ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 28, 2011

ผังล้มเจ้า ใบอนุญาตฆ่าคนบริสุทธิ์ ?

ที่มา Thai E-News




โดย Don Nama
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป


คำ สารภาพของ พ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะจำเลย ต่อศาลในคดีหมิ่นประมาท อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ว่า ผังล้มเจ้าไม่มีจริง ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ไม่มีมูลความจริงใดๆเลย ช็อคความรู้สึกคนไทยทั้งประเทศ (รายละเอียดข่าว)

เพราะคนไทยไม่เชื่อว่า คนระดับโฆษกกองทัพบก ในนาม ศอฉ. จะเอาเรื่องร้ายแรงอย่างนี้มาโกหกออกทีวีเป็นทางการครั้งแล้วครั้งเล่า สื่อหลักประโคมข่าวไปทั่วประเทศ ตราหน้าว่าคนเสื้อแดงเป็นพวกล้มเจ้า สร้างความเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกัน

เป็นบาดแผลร้าวลึกจนยากจะประสาน

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เพราะรัฐบาลมาจากการอุ้มของทหาร ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน รัฐบาลสั่งใช้กำลังทุกอย่างที่มี ใช้ตำรวจจากทั่วประเทศ ใช้ทหาร ร.อ. จำนวนนับพันนาย อาวุธเต็มพิกัด เพื่อกดดันให้คนเสื้อแดงเลิกชุมนุม

เมื่อเห็นว่าคนเสื้อแดงไม่มีทีท่าจะหยุดชุมนุม ทหารก็วางแผนสลายการชุมนุม ด้วยการตั้งหน่วยล่าสังหาร สไนเปอร์ เตรียมเก็บเสื้อแดง

แต่ ทหารเหล่านี้เป็นคนไทย ไม่อยากฆ่าคนไทยด้วยกัน พ.อ.สรรเสริญ จึงสร้างเรื่องผังล้มเจ้ามาล้างสมองทหารพวกนี้ ว่าเสื้อแดงมาชุมนุมเพื่อล้มเจ้า ทั้งๆที่เขาต้องการแค่ยุบสภา



ทหาร ถูกล้างสมองจนเชื่อ จึงกรีธาทัพเข้าบดขยี้ผู้ชุมนุมอย่างบ้าคลั่ง ลอบยิงคนไม่มีอาวุธจากระยะไกลเหมือนล่าสัตว์ในป่า ไม่เลือกผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ แม้แต่พยาบาล หน่วยกู้ภัย ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ก็ไม่เว้น

คนหนีตายซมซานเข้าไปในวัดก็ยังตามไปยิงอย่างเลือดเย็น ทั้งหมดทั้งปวงเกิดจาก ผังล้มเจ้า ที่กองทัพบกโกหกคนไทยทั้งประเทศ

ผัง ล้มเจ้า จึงเปรียบเหมือน ใบอนุญาตฆ่าคนไทยผู้บริสุทธิ์อย่างเลือดเย็น การอ้างสถาบันเพื่อทำร้ายประชาชนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า การขออนุญาตฆ่าประชาชนยังจะเกิดขึ้นอีกต่อไป

หยุดออกใบอนุญาตทำร้ายประชาชนด้วยครับ บาปกรรม

เพื่อไทยเปิดปราศรัยครั้งแรกที่กรุงเทพ

ที่มา Voice TV









เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษ การเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคมก็จะเริ่มต้นขึ้น แต่ละพรรคการเมืองต่างลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้พรรคเพื่อไทย เปิดปราศรัยใหญ่ที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก ระหว่างเวลา 16.30 - 21.00 น.ที่สวนลุมพินี ไปติดตามบรรยากาศกับคุณดวงพร มโนแจ่ม รายงานสดมาจากสวนลุมพินี

"เสื้อแดง"ปักหลักสวนลุมฯ หน้าอนุสาวรีย์ร.6รอฟัง "ยิ่งลักษณ์" ปราศรัยหาเสียง(ชมภาพชุด)

ที่มา มติชน























ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 16.30 น. วันที่ 28 พ.ค. นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย จะขึ้นเวทรปราศรัยหาเสียงที่ สวนลุมพินี ฝั่งลานพระบรมรูปราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ท่ามกลางการมารอฟังปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาจับจองพื้นที่ในการนั่ง ฟังตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว

โหรจำเป็น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



เกรียวกราวพอสมควรกรณี นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ออกมาวิเคราะห์ฟันธงการเมืองหลังเลือกตั้ง 3 ก.ค.

หลักๆ คือพรรคเพื่อไทยจะชนะประชาธิปัตย์ ด้วยตัวเลข 210 ต่อ 160 ที่นั่ง ส่วนพรรคภูมิใจไทยอันดับ 3 ได้ 111 ที่นั่ง

รวมกัน 3 พรรค 481 ที่นั่ง

นั่นเท่ากับเหลือให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก อื่นๆ รวมกันแค่ 19 ที่นั่ง

นายเนวิน วิเคราะห์ด้วยว่าถึงพรรคเพื่อไทยจะชนะ แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ของพรรคจะไม่ได้เป็นนายกฯ

เนื่อง จากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รู้ว่าถ้าให้ 'โคลนนิ่ง' เป็นนายกฯ อาจถูกต่อต้านจากสังคมส่วนหนึ่งเหมือนสมัย 'รัฐบาลสมชาย' ปัญหาก็จะไม่จบ

เลยต้องชูคนอื่นขึ้นมาแทน

ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ก็เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแสดง 'สปิริตออกซ์ฟอร์ด' ลาออกจากหัวหน้าพรรคเหมือนอย่าง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เคยปฏิบัติ

นายเนวิน วิเคราะห์ไว้คร่าวๆตามนี้ ใครจะเชื่อหรือไม่เป็นอีกเรื่อง

บางคนฟังแล้วบอกว่า นายเนวิน อาจได้รับสัญญาณบางอย่างมาจากใครบางคน ให้มาถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง

คือไม่เอาทั้งยิ่งลักษณ์ ไม่เอาทั้งอภิสิทธิ์ แต่จะเอาคนกลาง

ขณะที่บางคนกลับมองว่า นายเนวิน อาจไม่ได้รู้ลึกรู้จริงอย่างที่พูด แต่ต้องการหวังผลบางอย่างในการเลือกตั้งเท่านั้น

โดย เฉพาะตัวเลขพรรคภูมิใจไทย 111 ที่นั่ง ฟังแล้วก็ยังสงสัย ว่าน่าจะเป็นการปั่นกระแสให้พรรคของตนเองดูดีมีราคา มากกว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

อย่างที่รู้กันอยู่ว่าในพื้นที่เลือก ตั้งภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยคือคู่แข่งตัวฉกาจของพรรคภูมิใจไทย ถ้าดูจากโพลต่างๆ ก็จะพบว่ากระแสยิ่งลักษณ์ กำลังดีวันดีคืน

ถึงขนาด ที่มีข่าวแม้แต่ในพื้นที่ 9 เขตของจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยเหลือพื้นที่ชัวร์ๆ แค่ 2 เขต ส่วนอีก 7 เขตยังต้องลุ้นเหนื่อย

ถ้าเปรียบกับเกมฟุตบอลที่นายเนวินเชี่ยวชาญ การออกมาให้ข่าวระบุพรรคเพื่อไทยชนะแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือการฟันธงว่ายิ่งลักษณ์ ไม่มีทางได้เป็นนายกฯ

ก็ไม่ต่างจากการใช้แผนไล่เตะสกัด 'ศูนย์หน้าตัวเป้า' ของทีมฝ่ายตรงข้าม

ไม่ให้โชว์ฝีเท้าลากเลื้อยมายิงประตูตัวเอง

จนแพ้คารังเท่านั้นเอง

หนุนนายกฯหญิง เติ้งส่งซิก เสียบแจกัน"แม้ว"

ที่มา ข่าวสด

เป็นใบเฟิร์นแซมกุหลาบ สูตรพท.-บรรหาร-สุวัจน์ มาร์คลงใต้-ปูยังอยู่อีสาน ปธ.กกต.ฉุน-โต้เข้าบ้านป๋า ผบ.ทบ.ยันไม่ตั้งรบ.ในค่าย



เอาฤกษ์ - น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย ตีฆ้องเอาฤกษ์เอาชัยขณะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงที่ จ.มหาสารคาม มีประชาชนและคนเสื้อแดงมารอรับเนืองแน่น เมื่อวันที่ 27 พ.ค.

"เติ้ง" เบรก "เนวิน" หัวทิ่ม หนุน "ยิ่งลักษณ์" นายกฯ หญิง แบะท่าถ้าเพื่อไทยชนะพร้อมเป็นใบเฟิร์นประดับแจกันกุหลาบ ตามที่ "ทักษิณ"เปรียบเปรยเป็นอุทาหรณ์เตือนตัวเอง "ชุมพล" รับลูกสูตรเพื่อไทย-ชาติไทยพัฒนา-ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน "หมอวรรณรัตน์" เขิน-ขอบคุณที่ทักษิณยังไม่ลืม "มาร์ค" เดินหาเสียงที่หลักสี่ เจอชาวบ้านชูนิ้วเบอร์ 1 และส่ายหน้าให้เห็นตลอดทาง ก่อนลงใต้หาเสียงที่ภูเก็ต "เทือก" ตอบโต้โพลรายวัน พร้อมกับไม่ลืมย้ำ "เผาบ้านเผาเมือง" ปู-ยิ่งลักษณ์ เดินสาย 4 จุดทั่วมหา สารคาม ระบุประชาชนต้องเป็นคนเลือกนายกฯ ถ้าประชาชนเลือกก็พร้อมเป็นนายกฯ "ประยุทธ์" การันตีไม่มีตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีกแน่นอน



"มาร์ค"หาเสียงหลักสี่เจอส่ายหน้า

เมื่อเวลา 07.15 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่ข้างห้างบิ๊กซี ปากซอยแจ้งวัฒนะ 14 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาหาเสียงช่วยนายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครส.ส.เขตหลักสี่ โดยนายอภิสิทธิ์ยืนคู่กับ ผู้สมัครและยกมือไหว้ขอคะแนนเสียงจากประชาชนและรถยนต์ที่ผ่านไปมา ซึ่งมีบางคนเข้าไปจับมือ มอบดอกไม้ ขอถ่ายรูป แต่ก็มีบางส่วนไม่ชื่นชอบนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ เดินผ่านแล้วพูดว่าไม่เลือกพรรคนี้ บางคนส่ายหน้าให้นายอภิสิทธิ์เห็นอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าปากซอยพูดคุยกันเสียงดังว่า "มาทำไม เขตนี้ไม่มีใครเลือกหรอก"

ระหว่างนั้นมีหญิงวัยกลางคนเข้าร้องเรียนนายอภิสิทธิ์ให้ช่วยแก้ปัญหาสะพาน ลอยเดินข้ามหน้าบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ ที่มีพื้นบันไดสั้นและแคบ เดินขึ้นลงไม่สะดวก คนเคยตกบันไดมาแล้วหลายครั้ง ทำให้นายอภิสิทธิ์รีบเดินขึ้นไปสำรวจบันไดสะพานลอยทันที จากนั้นกล่าวว่าขนาดตนเป็นคนเท้าเล็กยังไม่พอเลย จะเร่งประสานเจ้าหน้าที่แก้ไขโดยด่วน

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ขึ้นรถแห่แนะนำตัวผู้สมัครในซอยแจ้งวัฒนะ 14 โดยแวะพูดคุยกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทักทายประชาชนตามร้านข้าวแกง รถเข็นหมูปิ้ง และหยุดรับประทานน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ ซึ่งแม่ค้าเจ้าของร้านเป็นแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์หน้าตลาดสดเมืองทอง 1 โดยนายอภิสิทธิ์ทดลองทอดปาท่องโก๋ จากนั้นขึ้นรถหาเสียงเข้าไปในซอยดังกล่าว ปรากฏว่าเจอแม่ค้าขายทุเรียนและผลไม้ชูนิ้วชี้ หมายเลข 1 ใส่หน้านายอภิสิทธิ์ พร้อมกับตะโกนว่า "เลือกแน่ๆ แต่เบอร์ 1"

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กข่าวสด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 18/05/54 ก้าวไม่พ้น..ปากตัวเอง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ประชาชน ผู้กำหนด อนาคตชาติ
ด้วยมุ่งมาด ตามครรลอง เจ้าของเสียง
สารพัด กระหน่ำโหม ให้โน้มเอียง
กลเกมเพียง หวังสนอง สิ่งต้องการ....

ถ้าพรรคมาร แพ้พ่าย หายนะ
ไม่ลดละ ยื้อยัก เข้าหักหาญ
แล้วทำเรื่อง โสมม ล้มกระดาน
ด้วยสามานย์ อมนุษย์ สุดอัปรีย์....

เสียงข่มขู่ คุกคาม พูดหยามหยัน
ต้องเลือกมัน ทั้งหลาย อย่าหน่ายหนี
เพราะพวกมัน โดดเด่น เป็นคนดี
เลือกคราวนี้ จะแพ้ใคร ไม่ได้เลย....

เพราะมีคน ขีดเส้น เป็นตัวถ่วง
เอากลลวง ต่ำช้า มาเปิดเผย
หวังยึดครอง อีกครั้ง เหมือนดั่งเคย
คำเฉลย จึงพรั่งพรู ให้รู้กัน....

เอาแต่พ่น น้ำลาย หมายข่มขู่
ทำอวดรู้ เพ้อเจ้อ ละเมอฝัน
ประเทศชาติ ที่ถือ ในมือมัน
จะพลิกผัน แบบไหน ได้ทุกทาง....

หวังคะแนน ท่วมท้น คน..กำหนด
จะช่วยปลด พวกอัปรีย์ ที่ถือหาง
ร่วมสั่งสอน คนระยำ คอยอำพราง
ให้อับปาง สิ้นไป จากไทยที....

๓ บลา / ๒๘ พ.ค.๕๔

ยิ่งลักษณ์...ก็ยิ่งรัก ภาพบางส่วน ขอนแก่น และ ร้อยเอ็ด 26/5/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน
ภาพทุกภาพคือความรู้สึกจากใจเธอ....






เครดิตและขอบคุณเจ้าของภาพด้วยครับ

"เสื้อแดง"จัดงานผูกข้อมือรับขวัญนักโทษการเมือง วอนแยกคุมขังจากนักโทษปกติ

ที่มา มติชน

ที่ ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว กลุ่มราษฎรประสงค์ กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า กลุ่มเอื้ออาทรมีนบุรี และศูนย์รับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของรัฐ ได้จัดงาน ผูกแขนรับขวัญเพื่อสู่อิสรภาพ เล่าชีวิตหลังลูกกรง 1 ปีเหยื่ออธรรม ของผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาทิ นายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ นายสุรชัย พริ้งพงษ์ นายสุรชัย เพ็ชรพลอย หลังพ้นโทษถูกจับกุมจากเหตุการณ์ชุมนุมตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยมีการทำพิธีผูกข้อมือให้อดีตผู้คุมขังทุกคน พร้อมเปิดเผยถึงชีวิตในช่วงถูกคุมขัง โดยระบุว่า ทหารจับกุมเพราะกล่าวหาว่ามีการชุมนุมผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดข้อหาจนทำให้ต้องติดคุก


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ขณะมีการเล่าประสบการณ์จากผู้ที่เคยถูกคุมขัง ปรากฏว่ามีแนวร่วม นปช.สูงอายุรายหนึ่งเดินมาจับไมค์พร้อมประกาศว่า "คนเสื้อแดงมีเป็นหมื่นเป็นแสน จะมีคนไหนใจถึงสละชีวิตตัวเองฆ่าผู้มีอำนาจ ทำแบบบิน ลาเดน หากมันไปปรากฏตัวที่ไหนเล่นมันทันที"


ต่อมาเวลา 13.50 น. นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์ ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แถลงถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุกลุ่ม 24 มิถุนาฯ เคลื่อนไหวเพราะได้รับคำสั่งจาก นปช.ว่า กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ไม่ได้สังกัด นปช.หรือพรรคเพื่อไทย การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาพูดลักษณะนี้เป็นการบิดเบือน เช่นเดียวกับการบิดเบือนการปราบปรามการชุมนุม และมีการใส่ร้ายป้ายสีองค์กรต่างๆ ของคนเสื้อแดงมาโดยตลอด นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แยกขังนักโทษการเมืองกับนักโทษปกติ เพราะมีการแจ้งว่านักโทษการเมืองถูกทำร้าย ขณะที่เรื่องสุขภาพก็ขอให้ดูแลนักโทษการเมืองเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ก็ป่วยเป็นโรคเก๊าต์ ซึ่งกว่าจะได้รับการรักษาร่างกายก็ทรุดโทรมไปมาก ดังนั้น ขอให้อธิบดีกรมกรมราชทัณฑ์มาดูแลเรื่องนี้ด้วย


ด้านนายพลท เฉลิมแสน แกนนำเครื่อข่ายวิทยุชุมชุนลำลูกกา กล่าวว่า การปิดวิทยุชุมชนเป็นเรื่องไม่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่ง (กสทช.) ก็ให้มีการทดลองออกอากาศแล้ว ดังนั้น หากรัฐบาลไม่รีบคืนเครื่องส่งสัญญาณและอุปกรณ์ทั้งหมดที่ได้ยึดไป อาจมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย อย่างไรก็ตาม ขอให้มีการปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ หากต้องการให้บ้านเมืองปรองดองจริงๆ ก็ขอให้นายอภิสิทธิ์ทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ว่าเป็นคดีไหนก็ตาม

รองนายกฯเขมรชี้ไทยโกหกยัน'ยูเนสโก'ไม่เลื่อนถกแผนบริหารปราสาทพระวิหาร

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันองค์การยูเนสโกไม่ได้เลื่อน
กำหนดการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารตามที่ฝ่ายไทยกล่าวอ้าง
ระบุจะมีการพิจารณาแผนตามกำหนดเดิมในระหว่างวันที่ 19-29 มิ.ย.นี้
ระหว่างการประชุมสมัยที่ 35 ของคณะกรรมการมรดกโลก...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ว่า ผู้แทนรัฐบาลกัมพูชายืนยัน
องค์การยูเนสโกไม่ได้เลื่อนกำหนดการพิจารณา
แผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารตามที่ฝ่ายไทยกล่าวอ้าง

รายงานข่าวระบุว่า ซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยัน
เมื่อกลางช่วงกลางดึกของคืนวันศุกร์ (27) ว่า
องค์การยูเนสโกจะไม่เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารของกัมพูชา
โดยยืนยันจะมีการพิจารณาแผนตามกำหนดเดิมในระหว่างวันที่ 19-29 มิ.ย.นี้
ระหว่างการประชุมสมัยที่ 35 ของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee)
อย่างแน่นอน

ซก อัน ย้ำว่า รายงานข่าวของสื่อในความควบคุมของรัฐบาลไทยแห่งหนึ่งที่ระบุว่า
องค์การยูเนสโกเห็นชอบตามข้อเสนอของฝ่ายไทยให้เลื่อนการพิจารณาแผนดังกล่าวแล้ว
โดยอ้างปัญหาความไม่ชัดเจนเรื่องเขตแดนไทย - กัมพูชานั้น
เป็นรายงานที่ 'ไม่มีมูลความจริง' แต่อย่างใด

''มันเป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใดที่ฝ่ายไทยอ้างว่า
ยูเนสโกเห็นชอบให้เลื่อนพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารของเรา'' ซก อัน กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังยืนยันว่า
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของฝ่ายไทยได้พยายามหยิบยกข้อเรียกร้องให้ยูเนสโก
เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารของกัมพูชาออกไปจริง
ระหว่างการหารือ 2 วันเต็มในช่วง 25-26 พ.ค.ที่ผ่านมาที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโกในกรุงปารีส
แต่ซก อัน ยืนยันว่าข้อเสนอของฝ่ายไทยไม่ได้รับการตอบรับจากยูเนสโกแต่อย่างใด
และทางกัมพูชาเองก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มีการเลื่อนพิจารณาแผนดังกล่าวออกไป.


http://www.thairath.co.th/content/oversea/174784

Pike อาวุธ"ลับ" น้องปู

ที่มา มติชน



รายงานพิเศษ

สิริญญา นิมะกุล


"น่าฮักเนอะ"

เป็นเสียงที่ดังออกมาจากปากของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและชาวเชียงใหม่ที่เดินจับจ่ายซื้อของอยู่ในตลาดวโรรส

หลัง จากได้เห็นภาพของเด็กชายตัวน้อยวัยเก้าขวบเดินเคียงข้าง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทยผู้เป็นแม่หาเสียง

การหาเสียงใน "บ้านเกิด" ของ "ยิ่งลักษณ์" ครั้งนี้ แม้จะเป็น "ครั้งแรก" ในฐานะ ผู้เสนอตัวชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตัวที่ 28

กระนั้น ไม่สามารถถือได้ว่าเธอเป็น "น้องใหม่" ไปเสียทีเดียว

เนื่อง จากที่ผ่านมา "ยิ่งลักษณ์" มีประสบการณ์ในการขอคะแนน "คนเมือง" ให้สนับสนุน "พ่อเลิศ ชินวัตร" บิดา และ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" พี่ชายมาแล้ว

แต่ ทว่าเป็นครั้งแรกอย่างแท้จริงของ "น้องไปค์" ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร ลูกชายคนเดียวของ "แม่ปู" ซึ่งสองแม่ลูกต่างช่วยกันชูนิ้วชี้ สัญลักษณ์เลข 1 อันเป็นหมายเลข ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวในเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะ "น้องไปค์" ที่ส่งยิ้มจนตาหยีให้กับคนที่ผ่านไปมาอย่างรู้งานจน "ได้ใจ" พี่ป้าน้าอาไปไม่น้อย

ไปค์ อันมีความหมายถึง หอก, ทวน, หลาว ถือเป็นอาวุธ "ลับ" ทางการเมืองอีกชิ้นที่ถูกหยิบมาใช้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เรื่องครอบครัวถูกมองว่าจะเป็นจุดด้อยของยิ่งลักษณ์ แต่ก็มีความพยายามพลิกให้เป็นบวกอย่างเราเห็น



"อาศัยแค่ว่า ถ้าช่วงไหนไม่มีโอกาสได้อยู่กับลูก ก็อาจจะขอลูกไปช่วยหาเสียงบ้าง เพื่อที่จะให้เขารู้สึกว่าแม่ไปทำงานจริงๆ นะ เขาจะได้สบายใจค่ะ" ยิ่งลักษณ์บอกถึงที่มาที่ไปของ "ผู้ช่วยตัวน้อย"

ด้วยความที่เป็นลูก ชายเพียงคนเดียว ทำให้ "แม่ปู" ห่วงความรู้สึกของ "น้องไปป์" มากที่สุด และก่อนหน้าที่จะตัดสินใจก้าวสู่ปลักโคลนทางการเมืองเธอได้ทำความเข้าใจกับ ลูกชายว่า "แม่" จะอาสาไปทำงานรับใช้ประเทศชาติ

"น้องไปค์เข้าใจว่า แม่ทำงาน เคยคุยกับเขาว่าแม่จะไปทำงานรับใช้ประเทศชาตินะ แม่เสนอตัวมาแข่งนะ ต้องรอผลว่าจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ คุยกับลูกว่าถ้าแม่มาทำงานการเมือง แม่อาจจะมีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง เขาก็จะถามว่าน้อยลงแค่ไหนอะไร เราก็จะเล่าให้เขาฟัง สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไร บอกว่าแล้วแต่แม่ ตอนนี้ลูกก็เริ่มปรับตัวได้แล้ว แต่อาจยังไม่ชิน"

"ยิ่งลักษณ์" เคยเล่าถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้เมื่อครั้งที่ยังนั่งเป็นกรรมการผู้ อำนวยการ บ.เอสซี แอสเสท จำกัด ว่า "น้องไปค์" ทำให้ชีวิตของเธอมีความหมาย

"เป็น ช่วงที่มีความสุขที่สุด จากที่เมื่อก่อนเคยอยู่กัน 2 คนกับสามี (อนุสรณ์ อมรฉัตร) เสาร์อาทิตย์ก็ไปเดินเล่นกันไม่รู้จะไปทำอะไร ถือว่าน้องไปค์ทำให้ชีวิตครอบครัวนั้นมีความหมายมากที่สุด"

ด้วยความ รับผิดชอบในหน้าที่ทำให้เธอต้องบริหารเวลาว่างที่มีอยู่น้อยนิดให้แก่ลูก น้อยอย่างเต็มที่ "เราถือหลักว่าคนเราต้องบาลานซ์ทุกส่วนนะคะ ทั้งครอบครัวและชีวิตการงาน เวลาทำงานเราก็ทำอย่างเต็มที่ แต่ก็จะสละเวลาความเป็นส่วนตัวลงบ้างเพื่อให้แก่ลูก ตรงนี้เองเรากับลูกก็จะมีเวลาร่วมกันมากขึ้น เวลาทำงานก็ทำงานไป พอเลิกงานจะรีบกลับบ้านมาหาลูกแทนที่จะเที่ยวเตร็ดเตร่"

เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์มาถึง "แม่ปู" ไม่รอช้าที่จะใช้โอกาสนี้อยู่กับลูกให้มากที่สุด

"วัน เสาร์จะเป็นวันของตัวเองแต่จะเอาลูกไปด้วย และทำกิจกรรมที่ลูกทำได้ ส่วนวันอาทิตย์นี่ก็จะอยู่ด้วยกันที่บ้าน ครึ่งเช้าจะพาลูกไปไดรฟ์กอล์ฟด้วยกัน พอตกบ่ายมาก็จะอยู่กัน 3 คนพ่อแม่ลูก"

โดยกิจกรรมที่ "แม่-ลูก" คู่นี้ชอบเป็นพิเศษคือการเล่นเปียโน

"บาง ทีคุณแม่ก็จะเล่นเปียโนกับลูก แม่เล่นมือซ้าย ไปค์เล่นมือขวา เนื่องจากเวลาเราน้อยสิ่งที่ควรจะทำคือหาอะไรที่เป็นกิจกรรมที่แม่กับลูกทำ ร่วมกันได้ จะทำให้เขารู้สึกว่าเวลาเยอะขึ้น?

ด้วยเหตุนี้ "น้องไปค์" จึงเป็นเด็กที่ติดแม่คนหนึ่ง

"ไป ค์ จะค่อนข้างติดคุณแม่ เพราะคุณแม่จะทำตัวว่าเป็นทั้งเพื่อนและแม่ ฉะนั้นเขาจะคุยกับเราได้ทุกเรื่อง แต่แม่ก็จะแบ่งบทบาทกับพ่อ คุณพ่อก็จะเป็นคุณพ่อที่ใกล้ชิดกับลูกเหมือนกัน แต่เป็นคุณพ่อที่มีระเบียบวินัย ที่ค่อนข้างเด็ดขาดหน่อย"

แต่ถ้าหากวันไหนติดภารกิจสำคัญ ผู้ที่จะมารับหน้าที่แทนไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคุณพ่อของน้องไปค์นั่นเอง

"วัน ไหนกลับดึกจะบอกคุณพ่อว่าวันนี้ปูกลับดึก คุณพ่อก็จะมากล่อมลูกให้ พยายามสลับกันทำหน้าที่ น้อยครั้งมากที่จะทิ้งลูกอยู่ที่บ้านคนเดียว อย่างเวลาไปต่างประเทศเราต้องวางเวลาเหลื่อมกัน เพราะต้องมีคนหนึ่งดูแลที่บ้าน"



หัวอกคนเป็นแม่เธอก็เหมือน แม่ทั่วไปที่อยากเห็นลูกเป็นเด็กดีตั้งใจเรียน ที่สำคัญต้องเป็นคนน่ารัก เพราะถ้าทุกคนที่ใกล้ชิดรักเขาคนเป็นแม่จะภูมิใจ

"แม่ปู" จึงวาดหวังอนาคตของ "น้องไปค์" ไว้เพียงให้ลูกของเธอเป็นคนดีของสังคมเท่านั้น

"วันนี้ ไม่ได้ฝันมาก ขอแค่ว่าเขาเติบโตมาเรียนหนังสือ มีงานทำ เป็นคนดีของสังคม และสามารถอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมได้ เป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมแบบนี้ก็พอค่ะ ไม่ได้คาดหวังว่าต้องเป็นนักธุรกิจต้องรวย ต้องมีเงินไม่ถึงขนาดนั้น"



สําหรับตัวตนของ "อนุสรณ์" คู่ชีวิตนั้น "ยิ่งลักษณ์" ให้คำนิยามสั้นๆ ว่า "ขี้อาย"

"สามีค่อนข้างขี้อายค่ะ คุณพ่อน้องไปค์จะไม่ค่อยชอบออกงาน เป็นคนง่ายๆ สบายๆ เลยไม่ค่อยได้เปิดตัว ส่วนใหญ่แล้วก็ทำธุรกิจเป็นหลัก"

แต่กระนั้น เมื่อถึงคราวที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตเธอได้นำปรึกษากับผู้เป็นสามีก่อน

"เขา ก็ให้แง่คิด 2 มุมน่ะค่ะ ว่าการเข้ามาทำการเมือง แน่นอนว่าเราต้องได้เจอกับแรงกดดันต่างๆ ทางด้านของสามีก็บอกว่ารับได้ไหมอะไรได้ไหม เราก็บอกว่าถ้าเราตั้งใจมาทำงาน ก็เชื่อว่าประชาชนก็คงจะให้โอกาสเราในการพิสูจน์น่ะค่ะ ฉะนั้น สิ่งที่เข้ามาในการเมือง แน่นอนก็ต้องอดทน"

กับข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับสามีที่ผ่านเข้ามานั้น???

"ยิ่งลักษณ์" ยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการครองคู่คือความ "เชื่อใจ" ที่ต้องมีให้กันและกัน

"เรา ต้องเชื่อใจ ไม่ว่าข่าวอะไรก็ตาม ขอให้ทั้งตัวเองกับสามีต้องคุยกันเข้าใจกัน ทุกอย่างถ้าเราไม่เข้าใจกันเนี่ย อย่างไรต่อให้มาสะกิดนิดเดียว ไม่ต้องเยอะหรอกค่ะ ก็ทะเลาะกันแล้ว ว่าถ้าเราทำงานการเมือง ทั้งสองคนต้องมั่นใจและหนักแน่น"

"ที่สำคัญ อย่าให้อะไรมากระทบกับลูกเพราะไม่อยากเห็นลูกมองการเมืองเป็นภาพที่น่ากลัว อยากเห็นเขามองการเมืองเป็นสิ่งที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมมากกว่านะค่ะ" ยิ่งลักษณ์กล่าวตอนท้าย

"ธาริต"จัดหนัก-จัดเต็ม "ใบสั่ง"ที่มองไม่เห็น? "ขังแดง"ก่อนเลือกตั้ง

ที่มา มติชน

ในประเทศ

การเมืองเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม

แต่ ดูเหมือนโหมดการต่อสู้ระหว่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง

จะไม่ยุติหรือเว้นวรรคเพื่อเปิดโอกาสให้แกนนำ นปช. ไม่ว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างสะดวกสบาย

หลังจากเดินเรื่องถอนประกันนายจตุพร จนต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ หมดสิ้นอิสรภาพและโอกาสในการหาเสียงเหมือนเช่นผู้สมัครรายอื่นๆ

ล่าสุดอธิบดีดีเอสไอยัง "จัดหนัก" เดินหน้าดำเนินคดี" "ล้มเจ้า" "กับแกนนำ นปช. 19 คน ประกอบด้วย

นาย จตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นางธิดา โตจิราการ นายการุณ โหสกุล นายยศวริศ ชูกล่อม นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด

นาย วิเชียร ขาวขำ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายสมชาย ไพบูลย์ และ นายพายัพ ปั้นเกตุ

นายธาริต กล่าวถึงการแจ้งข้อหาแกนนำทั้ง 19 คนว่า จากการพิจารณาพบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเมื่อปี 2553 ถึงวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ในการปราศรัยเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ทั้งพบว่ากลุ่มคนดังกล่าวทำงานลักษณะเป็นเครือข่าย แบ่งหน้าที่เป็นตัวการร่วมและผู้สนับสนุน ทำแผ่นพับ ทำเว็บไซต์มาอย่างต่อเนื่อง

อันเป็นฐานความผิดคดี "ล้มเจ้า" และเป็นความผิดคู่ขนานกับความผิดฐาน ""ก่อการร้าย"" ซึ่งเกี่ยวกันกับบุคคลกลุ่มเดียวกัน

นอกจากความผิดตามมาตรา 83 ในฐานะตัวการ บางคนยังถือเป็นผู้สนับสนุน ตามมาตรา 86 และมีความผิดตามมาตรา 112 และ 116

ดีเอสไอนัดหมายแกนนำ นปช. ทั้ง 19 คน เข้ารับทราบข้อกล่าววันที่ 2 มิถุนายน โดยจะส่งตัวไปยังศาลอาญาเพื่อขออำนาจศาลฝากขังทันที

หากไม่มาตามหมายเรียกก็จะออกหมายจับ



มีความเห็นตามมาจากฝั่งของคนเสื้อแดงมากมาย

น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 19 พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสงสัยถึงเจตนาของนายธาริต ที่ออกหมายเรียกในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ว่าอาจเป็นการจงใจสร้างความเสียหายให้แกนนำ นปช. ที่ลงสมัครเลือกตั้งหรือไม่

ขณะ ที่ นางธิดา โตจิราการ ประธาน นปช. หนึ่งในผู้ถูกออกหมายเรียก ระบุว่าการกระทำของนายธาริต เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง การจับกุมแกนนำ นปช. เข้าคุก ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข

เพราะหากไม่มีแกนนำ คนเสื้อแดงทั่วประเทศก็จะไม่มีคนนำ เมื่อมีการชุมนุมอาจเสี่ยงต่อความรุนแรง

นาย สมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด และแกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ให้ความเห็นว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการออกหาเสียงของพรรค การเมืองต่างๆ

การที่นายธาริต ออกหมายเรียกให้แกนนำ นปช. ที่ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. มารับทราบข้อกล่าวหา จึงทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งที่ดูดี เริ่มเปลี่ยนไป

ที่มากไปกว่านั้นก็คือ

"นาย ธาริต กลัวการเลือกตั้งครั้งนี้มากจนอาการออก เพราะหากพรรคเพื่อไทยชนะและได้เป็นรัฐบาล นายธาริตจะต้องถูกมรสุมต่างๆ นอกจากตำแหน่งจะหลุด ยังต้องถูกดำเนินคดีฟ้องร้องด้วย"

ยังมีอีก

"การ ปฏิบัติหน้าที่ของนายธาริต ทำเหมือนว่าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ตัวมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ในหน่วยราชการ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการกับคนเสื้อแดงและแกนนำ"

เช่นเดียวกับ นายนที สรวารี แกนนำกลุ่มอาทิตย์ซาบซึ้ง กล่าวเรียกร้องให้นายธาริต กลับไปทบทวนเจตนาการก่อตั้งดีเอสไอ ว่าเพื่อทำคดีธุรกิจผิดกฎหมายระดับชาติ ไม่ใช่เน้นหนักคดีการเมือง

พร้อมยกตัวอย่างความเป็น "สองมาตรฐาน" ของดีเอสไอ ไม่ว่าจากกรณีของ "วิกิลีกส์" หรือกรณีการนำคำพูดของ "ดา ตอร์ปิโด" ผู้ต้องโทษในคดีหมิ่นสถาบันไปพูดซ้ำ

ความยุติธรรมสองมาตรฐานนี้เองทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นได้ยากในบ้านเมือง



นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 9 พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า กรณี 19 แกนนำ นปช. ถูกออกหมายเรียกคดี "ล้มเจ้า"

น่าจะเชื่อมโยงรับลูกกันเป็นทอดๆ

ระ หว่างนายธาริต กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ที่หาเสียงโจมตีแกนนำ นปช. ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นผู้ก่อการร้าย-เผาบ้านเผาเมือง

เป้าหมายเพื่อให้แกนนำ นปช. "ติดคุก" ก่อนการเลือกตั้ง

นาย ณัฐวุฒิ ยังมองว่าการออกหมายเรียกของนายธาริต เป็นไปในลักษณะเหวี่ยงแห เนื่องจากบุคคลที่ถูกเรียกส่วนใหญ่อยู่หลังเวที บางคนไม่ได้ขึ้นเวทีด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุดังกล่าว พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. จึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่กองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับนายสุเทพ ข้อหาหมิ่นประมาท

และ ยังยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกทางหนึ่ง เนื่องจากเป็นการกล่าวข้อมูลเท็จใส่ร้ายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามระหว่างที่ มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ซึ่งมีโทษหนักถึงขั้นถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปีและถูกยุบพรรค

ใน ส่วนของนายธาริต แกนนำ นปช. กำลังดูข้อกฎหมายว่าจะยื่นร้องต่อ กกต. ตามมาตรา 57 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.

ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่ง หน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หรือไม่

เนื่องจากการออกหมายเรียก และนัดให้มารับทราบข้อกล่าวหาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อขออำนาจศาลฝากขังทันที

ถึงจะอยู่ในดุลพินิจของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ แต่อีกด้านหนึ่งก็ฉายภาพเจตนาของนายธาริต อย่างชัดเจน

ท่ามกลางกระแสข่าวอื้ออึงว่างานนี้มี "ใบสั่งที่มองไม่เห็น" ให้นายธาริต รับมาดำเนินการ

แอมเนสตี้สากลเผยมีนักโทษทางความคิดในไทยมากกว่า 1 คนแต่ไม่อาจเปิดเผยได้

ที่มา ประชาไท

เบน จามิน ซาแวคกี นักวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (เอไอ) ประจำประเทศไทยและพม่ารับ มีนักโทษทางความคิดในไทยมากกว่า 1 คน แต่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ เหตุมีจำนวนไม่แน่นอนและมีผลต่อการทำงานทางยุทธศาสตร์ทางสากล

เบนจา มิน ซาแวคกี นักวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (เอไอ) ประจำประเทศไทยและพม่า เปิดเผยว่าประเทศไทยมีนักโทษมโนธรรมสำนึกหรือนักโทษทางความคิด (Prisoner of Conscience) มากกว่า 1 คน แต่เอไอไม่สามารถเปิดเผยจำนวนและชื่อของคนที่ถูกจำคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระบรม เดชานุภาพทั้งหมดได้ “เนื่องจากเราไม่สามารถประกาศได้ทุกครั้งเมื่อใครคนใดคนหนึ่งกลายเป็นนักโทษ มโนธรรมสำนึก"

ซาแวคกีให้เหตุผลว่าสาเหตุที่เอไอไม่สามารถตีพิมพ์ รายชื่อของนักโทษ มโนธรรมสำนึก และนักโทษทางการเมืองที่ถูกตัดสินจากมาตรา 112 ทั้งหมดในรายงานประจำปีของเอไอสากลได้ เนื่องจากมีเนื้อที่จำกัด

นอก จากนี้ เขายังกล่าวว่าคนที่ถูกจับด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีจำนวนที่ไม่แน่นอน และพูดถึงการเปิดเผยข้อมูลและการรณรงค์ในทางสาธารณะในประเด็นนี้ว่า เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากมีผลต่อการทำงานทางยุทธศาสตร์ขององค์กร

ก่อน หน้านี้ซาแวคกี ในฐานะนักวิจัยของเอไอสากลในประเทศไทย ถูกกล่าวหาโดยนักสิทธิมนุษยชนไทยบางส่วนว่าประนีประนอมกับสถาบันทางอำนาจของ ไทยมากเกินไป และไม่ให้ความสำคัญของปัญหากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่าที่ควร หลังจากการเสวนาที่ FCCT เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในหัวข้อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเขาเองเป็นหนึ่งในผู้พูดด้วยนั้น เขาได้ให้สัมภาษณ์ต่อเนชั่นว่าปัญหา “การขาดความโปร่งใส” ต่อจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ควรเป็นปัญหาของรัฐบาลไทยมากกว่าของเอไอ

ในรายงานสากลประจำปีของแอ มเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลที่ผ่านมา เอไอได้ระบุว่าประเทศไทยมีนักโทษมโนธรรมสำนึกอย่างน้อยหนึ่งคน คือ วิภาส รักสกุลไทย นักธุรกิจจากจังหวัดระยองที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 เนื่องจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ้กที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ เอไอให้คำนิยามของ “นักโทษมโนธรรมสำนึก” ว่าหมายถึง “บุคคลใดก็ตามที่ถูกจำคุกจากสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว ภาษา เพศ ความเชื่อ และวิถีชีวิต ซึ่งไม่ใช้และไม่สนับสนุนความรุนแรง นอกจากนี้ยังหมายถึงผู้ที่ถูกจำคุกเนื่องจากการแสดงออกทางความคิดเห็นโดย วิธีสันติ”

วิดีโอและภาพ "วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน" ปีที่ 53

ที่มา ประชาไท

ทีมข่าวต่างประเทศ



[วิดีโอ] พิธีสวนสนามเนื่องใน “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” (Shan State People’s Resistance Day) ครบรอบปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. 54 ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง รัฐฉานตอนใต้ ฉบับวิดีโอความยาว 10 นาที พร้อมคำบรรยายภาษาไทย

การแสดงดนตรีในคืนวันที่ 20 พ.ค. 54 ก่อนงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง ของกองทัพรัฐฉาน (SSA)

"จ้า ตแซง" คณะยอดแซงแลงใหม่จากบ้านเปียงหลวง ทำการแสดงเมื่อ 20 พ.ค. 54 ในคืนก่อน งานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 สำหรับ "จ้าตแซง" เป็นอุปรากรแบบฉบับชาวไทใหญ่ ลักษณะเป็นการร้องรำทำเพลงตอบโต้กันแบบสดๆ รวมถึงการแสดงละครที่สอดแทรกด้วยคำสอนทางพุทธศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของคนไทใหญ่ คิดค้นเป็นครั้งแรกโดยพ่อเฒ่าออเจ่ยะ (พ.ศ. 2446 - 2530 ) แห่งเมืองสี่ป้อ รัฐฉาน ในปี พ.ศ. 2487 ก่อนที่จะได้รับความนิยมไปทั่วรัฐฉาน


ทหารกองทัพรัฐฉานเตรียมพวงมาลา เพื่อนำไปวางไว้อาลัยให้กับทหารในกองทัพซึ่งเสียชีวิตระหว่างการสู้รบ

ประชาชนชาวไทใหญ่เข้าร่วมงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. 54 ที่ผ่านมา

พระสงฆ์และประชาชนในพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง เมื่อ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา

พล.ท.บี ทู (คนที่สองจากขวา) ผู้บัญชาการทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni Natonal Progress Party - KNPP) นั่งในปะรำพิธี พร้อมกับนายทหารในกองทัพรัฐฉาน (SSA) กองทัพรัฐฉานเหนือ (SSPP) และกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พันธมิตรฯ ซึ่งเข้าร่วมพิธีวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 วันที่ 21 พ.ค. 54

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) สวนสนามในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค.

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง รัฐฉานตอนใต้

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง รัฐฉานตอนใต้

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) สวนสนามในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค.

ทหาร กองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. ธงพื้นสีฟ้าที่ทหารถือ คือ ธงของสภากอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of the Shan State - RCSS) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมือง ส่วนธงพื้นสีแดงคือธงของกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army – SSA)

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53


อาร์ม เครื่องหมายที่ไหล่ซ้ายของ ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในปีนี้เปลี่ยนจกรูปหัวเสือ เป็นรูปเสือเต็มตัว ปักอักษรไทใหญ่ “ทัพศึกจึ่งไต” พื้นหลังเสือเป็นแถบสีเหลือง เขียว แดง อันหมายถึงธงชาติรัฐฉาน

พล.ต.เจ้า จายยี่ รองประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) คนที่ 1 ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในงาน ทั้งนี้ เจ้าจายยี่เป็นอดีตนายทหารในกองทัพแห่งชาติรัฐฉาน (Shan State National Army – SSNA) ซึ่งในเดือนพฤษภาคมปี 2548 ได้เลิกสัญญาหยุดยิงกับกองทัพพม่า และนำกองกำลังมาเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) ของ เจ้ายอดศึก

พ.อ.เจ้า จายทู ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่คนที่ 2 กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP) ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงานวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง รัฐฉาน เมื่อ 21 พ.ค. โดยกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” โดย พล.ต.หลอยมาว ได้ส่ง พ.อ.เจ้าจายทูเป็นตัวแทนร่วมงานดังกล่าว และได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) และสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ด้วย โดยถือเป็นการประกาศต่อต้านกองทัพพม่าอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้กองทัพพม่าโจมตีฐานที่มั่นกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” อย่างหนักมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ไม่ยอมเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์พื้นที่ (HGF)

นาย ทหารในกองทัพรัฐฉาน และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นพันธมิตร ได้ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกหลังงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ครบรอบปีที่ 53

พ.อ.เจ้าจายทู ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่คนที่ 2 กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP)

พล.ท.เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉาน (SSA) และประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS)

ภาพบรรยากาศจากพิธีสวนสนามเนื่องใน “วัน ปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” (Shan State People’s Resistance Day) ครบรอบปีที่ 53 ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง ของกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army – SSA) ในพื้นที่ชายแดนรัฐฉาน

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยกองทัพรัฐฉาน (SSA) “ใต้” และสภากอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of the Shan State - RCSS) โดยการจัดงานปีนี้กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP) ภายใต้การนำของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (Shan State Progress Party – SSPP) ได้ส่ง พ.อ.เจ้าจายทู ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่คนที่ 2 พรรคก้าวหน้ารัฐฉานเป็นผู้แทนมาร่วมงาน และมีการประกาศเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) และ สภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ด้วย

โดยถือเป็นการประกาศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทั้งด้านการเมืองและการทหารกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) อย่าง เป็นทางการ และถือเป็นการประกาศต่อต้านกองทัพพม่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ทำสัญญาหยุดยิงกันเมื่อปี 2532

พล.ท.เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และ ผู้นำกองทัพรัฐ ฉาน (SSA) ให้สัมภาษณ์หลังพิธีสวนสนามว่า ประชาชนในรัฐฉานอยากเห็นกองทัพในรัฐฉานแต่ละกองทัพ หันมาปรองดอง สามัคคีกัน โดยการรวมกองทัพระหว่างสองกองทัพรัฐฉาน จะมีการรวมกันอย่างจริงจังโดยภายในปีนี้จะเห็นความชัดเจน ส่วนรูปธรรมขณะนี้ทั้งเราทั้งสองกองทัพพูดคุยกัน เข้าใจกัน โดยจะมีการลงรายละเอียดอีกทีในเรื่องระเบียบวินัยของกองทัพ และไม่ว่ากลุ่มไหนในรัฐฉาน ตอนนี้เราสามัคคีกันทุกกลุ่ม

ส่วนเจ้าจายทู รองผู้บัญชาการคนที่ 2 กอง ทัพรัฐฉาน “เหนือ” กองทัพรัฐฉานเหนือมีการหยุดยิงมาตั้งแต่ปี 2532 โดยหวังจะเอาการเมืองมาแก้ไขปัญหาทางการเมือง แต่กองทัพพม่าไม่รับฟัง มีการใช้กำลังทหารข่มขู่ และมีการปะทะกับกองทัพรัฐฉานเหนือตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยกองทัพรัฐฉานเหนือยืนยันว่าจะไม่มีการเจรจากับกองทัพพม่าอีก “ต่อสู้ก็คือต่อสู้ ไม่มีเจรจา เพราะกองทัพเราอยู่กับสภากอบกู้รัฐฉานแล้ว"

สำหรับการจัดงานวันประชาชนปฏิวัติรัฐฉาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2501 ซึ่งเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะและพลพรรคราว 30 คน ได้ตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลพม่าในรัฐฉาน ในชื่อกลุ่ม "หนุ่มศึกหาญ" (Noom Serk Harn - NSH) ขึ้นที่เมืองหาง เขตอำเภอเมืองโต๋น ในรัฐฉานตอนใต้ ด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน

ไม่ยืนยัน คนอเมริกันที่ถูกจับข้อหาหมิ่นฯคือนายสิน แซ่จิ้ว

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 พฤษภาคม 2554

ราย งานจากเว็บไซต์ ประชาไทภาษาอังกฤษเผย นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ ซึ่งถูกตำรวจจับกุมตัวภายใต้ข้อหาหมิ่นฯ อาจจะเป็นนายสิน แซ่จิ้ว ผู้แปลหนังสือ The King Never Smile เป็นภาษาไทย

นายเลอพงษ์ หรือ Joe Gordon อายุ 54 ปี เป็นคนไทยที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกันเมื่อราว 30 ปีก่อน ได้ถูกจับกุมตัวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยตำรวจกว่า 20 นาย ที่บ้านพักของเขาที่โคราช หลังจากที่เขาเดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐฯเพื่อมารักษาพยาบาล

ข้อมูล เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ประชาไทภาคภาษาอังกฤษเปิดเผยคือ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอถือว่าคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ เพราะเชื่อว่านายเลอพงษ์ คือนายสิน แซ่จิ้ว (ค้นหาเพิ่มเติมด้วยตนเองได้จากกูเกิ้ล keyword "นายสิน แซ่จิ้ว") เจ้าของเว็บไซต์ที่จัดตั้งขึ้นในประเทศสหรัฐเมื่อปี 2550 โดยมีการแปลบทความจากหนังสือ The King Never Smile เขียนโดย Paul M. Handley เป็นภาษาไทย

อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของนายสิน แซ่จิ้ว พบว่านายสิน ประกาศว่าตนเองอยู่ในรัฐแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐฯ ในขณะที่ข้อมูลจากประชาไท แจ้งว่านายเลอพงษ์ อาศัยอยู่ในรัฐโคโลราโดกว่า 30 ปีแล้ว

อนึ่งนายสิน แซ่จิ้ว ให้รายละเอียดตนเองไว้ในเว็บไซต์ของตนว่า "นายสิน แซ่จิ้ว เป็นนามปากกาของชาวอเมริกันที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศไทย และได้เห็นเหตุการณ์การฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนอย่างป่าเถื่อนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หลังจากนั้นก็ได้ทำงานหลายอย่างในประเทศไทย รวมทั้งเคยเป็นครูสอนหนังสือ(องค์การConsortium)ที่ศูนย์ผู้อพยพพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี"

นาย Jon Russell นักข่าวจากเว็บไซต์ Asiancorrespondent.com ได้ตั้งประเด็นต่อกรณีดังกล่าวว่า การกระทำของนายเลอพงษ์ หากมีการกระทำจริง ก็ถูกกระทำขึ้นในประเทศสหรัฐฯไม่ใช่ประเทศไทย และกรณีดังกล่าวนี้เป็นการจับกุมตัวต่อประชาชนชาวอเมริกัน(ไม่ใช่คนไทย) นาย Jon ยังชี้ว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าการจับกุมตัวดังกล่าวจะพัฒนาเหตุการณ์ไป อย่างไรเพราะจะก่อให้เกิดกระแสการถกเถียงถึงเรื่องกฏหมายหมิ่นฯ รวมไปถึงการกลายเป็นความระหว่างประเทศ และยังเป็นแรงสนับสนุนกดดันให้มีการปรับปรุงกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีก ด้วย

หมายเหตุ ข่าวดังกล่าวขณะนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว แต่ยังไม่เป็นข่าวในประเทศไทย กดดูที่ลิงก์


American Arrested for Insulting Thai King

New York Times - Thomas Fuller - ‎8 hours ago‎
BANGKOK — An American citizen has been arrested in Thailand and accused of insulting the country's monarchy in the latest in a string of cases highlighting the strict and controversial laws protecting the ailing king. ...

American citizen charged with insulting Thai king: What is lèse-majesté?

Washington Post (blog) - Sarah Anne Hughes - ‎11 hours ago‎
A Thai " cyber scout,” recruited by the Thai justice ministry, patrols cyberspace in search of anybody violating the kingdom's strict lèse majesté rules. (PORNCHAI KITTIWONGSAKUL - AFP/GETTY IMAGES) Most Westerners take for granted ...

Thailand arrests American for alleged king insult

Newsday (subscription) - ‎13 hours ago‎
(AP) -- Thai authorities said Friday they arrested an American citizen on charges he insulted the country's monarchy, in part by posting a link on his blog four years ago to a banned book about the Southeast Asian nation's ailing king. ...

American Faces More Than 15 Year Sentence in Thailand for Insulting Monarchy

Voice of America - Daniel Schearf - ‎13 hours ago‎
Supporters of Somsak Jeamteerasakul, a 54-year-old professor and former student activist, hold placards at a police station in Bangkok, May 11, 2011. Thailand's army filed charges against the historian for insulting the monarchy, a crime punishable by ...

US citizen charged with Thai royal insult

Reuters - Panarat Thepgumpanat, Martin Petty - ‎18 hours ago‎
BANGKOK (Reuters) - Thai authorities have arrested and charged a US citizen with insulting the country's revered monarchy, the latest of a growing number of people accused of breaching the world's toughest lese-majeste laws. The Department of Special ...

US citizen held for Thai 'insult'

BBC News - ‎18 hours ago‎
An American citizen of ethnic Thai descent has been arrested in Thailand for allegedly insulting the monarchy. The US embassy in Bangkok has confirmed the arrest of an American citizen. The 54-year-old man is reportedly accused of posting on his blog a ...

Friday, May 27, 2011

2 พรรคใหญ่เลือกหาเสียงในถิ่น

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันศุกร์ที่ 27 พ.ค. 54 ( 19.00 น.)

- 2 พรรคใหญ่เลือกหาเสียงในถิ่น

- 5 พรรคการเมืองดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ

- วันล้ออายุ กับพุทธทาสภิกขุ

2 พรรคใหญ่เลือกหาเสียงในถิ่น

2 พรรคการเมืองใหญ่ เดินหน้าหาเสียงในถิ่นฐานเสียงของตัวเอง เพื่อไทยหาเสียงวันสุดท้ายที่มหาสารคาม ส่วนประชาธิปัตย์เปิดตัวผู้สมัครส.ส.ภาคใต้ ที่จังหวัดภูเก็ต

5 พรรคการเมืองดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ

นิด้า เปิดเวทีดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ 5 พรรคการเมือง แต่ละพรรคชูปัญหาปากท้องประชาชน พร้อมปัญหาค่าครองชีพเป็นแนวทางหลักในการหาเสียง

วันล้ออายุ กับพุทธทาสภิกขุ

105 ปีท่านพุทธทาสภิกขุ กับการสืบทอดเจตนารมย์ ล้ออายุ ในวันคล้ายวันเกิด ไม่ให้หลงระเริง และพิจารณาตนเองในช่วง 1 ปีที่เติบโต

"นพดล"ยัน"ยิ่งลักษณ์"นายกฯแน่ เปรยเป็นรัฐบาลดึง"ชทพ.-ชพน."ร่วม แต่ภูมิใจไทยเป็นไปไม่ได้

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 27 พฤษภาคม นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุ พท.ยังไม่ชัดเจนเรื่องตัวนายกรัฐมนตรีและไม่ควรให้อนาคตประเทศถูกกำหนดโดย ผู้ต้องหาหนีคดีว่า พท.มีความชัดเจนและมีมติพรรคออกมาแล้วว่าจะสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่บอกว่าเลือกพรรคเพื่อไทยแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่มีแน่นอน อีกทั้งที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พูดชัดเจนว่าสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์


ผู้ สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณต้องการดึงเอาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) มาร่วมรัฐบาลหาก พท.ชนะการเลือกตั้ง นายนพดลกล่าวว่า ถ้า พท.ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง อาจจะมีพรรคการเมืองขนาดเล็กมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลบ้าง ซึ่ง ชทพ.และ ชพน. ก็เป็นพรรคการเมืองที่เคยทำงานร่วมกันมาและมีความเป็นไปได้ แต่ที่เป็นไปไม่ได้เลยคือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) "เหตุเพราะความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับท่านบรรหาร (ศิลปอาชา) และคุณสุวัจน์ (ลิปตพัลลภ) ก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเคยร่วมทำงานกันมา แต่เวลานี้ยังเร็วเกินไป"

ประชัน Social Media"ประชาธิปัตย์" ก้าวล้ำเข้าถึงทุกตัวละคร "เพื่อไทย"ขายอิมเมจ"ยิ่งลักษณ์"โดดเด่น

ที่มา มติชน



ท่ามกลางความก้าวหน้าทันสมัย ในโลกแห่งการสื่อสารทางSocial Media ที่กำลังบุกเข้าไปเจาะกลุ่ม คนรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์อยู่ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ ไอโฟน ไอแพด หรือแท็บเล็ต แทนที่สื่อกระดาษ รวมถึงโทรทัศน์ และวิทยุมากขึ้น ในการติดต่อสื่อสารพูดคุยกันไม่ว่าจะเรื่องใดๆ

ยิ่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง Social Media จึงกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เห็น ได้ชัดเจนจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ อย่าง ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ก็ใช้ Social Media เป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อติดต่อสื่อสารกับประชาชนในการเผยแพร่ประชันสารพัด นโยบาย (ทำได้จริงหรือเปล่าไม่รู้) ของพรรคตัวเอง รวมถึงเปิดช่องทางให้มีการติดต่อพูดคุยกับประชาชนที่มีฟีดแบคกลับมาอีกด้วย


มติชนออนไลน์จึงได้สอบถามทัศนะ 2 นักวิชาการด้านสื่อ

นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย โครงการมีเดียมอนิเตอร์ Media Monitor ซึ่งให้ความเห็นว่า ในมุมมองส่วนตัว ถ้าให้เปรียบเทียบ การทำ Social media ที่ใช้ในการนำเสนอนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ค่อนข้างแตกต่างกันตรงที่ว่า พรรคเพื่อไทยมีการใช้สื่อสาธารณะทางอินเตอร์เน็ตแบบช่องทางเดียว ซึ่งการใช้เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ของผู้สมัครส.ส.ของพรรคยังมีน้อยอยู่ จึงค่อนข้างไม่ค่อยอัพเดท

ขณะที่ในตัวหน้าเว็บหลักของ พรรคเพื่อไทยเองนั้น โดยรวมค่อนข้างเป็นแบบแผนและทำออกมาได้ดี แต่ก็เป็นเพียงแค่การชูนโยบายของพรรค การโฆษณาที่ใช้ในการหาเสียง ผลงานที่ผ่านมาของทางพรรคเท่านั้น และค่อนข้างเน้นไปที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว อย่างเช่นการนำเสนอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย จนทำให้ผู้สมัครคนอื่นๆ ของพรรคโดนกลบหมดในโลกของSocial Media


ขณะที่ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยอมรับว่า ในแง่ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่หลายคนมีการใช้ โซเชี่ยล มีเดีย เพื่อบ่งบอก โฆษณาความเป็นตัวตนของตัวเองกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นของตัวเฟซบุ๊กของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเอง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายกรณ์ จาติกวณิช นายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ หรือนายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย เป็นต้น

หรือแม้กระทั่งหน้าเว็บเพจของพรรค ประชาธิปัตย์เอง ก็มีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารอยู่เรื่อยๆ และมีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น หรือให้ประชาชนเข้าไปโพสข้อความต่างๆ ตอบโต้กันผ่านทางเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เพื่อติดต่อสื่อสารกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงมีการถ่ายทอดสดการลงพื้นที่หาเสียงต่างๆ ของสมาชิกพรรคนอกเหนือไปจากตัวของนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเอง จึงทำให้การหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านทางโลกของอินเตอร์เน็ตดูมีความยืดหยุ่น ใกล้ชิด และดูเข้าถึงประชาชน โดยต้องยอมรับว่า ทางปชป.มีทีมงานที่เข้มแข็งและทำงานกันเป็นทีมในการช่วยแพร่กระจายนโยบายของ พรรค


"การ เผย แพร่ของข้อมูลข่าวสารของพรรคประชาธิปัตย์ ไปได้ไกลกว่าทางพรรคเพื่อไทย เห็นได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนผู้ใช้ระบบสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต กับกับตัวของพรรค ซึ่งต้องยอมรับว่า ปชป.เขาใช้ช่องทางนี้ในการแตกกระจายนโยบายต่างๆ ในการหาเสียงเพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ เท่ากับว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว และก็ไม่ได้ดูว่า นายอภิสิทธิ์ โดดเด่นเหนือลูกพรรคคนอื่นๆ เหมือนที่เพื่อไทยพยายยามชูยิ่งลักษณ์ให้มีภาพกลบผู้สมัครคนอื่นๆ ด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คจะต้องชื่นชอบประชาธิปัตย์กว่าเพื่อไทยนะ" นายธามกล่าว

ด้าน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ในภาพรวมของการใช้ Social Media ของนักการเมืองไทย ยังคงเป็นเหมือนการพูดคุยสื่อสารเพียงด้านเดียว ส่วนใหญ่ผู้ใช้ยังไม่ค่อยเข้าใจธรรมชาติของ ความเป็นสื่อสังคมออนไลน์ สารที่นำเสนอไปก็ยังไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ เมือพูดด้านเดียวก็เหมือนกับเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นโยบายของพรรคเพียงเท่านั้น

ทั้งๆที่มันควรที่จะมีการทำ ความเข้าใจและเข้าให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของประชาชนในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องนโนยบายทางการศึกษา ซึ่งทางพรรคการเมืองนั้นๆ ควรเปิดช่องทางในสื่อออนไลน์ในการทำการพุดคุยกับนักเรียน นักศึกษา พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรืออาจารย์ในความต้องการปัญหา และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแวดวงการศึกษาด้านต่างๆ เพื่อให้มีความเข้าใจว่า สิ่งไหน เป็นแบบใด เพื่อที่จะทำให้นโยบายของตนเองสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่


ดร.มานะ กล่าวต่อว่า การใช้ Social Media ของพรรคการเมืองต้องมีการวางแผนการใช้งานตลอด ซึ่งอย่างในเมืองนอกเขามีแบบแผนที่ดีและก็เข้าถึงประชาชนให้มีการตอบโต้สื่อ สารกันไปมา อย่างที่ บารัค โอบาม่า ใช้ในการหาเสียงก่อนเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เขาก็ใช้มายสเปซ ในการสื่อสารกับประชาชนรวมถึงใช้ในการะดมทุนเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ซึ่งตอนนั้น เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ยังไม่ได้รับความนิยม แต่ของเมืองไทยเอง เราใช้สื่อตรงนี้ตามกระแสโดยเฉพาะช่วงนี้ ซึ่งอาจจะดูคึกคักและมีการตื่นตัวขึ้นมาหน่อย แต่ขาดการวางแผนในระยะยาว และไม่ค่อยประกอบกับสื่อหลักเท่าที่ควร


ส่วนการใช้สื่อดัง กล่าวนี้ ของพรรคใหญ่ๆ อย่างประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ที่มีการประชันนโยบาย กันนั้น ก็ต้องยอมรับว่า ประชาธิปัตย์นำหน้าเพื่อไทยในเรื่องนี้มานาน ซึ่งนักการเมืองในพรรคก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ส่วนตัว แต่ความจริงจะว่าก็ไม่ต่างอะไรกันมากกับพรรคเพื่อไทย ที่บางทีก็ยังคงเป็นการป้อนข้อมูลข่าวสารเพียงทางเดียว อาจไม่ค่อยเกิดประโยชน์ ไม่ได้ติดต่อ พุดคุยหรือแชร์นโยบายของพรรคตนเองกับประชาชนเท่าใดนัก

" จริงๆ แล้วอยากจะให้พรรคการเมืองต่างๆ ใน Social Media อย่างเข้าใจธรรมชาติของมัน มีการกำหนดแผน กลยุทธ์แนวทางของพรรคให้ชัดเจนว่า ตรงกับความเป็นจริงด้านไหน อยากให้หวังผลในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น"

ดร.มานะ กล่าว

ตามไปดู บ้านบิ๊กบัง ในค่ายทหาร ราบ 11 วิจารณ์แซดกระทบภาพลักษณ์กองทัพ

ที่มา มติชน




หนึ่งในบ้านพัก 5 เสือทบ.


ห้องรับแขกสุดหรู


ห้องประชุม ?


เกษียณปี 2550

จาก กรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ใช้บ้านพักรับรองภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) เป็นที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ให้นโยบายว่า กองทัพจะไม่ยุ่งกับการเลือกตั้ง และจะให้สิทธิทุกพรรคเท่าเทียมกันในการหาเสียงในพื้นที่หน่วยทหาร

ขณะ ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ กล่าวชี้แจงว่า การพักอาศัยที่บ้านภายใน ร.11 รอ. ได้ทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้องจากกองทัพบก และการที่เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบกทำให้มีพี่น้อง เพื่อน มาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยใช้บ้านหลังนี้ทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานการเมืองแล้ว ตนจะใช้สถานที่ที่ทำการพรรค

ก่อนหน้านี้ ต้นกุมภาพันธ์ 2554 นิตยสาร WHO ? นำเสนอบทสัมภาษณ์"บิ๊กบัง"ใน บ้านพักหลังงามย่านพหลโยธิน

สิ่งที่น่าตื่นใจคือ ในโรงรถและรอบบ้าน มีรถหรูจอดอยู่หลายคัน ...บางคันยังป้ายแดง

จริง ๆ แล้ว บ้านพักหลังงามหลังนี้จะมิใช่ กรรมสิทธิ์ของ พล.อ.สนธิ แต่เขาก็พำนักมาแล้วร่วม 3 ปี ด้วยเป็นหนึ่งในบ้านพักของ 5 เสือ ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 2 นาย เสนาธิการทหารบก) ซึ่งสร้างเสร็จไปแล้ว 4 หลัง

บ้าน แต่ละหลังจะมีภาพสนามกอล์ฟกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็น "หลังบ้าน" ซึ่ง พล.อ.สนธิชี้ชวนชม พลางว่า หากเป็นยามเช้าด้วยแล้วมักจะต้องหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาบันทึกภาพไว้ไม่ขาด จากนั้นก็จะใช้เป็นฉากหลังสำหรับกาแฟถ้วยโปรดและหนังสือพิมพ์ในมือทุกเช้า.