็น่าจะชอบธรรมในฐานแห่งการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายตุลาการ เพราะเราเล็งเห็นถึงความไม่เสถียรของระบบแล้ว เราควรใช้อำนาจที่มีฐานมาจากปวงชนชาวไทย ในการจัดการกับอำนาจที่มีฐานจากระบอบราชการแบบเก่า ๆ ผมเห็นดังนี้จริงๆ

ทนายประเวศ ทนายความของดา ตอร์ปิโด แสดงความเห็นว่า เห็นด้วยกับ อ.สมศักดิ์ นะครับว่า ควรต้องมีการรณรงค์ แบบ เอาจริงเอาจัง กันเสียที กับข้อเสนอของอาจารย์ต่อการเรียกร้องให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม นักโทษการเมือง(ที่ไม่ใช่แกนนำของทั้ง 2 ฝ่าย) ผมไม่มีอะไรคัดค้านครับ

อย่างไรก็ตามมีผู้แสดงความเห็นว่า การเรียกร้องให้มีพรบ.นิรโทษกรรมอาจกลายเป็นประเด็นการเมือง และจะไม่มีผลปฏิบัติจริง ควรเคลื่อนไหวเรียกร้องตามข้อเสนอของคอป.ที่เสนอต่อรัฐบาล จนมีการแต่งตั้ง ปคอป.มาดำเนิืนการตาม และมีมติครม.ออกมาแล้วเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ต่อมาได้มีการทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่นยวข้องคือปลัด กระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผบ.ตร. อธิบดีดีเอสไอ กล่าวโดยสรุปคือเห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นหลังรัฐปนระหาร 19 กันยายน เป็นคดีการเมืองทั้งหมด รวมทั้งคดี112 ศาลต้องตัดสินคดีด้วยบริบทนี้ไม่ใช่มองเป็นอาชญากรรมปกติ อัยการอย่าเพิ่งสั่งฟ้อง ให้ชลอคดีออกไปก่อน(คือเว้นวรรคไว้ก่อน)จนกว่าจะหาสูตรความยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนยผ่านได้ ส่วนกรณีศาลได้ตัดตัดสินคดีในชั้นต้นไปแล้ว ก็ควรต้องไปต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาตัดสินโดยอิงตามข้อเสนอของคอป.นี้ คือให้เว้นวรรคชลอคดี ปล่อยตัวออกมาก่อน

"นี่เป็นมติคอป. ปคอป. มติครม. และหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ http://issuu.com/thai_e-news/docs/trc_comments?mode=window&backgroundColor=%23222222 ดังนั้นก็ควรติดตามเร่งรัดรัฐบาล และหน่วนยงานที่เกี่ยวข้องคือ ปคอป. กระทรวงยุติธรรม ศาล อัยการ ดีเอสไอ ให้ทำตามก็พอแล้ว ทำไมจะไปเริ่มต้นใหม่ขอให้ออกพรบ.นิรโทษกรรมแบบเว้นวรรคไม่ให้นิรโทษกรรม แม้ว หรือแกนนำ มันจะกลายเป็นประเด็นปัญหาใหม่ทางการเมืองมากกว่ามังครับ"

ดร.สมศักดิ์ได้โต้แย้งว่าข้อเสนอ คอป ตามเอกสารที่ ครม.นำมาสรุปนี้ ไม่สามารถใช้ในการครอบคลุมประเด็นทีผมเสนอเลย

- จะสังเกตว่า ข้อแรกสุดเรื่อง ให้ทบทวนว่า มีการตั้งข้อหาเกินจริงหรือไม่ ผมว่า อันนี้ ไม่ได้รวมถึงคดีทีขึ้นศาล ดำเนินไปจนจบ (ตัดสินแล้ว) เลยครับ เพราะรวมไม่ได้ เพราะพอถึงจุดนั้นแล้ว ไมได้อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร หรือแม้แต่ อัยการแล้ว (คือ ถ้ายังดำเนินอยู่ อาจจะบอกว่า ให้อัยการถอนฟ้อง หรือยุติการดำเนินคดีได้) ดังน้ัน คดีอย่าง อากง หรือ คดี เผาจวน และคดีอื่นๆที่ตัดสินไปแล้ว ตามข้อเสนอนี้ ไม่ครอบคลุมแล้วครับ (เช่น ต่อให้กรรมการของรัฐบาล สรุปว่า คดีเผาจวน เป็นการต้งข้อหาเกินไป จะให้ทำยังไงครับ ถ้ารบ. คิดจะแก้? ก็ต้องออกเป็น พรบ.นิรโทษกรรมอยู่ดี)

- การพูดถึง 112 ของเอกสารรัฐบาลนี้ อันที่จริง เป็นการพูดแบบรวมๆครับ ในข้อเสนอขอ คอป (ซึงไม่ได้อยู่ในเอกสารตาม link นี้ มีการพูดถึง 112 จริง แต่ก็พูดไว้น้อยมาก จริงว่า คดีอย่างสมยศ หรือ สุรชัย อาจจะสามารถทำเป็นข้อสรุป ตามนี้ว่า "ตั้งมากเกินจริง" และอาจจะหาทางทำให้ อัยการ ถอนฟ้อง หรือยุติคดีได้ แต่คดี ดา หนุ่ม และครับ คดี อากง ก็ไม่รวมอยู่นั่นเอง ตามที่กล่าวมาในย่อหน้าที่แล้ว

ดังนั้น ไม่มีทางอื่นครับ ทีจะทำให้คนที่ถูกตัดสินไปแล้ว อย่าง อากง เผาจวน ฯลฯ สามารถหลุดออกมาได้

ความจริง เรืองนี้เป็น "เบสิค" อยู่แล้วครับ มันก็เหมือนกรณีคดีทักษิณนั่นแหละ ที่วิธี "หลุด" มี 2 วิธี เท่านั้น คือ อภัยโทษ หรือ นิรโทษกรรม ซึงแน่นอนวิธีแรกอยู่ในอำนาจ ครม.ระดับหนึง เช่นออกเป็น พรฎ (อย่างที่เพิ่งคิดจะทำ) แต่ก็มีข้อเสียตรงทีต้องยอมรับว่า มีโทษติดตัวอยู่ และ พรฎ น้ันเป็นกรณีพิเศษด้วย ถ้าเป็นอภัยโทษปกติ ก็ต้อง "สารภาพ" ซึง อากง หรือ คุณหนุ่ม หรือ ดา จนถึงตอนนี้ ไม่ได้คิดจะรับ

หรืออีกทางคือ นิรโทษกรรม ซึ่งดีกว่าแน่ๆ เพราะคดีหลุดเลย ถือว่าเสมือนไม่มีคดี

สรุปแล้ว ถ้าต้องการช่วยคนเหล่านี้จริงๆ โดยเฉพาะกรณีอากง ไม่มีทางอื่นครับ อย่งน้อย ไม่มีทางอื่นที่ผมคิดอออก

ตามระบบกฎหมาย มี 2 ทางเท่านั้นจริงๆ สำหรับคดีที่ตัดสินแล้ว คือ อภัยโทษ (จากการสารภาพ) หรือ นิรโทษกรรม ครับ

ส่วนที่เสนอให้พูดถึงคดีที่ตัดสินศาลชันต้นไปแล้ว ให้ใช้ข้อเสนอ คอป ไปอ้างต่อศาลอุทธรณ์ ให้ "ชะลอคดี" นั้น ก็ยังไมใช่การปล่อยครับ ถ้า ไม่มีการประกันในระหว่างอุทธรณ์ จะยิ่งแย่ แต่ต่อให้มีการประกัน คดีก็ยังอยู่ครับ ซึง ดังที่ผมบอกว่า คดียังติดตัวอยู่ สำหรับคนธรรมดาๆ มันไมใช่เรื่องสบาย ... สรุปอีกทีว่า คดีทีตัดสินแล้ว อย่างอากง หรือ เผาจวน มี 2 ทาง คือ ไม่ "อภัยโทษ" ก็ "นิรโทษกรรม" ซึงถ้าไม่เอาอภัยโทษ (ต้องสารภาพ ต้องมีประวัติติด) ก็ต้อง นิรโทษ อย่างเดียวเท่านั้นครับ

เนวินก็เคยเสนอให้นิรโทษกรรมมวลชนยกเว้นแกนนำแต่ไม่สำเร็จ ขนาดไม่รวม112และกรณีผิดชัดเผาห้าง-ศาลากลาง

อย่างไรก็ตามข้อเสนอให้นิรโทษกรรมให้แก่แนวร่วมหรือมวลชน โดยไม่รวมแกนนำหรือตัวการสำคัญนั้น นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเคยเคลื่อนไหวเมื่อปีที่แล้ว แต่เผชิญแรงต้าน จนเขากล่าวในเวทีสัมมนาหนหนึ่ง ว่า่
การ นิรโทษกรรมเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยสไตล์ คือ อโหสิแก่กัน วันนี้มีคนตกเป็นผู้ต้องหามากมาย ต่างฝ่ายก็ไม่ลดราวาศอก หากไม่เอาฟืนออกจากไฟ เอาคนบริสุทธิ์ออกมาก่อน ปัญหาก็จะลุกลาม แต่พอมีแนวคิดนี้ก็มีเสียงคัดค้านผมก็ประหลาดใจว่าในขณะที่มีความพยายาม นิรโทษกรรมให้คนที่เคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจกลับถูกคัดค้าน แต่การเรียกร้องให้อภัยโทษคนคนเดียวกับมีความสนับสนุน

ดูข้อเสนอของเนวินในรายงานข่าว "เนวิน"เดินหน้าล่ารายชื่อ "นิรโทษกรรม"ผู้บริสุทธิ์ ย้ำให้รู้จัก "อโหสิกรรม"
ขอ เน้นย้ำว่า เฉพาะผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ ไม่ได้สร้างปัญหาความรุนแรง หรือก่อการร้าย หรือเป็นแกนนำของการชุมนุม และ/หรือคนที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากการถูกยุบพรรค

เนวิน กล่าวย้ำว่า การเดินหน้านิรโทษกรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะเรายอมรับหรือไม่ว่าคนที่ไปยืนหน้าศาลากลางที่ถูกเผา ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ตกเป็นผู้ต้องหา วันนี้เรายอมรับหรือไม่ มีหลายคนไม่ได้เป็นผู้ก่อการ แต่มาด้วยจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เขา ก็ตกเป็นผู้ต้องหา ทำไมเราไม่กันคนเหล่านั้นออกมาจากความแตกแยก ส่วนใครที่เป็นแกนนำ ใครเป็นผู้ก่อการ ผู้ต้องหาคดีอาญา ก็ดำเนินคดีไป คนที่มีหลักฐานมีคดีชัดเจนก็ดำเนินคดีอาญาไป แต่คนที่ไม่มีหลักฐาน แต่กลับต้องติดบ่วงก็นิรโทษกรรมให้เขาไป

เนวินย้ำชัดว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 เพราะประเด็นของตน คือการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ควรจะได้รับการเยียวยา โดยตนอยากให้แยกพี่น้องประชาชนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ออกไปเสียจากวงนี้ ที่ทำให้เขาเป็นผู้ต้องหา เป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าเป็นข้าราชการหรือประชาชน ไม่ว่าราชประสงค์หรือสุวรรณภูมิที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการมาชุมนุมและการทำ หน้าที่ ส่วนเรื่องจาบจ้วงสถาบันต้องดำเนินการอยู่แล้วจะนิรโทษกรรมไม่ได้

หมอเหวงเผยกระทรวงยุติธรรมจะนำคดีพิจารณาใหม่กรณีตั้งข้อหาแรงไป

นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ กรณีวานนี้ (2 ธ.ค.) นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่ม นปช. ได้เข้าเยี่ยมกลุ่มนปช.ที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เพื่อหารือเรื่องการเตรียมขอประกันตัว และสอบถามความเป็นอยู่ว่า นางธิดาได้เดินทางเข้าไปแล้ว ดังนั้น จะเร่งทำเรื่องขอประกันตัวได้ในเร็วๆ นี้ เพราะนางธิดาได้มีการหารือกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐบาลมีความยินดีจะดำเนินการเป็นเจ้าภาพในการเดินเรื่องขอประกันตัวจาก ศาล โดยจะจัดหาหลักทรัพย์ในการประกันตัวให้ผู้ที่ขาด แคลนทุนทรัพย์ รวมทั้งกระทรวงยุติธรรมพร้อมจะนำคดีความมาพิจารณาใหม่ คดีใดที่มีการตั้งข้อหารุนแรงเกินไป หรือมีหลักฐานไม่สมบูรณ์ จะได้พิจารณาใหม่ ซึ่งพล.ต.อ.ประชา ได้ตอบรับแล้วเช่นกัน
เมื่อ เช้าวานนี้ อ.ธิดา, คุณหมอหวง และทีมทนายความมีนัดกับผู้ต้องขังเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก่อนเข้าไปภายในเรือนจำ อาจารย์ได้พบกับภรรยาของคุณอำพล(อากง) ที่มาดักรอพบและ เธอได้เข้ามาแนะนำตัวและฝากให้ช่วยอากงด้วย ซึ่งอาจารย์รับปากว่าจะช่วยอย่างเต็มกำลังเท่าที่สามารถทำได้ จึงได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน และหลังจากได้เข้าไปพบกับอากงแล้ว เห็นว่าอากงเป็นผู้สูงอายุธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ไม่รู้การใช้เทคโนโลยีเท่าไร ไม่ได้อยู่้ในขบวนของคนเสื้อแดง ไม่ได้ถูกจับกุมในการชุมนุม แต่การที่ได้รับการตัดสินคดีอย่างนี้ก็ คงต้องมีการอุทธรณ์กันต่อไปเพราะคดีของอากงนั้นมีบทบาทสูงมาก(ที่มา:facebook อ.ธิดา)

หลัง จากพบปะพูดคุยกับพี่น้องในเรือนจำแล้ว ออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว DNN และ Spring News ที่มารอทำข่าวอยู่ โดยในวันนี้ได้ข้อสรุปว่าพี่น้องในเรือนจำดีใจที่จะได้ย้ายไปที่ใหม่ที่มี ศักดิ์ศรี ไม่ต้องอยู่ปะปนกับอาชญากรในคดีต่าง ๆ มีผู้ที่คาดว่าจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษจำนวน 11 คน อีก 5 คนกำลังรอลุ้นอยู่เนื่องจากโทษที่ได้รับยังเหลืออีกมากกว่า 1 ปี ผู้ที่ขอให้ทางรัฐบาลประกันตัวมี 17 คน และอีก 6 คนนั้นคดีเด็ดขาดไปแล้ว ไม่สามารถประกันตัวได้ แต่ก็ได้ย้ายไปอยู่ในที่แห่งใหม่แน่นอน

ขณะที่ให้สัมภาษณ์อยู่นั้น ได้มีคุณอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ และคุณพรชัย โลหิตดี สองคนนี้ได้รับการปล่อยตัวเมื่อค่ำวันที่ 1-12-54 มาคอยพบอาจารย์ ทักทายและพูดคุยกันอยู่พอสมควร ซึ่งทั้งสองคนบอกว่าจะขอกลับบ้านที่ต่างจังหวัดก่อน หลังจากนั้นจะเข้ามาเดินเรื่องปรึกษาทนายและนปช.ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป


วานนี้นางธิดา ไปเยี่ยมนักโทษการเมืองและให้สัมภาษณ์สื่อว่า นปช. เราดำเนินการผลักดันและพยายามให้การช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในเรือนจำ ตลอดมาโดยตลอด และในวันนี้ก็ไปเยี่ยมและหารือกับผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มา เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการย้ายไปควบคุมตัวไปที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน เพื่อแยกจากคดีทั่วไป โดยคาดว่าจะสามารถย้ายได้ไม่เกินกลางเดือน ธ.ค.นี้ รวมทั้งการเซ็นชื่อในการขอประกันตัวเพิ่มเติมอีก 18 รายด้วย

อย่างไรก็ตามในเรื่องการย้ายที่ควบคุมตัวบางคนอาจจะว่าตนหน่อมแน้ม แต่ก็ต้องขอทำความเข้าใจว่าบางเรื่องที่เกี่ยวกับศาลเราไม่สามารถก้าวล่วง ได้ ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการแต่ยืนยันว่าหลังจากย้ายที่คุมขังแล้ว เรื่องการประกันตัวก็ยังดำเนินการต่อไปรวมทั้งประเด็นอากงที่ส่งเอสเอ็มเอส ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากซึ่งอยู่จำนวน 102 คน ที่เรากำลังดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้วย

“นอกจากนั้นเบื้องต้นทราบมาว่า จะมีนักโทษการเมืองที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ โดยเป็นคนเสื้อแดงที่อยู่ในเรือนจำพิเศษ 10 กว่าราย ต่างจังหวัดอีก 20-30 ราย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ส่วนผู้ต้องขังที่ยังไม่สามารถประกันตัวได้ ในส่วนกลาง นปช. จะเป็นฝ่ายดำเนินการ และในต่างจังหวัด ส.ส. แต่ละพื้นที่ก็กำลังเร่งดำเนินการอยู่เช่นกัน ทั้งนี้ในเรื่องความล่าช้าของการช่วยเหลือคนที่เสื้อนั้นต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้ล่าช้า แต่ความล่าช้าและติดขัดก็เกิดจากรัฐบาลที่แล้วเช่นกัน เพราะเราดำเนินการในเรื่องขอย้ายจากนักโทษอาญามาเป็นนักโทษการเมืองแล้วแต่ เขาก็ไม่ยอม ขอให้ลองมาติดคุกบ้างแล้วจะได้รู้ แล้ววันนั้นอย่ามาขออยู่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนที่พวกเราพยายามเคลี่อนไหวให้ ย้ายมาก็แล้วกัน ”นางธิดา กล่าว

เมื่อถามว่าเวลานี้มีนักวิชาการที่เคยเป็นแนวร่วมของนปช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช.ว่ามัวแต่แก้ปัญหา ทางการเมืองของตัวเอง โดยไม่สนใจคนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีเช่น กรณีเอสเอ็มเอสอากงและคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในคุกจำนวนมากนั้น จะทำให้เสียแนวร่วมหรือไม่ นางธิดา กล่าวว่า ในเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนั้นก็แล้วแต่จะคิด แต่ตนก็ยอมรับว่ารัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้ล่าช้าจริง

นายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ บุตรชายนางธิดา กล่าวทางเฟซบุ๊คว่า คุณแม่ไปประชุมในเรือนจำ เจอทั้ง อากง คุณสุรชัย คุณธันย์ฐวุฒิ และคนอื่นๆทั้งหมด รวมถึงเมียอากงด้วย เมียอากงมาฝากฝังอากงกับคุณแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า ซึ่งคุณแม่รับปากว่าจะช่วยเหลือให้ถึงที่สุดทั้งเรื่องการดูแลสภาพที่คุมขัง การประกันตัวและการสู้คดี และก็พูดคุยกันถึงเรีื่องย้ายเรือนจำ คุณแม่ก็เลยเล่าว่ามีบางคนบอกว่าการย้ายเรือนจำเป็นเรื่องหน่อมแน้ม หลายคนในนั้นเลยฝากมาบอกว่า "ให้ลองมาติดคุกดูเองดูครับ" เดี๋ยวคุณแม่คงจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมครับ

ดร.สมศักดิ์ได้วิจารณ์ด้วยการขึ้นภาพนี้ในเฟซบุ๊คของเขา