ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 28, 2009

"จรัล"จวก"สุรยุทธ์"โกหก ชี้เดินแผนรัฐประหารเองทั้งหมด

ที่มา มติชนออนไลน์

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงถึงกรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ปฏิเสธไม่ได้ร่วมวางแผนรัฐประหาร ว่า เป็นการโกหกที่บอกว่าไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร เพราะพล.อ.สุรยุทธ์เป็นคนเดินแผนการเองทั้งหมด หากไม่เชื่อให้ไปลองถาม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ว่า พล.อ.สุรยุทธ์เคยทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีก่อน 19 ก.ย.49 หรือไม่


นอกจากนี้อยากถาม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าใช้อำนาจทางกกฎหมายอะไรในการพักอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์จนถึงวันนี้ ถ้าตอบไม่ได้ก็ต้องลาออกจากประธานองคมนตรี

"จตุพร"อัด"เนวิน"ดัดจริตทั้งที่เคยนำเสื้อแดงบุกบ้านเปรม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ถึงกรณีนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยระบุรับไม่ได้ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โจมตีองคมตรี ว่า ดัดจริต เพราะนายเนวินเป็นผู้นำในการบุกบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ครั้งที่ผ่านมา เพียงแต่โชคดีที่ไม่ถูกจับกุม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แกนนำยังไม่มีการกำหนดมาตรการดาวกระจาย แต่เชื่อว่ามวลชนจะชุมนุมกันจนไปถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ก็เป็นได้ และยังยืนยันในข้อเรียกร้องให้ยุบสภาหรือลาออก โดยจะไม่มีการเจรจาประนีประนอมใดๆ


นายจตุพร กล่าวว่า แกนนำนปช.จะแฉนายทหารยศ พล.ต. บางคน ที่เป็นคนสั่งการให้ยิงประชาชนเมื่อพฤษภา 35 นอกจากนี้จะเปิดวิดีโอคลิปที่ระบุว่าใครเป็นผู้สั่งการให้ยึดอำนาจด้วย

"ณัฐวุฒิ"ลั่นเสื้อแดงไม่มีอาวุธ ยินดีให้ตร.ร่วมตรวจกับการ์ด

นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าได้รับรายงานอาสาสมัครคนเสื้อแดงพกวัตถุระเบิด ในบริเวณพื้นที่การชุมนุมว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลรู้สึกหวั่นไหวกับการชุมนุม แล้วสั่งการให้คนในพรรคออกมาแถลงข่าวโจมตี ตนคิดว่าควรหาคนอื่นดีกว่า เพราะการใช้บุคคลดังกล่าวออกมาพูด แทนที่จะเป็นผลดีกับพรรค แต่กลับแย่กว่าเดิม ตนเห็นว่าคนที่พูดควรนำหลักฐานมายืนยันด้วย


"คนที่นำข่าวไปรายงานเข้าใจผิดว่าเป็นคนเสื้อแดง แต่ความจริงแล้วเป็นการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคยร่วมชุมนุม แล้วพกระเบิดมาก็ได้ ดังนั้นผมไม่ใส่คำพูดพวกนี้" นายณัฐวุฒิ กล่าว


นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนและกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมแสดงความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งตนได้เจรจากับ พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลว่า ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันที่ 28 มีนาคมนี้เป็นต้นไป จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังมามาดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชุมนุม รวมทั้งตั้งจุดตรวจค้นสิ่งของผู้ที่เดินทางเข้ามาร่วมชุมนุม ร่วมกับการ์ดเสื้อแดง ถือเป็นเรื่องดีที่จะใช้โอกาสนี้สังเกตการณ์พื้นที่การชุมนุมด้วย หากพบสิ่งผิดกฎหมายหรือพบวัตถุระเบิด แกนนำยินดีรับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ยืนยันว่าไม่มีอย่างแน่นอน

สุรยุทธ์"ลั่นไม่ฟ้อง"แม้ว" แต่อยากให้ปชช.ฟังความ2ด้าน

ที่มา มติชนออนไลน์

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ตนไปพบ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้โทรศัพท์มาขอให้ไปช่วยพูดด้วย เพราะโอกาสที่กกต.ทั้งหมด จะถูกฟ้องศาลมีมากและโอกาสที่จะพลาดมีสูง ก็ได้พูดคุยกัน จนกระทั่งพล.อ.จารุภัทร ได้มาขอบคุณตน ถ้าไม่ฟัง ก็คงถูกศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว ที่ตนให้ข้อคิดเห็นไป ก็ขึ้นกับ พล.อ.จารุภัทร เพราะตนเป็นผู้ที่ให้ข้อคิดเห็นเท่านั้นไม่ใช่คนที่จะไปสั่งใครทำสิ่งใดได้


"ตนเคารพในความคิดเห็นคนอื่น แต่ขณะเดียวกัน ข้อคิดเห็นของตน ข้อมูลที่เรียนสื่อมวลชน เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ตนเสนอข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งเพื่อตรวจสอบการตัดสินใจ ควรจะเชื่อในสิ่งที่ตนพูด หรือเชื่อในข่าวที่ออกมา" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว


พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนจะไม่ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ เพียงแต่ต้องการให้ทุกท่านได้ทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยข้อสรุปที่ได้หารือในวันนั้น ตนไม่ได้โมโห เพราะเข้าใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ประสบปัญหาอะไร เพียงแต่ต้องการให้ประชาชนรับทราบ อย่าฟังเพียงด้านเดียว แล้วพิจารณาว่าสิ่งใดมีเหตุผลมากน้อยเพียงใด

"สุรยุทธ์"แถลงโต้"แม้ว" พบปะแค่หวังฟังความเห็นตุลาการ

ที่มา มติชนออนไลน์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ว่า ตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะวางแผนการทำรัฐประหาร ถ้าจำไม่ผิด การพบปะครั้งนั้น ได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2549 โดยที่นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เชิญไปพบ ก็ไม่ได้มีการเตรียมการมากมาย เพราะในช่วงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไป


"ผมอยากเรียนว่า ในฐานะที่ผมเองต้องติดตามข่าว ก็จำเป็นต้องพบปะพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากท่านติดตามสถานการณ์ จะเห็นว่าขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่อาจจะเรียกว่า เป็นเรื่องของตุลาการในการเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในวันนั้นผมก็มีความตั้งใจเพียงฟังข้อคิดเห้น จากฝ่ายตุลาการระดับสูงเท่านั้น" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว


พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตุลาการที่ผมรู้จักเพียงท่านเดียว คือ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น ถือเป็นโอกาสได้ฟังความคิดเห็น การพูดคุยก็มีการเปลี่ยนความคิดเห้น แต่ไม่ได้มีการกระทำใดๆ หากมีการพูดเรื่องการทำรัฐประหารกับผู้พิพากษาหรือตุลาการ คงไม่สมเหตุผลเลย ถ้าพูดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ คงเป็นเหตุผลกว่า นอกจากนี้ ตนรู้จักนายปีย์มานานพอสมควร นายปีย์ก็อยู่ในฐานะที่เป็นสื่อ จึงยืนยันได้ว่า หากอยากได้ข้อมูล ก็สามารถสอบถามจากนายปรีย์ได้

สุรยุทธ์ออกโรงโต้ ปัดรวมหัวคิดปฏิวัติ

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (28 มี.ค.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เปิดแถลงข่าวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถึงกรณีที่ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวันร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอลิงก์ พาดพิง ว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในปี 2549 ว่า การพูดคุยเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ซึ่งตนคงพูดไม่ได้ ตนไปพูดเรื่องการรัฐประหารกับผู้พิพากษา ตุลาการ ไม่สมเหตุสมผล ควรพูดกับ ผบ.ทบ. จะสมเหตุสมผลกว่า

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วิดีโอลิงก์เมื่อคืนนี้ และพูดเรื่องที่เกิดขึ้น ในช่วงปี 2545 เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนว่า ตนได้ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน หมายถึงแผนเคลื่อนย้ายกำลัง จะเป็นการดำเนินการซึ่งกองทัพบกเองได้ทำเรื่องขออนุมัติไปยัง ผบ.สส. ทาง ผบ.สส. ได้ทำเรื่องไปยัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่ว่าสิ่งที่ได้รับจากกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น คือ คำสั่งที่อนุมัติในหลักการให้เคลื่อนย้ายกำลัง ในบริวเณใกล้ชายแดน โดยคำสั่งนี้เป็นชั้นความลับ ไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ แต่ได้รับอนุมัติในหลักการจาก รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 2545 และได้ดำเนินการตามขั้นตอน จากนั้นเมื่อรัฐบาลเห็นว่าไม่มีความเหมาะสมก็ได้ถอนกำลังกลับ เมื่อวันที่ 20 กว่าๆ ของเดือน พ.ค.

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการที่มีคำพูดที่อ้างว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ตนคิดว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายใด แต่เป็นเรื่องที่เกิดบริเวณชายแดน ซึ่งมีชนกลุ่มน้อย ดังนั้นทางกองทัพบกไม่ได้เกี่ยวข้อง ผลการสอบสวน ก็ระบุว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่กองทัพบกดำเนินการ

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเรียนว่า หลายสิ่งที่ได้นำออกมาพูด แต่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริงแต่คลาดเคลื่อน ทำให้เกิดความคิดเห็นที่กระทบกับเรื่องของตนเอง แม้แต่เรื่อง พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนไปพบ พล.อ.จารุภัทร โดยที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้โทรศัพท์มาขอให้ไปช่วยพูดด้วย เพราะโอกาสที่ กกต. ทั้งหมด จะถูกฟ้องศาลมีมาก และโอกาสที่จะพลาดมีสูง ก็ได้พูดคุยกัน จนกระทั่ง พล.อ.จารุภัทร ได้มาขอบคุณตน ถ้าไม่ฟังก็คงถูกศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว ที่ตนให้ข้อคิดเห็นไปก็ขึ้นกับ พล.อ.จารุภัทร ตนเป็นผู้ที่ให้ข้อคิดเห็นเท่านั้นไม่ใช่คนที่จะไปสั่งใครทำสิ่งใดได้ ตนเคารพในความคิดเห็นคนอื่น แต่ขณะเดียวกัน ข้อคิดเห็นของตน ข้อมูลที่เรียนสื่อมวลชน เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ตนเสนอข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งเพื่อตรวจสอบการตัดสินใจ ควรจะเชื่อในสิ่งที่ตนพูด หรือเชื่อในข่าวที่ออกมา

ส่วนการไปทานข้าวบ้าน นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา นั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวอีกว่า นายปีย์ เป็นคนเชิญ ในลักษณะเชิญไปทานข้าว ตนรู้จักกับนายปีย์ มานาน ก็แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น พูดคุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองอย่างเดียว ว่ามีปัญหาจะมีทางออกอย่างไร จากมุมมองของแต่ละฝ่าย

นอกจากนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ยังกล่าวยืนยันว่า คงไม่ฟ้อง อย่างที่เคยพูดไปแล้ว เพียงแต่ต้องการให้ทุกท่านได้ทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยข้อสรุปที่ได้หารือในวันนั้นคือว่าสิ่งที่พูดว่าตุลาการภิวัฒน์จะมีทางออกหรือไม่ ตนไม่ได้โมโห ตนเข้าใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ประสบปัญหาอะไร เพียงแต่ต้องการให้ประชาชนรับทราบ อย่าฟังเพียงด้านเดียว ฟังอีกอด้านหนึ่งด้วย แล้วพิจารณาว่าสิ่งใดมีเหตุผลมากน้อยเพียง

ทำดีว่าผิด ทำผิดว่าดี

ที่มา thaifreenews

บทความ วิสา คัญทัพ

ทำดีว่าผิด ทำผิดว่าดี
วิสา คัญทัพ

ทำดีก็ชี้ผิด
คนทำผิดกลับว่าดี
นายกรัฐมนตรี
ทักษิณชี้ให้ใคร่ครวญ

เหลืองทำผิดเห็นเห็น
หลายประเด็นยังชี้ชวน
ชักนำให้ลอยนวล
อยู่เหนือบทแห่งกฎหมาย

แดงทำดีเด่นชัด
กลับเยียดยัดรุกทำลาย
บิดเบือนโดยอุบาย
ให้รวนเรร้อยเล่ห์กล

ฮิ้วโห่น่าไม่อาย
ในมุ่งหมายอันมืดมน
เสียดายสื่อมวลชน
บางสื่อชั่วก็มั่วตาม

ทำดี ต่อไปเถิด
สุดประเสริฐสง่างาม
เปลวไฟจักไหม้ลาม
ลุกแดงไล่ไปทั่วเมือง

ทำดีก็ชี้ผิด
คนทำผิดไม่แค้นเคือง
หุ้มทองทำรองเรือง
แท้ผีห่า..ไอ้ซาตาน

'พวกผมมันแค่คนชั้นสอง' เสียงรำพึงจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ เฝ้าม๊อบเสื้อแดงหน้าทำเนียบ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Thaidelphi
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท

27 มีนาคม 2552


"เป็นไงบ้างครับพี่ ทานข้าวกันหรือยังครับ" เสียงผมทักคุณตำรวจที่มาดูแลม๊อบเสื้อแดง

"เรียบร้อยแล้วครับ" ตำรวจวัย 40 กว่าๆ ตอบรับกับผมมา

ผมเลยถือวิสาสะ นั่งคุยท้ายรถกระบะใครก็ไม่รู้ ที่พี่เขานั่งอยู่ก่อนหน้า

"แล้วอาบน้ำกันที่ไหนล่ะครับพี่" ผมถามด้วยความเป็นห่วง เพราะสังเกตเห็นแต่ละท่าน เหมือนยังไม่ได้อาบน้ำกัน

"เอาน้ำลูบๆ กันหน่ะครับ ความสามารถเฉพาะตัว" พี่ตร.ตอบมา

"อ้าวพี่ นี่เขาไม่ได้จัดสรรให้พี่เลยหรือครับ ผมนึกว่า พี่เข้าไปอาบที่ทำเนียบเสียอีก" ผมถามกลับ

"พวกผมมันแค่ คนชั้น 2 หน่ะครับ
ทำเนียบทหารเขายึดไปแล้วครับ พวกตำรวจดูแลรอบนอก" พี่ตร.เฉลยให้ฟัง

"แล้วพี่มาจากที่ไหนกันบ้างอ่ะครับ" ผมถามกลับ

"หลายที่ครับ พวกผม ตชด. จากอุบลบ้าง สุรินทร์บ้าง ครับ" พี่ ตร. ตอบกลับมา

ผมสังเกตเห็น พี่ตำรวจ หลายนาย ที่ท่านนอนกันตามมีตามเกิด ตากฟ้า ตากยุงกันอยู่ข้างทาง พร้อมๆ กับเพื่อนๆ เสื้อแดงบางส่วน

"แล้วพี่รู้สึกกันยังไงบ้างครับ ที่ต้องมาคุมม๊อบเสื้อแดง" ผมถามความเห็นที่อยากรู้

"อุ่นใจครับ ที่อยู่กับม๊อบเสื้อแดง พวกเราสบายใจกันดี หลายๆ ครั้งที่เขา เอาข้าว เอาน้ำ เอาขนมมาให้พวกผม" เสียง พี่ตร. ตอบมา

ผมมองเห็นรอยยิ้มของแก ในขณะที่ตอบคำถามนี้ อย่างน้อยก็รู้สึกดี ที่เจ้าหน้าที่ไม่อึดอัดกับพวกเรา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารในความเป็นอยู่ ในการกิน การนอน การอาบน้ำ และดำรงชีวิตอยู่ในที่นี้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่

"แล้วพี่เคยไปดูแลม๊อบเสื้อเหลืองบ้างไหมครับ" ผมรุกต่อ

"เคยครับ แต่ว่ามันไม่เหมือนเสื้อแดง มันอันตรายครับ อยู่นี่อุ่นใจ หันไปทางไหนก็พวกเรา และก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะทำอันตรายพวกผมด้วย ไม่เหมือนตอนโน้น (ม๊อบเสื้อเหลือง)" แกตอบกลับมา พร้อมกับกวาดสายตาไปยังพี่น้องเสื้อแดงรอบๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่แม้จะลำบาก ก็ยังดี ที่ได้อยู่ในหมู่มวลมิตร

ผมคงไม่ต้องถามต่อแล้วว่า มันอันตรายยังไง ภาพการทำร้ายเจ้าหน้าที่ การขับรถชน การยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมได้อย่างไม่เลือนหายไป

"เรามันแค่คนชั้น 2" เสียงแกรำพึงมาอีกครั้ง
และครั้งนี้ใช้คำว่า "เรา" แทน "พวกผม"

ใช่ครับพี่! เรามันแค่คนชั้น 2 คนชั้นที่อมาตย์มองว่า เป็นไพร่ คนชั้นที่ใครๆ มักมองว่า ซื้อได้ด้วยเงิน จัดตั้งกันมา ไร้การศึกษา

หลายคนอาจจะไม่พอใจนัก ที่ได้ยินคนว่าเสื้อแดง และหมิ่นในหัวใจแบบนี้ แต่สำหรับผม ผมกลับยินดีเสียอีก และยังคิดในใจว่า "ดีใจมากที่คิดแบบนี้ คิดว่ารับเงินมา จัดตั้งมา ดีจริงๆ กว่าคุณจะรู้ตัวอีกที หันหน้าไปทางไหน ก็เต็มไปด้วยคนใส่เสื้อแดงเต็มทั้งแผ่นดินแน่ๆ! แล้วถ้าถึงวันนั้น ผมคงไม่ต้องเสียเวลาไปบอกคุณว่า "เรามาด้วยหัวใจ เพื่อที่จะเรียกร้องประชาธิปไตย และความยุติธรรมกลับคืนมา..."

"ขอบคุณมากครับพี่ ผมไปก่อนนะครับ ไว้พรุ่งนี้เจอกันครับ" ผมร่ำลา ยกมือไหว้พี่ตำรวจ และเดินจากมา
"เรามันแค่คนชั้น 2..." เสียงรำพึงจากพี่ตร. ที่ยังคงก้องอยู่ในหัวผม

ใช่ครับพี่ วันนี้เราอาจจะเป็นแค่คนชั้น 2 แต่ผมเชื่อว่าตราบใดที่พวกเราเสื้อแดง ร่วมสู้ด้วยกัน อย่างไม่ท้อถอย วันที่เราจะอยู่อย่างเท่าเทียมกัน วันที่เราได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา คงอีกไม่นานอย่างแน่นอน!

ปล. เพื่อนๆ ท่านใดที่จะไปชุมนุม มี กย.15 ทากันยุงติดไม้ติดมือไปฝาก พี่ตร.หรือผู้ร่วมชุมนุมบ้างก็ดีนะครับ อย่างน้อย เราก็โดน 19 กย.ดลบันดาลให้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ณ.ที่เดียวกัน เหมือนๆ กัน 555

บทความ: ขอฝากรูปภาพเตือนความทรงจำแด่ท่าน พล.อ เปรม และ พล.อ สรยุทธ์

ที่มา Thai E-News

โดย PAPRIKA
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
28 มีนาคม 2552

ภาพ "เตือนความเศร้าและขมขื่น" สำหรับประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ที่รักความถูกต้อง และรักความยุติธรรม บนรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และขอฝากให้เป็นภาพ "เตือนความจำ" สำหรับ "คนชราที่ทรงอำนาจวาสนาสูงส่ง" โดยเฉพาะ พลเอกเปรม และ พลเอกสรยุทธ์ นำไปพิจารณา ไตร่ตรอง ด้วย "สติ" และ "ปัญญา" (ถ้ายังมีอยู่) จะให้ภาพซ้ำซากนี้ สืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานชาวไทย ต่อไปอีกหรือไม่ ? 60 ปี ที่ประเทศไทย จมอยู่ในวังวนของ "ความด้อยพัฒนาซ้ำซาก" ผมรวมทั้งคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และคนไทยทั้งประเทศ ขอตอบดังๆครับว่า "พอได้แล้ว"

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดขยาย

ระบอบการปกครองแบบประขาธิปไตย ผ่านยุคสมัยและผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางประวัติศาสตร์โลก มามากกว่าพันปี นับแต่สมัยอารยธรรมกรีกมาแล้ว จนปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นระบอบการเมือง-การปกครองที่"ดีที่สุด" และ "เลวน้อยที่สุด" เพราะอยู่บนหลักการ "ประชาชนทุกคนมีสิทธิและมีอำนาจเท่าเที่ยมกันทุกคน ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฏหมายที่ร่วมกันสถาปนาขึ้นมา" ประชาชนทุกคนทุกกลุ่มจึงอยู่ร่วมกันอย่าง"สันติสุขและสมานฉันท์กันได้" ก็เพราะได้รับการปฏิบัติจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายของรัฐ อย่าง "ยุติธรรม" และ "เท่าเที่ยมกัน"

ระบอบประชาธิปไตยจึงใช้ได้เหมาะสมดีมากๆ กับ "คนส่วนใหญ่ของประเทศ" เพราะเป็นไปตามพันธะสัญญาที่ยอมรับ และตกลงกันแล้วว่ากิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ต้องกระทำการภายใต้"หลักนิติรัฐ" คือมีความเหมาะสมทาง "นิตินัย" ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุดทั้งในด้าน "ความต้องการที่จะเป็นปัจเจกบุคคล" คือธรรมชาติพื้นฐานของคน ที่ต้องการมีอิสระ มีเสรีภาพ ภราดรภาพ ทั้งทางความคิด และการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ นั่นก็หมายความว่าระบอบได้ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ จึงมีความเหมาะสมทาง "พฤตินัย" ในที่สุดคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมากกว่าร้อยละ90 และในอนาคต "เลือกประชาธิปไตย" เป็นฐานการปกครองประเทศ

แต่มีกลุ่มคนส่วนน้อย ซึ่งน่าจะน้อยกว่าร้อยละ 10 เสียอีก แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่สืบเนื่อง "อำนาจและผลประโยชน์" มาอย่างยาวนาน โดยพยายาม"ประคับประคอง" และ "ดิ้นรนต่อสู้" กับ "การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะความทันสมัย" (Modernization)ของประเทศไทย ด้วยการ "สร้างภาพและการโฆษณาชวนเชื่อ" มากว่าชั่วอายุคน จนกระทั่งประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมโลกอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา "โลกยุคโลกาภิวัฒน์" โลกที่ข่าวสารข้อมูลไปถึงกันและกันได้เพียงเสี้ยวนาที จากความก้าวหน้าอย่างยิ่งยวดของระบบไอที มีผลให้กระบวนการ และขบวนการ "สร้างภาพและการโฆษณาชวนเชื่อ" เริ่มไร้ประสิทธิภาพ และไม่ได้ผลมากขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดกลุ่มบุคคลในระบอบเก่าแก่ (ซึ่งเป็น "อีแอบ" แอบอิง อ้างอิง กับการปกครองในระบอบประชาธิไตยมาโดยตลอด) เริ่มเข้าสู่สภาพ "สุนัขจนตรอก" จึงต้องเลือกที่จะ "ทำลายความเป็นนิติรัฐ" รัฐธรรมนูญ และกฏหมายถูก "ตีความอย่างผิดปกติ" นำไปสู่ "พฤติการณ์ที่วิกลจริต" ซึ่งแม้แต่เด็กและเยาวชนก็สามารถมองออกว่า "ไร้เหตุผล" และ "ขาดความยุติธรรม" โดยสิ้นเชิง ดังที่เกิดแก่คนไทยและสังคมไทยในช่วง 3 ปีจนทุกวันนี้ แน่นอนภาวะเช่นนี้ย่อม"เร่งรัด" ไปสู่ "จุดจบ" ของคนชราภาพกลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนอีกเช่นกัน ในเส้นทางของการ "เคลื่อนไหว" ไปสู่จุดจบนั้น ย่อมหลีกเลี่ยง "วิกฤติการณ์ทำลายล้างอย่างรุนแรง" ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะมีตัวแปรทางธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกหนีได้ เป็นตัวแปรที่มีอำนาจอย่างแท้จริงในการทำลายล้างสรรพสิ่งในเอกภพ นั้นคือ "เวลา".....

คนไทยส่วนใหญ่ และลูกหลานเยาวชนไทย "เลือกแล้ว" ที่จะปกครองตนเองและประเทศชาติด้วยการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนกลุ่มบุคคลที่ชราภาพ พวกเขาเลือกที่จะปกป้อง "ตนเอง-อำนาจ-ผลประโยชน์" ที่สืบทอดกันมายาวนานกว่าชั่วอายุคน ด้วยการปกครองในระบอบ.....???........

=Paprika :: Feb 22, 2009=

"พัลลภ" ยัน "สุรยุทธ์" ร่วมวงวางแผนล้ม "ทักษิณ" จี้ลาออก"องคมนตรี" ยุ่งการเมืองทำสถาบันเสื่อมเสีย

ที่มา มติชนออนไลน์

" ... หลังจากปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไปเป็นนายกฯ ทำให้พวกเราผิดหวังมาก ตอนแรกก็ชื่นชม พล.อ.สุรยุทธ์ มากเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าว พูดง่ายๆ พล.อ.สุรยุทธ์ เสียสัจจะ กลายเป็นคนไม่มีสัจจะและผิดมติในที่ประชุม ในการพูดคุยกันวันนั้นมี 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น ... "

หมายเหตุ...

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามที่บ้านพัก โชคชัย 4 ซอยลาดพร้าว 51 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ถึงเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินพาดพิง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ว่าอยู่เบื้องหลังร่วมวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ

-------------

การวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ เป็นเรื่องจริงแต่ว่าเขา (พล.อ.สุรยุทธ์) ไม่เคยเชิญผมเข้าร่วมประชุม แต่เจ้าของบ้านที่สุขุมวิทเชิญผม และประชุมร่วมกัน ไม่ได้ประชุมแค่ครั้งเดียว แต่ประชุมกัน 3-4 ครั้ง มีการพูดคุยปัญหาของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะให้รัฐบาลล้มไปอย่างไรโดยมี 2 แนวทางคือด้านรัฐธรรมนูญ หรือด้านกฎหมาย ถ้าไม่สำเร็จก็จะทำรัฐประหาร


@ การทำรัฐประหารมีการพูดหรือไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ
ไม่ได้มีการพูดถึง เพียงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ เสนอขึ้นมาว่าการทำครั้งนี้ทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนจะต้องไม่หวังตำแหน่งใดๆ ซึ่งทุกคนศรัทธาในตัวท่าน การหารือเป็นลักษณะโต๊ะกลม ซึ่งไม่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นั่งอยู่ด้วย


@ พล.อ.สุรยุทธ์บอกว่าไม่อยากเป็นนายกฯ แต่ คมช.เชิญให้ไปเป็น
คงต้องไปถามท่าน ผมเดาใจไม่ถูก เพราะทุกคนงงหมด ผมเองก็งง


@ แสดงว่า พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
จะพูดว่าตัวตั้งตัวตีคงไม่ได้หรอก แต่ว่าการประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ จะมาทุกครั้ง


@ พอจะบอกได้หรือไม่ว่าคนที่เป็นแกนนำในการล้มรัฐบาลเป็นใคร
อันนี้ผมบอกไม่ได้ เพราะว่าผมไม่อยากพาดพิงถึงคนอื่น แต่เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ มาพาดพิงถึงผม ผมก็จะพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ เท่านั้น ซึ่งการประชุม 3-4 ครั้ง ก็จะมีการพูดถึงแนวทางเรื่องการล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณตลอด ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนเสนอในที่ประชุมเองว่าการทำงานครั้งนี้ เราทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนต้องไม่หวังตำแหน่งลาภยศใดๆ
หลังจากปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไปเป็นนายกฯ ทำให้พวกเราผิดหวังมาก ตอนแรกก็ชื่นชม พล.อ.สุรยุทธ์ มากเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าว พูดง่ายๆ พล.อ.สุรยุทธ์ เสียสัจจะ กลายเป็นคนไม่มีสัจจะและผิดมติในที่ประชุม ในการพูดคุยกันวันนั้นมี 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น หลังจากนั้นผมไม่พูดจากับ พล.อ.สุรยุทธ์อีกเลย เจอหน้ากันก็ทำเหมือนคนไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผม


@ ในการพูดคุยมีการวางแผนอย่างไร
อย่างแรกคือการวางแผนด้านกฎหมาย และการทำรัฐประหารว่าจะทำอย่างไร ที่ผมไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านทราบหมดแล้ว แต่ท่านถามผมในลักษณะใช่หรือไม่ใช่ ยกตัวอย่างเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่าให้ผมฟังคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับ พล.อ.สุรยุทธ์ เชิญ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปพบที่บ้าน พล.ต.จำลอง แถวราชวัตร และล็อบบี้ให้ พล.อ.จาตุภัทร ถอนตัวออกจาก กกต. เพื่อล้มการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่ง พล.อ.จารุภัทรรายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณรับทราบ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณไปหา พล.อ.สุรยุทธ์ที่ทำเนียบองคมนตรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ปฏิเสธ

พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.ก็เคยได้รับเชิญไปที่บ้านสุขุมวิท เพื่อไปพบ พล.อ.สุรุยุทธ์ และล็อบบี้ให้ลาออกเพื่อล้มการเลือกตั้ง ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นความลับ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ดีตั้งแต่ต้นว่าจะมีการล้มรัฐบาล เพราะมีแหล่งข่าวที่ติดตามพวกที่เคลื่อนไหวทั้งหมด เพียงแต่มาสอบถามผมว่า เรื่องที่รู้มาจริงหรือไม่ เมื่อตอนที่ผมไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่จีน


@ พ.ต.ท.ทักษิณ พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงใช่หรือไม่
ไม่ทราบ


@ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ตลอดเวลาว่าจะถูกปฏิวัติใช่หรือไม่
ท่านรู้มาตลอดทุกเรื่อง แม้แต่แผนการปฏิวัติ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ปฏิวัติเมื่อไร แต่ท่านประมาทเพราะไว้ใจคนใกล้ตัวและเพื่อน ตท.10 ที่คุมกำลังอยู่ในกองทัพ ที่ประชุมพูดกันเพียงว่า จะล้มรัฐบาล ส่วนการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มี การรัฐประหารโดยปกติจะต้องล็อคตัวนายกฯซึ่งคนละเรื่องกับการลอบสังหาร ขอยืนยันว่า ไม่มีการลอบสังหาร แต่อาจเป็นการเข้าชาร์จหรือล็อคตัวนายกฯ


@ ประเทศชาติจะมีทางออกอย่างไร
ที่ผมตัดสินใจไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ คือเรื่องความวุ่นวายในบ้านเมือง ผมไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้สัมภาษณ์ว่าคนที่จะแก้ไขปัญหาได้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ผมอยากพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งวันนี้เงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไป คือรัฐบาลตั้งขึ้นมาโดยไม่มีความชอบธรรมเพราะต้องให้เสียงข้างมากเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่นี่ล็อบบี้กันแบบงูเห่า

ผมอยากฝากไปถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าเพื่อรักษาสถาบันอันมีเกียรติแห่งนี้ท่านควรจะลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี เพราะองคมนตรีต้องไม่ยุ่งกับการเมือง แต่ท่านเป็นคนที่เข้ามายุ่งกับการเมือง ดังนั้นเพื่อรักษาสถาบันอันสำคัญยิ่งไว้ ผมคิดว่าท่านควรจะต้องลาออก ในฐานะที่ผมเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา และรุ่นพี่ ผมไม่มีอะไรกับท่านเลย


@ มองอย่างไร ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นองคมนตรี และไปรับตำแหน่งนายกฯ เมื่อเสร็จภารกิจก็ยังกลับมาเป็นองคมนตรีได้ ซึ่งคนมองว่าเป็นการมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
คนเขาพูดกันอยู่แล้ว ผมไม่ต้องพูด


@ การกลับไปครั้งนี้เป็นเพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ คอยเป็นแบ๊คหนุนใช่หรือไม่
ผมไม่อยากพูดเลยไปถึงนั้น ผมพูดเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวที่พาดพิงมาถึงผม คนอื่นผมไม่อยากพูด


@ มองอย่างไรที่มีการพูดพาดพิงองคมนตรี เพราะจะทำให้ภาพพจน์ของสถาบันดังกล่าวเสื่อมลง
ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เดินหน้าล้มการเลือกตั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้ไปประชุม แต่ไปปรึกษาหารือ ซึ่งท่านเป็นองคมนตรีอยู่แล้วท่านเป็นคนดึงสถาบันนี้ลงมา ผมจึงขอฝากเรียนท่านวันนี้ว่า ให้ท่านลาออกเสียเถอะ เพื่อควบคุมสถาบันอันสำคัญยิ่งของประเทศไว้ด้วยความหวังดี ทั้งนี้ผมไม่เคยมีเรื่องอะไรกับท่าน เพียงแต่ผิดหวังที่ท่านเสียสัจจะ


@ มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองติดต่อให้ท่านหยุดพูดเรื่องนี้หรือไม่
ไม่มี อย่างวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) เขาแจ้งมาว่าคณะกรรมการไม่ครบขอเลื่อนไปก่อน จึงไม่ได้ไปประชุม


@ จุดยืนของท่านต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้
จุดยืนผมรับใช้ประเทศชาติ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันมาโดยตลอด เมื่อหลายคนบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ ทำให้ผมผุดไอเดียขึ้นมา พอดีนายพิเชษฐ์ สถิรชัชวาลย์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย และเป็นก๊วนกอล์ฟกับตน ชวนไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จีน จึงให้นายพิเชษฐ์ โทรศัพท์ไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ผมเข้าพบ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่ายินดีให้ผมหารือ จึงเดินทางไปหา สาเหตุที่ผมไปพบ เพราะไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน ผมก็ถาม

พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เหมือนเมื่อครั้ง 2540 ที่ผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นผมเป็นฝ่ายเสธฯของ ผบ.ทหารสูงสุด คือ พล.อ.วัฒนชัย วุฒิศิริ เราจึงมาคุยปรึกษาหารือกันว่าวันหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นพรรครัฐบาล แต่ทุกคนรู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์กับทหารไม่ถูกกัน เพราะฉะนั้นคิดกันว่าเราจะเข้าไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ดีหรือไม่ อย่างน้อยก็จะไปเป็นตัวประสานให้ทหารกับพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยกัน ผมจึงสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์


บางคนกล่าวหาว่าผมไปรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 3-4 พันล้านบาท ผมยืนยันได้ว่าที่ผมไปครั้งนี้ได้รองเท้ากอล์ฟมาเพียงคู่เดียว ซึ่งผมจะไปซื้อมาเล่นกอล์ฟ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ต้องออกเงิน ท่านจะออกให้ รวมทั้งจ่ายเงินค่าแคตดี้ และค่าที่พักให้เท่านั้น ตกเป็นเงินไทยไม่ถึง 5,000 บาท ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปรับเงิน เพราะผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่ไปถึง 4 คน และเวลาคุยก็คุยด้วยกันทั้งหมด หากรับเงินจริงวันนี้ซื้อรถเบนซ์แล้ว


@ ในฐานะประชาชนจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
ทุกคนอยากให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุข มีความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ถ้านิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเพียงแค่ไปเซ็นให้ภรรยาซื้อที่ดิน ต้องจำคุก 2 ปี ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติสู่ความมั่นคงประชาชนอยู่สันติสุขได้ ผมคิดว่าควรจะเลือกทางนั้น สมัยปี 2524 สมัยที่ผมนำกำลังทหารเข้ามาปฏิวัติ โทษของผมสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ผมถูกข้อหากบฏ และขัดพระบรมราชโองการ ยังสามารถนิรโทษกรรมได้ ซึ่งแรงกว่ากันเยอะมาก


@ แสดงว่าควรจะนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวเพื่อให้ประเทศชาติกลับมาเกิดความมั่นคงอีกครั้ง
กี่คนก็แล้วแต่ ถ้าทำแล้วทำให้ประเทศชาติกลับมาสมานฉันท์มีความมั่นคงประชาชนอยู่อย่างสันติสุขผมคิดว่าควรทำ และต้องรีบทำด้วย เพราะวันนี้ไม่ใช่เฉพาะปัญหาความมั่นคง แต่มันเป็นปัญหาของเศรษฐกิจด้วย


@ ที่ จปร.7 ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งตัวท่าน พล.ต.จำลอง และ พล.ต.มนูญกฤต มีนัยอะไรหรือไม่
คงเป็นฟ้าลิขิต แต่ยืนยันว่าเพื่อนก็คือเพื่อน แต่ประเทศชาติต้องมาก่อน ที่ผ่านมา จปร.7 แตกออกเป็น 2 พวก คือ กลุ่มยังเติร์ก กับทหารประชาธิปไตย แต่ส่วนใหญ่เลิกกันไปหมดแล้ว เหลือเพียง 3 คนเท่านั้น


@ มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่
โทร.คุยเมื่อสองวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ถามผมว่าสบายดีหรือไม่ ผมก็บอกว่าสบายดี ตอนนี้กำลังเล่นกอล์ฟอยู่ ไม่ได้คุยอะไรกันมาก และ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอโทษที่อ้างชื่อผม


@ เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืมมือ พล.อ.พัลลภ ฆ่าศัตรูอีกฝั่งหนึ่ง
ไม่ใช่หรอก ผมบอกว่าไปขอพบท่าน แต่หากท่านขอพบผมอาจจะใช้ผมเป็นเครื่องมือ เงื่อนไขที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่ได้ขึ้นมาตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาแบบฉวยโอกาส วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคเก่าแก่ 63 ปี เป็นนายกฯ 4 สมัย ไม่ถึง 7 ปี เป็นฝ่ายค้าน 57 ปี แต่ละครั้งที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็เป็นแบบนี้

=======================

"พัลลภ" ยอมแถลงเปิดใจหมดเปลือก แผนโค่นล้มระบอบทักษิณ

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์เปิดใจเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ถึงเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินพาดพิง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังร่วมวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ 19 ก.ย.2549 ว่า เป็นเรื่องจริง แต่ว่าพล.อ.สุรยุทธ์ ไม่เคยเชิญตนเข้าร่วมประชุม แต่เจ้าของบ้านที่สุขุมวิท เชิญตน และประชุมร่วมกัน ซึ่งไม่ได้ประชุมแค่ครั้งเดียว แต่มีการประชุมกัน 3-4 ครั้ง ซึ่งมีการพูดคุยปัญหาของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณว่า จะให้รัฐบาลล้มไปอย่างไร โดยมี 2 แนวทาง คือ ทางด้านรัฐธรรมนูญ หรือทางด้านกฎหมาย ถ้าแนวทางแรกไม่สำเร็จก็จะทำรัฐประหาร

เมื่อถามว่า การทำรัฐประหารมีการพูดหรือไม่ว่า ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ไม่ได้มีการพูดถึง เพียงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ เสนอขึ้นมาว่า การทำครั้งนี้ ทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนจะต้องไม่หวังตำแหน่งใด ๆ ซึ่งทุกคนศรัทธาในตัวท่าน ทั้งนี้ การหารือเป็นลักษณะโต๊ะกลม ซึ่งไม่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. นั่งอยู่ด้วย "

แฉ "สุรยุทธ์" เสียสัจจะ ที่บอกจะไม่เป็นนายกฯ

เมื่อถามว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ระบุว่า ไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ คมช.เชิญให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "คงต้องไปถามท่าน ผมเดาใจไม่ถูก เพราะทุกคนงงหมด ผมก็งง" เมื่อถามว่า แสดงว่า พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนล้มรัฐบาล พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า จะพูดว่าตัวตั้งตัวตีคงไม่ได้หรอก แต่ว่าการประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ จะมาทุกครั้ง เมื่อถามว่า พอจะบอกได้หรือไม่ว่า คนที่เป็นแกนนำในการล้มรัฐบาลเป็นใคร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อันนี้ตนบอกไม่ได้ เพราะว่าตนไม่อยากพาดพิงถึงคนอื่น แต่เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ มาพาดพิงถึงตน ตนก็จะพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ เท่านั้น ซึ่งการประชุม 3-4 ครั้ง ก็จะมีการพูดถึงแนวทางเรื่องการล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอด อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนเสนอในที่ประชุมเองว่า การทำงานครั้งนี้ เราทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนต้องไม่หวังตำแหน่งลาภยศใด ๆ

"หลังจากที่ปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้พูดง่าย ๆ พวกเราผิดหวังมาก และผมก็ผิดหวัง ตอนแรกก็ชื่นชม พล.อ.สุรยุทธ์ มากเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าว พูดง่าย ๆ พล.อ.สุรยุทธ์ เสียสัจจะกลายเป็นคนไม่มีสัจจะและผิดมติในที่ประชุม แต่ท่านอ้างว่า ได้ประชุม ได้คุยกัน ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมติในที่ประชุม ซึ่งในการพูดคุยในวันนั้นมีประมาณ 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น ซึ่งหลังจากนั้น ผมไม่ได้พูดจากับพล.อ.สุรยุทธ์อีกเลย เจอหน้ากันก็ทำเหมือนคนไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตน และเป็นนายทหารรุ่นน้อง สมัยที่ตนเป็นผบ.ค่ายสฤษดิ์เสนา ส่วนพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้บังคับหมวด" พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า

ย้ำ

เมื่อถามว่า ในการพูดคุยมีการวางแผนอย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "อย่างแรก คือการวางแผนทางด้านกฎหมาย และการทำรัฐประหารว่าจะทำอย่างไร ซึ่งการที่ผมไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านทราบหมดแล้ว แต่ท่านถามตนในลักษณะใช่หรือไม่ใช่ ยกตัวอย่างเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่าให้ผมฟังคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับ พล.อ.สุรยุทธ์ มีครั้งหนึ่งที่เชิญ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีต กกต. ไปพบที่บ้าน พล.ต.จำลอง แถวราชวัตร และล็อบบี้ให้ พล.อ.จารุภัทร ถอนตัวออกจาก กกต. เพื่อล้มการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ซึ่งพล.อจารุภัทร รายงานให้พ.ต.ท.ทักษิณได้รับทราบ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณไปหา พล.อ.สุรยุทธ์ที่ทำเนียบองคมนตรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่พล.อ.สุรยุทธ์ปฏิเสธ"


"เรื่องแบบนี้พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานกกต.เคยได้รับเชิญไปที่บ้านสุขุมวิท เพื่อไปพบ พล.อ.สุรุยุทธ์ และล็อบบี้ให้ลาออกออกจากตำแหน่ง และล้มการเลือกตั้ง ดังนั้น เรื่องนี้ไม่เป็นความลับ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ดีตั้งแต่ต้นว่า จะมีการล้มรัฐบาล เพราะ มีแหล่งข่าวที่ติดตามพวกที่เคลื่อนไหวทั้งหมดเพียงแต่มาสอบถามผม ว่า เรื่องที่รู้มาจริง หรือไม่ เมื่อตอนที่ผมเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณที่จีน" พล.อ.พัลลภกล่าว


เมื่อถามถึงความสัมพันธ์กับ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นอย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ไม่เคยมีปัญหาอะไร ท่านเป็นลูกน้องผมถึง 6 รุ่น" เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ไม่ทราบ" เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณรู้ตลอดเวลาว่า จะถูกปฏิวัติใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ท่านรู้มาตลอดทุกเรื่อง แม้แต่แผนการปฏิวัติ ซึ่งไม่รู้ว่า ปฏิวัติเมื่อไร แต่ท่านประมาท เพราะไว้ใจคนใกล้ตัว และเพื่อนตท.10 ที่คุมกำลังอยู่ในกองทัพ"


" ส่วนการลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มี ซึ่งการรัฐประหารโดยปกติจะต้องล็อกตัวนายกฯ ซึ่งคนละเรื่องกับการลอบสังหาร ขอยืนยันว่า ไม่มีการลอบสังหาร แต่อาจเป็นการเข้าชาร์จหรือ ล็อกตัวนายกฯ" เมื่อถามว่า เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ออกมาพูดในช่วงนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้แผนการปฏิวัติมานานแล้ว พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ท่านรู้มานานแล้ว แต่คงหาคนอ้างอิงไม่ได้ เผอิญผมเดินทางไปหาท่านพอดี จึงหาพยานเสียเลย "

อ้างเข้าหา "ทักษิณ" ไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน


เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้ประเทศชาติจะมีทางออกอย่างไร เมื่อมีกลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุม พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ที่ตนตัดสินใจไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ คือเรื่องความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งตนไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน เกิดสงครามการเมือง ซึ่งมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้สัมภาษณ์ว่า คนที่จะแก้ไขปัญหาได้คือพ.ต.ท.ทักษิณ จึงทำให้ตนอยากพบพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งวันนี้เงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไป คือ รัฐบาลตั้งขึ้นมาโดยไม่มีความชอบธรรม เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะต้องให้เสียงข้างมากเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่นี่เป็นการล็อบบี้กันแบบงูเห่า ซึ่งมองว่า ไม่ถูกต้อง เพราะควรให้เสียงข้างมากตั้งก่อน หากเขาตั้งไม่ได้ ตัวเองจึงจะค่อยตั้ง แต่เป็นการชิงตั้งก่อน


เมื่อถามว่า เหตุการณ์จะยุติอย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนก็มองไม่ออกว่าเหตุการณ์จะยุติอย่างไร เมื่อถามว่า มีทางหรือไม่ที่รัฐบาลจะยอมลาออก เพื่อให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนไม่รู้ เพราะไม่ได้คุยกับใครเลย เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์จะมีความรุนแรงหรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อยู่ที่จุดมุ่งหมายว่าเขาต้องการทำอะไร พูดง่าย ๆแบบพฤษภาทมิฬ เมื่อ พล.ต.จำลอง โดนจับ และตนเป็นคนนำ และเกิดเหตุการณ์นักศึกษาตีตำรวจบาดเจ็บเราจึงเข้าไปช่วยนักศึกษา ตีตำรวจ จึงเกิดเหตุการณ์ขึ้น ต้องดูว่าวันนี้จะเกิดแบบนี้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงก็จะต้องเกิดขึ้นแน่ ซึ่งตนไม่อยากเห็นคนไทยฆ่าคนไทย เพราะในชีวิตตนผ่านเรื่องนี้มาเยอะ


ขอให้ "สุรยุทธ์" ลาออกจากองคมนตรี เพื่อรักษาสถาบัน


เมื่อถามว่า หากมีการเผาสถานที่ราชการมีการยั่วยุให้เกิดการปะทะกันหรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ตนไม่รู้ เพราะตนไม่เคยยุ่งกับเขา และเขาจะเดินขนาดไหน เมื่อถามว่า ในฐานะอดีตทหารเก่ามองภาพผู้นำกองทัพตอนนี้อย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนเป็นทหารรุ่นพี่ของเขา ตนไม่อยากวิจารณ์ เพราะคนที่เป็นผู้นำเหล่าทัพส่วนใหญ่ก็เป็นลูกศิษย์ตนทั้งนั้น ตนเหมือนกับ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ที่ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ตนยึดถือตรงนี้เพราะตนเคารพท่านมาก ทั้งนี้ตนคิดว่าทหารจะต้องยืนอยู่เคียงข้างประชาชน คือยึดถือความมั่นคงของประเทศชาติ และความสันติของประชาชนเป็นหลัก


“ผมอยากฝากไปถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าเพื่อรักษาสถาบันอันมีเกียรติแห่งนี้ ท่านควรจะลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี เพราะองคมนตรีต้องไม่ยุ่งกับการเมือง แต่ท่านเป็นคนที่เข้ามายุ่งกับการเมือง ดังนั้น เพื่อรักษาสถาบันอันสำคัญยิ่งไว้ ผมคิดว่าท่านควรจะต้องลาออกในฐานะที่ผมเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา และรุ่นพี่ ผมไม่มีอะไรกับท่านเลย” พล.อ.พัลลภ กล่าว

เมื่อถามว่า มองอย่างไร ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นองคมนตรี และไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเสร็จภารกิจก็ยังกลับมาเป็นองคมนตรีได้ ซึ่งคนมองว่าเป็นการมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า คนเขาพูดกันอยู่แล้ว ตนไม่ต้องพูด เมื่อถามว่า การกลับไปกลับครั้งนี้เป็นเพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ คอยเป็นแบล็กหนุนใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดเลยไปถึงนั้น วันนั้นตนพูดเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวที่มีการพาดพิงมาถึงตน คนอื่นตนไม่อยากพูด


เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีการพูดพาดพิงองคมนตรี เพราะจะทำให้ภาพพจน์ของสถาบันดังกล่าวเสื่อมลง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เดินหน้าล้มการเลือกตั้ง ซึ่งท่านบอกว่าไม่ได้ไปประชุมแต่ไปปรึกษาหารือ ซึ่งท่านเป็นองคมนตรีอยู่แล้วท่านเป็นคนดึงสถาบันนี้ลงมา ตนจึงขอฝากเรียนท่านวันนี้ว่า ให้ท่านลาออกเสียเถอะ เพื่อควบคุมสถาบันอันสำคัญยิ่งของประเทศไว้ด้วยความหวังดี ทั้งนี้ตนไม่เคยมีเรื่องอะไรกับท่าน เพียงแต่ผิดหวังที่ท่านเสียสัจจะ


เมื่อถามว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองติดต่อให้ท่านหยุดพูดเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่มี อย่างวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) เขาแจ้งมาว่าคณะกรรมการไม่ครบขอเลื่อนไปก่อน จึงไม่ได้ไปประชุม เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะทำเชิญท่านไปหารือเพื่อขอให้หยุดพูดเรื่องนี้นั้น พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่มีจริง ๆ ไม่รู้เรื่อง มีแต่ข่าวเท่านั้น


เมื่อถามถึงจุดยืนของ พล.อ.พัลลภ ต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า จุดยืนตนรับใช้ประเทศชาติ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันมาโดยตลอด ตนยืนยันว่า การไปประเทศจีน เมื่อหลายคนบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ ทำให้ตนผุดไอเดียวขึ้นมา พอดี นายพิเชษฐ์ สถิรชัชวาลย์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย และเป็นก๊วนกอล์ฟกับตน ไปชวนไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เมืองจีน จึงให้ นายพิเชษฐ์ โทรศัพท์ไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ตนเข้าพบ ท่านจึงโทรศัพท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่ายินดีให้ตนมาหารือ จึงได้เดินทางไปหา ทั้งนี้สาเหตุที่ตนไปพบ เพราะไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน ซึ่งตนก็ถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร เหมือนเมื่อครั้ง 2540 ที่ตนเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นตนเป็นฝ่ายเสธฯของ ผบ.ทหารสูงสุด คือ พล.อ.วัฒนชัย วุฒิศิริ เราจึงมาคุยปรึกษาหารือกันว่าวันหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นพรรครัฐบาล แต่ทุกคนรู้ว่า พรรคประชาธิปัตย์กับทหารไม่ถูกกัน เพราะฉะนั้นคิดกันว่าเราจะเข้าไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ดีหรือไม่ อย่างน้อยก็จะไปเป็นตัวประสานให้ทหารกับพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยกัน ตนจึงสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์


“บางคนกล่าวหาว่าผมไปรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 3,000 – 4,000 ล้านบาท ผมยืนยันได้ว่าที่ผมไปครั้งนี้ได้รองเท้ากอล์ฟมาเพียงคู่เดียว ซึ่งผมจะไปซื้อรองเท้ามาเล่นกอล์ฟ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ต้องออกเงิน ท่านจะออกให้ รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้จ่ายเงินค่าแคตดี้ และค่าที่พักให้เท่านั้น ตกเป็นเงินไทยไม่ถึง 5,000 บาท ทั้งนี้ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปรับเงิน เพราะผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่ไปถึง 4 คน และเวลาคุยก็คุยด้วยกันทั้งหมด หากรับเงินจริงวันนี้ซื้อรถเบนซ์แล้ว“ พล.อ.พัลลภ กล่าว


เมื่อถามว่า ในฐานะประชาชนจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ทุกคนอยากให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุข มีความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ถ้านิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงแต่ไปเซ็นต์ให้ภรรยาซื้อที่ดิน และจำคุก 2 ปี จะทำให้ประเทศชาติสู่ความมั่นคงประชาชนอยู่สันติสุขได้ ตนคิดว่าควรจะเลือกทางนั้น สมัยปี 2524 สมัยที่ตนเป็นผู้การฯ และนำกำลังทหารเข้ามาปฏิวัติโทษของตนสูงสุดขั้นถึงประหารชีวิต ตนถูกข้อหากบฏ และขัดพระบรมราชโองการ ยังสามารถนิรโทษกรรมได้ ซึ่งแรงกว่ากันเยอะมาก


เมื่อถามว่า แสดงว่าควรจะนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียวเพื่อให้ประเทศชาติกลับมาเกิดความมั่นคงอีกครั้ง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า กี่คนก็แล้วแต่ ถ้าทำแล้วทำให้ประเทศชาติกลับมาสมานฉันท์มีความมั่นคงประชาชนอยู่อย่างสันติสุขตนคิดว่าควรทำ และต้องรีบทำด้วย เพราะวันนี้ไม่ใช่เฉพาะปัญหาความมั่นคง แต่มันเป็นปัญหาของเศรษฐกิจด้วย ส่วนการที่ จปร. 7 ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งตัวท่าน พล.ต.จำลอง และ พล.ต.มนูญกฤต มีนัยอะไรหรือไม่นั้น คงเป็นฟ้าลิขิต แต่ยืนยันว่าเพื่อนก็คือเพื่อน แต่ประเทศชาติต้องมาก่อน ทั้งนี้ที่ผ่านมา จปร.7 แตกออกเป็น 2 พวก คือ กลุ่มยังเติร์ก กับทหารประชาธิปไตย แต่ส่วนใหญ่เลิกกันไปหมดแล้วเหลือเพียง 3 คนเท่านั้น


เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า โทรคุยเมื่อสองวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ถามว่าตนสบายดีหรือไม่ ตนก็บอกว่าสบายดีตอนนี้กำลังเล่นกอล์ฟอยู่ ไม่ได้คุยอะไรกันมาก ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอโทษที่อ้างชื่อตน เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยืมมือ พล.อ.พัลลภ ฆ่าศัตรูอีกฝั่งหนึ่ง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก ตนบอกว่าไปขอพบท่าน แต่หากท่านขอพบตนอาจจะใช้ตนเป็นเครื่องมือ เงื่อนไขที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่ได้ขึ้นมาตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาแบบฉวยโอกาส วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคเก่าแก่ 63 ปี เป็นนายกฯ 4 สมัย ไม่ถึง 7 เป็นฝ่ายค้าน 57 ปี ซึ่งแต่ละครั้งที่ขึ้นมาเป็น

"ทักษิณ" ระบุ "พล.อ.เปรม"คนมีบารมี นอก รธน. องคมนตรีเข้าไปยุ่งการเมือง ทำให้"เจ้านาย"เสื่อมเสีย

ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ" VDOลิงค์ถึงคนเสื้อแดงที่ชุมนุมหน้าทำเนียบฯแล้ว แฉคนมีบารมีนอกรธน."พล.อ.เปรม" ระบุทำให้"เจ้านาย"เสื่อมเสียง เพราะคนรอบข้าง รวมไปถึง "พล.อ.สุรยุทธ์" ที่เข้าไปยุ่งการเมือง เรียกร้องทหารกับที่ตั้ง อย่าเอาสถาบันมายุ่งการเมือง ย้ำเสื้อแดงชุมนุมต่อเนื่องไม่เลิกชุมนุม จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา (อ่าน "ทักษิณ-วิดีโอลิงค์" ฉบับสมบูรณ์)

ทักษิณVDOลิงค์-1 ... "ทักษิณ" วิดีโอลิงค์ถึงม็อบเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบ ระบุ "พล.อ.เปรม" ผู้มีบารมี นอกรธน.


ทักษิณVDOลิงค์-2 ... "ทักษิณ" วิดีโอลิงค์ถึงม็อบเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบ ระบุ "พล.อ.เปรม" ผู้มีบารมี นอกรธน.

ทักษิณVDOลิงค์-3 ... "ทักษิณ" วิดีโอลิงค์ถึงม็อบเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบ ระบุ "พล.อ.เปรม" ผู้มีบารมี นอกรธน.

----------------------------------

"แม้ว" วิดีโอลิงก์ปลุกคนเสื้อแดง


เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 27 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดผ่านวิดีโอลิงก์มายังเวทีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ข้างทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้โทรม เพราะคืนเดียวอยู่ 3 ประเทศ แต่ก็ได้ผลดี ในเรื่องความสัมพันธ์ต่อประเทศไทย ผมเข้าใจว่าเหนื่อย ร้อน ก็บางคนอาจจะหิว แต่ท่านก็ยังอดทนรอฟังผมพูด ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวเสื้อแดงที่ได้มารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม เมื่อวานตั้งใจจะพูดแต่ลำบากเรื่องการเดินทางเลยพูดสั้นๆ วันนี้ตั้งใจจะพูดจาหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอยู่จะออกอย่างไร จะเป็นการเสนอฝ่ายของผม แต่คนอื่นจะเอาหรือไม่ก็ไม่ทราบต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วย เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกคนชุมนุมกันแล้วเสียสละเงินคนละเล็กน้อยมาร่วมชุมนุมกันที่นี่ อาจจะมีเสื้อแดงปลอมที่ไปสร้างสถานการณ์ทำท่าจะไปบุกสนามบิน นั่นเป็นของปลอมเพราะของจริงอยู่ที่ทำเนียบ


วัตถุประสงค์ที่มารวมกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกประชาธิปไตย ความเป็นธรรมของสังคมไทยกลับมาได้อย่างไร เพื่ออนาคตของประเทศ เพื่อลูกหลานไทย เรากำลังมาตกลงกันว่าระบอบปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงคือสิ่งที่เรารักและหวงแหน อยากได้ไว้คู่สังคมไทย อยากเห็นสังคมไทยที่มีความยุติธรรม หากไม่มีความยุติธรรมเราก็จะเจอปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหมือนที่เจอ ที่นักลงทุนต่างประเทศกลัวว่ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องไปขอขึ้นศาลที่ฮ่องกง หรือที่สิงคโปร์ เราอย่าให้เกิด เราอยากเห็นอนาคตของประเทศที่มีอนาคต ส.ส.ได้รับเชิญไปญี่ปุ่น ไปคุยกับนักลงทุน เขาบอกว่าไม่เคยเห็นเกิดขึ้นมาก่อนเลยบอกว่าไม่อยากจะมาลงทุนเพิ่มในประเทศไทยเด็ดขาด เครื่องบินของญี่ปุ่นเดิมอเมริกาไม่ให้ผลิต แต่ตอนนี้เริ่มผลิตแล้วโดยไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่เวียดนาม เพราะที่เวียดนามมีเด็กจบคณิตศาสตร์ใหม่ๆ เยอะ เขาไม่มาเมืองไทย นี่คือตัวอย่างของการสูญเสียโอกาส เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราวันนี้ จึงอยากบอกกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ผู้ใหญ่ในที่นี้คือคนที่มีอายุมากๆ ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะมองอนาคตให้ลูกหลาน ไม่ใช่การเอาชนะคะคานกัน


เท้าความซัดผู้มีบารมีนอกรธน.


"เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่เจ็บช้ำมานานจากการปฏิวัติ จากเผด็จการที่เข้ามาทำให้ประชาธิปไตยไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง มันเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะจบ ก่อนนี้คิดว่าจะไม่มีแล้วแต่ก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะเราไม่ยอมพูดความจริง มีการตั้งคณะกรรมการสอบความจริงครึ่งเดียว ในที่สุดเราก็ไม่รู้ความจริงเหมือนเสียค่าเรียนแล้วไม่เคยได้รับประกาศนียบัตร เรียนแล้วไม่จบสักที นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ประชาธิปไตยของเราที่ไม่เคยเรียนจบ ล้มแล้วพูดว่าล้มเพราะอะไร ไม่เคยพูดกันชัดเจนแล้วเราก็ลืมไป แต่วันนี้ถึงเวลามาพูด เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา จะมัวเกรงใจกันคงไม่ได้ เพราะเกรงใจก็ไม่รู้ความจริง และประชาชนก็ไม่มีโอกาสรู้ วันนี้สิ่งที่จะพูดต่อจากนี้ไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อลูกหลานว่าลูกหลานในอนาคตจะอยู่อย่างไร ความสามารถในการพัฒนาตัวเองจะมีแค่ไหนหากเรามีปัญหากันอยู่อย่างนี้ ดังนั้น ขอเท้าความว่าอะไรคือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร"


ที่มาของความวุ่นวาย คงจำได้ว่าปลายปี 2547 ก่อนเลือกตั้ง 2548 มีการรวมตัวกันเล็กๆ ที่สนามหลวง มีพวกสหภาพแรงงาน ร่วมกับนายเอกยุทธ และคุณประชัย คือพวกที่ไม่พอใจผมหรืออาจจะมีความสูญเสีย แต่ไม่มีอะไรเกิด แต่ต่อมาหลังเลือกตั้ง 2548 พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส. 377 เสียง ก็รู้สึกว่าไทยรักไทยแข็งแรงเกินไป ฝ่ายค้านอ่อนแอเกินไป เริ่มพูดจากัน แต่พอปลาย 2548 เกิดกระบวนการรวมตัวของพันธมิตร โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าทีม เริ่มต้นที่สวนลุมพินี โดยความเอื้อเฟื้อของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.ตอนนั้นให้สถานที่ให้ตลอดทุกสัปดาห์ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะช่วยทางอ้อมหรือตรงก็ไม่ทราบ แต่ก็ไปอยู่ที่ข้างเวทีและขึ้นเวทีบ้าง นั่นคือสิ่งเริ่มต้นของการต่อสู้นอกระบบ แค่นั้นไม่เป็นไร แต่มีองคมนตรีบางท่านได้ไปบอกกับสื่อ และไปแอบอ้างว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เอาผมแล้ว ผมพูดกับสื่อก็ยอมรับ แต่เป็นองคมนตรีบางคนเท่านั้น หลังจากนั้นก็เกิดม็อบมีเส้น เอเอสทีวีได้รับความคุ้มครองจากศาลปกครอง


เปิดตัวคือ"พล.อ.เปรม"


คุ้มครองจนปฏิวัติแล้วก็ไม่เลิก คุ้มครองให้ออกอากาศล้มล้างรัฐบาล รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ จนผมต้องพูดความจริง ก็ไม่กล้าพูดเต็มที่เพราะเกรงใจกันอยู่ วันนั้น ผมประชุมข้าราชการที่ตึกสันติไมตรี ผมบอกให้ทุกคนทำหน้าที่เต็มที่เพราะรู้ว่าข้าราชการเริ่มเกียร์ว่าง เพราะเริ่มถูกผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแทรกแซง ผมก็ต้องกระตุ้นให้ทำงาน ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ แปลว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้เขามีโครงสร้าง มีอำนาจในการจัดการ แต่มีบารมีสามารถแอบสั่งงานได้ แล้วข้าราชการเกรงใจ ก็ยอมเลี่ยง ยอมผิดคำสั่งผู้บังคับบัญชา นั่นคือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ คำว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นคำที่ฮือฮามาก และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไปกล่าวหาว่าผมหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมมิบังอาจ ผมมีความจงรักภักดี ผมไม่บังอาจเอื้อมพูดถึงขนาดนั้น

แต่จริงๆ แล้วผมหมายถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ผมไม่กล้าพูดวันนั้น แล้วก็มีคนของพล.อ.เปรม โทร.มาให้ผมช่วยพูดให้ชัดว่าไม่ใช่พล.อ.เปรม ผมก็ไม่พูด เพราะหลังจากนั้นท่านเดินสาย ใส่เครื่องแบบทหาร ทั้งทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และออกเดินสายด่าผม มี พล.อ.สุรยุทธ์ มักจะไปด้วยบ่อย ๆ นั่นคือคู่หู ไปด้วยกัน


องคมนตรียุ่งการเมืองไม่เหมาะ


ผมขออัญเชิญพระราชกระแส พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่องคมนตรี ในวโรกาสเสด็จไปทรงเปิดทำเนียบองคมนตรี ณ อุทธยานสราญรมณ์ 2547 ว่า องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ให้คำปรึกษาคนอื่น นี่เป็นสิ่งที่คนสงสัยว่าองคมนตรีมีอำนาจหน้าที่อะไร แต่องคมนตรีไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของคนอื่น เป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่าจะไปแนะนำคนอื่น ถ้าไปแนะนำคนอื่นเป็นการแนะนำส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานองคมนตรี ฉะนั้นขอให้ระมัดระวังในคำพูด นั่นคือว่าต้องเข้าใจว่าในบทบาทไหนเป็นองคมนตรี บทบาทไหนเป็นเรื่องส่วนตัว

วันนี้สิ่งสำคัญการที่องคมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงกี่ยวข้องการเมืองได้อย่างไรพระเจ้าอยู่หัวท่านสถิตย์อยู่ที่สูง ท่านเป็นที่รักของพสกนิกร แต่คนอยู่รอบพระองค์ท่านเข้ามาเกี่ยวสข้องกับการเมืองทำให้พระองค์ท่านทรงเสีย ดังนั้นขอให้ทุกคนที่อยู่รอบพระองค์ท่านอย่าเข้ามายุ่งการเมือง เพราะว่าพระองค์ท่านสถิตย์ที่สูง ผมขอย้ำว่าสิ่งที่พล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองนั้นอย่าเพิ่งเถียง สิ่งที่พล.อ.สุรยุทธ์ เข้ามายุ่งกับการเมือง ทำให้สถาบันเสียหาย ฉะนั้นไม่ควร เพราะเมื่อไหร่ท่านมายุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะยุ่งกับท่าน ดังนั้นทุกองค์กรทุกองค์กรห้ามเข้ามายุ่ง ผมกำลังพูดเพื่อบอกว่าเรากำลังมาหาทางออกกัน


ไม่ใช่ว่าจะไปแนะนำคนอื่น ถ้าไปแนะนำคนอื่นเป็นการแนะนำส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานองคมนตรี ฉะนั้นของให้ระมัดระวังในคำพูด นั่นคือว่าต้องเข้าใจว่าในบทบาทไหนเป็นองคมนตรี บทบาทไหนเป็นเรื่องส่วนตัว วันนี้สิ่งสำคัญการที่องคมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมอืงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงกี่ยวข้องการเมืองได้อย่างไรพระเจ้าอยู่หัวท่านสถิตย์อยู่ที่สูง ท่านเป็นที่รักของพสกนิกร แต่คนอยู่รอบพระองค์ท่านเข้ามาเกี่ยวสข้องกับการเมืองทำให้พระองค์ท่านทรงเสีย ดังนั้นขอให้ทุกคนที่อยู่รอบพระองค์ท่านอย่าเข้ามายุ่งการเมือง เพราะว่าพระองค์ท่านสถิตย์ที่สูง ผมขอย้ำว่าสิ่งที่พล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองนั้นอย่าเพิ่งเถียง สิ่งที่พล.อ.สุรยุทธ์ เข้ามายุ่งกับการเมือง ทำให้สถาบันเสียหาย ฉะนั้นไม่ควร เพราะเมื่อไหร่ท่านมายุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะยุ่งกับท่าน ดังนั้นทุกองค์กรทุกองค์กรห้ามเข้ามายุ่ง ผมกำลังพูดเพื่อบอกว่าเรากำลังมาหาทางออกกัน


ยกไม่จงรักภักดีเหตุผลโค่น


ถ้าจำได้ อาจจะเคยจำว่าการเมืองสมัย พล.อ.เปรมเป็นอย่างไร ท่านเคยเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี แต่การเป็นนายกฯของท่านนั้น ท่านไม่เคยลงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับให้เป็น ส.ส. ท่านได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ แม้ในปี 2539 ทท่านเป็นนายกฯรอบล่าสุด นายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค ได้ ส.ส.100 คนก็ไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ยกมือให้ท่านเปรมเป็นนายกฯ การที่ พล.อ.เปรมอาจจะมีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ เลยเป็นห่วงเป็นใยกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพิเศษ พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง 2 ครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสสู้เลยก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร


ผมเป็นห่วง ไม่อยากให้ท่านมายุ่งการเมืองเลย ท่านบอกว่าไม่ยุ่งการเมืองไม่ได้หรอก เพราะท่านยุ่งจริงๆ ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ไปประชุมที่มี พล.อ.พัลลภไปด้วย แต่ที่บอกว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่เชิญ แต่คุณปีย์ มาลากุล เชิญบอกมี 3 ท่านที่ไปเข้าเฝ้าฯ 901 ก็มี พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ และมีองคมมนตรีอีกคนหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่เป็นคำบอกเล่าของ พล.อ.สุรยุทธ์ว่าได้ไปเฝ้าฯ 901 จะขอทำงานเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความจงรักภักดี และทุกคนที่ทำงานนี้จะไม่หวังตำแหน่งทั้งสิ้น นี่คือผมได้รับการบอกเล่ามา แต่ผมไม่เชื่อว่า 901 คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงรับรู้ เพราะพระเจ้าอยู่หัวสถิตอยู่ที่สูง ไม่ทรงยุ่งเกี่ยวการเมืองเลย

แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็ตามมาว่ามีใครบ้างมาร่วมประชุมบ้าง ก็มีอยู่ 3 คนคือ พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ และคุณปีย์ ที่ประชุม ต่อมามีอีก 4 คนนายปราโมทย์ นาครทรรรพ ผู้แต่งนิยายเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ก็ได้ยินข่าวว่าศาลลงโทษ พร้อมบรรณาธิการผู้จัดการให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 1 แสน โทษจำคุกให้รอลงอาญา นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย เลยเกิดปัญหาขึ้น มี ดร.อักขราทร จุฬารัตน นายจรัญ ภักดีธนากุล นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ก็ไปร่วมประชุมด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้มีการเดินหน้าจัดการผมอย่างชัดเจน และทำให้กระบวนการทั้งหมดผิดเพี้ยนหมด เพราะพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบ แต่มีการแอบอ้างกัน ทำให้กระบวนการทำงานทั้งหมดบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนหมด


จี้ "เปรม" หยุดยุ่งการเมือง


แล้วถามว่า พล.อ.เปรมตอนปฏิวัติ พานายบังเข้าทำไม ทำไมประธานองคมนตรีต้องไปเข้าเฝ้าฯด้วย เหมือนเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ตอน พล.อ.สุรยุทธ์เป็นนายกฯก็บอกเหมือนนายกฯวินสตัน เชอร์ชิล ที่เป็นนนายกฯคนดีของอังกฤษคนหนึ่ง ที่ผมได้ข่าวก็ไปดูอนุสาวรีย์เชอร์ชิลว่ายังอยู่ที่ลอนดอนหรือย้ายไปอยู่เขายายเที่ยงแล้ว แต่พอนายอภิสิทธิ์ ก็บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ท่านเป็นประธานองคมนตรีท่านไปเผลอไผลอย่างนี้ไม่ได้ วันที่ 26 มีนาคม ท่านก็บอกว่าป๋าเชียร์อภิสิทธิ์ ท่านยังเป็นประธานองคมนตรีอยู่นะ


ที่ผมพูดเพราะผมรักเคารพ ผมเคยกราบป๋า ป๋าเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นนายกฯรุ่นเด็กเราก็ให้ความเคารพนับถือ แต่ป๋าลงมาเล่นการเมืองในฐานะประธานองคมนตรี ผมไม่อยากเห็น ป๋าอย่าทำเลย การที่ป๋าลงมาเล่น แล้วสั่งโน่นนี่ ในฐานะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมันเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการของประเทศเสียหายหมด ระบบสองมาตรฐาน ความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น ป๋าต้องอย่าทำ ป๋าอาจจะไม่มีลูกหลาน แต่เรามีลูกหลาน เขาเหล่านั้นกำลังเติบโต ต้องมีอนาคต เขาต้องอยู่ในประเทศที่มีระบบคิดถูกต้อง เป็นระบบที่เป็นประชาธิปไตย ให้ความเป็นธรรมกับสังคม ไม่ใช่เป็นระบบที่ป๋ากดตรงนั้นที ตรงนี้ที กราบเรียนด้วยความเคารพป๋าจริงๆ


ถล่มอดีตรองนายกฯเพี้ยน


ส่วนท่านสุรยุทธ์ ท่านก็แอคทีฟมากลงไปลุยสื่อ และขยันหลายเรื่อง เรื่องนี้ต้องถามจ่ายักษ์ และท่านสนธิ ว่าท่านสุรยุทธ์คิดอะไร จ่ายักษ์ ตอนที่ผมโดนคาร์บอมบ์ได้ให้การว่าถ้าฆ่าไม่ตายก็ปฏิวัติ ถ้าปฏิวัติเสร็จนายกฯชื่อสุรยุทธ์ ปรากฏว่าเมื่อสินธิ ลิ้มทองกุล ไปพูดที่เวอร์จิเนีย กำลังไล่ผม สุรยุทธ์ก็โทร.มาให้กำลังใจบอกว่าจะให้ทีวีช่องหนึ่ง เพราะเขารู้ว่าสนธิโกรธผมที่ไม่ให้ทีวี เป็นเรื่องที่ดูเหมือนอีเดียต แต่เอาประเทศทั้งประเทศจมเลย


ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมก็มีรองนายกฯคนหนึ่ง ผมก็มองเพี้ยนๆ ตอนหลังมาผมไปรู้ว่ามันไปเชิญเพื่อนผมที่เป็นนักธุรกิจมาเป็นรัฐมนตรี ปรากฏว่า พล.อ.สุรยุทธ์เรียกไปจะให้เป็นนายกฯมาตรา 7 ไอ้นี้ก็ฟิต ไปชวนนักธุรกิจมาเป็นรัฐมนตรี ผมก็ตกใจว่ารองนายกฯผมคนนี้ทำไมเพี้ยนๆ


เรื่อง กกต.ก็เช่นกัน ไปเรียก พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองด้วย บอกว่าให้ออกได้แล้ว ถ้าไม่ออกก็ติดคุก พล.อ.จารุภัทรก็กลัว ลังเล ก่อนลาออกผมบุกไปทำเนียบองคมนตรี พบ พล.อ.สุรยุทธ์ผมบอกว่าพี่ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ บอกพี่ไม่รู้เรื่อง พี่กำลังตีกอล์ฟสนุก นี่พี่เป็นพลร่มนะ ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ผมก็บอกว่าผมเป็นพลร่มเหมือนกัน ผมไปพูดอย่างนี้ ท่านก็น่ารักเดินมาส่งที่รถ ฟังแล้วมันเรื่องอะไรวะ ในที่สุด กกต.ก็ถูกตัดสินจำคุก


เบื้องหลังเด้ง"สุรยุทธ์"


ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะในเมื่อลงมาเล่นการเมือง ถ้าเมื่อไหร่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเขาก็ต้องฟังองคมนตรี สิ่งที่องคมนตรีเป็นพระราชประสงค์ ผมถวายงานมา 6 ปี ผมขอยืนยันว่าเจ้านายทั้งสองพระองค์ไม่ยุ่งการเมือง ดังนั้น เป็นเรื่องที่องคมมนตรีบางคนที่ไปทำ ท่านสองคนนี้แอ๊คทีฟการเมืองมาก ท่านก็ต้องทำใจว่า เมื่อท่านมาเล่นการเมือง ท่านต้องโดนการเมืองเล่น


พล.อ.สุรยุทธ์นี้ ท่านอาจจะไม่พอใจผมที่ผมย้ายท่าน ผมโทร.หาท่านปลุกท่านประมาณตี 1 วันนั้น ผมไปส่งลูกไปอังกฤษ ก่อนเครื่องบินกำลังจะออก ผมโทร.หาเลยว่า ท่าน ผบ.ทำไมเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ท่านก็บอกว่าไม่มีครับ เป็นการเคลื่อนย้ายกำลังธรรมดา เสร็จแล้วไม่นานก็ไปยิงพม่าตายไป 300 กว่าคน ผมก็เลยไม่รู้จะพูดอย่างไร การเคลื่อนย้ายกำลังเกิน 1 กองพล ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถามพี่จิ๋ว ก็ไม่ได้อนุมัติ แต่มาสักพัก จากนั้นก็ทำเรื่องของบประมาณเพราะนำน้ำมันสำรองของกองทัพไปใช้ ขอ 300 กว่าล้านบาท พี่จิ๋วมาอ้อนวอน ก็ต้องให้ และในที่สุดผมก็ต้องย้ายท่านขึ้นเป็น ผบ.สส. ผมเป็นคนทำงานหน้าที่เป็นหน้าที่ไม่มีอะไรเป็นส่วนต้ว จบเป็นจบ แล้วก็แล้วไป ผมเป็นคนอย่างนี้


อ้างชื่อ"บัง" โยงลอบสังหาร


ที่นี้เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ก็ไม่รู้ทำไม ถ้าท่านจะยุ่งการเมืองท่านมาเล่นการเมืองไม่มีปัญหาเลย ผลพวงแห่งการแทรกแซงการประชุมที่บ้านคุณปีย์ ถนนสุขุมวิท เกิดกระบวนการหลายอย่าง ผมก็ถูกลอบสังหาร อันนี้ก็คนคงไม่กล้าพูด เนื่องจากเป็นคดีอาญา ผมถูกลอบสังหารด้วยปืนสไนเปอร์ 2 ครั้ง แต่โชคดีผมเปลี่ยนทิศจากเชียงใหม่ไปลำปาง และที่สนามหลวง เขาไปใช้ตึกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ผมเลื่อนเวลาปราศรัยเร็วขึ้น จึงรอด ครั้งที่ 3 คือคาร์บอมบ์ ไปดักสนามบิน 2 ครั้ง และมาดักที่ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งมีการจับกุมได้ เท่าที่ผมถามมาคนที่อยู่เบื้องหลัง และไปตามเรื่องบ่อยๆ ชื่อนายบัง นี่เป็นกระบวนการถึงเป็นที่วุ่นวายทุกวันนี้


ปูดเสื้อเหลืองชอบอ้าง"เจ้านาย"


จำได้ไหมวันที่ผมยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับฝ่ายค้านบอยคอตการเลือกตั้ง คุณตั้งพรรคการเมืองมาบอยคอตการเลือกตั้งได้อย่างไร เกิดการฟ้องกันไปมา ในที่สุดก็ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ทำผิดไม่ยุบ ตุลาการรัฐธรรมนูญตั้งตอนไหน ก็ตั้งตอนปฏิวัติ และพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย ที่พูดวันนี้เพื่อจะให้จบ และหาทางออกว่าวันนี้ต้องพูดความจริง ต้องเรียนรู้ แล้วหลังจากนี้ก็จะมาดูว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร


ผมอยากเรียนว่าการที่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง มีการสนับสนุนกลุ่มนั้น แอนตี้กลุ่มนี้ จึงทำให้ประเทศไทยเกิดระบบที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานเต็มไปหมด ลองคิดดูว่านายกฯคนหนึ่งเซ็นยินยอมให้ภรรยาไปทำนิติกรรม ไปประกวดราคาซื้อที่ดินอย่างถูกต้อง ที่ดินนี้เป็นหนี้เน่าที่กองทุนฟื้นฟูขายอยู่เรื่อยๆ ศาลบอกว่าการซื้อชอบ คนซื้อก็ชอบ คนขายชอบ แต่ผมเป็นนายกฯเซ็นให้ภรรยาไปทำนิติกรรม และจ่ายเงินซื้อที่ไปเกือบ 800 ล้านบาท ติดคุก 2 ปี แต่ พล.อ.สุรยุทธ์มีบ้านบนเขายายเที่ยงเป็นป่าสงวนฯ บนยอดเขาเลย แต่ คตส.บอกว่าไม่มีอำนาจ ใครก็ไปทำอะไรไม่ได้ อันนี้ฟรี แต่นี่เสียตังค์เกือบ 800 ล้านบาท ถูกต้องหมด แต่เขายายเที่ยง เขาลูกเดียวกันนี้ร้านอาหารตาพรอยู่ตีนเขา ศาลชั้นต้นที่สีคิ้วสั่งจำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์ก็ยืน วันนี้ตำรวจบอกผมมาว่าตำรวจทำสำนวนไม่ได้เลยในคดีผู้ต้องหาบุกรุกป่าตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เพราะจับมาแล้วมันอ้างว่าบ้านเขายายเที่ยงบนยอดทำไมยังอยู่ได้ เขายายเที่ยงยังไม่ผิดเลย เสียหายไหม ระบบความยุติธรรมไม่มี ตำรวจบอกไม่รู้จะทำคดีอย่างไร


สองมาตรฐานมีเยอะเหลือเกิน วิธีปฏิบัติต่อเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็เห็นเยอะ สีเหลืองเหรอทำอะไรก็ได้หมด ตั้งข้อหาแล้วก็ถอนข้อหา ถูกจับก็ได้ประกันตัว แถมยังบอกว่าด้วย 02 สั่ง ทำให้เจ้านายเสียหาย ผมไม่คิดว่าเจ้านายมายุ่งเรื่องพวกนี้ แต่ว่าไปอ้างเจ้า อ้างนายหมด เจ้านายเสียหายก็เพราะพวกนี้ วันนี้ต้องหยุดเพราะสถาบันกษัตริย์ต้องอยู่คู่กับสังคมไทย ต้องช่วยกันปกป้องแต่ไม่ใช่มาแสดงความจงรักภักดีจนเลยเถิดจนทำให้เสีย ความจงรักภักดีอยู่ที่การกระทำ ไม่ต้องแสดง ไม่ต้องพูด นี่เกิดขึ้นจากความเป็นสองมาตรฐาน


ต้องรักษาสถาบันอยู่คู่สังคมไทย


ตอนที่ม็อบสีเหลืองบุกยึดทำเนียบ คุณสมัครประกาศภาวะฉุกเฉิน มอบให้คุณอนุพงษ์ไป แต่ก็แบะๆๆ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ปลัดมหาดไทยก็ค้าน คนนั้นก็ค้าน ทำอะไรไม่ได้ ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แล้วพอยึดสนามบิน คุณสมชายเป็นนายกฯก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ไม่กล้าสั่งทหาร ก็ไปสั่งตำรวจ ก็จะไปช่วยอย่างไร เมื่อทหารปลอมเป็นสีเหลืองอยู่ข้างใน เอาปืนเอาอะไรไปด้วย แล้วประเทศเจ๊งไปเท่าไหร่ เสียหายไปเท่าไหร่ ทำไมไม่พูดกัน ตะแบงอย่างนี้ ชนะการเมืองได้แต่ชนะหัวใจประชาชนไม่ได้ เพราะวันนี้ประชาชนไม่โง่ เขารู้หมด ไม่เช่นนี้ไม่ยอมเสียเงินกันเองขนกันมาชุมนุมหรอก เพราะเขารับไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม ไม่ใช่หน้าด้านตะแบงกันไป


ในเมื่อความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญยอดเยี่ยมมาก ยุบ 3 พรรคสืบพยานวันเดียว สืบเช้า บ่ายยุบ เพื่อให้ทัน 4 ธันวาคม ดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงไม่ออกมหาสมาคม เพื่อให้ทันวันที่ 4 เลยยุบวันที่ 2 รีบยุบ 3 พรรคการเมือง คุณมีประสิทธิภาพขนาดนั้นเลยเหรอ ดูคุณสมัครไปทำกับข้าวออกทีวี ไปรับค่าออก 3,000 กว่าบาท กฎหมายไม่มีไปเปิดพจนานุกรม แล้วคนเป็นถึงนายกฯปลดกันง่ายๆ อย่างนี้เหรอ ระบบใครจะเชื่อถือประเทศไทย เขาบอกว่า Thailand is a joke อายเขาไหม


บางกอกโพสต์ และเนชั่น บอกว่าผมฟูจิทีฟ (คนหนีคดี) ผมไปไหนเขาก็ต้อนรับผม เมื่อคืนเขาก็เอาตำรวจมานอนเฝ้าหน้าห้อง เขาไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เขาไม่เชื่อหรอกว่าคดีอย่างนี้ติดคุก อายเขาไหม นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ผลัดกันเป็นรัฐบาลไม่ใช่เรื่องใหญ่ เแต่เป็นความช้ำชอกของประเทศไทย ความเสียหายของสถาบันเราต้องรักษาให้อยู่คู่กับสังคมไทย คือเป็นสถาบันภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องสากล สุดท้ายไม่มีอะไรดีเลย เป็นประโยชน์ส่วนตัว


องค์กรอิสระทั้งหลาย ท่านทั้งหลายต้องทำหน้าที่ ท่านต้องเลิกฟังและแอบอ้าง เพราะสถาบัน เป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ จริงๆ ศาลส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่วันนี้ศาลบางคนยอมรับคำสั่ง ต่อไปบอกว่าพาผมเข้าเฝ้าฯซิ ของปลอมทั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวไม่มีเรื่องอย่างนี้ ท่านต้องรักษาสถาบันของท่าน ท่านไม่ต้องไปเชื่อใคร ขอให้ผมเป็นเหยื่อคนสุดท้าย พอแล้วเพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตลูกหลานของเรา มีระบบที่ดี คนนี้ดึงทีวุ่นวายกันหมด เสียหายหมด


ประเทศไทยถูกลากถอยหลัง15ปี


ป.ป.ช.ก็เหมือนกัน มีตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์อยู่ใน ป.ป.ช. ก็ขอให้ทำหน้าที่ป.ป.ช.เถอะ ระบบศาลเดียวก็เช่นกัน เป็นระบบศาลที่ยูเอ็นเขาไม่รับ ที่อื่นก็ไม่รับ เขาเลิกแล้ว เขาไม่เชื่อว่าคนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจแล้วจะให้ความเป็นธรรม ระบบศาลเดียวเป็นระบบไต่สวน


เรื่องทหารกับการเมือง ป๊อกเอ๊ย ไอ้ตุ้ยเอ๊ย พาลูกน้องกลับที่ตั้งเถอะ ถ้าอยากเล่นการเมืองให้ออกมาเถอะ ถ้าเพื่อนเอาสถาบันมาเล่นการเมือง สถาบันจะถูกการเมืองเล่นไม่คุ้ม วันนี้ภารกิจของเพื่อนยังมีเยอะที่ภาคใต้ ยังไม่จบ มีข่าวทหารถูกตัดคอและยิงตาย บางทีตัดของลับไปทำมนต์ดำก็มี ไม่ต้องออกมาช่วยเขาตั้งรัฐบาลหรอก เลิกเถอะ อย่าเชื่อน้ำมนต์คนที่เคยออกไปจากผมเลย น้ำมนต์ดี ถ้าเพื่อนอยากเล่นการเมือง อย่าเอาสถาบันของเพื่อนไปเล่นด้วย เวลานี้เห็นใจว่าของบฯพันล้านไปให้ กอ.รมน. อ้างเศรษฐกิจพอเพียง แต่จริงๆ จะไปช่วยล้างสมองชาวบ้าน ระวังชาวบ้านไม่ให้ทหารเข้าหมู่บ้าน อย่าทำเลยเรื่องซึ่งเป็นเรื่องของประชาชน อย่าคิดว่าพี่น้องในต่างจังหวัดเขาโง่นะ เขารู้เรื่องดีกว่าบางคน ปล่อยให้เขาคิดเองทำเอง ไม่ต้องไปครอบงำเขา วันนี้สิ่งที่หารเข้ามายุ่งการเมืองการปฏิวัติ มีการการเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ลากประเทศถอยหลังไป 15 ปี วันนี้เศรษฐกิจโลกทำให้ช้าไปอีก 7 ปี แล้วเมื่อไหร่ควาามทุกข์ยากของประชาชนจะพ้น


จ่าย10ล้านแลกเก้าอี้รมต.


เรื่องรัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550 เมื่อก่อนนี้การเมืองเราเดี๋ยวล้มเดี๋ยวล้ม บางพรรคมี ส.ส.5 คนก็สามารถข่มขู่นายกฯขาสั่น จะเอาตำแหน่ง เขาจึงร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มาให้นายกฯมีความเข้มแข็ง แต่ปี 2550 ไปแก้จนได้รัฐบาลอ่อนแอง ไม่ต้องมีระบบพรรค ส.ส.สามารถรวมกลุ่มกัน เรื่องเอสเอ็มอี ท่านอภิสิทธิ์ไม่ต้องส่งเสริมที่ไหน แต่ไปส่งเสริมใน ครม.ลงทุนตอนพรรคพลังประชาชนถูกยุบ พรรคขนาดเอส มี ส.ส. 5 คน จ่ายคนละ 10 ล้าน หัวหน้าก๊วนได้เป็นรัฐมนตรี พรรคขนาดเอ็มก็จ่าย ตอนนี้ไปตั้งพรรคใหม่เป็นขนาดแอล เอานักฮั้วมาเป็นหัวหน้าพรรคก่อนเพื่อรออีแอบมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่


ผมก็เลยไม่รู้ว่าระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นประโยชน์ประเทศตรงไหน เป็นผู้นำประเทศไปตกลงอะไรกับใครที่ไหนไม่ได้ เพราะจะผิด ม.190 ผมเคยนั่งประชุมกับรัฐมนตรีพม่า จนต้องไปพูดกับท่านตาน ฉ่วย ว่าให้ท่านไปประชุมเองเถอะ เพื่อจะได้อธิบาย ส่วนนายกฯพูดไม่ฟังหรอก เพราะเขาไม่กล้าตัดสิน ถามคนเดียว แต่ของเราต้องถามทั้งสภา และภาวะผู้นำทั้งในประเทศไม่มี จะแก้ที่มาขององค์กรอิสระก็ปิดประตูตีแมว ส.ว.ครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง ในที่สุดก็มีทั้งเอสเอ็มอี พันธมิตร ดอกไม้ประดับเพื่อให้หน้าตาดี ในที่สุดก็เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ขอคืนให้คนไทยเถอะ


ย้ำปฏิวัติเป็นสิ่งเลวร้าย


ความขัดแย้งทั้งหมดเพราะเราไม่สามารถเล่นตามกติกา กฎหมาย เพราะมีคนแทรกแซงให้กติกา เราเกิดสองมาตรฐานตลอดเวลา แล้วต้องยอมรับว่าหลายระบบที่เกิดขึ้นเป็นของเน่ามาจากการปฏิวัติ ที่ผมเรียกว่าผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้เป็นพิษ ดังนั้น การปฏิวัติเป็นสิ่งเลวร้าย เราต้องเรียนรู้ว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดเพราะการสร้างสถานการณ์และการปั่นป่วน ต้องการให้เกิดการย้ายข้างเปลี่ยนข้าง เมื่อไม่รู้จะย้ายอย่างไรก็เลยปฏิวัติ
ผมไม่บอกนะว่าการปฏิวัติทำให้เกิดเศรษฐีใหม่ มียศ พล.อ. บางฝ่ายได้รับข้อกล่าวหายัดเยียดข้างเดียว ขณะที่อีกฝ่าย ทำอะไรก็ถูก อีกข้างผิดหมด พี่บรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย) มาร่วม ยังถูกป๋า งอนไม่ให้เข้าบ้านเลย แต่ตอนนี้คงให้เข้าบ้านแล้วเพราะไปร่วมกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

เพื่อนสื่อมวลชนเล่าสู่กันฟังว่า วันนี้ไม่มีแล้วฟรีดอม ก็หวังว่าจะใช้วิชาชีพอย่างเต็มที่ วันนี้ถามว่าวุ่นวายอย่างนี้จะเอาอย่างไร ก็ต้องมีกรรมการห้ามมวย ท่าน พล.อ.เปรมไม่มายุ่ง ท่านก็น่าจะเป็นได้ แต่วันนี้ท่านมายุ่งจนสงสัยว่า หรือว่าท่านต้องการตอบแทนพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือสิ่งที่คนสงสัย ทำให้ท่านไม่สามารถเป่านกหวีด
วันนี้ต้องขอร้องว่าท่านที่ถวายงานทั้งหลาย หยุดอ้างสถาบันได้แล้ว หยุดเถอะ และหยุดไปอ้างทำให้ท่านเสียหาย สังคมไทยต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเคยกราบบังคมทูล คนไทยไม่ฟังกัน อย่างน้อย ผมกราบบังคมทูลด้วยความสัตย์จริง ยังมีรายละเอียดอีกเยอะ ผมมัวแต่ทำงานไม่ได้มีเวลาตอบโต้ แม้แต่ทีวีพูลยังเลือกภาพบางภาพไปออก ก็ตอบไม่ได้ นี่คือเข้าไปแทรกแซงตั้งแต่ผมเป็นนายกฯอยู่ แล้วผมก็ซวยผีซ้ำด้ำพลอย


เรียกร้องสีแดงรวมตัว

ผมก็เคยบวชเรียนก็เข้าใจเรื่องของกรรม ของบุญ ผมโดนผีซ้ำด้ำพลอยหลายเรื่อง ถูกปฏิวัติเสร็จ ลูกน้องเก่าก็ไปเพ็ดทูลว่าผมคิดจะล้มล้าง โอ้โห คนอย่างผมไม่เคยทะเยอทะยาน แต่ชอบทำงาน บ้างาน ถ้ามอบหมายให้ก็ทำเต็มที่ เพราะผมทำงาน ผมรักประชาชนรักประเทศ ผมก็ทำงานถวาย นำศักดิ์ศรี นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำ ไม่มีเวลาแก้ตัว แต่โดนใส่ความตลอดเวลา คนที่เคยอยู่ใกล้ชิดผมแท้ๆ ก็มาเพ็ดทูลเพราะหวังจะเป็นนายกฯ แต่เขาจองกฐินไว้แล้ว คุณสุรยุทธ์เขาจองไว้แล้ว แล้ววันนี้ก็ไม่พอนะครับ คนที่เคยอยู่กับผมก็ออกไปพูดอีกว่าที่อยู่กับผมทนไม่ได้เพราะผมจะล้มล้าง โธ่เอ๊ย เอ็งจะไปหาตังค์เอ็งก็บอกมาเถอะ อย่ามาอ้างข้า บาปกรรม


ผมไม่เคยหวั่นไหวเพราะผมทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ขอบอกว่าผมโดนอย่างนี้ผมเจ็บ แต่ถามว่าผมต้องดิ้นขนาดไหน ผมปรับตัวของผมได้พอสมควรแม้จะอยู่ต่างประเทศ แต่ผมไม่ต้องการให้ตัวผมเป็นข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องการให้บ้านเมืองกลับคืนสภาพโดยเร็วที่สุด
หลักบอกว่า ถ้าไม่มีความมั่นคงก็สร้างความมั่งคั่งไม่ได้ แต่มั่นคงในที่นี้ไม่ใช่เรื่องมั่นคงของทหาร ที่มั่นคงคือซื้ออาวุธ และกุมอำนาจ แต่การเมืองมีเสถียรภาพ หลักเกณฑ์ที่ถูกต้องมีความเป็นประชาธิปไตย นั่นคือการเมืองที่เรียกว่าความมั่นคง ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่กลับมา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ยาก


ผมขอเชิญชวนพี่น้องมาช่วยกัน พี่น้องสีแดง ที่มารวมกันเพราะรักประชาธิปไตยใช่ไหม มองว่าถูกเขาขโมยไปใช่ไหม เราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาใช่หรือไม่ อยากเห็นความเป็นธรรมใช่หรือไม่ อยากเห็นการเลิกระบบสองมาตรฐานใช่หรือไม่ สีแดงจะผนึกกำลัง ถ้าความเป็นธรรมไม่กลับคืนมา สีแดงจะไม่มีทางที่จะหายไป

ย้ำองคมนตรี-ทหารเลิกยุ่ง

องคมนตรีต้องเลิกเล่นการเมือง ทหารก็อย่ายุ่งการเมือง พี่น้องเพื่อนทหารตำรวจส่วนใหญ่ไม่สบายใจที่เห็นลูกพี่มาเล่นการเมืองแต่ลูกพี่บางที่มันก็ต้องเอาตัวรอด แต่บางที่ไม่ใช่เพราะมันมันส์ พี่น้อง เพื่อน ส.ส.เพื่อไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน ที่ถูกห้ามเล่นการเมือง อย่าเหนียม ถ้ารักประชาธิปไตย ถ้ารักความเป็นธรรม ท่านคือเหยื่อคนหนึ่งที่ถูกความไม่เป็นธรรมรังแก ขอให้ขึ้นเวทีเสื้อแดงได้แล้ว ไม่ต้องมาเหนียม เวทีเสื้อแดงเต็มทั้งประเทศ แล้วพี่น้องที่มีกำลัง ถ้าคิดถึงอนาคตประเทศไทยคิดถึงลูกหลานต้องมารวมพลังกันจนกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงจะกลับคืนสู่ประเทศไทย แล้วจนกว่าระบบสองมาตรฐานจะถูกยกเลิก และจนกว่าไม่มีสถาบันใดที่เราเคารพนับถือมายุ่งการเมือง อย่างสถาบันองคมนตรีไม่มายุ่งการเมือง


คุณอภิสิทธิ์บอกว่าไม่ควรไปยุ่งกับผู้ใหญ่ คนเป็นอดีตนายกฯไม่ใช่เด็กและองคมนตรี ผมเคารพทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่บางท่านมาเล่นการเมือง โดยเฉพาะมาเล่นการเมืองกับผม ผมต้องเล่นการเมืองด้วย ไม่มีกฎหมายข้อไหนบอกว่าองคมนตรีเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ ไม่ใช่ หลายคนก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของผม ผมก็ยังยกมือไหว้เขาเมื่อผมพ้นจากตำแหน่ง แต่ว่าการให้เกียรติ แต่การให้เกียรติต้องให้สองฝ่าย แต่การมาเล่นการเมืองอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่การเมืองจะไปเล่น
แล้วจะมีทางออกอย่างไร รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดทำให้เกิดเอสเอ็มอี คือไปประกอบธุรกิจการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง


ผมได้รับโทรศัทพ์จากเพื่อนส.ส.จากประเทศในสหภาพยุโรป บอกว่าตามกระทรวงเวลานี้กินกันจนไม่รู้ว่า เหมือนกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้ รีบตะกรุมตระกรามกิน แต่นี่คือจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดก๊กก๊วนต่อรอง ผมเห็นใจคุณอภิสิทธิ์ เหมือนคนขาดภาวะผู้นำ ใครจะเอางบฯอะไรก็ต้องประเคนให้ โดนกลุ่มพันธมิตรที่เห็นแล้วว่าได้รับตำแหน่งกันถ้วนหน้า คนที่เคยต่อสู้มานั่งกับเสื้อแดงวันนี้ก็มี เราต้องเรียนรู้จากความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก และหวังว่าการปฏิวัติ 19 กันยายนให้เป็นปฏิวัติครั้งสุดท้าย มันทำลายอนาตลูกหลาน 3 ปีประเทศไทยไม่มีอะไร ตอนนี้ตกงานทุกวันๆ ละหลายพันคน ปี 25552 คนไทยจะตกงานไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน เรามีปัญหากันเองจนทำให้เราเจ๊ง ปิดสนามบินทำให้เกิดปัญหา และปิดทำไม ไม่ใช่พวกพธม.ธรรมดาทำ ถ้าไม่ใช่ทหารเข้าไปยุ่ง และถ้าไม่มีใครแอบอยู่ข้างหลัง หากไม่มีใครแอบสิ่งหรือให้ยาโด๊บไม่มีใครกล้าหรอก


แนะทางออกให้ยุบสภา-แก้รธน.

ทางออกก็คือเราต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ วันนี้ที่ฟ้องกันไปมาเพราะกลัวการล้างแค้น ไม่มีใครยอมใคร ถ้าไม่เป่านกหวีดหยุดแล้วเริ่มต้นใหม่ โดยนายอภิสิทธิ์ซึ่งมาเป็นนายกฯเหมือนมาดาร์กัสกา ที่ทหารปฏิวัติเอาเด็กอายุ 30 กว่ามาปกครอง แล้วไม่มีใครรับรอง ของเราถ้าต้องการให้เกิดกระบวนการที่ถูกต้อง ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แล้วกลับมาแก้รัฐธรรมนูญ เอาปี 2540 เป็นตัวตั้ง แล้วปรับแก้ที่จำเป็น และให้องค์กรที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง เป็นธรรม ทหารกลับกรมกอง ทุกฝ่ายกลับที่ตั้ง เป่านกหวีดเริ่มกันใหม่
เรื่องที่ฟ้องกันไปมาคงต้องยกเลิก แต่พอล่อกันนัวเนีย เล่นข้างเดียวคงไม่มีใครยอมใคร จึงต้องเริ่มต้นใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้เริ่มเหมือนเลือกตั้งใหม่เหมือน 2 เมษายน 2548 แล้วไปแข่งขันกัน โดยผมไม่ลงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะได้สบายใจ แต่ขอให้กรรมการพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 ลง เพราะนักการเมืองคุณภาพเริ่มหายไป จากที่โดนน็อคทีละชุด คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีทางออกให้ประชาชน

=========================

"มึงยังจำกูได้ไหม"

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




เมื่อม็อบเสื้อแดงเคลื่อนทัพประชิดทำเนียบ

สิ่งที่ขึงแนวรออยู่ ก็คือแถวทหารหลายพันนาย

ซึ่งต่างไปจากสมัยม็อบเสื้อเหลือง กำลังทหารไม่ได้ออกมาเผชิญหน้า

ออกมาก็เมื่อต้องการเป็นกันชน ไม่ให้เสื้อเหลืองปะทะกับเสื้อแดง

เวทีของม็อบเสื้อแดงหน้าทำเนียบเลยบ่นพึม ในความไม่มีเส้นของตัว

คนที่ซึ้งหนักกว่าใคร น่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เพราะเพื่อนร่วมรุ่น โตมาด้วยกันแท้ๆ อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

เลือกที่จะยืนฝั่งตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด

จนมีคำอวยพรปีใหม่ (ที่เพิ่งเอามาเปิดโปงกัน) จากแม้วถึงป๊อก

"มึงยังจำกูได้ไหม"

ช่วงแรกตอนพล.อ.อนุพงษ์ขึ้นเป็นผบ.ทบ.ใหม่ๆ นับว่าเป็นคนที่ "อ่านยาก"

สีหน้านิ่งๆ พูดจานิ่มๆ สงวนท่าที

เคยตกเป็นเป้าโจมตีจากฝ่ายพันธมิตรฯ ไม่เว้นแต่ละวัน

เมื่อพล.อ.อนุพงษ์ไม่ตกหลุมพรางการเมือง ตามพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

ไม่ว่าใครจะเรียกร้องให้ปฏิวัติ ใครจะเยาะเย้ยเสียดสี

พล.อ.อนุพงษ์ย้ำแต่ว่าปฏิวัติทำได้แน่ แต่ทำแล้วประเทศชาติเสียหายเกินไป

ยิ่งไปเดินประคองมือให้นายสมัคร สุนทรเวช ตอนเป็นนายกรัฐมนตรี

บิ๊กป๊อกยิ่งตกเป็นเป้าหมั่นไส้ จากฝ่ายที่เกลียด "หมัก-แม้ว"

บางคนจินตนาการถึงสายสัมพันธ์ตท.10 พ.ต.ท.ทักษิณอาจดึงพล.อ.อนุพงษ์ไปเป็นพวกสำเร็จ

ทั้งที่พล.อ.อนุพงษ์ได้รับการสนับสนุนขึ้นมาโดยคมช.

แต่แล้ว พล.อ.อนุพงษ์ก็แสดงท่าทีชัดเจนให้สังคมเห็น ว่าแท้จริงตัวเองอยู่ฝ่ายไหน

ทั้งที่เกมของรัฐบาลสมัคร ได้นำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน

ยืมมือผบ.ทบ.ให้ปราบม็อบเสื้อเหลืองพ้นจากทำเนียบ

พล.อ.อนุพงษ์กลับไม่ตอบรับ และโยนกลับดื้อๆ คำเดียว

การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง!

หลังเกิดเหตุสลายม็อบ 7 ตุลาฯ

พล.อ.อนุพงษ์ออกโทรทัศน์กดดันนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีเวลานั้น ให้ลาออก

แล้วในที่สุด ก็ปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวใน "ราบ 11" ตอนตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์

ตอนนี้เราก็จะเห็นถึงความเคลื่อนไหวอันคึกคักจากกองทัพ ในการรับมือม็อบเสื้อแดง

ก่อนม็อบชุมนุม 1 วัน ทหารนำลวดหนามไปขึงล้อมทำเนียบ

แม้คราวนี้ เสื้อแดงขู่จะชุมนุมยืดเยื้อ

แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่ง่าย โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้ง

ม็อบเสื้อเหลืองมีกองทัพธรรม อยู่ใยงเฝ้าม็อบทั้งวันทั้งคืน

ไม่ว่าผู้ชุมนุมขาจร จะต้องแยกย้ายไปทำมาหากิน

แต่กองทัพธรรมที่ไม่กลัวร้อนกลัวฝน ปักหลักตลอด

เรื่องน่าตลกที่เป็นเหมือนกันหมดทั้งเสื้อแดง-เสื้อเหลือง

ผู้นำม็อบต้องประกาศจำนวนคนหนักๆ เข้าไว้

หลักหมื่นต้นๆ กลายเป็นเกินแสนทุกที!

ยุบพรรคปชป.??

ที่มา เดลินิวส์

เจ๊ สดศรี สัตยธรรม กกต.ฝ่ายพรรคการเมือง วีนใส่ “ดีเอสไอ” ว่า ใบปะหน้าไม่ตรงกับจำนวนเอกสาร หากไม่เคลียร์ เจ๊จะไม่สอบต่อเงินบริจาคปริศนา 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รอง อธิบดี ดีเอสไอ ต้องรีบแจ้นไป กกต. พร้อมเปิดกล่องเอกสารต่อหน้า เพื่อยืนยันมี 8 แฟ้มครบตามที่ระบุในหนังสือนำส่ง

แต่ไม่หมด สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.บอกที่ดีเอสไอ ส่งมาแค่เอกสาร ไม่ใช่สำนวน ดีเอสไอ ต้องสรุปเป็นสำนวนเข้ามา คาดว่า ชาติหน้า คงเสร็จ แหม ล้อเล่นนะ อย่าเครียด

กกต.เป็นของปลอม เอ๊ย ไม่ใช่ องค์กรอิสระ ต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว

แต่ที่ไม่ล้อเล่น ก็ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง บอก ได้เอกสารการทำ“นิติกรรมอำพราง” นี้ จากคนปชป.เอง ตอนแรกใครก็นึกว่า แค่เกมการเมืองตื้น ๆ ตอกลิ่มความไม่ไว้วางใจใน ปชป.

เอาเข้าจริง ไม่ธรรมดา เมื่อคุณโม่งคนนี้เป็น พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ถึงเป็นอดีต ส.ส.แต่ก็อดีตประธานวุฒิสภา แถมเคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ไล่ทักษิณมาแล้ว

พล.ต.มนูญกฤต เปิดใจกับไทยรัฐอย่างนี้

“ได้คุยกับเฉลิมในเรื่องดังกล่าวจริง แต่ขอปิดชื่อบุคคลที่เอาข้อมูลมาให้ บอกได้แต่เพียงเป็นผู้ใหญ่พอสมควรใน ปชป.ที่ “หมั่นไส้” คนที่ชอบทำตัวใหญ่โต ผูกขาดอำนาจภายในพรรค

พอออกจาก ส.ส.ก็มีสมาชิกพรรคที่รู้เรื่องดังกล่าวไม่บริสุทธิ์ ส่งโทรสารมาให้ 3-4 เรื่อง แต่ให้เรื่องเมซไซอะฯ และเรื่องเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจาก กกต.ให้เฉลิม เฉลิมใช้เวลาหาข้อมูล 4 เดือน

จึงมาขออนุญาตนำข้อมูลเหล่านี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เห็นว่ากรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเงินในตลาดหลักทรัพย์เป็นเงินของราษฎร ทำอย่างนี้เท่ากับฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงบอกอนุญาต

และได้มอบเอกสารให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อดำเนินการเรื่องแล้ว ???

พล.ต.มนูญกฤต ยังพูดถึง ประจวบ สังข์ขาว เจ้าของบริษัท (กระดาษ) เมซไซอะฯ ว่า อยู่กับนายตำรวจยศ ร.ต.อ.คนหนึ่งที่สนิทกัน ยืนยันว่าพยานปากสำคัญปลอดภัยดี

เมื่อ พล.ต.มนูญกฤตกล้าเปิดตัว เรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว เนื่องจาก การอภิปรายในสภา ต้องยอมรับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้ตอบอะไร นอกจาก เซ็นรับรองงบดุล เพราะผ่าน กกต.แล้ว

ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาฯ พรรค ก็แก้ข้อหาได้ไม่หมดจด ว่า ทำไม เมซไซอะฯ ไม่เก็บเงินไว้เลย แต่โอนให้คนใกล้ชิดแกนนำพรรคถึง 78 ครั้งใน 84 วัน บางคนเป็นแม่บ้าน

เมื่อทีพีไอเป็นบริษัทในตลาดหุ้น เงินก็มิใช่เงินของ ประชัย เลี่ยว ไพรัตน์ จึงเท่ากับฉ้อราษฎร์บังหลวง ความผิดถึงขั้นยุบพรรค อย่างที่ พล.ต. มนูญกฤต บอก

อยู่ที่ กกต.จะเอาด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมา พรรคหนึ่งดำปี๋ พรรคหนึ่ง ขาวจั๊วะ ตามบันได 4 ขั้นของ คมช.

ปชป.จะถูกยุบพรรค หาก... มีสัญญาณใหม่จากปลายฟ้า !!!

เหมือนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ยังไล่รัฐบาลไม่ได้ แต่จะมีโรคแทรกซ้อน หรือจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันต้องติดตามดูกันต่อไป.

ช็อปช่วยชาติ

ที่มา ไทยรัฐ

มหกรรมเช็คช่วยชาติ สองพันบาท ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แจกฟรีลอตแรก 5 ล้าน 5 แสนใบ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนขอรับเช็ค 7 ล้าน 5 แสนคนทั่วประเทศ ก็ผ่านไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

แต่เนื่องจากพี่น้องประชาชนแห่ไปรับเช็คช่วยชาติมากกว่าที่คาด จึงทำให้การแจกเช็คช่วยชาติเกิดความวุ่นวายขายปลาช่อน

บางคนหลักฐานไม่ครบรับเช็คไม่ได้ บางรายรายชื่อตกหล่น บางคนไปขอรับเช็คผิดที่

แถมหลายคนไปแล้วบัตรคิวไม่พอก็ต้องรอกันบานแห้ว

แม่ลูกจันทร์ เห็นใจพี่น้องประชาชนและเห็นใจเจ้าหน้าที่ เพราะนโยบายเช็คช่วยชาติเป็นเรื่องใหม่ และเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ก็ต้องมีความบกพร่องผิดพลาดเกิดขึ้น

ขอให้มั่นใจว่าผู้ลงทะเบียนรับเช็คทั้งเจ็ดล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นคนจะต้องได้รับเช็คเงินสดคนละสองพันบาทแน่ๆ!!

ฉะนั้น ถ้าเกิดกรณีผิดพลาดพลัดหลงทำให้ได้รับเช็คช้าไปบ้างก็ต้องทำใจไว้ด้วย

แม่ลูกจันทร์ อยากกระชุ่นเตือนพี่น้องผู้มีสิทธิได้รับเช็คช่วยชาติอีกครั้งว่า เมื่อได้เช็คมาแล้ว ก็ควรนำไปเบิกเป็นเงินสดที่ธนาคารกรุงเทพโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

อย่าเก็บเช็คเอาไว้ เพราะถ้าเกิน 6 เดือน เช็คจะเน่าเอาไปใช้อะไรไม่ได้!!

ขอยํ้าอีกครั้งว่าการที่รัฐบาลทุ่มงบ หนึ่งหมื่นเจ็ดพันล้านบาท มาแจกกระจายเป็นเช็คช่วยชาติ ก็หวังว่าพี่น้องประชาชนจะเอาเงินสองพันบาทไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อภายในประเทศ

นโยบายเช็คช่วยชาติของรัฐบาลจะเกิดผลสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ประชาชนที่รับเช็คมาแล้วต้องรีบเอาไปช็อปปิ้ง

เงินก็จะหมุนไป หมุนไป หมุนไป หลายๆรอบ

รัฐบาลเชื่อว่าผู้ได้รับเช็คช่วยชาติส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย เมื่อได้รับเช็คมาแล้วจะต้องเบิกเป็นเงินสดออกมาใช้จ่ายแน่ๆ

แต่ แม่ลูกจันทร์มองต่างมุมว่าเช็คช่วยชาติสองพันบาทที่รัฐบาลแจกฟรีควรจะเอาไป ใช้หนี้”!!

เพราะผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่อยู่ในสถานะเป็น ลูกหนี้

ถ้าเอาเงินสองพันบาทไปชำระหนี้ก็จะเป็นประโยชน์กว่าช็อปปิ้ง!

ถึงจะล้างหนี้ไม่หมดได้ลดหนี้ลงมาบ้างก็ยังดีกว่าเอาไปช็อปปิ้ง!

แม้แต่จะเก็บออมไว้ก่อนเผื่อเหลือเผื่อขาด ก็ดีกว่าเอาไปช็อปปิ้ง!!

ยกเว้น พี่น้องที่ไม่มีภาระหนี้ หรือมีเงินเก็บออมอยู่แล้ว ท่านจะเอาเงินสองพันบาทไปช็อปปิ้งช่วยชาติ แม่ลูกจันทร์ก็เห็นด้วย

ขออนุญาตยํ้าชัดๆว่า ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างนี้ และยังคาดล่วงหน้าไม่ได้ว่าผลกระทบจะหนัก? หรือเบา? ยาว? หรือสั้น?

การระมัดระวังไม่ก่อหนี้เพิ่มคือการยืนอยู่บนความไม่ประมาทตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนรายได้น้อยเงินสองพันบาทไม่ได้หามาง่ายๆ เมื่อได้รับเงินมาแล้วก็ไม่ควรไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย

ส่วนรัฐบาลซึ่งมีภาระรับผิดชอบในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ บางครั้งการกู้เงินเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขออย่างเดียวคือ การกู้เงินต้องพิจารณาให้รอบคอบ ต้องคำนึงถึงภาระการใช้หนี้เงินกู้ให้มากๆ

ประเทศไทยยังโชคดี ที่ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟไปหมดล่วงหน้า

เรายังพออุ่นใจที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสะสมไว้ถึงหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 3.3 ล้านล้านบาท เป็นแบ็กอัพ

แต่การที่รัฐบาลจะกู้เงินอัดฉีดเศรษฐกิจอีก 1.5 ล้านล้านบาท ใน 3 ปี แม่ลูกจันทร์ ฟังแล้วก็สะดุ้ง!!

สะดุ้ง...เพราะเป็นยอดหนี้เงินกู้ที่สูงมาก

ปีนี้ปีเดียว รัฐบาลก่อหนี้ใหม่เพิ่มถึง แปดแสนล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ ประเทศ!!

ก็หวังว่ารัฐบาลจะคิดหน้าคิดหลังให้ดี เพราะเงินกู้ไม่ใช่เงินแจกฟรีนะท่าน.

แม่ลูกจันทร์

ลุ้นระทึกยุบหรือไม่ยุบ?

ที่มา ไทยรัฐ

บทบรรณาธิการ

บรรดาคณะกรรมการบริหาร สมาชิก และผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ คงจะต้องลุ้นด้วยความระทึกใจ พรรคจะโดนยุบหรือไม่? หลังจากที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสภา กล่าวหาว่าใช้บริษัทโฆษณาฟอกเงิน 258 ล้านบาท เข้าพรรค และใช้เงินสนับสนุนจากรัฐ 23 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นความผิดที่อาจถูกยุบพรรค และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งเรื่องให้ กกต.ดำเนินการแล้ว

พรรคประชาธิปัตย์เคยรอดจากถูกยุบมาแล้วหนหนึ่ง เมื่อถูกกล่าวหาว่า กรรม-การบริหารพรรคแจกตั๋วดูภาพยนตร์ให้ผู้มีสิทธิ-เลือกตั้ง ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง แต่คราวนี้โดนข้อกล่าวหาที่หนักกว่าเดิม อีกทั้งผู้อภิปรายเรื่องนี้ในสภา ก็จบการศึกษาด้านนิติศาสตร์ถึงระดับปริญญาเอก จึงมีการคาดหมายว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจโดนยุบ คณะกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

แต่ถ้ามองในแง่กฎหมาย ความผิดที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหาว่ากระทำ เกิดขึ้นระหว่างปี 2547 ถึงต้นปี 2548 ในขณะที่ยังใช้รัฐธรรมนูญ 2540 และกฎหมายพรรค การเมือง 2541 อยู่ จึงต้องนำกฎหมายทั้งสองฉบับมาใช้ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายพรรคการเมือง 2550 ผู้อภิปรายพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์รับเงินจากบริษัท ทีพีไอ เป็นการบริจาคที่ไม่เปิดเผย

ถ้าเป็นกล่าวหาว่ารับบริจาคเงินโดยไม่เปิดเผย และไม่ได้รายงานต่อ กกต. ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 51 ของกฎหมายพรรคการเมือง 2541 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี มีโทษปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี แต่ไม่มีโทษยุบพรรค และไม่มีบทบัญญัติให้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค เหมือนกับที่เขียนไว้ในมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ 2550

อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายพรรคการเมือง 2541 พรรคการเมืองอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบได้ ด้วยสาเหตุอื่นๆอีก เช่นไม่จัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรค ในรอบปีปฏิบัติ และแจ้งให้นายทะเบียนพรรคทราบ หรือเมื่อได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐแล้ว ไม่ได้นำไปใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่มีโทษเพียงแต่ยุบพรรค ไม่ได้ระบุโทษให้เพิกถอน สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการพรรค

ฉะนั้น ถึงแม้พรรคการเมืองจะถูกยุบ ตามกฎหมายพรรคการเมือง 2541 หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ก็เพียงแต่จะถูกห้ามไม่ให้ขอจัดตั้งพรรคขึ้นใหม่ ห้ามไม่ให้เป็นกรรมการบริหารพรรค และห้ามมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคใหม่ แต่ไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงยังมีสิทธิ์ที่จะเป็น ส.ส.หรือเป็นรัฐมนตรีต่อไป เว้นแต่จะนำประกาศ คมช. มาใช้บังคับย้อนหลัง

รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 ที่ให้ยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ เป็นบทบัญญัติที่ถูกวิพากษ์ วิจารณ์มากว่าไม่เหมาะสมเพราะกรรมการพรรคบางคนไม่รู้เห็นเรื่องการซื้อเสียงของผู้สมัครของพรรค ก็ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งถึง 5 ปี หลายฝ่ายเห็นว่าควรได้รับการแก้ไข แต่ควรจะเป็นการแก้ไขร่วมกันของทุกฝ่าย ภายใต้ บรรยากาศของความสมานฉันท์