ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 30, 2010

วันเสาร์ที่ 30 มกราตม พ.ศ.2553

พท.ซัดคดียึดทรัพย์ทำต่างชาติผวา

ตรึงกำลังเข้ม แดงบุกทบ. อัดป๊อก-ประยุทธ์

แดงเชียงใหม่ยังชุมนุมไล่"สมคิด" พร้อมขู่เข้ายึด บช.ภ.5

เสธ.แดงเลือดเข้าตาโผล่หน้าทบ.-จี้ป๊อกลาออก

ผูกมิตรทหารกล้า!

สู้เพื่อนาย

ผู้ชั่วช้า

“หน้าแหลมฟันดำ”

เดิมพันสุดท้าย

‘พายงัด’ ซัดกันแหลก!!

ไก่ย่างห้าดาว

ผมถือว่า 'สัจจะ' เป็นเรื่องสำคัญ

มอบหรีดดำ

เพื่อไทยชี้ปฏิวัติ เกิดยาก ต่างชาติไม่หนุน

การเมืองเบื้องหลัง

เบี้ยวจริงๆ

มหกรรมตบเท้า

บทสรุป 3 นายพล

ทำคดี "บิ๊ก" สตง.ให้กระจ่าง พิสูจน์ ป.ป.ช.2 มาตรฐาน?

อีกแล้ว!องคมนตรีเสือฮุบที่สาธารณะ

ที่มา Thai E-News



สนองพระราชเสาวนีย์-กรณีเสื้อแดงไปชุมนุมเขาสอยดาว ให้เอกชนคืนที่รุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและต้นน้ำไปทำสนามกอล์ฟหรูคืนแก่แผ่นดิน ซึ่งนับเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ โดยกล่าวหาว่าบริษัทเอกชนดังกล่าว"มีเส้น"เพราะมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานที่ปรึกษาเงียบหายไป เพราะมีข่าวปฏิวัติกลบ ทำให้เรื่องเงียบ ล่าสุดมาโผล่กรณีองคมนตรีอีกรายรุกที่สาธารณะ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มกราคม 2553

เสื้อแดงเล่นงานองคมนตรีต่อเนื่อง ล่าสุดแดงกาฬสินธุ์โผล่ทำเนียบ ร้อง “ประชา” จี้ฟัน “พิจิตร” สร้างบ้านล้ำที่สาธารณะในหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ 2 กทม. รั้นอ้างเป็นการครอบครองปรปักษ์ โดนตอกดื้อตาใสเพราะเป็นที่หลวงจะครอบครองปรปักษ์ได้ไง เพราะไม่ใช่ที่ดินเอกชน


นายสุดชาย บุญไชย คนเสื้อแดง จ.กาฬสินธุ์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 28 มกราคม เพื่อขอให้ตรวจสอบ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี กรณีรุกล้ำที่สาธารณะ โดยนายสุดชายได้นำภาพถ่ายผ่านดาวเทียม สำเนาโฉนดที่ดิน มาแถลงข่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากคนในครอบครัวเจ้าของโครงการหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ 2 ว่า พล.อ.พิจิตร มีบ้านและพื้นที่ในโครงการดังกล่าวจำนวน 100 ตารางวา แต่ปรากฏว่ามีการรุกล้ำที่สาธารณะเพิ่มอีก 162 ตารางวา โดยทำการครอบครองที่ดินสาธารณะ ครอบครองถนนสาธารณะ บึงน้ำสาธารณะ อีกทั้งยังปิดทางเข้าออกถนนที่เชื่อมต่อไปยังบึงน้ำสาธารณะ ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านไม่สามารถเข้าไปใช้บึงน้ำดังกล่าวได้ ยกเว้นบ้านอยู่มีบริเวณอยู่ติดบึงเท่านั้น พล.อ.พิจิตร ยังได้สร้างศาลากลางน้ำอยู่กลางบึงดังกล่าวอีก 2 หลังด้วย

“แม้จะเป็นที่ดินของเอกชนแต่ก็เป็นที่สาธารณะ และแม้เรื่องนี้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่ พล.อ.พิจิตร เป็นถึงองคมนตรีก็ไม่ควรใช้อำนาจไปรุกล้ำสิทธิของผู้อื่น แม้จะเป็นพื้นที่ไม่มากก็ตาม แต่เพื่อความสง่างามก็ควรจะคืนที่ดินที่ได้รุกล้ำไปทั้งหมด เรื่องนี้ผมเคยไปยื่นที่บ้านสี่เสามาแล้ว โดย พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี ได้บอกให้ผมไปยื่นเรื่องที่ทำเนียบองคมนตรีแทน แต่เมื่อไปยื่นก็พบว่ามีรถสะกดรอยตามผมด้วย แต่ผมก็สามารถเอาตัวรอดมาได้” นายสุดชายกล่าว

ด้าน นายประชากล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ จะตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ เมื่อชัดเจนแล้วว่าเป็นความจริงตามที่นายสุดชายอ้าง คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญ พล.อ.พิจิตร เจ้าของโครงการ ผอ.เขตบึงกุ่ม และอธิบดีกรมที่ดิน มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ คาดว่าน่าจะเป็นภายในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามว่า พล.อ.พิจิตร ซื้อบ้านตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วก็เอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ เพราะเข้าข่ายครอบครองโดยปรปักษ์ นายสุดชาย กล่าวว่า แม้เรื่องนี้จะเอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ แต่สามารถตรวจสอบความถูกต้องทางจริยธรรมได้ ยืนยันว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่มีเจตนาแอบแฝง และไม่มีเจตนาล้มล้างสถาบันองคมนตรี เพราะหากมีความโปร่งใสจริง การตรวจสอบน่าจะทำให้คนเลื่อมใสมากขึ้นด้วยซ้ำ

มีผู้แสดงความเห็นว่า การอ้างว่าเข้าครอบครองปรปักษ์นั้นใช้ไม่ได้กับกรณีนี้ เพราะไม่ใช่ที่ดินเอกชน แต่เป็นที่สาธารณะ(คลิ้ก)

คลิ้กชมข่าวช่อง 3

ในเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่เดือนเมษายน พ.ศ. 2552 หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวพาดพิง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ 3 องคมนตรี ว่าอยู่เบื้องหลังของการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549

พล.อ.พิจิตร ได้ออกตอบโต้โดยตั้งข้อสงสัยถึงเรื่องราวที่ผ่านมาว่า เหตุใดการที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ถูกศาลพิพากษาจำคุกแล้ว แต่ไม่ยินยอมรับโทษนั้น หรือการกล่าวถึงสถาบันเบื้องสูงด้วยถ้อยคำที่ไม่ถูกไม่ควร เหตุใดจึงไม่มีผู้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเงินจำนวนมากไปฝากในเกาะที่มีชื่อเรื่องการฟอกเงิน (หมู่เกาะเคย์แมน) ทำไมจึงไม่มีการติดตามเรื่องเหล่านี้เพื่อนำข้อเท็จจริงให้ปรากฏออกมาให้ประชาชนได้รับทราบ

ซึ่งในเรื่องฟอกเงินนี้ ทางฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าไม่มี ซึ่งทาง พล.อ.พิจิตร ยืนยันว่ามีหลักฐาน โดยได้เคยสนทนาถึงเรื่องนี้กับอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา (นายราล์ฟ บอยซ์ จูเนียร์) และนายราล์ฟ บอยซ์ จูเนียร์ ก็พร้อมจะมาเป็นพยาน อีกทั้งวิพากษ์ถึงพฤติกรรมในอดีตหลายประการของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าแสดงออกถึงความไม่จงรักภักดี เช่น กรณีการทำบุญในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับกล่าวยืนยันว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(30ม.ค.):ในสนามรบมีดอกไม้

ที่มา Thai E-News







ในสนามรบมีดอกไม้-ภาพเก็บตกจากการชุมนุมหน้ากองทัพบกตลอดบ่ายถึงค่ำวานนี้ สาวเสื้อแดงมากันแน่นและเข้มแข็งคึกคักเช่นเคย ใครเป็นใคร ดูกันเอาเอง[ภาพ:ไทยฟรีนิวส์]

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2553 สถานการณ์ข้นคลั้กเช่นเคย ส่งข่าวคราวกิจกรรม หรือรูปภาพกิจกรรมมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.com ลงข่าวให้ฟรีไม่เสีัยตังค์***


***กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญร่วมกิจกรรม “พูดคุยสบาย สบาย สไตล์กรรมกรแดง”ในประเด็น : ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีจริงหรือไม่ ? วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 เวลา 18.00-22.00 น. พบกับแกนนำกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย และ อธิการบดีสนามหลวง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ณ บ้านปลดแอกตำนานเพื่อชีวิต (ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย)ติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 087-7063092, 084-3840561***

***เสาร์ที่ 30 มกราคมนี้เสื้อแดงปากน้ำจะมีวิทยุชุมชนฟังเสียงฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ท่านใดอยู่ย่านนี้เชิญครับงานเปิดวิทยุชุมชน 97.25 ที่เลขที่999/101 ชั้น 3 อาคารโจนาธาน หมู่ 1 ถนนสุขุมวิท ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง สมุทรปราการ(ข้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโีรง) ถวายภัตตาหารเช้าพระสงฆ์ 7 โมงเช้า ฤกษ์ดี 9.39 เปิดสถานี โดยนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากนั้น10โทงฟังการปราศรัยจากทีมแกนนำ3เกลอ วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ และแกนนำมากมาย เที่ยงทานข้าวด้วยกัน มีถ่ายทอดสดทางพีเพิลแชนัลตลอดรายการ รายละเอียดโทร02-7569918 085-4401912 คลิ้กทักทายที่เวบ http://www.thewebred.com/***

***ฮัดเช้ย!นักรบหรือนั่น ออกมาฮึ่มฮั่มๆบอกเสธ.แดงหมิ่นสถาบันทหาร ยอมไม่ได้ ต้องตบเท้าแสดงพลัง..แล้วตอนสนธิลิ้มทั้งถ่มทั้งถุยใส่อนุพงษ์มาสารพัด พวกเอ็งไปนั่งสวมกระโปรงซุกอยู่รูไหนวะ?...อย่ากระนั้นเลยปล่อยให้พวกนายพันนายพลนักกอล์ฟเล่นลิเกกันไป ฝ่ายประชาธิปไตยอย่าไปให้ราคานัก และขอเรียนเชิญไปให้เกียรติแก่เสธ.แดงที่จะเดินทางไปปราศัยกับพี่น้องเสื้อแดง ในวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2553 เวลา 13.00 -18.00 น. ณ โรงแรม ซิตี้บีช อยู่ติด สภ.อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ สนใจติดต่อ คุณโต..089-1594953 และ คุณชมเมือง 089-4097577 เขตประชนไม่ห้ามใครเข้า ***

***พบกันครั้งที่ 4 แล้ว สำหรับเวทีประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ณ ลานประชาธิปไตย ข่วงท่าแพ วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม 2553 17.00 - 23.00 น. ขอเรียนเชิญชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย และเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ผ่านทางมาทุกท่าน มาพบปะพูดคุยกัน ตามประสาคนเสื้อแดง พบกับวิทยากรจากส่วนกลาง หมุนเวียนเปลี่ยนกันมา และวิทยากรจากเชียงใหม่อีกหลายท่าน พิเศษพบ VDO Link จากคุณ จักรภพ เพ็ญแข ต่อด้วยโฟนอินจากนายกฯทักษิณ ชินวัตรเวลา 3 ทุ่ม ถ่ายทอดสดทางhttp://thaipeoplevoice.netส่งเสริมประชาธิปไตย ขับไล่อำมาตย์ ทวงคืนอำนาจของประชาชน รวมใจชาวเชียงใหม่ทุกผู้คน ณ ข่วงท่าแพ ทุกเย็นวันเสาร์ จัดโดยศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ คุณ พีรพล 086-9110208 คุณ สุพล 081-9527723***


***ท่านใดที่สนใจเรื่อง"สื่อใหม่"ที่จะมาแทนสื่อเก่า สื่อน้ำเน่ารับใช้เผด็จการ เชิญฟังการบรรยายทางวิชาการในวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม ช่วงเช้า 9.00 น.-12.00 ห้องบรรยายชั้น 5 อาคารหอสมุดเดิม วิทยาลัยนวัตกรรม ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่รับจำนวนจำกัด บรรยายโดยนักวิชาการสายประชาธิปไตย อาจารย์วิภา ดาวมณี หนนี้ว่าด้วย ศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง คือทฤษฎีการบริหารสื่อ และอุตสาหกรรมการผลิตสื่อสมัยใหม่- และการบริหารความเปลี่ยนแปลงแนวคิด IMC (Strategy and Corporate Culture in High-Tech Firms)สำรองที่นั่งสอบถามที่อีเมล์ octnet72@yahoo.com ***


เสร็จแล้วไปต่อกันที่งานจรรยาบรรณเ(สื่อ)ม-งานเสวนาวงเล็ก Mirror Talk 3.5 วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม บ่ายโมง ที่ลานเสรีภาพ อิมพิเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 พบกับวิทยากร จอม เพชรประดับ สมยศ พฤกษาเกษมสุข รศ. สุดสงวน สุธีสร โทร. 084-0910707 (ไม่มีค่าเก็บบัตรผ่านเข้างาน)




***แดงออสเตรเลียขอเชิญพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงาน"สังสรรค์ประสานใจThai RED AUSTRALIA กิน ฟ้อน ร้อง รำ"ในงานพบกับโฟนอินจากนายกฯทักษิณ 7 กุมภาพันธ์นี้ที่Petersham tawnhall(ใกล้สถานีรถไฟPetersham)17.00-22.30น. ติดต่อซื้อบัตรโทร0403 979 889 บัตรราคา$15(ไม่รวมเครื่องดื่ม)***

***คิวกิจกรรมของทีมนปช.แดงทั้งแผ่นดิน วันนี้-สิ้นเดือนมกราคม 2553


เสาร์ 30 มกราคม 18.00-24.00 น. อำเภอเมือง กาญจนบุรี นำทีมปราศรัยโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร

อาทิตย์ 31 มกราคม 18.00-24.00 อำเภอเมือง ขอนแก่น ปราศรัยใหญ่ถ่ายทอดสดพีเพิลแชนัล นำทีมโดยวีระ,จตุพร,ณัฐวุฒิ,อริสมันต์,พายัพ,วิสา,ไพจิตร,นิสิต,แรมโบ้,เจ๋ง ดอกจิก


***กำหนดการสัมมนา เรื่อง “ การก้าวเดินของพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ 2553 เวลา 10.00 น. – 16.30. น.ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์


สืบเนื่องจากคณะบุคลกลุ่มหนึ่งที่พยายามฟื้นฟูการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับ ประชาชนในยามวิกฤตและสับสนต่อความเป็นประชาธิปไตย ความพยายามของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งที่จะให้ใช้ชื่อ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยจึงได้มีความพยายามปรับเปลี่ยนให้ตรงกับระเบียบของคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อความสมบูรณ์ของการเป็นพรรคการเมืองไทยโดยใช้ชื่อ “แนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” โดยมีนาย ประชา อุดมธรรมมานุภาพ เป็นหัวหน้าพรรค และกำหนดจัดสัมมนาขึ้น มีกำหนดการดังนี้

10.00 น. – 10.30 น. ลงทะเบียน
10.30 น. - 10.45 น. หัวหน้าพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย กล่าวเปิดตัว พรรค และแสดงวิสัยทัศน์
10.45 น. – 11.00 น. ปาฐกถา “สังคมนิยมไทยไม่มีวันตาย” โดย พ.อ สมคิด ศรีสังคม
11.00 น. – 12.00 น. กระบวนการต่อสู้ของประชาชน โดย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรน์
12.00 น. – 13.00 น. แสดงความยินดีในการฟื้นฟู อุดมการณ์สังคมนิยมกับพรรคการเมือง โดย คำสิงห์ ศรีนอก
13.30 น. – 15.30 น. สัมมนา เรื่อง รัฐสวัสดิการ และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรป ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี
15.30 น. – 16.30 น. ความเป็นมาของสังคมนิยมไทยในอดีต โดย ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
17.00 น. ปิดการสัมมนา


ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ 080 0369301 , 081 8601129***

ลอกคราบวัฒนธรรมอำมาตย์ในหมู่ NGOs ไทย

ที่มา ประชาไท


วัฒนธรรมอำมาตย์ในที่นี้หมายถึง แบบแผนความคิดและการกระทำของหมู่คน ที่ถือตนว่าเป็นผู้ดีมีคุณธรรม เป็นผู้ผูกขาดปกป้องและชี้ทางสว่างแก่บ้านเมือง พวกเขา เท่านั้นที่เป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง และมีภารกิจที่จะต้องปกครองอาณาประชาราษฎรทั้งหลายที่ไม่ประสีประสาและมักหลงผิดคิดชั่วออกนอกแบบแผนดั้งเดิม ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมตามที่ผู้กุมอำนาจกำหนด

วัฒนธรรมอำมาตย์ก็ควรคู่กับอำมาตย์ แต่เหตุไฉนมันกลับระบาดไปอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งในหมู่คนที่ประกาศตนว่าทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับราษฎร/ชาวบ้าน นั่นก็คือบรรดา NGOs ไทยใหญ่น้อยทั้งหลาย ดังที่เราเห็นได้จากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่พวกเขาออกมาเป็นคู่หางเครื่องสนับสนุนฝ่ายอำมาตย์ และได้กลายพันธุ์ไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อเหลืองอย่างภาคภูมิ

เราอาจเริ่มต้นที่วาทกรรมที่ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อในหมู่ NGOs นั่นคือ “วัฒนธรรมชุมชน” ซึ่งโดยเนื้อแท้มีความต่างจาก “แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน” ที่ยังพอมีการศึกษาและโต้แย้งในแวดวงนักวิชาการอยู่บ้าง ในแวดวงวิชาการหลายสำนักค่อนข้างมีความเห็นร่วมกันว่า”วัฒนธรรมชุมชน”หมายถึงการต่อสู้ทางการเมืองในอีกมิติหนึ่ง ขยายความก็คือการมองว่า ชาวบ้านโดยปกติไม่อยู่ในความคุ้นเคยที่จะปกป้องผลประโยชน์ตนเองตามวิถีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขาจะมีการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เช่น ติฉินนินทา การคว่ำบาตร การใช้พิธีกรรม ฯลฯ รวมความแล้ววัฒนธรรมก็คือการต่อสู้อย่างหนึ่ง ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการต่อสู้

แต่ถ้าเราไปดูต้นแบบ วาทกรรม“วัฒนธรรมชุมชน” (จากงานเขียนของ ฉัตรทิพย์, บำรุง ,ประเวศ,นิพจน์ และอภิชาติ) เราก็จะพบกับวัฒนธรรมชุมชนที่สุดแสนโรแมนติค ที่ปลอดจากการต่อสู้ทางการเมือง วัฒนธรรมชุมชน-ตามแนวคิดสำนักวัฒนธรรมชุมชนนิยม-จึงกลายเป็น “คุณค่า/สิ่งจริงแท้” ที่ติดตัวชาวบ้านมาแต่กำเนิด มีอยู่แต่ดั้งเดิมในอดีตและสืบทอดมาถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลายไม่มีที่มาที่ไป ชุมชนชาวบ้านเต็มไปด้วย “น้ำใจ” ความสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประหนึ่งว่า “ชาวบ้าน/ชุมชน” เป็นกลุ่มคนที่มีสายพันธุ์พิเศษที่สืบทอดทางสายเลือดมาแต่บุพกาล

เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติ – จากต้นฉบับที่ฟอกความเป็นการเมืองออกไปแล้ว- แน่นอนว่าก็ถูกตีความออกไปหลากหลาย ตามแต่คน/องค์กรที่นำไปปฏิบัติ แต่ผลอย่างหนึ่งที่มาจากต้นแบบวัฒนธรรมชุมชนแบบโรแมนติค ที่เราจะเห็นได้เหมือนกันๆในงานพัฒนาของพวกเขาก็คือ การทำให้การพัฒนาเป็นเรื่องที่ปลอดจากมิติทางการเมือง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การลดทอนความเป็นการเมืองจากการพัฒนา

ดังนั้น ชุมชนหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยกลุ่มก้อนที่แตกต่าง ความขัดแย้ง การต่อสู้แข่งขัน ทั้งภายในหมู่บ้านเองและกับภายนอก – ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และความจริงชุมชนก็มีกระบวนการของตนเองในการจัดการปัญหาเหล่านั้น ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นศักยภาพอีกด้านหนึ่ง- แต่กลับถูกพวก NGOs มองข้ามหรือกลบเกลื่อนด้วยการพยายามมองหาแต่ด้านความร่วมไม้ร่วมมือ ช่วยเหลือเกื้อกูล หรือวัฒนธรรมประเพณีเชิงรูปแบบที่สวยงามน่าประทับใจเพียงด้านเดียว

หรือแม้กระทั่งเราจะได้ยินพวกเขาพูดเรื่อง “สิทธิชุมชน”- ซึ่งประเด็นสิทธิ เป็นเรื่อง “ความสัมพันธ์ทางอำนาจ” ระหว่างรัฐกับชุมชน ที่เป็นประเด็นทางการเมืองอย่างยิ่ง – แต่ด้วยภาษาที่ปลอดจากการเมือง ทำให้เหลือเพียงแค่ขอให้รัฐเข้าอกเข้าใจ เห็นใจ และก็ยอมรับให้มีสิทธิชุมชนมากขึ้น หรือในกรณีที่ตลกยิ่งกว่าก็คือ ประเด็นอะไรก็ได้แต่ขอเรียกเป็นสิทธิชุมชนเอาไว้ก่อนตามสมัยนิยม

การลดทอนความเป็นการเมืองเมื่อตกทอดผ่านการทำงานจากรุ่นสู่รุ่น ได้เกิดอาการขยายตัวไปสู่อีกขั้นหนึ่งก็คือ การรังเกียจการเมือง เพราะพวกเขามองว่าสังคมชาวบ้านคือสังคมที่สะอาดบริสุทธิ์ สื่อใส ตรงไปตรงมา และสิ่งที่ทำให้สังคมชาวบ้านมีมลทินก็คือ “การเมือง” ซึ่งเป็นเรื่องของเล่ห์เหลี่ยมคดโกง เป็นเรื่องที่ชักนำชาวบ้านไปในทางเสียหาย เป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่ควรเข้าไปยุ่ง

การรังเกียจการเมือง ยังถูกแวดล้อมและกระพืดพัดด้วยวาทกรรม “การเมืองเรื่องสกปรก” ของเหล่าเสนาอำมาตย์ ซึ่งมีคำอธิบายว่าการเมืองเป็นอาณาบริเวณของความสกปรก เป็นเรื่องของนักการเมืองสันดานชั่ว ต่างจากอาณาบริเวณ”เหนือการเมือง”ที่มีบรรดาอำมาตย์เป็นผู้ปกปักรักษา และเชื่อว่าปัญหาต่างๆในบ้านเมืองเกิดจากราษฎรทั้งหลายหลงผิด หรือหย่อนยานศีลธรรม ดังนั้นชาวบ้านก็ควรจะต้องได้รับการกระตุ้นเตือนให้ตระหนักในคุณธรรมความดีที่มีพวกเขาเป็นแบบอย่าง

ผลลัพธ์ของการรังเกียจการเมือง บวกกับการเมืองเรื่องสกปรก ก็คือการเห็นว่าชาวบ้านเข้าที่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็ผู้หลงผิด หลงลืมละทิ้งวัฒนธรรมชุมชนอันดีงาม เมื่อชาวบ้านหลงพลาดไป หน้าที่ของพวกเขาก็คือการดึงชาวบ้านกลับมาอยู่ในทำนองคลองธรรมอีกครั้ง พวกเขาต้องการการกระตุ้นเตือนให้คิดถึงศีลธรรมอันดีงามหรือสิ่งดีๆที่เคยมีอยู่แต่ดั้งเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “แท้จริงแล้วพวกเขาไม่เคยเชื่อมั่นในสติปัญญาของชาวบ้านเลย ในกรอบการรับรู้อันคับแคบของพวกเขาก็คือ ชาวบ้านจะต้องถูกพัฒนา ถูกทำให้ฉลาดขึ้น รู้จักพึ่งตัวเอง รู้จักเลือกสิ่งที่ถูกที่ควร รู้จักพอเพียง ตามรอยพ่อ.....เท่านั้น!!!”

ณ จุดนี้เองที่ความรู้สึกนึกคิดคิดของ NGOs กับอำมาตย์มาซ้อนทับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน!!!

ความคิดเช่นนี้คือที่มาของปฏิกิริยาที่พวกเขามีต่อชาวบ้านรอบๆตัว สำหรับชาวบ้านเสื้อแดง พวกเขาจะมองว่าเป็นพวกที่หลงผิด ถูกซื้อ ลืมตน ในขณะที่เมื่อมองไปที่ไหนพวกเขาก็พบว่าชาวบ้านเหล่านี้ยิ่งมีมาก แต่เมื่อเป็นชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ ชาวบ้านที่โง่งมเห็นแก่ได้ไร้ศักดิ์ศรีเหล่านี้จึงไม่ถูกนับรวมอยู่ในภาคประชาชนอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

แต่อนิจจาการขุดคุ้ยค้นหาภาคประชาชนที่บริสุทธิ์เชื่องเชื่อน่าสงสารเพื่อนำมาบรรจุไว้ในโครงการขอเงินทุนของพวกเขาช่างเป็นสิ่งที่ยากเย็นขึ้นทุกวัน...

เหตุแห่งการสมสู่ของคู่รักต่างเผ่าพันธุ์นี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่เกิดความตะขิดตะขวงใจด้วยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของบรรดาขาใหญ่ NGOs ที่มีสำนึกอยู่เสมอว่าพวกตนก็คือผู้รัก ห่วงใย และเข้าใจชาวบ้านมากที่สุด และเขาก็เป็นพี่ใหญ่ที่อุปถัมภ์พวกน้องๆ NGOs กันมาตลอด หรือพูดง่ายก็คือพวกเขาก็คืออำมาตย์ในแวดวง NGOsอยู่แล้ว ดังนั้นอำมาตย์ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถร่วมหอลง”โลง”กันได้อย่างปรีด์เปรม

และในฐานะที่พวกเขาสามารถใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ทำให้พวกเขามีความสามารถเข้าถึงงบประมาณรัฐได้ง่ายดายกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงเกิดระบบพรรคพวกเส้นสายเอื้ออำนวยงบประมาณให้แก่พวกพ้องตัวเองจนเกิดกรณีอื้อฉาวมาแล้วทั้งทางภาคเหนือ และสดๆร้อนในภาคอีสาน หรือตัวอย่างของการอุปถัมภ์อุ้มชูผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารองค์กรที่เป็นพวกพ้องโดยไม่แบ่งแยกผิดถูกดังกรณีการคุกคามทางเพศเจ้าหน้าที่สตรีในสำนักงานของผู้บริหารNGOsด้านสิทธิองค์กรหนึ่ง ก็ยังเป็นเรื่องที่เล่าขานกันอย่างไม่สร่างซา

ในท้ายสุดแล้วประเทศเราจึงมีนักพัฒนาที่กลายเป็นอำมาตย์ และอำมาตย์ที่กลายเป็นนักพัฒนาอยู่จนมากมายเกลื่อนกราด หากแต่ยิ่งทำงานพัฒนาพวกเขากลับยิ่งยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเกิดกลุ่มก้อนผูกขาดผลประโยชน์ในแวดวงนักพัฒนามากยิ่งขึ้นและท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นได้แค่เพียงลิ่วล้อของระบบอำมาตย์ที่คอยไต่เต้าสร้างสร้างฐานะและหากินกับภาษีของประชาชนไปวันๆ เท่านั้นเอง.

จี้อลงกรณ์ เปิดเผยแผนปฏิบัติการเอาใจสหรัฐฯ เตือนอย่าหากินบนชีวิตคนไทย

ที่มา ประชาไท


(กรุงเทพฯ/ 29 ม.ค.53) มูลนิธิเข้าถึงเอดส์พร้อมเครือข่ายภาคประชาสังคม 13 กลุ่มทำหนังสือถึงรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ เตือนสติเจรจากับผู้แทนสหรัฐฯอย่างมีศักดิ์ศรี เปิดเผย โปร่งใส ต้องไม่ทำการค้าบนชีวิตคนไทย

ตามที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อพบปะหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR เกี่ยวกับประเด็นการค้าระหว่างประเทศระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 31 มกราคม-5 กุมภาพันธ์นี้

นายนิมิตร เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ พร้อมด้วยภาคประชาสังคมอีก 13 กลุ่มได้ร่วมกันทำหนังสือถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ขอให้เปิดเผยการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐต่อสาธารณะ

“พวกเรามีความกังวลอย่างยิ่งว่า การหารือระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในการที่จะขอร้องต่อสหรัฐฯให้ถอดประเทศไทยจากการเป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) และการเชิญชวนให้สหรัฐฯเริ่มเจรจาการค้าทวิภาคี จะนำไปสู่การตกลงทำแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) อย่างลับๆ จนได้รับการชื่นชมจากผู้แทนการค้าสหรัฐตามที่ปรากฏในรายงาน 301 พิเศษประจำปี 2552 แต่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและการเข้าถึงความรู้ของคนไทย และยังอาจจะเป็นการนำงบประมาณแผ่นดินของประเทศที่ควรใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมไทยไปปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินเอกชนจนเกินกว่ากฎหมายไทยในปัจจุบันกำหนด” ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าว

เนื้อความในจดหมาย ระบุว่า “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา ต้องตระหนัก แม้การหารือเพื่อขอให้สหรัฐปลดไทยออกจากประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษจะเป็นเรื่องสำคัญและควรกระทำ แต่ต้องเป็นการเจรจาที่สมศักดิ์ศรีอย่างประเทศที่มีอธิปไตยทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ จะต้องไม่เป็นการเอาวิถีชีวิตและการผลิตของเกษตรกรรายย่อย ผู้ค้ารายเล็กรายน้อย รวมทั้งผู้ป่วยไปแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจจะมีผลได้กับนักธุรกิจที่สัมพันธ์กับการเมืองบางกลุ่มเท่านั้น” และเรียกร้องให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศและการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่อาจจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของประชาชนไทย ด้วยการเปิดเผยร่างแผนปฏิบัติการและเนื้อหาการหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯทั้งหมดอย่างโปร่งใสทันที และระลึกในใจเสมอว่า การเจรจาใดๆจะต้องไม่ทำการค้าบนชีวิตคนไทย

สำหรับภาคประชาสังคมที่ร่วมลงนามประกอบไปด้วย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ชมรมเพื่อนโรคไต เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเภสัชชนบท มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ กลุ่มศึกษาปัญหายา มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธิสุขภาพไทย และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

กำลังพลตะลึง ประชาชนหลั่งไหลรวมพลังให้กำลังใจเสธแดง ประณามทหารชั่ว หน้าทบ ...

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

by เสรีชน

กำลังพลตะลึง ประชาชนหลั่งไหลรวมพลังให้กำลังใจเสธแดง ประณามทหารชั่ว หน้าทบ ท้าทหารมรึงปฎิวัติรบกับกูประชาชน

ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน สิ้นสติ ทีวีช็อค นึกไม่ถึงท่ามกลางฝนหนักรอบชานเมือง แต่ประชาชนแห่เข้ากลางเมืองชุมนุมหน้า บก ทบ วัน เวลาทำงานกว่าสามพันคน

ตระโกนให้กำลังใจเสธแดง ด่าอนุพงษ์ ประยุทธ์ เปรม ลั่น ท้ากำลังพลออกมาปฎิวัติเมื่อไร เจอกับกำลังพลประชาชนต่อต้านทุกกรณี ที่ทหารเผด็จการจะรุมเสธแดงให้หมอบสยบเป็นแมวนอนหวด ตอนนี้ ประชาชนมวลชนแดงค่อนประเทศปรากฎตัวให้กำลังใจกำลังกายพลตรีขัตติยะ ทหารเสือฝ่ายประชาชนแล้ว

งานนี้ หมาหมู่เขียว เจอไม้เท้าตีสุนัขแดง
สู้เพื่อประชาธิปไตย ความยุติธรรม คำนี้มีมนต์ขลังเกินกว่าคำบรรยาย !!!!


http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/17918

ผูกมิตรทหารกล้า ต้านขี้ข้าอำมาตย์

ที่มา Thai E-News





จะเป็นทหารค้ำบัลลังก์อำมาตย์
หรือเป็นทหารชาติไทยเข้มข้น
ตามธงชาติแดงมหาประชาชน
พิสูจน์โดยกำลังพลที่ยืนยัน

ผูกมิตรทหารกล้าผู้น่ารัก
ผู้ประจักษ์ความจริงเหนือสิ่งฝัน
ต้านขี้ข้าอำมาตย์หยุดฟาดฟัน
ไม่ฟังคำสั่งมันฆ่าญาติมิตร

ทหารคือลูกหลานคนธรรมดา
ส่วนหนึ่งถูกเกณฑ์มาอาญาสิทธิ์
ส่วนหนึ่งเรียนและหวังทั้งชีวิต
คาดคิดว่าจะได้เป็นนายพล

ป้อนโปรแกรมสั่งการทหารหุ่น
ปั่นสมองหัวหมุนให้สับสน
กว่าจะรู้มันสั่งฆ่าประชาชน
พ่อแม่พี่น้องตนต้องล้มตาย

ทหารสิ้นศรัทธาหัวหน้าชั่ว
ตาสว่างเห็นทั่วที่เสียหาย
หลุดพ้นพันธะโซ่โง่งมงาย
แม้รับใช้ทุ่มกายก็มืดมน

ถวายทั้งชีวิตชีวาวาด
สยบใต้ตีนอำมาตย์ไม่มีผล
พอเสร็จศึกปลิดชีวิตทีละคน
ปรากฏบนหน้าประวัติศาสตร์ไทย

ประกาศต่อพี่น้องทหารหาร
ลูกหลานมวลประชาผู้ยากไร้
ปืนในมือกระบอกนี้ภาษีใคร
ลั่นกระสุนไปทางไหนคิดให้ดี

ปืนในมือกระบอกนี้ภาษีใคร
ลั่นกระสุนไปทางไหนคิดให้ดี


วิสา คัญทัพ


ขออภัยในความไม่สะดวก รถถังชุกชุมกุมภ์

ที่มา Thai E-News


ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ และ ประชาไท
29 มกราคม 2553

กองทัพ วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก การเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธ จาก กทม.ไปต่างจังหวัด เพื่อเตรียมฝึกคอบร้าโกลด์ 2010 ตลอดเดือน ก.พ. จึงต้องขออภัยในความไม่สะดวก เสื้อแดงตัดไม้ข่มนามหน้ากองทัพ หากทำรัฐประหารเจอเผา


วันที่ 29 ม.ค. พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในช่วงตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ กองทัพบกจะฝึกภาคสนามของหน่วยในระดับกองพล ซึ่งเป็นการฝึกตามวงรอบประจำปี เพื่อเตรียมกำลังให้พร้อมปฏิบัติการรบในภารกิจป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงภายในและพัฒนาประเทศ รวมถึงเพิ่มทักษะให้ทหาร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะทำการฝึกในหลายพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยในช่วงเวลาดังกล่าวหน่วยทหารของกองทัพบก จะมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์ จากที่ตั้งหน่วยทหารไปยังพื้นที่ฝึกต่างๆ

“สำหรับวัน เวลา และสถานที่ ในการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ เพื่อทำการฝึกที่สำคัญมีดังนี้

ในวันที่ 28 ม.ค.- 9 ก.พ.53 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1รอ.) เคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ไปฝึกรักษาสันติภาพในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2010 ณ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

และวันที่ 3-14 ก.พ.53 พล.1 รอ. จะเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์จาก กทม.ไปทำการฝึกภาคกองร้อยที่ จ.กาญจนบุรี

โดยในวันที่ 3 ก.พ.นี้ เวลา 05.00-12.00 น. จะทำการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมาก โดยจะใช้พื้นที่เกียกกาย สะพานแดง และประดิพัทธ์ กองทัพบกจึงขออภัยในความไม่สะดวก” รองโฆษกกองทัพบก กล่าว

เสื้อแดงชุมนุมหน้า บก.ทบ. "พล.อ.อนุพงษ์-ประยุทธ" ไม่อยู่ ไปปัตตานี


บรรยากาศการชุมนุมหน้ากองทัพบกวันนี้ ซึ่งตอนเริ่มชุมนุม(ภาพบน)แดดเปรี้ยง แต่พอเริ่มชุมนุมไม่นาน ฝนก็ตกตลอดการชุมนุมราวกับนัดไว้(ภาพล่าง) เป็นที่น่าสังเกตว่าเสื้อแดงชุมนุมทีไร ไม่ว่าจะฤดูไหน ฝนก็ตกตลอด

หนังสือพิมพ์ประขาไทออนไลน์ รายงานข่าวการชุมนุมเสื้อแดงหน้ากองทัพบกวันนี้ ดังต่อไปนี้

“จตุพร” ลั่นถ้าเกิดรัฐประหารให้ยึดศาลากลาง สกัดหน้าค่ายทหาร โอ่ถ้าตนตายให้เอาศพไปสู้ด้วย “วีระ” บอกคนเสื้อแดงมาถามทหารจะปฏิวัติหรือไม่ ชี้รัฐประหารแต่ละครั้งเพิ่มปัญหาประชาชน ถ้าทำอีกไทยจะต่อท้ายพม่า เล็งดำเนินคดีอภิสิทธิ์ใช้เอกสารเท็จรับราชการทหาร “กี้” ขู่ถ้าทำรัฐประหาร กรุงเทพฯ จะเป็นทะเลเพลิง


ช่วงบ่ายวันนี้ (29 ม.ค.) ที่หน้ากองบัญชาการทหารบก (บก.ทบ.) กลุ่มคนเสื้อแดงตั้งเวทีปราศรัย โดยนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง สวมเสื้อสีม่วงขึ้นเวทีกล่าวโจมตีรัฐบาลและพล.เอก.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.



อนุพงษ์-ประยุทธ์ ไม่อยู่ บก.ทบ. ไปปัตตานี

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้ทำงานด้านใน บก.ทบ. โดยตั้งแต่เวลา 09.30 น. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก และคณะ ได้เดินทางมามาเพื่อเข้าร่วมประชุมหารือรับทราบผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

พล.อ.อนุพงษ์ เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมกับหน่วยกำลังว่า จากการประเมินสถานการณ์ในภาพรวมปัจจุบันประชาชนได้มีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกๆ เรื่อง การแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรวมเป็นไปในทางที่ดี มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ภายใต้การใช้การเมืองไปแก้ปัญหาก็ทำได้ดี หรือสิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่พยายามจะทำให้ดีกว่านี้



จตุพรลั่นถ้ารัฐประหารให้ยึดศาลากลาง สกัดหน้าค่ายทหาร โอ่ถ้าตายให้เอาศพไปสู้ด้วย

ส่วนบรรยากาศชุมนุมที่หน้า บก.ทบ. ตั้งแต่ในช่วงบ่าย คนเสื้อแดงได้ทยอยรวมกัน เพื่อสอบถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงข้อมูลที่ทางกลุ่มทราบว่าจะมีการทำรัฐประหาร โดยมีการรวมกันจนเต็มหน้าทางเข้า บก.ทบ. จนต้องปิดถนนราชดำเนิน

นายจตุพร พรมพันธ์ ปราศรัยเมื่อเวลา 16.00 น. ว่าถ้ามีการรัฐประหาร คนเสื้อแดงทุกจังหวัดให้ไปที่ศาลากลางจังหวัด และยึดทันที และให้ไปจอดรถหน้าประตูค่ายทหาร เอารถบรรทุกมาเทดินหน้าค่ายทหาร เพื่อห้ามไม่ให้ทหารนำรถถังออกมาทำรัฐประหาร ให้ปิดทุกเส้นทางที่ทหารจัดเข้าเมืองหลวง ส่วนในกรุงเทพฯ ให้มารวมกันที่สนามหลวง หน้า บก.ทบ. และทำเนียบรัฐบาล และให้จัดการตามที่เห็นสมควร

นายจตุพร ปราศรัยว่า ถ้ามีนายพลคนไหนที่คิดทำรัฐประหารให้ประกาศมาเลยว่าวันไหนจะยึดอำนาจ แต่คิดว่านักปฏิวัติไม่เป็นลูกผู้ชาย เป็นหมาลอบกัดทำปฏิวัติทุกครั้ง นายจตุพรยังปราศรัยด้วยว่าถ้าตนตาย ให้คนเสื้อแดงพาศพของตนไปสู้ด้วย ถ้าหาศพไม่เจอ ให้เอารูปไปวางบนเวที แล้ววิญญาณของตนจะมาสู้อยู่กับท่าน

นายจตุพรปราศรัยว่า การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะทำให้อำมาตย์บ้านสี่เสาฯ ไม่สามารถสู้ได้อีกต่อไป พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ควรเป็นอำมาตย์คนสุดท้ายที่ได้อยู่บ้านสี่เสาฯ ต้องเอานวมทอง ไพรวัลย์ และวีรชนที่เสียชีวิตจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปอยู่ที่นั่นแทน



วีระบอกมาถามจะปฏิวัติหรือไม่ ชี้รัฐประหารแต่ละครั้งเพิ่มปัญหาประชาชน

เวลาประมาณ 16.30 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. ปราศรัยว่า ที่มาในนี้ มาผูกมิตรทหารกล้า ต่อต้านขี้ข้าอำมาตย์ มาถามว่าจะปฏิวัติหรือไม่ ถ้าปฏิวัติมาก็ปฏิวัติไป ถ้าไม่ปฏิวัติก็ไม่ปฏิวัติ มาชุมนุมพอหอมปากหอมคอ

นายวีระกล่าวว่า คนเสื้อแดงได้รับผลโดยตรงจากการทำรัฐประหาร จากการยึดอำนาจทุกครั้ง และผลลัพธ์ที่ปรากฏกับคนเสื้อแดงคือได้แต่ความทุกข์ ความเดือดร้อน การรัฐประหารเพิ่มปัญหาประชาชน ไม่เคยแก้ปัญหาประชาชนแท้จริงได้เลย



ชี้ในอาเซียนมีแต่ไทยกับพม่าที่รัฐประหาร

พี่น้องในกองทัพครับ ไม่ต้องไปดูไกล ดูมิตรประเทศในอาเซียน 10 ประเทศ มีประเทศไหนบ้างที่เถียงกันว่าจะปกครองด้วยเผด็จการดีหรือประชาธิปไตยดี ไม่มีเลย ของเขาลงตัวหมดแล้ว ไม่เถียงกันแล้ว ประชาชนไม่ต้องลุกขึ้นมาเดินขบวน เสียเวลา เพื่อทวงหาสิทธิเสรีภาพ ประเทศเหล่านั้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ไม่ต้องเถียงเรื่องการปกครอง มีสองประเทศเท่านั้นคือไทยกับพม่า เสมอสูสีกัน น่าจัดให้ชกที่เวทีราชดำเนินมาก

พี่น้องทหารหาญเราเดินตามหลังลาว กัมพูชาแล้ว รู้ตัวกันบ้างไหมเล่า มิตรประเทศเหล่านั้นเขากำลังพัฒนาเศรษฐกิจ มีสิทธิเสรีภาพ ส่วนพม่าก็ดิ้นรนขวนขวายพยายามอยู่ นานาประเทศทั่วโลกก็บีบเข้าไป เค้นเข้าไป เพื่อให้มีการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารพม่าก็สัญญาว่าปีนี้จะเลือกตั้งแล้ว ของเราล่ะครับ อย่ามาบอกว่านี่เป็นรัฐบาลเลือกตั้ง อย่าพูดเป็นอันขาด เพราะรู้ว่าทำคลอดรัฐบาลนี้กันในค่ายทหาร



เล็งดำเนินคดีอภิสิทธิ์ใช้เอกสารเท็จ

นายวีระ ปราศรัยด้วยว่า อย่างที่จตุพรบอก ที่กองทัพไปยกย่องคนหนีทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้อายุความการหนีการเกณฑ์ทหารหมดไปแล้ว แต่การใช้เอกสารเท็จเข้ารับราชการทหารยังมีอายุความและมีความผิด ผมเห็นช่องทางแล้ว เดิมผมไม่เคยความสำคัญกับรัฐบาลนี้เพราะเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพอำมาตย์จะอยู่หรือไปก็ไม่สำคัญ เพราะแม่ปลวกยังอยู่ ไล่ลูกยังไงก็ไม่ไป

ความคิดนั้นแม้ดำรงอยู่ แต่ผมเกิดความคิดใหม่ แม้รัฐบาลนี้จะเป็นลูกปลวกที่ไม่มีความสำคัญมากมายนัก แต่มันกัดกินเสาเรือนเราจนจะพังอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องกำจัดปลวกด้วย และจัดการแม่ปลวกไปพร้อมๆ กัน การกำจัดปลวกนั้นตั้งประเด็นชัดเจน นายกรัฐมนตรีไม่มีคุณสมบัติ ส.ส. เพราะใช้เอกสารเท็จรับราชการทหาร กองทัพพิจารณาแล้ว ทุกคนมีความผิดถูกลงโทษตามลำดับขั้น ยกเว้นอภิสิทธิ์ที่กองทัพไม่ดำเนินการ และเรามีหลักฐานมีสำนวนการสอบจากกองทัพบก ท่านทราบไหมว่าเราได้ยังไง ถ้าคนในกองทัพไม่ส่งให้ก็คงไม่ได้

ดังนั้นถือว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นผู้ต้องหามอบตัวให้กองทัพบกไปดำเนินคดี ถ้าไม่เช่นนั้น คนเสื้อแดงก็จะชุมนุมให้กองทัพบกนำตัวอภิสิทธิ์ไปดำเนินคดี ถ้าท่านปกป้องอภิสิทธิ์เท่ากับช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ประชาชนเสื้อแดงที่รักชาติสามารถจับกุมได้ ถ้าประวิตร วงษ์สุวรรณ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ถ้าไปปกป้องอภิสิทธิ์ก็จะถูกจับ เราจะไม่ให้อภิสิทธิ์ทำงานแล้ว แต่ให้ไปมอบตัวสู้คดี



ย้ำรัฐประหารอีกครั้ง ไทยจะไปต่อคิวหลังพม่า

นายวีระย้ำว่า รัฐประหารไม่เกิดประโยชน์ ถ้าทำอีกครั้ง เราจะไปต่อคิวหลังพม่า อย่าทำอีก ที่ทำกันมาครั้งสุดท้าย 3 ปีมาจนบัดนี้เห็นแล้วใช่ไหมไม่มีอะไรดีขึ้น ทุกอย่างเลวลง มันกู้ไม่ฟื้นเวลานี้ เพราะเราแก้ผิดวิธี ไปแก้โดยรัฐประหาร

ถ้าพี่น้องในกองทัพเห็นพ้อง ประชาชนเห็นพ้อง ต่อไปนี้ขอให้จับมือกัน ผูกมิตรกันต่อต้านรัฐประหาร ส่วนบ้านเมืองจะเดินไปยังไง แก้เศรษฐกิจ สังคมยังไง ตอบได้ว่า ถ้าทุกคนจริงใจ และจริงจัง น้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทชัดเจนทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ทหารอย่าออกมาตั้งรัฐบาล อย่าแทรกแซงรัฐวิสาหกิจ ตำรวจรักษากฎหมาย ครูสอนหนังสือ หมอรักษาคนไข้ คนเสื้อแดงทำงาน อาบเหงื่อต่างน้ำ เสียภาษี เลี้ยงประเทศ ทุกคนเคารพซึ่งกันและกัน ประเทศอาเซียนไม่มีที่ไหนสู้เราไม่ได้ แต่เพราะทำผิดหน้าที่ไขว้เขวอย่างนี้ เราถึงลำบาก



“กี้” ขู่กรุงเทพฯ จะเป็นทะเลเพลิง ถ้าทหารทำรัฐประหาร

เวลาประมาณ 17.00 น. นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงปราศรัยว่า ถ้ามีการทำรัฐประหาร ให้ประชาชนเข้ากรุงเทพฯ แล้วเอาขวดแก้วมาใบเดียว มาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า ถ้ามาล้านคน ก็เติมล้านลิตร กรุงเทพฯ เป็นทะเลเพลิงแน่นอน ขอบอกให้ทหารได้รับทราบ ส่วนทหาร ให้ประชาชนเสื้อแดง 3 คน ต่อทหาร 1 คน ไปทหารมัด แล้วยึดปืนเอาไว้ ปฏิบัติตามนี้ รับรองได้ว่าคนเสื้อแดงชนะอำมาตย์แน่นอน



“ณัฐวุฒิ” ถามตอนสนธิใช้ผ้าอนามัยเช็ดพระบรมรูปทรงท้า ไม่เห็นนายทหารทำอะไร


ต่อมานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ปราศรัยว่า นายทหารที่ตบเท้าออกมาปกป้อง พล.อ.อนุพงษ์ จาก เสธ.แดง นั้น ขอถามว่าตอนที่สนธิ ลิ้มทองกุล เอาผ้าอนามัยเช็ดลานพระบรมรูปทรงท้า ซึ่งเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของผู้ก่อตั้งโรงเรียนนายร้อย จปร. แท้ๆ แต่นายทหารกลับไม่เห็นออกมาทำอะไร

นายณัฐวุฒิปราศรัยด้วยว่า สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีข่าวว่าประเทศไทยจะเป็นโน่น จะเป็นนั่น พอสมัยอภิสิทธิ์ เป็นหนี้อย่างเดียว



ชี้นายทหารชั้นผู้น้อยไม่ควรถูกใช้ทำรัฐประหาร-ถูกอมเบี้ยเลี้ยงภาคใต้

นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยว่า ทหารชั้นผู้น้อยไม่ควรเป็นเครื่องมือให้นายทหารใช้ทำรัฐประหาร ถ้านายทหารชั้นผู้ใหญ่จริงใจกับนายทหารชั้นผู้น้อยจริง ทหารที่ไปอยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงไม่ถูกอมเบี้ยเลี้ยงเหมือนในปัจจุบัน

นี่เสื้อเกราะยังได้ไม่ครบคน แต่ส่งอุปกรณ์ GT200 ที่หลักการทำงานเหมือนไม้ล้างป่าช้า ไปให้ตรวจระเบิด ในเมื่อนักวิชาการอย่างอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผมก็ไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว ท่านตรวจสอบแล้วว่ามันใช้ไม่ได้ผล ที่อ้างว่าข้างในมีชิบตรวจระเบิด พอข่าวบีบีซีไปแกะปรากฏว่าชิบหาย มันชิบหายมาตั้งแต่ต้น แล้วไปให้ลูกหลานประชาชนถือ ผมเจ็บปวดแทนท่าน แทนพ่อแม่ลูกเมียท่าน ถือท่านเดินถือ GT200 โดยเข้าใจว่านายเอาของดีมาให้ใช้



ถามทหารจะรบกับใคร ย้ำถ้าเสื้อแดงชนะจะเอาประชาธิปไตยให้ทุกคน

ทหารกล้าที่เคารพ วันนี้ผมพูดตรงไปตรงมา บอกให้เข้าใจว่าสิ่งที่คนเสื้อแดงสู้ ถ้าพวกผมแพ้ พวกผมแพ้เอง ถ้าถูกจับ ก็จับ ถ้ายิงพวกผมโดนก็ตาย ยิงไม่โดนพวกผมก็หลบ ไม่ได้สนใจ ไม่ได้อินังขังขอบกับผลที่ตามมาถ้าพ่ายแพ้ ไม่มีที่ยืนหรือไร้อิสรภาพ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าผมชนะ ผมจะเอาชัยชนะให้ท่าน ให้ครอบครัว ให้ลูกหลานท่าน ได้เติบใหญ่มีประชาธิปไตยในวันข้างหน้า คนเสื้อแดงยินดีสละร่างให้ทุกท่านเดินในบ้านเมืองที่มีประชาธิปไตยในวันข้างหน้า

จึงถามใจท่านว่าทหารท่านจะรบเพื่อใคร เขากล่าวหาว่าคนเสื้อแดงจ้องทำลายสถาบัน ขอเรียนว่าถ้าผมคิด ถ้าผมทำ พวกผมไม่เดินกันมาขนาดนี้ คงไม่มีที่ยืนในประเทศนี้มานานแล้ว ผมไม่เคยคิด ไม่เคยทำ ขอให้ถามนายท่านดีกว่าที่มีปัญหาเรื่องนี้ ตอนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมปิดเส้นทางพระราชดำเนิน พันธมิตรฯ ไม่เปิดเส้นทาง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ต้องเปลี่ยนไปใช้ ถ.หลานหลวง ตอนนั้นนายทหารท่านเจ็บปวดบ้างไหม แต่พวกผมเจ็บปวด ท่านรู้สึกเหมือนพวกผมไหม

ตอนที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ถูกนายสนธิ กระทำการอย่างนั้น นายของท่านไม่กล้าแม้แต่จะสบตาดุสนธิด้วยซ้ำไป แต่พวกผมเจ็บปวด ท่านรู้สึกเหมือนพวกผมไหม



ลั่นศึกครั้งนี้เลี่ยงไม่ได้ เรียกร้องทหารชั้นผู้น้อยต้านรัฐประหาร

ท่านถามใจตัวเองสิครับ ท่านจะรบเพื่อใครในศึกนี้ ศึกนี้เลี่ยงไม่ได้ ถ้าท่านรัฐประหารผมก็สู้ ถ้าไม่ทำรัฐประหารพวกผมก็โค่นอำมาตยา ศึกนี้เลี่ยงไม่ได้ ถามใจท่านว่าจะสู้เพื่อใคร รบเพื่ออนุพงษ์ เพื่อประยุทธ์ ซื้ออาวุธ เอา GT200 ใส่มือท่าน ท่านจะรบเพื่อคนพวกนี้หรือ ขณะเดียวกันถ้าท่านรบเพื่อประชาชน ประชาชนมามือเปล่าสู้ไม่กลัวตาย เหนื่อยไม่ย่อท้อ สามปีกว่าถูกเขาไล่ขยี้ตลอดมา แต่พวกเรายังยืนอยู่ได้ ถ้าหากเราชนะ ชีวิตหลังจากนี้ไปของท่านทุกวันทุกเดือนท่านจะยิ่งใหญ่เป็นเจ้าของประเทศเท่าเทียมกับประชาชน

ถ้ารบเพื่ออนุพงษ์ ก็ช่วยอนุพงษ์ รบเพื่อประยุทธ์ ก็ช่วยประยุทธ์ ถ้ารบเพื่อประชาชน ก็ช่วยตัวเอง ช่วยพ่อแม่ ช่วยประชาชน ถามใจตัวเองเถิด ถ้าอาวุธเขาจ่ายมาทำรัฐประหาร รองเท้าบู้ทที่ท่านจะเดินเป็นเส้นทางไปฆ่าประชาชน หรือจะเดินเคียงข้างประชาชนท่านตัดสินใจเอง



ชูทหารชั้นผู้น้อย รศ.130 – คณะราษฎรต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทย มาจากนายทหารยศไม่ใหญ่ทั้งนั้น บรรพบุรุษของเรา กบฏ รศ.130 ก็เป็นนายสิบ เป็นจ่ามากมาย แม้ รศ.130 จะไม่สำเร็จ แต่เป็นก้าวย่างฐานสำคัญของคณะราษฎรในย่ำรุ่ง 24 มิถุนายน

แล้วคณะราษฎรก็ไปหาแกนนำ รศ.130 ว่า ถ้าไม่มีพวกท่านวันนั้น ก็ไม่มีพวกเราวันนี้ ถ้าท่านทำเพื่อประชาธิปไตยอีก 10 ปีข้างหน้า ลูกหลานมันจะเดินมาหาท่าน แล้วบอกว่าถ้าไม่มีพวกท่านวันนั้น ก็ไม่มีประชาธิปไตยในวันนี้ ขอถามท่าน กระบอกปืนของท่านมีไว้เข่นฆ่าทำลาย หรือมีไว้สร้างสรรค์ มีไว้ปลิดชีวิต หรือสร้างชีวิต มีไว้รับใช้เผด็จการ หรือสร้างประชาธิปไตย คิดให้ดีทหารกล้า



ย้ำอีกครั้ง ถ้าปฏิวัติจะเผา ก่อนสลายการชุมนุม

“ขอกราบเรียน พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.เปรม และนายทหารใหญ่น้อย อยากเรียนว่า ถ้ามึงปฏิวัติ กูเผา โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ถ้ามึงปฏิวัติ กูเผา” นายณัฐวุฒิกล่าว จากนั้นในเวลา 18.00 น. นายณัฐวุฒิได้เชิญชวนให้ผู้ชุมนุมร้องเพลงชาติ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนสลายการชุมนุม

ประมวลเหตุการณ์คนเชียงใหม่ไล่สมคิด

ที่มา Thai E-News




โดย คนเมือง
29 มกราคม 2553

เป็นอีกครั้งแล้วที่ต้องพูดถึงนายตำรวจคนๆ นี้ หลายคนอาจขี้เกียจอ่าน พอๆ กับที่เบื่อ (หน้า) นายตำรวจคนนี้ สิ่งที่จะได้อธิบายต่อไปก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงความ “ชอบธรรม” (ไม่ใช่ “ชอบทำ” รัฐประหารแบบที่ทหาร “ชอบทำ”) ในการขับไล่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภาค 5 และจำเลยคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ ของแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่

ซึ่งคราวนี้ก็ใช่ว่าจะมีกลุ่มรักเชียงใหม่'51 เจ้าเก่าขาประจำเท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหลายกลุ่มทั้งจากต่างอำเภอและต่างจังหวัดพากันเข้าร่วม

ผู้คนเป็นพันๆ มารวมตัวเพื่อไล่คนๆ เดียวเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเสียกระไร นี่คงเป็นครั้งแรกเลยกระมังที่คนเจียงใหม่ซึ่งถูกย่ำยีกดขี่มานานในประวัติศาสตร์ พร้อมใจลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับการปกครองแบบรวมศูนย์ที่ยกอำนาจให้ข้าราชการในเมืองกรุงเป็นคนกำหนดทิศทางของแต่ละท้องถิ่น

เช่นตั้งแต่มีภาค 5 มายังไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่ “คนเมือง” (แต๊ๆ) จะก้าวขึ้นมาเป็น ผบช. ตำแหน่งที่สมคิดทนนั่งอยู่จนถึงวันนี้ได้ หากมาจากคนข้างบนก็ย่อมรับใช้คนข้างบน การอำนวยความสะดวกให้คนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุลเดินทางมาเหยียบราชธานีของแผ่นดินล้านนาได้อย่างสบายใจเฉิบเมื่อปลายปีที่แล้วใช้ยืนยันความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

เหตุผลสำคัญที่เชื้อเชิญให้คนมากันไล่ท่านมากมายขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากคำพูดของตัวท่านเอง

“...ถ้าสิ่งไหนผมทำไม่ดีนะครับ ท่านไล่ผม แล้วผมจะเดินออกจากภาคห้าไปเลย...”
ท่านเคยกล่าวไว้เช่นนี้จริงๆ แกนนำเชียงใหม่'51 เค้าบันทึกเอาไว้แล้วเมื่อคราวท่านแสร้งทำดีตีหน้าเศร้าไปเยือนพวกเค้าถึงสถานีที่โรงแรมแกรนวโรรสไงครับ เพิ่งไม่นานมานี้เอง ท่านลืมได้ลงเชียวหรือ และที่เค้าเอามาเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าภาค 5 หล่ะ ท่านไม่ได้ยินบ้างเลยเหรอครับ ท่านหูตึง หรือว่าเครื่องเสียงของกลุ่ม 51 ยังไม่ดังพอ?

ยิ่งเสียกว่านั้นท่านเองก็ยังถือเป็นขุนพลเสื้อเหลืองคนสำคัญที่มีส่วนอย่างยิ่งยวดในการทำลายระบอบประชาธิปไตย และยุบพรรคการเมืองพลังประชาชน เป็นผลให้เสียง (ข้างมาก) ของประชาชนไม่มีความหมายใดๆ แน่นอนที่สุดที่มากันมากหลายก็เพราะรับพฤติกรรมของท่านในส่วนนี้ไม่ได้นั่นเอง

รวมทั้งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตำรวจภาค 5 ส่วนใหญ่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง (บ้างถึงขั้นเข้าร่วมชุมนุมซะเอง บ้างช่วยบริจาคเงิน ข้าวกล่อง น้ำดื่ม ฯลฯ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับไล่ท่านด้วยแล้ว แกนนำเขารู้แม้กระทั่งว่าท่านจะเริ่มประชุมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับ รอง ผบก.-สารวัตร ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 (ครั้งใหญ่ครั้งแรกนับแต่ ปชป. ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล) ตอนกี่โมง ท่านเลื่อนเป็นเวลาไหนเขาก็รู้ทัน เขาจึงมาชุมนุมกันและถึงพยายามจะเข้าไปในภาค 5 ให้ได้ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 มกราคม 2553 (ที่ปรากฏเป็นภาพข่าวเณรถูกตำรวจหิ้วปีกนั่นแหละ) ไงครับ

ลองตรองดูให้ดีว่ารอบๆ ตัวท่านยังเหลือคนห่วงท่านจริงๆ (ไม่ใช่ห่วงตำแหน่งหรือความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตัวเอง) สักกี่คน แม้นหลังจากเกิดเหตุกระทบกระทั่งกับกลุ่มคนเสื้อแดงแล้ว ท่านก็ยังเดินหน้าที่จะประชุมให้ได้ในช่วงค่ำวันนั้นเอง และก็ทราบจากคนแถวๆ นั้นด้วยว่าที่ประชุมมีมติให้ผ่านโผไปก่อน โดยที่หลายๆ สิบตำแหน่งยังไม่นิ่งเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ตัวโผนี้เองก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ หากมีนายตำรวจผู้เสียหายร้องไปยังศาลปกครองว่าคำสั่งนี้มิชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นพิจารณาของศาลอยู่ที่ว่าท่าน (พล.ต.ท.สมคิด) มีอำนาจที่จะลงนามในคำสั่งนี้หรือไม่? ซึ่งตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 95 ระบุว่า
“ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจตามมาตรา 72 หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. (กรณีนี้ได้แก่ ผบ.ตร.) มีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน...”


โดยรายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ปรากฏอยู่ใน กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 3 กำหนดขยายความไว้ เป็นต้นว่า

1) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีอาญาในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ และผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ และถ้าให้ผู้นั้นคงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ หรือ

(2) มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าถ้าคงอยู่ในหน้าที่ราชการจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนพิจารณาหรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น ฯลฯ

และนี่เองที่เป็น 1 ใน 2 ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่มีต่อเขา คือต้องการให้ พล.ต.ท.สมคิด พิจารณาตัวเองด้วยการหยุด (หน้าด้านนน) ปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งของ ผบ.ตร.

ส่วนอีกข้อก็คือ ขอให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจที่ได้ (ฝืนกระแสประชาชน) ประชุมกันไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2553 (คำสั่งตำรวจภูธรภาค 5 ที่ 18 / 2553 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ดูhttp://www.police5.go.th/site/notic/viewnotic.php?notic_id=101) ซึ่งลึกๆ ข่าววงในว่ามาเซ็นกันจริงๆ เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (28 ม.ค. 53) นี่เอง

โดยมีข่าวลือเล็ดลอดออกมาว่าโผนี้เด็กนักการเมือง ทั้ง ปชป. (แม่เลี้ยงติ๊ก) และ ภท. (เนวิน) น้อยหน้าเด็กนาย (สมคิด) มากโข โดย พ.ต.อ.ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยตัว ท ซึ่งสมคิดดึงมาช่วยราชการที่สำนักงานของเขา ถือเป็นผู้กุมอำนาจตัวจริง (ถึงขนาดระดับ รอง ผบช. ยังต้องหวั่นเกรง) ซึ่งแกเองก็ได้ขึ้นเป็นถึง รอง ผบก.จว.ชม. และว่ากันว่าโรงพัก 4 มุมเมืองเจียงใหม่ ล้วนแล้วแต่ตกเป็นของเพื่อนร่วมรุ่นนายตำรวจ ท.ทหารคนนี้ทั้งสิ้น ยังมิพักเอ่ยถึงสารวัตรหญิงคนใกล้ชิดที่ก้าวขึ้นเป็นรอง ผกก. อย่างง่ายดาย (แต่แว่วๆ มาว่าสมคิดยืนยันหนักแน่นว่าโผนี้ภายใต้การนำของเขายึดหลักความสามารถเกือบ 100 %)

การชุมนุมใหญ่บริเวณหน้าตำรวจภูธรภาค 5 (บนสองฟากฝั่งถนน) ที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นจนถึงเกือบเวลาเที่ยงคืนเมื่อวานนี้ (ซึ่งก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน ตร.ดอยสะเก็ดก็เพิ่งจะออกหมายจับแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่’51 กรณีปิดล้อมบ้านเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง) ผู้เข้าร่วมชุมนุมเมื่อคืนนี้ ประมาณด้วยสายตาน่าจะอยู่ที่ราวๆ 1,000 คน (กว่า 70 % เป็นผู้หญิง จากที่ถามๆ ได้ความว่าหลายคนมาไกลมาก เช่น คุณป้าคุณยายที่มาจาก อ.ฝาง เป็นต้น)

แต่แค่นี้ก็ได้ทำให้รถติดยาวเหยียด เพราะคนล้นจนต้องมายืนฟังกันอยู่บนถนน ช่องทางจราจรสองฝั่งรวมกันจาก 6 เลนเหลือสัญจรไป-มาได้เพียง 2 เลน ขณะที่แทบไม่พบตำรวจจราจรมายืนอำนวยความสะดวกในการจราจรแถวนั้นเลย คงมีแต่คนเสื้อแดงคอยทำหน้าที่ดังกล่าวให้แทน ทราบภายหลังว่าเป็นความตั้งใจของนายที่คงอยากเห็นสังคมรุมด่าคนเสื้อแดงที่ออกมาสร้างปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า และจากปากคำของแกนนำเสื้อแดงเองก็ประกาศชัดว่าจะไม่ให้มีการชุมนุมจนเลยเถิดถึงขั้นปิดถนนเด็ดขาด เนื่องจากเคยถูกดำเนินคดีในข้อหากีดขวางทางจราจรมาแล้วหลายครั้ง

ขณะเดียวกันหลายวันมานี้ตำรวจภาค 5 ในทุกๆ ฝ่ายก็กลับต้องมาเหนื่อยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าเวรเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี (ที่แทบไม่เหลือแล้ว) ของผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาอุกฉกรรจ์ กว่าจะได้กลับบ้านหาลูกหาเมียก็ปาไปตีหนึ่งเข้าแล้ว หนำซ้ำยังสั่งการให้มีประชุมประเมินสถานการณ์ทุกๆ 2 ชั่วโมงอีกต่างหาก และได้ขอความร่วมมือให้ตำรวจทุกหน่วยช่วยกันบันทึกภาพ (ไม่ว่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหวหรือภาพนิ่ง) ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงทุกฝีก้าว อ้างว่าเพื่อจะได้นำไปใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีในฐานปิดกั้นเสรีภาพต่อไป ขณะที่นายของพวกเขากำลังนอน (หลบ) อยู่ที่มุมไหนกับใครก็ไม่รู้อย่างสบายใจเฉิบ นี่คงเป็นหนึ่งในคุณลักษณะนิสัยของอำมาตย์ที่ชอบเอาแก่ใจตนเองกระมัง

อยากฝากถึงตำรวจที่ยังรู้สึกไม่ดีต่อคนเชียงใหม่เสื้อแดงว่าอย่าได้รังเกียจพวกเราเลย 19 กันยาฯ ทำให้มีพวกเราในวันนี้ ต้นตอของปัญหานี้อยู่ตรงไหน ทำไมเขาและเธอถึงต้องแสดงออกอย่างรุนแรงเช่นนั้น ท่านทราบดี สมคิดฯ ก็เป็นหนึ่งในผลผลิตของปัญหานั้นที่คนเสื้อแดงเรียกมันว่า “อำมาตยาธิปไตย” นั่นเอง

ข่าวล่าสุดยืนยันออกมาจากข้างในว่าวันนี้ (29 ม.ค. 2553) แกยังมาทำงานตามปกติ แต่ที่พิเศษกว่าทุกวัน ก็คือ วันนี้ที่ประตูด้านหน้ามีเวที (ขนาดเล็ก) และโลงศพ (ที่คนเสื้อแดงซื้อถวายให้แก) มาตั้งขวางอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากที่แกเห็นก็มีคำสั่งให้รื้อและให้เอาไปเก็บไว้ที่ สภ.แม่ปิง จากนั้นแกก็ได้เข้าประชุมหลายๆ คณะภายในภาค 5 นั่นเอง

แหล่งข่าวรายงานว่าในการประชุม (คณะหนึ่ง) วันนี้ แกย้ำว่า
“ผมไม่ใช่เป็นคนหน้าด้าน แต่ที่ผมยังอยู่ เพราะผู้บังคับบัญชายังไม่ได้สั่งให้ผมไป”
ฤาจะไม่มีสัจจะในหมู่คนดี (+มีคุณธรรม) อย่างคุณ

ถ้าผู้อ่านอยู่ใกล้ท่านสามารถเดินทางไปให้กำลังใจนายสมคิดได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่สามารถเข้าร่วมได้ ก็ยังมีช่องทางให้ท่านร่วมให้กำลังใจนายตำรวจไม่มีสัจจะคนนี้ได้ทางhttp://www.police5.go.th/site/boardtxt/webboard.php

ประกายความหวังที่บรรเจิดขึ้น

ที่มา Thai E-News




บุกถ้ำเสือ-เสื้อแดงจัดชุมนุมหน้ากองทัพบก ถนนราชดำเนินวันนี้ ทั้งที่แดดเปรี้ยงๆฝนก็ตกลงมาสู่ที่ชุมนุมตามเคย ติดตามรับชมการถ่ายทอดสดคลิ้กที่นี่ /รับฟังการถ่ายทอดสดผ่านวิทยุอินเตอร์อินเตอร์เน็ต คลิ้กที่นี่[ภาพ:ไทยฟรีนิวส์]

โดย Pegasus
29 มกราคม 2553

“...ที่ใดมีความมืดที่นั่นอาจมีแสงสว่างรำไรอยู่ก็ได้...”


วันก่อนได้คุยกับคนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแท็กซี่ ได้ความคิดมาไม่น้อย เลยเอามาแบ่งปันพร้อมกับเสริมแนวคิดต่างๆให้เป็นรูปธรรมสำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้

ว่ากันที่สภาพแวดล้อมก่อน ฝ่ายอำมาตย์มีการตกลงใจกันแล้วว่า จะหาช่องทางสร้างความชอบธรรมเพื่อปราบขบวนการประชาธิปไตยลงเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา ด้วยข้อหา ไม่จงรักภักดี สะสมอาวุธ คอมมิวนิสต์ หรือมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง อันนี้เป็นธงที่ตั้งไว้

เมื่อพลเอก อ. ฯไม่เอาด้วย เนื่องจากขอเกษียณอายุอย่างปลอดภัยดีกว่า ภาระจึงตกอยู่กับพลเอกท่านอื่นที่ต้องลงมือ คำถามคือทำไมต้องลงมือใช้ความรุนแรง ช่องทางอื่นไม่มีหรือ คำตอบคือมี..

แต่ที่เครือข่ายอำมาตย์ทั้งหลายไม่ต้องการก็คือการคืนอำนาจอธิปไตยให้กับปวงชนชาวไทยตัดสินชะตาชีวิตของตัวเอง ก็เพราะเพื่อผลประโยชน์อันมหึมา อย่างนึกไม่ถึงในการสูบกินประชาชนและประเทศไทยนี้ทำให้ยากที่จะยอมให้ประชาชนโงหัวขึ้นมาจากการเหมือนเป็นไพร่ ทาส ได้แต่ทำให้ทุกชีวิตทำงานหาเงินด้วยค่าจ้างต่ำ ทำงานหนัก และต้องผูกพันส่งเงินทองให้เข้าระบบของอำมาตย์ทั้งที่เป็นบนดินเช่น ราคาสินค้า ราคาลอตเตอรี อัตราดอกเบี้ย อัตราภาษี และใต้ดิน ได้แก่เงินกู้นอกระบบ รุกป่า ทำลายทรัพยากร เส้นสาย มาเฟีย ฯลฯ ปีละหลายแสนหลายหมื่นล้านบาทโดยไม่มีใครกล้า หรือทำอะไรเครือข่ายนี้ได้ตลอดมา

ปัญหาคือฝ่ายอำมาตย์จะสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปราบได้อย่างไร เพราะถ้าปล่อยการเมืองให้เดินไปเองสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเลือกตั้ง ซึ่งเครือข่ายอำมาตย์ยอมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรอให้ครบเทอมหรือการยุบสภา

นอกจากนั้นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งคือ โรคติดต่อร้ายแรงที่เรียกว่า “โรคตาสว่าง” ยิ่งนานวันอัตราการระบาดก็ขยายตัวมากยิ่งขึ้น จากการชุมนุมไม่ว่าใหญ่หรือย่อยของฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขชี้ขาดชัยชนะได้แก่ความเข้าใจความจริงในค่ายทหาร ความคิดที่เห็นว่าเสื้อแดงจะค่อยๆหมดการสนับสนุนไปเองนั้น ดูเหมือนจะเป็นการคาดคะเนที่ผิด เพราะส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงที่ออกเงินหาทุนมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันเองทั้งนั้น

ดังนั้นการยึดเงิน 76,000 ล้านจึงไม่ใช่ปัญหาของคนเสื้อแดง แต่จะเป็นการกระตุ้นให้มีคนเสื้อแดงเพิ่มขึ้นเท่านั้น และถึงอย่างไรในระยะปานกลางก็จะต้องนำไปสู่การเลือกตั้งเมื่อครบเทอมอยู่ดี หากไม่มีการยุบสภาเสียก่อน และไม่ว่ากรณีใดๆพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะประสบชัยชนะเสมอ

และแม้ว่าแผนการที่จะยุบพรรคก่อนการยุบสภานั้นจะวางไว้แล้ว แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็จะสู้อย่างอดทนต่อไป และด้วยความแค้นที่ทับถมทวีขึ้นจนในที่สุดอาจจะระบาดกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของคนไทยอย่างเปิดเผยในที่สุด และเมื่อถึงเวลานั้นการเลือกตั้งคงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการได้มาซึ่งประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว

โรคตาสว่างที่น่าสะพรึงกลัวนี้ ทำให้ประชาชนที่เป็นเสื้อแดงและกำลังจะมาเป็นเสื้อแดง เห็นได้ชัดเจนว่าศัตรูที่คอยทำร้ายพวกเขาคือใคร ไม่ว่าจะเป็นพวกศักดินาคือเจ้าขุนมูลนายเดิม อำมาตย์คือข้าราชการที่มีอำนาจรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง นายทุนผูกขาดที่อิงแอบกับศักดินาเดิมแล้วเคลื่อนย้ายมาเป็นพรรคพวกกับอำมาตย์ และนายทุนข้ามชาติที่ติดต่อทางธุรกิจผ่านทางกลุ่มศักดินาอำมาตย์ ซึ่งต่อไปจะเรียกรวมๆว่าเป็นฝ่ายอำมาตย์

โรคตาสว่างทำให้คนล่างสุดจนถึงสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทางอำนาจและผลประโยชน์นี้เกิดความสำนึกว่าพวกเขากำลังถูกล่าอยู่ตลอดเวลาด้วยกรงเล็บที่โหดเหี้ยมและโลภเป็นอย่างยิ่ง

ชาวไร่ ชาวนา รู้สึกว่าพวกเขาทำงานหนัก แต่ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ เพราะพ่อค้าคนกลางและเจ้าหนี้นอกระบบซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นสาขาของเครือข่ายอำมาตย์ได้ควบคุมราคาและชีวิตของพวกเขาอยู่

กรรมกรรู้สึกว่าถูกกดขี่แรงงาน ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นสิ่งที่ต่อรองยากเข็ญเหลือเกิน ในขณะที่ประเทศอื่นๆกรรมกรต่างมีรายได้ขั้นต่ำสูงกว่ากรรมกรประเทศไทยกันทั้งนั้น แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมไม่มีใครอยู่ฝ่ายผู้ใช้แรงงานเลย และคำตอบก็ได้รับการเฉลยว่าผู้กุมอำนาจเศรษฐกิจและกฎหมายต่างก็เป็นเครือข่ายของอำมาตย์ทั้งสิ้น

พนักงานบริษัท ผู้ประกอบการต่างก็สงสัยว่าทำไมรายได้ของตนจึงน้อยนักเทียบกับประเทศพัฒนาในกลุ่มเดียวกัน ทำไมต้องมีค่าใช้จ่ายใต้โต๊ะมากมายในการทำธุรกิจในไทย ทำไมข้าวของแพง ทำไมน้ำมันราคาแพงผิดปกติ ทำไมจึงปฏิรูปที่ดินไม่ได้ ทำไมที่ดินขาดแคลน แต่มีคนบางคนซึ่งไม่กี่คนมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ ทำไมต้องมีการบุกรุกทำลายป่าแล้วนายทุนตามไปฮุบต่อ

ทำไมธุรกิจระดับชาติ หรือนักลงทุนต่างชาติหากไม่มีเส้นสาย ฝากตัว ติดต่อยอมเป็นทาสรับใช้แล้วจะไม่สามารถทำธุรกิจในไทยได้หรือหากหลงเข้ามาแล้วก็ต้องมาจ่ายภาษีพิเศษที่พูดก็ไม่ได้ ได้แต่กรอกหน้า แล้วก็จำต้องมาขึ้นราคาผลักให้ประชาชนไทยรับภาระไปแทน

จนแม้กระทั่งด่านตรวจศุลกากร ด่านตรวจตำรวจ ทำไมจึงมีมากมายเต็มประเทศไปหมด น่าประหลาดใจเสียเหลือเกินจนในที่สุดวันหนึ่งก็ทราบคำตอบโดยที่ไม่ต้องมีใครมาเฉลย และมองเห็นภาพรวมว่าต้องฝากตัวกับเส้นสายเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ใครฝากได้เส้นที่ใหญ่กว่าก็สุขสบายกว่า ใครเกิดมาหรือเป็นสมาคมกับเส้นสายที่ใหญ่โตกว้างขวางก็กลายเป็นผู้กว้างขวางไปด้วย และสามารถทำผิดกฎหมายหรือหาประโยชน์อะไรก็ได้ตราบเท่าที่เส้นสายนั้นอนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์ให้อย่างเหมาะสม

โรคตาสว่างนี้เอง เร่งให้อำมาตย์ต้องเร่งปิดปากและเร่งทำลายกระบวนการประชาธิปไตยเสียก่อนที่จะสายเกินไป แต่แท้จริงแล้วเมื่อทุกอย่างเดินหน้าแล้ว คงจะยากที่จะกลับคืนไปสู่ยุคมืดอีก ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะแพ้หรือจะชนะ ประชาชนได้เดินหน้าไปแล้วและไม่มีทางเหลียวหลังกลับมาดูอีก

เมื่อฝ่ายอำมาตย์ไม่สามารถหลอกล่อให้ฝ่ายประชาธิปไตยทำผิดกฎหมายด้วยความบุ่มบ่ามและถูกกำจัดเสียได้ด้วยอำนาจตามกฎหมาย จนในที่สุดความจำเป็นในการใช้อาวุธก็มาถึง เพราะไม่เห็นแนวทางอื่นอีก

แต่ทว่าการใช้อาวุธถ้าใช้วิธียึดอำนาจหรือรัฐประหารก็มาได้รับสัญญาณอย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ มิตรประเทศหนึ่งเดียวที่จะอุ้มฝ่ายอำมาตย์เสียจากคดีปิดสนามบินนานาชาติได้ ทางเดียวที่เหลืออยู่และตีบตันยิ่งคือการเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาความสงบเรียบร้อยโดยฝ่ายทหารเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ได้ใช้มติคณะรัฐมนตรี แต่มติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่กฎหมายเป็นเพียงคำสั่งทางปกครอง ต้องมีตำรวจเป็นผู้ใช้อำนาจและอาจยอมตามอำนาจให้ฝ่ายทหารออกหน้า แต่ทหารก็ไม่สามารถใช้อาวุธได้อยู่ดี เพราะประชาชนจะไม่มีอาวุธสงคราม

ดังนั้นทหารจะไม่สามารถใช้อาวุธสงครามได้ ทั้งการปฏิบัติในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่เหมือนตำรวจคือใช้ได้แต่ โล่ กระบอง และอาวุธปืนสั้นหากมีการต่อสู้เท่านั้น

ดังนั้น การสร้างสถานการณ์คงจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ ดึงเอาเสื้อเหลืองมาก่อเหตุปะทะเสื้อแดงแล้วถือโอกาสปราบเสื้อแดง โดยเสื้อเหลืองที่มีทหารปลอมมาเป็นคนทำร้าย โดยมุ่งเป้าไปที่แกนนำให้เสียชีวิตเพื่อยุติการเคลื่อนไหว

หรือ เอาทหารกลุ่มหนึ่งทำเป็นจะออกมายึดอำนาจโดยที่มีการตกลงกันไว้แล้ว ทำให้เสื้อแดงถลำออกมาปะทะด้วย แล้วทหารตัวการใหญ่ออกมารักษาความสงบ เรียบร้อยอันนี้ก็ทำให้ฝ่ายอำมาตย์ดูดี

หรือ ใช้ฝ่ายล่าสังหารมาเก็บแกนนำ แล้วทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เหมือนกับที่เคยจัดการกับลิ้มปูตินมาแล้ว หรือ ยึดทรัพย์ ยุบพรรคโดยหวังว่าเสื้อแดงจะลุกเป็นไฟ แล้วก่อเหตุวุ่นวาย เพื่ออ้างเหตุมาปราบเพื่อรักษาความสงบ

หรือ เข้าจับแกนนำดื้อๆโดยให้มีการยกเลิกการประกัน แล้วทำชุลมุนสังหารแกนนำ โดยบอกว่าต่อสู้ขัดขืนเจ้าพนักงาน ซึ่งก็คงไม่ต่างจากกรณีเสธแดงที่ฝ่ายตำรวจมีข่าวลือกันลั่นว่า ไม่ได้เข้าไปค้นบ้านตามที่เป็นข่าว แต่กลายเป็นฝ่ายทหารจัดฉากทั้งสิ้น ซึ่งหากเป็นจริงทหารที่จัดฉากก็อาจจะโดนหลายคดี โดยตำรวจนั่นแหล ะเป็นพยานให้ในที่สุด เพราะทหารมีข้อจำกัดเรื่องความรู้ความชำนาญทางการเมืองและกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง อยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ก็อาศัยบารมีเส้นสายคุ้มครองอยู่เท่านั้น ได้แต่รอเวลาถูกชำระบัญชี

ส่วนคำตอบของฝ่ายเสื้อแดงก็คงจะเป็นดังนี้

-การไม่สนใจฝ่ายเสื้อเหลือง เพราะเหลือน้อยจนนับจำนวนได้

-เสื้อแดงจะไม่รีบเข้าไปปะทะกับทหารที่แอบออกมายึดอำนาจ เพราะเสื้อแดงมีเวลาเหลือเฟือในการรอเวลาเพื่อดูให้เห็นชัดๆว่าใครเป็นคนยึดอำนาจ และไม่แน่ถ้าเป็นอย่างนี้คนยึดอำนาจอาจได้อำนาจไปจริงๆ จนคนที่วางแผนจะออกมาปราบทีหลังกลายเป็นหมดอำนาจไปจนได้ ส่วนฝ่ายเสื้อแดงก็คงนั่งบนภูดูสุนัขกัดกันตามเคย

ซึ่งแน่ละฝ่ายเสื้อแดงคงฉลาดพอที่จะคอยดูว่าใครกันแน่ที่เป็นหัวหน้าก่อการยึดอำนาจในครั้งนี้ถ้าไม่เข้าตาก็คงไม่ออกมาให้เมื่อย

-ส่วนการใช้หน่วยล่าสังหารออกมาตามฆ่าแกนนำ ถ้าเกิดเหตุจริงเป้าหมายของเสื้อแดงคงไม่ใช่ทหาร เพราะเหตุที่โหดเหี้ยม ทารุณเช่นนี้ฝ่ายเสื้อแดงทราบดีว่ามาจากใครและบ้านอยู่ที่ไหนไม่ต้องบอก

-กรณีทำเป็นเจ้าหน้าที่เข้าไปจับแกนนำแล้วแอบสังหารเสียก็จะเข้ากรณีเดียวกัน

-ส่วนการยึดทรัพย์ ยุบพรรคนั้นคนเสื้อแดงทนได้อยู่แล้วเรื่องยึดอำนาจ หรือสงกรานต์เลือดที่ร้ายแรงกว่านี้ยังทนได้ เสื้อแดงจะอดทนเพื่อให้มีจำนวนคนมากพอที่จะกวาดล้างระบอบเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อได้เวลาจริงจะมีเหตุการณ์หรือไม่มีเหตุการณ์ก็ไม่แปลกและก็อาจสร้างเองก็ได้โดยถือหลักว่าผู้ได้อำนาจรัฐในที่สุดคือผู้ปกครอง และเมื่อประชาชนส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสื้อแดงและประชาธิปไตยซึ่งเกลียดชังระบอบเผด็จการอำมาตย์และเครือข่ายเสียแล้ว มะม่วงเผด็จการก็จะปลิดลงจากขั้ว

-ในที่สุดก็คงมีแนวทางเดียวคือการสั่งปราบเอาดื้อๆ โดยอ้างเหตุลมฟ้าอากาศ โลกร้อน อาเพศ หรือมนต์ดำอะไรก็แล้วแต่ รวมถึงเหตุที่ฝ่ายเสื้อแดงหายใจเอาอากาศของฝ่ายอำมาตย์ที่เป็นเจ้าของเข้าไปก็เป็นได้



ถ้าเป็นอย่างนั้นจากข้อมูลที่ทราบกันอยู่แล้วว่าทหารจะมีประมาณไม่เกิน 99 กองร้อย หรือ 33 กองพัน หรือ 11 กรม หรือ สามกองพล เป็นอย่างสูง (โปรดสังเกตว่าการตบเท้าที่มีเร็วๆนี้ มีเพียง 11 กองพันเท่านั้นและบางกองพันทราบมาว่าจำใจมาเสียด้วย) ซึ่งหมายถึงทหารจะถูกถอนจากการรักษาหน้าที่รั้วของชาติมาเป็นรั้วของเหล่าอำมาตย์ที่โฉดชั่วแทน โดยมีการแอบอ้างว่าจะมีการล้มล้างสถาบันต่างๆสุดแท้จะจินตนาการเอาได้

แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างดี สมมติให้ทหารมีกองร้อยละ 200 คน 100 กองร้อยโดยประมาณ ก็จะมีทหารถืออาวุธมาประมาณ 20,000 คน การจะจัดการกับทหารเหล่านี้ก็จะเป็นมวลชนที่ได้รับการฝึกแล้วในขณะนี้จนมีความชำนาญใกล้เคียงกับนักศึกษาวิชาทหารหรือรักษาดินแดน แต่ต้องมีจำนวนมากกว่า 10 เท่าคือประมาณ 200,000 คน ซึ่งต้องแยกไปดำเนินการกับแต่ละกองร้อยที่มี 200 คนนั้น

สมมติว่ามวลชนมีการจัดเป็นกองร้อย ก็จะเป็นกองร้อยละ 2,000 คนเช่นกัน โดยอาจแบ่งเป็นหมวดละ 200 คน จำนวน 10 หมวดหรือ 1 กองร้อยจึงจะพอหยุดทหารได้ แต่ต้องระวังการถูกยิงจากหน่วยที่ได้รับการล้างสมองจนเพ้อไปแล้วเช่น หน่วยจากกองพล 2 ที่แสดงบทบาทอยู่ในขณะนี้

ดังนั้นการหาที่กำบังจากรถแท็กซี่ รถบรรทุก ฯลฯ เป็นสิ่งที่ต้องคิดตั้งแต่แรก และทหารเหล่านี้จะมาทีละกองร้อยคือครั้งละ 200 คน การจะเข้าทำการกับทหารเหล่านี้ ก็ควรต้องเอาความรู้สมัยเป็นนักศึกษาวิชาทหารหรือทหารกองประจำการมาใช้ โดยใช้หลักกำลังมากกว่า 3 เท่าเป็นหน่วยในแนวหน้า อีก 3 เท่าเป็นหน่วยกองหนุน และที่เหลืออีก 4 เท่าเป็นกองหนุนทั่วไป จะเข้าทำการใดๆ ก็ใช้กำลังที่มากกว่า 3 เท่านั้นก่อนคือ 600 คน แล้วมีอีก 600 คนเป็นกองหนุนคอยคุมเชิง มีอีก 800 คนเป็นกองหนุนทั่วไปคอยทำการเมื่อจำเป็นเช่นการบดขยี้ หรือการป้องกันการโจมตีจากด้านข้าง ด้านหลัง หรือ กองร้อยอื่น ในกรณีที่มีขนาดของทหารใหญ่ขึ้นหรือลดลงหรือเป็นการประจำตามจุดต่างๆก็ให้ประยุกต์ตามแนวทางนี้

สิ่งหนึ่งที่จะต้องวางแผนไว้ตั้งแต่แรกคือ กำลังที่ใช้ดำเนินการในระยะแรกควรจะเป็นกำลังมวลชนที่มาจากกรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงทำการประสานงานกันอย่างดี และมีการฝึกทบทวนบทบาทหน้าที่ต่างให้ดี เหมือนกับรักษาดินแดนหรือทหาร โดยควรมีทหารเก่ามาให้ความรู้และแต่งตั้งหัวหน้าหมวด หรือ หัวหน้ากองร้อยให้ชัดเจน ส่วนกำลังมวลชนจากต่างจังหวัดนั้นมีหน้าที่ พามวลชนจำนวนมหึมา มหาศาลเดินทางมาในอีกสองวันต่อมาเพื่อบดขยี้กำลังของฝ่ายอำมาตย์ เหมือนน้ำจากเขื่อนแตกไหลเข้าพัดพาสิ่งปลูกสร้างและบ้านเรือนทั้งหลายไหลมุดม้วนจมลงสู่อ่าวไทย

หน้าที่ของมวลชนเมื่อมามือเปล่าคือ การปิดล้อมไว้เฉยๆโดยมีเครื่องกีดขวางที่สร้างขึ้นมา ให้ทหารส่วนนั้นเหมือนถูกจับไว้และไม่สามารถใช้งานได้ หน้าที่ทหารนั้นส่วนมากจะถูกสั่งให้มาทำการยึดพวกอิฐ หิน กำแพง ปูน ได้แก่สถานที่ แต่หน้าที่ของมวลชนคือ จับและยึดตัวกำลังทหาร อาวุธ กระสุน วัตถุระเบิดของฝ่ายทหารโดยไม่ใช้ความรุนแรง ให้ใช้การเจรจาและการตัดเสบียง หน่วยทหารที่มีความคิดเป็นอิสระไม่ถูกล้างสมองน่าจะยอมปลดอาวุธอย่างรวดเร็ว ยกเว้นพวกที่ถูกล้างสมองจนเพ้อคลั่งไปแล้วเท่านั้น

แต่หากมีการใช้อาวุธจากฝ่ายทหารเข่นฆ่าประชาชน การบันทึกภาพ การส่งภาพ และการรอคอยให้เกิดรัฐบาลพลัดถิ่นคือเป้าหมายของฝ่ายประชาธิปไตย อย่าบุ่มบ่าม อย่าเร่งจังหวะตัวเอง จากนั้นไปหาจอบ หาเสียม อะไรต่างๆย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น ส่วนการฌาปนกิจนั้น สมควรจะคัดเลือกแต่สมบัติของฝ่ายอำมาตย์เท่านั้นไม่ควรทำลายโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเมืองซึ่งประชาชนทั่วไปต้องใช้ประโยชน์เพราะเมื่อเกิดการจลาจลจริงๆคนของอำมาตย์ปกติก็คงเดินทางออกนอกประเทศพร้อมกับทรัพย์สมบัติต่างๆแล้ว จนเหลือแต่ซากให้กับคนไทย ดังนั้นการทำเสียของคงไม่ใช่ผลดีอย่างแน่นอน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์จะมีแผนการ หรือวิธีการใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบหนังซีรีส์เกาหลีโบราณอย่างใดก็ตาม คนเสื้อแดงที่ชอบดูซีรีส์เกาหลีก็น่าจะพอมองเกมส์ออก และไม่ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆเหมือนสมัยสงกรานต์ รู้จักที่จะรอจังหวะสอง หรือจังหวะสาม แล้วแต่เหตุการณ์ แต่คงไม่เข้าทำอะไรแบบไร้เดียงสาอีกแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอ

ในแผนการที่แยบยล เจ้าเล่ห์และเหี้ยมเกรียมนั้น ปรากฏว่ามีข้อจำกัดอยู่มาก อย่างน้อยก็จำนวนทหารที่จำกัดเปรียบเทียบกับจำนวนมวลชนธรรมดา และมวลชนที่ฝึกแล้วที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา โรคตาสว่างติดเชื้อระบาดอย่างรุนแรงไปทั่ว จนในที่สุดในระยะเวลาอันสั้นหากไม่มีการลงมือจากฝ่ายเผด็จการประชาชนก็พร้อมจะลงมือในการปลดปล่อยตัวเอง

ช่วงเวลานี้ มีรัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซียกับพรรคพวกขับมอเตอร์ไซค์ที่เรียกว่า บิ๊กไบค์ หรือมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ท่องเที่ยวไปทั่วภาคใต้ของไทย ค่ำไหนนอนนั่น ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นอารยะและศิวิไลซ์ของข้าราชการระดับสูงของประเทศมาเลเซีย ในขณะที่นายทหารระดับสูงของไทยมีสไนเปอร์ มีกองกำลังติดตามมากมาย ไม่แตกต่างจากคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ ไปไหนมาไหน ก็สอดส่ายสายตาล่อกแล่กดูเหมือนโจรที่มีความผิดติดตัวอย่างไรอย่างนั้น นี่คือความมืดมิดของผู้รับใช้ระบอบอำมาตย์ซึ่งแตกต่างราวฟ้ากับเหวกับประเทศที่ไม่มีระบอบอำมาตย์ครอบงำ

แต่ในที่อับจนที่สุดกลับมีความหวัง ด้วยการปรากฏว่าในขณะที่รัฐบาลไทยตามข่าวในวันแรกส่งเงินไปช่วยประเทศเฮติเป็นเงินเพียงสองหมื่นเหรียญสหรัฐ กลับปรากฏว่าคนไทยทำการบริจาคช่วยชาวเฮติเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ต้องขอบคุณภาคเอกชนและหลายฝ่ายที่ได้ร่วมมือกัน รวมถึงโทรทัศน์ช่อง 3 ที่เมื่อทำอะไรเองแล้วก็ทำการได้ดีทีเดียว

นี่คือน้ำใจของคนไทย ความเป็นคนดีของคนไทย ไม่โลภ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินเข้ากระเป๋าอยู่ข้างเดียวเหมือนอำมาตย์และบริวาร จะยึดอำนาจกันทีก็นั่งนับเงินกัน แต่ปรากฏว่าทหารในระดับกองร้อย กองพันที่ไปเสี่ยงชีวิตกลับไม่ได้เงินลับนั้นมาตั้งแต่การยึดอำนาจปี 49 แต่มีเงินหายไปจากระบบจำนวนมหาศาล แล้วใครได้ไป สิ่งนี้ทำให้ทหารบางส่วนไม่ยอมจับอาวุธเมื่อมีการสั่งในวันที่ 20 กว่าๆที่ผ่านมาถึงสองครั้ง สองครา

นี่ก็เป็นแสงสว่างในความมืดที่แท้จริง และหวังว่าโรคตาสว่าง จะทำให้ทหารเหล่านั้นเกิดความต้องการที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองและลูกหลานของเขาอย่างถาวรบ้างในอนาคต ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เราก็คงหลุดรอดออกมาจากปลายอุโมงค์อันยาวไกล และไปสู่แสงสว่างที่คนไทยช่วยกันถักสานมานานแสนนาน จนกลายเป็นคนไทยอย่างที่เห็น

จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
**************